• Embed Doc
  • Readcast
  • Collections
  • CommentGo Back
Download
 
Introduction R
 
Drawback 
 
to
 
OFDM
 
and
 
its
 
PAP
Dr. Prapun Suksompong
หลักการเบื  ้องตนของ
OFDM
OFDM
ซึ ่งยอมาจาก
Orthogonal Frequency Division Multiplexing
เปนระบบที ่มีการวิจัยอยางแพรหลายในปจจุบั
 
มีการนําไปประยุกตใชกับการสื ่อสารไรสายหลายประเภท
 
ขอดีเบื ้องตนของระบบ
OFDM
คื
 
เปนระบบที ่สามารถสงผานขอมูลดวยอัตรา ความเร็วสูงเมื ่อเทียบกับระบบอื ่นๆ
 
อีกทั ้งยังใชยานความถี ่ที ่มีอยู อยางมีประสิทธิภาพซึ ่งจะไดกลาวถึงในสวนตอไป
 
ในสวนนี ้เราจะอธิบายหลักการทํางานเบื ้องตนของ
OFDM
โดยเริ ่มจากระบบที ่ไมซับซอนเพื ่อใหเขาใจไดงาย
 
หลังจากนั ้นเราจะชี ้ใหเห็ ถึงปญหาและการแกปญหาโดยการเพิ ่มเติมคุณลักษณะของ
OFDM
ลงไปในระบบ
 
การสงขอมูลโดยใชคลื ่นพาหเดียว
(Single Carrier Transmission)
1 |Page 
1 2
, , ,
 N 
s s s
(
เทคนิคการสงสัญญาณแบบ
OFDM
เปนรูปแบบของการสงขอมูลแบบขนานโดยอาศัยหลายคลื ่นพาห
(Multi-Carrier Transmission)
ซึ ่งเราจะนําเสนอโดยเปรียบเทียบกับการสงขอมูลโดยใชคลื ่นพาหเดียว
(Single Carrier Transmission)
ในการสขอมูลโดยใชคลื ่นพาหเดียวนั ้
 
การสงชุดขอมู
(block of symbols)
ที ่ประกอบดวย
 
สามารถทําไดโดยการส
  pulse
ที ่เปลี ่ยนขนาดไปตาม
 
เรียงกันไปตามลําดั
 
โดยสามารถเขียนเปนสมการไดดังนี ้
 
)
1 2
, , ,
 N 
s s s
( )
 p
( )
10
 N 
s t s
=
p t k
=
 
โดย
 
 
เปนเวลาที ่ใชในการสงแตละสัญลักษณขอมู
(symbol interval)
ตัวอยางของ
pulse
ที ่งายที ่สุดก็คื
pulse
รูสี ่เหลี ่ยม
(rectangular pulse)
ซึ ่งเขียนสมการไดเป
 
( )
 p
( )
[
)
( )
[
)
0,
1, 0,10, otherwise.
t  p t
= =
 
เราจะเห็นวาขอมู
 
นั ้นเมื ่อนําไปคูณกั
pulse
แลวจะอยู ระหวางเวลา
 
 
ในแกนเวลา
 
สวนขอมู
 
นั ้นจะอยู ระหวางเวลา
 
ดังนั ้
 
เมื ่อใช
pulse
รูปสี ่เหลี ่ยมขางตนสัญญาณที ่ไดจะไมมีการซอนทับกันในแกนเวลา
 
1a
แสดงตัวอยางของสัญญาณ
 
สําหรับขอมู
 
(
 
[
( )
1
s
p
)
0,
2
s
[
)
,2
t T
( )
s
) ( )
,0,1
1 2
, ,
s s
8
, 1,0,1,1,0,1
s
=
 
 
-1 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9-0.200.20.40.60.811.2(a)Time-1 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9-1-0.8-0.6-0.4-0.200.20.40.60.81(b)Time
 
รูปที ่
1: (a)
ตัวอยางของสัญญาณ
 
เมื ่อขอมูลเป
(b)
ตัวอยางของสัญญาณ
 
ที ่เกิดจากการ
modulate
สัญญาณ
 
( )
s
( ) ( )
1 2 8
, , , 1,0,1,1,0,1,0,1
s s s
=
x
( )
( )
s
กอนที ่สัญญาณ
 
ดังกลาวจะถูกสงออกไปจากเครื ่องสง
 
สัญญาณจะถูกแปลงความถี ่ดวยสัญญาณพาหโดยกระบวนการที ่ เรียกว
modulation
ถาเราวิเคราะหสัญญาณในแกนความถี ่
(frequency domain)
ผลของการ
modulation
ก็คือสัญญาณจะยายแถบความถี ่ของตัวเองจากรอบ
 
 
ความถี ่ศูนยไปยังรอบ
 
 
ความถี ่ของสัญญาณพาห
 
ดังนั ้นเราจึงเรียกสัญญาณที ่ถูก
modulate
แลวว
สัญญาณแบนดพาส
(bandpass signal)
สําหรับสัญญาณที ่ยังไมไดผานการ
modulation
เราจะเรียกวา
สัญญาณเบสแบนด
 (baseband signal)
( )
s
 
เราสามารถเขียนสมการของสัญญาณแบนดพาสไดดังตอไปนี ้
 
{ }
( ) ( )
2
Re
c
 j f
 x t s t e
π 
=
 
โดยที ่
 
เปนความถี ่ของคลื ่นพาห
 
ถาเราให
 
เป
spectrum
ของสัญญาณเบสแบนด
 
ผลของการ
modulation
ในแกนความถี ่ก็คื
spectrum
ของสัญญาณ
bandpass
สามารถเขียนไดเป
 
c
 f 
( )
S
( )
s
( )
 X
( )
 x
2 |Page 
( ) ( ) ( )
( )
*
12
c c
 f S f f S f
= +
 
 X 
จะเห็นไดว
spectrum
ของ
 
ไดยายไปอยู ที ่
 
นอกจากนี ้ถาสัญญาณเบสแบนด
 
เปนจํานวนจริงเสมอ
 
สมการของสัญญาณแบนดพาสขางตนจะเหลือเพียง
 
( )
S
( )
s
c
 f 
±
( )
s
( ) ( ) ( )
cos 2
c
 x t s t f
π 
=
 
สวน
spectrum
ก็จะเป
 
( )
 X
( ) ( ) ( )
( )
12
c c
 f S f f S f f 
= + +
 
 X 
1
 b
แสดงตัวอยางของสัญญาณ
bandpass
ที ่ไดจากสัญญาณ
baseband
ใน
1
a
สัญญาณที ่ถู
modulate
แลวจะถูกสงผานไปยังชองสัญญาณ
(Channel)
ในสวนถัดไปเราจะอธิบายลักษณะของ ชองสัญญาณสําหรับการสื ่อสารแบบไรสาย
 
 
การสื ่อสารไรสายและการจางหายแบบหลายเสนทาง
(Wireless communication and Multipath fading)
การสื ่อสารแบบไรสายไดกลายเปนสวนสําคัญในการดํารงชีวิตประจําวั
 
ในขณะเดียวกั
 
ความตองการสงขอมูลเปนปริมาณ มากในเวลารวดเร็วไดเพิ ่มสูงขึ ้นเรื ่อย
 
 
อยางไรก็ตาม
 
การสื ่อสารผานชองสัญญาณแบบไรสายนั ้นมีขอจํากัดมากมาย
 
คุณลักษณะของชองสัญญาณสามารถเปลี ่ยนแปลงตามองคประกอบตาง
 
 
ได
 
เช
 
สิ ่งแวดลอมทางกายภาพ
 
ความเร็วในการเคลื ่อนที ่ของอุปกรณภาครับหรือส
 
และ
 
อุณหภูมิ
 
เปนต
 
นอกจากนั ้นยังมีสัญญาณรบกวน
(noise)
ซึ ่งเราควมคุมไดยาก
 
ในสวนนี ้เราจะกลาวถึ
 
การจางหายแบบหลายเสนทางของชองสัญญาณ
 
ในการสื ่อสารแบบไรสาย
 
สัญญาณที ่ถูกสงออกมาจะกระจายออกเปนหลายทิศทาง
 
ดังนั ้นจึงมีการสูญเสียของสัญญาณ สู
 
เมื ่อคลื ่นสัญญาณเดินทางผานตัวกลางก็จะมีการลดทอน
(Attenuation)
ของสัญญาณเกิดขึ ้
 
นอกจากนี ้สัญญาณที ่กระจาย ออกนอกเสนทางยังสามารถสะทอนกลับมายังเครื ่องรับไดอีกดังรูปที ่
2 
สัญญาณที ่สะทอนกลับมาเหลานี ้เดินทางมาถึงเครื ่องรั ลาชากวาสัญญาณที ่มาจากเสนทางตรงเพราะระยะทางที ่เพิ ่มขึ ้
 
เราจะเรียกเวลาการเดินทางที ่เพิ ่มขึ ้นนี ้วา
 
คาหนวงเวลา
(excessdelay)
 
โดยปกติแลวสัญญาณสะทอนจะมีมากกวาหนึ ่งสัญญาณ
 
โดย
 
ขนาด
 
และ
 
คาหนวงเวลาของแตละสัญญาณ
 
ก็จะแตกตางกันไป
 
เราเรียกการเดินทางของสัญญาณแบบหลายเสนทางนี ้ว
 
multipath propagation
 
และเรียกสัญญาณเหลานี ้ว
 
multipathwaves
 
รูปที ่
 
2: Multipath propagation
เมื ่อเกิ
multipath propagation
สัญญาณที ่เครื ่องรับไดรับก็จะมีการผิดเพี ้ยน
(smearing)
ไปจากสัญญาณที ่ถูกสงออกมา จากเครื ่องสงดังแสดงในรูปที ่
3
ปญหานี ้เราเรียกว
 
การจางหายแบบหลายเสนทาง
 
หรื
multipath fading
สังเกตวาพลังงาน บางสวนของสัญลักษณแรกซึ ่งควรจะถูกจํากัดอยู ระหวางเวลา
0
ถึ
 
 
ไดล้ ําเขาไปอยู ในสวนของสัญลักษณที ่สอง
 
ปญหานี ้เรียกว
 
การสอดแทรกระหวางสัญลักษณ
(Inter-symbol Interference:ISI)
3 |Page 
of 00

Leave a Comment

You must be to leave a comment.
Submit
Characters: ...
You must be to leave a comment.
Submit
Characters: ...