• Embed Doc
  • Readcast
  • Collections
  • CommentGo Back
Download
 
 
บทที ่
 
 
บทนํ
 
.
 
ความนํ
 
พุทธปรัชญา
 
เปนปรัชญาระบบหนึ ่งในปรัชญาตะวันออก
 
กอกําเนิดขึ ้นในประเทศ อินเดียโบราณ
 
เมื ่อ
 
๒๕๐๐
 
กวาปกอน
 
สมัยนั ้นเรียกวา
 
ชมพูทวีป 
 
 โดยเจาชายสิทธัตถะแหงกรุงกบิลพัสดุ 
 
แควนสักกะ
 
ผู ที ่เกิดความสงสัยในสภาพปญหาชีวิตของมนุษย
 
เมื ่อเล็งเห็นสภาวะที ่ เกิดขึ ้นกับมนุษย
 
คือ
 
ความแก
 
ความเจ็บ
 
และความตาย
 
วา
 
ทําไม
 
มนุษยตองตกอยู ในสภาพ เชนนั ้นดวย
 
ปญหาเหลานี ้เปนสภาพปญหาที ่ประจักษในชีวิต
 
และถูกมองวาเปนเรื ่องปกติของมนุษยชาติ
 
 ไมมีใครตั ้งขอสงสัยว
 
ทําไม
 
จึงเปนเชนนั ้น
 
 ไมมีใครคิดที ่จะแกปญหานี ้เพราะไมคิด วา
 
เปนปญหาชีวิต
 
จึงมองวาเปนเรื ่องธรรมดาของชีวิต
 
แตสําหรับเจาชายสิทธัตถะเมื ่อไดพบเห็นสภาพปญหาเหลานี ้
 
กลับทรงเห็นวา
 
นี ่คือ
 
ปญหาใหญสําหรับมนุษย
 
และเมื ่อทรงมองยอนกลับเขาหาพระองควา
 
จะทรงตกอยู ในสภาวะเชนนั ้นดวยเชนกัน
 
พระองคทรงไมสามารถยอมรับสภาพปญหาเชนนี ้ ได
 
นอกเหนือจากนี ้
 
ทรงไมตองการใหมวลมนุษยตองตกอยู  ในสภาวะ เชนนั ้
 
จึงทรงมีความคิดที ่จะหาทางแก ไขปญหาที ่วานี ้วา
 
จะทําอยางไรมนุษย
 
จึงจะไมแก
 
 ไมเจ็
 
และไมตาย
 
สภาวะที ่ ไมมีความแก
 
ความเจ็
 
และความตาย
 
มีอยู หรือไม
?
เพื ่อจะไขปญหาดังกลาว
 
พระองค ไดทรงตั ้งสมมุติฐานจากสภาพแวดลอมที ่ประจักษ อันมีภาวะที ่ตรงกันขามว
 
สรรพสิ ่งในโลกมีภาวะที ่ตรงกันขามกัน
 
เช
 
มีความรอน
 
มีความเย็น
 
มีความมื
 
มีสวาง
 
มีขาว
 
มีดํ
 
ดังนั ้น
 
เมื ่อมีความเจ็บ
 
ความแก
 
และความตาย
 
จึงตองมีความไมแก
 
ความไมเจ็
 
และความไมตายดวยเชนกั
 
 ในที ่สุดทรงเห็นว
 
หนทางที ่จะสามารถขบคิด
 
แสวงหาคําตอบนี ้ ได
 
ตองเปนหนทางที ่มีสงบ
 
 ไมมีภาระหรือพันธะหนาที ่ที ่จะตองรับผิดชอบมาก นั
 
 ไมมีความวุ นวาย
 
แนวทางแกไขปญหานี ้
 
ตองเอื ้ออํานวยดวย
 
และแนวทางที ่วานี ้
 
ทรงตระหนักชัดวา
 
เพศของความเปนนักบวชเทานั ้น
 
ที ่จะเอื ้อใหทําหนาที ่นี ้สําเร็จลุลวงไดเพราะ เสนทางของความเปนฆราวาส
 
หรือคนที ่ครองเรือน
 
คับแคบไมเอื ้อตอการทําภารกิจนี ้
 
 
ดังนั ้
 
เจาชายสิทธัตถะจึงทรงเลือกเพศสมณะแลวเสด็จออกผนวช
 
 ใชเวลาประมาณ
 
 
ป
 
 ในการคิดคนวิเคราะหคําตอบของโจทกที ่ตั ้งไว
 
 ในที ่สุ
 
ทรงพบว
 
ปญหาชีวิตเรื ่องความแก
 
ความเจ็
 
และความตายของมนุษยนั ้
 
มีความเชื ่อมโยงถึงกัน
 
การที ่มนุษยตองตายนั ้น
 
เพราะมีสภาวะรางกายตกอยู ในความเจ็บปวย
 
ที ่เกิดขึ ้นเมื ่อรางกายไดทรุดโทรมไปดวยเงื ่อนไขดาน กาลเวลาและปจจัยอื ่
 
 
และความแกทรุดโทรมนี ้เกิดขึ ้นสืบเนื ่องมาจากการเกิด
 
หากมนุษยมีการเกิดขึ ้น
 
จึงหลีกเลี ่ยงไม ไดที ่จะตองแก
 
เจ็
 
และตายในที ่สุ
 
ดังนั ้
 
หากมนุษยไมตองการแก
 
เจ็
 
และตายอีกตอไป
 
ตองไมเกิดอี
 
 ไมวาในภพภูมิ ไหน
 
 
พระพุทธเจา
 
ทรงตรัสย้ ําเสมอว
 
การเกิด
 
เปนความทุกข
 
ทั ้งในตัวของมันเองและเหตุปจจัยใหความทุกขอื ่นตามมาอี
 
เช
 
ความทุกขเพราะความแก
 
ความเจ็บ
 
ความตาย
 
ยิ ่การเกิดขึ ้นบอยมากเทาไร
 
ชีวิตมนุษยมีความทุกขมากขึ ้นเทานั ้
 
 โดยเฉพาะอยางยิ ่ง
 
ชีวิตของมนุษยปุถุชนที ่ไมสํารวมในกามคุณทั ้งหลาย
 
ที ่ยังมีตัณหาอยู 
 
อยางไรก็ตาม
 
ความเกิดเปนมนุษยและสัตว
 
 ไม ใชเปนการเกิดขึ ้นลอย
 
 
 โดยไมมีเหตุ ไมมีปจจั
 
และทรงคนพบวา
 
เหตุปจจัยที ่ทําใหเกิดชีวิตมนุษยและสัตวนั ้น
 
มีทั ้งเหตุปจจัยภายใน
 
และเหตุปจจัยภายนอกประกอบกันขึ ้
 
เหตุปจจัยภายนอกนั ้
 
 ไดแก
 
การมีเพศสัมพันธทุกรูปแบบที ่ไมมีการปองกันการเกิดหรื กระบวนการทางวิทยาศาสตร
 
ที ่นํากระบวนการธรรมชาติมาดําเนินการในหองทดลองโดยผาน เครื ่องมือทางเทคโนโลยีสมัยใหมประกอบกับวิทยาการที ่พัฒนาขึ ้นหรือที ่เรียนรู กฎเกณฑของ ธรรมชาติมากขึ ้น
 
เหตุปจจัยภายใน
 
 ไดแก
 
กระแสความอยาก
 
ความใคร
 
ความกระสันทางกามารมณที ่อยู ในใจของมนุษย
 
ตลอดบุญกุศลที ่สะสมอบรมมาใหถือกําเนิดในมนุษย
 
ดวยเหตุปจจัยหลากหลายดังกลาว
 
การเกิดเปนมนุษย
 
จึงเปนเรื ่องยาก
 
อยางไรก็ตาม
 
การเกิดเปนมนุษย
 
แมเปนเรื ่องยาก
 
ก็จริ
 
แตเมื ่อเกิดเปนมนุษยแล
 
การจะไมเกิดในภพอื ่นอีกตอไป
 
ยิ ่งยากกว
 
เพราะการไมเกิดอีกตอไปนั ้
 
จะตองควบคุ
 
ขจัด
 
ขัดเกลาเหตุปจจัยทั ้งภายนอกและภายในดังกลาวไปพรอม
 
 
กั
 
การควบคุมปองกันเหตุปจจัยภายนอกนั ้น
 
สามารถทําไดทั ้งวิธีการตามธรรมชาติ
 
และวิธีการทางเทคโนโลยีการแพทยสมัยใหมมีการพัฒนาขึ ้นตามลําดับ
 
แตกระนั ้นก็ตาม
 
วิธีการที ่วานี ้ยังไมปลอดภัยรอยเปอรเซ็นต
 
และตองใชตนทุนทางวัตถุสู
 
อาจตองเสียทั ้งเงินจํานวนมากและความรู สึก
 
ตลอดจนผลกระทบดานรางกาย
 
 โดยเฉพาะอยางยิ ่ง
 
หากใชวิธีการนี ้เปนผลสําเร็จจริง
 
คือ
 
 ไมมีการเกิดขึ ้นของมนุษย
 
แตผลสัมฤทธิ ์ที ่วานี ้
 
เปนเพียงวิธีการทําไมใหคนอื ่นเกิดขึ ้นเทานั ้น
 
 ไมไดทําใหมนุษยผู เกิดมาแลวหมดสาเหตุแหงการเกิดตอไปแตประการใด
 
วิธีการทางวิทยาศาสตรจึงปองกันไดเฉพาะการเกิดของผู อื ่นเทานั ้น
 
 ไมไดปองกันการเกิดของตนเอง
 
แตเปาหมายสูงสุดของพุทธปรัชญามิไดประสงคเพียงการไมใหผู อื ่นเทานั ้น
 
แตเปาหมายที ่แทจริงคือ
 
การทําใหตนเองไมตองเวียนวายตายเกิดในสังสารวัฏอีกตอไปดวย
 
การจะทําใหบรรลุเปาหมายดังกลาวนี ้
 
 ไมมีใคร
 
สามารถทําแทนได
 
 ไมวาจะเปนพรหม
 
เทวดา
 
ยักษ
 
หรือมาร
 
นอกจากมนุษยจะทําดวยตนเองเทานั ้
 
ดังนั ้น
 
การขจัดขัดเกลาปจจัยภายในใจของมนุษยนั ้น
 
มนุษยตองกระทําดวยตนเอง
 
แมพระสัมมาสัมพุทธเจาก็ทรงเปนเพียงผู บอกทางใหเทานั ้น
 
การดําเนินตามทางนั ้นเปนหนาที ่ของ ผู จะดําเนินตาม
 
ดวยเหตุผลนี ้
 
พระพุทธเจา
 
จึงทรงชี ้แนะวิธีการเพื ่อบรรลุเปาหมายดังกลาวใหครอบคลุ
 
ปองกันและจัดการกับเหตุปจจัยทั ้งสองอยางไปพรอมๆ
 
กั
 
เพื ่อให ไดผลทั ้งตนเอง และผู อื ่
 
หลังจากพระองคทรงไดขอคิดนี ้จากอุปมา
 
 
ข
 
คื
 
เปรียบเสมือนไมสดที ่แชน้ ํ
(
ชีวิตที ่ครองเรือน
)
 ไมสามารถนํามาสี ไฟได
(
 ไมสามารถทําที ่สุดแหงทุกขได
)
หรือไมสดที ่อยู บนบก
 (
ชีวิตที ่ไมครองเรือน
)
 ไมสามารถนํามาสีใหไฟได
(
เพราะยังมีเหตุภายในที ่เปนกิเลสตัณหาอยู 
)
 ไมที ่จะนําสี ใหเกิดไฟไดนั ้
 
ตองเปนไมแหงและอยู บนบก
 
ลําพังชีวิตนักบวชที ่ ไมครองเรือนอยาง เดียวหากยังมียางเหนียวแหงทุกขอยู  ในใจยอมไมถึงที ่สุดทุกขเชนกั
 
ระบบความคิดแบบพุทธปรัชญาจึงเกิดขึ ้นดวยเหตุผลดังกลาว
 
พุทธปรัชญา
 
จึงเสนอวา
 
สาเหตุที ่แทจริงของการเกิด
 
และความทุกขของมนุษย
 
คื
 
ตัณหา
 
ดังนั ้น
 
การที ่มนุษยตองการที ่จะไมเกิดอีกตอไป
 
จําตองฝกฝนอบรมตนเพื ่อขัดเกลาตัณหา
 
ขจัดใหหมดไปจากจิตใจอยางสิ ้นเชิง
 
เมื ่อทําไดเชนนั ้นมนุษยจะปราศจากความทุกข เพราะการเกิ
 
และความทุกขอื ่
 
 
ที ่เกี ่ยวเนื ่องดวยการเกิดนั ้
 
การคุมกําเนิ
 
จึงไม ใชการคุมการเกิดของตนเอง
 
แตเปนการคุมการเกิดของบุคคลอื ่
 
การคุมการเกิดของตนเอง
 
มนุษยตองทําดวยตนเอง
 
พุทธปรัชญานําเสนอมรรควิธีในการขจัดตัณหาพาใหเกิดนั ้นเรียกวา
 
อริยมรรคมีองค
 
 
หากมนุษยไมอยากจะเกิดอีกตอไปดวยเล็งเห็นชัดดวยปญญาวา
 
การเกิดเปนความทุกข
 
ทั ้งของผู ทําใหเกิดและของผู เกิดมาเอง
 
จึงควรอยางยิ ่งที ่จะดําเนินตามแนวทางแหงอริยมรรคมีองค
 
 
ดังกลาว
 
.
 
ลักษณะเดนของพุทธปรัชญา
 
ลักษณะที ่เดนของพุทธปรัชญา
 
คื
 
การมองชีวิตโลกตามความเปนจริ
 
 ไม ไดมองดวยความตองการใหมันเปนไปตามที ่ประสงค
 
ความเปนจริงที ่วานั ้น
 
มีเหตุปจจัยที ่โยงใยกันอยู  เปนเครือขาย
 
พุทธปรัชญาจึงมุ งชี ้ใหเห็นความเปนจริงถึงความมีเหตุปจจัยนั ้น
 
และวิธีการจัดการกับเหตุปจจัยเหลานั ้นอยางเทาทัน
 
พุทธปรัชญาจะเปนระบบปรัชญาที ่เสนอความจริง
 
ความรู 
 
และการปฏิบัติเพื ่อเขาถึงความจริงนั ้นในกระบวนเดียวกัน
 
เปนระบบปรัชญาที ่เสนอ
of 00

Leave a Comment

You must be to leave a comment.
Submit
Characters: ...
You must be to leave a comment.
Submit
Characters: ...