• Embed Doc
  • Readcast
  • Collections
  • CommentGo Back
 
หัวขอที ่
 
๒๒
 
วิพากษทัศนะครอบงํ
:
วิธีคิดที ่ไมเปนประวัติศาสตร
 
นิธิ
 
เอียวศรีวงศ
 
ภาควิชาประวัติศาสตร
 
คณะมนุษยศาสตร
 
มหาวิทยาลัยเชียงใหม
 
ในวันนี  ้เราจะพิจารณาถึงทัศนะครอบงําอยางที ่สอง
 
ซึ ่งปรากฏในวิธีคิดและขอสรุปที ่ยอมรับกั ทั ่วไปในเมืองไทยอยู มาก
 
เราเรียกทัศนะครอบงําอยางนี  ้วาวิธีคิดที ่ไมเปนประวัติศาสตร
 
เราจะเริ ่มตนกันที ่ว
 
วิธีคิดที ่ไมเปนประวัติศาสตรนั  ้นคืออะไร
 
นักศึกษาคงเคยไดยินคํากลาว ในภาษาไทยที ่ว
"
ความรักทําใหตาบอด
"
หากเราจะถามตัวเองวาคํากลาวนี  ้จริงหรือไม
 
เราก็คงตองอาศัยประสบการณของตัวเองที ่ไดเคยพบเห็นคนที ่มีความรักตอกันมาบาง
 
วิเคราะหดูวาเมื ่อคน เหลานั  ้นตกอยู ในความรักแล
 
เขาตางขาดความสามารถที ่จะใชวิจารณญาณของตนเองในการ ประเมินหรือวิพากษคนที ่เขารักโดยสิ  ้นเชิ
 
ซึ ่งเรียกเปนสํานวนว
"
ตาบอด
"
กันไปหมดทุกคนหรือไม
 
เราจะพบวาคนที ่ตกอยู ในความรักบางคนก็มีลักษณะ
"
ตาบอด
"
ดังกลาว
 
แตบางคนก็ไมไดมีลักษณะ ดังนั  ้
 
เช
 
พ
-
แมของเราก็มีความรักกั
 
แตตางฝายตางก็สามารถมองเห็นขอบกพรองของอีกฝาย หนึ ่
 
เพียงแตวาตางก็ใหอภัยตอความบกพรองเหลานั  ้
 
ไมนํามาเปนเรื ่องใหญในความสัมพันธต กั
 
ฉะนั  ้นจึงอาจกลาวไดวาทั  ้งสองฝายตางยังมีวิจารณญาณของตนเอง
 
สามารถประเมินฝายตรงขาม ไดอยางเปนกลาง
 
โดยไมถูกอคติของความรักครอบงําจน
"
ตาบอด
"
จะเห็นไดว
 
คํากลาวที ่ว
"
ความรักทําใหตาบอด
"
นั  ้
 
ไมไดเปนความจริงในทุกกรณีไป
 
ขึ  ้นอยู กั วาเปนความรักของใคร
 
รักกันอยางไร
 
และรักกันในเงื ่อนไขอะไร
 
เราจะเหมารวมวาใครมีความรักคน นั  ้นตอง
"
ตาบอด
"
หมด
 
ก็ไมได
 
แตในขณะเดียวกันเราจะเหมารวมวาใครมีความรักแล
 
ก็ยังสามารถหลุดพนจากการครอบงําของอคติไดหมด
 
ก็ไมไดเหมือนกั
 
ตองพิจารณาเปนราย
 
 
ไป
 
วาแตละรายนั  ้นมีปูมหลังอยางไร
,
มีอุปนิสัยใจคออยางไรและมีความรักในเงื ่อนไขอะไร
 
เราอาจรวมเรียกสถานการณแวดลอมของกรณีที ่เกิดขึ  ้นทั  ้งหมดนี  ้ไดวาบริบทหรื
context
ในภาษาอังกฤษ
 
สิ ่งที ่เกิดขึ  ้นในสังคมมนุษย
 
ไมวาจะเปนความรั
,
สงคราม
,
เศรษฐกิจตกต่ ํ
,
ตลาดหลักทรัพย
,
การจราจร
 
หรืออะไรก็ตาม
 
ไมไดเกิดขึ  ้นลอย
 
 
แตเกิดขึ  ้นทามกลางสถานการณแวดลอมที ่ เฉพาะเจาะจงอยางใดอยางหนึ ่งทั  ้งสิ  ้
 
เชนการจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ
 
ไมไดเกิดขึ  ้นเพียงเพราะมีรถ ในทองถนนมากเทานั  ้
 
แตยังเกิดขึ  ้นทามกลางเงื ่อนไขของสังคมไทยสมัยใหม
 
ที ่ผลักดันใหคนใน เมืองตองเดินทางจากจุดหนึ ่งไปยังอีกจุดหนึ ่งมาก
 
นับตั  ้งแตไปทําธุรกิ
,
ไปจายตลาด
,
ไปโรงเรียน
,
ไปเที ่ยว
 
เปนต
 
กิจกรรมเหลานี  ้ในสังคมไทยสมัยโบราณกระทําอยู ในยานแคบ
 
 
ที ่อยู ไมไกลจากที ่
 
อยู อาศัยของแตละคน
 
ความจําเปนของคนสมัยนั  ้นที ่จะตองเดินทางไปมาระหวางจุดหนึ ่งซึ ่งอยู หาง จากอี
 2
จุดหนึ ่งมากไมคอยมี
 
ฉะนั  ้นเมืองในสังคมไทย
 
สมัยโบราณจึงไมมีปญหาเรื ่องการจราจรติดขั
 
การพิจารณาเงื ่อนไขดานตาง
 
 
ที ่แวดลอมการจราจรติดขัดนั  ้
 
คือการพิจารณาถึงบริบทของการจราจร นั ่นเอง
 
เฉพาะที ่ยกตัวอยางไปแลวนั  ้
 
เปนการพิจารณาเพียงแตบริบททางดานสังคมของการจราจร เทานั  ้
 
หากพิจารณาใหละเอียดกวานั  ้
 
ก็ตองคํานึงถึงบริบทดานอื ่
 
 
ของการจราจรอีกดวย
 
เช
 
บริบททางเศรษฐกิ
,
ทางผังเมือง
,
ทางวัฒนธรรม
,
ทางการเมือง
 
เปนต
 
บริบทของปรากฏการณทางสังคมแตละเรื ่องจึงมีอยู หลายดาน
 
การพิจารณาปรากฏการณใด
 
 
โดยคํานึงถึงบริบทของสิ ่งนั  ้
 
 
ไมตีขลุมวาปรากฏการณหนึ ่
 
 
นั  ้นสามารถใชอธิบายปรากฏการณ อยางเดียวกันไปไดหมด
 
โดยไมตองคํานึงถึงเงื ่อนไขแวดลอมที ่เกิดขึ  ้นเลย
 
คือวิธีคิดที ่เรียกวาเป ประวัติศาสตรและในทางตรงกันขาม
 
การพิจารณาสิ ่งใดโดยไมคํานึงถึงบริบทเลย
 
คือวิธีคิดที ่ เรียกวาไมเปนประวัติศาสตร
 
จะยกตัวอยางอีกกรณีหนึ ่งถึงวิธีคิดที ่ไมเปนประวัติศาสตร
 
ซึ ่งมักไดยินไดฟงในสังคมไทยอยู เสมอ
 
นักศึกษาคงเคยไดยินขอสรุปที ่ว
 
เพราะจารึกหลักที ่
 
 
ของสุโขทัยกลาวว
"
ใครใครคาชางค
 
ใครใครคามาค
"
จึงเปนการแสดงวาผู  ปกครองราชอาณาจักรสุโขทัยสนับสนุนการคาเสรี
 
และดวยเหตุดังนั  ้นจึงเปนรากฐานของระบอบประชาธิปไตยของไทย
 
แตขอสรุปดังกลาวนี  ้เปนขอสรุปที ่ไมมีหลักฐาน ทางประวัติศาสตรรับรองไดเพียงพอ
 
ดวยเหตุผลดังตอไปนี  ้คื
 
)
ในจารึกกลาวขอความตรงนี  ้สืบเนื ่องกับขอความวาพอเมืองไมเก็บภาษีจังกอบ
 
นั ่นก็คือไมเก็ ภาษีผานดานแกสินคาอยางนอยสี ่อยางคือชาง
,
ม
,
เงิ
,
และทอง
(
สําริ
)
แตจะเก็บภาษีอื ่ ตลอดจนหามการเคลื ่อนยายสินคาอื ่นอะไรอีกบางหรือไม
 
จารึกไมไดกลาวไว
 
ขอความเพียงเทานี  ้จึ ไมเพียงพอที ่จะกลาวไดวาสุโขทัยมีนโยบายเศรษฐกิจเสรี
 
)
จารึกหลักที ่
 
 
กลาวถึงการมีทาสหรือข
,
การจับเชลยมาเปนทาสหรือเปนไพรเพื ่อเรียกเกณฑ แรงงาน
,
นอกจากนี  ้ยังมีจารึกสุโขทัยหลักอื ่นอีกหลายสิบหลักซึ ่งสะทอนใหเห็นสังคมที ่ไมไดมุ งเน ความเสมอภาคหรือเสรีภาพของบุคคล
 
จึงไมมีเหตุผลอยางไรที ่จะสรุปวาสุโขทัยเปนสังคม ประชาธิปไตย
 
)
ถาแมนวาจารึกหลักที ่
 
 
อาจกลาวถึงการที ่ประชาชนอาจทําสิ ่งนั  ้นสิ ่งนี  ้ได
 
เชนอาจคางัวควายได โดยไมตองเสียภาษีผานดาน
 
ก็ไมอาจเรียกการกระทําเชนนี  ้ไดวาเป
"
สิทธิ
"
หรื
"
เสรีภาพ
"
ของ
 
ประชาชน
 
เพราะจารึกกลาวไวชัดเจนวาการที ่ประชาชนอาจทําสิ ่งนั  ้นสิ ่งนี  ้ไดเปนเพราะพอเมือง อนุญาตใหทํ
 
เมื ่อพอเมืองอนุญาตไดก็ยอมถอนการอนุญาตไดเหมือนกั
 
จารึกหลักที ่
 
 
จึงไมอาจ
 
เปรียบกันไดกับรั ฐธรรมนู
 
ซึ ่งประกันสิทธิและเสรีภาพของพลเมืองอยางถาวร
 
โดยที ่ผู  ปกครองไมมี
 3
อํานาจจะมาถายถอนไดในทุกกรณี
 
การที ่มีขอสรุปงาย
 
 
วาสุโขทัยมีเศรษฐกิจเสรีก็ได
 
สุโขทัยเป สังคมประชาธิปไตยก็ดี
 
เกิดขึ  ้นเนื ่องจากการอานหลักฐานดวยความเขาใจในเรื ่องเศรษฐกิจเสรีและ ประชาธิปไตยของโลกปจจุบั
 
หางจากสมัยสุโขทัยมา
 
๗๐๐
 
ป
 
แทที ่จริงแลวแนวความคิดเรื ่อง เศรษฐกิจเสรีก็ดี
 
ประชาธิปไตยก็ดี
 
ยังไมไดถือกําเนิดขึ  ้นที ่ใดในโลกสักแหงเดียวในเวลานั  ้
 
และการที ่จะเกิดแนวคิดนี  ้ขึ  ้นไดก็จําเปนตองเกิดความเปลี ่ยนแปลงในระบบการผลิตทางเศรษฐกิจและ การเมือง
 
ไปในระดับหนึ ่งแล
 
รั ฐและสังคมโบราณอยางสุโขทั
 
ไมมีทั  ้งความจําเปนหรือความชื ่นชม ที ่จะใชเศรษฐกิจเสรีและประชาธิปไตย
 
เราอาจกลาวไดว
 
ผู  ที ่เสนอขอสรุปผิ
 
 
เกี ่ยวกับสุโขทัยเชนนี  ้นําเอาบริบทของสมัยปจจุบันไปใช กับสมัยสุโขทั
 
หรือพิจารณาหลักฐานของสุโขทัยโดยไมคํานึงถึงบริบทของสุโขทัยเลย
 
ฉะนั  ้นจึงเห็นไดชัดวาขอสรุปผิ
 
 
เชนนี  ้เกิดขึ  ้นจาก
 
วิธีคิดที ่ไมเปนประวัติศาสตร
 
เหตุที ่เราเรียก วิธีคิดเชนนี  ้วาเปนหรือไมเปนประวัติศาสตร
 
ก็เพราะประวัติศาสตรเปนวิชาที ่เนนความสําคัญของ บริบทอยางยิ ่
 
กลาวคือประวัติศาสตรเปนวิชาที ่วาดวยความเปลี ่ยนแปลง
 
ไมมีอะไรที ่หยุดนิ ่งอยู กับที ่ ในประวัติศาสตร
 
ทุกยุคสมัยเปนเรื ่องของความเปลี ่ยนแปลงอยู ตลอดเวลา
 
ฉะนั  ้นปรากฏการณหนึ ่
 
 
จึงเกิดขึ  ้นในเงื ่อนไขที ่ไมเหมือนกันเลย
 
เชนมนุษยอาจทําสงครามกันมาตั  ้งแตสมัยหิ
 
แตสงครามทุครั  ้งนั  ้นเกิดขึ  ้นทามกลางเงื ่อนไขทางสังคม
,
เศรษฐกิ
,
การเมือง
,
เทคโนโลยี
,
วัฒนธรรม
,
ศาสนา
,
และอื ่
 
 
ที ่แตกตางกั
 
หรือกลาวอีกอยางหนึ ่งก็คือเกิดขึ  ้นทามกลางบริบทที ่แตกตางกันมาก
 
มนุษยไมเคยรบราฆาฟนกันลอย
 
 
แตกระทํากันในสภาพเงื ่อนไขที ่แตกตางกันอยางมากตลอดมา
 
การจะเขาใจเรื ่องสงครามจึงจําเปนตองพิจารณาสงครามแตละกรณีในบริบทของมั
 
จะเห็นไดวาวิธีคิดที ่เปนประวัติศาสตร
 
แฝงไวซึ ่งการยอมรับถึงความเปลี ่ยนแปลงหรือความเป อนิจจังของสรรพสิ ่
 
และในทางตรงกันขามวิธีคิดที ่ไมเปนประวัติศาสตรแฝงไวซึ ่งการไมยอมรับว โลกนี  ้เปลี ่ยนแปลงอยู ตลอดเวลา
 
จึงทําใหมองเห็นโลกเปนสิ ่งหยุดนิ ่
 
ไมสามารถปรับตัวใหรับกั ความเปลี ่ยนแปลงที ่เกิดขึ  ้นได
 
แมวาเราเรียกวิธีคิดเชนนี  ้วาเปนประวัติศาสตร
 
ก็ไมจําเปนวาจะตองเปนวิธีคิดที ่ใชกับอดี เทานั  ้
 
แทที ่จริงแลววิธีคิดที ่เปนประวัติศาสตรหรือวิธีคิดที ่คํานึงถึงบริบทอยู เสมอนี  ้
 
เปนวิธีคิดที ่ให ประโยชนไดในทุกเรื ่องไมวาจะเกี ่ยวกับอดี
,
ปจจุบันหรืออนาคต
 
ทําใหผู  คิดมองเห็นความซับซอนของ ปรากฏการณหนึ ่
 
 
ซึ ่งตนเองนําขึ  ้นมาพิจารณาไดถองแท
 
of 00

Leave a Comment

You must be to leave a comment.
Submit
Characters: ...
You must be to leave a comment.
Submit
Characters: ...