Welcome to Scribd, the world's digital library. Read, publish, and share books and documents. See more
Download
Standard view
Full view
of .
Save to My Library
Look up keyword
Like this
6Activity
0 of .
Results for:
No results containing your search query
P. 1
ทฤษฎีวาทะกรรม ของ ฟูโกต์

ทฤษฎีวาทะกรรม ของ ฟูโกต์

Ratings: (0)|Views: 891 |Likes:

More info:

Copyright:Attribution Non-commercial

Availability:

Read on Scribd mobile: iPhone, iPad and Android.
download as PDF, TXT or read online from Scribd
See more
See less

05/13/2014

pdf

text

original

 
บทที ่
3
ทฤษฎีวาทกรรมของมิเชล
 
ฟู โกต
 
ความมุ งมั ่นในการหาความรู  
 
และความจริงของมนุษยกอใหเกิดศาสตรแหงปรัชญาขึ ้น
 
ปรัชญาถือวาเปนกิจกรรมที ่มนุษยกระทําเพื ่อหาคําตอบตอขอสงสัยและตองการหาความจริ
 
ดังนั ้ มนุษยไดเรียนรู  ที ่จะใชกระบวนการคิดอยางเปนเหตุเปนผล
 
เพื ่อที ่จะทําความเขาใจธรรมชาติที ่
 
หอมลอมอยู 
 
ซึ ่งจะกอใหเกิดประโยชนตอการดํารงชีวิตอยางมีคุณคาและสมบูรณในสังคม
 
อยางไรก็ตาม
 
การศึกษาวิเคราะหปรากฏการณตางๆบนโลกของนักปรัชญายุคแรกๆ
 
แมกระทั ่ง
 
นักปรัชญายุคฟ นฟูศิลปวิทยาการ
 
ตางตั ้งอยู บนฐานของการมองความรู  วาเปนเพียงวัตถุเพื ่อ การศึกษา
(objective)
ที ่มีสภาพหยุดนิ ่ง
 
และตายตั
(static)
ดังนั ้นการอธิบายเรื ่องตางๆจึงเปนการ หยิบฉวยเอาปรากฏการณภายใตชุดเงื ่อนไขหนึ ่งๆ
 
เปนแนวทางในการอธิบายภาพโดยรวมของสรรพสิ ่ง
 
ทั ้งนี ้ดวยทาทีในการมองความรู  วาเปนสิ ่งที ่ตายตัว
 
ในขณะที ่มนุษยตางดํารงอยู ภายใตความเปลี ่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมตามยุคสมั
 
กอใหเกิดการตั ้งคําถามตอความเปนพลวัต ของสรรพสิ ่งวา
 
หากมองปรากฏการณภายใตบริบทในชวงเวลาใดชวงเวลาหนึ ่
 
และถือวาสามารถนํามาใชเปนแนวทางเพื ่ออธิบายองคความรู  เกี ่ยวกับเรื ่องนั ้นๆไดทั ้งหมด
 
แตสรรพสิ ่งตางก็ดํารงอยู  ภายใตกฎการเปลี ่ยนแปลงนี ้
 
ดังนั ้นมนุษยจะสามารถมีความรู  ที ่แทไดอยางไร
 
เนื ่องจากธรรมชาติรอบตัวตางดําเนินไปภายใตกฎแหงการเปลี ่ยนแปลง
 
และเลื ่อนไหล
 
ดวยการตั ้งคําถามเชนนี ้
 
จึงเกิดนักปรัชญาในยุคหลังสมัยใหม
(Postmodernists)
ที ่เขามาทาทายมุมมองดังกลาว
 
โดยมีทาทีในการมองสรรพสิ ่งในฐานะที ่เปนสภาพของการเคลื ่อนที ่
 
และ
 
มิเชล
 
ฟูโกตเอง
 
ก็เปนนักปราชญชาวฝรั ่งเศสยุคหลังสมัยใหม
 
ที ่กาวเขามาทาทายมุมมองดังกลาวดวยเชนกัน
 
โดยการเสนอทฤษฎีวาดวยวาทกรรมและปฏิบัติการเชิงอํานาจทางวาทกรรม
 
ที ่เปนปฏิกิริยาโตตอบตอกระบวนการหาความรู  และความจริงของนักปรัชญายุคกอนหนา
 
เพื ่อที ่จะบอกวาสิ ่งจริงแทนั ้นคือการเปลี ่ยนแปลง
 
อีกทั ้งความรู  ก็มีวิวัฒนาการที ่เลื ่อนไหลไปตามบริบททางสังคม และวัฒนธรรม
 
ดังนั ้นการแสวงหาความรู  เพื ่อแกขอสงสัยในเรื ่องใดๆนั ้น
 
ตางดําเนินบนเงื ่อนไขของการเปลี ่ยนแปลง
 
และเคลื ่อนไหวอยู ตลอดเวลา
 
ความรู  และความจริงนั ้นจึงเปนเพียงสิ ่งที ่
 
มุ งแสวงหาวัตถุตอบสนอง
 
นั ่นคือตองอาศัยการตีความที ่เกี ่ยวโยงกับความรู  สึกสวนบุคคล
 
เทานั ้นเอง
 
 
69
 
3.1
พั ฒนาการความรู  ของมนุษย
 
นับตั ้งแตการเกิดขึ ้นของมนุษยบนโลก
 
มนุษยตางก็ตองเผชิญกับปรากฏการณทางธรรมชาติมากมายที ่สรางความตื ่นตระหนกและสงผลตอรูปแบบการดํารงชีวิต
 
ดังนั ้นปรากฏการณที ่คาดการณไมไดตางๆนานา
 
กอใหเกิดพัฒนาการทางความรู  ของมนุษยที ่สงอิทธิพลใหมนุษยเกิดกระบวนการเรียนรู  จากธรรมชาติดวยการสังเกต
 
ตรวจสอบ
 
คิดคนและทดลอง
 
เพื ่อใหไดมาซึ ่งความสามารถที ่มนุษยจะคาดการณ
 
กําหนด
 
และควบคุมธรรมชาติรอบตัวได
 
เหตุนี ้เองเปนบอเกิดพัฒนาการทางความรู  ของมนุษยเรื ่อยมาตั ้งแตอดีตกระทั ่งถึงปจจุบั
 
3.1.1
กระบวนการเรียนรู  สมั ยโบราณ
(Ancient Age)
สมัยกรีกโบราณถือวาเปนยุคเริ ่มตนของปรัชญาตะวันตกที ่มนุษยเริ ่มมี กระบวนการคิ
 
การเรียนรู  ธรรมชาติที ่เปนเหตุเปนผล
 
แทนการมองโลกแบบดึกดําบรรพ
 
ที ่มองวาโลกนั ้นไรระเบียบ
 
และเหตุการณตางๆที ่เกิดขึ ้นบนโลก
 
เปนปรากฏการณที ่เกิดจากการกระทํา
 
ของเทพเจา
 
มนุษยไมสามารถที ่จะเขาใจปรากฏการณธรรมชาติที ่ยิ ่งใหญได
 
และการจะอาศัยอยู 
 
บนโลกไดอยางสงบสุขนั ้นตองทําพิธีเซนไหวเทพเจ
 
เพื ่อสรางความพึงพอใจใหแกบรรดาทวยเทพ ทั ้งหลาย
 
กระทั ่งเกิดนักปราชญที ่ริเริ ่มกระบวนทัศนใหมที ่ว
 
โลกและจักวาลนั ้นมีระบบระเบียบ
 
และมนุษยมีศักยภาพในการเขาใจธรรมชาติได
 
นักปราชญยุคโบราณที ่สําคัญที ่วางรากฐานกระบวนการคิดอยางมีเหตุมีผล
 
เช
 
ธาเลส
 
(Thales, 624-546 B.C.)
 
เปนชาวไอโอเนียสังกัดสํานักมิเลตุส
(Milesian School)
ของกรีก
 
ธาเลสถือวาเปนนักปรัชญาและนักวิทยาศาสตรธรรมชาติที ่ดึงปรัชญาลงมาจากฟากฟา
 
กลาวคือ
 
แทนที ่จะอธิบายปรากฏการณตางๆโดยอางถึงเทพเจาหรือตํานานตางๆ
 
ธาเลสไดริเริ ่มกระบวนการเรียนรู  โดยการสังเกตธรรมชาติรอบตัว
 
และคิดวิเคราะหหาเหตุผลสนับสนุนความคิดของตนเอง
 
เขาใชวิธีการคิดวิเคราะห
(analytic)
กระทั ่งไดมาซึ ่งคําถาม
 
จากนั ้นจึงพยายามหาคําตอบ ที ่เปนไปไดดวยวิธีคิดแบบเก็งความจริง
(speculate)
โดยอาศัยขอมูลที ่ประจักษจากธรรมชาติ
 
ดวยทัศนะตอโลกเชนนี ้
 
สงผลใหนักคิดรุ นหลังธาเลสตางก็สานตอทาทีในการอธิบายธรรมชาติเชนเดียวกับที ่เขาจุดประกายไวในตอนเริ ่มแรก
 
 โซคราตีส
 
(Socrates, 469-399 B.C.)
 
เปนนักปราชญกรีกที ่ยิ ่งใหญอีกทานหนึ ่
 
ซึ ่งถื วาเปนผู  ริเริ ่มกระบวนการหาความรู  และความจริงดวยวิธีการถามคําถามเพื ่อไลเรียงไปสู ความจริง
 
หรือที ่รู  จักกันในชื ่อ
วิภาษวิธี
” (Dialectics)
โซคราตีสเชื ่อวา
 
มนุษยนั ้นเกิดมาพรอมความรู  ที ่มี
 
 
70
 
อยู แลวในวิญญาณ
 
ดังนั ้นวิภาษวิธีจะเปนเครื ่องมือในการชวยดึงความรู  ของมนุษยที ่ติดตัวมาอยู  กอนแลวออกมาไดอยางมีประสิทธิภาพ
 
เพลโต
 
(Plato, 427-347 B.C.)
 
ถือเปนนักปราชญคนสําคัญแหงกรุงเอเธนส
 
เปนศิษยของโซคราตีส
 
ที ่เชื ่อวาสิ ่งจริงมี
2
ระดับ
 
คือระดับของโลกแหงผัสสะ
(The Phenomenal World)
ไดแกสสาร
 
และวัตถุตางๆ
 
ซึ ่งเปนสิ ่งชั ่วคราว
 
เปนอนิจจังและถูกจํากัดดวยกาละและเทศะ
 
สิ ่งจริงอีกระดับหนึ ่
 
คื
 
ระดับของโลกแหงมโนคติหรือโลกแหงแบบ
(The Ideal World)
ซึ ่งเปนสิ ่งจริงที ่ อยู เหนือประสาทสัมผัส
 
เปนโลกที ่เปนนิรันดร
 
ไมเปลี ่ยนแปลง
 
ไมขึ ้นกับกาละและเทศะ
 
สามารถรับรู  ไดโดยจิตวิญญาณ
 
และสามารถคิดและเขาใจไดดวยเหตุผล
 
เขาเชื ่อในสภาวะที ่เปนนามธรรม
 
ซึ ่งก็คือจิตนั ่นเอง
 
เปนภาวะที ่เพลโตเรียกวาสิ ่งจริงสูงสุด
(Ultimate Reality)
เนื ่องจากมองวาวัตถุที ่ แทนั ้นไมมีจริ
 
เพราะทุกอยางเปนจิตและเปนสิ ่งที ่จิตแสดงตัวออกมาเทานั ้
 
3.1.2
กระบวนการเรียนรู  สมั ยกลาง
(Medieval Age)
สมัยกลางเปนยุคแหงคริสตศาสนาที ่มองวามนุษยนั ้นใชกระบวนการทางเหตุผลมากเกินไป
 
แตก็ไมสามารถเติมเต็มความเปนมนุษยที ่สมบูรณได
 
อีกทั ้งเชื ่อวามนุษยไมสามารถที ่จะ เขาใจธรรมชาติไดดวยตัวของมนุษยเองโดยลําพัง
 
เพราะความรู  ของมนุษยนั ้นขึ ้นอยู กับ
 
การสองสวางของพระเจ
” (God’s illumination) (
วีระ
 
บูรณะบัญญัติ
, 2544,
. 9)
ตลอดสมัยของยุคกลางถูกปกคลุมดวยอิทธิพลทางศาสนา
 
ที ่พยายามอธิบายโลกโดยอิ อยู กับหลักของความเชื ่อ
 
และความศรัทธา
 
เพื ่อตอกย้ ําขีดความสามารถในการอธิบายธรรมชาติ
 
ของมนุษย
 
ดังนั ้นในยุคนี ้มนุษยจึงยอมถวายชีวิตและศรัทธาใหแกพระเจ
 
3.1.3
กระบวนการเรียนรู  สมั ยใหม
(Modern Age)
ผลจากการเปลี ่ยนแปลงทางระบบเศรษฐกิจและสังคม
 
สงอิทธิพลตอ
 
การเจริญเติบโตของสังคมทุนนิยมที ่มีความสลับซับซอนมากยิ ่งขึ ้
 
เปนยุคที ่ถือวาเปนชวงแหงการ ฟ นฟูศิลปวิทยาการ
(Renaissance)
ที ่มนุษยเกิดความเชื ่อมั ่นในกระบวนการทางวิทยาศาสตรที ่
 
มุ งไปที ่ศักยภาพของมนุษยเอง
 
เนื ่องจากมนุษยนั ้นมีคุณคาและความสามารถในการอธิบายและควบคุมโลกได
 
ในยุคนี ้มนุษยเริ ่มใชเหตุผลเพื ่อใหเกิดกระบวนการคนควาและทดลองทาง วิทยาศาสตร
 
กระบวนทัศนสมัยใหมเกิดขึ ้นมาพรอมกับการปฏิวัติทางความคิดของโคเปอรนิคัส
 (Nicolaus Copernicus, 1473 - 1543)
ที ่เสนอความคิดว
 
ดวงอาทิตยเปนศูนยกลางของจักรวาล
 
โดยมีโลกและดวงดาวอื ่นๆโคจรรอบมัน
 
ซึ ่งความคิดนี ้แตกตางจากความคิดของทอเลมี
(Claudius

Activity (6)

You've already reviewed this. Edit your review.
1 thousand reads
1 hundred reads
au de lek liked this
Daniel Wu liked this
visvabharati liked this
Cozy Junee's liked this

You're Reading a Free Preview

Download
/*********** DO NOT ALTER ANYTHING BELOW THIS LINE ! ************/ var s_code=s.t();if(s_code)document.write(s_code)//-->