• Embed Doc
  • Readcast
  • Collections
  • CommentGo Back
Download
 
.
ศึ  ้สึก หรือเวทนา
ปีท ่ 
13
ฉบับท ่ 
1 2543
มารุดำาชะอม
ความรู  ้สึก หรือเวทนา
มารุดำาชะอม
Ph. D. (Rural Development),
รองศาสตราจารย์ 
ภาควิชาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ความรู ้สึ
หรือเวทนาเป็นสิ ่งที ่ต้องศึกษาเรียนรู ้ เพราะทุกคนมีความรู ้สึก สำาหรับผู ้ที ่หมดความรู ้สึกแล้วไมต้อง ศึกษาเรียนรู ้อีกตอไป มีคำาถามตอไปวาทำาไมคนที ่ยังมีความรู ้สึกต้องศึกษา คำาตอบคือ คนที ่ยังมีความรู ้สึกต้องศึกษา เพราะ
“ความรู ้สึ
” เป็นที ่มาของปญหาทั งปวง ดังพุทธพจน์ที ่วสัพเพธัมมา สโมสเวทนา แปลเป็นไทยว
สิ ่งทั งหลาย ทั งปวงรวมลงไปที ่ความรู ้สึกเทานั 
ถ้าไมมีความรู ้สึกสิ ่งทั งหลายทั งปวงกไมมีหรือแม้มีกเหมือนไมมีเพราะสิ ่งนั นไมได้ อยู ในความรู ้สึก ชีวิตและสรรพสิ ่งกเป็นเพียงปรากฏการณ์ของธรรมชาติที ่เป็นเชนนั นเอง
วรธัมโมภิกขุ
 , 2523 : 25)
คำาสำาคั
 
:
ความรู ้สึ
,
ปรากฏการณ์ธรรมชาติ
,
 ใจ
,
อารมณ์
,
ปญญา
,
ความสงบสุ
Keywords
: feelings, natural phenomena, mind, emotion, intellect, peace andHappiness.
บทนำ
บทความน เป็นสวนหนึ ่งของผลการศึกษา ชวิตจิตใจ ซึ ่งมประเดนปญหาหลักในการศึกษาคือ “ความรู ้สึก” ท ่เกิดขึ นในใจ ผู ้อานต้องศึกษา และทำาความเข้าใจ เวลารู ้สึกด ใจ เสยใจ และใจท ่ด ปลอดโปรง เพื ่อการเกิดปญญารู ้แจ้งในความรู ้สึก หรือเวทนาทั งปวง แม้ขณะท ่กำาลังอานบทความน ก สามารถศึกษาความรู ้สึกในใจได้ การศึกษาโดยดูลงไปในความรู ้สึกในใจ ศึกษาวาขณะท ่ตื ่นเต้นด ใจ ผลของความ รู ้สึกตื ่นเต้นด ใจเป็นอยางไร
 
ขณะท ่ซึมเศร้าเสยใจ ผลของความรู ้สึ ซึมเศร้าเสยใจเป็นอยางไร
 
ขณะท ่ ใจดปลอดโปรงไมมอารมณ์ ใดๆ รบกวน ผลเป็นอยางไรนอกจากนั นต้องตั งคำาถามและแสวงหา คำาตอบวา ทำาไมต้องด ใจ เสยใจ หรือทำาไมใจดบ้าง  ไมดบ้าง บทความน จะให้แนวทางการตอบคำาถาม เหลานั น โดยมการนำ
เสนอแบ่งออกเป็น
4
ส่วน
คื
ส่วนแรก
ความสำาคัญของการศึกษาความรู ้สึก
ส่วนที สอง
แนวทางการศึกษาความรู ้สึกโดยเริ ่มท ่ใจ
ส่วนที สาม
วิธการควบคุมความรู ้สึกและพฤติกรรมให้ถูกต้องด้วยวิธการตางๆ
ส่วนที สี 
เป็นการสรุป การดำาเนินชวิตด้วยปญญาท ่อิสระจากความรู ้สึ
คนอื ่นรู ้สึกอยางไรตอเราไมสำาคัญ ที ่ สำาคัญคือเราไปรู ้สึกอยางไรตอเขาเราต้องรับผลทั งหมด
รู ้สึกดถูกต้องสบาย
รู ้สึกร้ายเราร้อน
ดังโวหารท ่วา อันสนิมนั นเกิดขึ นในเนื อในเหลก และทำาลายตัวเหลกมันเอง
ความรู  ้สึกร้าย
(
ราคะ โทสะ โมหะ
)
เกิดขึ นในจิตของผู  ้ใดกทำาให้ผู  ้นั น เศร้าหมองเอง
ด้วยเหตุน จึง
ไมมีใครทำาร้ายเราได้ นอกจากความรู ้สึกที ่เกิดขึ นในจิตของเราเอง
และเป็นความรู ้สึกท ่เกิดมาจากความไมรู ้
(
อวิชชา
)
ของเราเอง ถามตอไปวาเราไมรู ้อะไร คำาตอบคือ
เราไม่รู  ้ว่าเรายังไม่รู  ้
เรายังไมรู ้อะไร เรายังไมรู ้จั ชวิต สิ ่งแวดล้อม และโลกตามท ่เป็นจริง เราจึงต้อง รู ้กอนวาเรายังไมรู ้ และต้องศึกษา
 
.
ศึ  ้สึก หรือเวทนา
ปีท ่ 
13
ฉบับท ่ 
1 2543
มารุดำาชะอม
พระเยซูเจ้า
ทรงสอนให้สาวก
รักเพื ่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง
ให้รักคนท ่กำาลังทำาตัวเป็นศัตรู  กับเรา และสวดขอพรให้แกศัตรูด้วย
(
มัดธาย
22,6
อ้างใน พระคริสตธรรมใหม
, 2520 : 42,6)
เราจะเหนวาเมื ่อเรารักเพื ่อนบ้านเหมือนรักตัว เอ
ความรู  ้สึกรักอยู ่ในใจของเรา
ความรู ้สึกรักเมตตาท ่เกิดจากปญญาท ่ถูกต้องจะเยนและสุขสบาย เป็นความรู ้สึกรักท ่ออกมาจากใจท ่ด สงบ สะอาดและสวางเมื ่
 ใจสงบพบความสุขใจสะอาดปราศจากโรค ใจสว่างเหนทางพ้นทุกข์ 
เป็นใจท ่ ไมมอารมณ์ใดๆรบกวน หรือกลาวได้วาพ้นทุกข์ ไมมปญหา มปญญาเหนวาชวิตทั งหลายเป็นเพื ่อน ท ่ต้องรวมทุกข์ รวมเกิด แก เจบและตาย
(
รางกาย
)
ต้องเป็นอยู อยางเกื อกูลกัน ไมเป็นพิษ มภัยแกกันและกัน ไมเบยดเบยนทำาร้ายกัน การไม เบยดเบยนทำาร้ายกันเป็นสุขในโลก ตรงกับพุทธพจน์วา อัพพยา ปชฌัง สุขัง โลเก
(
วิ
.
หา
.4/6.
ขุ
.
อุ
. 25/86
อ้างใน สมเดจพระมหาสมณเจ้กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
, 2521 :77)
ซึ ่งตรงกันกับคำากลาวของนักปราชญ์ชาวเยอรมันชื ่อเกอร์เต กลาววา “
ฉันรักหล่อนแต่ ไม่มีอะไรที เกี ยวกับตัวหล่อนเลย”
ไมได้รักเพราะหลอนสวย หลอนรวหลอนดี หรือมประโยชน์
แตรักเพราะเหนวาหลอนเป็นเพื ่อนรวมทุกข์ เกิด แก เจบ และตาย หลอนจะเป็นอยางไรเรายังรักอยู นิรันดรไมเปล ่ยนแปลง เพราะ
ความรักออกจากใจที ประกอบด้วยปญญามีอยู ่เตมในใจและล้นบ่าออกไปยังเพื อนมนุษย์และสรรพสัตว์ทั งหลาย
เป็นความรักท ่บริสุทธิ ไมได้หวังอะไรตอบแทน เหนวาเป็นหน้าท ่ต้องรัก จึงเป็นความรักท ่ไมเป็นไปเพื ่อความเกลยดชัง ซึ ่ง ตรงกันข้ามกับความรักของหนุ มสาว หรือความรัก วัยรุ นท ่รักด้วยอารมณ์ เมื ่อรักมากกเกลยดมาก รั เขาเพราะเราได้ประโยชน์ เมื ่อเขาไมมประโยชน์กเลิกรัก ด้วยเหตุน คนท ่เรากำาลังเกลยดหรือไม พอใจอยู  ในขณะน คือคนท ่เราเคยรักเคยชอบเขามา แล้ว ความรักประเภทน เรยกชื ่อใหมวาความใคร
(
กามารมณ์
)
จะชัดเจนกวา มความใคร ให้ ได้อยางใจ เมื ่อได้อยางใจกพอใจชั ่วขณะแล้วแสวงหาใหมอก  ไมรู ้จักคำาวาพอ
ทรัพยากรในโลกนี มีพอสำาหรับคนทุกคนแต่ไม่พอกับความใคร่หรือโลภะของคนเพียงคนเดียว
ตรงกับพุทธพจน์วา “
ความอิ  ในกามทั งหลายย่อมไม่มี แม้ฝนจะตกลงมาเป็กหาปณะ
(
เงิน
)
 
กามทั งหลายมรสอรอยน้อยมทุกข์โทษมาก บัณฑิตรู ้อยางน แล้วไมยินดในกามแม้ท ่เป็นทิพย์ “
(
คณะอนุกรรมการดำาเนินการศึกษาและกำาหนดหลักวิชาการศึกษาศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์ภาคท ่ 
6
สื ่อการศึกษา
, 2526 :32)
รักบริสุทธิ ท ่ประกอบด้วยปญญาออกจากใจยอมให้ความเยนแกคนท ่มความรักและคนท ่ได้รับ ความรักนั น ซึ ่งตรงกันข้ามกับความใครท ่เผาลน  ให้เราร้อนแกทุกคนและทุกฝาย ทำาไมเราต้องขอพรให้แกผู ้ท ่เป็นศัตรูกั เรา เราต้องขอพรให้เพราะความรู ้สึกเป็นศัตรูอยู   ในใจของเขาและเขากำาลังมปญหามความทุกข์ ใจ  ไมสบายใจ เราขอพรให้เขามปญญาเหนศัตรู ในใจ คือความรู ้สึก โกรธเกลยด ชิงชัง ซึ ่งเป็นความมื  ในใจ ชวิตเขาจะมืดมนเศร้าหมอง หรือเรยกวา เครยด
(stress)
ปญญาเปรียบเหมือนแสงสว่างส่องใจ
ความมืดกหายไป ศัตรู ในใจหมดไป หน้าตาผิวพรรณผองใส ชวิตกอยู เยนเป็นสุ
พระเยซูเจ้
ยังบอกให้สาวกของพระองค์ปฏิบัติตัวให้ถูกต้องเมื ่อถูกเบยดเบยนทำาร้ายวา
จงอย่าใช้วิธีรุนแรงแก้แค้นต่อกันเลย ถ้าผู  ้ใดตบแก้มซ้ายของท่าน กจงหันแก้มขวาให้เขาเสี ด้วย ถ้าท่านถูกฟองร้องต่อศาล และผลแห่งการฟองร้องนั นทำาให้ท่านถูก ยึดเสื อไป กจงให้ เสื อคลุมแก่เขาเสียด้วย”
 
(
มัดธาย
5 / 39,40.
อ้างในพระคริสตธรรมใหม
, 2520 : 7-8)
คำาสอนเหลานี ล้วนเป็นคำาสอนที ่มุ งให้เรารักษา ความรู ้สึกในใจให้ดีทั งสิ 
ถ้าเราไมเข้าใจกคิดไป วา คนบ้าท ่ไหนท ่เขาตบแก้มซ้ายแล้วยื ่นแก้มขวา  ให้เขาตบอกคนโดยมากต้องการทำาร้ายตอบ เขาตบเราหนึ ่งครั ง เราต้องตบกลับสามครั งเพื ่อให้ ได้
 
.
ศึ  ้สึก หรือเวทนา
ปีท ่ 
13
ฉบับท ่ 
1 2543
มารุดำาชะอม
กำาไรสองครั งเราจึงพอใจ สะใจ มความจริงอยู วา เวรยอมระงับด้วยการไมจองเวร
คนที ่กำาลังทำาร้าย ผู ้อื ่นอยู คือผู ้ที ่ได้เบียดเบียนทำาร้ายตนเองเสรจ แล้ว เฉกเชน ไม้ขีดจะเผาบ้านเผาเมืองได้ต้องเผา ตัวมันเองกอน
เขาตบเราเพยงแก้มซ้ายข้างเดยวยังน้อยไปแม้เขาตบแก้มขวาอก เรากไมโกรธเขาเรากเจบกาย แตใจไมเจบ เราถูกยึดเสื อ ยังน้อย ไปเขาจะยึดเสื อคลุมด้วยเรากไมโกรธเขา เพราะเรารู ้วาเขามปญหามความทุกข์จิตเขายังหยาบบาปและปาเถื ่อนอยู  เราจึงต้องให้อภัยไมโหดร้ายซำ  เติมเขาอก สวนการจัดการทางกฎหมายหรือกฎระเบยบทางสังคมกจัดการกันไป เพื ่อรักษาความสงบเรยบร้อยทางสังคมพระพุทธเจ้ากทรงสอนสาวกเก ่ยวกับเรื ่อง น ในทำานองเดยวกันวา
“ถ้าโจรจับเธอมาแล้วมัดมือมัดเท้าเธอไว้โจรเอาเลื อยเลื อยเธอจนกระทั  หนังขาด ถ้าเธอโกรธโจรเธอไม่ใช่คนของเราถ้าโจรเลื อยต่อไปอีกจนถึงเนื อ ถ้าเธอโกรธโจรเธอกไม่ใช่คนของเรา ถ้าโจรเลื อยต่อไปอีกจนถึงกระดูก ถ้าเธอโกรธโจร เธอก ไม่ ใช่คนของ เรา ถ้าโจรเลื อยต่อไปอีกจนถึงเยื อในกระดูกถ้าเธอโกรธโจร เธอกไม่ใช่คนของเรา”
(
พุทธทาสภิกขุ
, 2518 : 27)
คนของพระพุทธเจ้าต้อง เป็นผู ้รู ้ ผู ้ตื ่น ผู ้เบิกบาน เขาทำาร้ายเราได้เฉพาะ รางกาย สวนใจนั นไมมใครทำาร้ายได้ เพราะเราม สติปญญารักษาใจให้ดอยู นิรันดร ความรู ้สึกทางจิตท ่เราต้องศึกษา คือ รู ้สึ วา อรอย มัน สะใจ คำ
3
คำาน สื ่อความรู ้สึกหรื เวทนาเมื ่อชวิตกระทบ
(
ผัสสะ
)
กับสิ ่งแวดล้อม และไมรู ้
(
อวิชชาผัสสะ
)
เราจึงเพลินไปกับความ รู ้สึกนั นชั ่วขณะ และหลงไปวานั ่นคือ “ความสุข” เป็นความรู ้สึกสุขท ่ ได้มาด้วยการแสวงหา เหนดเหนื ่อยยากลำาบาก มบางครั งหรือบอยครั  เราต้องแยงชิงแขงขันเบยดเบยนทำาร้ายให้บาดเจ พิการ หรือถึงชวิต เพื ่อเราจะได้เสวยความอรอยท ่ เกิดขึ นชั ่ววูบ หรือ พุทธทาสภิกขุ
(2527 :
ปกนอก
)
เรยกวา “บ้าวูบเดยว” ทานได้เขยน คำ ประพันธ์ ให้ผู ้คนได้ศึกษาเรื ่องความสุขไว้ว
ความเอ๋ยความสุใครๆทุกคน
 ,
ชอบเจ้า เฝาวิ ่งหา
แกกสุ
 ,
ฉันกสุ
 ,
ทุกเวลา”แตดูหน้า ตาแห้ง ยังแคลงใจ ถ้าเราเผา ตัวตัณหา
 ,
กนาจะสุ
 ,
แตถ้ามันเผา เรากจะ “สุก” หรือเกรียม ได้เขาวาสุข สุขเน้
!
อยาเหอไป มันสุขเยน หรือสุกไหม้ให้แนเอย ฯ
พุทธทาสภิกขุ
 ,
อ้างใน ธรรมประทีป 
 , 2527 :
ปกใน
)
ความสุขจากความรู ้สึกอรอย มัน สะใจ ท ่ คนทั ่วไปต้องการ มันเป็นความสุกร้อน สุกไหม้ เป็นความสุขท ่มาจากการกระตุ ้นทางตา หูจมูก ลิ  และกาย ด้วย รูป เสยง กลิ ่น รส และโผฏฐัพพะหรือเรยกวากามคุณ
5
ซึ ่งมรสอรอยน้อยแตทุกข์ โทษมากคนเขลายังข้องอยู 
(
วรธัมโมภิกขุ
,2523 : 43)
ชวิต สังคม สิ ่งแวดล้อมและโลก กำาลังถู ทำาลายล้างด้วยความสุขชนิดน ยิ ่งยุคน  เป็นยุคท ่ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยก้าวหน้ามาก การนำ เอาวัตถุกาม
(
รูป เสยง กลิ ่น รส โผฏฐัพพะ
)
มาบำารุงบำาเรอปรนเปรอ ท ่มความรุนแรง เพื ่อทำาให้  อรอย มัน สะใจ ซึ ่งต้องเพิ ่มปริมาณการตอบสนอง  ไมจบไมสิ น ในวงการพัฒนากมการกำาหนดเป หมายให้ประชาชนอยู ดกินด ท ่ ไมมขอบเขต ผู ้รู ้ทั  หลายจึงให้สติวาควรให้ประชาชน กินอยู แตพอด เพราะมขอบเขตท ่ชัดเจน หลังจากความสนุกสนาน กับความอรอยทางวัตถุเชนซื อรถย ่ห้อดังๆ ทั งลอท เพราะรู ้สึกชอบทุกสซื ออาหารนำาเข้าแดก ดวน
(fast food)
กระเป๋าย ่ห้อดังจากฝรั ่งเศส นาฬิการาคาเป็นล้านจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ กู ้เงินดอกเบ ยถูกจากตางประเทศมาปลอยกู ้ ดอกเบ ยราคาแพง กินเกิน ใช้เกิน เอากำาไรเกินได้ ชื ่อวาเป็นคนสกปรก
(
อติ โลโภ หิปาปโก
)
of 00

Leave a Comment

You must be to leave a comment.
Submit
Characters: ...
You must be to leave a comment.
Submit
Characters: ...