Read without ads and support Scribd by becoming a Scribd Premium Reader.
 
 
บทที  
6
ตัวแปรและสมมติฐาน
 
จุดประสงค์
บทเรยนน มุ ่งให้ผู  ้เรยนสามารถ
 1.
เขยนความหมาย
ตวแปร
และ
สมมติฐาน
ด้วยสานวนของตนเองได้
 
2.
อธิบายความแตกต่างระหว่างคาคู ่ต่างๆ ได้เช่ ตวแปรต้
 – 
 
ตวแปรตามตวแปรแทรกซ้อน
 – 
 
ตวแปรสอดแทรก
 
สมมติฐานเชิงบรรยาย
 – 
 
สมมติฐานเชิงสถิติ
 
สมมติฐานท เป็นกลาง
 – 
 
สมมติฐานท ไม่เป็นกลาง สมมติฐานมทิศทาง
 – 
 
สมมติฐานไม่มทิศทาง
 
3.
ยกตวอย่างสมมติฐานชนิดต่างๆ ได้
 
4.
เขยนสมมติฐานเชิงสถิติจากสมมติฐานเชิงบรรยายได้
 
5.
อธิบายความจาเป็นในการเขยนสมมติฐานเชิงสถิติได้
 
6.
วิเคราะห์ตวแปรต้นและตวแปรตาม จากชื อปัญหาการวิจยได้
 
7.
วิเคราะห์ตวแปรต้นและตวแปรตามจากสมมติฐานได้
 
ในการวิจยตวแปรและสมมติฐานเป็นสิ งคู ่กน คือเมื อทราบตวแปรกสามารถเขยนเป็ สมมติฐานได้หรือเมื อมสมมติฐานกสามารถระบุตวแปรออกมาได้
 
ความหมายของตัวแปร
ตวแปร หมายถง สิ งท มค่าเปล ยนไปไม่คงท เช่น เพศ เปล ยนได้ 
2
อย่างคือ เพศชายและเพศหญิง ผลการสอบอาจเปล ยนได้ 
2
อย่างคือ ผ่านกบไม่ผ่าน อายุอาจเปล ยนได้หลายค่าแล้วแต่จะต งใจ แบ่งอย่างไร
 
ชนิดของตัวแปร
 
ตวแปรอาจมชื อเรยกต่างกนไปเพื อบอกคุณลกษณะบางประการของตวแปรน นๆ เช่
1.
ตวแปรท มค่าเปล ยนแปรได้เพยง
2
ค่า จะเรยกว่
Dichotomous Variables
เช่น เพศ คะแนนข้อสอบปรนยรายข้อ เป็นต้
 
2.
ตวแปรท คนท วไปรบรู  ้ได้สอดคล้องตรงกน เรยก
Concept Variables
เช่น อายุความยาวเชื อชาติศาสนา เพศ เป็นต้
 
 3.
ตวแปรท ต่างคนอาจเข้าใจไม่ตรงกน เช่น ไอคิว สรรถภาพสมอง ความคิดสร้างสรรค์ความ รบผิดชอบ ผลสมฤทธิ ทางการเรยน เป็นต้น เรยกตวแปรประเภทน ว่
Construct Variables
ผู  ้วิจ จะต้องเขยนนิยามตวแปรประเภทน ให้ชดว่า มโครงสร้างของตวแปรอย่างไร ในวิจยต่างเรื องกน ต แปรชื อเดยวกน อาจมนิยามต่างกนได้เช่น สมรรถภาพสมองในงานวิจย เล่มหน ง หมายถ ความสามารถของมนุษย์ในการตอบแบบสอบถามความถน
8
ด้านของ เธอร์สโตน ในขณะท งานวิจ อกเล่มหน งสมรรถภาพสมอง หมายถง คะแนนท ได้จากการตอบแบบสอบด้านการรู  ้จกและเข้าใจ พฤติกรรมตามทฤษฎโครงสร้างทางสมองของ กิลฟอร์
6
ฉบ
 4.
ตวแปรต่อเนื อง
(Continuous Variables)
คือ ตวแปรท มค่าเป็นตวเลขจานวนจริงใดๆ เช่ เป็นเลขทศนิยม เลขเศษส่วน เช่น น  าหนก ส่วนสูง ความยาว ฯลฯ
 
5.
ตวแปรไม่ต่อเนื อง
(Discrete or discontinuous Variables)
คือ ตวแปรท มค่าเป็นตวเลข จานวนเตมเท่าน น เช่น จานวนสมาชิกในครอบครว ย่อมม 
2, 3, 7
คน ไม่ม 
2.5
คน หรื
4.8
คน
 
นอกจากตวแปรท 
5
ชนิดท มชื อเรยกเพื อบ่งบอกคุณลกษณะของตวแปรแล้ว ยงมตวแปรท  บอกหน้าท ของมนท มต่อกระบวนการวิจยแต่ละเรื องอก ดงน 
 
1.
ตวแปรต้
(Independent Variables)
เป็นตวแปรท ผู  ้วิจยคิดว่าเป็นตวต้นเหตุทาให้เกิดการ เปล ยนแปรต่อตวแปรตามอาจมชื อเรยกต่างกนไปข นอยู ่กบประเภทของการวิจย เช่น การวิจยแบบ ศกษาหาสาเหตุ 
(Expost Facto Study)
เรยกว่า ตวแปรอิสระหรือตวแปรต้น เหตุในการวิจยเชิงทดลอง
(Experimental Research)
เรยกว่า ตวแปรทดลอง
(Experimental Variable)
หรือตวแปรจดกระท
(Active or Manipulated Variable)
เป็นต้
 2.
ตวแปรตาม
(Dependent Variables)
คือตวแปรท มผลมาจากตวแปรต้น ความสมพนธ์ ระหว่างตวแปรต้นและตวแปรตามจงเขยนในรูปสมการได้ว่
 
y = f(x)
ในเมื 
x
คือ ตวแปรต้
 y
คือ ตวแปรตาม
 3.
ตวแปรแทรกซ้อน
(Extraneous Variables)
คือ ตวแปรท มผลกระทบต่อตวแปรตาม เช่นเดยวกบตวแปรต้น แต่ตวแปรแทรกซ้อนเป็นตวแปรท ผู  ้วิจยไม่ต้องการศกษา แต่เพราะมนม อิทธิพลต่อตวแปรตามด้วย ผู  ้วิจยจงต้องออกแบบเพื อกาจดหรือควบคุมตวแปรแทรกซ้อนให้ดเพื อจะ ได้แน่ใจว่า ผลการวิจยน นมาจากตวแปรต้นเท่าน น ไม่ใช่ตวแปรแทรกซ้อน
(
วิธกาจดหรือควบคุมต แปรแทรกซ้อนได้อธิบายไว้แล้วในเรื องการวิจยเชิงทดลองในบทท  
2
)
เช่น การพฒนาความคิ สร้างสรรค์โดยวิธกิจกรรมกลุ ่มสมพนธ์ 
2
วิธตวแปรต้นคือ กิจกรรมกลุ ่มสมพนธ์ตวแปรตามคื ความคิดสร้างสรรค์ถ้าในการทดลองคร งน ใช้ครูคนหน งทดลองกิจกรรมสมพนธ์วิธหน ง และครูอ คนหน งทดลองกิจกรรมสมพนธ์อกวิธหน ง เช่นน บุคลิกภาพของครูท 
2
คน กเป็นตวแปรแทรกซ้อน
 
 
ได้สภาพห้องทดลองท งสองห้อง อายุของเดกท งสองกลุ ่ม อาจเป็นตวแปรแทรกซ้อน ในการวิจยแต่ ละเรื อง ผู  ้วิจยจะต้องคิดอย่างรอบคอบว่าอะไรบ้างท อาจเป็นตวแปรแทรกซ้อน แล้วหาทางควบคุมต แปรน ให้ได้
 4.
ตวแปรสอดแทรก
(Intervening Variables)
คือ ตวแปรท มผลกระทบต่อตวแปรตามเช่นก แต่เป็นตวแปรท ผู  ้วิจยจะคาดคิดไม่ถงว่าจะเกิดข น และไม่สามารถควบคุมได้เหมือนตวแปรแทรกซ้อน เช่น การวิจยเรื อง การพฒนาความคิดสร้างสรรค์โดยวิธกิจกรรมกลุ ่มสมพนธ์ 
2
วิธตวแปรท อาจแทรก ซ้อนได้แก่สภาพแวดล้อมทางบ้านของเดก เดกบางคนอาจมผู  ้ปกครองท เอาใจใส่คอยซกถามปัญหาใน ลกษณะความคิดสร้างสรรค์จะทาให้มอิทธิพลต่อความคิดสร้างสรรค์นอกจากน อาจมตวแปร สอดแทรก เช่น ความเตมใจ หรือความเบื อหน่ายของกลุ ่มตวอย่างท ทาการทดลอง เป็นต้น ตวแปร เหล่าน ผู  ้วิจยไม่สามารถควบคุมได้
 
สมมติฐาน
(Hypothesis)
ความหมายของสมมติฐาน
สมมติฐาน หมายถง ข้อความท ผู  ้วิจยเขยนข นในล
 
  กษณะคาดเดาคาตอบของปัญหาการวิจยไว้ ล่วงหน้า ซ งสมมติฐานท ต งไว้ล่วงหน้าจะถูกต้องหรือไม่น นไม่มใครทราบ แต่กระบวนการวิจยจะหา ข้อมูลมาพิสูจน์สมมติฐานน นๆ จงจะทราบได้ว่า คาตอบท แท้จริงของปัญหาการวิจยคืออะไร สมมติฐานท ต งไว้ข้อใดถูกข้อใดผิด อย่างไรกดสมมติฐานจะต งไว้ผิดหรือถูกกตาม สมมติฐานกเป็ สิ งท มคุณค่าต่อกระบวนการวิจยมาก
 
ประโยชน์ของสมมติฐาน
พอสรุปได้ดงน 
1.
 
ช่วยกาจดขอบเขตและทาให้เหนปัญหาในการวิจยชดเจนข 
2.
 
ช่วยทาให้ได้ความจริงท ตรงประเดน กล่าวคือ จะช่วยให้ผู  ้วิจยเลือกข้อมูลท เก ยวข้องได้ ถูกต้องเท ยงตรง
 3.
 
ช่วยช ให้เป็นแบบการวิจย คือผู  ้วิจยจะออกแบบการวิจยได้เหมาะสมและเหนรูปธรรมว่ กลุ ่มตวอย่างคือใคร เกบข้อมูลอย่างไร ใช้เครื องมือชนิดใด ใช้สถิติอะไรทดสอบ สมมติฐาน เป็นต้
 4.
 
ช่วยในการเขยนสรุปผลการวิจยให้ชดเจนและตรงประเด ดงน น การเขยนสมมติฐานจะมประโยชน์ในทุกๆ เรื อง ทาให้ประหยดเวลาและแรงงานใน การทาวิจย แต่ถงกระน นกมการวิจยบางเรื องท ไม่มสมมติฐาน เนื องจากผู  ้วิจยไม่มความรู  ้หรือข้อมู เบื องต้นพอท จะเขยนสมมติฐาน ได้แก่การวิจยเชิงคุณภาพไม่นิยมต งสมมติฐานท ตายตว แต่จะใช้ ปัญหาหรือประเดนท ต้องการศกษาและแนวคิดเชิงทฤษฎกว้างๆ เท่าน 
(
สุภางค์จนทวานิ
2522
:
137)
ตวอย่างงานวิจยท ไม่มสมมติฐาน เช่นเรื อง
สภาพหอสมุด สภาพการให้หอสมุด ความเพยงพอ
Search History:
Searching...
Result 00 of 00
00 results for result for
  • p.
  • More From This User

    Notes
    Load more