• Embed Doc
  • Readcast
  • Collections
  • CommentGo Back
Download
 
ตอนที ่
เมื ่อครั ้งที ่มีการทำาปฐมสังคายนากันครั ้งแรกมีพระมหากัสสปเป็นประธาน แลวกมีพระอานนท์เป็นผู  วาการฝายพระสูตร และพระอภิธรรม พระอานนท์ทานไดกลาวไวว ขาพเจาผู  ชื ่อวาอานนท์ ไดสดับมาเฉพาะพระพักตร์ของสมเดจพระผู  มีพระภาคเจาไดฟงมาแลวอยางนี ้ กลาวคือ ครั ้งหนึ ่ สมเดจพระผู  มีพระภาคเจาประทับอยู ที ่นิคมของชาวกุรุซึ ่งมีชื ่อวากัมมาสกัมมะนิคม ในแควนกุรุในที ่นั ้นสมเดจพระผู  มีพระภาค เจาไดตักเตือนภิกษุทั ้งหลายใหตั ้งใจฟงพระ ธรรมเทศนาวา ดูกอนภิกษุทั ้งหลาย แลวภิกษุทั ้งหลายนั ้นทูลรับคำาวา พระเจาขา ่ สมเดจพระผู  มีพระภาคเจาจึงไดโปรดประทานพระธรรมเทศนาแกภิกษุเหลานั ้นวา “ดูกอนภิกษุทั ้งหลาย ทางนี ้เป็นทางเอก เป็ ทางใหเกิดความบริสุทธิ แกสัตว์ทั ้งหลาย เป็นทางระงับเสียซึ ่งความเศราโศกและเสียใจ และความพิไรรำาพัน เป็นทางใหเขาถึงซึ ่ ความสิ ้นทุกข์และโทมนัส เป็นทางใหไดซึ ่งอรรถธรรมและความรู  เป็นทางใหสำาเรจซึ ่งพระนิ     ิพพาน ทางเอกนี ้คื
สติปัฏฐาน ๔
สติปฏฐาน ๔ คืออะไรบาง คือภิกษุในพระธรรมวินัยนี ้ เป็นผู  พิจารณาเหนกายในกายอยู พิจารณาเหนเวทนาในเวทนาทั ้งหลาย พิจารณาเหนจิตในจิต พิจารณาเหนธรรมในธรรม ภิกษุในธรรมวินัยนี ้ตองเป็นผู  มีความเพียร เป็นผู  มีสติสัมปชัญญะ จึงจะกำาจัดอภิ ชฌาและโทมนัสเสียได สติปฏฐาน ๔ นี ้มีอะไรบาง
1.
ใหพิจารณากายในกาย
2.
พิจารณาเวทนาในเวทนา
3.
พิจารณาจิตในจิ 4.จารณาธรรมในธรรม 
"พิจารณาเห็นกายในกายน  ้น คือ ภิกษุ ในพระธรรมวินยนี  ้ ไปอยู  ในปาหรือวา อยู ที ่ โคนตนไมหรือไปอยู ที ่วางบานเรือน แล ก็น ่งต  ้งกายใหตรง ดำารงสติอนเปนเครื ่องกำาหนดไวภิกษุน  ้นหายใจออกก็มีสติหายใจเขาก็มีสติเมื ่อหายใจออกยาวก็รู  วาหายใจยาว เมื ่อหายใจเขายาวก็รู  วาหายใจเขายาว เมื ่อหายใจออกส  ้นก็รู  วาหายใจออกส  ้น เมื ่อหายใจเขาส  ้นก็รู  วาหายใจเขาส  ้น จะกำาหนดกอง ลมท  ้งปวง แลวจึงหายใจออก เราจะกำาหนดกองลมท  ้งปวงแลวจึงจะหายใจเขา เราจะระงบกองลมแลวจึงจะหายใจออก เราจะ ระงบกองลมแลวจึงจะหายใจเขา ดูกอน ภิกษุท  ้งหลาย ชางกลึงผู  ฉลาดหรือวาลูกมือชางกลึง เมื ่อชกเชือกกลึงยาว ก็รู  วาชกเชือก กลึงยาว เมื ่อชกเชือกกลึงสน ก็รู  วาเราชกเชือกกลึงส  ้น ฉนใด ขอนี  ้ก็ฉนน  ้น เมื ่อหายใจออกยาว ก็รู  วาเราหายใจออกยาว หายใจเข ยาวก็รู  วาเราหายใจเขายาว หายใจออกส  ้นก็รู  วาหายใจออกส  ้น เมื ่อหายใจเขาส  ้นก็รู  วาเราหายใจเขาส  ้น ภิกษุน  ้นยอมศึกษาวา เราจะ กำานหดรู  กองลมท  ้งปวงแลวจึงจะหายใจออก เราจะกำาหนดรู  กองลมท  ้งปวงแลวจึงจะหายใจเขา เราจะระงบกองลมแลวจึงจะ หายใจออก จะระงบกองลมแลวจึงหายใจเขา"
การพิจารณากายในกาย ในขั ้นแรก ทานถือเอากองลมเป็นสำาคัญ อันนี ้เขาเรียกว
อานาปานบรรพ หรือวา อานาปานสติกรรมฐาน
ซึ ่ง มีความสำาคัญมาก สามารถทรงฌาน ๔ ไดแลว ถาเจริญตามแบบนี ้ทานจะมีความสุขแบบสุขวิปสสโก และมหาสติ ปฏฐานสูตรนี ้ จะดัดแปลงขึ ้นไปสู วิชชาสาม อภิญญาหก ปฏิสัมภิทาญาณกทำาได อานาปานาสติกรรมฐานตอนตน วาเมื ่อเราหายใจเขากมีสติหายใจออกกมีสติสตินี     ี   ่   ่แปลวานึกไดรู  อยู คำาวามีสตินี ่ตัวนึ เขาไวตัวไมลืม หมายถึง จงกำาหนดรู  ลมหายใจเขาออกเอาไวเวลาจะหายใจเขากตาม เวลาจะหายใจออกกตาม ตองรู  เขาไวรู  ลมเข ไวเวลาลมเขาใหรู    วาลมเขา ลมออกกใหรู  วาลมออก เดินไปกในรู  วาลมเขาลมออก นั ่งอยู รู  ลมเขาลมออก นอนอยู รู  ลมเขาลมออก
 
ยืนอยู รู  ลมเขาลมออก ทำาไดตลอดทุกอิริยาบท ทำาอยางนี ้ใหชินจนกระทั ่งจิตไมตองระวังเรื ่องลมเขาลมออก รู  ไดเป็นปกติอยาไป ดัดแปลงลมหายใจ รางกายมันตองการหายใจสั ้นหรือยาวปลอยมัน หายใจแรงหรือหายใจเบาเปลอยมัน ไมตองฝ จำาไววาทานจะเจริญมหาสติปฏิฐานสูตรในกายานุปสสนาสติปฏฐาน ในบทวาอานาปานาบรรพเราจะรู  ลมหายใจเขา รู  ลม หายใจออกอยู เสมอ จะนั ่ง จะนอน จะยืน จะเดิน จะอาบนำ ้า จะดูหนังสือ จะเดินไปไหน ทำางานอยางใดกตาม รู  ลมเขารู  ลมออก
ตอนที ่
ที ่พระพุทธเจาตรัสว
"ภิกษุท  ้งหลายเธอจงเปนผู  มีสติหายใจเขา จงรู  วาเปนผู  หายใจเขา เมื ่อหายใจออกก็จงรู  วาเปนผู   หายใจออก"
หมาย ความวา การรู  ลมหายใจเขา รู  ลมหายใจออกนี ่เราไมตองระวังกัน ไมตองตั ้งทา ไมตองหาเวลา เป็นเวลาใด กตาม เวลาที ่กินขาวอยู กดีหรือวาทำาการงานกดีเวลาพูดคุยกับเพื ่อนฝูงกดีเดินไปกดี ยืนอยู กดีนอนอยู กดีทุกอิริยาบทเราสามารถ รู  ลมหายใจเขาลมหายใจออกไดอยางสบาย อยางนี ้เรียกวาเขาถึงอานาปานาสติมหาสติปฏฐานสูตรขอนี ้แล เรื ่องของพระกรรมฐานกับนิมิตเป็นของธรรมดา นิมิตของอานาปานาสติกรรมฐานกมีเชน สีเขียว สีแดง สีสวางคลาย ๆ แสงไฟฉาย หรือเหมือนแสงฟาแลบ การที ่จะไดบุญ อยู ตรงที ่จิตเป็นสมาธิตัวบุญอยู ที ่จิตเป็นสมาธิที ่มีอารมณ์ตั ้งมั ่น ไมใชอยู ที ่ องค์ภาวนาอยางเดียว การภาวนาดวย กเพื ่อจะใชอารมณ์ยึด คือ สติใหรู  อยู วาเรากำาหนดลมหายใจเขาออก หรือวาเราภาวนาวายั ไง แลวกควบคุมอารมณ์อยู เฉพาะอยางนั ้นอยางเดียวใหเป็นเอกัคคตารมณ์คำาว
เอกคคตารมณ์ 
แปลวา เป็นหนึ ่ง ตัวบุญใหญคื การทรงสมาธิจิต ถาสมาธิทรงไดสูงมากเพียงใด นิวรณ์ที ่จะมากั ้นความดีคืออารมณ์ของความชั ่ว คำาวนิวรณ์ไดแกอารมณ์ของ ความชั ่ว ถาขณะใดจิตทรงสมาธิที ่เรียกกันวาเป็นฌาน คำาว
ฌาน
นี ้ แปลวา การเพง การทรงอยู ของจิต จิตเพงอยู เฉพาะอารมณ์ใด อารมณ์หนึ ่ง อันนี ้เราเรียกกันวา ฌาน เมื ่อเรามีสติสามารถจะรู  ลมหายใจเขาหายใจออก ที ่กระทบเขาและกระทบออกที ่จมูกได เขากรู  ออกกรู  จิตกจะเริ ่มเป็ สมาธิสมาธิขั ้นตนเรียกว
ขณิกสมาธิ
แปลวา สมาธิเลกนอย เมื ่อขณิกสมาธิละเอียดขึ ้น จิตกจะเขาสู 
อุปจารสมาธิ
ตอนนี ้อารมณ์ของที ่เป็นทิพย์จะปรากฎ จิตเป็นทิพย์คือ จิตยอมวาจากกิเลส จิตวางจากนิวรณ์ทั ้ง ๕ เมื ่อจิตวางจากนิวรณ์๕ ประการแลว จิตก สามารถจะเป็นทิพย์ แตจะเป็นมากหรือเป็นนอยขึ ้นอยู กับสมาธิจิต จะเหนแสง เหนภาพ แตภาพที ่ปรากฎกดี แสงสีที ่ปรากฎกดีจง อยาเอาจิตเขาไปเกาะ เพียงกำาหนดวา ถาหากวาเราเหนนานหรือเรว จงรู  ตัววา นี ่จิตของเราเป็นทิพย์ เขาสู อุปจารสมาธิ
ตอนที ่
ในการปฏิบัติทำาไดในทุกอิริยาบททั ้ง ๔ คือ นั ่ง ยืน เดิน นอน เวลาหายใจเขายาวหรือสั ้นกรู  หายใจออกยาวหรือสั ้นกรู    หายใจเบาหรือหายใจแรงกรู  เรียกวา เพิ ่มสติใหมากกวาเดิมอีกนิด ถาทำาไดแลวเป็นอุปจารสมาธิและปฐมฌานดวย เมื ่อสมาธิเริ ่ มากขึ ้น อารมณ์เริ ่มละเอียดขึ ้น อุปจารณสมาธิมีปติใหปรากฎ มีความชุ มชื ่น มีขนพองสยองเกลา มีนำ ้าตาไหล มีรางกายโยกโคลง มีความอิ ่มเ   ิอิบใจ มีความปลาบปลื ้มใจ สวนอาการของปฐมฌาน คือ อารมณ์ที ่ไมของกับนิวรณ์ทั ้ง ๕ ประการ คื
1.
ความพอใจในรูปสวย เสียงเพราะ รสอรอย กลิ ่นหอม สัมผัสนิ ่มนวลไมมีอารมณ์นิ ่ง พอใจในการภาวนาหรือพอใจในการ กำาหนดลมหายใจเขาออก
2.
ความโกรธความพยาบาทไมปรากฎ
3.
ความงวงเหงาหาวนอนไมปรากฎ
 
4.
อารมณ์ภายนอก นอกจากากรกำาหนดลมหายใจเขาออกไมปรากฎ
5.
ทรงอารมณ์หายใจเขาออกไวหูไดยินเสียงทุกอยาง แตจิตไมสอดสายไปตามนั ้น คงรักษาลมหายใจเขาออกไวไดอยางสบาย ๆ ไมเกิดความรำาคาญ อาการอยางนี ้คื
อาการของปฐมฌาน
อานาปานุสสติเป็นกรรมฐานใหญสามารถทรงไดถึงฌาน ๔ ถาทรงไดถึงฌาน ๔ แลว สามารถจะทรงวิชชาสามและอภิญญาหก ปฏิสัมภิทาญาณดวย หลักสูตรของวิชชาสาม เป็นหลักสูตรที ่พระพุทธเจาทรง ยกยอง เพราะสามารถพิสูจน์คำาสั ่งสอนของพระพุทธเจาไดที ่บอกวา สวรรค์มีจริง นรกมีจริง ตายแลวไปเกิดที ่ไหน เกิดมาจาก ไหนกอนที ่จะรู  ลมหายใจเขาหายใจออก เราจะกำาหนดกองลมเสียกอน คำาว
กำาหนดกองลม
คือตั ้งใจไววาเราจะหายใจเขา วานี ่ เราจะหายใจเขา แลวหายใจเขายาวหรือสั ้น หายใจออกยาวหรือสั ้นกรู  ไวแตเราไมตองไปกำาหนดตอนหายใจ วาหายใจเขาสั ้นหรื ยาว ไมตองไปกำาหนดกองลม จากนั ้นเรากทำาสติใหละเอียดเขาไปอีก การรู  วาหายใจเขาหรือออก ยาวหรือสั ้น กำาหนดรู  ได  สามารถทรงอารมณ์เป็นเอกัคคตารมณ์คือไมปลอยใหอารมณ์อื ่นเขามายุ ง กำาหนดไดอยางนี ้ครั ้งละ ๒-๓ นาทีหรือ ๕ นาทีกตาม แสดงวาอารมณ์จิตเขาถึงฌานที ่ ๒ และฌานที ่ ๓ ซึ ่งตั ้งแตฌานที ่๒ เป็นตนไป คำาภาวนาจะหยุดไปเอง ลมหายใจเขาออกยังรู  อยู  แตวาเบาลงไป
สำาหรบฌานที ่
รู  สึกวาลมหายใจเขาออกเบาลงไป มีจิตชุ มชื ่น มีความเยือกเยน มีความสบายมากขึ ้น หูยังไดยินเสียง แต รู  สึกวาเบากวาปกตินิดหนึ ่  
สำาหรบฌานที ่
จะ รู  สึกวาทางกายมันเครียด เหมือนมีอาการเกรงตัว มีอาการตึงเป๋ง ลมหายใจรู  สึกวานอยลง เสียงที ่ไดยิ เบาเขา ถึงแมจะเป็นเสียงที ่ใครพูดแรง ๆ กรู  สึกวาเบาลงมาก ถาเมื ่อกำาหนดกองลมวา ตอไปเราจะหายใจเขาแลวเรากหายใจเขา เวลาหายใจเขาสั ้นหรือยาวเรากรู  เวลาจะหายใจออกก นึกในใจวานี ่เราจะหายใจออก ไมตองไปอั ้นไวปลอยไปตามปกติ รู  กอนที ่มันจะเขา มันจะออกนิดหนอย เรียกวา กำาหนดกองลม กอนจะหายใจเขาหรือหายออก ซึ ่งเป็นอันดับที ่สามของอานาปานาสติในกายานุปสสนามหาสติปฏฐาน ตอมาอันดับที ่๔ เป็นอาการของ
ฌาน ๔
จะไมกำาหนดรู  ลม คือปลอยกองลมเสียมันจะหายใจเขาหรือหายใจออกกตาม เรา จะไมยอมรู  เพราะวาจิตละเอียดขึ ้น จนกระทั ่งไมรู  สึกวามีลมหายใจ จะเกิดความรู  สึกเหมือนไมหายใจ แตอารมณ์จิตภายในมีความ โพลง มีความสวาง มีการทรงตัวมาก มีอารมณ์เป็นเอกกัคคตารมณ์เป็นหนึ ่ง เป็นอุเบกขา วางเฉยตออารมณ์ทั ้งปวง มีความชุ มชื ่ มีความสุขสบายที ่สุด ไมรู  สึกในการสัมผัสภายนอก เมื ่อเขาถึงฌาน ๔ จงรักษาไวหมั ่นทำาไวเสมอใหจิตคลอง จะสามารถนั ่งยืน เมื ่อไร เขาฌาน ๔ ไดทันทีแลวสามารถจะกำาหนดเวลาออกไดดวย อานาปานสติกรรมฐาน เป็นกรรมฐานที ่ระงับสังขารมีคุ ประโยชน์มาก เวลาปวยไขไมสบายมีทุกขเวทนา ถากำาหนดลมหายใจเขาออกจนจิตเป็นฌาน อาการปวดเมื ่อยทั ้งหลายเหลานั ้ มันจะสลายตัวไป ทานที ่ไดอานาปานสติกรรมฐานจนคลอง สามารถจะกำาหนดเวลาตายได พระพุทธเจาทานตรัสวา "การกำาหนดลมหายใจเขาออกนี ้เรากำาหนดเพื ่อรู  ความเกิดขึ ้น ความเสื ่อมไปหรือการสลายตัว ว รางกายเรานี ้ที ่ชื ่อวารางกายของเรา เมื ่อมันเกิดขึ ้นมันกเสื ่อมไป แลวมันกสลายตัว เราจะไมยึดถืออะไรทั ้งหมดในรางกายนี ้" ตอน นี ้เป็นวิปสสนาญาณ
of 00

Leave a Comment

You must be to leave a comment.
Submit
Characters: ...
You must be to leave a comment.
Submit
Characters: ...