• Embed Doc
  • Readcast
  • Collections
  • CommentGo Back
 
2 8 1 0 0
ความสำ าคัญและการรักษาพระไตรปิฎก
5 1 2 0 0 4 1 -1 0 0 
พระธรรมปิฎก
(
.
.
ปยุตฺ โต
)0 15 0 0 0 
ก่อนจะพูดถึงพระไตรปฎก ควรทำ าความเข้ าใจกันก่อนว่ า พระพุทธศาสนา
 
คืออะไร
 
พระพุทธศาสนก็คือคำ าสอนของพระพุทธเจ้ า การทีเรานับถือพระพุทธ
 
ศาสนา ก็คือนับถือคำ าสอนของพระพุทธเจ้ า
 
ขอให้นึกย้อนหลังไปถึงสมัยพุือพระพุทธเจ้ าออกประกาศพระ
 
งไม่มีพระพุทธศาสนท่ านทัหลายท  ีมาเป็นพระสาวกของพระพุทธ
 
เจ้ คือต้องการมาฟังคำ าสอนของพระพุทธเจ้ า เพราะเหตุท  ีต้องการฟังคำ าสั 
 
สอนของพระพุทธเจ้  จึงเป็นผู  ้ฟังท  ีเราเรียกว่ ็น าว่ าสาวกนั
 
ก็แปลว่ าผู  ้ฟังนั
 
เมือฟังคำ าสัสอนของพระพุทธเจ้ าทีเรียกว่ ทธศาสนาแล้  ไป
 
ปฏิบัติตามคำ าสั สอนของพระองค์ การฟังคำ าสัสอนของพระพุทธเจ้ าแล้ วปฏิบัติ
 
ตามนัก็เป็นพระพุทธศาสนาอีก พระพุทธศาสนาจึงมีความหมาย ทัเป็นค าสั 
 
สอนของพระพุทธเจ้ า และการปฏิบัติตามคำ าสั  สอนนั
5 2 0 0 0 
ถึงความหมายขยายไกลก็ จับหั วใจพระพุทธศาสนาไว้ ให้ ได้
0 26 0 0 0 
ต่อมาก็มีการจัดตัเป็นชมชน เป็นสถาบัน เป็นองค์กร หมายความว่ า คนมา
 
รวมกันเรียน มาฟังคำ าสั สอขยายออกไป เรียกว่ าเล่ าเรียนคำ าสั  สอนของพระ
 
พุทธเจ้ า แล้ วก็ปฏิบัติ ทำ ากันอย่ างเป็นจริงเป็นจัง เป็นจำ านวนมาก ก็ต้องมีการจั
 
สรรดูแลต่ างๆ เพือให้คนทัหลายทีมาอยู ่รวมกันเพือวัตถุประสงค์อย่ างนีไ ด้เรียน
 
 ได้ฟัง แล้ วก็ ได้ปฏิบัติตามคำ าสอนของพระพุทธเจ้ าอย่ างได้ผล การจัดสรรดูแลให้
 
มีการเล่ าเรียน สดับฟัง และปฏิบัติตามคำ าสอนของพระพุทธเจ้ า ก็เรียกว่ าเป็นพระ
 
พุทธศาสนาด้ วย ความหมายของพระพุทธศาสนาก็เลยกว้ างขวางออกไป
 
พอถึงขัดตัการดูแลให้มีการเล่ าเรียนและปฏิบัติ ก็เลยรวมไปถึงทุกสิ
 
ทุกอย่ างท  ีเกิดขึ  นมาเป็นชุมชน เป็นองค์กร เป็นสถาบันหรือ อะไรๆ ทีกว้ างขวาง
 
ออกไความหมายของพระพุทธศาสนาก็ขยายออกไป เป็นอย่ างทีเราเข้ าใจใน
 
ปัจจุบันนีไปๆมาๆก็เลยลืมไปเลยไม่รู  ้ ว่ าตั วพระพุทธศาสนาคืออะไร
 
อยู ่ตรงไหน ถ้ าไม่ทบทวนกันไว้ ให้ดี ต่อไปก็ จับไม่ถูก ว่ าทีแท้นัะพทธศาสนา
 
ก็อยู ่ที จุดเริม คือคำ าสั  สอนของพระพุทธเจ้ าเท่ านั
 
เพราะฉะนัจะตองจับตั วพระพุทธศาสนาไว้ ให้อยู คำ าสัสอนของ
 
พระพุทธเจ้ าให้ ได้ ไม่ ว่ าอะไรก็ตาม ถ้ ามีการปฏิบัการเชือถือกันไปมากมาย
 
 ใหญ่ โต แต่เสร็ จแล้ วไม่ ใช่คำ าสั  สอนของพระพุทธเจ้  ไม่ ใช่พระพุทธศาสนา
 
ที ว่ ามานีป็นเรืองแรกทีต้องทำ าความเข้ าใจก่อน เป็นอันว่ า คนท  ีมาหาพระ
 
พุทธศาสนก็คือต้องการคำ าสั  สอนของพระพุทธเจ้ า เราไม่เอาอะไรอย่ างอื
 
เราไม่ ได้ต้องการคำ าสัสอนของ คนอืน เป็นต้
 
เมือเราต้องการคำ าสัสอนของพระพุทธเจ้  าเป็นสมัยพุทธกาล จะทำ า
 
อย่ างไร เราก็ ไปฟังพระพุทธเจ้  าอยู ่ ในวัดเดียวกับพระองค์ ก็ ไปหาไปเฝ้าพระ
 
องค์ ไปทีธรรมสภาทีพระพุทธเจ้ าตรัสแสดงธรรม ไปฟังพระองค์ หรือซักถาม
 
 
พระองค์ ทูลถามปัญหาต่ างๆ ให้พระองค์ตรัสตอบให้ ถ้ าอยู ่ไกลก็เดินทางมา บาง
 
คนมาจากต่ างประเทศ ขีม้ า หรือว่ านัเกวียน เดนทางกันมาเป็นวัเป็นเดือน ก็ เพียงเพือมาฟังพระพุทธเจ้ าสั
5 2 0 0 0
 จุดเริมความคิดรวบรวม
-
รักษาพระพุทธศาสนาต้นแบบของการสังคายนา
0 14 0 0 0 
ต่มา พระพทธเจ้ าปรินิพพาน พระองค์ จากเราไปแล้  าเราต้องการ
 
พระพุทธศาสนา คือคำ าสัสอนของพระพุทธเจ้ า เราจะเอาจากที ไหน พระพุทธ
 
เจ้ าปรินิพพานไปแล้  าไม่มีการรวบรวมบันทึกคำ าสัสอนของพระองค ไว้
 
พระพุทธศาสนาก็เป็นอันว่ าหมดสิเรืองตอไปนี าคั
 
การรวบรวมและบันทึกจารึกคำ าสัสอนของพระพุทธเจ้ อจากนันำ า
 
สืบทอดกันมาจนถึงยุคปัจจุบัน ว่ าทำ าอย่ างไร พวกเราเวลานี ง โชคดีทีมี โอกาส รู  ้ จักพระพุทธศาสนา
 
ขอย้อนไปเล่ าว่ า แม้แต่เมือพระพุทธเจ้ ายังทรงพระชนม์อยู ทธเจ้ า
 
เองและพระสาวกองค์สำ าคัญ โดยเฉพาะพระสารีบุตร ก็ ได้คำ านึงเรืองนี ไ ว้แล้ วว่ า
 
เมือพระพุทธเจ้ าปรินิพพานไปแล้ ว ถ้ าไม่มีการรวบรวมประมวลคำ าสอนของพระ
 
องค์ ไว้ พระพทธศาสนาก็ จะสูญสิงนัๆ ที พระพุทธเจ้ ายังทรงพระชนม์
 
อยู ่ก็ ได้มีการริเริม เป็นการนำ าทางไว้ ให้เป็นตั วอย่ างแก่คนรุ ่นหลังว่ า ให้มีการรวบ
 
รวมคำ าสอนของพระองค์ซึงเราเรียกว่ า
6 1 -1 0 0
สังคายนา
0 1 0 0 0 12 1 -1 0 0
สังคายนา
0 1 -1 0 0 
ก็คือการรวบรวมคำ าสัสอนของพระพุทธเจ้ าว้ แล วทรงจำ าไว้
0 9 0 0 0 
เป็นแบบแผนอันเดียวกัน คือรวบรวมไว้เป็นหลัและทรงจำ าถ่ ายทอดสืบมาเป็น
 
อย่ างเดียวกัน ตั วอย่ างในสมัยพุทธกาลก็มี เป็นพระสูตรหนึงเลย
 
ตอนนัปลายพุทธกาลแล้ ว นิครนถนาฏบุตรผู  ้เป็นศาสดาของศาสนาเชน
 
 ได้สิ วิตลง สาวกของท่ านไม่ ได้รวบรวมคำ าสอนไว้ และไม่ ได้ตกลงกันไว้ ให้
 
ชัดเจน ปรากฏว่ าเมือศาสดาของศาสนาเชนสิ วิตไปแล้ กศิษย์
 
ลูกหาก็แตกแยกทะเลาะวิ วาทกันว่ า ศาสดาของตนสอนว่ าอย่ างไร
 
ครัง นัท่ านพระจุนทเถระได้นำ าข่ าวนีกราบทูลแด่พระพุทธเจ้  พระองค์ ได้ตรัสแนะนำ าให้พระสงฆ์ทัปวงร วมกันสังคายนาธรรมทั หลายไว้เพือ
 
 ให้พระศาสนาดำ ารงอยู ่ยันเพือประโยชน์สุขแก่พหูชน
7 1 -1 0 0(
ที
.
ปา
.
๑๑
/
๑๐๘
/
๑๓๙
)0 9 0 0 0 
เวลานัพระสารบุตรอัครสาวกยังมีชี วิตอยู ่ คราวหนึงท่ านปรารภเรืองนี
 
แล้ วก็กล่ าวว่ า ัญหาของศาสนาเชนนดขึ  นเพราะว่ าไม่ ได้รวบรวมร้อยกรอง
 
คำ าสอนไว้ เพราะฉะนัพระสาวกทหลายทัปวงของพระพุทธเจ้ าของเรานี ควร
 
 จะได้ทำ าการสังคายนา คือรวบรวมร้อยกรองประมวลคำ าสอนของพระองค์ ไว้ ให้
 
เป็นหลัก เป็นแบบแผนอันหนึงอันเดียวกั
 
เมือปรารภเช่นนี วพระสารีบุตรก็ได้แสดงวิธีการสังคายนาไว้เป็นตั วอย่ าง
 
 โดยท่ านได้รวบรวมคำ าสอนท  ีพระพุทธเจ้ าทรงแสดงไว้เป็นข้อธรรมต่ 
 
แสดงตามลำ าดัมวหมวดหนึไปจนถึงหมวดสิบ คือเป็นธรรมหมวด
 
๑ ธรรมหมวด ๒ ธรรมหมวด ๓ ไปจนถึงธรรมหมวด ๑๐ เมือพระสารีบุตรแสดง
 
 จบแล้ ว พระพุทธเจ้ าก็ ได้ประทานสาธุการ
7 1 -1 0 0(
ที
.
ปา
.
๑๑
/
๒๒๕
-
๓๖๓
/
๒๒๔
-
๒๘๖
)
 
0 1 0 0 0 
หลักธรรมทีพระสารีบุตรได้แสดงไว้ดเป็นพระสูตรหนึงเรียกว่ า
6 1 0 0 0
สังคีติสูตร
0 1 -1 0 0 
แปลง่ ายๆ ว่ าพระสูตรว่ าด้ วยการสังคายนา หรือสังคีตินีป็นตั วอย่ าง
0 6 0 0 0 
ทีพระอัครสาวกสูงสุด คือพระสารีบุตรได้กระทำ าไว้แต่ท่ านพระสารีบุตรเอง ได้
 
ปรินิพพานก่อนพระพุทธเจ้ า เมือพระพุทธเจ้ าปรินิพพานแล้ วก็เป็นอันว่ าพระสารี
 
บุตรไม่ ได้อยู ่ที จะทำ างานนีอ แต่ก็มีพระสาวกผู  ้ ใหญ่ที ได้ดำ าเนินงานนีอมาโดย
 
 ไม่ ได้ละทิกล าวคือพระมหากัสสปเถระ ซึงตอนท  ีพระพุทธเจ้ าปรินิพพาน นั
 
เป็นพระสาวกผู  ้ ใหญ่มีอายุพรรษามากทีสุ
5 2 0 0 0 
เมือพระพุทธเจ้ าปรินิพพาน งานรักษาพระพุทธศาสนาก็เร  ิมทันที
0 5 0 0 0 
พระมหากัสสปเถระนัทราบข่ าวปรินิพพาน ของพระพุทธเจ้ า เมือพระ
 
องค์ปรินิพพานแล้ วได้ ๗ วัน ขณะท  ีท่ านกำ าลังเดินทางอยู ่พร้อมด้ วยหมู ่ลูกศิษย์
 
 จำ านวนมาก เมือได้ทราบข่ าวนัลูกศิษย์ของพระมหากัสสปะจำ านวนมากซึงยั
 
เป็นปุถุชนอยู  ได้ร้องไห้คร่ ำ าครวญกัน ณ ทีนัมีพระภิกษุทีบวชเมือแก่องค์
 
หนึง ชือว่ า
6 1 -1 0 0
สุภัททะ
0 1 -1 0 0 
 ได้พูดขึ  นมาว่ า ท่ านทัหลายจะรองไห้กันไปทำ าไม พระพุทธ
0 14 0 0 0 
เจ้ าปรินิพพานนีดี ไปอย่ าง คือว่ า ตอนท  ีพระองค์ยังอยู ่นัพระองคก็คอยดูแล
 
คอยกวดขัน ตรัสห้ ามไม่ ให้ทำ าสิงโน้นสิ าให้ทำ าสิงนังนีวกราก็
 
ลำ าบาก ต้องคอยระมัดระวังตั ว ทีทธเจ้ าปรินิพพานไปแล้ วนีพวกเราคง
 
 จะทำ าอะไรได้ตามชอบใจ ชอบอะไรก็ทำ า ไม่ชอบอะไรก็ ไม่ทำ า
 
พระมหากัสสปเถระได้ฟังคำ านี ว ก็นึกคิดอยู ่ ในใจ แต่ ไม่ ได้กล่ าวออกมา
 
คือท่ านนึกคิดว่ า พระพุทธเจ้ าปรินิพพานไปใหม่ี กยังมีคนคิดท  ี จะทำ าให้
 
เกิดความแปรปรวน หรือประพฤติปฏิบัติ ให้ วิปริตไปจากพระธรรมวินัท่ านก็
 
เลยคิดว่ าควรจะทำ าการสังคายนา
 
ท่ านวางแผนไว้ ในใจว่ าจะชักชวนพระเถระผู  ้ ใหญ่ ซึงเป็นพระอรหันต์ทัหลายที
 
มีอยู ่สมัยนัซึงล้ วนทันเห็นพระพุทธเจ้ า ได้ฟังคำ าสอนของพระองค์มาโดยตรง
 
เป็นผู  ้รู  ้คำ าสอนของพระพุทธเจ้ า และได้อยู ่ ในหมู ่สาวกทีเคยสนทนาตรวจสอบกั
 
อยู ่เสมอ รู  ้ ว่ าอะไรเป็นคำ าสอนของพระพุทธเจ้ า จะชวนให้มาประชุมกั วย
 
กันแสดง ถ่ ายทอด รวบรวม ประมวลคำ าสัสอนของพระพุทธเจ้ า แล้ วตกลงวาง
 
มติ ไว้ก็คือคิดว่ าจะทำ า
6 1 -1 0 0 
สังคายนา
0 25 0 0 0 
แต่เฉพาะเวลานั านต้องเดินทางไปทีปรินิดการเรือง
 
การถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระให้เสร็ จเสียก่ านจึงเดินทางไปยังเมือง
 
กุสิ วก็เป็นประธานในการถวายพระเพลิงพระพุทธสรี
 
ราชูปถัมภ์ของกษัตริย์มัลละทัาย
 
เมืองานจัดการเรืองพระพุทธสรีระเสร็ จแล้ ว พระมหากัสสปเถระก็ดำ าเนิ
 
งานตามทีท่ านได้คิดไว้ คือได้ชักชวนนัดหมายกับพระอรหันต์ผู  ้ ใหญ่ เพือจะทำ า
 
การสังคายนา
 
ต่อจากนัเป็นเรืองของงานใหญ่แห่งการสังคายนา ซึงมีการเตรียมการถึ
 
๓ เดือน ซึงได้ ทีประชุมทีถ้ ำ าสัตตบรรณคูหา ภูขาือเวภารเมืองราชคฤห์
 
พระเจ้ าแผ่นดินตอนนัทรงพระนามว่ าอชาตศังได้ทรงเป็นผู  ้อุปถัมภ์การ
 
สังคายนา ตัการจัดเตรียมสถานที
of 00

Leave a Comment

You must be to leave a comment.
Submit
Characters: ...
You must be to leave a comment.
Submit
Characters: ...