หลวงตามหาบัว สอนปฏิบัติธรรม
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปนโน
พระผู ้มีพระภาคเจ้าท่านแนะนำาสั งสอนไว้ว่า ดูก่อนอานนท์พระธรรมและพระวินัยนั นแลจะเป็นศาสดาของเธอ
ทั งหลายแทนเราตถาคต เมื อเราล่วงไปแล้ว นี สำาคัญมาก เป็นพระวาจาของพระองค์
ศีล “เป็นรั ้วกั ้นสองฟากทางไม่ ใหขามออกไปตกเหวตกบ่อเป็นอันตราย”
ใหอยู ่ ในกรอบของศีล เรียกว่า “อยู ่ ในเขต
แห่งความปลอดภัย”
จากนั ้นกกาวเดินทางธรรมคือจิตภาวนา มีสติเป็นสำาคัญมาก
ทุกๆท่านจำาใหดีคำาว่าสตินี ้เป็น
พื ้นฐานแห่งการบำาเพญธรรมทุกขั ้นทุกภูมิ
ตั งแต่พื นๆที ฝึกหัดดัดแปลงล้มลุกคลุกคลานนี จนกระทั งถงวิมุติหลุด
พ้น จะนอกเหนือไปจากสตินี ไปไม่ได้เลย เวลาล้มลุกคลุกคลานกมีสติควบคุมไว้ตลอด จนได้หลักได้เกณฑ์จิต
เข้าสู ่ความสงบร่มเยนด้วยจิตภาวนา โดยมีสติเป็นเครื องควบคุมเสมอ แล้วจิตกจะเยนเข้าไปๆ
การเคลื อนไหวไปมาแม้นที สุดการเดินจงกรม นั งสมาธิภาวนา
เรื องสติเป็นเรื องสำาคัญเป็นเรื องใหญ่โต ในการ
บำาเพญจิตภาวนาของพวกเรา
ขอให้มีสติดีๆเถอะ สมมติว่าเราเริ มฝึกหัดเบื องต้น จำาต้องอาศัยคำาบริกรรมจะเป็น
คำาใดกตามตามแต่จริตนิสัยที ชอบ เช่นพุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นต้นนะ แล้วให้ยดคำาบริกรรมนั นเอาไว้กับจิต มีสติ
ควบคุมอยู ่กับคำาบริกรรมนั นตลอดไปอย่าให้เผลอไผลไปไหน
อย่าเสียดายความคิดปรุงที เคยคิดปรุงมาแต่ออนแต่ออก ความคิดเหล่านี ้ส่วนมากเป็นความคิดของกิเลสตัณหา
สรางขึ ้นจากความเผลอสติของเรา ตองไม่เผลอสติตัดความคิดทั ้งหลายนั ้นออก เพราะไม่เป็นประโยชน์สาระอัน
ใด
นอกจากจะมากวนใจให้หาความสงบร่มเยนไม่ได้เท่านั น จงต้องมีสติให้ดีอย่าเสียดายอารมณ์ใด นอกจากคำา
บริกรรมของเราสำาหรับผู ้เริ มต้นที ยังไม่มีหลัก ให้ถือคำาบริกรรม (เช่นพุทโธ ฯลฯ) เป็นหลักใจ แล้วมีเครื องกำากับอยู ่กับคำาบริกรรม
นั นอย่าให้เผลอ อย่าเสียดายเวลำ าเวลาไปไหนที กิเลสมันฉุดลากออกไปด้วยความอยากคิดเรื องนั นอยากปรุงเรื องนี
นี เป็นจิตที มีแต่กิเลสฉุดลากออกนอกลู ่นอกทางแห่งคำาบริกรรมของเรา อย่าให้มันคิดออกไปได้เราจะตั งภาวนา
เพื อให้ได้หลักของจิตใจเกี ยวกับจิตภาวนา
ตั งสติกำากับบริกรรมนี ให้ดีอย่าให้เผลอ หากว่าเราจะมีการเคลื อนไหวไปมาทางใด เคลื อนออกจากจากนี ไป กให้
มีสัมปชัญญะติดแนบอยู ่ด้วย รู ้ตัวด้วยความเคลื อนไหวของตน เพื อสมบัติของจิตจะได้ปรากฏเด่นชัดข นมา ตั งแต่
สมาธิสมบัติหรือสมถะสมบัติจากนั นก้าวออกทางด้านปญญา เมื อจิตของเรามีความสงบร่มเยนแล้วย่อมอิ มอารมณ์
อารมณ์ที อยากคิดสิ งนั นอยากคิดสิ งนี จะจางไป เพราะนั นเป็นอารมณ์ของกิเลส กิเลสทำางานสร้างแต่ความมัว
หมองมืดตื อเข้ามาสู ่ใจ
ธรรมทำางาน คือ คำาบริกรรม มีสติกำากับรักษานี เรียกว่างานของธรรมนี ้แลจะทำาจิตใจของเราใหมีความสงบเป็น
ลำาดับ
เมื อมีสติรักษาอยู ่ตลอดแลวจะไม่มีภัยใดๆเกิดขึ ้นภายในใจเลย จิตของเราจะมีความสงบแน่วแน่ขึ ้น
Leave a Comment