• Embed Doc
  • Readcast
  • Collections
  • 1
    CommentGo Back
 
41211
กฎหมายแพ่
1 (Civil Law1) 
หน่วยที
1
การใช้การตีความกฎหมายและบททั วไป
1.
 
 วิชานิติศาสตร์เป็นวิชาท่  ีมีหลักเกณฑ์พ้ืนฐานหลายประการ ท่  ีผู  ศึกษากฎหมายจำ าเป็นตองศึกษาหลัก
 
เกณฑ์พ้ืนฐานทางความคิงจะช วยทำ าใหการ ความคิดท่ีเป็นระบบ
2.
 
การศึกษากฎหมายก็เพ่ือใชกฎหมาย และในการใชกฎหมายนันก็จำ าเป็นจะตองมีการตีความกฎหมาย โดยผู  ท่ี ใชกฎหมายด วย
3.
หลักเกณฑ์ท่ีสำ าคัญประการหน่ึงของกฎหมายก็คือกฎหมายจะกำ าหนดสิทธิและหนาท่ีของบุคคล และ บุคคลผู  มีสิทธินัตองใชสิทธิ ใหถูกตอง
4.
 
 ในประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย์ บรรพ
1
หลักทัวไป ไดบัญญัติบทเบ็ดเสร็จทัว ่ ไป ซ่ึงเป็นหลัก
 
เกณฑ์ทั วไปท่  ีอาจนำ าไปใชกับกรณีต างๆ ไว ในลักษณะ
1
1.1
การใช้และการตีความกฎหมาย
1.
 
การใชกฎหมายมีความหมาย
2
ประการ คือ การบัญญัติกฎหมายตามท่  ีกฎหมายแมบทใหอำ านาจไว
 
ประการหน่ึง และการใชกฎหมายกับขอเท็ จจริงอีกประการหน่ึ
2.
 
การใชกฎหมายกับขอเท็จจริงนันผู  เก่ียวของ และไดรับผลจากกฎหมายก็อยู ในฐานะท่ีเป็นผู  ใช กฎหมายทัง้ สิ
3.
การใชกฎหมายกับขอเท็ จจริงยังอาจแบงเป็นการใช โดยตรงและโดยเทียบเคียง
4.
 
การตีความกฎหมายของกฎหมายแตละระบบ หรือแตละประเทศก็มีการตีความท่  ีแตกตางกัน และ กฎหมายแตละประเภทกันก็ยังมีหลักเกณฑ์ ในการตีความท่  ีแตกต างกั
5.
กฎหมายท่ี ใชอยู อาจมีชองวางในการใชกฎหมายเกิดขึ  ้น จึงตองมีการอุดชองวางของกฎหมาย ซ่ึ
 
กฎหมายนันอาจกำ าหนดวิธีการไวหรือบทกฎหมายมิไดกำ าหนดวิธีการไว ก็ตองเป็นไปตามหลักทั 
1.1.1
การใชกฎหมาย
 
การใชกฎหมายมี
2
ประเภท คือ การใชกฎหมายโดยตรงและ การใชกฎหมายโดยเทียบเคียง
 
การใชกฎหมายกับขอเท็จจริงโดยตรงกับการใชโดยเทียบเคียงเกิดขึ  ้นพรอมกันได การใช
 
กฎหมายโดยตรงตองเร่ิมจากตัวบทกฎหมายกอน โดยการศึกษากฎหมายในเร่ืองนันๆ เพ่อใหรู  ถึงความหมาย
 
หรือเจตนารมย์ของกฎหมายกอน แล วจึงมาพิ จารณาว าตั วบทกฎหมายนัสามารถปรบใชกับขอเท็ จจริงไดหรือไม
 
การใชกฎหมายโดยการเทียบเคียง กฎหมายท่  ีบัญญัติไวเป็นลายลักษณ์อักษรแมพยายามใหรอบคอบเพียงใดบอยครัง้ พบว าขอเท็จจริงท่ีเกิดขึ  ้นไมมีกฎหมายลายลักษณ์อักษรท่ีบัญญัติไว โดยตรงท่  ีสามารถยกมาปรับแกคดี
 
 ได จำ าเป็นตองหากฎหมายมาใชปรับแกคดี ให ได โดยพยายามหากฎหมายท่ี ใกลเคียงอย างย่ิงท่  ีพอจะใชปรับแกข เท็ จจริงนั
1.1.2
การตีความกฎหมาย
 
การตีความตามเจตนารมณ์กับการตีความตามตัวอักษร การตีความในกรณีนีจะเกิดขึ  ้นเม่ื
 
กฎหมายมีความกำ ากวมไมชัดเจน หรืออาจแปลความหมายไปไดหลายทางการตีความตามกฎหมายจะแยก
 
พิ จารณาจะตองแยกพิ จารณาออกเป็น หลักการตีความกฎหมายทั วป กบหลักการตีความกฎหมายพิเศษ
 
หลักเกณฑ์การตีความกฎหมายทั ว ่ ไป เป็นการหาความหมายท่ีแท จริงของกฎหมาย จำ าเป็นตอง
 
พิเคราะห์ตัวกฎหมายและเหตุผลท่ีอยู เบ้ืองหลังของกฎหมาย หรือเจตนารมย์ของกฎหมาย การพิเคราะห์
 
กฎหมายมี
2
ด าน คื
(1)
 
พิเคราะห์ตั วอักษร
(2)
 
พิเคราะห์เจตนารมย์ หรือเหตุผลหรือความมุ งหมายของกฎหมาย
 
การตีความตามกฎหมายพิเศษ มีหลักการตีความของตนเองโดยเฉพาะ
 
หลักเกณฑ์ ในการหาเจตนารมณ์ของกฎหมาย มีหลักเกณฑ์บางประการท่ี จะช วยหาเจตนารมณ์ บางประการของกฎหมายหลักคื
1)
หลักท่ีถือวากฎหมายมีความมุ งหมายท่ี จะใชบังคับไดในบางกรณี
 
กฎหมายอาจแปลความไดหลายนัย ทำ าใหกฎหมายไรผลบังคับ ปัญหาวา เจตนารมณ์ของกฎหมายจะใชความหมายใดตองถือวากฎหมายมีเจตนา จะใหมีผลบังคับได จึงตองถือเอานัยท่ีมีผลบังคับได
2)
กฎหมายท่ีเป็นขอยกเวนไมมีความมุ งหมายท่  ี จะใหขยายความออกไป
 
กลาวคือ กฎหมายท่ีเป็นบทยกเวนจากบททัวไปหรือกฎหมายท่ีเป็น
1
 
บทบัญญัติตัดสิทธินันหากมีกรณีท่  ีแปลความไดอยางกวางหรืออยาง
 
ขยาย กับแปลความอยางแคบ ตองถือหลักแปลความอยางแคบเพราะกฎหมายประเภทนี ไ้ มมีความมุ งหมายใหแปลความอย างขยายความ
 
การตีความกฎหมายทัว ่ ไปกับการตีความตามกฎหมายเฉพาะ มีหลักเกณฑ์ตางกัน คือการตีความ
 
กฎหมายโดยทั ว ่ ไป คือการหาความหมายท่ีแท จริงของกฎหมาย ซ่ึงจำ าเป็นตองพิเคราะห์ตั วกฎหมาย และเหตุผลท่ี
 
อยู เบ้ืองหลังของกฎหมาย หรือเจตนารมณ์ของกฎหมาย การตีความกฎหมายตองพิเคราะห์
2
ดานคือ
(1)
พิเคราะห์ตัวอักษร และ
(2)
พิเคราะห์เจตนารมยหรือเหตุผลหรือความมุ งหมายของกฎหมาย การแสวงหา
 
เจตนารมณ์ของกฎหมายมีทฤษฎี
2
ทฤษฎี คือ
(
)
ทฤษฎีอัตตวิสัย หรือทฤษฎีอำ าเภอจิต
(
)
ทฤษฎีภววิสัย
 
หรือทฤษฎีอำ าเภอการณ์
 
การตีความกฎหมายพิเศษ มีหลักเกณฑ์การตีความของตนเองโดยเฉพาะ จะนำ าหลักทั วไปในการตความ
 
มาใช โดยด วยมิ ได เชนกฎหมายพิเศษไดแกกฎหมายอาญา ซ่ึงมีหลักเกณฑ์พิเศษคื
(1)
กฎหมายอาญาเป็นกฎหมายท่ีกำ าหนดความผิดและโทษจึงตองตีความเครงคัด
(2)
จะตีความโดยขยายความใหเป็นการลงโทษหรือเพ่ิมโทษผู  กระทำ าผิดใหหนักขึ  ้นไม ได
 
หลักการตีความตองตีความตามตั วอักษรกอนหากตั วอักษรมีถอยคำ าชัดเจนก็ ใชกฎหมายไปตามนันแต
 
หากตั วอักษรไมชัดเจนหรือมีัญหา จึงมาพิ จารณาความมุ งหมายหรือเจตนารมย์ของกฎหมายนัไปพรอมๆ กั
 
เป็นหลักการตีความ ไม ใชถือหลักว าหากตั วอักษรไมมีปัญหาแลวก็ตองพิ จารณาถึงเจตนารมย์เลยซ่ึงเป็นเร่ืองไม ถูกตอง
1.1.3
การอุดชองว างของกฎหมาย
 
ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย์ ไดกำ าหนดวิธีอุดชองว างของกฎหมายไว ในมาตรา
4
1.2
สิทธิและการใช้สิทธิ
1.
สิทธิเป็นสถาบันหลักในกฎหมาย เม่ือกฎหมายกำ าหนดสิทธิแลวจะตองมีบุคคลผู  มีหนาท่ีท่ี จะตอง ปฏิบัติหรือตองไมปฏิบัติเพ่ือใหเป็นไปตามสิทธิของผู  ทรงสิทธินั
2.
 
สิทธิอาจแบงออกไดเป็นสิทธิตามกฎหมายมหาชน และสิทธิตามกฎหมายเอกชน ซ่ึงแตละประเภท
 
ยังอาจแบงออกยอยๆ ไดอี
3.
การมีสิทธิกับการใชสิทธิมีความแตกตางกัน การใชสิทธิก็ตองเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย
 
เชน ตองใชสิทธิ โดยสุ จริ
1.2.1
สิทธิและแนวคิดเร่ืองสิทธิ
 
สิทธิ ตามความเห็นของ ศ
.
ดร
.
หยุด แสงอุทัย คือ ประโยชน์ท่ีกฎหมายรับรองและคุ  มครองให
 
สิทธิเป็นทังอำ านาจ และเป็นทังประโยชน์ จึงถือไดวา สิทธิ คือ อำ านาจท่  ีกฎหมายใหเพ่ือใหสำ าเร็จประโยชน์ท่ี กฎหมายคุ  มครอง
 
สิทธิคือ อำานาจที กฎหมายรับรองให้แก่บุคคลในอันที จะกระทำาการเกี ยวข้องกับทรัพย์สินหรือบุคคลอื
 
เช่น อำานาจที กฎหมายรับรองให้แก่บุคคลในอันที  จะเรียกร้องให้บุคคลอีกบุคคลหนึงกระทำาการหรืองดการกระทำาบางอย่าง
 
เพือประโยชน์แก่ตน เช่นเรียกให้ชำ
 
กรรมสิทธิท แท้จริงแล้วก็คืออำานาจของผู  ้ที จะเป็นเจ้าของในอันที จะใช้สอยแสวงหาประโยชน์จากทรัพย์สิน ตลอดจน
 
 จำาหน่าย จ่าย โอน ห้ามผู  ้อืนเข้ามาใช้สอย เกี ยวข้องสัมพันธ์กับหน้าที คือ สิทธิและหน้าที เป็นของคู ่กัน เมือกฎหมาย กำาหนดรับรองสิทธิของผู  ้ใดแล้วก็เกิดมีหน้าที แก่บุคคลซึงต้องกระทำาหรืองดเว้นการกระทำาบางอย่างตามสิทธิทีกฎหมาย
 
รับรอง คุ  ้มครองให้แก่บุคคลนันเช่น กฎหมายรับรองสิทธิในชีวิต ก็ก่อให้เกิดหน้าที แก่บุคคลอืนที จะต้องไม่ไปฆ่าเขา
 
กฎหมายรับรองสิทธิ ในร่างกาย ก็ก่อหน้าที แก่บุคคลอืนที  จะไม่ ไปทำาร้ายเขา กฎหมายรับรองสิทธิ ในหนีองเจาหนี ็กอให้ เกิดสิทธิแก่ลูกหนี  ี จะต้องชำาระหนี
 
เสรีภาพ ได้แก่ภาวะของมนุษย์ที ไม่อยู ่ภายใต้การครอบงำาของผู  ้อืน หรือภาวะทีปราศจากการหน่วง
 
เหนียวขัดขวาง เสรีภาพจึงเป็นเรืองของบุคคลที จะกำาหนดตนเองจะกระทำาการใดๆ โดยตนเองโดยอิสระปราศจากการ
 
แทรกแซงขัดขวางจากภายนอก เสรีภาพมีลักษณะต่างจากสิทธิหลายประการได้แก่
(1)
 
ทัง สิทธิและเสรีภาพก่อให้เกิดหน้าทีแก่ผู  ้อืนที จะต้องเคารพแต่สิทธิ อาจก่อให้เกดหน้าที แก่บุคคลทั วไป
 
ก็ได้ เช่น มีสิทธิในทรัพย์สิน ก่อให้เกิดหน้าที แก่บุคคลที จะต้องเคารพในสิทธินีไม่เข้าไปขัดขวางกา
 
 ใช้สอย ไม่ถือเอามาเป็นของตน แต่เสรีภาพก่อให้เกิดหน้าทีแก่บุคคลทั วไปจะต้องเคารพ เช่นเสรีภาพ
 
 ในการนับถือศาสนา เสรีภาพในร่างกายก็ก่อให้เกิดหน้าทีแก่บุคคลทั วไปที จะต้องเคารพ
(2)
 
หน้าที ซึงเกิดจากสิทธินันอาจเป็นหน้าท  ที ต้องกระทำาหรืองดเว้นการกระทำเช่นสิทธิในทรัพย์สิน ก่อ
 
 ให้เกิดหน้าที งดเว้นไม่เข้าแทรกแซงการใช้สอย ไม่ยุ ่งกับทรัพย์สินของเขา ผู  ้เอาทรัพย์สินของเขาไปก็
 
มีหน้าที ต้องกระทำาคือต้องส่งคืนเขา หน้าที ที เกิดจากเสรีภาพ ก่อให้ผู  ้อืนมีหน้าที ต้องงดเว้นกระทำาคือ
 
 ไม่เข้าขัดขวางหรือไม่เข้าแทรกแซงเสรีภาพของเขา เช่น เสรีภาพในการนับถือศาสนา ผู  ้อืนก็มีหน้าที ที   จะไม่ขัดขวางต่อการนับถือศาสนาของเขา
2
 
(3)
เสรีภาพนันกล่าวกันมากในกฎหมายมหาชน เช่นในรัฐธรรมนูญแห่งราชอนาจักรไทย
.
. 2534
มาตรา
24
บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรำฐธรรมนูญชายและ
 
หญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน การกำาจัดสิทธิและเสรีภาพอันเป็นการฝ่าฝืนเจตนารมณ์ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญจะกระทำามิ ได้
 
องค์ประกอบแห่งสิทธิมีสาระสำาคั
4
ประการคื
(1)
ผู  ้ทรงสิทธิ
(2)
การกระทำาหรือละเว้นการกระทำ
(3)
วัตถุแห่งสิทธิ
(4)
บุคคลซึงมีหน้าที 
 
การแบ่งสิทธิตามกฎหมายเอกชนนัน เป็นสิทธิที รัฐยอมรับรองและบังคับการให้ เพราะเป็นสิทธิของ
 
เอกชนที  จะใช้ยันกับเอกชน ไม่ก่อผลมายันต่อรัฐไม่กระทบถึงอำานาจรัฐมากนัก แบ่งตามหลักเกณฑ์ต่างๆ ดังนี
(1)
การแบ่งแยกตามสภาพของสิทธิ
-
สิทธิสมบูรณ์
-
สิทธิสัมพัทธ์
(2)
การแบ่งแยกตามวัตถุแห่งสิทธิ
-
สิทธิเกี ยวกับบุคคล
-
สิทธิเกี ยวกับครอบครั
-
สิทธิเกี ยวกับทรัพย์สิ
(3)
การแบ่งแยกตามเนือหา
-
สิทธิ ในทางลั
-
สิทธิ ในทางปฏิเสธ
(4)
การแบ่งแยกตามขอบเขตที ถูกกระทบกระทั งโดยสิทธิอืนๆ
-
 
สิทธิที เป็นประธาน หมายถึงสิทธิที เกิดขึ  นและดำารงอยู ่ โดยตัวเองมิ ได้ขึ  นอยู ่กับสิทธิอืน สิทธิที  เกิดขึ  นและเป็นอิสสระไม่ขึ  นกับสิทธิอื
-
 
สิทธิอุปกรณ์ หมายถึงสิทธิที เกิดขึ  นเนืองมาแต่สิทธิอืน การดำารงอยู ่ก็ขึ  นอยู ่กับสิทธิอืสิทธิ อุปกรณ์มิ ได้เป็นอิสระของตนเองแต่ขึ  นอยู ่กับสิทธิอื
1.2.2
การใชสิทธิ
 
การมีสิทธิกับการใช้สิทธิ เหมือนกันและแตกต่างกันอย่างไร
 
การมีสิทธิกับการใช้สิทธินัแตางกัน การมีสิทธินัมอกฎหมายรับรองก็มีสิทธิ แต่อาจถูกจำากัดการใช้
 
สิทธิ ได้ เช่น ผู  ้เยาว์แม้ จะมีสิทธิ ในทรัพย์สินแต่อาจถูกจำากัดสิทธิทำานิติกรรมเกียวกับทรัพย์สินได้
กฎหมายกำาหนดแนวทางการใช้สิทธิ ไว้อย่างไร
 
กฎหมายกำาหนดแนวทางการใช้สิทธิเอาไว้ โดยทั วไปก็คือต้องไม่ใช้สิทธิให้เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย และ ต้องใช้สิทธิ โดยสุ จริ
1.3
 
บทเบ็ดเสร็ จทั วไป
1.
 
บทบัญญัติท่ีเป็นบทเบ็ดเสร็จทัว่ ไปนีป็นหลักเกณฑ์ท่ีอาจนำ าไปใชกับกรณีตางๆ ในประมวล กฎหมายแพงพาณิชย์ท่  ี ไมมีบทบัญญัติเร่ืองนี โดยเฉพาะ
2.
 
การทำ าเอกสารท่ีกฎหมายกำ าหนดวาตองทำ าเป็นหนังสือนันกฎหมายวางหลักเกณฑ์วาตองลง ลายมือช่ื
3.
 
เหตุสุดวิสัยเป็นเหตุใดๆ ท่  ี จะเกิดขึ  ้นก็ดีจะใหผลพิบัติก็ดีเป็นเหตุท่ี ไมอาจองกันได แมทังบุคคลผู  
 
 ใกลจะประสบเหตุนันจะไดจัดการระมัดระวังตามสมควร อันจะพึงคาดหมายไดจากบุคคลในฐานะและภาวะเชนนั
4.
 
ดอกเบียเป็นดอกผลนิตนัยอยางหน่ึง กฎหมายกำ าหนดเป็นหลักเกณฑ์ทัว ่ ไปวา ถาจะตองเสียดอก
 
เบีแตมิ ไดกำ าหนดอัตราไว ให ใชอัตรารอยละเจ็ดคร่ึงตอป
1.3.1
การทำ าและการตีความเอกสาร
 
การท่ีกฎหมายกำ าหนดว า สัญญาเช าซ้ือตองทำ าเป็นหนังสือนั สัญญาเช าซ้ือไมตองเขียนสัญญา
 
นัอง แตองลงลายมือช่ือหรือลงเคร่ืองหมายแทนการลงมือช่ือโดยชอบตามมาตรา
9
 
สัญญากู  ้มีข้อความซึงอาจแปลความได้สองนัย ถ้าแปลความนัยแรกจะเป็นคุณแก่ผู  ้ ให้กู  ้ ถ้าแปลตามความ
 
นัยที สองจะเป็นคุณแก่ผู  ้กู  ้ เมือเป็นดังนีจะต้องตีความตามนัยสอง คือ ต้องตีความให้เป็นคุณแก่คู ่กรณี ฝ่ายที ต้องเป็นผู  ้
 
เสียในมูลหนีอลูกหนี นเอง ตามมาตรา
11
1.3.2
เหตุสุดวิสั
 
เหตุสุดวิสัยกับภัยธรรมชาติ ไมเหมือนกันเพราะเหตุสุดวิสัยอาจเกิดจากภัยธรรมชาติ หรืออาจเกิ
 
 จากการกระทำ าของคนก็ ได และภัยธรรมชาติก็อาจไมเป็นเหตุสุดวิสัยก็ ได
3
of 00

Leave a Comment

You must be to leave a comment.
Submit
Characters: ...

ddddddddddddddddddddddddddddddddddddd

You must be to leave a comment.
Submit
Characters: ...