เอกสารประกอบการสอน วิชา ค.337 ทฤษฎีจํานวน ฉบับแก้ ไข 2/54 โดย อาจารย์ ดร.

จริ นทร์ ทิพย์ เฮงคราวิทย์ 4‐1 
บทที่ 4 ฟั งก์ ชันในทฤษฎีจาํ นวน
 

บทที่ 4
ฟังก์ชันในทฤษฎีจาํ นวน
Functions in Number Theory
ในบทนี้จะกล่าวถึงฟังก์ชนั ที่พบเห็นในทฤษฎีจาํ นวนและสมบัติของฟังก์ชนั ดังกล่าว

ฟังก์ชันเลขคณิต (Arithmetic function)
บทนิยาม 4.1

ฟังก์ชันเลขคณิต (arithmetic function) คือ ฟังก์ชนั ที่นิยามบนเซตของจํานวนเต็มบวกทั้งหมด

โดยทัว่ ไปแล้ว ค่าของฟังก์ชนั เลขคณิ ต จะเป็ นจํานวนเต็ม
บทนิยามต่อไปนี้จะเป็ นตัวอย่างของฟังก์ชนั เลขคณิ ตที่มีสมบัติพิเศษ กล่าวคือ
บทนิยาม 4.2
สมการ

ฟั งก์ชนั เลขคณิ ต

f (mn)  f (m) f (n)

f

จะเรี ยกว่า ฟังก์ ชันเชิ งการคูณ (multiplicative function) ถ้า

สอดคล้องกับ

เมื่อ m และ n เป็ นจํานวนเต็มบวกที่เป็ นจํานวนเฉพาะสัมพัทธ์ นัน่ คือ gcd(m, n)  1

และจะเรี ยกว่า ฟั งก์ ชันการคูณแบบบริบูรณ์ (completely multiplicative function)
f (mn)  f (m) f (n)

f

ถ้า

f

สอดคล้องกับ

สําหรับทุกๆ จํานวนเต็มบวก m และ n

ข้ อสั งเกต

จากบทนิยาม จะได้วา่ ถ้า

ตัวอย่าง 4.3

ฟังก์ชนั เลขคณิ ตต่อไปนี้ เป็ นฟังก์ชนั เชิงการคูณแบบบริ บูรณ์

f

เป็ นฟังก์ชนั เชิงการคูณแบบบริ บูรณ์ แล้ว

1.

f ( n)  1 สําหรับทุกๆ จํานวนเต็มบวก n

2.

g ( n)  n

เพราะว่า

สําหรับทุกๆ จํานวนเต็มบวก n เพราะว่า

f

จะเป็ นฟังก์ชนั เชิงการคูณ

f (mn)  1  1·1  f (m) f (n)
g (mn)  mn  g (m) g (n)

และจะได้วา่ ฟังก์ชนั ทั้ง 2 เป็ นฟังก์ชนั เชิงการคูณด้วย

ฟังก์ ชันฟี ออยเลอร์ (Euler phi-function)
บทนิยาม 4.4

ให้ n เป็ นจํานวนเต็มบวกใดๆ ฟังก์ ชันฟี ออยเลอร์ (Euler phi-function)  (n) คือ จํานวนของจํานวน

เต็มบวกที่นอ้ ยกว่าหรื อเท่ากับ n ที่เป็ นจํานวนเฉพาะสัมพัทธ์กบั n หรื อ กล่าวว่า  (n) คือ จํานวนของจํานวนเต็ม
1 k  n

และ gcd(n, k )  1

k

ที่

เอกสารประกอบการสอน วิชา ค.337 ทฤษฎีจํานวน ฉบับแก้ ไข 2/54 โดย อาจารย์ ดร. จริ นทร์ ทิพย์ เฮงคราวิทย์ 4‐2 
บทที่ 4 ฟั งก์ ชันในทฤษฎีจาํ นวน
 

สรุป

 ( n)

= จํานวนของจํานวนเต็มบวกที่นอ้ ยกว่าหรื อเท่ากับ n ที่เป็ นจํานวนเฉพาะสัมพัทธ์กบั n

 ( n)

= จํานวนของจํานวนเต็ม k ที่ 1  k  n และ gcd(n, k )  1
1. ให้ n  1

ตัวอย่ าง 4.5

จะได้วา่ จํานวนเต็มบวกที่นอ้ ยกว่าหรื อเท่ากับ 1 คือ 1 และ 1 เป็ นจํานวนเฉพาะสัมพัทธ์กบั 1
ดังนั้น  (1)  1
2. ให้ n  2
จะได้วา่ จํานวนเต็มบวกที่นอ้ ยกว่าหรื อเท่ากับ 2 คือ 1 และ 2
และในบรรดาจํานวนเหล่านี้จาํ นวนที่เป็ นจํานวนเฉพาะสัมพัทธ์กบั 2 คือ 1
ดังนั้น  (2)  1
3. ให้ n  3
จะได้วา่ จํานวนเต็มบวกที่นอ้ ยกว่าหรื อเท่ากับ 3 คือ 1, 2 และ 3
และในบรรดาจํานวนเหล่านี้จาํ นวนที่เป็ นจํานวนเฉพาะสัมพัทธ์กบั 3 คือ 1 และ 2
ดังนั้น  (3)  2
4. ให้ n  5
จะได้วา่ จํานวนเต็มบวกที่นอ้ ยกว่าหรื อเท่ากับ 5 คือ 1, 2, 3, 4 และ 5
และในบรรดาจํานวนเหล่านี้จาํ นวนที่เป็ นจํานวนเฉพาะสัมพัทธ์กบั 5 คือ 1, 2, 3 และ 4
ดังนั้น  (5)  4
ตารางต่อไปนี้ จะเป็ นตารางที่สรุ ปค่าของ  (n) เมื่อ 1  n  12
n

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

 ( n)

1

1

2

2

4

2

6

4

6

4

10

4

จากตัวอย่างที่ 4.5 จะได้ทฤษฎีบทต่อไปนี้

เอกสารประกอบการสอน วิชา ค.337 ทฤษฎีจํานวน ฉบับแก้ ไข 2/54 โดย อาจารย์ ดร. จริ นทร์ ทิพย์ เฮงคราวิทย์ 4‐3 
บทที่ 4 ฟั งก์ ชันในทฤษฎีจาํ นวน
 

ทฤษฎีบท 4.6

ถ้า

p

เป็ นจํานวนเฉพาะ แล้ว  ( p)  p  1

การพิสูจน์

ให้

p

เป็ นจํานวนเฉพาะ

ดังนั้น จํานวนเต็มบวกที่นอ้ ยกว่าหรื อเท่ากับ
และ จํานวนของจํานวนดังกล่าว คือ

p

จะเป็ นจํานวนเฉพาะสัมพัทธ์กบั

p

ทุกจํานวน

p  1 จํานวน

เพราะฉะนั้น  ( p)  p  1
ทฤษฎีบท 4.7

ถ้า

p

เป็ นจํานวนเต็มบวกที่  ( p)  p  1 แล้ว

การพิสูจน์

ให้

p

เป็ นจํานวนเต็มบวกที่  ( p)  p  1

สมมติให้

p

ไม่เป็ นจํานวนเฉพาะ นัน่ คือ

ดังนั้น d1   ที่ 1  d1  p และ d1

p
p

p

เป็ นจํานวนเฉพาะ

เป็ นจํานวนประกอบ

นัน่ คือ d1 และ

p

ไม่เป็ นจํานวนเฉพาะสัมพัทธ์ต่อกัน

นั่น คื อ มี อ ย่า งน้อ ยหนึ่ งจํา นวนใน 1, 2,...,( p  1) ที่ ไ ม่ เ ป็ นจํา นวนเฉพาะสั ม พัท ธ์ กับ
 ( p)  p  2

เกิดข้อขัดแย้ง
เป็ นจํานวนเฉพาะ

ดังนั้น

p

ทฤษฎีบท 4.8

ให้

p

เป็ นจํานวนเฉพาะ และ a เป็ นจํานวนเต็มบวกใดๆ จะได้วา่  ( p a )  p a  p a 1

การพิสูจน์

ให้

p

เป็ นจํานวนเฉพาะ และ a เป็ นจํานวนเต็มบวกใดๆ

จะได้วา่ สําหรับทุกๆ จํานวนเต็ม k ที่ 1  k  p a และ gcd(k , p a )  1 ก็ต่อเมื่อ
พิจารณา จํานวนเต็มระหว่าง 1 ถึง
1
p 1

pa

p|k

ซึ่ งเขียนลําดับได้ดงั นี้

2
p2

3
p3

... p
... 2 p

2 p  1 2 p  2 2 p  3 ... 3 p

... p a

จะเห็นว่า จํานวนที่หารลงตัวด้วย

p

อยูใ่ นแนวตั้งสุ ดท้าย ซึ่ งมีอยูท่ ้ งั หมด

p a 1

เพราะฉะนั้น จํานวนของจํานวนเต็ม k ที่ 1  k  p a และ gcd( p a , k )  1 คือ
นัน่ คือ  ( p a )  p a  p a 1

ตัว
p a  p a 1

p

ดัง นั้น

เอกสารประกอบการสอน วิชา ค.337 ทฤษฎีจํานวน ฉบับแก้ ไข 2/54 โดย อาจารย์ ดร. จริ นทร์ ทิพย์ เฮงคราวิทย์ 4‐4 
บทที่ 4 ฟั งก์ ชันในทฤษฎีจาํ นวน
 

ตัวอย่าง 4.9

จงหา  (53 ) และ  (210 )

วิธีทาํ

จากทฤษฎีบท 4.8 จะได้วา่  (53 )  53  52  100 และ  (210 )  210  29  512

ทฤษฎีบท 4.10

ให้ m และ n เป็ นจํา นวนเต็ ม บวก ที่ m และ n เป็ นจํา นวนเฉพาะสั ม พัท ธ์ ต่ อ กัน จะได้ว่ า

 (mn)   (m) (n)

การพิสูจน์

นัน่ คือ  เป็ นฟังก์ชนั เชิงการคูณ

ให้ m และ n เป็ นจํานวนเต็มบวก ที่ m และ n เป็ นจํานวนเฉพาะสัมพัทธ์
พิจารณา mn เขียนเรี ยงลําดับจํานวนเต็มตั้งแต่ 1 ถึง mn ดังนี้
r
mr
2m  r

(n  1)m  1 (n  1)m  2 ... (n  1)m  r
1
m 1
2m  1

2
m2
2m  2

...
...
...

... m
... 2m
... 3m
... nm

จะนับจํานวนเต็ม k ที่ gcd(k , mn)  1 นัน่ คือ จะนับจํานวนเต็ม k ที่
ให้

r

เป็ นจํานวนเต็ม ที่ 1  r  m ดังนั้น

gcd(k , m)  1  gcd(k , n)

gcd(m, r )  gcd(m, m  r )

เมื่ อ

เป็ นจํานวนเต็ม

ใดๆ
ดังนั้น gcd(m, r )  1 ก็ต่อเมื่อ gcd(m, m  r )  1
นั่นคื อ ถ้า

r

เป็ นจํานวนเฉพาะสัมพัทธ์กับ m แล้ว จะได้ว่า สมาชิ กทุ กตัวในแนวตั้งที่

r

จะเป็ น

จํานวนเฉพาะสัมพัทธ์กบั m ด้วย
ต่อไปจะดูวา่ ในแนวตั้งที่ r มีสมาชิกกี่ตวั ที่เป็ นจํานวนเฉพาะสัมพัทธ์กบั n
เนื่ องจาก

gcd( m, n)  1

จึ งได้ว่า ทุ กๆ

0  , j  ( n  1), m  r  jm  r (mod n)

ก็ต่อ เมื่ อ

  j (mod n)

แต่เนื่องจาก 0  , j  (n  1) จะได้วา่  
ดังนั้น จํานวนเต็ม n ตัวในแนวตั้งที่

r

j

จะเป็ นระบบส่ วนตกค้างบริ บูรณ์ มอดุโล n ทําให้ได้ว่า ใน

แนวตั้งที่ r จะมี  (n) ตัวที่เป็ นจํานวนเฉพาะสัมพัทธ์กบั n
แต่เนื่องจาก จํานวนของจํานวนเต็ม r ที่เป็ นจํานวนเฉพาะสัมพัทธ์กบั m มี  (m) ตัว
ดังนั้น จํานวนเต็มที่เป็ นจํานวนเฉพาะสัมพัทธ์กบั m และ n มีจาํ นวน  (m) (n) ตัว

เอกสารประกอบการสอน วิชา ค.337 ทฤษฎีจํานวน ฉบับแก้ ไข 2/54 โดย อาจารย์ ดร. จริ นทร์ ทิพย์ เฮงคราวิทย์ 4‐5 
บทที่ 4 ฟั งก์ ชันในทฤษฎีจาํ นวน
 

นัน่ คือ  (mn)   (m) (n) จึงได้วา่  เป็ นฟังก์ชนั เชิงการคูณ
บทแทรก 4.11

ให้ n  p1a

1

p2 a2 ... pk ak

โดยที่ pi เป็ นจํานวนเฉพาะที่ต่างกัน และ ai  0 จะได้วา่

 (n)   p1a  p1a 1  p2 a  p2 a 1  pk a  pk a
1

1

2

2

k

k

1

k

  ( pi ai  pi ai 1 )
i 1

หรื อ
1 
1  
1 
1   1  
p1 
p2  
pk 

k
1
 n (1  )
pi
i 1

 ( n)  n  1 

การพิสูจน์

เป็ นแบบฝึ กหัด

ตัวอย่ าง 4.12

จงหาค่าของ

1.  (120)
วิธีทาํ

2.  (1000)

1. เนื่องจาก 120  23  3  5
ดังนั้น  (120)   (23  3  5)  120(1 

1
1
1
1 2 4
)(1  )(1  )  120     32
2
3
5
2 3 5

2. เนื่องจาก 1000  23  53
ดังนั้น  (1000)   (23  53 )  1000(1 

1
1
1 4
)(1  )  1000    400
2
5
2 5

ต่อไปพิจารณาจํานวนเต็มบวก n  60  22  3  4
จะได้วา่ d n คือ d  1, 2,3,4,5,6,10,12,15, 20,30,60
และ  (d ) เมื่อ d  1, 2,3,4,5,6,10,12,15, 20,30,60 คือ
d

 (d )

1
2
3
4
5
6
10
1
1
2
2
4
2
4
จะได้วา่ 1  1  2  2  4  2  4  4  8  8  8  16  60

12
4

15
8

20
8

30
8

60
16

เอกสารประกอบการสอน วิชา ค.337 ทฤษฎีจํานวน ฉบับแก้ ไข 2/54 โดย อาจารย์ ดร. จริ นทร์ ทิพย์ เฮงคราวิทย์ 4‐6 
บทที่ 4 ฟั งก์ ชันในทฤษฎีจาํ นวน
 

จากตัวอย่างข้างต้น จะได้วา่
ทฤษฎีบท 4.13

สําหรับจํานวนเต็มบวก n ใดๆ จะได้วา่  (d )  n
d |n

การพิสูจน์

ให้ n เป็ นจํานวนเต็มบวกใดๆ
สําหรับแต่ละจํานวนเต็มบวก d ที่

d |n

กําหนดให้

Cd  {m  | 1  m  n

และ gcd(m, n)  d }

จะได้วา่ gcd(m, n)  d ก็ต่อเมื่อ gcd 

m n
,  1
d d

ดังนั้น จํานวนของจํานวนเต็มใน Cd จะเป็ นจํานวนของจํานวนเต็มบวกที่ ไม่มากกว่า
จํานวนเฉพาะสัมพัทธ์กบั จํานวนเต็ม

d

m
Y
d

และเป็ น

n
d

n
นั่นคื อ Cd จะสมนัยหนึ่ งต่อหนึ่ งกับ เซต Y  {k   |1  k  และ

ฟังก์ชนั ที่ส่ง m  Cd ไปยัง

n
d

ดังนั้น | cd |  (

 n
gcd  k ,   1}
 d

n
)
d

เ นื่ อ ง จ า ก ทุ ก ๆ จํ า น ว น เ ต็ ม m ที่ 1  m  n, m  Cd ก็ ต่ อ เ มื่ อ
Cd  {1,2,..., n} เพราะฉะนั้น {1, 2,..., n}   Cd

ด้วย

และ Cd

1

 Cd 2  

d  gcd(m, n)

และ

เมื่อ d1 และ d2 เป็ นตัวหารที่เป็ นบวกของ

d |n

n

ที่ d1  d 2
เพราะฉะนั้น n   | Cd |   ( n ) (นัน่ คือ n จะเป็ นผลบวกของจํานวนสมาชิกในคลาสที่แตกต่าง
d |n

d |n

d

กัน)
ดังนั้น n    ( n )    (d )
d |n

d

d |n

ตัวอย่าง 4.14

ให้ n  12 จะได้วา่ d  1,2,3,4,6,12 จงหา Cd

วิธีทาํ

เนื่องจาก Cd  {m  | 1  m  n และ gcd(m, n)  d }
เพราะฉะนั้น C1  {m   |1  m  12 และ gcd(m,12)  1}
นัน่ คือ C1  {1,5,7,11}

เอกสารประกอบการสอน วิชา ค.337 ทฤษฎีจํานวน ฉบับแก้ ไข 2/54 โดย อาจารย์ ดร. จริ นทร์ ทิพย์ เฮงคราวิทย์ 4‐7 
บทที่ 4 ฟั งก์ ชันในทฤษฎีจาํ นวน
 

C2  {m   |1  m  12

และ gcd(m,12)  2}

นัน่ คือ C2  {2,10}
C3  {m   |1  m  12

และ gcd(m,12)  3}

นัน่ คือ C3  {3, 9}
C4  {m   |1  m  12

และ gcd(m,12)  4}

นัน่ คือ C4  {4, 8}
C6  {m   |1  m  12

และ gcd(m,12)  6}

นัน่ คือ C6  {6}
C12  {m  |1  m  12

และ gcd(m,12)  12}

นัน่ คือ C12  {12}
12
)
d

จะเห็นว่า | Cd |  (

ทุกค่า d |12

และ   (12 )   (12)   (6)   (4)   (3)   (2)   (1)    (d )
d |12

d

d |12

แบบฝึ กหัด 4.1
1. จงพิจารณาว่าฟังก์ชนั ต่อไปนี้ ฟังก์ชนั ใดบ้างเป็ นฟังก์ชนั เชิงการคูณแบบบริ บูรณ์
1.1

f ( n)  0

1.2

f (n)  n  1

1.3

f ( n)  n 2

1.4

f ( n)  log n

1.5

f ( n) 

n
2

1.6

f ( n)  n

2. ให้ n เป็ นจํานวนเต็มบวกใดๆ ที่

n2

จงแสดงว่า  (n) เป็ นจํานวนคู่

3. จงหา  (n) เมื่อ n  16, n  17 และ n  720
4. จงแสดงว่า  (5186)   (5187)   (5188)
5. กําหนดให้  เป็ นฟังก์ชนั ที่นิยามโดย
1 ; n  1
0 ; n  1

 ( n)  

จงแสดงว่าฟังก์ชนั  เป็ นฟังก์ชนั เชิงการคูณ.

เอกสารประกอบการสอน วิชา ค.337 ทฤษฎีจํานวน ฉบับแก้ ไข 2/54 โดย อาจารย์ ดร. จริ นทร์ ทิพย์ เฮงคราวิทย์ 4‐8 
บทที่ 4 ฟั งก์ ชันในทฤษฎีจาํ นวน
 

ผลบวกและจํานวนของตัวหาร
บทนิยาม 4.15

ให้ n เป็ นจํานวนเต็มบวกใดๆ ฟังก์ ชันผลบวกของตัวหาร (the sum of divisors function)  (n) คือ

ผลบวกของตัวหารที่เป็ นบวกของ n
เช่น

ให้ n  1
จะได้วา่ ตัวหารที่เป็ นบวกของ 1 คือ 1 เพราะฉะนั้น  (1)  1
ให้ n  2
จะได้วา่ ตัวหารที่เป็ นบวกของ 2 คือ 1 และ 2 เพราะฉะนั้น  (2)  1  2  3
ให้ n  3
จะได้วา่ ตัวหารที่เป็ นบวกของ 3 คือ 1 และ 3 เพราะฉะนั้น  (3)  1  3  4
ให้ n  7
จะได้วา่ ตัวหารที่เป็ นบวกของ 7 คือ 1 และ 7 เพราะฉะนั้น  (7)  1  7  8
ให้ n  8
จะได้วา่ ตัวหารที่เป็ นบวกของ 8 คือ 1, 2, 4 และ 8 เพราะฉะนั้น  (8)  1  2  4  8  15

ข้ อสั งเกต

จากตัวอย่างข้างต้น จะสังเกตได้วา่ ถ้า

บทนิยาม 4.16

ให้ n เป็ นจํานวนเต็มบวกใดๆ ฟังก์ ชันจํานวนของตัวหาร (the number of divisors function)  (n)

p

เป็ นจํานวนเฉพาะ แล้วจะได้วา่  ( p )  1  p

คือ จํานวนของตัวหารที่เป็ นบวกของ n
เช่น

ให้ n  1
จะได้วา่ ตัวหารที่เป็ นบวกของ 1 คือ 1 เพราะฉะนั้น  (1)  1
ให้ n  2
จะได้วา่ ตัวหารที่เป็ นบวกของ 2 คือ 1 และ 2 เพราะฉะนั้น  (2)  2
ให้ n  3
จะได้วา่ ตัวหารที่เป็ นบวกของ 3 คือ 1 และ 3 เพราะฉะนั้น  (3)  2

เอกสารประกอบการสอน วิชา ค.337 ทฤษฎีจํานวน ฉบับแก้ ไข 2/54 โดย อาจารย์ ดร. จริ นทร์ ทิพย์ เฮงคราวิทย์ 4‐9 
บทที่ 4 ฟั งก์ ชันในทฤษฎีจาํ นวน
 

ให้ n  7
จะได้วา่ ตัวหารที่เป็ นบวกของ 7 คือ 1 และ 7 เพราะฉะนั้น  (7)  2
ให้ n  8
จะได้วา่ ตัวหารที่เป็ นบวกของ 8 คือ 1, 2, 4 และ 8 เพราะฉะนั้น  (8)  4
จากตัวอย่างข้างต้น จะสังเกตได้วา่ ถ้า

ข้ อสั งเกต

p

เป็ นจํานวนเฉพาะ แล้วจะได้วา่  ( p)  2

จากบทนิ ยาม 4.15 และบทนิ ยาม 4.16 จะได้วา่ เราสามารถเขียน  (n) และ  (n) ในรู ปของสัญลักษณ์รวมยอด
(summation notation) ได้ กล่าวคือ
 ( n)   d
d |n

และ
 (n)  1
d |n

การจะแสดงว่าฟังก์ชนั  และ  เป็ นฟังก์ชนั เชิงการคูณ จะต้องอาศัยทฤษฎีบทต่อไปนี้
ทฤษฎีบท 4.17

ถ้า

f

เป็ นฟังก์ชนั เชิงการคูณ และ

F ( n)   f ( d )

แล้ว

F ( n)   f ( d )

จงแสดงว่า

F

เป็ นฟังก์ชนั เชิงการคูณ

d |n

พิจารณาตัวอย่างต่อไปนี้
ตัวอย่ าง 4.18

ให้

f

เป็ นฟังก์ชนั เชิงการคูณ และ

F (60)  F (4) F (15)

d |n

วิธีทาํ

เนื่องจาก d ที่
ซึ่ ง 1  1·1,

d | 60

คือ d  1,2,3, 4,5,6,10,12,15, 20,30,60

2  2·1, 3  1·3, 4  4·1, 5  1·5, 6  2·3, 10  2·5, 12  4·3,

15  1·15, 20  4·5, 30  2·15, 60  4·15

(เขียนตัวหารในรู ปของผลคูณโดยที่ตวั แรกจะเป็ นตัวหารของ 4 และตัวที่สองจะเป็ นตัวหารของ 15)
เพราะฉะนั้น

เอกสารประกอบการสอน วิชา ค.337 ทฤษฎีจํานวน ฉบับแก้ ไข 2/54 โดย อาจารย์ ดร. จริ นทร์ ทิพย์ เฮงคราวิทย์ 4‐10 
บทที่ 4 ฟั งก์ ชันในทฤษฎีจาํ นวน
 

F (60)  f (1)  f (2)  f (3)  f (4)  f (5)  f (6)  f (10)  f (12)
 f (15)  f (20)  f (30)  f (60)
 f (1·1)  f (2·1)  f (1·3)  f (4·1)  f (1·5)  f (2·3)  f (2·5)  f (4·3)
 f (1·15)  f (4·5)  f (2·15)  f (4·15)
 f (1) f (1)  f (2) f (1)  f (1) f (3)  f (4) f (1)  f (1) f (5)  f (2) f (3)
 f (2) f (5)  f (4) f (3)  f (1) f (15)  f (4) f (5)
 f (2) f (15)  f (4) f (15)
  f (1)  f (2)  f (4)  f (1)  f (3)  f (5)  f (15) 
 F (4) F (15)

นัน่ คือ

F

ให้ n1 และ n2 เป็ นจํา นวนเต็ม ที่ gcd(n1 , n2 )  1 จะได้ว่า ทุ ก ๆ จํา นวนเต็ม บวก

ทฤษฎีบทประกอบ 4.19
d | n1n2

เป็ นฟังก์ชนั เชิงการคูณ
d

ที่

ก็ต่อเมื่อ มีจาํ นวนเต็มบวก d1 และ d2 ที่ d1 | n1 และ d 2 | n2 ซึ่ ง d  d1d2 และ gcd(d1 , d2 )  1

นอกจากนี้ ถ้า d1 | n1 และ d 2 | n2 และ d1 ' | n1 และ d 2 ' | n2 โดยที่ d1d2  d1 ' d2 ' แล้ว d1  d1 ' และ d2  d2 '
การพิสูจน์ ทฤษฎีบท 4.17
ให้ n1 และ n2 เป็ นจํานวนเต็มบวกที่ gcd(n1 , n2 )  1
โดยทฤษฎีบทประกอบ 4.19 จะได้วา่ ทุกๆ จํานวนเต็มบวก d ที่ d | n1n2 ก็ต่อเมื่อ มีจาํ นวนเต็มบวก
d1 และ d2 เพียงคู่เดียวเท่านั้น ที่ d1 | n1 และ d 2 | n2 ซึ่ ง d  d1d2 และ gcd(d1 , d2 )  1

เป็ นฟังก์ชนั เชิงการคูณ ดังนั้น

เนื่องจาก

f

จะได้วา่

F (n1n2 ) 

d |n1n2

f

เป็ นฟังก์ชนั เลขคณิ ตด้วย

f (d )    f (d1d 2 )
d1 |n1 d 2 | n2

   ( f (d1 ) f (d 2 ))

เพราะว่า

f

เป็ นฟังก์ชนั เชิงการคูณ

d1 |n1 d 2 |n2

  f ( d1 )  f ( d 2 )
d1 |n1

d 2 |n2

 F (n1 ) F (n2 )

ดังนั้น
บทแทรก 4.20

F

เป็ นฟังก์ชนั เชิงการคูณ

สําหรับจํานวนเต็มบวก m และ n ที่เป็ นจํานวนเฉพาะสัมพัทธ์กนั จะได้วา่ ฟั งก์ชนั  และ  เป็ น

ฟังก์ชนั เชิงการคูณ
การพิสูจน์

เป็ นแบบฝึ กหัด

เอกสารประกอบการสอน วิชา ค.337 ทฤษฎีจํานวน ฉบับแก้ ไข 2/54 โดย อาจารย์ ดร. จริ นทร์ ทิพย์ เฮงคราวิทย์ 4‐11 
บทที่ 4 ฟั งก์ ชันในทฤษฎีจาํ นวน
 

ทฤษฎีบท 4.21

ถ้า n  p1a

1

โดยที่ pi เป็ นจํานวนเฉพาะที่ต่างกัน และ ai  0 แล้วจะได้วา่

p2 a2 ... pk ak

 (n)  (a1  1)(a2  1)...(ak  1)

ให้ n  p1a

การพิสูจน์

1

p2 a2 ... pk ak

โดยที่ pi เป็ นจํานวนเฉพาะที่ต่างกัน และ ai  0

จะได้ว่า สําหรับทุกๆ จํานวนเต็มบวก

d  p1b1 p2 b2 ... pk bk

จะเป็ นตัวหารของ n ก็ต่อเมื่อ ทุกๆ i ,

0  bi  ai

นัน่ คือ สําหรับทุกๆ i  1,..., k , bi  0,1,2,..., ai ซึ่ งมีอยูท่ ้ งั หมด ai  1 ค่า
เพราะฉะนั้น จะมีจาํ นวนเต็มบวก d อยู่ (a1  1)(a2  1)...(ak  1) ค่า
นัน่ คือ  (n)  (a1  1)(a2  1)...(ak  1)
แบบฝึ กหัด 4.2
1. กําหนดให้

p

เป็ นจํานวนเฉพาะ และ a เป็ นจํานวนเต็มบวก จงแสดงว่า

1.1  ( p a )  1  p  p 2  ...  p a 

p a 1  1
p 1

1.2  ( p a )  a  1
2. จงหา  (625) และ  (625)
3. ถ้า n  p1a

1

p2 a2 ... pk ak

โดยที่ pi เป็ นจํานวนเฉพาะที่ต่างกัน และ ai  0 จงแสดงว่า
s

 ( n)  

pj

j 1

a j 1

1

pj 1

4. จงหา  (2500) และ  (2500)
5. จงแสดงว่าฟังก์ชนั  และ  เป็ นฟังก์ชนั เชิงการคูณ
6. กําหนดให้ฟังก์ชนั  เป็ นฟังก์ชนั ที่นิยามโดย

 ( n)  

(1)

1
a1  a2 . ak

; n  p p2 ... pk
a1
1

a2

ak

;n 1
where pi is a distinct prime

เช่น  (1)  1,  (2)  (1)1  1 และ  (12)   (22 ·3)  (1)21  1
ถ้า

p

เป็ นจํานวนเฉพาะ จะได้วา่  ( p)  1

จะเรี ยกฟังก์ชนั  ว่า ฟังก์ชันลียูวลี (Liouville’s  -function)
จงแสดงว่าฟังก์ชนั  เป็ นฟังก์ชนั เชิงการคูณแบบบริ บูรณ์

เอกสารประกอบการสอน วิชา ค.337 ทฤษฎีจํานวน ฉบับแก้ ไข 2/54 โดย อาจารย์ ดร. จริ นทร์ ทิพย์ เฮงคราวิทย์ 4‐12 
บทที่ 4 ฟั งก์ ชันในทฤษฎีจาํ นวน
 

สู ตรการผกผันเมอบิอุส
บทนิยาม 4.22

ฟังก์ชันเมอบิอุส (M o bius function) คือ ฟังก์ชนั  :    ซึ่ งนิยามโดย
 1

 ( n)   0
(1) r

ตัวอย่าง 4.23

;n 1
; p is prime such that p 2 | n
; n  p1 p2  pr where pi is disjoint prime

จงหา  (n) เมื่อ n  1,2,...,10

 (1)  1,  (2)  1,  (3)  1,  (4)  0,  (5)  1,  (6)  1,  (7)  1,  (8)  0,  (9)  0,  (10)  1 ท ฤ ษ ฎี

บทแทรก 4.24

 เป็ นฟั งก์ชน
ั เชิงการคูณ

การพิสูจน์

ให้ m, n   โดยที่ gcd(m, n)  1
ถ้า

กรณีที่ 1

m 1

หรื อ

n 1

จะได้ว่ า  (mn)   (m) หรื อ  (mn)   (n) และ  (1)  1

ดังนั้น  (mn)   (m) (n)
ถ้า m  1 และ n  1

กรณีที่ 2

มีจาํ นวนเฉพาะ

กรณีที่ 2.1

p

ที่

p 2 | mn

จะได้วา่

p2 | m

หรื อ

p2 | n

จะได้วา่  (m)  0 หรื อ  (n)  0 และ  (mn)  0
ดังนั้น  (mn)  0   (m) (n)
ไม่มีจาํ นวนเฉพาะ

กรณีที่ 2.2

ดั ง นั้ น

p

ที่

m  p1 p2 ... pr

p2 | m

และ

และไม่มีจาํ นวนเฉพาะ q ที่

n  q1q2 ...qs

โดยที่

q2 | n

p1 , p2 ,..., pr

เป็ นจํ า นวน

เฉพาะที่ต่างกัน และ q1 , q2 ,..., qs เป็ นจํานวนเฉพาะที่ต่างกัน
เนื่องจาก gcd(m, n)  1 จะได้วา่  p1 , p2 ,..., pr   q1 , q2 ,..., qs   
ดังนั้น  (mn)  (1)r  s ,  (m)  (1)r และ  (n)  (1) s
เพราะฉะนั้น  (mn)   (m) (n)
ทฤษฎีบท 4.25

สําหรับทุกๆ จํานวนเต็มบวก n
1 ; n  1
 ;n 1

  ( d )  0
d |n

การพิสูจน์

ให้

F ( n)    ( d )
d |n

โดยทฤษฎีบท 4.17 จะได้วา่ F (n) เป็ นฟังก์ชนั เชิงการคูณ
เนื่องจาก   (d )   (1)  1
d |1

ดังนั้น เราจะพิสูจน์เฉพาะกรณี
จะได้วา่

n  pk

เมื่อ

p

เป็ นจํานวนเฉพาะ และ k เป็ นจํานวนเต็มบวก

F ( p k )    (d )   (1)   ( p )  ...   ( p k )
d | pk

เอกสารประกอบการสอน วิชา ค.337 ทฤษฎีจํานวน ฉบับแก้ ไข 2/54 โดย อาจารย์ ดร. จริ นทร์ ทิพย์ เฮงคราวิทย์ 4‐13 
บทที่ 4 ฟั งก์ ชันในทฤษฎีจาํ นวน
 

เพราะว่า  ( p r )  0 เมื่อ r  2

  (1)   ( p)
 1  (1)  0

ทฤษฎีบท 4.26
ให้

F

สู ตรการผกผันเมอบิอุส (M o bius inversion formula)
และ f เป็ นฟังก์ชนั เลขคณิ ต ที่

F ( n)   f ( d )

จะได้วา่

d |n

การพิสูจน์

ให้

F

และ f เป็ นฟังก์ชนั เลขคณิ ต ที่

n
f ( n)    ( d ) F  
d 
d |n

F ( n)   f ( d )
d |n

ดังนั้น   (d ) F 
d |n

n
    (d ) f  k 
n
 d  d |n
k|
d

   (d ) f (k )
dk |n

  f ( k )  ( d )
k |n

 f ( n)

d

n
k

1 ; k  n
0 ; k  n

เพราะว่า   (d )  
d

n
k

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful