การขึ นปากโอ่งจะนำาตัวโอ่งยกวางลงบนแป้นหมุนอีกครั งหนึ ง แต่แป้นหมุนที ใช้ ในการขึ นปากโอ่งนี เป็น
แป้นหมุนที ใช้มือบังคับ และใช้แรงคนหมุน ช่างขึ นปากโอ่งจะใช้ดินที คนเตรียมดินทำาเป็นเส้นไว้แล้ว มาวาง
วนรอบคอโอ่ง แล้วใช้มือหมุนหรือใช้เท้าถีบแป้นหมุนก็ ได้ มือทั งสองข้างก็คอยบีบดินให้ติดกันกับคอโอ่ง
และคอยแต่งให้เป็นปากโอ่ง พอแต่งปากโอ่งจนเกือบจะได้ท ี ช่างก็จะใช้ฟองนำ าชุบนำ าพอหมาดๆ ปาดวนไป
รอบปากโอ่งอีกครั งหนึ ง เป็นการช่วยให้ปากโอ่งเรียบ จากนั นก็ยกโอ่งไปผึ งลมไว้ที ลาน
โอ่งจะมีหลายแบบด้วยกัน การปั นโอ่งบางประเภทเมื อติดปากโอ่งเรียบร้อยแล้ว ก็รอเขียนลายได้เลย เช่น
โอ่งเจ็ด แต่ โอ่งบางประเภทต้องมีการติดห โอ่งด้วย เช่น โอ่งพม่าหรือโอ่งมอญ เป็นต้น โดยการติดห โอ่งนี มี
ลักษณะคล้ายคลึงกับการติดปากโอ่ง
๓
.
การเขียนลาย
“”
ก่อนการเขียนลายจะต้องมีการแต่งผิวโอ่งให้เรียบ และแต่งรปทรงของโอ่งให้ดีเสียก่อน โดยใช้ ไม้ตี และ
“”
ฮวยหลุบ ฮวยหลุบเป็นเครื องมือชนิดหนึ งทำาด้วยดินเผา มีลักษณะเหมือนลกประคบ มีลักษณะกลมมน มี
ที จับอย่ กลางลก ใช้เพื อรักษารปทรงของโอ่ง เวลาตี โอ่งคนตีจะใช้ฮวยหลุบรองผิวโอ่งด้านใน ส่วนด้านนอก
ของโอ่งก็ ใช้ ไม้ตีตี โอ่ง เมื อแต่งผิวโอ่งจนทั วทั งใบแล้ว จึงนำาไปเขียนลายต่อไป ช่างเขียนลายส่วนใหญ่มักจะ
เป็นหญิง อาจะเป็นเพราะต้องอาศัยความใจเย็นและความประณีต ส่วนสิ งที จะนำามาใช้ ในการเขียนลายโอ่ง
นั น เป็นดินเหนียวนำามาผสมกับดินขาวที ร่อนพิเศษให้มีเนื อที ละเอียดมาก จากนั นนำาดินที ผสมกันนี มานวด
“”
จนนิ ม ดินนี เรียกว่า ดินติดดอก เมื อจะเริ มเขียนลาย ช่างก็จะนำาโอ่งที แต่งผิวเรียบร้อยแล้วมาวางบนแป้น
หมุนที หมุนด้วยมือ แล้วจึงใช้ดินติดดอกปั นเป็นเส้นเล็กๆ ป้ายติดไปที โอ่งสามตอนเพื อแบ่งโอ่งออกเป็นสาม
ช่วง คือ ช่วงปากโอ่ง ตัวโอ่ง และเชิงล่างของโอ่ง เนื องจากแต่ละช่วงจะติดลายไม่เหมือนกัน
ช่วงปากโอ่งจะนิยมติดลายดอกไม้หรือลายเครือเถา เพื อความสะดวก รวดเร็วและความเป็นระเบียบ
สวยงาม ช่วงตัวโอ่งนิยมเขียนเป็นรปมังกร บางครั งก็เป็นตัวมังกรแบนๆ แต่บางครั งส่วนที เป็นหัวมังกร จะ
ปั นนนออกมาทำาให้ดมีชีวิตชีวามากขึ น ส่วนช่วงเขิงด้านล่างของโอ่ง ช่างจะติดลายแบบเดียวกันกับช่วงปาก
โอ่ง แต่จะเป็นแบบง่ายๆ นอกจากใช้มือในการวาดลายอย่างชำานาญแล้ว ช่างเขียนลายยังมีอุปกรณ์อื นๆ ซึ ง
นอกจากจะช่วยให้การวาดลายเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วมากขึ นแล้ว ยังช่วยให้ผลงานที ออกมาสวยงาม
มากขึ นอีกด้วย เช่น การใช้แผ่นเหล็กที ดัดเป็นรปคลื นช่วยในการทำาลายมังกร การใช้หวีช่วยในการทำาครีบ
มังกร เป็นต้น
แต่ ในบางครั งลกค้าก็สั งโอ่งแบบที ไม่มีลวดลาย ซึ งก็ ไม่ต้องเขียนลวดลายลงบนโอ่ง นอกจากจะใช้ดินติด
ดอกปั นแต่งแล้ว ยังสามารถเขียนลายโอ่ง โดยใช้พ่ กันจีนจ่ ุมนำ าเคลือบเขียนลายโอ่งได้อีกด้วย การเขียน
ลายโอ่งแต่ละใบนั น จะใช้เวลาในการเขียนลายแตกต่างกัน ขึ นอย่ กับลายของโอ่งและขนาดของโอ่ง
๔
.
การเคลือบ
สำาหรับนำ าที ใช้ ในการเคลือบโอ่งก็คือ นำ าโคลนผสมกับขี เถ้า ซึ งจะใช้เถ้าจากอะไรก็ ได้ ในโรงงานทั วไปมักจะ
ใช้เถ้าที ได้จากการเผาโอ่งนั นเอง แต่หากเป็นขี เถ้าที ได้จากกระดกสัตว์เมื อนำามาผสมเป็นนำ าเคลือบแล้ว
นำาไปเผาจะได้ โอ่งที ลวดลายสัสันสดใสกว่านำ าเคลือบจากขี เถ้าที ได้จากพืช แต่ก่อนที จะนำาขี เถ้าไปผสมกัน
กับนำ าโคลนจะต้องนำาขี เถ้าไปร่อนจนละเอียดเสียก่อน และเมื อผสมออกมาเรียบร้อยแล้ว จะทำาให้ ได้นำ า
เคลือบที ละเอียดในการเคลือบโอ่ง จะนำาโอ่งไปวางหงายในกระทะใบบัว ใช้นำ าเคลือบราดให้ทั วด้านในโอ่ง
ก่อน จากนั นยกโอ่งควำ าลงในกระทะนั น ตักนำ าเคลือบมาราดรดผิวนอกจนทั ว จึงยกขึ นแล้วนำาไปวางหงาย
ผึ งลมไว้ ในกระทะใบบัวจะมีนำ าเคลือบอย่ ช่างก็จะนำานำ าเคลือบที เหลืออย่ นี ผสมรวมกับนำ าเคลือบที เตรียมไว้
ตั งแต่ต้น แล้วนำาโอ่งใบใหม่มาใส่กระทะแล้วก็ทำาการเคลือบ ตามวิธีข้างต้นต่อไปเรื อยๆ แต่การเคลือบโอ่งนี
เราจะเคลือบเฉพาะโอ่งที ติดลายเท่านั น โอ่งที เคลือบแล้วจะทำาให้เกิดสีสวยเป็นมัน เมื อเผาเสร็จออกมา
นอกจากนี นำ าเคลือบยังช่วยสมานรอยแผลและรระหว่างเนื อดิน ทำาให้นำ าไม่ซึมออกจากโอ่งเมื อนำาไปใช้อีก
ด้วย เมื อเคลือบเสร็จแล้วช่างก็จะขนโอ่งทั งหมดไปที เตาเผาโอ่ง เพื อทำาการเผาโอ่งต่อไป
๔
.
การเผา
“”
เป็นกรรมวิธีขั นสุดท้ายของการทำาโอ่ง เตาเผาฌอ่งจะเป็นเตาที ก่อด้วยอิฐเป็นรปยาว เรียกว่า เตาอุ โมงค์
ด้านข้างเตาด้านหนึ งจะเจาะเป็นช่องประต เพื อใช้เป็นทางนำาโอ่งหรือภาชนะดินเผาอื นๆ เข้าไปเผา และเป็น
ทางขนโอ่ง หรือภาชนะดินเผาอื นๆ ที เผาเสร็จแล้วออกจากเตา ส่วนด้านข้างเตาอีกด้านหนึ งจะก่ออิฐเรียบ
“”
ไปตลอด ด้านบนของเตาจะเจาะร ไว้เป็นระยะๆ เพื อใช้ ใส่ฟืนเป็นเชื อในการเผา รที เจาะไว้นี เรียกว่า ตา
“”
หรือ ตาไฟ จะมีตาอย่ รอบเตาทั งสองด้าน เตาหนึ งๆ นั นจะมีช่องประตและตามากน้อยแค่ ไหน ก็ขึ นอย่ กับ
ขนาดของเตา เช่น เตาที มี ๔ ช่อง ประตก็จะทำาตาไว้รอบเตา ๗๐ ตา ปลายด้านหนึ งของเตาอุ โมงค์จะใช้เป็น
เตาสำาหรับก่อไฟ ส่วนปลายอีกด้านก็จะเป็นก้นเตา ใช้เป็นปล่องสำาหรับระบายควันออกจากเตา เมื อจะเผา
โอ่งนั น จะต้องเปิดประต นำาโอ่งที จะเผาเรียงเข้าในเตา เผาให้เต็มจากนั นปิดประตด้วยอิฐชนิดเดียวกับที ใช้
ก่อเตา ใส่เชื อไฟตามตาที อย่ รอบๆ เตาจนเต็ม แล้วจึงก่อไฟทีปากเตา
อากาศร้อนจะวิ งจากปากเตาไปส่ ก้นเตาซึ งเย็นกว่า อากาศร้อนก็จะลอยออกไปทางก้นเตา จึงทำาให้เกิดแรง
ดดขึ นภายในเตา ความร้อนจากปากเตาก็จะวิ งเข้ามาในเตา เมื อพบกับเชื อที ใส่เอาไว้ก็เกิดการลุกไหม้ทั วทั ง
เตา การเผานี จะปล่อยไว้ ให้ลุกไหม้ติดต่อกันนาน ๒ วัน เมื อถึงวันที สามไม่ต้องเติมเชื อไฟอีก ไฟก็จะค่อยๆ
มอด ปล่อยทิ งไว้ ๑๐ ถึง ๑๒ ชั วโมง ความร้อนในเตาก็เกือบหมดไป จึงเปิดช่องประตเตา นำาโอ่งและภาชนะ
ที เผาออกมา คัดแยกโอ่งและภาชนะที สมบรณ์ทุกอย่างไว้ คือ จะมีความมันวาวมีสีนำ าตาลแก่อมเขียวและมี
ลวดลายสุกปลั ง จากนั นจึงนำาไปจำาหน่ายได้ ส่วนโอ่งและภาชนะที ชำารุด เช่น มีสีด้านทึบ ลวดลายไม่เด่นชัด