You are on page 1of 430

มิลินทปญหา

นมัสการ พระผูมีพระภาคเจ า ผูเป นพระอรหันต สั มมาสั มพุทธะพระองคนั้ น.


อารัมภคาถา

พระเจาแผ นดินในสาคลราชธานี อันทรงพระนามวามิลินท ไดเสด็จไป
หาพระนาคเสน, เหมือนน้ําในคงคาไหลไปสูมหาสมุทร ฉะนั้น. ครั้นพระองค
เสด็จถึงแลวไดตรัสถามปญหาอั นละเอียด ในเหตุที่ควรและไมควรเปนอัน
มาก กะพระนาคเสน ซึ่งเป นผูกลาวแกไพเราะ มีปญญาสามารถที่จะบรรเทา
ความหลง ดุจสองคบเพลิ งบรรเทามืดเสียฉะนั้น ทั้งคําปุ จฉาและวิสัชนาลวน
อาศัยอรรถอันลึกซึ้ง น าเปนที่พึ งใจและให เกิดสุขแกโสตประสาท เปน
อัศจรรยใหชูชันโลมชาติของผูสดับ. ถอยคําของพระนาคเสนเถรเจ าไพเราะ
โดยอุปมาและนัย หยั่ งลงในพระอภิธรรมและพระวิ นัย ประกอบดวยพระสูตร.
ขอทานทั้ งหลายจงส งญาณไปทําอัธยาศัยใหราเริงยิ นดี ในกถามรรค
นั้นแลว, จงสดับปญหาซึ่ งเปนเครื่องทํ าลายเหตุที่ตั้งแห งความสงสัย อยาง
ละเอียดนี้เทอญ.

พาหิรกถา

คําที่ไดกลาวนั้ นเปนฉั นใด ? ดังไดสดับสืบ ๆ กั นมาวา ยั งมีราชธานี
หนึ่ งชื่อว าสาคลนคร เปนที่ประชุมแหงการคาขาย, เปนที่ เปดหอหีบสิ นคา
ตาง ๆ ออกจําหน ายของชนชาวโยนก, เปนภูมิประเทศที่น าสนุ กยิ นดี, มีแมน้ํา
และภูเขาประดับใหงดงาม, สมบูรณดวยสวนไมมีผล ไม มีดอก, ปาละเมาะ
คลองน้ําและสระโบกขรณี, เปนที่ น าสนุกดวยแมน้ํ า ภูเขาและปาไม อัน
พระเจาสุตวันตบรมราชทรงสรางไวเป นที่ ปองกันหมูป จจามิตรไมใหเขาไป
เบียดเบียนได; มีปอมปราการมั่นวิจิตรอย างตาง ๆ, มีหอรบและประตูอันมั่น
คง, มีคูลึก, มีกําแพงโบกปู นขาวลอมรอบพระราชวั ง, มีถนนหลวงและสนาม,
ทางสี่แยก สามแยก, จําแนกปนเป นระยะพอเหมาะดี ; มีตลาดเต็มดวยสิ่งของ
เครื่องใชอยางดีหลายอยางตาง ๆ ที่ตั้งขาย, มีโรงทานต าง ๆ อยางหลายรอย
หลังประดับให งดงาม; อรามดวยยอดเรือนหลายแสนหลั งดังยอดแห งเขา
หิมาลั ยประดั บแลว, เกลื่อนกลนดวยพลช างม ารถและทหารเดินเท า, มีหมู
ชายหญิงที่มีรู ปงามเที่ยวเดิ นสลอน, เกลื่อนกล นดวยหมู คน, มีชนที่เป น
ชาติกษัตริย ชาติพราหมณ ชาติแพศย ชาติศูทร เปนอั นมากหลายชนิ ด, มีหมู
สมณพราหมณตาง ๆ เพศตาง ๆ วงศเบี ยดเสียดกัน, เปนที่อั นคนมีวิ ชชา
ความรูและผูกลาหาญ อยูอาศัยแลวเป นอั นมาก; สมบูรณดวยรานขายผา
อยางต าง ๆ : มีผาที่ ทอในเมื องกาสีและผ าที่ทอในเมืองกุ ฏมพรเปนตน, หอม
ตลบดวยกลิ่นหอม ที่ฟุ งไปจากรานขายดอกไมหอมและเครื่องหอมหลาย
อยางที่งดงาม และออกเป นระยะอันดี ; บริบูรณดวยรัตนะที่คนปรารถนาเป น
อันมาก, มีหมู พอคาที่ มั่งคั่ งซึ่งตั้งหางขายของในประเทศใหญในทิศนั้ น ๆ
เที่ยวอยูสลอน, บริบูรณดวยกหาปณะเงิ นทองโลหะและเพชรพลอย, เปนที่อยู
แหงแรซึ่งเป นขุมทรัพยอั นสุ กใส มีธัญญาหารและเครื่องมือสําหรับที่เปน
อุปการใหเกิดทรัพยสมบัติ เปนอันมาก, มี คลังและฉางเต็มบริบูรณ, มีขาวน้ํ า
และขัชชะโภชชาหารของควรดื่มของควรจิบควรลิ้มมากอยาง, สมบูรณดวย
ธัญญาหารดุจกุรุทวีป, (ประกอบดวยสมบั ติเห็นป านนี้ ) เหมือนเมืองสวรรค
อันมีนามวา อาฬกมันทาเทพนคร.

ควรหยุดไวเพี ยงเทานี้ แลวกลาวบุรพกรรมของพระเจ ามิ ลินทและพระ
นาคเสนกอน, ก็เมื่อกล าวควรแบงกลาวเป นหกภาค: คือ บุรพกรรมหนึ่ง, มิลิ
นทปญหาหนึ่ ง, ลักขณปญหาหนึ่ ง, เมณฑกปญหาหนึ่ ง, อนุมานปญหาหนึ่ ง,
โอปมมกถาป ญหาหนึ่ ง.

ในปญหาเหล านั้ น: มิลินทป ญหามีสองอย าง: คือ ลักขณปญหาหนึ่ ง,
วิมติจเฉทนป ญหาหนึ่ ง แม เมณฑกปญหาก็มีสองอยาง: คือ มหาวรรคหนึ่ ง,
โยคิกถาปญหาหนึ่ง

บุรพกรรมของพระเจามิลินท และพระนาคเสนนั้ น ดั งนี้ : ดังไดสดับมา
ในอดีตกาล เมื่อครั้งพระศาสนาแห งพระกั สสปผูมีพระภาคเจายั งเป นไปอยู,
ภิกษุสงฆ หมูใหญไดอาศัยอยูในอาวาสใกลแมน้ําคงคาแหงหนึ่ ง. ในภิกษุสงฆ
หมูนั้ น ภิกษุ ที่ ถึงพรอมด วยวั ตรและศีลลุกขึ้นแตเชาแลว, ถือไมกราดไปกวาด
ลานอาวาสพลาง ระลึกถึ งพุทธคุณพลาง กวาดหยากเยื่อรวมไวเป นกองแลว;
ภิกษุรูปหนึ่ งใชสามเณรรูปหนึ่ งว า "ทานจงมานําหยากเยื่อนี้ไปทิ้ งเสีย."
สามเณรรูปนั้ นแกลงทําไมไดยินเดินเฉยไปเสีย, แมภิกษุนั้ นรองเรียกถึงสอง
ครั้งสามครั้ง ก็ แกลงทํ าไมไดยินเดินเฉยไปเสีย เหมือนอย างนั้น. ภิกษุนั้ นขัด
ใจวา "สามเณรผูนี้วายาก." จึงเอาคั นกราดตีสามเณรนั้ น. สามเณรนั้ น
มีความกลัว, รองไหพลางขนหยากเยื่อไปทิ้ งพลาง, ไดตั้งความปรารถนาเปน
ประถมว า "ดวยบุญกรรมที่เราไดกระทําเพราะทิ้ งหยากเยื่ อนี้ ขอเรามีศั กดา
เดชานุภาพใหญ เหมือนดวงอาทิตยในเวลาตะวั นเที่ ยง ในสถานที่เราเกิด
แลว ๆ กวาจะบรรลุพระนิพพานเถิด." ครั้นทิ้ งหยากเยื่อเสร็จแลว ไปอาบน้ํ าที่
ทาน้ํา, เห็นกระแสคลื่นในแมน้ําคงคาไหลเชี่ยวเสี ยงดังดุ จสูบ, จึงตั้งความ
ปรารถนาเปนครั้งที่สองวา "ขอเรามีปญญาวองไวไมสิ้นสุดดุจกระแสคลื่นแหง
แมน้ําคงคานี้ ในสถานที่เราเกิดแลว ๆ กวาจะบรรลุพระนิ พพานเถิด."

ฝายพระภิกษุ นั้น เก็บกราดไวในศาลาสําหรับเก็บกราดแลว, เมื่อไป
อาบน้ํ าที่ ทาน้ํ า, ไดฟงความปรารถนาของสามเณรแลว, คิดวา "สามเณรนั่น
เราใชแลวยังปรารถนาถึงเพี ยงนี้ กอน, ถาเราตั้งความปรารถนาบาง เหตุไฉน
ความปรารถนานั้ นจักไมสํ าเร็จแกเรา;" จึงตั้งความปรารถนาบ างวา "ขอเรามี
ปญญาไมสิ้นสุดดุจกระแสคลื่นแหงแม น้ํ าคงคานี้ , ขอเราสามารถจะแกไข
ปญหาที่สามเณรผูนี้ถามแล ว ๆ ทุกอย าง, ในสถานที่เราเกิดแลว ๆ กวาจะ
บรรลุถึงพระนิ พพานเถิด."

ภิกษุและสามเณรสองรูปนั้น ทองเที่ ยวอยูในเทวดาและมนุษยสิ้ น
พุทธั นดรหนึ่งแลว. แมพระผู มีพระภาคเจ าของเราทั้ งหลาย ไดทอดพระเนตร
เห็นด วยพระญาณ, เหมือนไดทอดพระเนตรเห็นพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ,
ไดทรงพยากรณไววา "เมื่อเราปรินิพพานล วงไปไดหารอยป ภิกษุสามเณรสอง
รูปนั้นจั กเกิดขึ้ นแลว, จักจําแนกธรรมวิ นัยที่ เราไดแสดงใหสุขุมละเอียดแลว,
กระทําใหเป นศาสนธรรมอันตนสะสางไมใหฟ นเฝอแลว ดวยอํานาจถาม
ปญหาและประกอบอุปมา."

ในภิกษุสามเณรสองรูปนั้น สามเณรไดมาเกิดเปนพระเจ ามิลินทใน
สาคลราชธานี ในชมพู ทวีป, เปนปราชญเฉี ยบแหลม มีพระปญญาสามารถ,
ทราบเหตุผลทั้ งที่ลวงไปแลว ทั้งที่ยั งไมมาถึ ง ทั้งที่เป นอยูในบัดนั้ น; ในกาล
เปนที่ จะทรงทํ าราชกิจนอยใหญ ไดทรงใครครวญโดยรอบคอบ, แลวจึงไดทรง
ประกอบราชกิ จ ที่จะตองประกอบ จะตองจัด จะตองกระทํา; และไดทรง
ศึกษาตําหรับวิทยาเป นอันมาก ถึงสิ บเก าอยาง: คือไตรเพทคัมภีรพราหมณ
วิทยาในกายตัว วิ ทยานั บ วิ ทยาทํ าใจใหเปนสมาธิ พระราชกําหนดกฎหมาย
วิทยาที่รูธรรมดาที่แปลกกั นแหงสภาพนั้ น ๆ วิทยาทํานายรายและดี วิ ทยา
ดนตรีขับรอง วิทยาแพทย วิ ทยาศาสนา ตํ าหรับพงศาวดาร โหราศาสตร
วิทยาทําเล หกล วิ ทยารูจั กกํ าหนดเหตุผล วิทยาคิด ตําหรับพิชัยสงคราม
ตํารากาพย วิ ทยาทายลักษณะในกาย และภาษาต าง ๆ, พอพระหฤทัยในการ
ตรัสไลเลียงในลัทธิตาง ๆ ใคร ๆ จะโตเถี ยงไดโดยยาก ใคร ๆ จะขมใหแพได
โดยยาก ปรากฏเปนยอดของเหล าเดียรถี ยเปนอั นมาก. ในชมพู ทวีปไมมีใคร
เสมอดวยพระเจามิลิ นท ดวยเรี่ยวแรงกาย ดวยกํ าลังความคิด ดวยความกล า
หาญ ด วยปญญา. พระเจ ามิ ลินท นั้น ทรงมั่ งคั่งบริบูรณดวยราชสมบูรณ, มี
พระราชทรัพย และเครื่องราชู ปโภคเปนอันมากพนที่จะนั บคณนา, มีพล
พาหนะหาที่สุ ดมิได.

วันหนึ่ ง พระเจ ามิลินทเสด็จพระราชดําเนิ นออกนอกพระนครดวยพระ
ราชประสงคจะทอดพระเนครขบวนจตุรงคิ นีเสนา อั นมี พลพาหนะหาที่ สุด
มิได ในสนามที่ฝกซอม, โปรดเกลา ฯ ให จั ดการฝกซอมหมูเสนาที่ภายนอก
พระนครเสร็จแลว, พระองค พอพระหฤทัยในการตรัสสังสนทนาด วยลั ทธิ
นั้น ๆ , ทรงนิ ยมในถอยคํ าของมหาชนที่เจรจากัน ซึ่งอ างคัมภีรโลกายต
ศาสตรและวิตัณฑศาสตร, ทอดพระเนตรดวงอาทิตยแลว, ตรัสแกหมูอมาตย
วา "วันยั งเหลื ออยูมาก, เดี๋ยวนี้ ถาเรากลับเขาเมืองจะไปทําอะไร; มีใครที่เปน
บัณฑิตจะเป นสมณะก็ตาม พราหมณก็ตาม ที่เปนเจ าหมูเจาคณะเป น
คณาจารย แม ปฏิญาณตนว าเปนพระอรหั นตผูรูชอบเอง ที่อาจสังสนทนากับ
เราบรรเทาความสงสั ยเสียไดบางหรือ ?" เมื่อพระเจ ามิลิ นทตรัสถามอยางนี้
แลว, โยนกอมาตยห ารอยไดกราบทูลวา "ขาแตพระองคผู เปนมหาราชเจา, มี
ศาสดาอยูหกทาน: คือ ปูรณกัสสป, มักขลิโคศาล, นิครนถนาฏบุตร, สัญชัย
เวลัฏฐบุตร, อชิตเกสกัมพล, ปกุธกั จจายนะ, ไดเปนเจาหมูเจาคณะ เป น
คณาจารย เป นคนมีชื่อเสียงปรากฏ มีเกียรติยศวาเปนดิ ตถกร คือ ผูสอนลัทธิ
แกประชุมชน; คนเป นอันมากนับถือวามีลั ทธิอันดี . ขอพระองคเสด็จพระราช
ดําเนิ นไปสูสํานักของทานทั้ งหกนั้ นแลวตรัสถามปญหาบรรเทากั งขาเ
สียเถิด."

ครั้นพระองคไดทรงสดับอย างนี้แลว จึ งพรอมดวยโยนกอมาตยห ารอย
หอมลอมเป นราชบริวาร ทรงรถพระที่นั่ ง เสด็จพระราชดํ าเนิ นไปยังสํ านัก
ปูรณกัสสป, ทรงปฏิสันถารปราศรัยกับปูรณกัสสปพอให เกิดความยินดี แลว,
ประทับ ณ สถานที่สวนขางหนึ่ งแลว ตรัสถามวา "ทานกัสสป, อะไรรักษาโลก
อยู ?"
ปูรณกัสสปทู ลตอบวา "แผ นดินแล, มหาราชเจา, รักษาโลกอยู ."
พระเจามิลินท จึงทรงยอนถามวา "ถาแผนดินรักษาโลกอยู, เหตุไฉน สั ตวที่ไป
สูอเวจีนรกจึงลวงแผนดิ นไปเลา ?" เมื่อพระเจามิลิ นทตรัสถามอย างนี้ แลว;
ปูรณกัสสปไมอาจฝนคํานั้ นและไมอาจคืนคํานั้น, นั่ งกมหน านิ่ งหงอยเหงา
อยู.

ลําดับนั้ น จึ งเสด็จพระราชดํ าเนิ นไปยังสํ านักมั กขลิโคศาลแลว, ตรัส
ถามวา "ทานโคศาล, กุศลกรรมและอกุศาลกรรมมีหรือ, ผลวิบากแหงกรรมที่
สัตวทําดีแลวและทําชั่ วแลวมีหรือ ?"

มักขลิโคศาลทูลตอบวา "ไมมี , มหาราชเจา. ชนเหล าใดเคยเปน
กษัตริยอยูในโลกนี้ , ชนเหล านั้นแมไปสูปรโลกแลวก็จักเป นกษัตริยอีกเทียว;
ชนเหล าใดเคยเปนพราหมณ, เปนแพศย , เปนศูทร, เปนจัณฑาล, เปนปุกกุ
สะ, อยูในโลกนี้ , ชนเหล านั้ นแมไปสูปรโลกแลวก็จักเปนเหมือนเชนนั้ นอีก: จะ
ตองการอะไรดวยกุศลกรรมและอกุศลกรรม."

พระเจามิลินท ทรงยอนถามว า "ถาใครเคยเปนอะไรในโลกนี้ แมไป
สูปรโลกแลวก็ จักเปนเหมือนเชนนั้ นอีก, ไมมีกิจที่ จะตองทําดวยกุศลกรรม
และอกุศลกรรม; ถาอย างนั้ น ชนเหลาใดเปนคนมี มือขาดก็ดี มีเท าขาดก็ดี มี
หูและจมูกขาดก็ดี ในโลกนี้ , ชนเหลานั้ นแมไปปรโลกแลวก็จักตองเปนเหมือน
เชนนั้ นอีกนะซิ ?" เมื่อพระเจ ามิลินทตรัสถามอยางนี้แลว มักขลิโคศาลก็นิ่ง
อั้น.

ครั้งนั้น พระเจ ามิลินท ทรงพระราชดําริวา "ชมพู ทวีปนี้ว างเปลาทีเดียว
หนอ, ไมมีสมณะพราหมณ ผูใดผูหนึ่ง ซึ่ งสามารถจะเจรจากับเรา บรรเทา
ความสงสัยเสี ยได" คืนวันหนึ่ง ตรัสถามอมาตย ทั้งหลายวา "คืนวั นนี้เดือน
หงายนาสบายนัก, เราจะไปหาสมณะหรื อพราหมณผูไรดีหนอ เพื่อจะไดถาม
ปญหา ? ใครหนอสามารถจะเจรจากับเรา บรรเทาความสงสัยเสี ยได ?" เมื่อ
พระเจามิลินท ตรัสอยางนี้แล วอมาตย ทั้งหลายไดยืนนิ่งแลดูพระพักตร อยู.
สมัยนั้ น สาคลราชธานีไดว างเปล าจากสมณะพราหมณ และคฤหบดี
ที่เปนปราชญ ถึงสิบสองป เพราะพระเจามิลินทได ทรงสดับวาในที่ใดมี สมณะ
พราหมณหรือคฤบดีที่เปนปราชญ, ก็เสด็จพระราชดําเนิ นไป, ตรัสถามปญหา
กับหมูปราชญ ในที่ นั้น; หมูปราชญทั้งปวงนั้นไมสามารถจะวิสัชนาปญหา
ถวายให ทรงยิ นดีได, ตางคนก็หลีกหนีไปในที่ใดที่หนึ่ง, ผูที่ไมหลี กไปสูทิศอื่น
ตางคนก็อยูนิ่ ง ๆ. สวนภิกษุ ทั้งหลายไปสูประเทศหิ มพานตเสียโดยมาก.

สมัยนั้ น พระอรหันตเจ ารอยโกฏิ (?) อาศัยอยูที่พื้ นถ้ํ ารักขิตคุหา ณ
เขาหิมพานต . ในกาลนั้ น พระอัสสคุตตเถรเจาไดสดับพระวาจาแห งพระเจา
มิลินทด วยทิพยโสต (คือ หูที่ ไดยินเสียงไกลไดดุจหูเทวดา) แลว, จึงนัดให
ภิกษุสงฆประชุมกัน ณ ยอดเขายุคันธรแล ว, ถามภิกษุทั้ งหลายว า "อาวุโส, มี
ภิกษุองคไดสามารถจะสังสนทนากับพระเจามิลิ นท นํ าความสงสัยของเธอ
เสียไดบางหรือไม ?" เมื่อพระเถรเจากลาวถามอย างนี้แลว พระอรหันตเจา
รอยโกฏินั้นก็ พากั นนิ่งอยู . พระเถรเจ าถามอยางนั้ นถึ งสองครั้ง สามครั้ง ตาง
องคก็นิ่ งเสียเหมือนอยางนั้ น.

พระเถรเจ าจึงกลาววา "อาวุ โส, ในดาวดึ งสพิภพพิ มานชื่ อเกตุมดีมีอยู
ขางปราจี นทิศ (ตะวั นออก) แหงไพชยันตปราสาท, เทพบุตรชื่อมหาเสนได
อาศัยอยูในทิ พยพิ มานนั้ น, เธอสามารถจะสังสนทนากั บพระเจามิลินทนํ า
ความสงสัยของเธอเสียได ."

ลําดับนั้ น พระอรหันตเจารอยโกฏินั้ น จึ งหายพระองคจากเขายุคันธร
ไปปรากฏขึ้นในดาวดึ งสพิภพ.

ทาวศักรินทรเทวราช ไดทอดพระเนตรเห็ นภิกษุ ทั้งหลายนั้ นมาอยูแต
ไกล, จึงเสด็จเขาไปใกล, ทรงถวายอภิวาทพระอัสสคุตตเถรเจาแลว, ประทับ
ยืน ณ ที่ควรสวนขางหนึ่ ง เป นการแสดงความเคารพแล ว, ตรัสถามวา "พระ
ภิกษุสงฆ พากั นมาถึงที่นี่ เป นหมูใหญ . ขาพเจาไดถวายตัวเปนอารามิ กบุรุษ
(คนกระทํ ากิจธุระในพระอาราม) ของพระภิกษุสงฆไวแลว. ท านจะประสงค
ใหขาพเจากระทํากิจอะไรหรือ ?"

พระเถรเจ าจึงถวายพระพรว า "ดูกอนมหาราช, ในชมพูทวีปมีพระเจา
แผนดินในสาคลราชธานีพระองคหนึ่ง ทรงพระนามวาพระเจามิลิ นท , เปนคน
ชางตรัสซักถามดวยขอความในลัทธินั้ น ๆ, อันใคร ๆ จะโตตอบครอบงําให
ชํานะไดโดยยาก; เขากลาวยกว าเปนยอดของเดียรถียเจ าลัทธิเปนอั นมาก.
เธอเสด็จเขาไปหาภิกษุสงฆ แลว, ตรัสถามปญหาดวยวาทะปรารภทิฏฐิ
นั้น ๆ, เบียดเบียนภิกษุสงฆ ใหลําบาก."

ทาวศักรินทรเทวราช ตรัสบอกพระเถรเจ าวา "ขาแตพระผูเปนเจ า,
พระเจามิลินท นั้นจุติไปเกิดในมนุ ษยโลกจากที่ นี้เอง. เทพบุตรชื่อมหาเสนซึ่ง
อยูในพิ มานชื่ อเกตุมดีนั่ นแน สามารถจะสังสนทนากับพระเจามิลินท นั้น นํ า
ความสงสัยของเธอเสียได . เราจงมาพากั นไปออนวอนขอใหเธอไปเกิดใน
มนุษยโลกเถิด." ครั้นตรัสอยางนี้แลว, เสด็จตามพระภิกษุสงฆไปถึ งเกตุมดี
พิมานแลว, ทรงสวมกอดมหาเสนเทพบุตรแลว, ตรัสวา "แนะเจ าผูนิรทุกข ,
พระภิกษุสงฆ ทานออนวอนขอใหเจาลงไปเกิดในมนุษยโลก."

มหาเสนเทพบุ ตรทูลวา "ขาพระองคไมพอใจมนุษยโลกที่ มีการงาน
มากนัก, มนุษยโลกนั้ นเขมงวดนัก. ขาพระองคจะเกิดสืบ ๆ ไปในเทวโลกนี้
เทานั้น กวาจะปรินิพพาน."

ทาวศักรินทรเทวราชตรัสออนวอนถึ งสองครั้ง สามครั้ง; เธอก็มิได ทูล
รับเหมือนดั งนั้ น.

พระอัสสคุตตเถรเจาจึ งกลาวกะมหาเสนเทพบุตรวา "ดูกอนท านผู
นิรทุกข , เราทั้ งหลายไดเลือกตรวจดูตลอดทั่วมนุษยโลก ทั้ งเทวโลก; นอกจาก
ทานแลวไมเห็ นใครอื่น ที่สามารถจะทําลายลางทิฏฐิของพระเจามิลินท แลว
ยกยองพระศาสนาไวได . ภิกษุสงฆจึ งไดออนวอนท าน. ขอทานผูสัตบุ รุษ จง
ยอมไปเกิดในมนุษยโลกแล ว, ยกยองพระศาสนาของพระทศพลเจาไวเถิด."
เมื่อพระเถรเจ ากลาวออนวอนอยางนี้แลว; มหาเสนเทพบุ ตรทราบวาเธอผู
เดียวเทานั้น จั กสามารถทํ าลายลางทิฏฐิของพระเจ ามิลิ นทแลว, ยกยอง


พระศาสนาไว ได; จึงมีใจยินดีชื่นบาน, ไดถวายปฏิญาณรับวาจะลงไปเกิดใน
มนุษยโลก.

ครั้นภิกษุทั้ งหลายนั้ น จัดกิจที่จะตองทํานั้ นในเทวโลกเสร็จแลว, จึง
อันตรธานจากดาวดึงสพิภพ มาปรากฏ ณ พื้นถ้ํ ารักขิตคูหาที่เขาหิมพานต
แลว; พระอัสสคุตตเถรเจาจึงถามพระภิกษุ สงฆว า "อาวุโส, ในภิกษุสงฆหมู นี้
มีภิกษุองคใดไมไดมาประชุมบาง."

ภิกษุองคหนึ่งเรียนพระเถรเจ าวา "ภิกษุที่ไมไดมาประชุมมีอยู คือ พระ
โรหณะผูมีอายุไปสูเขาหิมพานต เข านิ โรธสมาบัติไดเจ็ดวันเขาวั นนี้แล ว. ขอ
พระเถรเจ าจงใชทูตไปเรียกเธอมาเถิด."

ขณะนั้นพระโรหณะผูมีอายุ ออกจากนิโรธสมาบัติแลว, ทราบว าพระ
สงฆให หาทาน, จึงอันตรธานจากเขาหิมพานต , มาปรากฏขางหนาแห งพระ
อรหันตเจารอยโกฏิ ณ พื้ นถ้ํ ารักขิตคูหา.

พระอัสสคุตตเถรเจาจึ งมีวาจาถามว า "ดูกอนโรหณะผู มีอายุ , เหตุไฉน
เมื่อพระพุ ทธศาสนาทรุดโทรมลงถึ งเพี ยงนี้ , ทานจึงไมช วยดูแลกิจที่สงฆจะ
ตองทํา ?"

ทานเรียนตอบวา "ขาแตพระเถรเจา, ขอนั้นเปนเพราะขาพเจาไมได
มนสิการทํ าในใจ."

จึงพระเถรเจาปรับโทษวา "ถาอยางนั้ น ท านจงทําทัณฑกรรมรับปรับ
โทษเสี ยเถิด."

ทานเรียนถามวา "ขาแตพระเถรเจา ข าพเจ าจะตองทําทั ณฑกรรม
อะไร ?"

พระเถรเจ าจึงบังคับวา "มีบ านพราหมณอยูขางเขาหิมพานตแห งหนึ่ ง
ชื่อกชังคลคาม. มีพราหมณ ผูหนึ่ ง ชื่อโสณุตตระอาศัยอยูในบานนั้น. บุตรของ
โสณุตตรพราหมณนั้ น จักเกิดขึ้นคนหนึ่ ง คือ ทารกชื่อนาคเสน. ทานจงไป
บิณฑบาตที่ตระกูลนั้ น ใหครบเจ็ดปกับสิบเดือนแลว, จงนํ าเอาทารกชื่อ
นาคเสนนั้ นมาบวช. เมื่อนาคเสนนั้ นบวชแลว ท านจงพ นจากทัณฑกรรม."
พระโรหณะผู มีอายุก็รับคําของพระเถรเจ าแลว.

ฝายมหาเสนเทพบุตร ได จุติจากเทวโลก, ถือปฏิสนธิในครรภ
แหงภริยาของโสณุตตรพราหมณ . ขณะถือปฏิสนธินั้ นไดมีอัศจรรยปรากฏ
สามประการ: คือเครื่องอาวุ ธทั้งหลายสองแสงโพลงขึ้นประการหนึ่ง, ขาวกล า
ที่ยังไมออกรวงก็ออกรวงสุกประการหนึ่ง, มหาเมฆบั นดาลเมฆใหฝนหาใหญ
ตกลงมาประการหนึ่ ง.

ฝายพระโรหณะผูมีอายุ จํ าเดิมแตมหาเสนเทพบุตรถื อปฏิสนธิมาได
เขาไปบิณฑบาตที่ตระกูลนั้ นมิไดขาด ถึ งเจ็ดปกับสิบเดือน, ก็ไมไดขาวสวย
แมสักทรพี หนึ่ ง, ไมไดขาวตมแมสักกระบวยหนึ่ ง, ไมไดรับใครไหวใครประณม
มือหรือแสดงอาการเคารพอยางอื่ น แมสั กวันเดียว; กลับไดแตคําดาวาเสียดสี
ไมมีใครที่จะกลาวโดยดี แม แตเพียงวาโปรดสัตวขางหน าเถิดเจ าขา ดั งนี้ ใน
วันหนึ่ ง. วันนั้ นโสณุตตรพราหมณ กลับมาจากที่ ทํางานภายนอกบ าน, พบ
พระเถรเจ าเดินสวนทางมาจึงถามว า "บรรพชิต, วันนี้ท านไดไปเรือนของเรา
แลวหรือ ?"

ทานตอบวา "เออ พราหมณ , วั นนี้เราไดไปเรือนของท านแลว."
พราหมณถามวา "ทานไดอะไร ๆ บางหรือเปลา ?"-
ทานตอบวา "เออ พราหมณ , วั นนี้เราได."
พราหมณไดยินท านบอกว าได ดังนั้ น, สําคัญวาท านไดอะไรไปจาก
เรือนของตน, มีความเสี ยใจ, กลับไปถึ งเรือนถามว า "วันนี้เจาไดใหอะไร ๆ แก
บรรพชิตนั้นหรือ ?"

คนในเรือนตอบวา "ขาพเจาไมไดใหอะไรเลย." ครั้นวันรุ งขึ้นพราหมณ
นั่งคอยอยูที่ประตูเรือน ดวยหวั งจะยกโทษพระเถรเจ าดวยมุสาวาท, พอเห็น
พระเถรเจ าไปถึง, จึงกลาวท วงว า "เมื่อวานนี้ ทานไมไดอะไรในเรือนของเรา
สักหนอย พูดไดวาตัวได . การพูดมุสาควรแกทานหรือ ?"

พระเถรเจ าตอบวา "ดูกอนพราหมณ เราไมไดแมแตเพียงคําว า 'โปรด
สัตวขางหน าเถิดเจาขา' ดังนี้ ในเรือนของทานถึ งเจ็ดปกั บสิบเดือนแลว พึ่ งได
คําเชนนั้นเมื่อวานนี้เอง; เชนนี้ เราจึงไดบอกแกท านวาเราได ดวยหมายเอา
การกลาวปราศรัยดวยวาจานั้น."

พราหมณนึกว า "บรรพชิตพวกนี้ไดรับแตเพียงการกลาวปราศรัยดวย
วาจา ยั งพูดสรรเสริญในทามกลางประชาชนว าตนไดรับ, ถาไดของเคี้ยวของ
กินอะไร ๆ อย างอื่ นอีกแลว, เหตุไฉนจะไม พูดสรรเสริญ?" จึงมีความเลื่ อมใส
สั่งคนใหแบ งข าวที่จัดไวเพื่อตัว ถวายพระเถรเจาทรพีหนึ่ ง ทั้งกั บขาวพอสม
ควรกันแลว, ไดพูดวา "ทานจักไดอาหารนี้ เสมอเปนนิตย จําเดิมแตวั นรุ งขึ้น."
เมื่อพระเถรเจ าไปถึง; พราหมณไดเห็นอาการสงบเสงี่ยมเรียบรอยของท าน
เขา, ก็ยิ่ งเลื่อมใสมากขึ้น, จึงอาราธนาพระเถรเจาให ทํ าภัตกิจในเรือนของตน
เปนนิตย . พระเถรเจารับอาราธนาดวยดุ ษณีภาพ (นิ่งอยู ) แลว; ตั้งแต นั้นมา
ทําภัตตกิจเสร็ จแลว, เมื่อจะไป, ไดกลาวพระพุทธวจนะนอยหนึ่ ง ๆ แลว
จึงไปเสมอทุ กวัน ๆ.

ฝายนางพราหมณี ครั้นลวงสิบเดือนคลอดบุตรชายคนหนึ่ ง ชื่อนาค
เสน. นาคเสนนั้นเติบใหญขึ้นโดยลําดับกาล จนมีอายุไดเจ็ดขวบ; บิดาจึง
กลาวกะเขาว า "พอนาคเสน, บัดนี้เจาควรจะเรียนวิทยาในตระกูลพราหมณนี้
แลว."

นาคเสนถามว า "วิทยาอะไรพอ ชื่อวาวิ ทยาในตระกูลพราหมณ นี้ ?"
บิดาบอกว า "ไตรเพทแล, พอนาคเสน, ชื่อวาวิ ทยา; ศิลปศาสตรที่
เหลือจากนั้ น ชื่อวาศิลปศาสตร." นาคเสนก็รับว าจะเรี ยน. โสณุตตรพราหมณ
จึงให ทรัพย พั นกษาปณแก พราหมณผูจะเปนครู เป นสวนสําหรับบูชาครูแลว,
ใหตั้งเตียงสองตัวใหชิดกัน ในหองภายในปราสาทแหงหนึ่งแลว กํ าชับสั่ง
พราหมณผูเป นครูวา "ขอทานจงใหเด็กผู นี้ ทองมนตเถิด"

พราหมณผูเป นครูพูดวา "ถาอยางนั้ น พอหนูเรียนมนตเถิ ด;" ดังนี้แลว,
ก็สาธยายขึ้ น. นาคเสนว าตามครั้งเดียว, ไตรเพทก็ขึ้ นใจขึ้นปากกําหนดจําได
แมนยํา, ทําในใจตรึกตรองไดดีโดยคลองแคลว, เกิดปญญาดุจดวงตาเห็นใน
ไตรเพท พรอมทั้งคั มภีรนิคัณฑุศาสตรและ' คัมภีรเกฏภศาสตร พรอมทั้ง
อักษรประเภท พรอมทั้งคัมภี รอิติหาสศาสตรครบทั้งหาอยาง, วาขึ้ นอย างหนึ่ ง
แลวก็เขาใจความแหงพากยนั้ น ๆ พรอมทั้งไวยากรณ . ชํานิชํ านาญในคัมภีร
โลกายตศาสตร และมหาปุริสลักษณพยากรณศาสตร ครบทุกอย างแล ว, จึง
ถามบิดาวา "พอ, ในตระกูลพราหมณนี้ ยั งมีขอที่จะตองศึกษายิ่ งกวานี้อีก
หรือมีแตเพียงเทานี้ ." เมื่อบิ ดาบอกว า "ขอที่จะตองศึกษายิ่งกว านี้อี กไมมี
แลว ขอที่ตองศึกษานั้นมี เพี ยงเทานี้ ," แลวจึงสอบความรูตออาจารยเสร็จ
แลว, กลับลงมาจากปราสาท, อันวาสนาคือกุศลที่ไดเคยอบรมมาแต ปางกอน
เขาเตือนใจบั นดาลให หลีกเขาไปอยู ณ ที่ สงัดแลว, พิจารณาดูเบื้องตน
ทามกลางที่สุ ดแหงศิลปศาสตรของตน, ไมแลเห็นแก นสารในเบื้องต น
ในท ามกลางหรือในที่สุดนั้ น แมสักหนอยหนึ่งแลว, จึงมีความเดือดรอนเสียใจ
วา "ไตรเพทเหลานี้เปล าจากประโยชน เทียวหนอ, ไตรเพทเหล านี้ เปนแตของ
จะตองทองเพ อเปลา ๆ เทียวหนอไมมีแก นสาร หาแก นสารมิไดเลย."

ในสมัยนั้น พระโรหณะผูมีอายุนั่ งอยู ที่วัตตนิยเสนาสน ทราบปริวิตก
แหงจิตของนาคเสนดวยวารจิตของตนแลว, ครองผาตามสมณวัตรแลว, ถือ
บาตรจีวรอันตรธานจากวัตตนิยเสนาสน , มาปรากฏที่หนาบ านกชังคลคาม.

นาคเสนยื นอยูที่ซุมประตูแลเห็นพระเถรเจามาอยูแตไกล, ก็มีใจยิ นดี
ราเริงบันเทิ งป ติโสมนัส, ดํารงวา "บางทีบรรพชิตรูปนี้จะรู วิทยาที่เปนแก นสาร
บางกระมัง," จึงเขาไปใกลแลว, ถามวา "ท านผู นิรทุกข , ทานเป นอะไร จึงโกน
ศีรษะและนุงหมผายอมดวยน้ําฝาดเช นนี้ ?"
ร. "เราเปนบรรพชิต."
น. "ทานเป นบรรพชิต. ดวยเหตุอยางไร ?"
น. "เราเว นจากกิจการบานเรือน เพื่อจะละมลทิ นที่ลามกเสียแลว, เรา
จึงชื่อว าเป นบรรพชิต."
น. "เหตุไฉน ผมของท านจึ งไมเหมือนของเขาอื่นเลา ?"
ร. "เราเห็ นเหตุเครื่องกังวลสิ บหกอย าง เราจึงโกนเสีย. เหตุเครื่องกังวล
สิบหกอย างนั้ น คือ กังวลดวยตองหาเครื่องประดับหนึ่ง กังวลด วยตองแตง
หนึ่ ง, กังวลดวยตองทาน้ํ ามั นหนึ่ง, กังวลดวยตองสระหนึ่ง, กังวลด วยตอง
ประดับดอกไมหนึ่ ง, กังวลดวยตองทาของหอมหนึ่ง, กังวลดวยตองอบกลิ่น
หนึ่ ง, กังวลดวยตองหาสมอ (สําหรับสระ) หนึ่ ง, กังวลดวยตองหามะขามปอม
(สําหรับสระ) หนึ่ ง, กังวลดวยจับเขมาหนึ่ ง, กังวลด วยตองเกลาหนึ่ง, กั งวล
ดวยตองหวี หนึ่ง, กังวลด วยตองตัดหนึ่ ง, กังวลด วยตองสางหนึ่ ง, กังวลดวย
ตองหาเหาหนึ่ ง, และเมื่อผมรวงโกรน เจ าของยอมเสี ยดายหนึ่ง: รวมเป นเหตุ
เครื่องกังวลสิ บหกอย าง. คนที่ กังวลอยูในเหตุสิบหกอย างนี้ ยอมทํ าศิ ลปที่
สุขุมยิ่งนักให ฉิบหายเสียทั้งหมด."
น. "เหตุไฉน ผ านุ งผาหมของทาน จึ งไมเหมือนของเขาอื่ นเลา ?"
ร. "ผาที่ กิเลสกามอิ งอาศัย เปนที่ใครของคน เป นเครื่องหมายเพศ
คฤหัสถ ; ภัยอันตรายอย างใดอยางหนึ่ งซึ่ งจะเกิดขึ้นเพราะผา, ภัยนั้นมิไดมีแก
ผูที่นุ งห มผาย อมดวยน้ํ าฝาด; เหตุนั้ น ผ านุงหมของเราจึงไมเหมือนของเขา
อื่น."
น. "ทานรูศิลปศาสตรอยูบางหรือ ?"-
ร. "เออ เรารู , แมมนตที่สู งสุ ดในโลกเราก็รู."
น. "ทานจะให มนตนั้ นแกขาพเจาไดหรือ ?"
ร. "เออ เราจะใหได."
น. "ถาอย างนั้ น ทานใหเถิด."
ร. "เวลานี้ยั งไมเปนกาล เพราะเรายั งกํ าลังเที่ยวบิณฑบาตอยู."

ลําดับนั้ น นาคเสนรับบาตรจากหัตถพระเถรเจาแลว, นิ มนตใหเข าไป
ในเรือนแลว, อังคาสดวยขัชชะโภชชาหารอันประณีต ด วยมือของตนจนอิ่ม
แลว, พูดเตือนวา "เวลานี้ท านใหมนตนั้ นเถิด."

พระเถรเจ าตอบวา "ทานจะขอใหมารดาบิดาอนุญาตแลว ถือเพศ
บรรพชิตที่เราถืออยูนี้ เปนคนไมมีกั งวลได เมื่อใด, เราจะใหแกท านเมื่อนั้น."

นาคเสนจึงไปหามารดาบิดาบอกวา "บรรพชิตรูปนี้พูดอยู วา 'รูมนต ที่
สูงสุดในโลก' ก็แตไมยอมให แกผูที่ไมไดบวชในสํานักของตน ฉันจะขอบวช
เรียนมนตนั้ นในสํานักของบรรพชิตผูนี้ ."

มารดาบิดาสํ าคัญใจวา ลูกของตนบวชเรียนมนต นั้ นแลว จักกลับมา
จึงอนุญาตวา "เรียนเถิดลูก." ครั้นมารดาบิ ดาอนุญาตให นาคเสนบวชแลว
พระโรหณะผู มีอายุก็ พานาคเสนไปสูวัตตนิยเสนาสนและวิชัมภวัตถุ เสนาสน
แลว พั กอยูที่ วิ ชัมภวัตถุเสนาสนราตรีหนึ่งแลวไปสูพื้นถ้ํารั กขิตคูหา
แลว บวชนาคเสนในทามกลางพระอรหันต เจารอยโกฏิ ณ ที่ นั้น.

พอบวชแลวสามเณรนาคเสนก็เตือนพระเถรเจาว า "ขาพเจาไดถือเพศ
ของทานแลว, ขอทานใหมนตนั้นแกขาพเจ าเถิด."

พระเถรเจ าตรองวา "เราจะแนะนาคเสนในอะไรกอนดีหนอ จะแนะใน
พระสุตตันปฎกกอนดี หรือจะแนะในพระอภิธรรมปฏกกอนดี," ครั้นตรองอยู
อยางนี้ ไดสันนิษฐานลงว า "นาคเสนผูนี้ มี ปญญาสามารถจะเรียนพระ
อภิธรรมปฎกไดโดยงาย," จึงไดแนะใหเรียนพระอภิธรรมปฏกกอน.

สามเณรนาคเสนสาธยายหนเดียว ก็จํ าพระอภิธรรมปฏกไดคลองทั้ง
หมดแลว จึงบอกพระเถรเจ าวา "ขอทานหยุดอยาสวดต อไปเลย; ขาพเจาจัก
สาธยายแตเพี ยงเทานี้กอน." แลวเขาไปหาพระอรหันตเจ ารอยโกฏิแลว กลาว
วา "ขาพเจาจะสวดพระอภิ ธรรมปฎกทั้งหมดถวายโดยพิสดาร."

พระอรหันตเจ ารอยโกฏินั้ นตอบวา "ดีละ นาคเสน ท านสวดเถิด."
สามเณรนาคเสนก็สวดพระธรรมเจ็ดคัมภีรนั้นโดยพิสดาร ถึ งเจ็ด
เดือนจึงจบ มหาปฐพีบั นลือเสียงลั่ น, เทวดาถวายสาธุการ, มหาพรหมตบ
พระหัตถ , เทพเจาทั้ งหลายบั นดาลจุรณจันทนและดอกมั ณฑทารพอันเปน
ของทิพยใหตกลง ดุจหาฝนแลว. ครั้นสามเณรนาคเสนมี อายุไดยี่สิบป
บริบูรณแลว. พระอรหันตเจ ารอยโกฏิ ก็ประชุมกันที่ พื้นถ้ํารักขิตคูหา ให
สามเณรนาคเสนอุปสมบทเปนพระภิกษุ , ครั้นรุงเชาพระนาคเสนเขาไป
บิณฑบาตในบานกั บพระอุ ปชฌายดําริแตในจิตวา "พระอุปชฌายของเรา
เปนคนไมรูจักอะไรหนอ, พระอุปชฌายของเราเป นคนเขลาหนอ, เพราะ
ทานสอนใหเราศึกษาพระอภิธรรมปฎกกอนกว าพระพุ ทธวจนะอื่ น ๆ.

พระโรหณะผู มีอายุผูเป นพระอุปชฌาย ไดทราบความดําริในจิตของ
พระนาคเสนแลว กล าววา "นาคเสน ทานดําริไมสมควร, ความดําริเช นนี้สม
ควรแกทานก็ หามิได ."

พระนาคเสนนึ กในใจว า "นาอัศจรรยหนอ ! พระอุปชฌายของเรา
ทานมาทราบความดําริในจิ ตของเรา ดวยวารจิตของท าน, พระอุปชฌายของ
เรา ท านมีปญญาแท ๆ, ถาอยางไร เราจะขอขมาให ทานอดโทษเสีย." ครั้นคิด
อยางนี้แลว จึ งขอขมาโทษว า "ขอทานจงอดโทษใหแกขาพเจา ตอไปขาพเจา
จักไมคิดเชนนี้ อีก."

พระเถรเจ าตอบวา "เราไมยอมอดโทษดวยเพียงแตสักว าขอขมาเท านี้ .
ก็แตวามีราชธานี หนึ่ ง ชื่อวาสาคลนคร, พระเจาแผนดิ นผูครองราชสมบัติใน
ราชธานีนั้ น ทรงพระนามวาพระเจามิลินท , เธอโปรดตรัสถามปญหาปรารภ
ทิฏฐิลัทธิต าง ๆ ทําพระภิกษุ สงฆใหไดความลําบาก ในการที่จะกลาวแก
ปญหา ซึ่งเธอตรัสถาม, ถาว าท านจะไปทรมานเธอใหเลื่ อมใสไดแลว เราจึง
จะยอมอดโทษให ."

พระนาคเสนเรียนตอบวา "อยาว าแตพระเจามิลิ นทองค เดียวเลย, ให
พระเจาแผ นดินในชมพู ทวีปทั้งหมด มาถามปญหาข าพเจา ๆ จะแกป ญหานั้น
ทําลายลางเสี ยใหหมด, ขอทานอดโทษใหแกขาพเจาเถิด" เมื่อพระเถรเจายั ง
ไมยอมอดให จึงเรียนถามว า "ถาอยางนั้ นในไตรมาสนี้ ขาพเจ าจะไปอยูใน
สํานักของใครเลา ?"

พระเถรเจ าตอบวา "พระอัสสคุตตเถระผูมีอายุ ทานอยู ที่วั ตตนิย
เสนาสน , ทานจงไปหาท านแลว กราบเรียนตามคําของเราวา "พระอุปชฌาย
ของขาพเจ าใหมากราบเทาทาน และเรียนถามว า "ทานไมมีอาพาธเจ็บไข ยัง
มีกําลั งลุกคล องแคลวอยูผาสุกหรือ, และสงขาพเจามาด วยปรารถนาจะใหอยู
ในสํานักของท าน สิ้นไตรมาสนี้ ; และเมื่อท านจะถามว า "พระอุปชฌาย ของ
ทานชื่อไร" ดังนี้แลว, ก็เรียนทานว า "พระอุปชฌายของข าพเจ าชื่อโรหณ
เถระ," และเมื่อทานจะถามวา "เราชื่อไรเลา" ก็เรียนท านว า "พระอุปชฌาย
ของขาพเจ าทราบชื่อของท าน."

พระนาคเสนรั บคําของพระเถรเจาแลวกราบลา ทําประทั กษิณแลว ถือ
บาตรจีวรหลีกจาริกไปโดยลํ าดับ ถึ งวัตตนิ ยเสนาสนแลวเขาไปหาพระอัสส
คุตตเถรเจา กราบทานแลวยื น ณ ที่สมควรแหงหนึ่ งเรียนตามคําซึ่ งพระ
อุปชฌายของตนสั่งมาทุ กประการ.
พระอัสสคุตตเถรเจาถามว า "ท านชื่อไร ?"
น. "ขาพเจ าชื่ อนาคเสน."
อ. "พระอุปชฌายของท านชื่อไร ?"
น. "พระอุปชฌายของขาพเจา ชื่อโรหณเถระ."
อ. "เราชื่อไรเลา ?"-
น. "พระอุปชฌายของขาพเจาทราบชื่อของท าน."
อ. "ดีละ นาคเสน ทานเก็บบาตรจีวรเถิด."

พระนาคเสนเก็บบาตรจีวรไวแลว ในวั นรุงขึ้น ไดกวาดบริเวณตั้งน้ํ า
บวนปากและไมสีฟนไวถวาย.
พระเถรเจ ากลั บกวาดที่ซึ่งพระนาคเสนกวาดแลวเสียใหม, เทน้ํานั้นเสี ยแลว
ตักน้ําอื่ นมา, หยิบไมสี ฟนนั้ นออกเสียแล ว หยิบไมสี ฟ นอันอื่นใช , ไมไดเจรจา
ปราศรัยแมสักหนอยเลย. พระเถรเจาทําดั งนี้ถึงเจ็ดวั น ต อถึงวั นที่เจ็ดจึ งถาม
อยางนั้ นอีก. พระนาคเสนก็ เรียนตอบเหมื อนนั้ น. ทานจึ งอนุญาตใหอยูจํา
พรรษาในที่ นั้ น.

ในสมัยนั้น มี มหาอุบาสิกาผูหนึ่ ง ซึ่ งไดอุปฐากพระเถรเจามาถึง
สามสิบพรรษาแลว เมื่อลวงไตรมาสนั้นแล ว มาหาพระเถรเจาเรียนถามวา "มี
ภิกษุอื่นมาจําพรรษาอยูในสํ านักของท านบางหรือไม ?"

ทานตอบวา "มีพระนาคเสนองคหนึ่ง."
มหาอุบาสิกานั้นจึ งนิมนต พระเถรเจากับพระนาคเสนไปฉันที่เรือนใน
วันรุงขึ้ น. พระเถรเจารับนิ มนตดวยดุษณี ภาพแลว ครั้ นลวงราตรีนั้ นถึ งเวลา
เชาแลว ท านครองผาตามสมณวัตรแลว ถื อบาตรจีวรไปกับพระนาคเสนเปน
ปจฉาสมณะตามหลั งถึ งเรือนมหาอุบาสิ กานั้ นแลว นั่ งบนอาสนะที่ปูลาดไว
ถวาย. มหาอุ บาสิกานั้ นจึงอังคาสพระเถรเจากับพระนาคเสนดวยของเคี้ยว
ของฉันอันประณีต ดวยมือของตน. ครั้นฉันเสร็จแลว พระเถรเจ าสั่งพระนาค
เสนว า "ทานทํ าอนุโมทนาแก มหาอุบาสิกาเถิด." ครั้นสั่งดังนั้ นแลว ลุ กจาก
อาสนะหลีกไป.

สวนมหาอุบาสิกานั้ นกล าวขอกะพระนาคเสนว า "ตนเปนคนแกแลว
ขอใหพระนาคเสนทํ าอนุ โมทนาแกตนดวยธรรมีกถาที่ลึกสุขุมเถิด" พระ
นาคเสนก็ ทําอนุโมทนาแกมหาอุบาสิกานั้ นดวยอภิธรรมกถาอั นลึกละเอียด
แสดงโลกุตตรธรรมปฏิสังยุตดวยสุญญตานุปสสนา ขณะนั้น มหาอุบาสิกา
นั้นไดธรรมจักษุคือปญญาที่ เห็นธรรมปราศจากธุลีปราศจากมลทินคือกิเลส
ในที่ นั่งนั้นเองวา "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเปนธรรมดา สิ่งทั้ งปวงนั้ นมี
ความดับเป นธรรมดา" ดังนี้ . แมพระนาคเสนเอง ทํ าอนุโมทนาแกอุ บาสิกา
นั้นแลว พิ จารณาธรรมที่ตนแสดงอยู นั่ งเจริญวิปสสนาอยูที่อาสนะนั้นก็ได
บรรลุโสดาปตติผล.

เวลานั้น พระอัสสคุตตเถรเจานั่ งที่ วิหาร ทราบว าพระนาคเสนและ
มหาอุบาสิกา ไดธรรมจักษุบรรลุโสดาปตติผลทั้งสองคน จึงใหสาธุการวา "ดี
ละ ๆ นาคเสน ท านยิงศรเล มเดียว ทํ าลายกองสักกายทิฏฐิอันใหญไดถึงสอง
กอง." แมเทวดาทั้งหลายก็ไดถวายสาธุ การหลายพันองค. พระนาคเสนลุก
จากอาสนะกลับมาหาพระอัสสคุตตเถรเจา อภิวาทแล วนั่ ง ณ ที่ควรสวนขาง
หนึ่ ง. พระเถรเจาจึงสั่ งว า "ทานจงไปสูเมืองปาฏลิบุตร, เรียนพระพุทธวจนะ
ในสํานักแห งพระธรรมรักขิตเถระผูมีอายุ ซึ่งอยูในอโสการามเถิด."
น. "เมืองปาฏลิบุตร แตที่นี้ไปไกลกี่มากน อย ?"-
อ. "ไกลรอยโยชน ."
น. "หนทางไกลนัก, ในกลางทางอาหารก็ หาไดยาก, ขาพเจาจะไป
อยางไรได ?"
อ. "ไปเถิดนาคเสน, ในกลางทางทานจักไดบิณฑบาตขาวสาลี ที่
บริสุทธิ์และแกงกับเป นอั นมาก."

พระนาคเสนรั บคําของพระเถรเจาแลว กราบลาทําประทักษิณแลว ถื อ
บาตรจีวรจาริ กไปเมืองปรากฏลิบุตร.

ในสมัยนั้น เศรษฐีชาวเมืองปาฎลิบุตรพรอมดวยเกวียนหารอยกํ าลัง
เดินทางจะไปเมืองปาฎลิบุตรอยู. ไดเห็นพระนาคเสนเดิ นทางมาแตไกล, จึง
สั่งใหกลับเกวี ยนหารอยนั้นแลว ไปหาพระนาคเสนถามวา "พระผูเปนเจาจัก
ไปขางไหน ?"

พระนาคเสนตอบวา "จะไปเมืองปาฏลิบุตร."
เศรษฐีชวนวา "ดีละ ขาพเจ าก็จะไปเมืองปาฏลิบุตร เหมื อนกัน, พระผู
เปนเจ าจงไปกั บขาพเจ าเถิด จะไดไปเปนสุข" ดังนี้ , แลวเลื่อมใสในอิริยาบถ
ของพระนาคเสน แลวอั งคาสทานดวยของเคี้ยวของฉันอันประณีต ด วยมือ
ของตนจนอิ่ มเสร็จแลว นั่ ง ณ ที่อาสนะต่ํ าแหงหนึ่งแลวถามวา "พระผู เปนเจ า
ชื่อไร ?"
น. "เราชื่อนาคเสน."
ศ. "พระผูเป นเจาทราบพระพุ ทธวจนะบ างหรือ ?"
น. "เราทราบพระอภิธรรมอยูบาง.
ศ. "เปนลาภของขาพเจาที่ไดพบกับพระผู เปนเจ า, เพราะขาพเจ าก็
เปนผูศึกษาพระอภิธรรม พระผูเปนเจ าก็เป นผูศึกษาพระอภิธรรม, ขอพระผู
เปนเจ าจงแสดงพระอภิธรรมแกขาพเจ า." พระนาคเสนก็แสดงพระอภิธรรมให
เศรษฐีฟง, เมื่ อกําลังแสดงอยูนั้ น เศรษฐีไดธรรมจักษุบรรลุโสดาปตติผล, แลว
จึงสั่งใหเกวียนห ารอยนั้ นล วงหน าไปกอนแลว สวนตัวเองมากับพระนาคเสน
ขางหลั ง ถึงทางสองแยกใกลเมืองปาฏลิบุ ตร ก็หยุดยื นชี้ บอกหนทางที่ จะไป
อโสการาม แล วถวายผ ารัตตกัมพลของตน ยาวสิบหกศอกกว างแปดศอกแก
พระนาคเสน แลวเดินแยกทางไป.

สวนพระนาคเสนอไปถึงอโสการามแล ว เข าไปหาพระธรรมรักขิตเถร
เจาแลว กราบเรียนเหตุที่ตนมาแลว ขอเรียนพระพุทธวจนะไตรปฎกธรรมใน
สํานักแหงพระเถรเจา เปนแตเพียงสาธยายพยัญชนะคราวละหนเท านั้ นถึง
สามเดือนจึ งจบ ยังซ้ําพิจารณาอรรถแหงพระพุ ทธวจนะที่ไดเรียนแล วอีกสาม
เดือนจึงตลอด. พระธรรมรักขิตเถรเจาเห็ นพระนาคเสนแมนยํ าชํานาญในพระ
พุทธวจนะไตรปฎกธรรมแลว จึงกล าวเตือนใหสติวา "ดูกอนนาคเสน ถึ งวา
ทานทรงพระพุ ทธวจนะไตรป ฎกไดแลว ก็ยั งไมไดผลแหงสมณปฏิบัติ, เหมือน
นายโคบาลถึ งเลี้ยงโคก็ มิไดบริโภคโครสเหมือนคนอื่นฉะนั้น"

พระนาคเสนเรียนตอบพระเถรเจาว า "กลาวเตือนด วยวาจาเพียงเท านี้
พอแลว" ในวันนั้น บําเพ็ญเพี ยรก็ไดบรรลุพระอรหัตตผลพรอมดวยพระจตุ
ปฏิสัมภิทาญาณ. ขณะนั้น เทวดาไดถวายสาธุการ, มหาปฐพีบั นลือเสียงลั่น,
มหาพรหมตบพระหัตถ , เทพเจาทั้ งหลายบั นดาลจุรณจันทนและดอกมั ณฑา
รพอันเป นของทิพยใหตกลง ดุลหาฝน เป นมหัศจรรย .

ครั้นพระนาคเสนไดบรรลุพระอาหัตตผลแลว พระอรหันตเจารอยโกฏิ
ก็ประชุมกั นที่ พื้นถ้ํ ารักขิตคูหา ณ เขาหิมพานต สงทูตใหนํ าศาสนไปยังสํานัก
พระนาคเสนว า "ขอพระนาคเสนอจงมาหา เราทั้ งหลายปรารถนาจะพบ" ดัง
นี้ . พระนาคเสนไดฟงทูตบอกดังนั้ นแลวจึ งอันตรธานจากอโสการาม มา
ปรากฏที่เฉพาะหน าแห งพระอรหันตเจาทั้ งหลายนั้ น. พระอรหันตเจ าทั้ งหลาย
จึงมีคําสั่ งว า "นั่นแนะ นาคเสน พระเจามิ ลินทตรัสถามปญหาโตตอบถอยคํา
ทําภิกษุสงฆใหไดความลํ าบากยิ่ งนั ก, ขอทานไปทรมานพระเจ ามิลิ นทเถิด."

พระนาคเสน ตอบวา "ขาแต พระเถรเจ าทั้ งหลาย อย าว าแตเจามิลินท
พระองคเดียวเลย, ใหพระเจ าแผนดินในชมพูทวีปทั้งหมดมาถามปญหา
ขาพเจ า ๆ จะวิสัชนาแกทํ าลายลางเสียใหหมด, ขอทานทั้ งหลายอย าไดกลัว
เลย จงไปสูสาคลราชธานีเถิ ด." พระเถรเจ าทั้ งหลายก็ พากันไปสูสาคลราช
ธานี ทํ าพระนครนั้นใหเหลืองอรามดวยผากาสาวพัสตร มีสมณบริษัทเดินไป
มาไมขาด.

ในสมัยนั้น พระอายุปาลเถรเจาผูมีอายุ อาศัยอยูที่สั งเขยยบริเวณครั้ง
นั้น พระเจามิ ลินทตรัสปรึกษาราชอมาตยทั้งหลายว า "คืนวันนี้เดือนหงายนา
สบายนั ก, เราจะไปสากัจฉาถามปญหากะสมณะหรือพราหมณผูไหนดี หนอ,
ใครจะสามารถเจรจากับเรา บรรเทาความสงสัยเสียได ?"

ราชอมาตยเหลานั้ นกราบทู ลวา "มีพระเถระรูปหนึ่ งชื่ออายุปาละได
เลาเรียนพระคั มภีรแตกฉาน เปนพหุสุตทรงพระไตรปฎก, ในเวลานี้ ทานอยูที่
สังเขยยบริเวณ, ขอพระองคเสด็จไปถามปญหากะพระอายุปาลเถระนั้นเถิด"

พระเจามิลินทรรับสั่งวา "ถาอยางนั้ น ทานทั้งหลายจงไปแจงความแก
ทานให ทราบก อน"

เนมิตติกอมาตยรับสั่งแลวจึ งใชทูตไปแจงแกพระ อายุปาลเถรเจาวา "
พระราชามีพระประสงคจะใครเสด็จพระราชดําเนินมาพบพระเถรเจ า." พระ
เถรเจาก็ ถวายโอกาสว า "เชิญเสด็จมาเถิด."

จึงพระเจามิลิ นทเสด็จขึ้ นทรงรถพระที่นั่ ง พรอมดวยอมาตยชาติโยนก
หารอยหอมล อมเปนราชบริ วาร เสด็จพระราชดําเนิ นมาถึงสังเขยยบริเวณ
วิหารแลว เสด็ จไปยังสํานักพระอายุปาลเถรเจา ทรงพระราชปฏิสันถาร
ปราศรัยกับพระเถรเจาพอสมควรแลว เสด็ จประทับ ณ ส วนขางหนึ่ ง จึ ง
ตรัสถามปญหากะพระเถรเจ า ดังนี้ :
มิ. "บรรพชาของพระผูเป นเจา มีประโยชนอยางไร, และอะไรเปน
ประโยชน ที่ พระผูเปนเจ าประสงคเปนอยางยิ่ง ?"
อา. "บรรพชามีประโยชนที่จะไดประพฤติใหเปนธรรม ประพฤติให
เสมอ."
มิ. "ใคร ๆ แมเปนคฤหัสถที่ประพฤติเป นธรรม ประพฤติเสมอได มีอยู
บางหรือไม ?"

อา. "ขอถวายพระพร มีอยู , คือเมื่อพระผูมี พระภาคเจา ทรงแสดงพระ
ธรรมจักร ที่ป าอิสิปตนมิคทายวั น ใกลกรุงพาราณสี , ครั้งนั้ น พรหมได บรรลุ
ธรรมาภิสมัยถึ งสิบแปดโกฏิ, สวนเทวดาซึ่ งไดบรรลุธรรมาภิสมัยเป นอั นมาก
พนที่จะนับได; พรหมและเทวดาเหลานั้นล วนเป นคฤหัสถ มิใชบรรพชิ ต อนึ่ ง
เมื่อทรงแสดงมหาสมยสูตร มงคลสูตร สมจิตตปริยายสูตร ราหุโลวาทสูตร
และปราภวสูตรเทวดาไดบรรลุธรรมาภิสมัยเปนอั นมากเหลือที่จะนั บได;
เทวดาเหล านี้ ลวนเป นคฤหั สถ มิใชบรรพชิต."

มิ. "ถาอยางนั้ น บรรพชาของพระผูเป นเจ าก็ไมมีประโยชนอะไร, ตกลง
เปนพระสมณะเหลาศากยบุ ตร บวชและสมาทานธุดงค เพราะผลวิบากแหง
บาปกรรมที่ตนทํ าไวแตปางกอน คือ ภิกษุ ใด ถือเอกาสนิกธุดงค, ชะรอยใน
ปางกอนภิกษุ นั้น จะเป นโจรลักโภคสมบัติของคนอื่นเป นแน; เพราะโทษที่แย ง
ชิงโภคสมบัติ ของเขา เดี๋ยวนี้จึงตองนั่ งฉันอาหารในที่อั นเดียว ไมไดฉันตาม
สบาย ด วยผลวิบากแหงกรรมอันนั้ น.

อนึ่ง ภิกษุใด ถืออัพโภกาสิ กาธุดงค , ชะรอยในปางกอนภิกษุนั้ นจะ
เปนโจรปล นบ านเขาเปนแน ; เพราะโทษที่ ทําเรือนเขาให ฉิบหาย เดี๋ยวนี้จึง
ตองอยูแตในที่แจง ไมไดอาศัยในเสนาสนะ ดวยผลวิบากแหงกรรมอันนั้น.

อนึ่ง ภิกษุใด ถือเนสัชชิ กธุดงค, ชะรอยในปางกอนภิกษุ นั้น จะเป นโจร
ปลนในหนทางเปลี่ยวเปนแน ; เพราะโทษที่จับคนเดิ นทางมาผูกมัดให นั่งแกรว
อยู เดี๋ยวนี้จึ งตองนั่งแกรวไมไดนอน ด วยผลวิบากแหงกรรมอันนั้ น; ศีลของ
เธอไมมี ความเพียร (ทรมานกิเลส) ของเธอไมมี พรหมจรรยของเธอไมมี."

เมื่อพระเจ ามิ ลินทตรัสเช นนี้ พระเถรเจาก็ นิ่งอั้ น ไม ทูลถวายวิสัชนา
อยางไรอีกได. ราชอมาตยทั้ งหลายนั้นจึ งกราบทูลวา "พระเถรเจ าเป นคนมี
ปญญา, แตไมกลา จึงมิไดทูลถวายวิสัชนาอย างไรอีกได." ครั้นพระเจามิลิ นท
ทอดพระเนตรเห็นพระเถรเจ านิ่ งอั้น ก็ตบพระหัตถ ทรงพระสรวลแลว ตรัสกะ
อมาตยทั้ งหลายว า "ชมพูทวีปนี้ วางเปลาทีเดียวหนอ, ไมมีสมณะพราหมณผู
ไหน สามารถจะเจรจากับเรา บรรเทาความสงสัยเสี ยได" ดังนี้แล ว, เหลียว
ทอดพระเนตรเห็นหมูอมาตยมิไดหวาดหวั่ นครั่นคราม มิ ไดเกอเขิน จึ งทรง
พระราชดําริว า "ชะรอยจะมี ภิกษุอะไรอื่น ๆ ที่ฉลาดสามารถจะเจรจากั บเรา
อีกเปนแม นมั่ น, ชาวโยนกเหลานี้จึงไมเก อเขิน" ดังนี้แลว, ตรัสถามอมาตย
ทั้งหลายนั้ นว า "ยังมีภิกษุอะไรอื่น ที่ฉลาดสามารถจะเจรจากับเรา บรรเทา
ความสงสัยเสี ยได อีกบางหรือ ?"

ในกาลนั้ น พระนาคเสนเถรเจาอยู ที่สังเขยยบริเวณนั้ น กั บภิกษุสงฆ
แปดหมื่นรูป, เทวมั นติยอมาตยจึงกราบทู ลวา "ขอพระองคทรงรอกอน ยังมี
พระเถระอีกรู ปหนึ่ งชื่อว านาคเสน เปนบั ณฑิต มีปญญาเฉียบแหลมว องไว
กลาหาญ เป นพหุสุต พูดไพเราะ มีความคิ ดดี บรรลุบารมีธรรม แตกฉานใน
พระจตุปฏิสัมภิทา สามารถทราบเหตุผล ฉลาดในโวหาร มีปฏิภาณคลองแค
ลว, บัดนี้ ทานอยูสังเขยยบริ เวณ, พระองค เสด็จไปถามป ญหากะท านเถิด,
ทานสามารถจะเจรจากับพระองคบรรเทาความสงสัยเสี ยได."

พอพระเจ ามิลิ นทไดทรงสดับเสียงออกชื่อวา นาคเสน ดังนั้ น ใหทรง
กลัวครั่นครามสยดสยอง (แข็งพระหฤทั ย) ตรัสถามเทวมันติยอมาตย วา "
ทานสามารถจะเจรจากับเราไดหรือไม ?"

เทวมั นติยอมาตยกราบทูลว า "หากว าจะเจรจากับเทพเจาซึ่งมีฤทธิ
อํานาจ มี ทาวโกสียเป นตนหรือกับทาวมหาพรหม ทานยั งสามารถ, เหตุไฉน
จักไมอาจเจรจากับมนุษยไดเลา."

พระเจามิลินท จึงรับสั่งใหเทวมันติ ยอมาตยใชทูตไปแจงแกทาน, ครั้น
ทานถวายโอกาสแลว, ก็เสด็จไปสูสังเขยยบริเวณ.

เวลานั้น พระนาคเสนเถรเจ าพรอมดวยภิกษุสงฆแปดหมื่นรูปนั่ งอยู ที่
มณฑลมาลก (วิหารกลม) พระเจามิลิ นทไดทอดพระเนตรเห็นบริษั ทของพระ
เถรเจาแตไกลแลว, ตรัสถามเทวมั นติยอมาตยวา "นั่นบริ ษัทของใคร จึ งใหญ
ถึงเพียงนี้ ."

เทวมั นติยอมาตยกราบทูลว า "บริษัทของพระนาคเสนเถรเจา" ทาว
เธอก็ยิ่ งทรงครั่ นครามขามขยาด แตเกรงราชบริพารจะดูหมิ่นได จึงสะกดพระ
ทัยไวมั่ น ตรัสแกเทวมันติยอมาตยว า "ทานอยาเพอบอกตัวพระนาคเสนแก
เราเลย, เราจะหาพระนาคเสนใหรูจักเอง, ไมตองบอก."

เทวมั นติยอมาตยกราบทูลว า "จะทรงทอดพระเนตรหาพระนาคเสนให
รูจักเองนั้ นชอบแลว."

ในพระภิกษุสงฆนั้ น พระนาคเสนเถรเจ า ออนกว าภิกษุ สี่หมื่นรูป ซึ่ง
นั่งอยู หนา, แกกว าภิกษุสี่ หมื่นรูป ซึ่ งนั่ งอยูหลัง. พระเจ ามิลินท ทอดพระเนตร
ภิกษุสงฆ ทั้งข างหน าขางหลั งและท ามกลาง ไดทอดพระเนตรเห็ นพระนาค
เสนเถรเจ านั่ งอยูในท ามกลางแห งภิกษุสงฆ (มีท าทางองอาจ) ปราศจาก
ความกลั วและครั่นคราม, ก็ ทรงทราบโดยคาดอาการวา "องคนั้นแหละพระ
นาคเสน" ดังนี้ แลว ตรัสถามเทวมั นติยอมาตยวา "องคนั้ นหรือพระนาคเสน."

เทวมั นติยอมาตยกราบทูลรั บวา "พระพุ ทธเจาขา องค นั้ นแหละ พระ
นาคเสน, พระองคทรงรูจักท านถู กแลว." พระเจามิลิ นท ทรงยินดี วา "พระองค
ทรงรูจักทานถู กแลว." พระเจ ามิลินท ทรงยิ นดีวา "พระองคทรงรูจักพระนาค
เสนเอง ไมตองทูล." พอทรงรูจักพระนาคเสนแลว ก็ทรงกลัวครั่นครามสยด
สยองยิ่ งขึ้นกว าเกาเปนอั นมาก.

พาหิรกถาเรื่องนอกปญหา จบ

มิลินทปญหา
วรรคที่หนึ่ง
๑. นามปญหา ๑

ลําดับนั้ น พระเจามิลิ นท เสด็ จเขาไปใกลพระนาคเสนเถรเจาแลว ทรง
ทําพระราชปฏิ สันถารกับพระเถรเจา ดวยพระวาจาปราศรัยควรเปนที่ ตั้งแหง
ความยิ นดี และควรเปนที่ให ระลึก
อยูในใจเสร็จแลว เสด็จประทับสวนขางหนึ่ง. แมพระเถรเจาก็ทํ าปฏิสั นถาร
ดวยวาจาปราศรัย อันเป นเครื่องทําพระหฤทัยของพระเจ ามิลินท ใหยิ นดีเหมือนกัน.

ครั้นแลว พระเจามิลิ นท ตรัสถามพระเถรเจ าวา "ชนทั้งหลายเขารูจัก
พระผูเปนเจาวาอย างไร, พระผูเปนเจ ามี นามว าอยางไร."

พระเถรเจ าทูลตอบวา "ชนทั้ งหลายเขารูจั กอาตมภาพว า 'นาคเสน,'
ถึงเพื่อนสพรหมจารีทั้ งหลาย ก็เรียกอาตมภาพว า 'นาคเสน,' แตโยมตั้งชื่อวา
'นาคเสน' บาง วา 'สูรเสน' บาง ว า 'วีรเสน' บาง ว า 'สีหเสน' บาง, ก็แตคําวา 'นาค
เสน' นี้ เป นแตเพียงชื่อที่นั บกัน ที่รูกั น ที่ ตั้งกัน ที่เรียกกัน เท านั้ น, ไมมีตัวบุคคลที่ จะ
คนหาไดในชื่อนั้น."
ขณะนั้น พระเจามิลิ นทตรัสประกาศว า "ขอพวกโยนกอมาตย
หารอย และภิกษุสงฆแปดหมื่น จงฟงคําข าพเจ า, พระนาคเสนองคนี้ กล าววา "ไมมี
ตัวบุคคลที่จะคนหาไดในชื่อนั้น," ควรจะชอบใจคํานั้ นไดละหรือ." แลวจึงตรัสถามพระ
นาคเสนว า "ถาวาไม มีตัวบุคคลที่จะคนหาได, ใครเลาถวายจตุปจจัย คื อ จีวร
บิณฑบาต เสนาสนะ และคิ ลานเภสัช แก พระผูเปนเจา, ใครฉัน
จตุปจจัยนั้ น, ใครรักษาศีล, ใครเจริญภาวนา, ใครทํามรรคผลนิพพานใหแจง.
ใครฆาสัตวมีชี วิต, ใครถือเอาสิ่งของที่เจ าของไมไดใหแลว, ใครประพฤติผิดในกาม
ทั้งหลาย, ใครพูดเท็จ, ใครดื่ มน้ําเมา, ใครทําอนันตริยกรรมหาอย าง; เหตุนั้ น ไมมี กุศล,
ไมมีอกุศล, ไมมีผูทําเองก็ดี ผูใชใหทํ าก็ดี ซึ่งกรรมที่ เปนกุศลและอกุศล, ไมมีผลวิบาก
ของกรรมที่ ทําดีทําชั่ วแลวนะซิ, ถาผูใดฆาพระผูเปนเจาตาย ไมเป นปาณาติบาตแก ผู
นั้นนะซิ , อนึ่ง อาจารยก็ดี อุ ปชฌายก็ดี อุ ปสมบทก็ดี ของพระผูเป น
เจาก็ไมมี นะซิ ; พระผูเป นเจ ากลาววา "เพื่อนสพรหมจารี ทั้งหลายเรียกอาตม
ภาพว า 'นาคเสน' ดังนี้ , อะไรชื่อวา นาคเสนในคํานั้ น, ผมหรือ พระผูเปนเจา ชื่อว านาค
เสน."
เมื่อพระเถรเจ าทูลวา "มิใช." จึงตรัสไลต อ ๆ ไปจนตลอดอาการ
สามสิบสองโดยลําดับว า "ขน เล็บ ฟ น หนั ง เนื้อ เอ็ น กระดูก เยื่ อในกระดูก ม าม
หัวใจ ตับ พั งผืด ไต ปอด ไส สายรัดไส อาหารใหม อาหารเก า ดี มวก หนอง เลือด
เหงื่อ มั นขน น้ํ าตา เปลวมั น น้ําลาย น้ํามูก ไขขอ มูตร มั นในสมอง แต ละอยาง ๆ วา
เปนนาคเสนหรือ ?"
พระเถรเจ าก็ทู ลตอบวา "มิใช."-
จึงตรัสไลวา "เบญจขันธ คือ รูป เวทนา สั ญญา สังขาร วิญญาณ แต
ละอยาง ๆ วาเปนนาคเสนหรือ ?"
พระเถรเจ าก็ทู ลตอบวา "มิใช."
จึงตรัสไลวา "รวมทั้ งรูป เวทนา สัญญา สั งขาร วิญญาณหรือชื่อวา
นาคเสน, หรือนาคเสน จะมี นอกจากรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ."
พระเถรเจ าก็ทู ลตอบวา "มิใช ๆ ทุ กขอ." เมื่อเปนทีฉะนี้แลว จึ งตรัสเยย
วา "ขาพเจาถามพระผูเปนเจาไป ก็ไม พบวาอะไรเปนนาคเสน, หรือเสียงเทานั้นแหละ
เปนนาคเสน, หรืออะไรเปนนาคเสนในคํานั้น, พระผูเป นเจาพูดมุสาวาทเหลวไหล, ไมมี
นาคเสนสักหนอย."
เมื่อพระเถรเจ าจะถวายวิสัชนาแกปญหานั้ น จึ งทูลบรรยายเป น
ปราศรัย เพื่อออมหาชองให พระเจามิลินท ตรัสตอบใหไดที อย างนี้กอนว า "พระองค
เปนพระมหากษัตริยเจริญในความสุข ล วงสวนแห งสามั ญชน, พระองคเสด็จมาถึ ง
กําลังเที่ยง พื้ นแผนดินกําลั งรอนจัด ทรายตามทางก็กํ าลังรอนจัด ถาทรงเหยียบกอน
กรวดกระเบื้องและทรายที่ กํ าลังรอนจัด เสด็จพระราชดําเนินมา
ดวยพระบาทแลว พระบาทคงจะพอง, พระกายคงจะลํ าบาก, พระหฤทัยคง
จะเหนื่อยออน, พระกายวิญญาณที่กอปรดวยทุ กขคงจะเกิดขึ้นเป นแน , พระองคเสด็จ
พระราชดําเนิ นมาด วยพระบาท หรือดวยราชพาหนะ ?"
พระเจามิลินท ตรัสตอบวา "ขาพเจ าไมไดเดินมา, ขาพเจ ามาดวยรถ."
พระเถรเจ าไดทีจึงทูลว า "ถาพระองคเสด็จพระราชดําเนิ นมาด วยรถ,
ขอจงตรัสบอกแกอาตมภาพวา อะไรเปนรถ งอนหรือเปนรถ."
พระเจามิลินท ตรัสตอบวา "มิใช."
พระเถรเจ าจึงทูลถามตอไปอีกวา "เพลา ลอ เรือน คั น แอก สายขับ
แส แตละอยาง ๆ วาเป นรถหรือ ?"
พระเจามิลินท ก็ตรัสตอบวา "มิใช."
พระเถรเจ าทูลถามวา "หรือสัมภาระเหล านั้ นทั้ งหมดเปนรถ, หรือว ารถ
นั้นสิ่ งอื่นนอกจากสัมภาระเหลานั้น ?"
พระเจามิลินท ก็ตรัสวา "มิใช."
พระเถรเจ าจึงทูลเปนคํ าเย ยวา "อาตมภาพทูลถามพระองคไปก็ไมพบ
วา อะไรเปนรถ, หรือเสียงเทานั้นแหละเปนรถ, หรืออะไรเปนรถในคํานั้น, พระองค ตรัส
มุสาวาทเหลวไหล, ไมมีรถสั กหนอย พระองคเปนถึงยอดพระเจาแผ นดินทั่ วพื้ นชมพู
ทวีป, พระองค ทรงกลั วใครจึงตองตรัสมุสาเชนนี้ ขอโยนกามาตยห ารอย กับภิกษุสงฆ
แปดหมื่น จงฟงคําข าพเจ า, พระเจามิลินทพระองคนี้ตรั สวา 'พระองคเสด็จมาดวยรถ.'
ขาพเจ าทูลให ทรงแสดงว า อะไรเปนรถ ก็ ทรงแสดงใหปรากฏไมได, ควรจะชอบใจคําที่
ตรัสนั้นไดละหรือ ?"-
เมื่อพระเถรเจ ากลาวฉะนี้แลว โยนกามาตยหารอย ไดถวายสาธุการ
แกพระเถรเจ าแลว ทูลพระเจามิลิ นท วา "บัดนี้ถาพระองคสามารถ ก็ ตรัสแกปญหานั้น
เถิด."
พระเจามิลินท จึงตรัสกับพระเถรเจาวา "ขาพเจ าไมไดพู ดมุสา, อาศัย
ทั้งงอน ทั้ งเพลา ทั้งลอ ทั้ งเรือน ทั้ งคัน เข าดวยกั น จึงไดชื่อวารถ."
พระเถรเจ าจึงตอบวา "พระองคทรงรูจักรถถูกแลว ขอนี้ฉั นใด; อาศัย
ทั้งผม ทั้งขน จนถึ งมั นในสมอง อาศัยทั้ งรูป ทั้งเวทนา ทั้งสัญญา ทั้ งสังขาร ทั้ง
วิญญาณ จึ งมี ชื่อของอาตมภาพว า นาคเสนฉันนั้น. ก็แตวาโดยปรมัตถแลว ไมมีตั ว
บุคคลที่จะคนไดในชื่อนั้น. แมคํานี้ นางวชิ ราภิกษุณี ได
ภาษิต ณ ที่เฉพาะพระพั กตรแหงพระผูมี พระภาคเจาว า 'เหมือนอยางวา
เพราะอาศัยองคที่เป นสัมภาระ จึ งมีศัพท กลาววา 'รถ' ดังนี้ ฉั นใด, เมื่อขันธทั้ งหลายมี
อยู ก็มีคํ าสมมติวา 'สัตว' เหมือนกัน ฉันนั้น." เมื่อพระเถรเจาถวายวิ สัชนาความกลาว
แกปญหาฉะนี้ แลว, พระเจามิลินท ทรงอนุ โมทนาวา "ขอที่พระผูเป นเจ าวิสัชนาปญหา
นั้นเป นอัศจรรย น าประหลาดจริง, พระผูเปนเจาวิสัชนาปญหาวิจิตรยิ่ งนัก, ถา
พระพุ ทธเจ ายั งดํารงพระชนมอยู คงจะประทานสาธุการเปนแน , พระ
ผูเปนเจ ากลาวแกปญหาวิจิ ตรยิ่งนัก ดีแท ชอบแท."

๒. วัสสปญหา ๒

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ าพรรษาเท าไร ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "อาตมภาพมี พรรษาเจ็ด."
ร. "อะไรชื่อวาเจ็ด, พระผูเปนเจาชื่อว าเจ็ด หรือการนั บชื่อวาเจ็ด ?"
ในเวลานั้ นเงาของพระราชาอันทรงเครื่องอยางขัติยราช ปรากฏอยู ณ
พื้นแผนดิ น และปรากฏอยู ที่หมอน้ํ า.
ถ. "เงาของพระองคนี้ ปรากฏอยูที่พื้ นแผนดินและที่ หมอน้ํา, พระองค
เปนพระราชา หรือวาเงาเปนพระราชา ?"
ร. "ขาพเจ าเป นพระราชา, เงานี้มิใช พระราชา, ก็แตวาเงานี้อาศั ย
ขาพเจ าเปนไป."
ถ. "ขอนี้ฉันใด ความนับพรรษาชื่อว าเจ็ด, อาตมภาพมิไดชื่อวาเจ็ด, ก็
แตคําวาเจ็ดนั้ น อาศั ยอาตมภาพเป นไป เหมือนอยางเงาของพระองค ฉันนั้น."
ร. "พระผูเป นเจากลาวแกป ญหาเป นอัศจรรย นาประหลายจริง
ปญหาที่พระผู เปนเจ ากลาวแกวิจิตรยิ่งนัก."-

๓. เถรติกขปฏิภาณปญหา ๓

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ าจักเจรจากับขาพเจ าไดหรือ ?"
พระเถรเจ าทูลวา "ถาพระองคจักตรัสอยางบัณฑิต, อาตมภาพจัก
เจรจาดวยได ; ก็ถาวาพระองคจักตรัสอยางพระเจาแผ นดิน, อาตมภาพจักเจรจาดวย
ไมได."
ร. "บัณฑิตทั้ งหลายเจรจากั นอยางไร ?"
ถ. "เมื่อบัณฑิ ตเจรจากัน เขาผูกปญหาไล บาง เขาแกป ญหาบ าง, เขา
พูดขมบาง, เขายอมรับบาง, เขาเจรจาแขงบาง, เขากลับเจรจาแขงบาง, เขาไมโกรธ
เพราะการที่เจรจากันนั้ น, บั ณฑิตทั้งหลายเจรจากั นอย างนี้ ."
ร. "พระเจาแผ นดินทั้งหลาย ตรัสกันอยางไร ?"
ถ. "เมื่อพระเจ าแผนดินตรัสนั้น พระองคตรัสเรื่องหนึ่ งอยู, ผูใดขัดขึ้น
ก็ลงพระราชอาชญาแกผู นั้น; พระเจาแผ นดินทั้ งหลาย ตรัสกันอยางนี้ ."
ร. "ขาพเจ าจักเจรจาอยางบั ณฑิต ไมเจรจาอยางพระเจ าแผนดิน, ขอ
พระผูเปนเจาจงเจรจาตามสบาย, เหมือนเจรจากับภิกษุก็ดี กับสามเณรก็ดี กับอุบาสก
ก็ดี กับคนรั กษาอารามก็ดี ขอพระผูเปนเจาอยากลัวเลย."
ถ. "ดีแลว."
ร. "พระผูเป นเจา ขาพเจ าจะขอถามไดหรือ ?"
ถ. ตรัสถามเถิ ด."
ร. "ขาพเจ าถามพระผูเป นเจ าแลว."
ถ. "อาตมภาพวิสัชนาถวายแลว."
ร. "พระผูเป นเจาวิสัชนาวาอะไร ?"
ถ. "พระองคตรัสถามว าอะไร ?"
ในเพลานั้ น พระเจามิลิ นท ทรงพระราชดําริ วา "พระภิกษุ องคนี้มีปรีชา
สามารถจะเจรจากับเรา, และขอที่เราจะตองถามก็ยั งมีอยูมาก, ยังไมทันจะถามหมด
ตะวันจะตกเสี ยกอน, อยาอยางนั้ นเลย พรุงนี้เราจึ งคอยเจรจากั นใหม ที่ในวัง." ครั้นทรง
พระดําริฉะนี้แลว จึ งมีพระราชดํารัสสั่งเทวมันติยอมาตย ใหอาราธนาพระเถรเจ าเขาไป
เจรจากับพระองคที่ในพระราชวั ง ในวั นพรุ งนี้ แลวเสด็จลุกจากราชอาสนทรงลาพระเถร
เจาแลว ทรงม าพระที่นั่ งเสด็ จกลับไป นึ กบ นอยูในพระราชหฤทัยวา "พระนาคเสน ๆ"
ดังนี้ .
ฝายเทวมั นติยอมาตย ก็อาราธนาพระเถรเจาตามรับสั่ ง, พระเถรเจ าก็
รับจะเขาไป. ครั้นลวงราตรี นั้นแลว อมาตยสี่นายคือเทวมันติยอมาตย หนึ่ง อนั นกาย
อมาตย หนึ่ง มังกุรอมาตย หนึ่ ง สั พพทิ นนอมาตย หนึ่ ง เขาไปกราบทู ลถามวา "จะ
โปรดใหพระนาคเสนเขามาหรือยัง." เมื่อรับสั่งอนุญาตว า "นิมนตท านเขามาเถิด." จึง
ทูลถามอีกว า "จะโปรดให ทานมากับภิกษุสงฆกี่รูป." เมื่อรับสั่งว า "ทานประสงคจะมา
กับภิกษุสงฆ กี่ รูปก็มาเถิด." สัพพทินน อมาตย จึ งกราบทูลว า "ใหทานมา
กับภิกษุสงฆสั กสิบรูปหรือ ?" ก็รับสั่งยืนคําอยูวา "จะมากี่ รูปก็มาเถิด." สัพพ
ทินนอมาตยทู ลถามและตรั สตอบดังนั้นถึ งสองครั้ง, ครั้นครั้งที่สาม สั พพทินนอมาตย
ทูลถามอีก จึงตรัสตอบวา "เราไดจัดเครื่องสักการไวเสร็จแลว, จึงพูดวา "ทานประสงค
จะมากั บภิกษุ สงฆกี่รูปก็มาเถิด, แตสัพพทิ นนอมาตยผู นี้ พูดไปเสียอยางอื่น, เราไม
สามารถจะถวายโภชนทานแกภิกษุทั้ งหลายหรือ." ครั้นตรัสดังนี้แลว สั พพทินนอมาตย
ก็เกอ มิอาจทู ลอีกได, จึงอมาตยอีกสามนายไปสูสํานักพระนาคเสนเถร
เจาแลว แจ งความวา "ขาแตพระผูเปนเจา พระราชามีพระราชดํารัสว า 'พระผู
เปนเจ าประสงคจะมากับภิกษุสงฆกี่รูปก็มาเถิด." ในเพลาเชาวันนั้ น พระนาคเสนเถร
เจาครองผาตามสมณวัตรแลว ถือบาตรจีวรพรอมดวยภิกษุสงฆแปดหมื่นสี่ พั นรูป เขา
ไปสูพระนครสาคลราชธานี .

๔. อนันตกายปญหา ๔
อนันตกายอมาตยเดินเคียงพระนาคเสนอยู ถามทานว า "ขอที่พระผู
เปนเจ าพูดว า นาคเสน นั้น ใครเปน นาคเสนในคําที่ พูดนั้ น."
พระเถรเจ าถามวา "ทานเขาใจวาอะไรเลาเปน นาคเสน ในคํานั้ น ?"
อนันตกายอมาตยตอบวา "ขาพเจ าเขาใจวา ลมภายในอันใดที่เป น
ชีวิตเดินเขาออกอยูนั่ นแหละเปนนาคเสน."
ถ. "ก็ถาลมนั้นออมาแลวไมกลับเขาไปอีกก็ ดี เขาไปแลวไมกลับออก
มาอีกก็ดี คนนั้นจะเปนอยุไดหรือ ?"
อ. "คนนั้ นจะเปนอยูไมไดเลย."
ถ. "ผูใดเปาสังข ลมของผูนั้ นกลับเขาไปอีกหรือ ?"
อ. "หามมิได."
ถ. "ผูใดเปาขลุย ลมของผู นั้ นกลับเขาไปอีกหรือ ?"
อ. "หามิได."
ถ. "ผูใดเปาเขนง ลมของผู นั้ นกลับเขาไปอี กหรือ ?"
อ. "หามิได."
ถ. "ก็เมื่อเปนเชนนี้ เหตุไฉน เขาไมตายเล า ?"
อ. "ขาพเจ าไม สามารถเจรจากับพระผู เปนเจาผูชางพูดได, ขอพระผู
เปนเจ าขยายความเถิด."-
พระเถรเจ าไดกลาวอภิธรรมกถาวา "ลมหายใจเขาออกนั้ น ไมใชชี วิต
เปนแตกายสังขาร คือ สภาพที่บํ ารุงรางกาย."
อนันตกายอมาตยเลื่อมใสแลว ประกาศตนเปนอุบาสก.

๕. ปพพัชชาป ญหา ๕

พระนาคเสนเถรเจาไปถึงพระราชนิเวศนแลว ก็ นั่งลงบนอาสนะที่ปู
ลาดไวท า. พระราชทรงอังคาสพระเถรเจาพรอมทั้ งบริษั ทดวยชั ชะโภชชาหารอัน
ประณีต ดวยพระหัตถของพระองคเอง ครั้นเสร็จภัตตกิจแลว ทรงถวายคูผาแก
พระภิกษุสงฆ ทรงถวายไตรจีวรแกพระนาคเสนเถรเจ า ให
ครองทั่วกั นทุ กรูปแลว ตรัสกะพระเถรเจาวา "ขอพระผูเปนเจาจงนั่งอยูที่ นี่กับ
พระภิกษุสักสิ บรูป, พระภิกษุที่เหลือจะกลับไปกอนกได. ดังนี้แลว; เสด็จประทับ ณ ราช
อาสนซึ่ งปูลาดไวใหต่ํากวาอาสนแห งพระเถรเจาในที่ควรสวนหนึ่ งแลว, ตรัสถามพระ
เถรเจาว า "พระผูเปนเจ าจะสังสนทนากั นในขอไหนดีหนอ ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "เราจะสังสนทนากั นนี้ ก็ประสงคแตใจความ
เทานั้น, ควรจะสังสนทนากั นแตใจความ."
"บรรพชาของพระผูเปนเจามีประโยชนอย างไร ? และอะไรเปนคุณที่
ตองประสงคเปนอยางยิ่ ง ของพระผูเป นเจา ?"
"บรรพชาของอาตมภาพมี ประโยชน ที่จะไดทราบว า ทําอยางไรทุ กขนี้
จะดับไป และทุกขอื่นจะไมเกิดขึ้น, อนุปาทาปริ นิพพาน (การดับหมดเชื้อ) เปนคุณที่
ตองประสงคเปนอยางยิ่ งของอาตมภาพ."
ร. "บรรดาบรรพชิตบวชเพื่อประโยชนอยางนั้ นหมดดวยกันหรือ ?"
ถ. "หามิได , บรรพชิตบางพวกบวชเพื่อประโยชนอยางนั้ น, บาง
พวกบวชหนี พระเจาแผนดิ น, บางพวกบวชหนีโจร, บางพวกบวชหลบหนี้ , บางพวกบวช
เพื่อจะอาศั ยเลี้ยงชีวิต; แตผูใดบวชดีบวชชอบ ผูนั้ นบวชเพื่อประโยชนอยางนั้น."
ร. "ก็พระผูเป นเจาเลา บวชเพื่อประโยชน อยางนั้ นหรือ ?"
ถ. "อาตมภาพบวชแตยังเป นเด็ก ไมทราบว าตัวบวชเพื่อประโยชน นี้ ๆ,
ก็แตวา อาตมภาพคิดเห็ นว า พระสมณศากยบุตรเหล านี้ เปนคนมีปญญา, ทานคงจั ก
ใหเราศึกษาสํ าเหนียกตาม' ดังนี้ เพราะท านใหอาตมภาพศึกษาสําเหนียกจึ งไดทราบ
วา บรรพชานั้ นก็เพื่อประโยชนนี้ ๆ."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."-


๖. ปฏิสนธิคหณปญหา ๖

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า มีใคร ๆ ที่ตายแล ว ไมกลับ
ปฏิสนธิอีกบางหรือ ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "บางคนกลับปฏิสนธิ (เขาทอง) อีก, บางคนไม
กลับปฏิสนธิอี ก."
ร. "ใครกลับปฏิสนธิอีก, ใครไมกลับปฏิสนธิอีก ?"
ถ. "ผูมีกิเลสกลับปฏิสนธิอีก, ผูสิ้นกิเลสแล วไมกลับปฏิสนธิอีก."
ร. "ก็พระผูเป นเจาเลา จักกลับปฏิสนธิอีกหรือไม ?"
ถ. "ถาอาตมภาพยั งมีอุปาทาน (กิเลสที่เป นเชื้อ) อยู จักกลับปฏิสนธิ
อีก, ถาไมมีอุ ปาทานก็จักไมกลับปฏิสนธิ อีก."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๗. มนสิการป ญหา ๗

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า ผู ที่ไม กลับปฏิสนธิอี กนั้ น เพราะ
โยนิโสมนสิ การ (นึกชอบ) ไมใชหรือ ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "เพราะโยนิ โสมนสิการดวย เพราะปญญาดวย
เพราะกุศาลธรรมเหลาอื่ นดวย"
ร. "ปญญา ก็ คือโยนิโสมนสิ การ ไมใช หรือ พระผูเป นเจ า ?"
ถ. "มิใชอยางนั้นดอก มหาราช มนสิการ (ความนึก) อย างหนึ่ ง
ปญญาอยางหนึ่ ง,มนสิการยอมมีแมแกสั ตวดิรัจฉานเช น แพะ แกะ โค กระบือ อูฐ ลา,
แตปญญาไมมีแกมัน."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๘. มนสิการลั กขณปญหา ๘

พระราชาตรัสถามวา "พระผูเป นเจ า มนสิการมีลั กษณะอย าง
ไร, ปญญามีลั กษณะอย างไร ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "มนสิ การมีลักษณะยกขึ้น, ปญญามีลักษณะ
ตัด."
ร. "มนสิการมี ลักษณะยกขึ้น เป นอย างไร, ปญญามีลักษณะตัดเปน
อยางไร, ขอพระผูเปนเจ าจงอุปมาใหขาพเจาฟ ง ?"
ถ. "มหาราช พระองคทรงรูจั กคนเกี่ ยวขาวหรือ ?"
ร. "ขาพเจ ารูจั กซิ พระผูเปนเจา."-
ถ. "เขาเกี่ยวข าวกั นอย างไร ?"
ร. "เขาจับกํ าขาวดวยมือขางซายเขา จับเคี ยวดวยมือขางขวา แลวก็
ตัดกําขาวนั้นดวยเคียว."
ถ. "ขอนั้นมีอุ ปมาฉันใด; พระโยคาวจร (ผูบําเพ็ญเพียร) คุมใจไวดวย
มนสิการแลว ตัดกิเลสเสียดวยปญญา ขอนี้ก็มีอุปไมยฉั นนั้ น.
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๙. สีลปติฏฐานลักขณปญหา ๙

พระราชาตรัสถามวา "ขอที่พระผูเปนเจาพูดวา เพราะกุ ศลธรรมเหลา
อื่นดวยนั้น, กุ ศลธรรมเหลานั้นอะไรบาง ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "กุศลธรรมเหลานั้น คือ ศีล (ความระวัง)
ศรัทธา (ความเชื่อ) วิริยะ (ความเพียร) สติ (ความระลึ ก) สมาธิ (ความตั้งใจ)."
ร. "ศีลมีลักษณะอยางไร ?"
ถ. "ศีลมีลักษณะ คือ เปนที่ ตั้งอาศัย, ศีลนั้นเป นที่อาศั ยแหงกุศลธรรม
ทั้งปวง ซึ่งไดชื่ อวาอินทรีย พละ โพชฌงค มรรค สติปฏฐาน สัมมัปปธาน อิ ทธิบาท
ฌาน วิโมกข สมาธิ สมาบัติ , เมื่อพระโยคาวจรตั้งอยูในศีลแลว กุศลธรรมทั้งปวงยอม
ไมเสื่อมรอบ."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟง."
ถ. "บรรดาพีชคาม (พืช) และภูตคาม (ของสีเขียว) เหลาใดเหลาหนึ่ ง
ที่ถึงความเจริ ญงอกงามไพบูลย ,พีชคามและภูตคามเหลานั้ นทุ กอยาง ตองอาศัย
แผนดิน ตองตั้งอยูที่แผ นดิน จึงถึ งความเจริ ญงอกงามไพบูลยได ขอนั้นมีอุปมาฉั นใด;
พระโยคาวจร อาศัยศีลแลวตั้งอยูในศีลแล วจึงทําอิ นทรีย หา คือ ศรัทธา วิริยะ สติ
สมาธิ ปญญา ใหเกิดได ขอนี้ก็มีอุปไมยฉั นนั้ น"
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟงอีก."
ถ. "นายช างผู สรางเมือง ปรารถนาจะสรางเมือง ตองให ถางสถานที่ จะ
ตั้งเมืองนั้น ให ถอนหลั กตอหนอหนามขึ้น ใหเกลี่ยที่ใหราบกอนแลว ภายหลังจึงกะที่
ตามกําหนดสัณฐานซึ่ งจะเปนถนนสี่แยก สามแยกเปนตนแลว สรางขึ้นใหเป นเมือง ขอ
นั้นฉั นใด; พระโยคาวจรอาศัยศีลแลว ตั้งอยูในศีลแลว จึงทํ าอินทรีย หาใหเกิดได ข อนี้ก็
ฉันนั้ น."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟงอีก."
ถ. "พวกญวนหก ปรารถนาจะแสดงศิลปของตน ใหขุดคุยแผนดินเอา
กรวดกระเบื้องออกเสีย ให ทํ าพื้ นใหราบแล ว จึ งแสดงศิลปะของตนบนพื้นที่น วมดีแล ว
ขอนั้นฉั นใด; พระโยคาวจรอาศัยศีลแลว ตั้งอยูในศีลแล ว จึ งทํ าอินทรี ยหาใหเกิดได ขอ
นี้ก็ฉั นนั้ น. แมพระผูมีพระภาคเจาก็ได ตรัสวา 'นรชนคนมีปญญา เป นภิกษุตั้งอยูในศีล
แลว มีปญญาแกกลาพากเพี ยรใหสมาธิและปญญาเกิดขึ้ นได เธออาจสางชัฏอันนี้เสีย
ได" ดังนี้ . ศีลขันธที่ นับวาพระปาฏิโมกข นี้ เปนที่ตั้ งอาศัยแหงกุศลธรรม เหมือนแผนดิ น
เปนที่อาศัยของสัตวทั้ งหลาย, และเปนรากเงาเพื่อใหเจริ ญกุศลธรรม,และเปนประธาน
ในคําสอนของพระพุ ทธเจ าทั้ งปวง ฉะนี้ ."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๑๐. สัทธาลั กขณาปญหา ๑๐

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า ศรัทธามีลักษณะเป นอยางไร ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "ศรัทธามีลักษณะให ใจผองใสอยางหนึ่งมี
ลักษณะใหแล นไปดวยดีอย างหนึ่ ง."
ร. "ศรัทธามีลั กษณะใหใจผ องใสนั้ นเปนอยางไร ?"
ถ. "ศรัทธาเมื่อเกิดขึ้น ยอมขมนิวรณไวได , จิตก็ปราศจากนิวรณผอง
ใสไมขุนมัว, ศรัทธามีลั กษณะทําใหใจผองใสอยางนี้ ."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟง."
ถ. "เหมือนอย างว า พระเจ าจักรพรรดิราช เสด็จพระราชดําเนิ นโดย
สถลมารคเปนทางไกล ดวยกระบวนจตุรงคินีเสนา ขามลําน้ํ าอันนอยไป, น้ํานั้นจะ
กระฉอกเพราะชางมารถและพลทหารราบแลวจะขุนมั วเปนตม, ครั้นพระเจาจักรพรรดิ
ราชเสด็จขามลําน้ํ าแลว อยากจะเสวยน้ํา จึงตรัสสั่งราชบุรุษใหไปนําน้ําเสวยมาถวาย,
และดวงแกวมณีที่สําหรับแชน้ําใหใส ของพระเจาจั กรพรรดิราชนั้นจะมีอยู , ราชบุรุ ษนั้ น
ครั้นรับพระราชโองการแลว ก็จะเอาดวงแกวมณี นั้นแชลงในน้ํา, แตพอแชลง สาหราย
จอกแหนก็จะหลีกลอยไป ตมก็จะจมลง, น้ําก็ จะผองใสไมขุนมัว, แตนั้นราชบุรษ
ก็จะนํ าน้ํ านั้นมาถวายพระเจาจักรพรรดิราชเสวย. ผูมีปญญาควรเห็ นวาจิต
เหมือนน้ํ า, พระโยคาวจรเหมือนราชบุรุษ, กิเลสเหมือนสาหราย จอก แหน และตม
ศรัทธาเหมือนดวงแกวมณีที่ สําหรับแชน้ํ าใหใส, เมื่อดวงแกวมณีนั้น พอราชบุรุษ
แชลงไปในน้ํ าแลว สาหราย จอก แหน ก็หลีกลอยไป, ตมก็จมลง, น้ําก็ผองใสไมขุนมัว
ฉันใด; ศรัทธาเมื่อเกิดขึ้นยอมขมนิวรณไวได, จิตก็ปราศจากนิวรณผองใสไมขุนมัว ฉัน
นั้น. ศรัทธามี ลักษณะใหใจผองใสอยางนี้ ."
ร. "ศรัทธามีลั กษณะใหแล นไปดวยดีเปนอยางไร ?"
ถ. "เหมือนอย างว า พระโยคาวจรไดเห็ นจิ ตของผูอื่น พนพิเศษจาก
กิเลสอาสวะแลว ยอมแลนไปดวยดีในพระโสดาปตติผลบาง ในพระสกทาคามิผลบาง ใน
พระอนาคามิ ผลบาง ในพระอรหัตตผลบางยอมทํ าความเพียร เพื่อบรรลุธรรมที่ตนไม
บรรลุแลว เพื่อไดธรรมที่ตนยั งไมไดแลว เพื่ อทําใหแจ งธรรมที่ตนยั งไม ทําใหแจงแลว;
ศรัทธามีลั กษณะใหแลนไปดวยดีอยางนี้ ."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหฟ ง."--------------------
ถ. "เหมือนอย างว า มหาเมฆจะใหฝนตกบนยอดภูเขา, น้ํานั้นจะไหล
ลงมาที่ต่ํา ทํ าลําธาร
หวยละหานใหเต็มแลว ทํ าแมน้ําใหเต็ม, แมน้ํานั้นก็จะไหลเซาะใหเป นฝงทั้ง
สองขางไป, ที นั้น ประชุมชนหมูใหญ มาถึ งแลว ไมทราบวาแม น้ํานั้นตื้ นหรือ
ลึกก็กลั วไมอาจขามได ตองยืนที่ขอบฝง, เมื่อเปนดังนั้ น บุรุษคนหนึ่งมาถึง
แลว เห็ นเรี่ยวแรงและกําลังของตนว าสามารถจะขามได ก็นุงผ าขอดชาย
กระเบนใหมั่ นแลว ก็แลนข ามไปได, ประชุ มชนหมูใหญเห็นบุรุษนั้ นขาไปได
แลว ก็ขามตามไดบาง ขอนั้ นฉันใด; พระโยคาวจรไดเห็ นจิตของผูอื่นพน
พิเศษจากกิเลสอาสวะแลว ยอมแลนไปดวยดีในพระโสดาปตติผลบาง ใน
พระสกทาคามิผลบาง ในพระอนาคามิผลบาง ในพระอรหัตตผลบาง ย อมทํา
ความเพียร เพื่ อบรรลุธรรมที่ตนยังไมไดบรรลุแลว เพื่อได ธรรมที่ตนยั งไมได
แลว เพื่อทําใหแจงธรรมที่ตนยังไม ทํ าใหแจงแลว ขอนี้ก็ ฉันนั้ น. ศรัทธามี
ลักษณะใหแล นไปดวยดีอย างนี้ . แมพระผูมีพระภาคเจ า ก็ไดตรัสไวในพระ
คัมภีรสังยุตตนิกายว า "บุคคลยอมขามห วงกิเลสได เพราะศรัทธา, ขาม
มหาสมุทร คือ สังสารวัฏฏได เพราะความไมประมาท, ลวงทุกขไปได เพราะ
ความเพียร, ยอมบริสุทธไดเพราะปญญา ดังนี้ ."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๑๑. วิริยลักขณปญหา ๑๑

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า วิริยะมีลักษณะเป นอยางไร ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "วิริยะมีลักษณะค้ําจุ นไว , กุศลธรรมทั้งหลาย
ทั้งปวง ที่ วิริยะค้ําจุนไวแล ว ยอมไมเสื่อมรอบ."
ร. "ขอพระผูเป นเจาอุปมาให ขาพเจ าฟ ง."
ถ. "เหมือนอย างว า เมื่อเรือนซวนจะล ม บุ รุษค้ําจุนไวด วยไมอื่น ก็ไม
ลม ฉันใด; วิริยะมีลักษณะค้ําจุนไว , กุศลธรรมทั้งหลายทั้งปวงที่วิริยะค้ําจุนไว
แลวยอมไมเสื่ อมรอบ ฉันนั้ น."
ร. "ขอพระผูเป นเจา อุปมาใหขาพเจาฟงอี ก."
ถ. เหมือนอย างวา กองทั พหมูใหญตีหักกองทั พที่ นอยกว าใหแตกพ าย
ไป, ในภายหลั ง พระราชาจะทรงจัดกองทั พหมูอื่ น ๆ สงเปนกองหนุนเพิ่มเติม
ไป, กองทั พหมูที่นอยกวานั้ น ครั้นสมทบเขากับกองทั พที่ยกหนุนไป ก็ อาจหั ก
เอาชัยชํ านะตีกองทั พหมูใหญนั้นใหแตกพ ายได ฉันใด; วิริยะมีลักษณะค้ําจุน
ไว, กุศลธรรมทั้งหลายทั้ งปวงที่วิริยะค้ํ าจนไวแลว ยอมไมเสื่อมรอบ ฉั นนั้ น.
แมพระผูมีพระภาคเจาก็ได ตรัสวา "ภิกษุ ทั้งหลาย อริยสาวกผู มีเพี ยร ยอมละ
อกุศล ทั้ งกุศลใหเกิดได, ยอมละกรรมที่ มีโทษเสีย ทํากรรมที่ไมมีโทษใหเกิด
ได, ยอมรักษาตนใหบริสุทธิ์ ดังนี้ ."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๑๒. สติลักขณปญหา ๑๒

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า สติมี ลักษณะเป นอยางไร ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "สติมีลักษณะให นึกได และมีลักษณะถือไว ."
ร. "สติมีลักษณะใหนึ กไดเปนอยางไร ?"
ถ. "สติเมื่อเกิดขึ้น ยอมใหนึ กถึงธรรมที่เปนกุศลและอกุศล มีโทษและ
ไมมีโทษ เลวทรามและประณีต มีสวนเปรียบดวยของดํ าและของขาวได, นี้
อินทรีย หา, นี้ พละห า, นี้โพชฌงคเจ็ด, นี้ มรรคมีองคแปดอยางประเสริฐ, นี้
สมถะ, นี้วิปสสนา, นี้วิชชา, นี้วิมุตติ " ดังนี้ . แตนั้นพระโยคาวจร ยอมเสพ
ธรรมที่ควรเสพ ยอมไมเสพธรรมที่ไมควรเสพ, ยอมคบธรรมที่ควรคบ ยอมไม
คบธรรมที่ไมควรคบ, สตินี้มี ลักษณะให นึกไดอยางนี้ ."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟง."
ถ. "เหมือนอย างว า คฤหบดี รัตนผูจัดการพระคลังหลวง ของพระเจา
จักรพรรดิราช กราบทูลพระเจาจักรพรรดิราชให ทรงระลึ กพระราชอิสริ ยยศ
ของพระองคไดทุกเย็ นเช าว า "ชางของพระองคมีเทานั้น มามี เท านั้ น รถมีเท า
นั้น พลราบมีเทานั้น เงิ นมีเท านั้ น ทองมีเท านั้ น พัสดุตาง ๆ มีอย างละเทานั้น
ๆ "เขากราบทู ลพระเจาจั กรพรรดิราชใหทรงนึกถึงราชสมบัติได ขอนั้นมีอุปมา
ฉันใด; สติเมื่อเกิดขึ้นก็ยอมใหนึ กถึ งธรรมที่เป นกุศลและอกุศล มีโทษและไม
มีโทษ เลวทรามและประณีต มีสวนเปรียบดวยของดําและของขาวได , และให
นึกไดวา "นี้สติ ปฏฐานสี่ , นี้สั มมัปปธานสี่ , นี้อิทธิบาทสี่ , นี้อินทรียห า, นี้พละ
หา, นี้โพชฌงคเจ็ด, นี้มรรคมีองคืแปดอยางประเสริฐ, นี้สมถะ, นี้ วิป สสนา, นี้
วิชชา, นี้วิ มุตติ" ดังนี้ . แตนั้น พระโยคาวจรยอมเสพธรรมที่ควรเสพ ยอมไม
เสพธรรมที่ไม ควรเสพ, ยอมคบธรรมที่ควรคบ ยอมไมคบธรรมที่ไมควรคบ ขอ
นี้ก็มีอุปไมยฉั นนั้ น สติมีลั กษระใหนึ กไดอยางนี้ ."
ร. "สติมีลักษณะถือไวนั้ นเปนอยางไร ?"
ถ. "สติเมื่อเกิดขึ้นยอมคนหาที่ไปแหงธรรมทั้งหลาย ที่เป นประโยชน
และไมเปนประโยชน ; ใหรูวา "ธรรมเหล านี้เปนประโยชน ,ธรรมเหลานี้ไมเปน
ประโยชน , ธรรมเหลานี้เป นอุปการะ ธรรมเหลานี้ไมเป นอุปการะ." แตนั้น
พระโยคาวจรยอมเกียดกันธรรมที่ไมเปนประโยชนเสี ย ถื อไวแตธรรมที่เปน
ประโยชน , ยอมเกียดกั นธรรมที่ไมเป นอุปการะเสีย ถือไวแตธรรมที่เป น
อุปการะ. สติมีลักษณะถือไวอยางนี้ ."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟง."
ถ. "เหมือนอย างว า ปริณายกรัตนของพระเจาจักรพรรดิราช ยอม
ทราบสิ่งที่เป นประโยชนและไมเปนประโยชน กราบทูลแดพระเจาจั กรพรรดิ
ราชวา "สิ่งนี้ เปนประโยชนแดพระราชา สิ่งนี้ไมเปนประโยชน สิ่งนี้เป น
อุปการะ สิ่ งนี้ไมเปนอุปการะ." แตนั้น ยอมเกียดกันสิ่ งที่ไมเปนประโยชนเสีย
ประคองไวแตสิ่งที่เป นประโยชน , ยอมเดียดกันสิ่งที่ไมเป นอุปการะเสีย ถือไว
แตสิ่งที่เป นอุปการะ," ขอนั้ นมีอุปมาฉันใด; สติเมื่อเกิดขึ้น ยอมค นหาที่ไป
แหงธรรมทั้งหลายที่ เปนประโยชน และไมเปนประโยชน ; ใหรูวา "ธรรมเหลานี้
เปนประโยชน ธรรมเหลานี้ไมเปนประโยชน , ธรรมเหลานี้เปนอุปการะ ธรรม
เหลานี้ไมเป นอุปการะ." แตนั้น พระโยคาวจรยอมเกี ยดกันธรรมที่ไมเปน
ประโยชน เสีย ถือไวแตธรรมที่เปนประโยชน , ยอมเดียดกันธรรมที่ไมเปน
อุปการะเสีย ถื อไวแตธรรมที่เปนอุปการะ ข อนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้ น. สติมี
ลักษณะถือไว อยางนี้ . แมพระผูมีพระภาคเจาก็ตรัสวา "ภิกษุทั้ งหลาย เรา
กลาวสติ วาเป นธรรมที่ควรปรารถนาในที่ ทั้ วงปวง ดังนี้ ."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๑๓. สมาธิลักขณปญหา ๑๓

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า สมาธิ มีลักษณะเป นอยางไร ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "สมาธิ มีลักษณะเปนประธาน, บรรดากุศล
ธรรมทั้งหลาย ลวนมีสมาธิเปนประธาน เปนไปในสมาธิ นอมไปในสมาธิ
เงื้อมไปในสมาธิ ."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟง."
ถ. "บรรดากลอนของเรือนที่ มียอด ยอมน อมไปหายอด ยอมเอนไปหา
ยอด มียอดเป นที่ชุ มชน, เขาจึงกลาวยอดว าเปนประธานของกลอนเหล านั้ น
ขอนั้นฉั นใด, บรรดากุศลธรรมทั้งหลาย ล วนมีสมาธิ เปนประธาน เป นไปใน
สมาธิ นอมไปในสมาธิ เงื้อมไปในสมาธิ ขอนี้ก็ฉันนั้ น."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟงอีก."
ถ. "เหมือนอย างว า พระราชาพระองคหนึ่ง จะเสด็จพระราชดําเนินสู
งานพระราชสงคราม พรือมดวยจตุรงคินีเสนา, บรรดาหมูกองทัพนั้น หมดทั้ ง
ชางม ารถและพลราบ ยอมมี พระราชานั้ นเปนประธานตามเสด็จหอมลอมพระ
ราชานั้ น ขอนั้ นฉันใด; บรรดากุศลธรรมทั้ งหลาย ลวนมีสมาธิเป นประธาน
เปนไปในสมาธิ นอมไปในสมาธิ เงื้อมไปในสมาธิ ขอนี้ ก็ ฉันนั้ น. สมาธิ มี
ลักษณะเป นประธาน อย างนี้ . แมพระผูมีพระภาคเจาก็ ไดตรัสวา "ภิกษุทั้ง
หลาย ทานทั้ งหลายเจริญสมาธิเถิด, เพราะวาผู ที่มีจิตตั้ งมั่นแล ว ยอมรู
ประจักษตามเปนจริงอย างไร ดังนี้ ."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๑๔. ปญญาลักขณปญหา ๑๔

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า ปญญา มีลักษณะเปนอย างไร ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "แตกอนอาตมภาพไดกลาวว า 'ปญญา มี
ลักษณะตัดให ขาด,' อีกอยางหนึ่ง ปญญา มีลักษณะสองใหสว าง."
ร. "ปญญามีลั กษณะสองให สวางเปนอยางไร ?"
ถ. "ปญญา เมื่ อเกิดขึ้นยอมกําจัดมืด คือ อวิชชา, ทําความสว าง คือ
วิชชาใหเกิด, สองแสง คือ ญาณ, ทําอริยสัจทั้งหลายให ปรากฏ, แตนั้น พระ
โยคาวจรยอมเห็นด วยปญญาอันชอบวา 'สิ่งนี้ไมเที่ ยง สิ่งนี้เป นทุกข สิ่งนี้ไม
ใชตัว."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟง."
ถ. "เหมือนอย างว า จะมีบุรุ ษถือไฟเขาไปในเรือนที่มืด, ไฟที่เขาไปแล ว
นั้นยอมกํ าจัดมืดเสียทํ าความสวางใหเกิด, สองแสง ทํ ารู ปใหปรากฏ ข อนั้น
ฉันใด; ปญญา เมื่อเกิดขึ้นย อมกําจัดมืด คือ อวิชชา, ทําความสวาง คื อ วิชชา
ใหเกิด, สองแสง คือ ญาณ, ทําอริยสัจทั้งหลายใหปรากฏ, แตนั้น พระ
โยคาวจรยอมเห็นด วยปญญาอันชอบวา 'สิ่งนี้ไมเที่ ยง สิ่งนี้เป นทุกข สิ่งนี้มิใช
ตัว' ขอนี้ก็ฉันนั้น. ปญญา มีลักษณะสองใหสวางอย างนี้ ."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๑๕. นานาเอกกิจจกรณป ญหา ๑๕

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า ธรรมเหลานี้เป นตาง ๆ กั น แตทํ า
ประโยชนใหสํ าเร็จไดเปนอันเดียวกั นหรือ ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "ขอถวายพระพร ธรรมเหลานี้ เปนตาง ๆ กัน
แตทําประโยชนใหสํ าเร็จไดเปนอันเดี ยวกั น คือ กําจัดกิ เลส."
ร. "ขอนี้เปนอยางไร, ขอพระผูเปนเจ าจงอุปมาใหขาพเจาฟ ง."
ถ. "เหมือนอย างว า กองทัพเปนตาง ๆ กัน คือ ชาง ม า รถ และพล
ราบ, แตทําประโยชนใหสํ าเร็จไดเปนอันเดี ยวกั น คือ เอาชัยชํานะกองทั พ
ขาศึกในสงครามได ฉันใด; ธรรมเหลานี้ ถึ งเปนต าง ๆ กั น แตทํ าประโยชนให
สําเร็จไดเปนอั นเดียวกัน คือ กําจัดกิเลส ฉั นนั้ น."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."





วรรคที่สอง

๑. ธัมมสั นตติ ปญหา ๑๖

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า ผูใดเกิดขึ้น เขาจะเปนผูนั้ น หรือ
จะเปนผูอื่ น ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "จะเปนผูนั้ นก็ไมใช จะเปนผูอื่ นก็ไมใช."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟง."
ถ. "พระองคจะทรางสดับตอไปนั้นเป นไฉน ขอความที่อาตมภาพจะ
ทูลถาม: ก็เมื่อเวลาใด พระองคยังทรงพระเยาวเป นเด็กอ อน บรรทมหงายอยู
ในพระอู , พระองคนั้ นนั่ นแหละไดทรงพระเจริญวัย เป นผู ใหญขึ้นในเวลานี้ ?"
ร. "ไมใชอยางนั้น พระผูเป นเจา, ในเวลานั้ น ขาพเจ าเปนเด็กออน
นอนหงายอยู นั้นคนหนึ่ง ในเวลานี้ ขาพเจ าเปนผูใหญขึ้นคนหนึ่ ง."
ถ. "ก็เมื่อเปนอยางนั้ น แมมารดาบิดาอาจารย และคนมี ศีลมีสิปปะมี
ปญญาก็จักไมมีนะซิ , มารดาของสัตวซึ่งแรกปฏิสนธิ เปนกลละ เป นอัมพุทะ
เปนชิ้ นเนื้อ เป นแทง และมารดาของสัตวที่ เปนทารก มารดาของสัตวที่ เปนผู
ใหญ คนละคน ไมใชคนเดียวกันดอกหรือ ? คนหนึ่งศึกษาสิปปะ คนหนึ่งเป น
ผูไดศึกษาแลว คนหนึ่งทําบาปกรรม มือและเทาทั้ งหลายของคนหนึ่ งขาดไป
หรือ ?"
ร. "ไมเปนอย างนั้ น พระผูเป นเจา, ก็เมื่อเขาถามพระผูเป นเจาอยาง
นั้น พระผูเป นเจาจะตอบอย างไร ?"
ถ. "อาตมภาพนี้แหละเป นเด็ ก อาตมภาพนี้แหละเป นผูใหญ ในเวลา
นี้ สภาวธรรมทั้งหลายอาศั ยกายนี้ นี่แหละ นับวาเปนอั นเดียวกันทั้งหมด."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟงอีก."
ถ. "เหมือนอย างว า บุรุษคนหนึ่ งจะตามประทีป อาจตามไปไดจน
ตลอดรุงหรือไม ?"
ร. "ไดซิ พระผูเปนเจา."
ถ. "เปลวไปอันใดในยามแรก เปลวไฟอันนั้นหรือในยามกลาง?"
ร. ไมใช พระผู เปนเจ า."
ถ. "เปลวไฟอั นใดในยามกลาง เปลวไฟอั นนั้นหรือในยามสุด ?"
ร. ไมใช พระผู เปนเจ า."
ถ. ประทีบในยามแรก ในยามกลาง และในยามสุด ดวงหนึ่ง ๆ ตาง
หากกันหรือ ?"
ร. "ไมใช พระผูเปนเจ า, ประทีปที่อาศัยประทีปนั้ นนั่นแหละสว างไป
แลวจนตลอดรุง."
ถ. "ขอนั้นฉันใด, ความสืบต อแหงสภาวธรรมก็สืบตอกัน ฉันนั้ นนั่ น
แหละ; สภาวะอันหนึ่งเกิดขึ้น สภาวะอั นหนึ่ งดับไป, เหมือนกะสืบตอพรอม ๆ
กัน, เพราะเหตุนั้น ผู ที่เกิดขึ้นจึงไดชื่อว าจะเปนผู นั้นก็ไม ใช จะเป นผูอื่ นก็ไมใช
แตถึงความสงเคราะห วาปจฉิมวิญญาณ."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟงใหยิ่งขึ้ นอีก."
ถ. "เหมือนอย างว า น้ํ านมที่เขารีดออก ครั้นเวลาอื่น แปรเปนนมส ม
ไป, และแปรไปจากนมสมก็ เปนเนยขน, แปรไปจากเนยขนก็เป นเปรียง, และ
จะมีผูใดผูหนึ่ งมาพูดอยางนี้ว า 'น้ํานมอั นใด นมสมก็อั นนั้ นนั่ นเอง นมสมอัน
ใด เนยข นก็อั นนั้ นนั่ นเอง เนยขนอั นใด เปรียงก็อั นนั้ นนั่นเอง' ฉะนี้ . เมื่อผูนั้ น
เขาพูดอยู จะชื่อวาเขาพูดถู กหรือไม ?"
ร. "ไมถูก พระผูเปนเจ า, มันอาศัยน้ํ านมนั้ นนั่ นเองเกิดขึ้น."
ถ. "ขอนั้นฉันใด, ความสืบต อแหงสภาวธรรม ก็สืบตอกั นฉันนั้ นนั่ น
แหละ; สภาวะอันหนึ่งเกิดขึ้น สภาวะอั นหนึ่ งดับไป, เหมือนกะสืบตอพรอม ๆ
กัน, เพราะเหตุนั้น ผู ที่เกิดขึ้นจึงไดชื่อว าจะเปนผู นั้นก็ไม ใช จะเป นผูอื่ นก็ไมใช
แตถึงความสงเคราะห วาปจฉิมวิญญาณ."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๒. นับปปฏิสั นธิคหณปญหา ๑๗

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า ผูใดไมปฏิสนธิ ผู นั้ นรูไดหรือไม
วา 'เราจักไมปฏิสนธิ ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "ขอถวายพระพร รูได."
ร. "รูไดดวยอยางไร ?"
ถ. "สิ่งใดเปนเหตุเปนปจจัยของความถือเอาปฏิสนธิ , เพราะความสิ้ น
ไปแหงเหตุและปจจัยนั้นนั่นแหละ เขาจึงรู ไดวา 'เราจักไมปฏิสนธิ ."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟง."
ถ. "เหมือนอย างว า ชาวนาเขาไถแลว หวานแลว ก็ขนขาวเปลือกมาไว
ในฉางใหเต็มแลว, สมัยอื่นอีก ชาวนานั้นก็ไดไถและมิไดหวานอีก บริ โภค
ขาวเปลือกที่ตนไดสั่งสมไวอยางไรนั้ นเสียบาง จําหน ายเสียบาง นอมไปตาม
ประสงคบาง, เขาจะรูไดหรือไมวา 'ฉางสํ าหรับเก็บขาวเปลือกของเราจักไม
เต็มขึ้นไดอีก."
ร. "รูไดซิ พระผูเปนเจ า."
ถ. "รูไดดวยอยางไร ?"
ร. "สิ่งใดเปนเหตุเปนปจจัย ซึ่งจะทําฉางสํ าหรับไวขาวเปลือกใหเต็ม
ขึ้นได, เพราะความสิ้ นไปแหงเหตุและปจจัยนั้ นนั่ นแหละ เขาจึ งรูไดวา 'ฉาง
สําหรับไวขาวเปลือกของเราจักไมเต็มขึ้นไดอีก."
ถ. "ขอนั้นฉันใด, สิ่งใดเปนเหตุเปนปจจัยของความถือเอาปฏิสนธิ ,
เพราะความสิ้ นไปแหงเหตุและปจจัยนั้นนั่ นแหละ เขาจึ งรูไดวา 'เราจักรไม
ปฏิสนธิ ' ก็ฉันนั้นนั่นแหละ."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๓. ปญญานิรุ ชฌนปญหา ๑๘

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า ญาณเกิดขึ้นแลวแก ผูใด
ปญญาก็เกิดขึ้ นแกผูนั้ นหรือ ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "ขอถวายพระพร ญาณเกิดขึ้นแลวแกผูใด
ปญญาก็เกิดขึ้ นแกผูนั้ น."
ร. "ญาณอันใด ปญญาก็อันนั้นนั่นเองหรือ ?"
ถ. "ขอถวายพระพร ญาณอั นใด ปญญาก็ อันนั่ นนั่ นแหละ."
ร. "ก็ญาณเกิดขึ้นแลวแกผูใด ปญญาก็เกิดขึ้นแกผูนั้ น, ผูนั้นจะหลง
หรือไมหลง ?"
ถ. "หลงในที่บางแห ง, ไมหลงในที่บางแห ง."
ร. "หลงในที่ไหน, ไมหลงในที่ ไหน ?"
ถ. "หลงในสิปปะที่ตนยังไมไดเคยเรียน ในทิศที่ตนยังไมเคยไป และ
ในการตั้งชื่อ (คือภาษา) ที่ตนยังไมไดเคยฟง."
ร. "เขาไมหลงในที่ไหนเล า ?"
ถ. "ก็สิ่งใด คือ อนิจจจั งก็ดี ทุกขังก็ดี อนัตตาก็ดี ที่ปญญาไดทําไว ,
เขาไมหลงในสิ่งนั้ น."
ร. "ก็โมหะของผูนั้นไปในที่ไหนเลา ?"
ถ. "เมื่อญาณเกิดขึ้นแลว โมหะก็ดับไปในที่นั้ นเอง."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟง."
ถ. "เหมือนอย างว า บุรุษคนหนึ่ งสองแสงไฟเขาไปในเรือนที่มือ, แตนั้น
มืดก็หายไป แสงสวางก็ปรากฏขึ้น, เมื่อญาณเกิดขึ้นแล ว โมหะก็ดับไปในที่
นั้น ฉะนั้น."
ร. "ก็ปญญาไปในที่ไหนเล า ?"
ถ. "ถึงปญญาเมื่อทํากจของตนแลว ก็ดับไปในที่ นั้นเอง, ก็แตวาสิ่งใด
คือ อนิจจั งก็ดี ทุกขั งก็ดี อนั นตตาก็ดี ที่ป ญญาไดทําไว , สิ่งนั้นมิไดดับไป."
ร. "ขอที่พระผูเปนเจากลาวา 'ปญญาทํากิจของตนแลว ดั บไปในที่ นั้น
เอง, ก็แตวาสิ่งใด คือ อนิ จจั งก็ดี ทุกขังก็ก็ ดี อนันตาก็ดี ที่ปญญาไดทํ าไว สิ่ ง
นั้นมิไดดับไป,' ฉะนั้ น ขอพระผูเปนเจ าจงอุปมาสิ่งนั้ นใหขาพเจาฟง."
ถ. "เหมือนอย างว า บุรุษคนหนึ่ ง อยากจะสงจดหมายไปในกลางคืน
ใหเรียกเสมี ยนมาแล ว จึ งใหจุดไฟแลวให เขียนจดหมาย ครั้นใหเขียนจด
หมายเสร็จแลว ก็ใหดับไฟเสี ย, เมื่อไฟดับไปแลว จดหมายก็มิไดหายไป ฉัน
ใด; ปญญาทํ ากิจของตนแลว ก็ดับไปในที่นั้ นเอง ฉะนั้ น; ก็แตวาสิ่งใด คือ
อนิจจังก็ดี ทุกขังก็ดี อนัตตาก็ดี ที่ปญญานั้นไดทํ าไว , สิ่งนั้ นมิไดดับไป."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาสิ่งนั้ นใหขาพเจาฟ ง ใหยิ่ งขึ้นอีกสัก
หนอย."
ถ. "เหมือนอย างว า มนุ ษย ทั้ งหลายในปุรัตถิมชนบท ตั้งหมอน้ํ าไว
เรือนละห าหม อ ๆ สําหรับดับไฟ, ครั้นเมื่อไฟไหมเรือนแลว เขาก็โยนหมอน้ํา
หาหมอนั้นขึ้นไปบนหลั งคาเรือน, ไฟนั้ นก็ ดับไป, มนุษย ทั้งหลายนั้ นจะตอง
คิดวา 'ตนจักทํากิ จดวยหม อแหงน้ํ าน้ําอี กหรือ ?"
ร. "ไมตองคิดอีกเลย พระผูเปนเจา, พอแล วดวยหมอเหล านั้ น,
ประโยชนอะไรดวยหมอน้ําเหลานั้นอี ก."
ถ. "ผูมีปญญาควรเห็นอิ นทรียทั้งห า คือ ศรั ทธา วิริยะ สติ สมาธิ
ปญญา เหมือนหมอน้ํ าห าหมอ, ควรเห็ นพระโยคาวจรเหมือนมนุษย ทั้ งหลาย
นั้น, ควรเห็ นกิ เลสทั้งหลายเหมือนไฟ, กิเลสทั้งหลายดับไปดวยอินทรีย ทั้งหา
และกิเลสทั้ งหลายเหมือนไฟ, กิเลสทั้ งหลายดับไปดวยอิ นทรีย ทั้งห า และ
กิเลสที่ดับไปแลวไมเกิดอีก เหมือนไฟดับไปดวยหมอน้ํ าทั้งหา ขอนั้ นฉั นใด;
ปญญาทํากิจของตนแลว ก็ ดับไปในที่นั้ นฉันนั้ น, ก็แตวาสิ่งใด คือ อนิ จจังก็ดี
ทุกขังก็ดี อนัตตาก็ดี ที่ปญญาไดทําไว , สิ่งนั้ นมิไดดับไป."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟงใหยิ่งขึ้ นอีก."
ถ. "เหมือนอย างว า แพทยถื อเอารากไม ที่เปนยาห าอยาง เขาไปหาคน
ไขแลว บดรากไมที่เป นยาห าอยางนั้ นใหคนไขดื่มกิน, โทษทั้งหลายก็ระงับไป
ดวยรากไม ที่เปนยาห าอยางนั้ น, แพทย นั้ นจะตองคิดว า 'ตนจักทํ ากิจดวยราก
ไมนั้นอีกหรือ ?"
ร. "ไมตองคิดอีกเลย พระผูเปนเจา, พอแล วดวยรากไมที่ เปนยาห า
อยางเหล านั้ น, จะประโยชน อะไรดวยรากไมเหลานั้ น."
ถ. "ผูมีปญญา ควรเห็ นอินทรียทั้งหามีอินทรีย คือ ศรั ทธาเปนต น
เหมือนรากไม ที่เปนยาหาอย าง, ควรเห็นพระโยคาวจรเหมือนแพทย , ควรเห็ น
กิเลสทั้ งหลายเหมือนพยาธิ , ควรเห็นปุ ถุชนทั้งหลายเหมือนบุรุษที่ เจ็บ, กิเลส
ทั้งหลายระงับไปดวยอินทรีย ทั้งหา และกิเลสที่ระงับไปแลวไมเกิดอีก เหมือน
โทษทั้งหลายของคนไขระงั บไปดวยรากไมที่เป นยาห าอยาง ครั้นเมื่อโทษ
ระงับไป คนไข ก็เปนผู หายโรค ฉะนั้น ขอนี้ ฉันใด; ปญญาทํ ากิจของตนแลวก็
ดับไปในที่นั้ น ฉันนั้ น, ก็แตวาสิ่งใด คือ อนิ จจังก็ดี ทุกขั งก็ดี อนัตตาก็ดี ที่
ปญญาไดทําไว, สิ่งนั้นมิไดดั บไป."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟงใหยิ่งขึ้ นอีก."
ถ. "เหมือนอย างว า ทหารที่ เขาสูสงคราม ถือเอาลูกศรไปหาลูกแล ว
เขาสูสงคราม เพื่อจะเอาชัยชํานะกองทัพแหงขาศึก, ทหารนั้ นเขาสูสงคราม
แลวยิงลูกศรทั้ งห านั้ นไป, กองทั พแห งขาศึ กก็แตกไปดวยลูกศรทั้งหานั้น,
ทหารที่เขาสูสงครามนั้ น จะตองคิดวา 'ตนจักทํ ากิจดวยลูกศรอีกหรือ"
ร. "ไมตองคิดอีกเลย พระผูเปนเจา, พอแล วดวยลูกศรหาลูกนั้ น, จะ
ประโยชนอะไรดวยลูกศรเหลานั้ น."
ถ. "ผูมีปญญา ควรเห็ นอินทรียทั้งหามีศรัทธาเป นตน เหมือนลูกศรทั้ ง
หา, ควรเห็นพระโยคาวจร เหมือนทหารผูเขาสูสงคราม, ควรเห็นกิเลสทั้ง
หลาย เหมือนกองทั พแห งข าศึก, กิเลสทั้งหลายที่แตกไปดวยอินทรีย ทั้งหา
และกิเลสที่แตกไปแลวไมเกิ ดอีก เหมือนกองทั พแห งขาศึกที่แตกไปดวยลูกศร
ทั้งหา ขอนั้ นฉั นใด; ปญญาทํากิ จของตนแลวก็ดับไปในที่นั้ น ฉั นนั้น, ก็แตวา
สิ่งใด คือ อนิ จจังก็ดี ทุกขั งก็ ดี อนัตตาก็ดี ที่ปญญาไดทํ าไว , สิ่งนั้นมิไดดับ
ไป."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๔. ปรินิพพานปญหา ๑๙

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า ผูใดไมปฏิสนธิ เขาจะเสวย
เวทนาที่เป นทุ กขหรือไม ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "เสวยบาง ไมเสวยบ าง."
ร. "เสวยเวทนาชนิดไหน, ไมเสวยเวทนาชนิดไหน ?"
ถ. "เสวยเวทนาที่มี กายเปนสมุฏฐาน, ไมเสวยเวทนาที่มี จิตเปน
สมุฏฐาน."
ร. "ไฉนจึงเสวยเวทนาที่ มีกายเปนสมุฏฐาน, ไฉนจึงไมเสวยเวทนาที่มี
จิตเปนสมุฏฐาน ?"
ถ. "สิ่งใดเปนเหตุเปนปจจัยใหเกิดทุ กขเวทนา ที่มี กายเป นสมุฏฐาน,
เพราะยั งไมสิ้ นแหงเหตุและปจจัยนั้ น จึงเสวยทุ กขเวทนาที่มี กายเปน
สมุฏฐาน, สิ่งใดเปนเหตุเป นปจจัยใหเกิดทุ กขเวทนาที่มีจิ ตเปนสมุฏฐาน,
เพราะความสิ้ นแหงเหตุและปจจัยนั้ น จึงไมเสวยทุกขเวทนาที่ มีจิตเป น
สมุฏฐาน. แมคํานี้ พระผูมี พระภาคเจาไดตรัสไววา "พระอรหันต ทานเสวยแต
เวทนาที่มี กายเปนสมุฏฐานอยางเดี ยว, มิไดเสวยเวทนาที่มีจิตเป นสมุ ฏฐาน."
ร. "พระผูเป นเจา ก็ เมื่อพระอรหันตท านเสวยทุ กขเวทนาอยู, เหตุไฉน
ทานไมปรินิ พพานเสียเล า ?"
ถ. "เพราะว า ความรักความชังของพระอรหันตไมมีเลย, อนึ่ง พระ
อรหันตทั้ งหลายท านไมเรงกาลเวลา ทานคอยกาลเวลาอยู . ถึงคํานี้ พระธรรม
เสนาบดีสารีบุตรเถรเจาก็ไดกลาวไว วา "เรามิไดยินดีความตาย หรือชีวิ ต
(ความเป นอยู ) แตเราคอยกาลเวลาอยู , เหมือนลู กจางคอยคาจางอยู และเรา
มิไดยินดีความตายหรือชีวิ ตเลย, แตเรามีสติรู รอคอยกาลเวลาอยู ."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๕. สุขเวทนาป ญหา ๒๐

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า เวทนาที่เป นสุขเปนกุศลหรือ
อกุศล หรือเป นอพยากฤต."
พระเถรเจ าทูลตอบวา "เปนกุ ศลก็มี อกุศลก็มี อพยากฤตก็มี ."
ร. "ถาว าเป นกุ ศล ก็ไมใชทุ กข, ถาวาเปนทุ กข ก็ไมใชกุศล, คําวา
'เวทนาเปนทั้งกุศลเปนทั้งทุ กข' ไมชอบ."
ถ. "พระองคจะทรงสํ าคัญขอความนั้นเป นไฉน: เหมือนอยางวาผูใดผู
หนึ่ งจะวางกอนเหล็ กที่รอนลงในมือขางหนึ่ งของบุรุษ, ในมือที่สองวางก อนน้ํ า
คางที่ เย็ นอยางที่สุดลง, สิ่งทั้ งสองนั้นจะเผาหรือไม ?"
ร. "เผาซิ พระผูเปนเจ า."
ถ. "ก็สิ่งนั้ นจะรอนทั้งสองสิ่งหรือ ?"
ร. "ไมรอนทั้ งสองสิ่ง พระผูเป นเจา."
ถ. "เย็นทั้ งสองสิ่งหรือ ?"
ร. "ไมเย็น พระผูเปนเจ า."
ถ. "ขอพระองคจงทรงทราบ: ขอนี้แหละเป นเครื่องขมพระองค , ถาวา
ของที่รอนเผาได, มิใชของนั้ นจะรอนทั้งสองสิ่ง, เหตุนั้ นข อที่วานั้ นมิไม ชอบ
หรือ ? ถาว าของที่เย็นเผาได, มิใชของนั้ นจะเย็นทั้ งสองสิ่ ง, เหตุ นั้น ขอที่ว านั้ น
มิไมชอบหรือ ? ก็เหตุไฉน สิ่ งทั้ งสองนั้นเผาได, แตไมรอนทั้ งสองสิ่ ง, และไม
เย็นทั้งสองสิ่ง, สิ่งหนึ่ งรอน สิ่ งหนึ่งเย็น, แตวาเผาไดทั้งสองสิ่ง, เหตุนั้ น ขอที่
วานั้น มิไมชอบหรือ ?"
ร. "ขาพเจ าไม สามารถจะเจรจากับพระผูเปนเจา ผูช างพูดได ขอพระผู
เปนเจ าจงขยายความเถิด." แตนั้น พระเถรเจาอธิบายความใหพระเจ ามิลินท
เขาพระราชหฤทัยด วยอภิธรรมกถาว า "จักรทั้งหลายหกเหล านี้ : คือ โสมนัส ที่
อาศัยความกํ าหนัดหก ที่อาศัยเนกขัมมะ (คุณ คือ ความออกไป) หก, โทมนัส
ที่อาศัยความกําหนัดหก ที่ อาศัยเนกขัมมะหก, อุเบกขา ที่อาศั ยความกําหนัด
หก ที่อาศั ยเนกขัมมะหก, เวทนา ที่เป นอดีตสามสิบหกอยาง, ที่เป นอนาคต
สามสิบหกอย าง, ที่เปนป จจุ บันสามสิ บหกอยาง, รวมย นเวทนาเหล านั้ นเขา
ดวยกั น เป นเวทนารอยแปด."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๖. นามรูปปฏิสนธิคหณปญหา ๒๑

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า อะไรเลาจะปฏิสนธิ ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "นามและรูปนั่นแหละจะปฏิสนธิ ."
ร. "นามและรูปนี้หรือจะปฏิ สนธิ ?"
ถ. "นามและรู ปนี้จะปฏิสนธิ หามิได , ก็แตใครทํากรรมดีกรรมชั่วไวดวย
นามและรูปนี้ , นามและรูปอื่ นจะปฏิสนธิขึ้นดวยกรรมนั้ น."
ร. "ถาว า นามและรูปนั้นไม ปฏิสนธิ ผู นั้นเขาจักพ นจากบาปกรรมมิใช
หรือ ?"
ถ. "ถาว า นามและรูปนั้นจะไมปฏิสนธิ เขาก็อาจพ นจากบาปกรรมได,
ก็แตวา เหตุใดนามและรูปนั้ นยังจะปฏิสนธิอยู เหตุนั้ น เขาจึงไมพ นจาก
บาปกรรมได."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟง."
ถ. "เหมือนอย างว า บุรุษคนหนึ่ งไปลักมะมวงของคนใดคนหนึ่ง, เจา
ของมะม วงก็ จั บบุรุษนั้นไปถวายแดพระเจ าแผนดินวา 'บุรุษนี้ลักมะม วงของ
ขาพระองค ' ฉะนี้ , บุรุษนั้นก็ ใหการแก วา 'ขาพระองคไม ไดลักมะมวงของบุรุษ
นี้ , มะมวงที่บุ รุษนี้ปลูกไว นั้ นตนหนึ่ งตางหาก, มะม วงที่ขาพระองคลั กนั้ นตน
หนึ่ งตางหาก, ขาพระองคไม ตองรับราชทั ณฑเลย' ฉะนี้, บุรุษนั้ นจะตองรับ
ทัณฑ หรือไม ?"
ร. "ตองรับซิ พระผูเปนเจ า."
ถ. "ตองรับเพราะเหตุอะไร ?"
ร. "ถึงบุรุษนั้นจะใหการปฏิเสธมะม วงที่เขาหาเสีย, ก็ตองรับราชทัณฑ
ดวยมะม วงที่ ตนรับทีหลั ง."
ถ. "ขอนั้นฉันใด; ใครทํากรรมดีหรือชั่วไวด วยนามและรู ปนี้ , นามและ
รูปอื่นก็ปฏิสนธิขึ้นดวยกรรมนั้น, เพราะเหตุนั้น เขาจึ งไมพนจากบาปกรรม ก็
ฉันนั้ น."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟงใหยิ่งขึ้ นอีก."
ถ. ก็อุปมาบุรุ ษลักขาวสาลี ลักออย เหมือนฉะนั้ น, อีกอุปมาหนึ่ งว า
บุรุษกอไฟผิงในฤดูหนาวแล วไมดับ หลี กไปเสีย, ไฟนั้ นก็ ไหมไรของบุรุษผูอื่น,
เจาของไรจับบุรุษนั้นมาถวายแดพระเจ าแผนดิน (กราบทูลฟอง) วา 'บุรุษผูนี้
เผาไรของขาพระองค' ฉะนี้ , บุรุษนั้นกราบทูลว า 'ขาพระองคไมไดเผาไรของ
บุรุษนี้ , ไฟที่ขาพระองคไมไดดับนั้นแห งหนึ่ง, ไฟที่เผาไรของบุรุษนั้ นแหงหนึ่ ง,
ขาพระองคไม ตองรับราชทั ณฑเลย' ฉะนี้ , บุรุษนั้น จะตองรับราชทั ณฑ
หรือไม ?"
ร. "ตองรับซิ พระผูเปนเจ า."
ถ. "ตองรับเพราะเหตุไร ?"
ร. "ถึงบุรุษนั้นจะใหการปฏิเสธไฟที่เขาหาเสีย, ก็ตองรับราชทัณฑดวย
ไฟที่ตนรับทีหลัง."
ถ. "ขอนั้นมีอุ ปมาฉันใด; ผูใดทํากรรมดีหรื อชั่วไวดวยนามและรูปนี้ ,
นามและรูปอื่ นปฏิสนธิขึ้ นดวยกรรมนั้น, เพราะเหตุนั้ น เขาจึงไมพ นจาก
บาปกรรมได ก็มีอุปไมยฉั นนั้น."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟงใหยิ่งขึ้ นอีก."
ถ. "เหมือนอย างว า บุรุษคนหนึ่ งถือไฟขึ้ นสูเรือนแลวบริโภคอาหารอยู
เมื่อไฟไหมอยู ก็ไหม หญา, เมื่อหญาไหมอยู ก็ไหมเรือน, เมื่อเรือนไหม อยู ก็
ไหมบาน, ชนชาวบ านจับบุ รุษนั้นไดแลวถามวา 'เหตุไฉนเจาจึงทําใหไฟไหม
บาน,' บุรุษนั้ นบอกวา 'ขาพเจาไมไดทําไฟใหไหมบ าน, ขาพเจ าบริโภคอาหาร
ดวยแสงสว างไฟดวงหนึ่ ง, ไฟที่ไหมบานนั้ นดวงหนึ่ง' ฉะนี้ ; เมื่อชนเหล านั้ น
วิวาทกั นอยู มาในราชสํ านั กของพระองค ๆ จะทรงวิ นิจฉัยอรรถคดีขอนั้นให
ใคร (ชนะ)."
ร. "วินิจฉั ยให ชนชาวบาน (ชนะ) นะซิ พระผูเปนเจ า."
ถ. "เพราะเหตุไร พระองคจึงทรงวิ นิจฉัยอย างนี้ ?"
ร. "ถึงบุรุษนั้นจะพูดอย างนั้ น, ก็แตวา ไฟนั้นเกิดขึ้นแตไฟนั้ นนั่ นเอง."
ถ. "ขอนั้นมีอุ ปมาฉันใด ถึงนามและรูปที่ มีในสมัยใกล ตอมรณะแผนก
หนึ่ ง นามและรูปที่ปฏิสนธิแผนกหนึ่ ง, ก็แตวา นามรูปในปฏิสนธิ นั้น เกิดขึ้น
แตนามและรู ปที่มีในสมัยใกลตอมรณะนั่ นเอง เพราะเหตุนั้น เขาจึ งไมพน
บาปกรรมได ก็มีอุปไมยฉั นนั้น."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟงอีก."
ถ. "เหมือนอย างว า บุรุษคนหนึ่ งขอนางทาริกาที่ยั งเด็กอยูแลว หมั้ นไว
แลวหลีกไปเสี ย, ภายหลั งนางทาริกานั้ นโตเปนสาวขึ้น, แตนั้นบุรุษอื่นก็มา
หมั้นแล วกระทําววาหมงคลเสีย, บุรุษคนที่ขอไวเดิมนั้ นมา แลวพูดว า 'ก็เหตุ
ไฉนทานจึ งนํ าเอาภริยาของเราไป,' บุรุษนั้ นจึงพูดว า 'เราไมไดนําเอาภริยา
ของทานมา, นางทาริกาที่ยั งเด็กเล็กอยูยั งไมเปนสาว และซึ่งทานไดขอไวและ
ไดหมั้นไว นั้นคนหนึ่ง, นางทาริกาที่โตเป นสาวขึ้น ข าพเจาไดขอไดและไดหมั้น
ไวนั้นคนหนึ่ ง' ฉะนี้ , เมื่อชนเหลานี้นวิวาทกันอยู มาในพระราชสํานั กของพระ
องค ๆ จะทรงวินิจฉั ยอรรถคดีขอนั้นใหใคร (ชนะ)."
ร. "วินิจฉั ยให บุรุษเดิม (ชนะ) นะซิ พระผู เปนเจ า."
ถ. "เพราะเหตุไร พระองคจึงทรงวิ นิจฉัยอย างนั้น ?"
ร. "ถึงบุรุษนั้นจะพูดอย างนั้ น, ก็แตวา นางทาริกานั้นก็โตเปนสาวขึ้น
แตนางทาริกานั้นนั่นเอง."
ถ. "ขอนั้นมีอุ ปมาฉันใด ถึงนามและรูปที่ มีในสมัยใกล ตอมรณะแผนก
หนึ่ ง นามและรูปในปฏิสนธิ แผนกหนึ่ง, ก็ แตวา นามและรูปในปฏิสนธินั้น
เกิดแตนามและรูปที่มีในสมั ยใกลตอมรณะนั่นเอง, เพราะเหตุนั้ น เขาจึ งไม
พนจากบาปกรรมได ก็มีอุปไมยฉันนั้น."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟงอีก."
ถ. "เหมือนอย างว า บุรุษคนหนึ่ งซื้อน้ํ านมสดแตมือนายโคบาลแลว
ฝากไวในมือนายโคบาลแล วหลีกไปเสีย ดวยคิดวา 'ในวั นรุงขึ้นเราจักไปเอา'
ฉะนี้ , ในเวลาอื่น นมสดนั้ นก็แปรเปนนมสมไปเสีย บุรุ ษนั้ นมาแล วกลาวว า
'ทานจงให นมสดนั้นแกเรา' ฉะนี้ นายโคบาลนั้ นก็ใหนมสม, บุรุษนั้ นกลาวว า
'เราไมไดซื้อนมสมแตมือทาน ๆ จงให นมสดนั้นแกเรา,' นายโคบาลบอกวา
'ทานไมรูจัก นมสดนั้นแหละกลายเป นนมสม' ฉะนี้ ; เมื่ อชนเหล านั้นวิ วาทกั น
อยู มาในราชสํานักของพระองค ๆ จะทรงวินิจฉั ยอรรถคดีขอนั้นใหใคร
(ชนะ) ?"
ร. "วินิจฉั ยให นายโคบาล (ชนะ) นะซิ พระผูเปนเจ า."
ถ. "เพราะเหตุไร พระองคจึงทรงวิ นิจฉัยอย างนั้น ?"
ร. "ถึงบุรุษนั้นจะพูดอย างนั้ น, ก็แตวา นมสมนั้นเกิดแตนมสมดนั้นนั่น
เอง."
ถ. "ขอนั้นมีอุ ปมาฉันใด; ถึงนามและรูปที่ มีในสมัยใกล ตอมรณะ
แผนกหนึ่ง นามรูปในปฏิสนธิแผนกหนึ่ ง, ก็แตวา นามรูปในปฏิสนธิ นั้ นเกิดแต
นามและรูปที่ มีในสมัยใกล ตอมรณะนั้นเอง, เพราะเหตุ นั้น เขาจึ งไมพ นจาก
บาปกรรมได ก็มีอุปไมยฉั นนั้น."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๗. ปุนปฏิสนธิ คหณปญหา ๒๒

พระราชาตรัสถามวา "ก็พระผูเปนเจ าจักปฏิสนธิหรือไม ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "อยาเลย มหาราช ประโยชนอะไรของพระองค
ดวยขอที่ตรัสถามนั้น, อาตมภาพไดกลาวไวกอนแลวมิ ใชหรือวา ถ าอาตม
ภาพยั งมีอุปาทานอยู ก็จักปฏิสนธิ , ถาวาไมมีอุมาทาน ก็ จักไมปฏิสนธิ "
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟง."
ถ. "เหมือนอย างว า บุรุษคนหนึ่ งทํ าความชอบไวแกพระเจาแผนดิ น ๆ
ก็ทรงยินดี พระราชทานบํ าเหน็จแก บุรุษนั้ น ๆ บํ าเรอตนใหเอิบอิ่มบริบู รณ
ดวยกามคุณทั้ งห า เพราะบํ าเหน็จที่ไดรับพระราชทานนั้น, ถาว าบุรุษนั้ นบอก
แกชนว า 'พระเจาแผนดิ นไมทรงตอบแทนแกเราสักนิดเดียว' ฉะนี้ , บุ รุษนั้น
จะชื่อวาทํ าถูกหรือไม ?"
ร. "ไมถูกเลย พระผูเปนเจา."
ถ. "ขอนั้นมีอุ ปมาฉันใด; ประโยชนอะไร ของพระองคด วยขอที่ตรัส
ถามนั้น, อาตมภาพไดกลาวไวกอนแลวมิ ใชหรือวา ถ าว าอาตมภาพยั งมี
อุปาทานอยู ก็ จักปฏิสนธิ , ถาวาไม มีอุปาทาน ก็จักไมปฏิ สนธิ ก็มีอุปไมยฉัน
นั้น."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๘. นามรูปป ญหา ๒๓

พระราชาตรัสถามวา "ขอที่พระผูเปนเจากลาววา 'นามและรูป' ดังนี้
นั้น, อะไรเปนนาม อะไรเปนรูป ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวงา "สิ่งใดหยาบ สิ่งนั้ นเปนรูป, ธรรมทั้งหลาย คือ
จิตและอารมณที่เกิดกับจิตอันใดซึ่งเป นของละเอียด สิ่ งนั้นเป นนาม."
ร. "เพราะเหตุไร นามอยางเดี ยวก็ไมปฏิสนธิ หรือรูปอย างเดียว ก็ไม
ปฏิสนธิ ."
ถ. "เพราะธรรมเหลานั้ น อาศัยกันและกั น เกิดขึ้นดวยกัน."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟง."
ถ. "เหมือนอย างว า ถากลละของแมไกไมมี ฟองของแม ไก ก็ไมมี , สิ่ง
ใดเปนกลละ สิ่งใดเปนฟอง แมสิ่งทั้งสองนั้นอาศัยกั นและกัน เกิดขึ้นดวยกั น
ขอนั้นฉั นใด, ถาว า ในนามและรูปนั้น นามไมมี แมรูปก็ ไมมี ฉันนั้ น, สิ่งใดเปน
นาม สิ่งใดเป นรูป สิ่งทั้ งสองนั้ น อาศัยกั นและกัน เกิดขึ้นดวยกัน ขอนี้ ไดเปน
มาแลว สิ้ นกาลยืดยาว."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๙. ทีฆมั ทธาป ญหา ๒๔

พระราชาตรัสถามวา "ขอที่พระผูเปนเจากลาววา 'กาลไกลอันยืดยาว'
ฉะนี้นั้ น, อะไรชื่อวากาลไกลนั้น ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "กาลไกลที่เป นอดีตอยางหนึ่ง, กาลไกลที่เปน
อนาคตอยางหนึ่ ง, กาลไกลที่เปนป จจุบันอยางหนึ่ง."
ร. "กาลไกลทั้งหมดนั้ น มีหรื อพระผุเปนเจ า."
ถ. "บางอย างมี บางอย างไมมี ."
ถ. "สังขารทั้งหลายใด ที่เป นอดีตลวงไปแลว ดับไปแลว แปรไปแลว
กาลไกลนั้ นไม มี, ธรรมทั้งหลายใด ที่เปนวิ บาก และธรรมที่มี วิบากเป น
ธรรมดา และธรรมที่ใหปฏิสนธิในที่อื่ น กาลไกลนั้นมีอยู สัตวทั้งหลายใด ทํา
กาลกิริยาแลว เกิดในที่อื่น กาลไกลนั้ นมีอยู, สวนสัตวทั้ งหลายใด ปริ นิพพาน
แลว กาลไกลนั้นไมมี เพราะวากาลไกลนั้ น ดับเสียแล ว."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."


วรรคที่สาม
๑. อัทธานป ญหา ๒๕

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า ก็อะไรเปนมูลของกาลไกลที่เป น
อดีต อนาคต ปจจุบันเล า ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "มหาราช อวิ ชชาเป นมูลของกาลไกลที่เป น
อดีตอนาคตปจจุบัน, (คือ) สังขารยอมมี มา เพราะอวิชชาเปนปจจั ย,
วิญญาณยอมมีมา เพราะสังขารเปนปจจัย, นามรูปยอมมีมา เพราะวิ ญญาณ
เปนปจจั ย, สฬายตนะยอมมีมา เพราะนามรูปเปนป จจั ย, ผัสสะเปนปจจัย,
ตัณหายอมมี มา เพราะเวทนาเป นปจจั ย, อุปาทานยอมมีมา เพราะตัณหา
เปนปจจั ย, ภพยอมเป นปจจัย, ชราและมรณโสกปริเทวทุกขโสมนัสอุ ปายาส
ยอมมีมา เพราะชาติเป นปจจัย; เงื่อนตนแหงกาลไกลนั้นยอมไมปรากฏดังนี้ ."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๒. ปุริมโกฏิปญหา ๒๖

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า ก็ขอที่ พระผูเปนเจากลาววา
'เงื่อนต นไมปรากฏนั้ น,' ขอพระผูเ)นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟ ง"
พระเถรเจ าทูลวา "ขอถวายพระพร เหมือนอยางวา บุรุษคนหนึ่ง จะ
เพาะพืชลงในแผนดินสักนิดหนอย, หนอก็ จะแตกขึ้นจากพืชนั้นแลว ถึ งความ
เจริญงอกงามไพบูลยโดยลําดับแลวจะเผล็ ดผล, และบุรุษคนนั้ น จะถื อเอาพืช
แมแตผลไมนั้นไปปลูกอีก, หนอก็ จะแตกขึ้น แมจากพืชนั้นแลว ถึ งความเจริญ
งอกงามไพบูลยโดยลําดับแลวจะเผล็ดผล, เมื่อเปนดังนั้ น ที่สุดของความสืบ
ตออันนี้มี หรือไม ?"
ร. "ไมมีซิ พระผูเปนเจ า."
ถ. "ขอนั้นฉันใด, เงื่อนตนของกาลไกล ก็ไม ปรากฏฉันนั้น."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหยิ่งขึ้ นอีก."
ถ. "เหมือนอย างว า ฟองไก มาจากแมไก แมไกก็มาจากฟองไก ฟองไก
ก็มาจากแมไก นั้นอีก, เมื่อเป นดังนี้ ที่สุดของความสืบตออันนี้มี หรือไม ?"
ร. "ไมมีซิ พระผูเปนเจ า."
ถ. "ขอนั้นฉันใด, เงื่อนตนของกาลไกล ก็ไม ปรากฏฉันนั้น."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟงอีก."
พระเถรเจ า เขี ยนรูปจักรลงที่ พื้นแลว ทูลถามพระเจ ามิลินทว า "ขอ
ถวายพระพร ที่สุดของจักรนี้มีหรือไม ?"
ร. "ไมมีซิ พระผูเปนเจ า."
ถ. "ขอนั้นฉันใด, จักรทั้งหลาย (คือ ตา หู จมูก ลิ้ น กาย ใจ) ที่ พระผูมี
พระภาคเจาตรัสแลวเหลานี้ ก็เหมือนฉั นนั้ น, (คือ) อาศัยตากับรูป เกิดจักขุ
วิญญาณขึ้น, อาศัยหู กับเสี ยง เกิดโสตวิ ญญาณขึ้น, อาศัยจมูกกับกลิ่น เกิด
ฆานวิญญาณขึ้น, อาศัยลิ้นกับรสเกิดชิวหาวิญญาณขึ้น, อาศัยกายกั บ
โผฏฐัพพะ เกิ ดกายวิญญาขึ้น, อาศัยใจกั บธรรม เกิดมโนวิญญาณขึ้ น, ความ
ประชุมแหงธรรมทั้งหลายสามประการ ๆ ชื่ อผัสสะ, ผัสสะเปนปจจั ยให เกิด
เวทนา, เวทนาเปนป จจัยให เกิดตัณหา, ตัณหาเป นปจจั ยใหเกิดอุปาทาน,
อุปาทานเป นปจจัยใหเกิดกรรมล ตา หู จมูก ลิ้ น กาย ใจ ยอมเกิดขึ้นแตกรรม
นั้นอีก, ก็เมื่อเปนดังนี้ ที่สุดของความสืบตออันนี้ มีหรือไม ?"
ร. "ไมมีซิ พระผูเปนเจ า."
ถ. "ขอถวายพระพร ขอนั้ นฉั นใด, เงื่อนต นของกาลไกลก็ ไมปรากฏฉัน
นั้น."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๓. โกฏิยาปุริ มปญหา ๒๗

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า ก็ขอที่ พระผูเปนเจากลาววา
'เงื่อนต นไมปรากฏนั้ น,' เงื่อนตนนั้นอะไร ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "เงื่อนตนนั้ น คือ กาลไกลที่เปนอดี ต."
ร. "ก็ขอที่พระผูเปนเจ าว า 'เงื่อนต นไมปรากฏนั้น,' ไมปรากฏทั้ งหมด
หรือ ?"
ถ. "บางอย างปรากฏ, บางอยางไมปรากฏ."
ร. "อยางไหนปรากฏ อย างไหนไมปรากฏ ?"
ถ. "ขอถวายพระพร ในกาลกอนแตนี้ อวิชชาไมไดมีแลวดวยประการ
ทั้งปวง, เงื่อนตนนั้ นแหละไมปรากฏ; สิ่งใดที่ยังไม มียอมมีขึ้น ที่มีแล วยอม
กลับไปปราศ, เงื่อนต นนั้ นแหละปรากฏ."
ร. "ก็สิ่งใดที่ ยังไมมียอมมีขึ้น, ที่มีแล วกลับไปปราศ, สิ่งนั้ นขาดทั้ งสอง
ขางแลว ยอมถึงความลวงลั บไปไมใชหรือ พระผูเปนเจา ?"
ถ. "ขอถวายพระพร ได."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟง."
ถ. "ไดทําตนไมใหเป นอุปมาในขอนั้ นว า 'ก็แตวาขันธ ทั้ งหลายชื่อวา
พืชแห งกองทุ กขทั้งสิ้ น."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๔. สังขารชายนปญหา ๒๘

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เจา สั งขารทั้ งหลายบางอยางที่เกิดอยู มี
หรือ ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "ขอถวายพระพร มี ."
ร. "สังขารทั้ งหลายเหลาไหน พระผูเปนเจา."
ถ. "เมื่อตาและรูปมี จักขุ วิญญาณก็มีขึ้น, เมื่อจักขุวิญญาณมีจักขุ
สัมผัสก็มีขึ้น, เมื่อหูและเสียงมี โสตวิญญาณก็มีขึ้น, เมื่ อโสตวิญญามี โสต
สัมผัสก็มีขึ้น, เมื่อจมูกและกลิ่นมี ฆานวิญญาณก็มีขึ้น, เมื่อฆานวิญญาณมี
ฆานสัมผัสก็มี ขึ้น, เมื่อลิ้นและรสมี ชิวหาวิ ญญาณก็มีขึ้น, เมื่อชิวหาวิ ญญาณ
มี ชิวหาสั มผัสก็มีขึ้น, เมื่อกายและโผฏฐัพพะมี กายวิญญาณก็มีขึ้น, เมื่อกาย
วิญญาณมี กายสัมผัสก็ มีขึ้น, เมื่อใจและธรรมมี มโนวิ ญญาณก็มีขึ้น, เมื่อ
มโนวิญญาณมี มโนสัมผัสก็ มีขึ้น, เมื่อสัมผัสทั้งหกนี้มีอยูแลว เวทนาก็มีขึ้น,
เมื่อเวทนามี ตั ณหาก็ มีขึ้น, เมื่อตัณหามี อุ ปาทานก็มีขึ้น, เมื่ออุปาทานมี ภพก็
มีขึ้น, เมื่อภพมี ชาติ ก็มีขึ้น, เมื่อชาติมี ชรา มรณะ โสก ปริเทวทุกข โทมนัส อุ
ปายาส ก็มีขึ้ นพรอม, ความเกิดขึ้นพรอมแหงกองทุกขทั้ งสิ้นนั้ น ยอมมี อยาง
นี้ , ก็เมื่อตาและรูปไมมี จักขุ วิญญาณก็มิไดมี, เมื่อจักขุวิ ญญาณไมมี จักขุ
สัมผัสก็มิไดมี , เมื่อจักขุสัมผั สไมมี เวทนาก็มิไดมี, เมื่อเวทนาไมมี ตั ณหาก็ มิ
ไดมี, เมื่อตัณหาไมมี อุปาทานก็ มิไดมี, เมื่ ออุปทานไมมี ภพก็มิไดมี , เมื่อภพ
ไมมี ชาติก็ มิไดมี, เมื่อชาติไมมี ชราและมรณโสกปริเทวทุกขโทมนัสอุ ปายาส
ก็ดับไป, ความดับโดยไมเหลือแหงกองทุ กขทั้งสิ้ นนั้ น ย อมมีอยางนี้ ."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๕. ภวันตสังขารชายนปญหา ๒๙

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า สั งขารทั้งหลายบางอยางที่ไม
เคยเกิด ยอมเกิดขึ้นมีบางหรือ ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "ขอถวายพระพร ไม มี."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟง."
ถ. "พระองคจะทรงสํ าคัญความขอนี้เปนไฉน, พระที่นั่ งซึ่งเปนที่
ประทับแห งพระองคหลังนี้ ไมเคยเกิด เกิดแลวหรือ ?"
ร. "อะไร ๆ ในที่นี้ ซึ่งไมเคยเกิด เกิดแลวไมมี , ของในที่ นี้ลวนแตเคย
เกิด เกิดแลวทั้ งสิ้น, ไมทั้งหลายนี้ไดเกิดแล วในปา, ดินนี้ไดเกิดแลวที่แผ นดิน,
เรือนหลั งนี้ไดเกิดแลวอยางนี้ เพราะอาศัยความเพียรที่พอจะใหเป นไดของ
หญิงและบุรุษ."
ถ. "ขอนั้นฉันใด, สังขารทั้งหลายบางอย างที่ไมเคยเกิด ย อมเกิดขึ้นไม
มี, ที่เคยเกิดจึ งเกิดขึ้นได ขอนี้ก็ฉั นนั้ น"
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟงอีก."
ถ. "เหมือนอย างว า พืชคามและภูตคามทั้ งหลายบางอย างที่ปลูกไวใน
แผนดินแลว ถึ งความเจริญงอกงามไพบูลยโดยลําดับ ก็ เผล็ดดอกออกผล ใช
วาตนไม ทั้งหลายเหลานั้นไม เคยเกิด เกิดแลว, ตนไมทั้ งหลายเหลานั้นล วนแต
เคยเกิด เกิดแลวทั้ งสิ้น. ขอนี้ฉันใด; สังขารทั้งหลายบางอยาง ที่ไมเคยเกิด
ยอมเกิดขึ้น ไมมี , ที่เคยเกิดจึงเกิดขึ้นได ก็ เหมือนฉันนั้น."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหยิ่งขึ้ นอีก."
ถ. "เหมือนอย างว า ชางหมอทั้งหลาย ขุดดินขึ้นจากแผนดินแลว ทํา
ภาชนะทั้งหลายตาง ๆ, มิใชวาภาชนะทั้งหลายนั้ น ไมเคยเกิดแลว, ภาชนะทั้ ง
หลายนั้ น เคยเกิดจึงเกิดแล ว ขอนั้ นฉันใด; สังขารทั้ งหลาย บางอยางที่ไมเคย
เกิด ยอมเกิดขึ้น ไมมี , ที่เคยเกิดจึงเกิดขึ้นได ฉันนั้ น."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟงอีก."
ถ. "ขอถวายพระพร เหมือนอยางวา "ตัวของพิณไมมี , หนังไมมี , ราง
ไมมี, คันไมมี , ลูกบิดไมมี, สายไมมี , เครื่องดีดไมมี, ความเพียรที่พอจะใหเกิด
เสียงไดของบุรุ ษไมมี , เสียงจะเกิดขึ้นไดหรื อ ?"
ร. "ไมไดซิ."
ถ. "ก็เมื่อใด ตัวของพิณมี , หนังมี , รางมี , คันมี , ลูกบิดมี, สายมี ,
เครื่องดีดมี, ความเพียรที่ พอจะใหเกิดเสี ยงไดของบุรุษมีอยูเสียงจะเกิดขึ้น
ไดหรือไม ?"
ร. "ไดซิ."
ถ. "ขอนั้นฉันใด, สังขารทั้งหลายบางอย างที่ไมเคยเกิด ย อมเกิดขึ้น
ไมมี, ที่เคยเกิ ด จึงเกิดขึ้ นได ฉันนั้น."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหยิ่งขึ้ นอีก"
ถ. "เหมือนอย างว า ไมสีไฟไมมี , ลูกไมสีไฟสําหรับรองขางลางไมมี ,
เชือกสําหรับผูกไมสีไฟไมมี . ไมสําหรับสีขางบนไมมี , ปุยไมมี ความเพียรที่พอ
จะใหเกิดไฟไดของบุรุษไมมี, ไฟนั้ นจะเกิ ดขึ้นไดหรือไม ?"
ร. "ไมไดซิ."
ถ. ก็เมื่อใดไม สีไฟมี, ลูกไมสี ไฟสําหรับรองขางลางมี , เชือกสําหรับผู ก
ไมสีไฟมี, ไมสําหรับสีขางบนมี , ปุยมี , ความเพี ยรที่ พอจะใหเกิดไฟได ของบุรุษ
มี, ไฟนั้ นจะเกิ ดไดหรือไม ?"
ร. "ไดซิ."
ถ. "ขอนั้นฉันใด, สังขารทั้งหลายบางอย างที่ไมเคยเกิด ย อมเกิดขึ้น
ไมมี, ที่เคยเกิ ด จึงเกิดขึ้ นได ฉันนั้น."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหยิ่งขึ้ นอีก"
ถ. "เหมือนอย างว า แกวมณี ไมมี, แสงพระอาทิตยไมมี , โคมัยไมมี , ไฟ
นั้นจะเกิดขึ้นไดหรือไม ?"
ร. "ไมไดซิ."
ถ. "ก็เมื่อใดแลวมณีมี , แสงพระอาทิตยมี , โคมัยมี , ไฟนั้ นจะเกิดขึ้ นได
หรือไม ?"
ร. "ไดซิ."
ถ. "ขอนั้นฉันใด, สังขารทั้งหลายบางอย างที่ไมเคยเกิด ย อมเกิดขึ้น
ไมมี, ที่เคยเกิ ด จึงเกิดขึ้ นได ฉันนั้น."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟงใหยิ่งขึ้ นอีก."
ถ. "เหมือนอย างว า แวนไมมี , แสงสวางไม มี, หน าไมมี , ตัวจะเกิดขึ้น
ไดหรือไม ?"
ร. "ไมไดซิ"
ถ. "ก็เมื่อใด แวนมี , แสงสว างมี , หนามี , ตัวจะเกิดขึ้ นไดหรือไม ?"
ร. "ไดซิ."
ถ. ขอนั้นฉั นใด, สังขารทั้งหลายบางอย างที่ไมเคยเกิด ย อมเกิดขึ้น ไม
มี, ที่เคยเกิด จึ งเกิดขึ้นได ฉั นนั้น."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๖. เวทคูปญหา ๓๐

พระราชาตรัสถามวา "เจตภูต (เวทคู ) มีอยูหรือพระผูเป นเจา ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "มหาราช อะไรชื่อว า เจตภูต (เวทคู)."
ร. "สภาวะที่เป นอยูในภายใน ยอมเห็นรูปไดดวยนัยนตา, ฟ งเสียงได
ดวยหู , สูบดมกลิ่นไดดวยจมูก, ลิ้มรสไดดวยลิ้น, ถูกตองอารมณที่ จะพึงถู ก
ตองไดดวยกาย, รูธรรมที่ควรรูไดดวยใจ, เหมือนกะเราทั้ งหลายนั่งอยู ที่
ปราสาทนี้แลว ปรารถนาจะดูโดยหน าตางใด ๆ จะพึ งเห็ นไดโดยหนาต าง
นั้น ๆ, ปรารถนาจะดู โดยหนาตางขางทิศบูรพาก็จะเห็ นไดโดยหน าตางขาง
ทิศบูรพา, ปรารถนาจะดูโดยหนาตางขางทิศปศจิม ก็จะแลเห็นไดโดยหนา
ตางขางทิศปศจิม, ปรารถนาจะดูโดยหนาตางขางทิศอุดร ก็จะแลเห็ นไดโดย
หน าตางขางทิ ศอุดร, ปรารถนาจะดู โดยหนาตางขางทิศทักษิณ ก็จะแลเห็นได
โดยหนาตางข างทิศทักษิณ, ขอนี้ฉันใด; สภาวะที่เปนอยู ในภายในนั้ น
ปรารถนาจะเห็นโดยทวารใด ๆ ยอมเห็นไดโดยทวารนั้ น ๆ."
ถ. "ขอถวายพระพร อาตมภาพจะกลาวถึ งทวารหา, ขอพระองคทรง
สดับ ทําในพระทัยใหชอบเถิ ด. ถาสภาวะที่เปนอยูในภายในนั้ นจะเห็ นรูปได
ดวยนั ยนตา, เหมือนอยางว า เราทั้ งหลายนั่ งอยูที่ปราสาทนี้ปรารถนาจะดู
โดยพระแกลใด ๆ ก็ยอมจะเห็นรูปไดโดยพระแกลนั้น ๆ, ปรารถนาจะดู โดย
พระแกลขางทิ ศบูรพา หรือทิ ศปศจิม ทิศอุ ดร ทิศทักษิณ ก็จะแลเห็นรู ปไดโดย
พระแกลขางทิ ศบูรพา ทิศป ศจิม ทิศอุดร ทิศทักษิณ, เมื่อเปนเช นนี้ ; สภาวะที่
เปนอยูในภายในนั้ นจะเห็นรู ป ฟ งเสียง สูบดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกตองโผฏฐัพพะ รู
ธรรมารมณ ด วยตา, หู , จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ, (ที่มิใชวิสั ยอีกหาทวารนั้ น) ก็ได
ทั้งนั้นหรือมหาราช ?"
ร. "ไมไดหมดทั้งนั้นซิ ."
ถ. "คําที่พระองคตรัสนั้น ขางตนกับข างปลายมิไดสมกั น อีกอยางหนึ่ ง
เหมือนอยางว า เราทั้งหลายนั้งอยูบนปราสาทนี้แลว, เมื่อพระบัญชรทั้ งหลาย
เหลานี้เปดแล ว หันหน าไปขางนอก ยอมเห็ฯรูปไดดีกวาทางอากาศอันใหญ
ขอนี้ฉันใด, สภาวะที่เปนอยู ในภายในนั้ น, ครั้นเมื่อทวาร คือ ดวงตาเป ดแลว
จะพึงเห็ นรูปไดดีกวาทางอากาศอันใหญ ฉันนั้ น, ครั้นเมื่อเปดแลว จมูกเปด
แลว ลิ้นเปดแลว กายเปดแลว จะพึงฟ งเสี ยงได จะพึงดมกลิ่นได จะพึ งลิ้มรส
ได จะพึงถูกต องโผฏฐัพพะได ดีกวาทางอากาศอั นใหญ หรือไม ?"
ร. "ไมไดซิ พระผูเปนเจ า."
ถ. "ขอถวายพระพร คําที่พระองคตรัสนั้น ขางตนกับขางปลายมิไดสม
กัน. อีกอยางหนึ่ ง เหมือนอยางวา ทิ นนอมาตย นี้ออกไปยืนอยู ที่ภายนอกซุม
พระทวารแลว, พระองคจะทรงทราบหรือไม ?"
ร. "ทราบซิ พระผูเปนเจ า."
ถ. "ขอถวายพระพร เหมือนอยางวา ทิ นนอมาตยนี้ เขาไป ณ ภายใน
แลว ยื นอยูเฉพาะพระพั กตรของพระองค ๆ จะทรงทราบหรือไม ?"
ร. "ทราบซิ พระผูเปนเจ า."
ถ. ขอนั้นฉั นใด, สภาวะที่เป นอยูในภายในนั้น จะพึงรูรสที่วางไวบน
ลิ้นว า 'เปนรสเปรี้ยว, รสเค็ม, รสขม, รสเผ็ด, รสฝาด, รสหวาน' หรือไม ?"
ร. "รูซิ พระผูเปน."
ถ. "สภาวะที่เปนอยูในภายในนั้ น จะพึ งรูรสทั้งหลายที่เขาไปในภายใน
แลววา 'เปนรสเปรี้ยว, หรือรสเค็ม, รสขม, รสเผ็ด, รสฝาด, รสหวาน' หรือไม
?"
ร. "รูไมไดซิ พระผูเปนเจ า."
ถ. "คําที่พระองคตรัสนั้น ขางตนกับข างปลายมิไดสมกั น. อีกอยาง
หนึ่ ง เหมือนอยางวา บุรุษคนหนึ่ง นํ าน้ําผึ้ งมาสั กรอยหมอแลวเทลงในรางให
เต็มแลว ปดปากของบุรุษแล ว จะจั บลงวางไวในรางน้ําผึ้ งนั้น, บุรุษนั้ นจะรูได
ไหมว า 'น้ําผึ้ งนั้นอรอยหรือไมอรอย ?"
ร. "รูไมไดซิ พระผูเปนเจ า."
ถ. "เพราะเหตุไร จึงรูไมได ?"
ร. "เพราะน้ําผึ้ งไมไดเขาไปในปากของบุรุ ษนั้ น"
ถ. "คําที่พระองคตรัสนั้น ขางตนกับข างปลายมไดสมกั น."
ร. "ขาพเจ ามสามารถจะเจรจากับพระผู เปนเจา ผูช างพูดได; ขอพระผู
เปนเจ าขยายความเถิด."
พระเถรเจ าไดถวายวิสัชนาใหพระเจ ามิลิ นททรงเขาพระราชหฤทั ย
ดวยพระอภิธรรมกถาวา "ขอถวายพระพร อาศัยตากับรู ป เกิดจักขุ วิญญาณ
ขึ้น, อาศัยหู กั บเสียง เกิดโสตวิญญาณขึ้น, อาศัยจมูกกั บกลิ่น เกิดฆาน
วิญญาณขึ้น, อาศัยลิ้นกับรส เกิดชิวหาวิ ญญาขึ้น, อาศัยกายกับโผฏฐัพพะ
เกิดกายวิญญาณขึ้น, อาศัยใจกับธรรม เกิ ดมโนวิญญาณขึ้น, ผัสสะ เวทนา
สัญญา เจตนา เอกัคคตา ชี วิตินทรี ย และมนสิการ เกิดพรอมกับวิญญาณทั้ง
หกนั้น, ธรรมทั้งหลายยอมเกิดขึ้น เพราะปจจัยอยางนี้ , แตเจตภูต (เวทคู) ไม
มีอยูในนั้น."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๗. จักขุวิญญาณ มโนวิญญาปญหา ๓๑

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า จั กขุวิ ญญาณ, โสตวิญญาณ
ฆานวิญญาณ, ชิวหาวิญญาณ, กายวิญญาณ, วิญญาณทั้งหาอยางนี้อยาง
ใดอยางหนึ่ ง เกิดขึ้นในที่ใด; มโนวิญญาณยอมเกิดขึ้นในนั้นหรือ ?
พระเถรเจ าก็ทู ลตอบวา "ขอถวายพระพร."
ร. "พระผูเป นเจา ก็ วิญญาณทั้งหานั้น อย างใดอยางหนึ่งเกิดขึ้นกอน
มโนวิญญาณเกิดขึ้นภายหลั ง, หรือว ามโนวิญญาณเกิดขึ้นกอน, วิญญาณทั้ง
หานั้นเกิดขึ้นภายหลั งเลา ?"
ถ. "ขอถวายพระพร วิญญาณทั้งหานั้นเกิ ดขึ้นกอน มโนวิญญาณเกิด
ขึ้นภายหลั ง."
ร. "ก็วิญญาณทั้งหานั้น ไดสั่งมโนวิญญาณวา 'เราเกิดขึ้นในที่ใด ท าน
จงเกิดขึ้นในที่ นั้น' ดังนี้ , หรือวามโนวิญญาณบอกวิญญาณทั้งหาวา 'ทานจั ก
เกิดขึ้นในที่ใด เราจักเกิดขึ้นในที่ นั้น' ดังนี้ ."
ถ. "ขอถวายพระพร ไมอยางนั้น, ความเจรจาดวยกันและกันแหง
วิญญาณทั้ งหลายเหลานั้นมิ ไดมี."
ร. "ก็อยางไร วิ ญญาณทั้งหานั้นเกิดขึ้นในที่ ใด มโนวิญญาณจึงเกิด
ขึ้นในที่ นั่ นเลา พระผูเป นเจ า."
ถ. "เพราะมโนวิญญาณเปนดุจที่ลุม เพราะเปนทวาร เพราะเปนที่เคย
และเพราะเป นที่ชํ านาญ"
ร. "วิญญาณทั้ งห าเกิดขึ้นในที่ใด มโนวิญญาณเกิดขึ้นในที่ นั้น, เพราะ
มโนวิญญาณเปนดุจที่ลุ มนั้ นอยางไร, ขอพระผูเปนเจ าจงอุปมาใหขาพเจา
ฟง."
ถ. "ขอถวายพระพร พระองคจะทรงสํ าคัญความขอนั้ นปนไฉน:
เหมือนอยางว า เมื่อฝนตกอยู น้ํ าจะพึงไหลไปโดยที่ไหนเลา ?"
ร. "ที่ลุมอยู ทางไหน น้ําก็จะไหลไปโดยทางนั้นแหละ พระผูเปนเจ า."
ถ. "ก็เมื่อเปนอยางนั้ น ฝนตกในสมัยอื่ นอี ก, น้ําจะพึ งไหลไปทางไหน
อีกเลา ?"
ร. "น้ําคราวกอนไหลไปทางใด, น้ําคราวหลั งก็ไหลไปทางนั้น."
ถ. "ขอถวายพระพร น้ํ าคราวกอนไดสั่งน้ําคราวหลั งหรือว า 'ถาเราไหล
ไปทางใด, ทานจงไหลไปทางนั้ น' ดังนี้ , หรื อวาน้ํ าคราวหลังบอกน้ําคราวหนา
กอนว า 'ทานจั กไหลไปทางใด, เราจักไหลไปทางนั้ น' ดังนี้ ."
ร. "หามิได ความเจรจาด วยกันและกั น ของน้ํ าทั้ งสองคราวนั้นมิไดมี ,
น้ําทั้งสองคราวนั้ นไหลไป ก็เพราะที่นั้ นลุม."
ถ. "ขอนั้นฉันใด, วิญญาณทั้ งห าอยางใดอยางหนึ่งเกิดขึ้นในที่ใด มโน
วิญญาณก็เกิ ดขึ้นในที่ นั้น เพราะเป นดุจที่ ลุม, วิญญาณทั้งหานั้น มิได สั่งมโน
วิญญาณว า 'เราเกิดขึ้นในที่ ใด ทานจงเกิดขึ้นในที่ นั้ น' ดังนี้ , มโนวิญญาณก็
มิไดบอกวิญญาณทั้งหาวา 'ทานเกิดขึ้นในที่ใด เราจักเกิดขึ้นในที่นั้ น' ดังนี้ .
ความเจรจาดวยกั นและกั นของวิญญาณทั้งหลายนั้ นมิ ไดมี, มโนวิญญาณ
เกิดขึ้น ก็ เพราะมโนวิญญาณเปนดุจที่ลุ ม ขอนี้ก็เหมือนฉะนั้น."
ร. "วิญญาณทั้ งห าอยางใดอยางหนึ่ง เกิดขึ้ นในที่ใด มโนวิญญาณ
ยอมเกิดขึ้นในที่นั้ น เพราะมโนวิญญาณเป นทวารนั้นอย างไร ? ขอพระพระผู
เปนเจ าจงอุปมาใหขาพเจ าฟง."
ถ. "เหมือนอย างว า เมืองซึ่ งตั้งอยูในที่สุดแดนของพระราชา มีกํ าแพง
และเสาระเนี ยดแข็งแรงหนา มีประตู ๆ เดี ยว, บุรุษปรารถนาจะออกไปจาก
เมืองนั้ น บุรุษนั้นจะพึ งออกไปทางไหน."
ร. "ออกไปทางประตูนะซิ ."
ถ. "ขอถวายพระพร บุรุษคนอื่นอีก ปรารถนาจะออกไปจากเมืองนั้ น
จะพึงออกไปทางไหน ?"
ร. "บุรุษคนกอนออกไปทางใด บุรุษคนที หลังก็ออกไปทางนั้ นแหละ."
ถ. บุรุษคนกอนไดสั่งคนทีหลังวา 'เราออกไปทางใด ท านจงออกไป
ทางนั้ น' ดังนี้ , หรือวาบุรุษคนที หลังบอกบุ รุษคนกอนวา 'ทานจักไปทางใด เรา
จักไปทางนั้ น' ดังนี้เล า ?"
ร. "หามิได, ความเจรจาดวยกันและกัน ของบุรุษทั้ งสองนั้นมิไดมี ."
ถ. "ขอนั้นฉันใด, วิญญาณทั้ งห าอยางใดอยางหนึ่ง เกิดขึ้ นในที่ใด
มโนวิญญาณก็เกิดขึ้นในที่ นั้ น เพราะมโนวิ ญญาณเปนทวาร, วิญญาทั้ งห า
นั้นมิไดสั่ งมโนวิญญาณว า 'เราเกิดขึ้นในที่ ใด ทานจงเกิดขึ้นในที่ นั้ น' ดังนี้ ,
และมโนวิญญาณก็มิไดบอกวิญญาณทั้ งห าวา 'ทานจักเกิดขึ้นในที่ใด เราจัก
เกิดขึ้นในที่นั้ น' ดังนี้. ความเจรจาดวยกั นและกัน ของวิญญาณทั้งหลายเหล า
นั้นมิไดมี , วิญญาณทั้งหานั้ น เกิดเพราะมโนวิญญาณเป นทวาร ขอนี้ก็เหมือน
ฉะนั้น."
ร. "วิญญาณทั้ งห าอยางใดอยางหนึ่ง เกิดขึ้ นในที่ใด มโนวิญญาณ
ยอมเกิดขึ้นในที่นั้ น เพราะมโนวิญญาณเป นที่เคยนั้ นอย างไร ? ขอพระผูเปน
เจาจงอุปมาใหขาพเจาฟง."
ถ. "ขอถวายพระพร พระองคจะทรงสํ าคัญความขอนั้ นเปนไฉน
เกวียนเลมหนึ่ งไปกอน, ในภายหลั งเกวียนเลมที่สองจะพึ งไปทางไหน ?"
ร. "เกวียนเลมกอนไปทางใด เกวี ยนเลมที หลังก็ไปทางนั้ นนะซิ "
ถ."ขอถวายพระพร เกวียนเล มกอนไดสั่งเกวียนเลมที หลั งวา 'เราไป
ทางใด ท านจงไปทางนั้น' ดังนี้ , หรือวาเกวียนเลมที หลั งบอกเวียนเลมกอนว า
'ทานจักไปทางใด เราจั กไปทางนั้ น' ดังนี้ "
ร. "หามิได, ความเจรจาดวยกันและกัน ของเกวี ยนทั้ งหลายนั้ นมิไดมี ,
เกวียนเลมกอนไปทางใด เกวียนเลมที หลั งก็ไปทางนั้ น เพราะเป นของเคย."
ถ. "ขอนั้นฉันใด, วิญญาณทั้ งห าอยางใดอยางหนึ่งเกิดขึ้นในที่ใด มโน
วิญญาณยอมเกิดขึ้นในที่นั้ น เพราะมโนวิ ญญาณเปนที่ เคย, วิญญาณทั้งหา
นั้นมิไดสั่ งมโนวิญญาณว า 'เราเกิดขึ้นในที่ ใด ทานจงเกิดขึ้นในที่ นั้ น' ดังนี้ ,
และมโนวิญญาณก็มิไดบอกวิญญาณทั้ งห าวา 'ทานจักเกิดขึ้นในที่ใด เราจัก
เกิดขึ้นในที่นั้ น' ดังนี้, ความเจรจาดวยกั นและกัน ของวิญญาณทั้งหลายเหล า
นั้นมิได , วิญญาณทั้งหาเกิ ดขึ้นเพราะมโนวิญญาณเป นที่เคย ขอนี้ ก็ เหมือน
ฉะนั้น.
ร. "วิญญาณทั้ งห าอยางใดอยางหนึ่ง เกิดขึ้ นในที่ใด มโนวิญญาณ
ยอมเกิดขึ้นในที่นั้ น เพราะมโนวิญญาณเป นที่ชํ านาญนั้ นอยางไร ? ขอพระผู
เปนเจ าจงอุปมาใหขาพเจ าฟง."
ถ. "คนแรกเรียนศิลป คือ วิธี นับ อั นตางโดยชื่อวา มุ ทธา คณนา สั งขา
เลขา ยอมมีความเงื่องชา, ภายหลั งในสมัยอื่น เพราะไดตริตรองทําชํ านาญ
ยอมไมมีความเชื่องช า เหมื อนอยางกอนฉันใด; วิญญาณทั้งหาอย างใดอยาง
หนึ่ งเกิดขึ้นในที่ใด มโนวิญญาณยอมเกิดขึ้นในที่ นั้ น เพราะมโนวิญญาณเปน
ที่ชํานาญ, วิ ญญาณทั้งหานั้นมิไดสั่ งมโนวิญญาณว า 'เราเกิดขึ้นในที่ ใด ทาน
จงเกิดขึ้นในที่ นั้น' ดังนี้ , และมโนวิญญาณก็มิไดบอกวิ ญญาณทั้งหาวา 'ท าน
จักเกิดขึ้นในที่ ใด เราจักเกิดขึ้นในที่ นั้ น' ดังนี้ , ความเจรจาดวยกันและกันของ
วิญญาณทั้ งหลายนั้ นมิไดมี , วิญญาณทั้งหานั้นเกิดขึ้นเพราะมโนวิญญาณ
เปนที่ ชํานาญ ขอนี้ก็เหมือนฉะนั้น."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๘. ผัสสลักขณปญหา ๓๒

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า มโนวิ ญญาณเกิดขึ้นในที่ใด,
เวทนาก็เกิดขึ้ นในที่นั้ นหรือ ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "ขอถวายพระพร มโนวิญญาณเกิ ดขึ้นในที่ใด
แมผัสสะ แมเวทนา แมสัญญา แมเจตนา แมวิจารก็ยอมเกิดในที่นั้ น; ธรรมทั้ง
หลายมีผัสสะเปนตน ยอมเกิ ดขึ้นในที่ นั้นแมทั้งหมด."
ร. "พระผูเป นเจา ผัสสะมีลักษณะอยางไร ?"
ถ. "ผัสสะมีลักษณะถูกตอง."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟง."
ถ. "เหมือนอย างว า แกะสองตัวจะชนกัน, พึงเห็นจักษุ วาเหมือนแกะ
ตัวหนึ่ งในแกะทั้งสองนั้ น, พึงเห็ นรูปว า เหมือนแกะตัวที่ สอง, พึ งเห็ นผั สสะวา
เหมือนความถู กกันแหงแกะทั้งสองนั้ น."
ร. "ขอพระผูเป นเจาของอุปมาใหยิ่ งขึ้นไปอี ก."
ถ. "เหมือนอย างว าฝามือทั้ งสองจะปรบกั น พึงเห็ นจักษุ วาเหมือนฝา
มือขางนั้น, พึ งเห็ นรูปว า เหมือนฝามือขางที่สอง, พึงเห็ นผัสสะว า เหมือน
ความถู กกั นแหงฝ ามือทั้ งสองขางนั้น."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟงอีก.
ถ. "เหมือนอย างว า คนถือไมกรับสองอันจะตีกัน, พึงเห็ นจักษุ วา
เหมือนไมกรับอันหนึ่ง ในไม กรับทั้งสองอันนั้น, พึงเห็ นรูปวา เหมือนไม กรับอัน
ที่สอง, พึงเห็นผัสสะวา เหมื อนความถูกกั นแหงไม กรับทั้ งสองอั นนั้ น."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๘. ผัสสลักขณปญหา ๓๒

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า มโนวิ ญญาณเกิดขึ้นในที่ใด,
เวทนาก็เกิดขึ้ นในที่นั้ นหรือ ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "ขอถวายพระพร มโนวิญญาณเกิ ดขึ้นในที่ใด
แมผัสสะ แมเวทนา แมสัญญา แมเจตนา แมวิจารก็ยอมเกิดในที่นั้ น; ธรรมทั้ง
หลายมีผัสสะเปนตน ยอมเกิ ดขึ้นในที่ นั้นแมทั้งหมด."
ร. "พระผูเป นเจา ผัสสะมีลักษณะอยางไร ?"
ถ. "ผัสสะมีลักษณะถูกตอง."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟง."
ถ. "เหมือนอย างว า แกะสองตัวจะชนกัน, พึงเห็นจักษุ วาเหมือนแกะ
ตัวหนึ่ งในแกะทั้งสองนั้ น, พึงเห็ นรูปว า เหมือนแกะตัวที่ สอง, พึ งเห็ นผั สสะวา
เหมือนความถู กกันแหงแกะทั้งสองนั้ น."
ร. "ขอพระผูเป นเจาของอุปมาใหยิ่ งขึ้นไปอี ก."
ถ. "เหมือนอย างว าฝามือทั้ งสองจะปรบกั น พึงเห็ นจักษุ วาเหมือนฝา
มือขางนั้น, พึ งเห็ นรูปว า เหมือนฝามือขางที่สอง, พึงเห็ นผัสสะว า เหมือน
ความถู กกั นแหงฝ ามือทั้ งสองขางนั้น."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟงอีก.
ถ. "เหมือนอย างว า คนถือไมกรับสองอันจะตีกัน, พึงเห็ นจักษุ วา
เหมือนไมกรับอันหนึ่ง ในไม กรับทั้งสองอันนั้น, พึงเห็ นรูปวา เหมือนไม กรับอัน
ที่สอง, พึงเห็นผัสสะวา เหมื อนความถูกกั นแหงไม กรับทั้ งสองอั นนั้ น."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๙. เวทนาลั กขณปญหา ๓๓

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า เวทนามีลักษณะอย างไร ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "มหาราช เวทนามีลั กษณะรูสึกและมีลักษณะ
เสวย."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟง."
ถ. "เหมือนอย างว า บุรุษคนหนึ่ งทํ าความชอบไวแดพระเจาแผนดิ น ๆ
ก็ทรงยินดี พระราชทานบํ าเหน็จแก บุรุษนั้ น ๆ บํ าเรอตนใหอิ่มเอิบบริบู รณ
ดวยกามคุณทั้ งห า เพราะบํ าเหน็จที่ไดรับพระราชทานนั้น, บุรุษนั้นจึ งมา
คํานึงอยูว า 'เราไดทําความชอบไวแดพระเจาแผนดินในกาลกอนแลว, พระ
เจาแผนดิ นทรงยินดี พระราชทานบําเหน็จแกเรา, เราจึงไดเสวยเวทนาอันนี้ มี
การที่ไดทํ าความชอบนั้นเป นเหตุ ' ก็อีกนัยหนึ่ ง เหมือนอยางวา บุรุษคนหึ่ งทํ า
กุศลไวแลว ครั้นสิ้นชี พแลวก็ไดไปบังเกิดในสุคติโลกสวรรค, บุรุษนั้ นก็บําเรอ
ตนใหอิ่มเอิบบริบูรณดวยกามคุณห าอันเปนทิ พยอยูในที่นั้ น, บุรุษนั้นจึงมา
คํานึงวา 'เราไดทํากุศลกรรมไวในปางกอนแหละ เราจึ งไดเสวยเวทนาอันนี้ มี
การที่ไดทํ ากุศลกรรมอันนั้ นเปนเหตุ ' ดังนี้ ขอนี้มีอุปมาฉั นใด; เวทนามี
ลักษณะรูสึก และมีลักษณะเสวย ก็เหมือนกันฉะนั้น."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๑๐. สัญญาลักขณปญหา ๓๔

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า สัญญามีลักษณะอย างไร ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "สัญญามีลักษณะกําหนดรู ."
ร. "สัญญา กํ าหนดรูอย างไร ?"
ถ. "สัญญา กํ าหนดรูสีเขียว สีเหลือง สีแดง สีขาว และสี แสด; สัญญา
มีลักษณะกํ าหนดรูอย างนี้แหละ มหาราช."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟง."
ถ. "เหมือนอย างว า เจาพนั กงานผูจัดการพระคลังหลวง เขาไปสูพระ
คลังหลวงแลว เห็ นเครื่องราชูปโภคทั้งหลาย ที่มีสีเขียว สีเหลือง สีแดง สีขาว
และสีแสดแลวก็กํ าหนดจําได ขอนี้ฉันใด, สัญญามีลักษณะกําหนดจํ าเหมือน
ฉะนั้น."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๑๑. เจตนาลั กขณปญหา ๓๕

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า เจตนามีลักษณะเป นอยางไร ?"
พระเถรเจ าก็ทู ลตอบวา "มหาราช เจตนามี ลักษณะดําริและลักษณะ
แตง."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟง."
ถ. "เหมือนอย างว า บุรุษคนหนึ่ งแตงยาพิ ษแลวดื่มกิ นเองบาง ใหคน
อื่นดื่มกิ นบาง, บุรุษนั้ นก็จะไดเสวยทุ กขดวยตนเอง, แมถึ งคนอื่ นก็จะได เสวย
ทุกข ขอนี้ฉั นใด; บุคคลบางคนในโลกนี้ ดําริอกุศลกรรมดวยเจตนาแล ว ครั้น
สิ้นชีพแล วก็จะไปเกิดในอบาย ทุคติ วิ นิบาต นรก, แมผูใดสําเหนียกตามบุรุษ
นั้น ครั้นสิ้นชี พแลว ผู นั้นก็จะไปเกิดในอบาย ทุคติ วิ นิบาต นรก ขอนี้ ก็เหมือน
ฉะนั้น. อีกอย างหนึ่ งเหมือนอยางวา บุรุษคนหนึ่งแตงเนยใส เนยขน น้ํ ามัน
น้ําผึ้ ง น้ําออย ใหมีรสกลมเกลียวกั นแลว ดื่ มกินเองบาง ใหคนอื่ นดื่มบาง,
บุรุษนั้นก็จะพึ งไดความสุขด วยตนเอง แม คนอื่นก็ พึงได ความสุขดวย ขอนี้ฉัน
ใด; บุคคลบางคนในโลกนี้ ดําริกุศลกรรมดวยเจตนาแล ว ครั้นสิ้ นชีพแลวก็จะ
ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค, แมผูใดสําเหนียกตามบุคคลนั้ น ครั้นสิ้ นชี พแลว ก็
จะไปเกิดในสุ คติในโลกสวรรค ขอนี้ก็เหมื อนฉะนั้ น. เจตนามีลั กษณะดําริและ
มีลักษณะแตงอยางนี้ ."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๑๒. วิญญาณลักขณปญหา ๓๖

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า วิญญาณมีลักษณะอยางไร ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "มหาราช วิญญาณมีลักษณะรูแจ ง."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟง."
ถ. "เหมือนอย างว า คนรักษาพระนครนั่งอยูที่ถนนสี่แยก ณ ท ามกลาง
แหงพระนครแลว จะพึงแลเห็นบุรุษที่มาอยูแตทิศตะวันออก ทิศใต ทิ ศตะวัน
ตก ทิศเหนือได ฉันใด; บุคคลเห็นรูปใดดวยนัยนตา ฟ งเสียงดวยหู สูบดม
กลิ่นดวยจมูก ลิ้มรสดวยลิ้น ถูกตองโผฏฐั พพะ (สิ่งที่ควรถูกตอง) ดวยกาย รู
ธรรมารมณดวยใจ ก็ยอมรูรู ป เสียง กลิ่ น รส โผฏฐัพพะ เหลานั้นไดชัดดวย
วิญญาณ ขอนี้ก็เหมือนฉะนั้น. วิญญาณมีลักษณะรูแจ งอยางนี้ ."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๑๓. วิตักกลักขณปญหา ๓๗

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า วิตกมี ลักษณะอย างไร ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "มหาราช วิตกมีลักษณะแนบกับจิ ต."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟง."
ถ. "เหมือนอย างว า นายชางไมเขาปากไม ที่ทํ าบริกรรมดีแลวใหสนิ ท
ขอนี้ฉันใด, วิตกมีลักษณะแนบกับจิต เหมือนฉะนั้น."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๑๔. วิจารลักขณปญหา ๓๘

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า วิจารมีลักษณะอย างไร ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "มหาราช วิจารมีลั กษณะตามเคล า."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟง."
ถ. "เหมือนอย างว า กังสดาลอันบุคคลเคาะแลว ภายหลังยังครวญ
ครางอยู ; พึงเห็นวิตกว า เหมือนความเคาะ, พึงเห็ นวิจารวาเหมือนความ
ครวญคราง."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

วรรคสี่
๑. มนสิ การลั กขณปญหา ๓๙

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า มนสิ การมีลักษณะอยางไร ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "มหาราช นสิการมีลั กษณะนึ ก."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๒. เอกภาวคตปญหา ๔๐

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า ธรรมทั้งหลายที่ ถึงความเป นอัน
เดียวกั นเหล านี้ อาจแยกออกบัญญัติใหตางกั นว า 'นี่ผัสสะ นี่เวทนา นี่ สัญญา
นี่เจตนา นี่วิญญาณ นี่ วิตก นี่วิจาร' ดังนี้ ไดหรือไม ?"
พระเถรเจ าถวายวิสัชนาวา "ขอถวายพระพร การที่จะแยกออก
บัญญัติใหตางกันดั งนั้ นไมได."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟง."
ถ. "เหมือนอย างว า พนักงานผูแตงเครื่องเสวยของพระราชา เมื่อจะ
แตงพยัญชนะสูปะวิกัติ ก็คงจะแทรกนมส มบาง เกลือบ าง ขิ งบาง ผั กชียี่หรา
บาง พริกบ าง เครื่องปรุงอื่น ๆ บาง ลงในพยัญชนะสูปะวิ กัตินั้น; พระราชาจะ
รับสั่งใหชาวเครื่องนั้นแยกเอารสแหงของที่แทรกลงในพยัญชนะสูปะวิ กัตินั้น
มาถวายเปนอยาง ๆ ทั้งหมด; ชาวเครื่องนั้ นอาจแยกรสที่ปรุงเขาเปนอันเดียว
กันแลวนั้น มาถวายเปนอยาง ๆ คือ รสเปรี้ ยวบาง รสเค็มบาง รสขมบาง รส
เผ็ดบาง รสฝาดบาง รสหวานบาง ดั งนี้ ไดหรือไม ?"
ร. "การที่จะแยกรสปรุงเขาเปนอันเดี ยวกั นแลว ออกใหเปนอยาง ๆ ดัง
นั้นไมได , ก็แต รสเหลานั้น ย อมปรากฏชัดตามลักษณะของตัว ๆ เอง."
ถ. "ขอนั้นฉันใด, การที่จะแยกธรรมทั้ งหลายนั้ นออกบัญญัติใหตาง
กันดังนั้ นไมได, ก็แตวา ธรรมทั้งหลายนั้ น ย อมปรากฏชัดตามลักษณะของตัว
ๆ เองฉันนั้ น."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."
พระเถรเจ าทูลถามวา "ขอถวายพระพร เกลื อเปนของรูไดดวยจักษุ
หรือ ?"
พระราชาตรัสตอบวา "รูไดดวยจักษุซิ พระผูเปนเจ า."
ถ. "พระองคทรงพิจารณาจงดี."
ร. "รูไดดวยลิ้นหรือ."
ถ. "ขอถวายพระพร รูไดดวยลิ้น."
ร. "รูไดดวยลิ้นอยางเดี ยวหรือ."
ถ. "ขอถวายพระพร."
ร. "ถาอย างนั้ น เรื่องอะไรโคจึงตองขนมันมาดวยเกวี ยนเลา, นํามาแต
เกลือก็แลวกั น."
ถ. "ไมอาจนํามาแตเกลือ, เพราะสภาวะทั้ งหลายเหลานี้ คือ เกลือกั บ
น้ําหนั ก เขากั นเปนอั นเดียว ตางกันแตโดยความเปนอารมณ."
ถ. "ขอถวายพระพร คนอาจชั่งเกลือดวยตาชั่งไดหรือไม ?"
ร. "ไดซิ เพราะผูเปนเจ า."
ถ. "ขอถวายพระพร ไมได, ชั่งไดแตน้ําหนักตางหาก."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๓. ปญจายตนกัมมนิ พพัตตปญหา ๔๑

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า อายตนะห าอย างเกิ ดแตกรรม
ตางกั น หรือเกิ ดแตกรรมอันเดียวกั น."
พระเถรเจ าถวายวิสัชนาวา "ขอถวายพระพร เกิดแตกรรมตางกั น,
หากเกิดแตกรรมเดียวกั นไม ."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟง."
ถ. "พระองคจะทรงพระดําริเห็นขอความนั้ นเปนไฉน: ถาใคร ๆ จะ
หว านพืชห าอยางในไรเดียวกัน, ผลของพื ชที่ตางกั นนั้ น ก็คงเป นตางกั น มิใช
หรือ ?"
ร. "อยางนั้ น คงเปนต างกัน."
ถ. "ขอนั้นฉันใด, อายตนะห าอยาง ก็เกิดแตกรรมตางกั น, หาเกิดแต
กรรมเดียวกั นไม ฉันนั้น."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๔. กัมมนานากรณปญหา ๔๒

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า เหตุไฉนมนุ ษย ทั้งหลายจึงไม
เหมือนกั นหมด, บางพวกมี อายุนอย บางพวกมีอายุ ยืน, บางพวกมีโรคมาก
บางพวกมีโรคนอย, บางพวกมีสีทราม บางพวกมีสีดี , บางพวกมีอํานาจนอย
บางพวกมีอํานาจมาก, บางพวกมีสมบัติน อย บางพวกมี สมบัติมาก, บางพวก
มีตระกูลต่ํา บางพวกมีตระกู ลสูง, บางพวกมีปญญาทราม บางพวกมี ป ญญา
ดี."
พระเถรเจ าทูลถามวา "ขอถวายพระพร เหตุไฉนตนไมทั้ งหลายจึงไม
เหมือนกั นหมด, บางตนมีผลเปรี้ยว บางต นมีผลกรอย (อญเญลวณา) บาง
ตนมีผลขม บางตนมีผลเผ็ด บางตนมีผลฝาด บางตนมีผลหวาน."
ร. "ขาพเจ าเข าใจวา เป นเพราะพืชตางกั น."
ถ. "ขอนั้นฉันใด, มนุษย ทั้งหลายไมเหมือนกันหมด บางพวกมีอายุ
นอย บางพวกมีอายุยื น, บางพวกมีโรคมาก บางพวกมีโรคนอย, บางพวกมีสี
ทราม บางพวกมีสีดี, บางพวกมีอํานาจน อย บางพวกมี สมบัติมาก, บางพวก
มีตระกูลต่ํา บางพวกมีตระกู ลสูง, บางพวกมีปญญาทราม บางพวกมี ป ญญา
ดี ดังนี้ ก็เพราะกรรมตางกัน ฉันนั้น. ถึงพระผูมีพระภาคเจาก็ไดตรัส (แกสุภา
มาณพ) วา "มาณพ สัตวทั้ งหลายมีกรรมเปนของตน เป นผูรับผลของกรรม มี
กรรมเปนกํ าเนิด มีกรรมเป นเผาพันธุ มี กรรมเปนที่ พึ่งอาศัย, กรรมยอม
จําแนกสัตวทั้ งหลายให เปนผูเลวทรามาง ดีบาง ดั งนี้ ."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๕. ปฏิกัจเจววายามกรณป ญหา ๔๓

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ ากลาววา 'บรรพชาของอาตมภาพ
มีประโยชนที่จะไดรูวา ทําอย างไรทุกข นี้จะดับไป และทุกขอื่นจะไมเกิดขึ้น'
ดังนี้ . ตองการอะไรดวยความพยายามไวก อน, เมื่อถึ งกาลเขา จึ งคอย
พยายามไมได หรือ ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "ขอถวายพระพร เมื่ อถึงกาลเขา ความ
พยายามไม ทํ าธุระใหสํ าเร็จได, ความพยายามไว กอน ย อมทําธุระใหสํ าเร็จ
ได."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟง."
ถ. "พระองคจะทรงดําริเห็ นความขอนั้ นเป นไฉน: พระองคทรงระหาย
อยากจะเสวยน้ําในเวลาใด, พระองคจึ งตรัสสั่งใหขุดบอน้ํา ขุดสระ ดวยพระ
ราชประสงคจะไดเสวยน้ํ าในเวลานั้ นหรือ ?"
ร. "หามิได."
ถ. "เมื่อถึงกาลเขา ความพยายามไมทํ าธุ ระใหสําเร็จได, ความ
พยายามไวกอน ยอมทํ าธุระใหสําเร็จได ก็เหมือนฉะนั้ น."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟงอีก."
ถ. "พระองคจะทรงดําริเห็ นความขอนั้ นเป นไฉน: พระองคทรงหิ ว
อยากจะเสวยพระกระยาหารในเวลาใด, พระองคจึงตรัสสั่งใหไถนา ให ปลูก
ขาวสาลี ใหเก็ บเมล็ดขาวมา ดวยพระราชประสงคจะเสวยพระกระยาหารใน
เวลานั้นหรือ ?"
ร. "หามิได."
ถ. "เมื่อถึงกาลเขา ความพยามไม ทําธุระใหสําเร็จได ก็เหมือนกัน."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟงอีก."
ถ. "พระองคจะทรงพระดําริเห็นความขอนั้ นเปนไฉน: สงครามมีขึ้นแก
พระองคในเวลาใด, พระองคจึงตรัสสั่งให ขุดคู ใหกอกําแพง ใหปกเสา
ระเนียด ใหถมดินทําเชิงเทิ น ใหรวบรวมเสบียงอาหาร ในเวลานั้ น, และพระ
องคจะหัดทรงชาง หัดทรงม า หัดทรงรถ หั ดทรงธนู หัดทรงพระแสง ในเวลา
นั้นหรือ ?"
ร. "หามิได."
ถ. "เมื่อถึงกาลเขา ความพยายามไมทํ าธุ ระใหสําเร็จได, ความ
พยายามไวกอน ยอมทํ าธุระใหสําเร็จได ก็เหมือนฉะนั้ น; ถึงพระผู มีพระภาค
เจาก็ไดตรัสวา "บุคคลรูวาสิ่งใดเปนประโยชนแกตควรรีบขวนขวายดวย
ปญญาของตน. เหมือนอย างวา คนขับเกวี ยน ละทางใหญที่ราบเสีย ขึ้นสูทาง
ที่ไมราบแลว มีเพลาหั กแลวจอยอยู ฉันใด, คนโงเลา หลีกจากธรรม หั นหา
สภาพที่ไมเป นธรรมแลว ถึ งปากแหงมัจจุ ราชแลวโศกเศราอยู เหมือนคนขับ
เกวียน มีเพลาหักแลว ฉันนั้น ดังนี้ ."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๖. ปกติอัคคินิ รยัคคีอุณหาการปญหา ๔๔

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ าพูดอยู วา 'ไฟนรกรอนมากกวาไฟ
ปกติ, ศิลานอย ๆ ทิ้งลงไปในไฟปกติ แมชั กสูบเผาอยู วันยังค่ํา ก็ไมแหลกยอย
ไป, ศิลาใหญแมประมาณเทาเรือนยอด ทิ้งลงไปในไฟนรกครูเดียว ก็ แหลก
ยอยไป; ขอนี้ ขาพเจ ายังไมเชื่อ. และพระผู เปนเจ าพูดอยู วา 'สัตวที่ เกิดในนรก
นั้น แมไหมอยู หลายพั นป ก็ไมแหลกยอยไป;' ขอนี้ขาพเจาก็ไมเชื่อ."
พระเถรเจ าทูลถามวา "ขอถวายพระพร พระองคจะทรงพระดําริเห็น
ขอนั้นเป นอย างไร: นางมั งกรก็ดี นางจระเขก็ดี นางเตาก็ ดี นางนกยู งก็ ดี นาง
นกพิราบก็ดี กลืนกอนศิลาและกรวดอันแข็ งกินเปนอาหาร ไมใชหรือ ?"
ร. "อยางนั้ น พระผูเปนเจ า."
ถ. "กอนศิลาและกรวดนั้ น เขาไปในภายในกะเพาะ ซึ่ งอยูในทองของ
สัตวเหล านั้ น แหลกยอยไปไมใชหรือ ?"
ร. "อยางนั้ น พระผูเปนเจ า."
ถ. "ครรภในทองของสัตวเหลานั้ นแหลกย อยไปเหมือนกั นหรือ ?"
ร. "หามิได พระผูเปนเจ า."
ถ. "ขอถวายพระพร เพราะเหตุอะไร จึงไม แหลกยอยไป."
ร. "ขาพเจ าเข าใจวา เพราะกรรมเปนใหญ ."
ถ. "ขอนั้นฉันใด, สัตวทั้งหลายที่ เกิดในนรก ไหมอยูในนรก แมหลาย
พันป ก็ไมแหลกยอยไป คือว ายังเกิดนในนรกนั้นนั่ นเอง เจริญอยูไดในนรกนั้ น
นั่นเอง ตายอยูในนรกนั้ นนั่ นเอง เพราะกรรมเปนใหญเหมือนกันฉั นนั้ น. แม
พระผูมีพระภาคเจาก็ไดตรัสวา "บาปกรรมนั้นยังไมสิ้ นเพียงใด สัตวผูเกิดใน
นรกนั้ นยั งไมตายเพี ยงนั้ น ดั งนี้ ."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟงอีก."
พระเถรเจ าชักเรื่องนางราชสี ห นางเสือโคร ง นางเสือเหลื อง นางสุนัข
อันกินเนื้อซึ่ งติ ดกระดูกอันแข็งเปนอาหาร, และหญิ งชาวโยนกซึ่งเป นนาง
กษัตริยก็ดี เป นนางพราหมณีก็ดี เปนหญิ งแมเรือนก็ดี มีชาติละเอียดออน
บริโภคขัชชะมังสาหารอันแข็ งเปนอาหาร, ของที่เป นอาหารอันเขาไปภายใน
กระเพาะ ซึ่ งอยูในทองสัตวและหญิงเหล านั้น ยอมแหลกยอยไป, สวนครรภที่
ตั้งขึ้นในทองของสัตวและหญิงเหล านั้ น ย อมไมแหลกย อยไป เพราะกรรมเปน
ใหญ, มาแสดงโดยขออุปมาอุปไมย ให พระเจามิลิ นท เข าพระราชหฤทั ย โดย
นัยหนหลัง.
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๗. ปฐวีสันธารกปญหา ๔๕

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า พูดอยูวา 'แผนดินอันใหญ นี้ตั้ง
อยูบนน้ํา, น้ําตั้งอยูบนลม, ลมตั้งอยูบนอากาศ;' แมขอนี้ ขาพเจ ายังไมเชื่อ."
พระเถรเจ าจับธรมกรกจุมน้ํายกขึ้น อธิบายใหพระเจ ามิลิ นทเข าพระ
ราชหฤทัยวา "น้ํานี้ลมอุมไว ฉันใด แมน้ํ านั้ นลมก็อุมไวฉั นนั้ น."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๘. นิโรธนิพพานปญหา ๔๖

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า นิพพาน คือ นิ โรธหรือ ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "ขอถวายพระพร นิพพาน คือ นิโรธ."
ร. "นิพาน คือ นิโรธอย างไร ?"
ถ. "บุถุชนคนเขลาทั้งหลายทั้งปวง ยิ นดีเพลิดเพลิ นหมกมุนอยูใน
อายตนะภายในภายนอก อั นกระแสตัณฆาพัดใหลอยไปอยู, อาตมภาพจึ ง
กลาววา 'ไมพนไปจากชาติ ชรา มรณะ โสก ปริเทวะ ทุ กข โทมนัส อุปมายาส
ไมพนไปจากทุกขได.' สวนอริยสาวก ผูไดสดับแลว ยอมไมยินดีเพลิ ดเพลิน
หมกหมุ นอยูในอายตนะภายในภายนอก, เมื่อท านไมยิ นดีเพิลดเพลินหมกมุ น
เชนนั้ น ตัณหา คือ ความทะยานอยากย อมดับไป, เพราะตัณหาดับไป
อุปาทาน คือ การถือมั่ นก็ดั บไป, เพราะอุ ปาทานดับ ภพ คือ กรรมก็ ดับไป,
เพราะภพดับ ชาติ คือ ความเกิดก็ดับไป, เพราะชาติดับ ชรา คือ ความแก
มรณะ คือ ความตาย โสก คื อ ความแหงใจ ปริเทวะ คือ ความร่ําไรรําพัน
ทุกข คือ ความเจ็บกาย โทมนัส คือ ความเสียใจ อุปายาส คือ ความคับใจก็
ยอมดับไป, ความดับแห งกองทุกขสิ้ นเชิ งนั้น ยอมมีดวยอุบายอย างนี้ .
นิพพาน คือ นิ โรธดวยประการอยางนี้ ."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๙. นิพพานลภนปญหา ๔๗

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า คนทั้ งหลายยอมไดนิพพานหมด
ทุกคนหรือ ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "คนทั้ งหลายไดนิ พพานหมดทุกคนหามิได, ยก
ไวแตผูใดปฏิบัติชอบ รูเฉพาะธรรมที่ควรรูเฉพาะ คือ กํ าหนดรู ธรรมที่ ควร
กําหนดรู ละธรรมที่ควรละ เจริญธรรมที่ควรเจริญ ทํ าให แจงธรรมที่ควรทําให
แจง, ผูนั้ นยอมไดนิพพาน."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๑๐. นิพพานสุ ขภาวชานนป ญหา ๔๘

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า ผูใดไมไดนิพพาน ผู นั้นรู หรือวา
'นิพพานเป นสุ ข."
พระเถรเจ าทูลตอบวา "ขอถวายพระพร รูได."
ร. "รูไดอยางไร ?"
ถ. "พระองคจะทรงสํ าคัญความขอนั้นเป นไฉน: มือและเทาของผูใดไม
ขาด ผูนั้ นจะรู ไดหรือวา 'การถูกตัดมือเทาเปนเหตุแหงทุ กข."
ร. "รูไดซิ พระผูเปนเจ า."
ถ. "รูไดอยางไร ?"
ร. "ไดฟงเสียงครางของคนอื่ น ผูมี มือเท าอั นขาดแลว ก็รูไดซิพระผูเปน
เจา."
ถ. "ขอนั้นฉันใด, ผูใดไมไดนิ พพาน ไดฟงเสียงของคนที่เห็นนิพพาน ก็
รูไดวา 'นิพพานเปนสุข ' ฉันนั้น."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."


วรรคที่หา
๑. พุ ทธอัตถิ นั ตถิภาวปญหา ๔๙

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ าไดเห็นพระพุ ทธเจ าหรือไม ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "ขอถวายพระพร อาตมภาพไมไดเห็น."
ร. "เมื่อพระผูเปนเจาไมไดเห็ น พระอาจารยของพระผูเป นเจาไดเห็น
หรือไม ?"
ถ. "อาจารยของอาตมภาพก็ไมเห็ น."
ร. "ถาอย างนั้ น พระพุ ทธเจ ามิไมมี หรือ ?"
ถ. "พระองคไดทอดพระเนตรเห็นแม น้ําอู หานทีที่ป าหิ มพานตหรือไม
?"
ร. "ขาพเจ าไม ไดเห็น."
ถ. "เมื่อพระองคไมไดทอดพระนครเห็ นพระราชบิดาของพระองคได
ทอดพระเนตรเห็นหรือไม ?"
ร. "พระราชบิ ดาของขาพเจ าก็ไมไดเห็ น."
ถ. "ถาอยางนั้ น แม น้ําอู หานทีมิไมมี หรือ ?"
ร. "มีอยู , แตขาพเจ าและบิดาของขาพเจาไมไดเห็น."
ถ. "ขอนั้นฉันใด, อาตมภาพและอาจารยของอาตมภาพก็ไมไดเห็น
พระผูมีพระภาคเจาเหมือนฉะนั้น, แตพระผูมีพระภาคมีอยูจริง."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๒. พุทธานุตตรภาวปญหา ๕๐

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า พระพุ ทธเจ าไมมีใครจะยิ่งกวาไป
ไดหรือ ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "ขอถวายพระพร."
ร. "พระผูเป นเจาก็ไมไดเห็ นพระพุ ทธเจ า ทําไมจึ งทราบไดวา 'พระ
พุทธเจาไมมีใครจะยิ่งกวาไปได."
ถ. "พระองคจะทรงดําริเห็ นความขอนั้ นเป นไฉน: คนที่ยั งไมเห็ น
มหาสมุทรเลย จะรูไดหรือวา มหาสมุ ทรใหญลึกเหลือที่จะนับยากที่จะหยั่ง
ถึง, แมน้ําใหญทั้งหา คือ คงคา ยมุ นา อจิ รวดี สรภู มหีไหลลงไปสูมหาสมุทร
ไมขาดสาย, มหาสมุ ทรนั้ นก็ ไมปรากฏที่จะบกพรอง หรือเต็มขึ้นกว าเก า ดัง
นี้ ."
ร. "เขาตองรูไดซิ พระผูเป นเจา."
ถ. "ขอนั้นฉันใด, ถึงอาตมภาพไดเห็ นพระอรหันตสาวกที่ปรินิ พพาน
แลว ก็รูไดวา 'พระผูมีพระภาคไมมีใครจะยิ่งกวาไปได' เหมือนฉะนั้ น."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๓. พุทธอนุตตรภาวชานนป ญหา ๕๑

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า ประชุ มชนอื่ น ๆ จะสามารถรูได
หรือไมวา 'พระพุทธเจาไม มี ใครจะยิ่งกวาไปได."
พระเถรเจ าทูลตอบวา "ขอถวายพระพร เขาสามารถจะรูได."
ร. "รูไดอยางไร พระผูเป นเจ า."
ถ. "เรื่องเคยมี แลว พระเถรเจาองค หนึ่ ง ชื่ อ ติสสะ เป นอาจารย
หนั งสือ, เธอทํ ากาลกิริยาล วงไปหลายปแล ว กิตติศัพทของเธอยั งปรากฏอยู
เพราะอะไร ?"
ร. "เพราะลายมือนะซิ พระผู เปนเจ า."
ถ. "ขอนั้นฉันใด, ผูใดเห็นธรรม ผูนั้ นก็ชื่อว า ไดเห็ นพระผู มีพระภาค
เจา เหมือนฉะนั้น, เพราะวาพระธรรมเปนของที่พระผู มี พระภาคทรงแสดงไว
แลว."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๔. ธัมมทิฏฐปญหา ๕๒

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า ไดเห็ นพระธรรมหรื อ ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "ขอถวายพระพร สาวกทั้ งหลายต องประพฤติ
ตามแบบแผนของพระพุ ทธเจา ตามพระบั ญญัติของพระพุทธเจา จนสิ้น
ชีวิต."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๕. นจสังกมติ ปฏิสันธหนป ญหา ๕๓

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า วิญญาณไมเลื่อนไป ก็แต
ปฏิสนธิไดหรือ ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "ขอถวายพระพร."
ร. "ขอนั้นอย างไร ขอพระผูเปนเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟ ง."
ถ. "เหมือนอย างว า บุรุษผูหนึ่ง จะจุดไฟจากดวงไฟ, ดวงไฟเลื่อนไป
จากดวงไฟหรือ ?"
ร. "หามิได พระผูเปนเจ า."
ถ. "ขอนั้นฉันใด, วิญญาณย อมไมเลื่อนไป ก็แตปฏิสนธิใดเหมือน
ฉะนั้น."
ร. "พระผูเป นเจาจงอุปมาให ขาพเจ าฟ งอีก."
ถ. "พระองคทรงจําไดหรือไม วา เมื่อพระองคยังทรงพระเยาวไดทรง
เรียนแตคําโศลก (คําโคลง) บางอย าง ในสํานักแหงอาจารยผูสอนใหแตคํา
โศลก."
ร. "จําได."
ถ. "คําโศลกเลื่ อนไปจากอาจารยหรือ ?"
ร. "หามิได."
ถ. "ขอนั้นฉันใด, วิญญาณย อมไมเลื่อนไป ก็แตปฏิสนธิไดเหมือน
ฉะนั้น."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๖. เวทคูปญหา ๕๔

พระราชาตรัสถามวา "เจตภูตมีอยูหรือ พระผูเปนเจ า ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "ขอถวายพระพร เจตภูตไมมีโดยพระปรมัตถ ."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๗. อิมัมหากายาอัญญกายสังกมนปญหา ๕๕

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า สภาพอันใดอันหนึ่ งที่เลื่อนออก
จากกายนี้แลว ไปสูกายอื่ นมี อยูหรือ ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "ขอถวายพระพร ไม มีเลย."
ร. "ถาว าไมมี สัตวจักพ นจากบาปกรรมได มิใชหรือ ?"
ถ. "ขอถวายพระพร ถ าสัตวไมตองปฏิสนธิ ก็พนจากบาปกรรมได;
เพราะเหตุใดเลา สัตว ยังตองปฏิสนธิอยู , เพราะเหตุนั้ น จึงยั งไมพ นจาก
บาปกรรมได."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟง."
ถ. "เหมือนอย างว า บุรุษผูหนึ่ง จะลักมะม วงของบุรุษอี กคนหนึ่ง เขา
จะตองโทษหรื อไม ?"
ร. "ตองซิ พระผูเปนเจ า"
ถ. "เขาไมไดลักมะม วงที่บุรุ ษนั้ นเพาะไว ทําไมจึ งตองโทษเล า ?"
ร. "มะมวงที่บุ รุษลักนั้ น อาศัยมะม วงที่เพาะ จึงไดบั งเกิดเพราะเหตุ
นั้น เขาจึ งตองโทษ."
ถ. "ขอนั้นฉันใด, บุคคลทํากรรมดีก็ตาม ชั่ วก็ตาม ดวยนามรูปนี้ . นาม
รูปอื่นยอมปฏิ สนธิดวยกรรมอันนั้ น, เพราะเหตุนั้ น สัตวจึ งไมพ นจาก
บาปกรรมได."
ร. "พระผูเป นเจา ช างฉลาดจริง ๆ."

๘. กัมมผลอัตถิภาวปญหา ๕๖

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า กรรมที่เปนกุศลก็ตาม อกุศลก็
ตาม ที่นามรูปอันนี้ ทําแลว, กรรมเหลานั้ นจะอยูที่ไหน ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "กรรมเหลานั้นตองติ ดตามไป เหมื อนกะเงาติด
ตามตัวไปฉะนั้น."
ร. "พระผูเป นเจาจะสามารถชี้กรรมเหลานั้ นว า 'อยูที่ นี่ หรือที่นี่ ' ได
หรือ ?"
ถ. "อาตมภาพไมสามารถ."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟง."
ถ. "พระองคจะทรงพระดําริเห็นความขอนั้ นเปนไฉน: ตนไมเหลาใดยั ง
ไมออกผล พระองคจะทรงสามารถชี้ผลของตนไมเหลานั้ นว า 'อยูที่ นี้หรื อที่นี่ '
ไดหรือ ?"
ร. "ไมได พระผูเปนเจ า."
ถ. "ขอนั้นฉันใด, ถึงอาตมภาพก็ไมสามารถที่จะชี้กรรมเหลานั้นไดว า
'อยูที่ นี่หรือที่ นี่ ' เหมือนฉะนั้ น."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๙. อุปชชนชานนปญหาที่ ๕๗

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า สัตวใดจะบังเกิด สั ตวนั้นจะรูได
หรือวา 'เราจักบังเกิด' ดังนี้ ."
พระเถรเจ าทูลตอบวา "ขอถวายพระพร."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟง."
ถ. "เหมือนอย างว า ชาวนาหวานพืชลงในแผนดินแลว เมื่ อฝนตกดี
ยอมรูไดวา 'ธั ญญชาติทั้งหลายจักออกรวง' ดังนี้ หรือไม ?"
ร. "เขารูไดซิ พระผูเปนเจ า."
ถ. "ขอนั้นฉันใด, สัตวที่จะบั งเกิดก็รูไดวา 'เราจักบังเกิด' ฉันนั้ น."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๑๐. พุทธนิ ทัสสนปญหาที่ ๕๘

พระราชาตรัสถามวา "พระพุ ทธเจ ามี หรือ พระผูเปนเจา ?"
พระเถรเจ าทูลตอบวา "ขอถวายพระพร มีอยู."
ร. "พระผูเป นเจาสามารถจะชี้ไดหรือวา 'พระพุทธเจาอยู ที่นี้ หรือที่นี้ ."
ถ. "พระผูมีพระภาคปรินิพพานแลว ดวยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ (ดับ
หมดสิ้นเชื้อไมมีเหลือ), อาตมภาพไมสามารถที่จะชี้ไดว า 'อยูที่ นี้หรือที่นี้ ."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟง."
ถ. "พระองคจะทรงพระดําริเห็นความขอนั้ นเปนไฉน: เปลวแหงกองไฟ
อันใหญ ที่ลุกโพลงอยูดับไปแลว พระองค จะทรงสามารถชี้ไดหรือวา 'อยูที่นี้
หรือที่ นี้ ."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟง."
ถ. "พระองคจะทรงพระดําริเห็นความขอนั้ นเปนไฉน: เปลวแหงกองไฟ
อันใหญ ที่ลุกโพลงอยูดับไปแลว พระองค จะทรงสามารถชี้ไดหรือวา 'อยูที่นี้
หรือที่ นี้ ."
ร. "ไมสามารถเลย เพราะวาเปลวไฟนั้ นดับแลว ถึ งความไมมีบัญญัติ
เสียแลว."
ถ. "ขอนั้นฉันใด, พระผูมีพระภาคเจาเสด็ จดับขันธปรินิ พพานแลว
ดวยอนุปาทิเสสนิพพานธาติ, ใคร ๆ ไมสามารถจะชี้ไดว า 'อยูที่ นี้หรือที่นี้ ' ดัง
นี้ . ก็แตวาสามารถจะชี้ไดด วยธรรมกาย, เพราะวาพระธรรม พระผูมี พระภาค
เจาทรงแสดงไวแลว."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."


วรรคที่หก
๑. กายอัปปยปญหา ๕๙

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า กายเปนที่รักของบรรพชิตทั้ง
หลายหรือ ?"
พระเถรเจ าถวายวิสัชนาวา "ขอถวายพระพร กายซึ่ งจะเปนที่รักของ
บรรพชิตทั่งหลายหามิได ."
ร. "เมื่อไมมีความรัก เหตุไฉนบรรพชิตทั้งหลายจึงตองทะนุบํารุง ตอง
หวงกั นเลา ?"
ถ. "เมื่อพระองคเสด็จไปสูงานพระราชสงคราม บางคราวเคยตอง
อาวุธของข าศึกบางหรือไม ?"
ร. "เคยบาง."
ถ. "แผลที่ตองอาวุธนั้น พระองคทรงพอกยาสําหรับพอก ทรงทาน้ํามั น
ทรงพั นไวดวยผาเนื้อละเอียดมิใชหรือ ?"
ร. "อยางนั้ น."
ถ. "แผลเปนที่ รักของพระองคหรือ, จึงตองทรงทํ าอย างนั้ น ?"
ร. "หามิได เพราะวาข าพเจ าทําไวอยางนั้ น ก็เพื่อจะใหเนื้ องอกขึ้นดัง
เกา."
ถ. "ขอนั้นฉันใด, กายไมเป นที่รักของบรรพชิตทั้งหลาย, ก็แตวา
บรรพชิตทั้งหลายซึ่งไม หมกมุนทะนุบํ ารุงกายไว ก็เพื่อจะอนุเคราะหแก
พรหมจรรย ขอนี้ก็ฉันนั้ น. เออก็ กายนี้ พระผูมีพระภาคเจาตรัสวาเปรี ยบ
ประดุจแผล, เหตุนั้ น บรรพชิ ตทั้งหลายไม หมกมุ นทะนุบํ ารุงกายเหมือนรักษา
แผล, ถึงพระผู มีพระภาคเจ าก็ไดตรัสคํานี้ไววา 'กายนี้มี ทวารเก า มีแผลอัน
ใหญ มี หนั งอั นสดปกปดไว คายของโสโครกออกโดยรอบ ไมสะอาดมี กลิ่น
เหม็ น' ดังนี้ ."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๒. สัมปตตกาลปญหา ๖๐

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า พระพุ ทธเจ าทรงรูอะไรหมด ทรง
เห็นอะไรหมด มิใชหรือ ?"
พระเถรเจ าถวายวิสัชนาวา "ขอถวายพระพร."
ร. "เมื่อเปนอย างนั้น เหตุไฉนพระองคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทแก
สาวกทั้งหลายโดยลําดับ."
ถ. "หมอผูใดผูหนึ่ ง ซึ่ งเป นผูรูจักยาในแผนดินนี้ หมด มีอยูบางหรือ ?"
ร. "มีซิ พระผูเปนเจา."
ถ. "หมอนั้ น ต อเมื่อถึงกาลจึ งใหคนไขดื่มยา หรือยังไม ทั นถึงกาล ก็ให
ดื่ม."
ร. "ตอถึงกาล จึงใหดื่ม ยั งไมถึงกาล ก็ยั งไมใหดื่ม."
ถ. "ขอนั้นฉันใด, พระผูมีพระภาคเจาทรงรู อะไรหมด ทรงเห็นอะไร
หมด ยั งไมถึ งกาล ก็ยั งไมทรงบัญญัติสิกขาบทแกสาวกทั้งหลาย, ตอถึงกาล
แลว จึงทรงบั ญญัติสิกขาบท ใหเปนพระบัญญัติที่ไมควรจะลวงตลอดชีพไว
แกสาวกทั่ งหลาย ขอนี้ก็ฉั นนั้น."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๓. ทวัตติงสมหาปุริสลักขณปญหา ๖๑

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า พระพุ ทธเจ าประกอบดวย มหา

ปุริสลักษณะสามสิบสอง รุงเรืองดวยอนุ พยัญชนะแปดสิ บ มีพระพรรณดุจทอง
มีพระฉวีดุจทอง มี พระรัศมี ประมาณวาหนึ่งหรือ ?"
พระเถรเจ าถวายวิสัชนาวา "ขอถวายพระพร."
ร. "พระพุ ทธมารดาและพระพุทธบิดาทั้ งหลาย ประกอบดวย มหา
ปุริสลักษณะสามสิบสอง รุงเรืองดวยอนุ พยัญชนะแปดสิ บ มีพระพรรณดุจทอง
มีพระฉวีดุจทอง มี พระรัศมี ประมาณวาหนึ่ง เหมือนพระองคหรือ ?"
ถ. "หามิได ."
ร. "ก็เมื่อเป นอยางนั้ น คําวา 'พระพุ ทธเจ าประกอบดวยมหาปุริส
ลักษณะสามสิ บสอง รุงเรืองดวยอนุ พยัญชนะแปดสิบ มีพระพรรณดุ จทอง มี
พระฉวีดุจทอง มีพระรัศมีประมาณวาหนึ่ ง' ดังนี้ นี้จะชอบหรือ; พระผูเปนเจา
เพราะธรรมดาบุตรฝายขางมารดา ก็คล ายมารดา บุตรข างฝายบิดา ก็ คลาย
บิดา."
ถ. "บัวบางอย างมี กลีบรอยหนึ่ ง มีหรือไม ?"
ร. "มีซิ ."
ถ. "บัวนั้ นเกิดที่ไหน ?"
ร. "เกิดในเปอกตมแชอยูในน้ํา."
ถ. "บัวนั้ น มีสี มีกลิ่น มีรส เหมือนดังเปอกตมหรือ ?"
ร. "หามิได."
ถ. "ถาเชนนั้ น บัวนั้ นมีสี มีกลิ่น มีรส เหมือนน้ํ าหรือ ?"
ร. "หามิได."
ถ. "ขอนั้นฉันใด. พระผูมีพระภาคเจาประกอบดวยมหาปุริสลักษณะ
สามสิบสอง รุ งเรืองดวยอนุ พยัญชนะแปดสิบ มีพระพรรณดุจทอง มี พระฉวี
ดุจทอง มีพระรัศมีประมาณวาหนึ่ ง, สวนพระพุ ทธมารดาและพระพุ ทธบิดา
ของพระองค มิไดประกอบดวยมหาปุริสลักษณะสามสามสิบ และมิไดรุงเรือง
ดวยอนุ พยัญชนะแปดสิบ หามี พระพรรณและพระฉวี ดุจทองไม และหามีพระ
รัศมีประมาณวาหนึ่ งไม ขอนี้ก็ฉั นนั้ น."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๔. พรหมจารี ปญหา ๖๒

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า พระพุ ทธเจ าทรงประพฤติอย าง
พรหมหรือ ?"
พระเถรเจ าถวายวิสัชนาวา "ขอถวายพระพร."
ร. "ถาอย างนั้ น พระพุ ทธเจ ามิเป นศิษยของพรหมหรือ ?"
ถ. "ชางพระที่ นั่งของพระองคมีมิใชหรือ ?"
ร. "มีซิ ."
ถ. "ชางพระที่ นั่งนั้น บางคราวเคยรอยเสี ยงดังดุจนกกะเรียนบางมิใช
หรือ ?"
ร. "เคยบาง พระผูเปนเจ า."
ถ. "ก็ถาอย างนั้น ชางมิเป นศิษยของนกกะเรียนหรือ ?"
ร. "หามิได."
ถ. "พรหมเป นผูมีความรู หรื อเปนผูหาความรูมิได ?"
ร. "เปนผูมีความรูซิ ."
ถ. "ถาอยางนั้ น พรหมเป นศิ ษยของพระผู มีพระภาคเจ า."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๕. อุปสัมปนนปญหา ๖๓

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า อุปสั มปทาดี หรือ ?"
พระเถรเจ าถวายวิสัชนาวา "ขอถวายพระพร."
ร. "พระผูเป นเจา อุปสัมปทาของพระผูมี พระภาคเจา มีหรือไม ?"
ถ. "พระผูมีพระภาคเจาอุปสมบทที่โคนแห งตนโพธิ์ พรอมกันกับเวลา
ที่พระองคตรัสรูสัพพัญ.ุตญาณ, อุปสัมปทาของพระผู มีพระภาคเจ าที่คนอื่ น
ให เหมือนพระองคทรงบัญญัติสิกขาบท ใหเปนพระบั ญญัติ ไมควรลวงตลอด
ชีพไวแกพระสาวกทั้งหลายมิไดมี."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๖. อัสสุปญหา ๖๔

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า ผู หนึ่ งมารดาตายแล วรองไห , ผู
หนึ่ งรองไหเพราะความรักในธรรม, น้ําตาของคนทั่งสองที่ รองไหอยู น้ําตาของ
ใครเปนเภสัช ของใครหาเป นเภสัชไม ."
พระเถรเจ าถวายวิสัชนาวา "ขอถวายพระพร น้ํ าตาของคนหนึ่งขุ น
รอน เพราะราคะโทสะโมหะ, น้ําของคนหนึ่งใสเย็ น เพราะปติดโสมนั ส; น้ําตา
เย็นนั่นแหละเปนเภสัช, น้ําตาขุนนั่ นแหละหาเปนเภสัชไม."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๗. รสปฏิสังเวทีปญหา ๖๕

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า คนที่ ยังมีราคะกับคนที่ปราศจาก
ราคะแลวตางกันอย างไร ?"
พระเถรเจ าถวายวิสัชนาวา "ขอถวายพระพร ผูหนึ่ งยังหมกมุน ผู หนึ่ ง
ไมหมกมุ น."
ร. "ขอที่วาหมกมุนและไม หมกมุนนั้ นอยางไร ?"
ถ. "คือ คนหนึ่ งยังมีความตองการ, ผูหนึ่ งไมมีความตองการ."
ร. "พระผูเป นเจา ขาพเจ าเห็ นอยางนี้วา 'บุคคลที่ยังมีราคะและบุคคล
ที่ปราศจากราคะแลว ยอมปรารถนาแตของเคี้ยวของกินที่ดีดวยกั นหมดทุก
คน ไมมีใครปรารถนาของเลว."
ถ. "บุคคลที่ยังไมปราศจากราคะ บริโภคโภชนะ ทั้ งรูสึกรส ทั้ งรูสึก
ความกํ าหนัดในรส, สวนบุคคลที่ปราศจากราคะแลว บริโภคโภชนะ รู สึกแต
รส หารูสึกความกํ าหนัดในรสไม."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๘. ปญญายปติฏฐานปญหา ๖๖

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า ปญญาอยูที่ไหน ?"
พระเถรเจ าถวายวิสัชนาวา "ขอถวายพระพร มิไดอยูที่ไหน."
ร. "ก็ถาอยางนั้น ปญญามิไดมีหรือ ?"
ถ. "ลมอยูที่ไหน ?"
ร. "มิไดอยูที่ไหน."
ถ. "ถาอยางนั้ น ลมมิไมมีหรื อ ?"
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๙. สังสารปญหา ๖๗

พระราชาตรัสถามวา "พระผูเปนเจา พระผูเปนเจากลาวอยู วา
'สงสาร ๆ' ดังนี้นั้ น, สงสารนั้นคืออย างไร ?"
พระเถรเจ าถวายวิสัชนาวา "ขอถวายพระพร บุคคลเกิดแลวในที่ นี้
ตายแลวในที่ นี้ , ตายแลวในที่นี้ เกิดขึ้นในที่อื่น เกิดแลวในที่ นั้น ตายแลวในที่
นั้นแหละ. ตายแลวในที่นั้ น เกิดขึ้นในที่อื่น, ความเกิด ๆ ตาย ๆ นี้แหละชื่อวา
สงสาร."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟง."
ถ. "เหมือนบุรุ ษคนหนึ่ งไดบริโภคมะมวงอั นสุกแลว เพาะเมล็ดไว ,
หนอแตกจากเมล็ดนั้นเกิดเป นตนมะมวงใหญจนถึงเผล็ ดผล, บุรุษนั้นได
บริโภคอีก แลวก็เพาะเมล็ดไว, หนอแตกจากเมล็ดนั้นเกิ ดเปนตนมะม วงใหญ
จนถึ งเผล็ดผลเปนลําดับ ๆ มาดังนี้ , ที่สุดของตนมะม วงทั้งหลายนั้ นมิ ได
ปรากฏดวยประการดังนี้ ขอนี้ฉันใด; บุคคลเกิดแลวในที่ นี้ ตายในที่นี้ , ตาย
แลวในที่ นี้ เกิ ดขึ้นในที่อื่ น เกิดแลวในที่ นั้ น ตายในที่นั้ นแหละ, ตายแลวในที่
นั้น เกิดขึ้นในที่อื่น. ความเกิ ด ๆ ตาย ๆ นี้ แหละชื่อว าสงสาร ขอนี้ก็ฉั นนั้น."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๑๐. จิรกตสารณปยหา ๖๘

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า บุคคลจะระลึกถึ งสิ่ งที่ล วงไปแลว
และสิ่งที่ ทําไว นาน ๆ ไดดวยอะไร ?"
พระเถรเจ าถวายวิสัชนาวา "ขอถวายพระพร ระลึกไดดวยสติ ."
ร. "ระลึกไดดวยจิต มิไดระลึ กไดดวยสติมิใชหรือ ?"
ถ. "พระองคทรงระลึกถึ งราชกิจอยางใดอย างหนึ่ ง ที่พระองคไดทรง
ทําไวแลวลื มเสีย ไดบางหรื อ ?"
ร. "ไมได พระผูเปนเจ า."
ถ. "ในสมัยนั้ น พระองคไม มี จิตหรือ ?"
ร. "ในสมัยนั้น มิใชวาขาพเจ าจะไมมีจิตหามิได แตในสมั ยนั้ นไมมี
สติ."
ถ. "ก็เมื่ออยางนั้น เหตุไรพระองคจึงตรัสวา 'ระลึกไดดวยจิ ต, มิได
ระลึกไดดวยสติเลา ?"
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๑๑. สติอภิชานนปญหา ๖๙

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า ความระลึกทั้ งปวง ยอมเกิดขึ้น
แตความรูเองหรือตอผูอื่นเตื อนจึงจะเกิด."
พระเถรเจ าถวายวิสัชนาวา "ขอถวายพระพร เกิดแตความรูเองบ าง
ตอผูอื่นเตือนจึงเกิดขึ้นบ าง."
ร. "ความระลึ กทั้งปวง ตองมีเพราะความรูเอง มีเพราะผูอื่นเตือนหามิ
ได."
ถ. "ถาว าไมมีเพราะผูอื่ นเตือนจริงดังนั้ น กิ จที่จะควรทําด วยการงาน
ดวยศิลปะ ด วยวิทยามิไมมี หรือ, บุคคลผูเปนอาจารยมิไมมีประโยชนอะไร
หรือ; เพราะเหตุใด สติมีอยูเพราะผูอื่ นเตือน เพราะเหตุนั้ น กิ จที่จะควรทําดวย
การงาน ดวยศิลปะ ดวยวิทยาของผูมีศิลปะจึงมี , และจึงตองการอาจารยทั้ ง
หลาย."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."


วรรคที่เจ็ด
๑. สติอาการปญหา ๗๐

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า สติยอมเกิดขึ้นดวยอาการเทาไร
?"
พระเถรเจ าถวายวิสัชนาวา "ขอถวายพระพร สติยอมเกิ ดขึ้นดวย
อาการสิบหกอยาง คือ: เกิดขึ้นแกผูรูบาง เกิดขึ้นเพราะความเตือนบาง เกิด
ขึ้นเพราะวิญญาณอาศัยนิ มิตอันสําคัญบาง เกิดขึ้นเพราะวิญญาณอาศัยสิ่ง
ที่เปนประโยชนบาง เกิดขึ้นเพราะวิญญาณอาศัยสิ่งที่ไมเปนประโยชนบาง
เกิดขึ้นเพราะนิมิตอันเหมือนกั นบาง เกิดขึ้นเพราะนิมิตอันผิดกันบ าง เกิดขึ้น
เพราะลั กษณะบาง เกิดขึ้นเพราะความระลึกบาง เกิดขึ้ นเพราะความสังเกต
บาง เกิดขึ้นเพราะความนับบาง เกิดขึ้นเพราะความจําบ าง เกิดขึ้นเพราะ
ภาวนาบาง เกิ ดขึ้นเพราะแก ตํารับออกดูบาง เกิดขึ้นเพราะความเก็บไวบาง
เกิดขึ้นเพราะความเคยพบบาง.
สติเกิดขึ้นแกผู รูอยางไร ? ทานผูรูทั้งหลายผูระลึกชาติได เชน พระ
อานนทและอุ บาสิกาขุชชุตตราหรือทานผู อื่น ยอมระลึกชาติได, สติเกิดขึ้นแก
ทานผูรูอยางนี้ ."
สติเกิดขึ้นเพราะความเตือนอยางไร ? ผูมีสติฟนเฟอนโดยปกติผูอื่น
เตือนใหระลึกได, สติเกิดขึ้นเพราะความเตื อนอยางนี้ .
สติเกิดขึ้นเพราะวิญญาณอาศัยนิ มิตอันสํ าคัญอยางไร เมื่อใดได
อภิเษกในสมบัติก็ดี ไดบรรลุโสดาปตติผลก็ดี เมื่อนั้นสติกําหนดจําก็เกิดขึ้น.
สติเกิดขึ้นเพราะวิญญาณอาศัยนิ มิตอันสํ าคัญอยางนี้ .
สติเกิดขึ้นเพราะวิญญาณอาศัยสิ่งที่เป นประโยชนอยางไร ? คนได
ความสุขในที่ใด ก็ระลึกถึ งที่ นั้นวา 'เราไดความสุขในที่โน น,' สติเกิดขึ้นเพราะ
วิญญาณอาศั ยสิ่งที่ เปนประโยชนอยางนี้ .
สติเกิดขึ้นเพราะวิญญาณ อาศัยสิ่งที่ไมเป นประโยชนอย างไร ? คนได
ความทุกขในที่ใด ก็ระลึกถึ งที่ นั้นวา 'เราเคยไดความทุ กขในที่ ที่โนน,' สติยอม
เกิดเพราะวิญญาณอาศัยสิ่ งที่ไมเป นประโยชนอยางนี้ .
สติเกิดขึ้นเพราะนิ มิตที่เหมื อนกันอยางไร ? ไดเห็นคนที่ คลายกั นแลว
ระลึกถึงมารดาก็ดี บิดาก็ดี พี่ชายนองชายก็ดี พี่ หญิ งน องหญิ งก็ดี , ไดเห็นอูฐ
ก็ดี โคก็ดี ลาก็ ดี ที่คลายกันแลว ระลึกถึงสั ตวเชนนั้นตั วอื่ น, สติเกิดขึ้นเพราะ
นิมิตที่เหมือนกันอย างนี้ .
สติเกิดขึ้นเพราะนิ มิตที่ไมเหมือนกั นอย างไร ? ระลึกไดวา 'สีของสัตว
ตัวโน น เช นนี้ , เสียงของคนโนน เช นนี้ , กลิ่นรสสัมผัสของวัตถุโน น เช นนี้ ๆ,
สติเกิดขึ้นเพราะนิ มิตที่ไมเหมือนกั นอย างนี้ .
สติเกิดขึ้นเพราะลักษณะอย างไร ? เจาของเห็ นโคของตั วแลวรูไดจําได
เพราะตําหนิ เพราะลักษณะ, สติเกิดขึ้นเพราะลักษณะอยางนี้ .
สติเกิดขึ้นเพราะความระลึกอยางไร ? ผูมีสติฟนเฟอนโดยปกติ ผูอื่น
เตือนวา 'ระลึกดูเถิด ๆ' ดังนี้ ใหระลึกไดบอย ๆ, สติเกิดขึ้นเพราะความระลึก
อยางนี้ .
สติเกิดขึ้นเพราะความสังเกตอยางไร ? เพราะเราไดเคยเรียนหนังสือรู
ไดวา 'ตออักษรตัวนี้ .' จะตองเขียนอั กษรตั วนั้ น', สติเกิดขึ้นเพราะความสังเกต
อยางนี้ .
สติเกิดขึ้นเพราะความนับอยางไร ? เพราะเคยไดเรียนความนับผู นับ
จึงนับไดมาก, สติเกิดขึ้นเพราะความนับอยางนี้ .
สติเกิดขึ้นเพราะความจําอย างไร ? เพราะไดเคยเรียนความจํา ผูจําจึง
จําไดมาก, สติเกิดขึ้นเพราะความจํ าอยางนี้ .
สติเกิดขึ้นเพราะภาวนาอยางไร ? ภิกษุในศาสนานี้ ระลึ กถึงขั นธ
สันดานที่ตนอาศัยอยูในกาลกอนไดหลายอยางต าง ๆ กั น คือ ระลึ กไดชาติ
หนึ่ งบาง สองชาติบาง สามชาติบาง สี่ชาติบาง หาชาติ บาง สิบชาติบ าง ยี่สิบ
ชาติบาง สามสิบชาติบาง สี่ สิบชาติบาง ห าสิบชาติบ าง รอยชาติบาง พันชาติ
บาง แสนชาติบาง ตลอดสังวัฏฏกัปป (คือ กัปป ที่เสื่อม) เปนอันมากบ าง
ตลอดวิวัฏฏกัปป (คือ กัปป ที่เจริญ) เปนอั นมากบาง วาในที่โน น เราไดเปนผู
มีชื่ออยางนั้ น มีโคตรอยางนั้ น มี พรรณอย างนั้น มีอาหารอยางนั้น เสวยสุข
เสวยทุกขอยางนั้ นมี ที่สุดอายุเท านั้ น ครั้นเลื่อนไปจากที่ นั้นแลว ไดไปเกิดในที่
โนน แมในที่ นั้ น เราไดเป นผู มีชื่ออยางนั้ น มีโคตรอยางนั้ น มี พรรณอย างนั้น มี
อาหารอยางนั้ น เสวยสุขเสวยทุกขอย างนั้ น มี ที่สุดอายุเทานั้น ครั้นเลื่ อนไป
จากนั้นแลว มาเกิดขึ้นในที่ นี้ , ทานระลึกขั นธสันดานที่ตนเคยอาศัยอยู ในกาล
กอนหลายอย างตาง ๆ กัน พรอมทั้ งอาการและเพศพรรณฉะนี้ , สติเกิดขึ้น
เพราะภาวนาอยางนี้ .
สติเกิดขึ้นเพราะแกตํารับออกดูอยางไร ? เหมือนพระเจ าแผนดินทรง
ระลึกถึงพระราชกําหนดสําหรับปกครองแผนดิน ตรัสสั่ งใหนํ าคัมภีรที่ จารึก
พระราชบัญญั ติมาทอดพระเนตรแลว ทรงระลึกพระราชกํ าหนดขอนั้นได, สติ
เกิดขึ้นเพราะแกตํารับออกดูอยางนี้ .
สติเกิดขึ้นเพราะความเก็บไวอยางไร ? ไดเห็นของที่เก็บไวแลว ระลึก
ขึ้นได, สติเกิดขึ้นเพราะความเก็บไวอย างนี้ .
สติเกิดขึ้นเพราะเคยพบอยางไร ? เพราะไดเห็น ระลึกถึ งรูปได เพราะ
ไดฟง ระลึกถึงเสียงได เพราะไดดม ระลึกถึงกลิ่ นได เพราะไดชิม ระลึ กถึงรส
ได เพราะไดถู กตอง ระลึกถึ งสัมผัสได เพราะไดรูแจง ระลึกถึงธั มมารมณได,
สติเกิดขึ้นเพราะเคยพบอยางนี้ .
สติเกิดขึ้นดวยอาการสิบหกอยางเหล านี้แล ขอถวายพระพร."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๒. วัสสสตปญหา ๗๑

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ ากลาวอยูวา 'ผูใดทําอกุศล กรรม
ถึงรอยป ในเวลาจะตาย กลั บไดสติระลึกถึงพุ ทธคุณดวงเดียว ผู นั้นจะเกิดขึ้น
ในเทวดา;' ขอนี้ขาพเจาไมเชื่ อ. อนึ่ง พระผูเปนเจากลาวอยูวา 'คนจะเกิ ดใน
นรกเพราะทํ าปาณาติบาตคราวเดียว;' แมขอนี้ขาพเจ าก็ ไมเชื่อ."
พระเถรเจ าทูลตอบวา "พระองคจะทรงสําคั ญเห็นความนั้ นเปนไฉน:
ศิลาแมเล็กนอกจากอยูในเรื อ จะลอยน้ําไดหรือไม ?"
ร. "ลอยไมได."
ถ. "ศิลาแมรอยเกวี ยน บรรทุ กลงในเรือแล ว จะลอยน้ํ าไดหรือไม ?"
ร. "ลอยไดซิ."
ถ. "กุศลกรรมทั้งหลาย ควรเห็นเหมือนเรือ ฉะนั้น."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๓. อนาคตป ญหา ๗๒

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า พยายามเพื่อจะละทุ กขที่ลวงไป
แลวหรือ ?"
ถ. "หามิได ."
ร. "พระผูเป นเจา พยายามเพื่อจะละทุกข ที่ยังไม มาถึงหรือ ?"
ถ. "หามิได ."
ร. "พระผูเป นเจา พยายามเพื่อจะละทุกข ที่เกิดขึ้นบัดนี้ หรือ ?"
ถ. "หามิได ."
ร. "ถาว าพระผู เปนเจ า มิไดพยายามเพื่อจะละทุกข ที่ลวงไปแลว ที่ ยัง
ไมมาถึ ง ที่เกิดขึ้นบัดนี้ , ถาเช นนั้ น พระผูเป นเจาพยายามเพื่อประโยชน อะไร
เลา ?"
ถ. "อาตมภาพ พยายามเพื่อประโยชน วา 'ทําอย างไรหนอทุกขนี้จะพึ ง
ดับไปดวย ทุ กขอื่นจะไมพึ งเกิดขึ้นดวย."
ร. "ทุกขที่ ยังไมมาถึ งมี หรือ พระผูเปนเจา ?"
ถ. "ขอถวายพระพร ไมมี ."
ร. "พระผูเป นเจาก็ฉลาดเหลื อเกิน จึงพยายามเพื่อจะละทุกขซึ่งไม มี
อยู."
ถ. "ขอถวายพระพร พระเจาแผนดินที่ เปนปฏิปกษขาศึกปจจามิตร
เคยยกมาประชิดพระนครมี บางหรือ ?"
ร. "มีบาง."
ถ. "พระองคตรัสสั่งใหขุดคู กอกําแพง ป กเสาระเนี ยด ถมเชิงเทิน รวบ
รวมเสบียงอาหารในเวลานั้ นหรือ ?"
ร. "หามิได ของเหล านั้ นตองตระเตรียมไวก อน."
ถ. "พระองคหั ดทรงชาง ทรงมา ทรงรถ ทรงธนู ทรงพระแสงในเวลา
นั้นหรือ ?"
ร. "หามิได ตองหัดไวกอน."
ถ. "การที่ ทําดั งนั้ น เพื่อประโยชนอะไร ?"
ร. "เพื่อประโยชนจะกันภัยที่ ยังไมมาถึง."
ถ. "ภัยที่ยังไม มาถึ งมี หรือ ขอถวายพระพร ?"
ร. "ไมมี."
ถ. "พระองคก็ ฉลาดเหมือนกัน จึงตระเตรี ยมเพื่อจะกั นภัยที่ยั งไมมา
ถึง."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟงอีก."
ถ. "พระองคจะทรงสํ าคัญเห็ นความนั้ นเป นไฉน: เมื่อใด พระองคทรง
ระหาย เมื่อนั้ น จึ งตรัสสั่งใหขุดสระ ดวยพระราชประสงคจะเสวยน้ํ า ดังนั้ น
หรือ ?"
ร. "หามิได ตองตระเตรียมไว กอน."
ถ. "เพื่อประโยชนอะไร ?"
ร. "เพื่อประโยชนจะกันความระหายที่ ยังไมมาถึ ง."
ถ. "ความระหายที่ ยังไม มาถึ งมีหรือ ขอถวายพระพร ?"
ร. "ไมมี."
ถ. "พระองคก็ ฉลาดเหลือเกิ น จึ งตระเตรียมเพื่อประโยชนจะกั นความ
ระหายที่ยั งไม มาถึ ง."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟงอีก."
ถ. "พระองคจะทรงสํ าคัญเห็ นความนั้ นเป นไฉน: เมื่อใด พระองคทรง
หิวอยากจะเสวยพระอาหาร เมื่อนั้ น จึงตรั สสั่งใหไถนา หว านขาวสาลี ดวย
พระราชประสงคจะเสวยพระอาหาร ดังนั้ นหรือ ?"
ร. "หามิได ตองตระเตรียมไว กอน."
ถ. "เพื่อประโยชนอะไร ?"
ร. "เพื่อประโยชนจะกันความหิวที่ยั งไมมาถึง."
ถ. "ความหิ วที่ ยังไมมาถึงมีหรือ ขอถวายพระพร ?"
ร. "ไมมี."
ถ. "พระองคก็ ฉลาดเหลือเกิ น จึ งไดตระเตรียมเพื่อจะกันความหิวที่ยั ง
ไมมาถึ ง."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๔. ทูรพรหมโลกปญหา ๗๓

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า พรหมโลก แตที่ นี้ไปไกลเทาไร ?"
พระเถรเจ าถวายวิสัชนาวา "ไกลมาก ศิลาประมาณเท าเรือน มียอด
ตกจากพรหมโลกนั้ นแลว วันหนึ่ งกั นคืนหนึ่ ง ตกลงมาได สี่หมื่นแปดพันโยชน
ตอลวงสี่เดือนจึงจะตกถึงพื้ นแผนดิน."
ร. "พระผูเป นเจากลาวอยู วา 'ภิกษุผูมีฤทธิ์ ถึงความแกล วกลาในจิต
อันตรธานในชมพูทวีปแลว ไปปรากฏในพรหมโลกในทั นใดเหมือนบุรุษมี
กําลังเหยี ยดแขนที่คูไปแลว หรือคูแขนที่เหยียดไวแลว ฉะนั้น;' คํานี้ ขาพเจา
ไมเชื่อวาจะไปตลอดหลายร อยโยชนไดเร็วเกิน ดังนั้น."
ถ. "ขอถวายพระพร ชาติภูมิ ของพระองคอยูที่ไหน ?"
ร. "ขาพเจ าเกิ ดที่เกาะชื่อ อลสันทะ."
ถ. "เกาะ อลสั นทะ แตที่ นี้ไปไกลเทาไร ?"
ร. "ประมาณสองรอยโยชน ."
ถ. "พระองคทรงจําไดบางหรือไมวา ทรงทํ าราชกิจอยางใดอยางหนึ่ ง
ในที่ นั้นแล วทรงระลึกถึ ง."
ร. "ระลึกอยูบ าง."
ถ. "พระองคเสด็จไปไดประมาณสองรอยโยชนเร็วนัก."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๕. พรหมโลกกัสมีรปญหา ๗๔

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า คนตาย ณ ที่นี้ ผูหนึ่ งไปเกิดใน
พรหมโลก ผู หนึ่งไปเกิดในประเทศกัสมีระ (แคชเมียร) ใครจะเกิดชากว า ใคร
จะเกิดเร็วกวา."
พระเถรเจ าถวายวิสัชนาวา "เทากัน."
ร. "พระผูเป นเจาจงอุปมาให ขาพเจ าฟ ง."
ถ. "พระนครที่ พระองคประสู ติอยูที่ไหน."
ร. "ขาพเจ าเกิ ดที่ กลสิคาม."
ถ. "กลสิคาม แตที่นี้ไปไกลเทาไร ?"
ร. "ประมาณสองรอยโยชน ."
ถ. "ประเทศกั สมีระ แตที่ นี้ไปไกลเทาไร ?"
ร. "สิบสองโยชน ."
ถ. "ขอเชิญพระองคทรงนึกถึ ง กลสิคาม."
ร. "นึกแลว."
ถ. "ขอพระองคทรงนึ กถึ งประเทศกัสมีระ."
ร. "นึกแลว."
ถ. "ที่ตําบลไหนทรงระลึกไดชา ที่ตําบลไหนทรงระลึกไดเร็ว ?"
ร. "เทากัน."
ถ. "พระองคทรงระลึกที่สองตําบลนั้ น ไดเทากั น ฉันใด, คนตายแลว
ณ ที่ นี้ ผู หนึ่ งไปเกิดในพรหมโลก ผู หนึ่ งไปเกิดในประเทศกันมีระ คนทั้งสอง
นั้นเกิดพรอมกัน ฉั นนั้น."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟงอีก."
ถ. "พระองคจะทรงสํ าคัญเห็ นความนั้ นเป นไฉน: นกสองตัวบินไปใน
อากาศ, ตัวหนึ่งจับที่ตนไม สูง ตัวหนึ่งจับที่ตนไมต่ํา นกสองตัวนั้ นจับพรอม
กัน เงาของตัวไหนจะปรากฏ ณ พื้ นกอน เงาของตัวไหนจะปรากฏที หลั ง ?"
ร. "พรอมกั น."
ถ. "เงาของนกสองตัวปรากฏ ณ พื้ นพรอมกัน ฉั นใด, คนตายแลว ณ
ที่นี้ ผูหนึ่งไปเกิดในพรหมโลก ผูหนึ่ งไปเกิ ดในประเทศกั สมีระ คนทั้งสองนั้ น
เกิดพรอมกั น ฉันนั้ น."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๖. ปรโลกคตนีลปตาทิวัณณคตปญหา ๗๕

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า ขาพเจาจักถามถึงเหตุทั นดวน:
สัตวผูจะไปสูปรโลก ไปดวยสีไหน คือ ด วยสีเขียว หรือสีแดง หรือสีเหลือง
หรือสีขาว หรื อสีแสด หรือสีปภัสสร, ก็หรื อวา ไปดวยเพศชาง เพศม า หรือ
ดวยรูปรถ ?"
พระเถรเจ าถวายวิสัชนาวา "มหาบพิตร ขอนั้น พระผู มีพระภาคหาได
ทรงบัญญัติไว ไม, ขอนั้น มิไดมีในพระพุทธวจนะ คือ พระไตรปฎก."
ร. "พระผูเป นเจา ถ าว า พระสมณโคดมมิไดทรงบัญญัติไว, ใครจะรูได
อยางวา 'สัตวจะไปสูปรโลกนั้นหรือมิไดไป,' อาชีวกใดจั กกลาวว า 'โลกนี้ไมมี
โลกอื่นไมมี สั ตวมิไดไปปรโลก' ดังนี้ คํ าของอาชี วกนั้ น เปนจริงอย างนั้ นหรือ,
อาชีวกนั้ น เป นอาจารยผูฉลาดหรือ พระผูเปนเจา."
ถ. "ขอถวายพระพร มหาบพิ ตร ทรงสดับคํ าของอาตมภาพหรือ ?"
ร. "ฟงซิ พระผู เปนเจ า."
ถ. "ขอถวายพระพร คําของอาตมภาพหลุ ดออกจากปากแลวไปเขา
พระกรรณของมหาบพิตรนั้ น เมื่อในระหว างทาง ก็มิไดทํ าการอะไรหรือ
มหาบพิตรทรงเห็ นเป นสีเขียว สีเหลือง ฯลฯ ที่ ยอดไมบาง ?"
ร. "ไมเห็น พระผูเปนเจ า."
ถ. "ถาไมทรงเห็น, คําของอาตมภาพคงไมไดเขาพระกรรณ
มหาบพิตร,มหาบพิตรรับสั่งเหลวไหล."
ร. "พระผูเป นเจา ขาพเจ าหาไดพูดเหลวไหลไม, คําพูดของพระผูเป น
เจา แมจะไมปรากฏวาเขียวหรือเหลืองในระหว างทางก็ จริง แตก็ไดมาเขาหู
ขาพเจ า."
ถ. "ขอถวายพระพร ขอนั้ นฉั นใด, สัตวเมื่อไปสูปรโลก แมจะไมปรากฏ
วา เขียวหรือเหลืองในระหว างทางก็จริง ถึ งกระนั้ น สัตว ก็ไดไปปรโลกจริง
เหมือนคําพูดที่ไปเขาหู ฉะนั้น."
ร. "อัศจรรยแปลกประหลาดจริงพระผูเป นเจา, ขอพระผูเปนเจ าจง
เสวยราชสมบั ติอันใหญหลวง ในสกลชมพู ทวีปเถิด. พระผูเปนเจ า ขันธ หานี้
ไมไปสูปรโลกดวย และมิได ทํากรรม ก็เกิดขึ้นไดดวย, เมื่ อเปนเช นนี้ สงสาร ก็
ตองไมมี ."
ถ. "ขอถวายพระพร มหาบพิ ตร จะให ทํานาหรือ ?"
ร. "ทําซิ พระผู เปนเจ า ขาพเจาจักทํานา จะใหหวานขาวสาลี."
ถ. "ขาวสาลีของมหาบพิตรที่ขึ้นในแผ นดิ นแลวออกรวงที่ยอด, ขาว
สาลีนั้ น คนไม ไดปลูก จักออกรวงที่ยอดไดหรือ ?"
ร. "จริงอยู ข าวสาลี นั้น ตองปลูกลงที่แผนดิน จึ งจะออกรวงที่ ยอดได,
หรือคนไมไดทํ า จักออกรวงที่ยอดก็ไมได."
ถ. "ถาเชนนั้ น ขาวสาลี ก็ไมมี ขอถวายพระพร."
ร. "มีซิ พระผูเปนเจา, ถาวา ขาวสาลี ที่ปลู กลงที่แผ นดินจะพึงออกรวง
ที่ยอด, ขาวสาลีก็ตองสําเร็จผลที่ยอด; ถาขาวสาลีจะพึ งออกรวงไดเองโดยไม
ตองเพาะปลูก, ทรัพย คือ ข าวสาลี จะตองเกิดขึ้นไดเอง จะตองทํ าขวั ญตนเอง
ละซิ."
ถ. "ขอถวายพระพร ขอนั้นฉั นใด, ถาวา ขั นธห านี้จะพึงไปสูปรโลก
ดวยไซร, คนตาบอด จะตองเปนคนตาบอดอยูร่ําไป, คนใบ จะตองเป นคนใบ
อยูร่ําไป, จะตองทํ าบุญเอาประโยชนอะไร; ถาวา ขันธ หานี้ไมตองมี กรรมที่ได
ทําไว ก็เกิดขึ้นได, สัตวจะตองไปนรก เพราะอกุศลกรรม ขอนี้ ก็ฉั นนั้ น."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟง."
ถ. "เหมือนอย างว า ดวงไฟที่ บุคคลจุดตอกันไป จะพึงเลื่อนไปติดดวง
อื่น หรือเลื่อนไปยังเปลวไฟอื่ น จะวาดวงไฟนั้ นเกิดขึ้นเอง โดยมิไดอาศัยจุด
ตอกันหรือ ?"
ร. "หามิได พระผูเปนเจ า, เปลวไฟเลื่อนไปได หรือดวงไฟก็ตอกับดวง
ไฟอื่นใหเกิดแสงสวางหรือเปลวได, จะวาไมไดอาศัยจุดตอกันแลว เกิ ดขึ้นเอง
ไมไดเลย."
ถ. "ขอถวายพระพร ขอนั้ นฉั นใด, ขันธห านี้ ก็ไปสูปรโลกหาไดไม , จะ
เกิดขึ้นเองโดยไมไดอาศัยกรรมที่ทํ าไว ก็หาไดไม ขอนี้ก็ ฉันนั้ น."
ร. "พระผูเป นเจา เวทนาขั นธ ไปสูปรโลกหรือ ?"
ถ. "ขอถวายพระพร ถ าเวทนาขันธไปสูปรโลกไซร, สัตวทั้ งหลายผู
เสวยเวทนาในเบญจขันธนี้ เอง เป นตัวเวทนาขันธ ที่ไปสูปรโลกหรือ ?"
ร. "หามิได."
ถ. "เพราะเหตุนั้น มหาบพิตรจงทรงทราบวา "เวทนาขั นธมิไดไปสูปร
โลก."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟง."
ถ. "ขอถวายพระพร กระจกเงาของมหาบพิตรมีหรือ."
ร. "มี พระผู เป นเจา."
ถ. "มหาบพิตร โปรดหยิบตั้ งไวเบื้องพระพั กตร."
ร. "ตั้งเสร็จแลว."
ถ. "ขอถวายพระพร พระเนตร พระกรรณ พระนาสิก พระทนตของ
มหาบพิตร ปรากฏในกระจกเงานี้ , หรือวา มหาบพิตรทรงจัดสรรขึ้นใหม ?"
ร. "ที่ปรากฏในกระจกเปนตา หู จมู ก ฟน ของขาพเจ าทั้ งนั้ น."
ถ. "ถาอยางนั้ น พระเนตร พระกรรณ พระนาสิก พระทนตของ
มหาบพิตรหลุ ดถอนออกไป มหาบพิตรกลายเป นคนบอดเปนคนหนวกไปหรือ
?"
ร. "หามิได พระผูเปนเจ า, เงาอาศัยตัวข าพเจาไปปรากฏในกระจก,
ขาพเจ าไมไดทํา ก็ หามิได ."
ถ. "ขอถวายพระพร ขอนั้ นฉั นใด, ขันธห านี้ไปสูปรโลกหาไดไม, ทั้งจะ
เกิดขึ้นเองโดยมิไดทํากรรม ก็หาไดไม , สัตวอาศัยเบญจขันธนี้เอง ปฏิ สนธิใน
ครรภมารดา ดวยกุศลกรรมและอกุศลกรรมที่ตนไดทํ าไว ขอนี้ก็ฉั นนั้ น."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๗. มาตุกุจฉิปฏิสันธิปญหา ๗๖

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า สัตวเมื่อจะปฏิสนธิ ในครรภ
มารดา ไปปฏิ สนธิโดยทวารไหน ?"
พระเถรเจ าถวายวิสัชนาวา "ทวารสําหรับปฏิสนธิไมมี ขอถวายพระ
พร."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟง."
ถ. "หีบแกว ของมหาบพิตร มีอยูหรือ"
ร. "มี พระผู เป นเจา."
ถ. "ขอมหาบพิ ตร ทรงคิดเขาในหีบแก ว."
ร. "คิดแลว."
ถ. "พระจิตของมหาบพิตร เมื่อไปในหีบแลว ไปโดยทวารไหน ?"
ร. "ไมตองอาศั ยทวาร พระผูเปนเจา."
ถ. "ขอถวายพระพร ขอนั้ นก็เปนเช นเดียวกั น, สัตวเมื่อจะปฏิสนธิใน
ครรภมารดา ไมตองอาศัยทวาร เหมือนพระจิตของมหาบพิตรคิดเขาสูหีบแกว
ฉะนั้น."
ร. "อัศจรรยแปลกประหลาดจริงพระผูเป นเจา, พระผูเปนเจาแก
ปญหาเปรียบเทียบไพเราะยิ่ งนัก; พระผูเป นเจาช างฉลาดจริง ๆ, หากวาพระ
พุทธเจายังทรงอยู พระองค จะพึงประทานสาธุการเปนแน ."

๘. สัตตโพชฌังคปญหา ๗๗

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า โพชฌงคมีเท าไร ?"
พระเถรเจ าถวายวิสัชนาวา "ขอถวายพระพร มีเจ็ด."
ร. "พระพุ ทธเจ าตรัสรูดวยโพชฌงคเท าไร พระผูเปนเจา ?"
ถ. "ดวยธัมมวิ จยสัมโพชฌงคอยางเดียว ขอถวายพระพร."
ร. "เมื่อเปนเช นนั้ น เหตุไฉนจึงกลาวว าโพชฌงคเจ็ดเลา พระผูเป นเจ า
?"
ถ. "ขอถวายพระพร พระองคจะทรงพระราชดําริเห็ นความ ขอนี้เปน
ไฉน: ดาบอันสอดอยูในฝก มือไมไดจับไว ยังจักอาจตัดใหขาดไดหรือ ?"
ร. "ไมไดเลย."
ถ. "เวนจากธั มมวิจยสัมโพชฌงคเสียแล ว พระพุ ทธเจ าก็ตรัสรู แตโดย
ลําพั งโพชฌงคหกไมได เหมือนกั นฉันนั้ นแล ขอถวายพระพร."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๙. ปาปปุญญพหุตรปญหา ๗๘

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า บุญก็ ดี บาปก็ดี อย างไหนจะมี
มากกวา"
พระเถรเจ าถวายวิสัชนาวา "ขอถวายพระพร บุญแหละมีมากกว า
บาปมีนอย."
ร. "เพราะเหตุ อะไร ?"
ถ. "ขอถวายพระพร เมื่อคนกระทําบาป ย อมไดความรอนใจว า 'เราได
กระทําบาปไว ' ดังนี้ , เหตุฉะนั้น บาปจึ งไม เจริญ. เมื่อคนกระทําบุญ ย อมไม
ไดคนเดือดรอนใจ, เมื่อไมเดือดรอนใจ ปราโมทยก็ ยอมเกิด, เมื่อใจเบิ กบาน
ปติก็ยอมเกิด, เมื่ออิ่มใจ ใจคอก็สงบ, ครั้ นมีใจคอสงบแลว ก็ยอมไดเสวยสุข,
เมื่อมีสุข จิตก็ ตั้งมั่นเป นสมาธิ , ครั้นมีจิตตั้งมั่นเป นสมาธิแลว ก็ยอมรูชัดตาม
เปนแลวอย างไร, เพราะเหตุ นั้น บุญจึงเจริญ. บุรุษผูถูกตัดมือเทาแลว ได
ถวายดอกอุบลแดพระผูมีพระภาคเจากํ าหนึ่ งแลว จักไมไปสูวินิบาตตลอด
กาลยืดยาว มี ประมาณถึ งเก าสิบเอ็ดกัปป : แมเพราะเหตุ นี้แล ขอถวายพระ
พร อาตมภาพจึงกลาวว า บุ ญมีมากกว า บาปมีนอย ดั งนี้ ."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๑๐. ชานอชานปญหา ๗๙

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า คนผูรู อยู กระทําบาปกรรม และ
คนผูไมรูอยู กระทําบาปกรรม บาปของใครมากกวา ?"
พระเถรเจ าถวายวิสัชนาวา "ผูใดไมรูอยู กระทําบาปกรรม บาปของผู
นั้นมากกว า ขอถวายพระพร."
ร. "ถาอย างนั้ น ราชบุตรก็ดี ราชมหาอมาตยก็ดี ของขาพเจาผูไมรู
กระทําความผิ ดลง ขาพเจามิตองลงโทษแกเขาทวีคูณหรือ ?"
ถ. "ขอถวายพระพร พระองคจะทรงพระราชดําริความขอนี้เปนไฉน: ผู
หนึ่ งรูอยูและอี กผูหนึ่งไมรูอยู ทั้ งสองคนนั้ น จะพึ งจับกอนเหล็กที่ไฟเผาให
รอนโชนเป นเปลว คนไหนจะถูกลวกหนักกวา ?"
ร. "คนผูไมรูซิ พระผูเปนเจา."
ถ. "ผูใดไมรู กระทําบาปกรรม บาปของผูนั้ นมากกวา เหมือนกั นฉะนั้น
แล ขอถวายพระพร."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๑๑. อุตตรกุรุ ปญหา ๘๐

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า ใคร ๆ จะพึ งสามารถไปสูอุตตรกุ
รุทวีปก็ดี สูพรหมโลกก็ดี สู ทวีปอื่นก็ดี กับทั้งกาย คือประชุมแห งธาตุสี่ อันนี้ มี
บางหรือ ?"
ถ. "ขอถวายพระพร มีอยู ."
ร. "ไปไดอยางไร พระผูเปนเจา ?"
ถ. "ขอถวายพระพร พระองคทรงจําไดอยู บางหรือวา พระองคเคยทรง
กระโดดขึ้นไดจากพื้ นแผนดิ นนี้ คืบหนึ่งบ าง ศอกหนึ่งบ าง."
ร. "จําไดอยู ข าพเจ ากระโดดขึ้นถึงแปดศอกก็ได."
ถ. "พระองคทรงกระโดดอย างไร จึ งขึ้นไปไดถึงแปดศอกก็ได."
ร. "ขาพเจ าทํ าจิตใหเกิดขึ้นก อนวา 'ขาพเจ าจักขึ้นไปใหถึ งนั้ น,' กาย
ของขาพเจ าก็เบาขึ้นพรอมกั บจิตอันเกิดขึ้ น."
ถ. "ขอถวายพระพร พระภิกษุผูมีฤทธิ์ ถึงความเป นผูมีอํ านาจทางจิต
ยกกายขึ้นรวมไวในจิตแลว ย อมไปสูเวหาสไดดวยอํานาจแหงจิตเหมือนกัน
ฉะนั้น."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๑๒. ทีฆอัฏฐิกปญหา ๘๑

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ ากลาวอยูวา 'กระดูกที่ยาวถึ งรอย
โยชน ก็มี ' ดังนี้ , แตตนไมยังไมมีถึงรอยโยชน กระดู กที่ ยาวถึงรอยโยชน จักมี
แตไหน."
พระเถรเจ าถวายวิสัชนาวา "ขอถวายพระพร พระองคจั กทรงพระราช
ดําริความขอนี้ เปนไฉน: พระองคเคยไดทรงสดับอยูหรือวาปลาในพระ
มหาสมุทรยาวถึงหารอยโยชนก็มี ."
ร. "เคยไดฟงอยู."
ถ. "กระดูกของปลาที่ยาวหารอยโยชน จักยาวถึงรอยโยชนมิใช หรือ
ขอถวายพระพร."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๑๓. อัสสาสปสสาสปญหา ๘๒

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ ากลาวอยางนี้ว า 'อาจกระทํ าลม
อัสสาสะปสสาสะใหสงบได' ดังนี้ มิใชหรือ ?"
พระเถรเจ าทูลรับวา "ขอถวายพระพร."
ร. "อาจอยางไรนะ พระผูเป นเจา ?"
ถ. "ขอถวายพระพร พระองคจะทรงพระราชดําริความขอนี้เปนไฉน:
พระองคเคยไดทรงฟ งใคร ๆ นอนกรนบ างหรือเปลา ?"
ร. "เคยไดฟง."
ถ. "ขอถวายพระพร เสียงนั้ นของคนมีกายไมไดอบรมแลว มีศีลไมได
อบรมแลว มีจิ ตไมไดอบรมแลว มีปญญาไมไดอบรมแลว เมื่อกายพลิก
ตะแคงยังสงบแลว, ไฉนลมอั สสาสะปสสาสะของท านผู มีกายไดอบรมแลว มี
ศีลไดอบรมแลว มีจิตไดอบรมแลว มีปญญาไดอบรมแลว บรรลุจตุตถฌาน
แลว จักไมสงบเลา."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๑๔. สมุททป ญหา ๘๓

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า คําที่เรียกกันวาทะเล ๆ ดังนี้ ดวย
เหตุไร จึงเรียกน้ําวาทะเล ดังนี้ ."
พระเถรเจ าถวายวิสัชนาวา "ขอถวายพระพร น้ํ ามีประมาณเท าใด รส
เค็มก็มีประมาณเพียงเท านั้ น, รสเค็มมีประมาณเพี ยงเทาใด น้ําก็มีประมา
เพียงเท านั้ น, เหตุฉะนั้ น จึงไดเรียกกันวาทะเล ดังนี้ ."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."
พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า เพราะเหตุไร ทะเลจึงมีรสเป นอัน
เดียว คือ มีรสเค็ม."
พระเถรเจ าถวายวิสัชนาวา "เพราะเหตุตั้งขั งอยูนาน ขอถวายพระ
พร."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๑๕. สุขุมเฉทนปญหา ๘๔

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า บุคคลอาจตัดของทั้งปวงที่สุขุม
ไดหรือ ?"
พระเถรเจ าถวายวิสัชนาวา "ขอถวายพระพร."
ร. "อะไรที่ชื่อว าของทั้ งปวงที่ สุขุมนะ พระผู เปนเจ า."
ถ. "ขอถวายพระพร ธรรมชื่อวาของสุขุมกว าของทั้ งปวง แตธรรมเปน
สภาพสุขุมลวนหามิได, คําว า สุขุมก็ดี หยาบก็ดี เป นชื่อสําหรับเรียกธรรมทั้ง
หลาย, ของอั นใดอันหนึ่ งอั นบุคคลจะพึ งตัด บุคคลยอมตัดของนั้นไดหมดดวย
ปญญา, เครื่องตัดรองปญญาลงไปมิไดมี ."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๑๖. ปญญาวิ เสสปญหา ๘๕
พระราชาตรัสถามวา “ พระผูเปนเจ า ปญญาอยูที่ไหน ?”
พระเถรเจ าถวายวิสัชนาวา “ ปญญาหาไดอยูที่ไหน ๆ ไม ”
ร. “ถาอยางนั้ น ปญญาก็ไม มีนะซิ ”
ถ. “ขอถวายพระพร มหาบพิ ตรจะทรงหมายเนื้อความขอนั้นเป นไฉน :ลมอยูที่ไหน ?”
ร. “ลมหาไดอยูที่ไหน ๆ ไม.”
ถ. “ถาอย างนั้ น ลมก็ไมมี นะซิ”
ร. “ พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ”

๑๗. วิญญาณาทิ นานัตถภาวปญหา ๘๖
พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า ธรรมเหลานี้ คือ วิญญาณก็ดี
ปญญาก็ดี เจตภูตก็ดี มีอรรถก็ตางกัน มี พยัญชนะก็ตางกัน หรือว ามีอรรถ
เปนอันเดี ยวกั น ตางแตพยั ญชนะ."
พระเถรเจ าถวายวิสัชนาวา "ขอถวายพระพร วิญญาณมีอันรูแจงเป น
ลักษณะ ปญญามีอันรู ทั่วถึ งเปนลั กษณะ เจตภูตอันบัณฑิตเขาไปคนหาไมได
โดยพระปรมัตถ."
ร. "ถาว าเจตภู ตอันบัณฑิตเข าไปคนหาไมได โดยพระปรมัตถ, เมื่อ
เปนเช นนี้ ใครเลาเห็ นรูปดวยนัยนตา ฟ งเสียงดวยหู สูบกลิ่นดวยจมูก ลิ้มรส
ดวยลิ้น ตองโผฏฐัพพะดวยกาย รูธรรมารมณดวยใจ."
ถ. "ขอถวายพระพร ถ าเจตภูตเห็นรูปดวยนั ยนตา ฯลฯ รูแจง
ธรรมารมณดวยใจ, เจตภูตนั้น เมื่อทวาร คือ จักษุ โสต ฆาน ชิวหา กาย เพิก
ถอนขึ้นเสี ยให สิ้นแลว จะมิ หั นหนาออกภายนอกทางอากาศอันกวางใหญ
เห็นรูป ฟ งเสียง สูบกลิ่ น ลิ้มรส ตองโผฏฐั พพะชัดเจนดี ขึ้นกว าหรือ."
ร. "หามิได."
ถ. "ถาอยางนั้ น เจตภูตอันบั ณฑิตเขาไปหาไมได โดยพระปรมัตถนะซิ
ขอถวายพระพร."
ร. "พระผูเป นเจาชางฉลาดจริง ๆ."

๑๘. อรูปววัตถภาวทุกกรป ญหา ๘๗

พระเถรเจ ากล าวขึ้นวา "ขอถวายพระพร พระผูมีพระภาคเจาไดทรง
กระทําการที่กระทําไดยากนั ก."
พระราชาตรัสถามวา "การอะไร พระผูเป นเจา."
ถ. "พระองคตรัสจําแนกอรูปธรรม คือ จิตและเจตสิกทั้ งหลายเหลานี้
ที่เปนไปในอารมณอันเดียวกันว า นี้ผัสสะ นี้เวทนา นี้สั ญญา นี้เจตนา นี้จิต
ดังนี้ ."
ร. "ขอพระผูเป นเจาจงอุปมาใหขาพเจาฟง."
ถ. "ขอถวายพระพร เหมือนอยางวา บุรุษผูหนึ่ งหยั่งลงสูมหาสมุทร
ดวยเรือแลว กอบเอาน้ํ าขึ้นมาดวยอุ งมือแล ว ชิมรสดวยลิ้ นแลว เขาจะพึงรูได
หรือวา 'นี้น้ําแหงน้ําแมคงคา นี้ น้ําแหงแม น้ํ ายมุ นา นี้ น้ําแหงแม น้ําอจิรวดี นี้
น้ําแห งแม น้ําสรภู นี้น้ํ าแหงแมน้ํามหี ' ดังนี้ ฉั นใด."
ร. "ยากที่จะรูได."
ถ. "ขอถวายพระพร พระผู มี พระภาคเจาทรงกระทํ าการที่กระทําได
ยากกวานั้ น คื อ ตรัสจําแนกอรูปธรรม คือ จิตและเจตสิกทั้งหลายเหล านี้ ที่
เปนไปในอารมณอันเดียวกั นว า นี้ผัสสะ ฯลฯ นี้จิต ดังนี้ ."
พระราชาทรงอนุโมทนาว า "ชอบละ."

๑๙. ทุกกรป ญหา ๘๘

พระเถรเจ าทูลถามวา "ขอถวายพระพร พระองคทรงทราบอยูหรือ
เดี๋ยวนี้ เวลาเท าไรแลว ?"
พระราชาตรัสบอกวา "ทราบอยู เดี๋ยวนี้ประถมยามลวงไปแลวกําลั ง
เปนมัชฌิมยาม, เจาพนักงานตามคบสวาง และสั่ งใหประโคมแตรสี่คัน, พวก
ขาราชการจั กกลับไปจากพระลาน."
พวกโยนกอมาตยกราบทูลวา "ขอเดชะ ภิกษุรูปนี้เป นบั ณฑิตแท ."
พระราชาตรัสตอบวา "เออ พนาย พระเถรเจาเปนบัณฑิตแท , ถา
อาจารยจะพึ งเปนเหมือนทาน และอั นเตวาสิกจะพึงเปนเหมือนเราไมช าอันเต
วาสิกจะพึ งเป นบัณฑิตรูธรรมทั่วถึง."
พระราชาทรงพระปราโมทย ดวยปญหาพยากรณของพระนาคเสนเถร
เจาแลว ทรงถวายผ ากัมพลราคาแสนกระษาปณใหครองแลว ตรัสปวารณา
วา "พระผูเปนเจานาคเสน ตั้ งแตวันนี้เป นตนไป ขาพเจาจะแตงภัตตาหารไว
ถวายพระผูเป นเจารอยแปดภาค และสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เปฯกัปปยะอั นมีในวั งนี้
ขาพเจ าปวารณาดวยสิ่ งนั้ น."
ถ. "อยาเลย ขอถวายพระพร อาตมภาพพอเลี้ยงชี พได."
ร. "ขาพเจ าก็ ทราบอยูว า 'พระผูเปนเจ าพอเลี้ยงชี พได' ก็แตขอพระผู
เปนเจ าจงรักษาตนด วย, จงรักษาข าพเจ าไวดวย; พระผูเปนเจ าจะรั กษาตน
อยางไร: ความครหาของผูอื่ นจะพึงมี มาว า 'พระนาคเสนกระทํามิลิ นทราชา
ใหเลื่อมใสไดแลว แตก็ไมไดอะไรสักหนอย' ดังนี้ , เหตุฉะนั้น ขอพระผู เปนเจ า
จงรักษาตนให พนปรัปปวาทอยางนี้ ; พระผูเปนเจ าจะรักษาขาพเจาอย างไร:
คําครหาของผู อื่นจะพึ งมี มาวา 'มิลินทราชาเลื่อมใสแลว แตหากระทําอาการ
ของผูเลื่อมใสไม' ดังนี้ , เหตุ ฉะนั้น ขอพระผูเปนเจ าจงรักษาขาพเจาให พน
จากปรัปปวาทอยางนี้ ."
ถ. "ขอถวายพระพร อย างนั้ นเอาเป นไดกั น."
ร. "มีอุปมาวา ราชสีหอั นเปนพญาเนื้อ แม ตองขังอยูในกรงทอง ก็ หัน
หน าออกอย างเดียว ฉันใด, ถึงว าขาพเจาอยูครองเรือนก็จริง แตก็อยู หันหน า
ออกนอกเป นนิตย ฉั นนั้ น; ถาขาพเจาจะพึงออกบวชบ าง ก็คงจะมีชี วิตอยูได
ไมนาน เพราะศัตรูของขาพเจามีมาก."
ลําดับนั้ น พระนาคเสนผูมีอายุ ครั้นถวายวิ สัชนาปญหาแกพระเจ ามิ
ลินทเสร็จแลว ลุกจากอาสน กลับไปสูสังฆาราม. และเมื่อพระเถรเจาหลีกไป
แลวไมชา ทาวเธอทรงพระอนุสรถึงปญหาที่ พระองคไดตรัสถามแลวเปนอยาง
ไร และพระเถรเจาถวายวิสั ชนาแลวเปนอยางไร. แตนั้นทรงพระราชดํ าริเห็ น
วา "พระองคตรัสถามชอบแลวทุกขอ และพระเถรเจ าก็ไดถวายวิสัชนาชอบ
แลวทุกขอ." ฝายพระนาคเสนเถรเจ า ก็คํ านึงถึ งและดําริ เห็นเหมือนกั นเชน
นั้น. ครั้นลวงราตรีนั้นแลวถึงเวลาเช า พระเถรเจาครองผาตามสมณวัตรแลว
ถือบาตรจีวรเขาไปสูพระราชนิเวศนแห งพระเจามิลิ นท นั่งบนอาสนที่ แตง
ถวาย. ขณะนั้น ทาวเธอถวายนมัสการแก พระเถรเจ าแลว เสด็จพระประทับ ณ
ที่สมควรแห งหนึ่ งแลว ตรัสแกพระเถรเจ าวา "ขอพระผูเปนเจาอยาได ดําริเห็น
วา 'ขาพเจาดีใจวา ไดถามป ญหากะพระผู เปนเจ าแลวนอนหลับตลอดราตรี
ซึ่งยั งเหลืออยู นั้น, ขอพระเป นผูเจาอยาไดเห็นดั งนี้เลย; ขาพเจ าไดคํานึ งถึง
ปญหาที่ขาพเจาไดถามเป นอยางไร และพระผูเปนเจ าไดวิสัชนาแลวเป น
อยางไร ตลอดราตรีซึ่งยังเหลื ออยูนั้น; เห็ นว าขาพเจาไดถามชอบแลวทุ กขอ
และพระผูเปนเจาก็ไดวิสัชนาชอบแลวทุ กขอ." แมพระเถรเจาก็ ถวายพระพร
วา "ขอถวายพระพร ขอพระองคอยาไดทรงพระราชดํ าริเห็นวา 'อาตมภาพดี
ใจวา ไดถวายวิสัชนาปญหาแกพระองคแล ว กระทําราตรีซึ่งยั งเหลืออยู นั้นให
ลวงไปดวยความโสมนัสนั้ น, ขอพระองคอยาไดทรงเห็ นดังนั้ นเลย' อาตมภาพ
ก็ไดคํานึงถึงป ญหาที่พระองคไดตรัสถามเปนอยางไร และอาตมภาพไดถวาย
วิสัชนาเป นอย างไร ตลอดราตรีซึ่งยังเหลืออยูนั้น; เห็ นว าพระองคตรัสถาม
ชอบแลวทุกข อ และอาตมภาพก็ไดถวายวิ สัชนาชอบแล วทุกขอ เหมือนกั น."
พระมหานาคทั้งสองนั้ นตางอนุโมทนาสุภาสิตของกันและกัน ดวยประการ
ฉะนี้แล.
ปุจฉาวิสัชนา มิลินทปญหา จบ.


ปรารภเมณฑกปญหา


พระเจามิลินท ผูชางตรัส ทรงสันทัดในการเถียงปญหา ทรงพระ
ปญญาลวงสามัญชน มีพระปรีชาญาณลบลน เห็ นแจงในเหตุผลเสด็ จเขาไป
หาพระนาคเสนเถรเจ า เพื่อความแตกฉานแหงพระปรีชาเสด็จอยูในฉายาที่
เปนรมเงาของพระเถรเจ า เฝ าตรัสถามปญหา ไดพระปญญาแตกฉาน ทรง
พระไตรปฎกธรรมแลว ในสวนแหงราตรีวันหนึ่ ง เสด็จอยู ณ ที่สงัด ทรง
พิจารณาถึงนวังคสัตถุศาสนา คือ พระพุ ทธวจนะมีองคเกาประการ ทรงพระ
ญาณเล็งเห็นเมณฑกปญหา คือ ปริศนาสองเงื่อนดุจเขาแกะ ซึ่ งวิสัชนาแกได
เปนอันยาก และประกอบไปดวยอุบายเครื่องจะยดโทษขึ้ นกลาวได อันมีใน
พระศาสนาของสมเด็จพระธรรมราชา ที่ทรงภาสิตไวโดยบรรยายก็มี ทรง
หมายภาสิตไว ก็มีทรงภาสิตไวตามสภาพก็ ดี. เพราะไมรูแจงอรรถาธิบายแหง
ภาสิตทั้งหลายในเมณฑกป ญหาที่สมเด็จพระชินพุทธเจ าทรงภาสิตไวนั้น ใน
อนาคตกาลไกล จักมีความเขาใจผิดในเมณฑกปญหานั้ นแลวเถี ยงกันขึ้น.
เอาเถิดเราจั กใหพระธรรมกถึกเลื่อมใสเห็ นชอบดวยแล ว จักอาราธนาใหตัด
สินเมณฑกป ญหาทั้งหลายเสีย, ในอนาคตกาล ชนทั้ งหลายจักไดแสดงตาม
ทางที่ ทานไดแกไวแลวนั้ น.
ครั้นราตรีสวาง อรุณขึ้นแลว ทรงสนานพระเศียรเกลาแล วทรงประณม
พระหัตถเหนือพระเศียร ทรงพระอนุสรถึ งสมเด็จพระสัมมนาสัมพุ ทธเจ า ทั้ ง
อดีต อนาคต ปจจุบันแลว ทรงสมาทานพรตบทแปดประการ โดยทรงพระราช
ปณิธานตั้ งพระราชหฤทั ยวา "เราจักสมาทานองคคุณแปดประการ บําเพ็ญ
ตบะธรรม คือ จําศีลใหถ วนเจ็ดวัน ขางหน าแตวันนี้ไป, ครั้นบําเพ็ญตบะธรรม
ครบกําหนดนั้ นแลว จั กอาราธนาพระอาจารยใหเต็มใจแลว จักถามเมณฑก
ปญหาทาน."
ขณะนั้น ท ายเธอทรงผลัดคู พระภูษากาสาวพัสตร ทรงสวมลองพระ
สกอันโล นไวบนพระเศียร ถื อเพศมุนีแล ว ทรงสมาทานองคคุณแปดประการ
ดังตอไปนี้ ถ วนเจ็ดวั นนี้ .
๑. เราจะหยุดวาราชการ
๒. เราจะไมยั งจิตอันประกอบดวยราคะให เกิดขึ้น
๓. เราจะไมยั งจิตยังประกอบดวยโทสะให เกิดขึ้น
๔. เราจะไมยั งจิตอันประกอบดวยโมหะให เกิดขึ้น
๕. เราจะเป นผูประพฤติสุภาพ แมแกพวกบุรุษชนซึ่ งเปนทาสกรรมกร
๖. เราจักรักษากายกรรมและวจีกรรม ให บริสุทธิ์ปราศจากโทษ
๗. เราจะรักษาอายตนะทั้งหกไมให มีสวนเหลือ
๘. เราจะตั้งจิ ตไวในเมตตาภาวนา
ครั้นทรงสมาทานองคคุณแปดประการเหล านี้แลว ทรงตั้งพระหฤทัยอยูใน
องคคุณแปดประการนั้ นอย างเดียว ไมเสด็ จออกขางนอกถวนเจ็ดวั นแลว ใน
วันที่แปด พอเวลาราตรีสว างแลว รีบเสวยพระกระยาหารแตเชาแลว เสด็จเขา
ไปหาพระนาคเสนเถรเจ า มี ดวงพระเนตรอันทอดลง ตรัสแตพอประมาณ มี
พระอิริยาบถสงบเสงี่ ยม มีพระหฤทัยแน วไมสายไปสายมา ทรงพระปราโมทย
เบิกบานพระราชหฤทั ย สดใสชุมชื่นแลวเป นอยางยิ่ ง ทรงถวายนมัสการแทบ
บาทของพระเถรเจา ด วยพระเศียรเกลาแล ว เสด็จยื น ณ ที่สมควรสวนขาง
หนึ่ งแลว ตรัสดังนี้ :-
"พระผูเป นเจ า ขอความบางเรื่องที่ขาพเจาจะตองหารือกั บพระผูเปน
เจามีอยู . ใคร ๆ อื่นไมควรปรารถนาใหมาเปนที่สามในขอความเรื่องนั้ นเขา
ดวย, ปญหานั้ นจะตองถามไดแตในปาอันเปนโอกาสว างสงัดประกอบดวย
องคแปดประการ เป นสมณสารูป, ในที่ นั้ น ขาพเจ าไม ตองกระทํ าให เปนขอที่
จะตองปกปด ไมตองกระทํ าใหเปนขอลี้ลับซึ่งจะตองซอนเรน, เมื่อความหารือ
กันดวยความประสงคอันดี มีอยู ขาพเจ าก็คงจะฟงความลับได. ความขอนั้น
ควรพิจารณาเห็นโดยขออุปมา. เหมือนอะไรเลา ? เหมือนอยางมหาปฐพี เมื่อ
การจะตองผั่ งมีอยู ก็ควรเป นที่ผั่ ง ฉั นใด, ขอนี้ก็ฉันนั้น."
เสด็จเขาไปสูปาอันสงัดกับพระอาจารยแลว ตรัสวา "พระผูเปนเจ า
บุรุษในโลกผูจะใครหารือการณ ควรเวนสถานแปดตําบลเสีย บุรุษผูเปนวิญ.ู
ขน ไมหารือขอความในสถานเหล านั้ น, สถานแปดตําบลนั้นเป นไฉน สถาน
แปดตําบลนั้น คือ :
๑. สถานที่ไมสม่ําเสมอ ควรเวนเสีย
๒. สถานที่มีภั ย ควรเว นเสี ย
๓. สถานที่ลมพัดจัด ควรเว นเสีย
๔. สถานที่มีของกําบั ง ควรเวนเสี ย
๕. เทวสถาน ควรเวนเสี ย
๖. ทางเปลี่ ยว ควรเว นเสีย
๗. ตะพานที่ เดินขาม ควรเว นเสีย
๘. ทาน้ํา ควรเวนเสี ย
สถานแปดตําบลนี้ควรเว นเสีย."
พระเถรเจ าทูลถามวา "มีโทษอะไร ในสถานแปดตําบลนั้น ขอถวาย
พระพร.
ร. "ขอความที่ หารือกั นในสถานที่ไมสม่ําเสมอ ยอมแพรงพรายเซ็ งแซ
อื้อฉาวไมมีดี ; ในสถานที่มีภัย ใจยอมหวาด คนหวาด พิ จารณาเห็ นความได
ถูกตองหามิได : ในสถานที่ลมพัดจัดนั ก เสี ยงฟ งไมถนัด: ในสถานที่มีของ
กําบัง คนทั้งหลายไปแอบฟ งความได: ขอความที่หารือกันในเทวสถาน กาย
เปนหนักไป: ขอความที่หารือกันในทางเปลี่ยวเป นของเสียเปลา: ที่ตะพาน
เขยาอยูเพราะฝเทา; ที่ท าน้ํ า ขาวยอมปรากฏทั่วไป."
พระราชาตรัสตอไปวา "บุคคลแปดจําพวกเหล านี้ ใครหารือดวยยอม
กระทําขอความที่หารือดวยใหเสีย, บุคคลแปดจําพวกนั้ นเปนไฉน ?
๑. คนราคจริต
๒. คนโทสจริ ต
๓. คนโมหจริต
๔. คนมานจริ ต
๕. คนโลภ
๖. คนเกี ยจคราน
๗. คนมีความคิดแตอยางเดียว
๘. คนพาล
บุคคลแปดจําพวกเหล านี้ ย อมกระทํ าขอความที่หารือดวยใหเสี ย."
ถ. "เขามีโทษอะไร."
ร. "คนราคจริต ยอมกระทําขอความที่ หารื อดวยใหเสี ย ดวยอํานาจ
ราคะ, คนโทสจริต ดวยอํานาจโทสะ, คนโมหจริต ดวยอํ านาจโมหะ, คนมาน
จริต ดวยอํานาจมานะ, คนโลภ ดวยอํานาจความโลภ, คนเกียจคาน ด วย
อํานาจความเกียจคราน, คนมีความคิดแตอยางเดียวด วยอํานาจความเปน
คนมีความคิดแตอยางเดียว, คนพาล ด วยอํานาจความเปนพาล."
พระราชาตรัสตอไปวา "บุคคลเกาจําพวกเหลานี้ ยอมเปดความลับที่
หารือดวย หาปดไวไม, บุคคลเกาจํ าพวกนั้ นเปนไฉน?
๑. คนราคจริต
๒. คนโทสจริ ต
๓. คนโมหจริต
๔. คนขลาด
๕. คนหนักในอามิส
๖. สตรี
๗. คนขี้เมา
๘. บัณเฑาะก
๙. เด็กเล็ก ๆ."
ถ. "เขามีโทษอะไร."
ร. "คนราคจริต ยอมเปดความลับที่ หารือดวย ไมปดไว ดวยอํานาจ
ราคะ, คนโทสจริต ดวยอํานาจโทสะ, คนโมหจริต ดวยอํ านาจโมหะ, คนขลาด
ดวยอํานาจความกลั ว, คนหนักในอามิส ดวยเหตุแหงอามิส, สตรี ดวยความ
เปนคนออนความคิด, คนขี้เมา ดวยความเปนคนโลเลในสุรา, บัณเฑาะก
ดวยความเปนคนไมอยูในฝ ายอันเดียว, เด็กเล็ก ๆ ดวยความเป นผูมั กคลอน
แคลน."
พระราชาตรัสตอไปวา "ปญญายอมแปรถึ งความแกรอบดวยเหตุแปด
ประการ, ดวยเหตุแปดประการนั้นเปนไฉน ?
๑. ดวยความแปรแหงวัย
๒. ดวยความแปรแหงยศ
๓. ดวยการไตถาม
๔. ดวยการอยูในสถานที่เป นท า คือ ทําเล
๕. ดวยโยนิโสมนสิการ คือ ความกระทําในใจโดยอุบายที่ชอบ
๖. ดวยความสังสนทนากั น
๗. ดวยอํานาจความเข าไปเสพ
๘. ดวยสามารถแหงความรั ก
๙. ดวยความอยูในประเทศอันสมควร."
พระราชาตรัสตอไปวา "ภูมิภาคนี้ เวนแล วจากโทษแหงการหารือแปด
ประการ, และขาพเจ าก็เป นยอดสหายคูปรึกษาในโลก, และขาพเจ าเปนคน
รักษาความลั บไวไดดวย ขาพเจาจั กมีชี วิตอยูเพียงใด ขาพเจาจั กรักษาความ
ลับไวเพียงนั้ น, และปญญาของขาพเจ าถึ งความแปรมาดวยเหตุแปดประการ,
เดี๋ยวนี้อั นเตวาสิกเช นขาพเจาหาไดเปนอั นยาก.
อาจารย พึงปฏิ บัติชอบในอันเตวาสิกผูปฏิบั ติชอบ ดวยคุ ณของ
อาจารยยี่สิ บหาประการ, คุ ณยี่สิบหาประการเปนไฉน ?
๑. อาจารยพึ งเอาใจใสจัดความพิทั กษรักษาอันเตวาสิ กเปนนิตย
๒. พึงรูความภักดีหรือไมภักดีของอันเตวาสิก
๓. พึงรูความที่อันเตวาสิกเปนผูประมาทหรือไมประมาท
๔. พึงรูโอกาสเปนที่ นอนของอันเตวาสิก
๕. พึงรูความที่อันเตวาสิกเปนผูเจ็บไข
๖. พึ งรูโภชนาหารว าอันเตวาสิกไดแลว หรือยังไมไดแลว
๗. พึงรูวิ เศษ
๘. พึงแบ งของอยูในบาตรให
๙. พึงปลอบใหอุนใจวา อย าวิตกไปเลย ประโยชนของเจากํ าลังเดิ น
ขึ้นอยู
๑๐. พึงรูความเที่ยวของอั นเตวาสิกวา เที่ ยวอยูกั บบุคคลผูนี้ ๆ
๑๑. พึงรูความเที่ยวอยูในบ าน
๑๒. พึงรูความเที่ยวอยูในวิ หาร
๑๓. ไมพึงกระทําการเจรจากับอันเตวาสิกนั้นพร่ําเพรื่อ
๑๔. เห็นชอง คือ การกระทํ าผิดของอันเตวาสิกแล ว พึงอดไว
๑๕. พึงเป นผู กระทําอะไร ๆ โดยเอื้อเฟอ
๑๖. พึงเป นผู กระทําอะไร ๆ ไมใหขาด
๑๗. พึงเป นผู กระทําอะไร ๆ ไมซอนเร น
๑๘. พึงเป นผู กระทําอะไร ๆ ให หมดไมมีเหลือ
๑๙. พึงตั้งจิตวาเป นชนก โดยอธิบายวา ตนยังเขาใหเกิดในศิลปทั้ ง
หลาย
๒๐. พึงตั้งจิตคิดหาความเจริญใหวา ไฉนอันเตวาสิ กผูนี้ จะไมพึงเสื่อม
เลย
๒๑. พึงตั้งจิตไววา เราจะกระทําอั นเตวาสิ กผูนี้ใหแข็งแรงดวยกํ าลั ง
ศึกษา
๒๒. พึงตั้ งเมตตาจิต
๒๓. ไมพึงละทิ้งเสี ยในเวลามีอันตราย
๒๔. ไมพึงประมาทในกิ จที่ จะตองกระทํา
๒๕. เมื่ออันเตวาสิกพลั้งพลาด พึ งปลอบเอาใจโดยทางที่ถูกเหล านี้แล
คุณของอาจารยยี่สิบห าประการ, ขอพระผู เปนเจ าจงปฏิ บัติชอบในขาพเจา
ดวยคุณเหล านี้เถิด. ความสงสัยเกิดขึ้ นแก ขาพเจ า, เมณฑกะปญหาที่ พระชิน
พุทธเจาทรงภาสิตไวมีอยู ในอนาคตกลางไกลจักเกิดความเข าใจผิดในเมฆฑ
กะปญหานั้ นแลวเถียงกั นขึ้น, และในอนาคตกาลไกลโน น ท านผูมี ปญญา
เหมือนพระผูเปนเจา จักหาไดเปนอันยาก, ขอพระผูเปนเจาจงใหดวงจั กษุใน
ปญหาเหลานั้ นแกขาพเจา สําหรับขมถอยคําของผูอื่นเสีย."
พระเถรเจ ารับวาสาธุแลว ได แสดงองคคุณของอุบาสกสิ บประการว า
"ขอถวายพระพร นี้องคคุณของอุบาสกสิ บประการ, องคคุณของอุบาสกสิบ
ประการนั้ นเป นไฉน: องคคุณของอุบาสกสิบประการนั้ น คือ
๑. อุบาสกในพระศาสนานี้ เปนผูรวมสุขร วมทุ กขกับสงฆ
๒. เมื่อประพฤติอะไร ยอมถือธรรมเปนใหญ
๓. เปนผูยิ นดี ในการแบงป นใหแกกั นตามสมควรแกกําลั ง
๔. เห็นความเสื่อมแหงพระพุทธศาสนาแลว ยอมพยายามเพื่อความ
เจริญยิ่ง ๆ ขึ้ นไป
๕. เปนผูมีความเห็ นชอบ
๖. ปราศจากการถือมงคลตื่นขาว แมถึ งกั บจะตองเสียชี วิตก็ไมถือ
ทานผูอื่นเป นศาสดา
๗. มีกายกรรมและวจีกรรมอันรักษาดีแล ว
๘. เปนผูมีสามัคคีธรรมเปนที่มายินดี และยินดีแลวในสามัคคีธรรม
๙. เปนผูไมอิสสาตอผูอื่น และไมประพฤติในพระศาสนานี้ ดวย
สามารถความลอลวงไมซื่อตรง
๑๐. เปนผูถึ งพระพุ ทธ พระธรรม พระสงฆ เปนสรณะ. ขอถวายพระ
พร นี้แลองคคุณของอุบาสกสิบประการ, คุ ณเหลานี้มีอยู ในสมเด็จบรมบพิตร
พระราชสมภารเจาครบทุกประการ, การที่ พระองคทอดพระเนตรเห็นความ
เสื่อมแหงพระพุทธศาสนาแลว มี พระประสงคจะใหเจริญยิ่ง ๆ ขึ้ นไปนั้น เป น
การควรแลว ชอบแลว เหมาะแลว สมแลวแกพระองค . อาตมภาพถวาย
โอกาส พระองคจงตรัสถามอาตมภาพตามพระราชอัธยาศัยเถิด."



เมณฑกปญหา
วรรคที่หนึ่ง

๑. วัชฌาวัชฌปญหา ๑

ลําดับนั้ น พระเจามิลิ นท ครั้งไดโอกาสที่พระเถรเจาถวายแลว ดังนั้ น
ทรงถวายนมัสการแทบบาทแหงพระอาจารยแลว ประฌมพระหัตถ ตรั สวาดัง
นี้ "พระผูเปนเจา เดียรถี ยเหลานี้ พูดอยูว า 'ถาพระพุ ทธเจาทรงยินดีบู ชาอยู ได
ชื่อวาไมปรินิ พพานแลว ยังเกี่ยวของด วยโลกอยู ยั งเป นผูจะตองเวี ยนอยูใน
ภายในแห งพิ ภพ เสมอสัตว โลกในโลก, เหตุนั้น การบูชาที่ทายกกระทํ าแลว
แดพระพุทธเจ านั้ น ยอมเป นหมันไม มีผล, ถาพระองคเสด็จปรินิพพานแลว ไม
เกี่ยวของดวยโลก ออกไปจากภพทั้งปวงแลว การบูชาพระองคหาควรไม
เพราะทานผูปรินิพพานแลว ยอมไมยินดีอะไร การบูชาที่ ทายกกระทําแลวแก
ทานผูไมยิ นดีอะไร ยอมเปนหมันไม มีผลเหมือนกัน' ดังนี้ . นี่ปญหาสองเงื่อน
ไมเปนวิสั ยของคนผูไมไดบรรลุพระอรหัตต เปนวิสัยของทานผูใหญเท านั้ น ขอ
พระผูเปนเจาจงทํ าลายขาย คือ ทิฏฐิเสี ย ตั้งไวในสวนอั นเดียว, นี่ปญหามา
ถึงพระผู เปนเจาเขาแลว ขอพระผูเปนเจาจงใหดวงจักษุ แกพุทธโอรสทั้ งหลาย
อันมีในอนาคตกาลไวสําหรั บขมถอยคําแหงผูอื่ น."
พระเถรเจ าถวายพระพรว า "ขอถวายพระพร พระผู มีพระภาคเสด็จ
ปรินิพพานแลว และไม ทรงยิ นดีบูชา, ความยินดี พระตถาคตเจาทรงละเสียได
แลวที่ควงพระศรีมหาโพธิ์ , จักกลาวอะไรถึ งเมื่อพระองคเสด็จปรินิพพานแลว
ดวนอนุ ปาทิเสสนิพพานธาตุเลา. ขอนี้มี ที่ อางให เห็ นจริง คํานี้ พระธรรม
เสนาบดีสารีบุตรเถรเจากลาววา "พระพุ ทธเจาทั้ งหลายนั้ น ทรงพระคุณเสมอ
ดวยพระพุทธเจาผูไมมีใครเสมอ หมูมนุ ษยพรอมทั้ งหมูเทวดาพากันบู ชา พระ
องคไมทรงยิ นดีสักการบูชา, นี่เปนธรรมดาของพระพุ ทธเจาทั้ งหลาย ดังนี้ ."
ร. "พระผูเป นเจา ธรรมดาบุ ตรยอมกลาวยกคุณบิดาบาง บิดายอม
กลาวยกคุณบุ ตรบาง, ขอนี้ไมใชเหตุสําหรั บขมวาทะผูอื่ น, ขอนี้ชื่อวาเปน
เครื่องประกาศความเลื่อมใส, ขออาราธนาพระผูเป นเจ ากลาวเหตุในขอ
ปญหานั้นใหชอบ เพื่อแกขาย คือ ทิฏฐิออกเสีย เพื่อตั้งวาทะของตนไว ."
ถ. "ขอถวายพระพร พระผู มี พระภาคเจาเสด็จปรินิพพานแลว และ
พระองคมิไดทรงยินดีบูชา, เทวดามนุ ษย ทั้ งหลายกระทํารัตน คือ พระธาตุ
ของพระตถาคตเจา ผูไมยิ นดีโดยแทใหเป นที่ตั้ งแลว เสพสัมมาปฏิบัติดวย
อารมณอันมุ งอยูในรัตน คือ พระญาณของพระตถาคตเจ า ยอมไดสมบั ติสาม
ประการ, เหมื อนอยางว า กองไฟใหญลุกโพลงแลวจะดั บไป, กองไฟนั้ น ยิ นดี
เชื้อคือหญาและไมบางหรือ ขอถวายพระพร."
ร. "กองไฟใหญ ถึงกําลั งลุกอยู ก็ยอมไมยิ นดีเชื้อ คือ หญาและไม, ก็
กองไฟใหญนั้ นดับสงบแลว หาเจตนามิได จักยิ นดีดวยเหตุอะไรเลา พระผู
เปนเจ า ?"
ถ. "ก็เมื่อกองไฟนั้ นดับสงบแลว ไฟในโลกชื่ อวาสูญหรือ ขอถวายพระ
พร ?"
ร. "หาเป นดังนั้นไม ไมเปนวัตถุเปนเชื้อของไฟ. มนุษย จําพวกไหน
ตองการไฟ เขาสีไมดวยเรี่ยวแรงกําลั งพยายาม ดวยความกระทําของบุรุษ
เฉพาะตั วของเขาแลว ยั งไฟใหเกิดขึ้นแลว ยอมกระทํากิ จที่จะตองกระทําดวย
ไฟไดดวยไฟนั้ น."
ถ. "ขอถวายพระพร ถ าอยางนั้น คําของพวกเดียรถีย วา 'การบูชาที่
ทายกกระทําแลวแกท านผูไม ยินดีอะไร ยอมเปนหมั นไม มีผล' ดังนี้ ยอมเปน
ผิด. ขอถวายพระพร กองไฟใหญลุกโพลงอยู ฉั นใด, พระผูมีพระภาคเจาทรง
รุงเรืองอยูในหมื่นโลกธาตุดวยพระพุ ทธสิริ ก็ฉันนั้น; กองไฟใหญ นั้น ครั้นลุก
โพลงแล วก็ดับไป ฉันใด, พระผูมีพระภาคเจา ครั้นทรงรุงเรืองในหมื่นโลกธาตุ
ดวยพระพุทธสิริแลว เสด็จปรินิพพานดวยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ก็ ฉันนั้ น;
กองไฟที่ดับแลวไมยินดีเชื้อ คือ หญ าและไม ฉันใด, การยินดีเกื้อกูลของโลก
พระองคละเสี ยแลว สงบแลว ก็ฉั นนั้น; มนุษย ทั้งหลาย เมื่อกองไฟดับแลวไม
มีเชื้อ สีไมดวยเรี่ยวแรงกํ าลั งพยายามดวยความกระทํ าของบุรุษเฉพาะตัว
ของเขาแลว ยั งไฟใหเกิดขึ้นแลว ยอมกระทํากิ จที่จะตองกระทํ าดวยไฟไดดวย
ไฟนั้น ฉั นใด; เทวดามนุ ษย ทั้งหลาย กระทํารัตน คือ พระธาตุของพระตถาคต
เจาผูไมยิ นดีโดยแทใหเป นที่ ตั้งแลว เสพสั มมาปฏิบัติ ด วยอารมณอั นมุงอยูใน
รัตน คือ พระญาณ ของพระตถาคตเจา ยอมไดสมบัติสามประการ ก็ฉันนั้น.
ขอถวายพระพร แมเพราะเหตุนี้ การบูชาที่ทายกกระทํ าแลวแดพระตถาคต
เจาผูเสด็จปริ นิพพานแลว ไมทรงยิ นดีอยูโดยแท จึ งชื่อว า มีผลไมเป นหมัน."
ถ. "ขอถวายพระพร ขอพระองคทรงสดับเหตุแมอื่นยิ่ งขึ้ นเปนเครื่องให
เห็นวา การบูชาที่ ทายกกระทําแลวแดพระตถาคตเจาผูปรินิพพานแลว ไมทรง
ยินดีอยูโดยแท มีผลไมเปนหมัน: เหมือนอยางวา พายุใหญพัดแลวจะสงบไป,
ลมที่สงบไปแลวนั้ น ยินดีการใหเกิดอีกบางหรือขอถวายพระ ?"
ร. "หามิได ความคํานึงก็ดี ความกระทํ าในใจก็ดี ของลมที่สงบไปแลว
เพื่อการกระทํ าใหเกิดอี ก ไม มี, เหตุอะไรเล า เหตุวาวาโยธาตุนั้ นไมมีเจตนา."
ถ. "เออก็ ชื่อของลมที่สงบไปแลวนั้ นวา 'ลม' ดังนี้ ยังเปนไปบางหรือ
ขอถวายพระพร ?"
ร. "หามิได" พัดใบตาลและพัดโบกเป นป จจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห งลม,
มนุษยจําพวกไหน ตองรอนเผาแลว ตองความกระวนกระวายบีบคั้นแลว เขา
ยังลมใหเกิดขึ้ น ดวยพัดใบตาลหรือดวยพั ดโบกตามกํ าลังเรี่ยวแรงพยายาม
ตามความกระทําของบุรุษเฉพาะตั วของเขาแลว ยังความรอนใหดับ ยั งความ
กระวนกระวายใหสงบ ดวยลมนั้น."
ถ. "ขอถวายพระพร ถ าอยางนั้น คําของพวกเดียรถีย วา 'การบูชาที่
ทายกกระทําแลวแกท านผูไม ยินดีอะไร ยอมเปนหมั นไม มีผล' ดังนี้ ยอมเปน
ผิด. ขอถวายพระพร พายุใหญพัดแลว ฉั นใด, พระผูมี พระภาคเจาทรงกระพือ
ในหมื่ นโลกธาตุ ดวยลม คือ พระเมตตาอั นเย็นชื่ นใจละเอียดสุขุมแลว ก็ฉัน
นั้น; พายุใหญ ครั้นพัดแลว สงบไปแลวฉันใด, พระผูมีพระภาคเจา ครั้ นทรง
กระพือในหมื่ นโลกธาตุ ดวยลม คือ พระเมตตาอันเย็ นชื่นใจละเอียดสุขุมแลว
เสด็จปรินิพพานดวยอนุปาทิเสสนิ พพานธาตุ ก็ฉั นนั้น; ลมอันสงบไปแลว
ยอมไมยินดีความใหเกิดขึ้นอีก ฉันใด การยินดีเกื้อกูลของโลก พระองคละเสีย
แลว สงบแล ว ก็ฉันนั้น; มนุษยทั้งหลายนั้น ตองรอนเผาแลว ตองความกระวน
กระวายบีบคั้ นแลว ฉั นใด, เทวดามนุ ษย ทั้ งหลาย ตองความรอนกระวน
กระวายเหตุไฟสามประการบีบคั้นแลว ก็ ฉันนั้ น;พัดใบตาลและพัดโบกเปน
ปจจัย เพื่อความเกิดแห งลม ฉันใด, พระธาตุและพระญาณรัตนของพระ
ตถาคตเจาเป นปจจัย เพื่อความไดสมบัติ สามประการ ก็ฉันนั้น; มนุษยทั้ง
หลาย ตองรอนเผาแลว ตองความกระวนกระวายบีบคั้ นแลว ยั งลมใหเกิดขึ้น
ดวยพัดใบตาลหรือดวยพัดโบกแลว ยั งความรอนใหดับ ยังความกระวน
กระวายใหสงบดวยลมนั้น ฉันใด, เทวดามนุษยทั้ งหลาย บูชาพระธาตุและ
พระญาณรัตนของพระตถาคตเจา ผูเสด็จปรินิพพานแลว ไมทรงยิ นดีโดยแท
แลว ยั งกุศลใหเกิดขึ้นแลว ยังความรอนความกระวนกระวายเหตุไฟสาม
ประการใหดับ ใหสงบดวยกุ ศลนั้นฉั นนั้ น. ขอถวายพระพร แมเพราะเหตุนี้
การบูชาที่ทายกกระทํ าแลวแดพระตถาคตเจาผูเสด็จปรินิ พพานแลว ไม ทรง
ยินดีอยูโดยแท จึ งชื่อว า มีผลไมเปนหมัน."
ถ. "ขอถวายพระพร ขอพระองคทรงสดับเหตุแมอื่นอีกใหยิ่งขึ้ นไป เพื่ อ
ขมวาทะผูอื่นเสีย: เหมือนอยางวา บุรุษตี กลอง ยังเสี ยงใหเกิดขึ้น และเสียง
กลองอันบุรุ ษใหเกิดขึ้นนั้น แลวก็อันตรธานหายไป, เออก็ เสียงนั้น ยิ นดีความ
ใหเกิดขึ้นอีกบ างหรือ ขอถวายพระพร."
ร. "หามิได เสี ยงนั้ นอั นตรธานไปแลว, ความคํานึ งก็ดี ความกระทําใน
ใจก็ดี ของเสียงนั้ น เพื่ออันเกิ ดขึ้นอีกมิไดมี, ครั้นเมื่อเสียงกลองเกิดขึ้นคราว
เดียวแลว อั นตรธานไปแลว เสียงกลองนั้ นก็ขาดสูญไป, สวนกลองเป นปจจัย
เพื่อความเกิดขึ้นแหงเสี ยง, ครั้นเมื่อเปนอยางนั้ น บุรุษเมื่อปจจัยมีอยู ตีกลอง
ดวยพยายามอันเกิดแตตนแลว ยั งเสียงใหเกิดขึ้นได ."
ถ. "ขอถวายพระพร พระผู มี พระภาคเจา ทรงตั้งพระธาตุรัตนอันพระ
องคอบรมแลวดวยศีล สมาธิ ปญญา วิมุตติ วิมุตติญาณ ทัสสนะ กับพระ
ธรรมวินัยคํ าสอน ให เปนต างพระศาสดาแลว สวนพระองคเสด็จปรินิพพาน
ดวยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ครั้นเมื่อพระผูมีพระภาคเจ าเสด็จปรินิ พพาน
แลว ความไดสมบัติขาดสูญไปตามแลวก็หาไม , สัตวทั้ งหลายตองทุ กขในภพ
บีบคั้นแลวกระทําพระธาตุรัตนกับพระธรรมวินั ยคําสอนใหเปนป จจัย แลว
อยากไดสมบั ติ ก็ยอมไดฉันเดียวกั น. ขอถวายพระพร แมเพราะเหตุ นี้ การ
บูชาที่ ทายกกระทําแลวแดพระตถาคตเจาผูเสด็จปรินิพพานแลว ไม ทรงยินดี
อยูโดยแท จึงชื่อวา มีผลไมเปนหมัน. ขอถวายพระพร ขอนี้พระผูมี พระภาค
เจาทรงเห็ นและตรัสบอกลวงหน าไวนานแลววา "อานนท สักหนอยความวิตก
จะมีแกท านทั้ งหลายว า 'พระศาสนามีพระศาสดาลวงไปเสียแลว พระศาสดา
ของเราทั้ งหลายไมมี ' ดังนี้ , ขอนี้ทานทั้งหลายอย าเห็ นไปอยางนั้ น, ธรรม
และวนัยอั นเราแสดงแลว และบัญญัติแลว แก ทานทั้ งหลายโดยกาลที่ ลวงไป
แลวแหงเรา จั กเปนศาสดาของท านทั้งหลายแทน" ดังนี้ . คําของพวกเดี ยรถีย
วา 'การบูชาที่ ทายกกระทําแลวแดพระตถาคตผูปรินิพพานแลว ไม ทรงยินดี
อยู เป นหมั นไมมีผล' ดังนี้ นั้ น ผิด ไมจริ ง เท็จ สับปลับ พิ รุธ วิปริต ใหทุ กขเปน
ผล มีทุ กขเปนวิบาก ยั งผูพูดและผูเชื่อถือใหไปสูอบาย."
ถ. "ขอถวายพระพร ขอพระองคทรงสดับเหตุแมอื่นให ยิ่ งขึ้นไป เป น
เครื่องใหเห็ นว า 'การบูชาที่ทายกกระทํ าแลวแดพระตถาคตเจาผูเสด็จ
ปรินิพพานแลว ไมทรงยิ นดี อยูโดยแท มีผลไมเปนหมัน: มหาปฐพี นี้ยิ นดีบาง
หรือหนอแลว า 'ขอสรรพพืชจงงอกขึ้ นบนเรา' ดังนี้ ."
ร. "หามิได."
ถ. "ขอถวายพระพร ก็เหตุไฉนพืชทั้งหลายเหลานั้น งอกขึ้นบนมหา
ปฐพีอันไม ยินดีอยูแลว ตั้งมั่ นดวยรากอันรึ งรัดกันแน นแข็งแรงดวยแกนในลํ า
ตนและกิ่ง ทรงดอกออกผลเลา ?"
ร. "มหาปฐพีแมไมยินดีอยู ก็ เปนวัตถุ ที่ตั้งแหงพืชทั้ งหลายเหล านั้ น
ยอมใหปจจั ยเพื่องอกขึ้ น, พืชทั้งหลายนั้ นอาศัยมหาปฐพีนั้ นเป นวัตถุ แลว
งอกขึ้นดวยป จจัยนั้ นแลว ตั้งมั่นด วยรากอั นรึงรัดกันแนน แข็งแรงดวยแกนใน
ลําตนและกิ่ ง ทรงดอกออกผลได."
ถ. "ขอถวายพระพร ถ าอยางนั้น พวกเดียรถึยฉิบหาย ตองถูกกําจัด
เปนพิรุธในถอยคําของตัว, ถาเขาขืนกลาววา 'การบูชาที่ ทายกกระทําแลวแก
ทานผูไมยิ นดี เปนหมันไม มี ผล' ดังนี้ . ขอถวายพระพร มหาปฐพีนี้ ฉั นใด, พระ
ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจา ก็ฉันนั้ น; มหาปฐพีไมยิ นดีอะไร ๆ ฉันใด,
พระตถาคตเจ าไมทรงยินดีอะไร ๆ ก็ฉันนั้ น; พืชเหล านั้ นอาศัยปฐพี งอกขึ้น
แลว ตั้งมั่ นดวยรากอันรึ งรัดกันแน นแข็งแรงดวยแก นในลํ าตนและกิ่ ง ทรงดอก
ออกผลไดฉันใด, เทวดามนุ ษยทั้ งหลาย อาศัยพระธาตุและพระญาณรั ตนข
องพระตถาคตเจาผูเสด็จปริ นิพพานแลว ไมทรงยิ นดีอยูโดยแท ตั้งมั่นด วย
กุศลมูลอันแน นหนาแล ว แข็งแรงดวยแก น คือ พระธรรม ในลําต น คือ สมาธิ
และกิ่ง คือ ศีล ทรงดอก คือ วิมุตติ ออกผล คือ สามัญผล ก็ฉันนั้ น. ขอถวาย
พระพร แมเพราะเหตุ นี้ การบูชาที่ ทายกกระทําแลวแดพระตถาคตเจาผูเสด็จ
ปรินิพพานแลว ไมทรงยิ นดี อยูโดยแท จึงชื่อวา มีผลไมเปนหมันแล."
ถ. "ขอถวายพระพร ขอพระองคทรงสดับเหตุแมอื่นอีกใหยิ่งขึ้ นไป เป น
เครื่องใหเปนว า การบูชาที่ทายกกระทํ าแลวแดพระตถาคตเจาผูเสด็จ
ปรินิพพานแลว ไมทรงยิ นดี อยูโดยแท มีผลไมเปนหมัน: สัตวที่เขาเลี้ ยง คือ
อูฐ โค ลา แพะ และหมูมนุ ษยเหล านี้ ยิ นดีใหหมู หนอนเกิดในทองบางหรือ
ขอถวายพระ."
ร. "หามิได."
ถ. "ขอถวายพระพร ก็เหตุไฉน หนอนเหลานั้นจึ งเกิดในท องของมนุษย
และดิรัจฉานเหลานั้นผูไม ยิ นดีอยูแลว มีลู กหลานเป นอั นมาก ถึงความ
ไพบูลยขั้นเล า ?"
ร. "เพราะบาปกรรมมีกําลั งซิ พระผูเป นเจ า ถึงสัตวเหล านั้นไม ยินดีอยู
หมูหนอนเกิดขึ้นภายในทองแลว มีลูกหลายมาก ถึ งความไพบูลยขึ้น."
ถ. "เพราะพระธาตุและพระญาณรัตนของพระตถาคตเจ าผูเสด็จ
ปรินิพพานแลว ไมทรงยิ นดี อยูโดยแทมี กํ าลัง การบูชาที่ทายกกระทํ าแลวใน
พระตถาคตเจ า จึ งมีผลไมเป นหมั น ฉันเดียวกันแล ขอถวายพระพร."
ถ. "ขอถวายพระพร ขอพระองคทรงสดับเหตุแมอื่นอีกใหยิ่งขึ้ นไปอีก
เปนเครื่องให เห็นวา การบูชาที่ ทายกกระทําแลวแดพระตถาคตเจาผูเสด็จ
ปรินิพพานแลว ไมทรงยิ นดี อยูโดยแท มีผลไมเปนหมัน: หมูมนุษย เหล านี้ยิ นดี
อยูวา 'ขอโรคเกาสิบแปดเหลานี้ จงเกิดในกายเถิด' ดังนี้ บางหรือ ขอถวาย
พระพร."
ร. "หามิได."
ถ. "ขอถวายพระพร ก็เหตุไฉน โรคเหลานั้นจึงเกิดในกายของหมู
มนุษยผูไมยินดีอยูเลา ?"
ร. "ขอถวายพระ ถาวาอกุศลที่เขากระทําไวในกาลกอนเปนกรรมที่จะ
ตองเสวยในภพนี้ , ถาอย างนั้น กุศลกรรมก็ดี อกุศลกรรมก็ดี ที่ เขากระทําไว
แลวในภพกอนก็ดี ในภพนี้ ก็ดี ยอมมีผลไมเปนหมั น. ขอถวายพระพร แม
เพราะเหตุนี้ การบูชาที่ทายกกระทํ าแลว แดพระตถาคตเจาผูเสด็จ
ปรินิพพานแลว ไมทรงยิ นดี อยูโดยแท ยอมมีผลไมเปนหมัน. ขอถวายพระพร
พระองคไดเคยทรงสดับบ างหรือวานันทกยักษประทุษร ายพระสารีบุตรเถรเจา
แลว เขาไปสูแผนดินแลว."
ร. "ขาพเจ าเคยไดฟง เรื่องนี้ ปรากฏแลวในโลก."
ถ. "เออก็ พระสารีบุตรเถรเจายินดี การที่ มหาปฐพีกลื นนั นทกยักษเขา
ไปไวดวยหรือ ขอถวายพระพร."
ร. "แมโลกนี้ กั บทั้งเทวโลกเพิกถอนไปอยู แมดวงจั นทรและดวง
อาทิตยตกลงมาที่แผ นดินอยู แมพญาเขาสิเนรุบรรพตแตกกระจายอยู พระ
สารีบุตรเถรเจาก็ไมยิ นดีทุกขของผูอื่น, ขอนั้นเป นเพราะเหตุอะไร ? เปน
เพราะเหตุเครื่องที่ พระสารีบุ ตรเถรเจาจะโกรธก็ดี จะประทุษรายก็ดี ท านถอน
เสียแลว ทานตัดขาดเสียแลว, เพราะท านถอนเหตุเสียไดแลว พระสารีบุตรเถร
เจาไมพึ งกระทําความโกรธ แมในผูจะผลาญชีวิตของท านเสีย."
ถ. "ถาว า พระสารีบุตรเถรเจาไมยินดี การที่ มหาปฐพีกลื นนันทกยักษ
เขาไปไวแลว เหตุไฉน นันทกยักษจึ งไดเขาไปสูแผนดินเล าขอถวายพระพร ?"
ร. "เพราะเหตุ อกุศลกรรมเปนโทษมีกํ าลังนะซิ ."
ถ. "ขอถวายพระพร ถ าหากนันทกยักษเข าไปสูแผนดินแลว เพราะ
อกุศลกรรมเปนโทษแรง, ความผิดที่เขากระทําแล วตอท านผูไมยิ นดีอยู ก็มีผล
ไมเปนหมัน, ถ าอยางนั้ น การบูชาที่ ทายกระทําแล วแกท านผูไมยิ นดีอยู ก็
ยอมมีผลไมเป นหมั น เพราะกุศลกรรมเปนคุณแรงกลา. ขอถวายพระพร แม
เพราะเหตุนี้ การบูชาที่ทายกกระทําแล วแดพระตถาคตเจ าผูเสด็จปรินิ พพาน
แลว ไมทรงยิ นดีอยูโดยแท ยอมมีผลไมเป นหมั น. ขอถวายพระพร เดี๋ยวนี้
มนุษยผูเขาไปสูแผนดินมีผลเทาไรแลว, พระองคไดเคยสดับเรื่องนี้บางหรือ ?"
ร. "เคยไดฟง"
ถ. "ขอถวายพระพร เชิญพระองคตรัสใหอาตมภาพฟง."
ร. "ขาพเจ าไดฟงวา มนุ ษยผู เขาไปสูแผนดินแลวนี้ ห าคน คือ : นาง
จิญจมาณวิ กาหนึ่ง สุปปพุ ทธะสักกะหนึ่ ง เทวทัตตเถระหนึ่ ง นั นทกยั กษหนึ่ง
นันทมาณพหนึ่ง."
ถ. "เขาผิดในใคร ขอถวายพระพร."
ร. "ในพระผูมี พระภาคเจาบ าง ในพระสาวกบาง."
ถ. "เออก็ พระผูมีพระภาคเจ าก็ดี พระสาวกก็ดี ยิ นดีการที่คนเหลานี้
เขาไปสูแผนดินแลวหรือ ขอถวายพระพร ?"
ร. "หามิได."
ถ. "ขอถวายพระพร ถ าอยางนั้น การบูชาที่ ทายกกระทําแลว แดพระ
ตถาคตเจาผูเสด็จปรินิพพานแลว ไม ทรงยินดีอยูโดยแท ยอมมีผลไม เปน
หมัน."
ร. "พระผูเป นเจาแกปญหาใหเขาใจไดดีแลว ขอที่ลึ กกระทําใหตื้นแลว
ที่กําบั งพังเสี ยแลว ขอดทําลายเสียแล ว ชั ฏกระทําไมให เปนชัฏแลว วาทะของ
คนพวกอื่นฉิบหายแล ว ทิฏฐิ อันน าชังหักเสี ยไดแลว พวกเดียรถียผูน าเกลียด
มาจดพระผูเป นเจาผูประเสริฐกวาคณาจารยที่ประเสริฐเขาแลว ยอมสิ้ น
รัศมี."

๒. สัพพัญ.ูภาวปญหา ๒

ร. "พระผูเป นเจานาคเสน พระพุทธเจาเป นสัพพัญ.ูหรื อ ?"
ถ. "ขอถวายพระพร พระผู มี พระภาคเจาเปนสัพพัญ.ู , ก็แตพระ
ญาณที่เป นเหตุรูเห็น หาปรากฏแกพระผูมี พระภาคเจาฉั บไวทันทีไม , พระสัพ
พัญ.ุตญาณของพระผูมี พระภาคเจาเนื่องดวยการนึก พระองคทรงนึกแลว
ยอมรูไดตามพระพุ ทธประสงค."
ร. "ถาอย างนั้ น พระพุ ทธเจ าก็ไมใชสัพพั ญ.ูซิ, ถาพระสัพพัญ.ุต
ญาณของพระองคยอมมีได ดวยการค นหา."
ถ. "ขอถวายพระพร ขาวเปลื อกรอยวาหะ กับกึ่งจุ ฬา เจ็ ดอัมมณะ
สองตุมพะ ขาวเปลือกมีประมาณถึ งเพี ยงนี้ คนมีจิตเป นไปในขณะเพียงแต
อัจฉระ คือชั่วดีดนิ้วมือครั้งเดียว ยั งสามารถตั้งเปนคะแนนนับให ถึงความสิ้ น
ไปหมดไปได. นี้จิตเจ็ดอยางเปนไปอยูในขณะชั่วอัจฉระเดียวนั้ น: ขอถวาย
พระพร คนจําพวกใด มีราคะ มีโทสะ มีโมหะ มีกิเลส มีกายไมไดอบรมแลว มี
ศีลไมไดอบรมแลว มีจิตไมไดอบรมแลว มี ปญญาไมไดอบรมแลว จิตของเขา
นั้นเกิดขึ้นชา เปนไปเนือย, ขอนี้มีอะไรเปนเหตุ ? เพราะจิ ตเปนสภาพไมไดอบ
รมแลว. ขอถวายพระพร มีอุ ปมาว า ลํ าไมไผอันสูงดวดลํ าอวบแข็งแรง เกี่ยว
พันกั นเป นสุมทุมดวยเซิงกิ่ง คนฉุดลากมา ก็คอยมาช า ๆ ขอนี้มีอะไรเป นเหตุ
? เพราะกิ่งเป นของเกี่ ยวพันกัน ฉั นใด, คนจําพวกใด มีราคะ มี โทสะ มี โมหะ
มีกิเลส มีกายไมไดอบรมแลว มีศีลไมไดอบรมแลว มีจิตไมไดอบรมแลว มี
ปญญาไมไดอบรมแลว จิตของเขานั้ นเกิดขึ้นชา เปนไปเนือย, ขอนี้มีอะไรเปน
เหตุ ? เพราะจิ ตเปนสภาพอั นกิเลสทั้งหลายเกี่ยวพั นแลว ฉันนั้น. นี้จิตที่หนึ่ง."
ในจิตเจ็ดอยางนั้ น จิตนี้ถึ งความจํ าแนกเป นจิตที่สอง. คนจําพวกใด
เปนพระโสดาบันผูแรกถึงกระแสพระนิ พพาน มีอบายอันละเสียไดแลว พรอม
มูลแลวดวยความเห็ นชอบ มีคําสอนของพระศาสดาอั นรูแจงแลว จิ ตของทาน
นั้นเกิดขึ้นไว เปนไปไว ในสามสถาน เกิดขึ้นชา เป นไปเนื อย ในภูมิเบื้องบน
ขอนี้มีอะไรเปนเหตุ ? เพราะจิตเปนสภาพบริสุทธิ์ในสามสถาน และเพราะ
กิเลสทั้ งหลายในเบื้องบนเป นสภาพอั นท านยังละไมไดแลว. มีอุปมาเหมือน
ลําไมไผโลงหมดจากการเกี่ ยวพั นกั นเพียงสามปลอง แตขางบนยังเป นสุมทุ ม
ดวยเซิงกิ่งคนฉุดลากมา ยอมคลองเพี ยงสามปลอง สูงขึ้ นไปจากนั้ นย อมขัด
ขอนี้มีอะไรเปนเหตุ ? เพราะขางล างโล งหมด และเพราะขางบนยังเปนสุมทุม
ดวยเซิงกิ่ง ฉะนั้น. นี้จิตที่สอง
จิตนี้ถึงความจําแนกเปนจิตที่สาม. คนจําพวกใด เปนพระสกทาคามี
มีราคะ โทสะ โมหะเบาบาง จิตของทานนั้ น เกิดขึ้นไว เปนไปไว ในที่ หาสถาน
เกิดขึ้นชา เป นไปเนือย ในภูมิเบื้องบน, ขอนี้มีอะไรเปนเหตุ ? เพราะจิ ตเปน
สภาพบริสุทธิ์ ในที่ หาสถาน และเพราะกิเลสเบื้องบนเปนสภาพอันทานยังละ
ไมไดแลว. มีอุปมาเหมือนลํ าไมไผโลงหมดจากการเกี่ยวพั นกั นเพี ยงหาปลอง
แตขางบนยั งเปนสุมทุมดวยเซิงกิ่ ง คนฉุดลากมา ยอมมาคลองเพี ยงห าปลอง
สูงขึ้นไปจากนั้ น ยอมขัด, ขอนี้มีอะไรเปนเหตุ ? เพราะข างลางโล งหมด และ
เพราะขางบนยังเป นสุมทุมดวยเซิงกิ่ง ฉะนั้น. นี้จิตที่สาม.
จิตนี้ถึงความจําแนกเปนจิตที่สี่ . คนจําพวกใด เปนพระอนาคามีมี
สังโยชนเบื้องต่ําหาประการละไดแลว จิตของทานนั้น เกิดขึ้นไว เป นไปไว ใน
ที่สิบสถาน เกิ ดขึ้นชา เป นไปเนือย ในภูมิเบื้องบน, ขอนี้มีอะไรเปนเหตุ ?
เพราะจิตเป นสภาพบริสุทธิ์ ในที่สิบสถาน และเพราะกิเลสเบื้องบนเปนสภาพ
อันท านยังละไมไดแลว. มีอุปมาเหมือนลํ าไมไผโลงหมดจากการเกี่ยวพั นกั น
เพียงสิบปลอง แตขางบนยังเปนสุมทุมดวยเซิงกิ่ ง คนฉุดลากมา ยอมมา
คลองเพียงสิบปลอง สู งขึ้นไปจากนั้น ยอมขัด, ขอนี้มีอะไรเปนเหตุ ? เพราะ
ขางลางโล งหมด และเพราะขางบนยั งเป นสุมทุ มดวยเซิงกิ่ ง ฉะนั้ น. นี้จิตที่สี่ .
จิตนี้ถึงความจําแนกเปนจิตที่ครบหา. คนจําพวกใด เป ฯพระอรหันต
สิ้นอาสวะแลว ชําระมลทิ นหมดแลว ฟอกกิ เลสแลว อยูจบพรหมจรรยแลว มี
กิจที่จะตองทํ าอันไดทํ าเสร็จแลว ปลงภาระเสียไดแลว มีประโยชนตนไดบรรลุ
ถึงแลว มีธรรมอันจะประกอบไวในภพสิ้ นรอบแลว มี พระปฏิสัมภิทาไดบรรลุ
แลว บริสุทธิ์แลวในภูมิแห งพระสาวก, จิตของทานนั้น เกิดขึ้นไว เป นไปไว ใน
ธรรมเปนวิสั ยของพระสาวก เกิดขึ้นช า เป นไปเนือย ในภูมิแหงพระป จเจก
พุทธะ และในภูมิแหงพระสั พพัญ.ูพุ ทธะ, ขอนี้มีอะไรเปนเหตุ ? เพราะท าน
บริสุทธิ์แลวเพี ยงในภูมิแหงพระสาวก และเพราะไมบริ สุทธิ์แลวในป จเจกพุ ทธ
ภูมิและสัพพั ญ.ูพุทธภูมิ . มีอุปมาเหมือนลําไมไผมีปล องโลงหมดจากการ
เกี่ยวพันกันทุ กปลอง คนฉุดลากมา ก็ มาไดคลอง ไมชา, ขอนี้มีอะไรเป นเหตุ ?
เพราะไมไผนั้ นโลงหมดจากการเกี่ยวพั นกั นทุ กปลอง และเพราะไม เปนสุมทุม
ฉะนั้น. นี้จิตที่ ครบหา.
จิตนี้ถึงความจําแนกเปนจิตที่ครบหก. คนจําพวกใด เป นพระปจเจก
พุทธะ คือตรัสรูจําเพาะตัว เปนพระสยัมภู คือ ผูเป นเองในทางตรัสรู ไมมีใคร
เปนอาจารย ประพฤติอยูแตผูเดียว มีอาการควรกําหนดเปรียบดวยนอแรด มี
จิตบริสุทธิ์ปราศจากมลทินในธรรมเปนวิสั ยของท าน, จิตของทานนั้ น เกิดขึ้น
ไว เปนไปไว ในธรรมเปนวิสั ยของท าน เกิ ดขึ้นชา เป นไปเนือย ในภูมิ ของพระ
สัพพพัญ.ูพุ ทธะ, ขอนี้มีอะไรเปนเหตุ ? เพราะทานบริ สุทธิ์แตในวิสั ยของ
ทาน และเพราะพระสั พพัญ.ูพุทธวิสัย เปนคุณอันใหญยิ่ง, มีอุมาเหมือน
บุรุษผูเคยไมพึ งคราม จะลงลําน้ํ านอยอั นเปนวิสัยของตั ว ในคื นก็ได ในวั นก็
ได ตามปรารถนา, ครั้นเห็ นมหาสมุทรทั้งลึกหยั่ งไมถึ ง ทั้งกวางไมมีฝ งในที่
ตําบลอื่นแลว จะกลัวยอทอไมอาจลง, ขอนี้ มีอะไรเปนเหตุ ? เพราะวิสั ยของ
เขา ๆ ไดเคยประพฤติแลว และเพราะมหาสมุทรเปนชลาลัยอันใหญ ฉะนั้น.
นี้เปนจิตที่ครบหก.
จิตนี้ถึงความจําแนกเปนจิตที่เจ็ด. คนจําพวกใด เป นพระสัมมาสัม
พุทธคือตรัสรูชอบเอง เป นสั พพัญ.ูคือรูธรรมทั้งปวง ทรงญาณอันเปนกําลัง
สิบประการ กลาหาญปราศจากครั่นคราม เพราะเวสารัชชธรรมสี่ประการ
พรอมมูลดวยธรรมของพระพุทธบุคคลสิบแปดประการมี ชัยชนะหาที่สุ ดมิได
มีญาณหาเครื่องขัดขวางมิได, จิตของทานนั้ นเกิดขึ้นไว เปนไปไว ในที่ทุ ก
สถาน, ขอนี้มี อะไรเปนเหตุ ? เพราะทานบริสุทธิ์แลวในที่ ทุกสถาน.
ขอถวายพระพร พระแสงศรที่ชําระดีแลว ปราศจากมลทินหาสนิมมิได
คมกริบ ตรงแนว ไมคด ไมงอ ไมโกง ขึ้นบนแลง อั นมั่ นแข็งแรง แผลงใหตกลง
เต็มแรง ที่ผ าโขมพัสตรอันละเอียดก็ดี ที่ผ ากัปปาสิ กพัสตรอันละเอียดก็ดี ที่
ผากัมพลอันละเอียดก็ดี จะไปชาไมสะดวกหรือติดขัดมีบางหรือ ?"
ร. "หาเป นเช นนั้นไม , ขอนี้มี อะไรเปนเหตุ ? เพราะผ าเป นของละเอี ยด
ศรก็ชําระดีแลว และการแผลงใหตกก็เต็มแรง."
ถ. "ขอถวายพระพร ขออุปไมยก็ฉั นนั้ น คนจําพวกใด เปนพระสั มมา
สัมพุทธะ ฯลฯ จิตของท านนั้ น เกิดขึ้นไว เปนไปไว ในที่ ทุกสถาน. นี้จิ ตที่เจ็ด.
ขอถวายพระพร ในจิตเจ็ดอยางนั้ น จิตของพระสั พพัญ.ูพุทธะทั้ ง
หลายบริสุ ทธิ์ และไวโดยคุณที่นับไมได ล วงคณนาแหงจิ ตแมทั้งหกอย าง. ขอ
ถวายพระพร เหตุใด จิตของพระผูมีพระภาคเจาบริสุทธิ์ และไว เหตุ นั้น พระ
องคจึงทรงแสดงยมกปาฏิหาริยได, ในยมกปาฏิหาริยนั้ น พระองคพึ งทรง
ทราบเถิดวา 'จิตของพระผู มีพระภาคเจ าทั้งหลายเปนไปไวถึงอย างนั้ น,' อา
ตมภาพไมสามารถกล าวเหตุในขอนั้นให ยิ่งขึ้นไปได. แมปาฏิหาริยเหลานั้ น
เขาไปเปรียบจิ ตของพระสัพพัญ.ูพุทธะทั้ งหลายแลว ย อมไมถึงการคณานา
นับสักเสี้ ยวก็ ดี สักสวนของเสี้ยวก็ดี พระสัพพัญ.ุตญาณของพระผู มีพระ
ภาคเจาเนื่องดวยการนึก, พระองคทรงนึ กแลวก็รูไดตามพระพุ ทธประสงค .
ขอถวายพระพร เหมือนอย างว า บุรุษจะวางของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งวางอยูในมือ
ขางหนึ่ ง ไวในมืออีกขางหนึ่ งก็ดี, จะอาปากขึ้นเปลงวาจาก็ดี , จะกลืนโภชนะ
ซึ่งเขาไปแลวในปากก็ดี , ลืมอยูแลวและจะหลับจักษุลง หรือหลับอยูแลวจะ
ลืมจักษุขึ้นก็ดี , จะเหยี ยดแขนที่คูแลวออกหรือจะคูแขนที่เหยียดแลวเชาก็ดี ,
กาลนั้ นช ากว า, พระสัพพัญ.ุตญาณของพระผูมีพระภาคเจาไวกวา, ความ
นึกของพระองคไวกวา, พระองคทรงนึกแล วยอมรูไดตามพระพุ ทธประสงค,
พระผูมีพระภาคพุทธเจาทั้ งหลายไดชื่อว าไมใชสัพพัญ.ู ดวยสักวาความบก
พรอง เพราะต องนึกเพียงเท านั้ น ก็หามิได."
ร. "แมความนึ กก็ตองทําดวยความเลือกหา, ขออาราธนาพระผูเป น
เจา อธิ บายให ขาพเจ าเขาใจในขอนั้นโดยเหตุเถิด."
ถ. "ขอถวายพระพร เหมือนอยางวา บุรุษผูมั่งมี มีทรั พย มาก มีสมบัติ
มาก มีทองเงิ นและเครื่องมื ออันเปนอุปการแกทรัพยมาก มีขาวเปลือกไวเปน
ทรัพยมาก และขาวสาลี ขาวจาว ขาวเหนียว ขาวสาร งา ถั่วเขียว ถั่ วขาว บุ พ
พัณณชาติและอปรัณณชาติอื่น ๆ เนยใส เนยขน นมสด นมสม น้ํามั น น้ําผึ้ ง
น้ําตาล น้ํ าออย ของเขาก็มี พรอมอยูในไห ในหมอ ในกระถาง ในยุง และใน
ภาชนะอื่ น ๆ, และจะมีแขกมาหาเขา ซึ่งควรจะเลี้ยงดู และตองการจะบริโภค
อาหารอยูดวยล ก็แตโภชนะที่ทํ าสุกแลวในเรือนของเขา หมดเสี ยแลว เขาจึง
นําเอาขาวสารออกจากหม อแลวและหุงใหเปนโภชนะ; บุรุษผูนั้น จะไดชื่อวา
คนขัดสนไมมี ทรัพย ดวยสั กวาความบกพรองแหงโภชนะเพียงเทานั้น ไดบาง
หรือ ?"
ร. "หาอยางนั้ นไม แมในพระราชนิเวศนของพระเจ าจักรพรรดิ์ความ
บกพรองแหงโภชนะ ในสมัยซึ่งมิใชเวลาก็ ยังมี , เหตุอะไรในเรือนของคฤหบดี
จักไมมีบางเล า."
ถ. "ขอถวายพระพร ขออุปไมยก็ฉั นนั้ น พระสัพพัญ.ุตญาณของพระ
ตถาคตเจา บกพรองเพราะตองนึก, แตครั้ นทรงนึกแล ว ก็รูไดตามพระพุทธ
ประสงค. ขอถวายพระพร อนึ่ง เหมือนอย างว า ต นไมจะเผล็ดผล เต็มดวย
พวงผลอันหนั กถวงหอยยอย, แตในที่ นั้น ไมมีผลอันหล นแลวสักนอยหนึ่ ง; ตน
ไมนั้น จะควรไดชื่อวาหาผลมิได ดวยความบกพรองเพราะผลที่ ยังไม หลนแลว
เพียงเท านั้ น ไดบางหรือ ?"
ร. "หาอยางนั้ นไม เพราะผลไมเหลานั้นเนื่ องดวยการหล น, เมื่อหลน
แลว คนก็ ยอมไดตามปรารถนา."
ถ. "ขอถวายพระพร ขออุปไมยก็ฉั นนั้ น, พระสัพพัญ.ุตญาณของพระ
ตถาคตเจา บกพรองเพราะตองนึก, แตครั้ นทรงนึกแล ว ก็รูไดตามพุทธ
ประสงค."
ร. "พระผูเป นเจา พระพุ ทธเจาทรงนึกแล ว ๆ รูไดตามพระพุทธ
ประสงคหรือ ?"
ถ. "ขอถวายพระพร พระผู มี พระภาคเจา ทรงนึ กแลว ๆ รูไดตามพระ
พุทธประสงค ; เหมือนอย างวา พระเจ าจักรพรรดิราชทรงระลึกถึ งจักรรัตนขึ้น
เมื่อใดวา 'จักรรัตนจงเขามาหาเรา' ดังนี้ พอทรงนึ กขึ้นแลว จักรรัตนก็เขาไป
ถึง ขอนี้ฉันใด; พระตถาคตเจาทรงนึกแล ว ๆ ก็รูไดตามพระพุทธประสงค ฉัน
นั้น."
ร. "เหตุมั่ นพอแลว, พระพุ ทธเจาเป นสัพพั ญ.ูแท, ขาพเจายอมรับว า
'พระพุ ทธเจ าเปนสัพพัญ.ูจริง."

๓. เทวทัตตป พพาชิตปญหา ๓

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า พระเทวทัตอันใครบวชใหแลว."
พระเถรเจ าถวายวิสัชนาวา "ขอถวายพระพร ขัตติยกุมารหกพระองค
ทรงพระนามว า ภัททิยกุมารหนึ่ ง อนุรุทธกุ มารหนึ่ง อานั นทกุมารหนึ่ ง ภัคคุ
กุมารหนึ่ ง กิ มพิลกุมารหนึ่ง เทวทัตตกุมารหนึ่ ง นี้มี นายอุบาลิชาวภูษามาลา
เปนที่ เจ็ด, ครั้นเมื่อสมเด็จพระบรมศาสดาเจาตรัสรูพระอภิสัมโพธิญาณแลว
ยังความยิ นดีใหบังเกิดแกศากยตระกูลได, ตางองคตางออกทรงผนวชตาม
พระผูมีพระภาคเจา; พระผู มีพระภาคเจ าโปรดใหทรงผนวชแลว."
ร. "พระผูเป นเจา พระเทวทั ตบวชแลวทํ าลายสงฆแลว มิใชหรือ ?"
ถ. "ขอถวายพระพร พระเทวทัตบวชแลว ทํ าลายสงฆแลว. คฤหัสถ
ทําลายสงฆมิได ภิกษุณีก็ทํ าลายสงฆมิได สิกขมานาก็ ทํ าลายสงฆมิได
สามเณรก็ทํ าลายสงฆมิได สามเณรีก็ทํ าลายสงฆมิได, ภิกษุมีตนเป นปกติ
รวมสังวาสเดี ยวกั น รวมสีมาเดียวกัน ยอมทําลายสงฆได."
ร. "พระผูเป นเจา บุคคลผูทํ าลายสงฆ ยอมตองกรรมอะไร ?"
ถ. "ขอถวายพระพร บุคคลผูทําลายสงฆนั้ น ยอมตองกรรมอันจะให
ตกนรกสิ้นกัปปหนึ่ ง."
ร. "พระผูเป นเจา พระพุ ทธเจาทรงทราบอยูหรือว า 'พระเทวทัตบวช
แลวจักทํ าลายสงฆ ครั้นทําลายสงฆแล ว จั กไหมอยูในนรกสิ้นกัปป หนึ่ง."
ถ. "ขอถวายพระพร พระตถาคตเจาทรงทราบอยู ."
ร. "พระผูเป นเจา ถ าพระพุ ทธเจาทรงทราบอยู เมื่อเป นอยางนั้ น คําว า
'พระพุ ทธเจ าประกอบดวยพระกรุณาเอ็ นดูสัตว ทรงแสวงหาธรรมที่เปน
ประโยชน เกื้อกูลสัตว นําสิ่ งซึ่งมิใชประโยชนเสีย ตั้งสิ่ งซึ่ งเปนประโยชนไวแก
สัตวทั้งหลายทั้งสิ้ น' ดังนี้ ผิ ด. ถาและพระองคไมทรงทราบเหตุอั นนั้ นแลว ให
บวชเลาไซร , เมื่อเปนอย างนั้ น พระพุ ทธเจ าไมใชพระสั พพัญ.ูนะซิ . ปญหา
สองเงื่อนแมนี้ มาถึ งท านแล ว ขอทานจงสะสางเงื่อนอั นยุ งใหญ นั้นเสี ย ขอ
ทานจงทําลายปรับปปวาทเสี ย, ในอนาคตกาลไกล ภิกษุ ทั้งหลายผูมีป ญญา
เชนท าน จั กหาไดยาก, ขอทานจงประกาศกําลังปญญาของทานในป ญญาขอ
นี้ ."
ถ. "ขอถวายพระพร พระผูมี พระภาคเจา ประกอบดวยพระกรุณา ทั้ ง
เปนพระสั พพั ญ.ูดวย. ขอถวายพระพร เพราะความที่ พระองคทรงพระกรุณา
พระองคทรงพิ จารณาดูคติของพระเทวทัต ดวยพระสั พพั ญ.ุตญาณ ทอด
พระเนตรเห็นพระเทวทัต ผู จะสะสมกรรมอันจะใหผลในภพสืบ ๆ ไปไมสิ้นสุด
หลุดจากนรกไปสูนรก หลุดจากวิ นิบาตไปสูวินิบาต สิ้ นเสนโกฏิแห งกั ปปเปน
อันมาก, พระองคทรงทราบเหตุนั้ นแลวดวยพระสัพพัญ.ุตญาณ ทรงพระ
ดําริวา 'กรรมของเทวทัตผูนี้ เจาตั วทํ าแลวหามี ที่สุดลงไม เมื่อเธอบวชแลวใน
ศาสนาแหงเรา จักทํ าใหมี ที่ สุดลงได, เทียบกรรมกอนเข าแลว ทุกขยั งจักทํ าให
มีที่สุดลงได , โมฆบุรุษผูนี้ ถ าบวชแลว จักสะสมกรรมอั นจะใหตกนรกสิ้นกัปป
หนึ่ ง' ดังนี้ จึ งโปรดใหพระเทวทัตบวชแล ว ดวยพระกรุ ณา."
ร. "พระผูเป นเจา ถ าอย างนั้ น พระตถาคตเจาไดชื่อวาทรงตีแลวทาให
ดวยน้ํ ามั น, ทรงทําใหตกเหวแลวยื่ นพระหัตถประทานให , ทรงฆาใหตายแลว
แสวงหาชีวิตให , เพราะทรงกอทุกขให กอนแลว จึ งจัดสุ ขไวใหตอภายหลัง."
ถ. "ขอถวายพระพร พระตถาคตไดชื่อวาทรงตีบาง ไดชื่อวาทรงทํ าให
ตกเหวบ าง ไดชื่อวาทรงฆ าใหตายบ าง ดวยอํานาจทรงเห็นแกประโยชนแหง
สัตวทั้งหลายอยางเดี ยว, อนึ่ง ไดชื่อวาทรงตีกอนบ าง ทรงทําใหตกเหวกอน
บาง ทรงฆาใหตายกอนบ าง แลวจึ งจัดประโยชนใหอย างเดียว, เหมื อนมารดา
บิดาตีกอนบ าง ใหล มกอนบ าง แล วจึงจัดประโยชนใหแกบุตรทั้งหลายอยาง
เดียวฉะนั้น. ความเจริญแห งคุณจะพึงมีแก สัตวทั้งหลาย ดวยความประกอบ
อยางใด ๆ, ยอมทรงจัดสิ่ งซึ่ งเปนประโยชนไวแกสัตว ทั้งหลายทั้ งสิ้น ดวยนั้ น
ๆ.
ขอถวายพระพร ถ าพระเทวทัตนี้ไมบวชแลว เป นคฤหัสถอยูจะกระทํา
บาปกรรมอันใหไปเกิดในนรกเปนอั นมาก แลวจะไปจากนรกสูนรก ไปจาก
วินิบาตสูวิ นิบาต เสวยทุ กขเปนอันมาก สิ้ นแสนโกฏิแห งกัปปเป นอันมาก.
พระผูมีพระภาคเจาทรงทราบเหตุอันนั้นอยู ดวยกําลั งพระกรุณา ทรงพระดําริ
เห็นวา 'เมื่อพระเทวทัตบวชแลวในพระศาสนาของเรา ทุ กขจักเปนผลอันเจา
ตัวกระทํ าใหมี ที่สุดลงได' ดังนี้แลว ไดโปรดพระเทวทัตให บวชแลว ไดทรง
กระทําทุกขของพระเทวทัตอั นหนักนั้นใหเบาลงไดแลว.
ขอถวายพระพร เหมือนหนึ่ งบุรุษมีกํ าลังทั้งทรัพยสมบั ติอิสสริยยศสิริ
และเครือญาติ รูวาญาติหรือมิตรสหายของตนจะตองรับพระราชอาชญาอัน
หนั กแลว ด วยความที่ตนเป นผูสามารถ โดยความคุ นเคยกับคนเป นอั นมาก
ไดกระทําโทษอันหนักนั้นให เบาลงได ฉั นใด, พระผูมีพระภาคเจาโปรดใหพระ
เทวทัต ผูจะตองเสวยทุกขสิ้ นแสนโกฏิแห งกัปปเป นอันมากใหบวชแลว ดวย
ความที่พระองคเปนผูสามารถดวยพระกําลัง คือ ศีล สมาธิ ปญญา และ
วิมุตติ ทรงกระทําทุกขของพระเทวทัตอั นหนั กนั้ นใหเบาได ฉันนั้ น.
ขอถวายพระพร อนึ่ ง เหมือนหมอบาดแผล ยอมกระทําพยาธิอันหนั ก
ใหเขาไดดวยอํานาจโอสถมี กําลัง ฉันใด, พระผูมีพระภาคเจาโปรดพระเทว
ทัตผูจะตองเสวยทุ กขสิ้นแสนโกฏิแห งกัปปเปนอันมากใหบวชแล ว ความที่
พระองคทราบเหตุเครื่องประกอบแก แลวทรงกระทํ าทุ กขอันหนักใหเบาได
ดวยกําลั งโอสถคือธรรมอันเขมแข็งดวยกําลังพระกรุณา ฉันนั้ นแล. พระผูมี
พระภาคเจาทรงกระทํ าพระเทวทัตผูจะตองเสวยทุกขมากใหไดเสวยแตนอย
จะตองอกุศลอะไร ๆ บางหรือ ขอถวายพระพร."
ร. "ไมตองเลย แมโดยที่สุดสั กวาจะติเตียนดวยวาจา."
ถ. "ขอถวายพระพร ขอพระองคจงทรงรับรองเหตุที่ พระผูมีพระภาคเจ าโปรด
พระเทวทัตให บวชนี้ โดยขอความเหลานี้แล.
ขอถวายพระพร ขอพระองคทรงสดับเหตุ อื่นอีกยิ่ งกวานี้ ที่พระผู มีพระภาคเจา
โปรดพระเทวทัตใหบวช. เหมือนหนึ่ งว า ราชบุรุษจับโจรผูกระทําความผิดไดแลว จะพึง
กราบทูลแดพระเจาแผนดิ นวา 'โจรผูนี้ กระทําความผิดอยางนี้ ๆ พระองคจงลงพระราช
อาญาแกโจรนั้ นตามพระราชประสงค' ดังนี้ , พระเจาแผ นดินจะพึ งรับสั่งใหลงโทษโจรผู
นั้นวา 'ถาอยางนั้ น ออเจ าทั้ งหลายจงนําโจรนี้ออกไปนอกเมือง จงตัดศีรษะมันเสี ยในที่
ฆาโจร;' ราชบุรุษเหลานั้ นจะพึงรับ ๆ สั่งอย างนั้นแลวนํ าโจรนั้นออกนอกเมืองไปสู ที่ฆ า
โจร, ยังมีบุรุษขาราชการผู หนึ่ง อันไดรับพระราชทานพระไวแตราชสํานักแลว ไดรับ
พระราชทานฐานั นดรยศ เงิ นประจําตํ าแหนงและเครื่องอุปโภค เปนผู มีวาจาควรเชื่ อถือ
มีอํานาจทําไดตามปรารถนา, เขาจะพึ งทํ าความกรุณาแกโจรนั้ น แลวกลาวกะราชบุ รุษ
เหลานั้นวา 'อยาเลยนาย, ประโยชนอะไรของท านทั้งหลายดวยการตัดศีรษะเขา, อย า
กระนั้ นเลย ท านจงตัดแตมือหรือเทาของเขา รักษาชีวิตไวเถิด, เราจักไปเฝาทูลทัดทาน
ดวยเหตุโจรผูนี้เอง' เขาจะพึ งตัดแตมือหรือเทาของโจรและรักษาชี วิตไว ตามถอยคํา
ของราชบุรุษผู มีอํานาจนั้น; บุรุษผูกระทํ าอยางนี้ นั้น จะพึงชื่อวากระทํ ากิจการโดยเห็น
แกโจรนั้นบ างหรือ ขอถวายพระ."
ร. "บุรุษผูนั้ น ชื่อวาใหชีวิตแกเขาน ะซี เมื่อใหชีวิตแกเขาแลว มีกิจการอะไรเลา
ไดชื่อวาบุรุษนั้ นไมไดกระทําแลวโดยเห็ นแกเขา."
ถ. "ขอถวายพระพร ดวยทุกขเวทนาในเพราะใหตัดมือและเทาเขานั้ น ผูบังคับ
นั้นจะพึ งตองอกุศลอะไรดวยหรือ ?"
ร. "โจรนั้นยอมเสวยทุกขเวทนา ดวยกรรมอันตนกระทํ าแลว, สวนบุรุ ษผูใหชีวิต
ไมควรตองอกุ ศลอะไรเลย."
ถ. "ขอถวายพระพร ขอนี้ฉั นใด, พระผูมีพระภาคเจาทรงพระกรุณาโปรดเกลา
พระเทวทัตให บวชแลวดวยทรงเห็นวา 'เมื่อพระเทวทัตบวชในศาสนาของเราแลว ทุกข
จักเปนผลอั นเจาตัวกระทําใหมีที่สุดลงได' ฉันนั้ น.
ขอถวายพระพร ทุ กขของพระเทวทัตอันเจาตัวกระทําใหมีที่สุดลงไดแลว, พระ
เทวทัต ในเวลาเมื่อจะตาย ไดเปลงวาจาถึ งพระผูมี พระภาคเจาเป นสรณะตราบเทา
สิ้นชีวิต ดังนี้ ว า 'ขาพเจ าทั้ งกระดูกทั้ งชีวิตทั้งหลายนี้ ขอถึงพระพุ ทธเจ าผูเปนยอดบุรุษ
เปนเทวดาเลิ ศลวงเทวดา เปนผูฝกบุคคลควรฝก ทรงพระญาณจักษุรอบคอบ มีพระ
ลักษณะกํ าหนดดวยบุญรอยหนึ่ง พระองคนั้น เปนสรณะ."
ขอถวายพระพร พระเทวทั ต เมื่อภัททกัปปแบงแลวเปนหกสวนส วนที่ ลวงไป
แลว ไดทําลายสงฆแลว จักไหมอยูในนรกสิ้นกาลประมาณหาส วน แลวจักพ นจากนรก
นั้นมาเป นพระปจเจกพุทธเจาทรงพระนามวาอัฏฐิสสระ. ก็พระผูมี พระภาคเจาทรง
กระทําอยางนี้ พึ งชื่อว ากระทํากิ จการโดยเห็นแก พระเทวทัตบางหรือ ขอถวายพระพร."
ร. "พระตถาคตเจาไดชื่อวาประทานคุณอันเปนที่ปรารถนาของเทวตามนุษยทั้ ง
ปวงแก พระเทวทัต, เพราะพระองคทรงกระทําพระเทวทั ตใหสําเร็จความเป นเปนพระ
ปจเจกพุ ทธเจ าได, มีอะไรไดชื่อวาพระองค ไมไดกระทําโดยเห็นแกพระเทวทัตเลา."
ถ. "ขอถวายพระพร ดวยการที่พระเทวทัตทํ าลายสงฆ แล วเสวยทุกขเวทนาใน
นรกนั้ น พระตถาคตเจาจะตองอกุศลอะไรบางหรือ ?"
ร. "ไมตองเลย พระเทวทัตไหมอยูในนรกกั ปปเดียว เพราะกรรมอันตนเอง
กระทําแล ว, พระศาสดาผูกระทําใหถึ งที่สุดทุกข จะพึ งตองอกุศลอะไรหามิได."
ถ. "ขอถวายพระพร ขอพระองคทรงรับรองเหตุ ที่พระผู มี พระภาคเจาโปรดพระ
เทวทัตใหบวชแลวแมนี้ ด วยขอความนี้เถิด.
ขอถวายพระพร ขอพระองคทรงสดับเหตุ แมอื่นอีกยิ่ งกวานี้ ที่พระผูมี พระภาค
เจาโปรดให พระเทวทัตบวชแลว. เหมือนหนึ่งหมอบาดแผล เมื่อจะรักษาแผลอันเกิ ด
เพราะ ลม ดี เสมหะ แตละอยางก็ดี เจือกั นก็ดี ฤดูแปรก็ดี รักษาอิริยาบถไมเสมอก็ดี
เกิดเพราะพยายามแหงผูอื่ น (มีตองประหารเป นตน) ก็ ดี อากูลดวยกลิ่นเหม็น ดุจกลิ่น
แหงศพกําลั งเนา ใหปวดดุจแผลอันตองลู กศร เขาไปติดอยูขาใน อั นน้ํ าเหลืองนั้ นชอน
ไปใหเปนโพลง เต็มไปดวยบุพโพและโลหิ ต เขายอมพอกปากแผลดวยยากัดอั นแรงกลา
แสบรอน เพื่อจะบมแผลกอน, พอแผลนวม เขาก็ เชือดดวยศัสตราแลว นาบดวยซี่ เหล็ก,
พอเนื้อสุ กแลว ก็ลางดวยน้ํ าดางแลวพอกยา เพื่อใหแผลงอกเนื้อ ให คนไขไดความสุข
โดยลําดับ ดั งนี้ ; จะวาหมอนั้นคิดราย พอกยา เชือดดวยศัสตรา นาบดวยซี่เหล็ก ล าง
ดวยน้ํ าดาง ไดบางหรือ ?"
ร. "หามิได หมอเขามีจิตคิดเกื้อกูลหวังใหหาย จึ งทําเช นนั้น."
ถ. "ขอถวายพระพร หมอนั้ นจะตองอกุศลอะไร เพราะทุ กขเวทนาอั นเกิดขึ้นแก
คนไข ดวยเหตุทําการรักษาของเขาดวยหรือ ?"
ร. "หมอเขามี จิตเกื้อกูลหวังจะใหหาย จึงทําเช นนั้น, ไฉนจะตองอกุศลเพราะขอ
นั้นเป นเหตุเล า, เขากลับจะไปสวรรคอีก."
ถ. "ขอถวายพระพร ขอนี้ฉั นใด, พระผูมีพระภาคเจาโปรดพระเทวทัตใหบวช
แลว เพื่อปลดเปลื้องทุ กขดวยกําลั งพระกรุณา ก็ฉั นนั้ นแล.
ขอถวายพระพร ขอพระองคทรงสดับเหตุ อื่นอีกอันยิ่งกวานี้ ที่พระผูมี พระภาค
เจาโปรดพระเทวทัตใหบวชแลว. เหมือนหนึ่งบุรุษผูตองหนามเขาแล ว, ทีนั้ น บุรุษอื่ นมี
จิตคิดเกื้อกูลจะใหหาย จึงเอาหนามแหลมหรือปลายมีดกรีดตัดแผลโดยรอบแลว นํ า
หนามนั้นออกดวยทั้ งโลหิตไหล; ขอถวายพระพร บุรุษผู นั้นชื่อวาคิดรายจึงนําหนามนั้น
ออกบางหรือ ?"
ร. "หามิได เขามีจิตคิดเกื้อกู ลหวั งจะใหหาย จึงนํ าหนามนั้นออก, ถาเขาไมชวย
นําหนามนั้นออก บางทีผูตองหนามนั้ นก็จะถึงความตายหรือไดทุกขปางตาย."
ถ. "ขอถวายพระพร ขอนี้ฉั นใด, พระตถาคตเจาโปรดพระเทวทัตใหบวชแลว
เพื่อปลดเปลื้องทุกขด วยกํ าลั งพระกรุณา, ถาว าพระผู มี พระภาคเจามิ ไดโปรดพระ
เทวทัตใหบวช เธอก็จั กไหมอยูในนรกโดยลํ าดับ ๆ ขุม แม ตลอดแสนโกฏิแหงกัปป ฉั น
นั้น."
ร. "พระผูเป นเจา พระตถาคตเจาไดชื่อวาใหพระเทวทัตผู ตกไปตามกระแสขึ้นสู
ที่ทวนกระแสไดแลว, ใหพระเทวทัตผูเดินผิ ดทางขึ้ นในทางไดแลว, ไดประทานวัตถุเป น
ที่ยึดเหนี่ยวแก พระเทวทัตผูตกลงในเหวแลว, ใหพระเทวทัตผูเดินในทางไมสม่ําเสมอขึ้น
สูทางที่สม่ําเสมอไดแลว. พระผูเปนเจ า เหตุการณอันนี้ ผูอื่นนอกจากผูมีปญญาเช น
ทาน ไมอาจแสดงได."

๔. มหาภูมิ จาลนปาตุภาวป ญหา ๔

พระเจามิลินท ตรัสวา "พระผูเปนเจ านาคเสน พระพุ ทธพจน นี้ พระผู มีพระภาค
เจาแมตรัสแลววา 'ภิกษุทั้งหลาย เหตุเพื่ อความปรากฏของความไหวแหงแผ นดินใหญ
เหลานี้แปดอยาง ปจจั ยเพื่ อความปรากฏของความไหวแหงแผ นดินใหญแปดอยาง'
ดังนี้ . พระพุ ทธพจนนี้ กลาวเหตุปจจัยหาสวนเหลือมิได พระพุทธพจน นี้ กล าวเหตุ
ปจจัยไมมีสวนเหลือ, พระพุ ทธพจน นี้ กลาวเหตุปจจั ยโดยตรง ไมมีปริ ยาย, เหตุเพื่อ
ความปรากฏของความไหวแหงแผนดิ นใหญเปนที่เก าอันอื่นไมมี ; พระผูเปนเจ า นาค
เสน ถาเหตุเพื่ อความปรากฏของความไหวแหงแผ นดินใหญที่เกา อันอื่ นยังมีไซร, พระผู
มีพระภาคเจ าพึงตรัสเหตุแม นั้น, ก็เหตุเพื่อความปรากฏของความไหวแหงแผนดิ นใหญ
ที่เก า อั นอื่นย อมไมมี เพราะเหตุใดแล, เพราะเหตุ นั้น พระผูมีพระภาคเจามิไดตรัสเหตุ
นั้นแลว. ก็แตวา เหตุเพื่อความปรากฏของความไหวของแผนดินใหญ ที่ เกานี้ ยั งปรากฏ
อยู, พระเวสสั นดรมหากษัตริยทรงบริจาคมหาทาน แผนดินใหญนี้ไหวแลวเจ็ดครั้งดวย
เหตุไรเลา พระผูเปนเจ า นาคเสน. ถาเหตุเพื่อความปรากฏของความไหวแห ง
แผนดินใหญแปดอยางเทานั้ น ปจจั ยเพื่อความปรากฏของความไหวแห งแผนดินใหญ
แปดอยางเทานั้นไซร , ถาอย างนั้น คําอั นใดที่วา 'เมื่อพระเวสสั นดรมหากษัตริย ทรง
บริจาคมหาทาน แผนดินใหญนี้ ไหวเจ็ดครั้ง' คําแมนั้นผิ ด. ถาเมื่อพระเวสสันดรมหา
กษัตริยทรงบริจาคมหาทาน แผนดินใหญ นี้ ไหวเจ็ดครั้งแลวไซร, ถาอย างนั้น คําที่ว า
'เหตุเพื่อความปรากฏของความไหวแหงแผ นดินแปดอยางเท านั้ น ปจจั ยเพื่อความ
ปรากฏของความไหวแหงแผ นดินแปดอยางเท านั้ น'แมคํานั้ นก็ผิด. ปญหาแม นี้สอง
เงื่อน เป นปญหาละเอี ยด ใคร ๆ แกยาก ทํ าบุคคลใหมืดมนธดั งบุคคลตาบอดดวย ลึ ก
ดวย, ปญหานั้ นมาถึงพระผูเปนเจาแล ว, ปญหานั้น ผูอื่นที่มีปญญานอย นอกจาก
บุคคลผูมีความรูเชนพระผู เปนเจา ไมอาจเพื่อจะวิสัชนาได."
พระเถรเจ าถวายพระพรว า "ขอถวายพระพร พระพุทธพจนนี้ พระผูมี พระภาค
เจาแมไดตรัสแลววา 'ภิกษุทั้งหลาย เหตุ ปจจัยทั้ งหลายเพื่อความปรากฏของความไหว
แหงแผนดิ นใหญเหล านี้ แปดอยาง ๆ' ดังนี้ . แมเมื่อพระเวสสั นดรมหากษัตริย ทรง
บริจาคมหาทานอยู แผนในใหญนี้ ไหวแล วเจ็ดครั้ง. ก็แลการที่แผ นดินใหญไหวนั้ นไม
เปนไปดินกาลทุกเมื่อ มีความเกิดขึ้นในกาลบางคราว, พนแลวจากเหตุทั้งหลายแปด
อยาง, เพราะเหตุนั้ น ทานจึงไมนับแลวโดยเหตุทั้ งหลายแปด.
ขอถวายพระพร เมฆทั้งหลายสามอยาง คือ: เมฆชื่อวัสสิกะหนึ่ง เมฆชื่อเหมั น
ติกะหนึ่ง เมฆชื่อปาวุสสกะหนึ่ ง เทานั้ น ท านยอมนับวาเมฆ, ถาเมฆอื่ นพ นจากเมฆ
ทั้งหลายที่สมมติแลว, เมฆนั้น ยอมถงซึ่ งความนับว าอกาลเมฆเท านั้ น ฉั นใด; สมัยเมื่อ
พระเวสสั นดรมหากษัตริย ทรงบริจาคมหาทานอยู แผ นดิ นใหญ นี้ไหวแลวเจ็ดครั้ง ดวย
เหตุอันใดเหตุนั้น ไมมีในกาลทุกเมื่อ มีความเกิดขึ้นในกาลบางคราว, พนจากเหตุ
ทั้งหลายแปดอยาง, เหตุนั้ น ท านจึ งไมนับโดยเหตุ ทั้งหลายแปดอยาง ฉันนั้ นนั่ นเทียว.
ขอถวายพระพร อีกนัยหนึ่ ง เหมือนแม น้ําหารอย ไหลมาแตภูเขาชื่อหิ มวันต,
แมน้ําหารอยเหลานั้น แมน้ํ าทั้งสิบเทานั้ น ทานยอมนับโดยอันนับวาแมน้ํา, แมน้ําทั้ ง
สิบนี้อยางไร แมน้ําทั้งสิบนี้ คือ แมน้ําคงคาหนึ่ง แมน้ํ ายมุนาหนึ่ง แมน้ํ าอจิรวดีหนึ่ง
แมน้ําสรภูหนึ่ ง แม น้ํามหี หนึ่ ง แม น้ําสิ นธุ หนึ่ง แมน้ํ าสรัสสดีหนึ่ ง แม น้ําเวตรวดีหนึ่ง
แมน้ําวีตังสาหนึ่ ง แม น้ําจั นทภาคาหนึ่ ง แมน้ําทั้ งสิบเหลานี้ ท านนับว าแมน้ํ าแท , แมน้ํา
ทั้งหลายเศษนอกนั้ น ท านไมนับโดยอั นนั บในแมน้ํ า, ความนับนั้นมีอะไรเปนเหตุ ?
แมน้ําทั้งหลายเท านั้ น ไมเป นแดนเกิดแห งน้ํา เพราะเหตุ นั้น ท านจึงนับโดยอันนับรวม
ลงในแม น้ําใหญ แมฉันใด สมัยเมื่อพระเวสสันดรมหากษัตริยทรงบํ าเพ็ญมหาทานอยู
แผนดินใหญ นี้ ไหวแลวเจ็ดครั้ง ดวยเหตุใด เหตุ นั้น ท านไมนับโดยเหตุ ทั้งหลายแปด
อยาง ฉันนั้ น.
ขอถวายพระพร อีกอย างหนึ่ง เหมือนอมาตยทั้ งหลายของมหากษัตริยมีอยู
รอยหนึ่ งบาง สองรอยบาง, อมาตยทั้ งหลายเหลานั้นชนทั้งหลายหกคน ทานยอมนั บ
โดยอันนับว าอมาตย , ชนทั้ งหลายหกคนนี้ อย างไร ชนทั้งหลายหกคนนี้ คือ เสนาบดี
หนึ่ ง ปุ โรหิตหนึ่ง อักขทัสสะ ผูพิ พากษาหนึ่ง ภัณฑาคาริกะชาวพระคลังหนึ่ง ฉัตตคาห
กะผูเชิญพระกลดหนึ่ ง ขัคคคาหกะผูเชิญพระแสงหนึ่ ง ชนหกคนเหล านี้เทานั้ นท านนับ
โดยอันนับว าอมาตยแท , ขอซึ่งนับมีอะไรเปนเหตุเลา ? ขอซึ่งนับนั้น เพราะความที่ชน
ทั้งหกนั้นเปนผูประกอบดวยคุณตอพระมหากษัตริย , ชนทั้ งหลายเหลื อนั้น ท านมิไดนับ
แลว, ชนทั้งหลายเหลานั้นย อมถึงซึ่ งความกลาวรวมลงว าอมาตย ทั้งสิ้ นนั่ นเทียว ฉันใด,
เมื่อพระเวสสั นดรมหากษัตริยทรงบํ าเพ็ญมหาทานอยู แผนดินใหญนี้ ไหวแลวเจ็ดครั้ง
ดวยเหตุใด เหตุนั้น ไม มีมีในกาลทุ กเมื่อ มี ความเกิดขึ้นในกาลบางคราว, พ นจากเหตุ
ทั้งหลายแปดอยาง, เหตุนั้ น ท านจึ งไมนับโดยเหตุแปดอยาง ฉันนั้ นนั่ นแหละ.
ขอถวายพระพร กรรมเป นที่ตั้งแห งความเสวยสุขในทิฏฐธรรมเปนเหตุยิ่งอัน
บุคคลกระทําแลวในศาสนา แหงพระพุ ทธเจาผูชนะมารทั้งปวงแลว ณ กาลนี้ , อนึ่ง
เกียรติศัพทความสรรเสริญคุณของบุคคลทั้งหลายเหลาไร ฟุ งทั่ วไปในเทพดาและ
มนุษยทั้ งหลาย, บรมบพิตรไดทรงฟ งบางหรือไม ขอถวายพระพร."
ร. "พระผูเป นเจา ขาพเจ าไดยินอยู กรรมเปนที่ตั้ งแห งความเสวยสุขในทิฏฐ
ธรรม เปนเหตุ ยิ่งอันบุคคลกระทําแลวในชิ นศาสนา ณ กาลนี้ , ทั้งเกียรติศัพทความ
สรรเสริญคุณของบุคคลทั้งหลายเหล าไรฟุงทั่วไปในเทพดาและมนุษยทั้งหลาย, บุคคล
ทั้งหลายเหล านั้นเจ็ดคนขาพเจาเคยไดยินมา."
ถ. "ใครบาง ใครบาง ขอถวายพระพร."
ร. "พระผูเป นเจา บุคคลทั้ งเจ็ด คือ นายมาลาการชื่อสุมนะหนึ่ ง พราหมณชื่อ
เอกสาฎก หนึ่ ง ลูกจ างชื่อปุ ณณะ หนึ่ง เทวีชื่อ มัลลิ กา หนึ่ ง เทวี โคปาลมารดา หนึ่ ง
อุบาสิกาชื่อ สุ ปปยา หนึ่ง นางทาสีชื่อ ปุ ณณา หนึ่ง ชนเหล านี้ เปนผู ที่มีกุศลเป นที่ ตั้ง
แหงความเสวยสุขในทิฏฐธรรม, อนึ่ง เกียรติความสรรเสริญคุณของชนทั้งหลายเหล านี้
ฟุงทั่วไปในเทพดาและมนุษยทั้งหลาย."
ถ. "ขอถวายพระพร ชนทั้ งหลายแมอื่นอี ก บรมบพิตรไดทรงฟ งหรือไมวา ใน
กาลลวงแลว ชนทั้ งหลายไปสูพิภพชื่อตรีทศทั้ งสรีรกายเปนของแห งมนุษย นั่ นเที ยว."
ร. "ขาพเจ าไดยินอยู ."
ถ. "ใครบาง ใครบาง ไปสูพิ ภพชื่อตรีทศทั้ งสรีรกายเป นของแหงมนุษย ขอ
ถวายพระพร."
ร. "ชนทั้งหลายสี่ คือ คนธรรพราชนามวาคุ ตติลาหนึ่ ง พระมหากษัตริย ทรงพระ
นามวา สาธีนราช หนึ่ ง พระมหากษัตริย ทรงพระนามวานิมิราชหนึ่ ง พระมหากษัตริ ย
ทรงพระนามว ามันธาตุราชหนึ่ง เหล านี้ข าพเจาไดยิ นมาวา 'ไปสูพิภพชื่อตรีทศแลว ทั้ง
สรีรกายเปนของแหงมนุ ษย นั้นนั่นเที ยว,' พระผูเปนเจา กรรมอันบุคคลนั้นกระทํ าแลว
ขาพเจ าไดฟงมาแมสิ้นกาลนมนานว า 'เปนกรรมดี ไมใช กรรมชั่ว."
ถ. "ขอถวายพระพร ก็บรมบพิตรเคยไดทรงฟ งแลวหรือว า 'ในกาลยืดยาวที่ลวง
แลว หรือในกาลซึ่งเป นไปอยู ณ บัดนี้ ครั้ นเมื่อทานของบุคคลผูมีชื่ออยางนี้ อั นบุคคล
นั้นใหอยู แผ นดินใหญไหวแลวคราวหนึ่ งบ าง สองคราวบ าง สามคราวบาง."
ร. "ขาพเจ าไม เคยไดฟงเลย พระผูเปนเจา."
ถ. "ขอถวายพระพร นิ กายเป นที่มา และมรรคผล ปริยัตติ และการฟง และ
กําลังแหงความศึกษา และความปรารถนาจะฟง และปริ ปุจฉา และความเขาไปนั่ งใกล
อาจารยของอาตมภาพมีอยู , แมอาตมภาพไมเคยไดฟงวา 'ครั้นเมื่อทานของบุคีคลผูมี
ชื่ออยางนี้ อั นบุคคลนั้นใหอยู แผนดิ นใหญไหวแลว คราวหนึ่ งบาง สองคราวบ าง สาม
คราวบาง' ดังนี้ , ยกเวนทานอันประเสริฐของพระเวสสันดรบรมกษัตริยเสีย.
ขอถวายพระพร โกฏิแห งป ทั้งหลายเปนไปลวงแลวซึ่ งคลองแหงการนั บ ลวงไป
แลวในระหวางแหงพระพุทธเจาสองพระองค คือ พระผู มีพระภาคเจ าทรงพระนาม
วากัสสปหนึ่ง พระผูมีพระภาคเจาทรงพระนามว าสักยมุนีหนึ่ ง. การไดฟงของอาตม
ภาพในโกฏิแหงป ทั้งหลายนั้นไมมี วา 'ครั้ นเมื่อทานของบุคคลผูมีชื่ออยางนี้ อั นบุคคล
นั้นใหอยู แผ นดินใหญไหวแลว คราวหนึ่งบาง สองคราวบาง สามคราวบาง.'
แผนดินใหญซึ่ งจะหวั่ นไหว ดวยความเพี ยรประมาณเท านั้น ดวยความบากบั่ น
ประมาณเท านั้น หามิได .
ขอถวายพระพร แผนดิ นใหญเต็มแลวดวยภาระ คือ คุ ณแหงความกระทําซึ่ ง
ความเป นผูสะอาดโดยอาการทั้งปวง ไมอาจเพื่อจะทรงคุ ณนั้นไวได ยอมเขยื้อน
สะเทือนหวั่นไหว. อุปมาเหมื อนเกวี ยนที่เต็ มดวยภาระหนักเกิ น ดุมและกงทั้งหลายของ
เกวียนนั้นยอมแยกเพลาของเกวี ยนนั้ นยอมแตก ฉันใด, แผนดินใหญเต็มแลวดวย
ภาระ คือ คุณแหงความกระทําซึ่ งความเป นผูสะอาดโดยทั้งปวง เมื่อไม อาจเพื่อจะทรง
ภาระ คือ คุณนั้นไวได ยอมเขยื้อนสะเทือนหวั่ นไหวมีอุปไมยฉันนั้นนั่ นเทียวแล.
ขอถวายพระพร อีกนัยหนึ่ ง อากาศดาดไปดวยเรี่ยวแรงแหงลมและน้ํา เต็ม
แลวดวยภาระ คือ น้ํ าหนาขึ้ นแลว ยอมบั นลือลั่นกระทํ าเสียงครื นครัน เพราะความที่
อากาศนั้นเป นของอันลมกลาถูกตองแล วฉันใด, แผนดินใหญเต็มไปแลวดวยภาระอัน
หนาขึ้น ไพบูลยคือกําลังแหงทานของพระมหากษัตริย ทรงพระนามวาเวสสันดร ไมอาจ
เพื่อจะทรงภาระนั้นไวได ยอมเขยื้อนสะเทื อนหวั่นไหว ฉั นนั้ นนั่ นเทียวแล. ก็จิตของ
พระมหากษัตริยทรงพระนามวา เวสสั นดร ยอมไมเป นไปดวยอํานาจแหง ราคะ โทสะ
โมหะ มานะ ทิ ฏฐิ กิเลส และวิตกยอมไมเป นไปดวยอํานาจแหง อรติ , จิตนั้นยอม
เปนไปโดยอํานาจแหงทานโดยแทแล; จิตนั้นเป นไปโดยอํานาจแห งทานว ากะไร ?
พระมหากษัตริยทรงพระนามวาเวสสันดรนั้น ทรงตั้งพระหฤทัยไวใหเปนเจาแหงทาน
เนือง ๆ เป นไปในกาลทุกเมื่ อวา 'ยาจกทั้ งหลายที่ยั งไม มาแลว พึ งมาในสํานักของเรา
สวนยากจกทั้ งหลายที่มาแลว พึ งไดตามความปรารถนา แลวมีใจยินดีเต็มไปดวยปติ,
ดังนี้ พระมหากษัตริยทรงพระนามว าเวสสั นดร ทรงตั้งพระหฤทัยไวเนื อง ๆ เป นไปใน
กาลทุ กเมื่อในที่ทั้ งหลายสิบ คือ: ในความทรมานหนึ่ง ในความระงับหนึ่ง ในความทน
หนึ่ ง ในความระวังหนึ่ ง ในความสํ ารวมหนึ่ ง ในความสํารวมโดยไมเหลื อหนึ่ ง ในความ
ไมโกรธหนึ่ง ในความไมเบียดเบียนหนึ่ ง ในสัจจะหนึ่ ง ในโสเจยยะความเป นผูสะอาด
หนึ่ ง. ความแสวงหากามอั นพระเวสสันดรมหากษัตริย ละแลว, ความแสวงหาภพของ
พระองคสงบรามแลว, พระองคถึงแลวซึ่งความขวนขวายในการแสวงหาพรหมจรรย
ถายเดียว. พระองคละความรักษาตน ถึ งแลวซึ่งความขวนขวายเพื่อความรักษาผูอื่น;
พระองคถึ งซึ่งความขวนขวาย เพื่อความรั กษาผูอื่ น วากระไร? ความขวนขวายในพระ
หฤทัยของพระองคว า 'สัตวทั้งหลายเหล านี้ พึงเป นผู พรอมเพรียงกัน เปนผูไมมีโรค เปน
ผูเปนไปดวยทรัพย เป นผูมีอายุยื นเถิด' ดังนี้ ยอมเปนไปมากถ ายเดี ยว. พระเวสสั นดร
มหากษัตริย ก็ เมื่อทรงบริจาคทานนั้ น บริจาคเพราะปรารถนาภวสมบัติ ก็หาไม , จะ
บริจาคเพราะเหตุปรารถนาจะใหเขาใหตนบาง และปรารถนาจะใหตอบแกเขา และ
ปรารถนาจะเกลี้ยกลอมเขาก็หาไม , จะบริ จาคเพราะเหตุปรารถนาอายุ พรรณ สุข
กําลัง ยศ และบุตรและธิดาละอยาง ๆ ก็หาไม, พระองคไดใหแลวซึ่งทานน าเลือกสรร
ทั้งหลายไมมี ทานอื่นเสมอ และเปนทานไพบูลย ไม มีทานอื่นยิ่ งกวาเห็ นปานฉะนี้
เพราะเหตุแห งสัพพัญ.ุตญาณ คือ เพราะเหตุแหงรัตนะ คือ สัพพัญ.ุ ตญาณ. ครั้น
พระองคบรรลุความเป นพระสัพพัญ.ูแลว ไดทรงภาสิตพระคาถานี้ มี เนื้อความว า "เรา
เมื่อสละบุตรชื่อชาลี และธิดา ชื่อ กัณหาชิ นา และเทวีชื่ อ มัทรี มีความประพฤติดีใน
ภัสดา มิไดเสียดายแลว, เราคิดแตเหตุแห งปญญาเครื่องตรัสรูถายเดี ยว" ดังนี้ . พระ
เวสสันดร มหากษัตริย ทรงชนะบุคคลผูโกรธ ดวยความไมโกรธ, ชนะบุ คคลผูไมยัง
ประโยชนใหสํ าเร็จ ดวยการกระทําประโยชนใหสํ าเร็จ, ชนะบุคคลผูตระหนี่ ดวยทาน
การบริจาค, ชนะบุคคลกลาวคําเหลาะแหละ ดวยคํ าจริ ง, ชนะอกุศลทั้งปวง ดวยกุ ศล,
เมื่อพระเวสสั นดร นั้ นบริจาคอยูอยางนั้ นไปตามธรรมแลว มีธรรมเป นประธานด วยนิ ส
สันทผลแหงทาน และความเพียรมีกํ าลัง และวิหารธรรมเครื่องอยูไพบูลยของพระองค,
ลมใหญทั้ งหลายในภายใตแผนดิน ยอมเขยื้อนกระจาย ๆ พัดไปนอย ๆ คราวหนึ่ง ๆ
นอมลงฟูขึ้น นอมไปตาง ๆ, ตนไมทั้ งหลายมีใบสลดแลวลมไป, วลาหกทั้งหลายเป น
กลุม ๆ แลนไปในอากาศ, ลมทั้งหลายเจือดวยธุลีเป นของหยาบ, อากาศอันลม
ทั้งหลายเบียดเสียดแลว, ลมทั้งหลายยอมพัดเปาไป ๆ, เสียงน ากลั วใหญเปลงออก,
ครั้นเมื่อลมทั้ งหลายเหล านั้ นกําเริบแลว น้ํ ากระเพื่อมนอย ๆ, ครั้นเมื่อน้ํ ากระเพื่อมแลว
ปลาและเตาทั้ งหลายยอมกํ าเริบ, คลื่นทั้ งหลายเปนคู ๆ กันเกิดขึ้ น, สัตวทั้งหลายที่
สัญจรในน้ําย อมสะดุง, ละลอกแหงน้ําเนื่ องเปนคูกั นไป, เสียงบั นลือแหงละลอกยอม
เปนไป, ตอมน้ําทั้ งหลายอั นหยาบตั้ งขึ้น, ระเบียบแห งฟองทั้ งหลายยอมแลนไป,
มหาสมุทรยอมขึ้น, น้ํายอมไหลไปสูทิศและทิศเฉียง, ธารแหงน้ํ าทั้ งหลายมี หน าเฉพาะ
ทวนกระแสไหลไป, อสูร ครุ ฑ นาค ยักษ ทั้ งหลายสะดุ งหวาดดวยคิดว า 'สาครพลิกหรื อ
อยางไรหนอแล' มีจิตกลัวแลวแสวงหาทางไป, ครั้นเมื่อธารแหงน้ํากําเริบขุนมัวแลว
แผนดินทั้ งภูเขาทั้ งสาครหวั่นไหว, ภูเขาสิเนรุมียอดและชะงอนเป นวิ การแหงศิลาเป น
ของนอมไปตาง ๆ, ครั้นเมื่อแผนดินใหญหวั่ นไหวอยู งูและพังพอนและแมวและสุนัข
จิ้งจอก สุกร มฤค และนกทั้ งหลายยอมตกใจ, เหลายักษ ที่มีศักดานอยรองไห, ยักษ
ทั้งหลายที่มีศั กดาใหญ ยอมหัวเราะ. มีอุปมาว า เมื่อกะทะใหญตั้งอยูบนเตาแล ว เต็ม
แลวดวยน้ํ า มี ขาวสารอันบุคคลรวบรวมลงแลว ไฟโพลงอยูขางใต คราวแรกกระทํ า
กะทะใหรอนก อน, กะทะรอนแลวกระทําน้ํ าใหรอน, น้ําร อนแลวกระทําขาวสารใหรอน,
ขาวสารรอนแลวผุดขึ้นและจมลง, มีตอมเกิดขึ้นแลว, ระเบียบแห งฟองผุดขึ้น ฉันใด;
พระมหากษัตริยทรงพระนามวาเวสสันดร สิ่งใดที่บุคคลสละโดยยากในโลก ทรงสละสิ่ง
นั้น, ครั้นเมื่อพระองคทรงสละของพระองคนั้น ลมใหญ ทั้งหลายในภายใต ไมอาจเพื่ อ
จะทรงคุณ คือ ความสละนั้ นไวได กําเริบแลว, ครั้นเมื่อลมใหญทั้ งหลายกําเริบแลว น้ํ า
ก็ไหว, ครั้นเมื่ อน้ําไหวแลว แผนดินใหญก็ ไหว ฉั นนั้ น นั่ นเที ยวแล. ของสามอยาง คื อ
ลมใหญดวย น้ําดวย แผ นดินดวยเหลานี้ เปนของดุจมีใจเปนอั นเดียวกัน แมในกาลนั้น
ดวยประการ ฉะนี้ , อานุภาพแหงทานของบุคคลอื่นซึ่งจะเหมือนอานุ ภาพแห งมหาทาน
ของพระเวสสั นดรมหากษัตริย โดยนิสสันทผลแห งมหาทาน โดยความเพียรมี กําลั ง
ไพบูลยเช นนี้ ไมมี.
อนึ่ง แกวทั้งหลายมากอย างซึ่งมีในแผ นดิ น, แกวมากอยางนี้อย างไร แกวมาก
อยางนี้ คือ แก วอินทนิล แลวมหานิล แกวโชติรส แกวไพฑูรย แก วดอกผักตบ แกวสี
ดอกไมซึก แก วมโนหร แก วสุริยกานต แก วจันทรกานต แกววิเชี ยร แก วกโชป กกมกะ แก
วปุสราค แก วทับทิ ม แก วลาย, แกวจักรวัตติ อันโลกยอมกลาววาเป นยอด กาวลวงเสี ย
ซึ่งแกวทั้งปวงเหลานี้ , แกวจักรวัตติ ยั งที่ใหสว างลงตลอดโยชน หนึ่ งโดยรอบ ฉันใด;
ทานอันใดอันหนึ่ ง แมอสทิสทานเป นอยางยิ่ง มีอยูในแผ นดิน, มหาทานของพระ
เวสสันดรมหากษัตริย บัณฑิ ตยอมกลาวว าเปนยอดทาน กาวล วงทานทั้ งปวงนั้ นเสีย
ฉันนั้ นนั่ นเทียวแล. ครั้นเมื่อมหาทานของพระเวสสั นดรมหากษัตริย อั นพระองคบริจาค
อยู แผนดิ นใหญไหวแลวเจดครั้ง."
ร. "พระผูเป นเจา พระตถาคตเมื่อยังเป นพระโพธิสัตว เป นผูมีขันติความอดทน
อยางนี้ มีจิตอยางนี้ มีความนอมไปเพื่อคุ ณอันยิ่งอยางนี้ มีความประสงคอยางนี้ ไมมี
ใครเสมอทั้งโลกดวยเหตุใด, เหตุนั้ น ของพระพุทธเจาทั้งหลายน าอัศจรรย เหตุนั้ น ของ
พระพุ ทธเจ าทั้ งหลายนาพิศวง ไม เคยเป นมาเป นแลว. พระผูเปนเจ า ความพยายาม
กาวไปสูคุณยิ่ งของพระโพธิ สัตวทั้งหลาย พระผูเปนเจาใหขาพเจาเห็นแลว, อนึ่ง พระ
บารมีของพระพุทธเจาผูชนะแลว พระผูเป นเจาใหสว างลงโดยยิ่ งแลว, ความที่ พระ
ตถาคต แมเมื่ อประพฤติจริ ยาเทานั้น ยั งเปนผูประเสริฐสุดในโลกกับทั้งเทพดา พระผู
เปนเจ ามาแสดง โดยลํ าดับแลว; ดีละ พระผูเปนเจ า ศาสนาของพระพุทธเจาผูชนะแลว
พระผูเปนเจาชมแลว, พระบารมีของพระพุทธเจาผูชนะแลว พระผูเป นเจาใหรุงเรือง
แลว, ขอดแหงวาทะของเดียรถียทั้ งหลาย พระผูเปนเจาตัดเสียแลว, หมอแหงปรัปปวา
ทความติเตียนทั้ งหลาย พระผูเปนเจ าตอยเสียแลว, ปญหาลึก พระผูเปนเจ ามากระทํา
ใหตื้นไดแลว, ชัฏรกพระผูเป นเจามากระทํ าไมใหเป นชัฏไดแลว, คําเครื่องขยายออกอัน
พระชินบุตรทั้ งหลายไดแลวโดยชอบ, พระผูเปนเจ าผูประเสริฐกว าคณาจารย ที่ประเสริฐ
ขอวิสัชนาของพระผูเปนเจานั้น สมอย างนั้ น, ขาพเจายอมรับอยางนั้ น."

๕. สิวิราชจักขุ ทานปญหาที่ ๕

ร. "พระผูเป นเจา ทานทั้ งหลายกล าวแลวอยางนี้ว า 'จักษุ ทั้งหลายอันพระเจาสิ
วิราชไดพระราชทานแลวแก ยาจก, ทิพยจั กษุทั้ งหลายเกิ ดขึ้นแลวใหม แกพระเจาสิ วิ ราช
นั้น เมื่อเป นบุ คคลบอด.' คําแมนั้นกับทั้ งกากเป นไปดวยนิคคหะ เปนไปกับดวยโทษ.
คําทานกล าวไวแลวในสูตรว า 'ความเกิดขึ้นแหงทิ พยจักษุ ไมมีในสิ่งที่ มิใชวัตถุมีเหตุ อัน
ถอนขึ้น มิไดมี เหตุ .' ถาจักษุ ทั้งหลายอันพระเจาสิวิราชไดพระราชทานแลวแกยาจก, ถา
อยางนั้ น คําที่ วา 'ทิ พยจักษุ ทั้งหลายเกิดขึ้ นแลวใหม ' นั้ นผิด. ถาทิพยจักษุทั้ งหลาย
เกิดขึ้นแลวไซร, ถาอยางนั้ น แมคําที่ วา 'จักษุทั้ งหลายอั นพระเจ าสิวิราชพระราชทาน
แลวแกยาจก' นั้นก็ผิด. ปญหาแม นี้ มี เงื่อนสอง มีขอดยิ่ งแมกว าขอดโดยปกติ, มีความ
ฟนเฝอยิ่งแมกวาฟ นเฝอโดยปกติ, เปนชัฏยิ่งแมว าชัฏโดยปกติ , ปญหานั้ นมาถึงพระผู
เปนเจ าแลว, พระผูเปนเจาจงยั งฉันทะให เกิดยิ่งในปญหานั้น เพื่อความขยาย เพื่อ
ความขมปรัปปวาททั้ งหลายเสีย."
ถ. "ขอถวายพระพร จักษุทั้ งหลายอั นพระเจาสิวิราชพระราชทานแลวแกยาจก,
พระองคอย ายั งความสงสัยใหเกิดขึ้นในขอนั้นเลย; อนึ่ง จักษุทั้ งหลายเปนทิ พยเกิดขึ้น
แลวใหม , พระองคอยายั งความสงสั ยใหเกิ ดในขอแมนั้น."
ร. "เออก็ ความเกิดขึ้นแห งทิ พยจักษุ ในสิ่งที่มีเหตุอันถอนขึ้นแลว ในสิ่ งที่ไมมี
เหตุ ไมมี วัตถุ หรือ พระผูเป นเจา."
ถ. "หามิได ขอถวายพระพร."
ร. "พระผูเป นเจา สิ่ งไรเปนเหตุในเรื่องนี้เล า ทิพยจักษุจะเกิดขึ้นในสิ่ งมี เหตุอัน
ถอนขึ้นแลว ไมมีเหตุ ไมมีวั ตถุ ดวยเหตุไรเลา ? พระผูเป นเจาจงใหขาพเจาทราบชัดใน
เรื่องนี้โดยเหตุ กอน."
ถ. "ขอถวายพระพร บุคคลผูกลาวคํ าจริงทั้ งหลาย ยอมกระทําสัจจกิริยาดวย
คําสัตยใด คําสัตยนั้นมีอยูในโลกหรือไม ขอถวายพระพร."
ร. "มีซิ พระผูเปนเจา ธรรมดาคําสัตยยอมมีในโลก, ผูกล าวคําสัตย ทั้ งหลาย ทํา
สัจจกิริยาดวยคําสัตยใหฝนตก ใหไฟดับ กําจัดยาพิษ ย อมกระทํ ากิจที่จะพึงกระทํ าตาง
ๆ แมอยางอื่นบาง."
ถ. "ขอถวายพระพร ถ าอยางนั้น คําที่ว า 'ทิ พยจักษุทั้ งหลายเกิดขึ้นแล วแดพระ
เจาสิวิราชดวยกําลั งสัจจะ' นี้ ยอมชอบ ย อมสม, ทิ พยจั กษุยอมเกิดขึ้นในสิ่ งไมมีวัตถุ
นั้น ดวยกําลั งแหงสัจจะ, สัจจะนั่ นเที ยว เป นวัตถุเพื่อความเกิดทิ พยจั กษุ ในสิ่ งที่ไม มี
วัตถุนั้ น.
ขอถวายพระพร ผูสําเร็จสัจจเหลาใดเหล าหนึ่ง พร่ําขับคําสัตวว า 'เมฆใหญจง
ใหฝนตก' ดังนี้ , เมฆใหญใหฝนตกพรอมดวยความพร่ําขับคําสัตยของผูสําเร็จสัจจะ
เหลานั้น; เออก็ มหาเมฆให ฝนตกดวยเหตุใด เหตุนั้ น เปนเหตุแหงฝนสะสมอยูแล ว มี
ในอากาศหรือ ขอถวายพระพร."
ร. "หามิได สัจจะนั่ นเที ยวเป นเหตุ ณ อากาศนั้น เพื่อความที่ มหาเมฆจะกระทํ า
ฝนใหตก พระผูเปนเจ า."
ถ. "ขอถวายพระพร ขอนั้ นฉั นใด, เหตุโดยปกติของความที่ทิ พยจักษุจะเกิดขึ้น
นั้นไมมี , สัจจะนั่นเที ยว เป นวัตถุเพื่อความที่ทิ พยจักษุเกิดขึ้นในสิ่ งที่ไมมีวัตถุ ก็ฉั นนั้น
นั่นเทียวแล.
ขอถวายพระพร อีกอย างหนึ่ง ผูสําเร็จสัจจะพวกใดพวกหนึ่งพร่ําขับคําสัตย
ดวยตั้งใจว า 'กองไฟใหญที่โพลงชัชวาลอยู แลว จงกลับคื นดับไป' ดังนี้ , กองไฟใหญที่
โพลงชั ชวาลแลว กลับคื นดั บไปโดยขณะหนึ่ ง พรอมดวยความพร่ําขั บคําสัตยของ
ผูสําเร็จสัจจะเหลานั้น, เออก็ กองไฟใหญที่ โพลงชั ชวาลแลวกลับคืนดับไปโดย
ขณะหนึ่ งโดยเหตุใด เหตุนั้ น เปนเหตุสะสมอยูในกองไฟใหญที่โพลงชั ชวาลแลวนั้ น มี
อยูหรือ ขอถวายพระ."
ร. "หามิได สัจจะนั่ นเที ยว เป นวัตถุในสิ่งที่ไมมีวัตถุ เพื่อความที่กองไฟใหญ
โพลงชั ชวาลแลวนั้ นจะกลั บคืนดับไป."
ถ. "ขอถวายพระพร ขอนั้ นฉั นใด, เหตุโดยปกติของความที่ทิ พยจักษุจะเกิดขึ้น
นั้นไมมี , สัจจะนั่นเที่ ยวเป นวัตถุในที่ไมมีวั ตถุ เพื่อความที่ทิ พยจั กษุจะเกิดขึ้น ฉั นนั้ นนั่น
เที่ยวแล.
ขอถวายพระพร อีกอย างหนึ่ง ผูสําเร็จสัจจะเหล าใดเหลาหนึ่ง พร่ําขั บคําสัตย
ดวยตั้งใจว า 'พิษแรงกล า จงกลายเป นยาไป,' พิษแรงกลากลายเปนยาไปโดยขณะหนึ่ ง
พรอมดวยความพร่ําขับคํ าสัตยของผูสําเร็จสัจจะเหล านั้น, เออก็ พิษอันแรงกลา
กลายเป นยาไปโดยขณะหนึ่ งดวยเหตุอันใด เหตุนั้ น เปนเหตุสะสมในพิ ษอันแรงกล านั้น
มีอยูหรือ ขอถวายพระพร."
ร. "หามิได พระผูเปนเจ า สัจจะนั่ นเที ยว เป นเหตุในสิ่งที่ไมมีเหตุ นั้น เพื่ อความ
กําจัดคืนพิษแรงกลาโดยขณะ."
ถ. "ขอถวายพระพร ขอนี้ฉั นใดล สัจจะนั่ นเทียว เวนเหตุโดยปกติ เป นวั ตถุใน
ขอนี้ เพื่อความที่ทิ พยจักษุจะเกิดขึ้น ฉั นนั้ นโดยแท .
ขอถวายพระพร วัตถุอื่ นเพื่ อความแทงตลอดอริยสัจจะทั้งหลาย แม สี่ไมมี,
การกบุคคลทั้ งหลาย กระทํ าสัจจะใหเปนวัตถุ แทงตลอดตรัสรูอริยสัจจะทั้ งหลายสี่
ประการ.
ขอถวายพระพร มี พระเจาจี นราชอยูในจีนวิสัย พระองค ใครจะทรงกระทําพลี
กรรมในทะเลใหญ ทรงกระทํ าสัจจะกิริยาแลวเสด็จเขาไปในภายในมหาสมุทรโยชน
หนึ่ ง โดยรถเที ยมแลวดวยราชสีหสี่เดือนเสด็จครั้งหนึ่ ง ๆ, ห วงแห งน้ําใหญขางหน าแหง
ศีรษะรถของพระเจาจี นราชนั้นเทอกลับ, เมื่อพระองคเสด็จออกแลว ห วงแห งมหาวารี
ทวมเต็ มที่ดั งเกา, เออก็ มหาสมุทรนั้น อันโลกแมกับทั้งเทพดาและมนุ ษยอาจใหเทอ
กลับไดหรือ ขอถวายพระ."
ร. "น้ําในสระน อย ๆ อั นโลกแมทั้งเทพดาและมนุษยไมอาจเพื่อจะใหเท อกลับ
ได ดวยกําลั งแหงกายปกติเลย, จะปวยกลาวอะไรถึงความกระทํ าน้ํ าในมหาสมุ ทรให
เทอกลับเล า พระผูเปนเจา."
ถ. "ขอถวายพระพร เพราะเหตุแมนี้ พระองคพึงทรงทราบกําลังของสัจจะ,
สถานใด ที่ใคร ๆ จะพึ งถึ งด วยสัจจะไมได สถานนั้ นยอมไมมี ขอถวายพระพร.
อนึ่ง พระเจ าอโศกราชในเมืองปาฏลิบุตร อั นชาวนิคมและชาวชนบท และ
อมาตยนอยและราชภัฏหมู พลและมหาอมาตย ทั้งหลาย แวดลอมเป นราชบริวาร
ทอดพระเนตรเห็นแม น้ําคงคาสมบูรณดวยน้ําใหมเต็มเสมอขอบ เต็มเปยมไหลไปอยู
จึงตรัสกะอมาตยทั้งหลายอยางนี้ว า 'พนาย ผูใดใคร ๆ ซึ่ งสามารถจะยั งคงคาใหญนี้ให
ไหลกลับทวนกระแสได มีหรือไม.'
อมาตยทั้ งหลายกราบทูลวา 'ขอเดชะปกเกลาปกกระหมอม ขอซึ่งจะกระทําคง
คาใหญนี้ใหไหลกลับทวนกระแสนั้น ยากที่ใคร ๆ จะกระทําได .
นางคณิกาชื่อวาพิ นทุมดี ยื นอยูริมฝงแม น้ําคงคานั้ นนั่ นเที่ ยว ไดฟงแลววา 'ได
ยินว า พระมหากษัตริยตรัสแลวอยางนี้ วา 'ใคร ๆ อาจเพื่อจะยั งแมน้ํ าคงคาใหญนี้ ให
ไหลกลับทวนกระแสไดหรือไม.' นางพิ นทุ มดีนั้นกลาวอยางนี้ว า 'ขาพเจานั่ นเทียว เปน
นางคณิกา อาศัยซึ่งรูปเปนอยู มีการเลี้ยงชี พดวยกรรมอั นเลว ในเมืองปาฏลิบุตรนี้,
พระมหากษัตริยจงทอดพระเนตรสัจจกิริยาของขาพเจากอน.' พระมหากษัตริยจง
ทอดพระเนตรสัจจกิริยาของขาพเจ ากอน.' ลําดับนั้ น นางพิ นทุ มดีนั้ นไดกระทําสัจ
จกิริยาแลว. เมื่อประชุมแห งชนหมูใหญเห็นอยู คงคาใหญนั้ นปวนไหลกลับทวนกระแส
โดยขณะพรอมดวยสัจจกิริยาของนางพิ นทุมดีนั้ น.
ลําดับนั้ น พระเจาอโศกราชไดทรงฟ งเสียงพิลึกกึ กกอง อั นกําลั งแห งคลื่ นในวัง
วนใหเกิดแลวในคงคาใหญ จึงมีความพิศวง เกิดอัศจรรยขึ้นในพระหฤทัย ตรัสถาม
อมาตยทั้ งหลายว า 'พนาย คงคาใหญ นี้ไหลทวนกระแสไดเพราะเหตุ ไร?'
อมาตยทั้ งหลายกราบทูลวา 'ขอเดชะปกเกลาปกกระหมอม นางคณิกาชื่อ
พินทุมดี ไดฟ งพระราชโองการของพระองคแลว ไดกระทําสัจจกิริยา, คงคาใหญไหลขึ้น
ไปในเบื้องบน ดวยสัจจกิริยาของนางพิ นทุ มดีนั้น.'
ลําดับนั้ น พระเจาอโศกราชสลดพระหฤทัย รีบเสด็จไปเอง แลวจึงตรัสถามนาง
คณิกานั้ นว า 'นางสาวใช ได ยินว า แม น้ําคงคานี้ เจาใหไหลทวนกระแสแลวดวยสัจ
จกิริยาของเจ า จริงหรือ?
นางพิ นทุ มดีทู ลวา 'พระพุทธเจาขา คงคาใหญนี้ไหลทวนกระแสดวยสัจจกิริยา
ของหมอมฉั น'
พระเจาอโศกราชตรัสถามวา 'อะไรเปนกําลังของเจ าในสัจจกิริยานั้น, หรือใคร
ที่ไมใชบาจะเชื่อถือคําของเจา, เจากระทํ าแมน้ํ าคงคาใหญนี้ใหไหลทวนกระแสดวย
กําลังอะไร?'
นางพิ นทุ มดีทู ลวา 'หมอมฉั นกระทําคงคาใหญนี้ใหไหลทวนกระแสแล วดวย
กําลังแหงสัจจะ พระพุทธเจ าขา.'
พระเจาอโศกราชตรัสวา 'กําลังแหงสั จจะอะไร จะมีแกเจ าผูเปนโจร เป นหญิ ง
นักเลง ไมมีสติ มีหิริอันขาดแลว เป นหญิ งลามกทําลายแดนเสียแลว ลวงเกิ นปล นชนตา
บอด.'
นางพิ นทุ มดีกราบทูลว า 'ขอเดชะปกเกล าปกกระหมอม หมอมฉั นเป นหญิง
เชนนั้ นจริ ง, หมอมฉันจะปรารถนา พึงเปลี่ ยนโลกแมกับทั้งเทพดา ดวยสัจจกิริยาอันใด,
สัจจกิริยานั้นของหมอมฉั นแมเชนนั้นมีอยู.'
พระเจาอโศกราชตรัสถามวา 'สัจจกิริยานั้ นเปนอย างไรเล า ? เชิญเจาเล าให
เราฟง.'
นางพิ นทุ มดีทู ลวา 'ขอเดชะปกเกลาปกกระหมอม บุรุษใด เปนกษัตริย หรือ
เปนพราหมณ หรือเป นเวศย หรือเป นศูทร หรือเปนบุรุษอื่ นใคร ๆ ให ทรั พยแก หมอมฉั น
หมอมฉั นบํารุ งบุรุษทั้ งหลายเหล านั้ นเสมอกันเป นอยางเดียว, ความแปลกวา กษัตริย
ไมมี ความดูหมิ่นว าศูทรไมมี , หมอมฉั นพ นจากความเอ็ นดูและปฏิฆะ บําเรอบุรุษผูเปน
เจาของแห งทรัพย , หมอมฉั นทํ าคงคาใหญนี้ใหไหลทวนกระแส แลวดวยสัจจกิริยาใด,
สัจจกิริยานี้เป นสัจจะของหมอมฉัน' ดังนี้ .
ขอถวายพระพร ชนทั้ งหลายผูตั้งอยูในสั จจะแลว ซึ่ งจะไมไดประโยชน หนอย
หนึ่ ง หามิได ดวยประการฉะนี้ . พระเจาสิ วิราชไดพระราชทานจักษุทั้ งหลายแกยาจก
ดวย ทิพยจักษุทั้งหลายเกิดขึ้นดวย, ก็แหละ ความที่ ทิ พยจักษุเกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นเพราะ
สัจจกิริยา. ก็คําอันใดที่ ทานกลาวไวในพระสูตรวา 'ครั้นเมื่อมังสจั กษุ ฉิบหายแล ว ความ
ที่ทิ พยจั กษุจะเกิดขึ้นในสถานไมมีเหตุ ไม มีวัตถุ ' ดังนี้ คํ านั้ นท านหมายเอาจักษุสําเร็จ
แลวดวยภาวนากล าวแล ว ขอถวายพระพร. บรมบพิตรจงทรงจํ าไวซึ่ งความขอนี้ ด วย
ประการอยางนี้ " ดังนี้ .
ร. "ดีละ พระผู เปนเจ า ปญหาพระผูเป นเจ าแกดีแลว, นิคคหธรรมพระผูเปนเจ า
แสดงออกดีแลว, ปรับปวาททั้ งหลาย พระผูเปนเจ าย่ํ ายีแลว, ขอวิสชนาปญหาของพระ
ผูเปนเจ านี้ สมอยางนั้ น, ขาพเจารับรองอยางนั้ น."

๖ คัพภาวัคกั นติปญหา ๖

ร. "พระผูเป นเจานาคเสน พระพุทธพจนนี้ อันพระผูมี พระภาคเจาแมตรัสแลววา
'ภิกษุทั้ งหลาย ความหยั่ งลงสูครรภยอมมี ก็เพราะความที่ปจจัยทั้งสามประชุมพรอม
กันแล : ในโลกนี้ มารดาบิดาเปนผูประชุมกันแลวดวย มารดาเปนหญิ งมีระดูดวย
คนธรรพเป นสั ตวเขาไปตั้งอยูเฉพาะหนาด วย; ภิกษุทั้งหลาย ความหยั่ งลงสูครรภยอมมี
เพราะความที่ ปจจัยทั้ งสามเหลานี้ประชุมพรอมกันแล.' พุทธพจนนี้ตรั สปจจัยหาสวน
เหลือมิได ฯลฯ ตรัสปจจัยไมมีสวนเหลือ ฯลฯ ตรัสปจจั ยไมมีสวนเหลื อ ฯลฯ ตรัสปจจัย
ไมมีปริยาย พระพุทธพจนนี้ ตรัสปจจัยไมมีขอลี้ลับ พระพุทธพจนนี้อั นพระผูมีพระภาค
เจา เสด็จนั่ง ณ ทามกลางแหงบริษั ทกับทั้งเทพดาและมนุษยทั้ งหลาย ตรัสแลว. ก็แต
วา ความหยั่ งลงสูครรภเพราะความที่ป จจัยทั้ งสองประชุมพรอมกั น ยั งปรากฏอยู วา
'พระดาบสชื่อ ทุกุละลูบคลํานาภีแห งนางตาปสีชื่อ ปาริ กา ด วยนิ้วแม มือเบื้องขวา ใน
กาลแห งนางตาปสีเปนหญิงมีระดู, กุมารขื่ อ สามะ เกิดแลว เพราะความที่พระดาบส
นั้นลูบคลํ านาภีนั้น. แมพระฤษีชื่อ มาตังคะ ลูบคลํานาภี แหงนางพราหมณีกันยาดวย
นิ้วแมมือเบื้องขวา ในกาลที่ นางเปนหญิงมีระดู, มาณพ ชื่อ มัณฑัพยะ เกิดขึ้น เพราะ
ความที่ฤษีชื่อ มาตังคะ นั้ นลู บคลํานาภี นั้น.' พระผูเปนเจ า ถ าพระผู มีพระภาคเจาได
ตรัสแลววา 'ภิกษุทั้ งหลายความหยั่ งลงสูครรภ ยอมมีก็เพราะความที่ ปจจัยทั้ งสาม
ประชุมพรอมกันโดยแท ' ดังนี้ , ถาอยางนั้ น คําที่ว า 'สามกุมารดวยมั ณฑัพยมาณพดวย
แมทั้งสองอยางนั้ น เกิดแลวเพราะความลู บคลํานาภี ' ดังนี้ นั้น ผิด. ถาพระตถาคตตรัส
แลววา 'สามกุ มารดวยมัณฑั พยมาณพดวย เกิดแลวเพราะความลูบคลํานาภี.' ถาอยาง
นั้นแมคํ าที่ วา 'ภิกษุทั้ งหลาย ความหยั่ งลงสูครรภยอมมี ก็เพราะความที่ปจจัยทั้งสาม
ประชุมพรอมกันโดยแท ' ดังนี้ นั้นผิด. ปญหาแม นี้สองเงื่ อน ลึกด วยดี ละเอียดดวยดี
เปนวิสั ยของบุ คคลผูมีปญญาเครื่องรูทั้ งหลาย, ปญหานั้ นมาถึงพระผูเปนเจาแล ว, พระ
ผูเปนเจ าจงตั ดทางแหงความสงสัย จงชู ประทีปอันโพลงทั่วแลวคือญาณอันประเสริฐ."
ถ. "ขอถวายพระพร แมพระพุทธพจนนี้ อั นพระผูมี พระภาคเจาทรงภาสิตแลว
วา 'ภิกษุทั้ งหลาย ความหยั่ งลงสูครรภยอมมีก็เพราะความที่ป จจัยทั้งสามประชุมพรอม
กันแล : ในโลกนี้ มารดาและบิดาเปนผู ประชุมกั นแลวด วย มารดาเป นหญิ งมีระดูด วย
คนธรรพเป นสั ตวเขาไปตั้งอยูเฉพาะหนาด วย, ความหยั่งลงสูครรภยอมมีเพราะความที่
ปจจัยทั้ งสามประชุมกันอย างนั้น.' อนึ่ง พระตถาคตเจาไดตรัสแลววา 'สามะกุ มารด วย
มัณฑัพยมาณพดวย เกิดแล วเพราะความลูบคลํานาภี ."
ร. "ถาอย างนั้ น ปญหาจะเป นของอันพระผูเปนเจ าตัดสินดวยดีแลว ด วยเหตุใด
ขอพระผูเปนเจาจงยังขาพเจาให หมายรูดวยเหตุอันนั้น."
ถ. "ขอถวายพระพร ก็บรมบพิตรไดเคยทรงสดับหรือว า 'กุมารชื่อ สั งกิ จจะ ดวย
ดาบสชื่อ อิสิสิ งคะ ดวย พระเถระชื่อ กุ มารกัสสป ดวย เหลานั้ น เกิดแลวดวยเหตุชื่อนี้ ."
ร. "พระผูเป นเจา ขาพเจ าไดยินอยู , ความเกิดของชนเหล านั้ นเลื่องลือไปวา แม
เนื้อสองตัวมาสูที่ถายปสสาวะของดาบสสองรูปแลว จึ งดื่มปสสาวะกั บทั้งสัมภวะใน
กาลแห งแมเนื้ อนั้นมีระดู , สังกิจจกุ มารดวย อิสิสิงคดาบสดวย เกิดแลวดวยสัมภวะเจือ
ดวยปสสาวะนั้นกอน เมื่อพระเถระชื่อ อุ ทายี เข าไปสูสํานักของนางภิกษุณี มีจิต
กําหนัดแลวเพ งดูองคกําเนิดของนางภิกษุ ณีอยู สัมภวะเคลื่อนแลวในผากาสาวะ; ครั้ง
นั้นแล พระอุ ทายีผูมีอายุกล าวคํานี้กะนางภิกษุณีนั้นวา "นองหญิ งท านจงไปนําน้ํามา
เราจักซักผ าอั นตรวาสก."
นางภิกษุณีกล าวว า "อะไรพระผูเปนเจ า ดิฉั นจะซั กเอง." ลําดับนั้ น นางภิกษุณี
นั้น ไดถือเอาสัมภวะนั้ นสวนหนึ่งด วยปาก, ใหสัมภวะสวนหนึ่ งเขาไปในองคกํ าเนิ ดของ
ตน, พระเถระชื่อ กุมารกัสสปเกิดแลวดวยเหตุนั้ น ชนกล าวเหตุนั้ นแลวอยางนี้ ด วย
ประการฉะนี้ ."
ถ. "ขอถวายพระพร เออก็ บรมบพิตรทรงเชื่อคํานั้ นหรือไม ?"
ร. "พระผูเป นเจา ขาพเจ ายอมเชื่อวา 'ชนเหลานั้นเกิดแลว ดวยเหตุ นี้ ' ดังนี้
ดวยเหตุใด, ขาพเจ าไดเหตุ มีกําลั งนั้ นในขอนั้น."
ถ. "อะไรเปนเหตุในขอนี้เล า ขอถวายพระพร?"
ร. "พืชตกลงแลว ในเทือกอั นบุคคลกระทํ าใหมีบริกรรมดีแลว ยอมงอกงามเร็ว
พลันหรือไม พระผูเปนเจ า?"
ถ. "ขอถวายพระพร พืชนั้ นย อมงอกงามเร็ วพลั น."
ร. "นางภิกษุ ณีนั้นเป นหญิงมีระดู ครั้นเมื่ อกลละตั้งแลว เมื่อระดูขาดสายแลว
เมื่อธาตุตั้งแล ว ถือเอาสัมภวะนั้ นเติมเข าในกลละนั้นแล ว, ครรภของนางภิกษุณี นั้นตั้ง
แลวดวยเหตุนั้ น ฉั นนั้ นนั่นเที ยวแล; ขาพเจ าเชื่อเหตุเพื่อความเกิดของชนเหล านั้น ใน
ขอนั้น อยางนี้ ."
ถ. "ขอถวายพระพร ขอซึ่งบรมบพิตรตรัสนั้ น สมดั งตรัสแลวอยางนั้ น อาตม
ภาพรับรองอย างนั้นวา 'ครรภยอมเกิดพร อมดวยอันยังสัมภวะใหเข าไปในปสสาวะ
มรรค.' บรมบพิตรทรงรับรองความหยั่งลงสูครรภของพระกุมารกัสสปหรือเลา ขอถวาย
พระ."
ร. "พระผูเป นเจา ขาพเจ าเชื่ ออยางนั้น."
ถ. "ขอถวายพระพร ดีละ บรมบพิตรทรงกลับมาสูวิสั ยของอาตมภาพแลว, บรม
บพิตรตรัสความหยั่งลงสูครรภ จักเปนกําลังของอาตภาพแมโดยสวนอันหนึ่ง; ก็อีก
อยางหนึ่ง แมเนื้อทั้ งสองนั้นดื่มปสสาวะแลวจึงมีครรภแลว บรมบพิตรทรงเชื่อความ
หยั่งลงสูครรภของแมเนื้อเหลานั้ นหรือ ?"
ร. เชื่อสิ สิ่งใดสิ่งหนึ่งอั นบุคคลบริโภคแลว ดื่มแลว เคี้ ยวแลว ลิ้มแลว สิ่งทั้ ง
ปวงนั้นยอมประชุมลงสูกลละ ถึ งที่แลว ยอมถึงความเจริ ญ, เหมือนแม น้ําเหลาใดเหลา
หนึ่ ง แม น้ําทั้งปวงเหลานั้ นย อมประชุมลงสูมหาสมุทร, ถึงที่แล ว ยอมถึงความเจริญ ฉัน
ใด, สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่บุคคลบริโภคและดื่ม เคี้ยว ลิ้มแลว สิ่งทั้ งปวงนั้ นย อมประชุมลงสู
กลละ, ถึงที่แลว ยอมถึงความเจริญ ฉั นนั้ นนั่ นแล. เพราะเหตุนั้ นขาพเจาเชื่อว า 'ความ
หยั่งลงสูครรภ แมดวยสัมภวะเขาไปแลวทางปาก."
ถ. "ขอถวายพระพร ดีละ บรมบพิตรยิ่งเข าไปสูวิสัยของอาตมภาพหนั กเขา,
สันนิบาตของชนทั้ งสองยอมมี แมดวยอั นดื่มดวยปาก, บรมบพิตรทรงเชื่อความหยั่ งลง
สูครรภของ สังกิจจกุ มาร และอิสิสิงคดาบส และพระเถระชื่อ กุ มารกัสสป หรือ ?"
ร. "ขาพเจ าเชื่ อ สันนิบาตย อมประชุมลง."
ถ. "ขอถวายพระพร แมสามกุมาร แม มัณฑัพยมาณพ ก็ เปนผูหยั่งลงในภายใน
สันนิบาตทั้ งสามนั้ น มีรสเป นอันเดียวกั น โดยนัยมีในกอนทีเดียว; อาตมภาพจักกลาว
เหตุในขอนั้ นถวาย. ทุกุลดาบสและนางปาริกาตาปสี แมทั้งสองนั้นเป นผูอยูในป า น อม
ไปเฉพาะในวิเวก แสวงหาประโยชนอั นสูงสุด, ทําโลกเท าถึงพรหมโลกใหเรารอนดวย
เดชแหงตปธรรม. ในกาลนั้น ท าวสักกะผูเปนจอมของเทพดาทั้ งหลาย ยอมมาสู ที่บํารุง
ของทุกุลดาบสและนางปาริ กาตาปสีเหลานั้นทั้งเชาทั้งเย็น. เปนผูมีเมตตามาก ไดเห็ฯ
ความเสื่อมแห งจักษุ ทั้ งหลายของชนทั้งสองแมเหล านั้ นในอนาคต, ครั้นเห็ น จึงกล าวกะ
ชนทั้ งสองนั้ นวา "ผูเจริญทั้งหลาย ทานทั้ งหลายจงกระทํ าตามคําอั นหนึ่งของข าพเจ า,
ขอใหสําเร็จประโยชนเถิด, ทานทั้ งหลายพึงยั งบุตรคนหนึ่ งใหเกิด, บุ ตรนั้นจักเป นผู
บํารุงและเป นที่ยึดหนวงของท านทั้งหลาย."
ชนทั้ งหลายนั้ นห ามเสียวา "อยาเลยทาวโกสีย , ทานอย าไดวาอย างนี้เลย" ดังนี้
ไมรับคําของท าวสักกะนั้น. ทาวเธอเป นผูเอ็นดูผูใครประโยชน กล าวอยางนั้ นกะชนทั้ง
สองนั้ นอีกสองครั้งสามครั้ง.แมในครั้งที่สาม ชนทั้ งสองนั้ นกลาวว า "อยาเลยทายโกสี ย,
ทานอยายังเราทั้ งหลายใหประกอบในความฉิบหายไมเป นประโยชนเลย, เมื่อไรกายนี้
จักไมสลาย กายนี้ มีความสลายเป นธรรมดา จงสลายไปเถิด, แมเมื่อธรณีจะแตก แม
เมื่อยอดเขาจะตก แมเมื่ออากาศจะแยก แมเมื่อพระจั นทรและพระอาทิตยจะตกลงมา
เราทั้ง
หลายจักไมเจื อดวยโลกธรรมทั้งหลายเลยทีเดียว, ทานอยามาพบปะกั บเราอีกเลย, เมื่อ
ทานมาพบปะกันเขา ความพบปะกั นนั้นก็ จะเปนความคุ นเคย; ชะรอยทานจะเป นผู
ประพฤติความฉิบหายไมเป นประโยชนแก เราทั้งหลาย."
ลําดับนั้ น ทาวสักกะเมื่อไมไดความนั บถือแตชนทั้งสองนั้น ถึ งความเปนผู
หนั กใจ ประคองอัญชลีวิงวอนอีกว า "ถาทานทั้ งหลายไมอาจกระทําตามคําขอของ
ขาพเจ าไซร, เมื่อใด นางตาปสีมีระดู มีตอมเลือด เมื่อนั้ น ทานพึ งลูกคลํานาภีของนาง
ตาปสีนั้ น ดวยนิ้วแมมือเบื้องขวา, นางตาปสีนั้นจั กไดครรภดวยความลู บคลํานาภี นั้น,
ความลูบคลํานาภีนั้ นเป นสั นนิบาตของความหยั่ งลงสูครรภ."
ชนทั้ งสองนั้ นรับวา "ดูกรทาวโกสีย เราอาจเพื่อจะกระทําตามคํานั้ นได , ตป
ธรรมของเราทั้ งหลายยอมไมแตกดวยความลูบคลํานาภีเทานั้น ช างเถิ ด" ดังนี้ .
ก็แหละ ในเวลานั้ น เทพบุตรผูมีกุศาลมูลอั นแรงกลาสิ้ นอายุแลว มีอยูในพิภพ
ของเทพดา, เทพบุตรนั้ นถึ งความสิ้ นอายุ แลว อาจเพื่อจะหยั่ งลงตามความปรารถนา,
และอาจเพื่อจะหยั่ งลงแมในตระกูลของพระเจาจั กรพรรดิ.
ครั้งนั้น ท าวสั กกะไปหาเทพบุตรนั้นวิ งวอนว า "แนะทานผูนิรทุกข ทานมาเถิด,
วันของทานสว างชัดแลว, ความสําเร็จประโยชนมาถึ งแลว เรามาสูที่บํ ารุงของท าน เพื่ อ
ประโยชนอะไรเลา, การอยูในโอกาสน ารื่นรมย จักมีแกท าน, ปฏิสนธิในตระกูลสมควร
จักมีแกท าน ท านจั กเปนผูอั นมารดาและบิดาทั้ งหลายที่ดี พึ งให เจริญ, ทานจงมา ทาน
จงกระทําตามคําของเรา." ท าวสักกะวิ งวอนแลว ดั งนี้ ประคองอัญชลีเหนือเศียร
วิงวอนถึ งสองครั้งสามครั้งแลว.
ลําดับนั้ น เทพบุตรนั้นตอบว า "แนะทานผู นิรทุกข ท านสรรเสริญความไปสู
ตระกูลใดบอย ๆ ตระกูลนั้ นคือตระกูลไหน."
ทายสั กกะกล าวว า "ตระกูลนั้น คือ ทุกุลดาบสและนางปาริกาตาปสี ."
เทพบุตรนั้น ฟ งคําของทาวสั กกะนั้นแลว ยิ นดีรับวา "แนะทานผูนิรทุกข ความ
พอใจใดของท าน ความพอใจนั้นจงสํ าเร็จประโยชน เถิด; เราพึ งจํ านงเกิดในตระกูลที่
ทานปรารถนาแลว, เราจะเกิ ดในตระกูลไหน คือเป นอัณฑชะเกิดในฟองฝกหรือ หรือ
เปนชลาพุชะเกิดในครรภมารดา หรือเป นสังเสทชะเกิดในเถ าไคล หรือเปนโอปปาติกะ
เกิดผลุดขึ้นเล า."
ทาวสักกะกล าวว า "แนะท านผูนิรทุกข ทานจงเกิดในกํ าเนิดเปนชลาพุ ชะ."
ลําดับนั้ น ทาวสักกะกํ าหนดวันเกิดแลว จึ งบอกแก ทุกลดาบสวา "นางตาป
สีจักมีระดู มีต อมเลือด ในวั นชื่อโน น, ทานผูเจริญ ทานพึงลูบคลํานาภีของนางตาปสี
ดวยนิ้ นแมมือเบื้องขวา ในกาลนั้ น." นางตาปสีเปนหญิงมีระดู มีตอมเลือดดวย
เทพบุตรผูจะเขาไปในที่ นั้น ไดไปปรากฏเฉพาะหนาแล วดวย ดาบสลู บคลํานาภีของ
นางตาปสีดวยนิ้วแม มือเบื้ องขวาดวย ในวันนั้น ประชุมนั้นไดเป นสันนิบาตสามอย าง
ดวยประการฉะนี้ . ความกํ าหนัดของนางตาปสีเกิดขึ้นแลวดวยความลูบคลํานาภี ; ก็แล
ความกํ าหนัดของนางตาปสี นั้นอาศัยความลูบคลํานาภีเกิดขึ้นแลว, บรมบพิตรอยา
สําคัญวาอัธยาจารอย างเดี ยวเป นสันนิบาต, แมความเขาไปเพงก็ชื่อวาสั นนิบาต,
สันนิบาตความประชุมพรอมยอมเกิดดวยความจับตอง เพื่อความเกิ ดราคะโดยความ
เปนบุรพภาค, ความหยั่ งลงสูครรภยอมมีเพราะสั นนิบาต, เพราะฉะนั้ น ความหยั่ งลงสู
ครรภยอมมีแมในที่ไม มีอัธยาจาร ดวยการลูบคลํา เหมือนไฟที่โพลงอยู ถึ งใคร ๆ จะไม
ลูบคลํา ก็ กําจั ดความหนาวของบุคคลผูเขาไปใกลแลวไดฉันใด, ความหยั่ งลงสูครรภ
ยอมมีในที่แม ไมมีอัธยาจาร เพราะความลู บคลํา ฉันนั้ นโดยแท.
ขอถวายพระพร ความหยั่ งลงสูครรภของสัตวทั้งหลาย ยอมมีดวยอํ านาจแหง
เหตุสี่ประการ คือ กรรมหนึ่ง กําเนิดหนึ่ง ตระกูลหนึ่ง ความออนวอนหนึ่ง; เออก็สัตว
ทั้งหลายแมทั้ งปวง ล วนมี กรรมเปนแดนเกิด มีกรรมเป นสมุฏฐานดวยกันทั้งสิ้ น.
ความหยั่ งลงสู ครรภของสัตวทั้งหลาย ยอมมีดวยอํานาจแหงกรรมอย างไร?
สัตวทั้งหลายที่มีกุศลมูลแก กลา ยอมเกิดไดตามความปรารถนา, ปรารถนาจะเกิดใน
ตระกูลกษัตริยมหาศาล หรื อในตระกูลพราหมณมหาศาล คฤหบดีมหาศาลก็ดี หรือใน
เทพดาทั้ งหลายปรารถนาจะเกิดในกํ าเนิดเปนอัณฑชะ ชลาพุชะ สังเสทชะ โอปปาติ กะ
ละอยาง ๆ ก็ดี ยอมเกิดไดตามความปรารถนา. เหมือนบุรุษมั่งคั่ง มี ทรัพยโภคะเงิ นและ
ทองมาก มีวัตถเครื่องทํ าความอุดหนุนแก ทรัพยเครื่องปลื้มมาก มี ทรัพยและขาวเปลื อก
มาก มีฝายญาติมาก จะให ทรัพยสองเท าแมสามเทา ช วยทาสีและทาส หรือซื้อนาและ
สวน หรือบานนิคมชนบท ละอยาง ๆ ก็ดี สิ่งใดสิ่งหนึ่ งที่ ตนปรารถนายิ่ งแลวดวยใจ ได
ตามปรารถนา ฉันใด, สัตวทั้ งหลายที่มีกุศลมูลแรงกลาปรารถนาจะเกิ ดในตระกูล
กษัตริยมหาศาล พราหมณมหาศาล คฤหบดีมหาศาลก็ ดี หรือปรารถนาจะเกิดในเทพ
ดาทั้งหลาย หรือปรารถนาจะเกิดในกํ าเนิ ดเปนอัณฑชะ ชลาพุชะ สังเสทชะ
โอปปาติกะ ละอยาง ๆ ก็ดี ยอมเกิดไดตามความปรารถนา ฉันนั้น. ความหยั่งลงสูครรภ
ของสัตวทั้ งหลายยอมเปนไปดวยอํานาจแหงกรรมอยางนี้ .
ความหยั่ งลงสู ครรภของสัตวทั้งหลาย ยอมเปนไปดวยอํ านาจแหงกํ าเนิ ด
อยางไร? ความหยั่ งลงสูครรภของไกทั้งหลาย ยอมมีดวยลม, ความหยั่ งลงสูครรภของ
นกยางทั้งหลาย ยอมมีดวยเสียงเมฆ, เทพดาทั้งหลายแมทั้งปวง ไมใช สัตวนอนใน
ครรภนั่นเทียว, ความหยั่งลงสูครรภของเทพดาทั้ งหลายเหลานั้น ยอมเปนไปโดยเพศ
ตาง ๆ ดังมนุ ษยทั้ งหลายเที่ ยวไปในแผนดิ นโดยเพศตาง ๆ, มนุษย ทั้งหลายพวกหนึ่ งปด
ขางหนา พวกหนึ่ งปดขางหลัง พวกหนึ่งเปลือยกาย พวกหนึ่งศีรษะโล น พวกหนึ่งนุงผา
ขาว พวกหนึ่งเกลาผมมวย พวกหนึ่ งศีรษะ โลนนุ งผายอมน้ําฝาด พวกหนึ่งนุงผ ายอม
น้ําฝาดเกลาผมมวย พวกหนึ่งมี ชฎาทรงกาบไมกรอง พวกหนึ่ งนุ งหนัง พวกหนึ่ งนุ ง
เชือก, มนุ ษย ทั้งหลายแมทั้ งปวง เที่ยวอยู ในแผนดินโดยเพศตาง ๆ ฉั นใด; เทพดา
เหลานั้นเปนสั ตวเหมือนกั น, ความหยั่ งลงสูครรภของเทพดาเหลานั้น ยอมเปนไปโดย
เพศตาง ๆ ฉั นนั้น. ความหยั่ งลงสูครรภของสัตวทั้ งหลายยอมเปนไปโดยอํานาจแห ง
กําเนิด ดวยประการฉะนี้ .
ความหยั่ งลงสู ครรภของสัตวทั้งหลาย ยอมเปนไปดวยอํ านาจแหงตระกู ล
อยางไร? ชื่อตระกูลมีสี่ตระกู ล คือ เป น อั ณฑชะ ชลาพุ ชะ สังเสทชะ โอปปาติกะ; ใน
ตระกูลทั้งสี่ นั้ น ถ าคนธรรพ มาแตตระกูลใดตระกูลหนึ่ ง เกิดในตระกูลเปนอัณฑชะ
คนธรรพนั้ นเป นสัตวเกิดในฟองในตระกูลนั้ น, ถาเกิดในตระกูลเปนชลาพุชะ สั งเสทชะ
โอปปาติกะคนธรรพเป น ชลาพุชะ สังเสทชะ โอปปาติ กะ ละอยาง ๆ ในตระกูลนั้น ๆ.
สัตวทั้งหลายยอมเกิดเป นสั ตวเชนนั้นอยางเดียวกันในตระกูลนั้ น ๆ. อนึ่ง เนื้อและนก
ทั้งหลายเหล าใดเหลาหนึ่ ง เขาไปถึงภูเขาสิเนรุในป าหิมพานต เนื้อและนกทั้งปวง
เหลานั้น ยอมละพรรณของตนเปนสัตวมี พรรณตางๆ ดังพรรณแหงทอง ฉันใด,
คนธรรพผูใดผูหนึ่ ง ซึ่ งมาแลวแตตระกูลใดตระกูลหนึ่ ง เขาไปถึงกํ าเนิดเปนอัณฑชะ
แลวละเพศโดยสภาวะเสี ย เปนสัตวเกิดในฟอง เขาไปถึงกําเนิดเปนชลาพุชะ สังเสทชะ
โอปปาติกะ แลวละเพศโดยสภาวะเสีย เป นชลาพุชะ สังเสทชะ โอปปาติกะ ละอย าง ๆ
ฉันนั้ น. ความหยั่งลงสูครรภของสัตวทั้ งหลาย ยอมเป นไปโดยอํานาจแหงตระกูลด วย
ประการ ฉะนี้ .
ความหยั่ งลงสู ครรภของสัตวทั้งหลาย ยอมเปนไปดวยอํ านาจแหงความออน
วอนอย างไร? ในโลกนี้ตระกู ลไมมีบุตร มีทรัพยสมบัติมาก มีศรัทธาเลื่ อมใสแลว มีศี ลมี
ธรรมอันงาม อาศัยตปคุณ, ก็เทพบุตรมีกุ ศลมูลแรงกลา มีความจุติเป นธรรมดา, ครั้ ง
นั้น ท าวสั กกะออนวอนเทพบุตรนั้น เพื่อความเอ็ นดูแกตระกูลนั้ นว า "ท านจงปรารถนา
พระครรภของพระมเหสีแหงตระกูลโน น," เทพบุตรนั้ นปรารถนาตระกูลนั้น เหตุความ
ออนวอนของทาวสักกะนั้ น. อุปมาเหมือนมนุษยทั้ งหลายใครบุญ ออนวอนพระสมณะผู
ยังใจให เจริญ แลวนําเข าไปสูเรือน ดวยคิดวา "พระสมณะนี้เขาไปสูเรือนแลว จักเปน
ผูนําความสุขมาแกตระกูลทั้งปวง" ฉันใด, ทาวสักกะอ อนวอนเทพบุ ตรนั้นแลว นํ าเขา
ไปสูตระกูลนั้ น ฉั นนั้ นนั่นเที ยวแล. ความหยั่งลงสูครรภของสัตวทั้ งหลาย ยอมเป นไป
ดวยอํานาจแหงความออนวอน ด วยประการฉะนี้ .
ขอถวายพระพร สามกุมาร ทาวสักกะผูเป นจอมแห งเทพดาทั้ งหลาย ออนวอน
แลว หยั่งลงสู ครรภของนางตาปสีชื่อ ปาริ กา แล ว. สามกุมารไดกอสรางบุญไวแลว,
มารดาและบิ ดาทั้งหลายเป นคนมีศีลมี ธรรมอันงาม, ผูออนวอนเปนคนสามารถแลว,
สามกุมารเกิดแลวตามความปรารถนาแห งใจของชนทั้ งหลายสาม, เหมือนในโลกนี้ มี
บุรุษผูฉลาดในอุบายเครื่องนําไป ปลู กพืชลงไวในไรนาใกลที่ไถดีแลว, นั้นเวนอั นตราย
อันตรายอะไรจะพึงมีแกความเจริญของพื ช เมื่อพื ชนั้ นบ างหรือ? ขอถวายพระพร."
ร. "หาไม พระผูเปนเจ า พืชไมมีอันตรายเขาไปกระทบกีดกั้นพึ งงอกงามเร็ว
พลัน พระผูเป นเจา."
ถ. "ขอถวายพระพร สามกุมารพนแล วจากอันตรายเกิดขึ้ นแลวทั้ งหลาย เกิด
แลวตามความปรารถนาแห งจิตของชนทั้ งสาม ฉั นนั้ นนั่ นเที ยวแล.
ขอถวายพระพร บรมบพิตรเคยไดทรงฟ งแลวบางหรือ ชนบทใหญเจริญ
แพรหลายแล ว กับทั้ งประชุ มชน ขาดสูญแลว ดวยความประทุษร ายแหงใจแห งฤษี
ทั้งหลาย."
ร. "พระผูเป นเจา ขาพเจ าไดฟงอยู ปาชื่อทั ณฑกะ ปาชื่อเมชฌะ ป าชื่อกาลิง
คะ ปาชื่อมาตั งคะ ป าทั้ งปวงนั้ นเป นปาแล ว, ชนบททั้ งหลายแมทั้ งปวงเหลานี้ ถึงความ
สิ้นไปดวยความประทุษร ายแหงใจของฤษี ทั้งหลาย"
ถ. ขอถวายพระพร ถ าชนบททั้งหลายที่เจริ ญแลวดวยดี มาขาดสูญไปดวย
ความประทุษรายแหงใจฤษี ทั้งหลายเหล านั้น, อะไร ๆ พึ งเกิดขึ้นโดยความเลื่อมใสแหง
จิตของฤษีทั้ งหลายเหล านั้ นบางหรือไม."
ร. "พึงเกิดขึ้นไดซิ พระผูเป นเจา."
ถ. "ขอถวายพระพร ถ าอยางนั้น สามกุมาร เปนอิสิ นิรมิตเปนเทพนิมิต เปนบุญ
นิรมิต เกิดแล วโดยความเลื่ อมใสแหงจิตของชนผู มีกําลั งทั้งหลายสาม, เพราะเหตุ นั้น
บรมบพิตรจงทรงความขอนี้ ไวดวยประการฉะนี้ .
ขอถวายพระพร เทพบุตรทั้ งหลายสามเหลานี้ เขาถึ งแล วซึ่งตระกูลที่ ท าวสักกะ
ผูเปนจอมของเทพดาทั้ งหลายไดออนวอนแลว, เทพบุตรทั้งสาม คือ เทพบุตรองคไรบาง
เทพบุตรทั้งสามคือ สามกุมารหนึ่ง มหาปนาทะ หนึ่ ง กุสราชา หนึ่ง เทพบุตรแมทั้งสาม
เหลานี้เป นพระโพธิสัตว ."
ร. "พระผูเป นเจา ความหยั่ งลงสูครรภ พระผูเปนเจ านํ ามาแสดงดวยดีแลว,
เหตุพระผูเป นเจากล าวดวยดีแลว, มืดทําใหมีแสงสวางแลวล ชัฏพระผู เปนเจ าสางแลว,
ปรับปวาทพระผูเปนเจ าห ามกันเสี ยไดแลว, เหตุ นั้นสมดังพระผูเป นเจากลาวอย างนั้น,
ขาพเจ ายอมรั บรองอยางนั้ น."

๗. สัทธัมมอันตรธานปญหา ๗

พระเจามิลินท ตรัสถามว า "พระผูเปนเจ านาคเสน พระผู มีพระภาคเจ า ไดทรง
ภาสิตพุทธพจนแมนี้ไวแก พระอานนทเถระวา 'ดูกอนอานนท สัทธรรมจักตั้งอยูไดใน
กาลตอไป เพี ยงห ารอยปเท านั้ น' ดังนี้ . สวนในสมั ยเป นที่ปรินิ พพาน สุภัททปริพพาชก
ทูลถามปริศนา พระผู มีพระภาคเจาไดตรัสแลววา 'ดูกอนสุภัททะ ถาภิกษุทั้ งหลาย
เหลานี้พึ งปฏิ บัติอยูโดยชอบในกาลทั้ งปวง, โลกพึ งเป นของไมว างเปลาจากพระอรหันต
ทั้งหลาย' ดังนี้ อีก; พระพุ ทธพจน นี้กล าวกาลหาสวนเหลื อมิได ฯลฯ กล าวกาลไมมีสวน
เหลือ ฯลฯ กล าวกาลไมมีปริ ยาย. ถาพระตถาคตเจาไดตรัสแลววา 'ดูก อนอานนท ใน
กาลตอไป พระสัทธรรมจักตั้ งอยูได เพียงห ารอยปเท านั้ น' ดังนี้, ถาอยางนั้ น คํ าที่ วา
'โลกพึ งเป นของไมวางเปล าจากพระอรหันตทั้งหลาย' ดังนี้ นั้นผิด. ถาพระตถาคตเจ า
ไดตรัสแลววา 'โลกพึ งเป นของไมวางเปล าจากพระอรหันตทั้งหลาย' ดังนี้ , ถาอยางนั้ น
คําที่ว า 'ดูกอนอานนท ในกาลตอไป พระสัทธรรมจักตั้งอยูไดเพียงหารอยปเทานั้ น'
ดังนี้ นั้นเป นผิ ด. ปญหาแม นี้มีเงื่อนสอง
เปนชัฏยิ่ งแมกวาชัฏโดยปกติ, มีกําลังยิ่งแมกว าปญหาที่ มีกําลั งโดยปกติ, มีขอดยิ่งแม
กวาขอดโดยปกติ, ปญหานั้ นมาถึงพระผูเปนเจาแล ว, พระผูเปนเจ าจงเปนผูดังมั งกรไป
แลวในภายในแหงสาคร แสดงความแผไพศาลแหงกําลั งญาณของพระผูเปนเจ าใน
ปญหานั้น."
พระนาคเสนเถระถวายพระพรวา "ขอถวายพระพร พระผูมีพระภาคเจ า ไดทรง
ภาสิตพระพุ ทธพจนแมนี้แก พระอานนทเถระแลววา 'ดูกอนอานนท ในกาลตอไป พระ
สัทธรรมจักตั้งอยูได เพียงห ารอยปเทานั้ น'ดังนี้ . สวนในสมัยเปนที่ปรินิ พพาน ไดตรัส
แลวแกสุภัททปริพพาชกว า 'ดูกอนสุภัททะ ถาภิกษุทั้ งหลายเหลานี้พึ งปฏิบัติอยูโดย
ชอบ ในกาลทั้ งปวงไซร. โลกพึงเป นของไม วางเปลาจากพระอรหันต ทั้งหลาย' ดังนี้ . ก็
แหละ พระพุ ทธพจนของพระผูมีพระภาคเจานั้ น เปนพระพุทธพจนมีเนื้อความตางกัน
ดวย มี พยัญชนะตางกั นดวยแท . สวนทั้ งสอง คือ ส วนพระพุ ทธพจน นี้กําหนดศาสนา
พระวาจานี้แสดงความปฏิบั ติเหลานั้น เว นไกลกันและกั น.
ขอถวายพระพร มีอุปมาเหมือนฟ าเว นไกลแตแผนดิน นรกเว นไกลแตสวรรค
กุศลเวนไกลแตอกุศล สุขเว นห างไกลแตทุ กข ฉันใด ส วนพระพุทธภาสิตทั้งหลายสอง
เหลานั้น เวนห างไกลจากกั นและกัน มีอุปไมยฉันนั้นนั่ นเทียวแล. เออก็ ปุจฉาของบรม
บพิตรอยาเป นของเปล าเลย, อาตมภาพจักเปรียบเทียบโดยรสแสดงแกบรมบพิตร,
พระผูมีพระภาคเจาตรัสพุ ทธพจนใดวา 'ดูกอนอานนท ในกาลตอไป พระสัทธรรมจัก
ตั้งอยูได เพี ยงหารอยปเทานั้ น' ดังนี้ . เมื่อพระองคตรัสพุทธพจนนั้ น ทรงแสดงกาลที่สิ้ น
ไป ทรงกํ าหนดกาลที่เหลือว า 'ดูกอนอานนท ถ านางภิกษุณีทั้งหลายไมพึงบรรพชาไซร
พระสัทธรรมจั กพึงตั้ งอยูไดหนึ่งพันป , ดูกอนอานนท กาลตอไปนี้ พระสั ทธรรมจักตั้งอยู
ได เพียงห ารอยปเท านั้ น.' เออก็ เมื่อพระผู มีพระภาคเจ าตรัสอยางนี้ จะตรัสตาม
อันตรธานแหงพระสัทธรรมหรือ หรือทรงคั ดคานอภิสมัยความตรัสรู เป นไฉน ? ขอ
ถวายพระพร."
ร. "หามิได พระผูเปนเจ า."
ถ. "ขอถวายพระพร พระผู มี พระภาคเจาทรงระบุกาลที่ฉิ บหายไปแลว ทรง
แสดงกาลที่เหลืออยู ทรงกําหนดแลว. เหมื อนบุรุษมีของหาย หยิ บภัณฑะที่
เหลืออยู ทั้งสิ้ น แสดงแกประชุมชนวา
'ภัณฑะเท านี้ ของขาพเจ าหายไปแลว ภัณฑะนี้ เหลืออยู ' ฉันใด, พระผูมีพระภาคเจ าทรง
แสดงกาลที่ฉิ บหายไปแลว ตรัสกาลที่เหลื ออยูแกเทวดาและมนุษยทั้ งหลายวา 'ดูกอน
อานนท กาลตอไปนี้ พระสั ทธรรมจักตั้งอยู ได เพียงห ารอยปเท านั้ น' ดังนี้ . ก็พระพุ ทธ
พจนอั นใด ที่ พระผูมีพระภาคเจาไดตรัสแลววา 'ดูกอนอานนท กาลตอไปนี้ พระ
สัทธรรมจักตั้งอยูได เพียงห ารอยปเทานั้ น' ดังนี้ , พระพุ ทธพจนนี้ กําหนดศาสนกาล;
สวนพระองค ทรงระบุสมณะทั้งหลายตรัสพุทธพจนใด แกสุภัททปริ พพาชกว า 'ดูกอน
สุภัททะ ถาภิกษุทั้งหลายเหล านี้ พึ งปฏิบัติอยูโดยชอบ ในกาลทั้ งปวง, โลกพึ งเปนของ
ไมวางเปลาจากพระอรหั นต ทั้งหลาย'ดังนี้ , พระวาจานั้ นแสดงความปฏิบัติ. สวนบรม
พิตรมาทรงกระทําความกําหนดนั้นด วยพระวาจาเครื่องแสดงนั้นด วย ใหเปฯของมีรส
เปนอันเดี ยวกั น. ก็ถาว าเปนความพอพระหฤทัยของบรมบพิตรอาตมภาพจักกลาว
กระทําใหมีรสเปนอันเดี ยวกั น, บรมบพิตรจงเปนผูมีพระหฤทัยไมวิปริ ต ทรงสดับกระทํา
ไวในพระหฤทั ยใหสําเร็จประโยชน .
ขอถวายพระพร ถ าในที่นี้ มีสระเต็มแลวดวยน้ํ าใหมใสสะอาด น้ําขึ้นเสมอ
กําหนดเพียงขอบ, เมื่อสระนั้ นยังไม ทั นแห ง เมฆใหญ เนื่องประพั นธกั นใหฝนตกเติมซ้ํ า
ๆ ลงบนน้ํ าในสระนั้น, น้ําในสระนั้นพึงถึงความสิ้ นไปและแหงไปหรือเป นไฉน?"
ร. "หาไม พระผูเปนเจ า."
ถ. "เพราะเหตุไร ขอถวายพระ?"
ร. "เพราะความที่เมฆเปนของเนื่องประพั นธกันเป นเหตุ น้ําในสระนั้ นจึ งไมถึง
ความสิ้ นไปแหงไปซิ พระผูเปนเจา."
ถ. "ขอถวายพระพร สระ คือ พระสั ทธรรมในศาสนาอั นประเสริฐ ของ
พระพุ ทธเจ าผู ชนะมารทั้ งปวง เต็มแลวด วยดีดวยน้ํ าใหมปราศจากมลทิน คือ อาจาระ
และศีลคุณและวัตรปฏิบัติ น้ํ าปราศจากมลทินนั้นขึ้ นไปท วมที่สุดแหงภพตั้งอยูแลว ฉั น
นั้นนั่นเที ยวแล. ถาพระพุทธโอรสทั้งหลาย ยั งฝนแหงเมฆ คือ อาจาระและศีลคุณและ
วัตรปฏิบัติ ให เนื่องประพันธ กัน ใหตกเติมร่ําไปในสระ คื อ พระสั ทธรรมนั้นไซร , สระ คือ
พระสัทธรรมในศาสนาอั นประเสริฐ ของพระชินพุ ทธเจ านี้ พึงตั้ งอยูสิ้นกาลนานยืดยาว
ได, อนึ่ง โลกพึงเป นของไม วางเปลาจากพระอรหันต ทั้งหลาย ฉั นนั้ น, พระผูมีพระภาค
เจาทรงหมายเนื้อความนี้ ภาสิตแลววา 'ดูกอนสุภัททะ ถาภิกษุทั้ งหลายเหลานี้ พึง
ปฏิบัติอยูโดยชอบในกาลทั้ งปวง, โลกพึ งเปนของไมว างเปลาจากพระอรหันตทั้ งหลาย
ดังนี้ .
ขอถวายพระพร อนึ่ ง ในที่ นี้ มีกองแห งไฟใหญ ๆ โพลงอยู, ชนทั้งหลายพึงนํ า
หญา และไม และโคมัยแห งแลวทั้งหลายเขาไปเติมซ้ํา ๆ ลงในกองไฟใหญนั้ น, กองไฟ
นั้นพึงดับไปหรือไฉน?"
ร. "หาไม พระผูเปนเจ า กองไฟนั้นพึ งโพลงยิ่ง ๆ ขึ้นไป พึ งสวางยิ่ ง ๆ ขึ้นไป.
ขอถวายพระพร พระศาสนาอันประเสริฐของพระพุ ทธเจาผูชนะแลว ยอม
ชัชวาลอยูในโลกธาตประมาณหมื่นหนึ่ง ทํ าโลกธาตุใหสวางทั่ วดวยอาจาระ และศีล
คุณ และวัตรปฏิบัติ. ก็ถาว าพระพุทธโอรสทั้งหลาย มาตามพรอมแล วดวยองคของ
บุคคลผูตั้งความเพี ยร หาประการ พึงเป นผูไมประมาทแลวพากเพียรเนือง ๆ, พึงเป นผู
มีฉันทะเกิดแลวศึกษาอยูในสิกขาสาม, พึงบํ าเพ็ญจารีตศีลและวารีตศีลใหบริบูรณ ไม
บกพรองยิ่งกว านั้ นไซร, พระชินศาสนาอั นประเสริฐนี้พึ งตั้งอยูสิ้นกาลนานยืดยาวได ยิ่ง
ๆ ขึ้นไป, โลกพึงเป นของไม วางเปลาจากพระอรหันต ทั้งหลาย, พระผู มีพระภาคเจ าทรง
หมายเนื้อความนี้ภาสิตแลววา 'ดูกอนสุภั ททะ ถ าภิกษุ ทั้งหลายเหล านี้ พึงปฏิบัติอยู
โดยชอบ, โลกพึงเป นของไม วางเปลาจากพระอรหันต ทั้งหลาย' ดังนี้ . อนึ่ง ในโลกนี้ ชน
ทั้งหลาย พึงขั ดแวนปราศจากมลทิ นสนิ ทเสมอ และขัดดีแลว กระจ างด วยดีดวยจุรณ
แหงหรดาลอันละเอียดสุขุมเนือง ๆ, มลทิ นและเปอกตมละอองธุลี พึ งเกิดขึ้นในแว นนั้ น
ไดหรือไม ขอถวายพระพร ?"
ร. "หาไม พระผูเปนเจ า แว นนั้นพึงปราศจากมลทิน ผองใสวิเศษหนักขึ้ นโดย
แท."
ถ. "ขอถวายพระพร แว นนั้ นพึงปราศจากมลทินผองใสวิเศษหนักขึ้ น ฉันใด,
ศาสนาอั นประเสริฐของพระพุทธเจา ไม มีมลทิ นโดยปกติปราศจากมลทินละอองธุลี คือ
กิเลสแลว; ถาพระพุ ทธบุตรทั้งหลายพึ งขูดเกลาพระศาสนาอั นประเสริฐของ
พระพุ ทธเจ านั้ น ดวยอาจาระและศีลคุณ และวัตรปฏิบัติ และสัลเลขธรรม และธุดงค
คุณ, ศาสนาอั นประเสริฐของพระชิ นพุ ทธเจานี้ พึ งตั้งอยู ไดสิ้นกาลนานยืดยาว, อนึ่ ง
โลกพึ งเปนของไมวางเปล าจากพระอรหันตทั้งหลาย ฉันนั้นนั่นเที ยว. พระผูมีพระภาค
เจาทรงมุงหมายเนื้อความนี้ ทรงภาสิตแลววา 'ดูกอนสุ ภัททะ ถาภิกษุทั้งหลายเหล านี้
พึงอยู คือ ปฏิ บัติดีปฏิบัติชอบอยู, โลกพึ งเปนของไมว างเปลาจากพระอรหันตทั้ งหลาย'
ดังนี้ . พระศาสนาของพระบรมศาสดามีความปฏิบัติเปนมูลราก มีความปฏิบัติเปนแกน
สาร เมื่อความปฏิบัติยังไมอันตรธานแลว พระพุ ทธศาสนายอมตั้งอยูได."
ร. "พระผูเป นเจา พระผูเปนเจากลาว 'สัทธรรมอันตรธาน' วา ดังนี้ สั ทธรรม
อันตรธานนั้ นอยางไร ?"
ถ. "ขอถวายพระพร ความเสื่ อมแหงพระพุ ทธศาสนาเหล านี้มีสามประการ,
ความเสื่อมแห งพระพุทธศาสนาสามประการนี้อย างไร ? ความเสื่อมแหง
พระพุ ทธศาสนาสามประการนี้ คือ: อธิคมอันตรธานความเสื่อมมรรคและผลที่บุคคล
จะพึงได พึงถึ งหนึ่ ง ปฏิปตติอันตรธานความเสื่อมปฏิบัติหนึ่ ง ลิ งคอันตรธาน ความเสื่ อม
เพศนุ งผากาสาวพัสตร หนึ่ ง. เมื่ออธิคม คือ มรรคและผลที่บุคคลจะพึงไดพึงถึ ง
อันตรธานเสื่อมสูญแลว แมเมื่อบุคคลปฏิบัติดีแลว ไมมี ธรรมาภิสมัยความถึงพรอม
เฉพาะ คือ ความตรัสรูธรรม, เมื่อความปฏิ บัติอันตรธานเสื่อมสูญแลว สิกขาบทบัญญัติ
ก็อันตรธาน ยั งเหลืออยูแตเพศนุงเหลืองอยางเดี ยวเทานั้ น, เมื่อเพศนุ งเหลืออันตรธาน
แลว ก็ขาดประเพณี . อันตรธานสามประการดังพรรณานามานี้แลว ขอถวายพระพร."
ร. "พระผูเป นเจานาคเสน ป ญหาลึกพระผู เปนเจ ามากระทําใหตื้น ให ขาพเจ ารู
แจงดวยดีแลว, ขอดพระผูเปนเจาทําลายเสียแลวปรัปปวาททั้ งหบายพระผูเปนเจาหัก
รานใหฉิบหายแลว กระทําใหเสื่อมรัศมีแล ว, ปรัปปวาททั้งหลายมากระทํา พระผู เป น
เจาผูประเสริฐกวาคณาจารยผูประเสริฐ, พระผูเป นเจาหักราน
ปรัปปวาททั้ งหลายเหล านั้ นใหหายเสื่อมสู ญไปไดแลว."

๘. สัพพัญ.ุตปตตปญหา ๘

พระเจามิลินท ตรัสถามว า "พระผูเปนเจ านาคเสน พระตถาคตทรงละอกุศล
ธรรมทั้งปวงแลว จึ งบรรลุความเป ฯพระสั พพัญ.ูหรือว าละอกุศลธรรมเปนสาวะเศษมี
สวนเหลือ บรรลุความเป นพระสัพพัญ.ู ?"
พระนาคเสนเถระถวายพระพรวา "ขอถวายพระพร พระผูมีพระภาคเจ าทรงละ
อกุศลทั้งปวงแลว จึงบรรลุ ความเป นพระสัพพัญ.ูอกุศลเปนสวนเหลื อของพระผูมี พระ
ภาคเจามิไดมี ."
ร. "พระผูเป นเจา ทุกขเวทนาเคยเกิดขึ้นแลวในพระกายของพระตถาคตหรือ?"
ถ. "ขอถวายพระพร เคยเกิดขึ้น พระบาทของพระผูมี พระภาคเจาอันสะเก็ด
ศิลากระทบแลวที่เมืองราชคฤห ประชวรลงพระโลหิตเกิดขึ้นแลว เมื่ อพระกายหนาขึ้น
หนั กแลว หมอชีวกเชิญใหเสวยพระโอสถรุ น เมื่อประชวรลมเกิดขึ้นแลว พระเถระผู
อุปฐากแสวงหาน้ํารอนถวาย."
ร. "พระผูเป นเจา ถ าพระตถาคตทรงละอกุ ศลทั้งปวงแลว จึงบรรลุความเปน
พระสัพพัญ.ู, ถาอย างนั้น คําที่ว า 'พระบาทของพระผูมี พระภาคเจาอั นสะเก็ดศิลา
กระทบแลว ประชวรลงพระโลหิตเกิดขึ้นแลว' นั้นผิด. ถาพระบาทของพระตถาตอั น
สะเก็ดศิลากระทบแลวประชวรลงพระโลหิตเกิดขึ้นแลว ถาอยางนั้ น คําที่ว า 'พระ
ตถาคตทรงละอกุศลทั้งปวงแลว จึงบรรลุ ความเป นพระสัพพัญญ' ดังนี้ แม นั้นก็ผิด.
ความเสวยเวทนาซึ่งจะเว นแลวจากกรรมมิไดมี, ความเสวยเวทนาทั้งปวงนั้น มีกรรม
เปนมูลที่ตั้ง, บุคคลยอมเสวยเวทนาเพราะกรรมนั่ นเที ยว, ปญหาแม นี้ มีเงื่อนสอง มาถึง
พระผูเปนเจาแลว, พระผูเป นเจาพึงขยายปญหานั้นใหแจมแจง."
ถ. "ขอถวายพระพร เวทนา ความเสวยอารมณทั้งปวงนั้ น จะมีกรรมเปนมูล
เปนที่ตั้ งก็ หาไม. เวทนาความเสวยอารมณทั้งหลายยอมเกิดขึ้นดวยเหตุแปดประการ
สัตวเปนอั นมากยอมเสวยเวทนาทั้งหลายดวยเหตุไรเลา. เวทนาทั้ งหลายเกิดขึ้นด วย
เหตุทั้ งหลายแปดเปนไฉน? ในกายนี้ เวทนาทั้ งหลายบางเหลามี ลมเป นสมุฏฐานเกิดขึ้น
บาง, เวทนาทั้ งหลายบางเหลามีดีเปนสมุ ฏฐานเกิดขึ้ นบาง, เวทนาทั้ งหลายบางเหลามี
เสมหะเปนสมุ ฏฐานเกิดขึ้ นบาง, เวทนาทั้ งหลายบางเหลามีสันนิบาตเปนเหตุเกิดขึ้น
บาง, เวทนาทั้ งหลายบางเหลาเกิดแตความเปลี่ยนฤดูเกิ ดขึ้นบาง, เวทนาทั้งหลายบาง
เหลาเกิดแตการบริหารอิริยาบถไมเสมอเกิดขึ้นบาง, เวทนาทั้ งหลายบางเหลามีความ
เพียรเป นเหตุเกิดขึ้นบาง, เวทนาทั้ งหลายบางเหลาเปนกรรมวิปากชาเกิดขึ้นบาง. สัตว
เปนอันมากย อมเสวยเวทนาทั้ งหลาย ดวยเหตุทั้ งหลายแปดประการเหลานี้แล. ในสัตว
ทั้งหลายเหล านั้น สัตว ทั้งหลายเหลาใดนั้ นอางกรรม สัตวทั้ งหลายเหล านี้ นั้นยอมคาน
เหตุเสีย, คํานั้ นของสัตว ทั้งหลายเหล านั้ นผิด."
ร. "พระผูเป นเจานาคเสน เวทนาที่ มีลมเป นสมุฏฐานอันใดก็ดี ที่มีเสมหะเป น
สมุฏฐานอั นใดก็ดี ที่มีสั นนิ บาตเปนเหตุอั นใดก็ดี ที่มีสันนิบาตเป นเหตุอันใดก็ดี ที่ เกิ ด
แตความเปลี่ยนฤดูอันใดก็ดี ที่เกิดแตการบริหารไมเสมออันใดก็ดี ที่ มีความเพียรเป น
เหตุเหตุอั นใดก็ดี, เวทนาทั้ งปวงเหลานั้ นล วนมี กรรมเปนสมุฏฐานทั้งสิ้ น เวทนาทั้ งปวง
เหลานั้นยอมเกิดเพราะกรรมอยางเดียว."
ถ. "ขอถวายพระพร ถาอาพาธทั้ งหลายเหลานั้ นแมทั้ งปวง พึ งเปนอาพาธมี
กรรมเปนสมุฏฐานอยางเดียว, ลักษณะทั้งหลายของอาพาธเหล านั้ นไมพึงมีโดยสวน.
ขอถวายพระพร ลมเมื่อกําเริบ ยอมกํ าเริ บดวยเหตุสิบอยาง คือ ดวยหนาวหนั ก
หนึ่ ง ด วยรอนหนั กหนึ่ง ดวยความอยากขาวหนึ่ง ดวยความระหายน้ําหนึ่ง ดวยความ
บริโภคมากหนึ่ง ดวยความยืนนานนั กหนึ่ ง ดวยความเพียรเหลือเกินหนึ่ ง ด วยความวิ่ง
มากหนึ่ ง ด วยอุปกกมะความเพียรของตนบางของผูอื่ นบางหนึ่ ง ด วยกรรมวิบากหนึ่ ง;
ในอาพาธทั้งหลายเหลานั้น อาพาธเก าอย างเหลาใดนั้น อาพาธเหล านั้ นเกิดขึ้นแลวใน
อดีตก็หาไม จะเกิดขึ้นในอนาคนก็ หาไม ย อมเกิดขึ้นในภพปจจุบั น, เพราะเหตุ นั้น
อาพาธทั้ งหลายเหล านั้ น บั ณฑิตไมพึงกล าวว า "เวทยาทั้งหลายทั้ งปวงมี กรรมเปนแดน
เกิดพรอม." น้ํ าดีเมื่อจะกํ าเริ บยอมกําเริบดวยเหตุสามอย าง คือ: ดวยหนาวหนักหนึ่ ง
ดวยรอนหนักหนึ่ งดวยบริโภคไมเสมอหนึ่ ง. เสมหะเมื่อจะกําเริบ ยอมกําเริบดวยเหตุ
สามอย าง คือ: ดวยหนาหนักหนึ่ ง รอนหนักหนึ่ ง ด วยขาวและน้ําหนึ่ ง. ลมอันใดก็ดี
น้ําดีอันใดก็ดี เสมหะอั นใดก็ ดี สามอย างนี้ กําเริบแลวด วยปจจัยเครื่องกําเริบทั้ งหลาย
เหลานั้น ๆ เป นของเจือกั น พาเวทนาของตน ๆ มา. เวทนาที่เกิดแตความเปลี่ยนฤดู
ยอมเกิดขึ้นดวยความเปลี่ยนฤดู, เวทนาที่เกิดแตความบริหารไมเสมอ ยอมเกิดขึ้นดวย
ความบริหารอิ ริยาบถไมเสมอ, เวทนาที่มีความเพียรเป นปจจัย เป นกิริ ยาก็มี เป น
กรรมวิบากก็มี , เวทนาที่เกิดแตกรรมวิบากยอมเกิดขึ้นเพราะกรรมที่ตนกระทําแล วใน
กาลกอน. เวทนาที่เกิดแตกรรมวิบากนอย เวทนานอกนั้นมากกวาด วยประการฉะนี้ . ชน
พาลทั้งหลายยอมแลนลวงไปในเวทนานั้ นวา 'เวทนาทั้ งปวงเกิดแตกรรมวิบากอยาง
เดียว,' กรรมนั้นอันใคร ๆ ไม อาจเพื่อจะกระทําความกําหนดเวนจากพุทธญาณ. ก็พระ
บาทของพระผู มีพระภาคเจ าอันสะเก็ดศิลากระทบแลวด วยเหตุใด ดวยเหตุนั้ น เวทนา
นั้นจะเปนเวทนามีลมเปนสมุฏฐานก็ไมใช มีดีเปนสมุฏฐานก็ไมใช มีเสมหะเป น
สมุฏฐานก็ไมใช มีสันนิบาตคือ ประชุมธาตุสี่เปนปจจัยก็ไมใช จะเป นเวทนาเกิดแต
ความเปลี่ ยนฤดูก็ไมใช จะเป นเวทนาเกิดแตการบริหารอิ ริยาบถไมเสมอก็ไมใช จะเป น
เวทนาเกิดแตกรรมวิบากก็ไมใช เวทนานั้ น เป นเวทนามีอุปกกมะความเพี ยรของผู อื่น
เปนปจจั ยนั่ นเทียว. จริงอยู เทวทัต ผูกอาฆาตในพระตถาคตหลายแสนชาติแลว.
เทวทัตนั้ น หยิ บศิลาหนักใหญปลอยแลวดวยคิดวา 'เราจักยิงศิลานี้ใหตกเหนือ
กระหมอม' ดวยอาฆาตนั้ น. ครั้งนั้ น ศิลาสองกอนอื่ นมารับศิลานั้ นเสียแตยังไมทั นถึง
พระตถาคตเลย, กะเทาะศิลาแตกเพราะกระทบที่ศิลานั้ นแลว จึ งตกลงที่ พระบาทของ
พระผูมีพระภาคเจา จึงกระทําพระโลหิตใหหอขึ้ นแลว. เวทนาของพระผูมีพระภาคเจ า
เกิดแลว แตกรรมวิบากบ าง แตกิริยาบาง, เวทนาอื่ นยิ่ งขึ้นไปกว าเวทนานั้ น ยอมไมมี .
เหมือนพืชยอมไมเกิดพรอมเพราะความที่ นาเป นของอั นโทษประทุษรายแลวบาง
เพราะความที่ พืชเปนของซึ่งอันตรายประทุ ษรายแลวบ าง ฉันใด, เวทนานั้นของพระผู มี
พระภาคเจา จะเปนเวทนาเกิ ดแลว แตกรรมวิบากบาง แตกิริยาบางฉันนั้น, เวทนาอื่ น
ยิ่งไปกว าเวทนานั้น ยอมไม มีแดพระตถาคตเลย.
อีกนัยหนึ่ ง โภชนะแปรไมเสมอ เพราะความที่ลําไสเป นของอันโทษประทุษราย
แลวบาง เพราะความที่อาหารเปนของอั นโทษประทุษรายแลวบาง ฉั นใด, เวทนานั้น
ของพระผูมี พระภาคเจา เปนเวทนาเกิดแลวแตกรรมวิบากบาง แตกิริยาบาง ฉั นนั้ น,
เวทนาอื่ นยิ่ งขึ้นไปกว าเวทนานั้ น ยอมไมมี แดพระผูมีพระภาคเจาเลยทีเดียว.
ขอถวายพระพร "เออก็ เวทนาที่เกิดแตกรรมวิบาก ยอมไมมีแดพระผูมีพระภาค
เจา, เวทนาที่เกิดแตการบริหารไมเสมอ ยอมไมมีแดพระผูมีพระภาคเจ า, เวทนายอม
เกิดขึ้นแดพระผูมีพระภารเจ าดวยสมุฏฐานทั้ งหลายนอกนั้ น. ก็แหละ เวทนานั้ นไมอาจ
เพื่อจะปลงพระผูมีพระภาคเจาจากพระชนมชีพได. เวทนาทั้ งหลายเป นที่พึ งใจและไม
เปนที่ พึ งใจ งามและไมงาม ยอมตกลงในกายสํ าเร็จแลวดวยมหาภูตทั้งสี่ นี้ . ณ ที่นี้ มี
กอนดินอั นใคร ๆ โยนขึ้นไปในอากาศ ยอมตกลงในแผ นดินใหญ. กอนดินนั้นยอมตกลง
ในแผนดินใหญ เพราะกระทํากรรมอั นใดอันหนึ่งไวแล วในกาลกอนบ างหรือ ขอถวาย
พระพร."
ร. "หาไม พระผูเปนเจ า มหาปฐวีพึ งเสวยวิ บากเป นกุศลและอกุศลดวยเหตุใด
เหตุนั้ น ยอมไมมีแกแผนดินใหญ, พระผูเปนเจา กอนคนนั้ นยอมตกลงในแผนดิ นใหญ
ดวยเหตุเป นป จจุบันไมใชกรรม."
ถ. "ขอถวายพระพร แผนดิ นใหญ อันใด พระตถาคตเจา บรมบพิตรพึงทรงเห็น
วาเหมือนแผนดินใหญ ฉะนั้ น, กอนดินตกลงในแผนดิ นใหญ โดยไมได กระทํากรรมไว
แลวในกาลกอน ฉั นใด สะเก็ ดนั้นตกลงแลวที่ พระบาทของพระตถาคตเจา โดยไมได
กระทํากรรมอันใดอันหนึ่ งไวแลวในกาลกอน ฉั นนั้ นนั่นเที ยวแล.
อนึ่ง ในโลกนี้ มนุษยทั้ งหลายยอมทํ าลายแผนดินใหญด วย ยอมขุด
แผนดินใหญด วย; มนุษย ทั้งหลายเหล านั้ น ยอมทําลายแผนดินใหญดวย ยอมขุด
แผนดินใหญด วย เพราะกรรมอันแผนดิ นกระทําไวแลวในกาลกอนบ างหรือเป นไฉน?"
ร. "หาไม พระผูเปนเจ า."
ถ."ขอถวายพระพร สะเก็ดใดนั้น ที่ตกลงแล วที่ พระบาทของพระผูมี พระภาค
เจา สะเก็ดนั้ นจะไดตกลงแลวที่ พระบาทของพระผูมี พระภาคเจา เพราะกรรมที่ไดทรง
กระทําไวแลวในกาลกอนหามิไดฉันนั้ นนั่ นเที ยวแล. อาพาธมีความอาเจียนโลหิตเปน
ปจจัยแมใด ที่ เกิดขึ้นแลวแดพระผูมีพระภาคเจา อาพาธแมนั้น จะไดเกิดขึ้นแลว เพราะ
กรรมที่ไดทรงกระทําไวแลวในกาลกอน หามิได, อาพาธนั้นเกิดขึ้นแลวโดยอาพาธมี
สันนิบาตเปนปจจัยอยางเดี ยว. อาพาธทั้ งหลายเหล าใดเหลาหนึ่ ง ที่มี ในพระกายของ
พระผูมีพระภาคเจา เกิดขึ้นแลวอาพาธทั้งหลายเหล านั้ น จะเกิดขึ้ นแลวเพราะกรรมหา
มิได, สมุฏฐานทั้ งหลายหกเหลานี้ อาพาธทั้งหลายเหล านั้นเกิดขึ้นแตสมุฏฐานอั นใด
อันหนึ่ง. พระผูมีพระภาคเจ าเปนเทพดาล วงเทพดา แมไดทรงภาสิตพุ ทธพจน นี้ ในเวย
ยากรณชื่อโมลิยสิวกา ดังดวงตราประทับไวในสังยุตตนิ กายอั นประเสริฐวา ดูกอนสิ วก
ในกายนี้ เวทนาทั้งหลายบางเหลา แมมี ดีเปนสมุฏฐาน ยอมเกิดขึ้นแล; ดูเกิดขึ้นดวย
ประการใด เวทนานั้ น ทานพึงรูแจงแมเองดวยประการนั้น, ดูกอนสิวก ในกายนี้เวทนา
ทั้งหลายบางเหลา แมี้ดีเปนสมุฏฐาน ยอมเกิดขึ้นอย างใดความรูแจงอยางนั้ นนั่ นเป น
สัจจะสมมติแมของโลกแล. ดูกอนสิวก ในเวทนาทั้งหลายเหล านั้ น สมณะและ
พราหมณทั้ งหลายเหลาใดนั้ น มี วาทะอย างนี้ มีความเห็ นอยางนี้วา 'บุรุษบุคคลนี้ ย อม
เสวยเวทนาอั นใดอันหนึ่ ง เปนสุขหรือเป นทุ กข หรือไม ใชทุกขไมใชสุ ขเปนแตกลาง ๆ
เวทนาทั้งปวงนั้น มีกรรมที่กระทําไวแลวในกาลกอนเป นเหตุ ' ดังนี้ , สมณะและ
พราหมณทั้ งหลายเหลานั้น ก็สิ่งใดที่ตนรูแลวเอง ยอมแลนลวงสิ่งนั้นดวย, เพราะเหตุ
นั้น เราผูตถาคตยอมกลาววา 'ความเห็ นของสมณะและพราหมณทั้ งหลายเหล านั้ น
ผิด.'ดูกอนสิ วก ในกายนี้ เวทนาทั้ งหลายบางเหลา แม มีเสมหะเปนสมุฏฐานเกิดขึ้น
ฯลฯ แมมีลมเปนสมุฏฐานเกิดขึ้น ฯลฯ แมมีสันนิบาตเปนปจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ แมเป นอุตุ
ปริณามชาเกิ ดขึ้น ฯลฯ แมเปนวิสมปริหารชาเกิดขึ้น ฯลฯ แมเป นโอป กกมิกาเกิดขึ้น
ฯลฯ เวทนาทั้งหลายบางเหล า แมเป นกัมมวิปากชาเกิดขึ้ นแล; ดูกอนสิ วกในกายนี้
เวทนาทั้งหลายบางเหล า แมเปนกั มมวิ ปากชาเกิดขึ้นด วยประการใด เวทนานั้ น ทาน
พึงรูแจงแมเองดวยประการนั้น, ดูกอนสิวกในกายนี้ เวทนาทั้ งหลายบางเหลา แมเปน
กัมมวิปากชา ยอมเกิดขึ้นอยางใด ความรูอยางนั้ นนั่ นบั ณฑิตสมมติแลววา เป นของ
จริงแมของโลกแล. ดูกอนสิ วก ในเวทนาทั้ งหลายเหลานั้ น สมณะและพราหมณ
ทั้งหลายเหล าใดนั้น มีวาทะอยางนี้ มีความเห็ นอยางนี้ว า 'บุรุษบุคคลยอมเสวยเวทนา
อันใดอันหนึ่ ง เปนสุขหรือ หรือเปนทุกข หรือไมใชทุกข ไมใชสุข เปนแตกลาง ๆ เวทนา
ทั้งปวงเหลานั้ น มี กรรมที่กระทําไวแล วในกาลกอนเป นเหตุ' ดังนี้ , ก็สิ่งใดที่ตนรูแลวเอง
สมณะและพราหมณ ทั้งหลายเหล านั้ น ยอมแลนลวงสิ่งนั้นเสี ยดวย, ก็ แหละ สิ่ งใดที่เขา
สมมติแลวว าเปนของจริงในโลก สมณะและพราหมณทั้ งหลายเหล านั้ น ยอมแลนล วง
สิ่งนั้ นเสียด วย, เพราะเหตุนั้ น เราผูตถาคตยอมกลาวว า 'ความเห็ นของสมณะและ
พราหมณทั้ งหลายเหลานั้นผิ ด' ดังนี้ .
ขอถวายพระพร เวทนาทั้งหลายทั้ งปวง จะเปนของเกิ ดแตกรรมวิบากทั้งสิ้ น หา
มิได ดวยประการฉะนี้ . บรมบพิตรจงทรงป ญหาขอนี้ไวอยางนี้ว า 'พระผูมีพระภาคเจ า
ทรงละอกุศลทั้งปวงแลว จึ งบรรลุความเปนพระสั พพั ญ.ู' ขอถวายพระร."
ร. ดีละ พระผูเปนเจา ขอวิสั ชนาปญหานี้สมอยางนั้ น, ขาพเจายอมรับรอง
อยางนั้ น."

๙. ตถาคตอุตตริกรณียาภาวปญหา ๙

พระเจามิลินท ตรัสวา "พระผู เปนเจ านาคเสน พระผูเปนเจ ากลาวอยู วา 'กิจที่
จําตองกระทําอันใดอันหนึ่ ง กิจทั้ งปวงเหล านั้ น ของพระตถาคตเจา สํ าเร็จแลวที่ควง
แหงไมโพธินั่ นเทียว, กิจที่จําตองกระทํ ายิ่ งขึ้นไป หรือความตองกอสร างเพิ่มเติมกิจที่
พระองคทรงกระทําแลวไม มี แดพระตถาคต' ดังนี้ . ก็ความหลีกออกเรนอยูแตผูเดียว
ตลอดสามเดือนนี้ ยั งปรากฏอยู. พระผูเป นเจานาคเสน ถ าวากิจที่จําตองกระทํ าอั นใด
อันหนึ่ง กิจทั้งปวงนั้นของพระตถาคตสําเร็ จแลวที่ควงแห งไมโพธิ นั่ นเที ยว, กิจที่จําต อง
กระทํายิ่งขึ้ นไป หรือความต องกอสรางเพิ่ มเติมกิจที่พระองคทรงกระทํ าแลว ไมมีแด
พระตถาคตไซร; ถาอยางนั้ นคําที่ว า 'พระตถาคตเสด็จหลี กออกเรนอยูแตพระองคเดียว
ตลอดสามเดือน' นั้นผิด. ถาวาพระตถาคตเสด็จหลีกออกเรนอยูแตพระองคเดียวตลอด
สามเดือนไซร , ถาอยางนั้ น คําที่ว า 'กิจที่ จํ าตองกระทําอั นใดอันหนึ่ ง กิ จทั้งปวงเหล านั้น
ของพระตถาคตเจาสําเร็จแล วที่ควงแห งไม โพธิ นั่นเทียว, แมนั้น ก็เป นผิ ด. ความหลี ก
ออกเรนอยูแต ผูเดียว ยอมไมมีแกบุคคลผูที่กระทํากิ จเสร็จแลว, ความเปนผูหลี กออก
เรนอยูแตผูเดียว ยอมมีแกบุ คคลยังมีกิจจํ าตองกระทําถ ายเดียว. เหมื อนธรรมดาบุ คคล
ที่มีพยาธิความเจ็บไขนั่นเที ยว มีกิจจํ าตองกระทํ าดวยเภสัชคือตองรักษาดวยยา,
บุคคลไมมีพยาธิ จะมีประโยชนอะไรดวยยา คือ ไมตองเยียวยาดวยเภสัช, บุคคลผูหิว
นั่นเทียว มีกิจจําจะตองกระทําดวยโภชนะ คือ จะตองบริ โภคอาหาร บุ คคลผูไมหิว จะ
ตองการอะไรดวยโภชนะ ข อนี้ฉันใด; ความหลีกออกเรนอยูแตผูเดียว ไมมีแก บุคคลที่
ไดกระทํากิจเสร็จแลว, ความหลีกออกเรนอยูแตผูเดียว ยอมมีแกบุคคลที่ยังมีกิจจํ าตอง
กระทําถายเดี ยว ฉั นนั้นนั่นเทียวแล. ปญหาแมนี้สองเงื่อน มาถึ งพระผูเปนเจาแล ว,
ปญหานั้น พระผูเปนเจ าพึ งขยายคลายออกใหขาพเจาสิ้นสงสั ยเถิด."
ถ. "ขอถวายพระพร บรรดากิ จที่จําตองกระทําอั นใดอันหนึ่งกิ จทั้ งปวงนั้ น ของ
พระตถาคตเจ าสําเร็จแลวที่ ควงแห งไมโพธินั่นเที ยว, กิจที่จําจะตองกระทํายิ่งขึ้ นไป
หรือความกอสรางเพิ่ มเติมกิจที่ พระองคไดทรงกระทําแลว ยอมไมมีแดพระตถาคต
อนึ่ง พระผูมี พระภาคเจาหลี กออกเรนอยูแตพระองคเดียวแลวตลอดสามเดือน. ความ
หลีกออกเร นอยูแตผูเดียวแล เปนกิจมีคุณมาก, พระตถาคตเจาทั้ งหลายแมทั้ งปวง
เสด็จหลีกออกเรนอยูแตพระองคเดียวแลว จึงบรรลุความเปนพระสั พพั ญ.ู, พระ
ตถาคตเจาทั้งหลายนั่ นมาระลึกถึงความหลีกออกเร นอยูแตผูเดียวนั้ นวา มีคุณได
กระทําแล วดี ยอมเสพความหลีกออกเรนอยูแตผูเดียวนั้ น. อุปมาเหมื อนบุรุษไดพรแต
สํานักของพระมหากษัตริยแลว รวยทรัพย และโภคะขึ้นแลว มาระลึกถึ ง
พระมหากษัตริยนั่นวา เป นผูมีคุณไดทรงกระทําไวแกตนดวยดีแลว หมั่นไปสูที่เป นที่
บํารุงของพระมหากษัตริยเนื อง ๆ ฉั นใด, พระตถาคตเจาทั้งหลายแมทั้ งปวง เสด็จหลีก
ออกเรนอยูแต พระองคเดียวแลว จึงบรรลุ ความเป นพระสัพพัญ.ู , พระองคมาทรง
ระลึกถึงความหลีกออกเร นอยูแตผูเดียวนั้ นวา มีคุณไดกระทําดีแลว ยอมเสพความ
หลีกออกเร นอยูแตผูเดียวนั้ น ฉันนั้นนั่ นเที ยวแล.
อีกอยางหนึ่ง บุรุษที่กระสับกระสาย เสวยทุกขเวทนาเป นไขหนั กเขาไปเสพ
หมอแลว จึงถึ งความสวัสดี หายโรคหายไขแลว มาระลึ กถึงหมอนั้นว า เป นผูมีคุณ ได
กระทําดีแลวแกตน หมั่ นเขาไปเสพหมอนั้ นเนือง ๆ ฉันใด, พระตถาคตเจาทั้ งหลายแม
ทั้งปวง เสด็จหลีกออกเร นอยูแตพระองคเดียวแลว จึ งถึ งความเปนพระสัพพัญ.ู ,
พระองคมาระลึกถึงความหลีกออกเรนอยู แตผูเดียวนั้ นว า มีคุณ ไดกระทําดีแลวแก
พระองค จึ งทรงเสพความหลีกออกเรนอยู แตผูเดียวนั้ น ฉันนั้ นนั่ นเทียวแล.
ขอถวายพระพร คุณแหงความหลีกออกเรนอยูแตผูเดียวทั้ งหลายเหล านี้ ยี่สิบ
แปดประการ พระตถาคตเจ าทั้ งหลายมาทรงเล็ งเห็ นคุ ณทั้งหลายเหลาไรเลา จึ งทรง
เสพความหลี กออกเรนอยูแตผูเดียว, คุณยี่สิบแปดประการ เป นไฉน? ในโลกนี้ ความ
หลีกออกเร นอยูแตผูเดียว ย อมรักษาบุคคลผูหลีกออกเร นอยูแตผูเดียวไวหนึ่ ง, ยอมทํ า
อายุของบุคคลผูหลีกออกเร นอยูแตผูเดียวนั้นใหเจริญขึ้นหนึ่ง, ยอมใหกําลั งหนึ่ ง, ยอม
ปดโทษเสี ยหนึ่ง, ยอมนํ าความเสื่อมยศออกเสียหนึ่ ง, ย อมนํายศเขาไปใหหนึ่ง, ยอม
บรรเทาอรติความไม ยินดีเสี ยหนึ่ง, เขาไปตั้งความยินดีไวหนึ่ง, ยอมนํ าความกลัวออก
เสียหนึ่ง, ยอมกระทําความเปนคนกล าหาญไมครั่นครามหนึ่ ง, ยอมนํ าความเปนคน
เกียจครานออกเสียหนึ่ ง, ยอมยังความเพียรใหเกิดยิ่งขึ้ นหนึ่ ง, ยอมนําราคะให
ปราศจากสั นดานหนึ่ ง, ยอมนําโทสะใหปราศจากสั นดานหนึ่ง, ยอมนํ าโมหะให
ปราศจากสั นดานหนึ่ ง, ยอมกําจัดมานะออกเสียจากสั นดานหนึ่ง, ย อมละวิตกเสี ยหนึ่ ง
, ยอมกระทํ าจิ ตใหมีอารมณ เปนอันเดี ยวหนึ่ง, ยอมกระทํ าใจใหสนิทหนึ่ ง, ยอมยั ง
ความราเริ งให เกิดหนึ่ ง, ยอมกระทําความเปนครูหนึ่ ง, ยอมยังลาภใหเกิดขึ้นหนึ่ง, ย อม
กระทําผู หลีกออกเรนอยูแต ผูเดียวนั้ นให เปนผูควรกราบไหวหนึ่ ง, ยอมใหถึ งปติความ
อิ่มกายอิ่ มใจหนึ่ ง, ยอมกระทําความปราโมทย หนึ่ ง, ยอมใหเห็ นความเปนเองของ
สังขารทั้ งหลายหนึ่ง, ยอมเลิ กถอนปฏิสนธิ ในภพเสียหนึ่ ง, ยอมใหผลเป นของสมณะทั้ ง
ปวงหนึ่ ง, คุณของปฏิสัลลานะ ความหลี กออกเรนอยูแตผูเดียวทั้ งหลายเหลานี้แล พระ
ตถาคตเจาทั้งหลายทรงพิจารณาเนือง ๆ ด วยดี เห็นคุณทั้งหลายเหล าไรเลา จึงทรง
เสพปฏิสัลลานะความหลีกออกเรนอยูแต ผูเดียว. เออก็พระตถาคตเจ าทั้ งหลาย
พระองคสุดสิ้ นความดําริแลว พระองคใครเพื่อจะเสวยความยินดีในสมาบัติเปนสุขอัน
ละเอียด ยอมทรงเสพความหลีกออกเร นอยูแตผูเดียวแล.
ขอถวายพระพร พระตถาคตเจาทั้ งหลายทรงเสพความหลีกออกเร นอยูแตผู
เดียว โดยเหตุ สี่ประการ, พระตถาคตเจาทั้ งหลายทรงเสพความหลี กออกเรนอยูแตผู
เดียว โดยเหตุ สี่ประการ เป นไฉน? พระตถาคตเจาทั้ งหลายทรงเสพความหลี กออกเร น
อยูแตผูเดียว โดยความที่พระองคเปนผู มีวิ หารธรรม เครื่ องอยูเป นสุขสําราญบาง, โดย
ความที่พระองคเปนผูมีคุณปราศจากโทษมากบาง, โดยความที่ปฏิสัลลานะนั้ น เป นวิ ถี
ของพระอริยเจาไมมีสวนเหลือบาง, โดยความที่ปฏิสัลลานะนั้ น เป นคุ ณที่พระพุทธเจา
ทั้งหลายทั้ งปวงชมแล ว ยกยองแลว พรรณนาแลว และสรรเสริญแลวบาง, พระตถาคต
เจาทั้ งหลายทรงเสพปฏิสัลลานะ ความหลี กออกเรนอยูแตผูเดียว โดยเหตุสี่ประการ
เหลานี้แล. พระตถาคตเจาทั้ งหลายทรงเสพปฏิสัลลานะ ดวยเหตุดังพรรณนามา ฉะนี้ ,
จะทรงเสพโดยความที่ พระองคยังเป นผูมี กิจจําตองกระทํา หามิได, หรือจะทรงเสพเพื่อ
ความกอสร างเพิ่มเติมกิจที่ พระองคไดทรงกระทําแล ว ก็ หาไม , พระตถาคตเจาทั้ งหลาย
ทรงเสพความหลีกออกเร นอยูแตผูเดียว โดยความที่ พระองคเปนผู ทรงพิจารณาเห็ นคุณ
พิเศษโดยส วนเดียวแล."
ร. "ดีละ พระผู เปนเจ านาคเสน ขอวิสัชนาของพระผูเป นเจาสมอย างนั้ น,
ขาพเจ ายอมรั บรองอยางนั้ น."

๑๐. อิทธิปาทพลทัสสนปญหา ๑๐

ร. "พระผูเป นเจานาคเสน พระพุทธพจนนี้ อันพระผูมี พระภาคเจาแมภาสิตแลว
วา 'ดูกอนอานนท อิทธิบาทสี่ประการ อั นพระตถาคตไดใหเจริญแลว กระทําใหมาก
แลว กระทําใหเปนประหนึ่งยานเครื่องไปแลว กระทําใหเปนวัตถุ ที่ตั้งแลว ตั้งขึ้นเนื อง ๆ
แลวสั่งสมแลวปรารภพรอมดวยดีแลวแล; ดูกอนอานนท พระตถาคตเมื่อหวั ง พึ งดํารง
พระชนมอยูไดตลอดกัปปหนึ่งบ าง เลยกั ปปหนึ่ งบาง' ดังนี้ . พระผูเป นเจานาคเสน ถา
พระผูมีพระภาคตรัสแลววา 'ดูกอนอานนท อิ ทธิบาททั้งหลายสี่ อันพระตถาคตไดเจริญ
แลว กระทําใหมากแลว กระทําใหเป นประหนึ่ งยานเครื่องไปแลว กระทําใหเปนวัตถุ
ที่ตั้งแลว ตั้งขึ้ นเนือง ๆ แลว สั่งสมแลว ปรารภพรอมดวยดีแลวแล; ดูกอนอานนท พระ
ตถาคตเมื่อหวั ง พึงดํารงพระชนมอยูไดตลอดกัปปหนึ่ งบ าง เลยกัปป หนึ่งขึ้นไปบ าง'
ดังนี้ ถาอยางนั้นความกําหนดไตรมาสสามเดือนเป นผิด ถาพระตถาคตไดตรัสแลววา
'พระตถาคตจั กปรินิพพาน โดยกาลที่เดือนทั้ งหลายสามแตวันนี้ลวงไปแลว' ดังนี้ . ถา
อยางนั้ น คําที่ วา 'ดูกอนอานนท อิทธิบาทสี่ประการอันพระตถาคตไดเจริญแลว กระทํา
ใหมากแลว กระทําใหเปนประหนึ่ งยานเครื่องไปแลว กระทําใหเป นวัตถุที่ตั้งแล ว ตั้งขึ้น
เนือง ๆ แลว สั่ งสมแลว ปรารภพรอมดวยดีแลวแล; ดูกอนอานนท พระตถาคตเมื่อหวัง
พึงดํารงพระชนมอยูไดตลอดกัปปหนึ่งบ าง เลยกัปป หนึ่ งขึ้นไปบาง' ดังนี้ แมนั้ นก็เป น
ผิดไป. ความบันลือในที่มิใชเหตุ ยอมไม มีแกพระตถาคตเจาทั้ งหลาย, พระผูมี พระภาค
เจาผูตรัสรูแลวทั้ งหลาย มีพระพุทธพจนไมเปลา มีพระพุทธพจนเที่ ยงแท มีพระพุทธ
พจนไมเป นไปโดยสวนสอง. ปญหาแม นี้สองเงื่อน เป นของลึกละเอี ยดนัก พึงยังบุคคล
ใหเห็ นโดยยากเกิดขึ้นแลว, ปญหานั้นมาถึงพระผู เปนเจาแลว, พระผูเปนเจ าจงทําลาย
รางขาย คือ ทิ ฏฐินั้น, ยังขาพเจาใหตั้งอยู ในสวนอันเดียว, จงทําลายปรัปปวาทเสีย."
ถ. "ขอถวายพระพร พระพุทธพจนนี้ อันพระผูมีพระภาคแมภาสิตแลววา
'ดูกอนอานนท อิทธิบาทสี่ ประการ อั นพระตถาคตไดใหเจริญแลว กระทําใหมากแลว
กระทําใหเป นประหนึ่ งยานเครื่องไปแลวกระทําใหเปนวั ตถุที่ตั้งแลว ตั้ งขึ้นเนือง ๆ แลว
สั่งสมแลว ปรารภพรอมดวยดีแลวแล; ดูกอนอานนท พระตถาคตเมื่ อหวั ง พึงตั้งอยูได
ตลอดกัปปหนึ่ งบาง เลยกัปปหนึ่ งขึ้นไปบ าง' ดังนี้ . และความกํ าหนดไตรมาสพระองคก็
ตรัสแลว. ก็แหละกัปปนั้ น คื อ อายุกั ปป กาลเปนที่กํ าหนดอายุ พระผู มีพระภาคยอม
ตรัสวากัปป . พระผูมีพระภาคจะทรงสรรเสริญกําลังของพระองคตรัสอยางนี้ หามิได, ก็
แตวา พระองคทรงสรรเสริญกําลับแห งฤทธิ์ ตรัสอย างนี้ว า 'ดูกอนอานนท อิ ทธิบาทสี่
ประการ อั นพระตถาคตไดใหเจริญแลว กระทําใหมากแลว กระทําใหเปนประหนึ่ งยาน
เครื่องไปแลว กระทําใหเป นวัตถุที่ตั้ งแลว ตั้งขึ้นเนือง ๆ แลว สั่งสมแลว ปรารภพรอม
ดวยดีแลวแล; ดูกอนอานนทพระตถาคตเมื่อหวั ง พึงตั้ งอยูไดตลอดกัปปหนึ่ งบาง เลย
กัปปหนึ่งขึ้ นไปบาง' ดังนี้ .
ถาจะพึงมีมาอาชาไนยของพระมหากษัตริย มีฝเทาเร็ว เชาวไวดั งลม.
พระมหากษัตริยจะทรงอวดกําลังเชาวของมาอาชาไนยนั้ น พึงตรัสในท านกลางแหงชน
กับทั้ งชาวนิคมและชาวชนบท และราชภัฏหมูพล และพราหมณคฤหบดี และอมาตย
อยางนี้ว า 'แน ะพอเฮย ม าประเสริฐนี้ของเรา เมื่อจํ านง จะพึงเที่ ยวไปตลอดแผนดินมี
น้ําในสาครเป นที่สุดแลว จึงกลับมาในที่ นี้ โดยขณะหนึ่ งได,' พระมหากษัตริยนั้นจะพึ ง
แสดงความไปวองไวนั้นในบริษัทนั้ น ก็หาไม, ก็แตวา ความวองไวของมานั้ นมีอยู , ดวย
มาอาชาไนยนั้ นอาจเพื่อจะเที่ยวไปตลอดแผนดินมี น้ําในสาครเปนที่สุ ดดวย ฉั นใด;
พระผูมีพระภาคเจาจะทรงสรรเสริญกําลังแหงฤทธิ์ของพระองค จึ งตรัสแลวอยางนี้ ฉัน
นั้น, แมพระพุ ทธพจน นั้น พระองคเสด็จนั่ ง ณ ทามกลางแหงบุคคลมี วิชชาสาม
ทั้งหลายดวย แหงบุคคลมีอภิญญาหกทั้ งหลายด วย แห งพระอรหั นตทั้ งหลายดวย แหง
พระขีณาสพผู ปราศจากมลทินทั้งหลายแลวดวย แหงเทพดาและมนุ ษยทั้ งหลายด วย
ตรัสแลววา 'ดูกอนอานนท อิ ทธิบาทสี่ประการ อั นพระตถาคตไดใหเจริญแลว กระทํ า
ใหมากแลว กระทําใหเปนประหนึ่ งยานเครื่องไปแลว กระทําใหเป นวัตถุที่ตั้งแล ว ตั้งขึ้น
เนือง ๆ แลว สั่ งสมแลว ปรารภพรอมดวยดีแลวแล; ดูกอนอานนท พระตถาคตเมื่อหวัง
พึงตั้งอยูไดตลอดกัปปหนึ่ งบ าง เลยกัปป หนึ่งขึ้นไปบ าง' ดังนี้ ; ก็แหละ กําลังแหงฤทธิ์
ของพระผูมี พระภาคเจานั้นมี อยูดวย, พระผูมีพระภาคเจ าก็เป นผูอาจเพื่อจะดํารงพระ
ชนมายุไดตลอดกัปปหนึ่ งบ าง หรือตลอดกาลเลยกัปป หนึ่ งขึ้นไปบาง, ดวยพระองคจะ
ทรงแสดงกํ าลั งแหงฤทธิ์นั้ นในบริษัทนั้ น ก็ หาไม . พระผูมี พระภาคเจาไมมีความตองการ
ดวยภพทั้ งปวง, อนึ่ ง พระตถาคตเจาทรงติเตียนภพทั้งปวงแลว. แมพระพุ ทธพจน นี้ อั น
พระผูมีพระภาคไดทรงภาสิ ตแลววา 'ดูกอนภิกษุ ทั้งหลายธรรมดาคูถแมมีประมาณ
นอย ก็มีกลิ่ นชั่วเหม็นราย แมฉันใด, ดูกอนภิกษุ ทั้งหลาย เราตถาคตไมพรรณนา
สรรเสริญภพแมมีประมาณน อย, โดยสวนสุ ดแมเพียงหยิ บมือเดียว เราตถาคตก็ไม
สรรเสริญ ฉันนั้นโดยแท .' พระผูมีพระภาคเจาทรงเห็ นภพและคติและกําเนิดทั้ งปวง
เสมอดวยคูถแลว จะพึงอาศั ยกําลั งแห งฤทธิ์กระทํ าความยินดีดวยอํ านาจความพอใจ
ในภพทั้ งหลายบางเที ยวหรือ ขอถวายพระพร."
ร. "ขาแตพระผูเปนเจ าผูเจริ ญ พระผูมี พระภาคเจาไดทรงเห็ นภพและคติและ
กําเนิดทั้ งปวง เสมอดวยคูถแลว ซึ่ งจะทรงอาศัยกําลั งแห งฤทธิ์ กระทํ าฉั นทราคในภพหา
ไมเลย."
ถ. "ขอถวายพระ ถาอยางนั้ น พระผูมีพระภาคเจา เมื่อจะทรงสรรเสริ ญกําลัง
แหงฤทธิ์ ทรงบันลือสีหนาทของพระพุ ทธเจาเห็ นปานนั้ นยิ่งแล ว."
ร. "พระผูเป นเจานาคเสน ดี ละ ขอวิสัชนาปญหานี้ สมอยางนั้ น, ขาพเจายอม
รับรองอยางนั้ น."



วรรคที่สอง
๑. ขุททานุขุททกปญหา ๑๑

พระเจามิลินท ตรัสวา "พระผู เปนเจ านาคเสน พระพุ ทธพจนนี้ พระผู มีพระภาค
แมตรัสแลววา 'ดูกอนภิกษุทั้ งหลาย เราตถาคตแสดงธรรมเพื่อความตรัสรูยิ่ง มิไดแสดง
ธรรมเพื่อความไมตรัสรูยิ่ง ดังนี้ . สวนว าในวิ นัยบัญญัติ พระองคตรัสแลวอยางนี้อีกวา
'ดูกอนอานนท พระสงฆเมื่อจํานง จงเลิกถอนสิกขาบททั้ งหลายนอยและนอยโดยลําดับ
โดยกาลที่เราตถาคตลวงไปแลว' ดังนี้ . พระผูเปนเจ านาคเสน สิกขาบททั้ งหลายนอย
และนอยโดยลํ าดับ โดยกาลที่พระองคลวงไปแลว. พระผูเปนเจ านาคเสน ถ าว า พระผู มี
พระภาคเจาตรัสแลววา 'ดูก อนภิกษุ ทั้งหลาย เราตถาคตแสดงธรรมเพื่ อความตรัสรูยิ่ ง
มิไดแสดงธรรมเพื่อความไม ตรัสรูยิ่ง' ดังนี้ , ถาอยางนั้ น คําที่ว า 'ดูกอนอานนทโดยกาล
ที่เราผูตถาคตลวงไปแลว พระสงฆเมื่อจํ านงจะเลิกถอนสิกขาบททั้งหลายนอยและนอย
โดยลําดับเสีย ก็เลิกถอนเถิด' ดังนี้ นั้นผิด. ถาพระตถาคตตรัสแลวในวิ นัยบัญญัติอย าง
นี้ว า 'ดูกอนอานนท โดยกาลที่เราผูตถาคตลวงไปแลว พระสงฆเมื่อจํ านง จะเลิ กถอน
สิกขาบททั้งหลายนอยและนอยโดยลํ าดั บเสีย ก็ จงเลิ กถอนเถิด' ดังนี้ , ถาอย างนั้นคํา
ที่ว า 'ดูกอนภิกษุทั้ งหลาย เราตถาคตแสดงธรรมเพื่อความตรัสรูยิ่ง มิไดแสดงธรรมเพื่อ
ความไมตรัสรูยิ่งแลว' ดังนี้ แมนั้นเป นผิด. ปญหาแมนี้สองเงื่อน ละเอี ยดสุขุม ละเอี ยด
ดวยดีแลว ลึก ๆ ดวยดีแลว อันบัณฑิตพึ งใหเห็ นโดยยาก มาถึงพระผูเปนเจาแล ว, พระ
ผูเปนเจ าจงแสดงความแผไพศาลแห งกํ าลังญาณของพระผูเปนเจ า ในปญหานั้ นเถิ ด."
ถ. "ขอถวายพระพร พระพุทธพจนนี้ อันพระผูมีพระภาคแมภาสิตแลววา
'ดูกอนภิกษุ ทั้ งหลาย เราตถาคตแสดงธรรมเพื่อความตรัสรูยิ่ง มิไดแสดงธรรมเพื่อความ
ไมตรัสรูยิ่ง' ดังนี้ . แมในวิ นัยบัญญัติ พระองคตรัสแลวอยางนี้ว า 'ดูกอนอานนท โดย
กาลที่ เราผูตถาคตลวงไปแล ว พระสงฆเมื่ อจํานง จะเลิกถอนสิกขาบททั้งหลายนอย
และนอยโดยลํ าดับเสีย ก็จงเลิกถอนเถิด' ดังนี้ . ก็แตพระตถาคตเจาทรงลองใจภิกษุ
ทั้งหลายว า 'สาวกทั้งหลายของเราผูตถาคต เราผูตถาคตใหสละละวางสิกขาบท โดย
กาลที่ เราผูตถาคตลวงไปแล ว จักละวางสิ กขาบททั้งหลาย นอยและน อยโดยลําดับหรือ
วาจักถือเอาสิ กขาบททั้งหลาย นอยและน อยโดยลําดับ' จึงตรัสพุทธพจนนั้ น. อุปมา
เหมือนพระเจ าจักรพรรดิ มี พระราชโองการตรัสกะพระราชโอรสทั้งหลายอย างนี้ว า 'พอ
ทั้งหลาย มหาชนบทนี้แลมีสาครเปนที่สุดรอบในทิศทั้งปวง' พอทั้งหลาย เจ าทั้ งหลาย
ยากที่จะกระทํ าเพื่อจะทรงไว ดวยกําลั งมีประมาณเทานั้น, เจาทั้งหลายมาเถิด โดยกาล
ที่เราลวงไปแลว เจ าทั้ งหลายละตําบลทั้ งหลายที่ตั้ งอยูในที่สุดแหงแดน ๆ เสียเถิด, ดังนี้
; พระราชกุมารทั้งหลายเหล านั้ น โดยกาลที่พระชนกล วงไปแลว จะพึ งละวางตําบล
ทั้งหลายที่ตั้ งอยูในที่สุดแห งแดน ๆ เหล านั้นทั้งปวง ในชนบทที่ถึ งพระหัตถแลวบ างหรือ
แล ขอถวายพระพร."
ร. "หาไม พระผูเปนเจ า ธรรมดาพระมหากษัตริยทั้ งหลายมีความปรารถนายิ่ ง
นัก, พระราชกุ มารทั้ งหลายพึงรวบรวมชนบทสองเทาสามเทายิ่งขึ้ นไปกวาชนบทที่ ถึ ง
พระหัตถแล วนั้น ดวยความโลภในราชสมบัติ, พระราชกุ มารทั้ งหลายเหลานั้นจะพึ งละ
วางชนบทที่ถึงพระหัตถแล วอะไรเลา."
ถ. "ขอถวายพระพร พระตถาคตเจาเมื่อลองใจภิกษุทั้ งหลาย ตรัสแลวอยางนี้
วา 'ดูกอนอานนท โดยกาลที่ เราผูตถาคตล วงไปแลว พระสงฆเมื่อจํ านงจะเลิกถอน
สิกขาบททั้งหลายนอยและนอยโดยลํ าดั บเสีย ก็เลิกถอนเถิด' ดังนี้ . พระพุทธโอรส
ทั้งหลาย พึงคุ มครองรักษาสิ กขาบทสองรอยหาสิบที่ยิ่ งแมอื่นดวยความโลภในธรรม
เพื่อความพ นจากทุกข , พระพุทธโอรสทั้งหลาย พึงละวางสิกขาบทที่ พระตถาคตทรง
บัญญัติไวแลวโดยปกติอะไรเลา ฉั นนั้ นนั่นเทียวแล."
ร. "พระผูเป นเจานาคเสน พระผูมีพระภาคเจาตรัสพระพุ ทธพจนใดว า
'สิกขาบททั้งหลายนอยและนอยโดยลํ าดั บ' ดังนี้ , ชนนี้ หลงแลว เกิดความสงสัยแลน
ไปสูความสงสั ยโดยยิ่ ง ในพระพุทธพจน นี้ว า 'สิกขาบทเหลานั้ น สิ กขาบทเหล าไหน ชื่ อ
วาสิกขาบทน อย สิขาบทเหลาไหน ชื่อว าสิกขาบทนอยโดยลําดับ."
ถ. "ขอถวายพระพร สิกขาบททุ กกฏ ชื่อวาสิกขาบทนอย สิกขาบททุพภาสิต ชื่อ
วาสิกขาบทน อยตามลําดับ, สองสิกขาบทเหลานี้ ชื่อวาสิกขาบททั้งหลายนอยและนอย
โดยลําดับ. แมพระเถระผูใหญทั้ งหลายมี แลวในกอน ใหเกิดความสงสัยในปญหาข อนี้ ,
ปญหานั้นอั นพระผูมีพระภาคมิไดทรงกระทําในที่อั นเดี ยวกั น แมโดยพระเถระทั้งหลาย
เหลานั้น ปญหานี้พระผู มีพระภาคแสดงแลว เพราะปริยายเพื่อความตั้ งมั่นแหงพระ
ธรรม."
ร. "พระผูเป นเจา ขอลี้ลับของพระพุทธเจาผูชนะแลว พระผูเปนเจ าเก็บไวนาน
แลว พระผูเป นเจามาเปดแลว กระทําให ปรากฏแลวในโลก ในกาลนี้ ในวั นนี้ ."

๒. ฐปนียาพยากรณปญหา ๑๒

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า พระพุ ทธพจน นี้ อั นพระผูมีพระภาคแมได
ทรงภาสิตแลววา 'ดูกอนอานนท กํ ามือของอาจารยในธรรมทั้งหลาย ไมมีแดพระ
ตถาคต'ดังนี้ . ก็แตพระผูมีพระภาคเจาอันพระเถระผูบุตรแหงนางพราหมณีชื่อ มาลุ งก
ยะ มาทูลถามปญหาอีกไม ทรงพยากรณแลว. ปญหานี้มี สวนสอง จั กเปนปญหาอาศัย
สวนหนึ่ งแลว โดยความไมรู บาง โดยความกระทํ าความซอนบาง. ถาว าพระผูมี พระ
ภาคเจาตรัสแลววา 'ดูกอนอานนท กํ ามือของอาจารยในธรรมทั้งหลาย ไมมีแดพระ
ตถาคต' ดังนี้ . ถาอยางนั้ น พระองคเมื่อไมรู จึงไม พยากรณแกพระเถระผูบุตรแหงนาง
พราหมณีชื่อ มาลุงกยะ. ถาวาพระองครูอยู ไมพยากรณ , ถาอย างนั้น กํามือของ
อาจารยในธรรมทั้งหลาย ย อมมีแดพระตถาคต. ปญหาแมนี้สองเงื่อน มาถึงพระผูเปน
เจาแลว, ปญหานั้นพระผูเป นเจาพึงขยายใหแจมแจงเถิ ด."
พระเถรเจ าทูลวา "ขอถวายพระพร พระผู มี พระภาคเจา แมไดทรงภาสิตพระ
พุทธพจนนี้ วา 'ดูกอนอานนท กํามือของอาจารยในธรรมทั้งหลาย ยอมไมมีแดพระ
ตถาคต' ดังนี้ . สวนพระเถระมาลุงกยบุตรมาทูลถามปริศนาแลว พระองคไมทรง
พยากรณแลว, ก็แหละความไมทรงพยากรณนั้น พระองคจะไดทรงกระทําด วยความไม
รู ก็หาไม จะไดทรงกระทําโดยความกระทําความซอน ก็หาไม . ความพยากรณปญหา
ทั้งหลายเหล านี้ มีสี่ประการ, ความพยากรณปญหาสี่ประการเป นไฉน ? ปญหาที่
จําตองพยากรณโดยสวนเดี ยวหนึ่ ง, ปญหาที่ตองแจกพยากรณหนึ่ ง, ปญหาที่ตองย อน
ถามแลวจึ งพยากรณหนึ่ ง, ปญหาที่จําตองยกไว หนึ่ง, ปญหาที่ตองยอนถามแลวจึ ง
พยากรณหนึ่ง, ปญหาที่จําต องยกไว หนึ่ง, ก็ปญหาที่จํ าตองพยากรณโดยสวนเดี ยวเปน
ไฉน? ปญหาที่จําตองพยากรณโดยสวนเดียวว า "รูป อนิจจํ " รูปไมเที่ยง "เวทนา
อนิจจา" เวทนาไมเที่ ยง "สญญา อนิ จจา" ความจํ าหมายไมเที่ยง "สังขารา อนิ จจา"
สังขารทั้ งหลายไมเที่ยง "วิญญาณํ อนิจจํ " วิญญาณไมเที่ยง; นี้ปญหาที่จําตอง
พยากรณโดยสวนเดียว.
ปญหาที่ตองแจกพยากรณเปนไฉน? ปญหาวา "รูปเปนของไมเที่ยงหรือเลา,"
"เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ, เปนของไมเที่ยงหรือเลา ดังนี้ " ละอยาง ๆ เป น
ปญหาตองแจกพยากรณละอยาง ๆ; นี้ เป นปญหาตองแจกพยากรณ .
ปญหาตองยอนถามแลวจึ งพยากรณเปนไฉน? ปญหาว า "บุคคลยอมรูแจงสิ่ง
ทั้งปวงด วยจักษุหรือหนอแล" ดังนี้ , เปนปญหาตองยอนถามแลวจึ งพยากรณ.
ปญหาที่ควรงดไวเปนไฉน? ปญหาวา "โลกเที่ยงหรือ" ดังนี้ เปนปญหาควรงด
ไว, ปญหาวา "โลกไมเที่ยงหรือ," "โลกมีที่สุ ด," "โลกไมมีที่ สุด," "โลกมีที่ สุดดวยไมมีที่ สุด
ดวย," "โลกมีที่ สุดก็ไมใชไมมีที่สุดก็ไมใช ," "ชีวิตก็อันนั้ น สรีระก็อันนั้ น," "ชีวิตตางหาก
สรีระตางหาก,' "สัตวมีในเบื้ องหนาแตความตาย," "สัตวไมมีในเบื้องหน าแตความตาย,"
"สัตวมีดวย ไม มีดวย ในเบื้องหนาแตความตาย," "สัตวมีก็ไมใช ไมมี ก็ไมใชในเบื้องหน า
แตความตาย," เปนปญหาควรงดคือไมควรแกละอยาง ๆ;นี้เป นปญหาควรงดไว . พระผู
มีพระภาคไม ทรงพยากรณปญหาควรงดนั้น แกพระเถระมาลุงกยุบตร. และปญหานั้น
ควรงดเพราะเหตุอะไร? เหตุ หรือการณเพื่ อจะแสดงปญหานั้นไม มี , เพราะเหตุ นั้น
ปญหานี้จึงควรงดไว, ควรเปลงวาจาไมมี การณไมมีเหตุย อมไมมีแตพระผูมีพระภาคเจา
ผูตรัสรูแลวทั้งหลาย ขอถวายพระพร."
ร. "ดีละ พระผู เปนเจ านาคเสน ขอวิสัชนาป ญหานี้ สมอย างนั้น, ขาพเจ ายอม
รับรองอยางนั้ น."

๓. มัจจุภายนปญหา ๑๓

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ า พระพุ ทธพจน นี้ อั นพระผูมีพระภาคเจา
แมทรงภาสิตแลววา 'สัตวทั้งหลายทั้ งปวง ยอมสะดุงตออาชญา สัตว ทั้งหลายทั้ งปวง
ยอมกลัวตอความตาย' ดังนี้ . และพระองค ตรัสแลววา 'พระอรหันตก าวลวงภัยทั้งปวง
แลว' ดังนี้อีก. พระอรหันต ย อมสะดุงแตอาชญาและภัยหรือ สัตว ทั้งหลายในนรกที่เสวย
ทุกขอยูในนรกมีไฟโพลงแลว รอนพรอมแล ว เมื่อจะเคลื่อนจากนรกใหญมีเปลวแห งไฟ
โพลงแล วนั้ น ยอมกลัวแตมั จจุดวยหรือ? ถาว าพระผู มี พระภาคเจาตรัสแลววา 'สัตว
ทั้งหลายทั้ งปวง ยอมสะดุ งตออาชญา สั ตวทั้งหลายทั้ งปวง ยอมกลั วตอความตาย'
ดังนี้ , ถาอยางนั้น คําที่ว า 'สัตวทั้งหลายทั้ งปวงยอมสะดุงตออาชญา สั ตวทั้งหลายทั้ ว
ปวงยอมกลัวตอความตาย' ดังนี้ แม นั้นก็ ผิด. ปญหาแม นี้มีเงื่อนสอง มาถึ งพระผูเป น
เจาแลว, ปญหานั้นพระผูเป นเจาจงขยายออกใหแจงชัดเถิด."
พระเถรเจ าทูลวา "ขอถวายพระพร พระผู มี พระภาคเจามิ ไดทรงมุงหมายพระ
อรหันตทั้ งหลายตรัสพระพุ ทธพจน นี้ว า 'สัตวทั้งหลายทั้งปวงยอมสะดุงตออาชญา สัตว
ทั้งหลายทั้ งปวงยอมกลัวต อความตาย'ดังนี้ , พระอรหั นตอันพระผูมี พระภาคเจายกแลว
ในวัตถุ นั้น, เหตุแหงภัยอันพระอรหันตเลิกถอนพรอมแล ว, สัตวทั้ งหลายเหล าใดนั้น
เปนไปกับดวยกิเลส อนึ่ง สัตวทั้ งหลายใด มีทิฏฐิไปตามซึ่งตน คือ เห็นวาเป นตัวเป นตน
มีประมาณยิ่ ง อนึ่ง สัตวทั้ งหลายเหลาใด ฟูขึ้นและยอมลงแลวเพราะสุขและทุกข
ทั้งหลาย, พระผูมีพระภาคเจ าทรงมุงหมายสัตวทั้งหลายเหลานั้น ตรัสแลววา 'สัตว
ทั้งหลายทั้ งปวง ยอมสะดุ งตออาชญา สั ตวทั้งหลายทั้ งปวงยอมกลัวตอความตาย'
ดังนี้ . คติทั้งปวงอั นพระอรหั นตเขาไปตัดเสียแลว, กําเนิ ดอันพระอรหั นตยื้อแยงเสี ยแลว
ปฏิสนธิอันพระอรหันตกํ าจั ดเสียแลว, กิเลสดังซี่โครงทั้ งหลาย อั นพระอรหันต หักราน
เสียแลว, อาลัยในภพทั้งหลายทั้ งปวง อันพระอรหันต ถอนขึ้นพรอมแลว, กุศลและ
อกุศล อันพระอรหันตกํ าจัดเสียแลว, อวิชชาอันพระอรหั นตกําจัดใหพิ นาศแลว,
วิญญาณ อั นพระอรหันต กระทําไมใหเป นพืชไดแลว, กิเลสทั้งหลายทั้ งปวง อั นพระ
อรหันตเผาเสี ยแลว, โลกธรรมทั้งหลาย อั นพระอรหั นตเปนไปลวงไดแลว, เพราะเหตุ นั้น
พระอรหันต ย อมไมสะดุงแตภัยทั้งหลายทั้ วปวง.
ขอถวายพระพร ในนครนี้ พึงมี มหาอมาตยทั้งสี่ของพระมหากษัตริย ลวนเป นผู
อันพระราชาโปรด ไดยศแลว มีความคุ นเคยในพระมหากษัตริย พระองคทรงตั้ งไวใน
ตําแหน งมีความเป นอิสระใหญ. ลําดับนั้ น ครั้นเมื่อราชกิจอันหนึ่ งเกิดขึ้นแลว
พระมหากษัตริยทรงมี พระราชบัญชา ชนทั้งปวงในแว นแควนของพระองคโดยประมาณ
เทาไรว า "ชนทั้ งหลายทั้งปวงเทียว จงกระทํ าพลีแกเรา, ท านทั้งหลายผู มหาอมาตยสี่ จง
ยังกิจนั้ นใหสํ าเร็จ;" ความสะดุงเพราะกลัวแตพลี จะพึงเกิดขึ้นแกมหาอมาตยทั้ งสี่
เหลานั้นบางหรือเปนไฉน ขอถวายพระ."
ร. "หาไม พระผูเปนเจ า."
ถ. "ขอถวายพระพร ความสะดุงกลัวแต พลี ไมพึงเกิดขึ้ นแกมหาอมาตยทั้งสี่
เหลานั้น เพราะเหตุอะไร?"
ร. "มหาอมาตยสี่เหล านั้ น อั นพระมหากษั ตริยทรงตั้งไว แลวในตําแหน งอัน
สูงสุด, พลียอมไมมีแกมหาอมาตยทั้ งสี่เหลานั้ น."
ถ. "มหาอมาตยทั้งสี่ เหล านั้ น มีพลีอั นก าวล วงดวยประการทั้งปวงแลว,
พระมหากษัตริยทรงมุ งหมายชนทั้งหลายอันเศษนอกจากมหาอมาตยเหล านั้ น ทรงพระ
ราชบัญชาแล ววา 'ชนทั้ งหลายทั้ งปวงเทียว จงกระทําพลีแกเรา' ดังนี้ ฉันใด; พระพุ ทธ
พจน นี้อันพระผูมีพระภาคเจ ามิไดทรงมุ งหมายพระอรหั นตทั้ งหลายตรัสแลว, พระ
อรหันตพระองคยกเสียแลวในวัตถุ นั้น, เหตุแหงความ กลัวของพระอรหันต ท านเลิ ก
ถอนพรอมแล ว; สัตวทั้ งหลายเหล าใดนั้นที่ ยังมีกิ เลส อนึ่ ง ทิฏฐิไปตามตนของสัตว
ทั้งหลายเหล าใด มีประมาณยิ่ง คือ หนาหนักในสั นดาน อนึ่ง สัตวทั้ งหลายเทาใด ฟู ขึ้น
และยอบลงแลว เพราะสุขและทุกข ทั้งหลายพระผู มีพระภาคทรงมุ งหมายสัตว ทั้ งหลาย
เหลานั้น ตรัสแลววา 'สัตวทั้ งหลายทั้งปวง ยอมสะดุ งตออาชญา สัตว ทั้งหลายทั้ งปวง
ยอมกลัวตอความตาย' ดังนี้ ฉันนั้นโดยแท . เพราะเหตุนั้ น พระอรหั นตยอมไมสะดุงแต
ภัยทั้งหลายทั้ งปวง ขอถวายพระพร."
ร. "พระผูเป นเจา คําวา "สัพเพ" ทั้ งปวงนี้ แสดงสัตวมีสวนเหลือหามิได, คําวา
"สัพเพ" ทั้งปวงนี้ กลาวสัตว ไมมีสวนเหลือ, พระผูเปนเจ าจงกล าวเหตุ ยิ่งในขอนั้นแก
ขาพเจ า เพื่อใหคํานั้ นมี หลักฐาน"
ถ. "ขอถวายพระพร ในที่นี้ พึ งมีเจ าของบานนายบ านบั งคับ บุรุษผูรับใชวา
'ผูรับใชผูเจริญ ทานจงมา บรรดาชาวบานทั้ งหลายในบาน มีประมาณเทาใด ทานจงยั ง
ชาวบ านทั้งหลายทั้ งปวงเหลานั้ นใหประชุ มกันในสํานักของเราโดยเร็ ว' ดังนี้ ; ผูรับใชนั้น
รับวา 'ดีละเจ าขา' แลวยืนอยู ณ ทามกลางแหงบ าน ยั งชนทั้ งหลายใหไดยินเสี ยงเนือง
ๆ สามครั้งวา 'บรรดาชาวบานทั้ งหลายในบานมีประมาณเทาใด ชาวบานทั้งหลายทั้ง
ปวงเหลานั้ น จงประชุมกันในสํานักของเจ าบานโดยเร็ว ๆ;' ลําดับนั้น ลูกบานทั้ งหลาย
เหลานั้น รีบประชุมกันตามคําของบุรุษผู บังคับแลว จึ งบอกแกเจาของบานว า 'ขาแต
เจา ลู กบานทั้ งหลายทั้งปวงประชุมกันแล ว, กิจที่จําตองกระทําอั นใด ของทานมีอยู
ทานจงกระทํ ากิจนั้ น' ดังนี้ . เจาของบานนั้ น เมื่อใหพอเรือนทั้ งหลายใหประชุมกั นบั งคับ
ลูกบานทั้ งหลายทั้ งปวง, สวนลูกบานทั้งหลายเหลานั้น อันเจาบ านบังคับแลวจะประชุม
กันทั้งหมดหามิได ประชุมแตพอเรือนทั้ งหลายพวกเดียว, สวนเจ าของบานก็ ยอมรับวา
'ลูกบานทั้ งหลายของเราเท านี้นั่ นเทียว' คนทั้ งหลายเหล าอื่นที่ไมมาแลวมากกว า, สตรี
และบุรุษทั้งหลาย ทาสีและทาสทั้งหลาย ลูกจางทั้ งหลาย กรรมกรทั้งหลาย ชาวบ าน
ทั้งหลาย ชนใชทั้งหลาย โคและกระบือทั้ งหลาย แพะและแกะทั้ งหลายที่เปนสัตวดี ชน
ทั้งหลายเหล าใด ที่ไมมาแล ว ชนทั้ งหลายเหลานั้นทั้ งปวง เจ าของบ านมิไดรับแลว,
เพราะความที่ ลูกบานอั นเจ าของบานมุงหมายพอเรือนทั้ งหลายพวกเดี ยว บั งคับแลววา
'ชนทั้ งหลายเหลานั้นทั้งปวง เจ าของบ านมิไดรับแลว, เพราะความที่ ลูกบานอั นเจ าของ
บานมุ งหมายพอเรือนทั้งหลายพวกเดียว บังคับแลวว า 'ชนทั้ งหลายทั้ งปวงจงประชุ ม
กัน' ดังนี้ ฉั นใด. คํานั้นอั นพระผูมีพระภาคเจามิไดมุงหมายพระอรหันตทั้งหลายตรั ส
แลว, พระอรหั นต พระองคทรงยกแลวในวั ตถุนั้น, เหตุแหงความกลัวของพระอรหั นต
ทานเลิกถอนแลว สัตว ทั้งหลายเหลาใดนั้ นที่ยังมีกิเลส อนึ่ง ทิฏฐิไปตามตนของสัตว
ทั้งหลายเหล าใด มีประมาณยิ่ง อนึ่ง สัตว ทั้ งหลายเหลาใด ฟูขึ้นและยอบลงแลว เพราะ
สุขและทุกขทั้ งหลาย, พระผูมีพระภาคทรงมุงหมายสัตว ทั้งหลายเหล านั้น ตรัสแลวว า
'สัตวทั้ งหลายทั้งปวง ยอมสะดุงตออาชญา สัตว ทั้งหลายทั้งปวงยอมกลัวตอความตาย'
ดังนี้ ฉั นนั้นโดยแท . เพราะเหตุนั้ น พระอรหันตยอมไมสะดุงแตภัยทั้งหลายทั้ งปวง.
ขอถวายพระพร คําแสดงสั ตวมีสวนเหลือ อรรถแสดงสัตวมีสวนเหลือก็มี , คํา
แสดงสัตวมีส วนเหลือ อรรถแสดงสัตวไมมี สวนเหลือก็มี , คําแสดงสัตวไมมีสวนเหลือ
อรรถแสดงสัตวมีสวนเหลือก็ มี, คําแสดงสั ตวไมมีสวนเหลือ อรรถก็แสดงสัตวไมมีสวน
เหลือก็มี : เนื้อความบัณฑิตพึงรับรองดวยเหตุนั้ น ๆ. เนื้ อความอั นบัณฑิตพึงรับรองโดย
เหตุห าอยาง คือ โดยอาหัจจบทหนึ่ ง โดยรสหนึ่ง โดยอาจริยวั งสตาหนึ่ง โดยอธิบาย
หนึ่ ง โดยการณุตตริยตาหนึ่ ง ก็ในเหตุหาอยางนี้ สูตรทานอธิบายว า อาหัจจบท, สุตตา
นุโลม ท านอธิ บายว ารส, อาจริยวาท ทานอธิบายวา อาจริยวังสะ, อัตตโนมัติ ทาน
อธิบายวา อธิ บาย, เหตุถึงพรอมดวยเหตุ ทั้ งหลายสี่เหลานี้ ทานอธิบายวา การณุตตริย
ตา. เนื้อความ บัณฑิตพึ งรับรองโดยเหตุ ทั้ งหลายหาประการเหล านี้แล : ปญหานี้ จึง
เปนปญหาอันอาตมภาพวินิ จฉัยดีแลวดวยประการอย างนี้ ขอถวายพระพร."
ร. "พระผูเป นเจานาคเสน ป ญหานี้เปนป ญหาอั นพระผู เปนเจ าวิ นิจฉั ยดีแลว
เถิด, ขาพเจ ารับรองปญหานั้ นอยางนั้น, พระอรหันตจงเปนผูอันพระผู มีพระภาคเจ ายก
แลวในวัตถุ นั้ น, สัตวทั้งหลายเหลือนั้ นสะดุงเถิด. ก็แตวา สัตว ทั้งหลายที่เกิดในนรก
เสวยทุกขเวทนากล าเผ็ดรอนอยูในนรก มี องคอวัยวะใหญนอยทั้ งปวงโพลงชั ชวาทแลว
เปนผูรองไห น าสงสาร คร่ําครวญร่ําไรบนเพอดวยปาก อั นทุ กขกลาเหลื อทนครอบงํ า
แลว ไมมีผูเป นที่ พึ่ง ไมมีผูเปนที่ระลึ ก เป นสัตว หาผูเป นที่ พึ่งมิได อาดูรดวยความโศกไม
นอย เวียนว ายอยู เป นสัตว มีความโศกเป นที่ ถึงในเบื้องหน าโดยส วนเดียว, เมื่อจุติจาก
นรกใหญ มีเสี ยงใหญ นฤนาท ยั งภัยนากลั วใหเกิด อากูลดวยระเบียบแหงเปลวหก
อยางเดี่ ยวประสานกันแล ว มีเรี่ยวแรงแห งเปลวแผไปไดเนือง ๆ ตลอดรอยโยชน
โดยรอบ กระดาง เป นที่ยั งสัตวใหรอน จะกลัวตอความตายดวยหรื อเลา? พระผูเปน
เจา."
ถ. "ขอถวายพระพร สัตวเหล านั้ นยอมกลัวตอความตาย."
ร. "พระผูเป นเจานาคเสน นรกยังทุกขเวทนาใหเกิดโดยสวนเดียวไมใชหรือ,
สัตวทั้งหลายที่เกิดในนรกเหลานั้น เสวยแตทุกขเวทนาโดยสวนเดียว เมื่อจะเคลื่อนจาก
นรกยอมกลัวแตความตายเพื่อเหตุอะไรเล า, ยอมยิ นดีในนรกเพื่อเหตุอะไรเลา พระผู
เปนเจ า?"
ถ. "ขอถวายพระพร สัตว ทั้งหลายที่เกิดอยู ในนรกเหลานั้ น ซึ่ งจะยินดีอยูในนรก
หามิได , สัตวทั้งหลายที่เกิดอยูในนรกเหล านั้ น อยากจะพนจากนรกโดยแท ; ความ
สะดุงเกิดขึ้นแกสัตวเกิดในนรกทั้งหลายเหลานั้ น ดวยอานุภาพใด อานุ ภาพนี้ เป น
อานุภาพของความตาย ขอถวายพระพร."
ร. "ความสะดุ งเพราะจุติเกิดขึ้นแกสัตวทั้ งหลาย ที่อยากจะพ นอันใด ข าพเจ า
จักไมเชื่อความเกิดความสะดุงนี้ ;สัตวทั้ งหลายเหลานั้นไดสิ่งที่ตนปรารถนาแล ว ดวย
เหตุที่เป นที่ตั้งใด เหตุที่เปนที่ตั้งนั้น ควรราเริงพระผู เปนเจา. ใหขาพเจ าทราบด วยดีโดย
เหตุเถิด พระผู เปนเจ า."
ถ. "ขอถวายพระพร เหตุเปนที่ตั้งนี้ว า 'ความตาย' ดังนี้แล เปนเหตุที่ตั้ งแหง
ความสะดุ งของสัตวทั้ งหลาย ที่ยั งไมไดเห็ นอริยสัจจ, ชนนี้ยอมสะดุ งด วย ยอม
หวาดเสียวด วย เพราะความตายนี้ . ก็บุคคลใดกลัวตองูเหา ผูนั้ น เมื่อกลัวตอความตาย
จึงกลัวตองูเห า, ก็ผูใด กลั วตอชาง, ราชสีห เสือโครง, เสือเหลือง, หมี , เสือดาว, ควาย,
วัวลาน, ไฟ, น้ํ า, หลักตอ, หนาม, ละอยาง ๆ ผูนั้ น เมื่อกลัวตอความตาย จึ งกลั วตอชาง
, ราชสีห เสือโครง, เสือเหลือง หมี , เสือดาว, ควาย, วัวลาน, ไฟ, น้ํา, หลักตอ, หนาม,
ละอยาง ๆ, ก็ผูใด กลัวตอหอก ผูนั้ น เมื่อกลัวตอความตาย จึ งกลั วตอหอกนั้ น. นั่นเปน
เดชโดยภาวะกับทั้ งรสแหงความตาย, สัตวทั้งหลายที่มี กิเลส ยอมสะดุ งยอมกลัวแต
ความตาย ดวยเดชโดยภาวะกับทั้ งรสนั้ น, บรมบพิตร สั ตวทั้งหลายที่ เกิดในนรก แม
อยากจะพ นนรก ยอมสะดุ งยอมกลัวแตความตาย. ในที่ นี้ ถ ามี หนอเกิ ดขึ้นในกายของ
บุรุษ ๆ นั้ นเสวยทุกขเพราะโรคนั้น อยากจะพนจากอุป ทวะจึงเรียกหมอทางผาตัดมา,
หมอทางผ าตั ดนั้นรับแกบุรุ ษนั้ นแลว พึงยั งเครื่องมือให เขาไปตั้งอยู เพื่ อจะบงโรคนั้ น
คือ พึงกระทํ าศัสตราใหคม พึงเอาเหล็ กนาบสุมในไฟ พึ งบดเกลือแสบดวยหิ นบด;
ความสะดุ งพึ งเกิดแกบุรุษผูอาดูรนั้น ดวยอั นเชือดดวยคมศัสตราอันคม และนาบดวยคู
ซี่เหล็ก และอั นยังน้ํ าเกลือแสบใหเขาไปบ างหรือไม?"
ร. "ความสะดุ งพึ งบังเกิดขึ้นแกบุรุษนั้นซิ พระผูเปนเจา."
ถ. "ขอถวายพระพร บรมบพิ ตร เมื่อบุรุษนั้ นกระสับกระส ายอยู แมใครจะพ น
จากโรค ความสะดุงยอมเกิดขึ้นแกบุรุษนั้ น เพราะความกลัวตอเวทนา ดวยประการ
ดังนี้ ฉั นใด, เมื่อสัตวทั้ งหลายที่ เกิดอยูในนรก แมใครจะพนจากนรก ความสะดุ งยอม
เกิดขึ้นแกสัตว ทั้งหลายเหล านั้น เพราะอันกลัวแตความตาย ฉั นนั้ นนั่ นเที ยวแล.
อีกอยางหนึ่ง ในที่ นี้ มี บุรุษกระทําความผิดในท านผูเป นอิ สระตองจําดวยตรวน
เครื่องจํา ตองขังอยูในหอง เปนผูใครเพื่อจะพนไป, ชนผูเปนอิสระนั้ นใครจะปลอยบุรุษ
นั้นนั่น พึ งเรียกบุรุษนั้ นมา;เมื่อบุรุษผูกระทําโทษผิดในทานผูเป นอิสระนั้นรูอยูวา 'ตัวมี
โทษไดกระทําแลว' ความสะดุงพึงเกิดขึ้นแกบุรุษนั้ น เพราะไดเห็ นท านที่เปนอิสระบ าง
หรือไม?"
ร. "ความสะดุ งยอมเกิดขึ้นแกบุรุษนั้ นซิ ?"
ถ. "ขอถวายพระพร บรมบพิ ตร เมื่อบุรุษผู มีโทษผิดในท านผูเป นอิสระ ถึง
ปรารถนาจะพ นจากเรือนจํ า ความสะดุ งยอมเกิดขึ้นแกบุรุ ษนั้ น เพราะกลัวแตทานผู
เปนอิสระ ด วยประการนี้ ฉั นใด, เมื่อสัตว ทั้งหลายที่เกิดในนรก ถึ งอยากจะพนจากนรก
ความสะดุ งยอมเกิดขึ้นแกสั ตวทั้งหลายเหลานั้ น เพราะกลัวแตความตาย ฉั นนั้ นโดย
แท."
ร. "พระผูเป นเจา พระผูเปนเจาจงกลาวเหตุที่ยิ่งขึ้ นไปแมอื่นอีก ขาพเจาจะพึง
เชื่อดวยเหตุไรเลา?"
ถ. "ขอถวายพระพร บรมบพิ ตร ในที่ นี้ พึงมีบุรุษอันอสรพิษมี พิษรายกั ดแลว
บุรุษนั้นพึงล มลงเกลือกกลิ้งดวยพิษวิการนั้น, ครั้งนั้น มี บุรุษผูใดผูหนึ่ ง พึงเรียกอสรพิษ
มีพิษรายนั้ นมา ดวยบทแหงมนตอันขลั ง ใหอสรพิษมี พิ ษรายนั้นดูดพิ ษคืน เมื่ออสรพิษ
มีพิษรายนั้ นเขาไปใกล เหตุ ความสวัสดี ความสะดุ งพึ งเกิดขึ้นแกบุรุษผูมีพิษซาบแล ว
นั้นบ างหรือไม ?"
ร. "ความสะดุ งยอมเกิดขึ้นแกบุรุษนั้ นซิ ."
ถ. "ขอถวายพระพร เมื่ออสรพิษเห็นปานนั้ น เขาไปใกล แมเพราะเหตุ ความ
สวัสดี ความสะดุงยังเกิดขึ้นแกบุรุษนั้น ดวยประการฉะนี้ ฉันใด, ความสะดุงยอม
เกิดขึ้นแกสัตว ทั้งหลายที่เกิดในนรก แมใครจะพ นจากนรกเพราะกลัวแตความตาย ฉั น
นั้นโดยแทแล, ความตายเป นของไมพึ งปรารถนาของสัตวทั้ งหลายทั้งปวง. เพราะเหตุ
นั้นสัตวทั้ งหลายที่ เกิดในนรก ถึ งอยากจะพนจากนรก ก็ ยอมกลัวตอความตาย."
ร. "ดีละ พระผู เปนเจ านาคเสน ขอวิสัชนาป ญหาของพระผูเปนเจ า สมอยางนั้ น
, ขาพเจายอมรับรองอยางนั้ น."

๔. มัจจุปาสามุตติกปญหา ๑๔

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ านาคเสน พระพุ ทธพจนนี้อั นพระผู มี พระ
ภาคเจาแมทรงภาสิตแลวว า 'บุคคลตั้งอยูในอากาศ ไม พึ งพ นจากบวงแหงมั จจุ คือ
ความตาย, บุคคลตั้งอยูในสมุทร ไม พึงพ นจากบวงแห งมัจจุ , บุคคลเขาไปสูชองแห ง
ภูเขาทั้งหลายแลว ไมพึ งพ นจากบวงแห งมั จจุ, บุคคลตั้งอยูในประเทศแผนดินใด พึ ง
พนจากบ วงแหงมั จจุได ประเทศแผนดิ นนั้นไมมี ' ดังนี้ .
สวนปริตรทั้ งหลาย อั นพระผู มีพระภาคเจ าทรงแสดงขึ้นแลวอีก; ปริตรทั้งหลาย
อยางไรนี้ ? ปริตรทั้งหลาย คือ รตนสูตรหนึ่ ง ขันธปริตรหนึ่ง โมรปริตรหนึ่ง ธชัคคปริตร
หนึ่ ง อาฏานาฏิยปริตรหนึ่ง อังคุลามาลปริตรหนึ่ง. ถาวาบุคคล แมไปในอากาศแลว แม
ไปในทามกลางแหงสมุทรแล ว แมไปในปราสาท และกุฎี และที่เป นที่เรน และถ้ํ า และ
เงื้อมเขา และซอกเขา และปลอง และชองเขา และระหวางภูเขายอมไมพนจากบ วงแหง
มัจจุได, ถาอย างนั้น ความกระทําปริตรเป นผิด. ถาวาความพ นจากบวงแหงมัจจุได
ดวยความกระทําปริตรยอมมีไซร, ถาอยางนั้ น คํ าที่ วา 'บุคคลตั้งอยูแลวในอากาศ
ตั้งอยูแลวในท ามกลางแห งสมุทร เขาไปสูช องแหงภูเขาทั้ งหลายแลว ไมพึงพนจากบ วง
แหงมัจจุ , บุคคลตั้งอยูแลวในประเทศแผ นดินใด พึ งพ นจากบวงแห งมัจจุได ประเทศ
แหงแผนดิ นนั้ น ยอมไมมี ' ดังนี้ แมนั้ นก็เป นผิด. ปญหาแมนี้สองเงื่อน มีขอดยิ่งกว าขอด
โดยปกติ มาถึ งพระผูเป นเจ าแลว, ปญหานั้น พระผูเป นเจาพึ งแกไขให จะแจงเถิด."
พระเถรเจ าทูลวา "ขอถวายพระพร พระผู มี พระภาคเจาแมไดทรงภาสิตพระ
พุทธพจนนี้ วา 'บุคคลตั้งอยูแลวในอากาศ พึงพนจากบ วงแหงมัจจุไมได, บุคคลตั้งอยู
แลวในท ามกลางแห งสมุ ทร พึ งพ นจากบวงแหงมัจจุไมได, บุคคลเขาไปแลวสูชองแหง
ภูเขาทั้งหลาย พึ งพ นจากบวงแหงมัจจุไมได, บุคคลตั้งอยูในประเทศแผนดินใด พึงพ น
จากบวงแห งมั จจุได ประเทศแผนดินนั้ นยอมไมมี' ดังนี้ . อนึ่งปริตรทั้ งหลาย พระผูมี พระ
ภาคเจาไดทรงยกขึ้ นแสดงแลว. ก็แหละความยกปริตรขึ้นแสดงนั้ น พระองคทรงกระทํา
เพื่อบุคคลมีอายุยั งเหลืออยู เปนผู ถึงพรอมแลวดวยวัย มีกรรมเครื่องหามกันไป
ปราศจากสั นดานแลว, ความกระทํ าหรือ หรือความพากเพียรเพื่อความตั้งมั่ นของ
บุคคลผูสิ้นอายุแลวยอมไม มี, เหมือนตนไมตายแลว แห งแลวผุไมมียาง มีความเปน
อันตรายกั้ นแลว มีอายุสั งขารไปแลว เมื่อบุคคลพรมน้ําแมสักพั นหมอ ความเปนของชุม
หรือ หรือความเปนไมมีใบอ อน และเป นของเขียวของต นไมนั้ น ไม พึงมี ฉันใด, ความ
กระทําหรือความเพี ยรดวยเภสัช และความกระทํ าปริตรเพื่อความตั้งมั่ นแหงบุคคลผูสิ้น
อายุแลว ไม มี . โอสถและยาทั้งหลายในแผ นดินเหลาใดนั้ น แมยาทั้งหลายเหลานั้น เป น
ของไมกระทํ ากิจของบุคคลผูสิ้นอายุแล วปริตรยอมรักษาคุมครองไดแตบุคคลผูมีอายุ
ยังเหลืออยู ถึงพรอมแลวดวยวัยปราศจากกรรมเครื่องห ามแลว, พระผูมีพระภาคเจ า
ทรงแสดงปริตรทั้งหลายขึ้ นแลว เพื่อประโยชนแกบุคคลมี อายุยั งเหลืออยู. เปรียบ
เหมือนชาวนา เมื่อขาวเปลือกสุกแลว เมื่อซังขาวตายแล ว พึ งกั้ นน้ําไม ใหเขาไปในนา,
แตขาวกลาใด ที่ยั งออนอาศั ยเมฆ ถึงพรอมแลวดวยวัย ขาวกล านั้ น ย อมเจริญโดย
ความเจริญดวยน้ํา ฉั นใด, เภสัชและความกระทํ าปริตร เพื่อบุคคลผูสิ้ นอายุแล ว
พระองคยกห ามแลว, ก็แตวา มนุ ษย ทั้งหลายเหลาใดนั้ น เปนผู มีอายุ ยั งเหลืออยู ยั งถึ ง
พรอมดวยวัยอยู พระองคตรัสปริตรและยาทั้ งหลาย เพื่ อประโยชนแก มนุษยทั้ งหลาย
เหลานั้น, มนุ ษยทั้ งหลายเหลานั้ น เจริญอยูดวยปริตรและเภสัชทั้งหลาย ขอถวายพระ
พร."
ร. "พระผูเป นเจา ถ าบุคคลสิ้ นอายุแล ว ยอมตาย บุคคลที่ยังมีอายุเหลื ออยู
ยอมเปนอยู , ถาอย างนั้น ปริตรและเภสัชทั้งหลายเปนของไมมีประโยชนน ะซิ ."
ถ. "ขอถวายพระพร ก็บรมบพิตรเคยทอดพระเนตรเห็นโรคอะไร ๆ ที่คืนคลาย
ไป เพราะเภสัชทั้งหลายบางหรือไม?"
ร. "เคยเห็ นซิ พระผูเปนเจา ขาพเจ าไดเห็ นมาหลายรอยแลว."
ถ. "ขอถวายพระพร ถ าอยางนั้น คําที่ว า 'ความทําปริตรและเภสัชหาประโยชน
มิได' ดังนี้ นั้น ยอมเปนคํ าผิ ด."
ร. "พระผูเป นเจานาคเสน ความดื่มและชะโลมยาทั้ งหลายเพราะความเพียร
ของหมอทั้งหลายปรากฏอยู, โรคคืนคลายเพราะความเพียรนั้ นของหมอทั้งหลาย
เหลานั้น."
ถ. "ขอถวายพระพร แมเสียงของบุคคลทั้งหลาย เมื่อยังปริตรทั้งหลายให
เปนไปอยู คือ สวดปริตรอยู ชนทั้ งหลายอื่ นยอมไดยิ นอยู, ชิวหาของบุ คคลผูสวดปริตร
เหลานั้นยอมแหง ใจยอมวิ งเวียน คอยอมแหบ; พยาธิ ทั้งปวงยอมระงับไป ความจั ญไร
ทั้งหลายทั้ งปวงยอมปราศจากไป ดวยความเป นไปแหงปริตรทั้งหลายเหลานั้น ๆ. บรม
บพิตรเคยทอดพระเนตรเห็ นแลวหรือ ใคร ๆ ที่อสรพิ ษกัดแลว ผูมี วิชชาปริตรขับพิษ
ขจัดปดเปาพิ ษใหเสื่อมคลาย มีชี วิตรอดอยูได."
ร. "อยางนั้ นซิ พระผูเปนเจา ขอนั้นยอมเป นไปในโลก แมในทุ กวั นนี้ ."
ถ. "ขอถวายพระพร ถ าอยางนั้น คําที่ว า 'ความกระทํ าปริตรและเภสัชหา
ประโยชน มิได' ดังนี้ นั้ นผิด. เพราะอสรพิ ษใครจะกัด ก็กัดบุรุษผูกระทํ าปริตรแลวไมได,
ปากของอสรพิษที่อ าขึ้นแล วยอมหุบลง, แมตะบองที่โจรทั้งหลายเงื้อขึ้นแลว ยอมตีไม
ลง, โจรทั้ งหลายเหลานั้นปลอยตะบองเสี ย กระทําความรักใคร, คชสารประเสริฐ แม
โกรธแลวเขามาใกลแลว กลั บยินดี , กองไฟใหญโพลงชั ชวาลแลวเข ามาใกลแลวดั บไป,
ยาพิ ษแรงกล าอันบุรุษผูกระทําปริตรนั้ นเคี้ ยวแลวกลับกลายเป นยาบําบัดโรคไปบาง
แผไปเพื่ออาหารกิจบาง, ขาศึกทั้งหลายใครจะฆา ครั้นเขาไปใกลแลว กลับยอมตัวเปน
ทาส, บวงแม บุรุษผูกระทํ าปริตรนั้นเหยียบแลว ยอมไม รูด. อนึ่ ง บรมบพิตรเคยทรงสดับ
แลวหรือ เมื่อนกยู งกระทําปริตรอยู พรานนกไมอาจเพื่อจะนําบวงเขาไปใกลนกยูงนั้ น
ถึงเจ็ดรอยป , มาวั นหนึ่ ง นกยูงนั้ นประมาทไปหาไดกระทําปริตรไม พรานนกจึงได นํ า
บวงเขาไปใกล นกยู งนั้ นไดในวันนั้น."
ร. "ขาพเจ าเคยไดฟงซิ กิตติศัพท นั้นฟุงทั้งไปในโลกทั้ งเทวดา."
ถ. "ขอถวายพระพร ถ าอยางนั้น คําที่ว า 'ความกระทํ าปริตรและเภสัชหา
ประโยชน มิได' ดังนี้ นั้ นเปนผิ ด. อนึ่ง บรมบพิตรเคยทรงสดับแลวหรือ ทานพ (อสูรบุตร
ของอสูรมารดาชื่อ ทนุ ) เมื่อจะรักษาภริยา เก็บภริยาไวในผอบแลวกลื นผอบเขาไวใน
ทอง บริหารรั กษาดวยทอง, ครั้งนั้ น วิทยาธรเขาไปทางปากของทานพนั้น อภิรมยกั บ
ดวยภริยาของทานพนั้น, ในกาลที่ ทานพนั้ นไดรูแลว ไดคายผอบนั้ นออกเปดดู, ขณะ
เปดผอบนั้น วิ ทยาธรหลีกหนีไปไดตามความปรารถนา."
ร. "ขาพเจ าเคยไดฟงซิ พระผูเปนเจ า แมกิ ตติศัพทนั้ นฟุ งทั่วไปในโลกกั บทั้ง
เทวดา."
ถ. "ขอถวายพระพร วิ ทยาธรนั้นพนแล วจากการจับไป ด วยกํ าลังแหงปริตร
ไมใชหรือ?"
ร. "อยางนั้ นซิ พระผูเปนเจา."
ถ. "ขอถวายพระพร ถ าอยางนั้น กํ าลังแห งปริตรมีอยู."
ร. "พระผูเป นเจา ปริตรรักษาชนทั้งหลายปวงทั่วไปหรือ?"
ถ. "ขอถวายพระพร ปริตรรักษาชนทั้ งหลายบางจําพวก ไมรักษาคนทั้งหลาย
บางจํ าพวก."
ร. "ถาอย างนั้ น ปริตรไมเป นประโยชนแก ชนทั้ งหลายทั้ งปวงทั่ วไปนั่ นซิ พระผู
เปนเจ า."
ถ. "ขอถวายพระพร โภชนะยอมรักษาชีวิ ตของสัตวทั้งหลายทั้ งปวงหรือหนอ
แล?"
ร. "โภชนะยอมรักษาชนทั้งหลายบางพวก ไมรักษาชนทั้งหลายบางพวก."
ถ. "เพราะเหตุไร ขอถวายพระพร."
ร. "พระผูเป นเจา ณ กาลใด ชนทั้ งหลายบางพวกบริโภคโภชนาหารนั้นมากเกิน
ประมาณ ยอมจุกตาย ในกาลนั้ น. เพราะเหตุนั้ น จึ งว า 'โภชนะรักษาชนทั้ งหลายบาง
พวก ไมรักษาชนทั้ งหลายบางพวก."
ถ. "ขอถวายพระพร ถ าอยางนั้น โภชนะไม รักษาชี วิตของสัตวทั้งหลายทั้งปวง
ทั่วไป."
ร. "พระผูเป นเจานาคเสน โภชนะยอมนํ า คื อ ทอนชีวิตสัตวทั้ งหลายดวยเหตุ
สองอยาง คือ ความบริโภคมากเกิ นอย างหนึ่ง, คือ ความที่สัตวผูบริโภคนั้นมี ธาตุไฟ
หยอนหนึ่ง; โภชนะเป นของใหอายุแกสัตว ทั้งหลาย มานํ าไป คือ ทอนชีวิตสัตวทั้ งหลาย
เพราะความบํ ารุงไมดี ."
ถ. "ขอถวายพระพร ปริตรยอมรักษาชนทั้ งหลายบางพวกยอมไมรักษาชน
ทั้งหลายบางพวก ฉันนั้ นนั่ นเที ยว.
ขอถวายพระพร ปริตรรักษาไวไมได ดวยเหตุสามอยาง คือ กัมมวรณ กรรม
เปนเครื่องกั้ นหนึ่ ง, กิเลสาวรณ กิเลสเปนเครื่องกั้นหนึ่ ง, อสัททหนตา ความไมเชื่อถื อ
ปริตรนั้นใหมั่ นคงหนึ่ ง. ปรตรเปนเครื่องตามรักษาสัตว ละการรักษาเสีย เพราะเหตุ
เครื่องกั้นซึ่ งสั ตวทั้งหลายกระทําแล วดวยตน. อุปมาเหมือนมารดาเลี้ ยงบุตรที่เกิดใน
ครรภอุมทรงครรภมาจนคลอด ดวยเครื่องบํารุงเป นประโยชนเกื้อกูล, ครั้นคลอดแลว
นําของไมสะอาด และมลทิน และน้ํ ามูก เสี ยจากอวัยวะชํ าระให หมดจด ฉาบทาสุคนธ
อันอุดมประเสริฐ, เมื่อบุคคลอื่นดาอยู หรือตีอยู มารดามี หฤทัยหวั่ นไหว ฉุดจูงไปหาเจา
บาน; ถาบุตรของมารดานั้นเปนผูมีโทษผิ ดลวงเขตแดน, เมื่อเปนเช นนั้น มารดานั้ นยอ
มติยอมโบยบุ ตรนั้นดวยทอนไม และตะบอง และเขา และกํามือทั้งหลาย; มารดาของ
บุตรนั้นไดเพื่อจะกระทํ าความฉุดมาฉุดไป และความจับและจูงไปหาเจาบานหรือเป น
ไฉน?"
ร. "หาไม พระผูเปนเจ า."
ถ. "เพราะเหตุไร ขอถวายพระพร."
ร. "เพราะโทษผิดของบุตรนั้นกระทําแลวเองนะซิ ."
ถ. "ขอถวายพระพร มารดามิอาจรักษาป องกันบุตรนั้นไวได เพราะโทษที่บุตร
นั้นกระทํ าผิดเอง ฉั นใด, ปริตรเปนเครื่องรักษาสัตว ทั้ งหลาย กระทํ าความรักษาสัตว
ทั้งหลายไวไม ได เพราะโทษผิดที่สัตวทั้ งหลายกระทําด วยตน ฉั นนั้ นนั่ นเที ยวแล."
ร. "พระผูเป นเจานาคเสน ดี ละ ปญหาพระผูเปนเจ าวิ นิ จฉัยดีแลว, ชั ฏพระผู
เปนเจ ากระทํ าไมใหเป นชัฏแลว, มืดพระผูเปนเจ ากระทําใหเปนแสงสวางแล ว, รางขาย
คือทิฐิมากระทบพระผูเป นเจาผูประเสริฐกวาเจาคณะผู ประเสริฐแลว คลี่คลายไปแลว."

๕. ภควโต ลาภันตรายปญหา ๑๕

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ านาคเสน พระผูเปนเจ ากลาวอยู วา 'พระ
ตถาคตรวย จี วร บิณฑบาต เสนาสนะ และยาเป นปจจั ยแกคนไขเปนบริกขารทั้งหลาย'
ดังนี้ . อนึ่ง พระผูเปนเจ ากล าวอีกวา พระตถาคตเสด็จเขาไปสูบานแหงพราหมณชื่ อ
ปญจสาลคามเพื่อบิณฑาหาร ไมไดวัตถุอันใดอันหนึ่ งเลย มีบาตรลางแลวอยางไร คือ
ทรงแตบาตรเปลา เสด็จออกแลว.' ถาวาพระตถาคตรวยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และ
ยาเป นปจจัยแกคนไขเปนบริ กขารทั้งหลาย, ถาอย างนั้น คําที่ว า 'พระองคไดเสด็จเขา
ไปสูบานแห งพราหมณชื่อป ญจสาลคาม เพื่อบิณฑาหาร ไมไดวัตถุอันใดอันหนึ่ งเลย
ทีเดียว มีบาตรลางแลวอย างไร คือ ทรงแตบาตรเปลาเสด็จออกแลว' ดังนี้ นั้ นผิด. ถ าวา
พระตถาคตเสด็จเขาไปสูบานแหงพราหมณชื่อ ปญจสาลคาม เพื่อบิ ณฑาหาร ไมได
วัตถุอันใดอันหนึ่ งเลยทีเดียว ทรงบาตรลางแลวอย างไร เสด็จออกแลว, ถาอย างนั้น คํา
ที่ว า 'พระตถาคตรวย จีวร บิ ณฑบาต เสนาสนะ และยาเปนปจจัยแกคนไขเปนบริขาร
ทั้งหลาย' ดังนี้ แมนั้ นก็ผิด. ปญหาแม นี้สองเงื่อนใหญด วยดี บัณฑิตพึ งแทงตลอดโดย
ยาก มาถึงพระผูเปนเจ าแล ว, ปญหานั้ นพระผูเปนเจาพึงขยายออกใหแจงชัดเถิด."
พระเถรเจ าทูลวา "ขอถวายพระพร พระตถาคตรวยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ
และยาเป นปจจัยแกคนไขเป นบริขารทั้ งหลาย. อนึ่ง พระองคเสด็จเขาไปสูบานแหง
พราหมณชื่อ ปญจสาลคาม เพื่อบิณฑาหาร ไมไดวัตถุอั นใดอันหนึ่ งเลยทีเดียวแลว ทรง
บาตรลางแลวอยางไร เสด็จออกแลว. ก็แหละ ความที่ พระองคไมไดวัตถุอันใดอันหนึ่ง
ทรงแตบาตรเปลาเสด็จออกแลวนั้น เป นไปเพราะเหตุแหงมารผูมีบาป."
ร. "พระผูเป นเจา ถ าอย างนั้ น กุศลที่พระองคทรงกอสรางไวแลวสิ้ นกัปป
ทั้งหลาย ล วงคลองแหงการนับแลว จะสําเร็จผลอะไร, มารผูมีบาป ตั้งขึ้นแลวในกาลนี้
จะพึงปดกุศลนั้น เป นธรรมเครื่องอยูมีกําลั งและเรี่ยวแรงแลววากระไร. ถาอย างนั้น อุ ป
วาทจะมาในสองสถานเพราะวัตถุ นั้นวา 'อกุศลเปนของกํ าลังวิ เศษแมกวากุศล, กําลัง
ของมายอมมี กําลังวิเศษแม กวากําลั งของพระพุ ทธเจ า.' ถาอย างนั้นยอดไมเปนของ
หนั กวิเศษแม กวาโคนแห งต นไม , บาปที่สุ ดจะเปนของมี กําลังวิเศษแม กวาบุคคลที่
สะพรั่งแลวด วยคุณ."
ถ. "ขอถวายพระพร อกุศลซึ่ งจะเป นของมี กําลังวิเศษแม กวากุศล และกําลัง
ของมารซึ่งจะเปนของมี กําลั งวิเศษแม กว ากําลังของพระพุทธเจา. เพราะเหตุ มีประมาณ
เทานั้น หามิได. เออก็ บรมบพิตรพึงปรารถนาเหตุในขอนี้ .
ขอถวายพระพร เหมือนมีบุ รุษนําน้ําผึ้ งหรื อ หรือรวงแหงน้ําผึ้ ง หรือเครื่อง
บรรณาการอื่นทูลเกลา ฯ ถวายแดพระเจ าจักรพรรดิ , บุ รุษผูรักษาพระทวารของพระเจา
จักรพรรดิ พึ งวากะบุรุษนั้ นนั่นอย างนี้ วา 'สมัยนี้ ไมใชกาลเพื่อจะเฝาพระมหากษัตริย,
เหตุนั้ นแล ทานจงถือเครื่องบรรณาการของท านกลับไปเสียเร็ว ๆ เถิด อยาทั นให
พระมหากษัตริยลงพระราชอาชญาแก ทานเสียกอนเลย, ลําดับนั้ น บุรุ ษนั้ นสะดุง
หวาดเสียวแล ว เพราะกลั วแตพระราชอาชญา พึ งถือเครื่ องบรรณาการนั้นกลับไปเร็ว ๆ
ฉันใด; พระเจ าจักรพรรดินั้ น ชื่อวาเปนผูเสื่ อมโดยวิเศษ เพราะบุรุษผูรักษาซึ่งพระทวาร
ก็หรือไมพึ งไดเครื่องบรรณาการหนอยหนึ่ งอันอื่ น ดวยเหตุสักว าขาดแคลนเครื่อง
บรรณาการ มี ประมาณเท านั้นบ างหรือแล ขอถวายพระพร."
ร. "หาไม พระผูเปนเจ า บุรุษผูรักษาพระทวารนั้น เป นผูอั นความริษยาครอบงํา
แลว ห ามเครื่องบรรณาการเสียแลว, ก็แตวา เครื่องบรรณาการแมแสนเทา ยอมเขาถึง
แดพระเจาจักรพรรดิโดยพระทวารอื่น."
ถ. "ขอถวายพระพร บุรุษผูรั กษาพระทวารนั้น อันความริ ษยาครอบงํ าแลว หาม
เครื่องบรรณาการของพระเจ าจักรพรรดิเสี ยแลวถึงกระนั้ น เครื่องบรรณาการแมแสน
เทา ยอมเข าถึ งแดพระเจาจั กรพรรดิโดยพระทวารอื่น ฉั นใด, มารผูมี บาปอันความ
ริษยาครอบงําแลว สิงพราหมณและคฤหบดีทั้งหลายชาวบานปญจสาลคามแลว, ถึง
กระนั้ น แสนแหงเทพดาทั้ งหลายเหลาอื่ นมิ ใชแสนเดียว ถื อโอชาทิ พยอมฤตเขาไปใกล
แลว เป นผูประคองอัญชลีนมัสการพระผู มีพระภาคเจ ายืนอยู ดวยคิดวา 'เราทั้ งหลาย
จักแทรกทิพยโอชาลงในพระกายของพระผู มีพระภาคเจ า' ฉันนั้นนั่ นเที ยว ขอถวายพระ
พร."
ร. "ขอนั้นจงยกไวเถิด พระผู เปนเจ า ปจจั ยทั้งหลายสี่ เป นลาภดีของพระผูมี
พระภาคเจาผู บุรุษสูงสุดในโลก หรือพระองคอันเทพดาและมนุษยทั้ งหลายวิ งวอนเชิ ญ
บริโภคปจจัยทั้งหลายสี่ เออก็แหละความประสงคอันใดของมาร ความประสงค นั้ น
สําเร็จแลวดวยเหตุมีประมาณเทานั้น มารนั้นไดกระทําอั นตรายแกความเสวยของพระ
ผูมีพระภาคเจ าดวยเหตุไรเลา. ความสงสัยในขอนี้ของขาพเจายังไมขาด, ขาพเจามี
ความสงสัยในขอนั้นเกิดแลว แลนไปสูความสงสัยแลว, ใจของขาพเจ ายอมไมแลนไป
ในเหตุ นั้น มารไดกระทําอันตรายแกลาภเลวทรามเล็กน อย เป นบาป ไมใชของพระอริย
เจา แดพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจาผูเป นอัครบุคคลประเสริฐ มีบุญเป นกุ ศล
ประเสริฐเปนแดนเถิด ไมมีใครเสมอ ไมมี บุคคลเปรียบ ไมมีใครเปรียบเสมอในโลกกับ
ทั้งเทวดา เพราะเหตุไรเลา พระผูเปนเจา."
ถ. "ขอถวายพระพร อันตรายมีอยูสี่ประการ คือ อทิฏฐั นตราย อั นตรายดวย
ความไมเห็นหนึ่ง อุททิสสกตั นตราย อั นตรายกะโภชนะอั นบุคคลเฉพาะกระทํ าแลวหนึ่ง
อุปกขตันตราย อันตรายกะของอันบุคคลเตรียมไวแลวหนึ่ง ปริโภคันตราย อั นตรายใน
ของเครื่องใชสอยหนึ่ ง. ในอันตรายทั้งสี่ นั้ น ชื่อ อทิฏฐั นตราย คือใคร ๆ กระทํ าอันตราย
กะของที่ บุคคลปรุงไวแลวไมเฉพาะ ดวยอันไมเห็ น ด วยคิดวา 'ประโยชนอะไรดวยอันให
แลวแกบุคคลอื่น.' นี้ชื่อ อทิ ฏฐันตราย. อุททิสสกตันตรายเป นไฉน? ในโลกนี้ โภชนะ
เปนของอั นใคร ๆ อางบุคคลบางคนแลว ตกแตงเฉพาะแลว ใคร ๆ กระทําอั นตรายกะ
โภชนะ นั้ น, นี้ชื่อ อุททิสสกตั นตราย. อุปกขตันตรายเปนไฉน? ในโลกนี้ วัตถุ อันใด
อันหนึ่งเปนของอันบุคคลเตรียมไวแลว แตยังไมไดประเคนแลว ใคร ๆ กระทํ าอันตราย
ในวัตถุ ที่เขาเตรียมไวแลวนั้ น, นี้ชื่อ อุปกขตันตราย. ปริโภคันตราย เป นไฉน? ในโลกนี้
วัตถุอันใดอันหนึ่ งเป นเครื่องใชสอยใคร ๆ กระทํ าอันตรายในวัตถุเครื่ องใชสอยนั้ น, นี้ชื่อ
เปน ปริโภคันตราย. อันตรายทั้งหลายสี่เหลานี้แล.
ขอถวายพระพร ก็มารผูมีบาปสิงพราหมณและคฤหบดีชาวบานปญจสาลคาม
ทั้งหลายแลว เพราะเหตุใด, ที่นั้ นจะเป นที่ บริโภคของพระผูมีพระภาคเจาไมใชเลย จะ
เปนวัตถุอั นบุ คคลตระเตรียมแลว ก็ไมใช จะเปนโภชนะอันบุคคลกระทําเฉพาะแลว ก็
ไมใช, วัตถุยังไมมาแลว ยังไมถึงพรอมแลว มารกระทํ าอันตรายดวยความเห็น; ก็ความ
กระทําอั นตรายนั้ น เฉพาะพระผูมีพระภาคเจาองคเดียวเทานั้นหามิได, ชนทั้งหลาย
เหลาใดออกแลว มาเฉพาะแลวโดยสมัยนั้น ชนทั้ งหลายเหล านั้ นแม ทั้งปวงไมไดโภชนะ
แลวในวั นนั้ น. บุคคลใด พึงกระทําอั นตรายกะเครื่องบริโภคอันบุคคลกระทําเฉพาะแล ว
เตรียมไวแลวเพื่อพระผูมี พระภาคเจานั้น อาตมภาพไมเห็นบุคคลนั้นในโลกทั้งเทพดา
ทั้งมารทั้ งพรหม ในหมูสัตว กั บทั้งสมณะและพราหมณ ทั้ งเทพดาและมนุษย ; ถาใคร ๆ
พึงกระทํ าอันตรายกะเครื่องบริโภคอันบุ คคลกระทําเฉพาะแล ว เตรียมไวแลว เพื่อพระผู
มีพระภาคเจ านั้น ดวยความริษยา, ศีรษะของบุคคลนั้น พึงแตกโดยรอยภาค หรือพัน
ภาค ขอถวายพระพร.
ขอถวายพระพร คุณทั้ งหลายของพระตถาคตสี่ประการเหลานี้อันใคร ๆ หาม
กันไมได, คุณทั้งหลายสี่ประการที่ใคร ๆ ห ามกั นไมไดเปนไฉน? ลาภอันบุคคลกระทํ า
แลวเฉพาะ เตรียมไวแลว เพื่ อพระผูมีพระภาคเจา อั นใคร ๆ ไมอาจเพื่ อจะกระทํ า
อันตรายหนึ่ ง, แสงสวางมี วาหนึ่ งเป นประมาณ ไปตามพระสรีระของพระผูมีพระภาค
เจาอันใคร ๆ ไมอาจเพื่อจะกระทําอั นตรายหนึ่ ง, รัตนะ คือ พระสั พพัญ.ุตญาณของ
พระผูมีพระภาคเจา อันใคร ๆ ไมอาจเพื่อจะกระทํ าอันตรายหนึ่ง, พระชนมชี พของพระ
ผูมีพระภาคเจ า อันใคร ๆ ไม อาจเพื่อจะกระทําอั นตรายหนึ่ ง, คุณทั้งหลายของพระ
ตถาคตเจาสี่ประการเหล านี้ แล อันใคร ๆ พึงหามกันไมได. คุณทั้งหลายแมทั้ งปวง
เหลานี้ มีรสเป นอันเดียว ไม มีโรค ไมกําเริ บ ไมมีความเพียรแห งผูอื่น กิริยาทั้ งหลายเปน
ของไมหยาบ. มารผูมีบาปแอบสิงพราหมณและคฤหบดีทั้งหลายชาวบานปญจสา
ลคาม ดวยความไมเห็ น, โจรทั้งหลายซุมอยูในชัฏในประเทศที่สุดแห งแดนของ
พระมหากษัตริย ประทุ ษรายชนเดิ นทาง ก็ถาวา พระมหากษัตริยพึ งทอดพระเนตรเห็น
โจรทั้งหลายเหลานั้นไซร , โจรทั้งหลายเหลานั้ นพึ งไดความสวัสดี หรือเปนไฉนเล า? ขอ
ถวายพระพร"
ร. "หาไม พระผูเปนเจ า ถ าพระมหากษัตริ ยทอดพระเนตรเห็นโจรทั้งหลาย
เหลานั้นไซร , พระองคพึ งทรงบัญชาใหราชบุรุษผาโจรทั้ งหลายเหล านั้ นรอยภาคบาง
พันภาคบ าง."
ถ. "ขอถวายพระพร โจรทั้ งหลายซุมอยูในชัฏในประเทศเปนที่สุดแหงแดนของ
พระมหากษัตริย ประทุ ษรายชนเดิ นทางได ดวยความที่ พระมหากษัตริยไม
ทอดพระเนตรเห็น ฉันใด, มารผูมีบาปแอบสิงพราหมณ และคฤหบดีทั้ งหลายชาวบ าน
ปญจสาลคามได ดวยความที่ใคร ๆ ไมเห็ น ฉั นนั้ นนั่นเที ยวแล.
อีกอยางหนึ่ง เปรียบเหมือนสตรียังพรอมดวยสามี ลอบเสพบุรุษอื่นด วยความ
ที่สามีไมเห็ น ฉันใด, มารผูมี บาปแอบสิงพราหมณและคฤหบดีทั้ งหลายชาวบ านปญจ
สาลคามได ด วยความที่ใคร ๆ ไมเห็ นฉั นนั้ นโดยแท ; ถาสตรีเสพบุรุษอื่นในที่เฉพาะหน า
ของสามีไซร , สตรีนั้นพึ งไดความสวัสดีบางหรือเปนไฉน? ขอถวายพระพร"
อีกอยางหนึ่ง เปรียบเหมือนสตรียังพรอมดวยสามี ลอบเสพบุรุษอื่นด วยความ
ที่สามีไมเห็ น ฉันใด, มารผูมี บาปแอบสิงพราหมณและคฤหบดีทั้ งหลายชาวบ านปญจ
สาลคามได ด วยความที่ใคร ๆ ไมเห็ นฉั นนั้ นโดยแท ;ถาสตรีเสพบุรุษอื่นในที่เฉพาะหน า
ของสามีไซร , สตรีนั้นพึ งไดความสวัสดีบางหรือเปนไฉน? ขอถวายพระพร"
ร. "หาไม พระผูเปนเจ า ถ าสตรีนั้นเสพบุรุษอื่นตอหนาสามีไซร, สามี พึ งทุบสตรี
นั้นบ าง พึ งฆาสตรีนั้นบาง พึ งจําสตรีนั้ นไว บาง พึ งนํ าสตรีนั้นเขาไปสูความเป นทาสีบ าง
ซิ."
ถ. "ขอถวายพระพร มารผูมี บาปแอบสิงพราหมณและคฤหบดีทั้ งหลาย
ชาวบ านปญจสาลคามไดแลว ดวยความที่ ใคร ๆ ไมเห็นฉันนั้ นนั่ นเทียวแล. ถาว ามารผู
มีบาป พึงกระทําอั นตรายกะเครื่องเสวยที่ บุคคลอุทิศเฉพาะกระทํ าแลว เตรียมไวแล ว
เพื่อพระผูมี พระภาคเจาไซร , ศีรษะของมารนั้น พึ งแตกโดยรอยภาคบาง โดยพั นภาค
บาง ขอถวายพระพร."
ร. "พระผูเป นเจานาคเสน ความแอบสิ งอยางนั้ นนั่ น มารผูมีบาปกระทําแลว
ดวยความเปนโจร, มารผูมีบาปแอบสิงพราหมณและคฤหบดีทั้ งหลายชาวบ านปญจสา
ลคามไดแลว. ถาว ามารผูมีบาปนั้ นพึ งกระทําอั นตรายกะเครื่องเสวยที่ บุคคลเฉพาะ
กระทําแล ว เตรียมไวแลว เพื่ อพระผูมีพระภาคเจาไซร, ศีรษะของมารนั้นพึงแตกรอย
ภาคบางพันภาคบาง, กายของมารนั้น พึ งเรี่ยรายไปเหมื อนดังกํ าแห งเถาบาง. ดีละ
พระผูเปนเจานาคเสน ขอวิ สัชนาของพระผูเปนเจ าสมอยางนั้ น ขาพเจายอมรับรอง
อยางนั้ น."

๖. สัพพสัตตหิ ตจรณปญหา ๑๖

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ านาคเสน พระผูเปนเจ ากลาวอยู วา 'พระ
ตถาคตนําสิ่ งที่ไมเปนประโยชนเกื้อกูลออกเสีย เข าไปตั้งประโยชนเกื้ อกูลไวแกสัตว
ทั้งหลายทั้ งปวง, ดังนี้ . อนึ่ ง พระผูเปนเจ ากลาวอยูอีกว า 'เมื่อธรรมปริยายเปรียบด วย
กองแห งไฟ อั นพระผูมี พระภาคเจาตรัสเทศนาอยู โลหิ ตรอนพลุงขึ้ นแลวจากปากภิกษุ
ทั้งหลายประมาณหกสิบ' ดังนี้ . พระผูเปนเจา พระตถาคต เมื่อทรงแสดงธรรมปริยายมี
กองแห งไฟเป นเครื่องเปรียบ นํ าประโยชนเกื้อกูลของภิกษุทั้ งหลายประมาณหกสิบออก
เสียแลว เข าไปตั้งสิ่งที่ไมเป นประโยชนเกื้ อกูลไวแกภิกษุทั้งหลายเหล านั้ น. ถาวาพระ
ตถาคตนําสิ่ งที่ไมใชประโยชนเกื้อกูลออกเสีย เขาไปตั้งสิ่งที่เป นประโยชนเกื้อกูลไว แก
สัตวทั้งหลายทั้งปวง, ถาอย างนั้น คําที่ว า 'ธรรมปริยายมีกองไฟเปนเครื่องเปรียบ อั น
พระผูมีพระภาคเจาตรัสเทศนาอยู โลหิตรอนพลุงออกแลวจากปากของภิกษุทั้ งหลาย
ประมาณหกสิ บ นั้ นผิด. ถาเมื่อธรรมปริยายมีกองไฟเปนเครื่องเปรียบ อันพระผูมี พระ
ภาคเจาตรัสเทศนาอยู โลหิ ตรอนพลุงออกจากปากของภิกษุทั้ งหลายประมาณหกสิ บ
จริง, ถาอย างนั้น คําที่ว า 'พระตถาคตนําสิ่งที่ไมใชประโยชนเกื้อกูลออกเสีย เข าไปตั้ง
สิ่งที่เป นประโยชนเกื้อกูลไว แกสัตวทั้ งหลายทั้ งปวง' ดังนี้ แม นั้นก็ผิด. แมปญหานี้สอง
เงื่อน มาถึงพระผูเปนเจ าแล ว พระผู เปนเจ าพึ งขยายใหแจงชัดเถิด"
พระเถรเจ าทูลวา "ขอถวายพระพร พระตถาคตนําสิ่ งที่ไม ใชประโยชนออกเสีย
เขาไปตั้งสิ่งที่เปนประโยชนเกื้อกูลไว แกสั ตวทั้งหลายทั้ งปวง, เมื่อธรรมปริยายมีกองไฟ
เปนเครื่องเปรี ยบ พระองคตรัสเทศนาอยู โลหิตรอนพลุ งออกแลวจากปากของภิกษุ
ทั้งหลายประมาณหกสิบดวยจริง, ก็และโลหิตนั้ นจะได พลุงออกจากปากของภิกษุ
ทั้งหลายเหล านั้น เพราะกิริยาของพระตถาคต ก็หาไม โลหิตนั้ นพลุ งออกจากปากของ
ภิกษุทั้ งหลายเหลานั้น เพราะกิริยาของตนของภิกษุทั้ งหลายนั่ นเอง."
ร. "พระผูเป นเจานาคเสน ถ าพระตถาคตไมทรงภาสิตธรรมปริยายมี กองไฟเป น
เครื่องเปรียบ โลหิตรอนจะพึ งพลุ งออกจากปากของภิกษุ ทั้งหลายเหล านั้นหรือ?"
ถ. "หาไม ขอถวายพระพร ความเร ารอนเกิ ดขึ้นแลวในกายของภิกษุ ทั้งหลาย
เหลานั้น ผูปฏิ บัติผิดแลว เพราะไดฟงธรรมปริยายของพระผูมีพระภาคเจา, โลหิตรอน
พลุงออกจากปากของภิกษุ ทั้งหลายเหล านั้น เพราะความเรารอนนั้น."
ร. "พระผูเป นเจานาคเสน ถ าอยางนั้ น โลหิตรอนพลุ งออกแลวจากปากของ
ภิกษุทั้ งหลายเหลานั้น เพราะกิริยาของพระตถาคตนั้ นเอง พระตถาคตทีเดียวเปฯ
อธิการในความที่โลหิตรอนพลุงออกจากปากนั้ นเพื่อความฉิบหายของภิกษุทั้ งหลาย
เหลานั้น. อุปมาเหมือนกะว า งู เขาไปสูจอมปลวก, มีบุรุษผูตองการฝุ นคนใดคนหนึ่ ง
ทําลายจอมปลวกนํ าฝุ นไป, พึงปดโพรงแห งจอมปลวกนั้ นเสียดวยความนําฝุ นไป, ทีนั้น
งูในจอมปลวกนั้นนั่นเที ยว ไมไดความหายใจ คือ หายใจไมได ตาย; งู นั้ นถึงความตาย
เพราะกิริ ยาของบุรุษนั้ นไมใชหรือ พระผู เปนเจา."
ถ. "ขอถวายพระพร งู นั้ นถึงความตายเพราะกิริยาของบุ รุษนั้น."
ร. "พระผูเป นเจานาคเสน พระตถาคตเปนอธิการในความที่โลหิตเปนของรอน
พลุงออกจากปากของภิกษุ ทั้งหลายนั้ น เพื่อความฉิบหายแห งภิกษุ ทั้ งหลายเหลานั้ น
ฉันนั้ นนั่ นเทียวแล."
ถ. "ขอถวายพระพร พระตถาคตเมื่อทรงแสดงธรรม ไมทรงกระทํ าความเอ็นดู
และปฏิฆะ, พระองคพนจากความเอ็ นดูและปฏิฆะทรงแสดงธรรม, เมื่ อพระองคทรง
แสดงธรรมอยางนี้ บุคคลทั้ งหลายเหล าใด เปนผูปฏิบัติชอบในธรรมนั้ น บุคคลเหลานี้
ยอมตรัสรู; สวนบุคคลทั้งหลายเหลาใด เป นผูปฏิบัติผิดแลว บุคคลทั้ งหลายเหลานั้น
ยอมตกไป. เปรียบเหมือนเมื่ อบุรุษสั่นตนมะมวง หรือตนชมพู หรือตนมะทราง(นาจะ
เปนมะปรางมากกวา-ความเห็นส วนตั ว) ผลทั้งหลายในตนไมอันใด ที่ เปนสาระมีขั้วมั่น
ผลเหลานั้นไม เคลื่อนไมหลุด คงอยูในตนไมนั้นนั่ นเที ยว, สวนผลทั้ งหลายอันใด มีโคน
แหงก านเน า มีขั้วทรพล ผลทั้งหลายเหล านั้น ยอมหลนไป ฉันใด, พระตถาคต เมื่อทรง
แสดงธรรม ไม กระทําความเอ็นดูและปฏิฆะ, พระองค พ นแลวจากความเอ็นดูและ
ปฏิฆะทรงแสดงธรรม, เมื่อพระองคทรงแสดงธรรมอยูอยางนี้ บุคคลทั้ งหลายเหลาใด
เปนผูปฏิบัติชอบแลวในธรรมนั้น บุคคลทั้ งหลายเหลานั้ นยอมตรัสรู; สวนบุคคล
ทั้งหลายเหล าใดที่ปฏิบัติผิดแลว บุคคลทั้ งหลายเหล านั้ นยอมตกไป ฉั นนั้นนั่นเที ยวแล.
อีกนัยหนึ่ ง ชนชาวปรารถนาจะปลูกขาวกลา ยอมไถซึ่งนา, เมื่อชาวนานั้ นไถ
นาอยู หญ าทั้ งหลายไมใชแสนเดียวยอมตายไป ฉันใด;พระตถาคตจะยังสัตว ทั้ งหลายที่
มีวิปสสนาญาณ ซึ่งแกกล าแลวใหตรัสรูพระองคพ นแลวจากความเอ็ นดูและปฏิฆะทรง
แสดงธรรม, เมื่อพระองค ทรงแสดงธรรมอยูอยางนี้ บุคคลทั้งหลายเหล าใด เปนผู ปฏิบัติ
ชอบแลวในธรรมนั้น บุคคลทั้งหลายเหล านั้นยอมตรัสรู; สวนว าบุคคลทั้งหลายเหล าใด
ที่เปนผู ปฏิบัติผิดแลว บุคคลทั้งหลายเหล านั้น เหมือนกะหญาทั้งหลายที่ตายไปแลว
ฉันนั้ น.
อีกนัยหนึ่ ง มนุษย ทั้งหลายหีบออยในยนต เหตุจะตองการรส, เมื่อมนุษย
ทั้งหลายเหล านั้นหีบออยอยู กิมิชาติทั้ งหลายเหลาใด ในยนตนั้ น ที่ไปแลวในปากแห ง
ยนต กิมิชาติ ทั้ งหลายเหลานั้ น ยอมถูกยนตบีบ ฉันใด; พระตถาคตมี พระประสงคจะให
สัตวทั้งหลายที่มีวิปสสนาญาณในใจอันแกกลาแลวตรั สรู ทรงบีบเฉพาะซึ่ งยนตคื อ
ธรรม, สัตวทั้งหลายเหล าใด ที่ปฏิบัติผิดแลวในธรรมนั้น สัตวทั้ งหลายเหลานั้น ยอม
ตายเหมือนกิ มิชาติ ฉั นนั้ นนั่นเทียวแล ขอถวายพระพร."
ร. "พระผูเป นเจานาคเสน ภิกษุทั้ งหลายเหลานั้ น ตกแล วดวยธรรมเทศนานั้น
ไมใชหรือ?"
ถ. "ขอถวายพระพร ชางถากเสียดายต นไมอยู กระทําให ตรงใหบริสุทธิ์ ได
หรือไม?
ร. "หาไม พระผูเปนเจ า ช างถากนําไม ที่ควรเวนออกเสี ย กระทําไม นี้ให ตรงให
บริสุทธิ์อยางเดียว."
ถ. "ขอถวายพระพร พระตถาคตเมื่อเสียดายบริษั ท ไมอาจเพื่อจะยั งสั ตว
ทั้งหลายที่ควรจะตรัสรูใหตรัสรูได, ตองนํ าสัตวทั้งหลายที่ปฏิบัติผิดออกเสียแลว จึงให
สัตวทั้งหลายที่ควรตรัสรูเหลานี้เทานั้ น ตรัสรูได ฉันนั้นนั่นเทียว. ก็ภิกษุทั้ งหลาย
เหลานั้นเปนผู ปฏิบัติผิดแลวยอมตกไป เพราะกรรมที่ตนกระทําแล ว. เปรียบเหมือนตน
กลวย ไมไผ และนางม าอัสดร อันผลเกิดแตตนยอมฆาเสีย ฉั นใด, บุคคลทั้งหลายเหลา
ใดนั้นเป นผูปฏิบัติผิดแลว บุคคลทั้งหลายเหล านั้ นอันกรรมที่ตนกระทําแลว ยอมฆ าเสีย
ตกไป ฉันนั้น. อนึ่ง โจรทั้ งหลาย ยอมถึ งความควักจักษุเสี ย และเสียบด วยหลาว ตัด
ศีรษะเสีย เพราะโทษผิดที่ตนกระทําแลว ฉันใด, บุคคลทั้งหลายเหล าใด ปฏิบัติผิดแลว
บุคคลทั้งหลายเหล านั้ น อั นโทษผิดที่ตนกระทําแลว ยอมฆาเสีย ยอมตกลงจากพระชิน
ศาสนา ฉันนั้ น. โลหิตรอนพลุงขึ้นแลวจากปากของภิกษุ ทั้งหลายประมาณหกสิบเหลา
ใด โลหิตนั้ นของภิกษุทั้ งหลายเหลานั้นจะไดพลุงออกเพราะกิริยาของพระผูมีพระภาค
เจา ก็หาไม จะไดพลุงออกเพราะกิริยาของบุคคลทั้งหลายอื่น ก็ หาไมเลย, โลหิตนั้น
พลุงออกเพราะโทษผิดที่ตนกระทําแล วของตนเองโดยแทแล. เปรียบเหมือนบุรุษ พึ งให
อมฤตแกชนทั้ งปวง, ชนทั้งหลายเหลานั้นกิ นอมฤตนั้นแล วเปนผูไม มีโรค มีอายุ ยืน พึ ง
พนจากจัญไรทั้งปวงได , ลําดับนั้น บุรุษคนใดคนหนึ่งกิ นตอมฤตนั้ น ดวยประพฤติผิด
อยาง จึงถึงความตาย; บุรุษผูใหอมฤตนั้ น พึงถืออกุศลไมใชบุญหนอยหนึ่ ง มีความให
อมฤตนั้ นเปนเหตุหรือไม ขอถวายพระพร"
ร. "หาไม พระผูเปนเจ า."
ถ. "ขอถวายพระพร บุรุษผูใหอมฤตนั้นไม ตองอกุศล ไม ใชบุญ เพราะความให
อมฤตนั้ นเปนเหตุ ฉันใด, พระตถาคตทรงใหอมฤตเป นธรรมทานแกเทพดาและมนุ ษย
ทั้งหลายในโลกธาตุ มีหมื่นหนึ่ งเป นประมาณ, สัตวทั้ งหลายเหลาใดนั้ น เป นภัพพ
บุคคลควรตรัสรู สัตวทั้ งหลายเหลานั้น ย อมตรัสรูดวยอมฤต คือ ธรรม, สวนสัตว
ทั้งหลายเหล าใดนั้น เปนอภั พพะไมควรจะตรัสรู สัตวทั้งหลายเหล านั้ นอันกิริยาของตน
ยอมฆาเสี ยจากอมฤต ยอมตกไป ฉันนั้นนั่ นเที ยวแล."
ร. "พระผูเป นเจานาคเสน ดี ละ พระผูเปนเจานาคเสน ขอวิสัชนาของพระผูเปน
เจา สมอยางนั้ น, ขาพเจายอมรับรองอยางนั้น."

๗. เสฏฐธัมมปญหา ๑๗

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ านาคเสน พระพุ ทธพจนนี้ พระผู มีพระภาค
เจาแมตรัสแลววา 'ดูกอนวาสิฏฐโคตร ธรรมนั่นเที ยวเป นของประเสริฐสุดในชนนั้น
ในทิฏฐธรรม คือ ภพเห็ นประจักษ นี้นั่ นเที ยวดวย ในภพอันสัตวพึ งถึ งในเบื้องหนาพรอม
เฉพาะด วย' ดังนี้ , สวนคฤหั สถเปนอุบาสก เป นโสดาบั น ปดอบายไดแลว มี ทิฏฐิบรรลุ
แลว ทราบแจงศาสนาแลวด วยใจ ยอมไหว ยอมลุกรับภิกษุบาง สามเณรบาง ที่ยั งเปน
ปุถุชน ถาพระผูมีพระภาคเจ าตรัสแลววา 'ดูกอนวาสิฏฐโคตร ธรรมนั่นเทียว เป นของ
ประเสริฐสุดในชนนั้ น ในทิ ฏฐธรรมคือภพเห็ นประจักษนี้ นั่นเทียวด วย ในภาพอั นสัตว
พึงถึ งในเบื้องหน าพรอมเฉพาะด วย' ดังนี้ , ถาอย างนั้น คําที่ว า 'คฤหั สถเปนอุบาสกเปน
โสดาบัน ปดอบายไดแลว มี ทิฏฐิบรรลุแลว รูแจงศาสนาแลวดวยใจ ย อมไหว ยอมลุ ก
รับภิกษุบาง สามเณรบาง ที่ ยังเป นปุถุชน' ดังนี้ นั้ นเปนผิ ด. ถาคฤหัสถเปนอุบาสก เป น
โสดบัน ปดอบายไดแลว มี ทิ ฏฐิบรรลุแลว รูแจงศาสนาดวยใจ ยอมไหว ยอมลุกรับ
ภิกษุบาง สามเณรบาง ที่เป นปุถุชน, ถาอยางนั้ น คําที่ว า 'ดูกอนวาสิ ฏฐโคตรธรรมนั่น
เทียว เป นของประเสริฐสุดในชนนั้ น ทั้งในทิฏฐิธรรมและอภิสัมปรายะ' ดังนี้ แม นั้นก็
เปนผิด. ปญหาแมนี้สองเงื่อน มาถึ งพระผูเปนเจาแล ว, พระผูเปนเจ าพึ งขยายใหแจงชัด
เถิด."
พระเถรเจ าทูลวา "ขอถวายพระพร พระผู มี พระภาคเจา แมทรงภาสิตพระพุทธ
พจน นี้ แก มาณพผูเหล ากอวาสิฏฐโคตรว า 'ดูกอนวาสิ ฏฐโคตร ธรรมนั่นเทียว เป นของ
ประเสริฐสุดในชนนั้ น ทั้งในทิฏฐิธรรมดวย ในอภิสัมปรายะดวย' ดังนี้ , อนึ่ง คฤหัสถเปน
อุบาสกเป นโสดาบัน ปดอบายไดแลว มี ทิ ฏฐิบรรลุแลว รูแจงศาสนาดวยใจยอมไหว
ยอมลุกรับ ภิกษุและสามเณรที่เปนปุ ถุชน ก็แตวา เหตุในปญหานั้นมีอยู, เหตุนั้ น
อยางไร? ธรรมทั้งหลายที่ กระทําใหเปนสมณะของสมณะยี่สิบ เพศทั้งหลายสองดวย
เหลานี้ซึ่ งเปนเหตุใหพระสมณะเปนผูควรไหวและลุกรับและความนับถือและบูชา,
ธรรมทั้งหลายที่กระทําใหเป นสมณะของสมณะยี่สิบ และเพศทั้ งหลายสองอยางไร? คือ
นิยมประเสริฐที่สุด ไดแกความมุ งตอพระนฤพานหนึ่ง นิยมเลิศ คือ นิยมในพระอรหัต
หนึ่ ง ความประพฤติ หนึ่ ง ธรรมเครื่องอยูหนึ่ง ความสํารวมหนึ่ ง ความระวังหนึ่ ง ความ
อดทนหนึ่ ง ความเป นผูยิ นดีในธรรมอันงาม คือ ความเป นผูเรียบรอยหนึ่ ง ความ
ประพฤติในความเป นผูเดียวหนึ่ง ความยิ นดียิ่งในความเปนผูเดียวหนึ่ ง ความหลีกออก
เรนอยูหนึ่ ง หิริโอตตัปปะหนึ่ ง ความเพียรหนึ่ง ความไมประมาทหนึ่ง ความสมาทาน
สิกขาหนึ่ง อุทเทสความเรียนพระบาลีหนึ่ ง ปริปุจฉา ความเรียนอัฏฐกถาและฎีกาหนึ่ง
ความยิ นดียิ่ งในศีลคุณเปนต นหนึ่ง ความเปนผูไมมีอาลั ยหนึ่ง ความเปนผูกระทํา
สิกขาบทใหบริบูรณหนึ่ง, ความทรงผ ากาสาวะไว หนึ่ง ความเป นผูมีศีรษะโลนหนึ่ง;
ธรรมทั้งหลายกระทําใหเป นสมณะของสมณะยี่สิบ และเพศทั้งหลายสองเหล านี้แล.
อุบาสกโสดาบันคิดวา 'ภิกษุมาสมาทานคุณทั้งหลายเหลานี้ ประพฤติอยู, ภิกษุนั้ น
เพราะความที่ ธรรมทั้งหลายเหลานั้น เป นของไมบกพรอง เพราะความที่ธรรมทั้ งหลาย
เหลานั้น เป นของเต็มบริบูรณแลว เพราะความที่ธรรมทั้ งหลายเหลานั้ น เป นของถึ ง
พรอมแลว เพราะความที่ธรรมมาตามพร อมแลว ดวยธรรมทั้งหลายเหลานั้น เธอหยั่ง
ลงสูอเสขภูมิ อรหันตภูมิ , เธอหยั่งลงสูภูมิ อื่นที่ประเสริฐ, เธอมาตามพรอมแลวดวยพระ
อรหัต' จึงควรไหว ควรลุกรับ, อุบาสกโสดาบัน คิดว า "ภิกษุนั้ นเขาถึ งความเป นผูเสมอ
ดวยพระขีณาสพทั้ งหลาย, ความถึ งพรอมนั้นของเราไมมี ' จึงควรไหว ควรลุกรับ ภิกษุที่
เปนปุถุชน, อุบาสกโสดาบั น คิดว า 'ภิกษุ นั้นเข าถึงบริษั ทเลิศ เรามิไดเขาถึงที่นั้ นแล ว'
จึงควรไหว ลุกรับ ภิกษุที่เป นปุถุชน, อุบาสกโสดาบั น คิดวา 'ภิกษุนั้ นย อมไดเพื่อจะฟ ง
ปาฏิโมกขุทเทส เรายอมไมไดเพื่อจะฟ งปาฏิโมกขุทเทสนั้ น' จึงควรไหว ลุกรับ ภิกษุ ที่
เปนปุถุชน, อุบาสกโสดาบั น คิดว า 'ภิกษุ นั้นยังกุลบุตรทั้งหลายอื่นใหบวชใหอุปสมบท
ยังศาสนาของพระพุ ทธเจ าผู ชนะแลวใหเจริญ เรายอมไมไดเพื่อจะกระทํากิจทั้ งสามนั้น'
จึงควรไหวควรลุกรับ ภิกษุที่ เปนปุถุชน, อุบาสกโสดาบั น คิดว า 'ภิกษุ นั้นเป นผูกระทํ า
ใหบริบูรณในสิกขาบททั้งหลายไมมีประมาณ เราไมไดประพฤติในสิ กขาบททั้งหลาย
เหลานั้น' ดังนี้ จึงควรไหว ควรลุกรับ ภิกษุ ที่เปนปุ ถุชน, อุบาสก โสดาบัน คิดว า 'ภิกษุ
นั้นเข าถึงแล วซึ่งเพศแหงสมณะ ตั้งอยูในความประสงคของพระพุทธเจ า เราหลีกไป
แลวสูที่ไกลจากเพศนั้ น' ดังนี้ จึงควรไหว ควรลุกรับ ภิกษุ ที่เปนปุ ถุชน, อุบาสกโสดาบัน
คิดวา 'ภิกษุนั้ นมีขนในรักแรรุงรังแลว มิไดหยอดประดับมีกลิ่นแหงศีลฉาบทาแลว ส วน
เราเปนผู ยินดี ยิ่งในการประเทืองผิ วและประดับ' ดังนี้ จึ งควรไหว ควรลุกรับ ภิกษุ ที่เป น
ปุถุชน, ก็อุบาสกโสดาบั น คิดวา 'ธรรมทั้งหลายที่กระทํ าใหเป นสมณะยี่สิบ และเพศ
เหลานั้นใด ธรรมทั้งหลายแมทั้งปวงเหล านี้ ยอมมีพรอมแกภิกษุ ภิกษุนั้ นนั่ นเทียว ยอม
ทรงธรรมทั้งหลายเหลานั้นไว ยั งกุลบุตรทั้ งหลายแมอื่ นใหศึกษาอยูในธรรมทั้งหลาย
เหลานั้น นิกายเปนที่มา และความยังกุลบุตรใหศึกษานั้นของเราไม มี' ดังนี้ จึ งควรไหว
ควรลุกรับภิกษุที่เป นปุถุชน.
ขอถวายพระพร เออก็ ราชกุมารเรียนวิ ทยาศึกษาธรรมเนียมของกษั ตริยใน
สํานักแหงปุ โรหิต, โดยสมัยอื่น ราชกุมารนั้นไดอภิเษกแลว จึ งควรไหว ควรลุกรับ
อาจารย ดวยความดําริ วา 'ปุโรหิต นี้เปนอาจารยใหศึกษาของเรา" ดังนี้ ฉันใด; อุบาสก
โสดาบัน คิดว า 'ทานผูดํารงวงศ เป นผูยั งกุลบุตรใหศึกษา ดั งนี้ ' จึงควรไหว ควรลุกรับ
ภิกษุที่เป นปุถุ ชน ฉั นนั้ นนั่นเทียวแล. เออก็ บรมบพิตรจงทรงทราบความที่ภูมิของภิกษุ
เปนของใหญ ความที่ภูมิของภิกษุเป นของไพบูลย ไมมีภูมิอื่นเสมอนั้นโดยปริยายนี้ : ถา
อุบาสกโสดาบันกระทําใหแจงซึ่งพระอรหั ต, คติทั้งหลายสองเทานั้น ไมมีคติอื่น ยอมมี
แกอุบาสกผูกระทําใหแจงพระอรหัตนั้น คื อ: อุบาสกผูอรหันตนั้ น พึ งปรินิพพานบาง พึง
เขาไปถึงความเปนภิกษุ บาง ในวั นนั้ นที เดียว; เพราะว าภูมิของภิกษุ นี้ใด ภูมิของภิ กษุ
นั้น เป นบรรพชาไมเขยื้อน เปนของใหญบริสุทธิ์สูงยิ่ง."
ร. "พระผูเป นเจานาคเสน ป ญหาไปแลวโดยญาณ พระผูเปนเจ าผูมีความรูยิ่ ง
มีกําลั งคลี่คลายออกดวยดีแลว, บุคคลอื่นนอกจากท านผูมีความรูเช นพระผูเป นเจ า ไม
อาจเพื่อจะคลี่คลายปญหานี้ ออกใหแจงชัดอยางนี้ไดแล."

๘. ตถาคตอเภชชปริสปญหา ๑๘

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ ากลาวอยูวา 'พระตถาคตมีบริษัทอั นใคร ๆ
ใหแตกไมได ดังนี้ . ก็แหละ พระผูเปนเจากลาวอยูอีกว า 'ภิกษุหารอย พระเทวทัต
ทําลายแลว ประหารอันเดียว' ดังนี้ . ถาพระตถาคตเปนผูมีบริษัทอั นใคร ๆ ทําลายไมได
แลวไซร, ถาอยางนั้ น คําที่ว า 'ภิกษุทั้ งหลายประมาณห ารอย พระเทวทัตทําลายแล ว
ประหารอันเดียว' ดังนี้ นั้ นเปนผิด. ถาภิกษุทั้งหลายประมาณหารอย อันพระเทวทัต
ทําลายแลว ประหารอันเดียวไซร, ถาอย างนั้ น คํ าที่ วา 'พระตถาคตเป นผูมีบริษั ทอันใคร
ๆ ทําลายไมไดดังนี้ แม นั้นเปนผิด. ปญหาแมนี้สองเงื่อน ลึก ใคร ๆ ตั ดสินโดยยากเปน
ขอดวิเศษกว าขอดโดยปกติ มาถึ งพระผูเป นเจาแล ว, ชนหมูนี้อั นอวิ ชชากางกั้ น ปกคลุม
แลว ปดแลว หุมหอแล ว ในปญหานี้ , พระผูเปนเจ าจงแสดงกําลั งแห งปรีชาญาณ
ในปรัปปวาททั้งหลาย ในป ญหานี้เถิด."
พระเถรเจ าทูลวา "ขอถวายพระพร พระตถาคตเปนผูมีบริษัทอันใคร ๆ ทําลาย
ไมได, ก็แหละ ภิกษุทั้ งหลายประมาณห าร อย อันพระเทวทัตทํ าลายแลว ประหารอั น
เดียว. ก็แตวา ความทําลายนั้นดวยกํ าลังแหงเหตุเครื่องทําลาย, ครั้นเมื่อเหตุเครื่อง
ทําลายมีอยู ชื่ อวาของอั นใคร ๆ ทํ าลายไม ไดไมมี. เมื่อเหตุเครื่องทําลายมีอยู แม
มารดายอมแตกจากบุตร แมบุตรยอมแตกจากมารดา แมบิดายอมแตกจากบุตร แม
บุตรยอมแตกจากบิดา แมพี่ นองชายยอมแตกจากพี่ นองหญิ ง แม พี่น องหญิ งยอมแตก
จากพี่ นองชาย แมสหายยอมแตกจากสหาย, แมเรือทั้งลายที่ขนานด วยตนไมตาง ๆ
ยอมแตกดวยกําลังแหงคลื่ นประหาร แมต นไมที่มีผลถึงพรอมแลวดวยรส อันบุคคลพึง
กําหนดดวยน้ํ าผึ้งอั นเรี่ยวแรงมีกํ าลังแหงลมกระทบเฉพาะแลวยอมแตก แมทองคํามี
ชาติยอมแตกดวยโลหะ เออก็ คําที่ว า 'พระตถาคตเปนผูมีบริษัทอั นใคร ๆ ทําลายได
ดังนี้ ไมใชความประสงคของวิญ.ูชนทั้งหลาย ไมใชความนึกนอมของพระพุ ทธเจ า
ทั้งหลาย ไมใชฉันทะของบั ณฑิตทั้งหลาย. เออก็พระตถาคตอันบัณฑิตทั้ งหลายย อม
กลาวสรรเสริ ญวา 'พระองคมีบริษัทอันใครทําลายไมได' ดังนี้ ดวยเหตุใด เหตุ นั้น ใน
ความกล าวสรรเสริญนั้นมีอยู, เหตุในความกลาวสรรเสริญนั้นอย างไร? คือใครไมเคยได
ยินไดฟ งมาวา 'เมื่อพระตถาคตยังเปนพระโพธิสัตว ทรงประพฤติจริยาในภพใดภพหนึ่ง
ดวยการหยิบฉวยทรั พยของใคร ๆ อันพระองคไดกระทําแลวหรือ หรือดวยการเจรจา
วาจาที่ไม นารั ก หรือดวยความประพฤติสิ่ งที่ไมเป นประโยชนแกตนและผูอื่น หรือดวย
ความเป นผูไม มีตนเสมอ บริษัทของพระองคแตกแลว' ดังนี้เลย, เพราะเหตุนั้ นบัณฑิต
ทั้งหลายจึงกล าวสรรเสริญว า 'พระตถาคตเปนผูมีบริษั ทอันใคร ๆ ทํ าลายไมได. 'เหตุ นี้
แมบรมบพิตรพึงทรงทราบว า 'เหตุอันหนึ่ งมาแลวโดยสูตรมีอยูในพุ ทธพจน มีองคเก า
ประการว า 'บริษัทของพระตถาคตแตกแลว เพราะเหตุชื่ อนี้ อั นพระองคยังเป นโพธิสั ตว
กระทําแล ว."
ร. "หาไม พระผูเปนเจ า ก็ เหตุนั้น มิไดปรากฏในโลก แม อันขาพเจาก็ไมไดยิน,
ดีละ พระผูเป นเจานาคเสน ขอวิสัชนาของพระผูเปนเจาสมอยางนั้ น, ขาพเจ ายอม
รับรองอยางนั้ น."

๙. อซานโตปาปกรณอปุญญปญหา ๑๙

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ านาคเสน พระผูเปนเจ ากลาวอยู วา 'ผูใดไม
รูกระทําปาณาติบาต ผู นั้นยั งอกุศลมีกํ าลังกลาใหเกิด' ดังนี้ . สวนพระผู มีพระภาคเจ า
ตรัสแลวในวินั ยบัญญัติอีกว า 'ความไมมีอาบัติแกภิกษุผู ไมรู' ดังนี้ . ถาวาบุคคลไมรูแลว
กระทําปาณาติบาต ยั งอกุศลมีกําลั งกลาใหเกิด, ถาอยางนั้ น คํ าที่ วา 'ความไมมีอาบัติ
แกภิกษุผูไมรู, ดังนี้ นั้นเป นผิด. ถาว าความไมมีอาบัติแกภิกษุผูไมรู, ถาอย างนั้น คํ า
ที่ว า 'บุคคลไมรูแลว กระทํ าปาณาติบาตยั งอกุศลมีกํ าลังกลาใหเกิด' ดังนี้ แมนั้ นก็ผิด.
ปญหาแม นี้สองเงื่อนอันบุคคลขามยาก ก าวลวงยาก มาถึงพระผูเป นเจาแลว, ปญหา
นั้นพระผูเป นเจาพึ งขยายให แจงชัดเถิด."
พระเถรเจ าทูลวา "ขอถวายพระพร พระผู มี พระภาคเจาแมไดทรงภาสิตพระ
พุทธพจนนี้ วา 'บุคคลใดไมรู กระทําปาณาติบาต บุคคลนั้นยอมยั งอกุ ศลมีกําลังกล าให
เกิด,' ก็แมในวิ นัยบัญญัติ พระองคตรัสแลววา 'ความไม มีอาบัติแกภิกษุผูไมรู' ดังนี้อีก,
เนื้อความพิเศษในพระพุ ทธพจน นั้ นมีอยู , เนื้อความพิเศษเปนไฉน? เนื้ อความพิเศษ คือ
อาบัติที่เป น สั ญญาวิโมกข พนดวยสัญญาก็มี ;ที่เปนโนสัญญาวิโมกขไมพนดวย
สัญญาก็มี อาบัตินี้ใด ที่เป นสัญญาวิโมกข พระผูมี พระภาค ทรงปรารภอาบัตินั้ น ตรัส
แลวา 'ความไมมีอาบัติแกภิ กษุผูไมรู' ดังนี้ ขอถวายพระพร."
ร. "ดีละ พระผู เปนเจ านาคเสน ขอวิสัชนาของพระผูเป นเจานี้ สมอย างนั้น,
ขาพเจ ายอมรั บรองอยางนั้ น."

๑๐. ภิกขุคณอเปกขภาวป ญหา ๒๐

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ านาคเสน แม พระพุ ทธพจน นี้ พระผู มีพระ
ภาคเจาไดทรงภาสิตแลวว า 'ความดําริอย างนี้ว า 'เราจะบริหารภิกษุสงฆหรือ หรือว า
ภิกษุสงฆมีตั วเราเปนที่พํ านั ก' ดังนี้ มิไดมีแดพระตถาคตเลย' ดังนี้ . ก็เมื่อพระผูมี พระ
ภาคเจาทรงแสดงคุณตามที่ เปนจริง ของพระผูมีพระภาคทรงพระนามว า เมตไตรย ได
ตรัสแลวอยางนี้ว า 'พระผูมี พระภาคทรงพระนามวา เมตไตรย นั้น จักบริหารภิกษุสงฆ
มิใชพันเดียว เหมือนเราผูตถาคตบริหารภิกษุสงฆ มิใชรอยเดียวอยูในกาลนี้ แมฉั นนั้ น'
ดังนี้ . ถาว าพระผูมีภาคไดตรัสแลววา 'ดูกอนอานนท ความดําริอยางนี้ ว า 'เราจะบริหาร
ภิกษุสงฆ หรือ หรือวาภิกษุสงฆมีตัวเราเป นที่ พํานัก' ดังนี้ มิไดมีแดพระตถาคตเลย'
ดังนี้ , ถาอยางนั้น คําที่ว า 'เราบริหารภิกษุ สงฆมิใชรอยเดียว' ดังนี้ นั้ นเปนผิด. ถาวา
พระตถาคตตรัสแลวา 'เหมื อนเราผูตถาคตบริหารภิกษุ สงฆมิใชรอยเดียวอยูในกาลนี้
แมฉันนั้ น,' ถาอยางนั้ น คําที่ วา 'ดูกอนอานนท ความดําริ วา 'เราจะบริ หารภิกษุสงฆ
หรือ หรือวาภิ กษุสงฆ มีตัวเราเปนที่พํ านัก' ดังนี้ มิไดมีแดพระตถาคตเลย' ดังนี้ แม นั้ นก็
ผิด. ปญหาแม นี้สองเงื่อน มาถึงพระผูเป นเจาแลว ปญหานั้ นพระผูเป นเจา พึงแกไขให
แจมแจงเถิด."
พระเถรเจ าทูลวา "ขอถวายพระพร พระผู มี พระภาค แมไดทรงภาสิตพระพุทธ
พจน นี้ว า 'ดูก อนอานนท ความดําริว า 'เราจะบริหารภิกษุสงฆดังนี้ หรือ หรือว าภิกษุ
สงฆมีตัวเราเปนที่ พํานัก'ดังนี้ อย างนี้มิได มีแดพระตถาคตเลย' ดังนี้ . เมื่อพระองค ทรง
แสดงคุณตามที่เปนจริงของพระผูมีพระภาคเจาแม ทรงพระนามว า เมตไตรย ไดตรัส
แลววา 'พระผูมีพระภาคเจ าทรงพระนามว า เมตไตรยนั้ น จักบริหารภิกษุสงฆมิใช พัน
เดียว เหมือนเราบริหารภิกษุ สงฆมิใชรอยเดียวอยูในกาลนี้ แมฉั นนั้ น' ดังนี้ . ก็ในปญหา
นี้ เนื้อความหนึ่งเป นสาวเสส มีสวนเหลือเนื้อความหนึ่งเปนนิรวเสสไม มีสวนเหลือ. พระ
ตถาคตเจามิไดทรงดําเนินตามบริษั ท. สวนบริษัทดํ าเนิ นโดยเสด็จพระตถาคตเจา. แม
วาจาว าเรา ว าของเรา นี้เป นแตสมมติ พระโองการตินี้ มิใชปรมัตถ . ความรักของพระ
ตถาคตเจาปราศจากไปแลว ความเยื่อใยปราศจากไปแลว และความถือวาของเรา
ยอมไมมีแดพระตถาคต, ก็แตวาความอาศั ยยึดเหนี่ยวยอมมี . อุปมาเหมือนแผนดิ นเปน
ที่อาศัยตั้ งอยู ของสัตวทั้ งหลายที่ตั้ งอยูในพื้น สัตว ทั้งหลายเหลานี้ เป นผูตั้งอยูใน
แผนดินโดยแท , แตวา ความเพงวา 'สัตวทั้งหลายเหล านี้ ของเรา' ดังนี้ ยอมไมมีแก
แผนดินใหญ ฉันใด; พระตถาคตเจาเป นที่ พึ่งอาศั ยของสั ตวทั้งหลายทั้ งปวง สัตว
ทั้งหลายเหล านี้ พึ่งพระตถาคตโดยแท, ก็ แตวา ความเพงวา 'สัตวทั้งหลายเหล านี้ ของ
เรา' ยอมไมมี แดพระตถาคตเลย ฉันนั้ น.
อีกอยางหนึ่ง เปรียบเหมือนมหาเมฆใหญ เมื่อยังฝนใหตกเฉพาะกาล ยอมให
ความเจริญแก หญา และต นไม และสัตวของเลี้ยง และมนุ ษยทั้ งหลาย ย อมตามเลี้ยงไว
ซึ่งสันตติ , ก็สัตวทั้งหลายทั้ งปวงเหลานั้ น เปนผูอาศัยฝนเปนอยู , ก็แตวา ความเพงวา
'สัตวทั้ งหลายเหลานั้น ของเรา' ดังนี้ ยอมไมมีแกมหาเมฆ ฉันใด; พระตถาคตยังกุศล
ธรรมใหเกิดแกสัตวทั้ งปวง ยอมตามรักษาสัตวทั้ งปวงไว, ก็สัตว ทั้งหลายทั้ งปวง
เหลานั้น เป นผูอาศัยพระศาสดาเป นอยู , แตวา ความเพงวา 'สัตวทั้งปวงเหลานี้ ของ
เรา' ยอมไมมี แดพระตถาคต ฉันนั้ น; ซึ่งเปนดังนั้นเพราะเหตุไร? ซึ่งเป นดังนั้นเพราะ
ความที่ทิฏฐิไปตามซึ่งตนพระตถาคตละเสียไดแลว."
ร. "ดีละ พระผู เปนเจ านาคเสน ปญหาพระผูเปนเจ าคลี่คลายออกไดแลวดวย
เหตุทั้ งหลายต าง ๆ, ปญหาลึ กพระผูเป นเจ ามากระทํ าให ตื้นไดแลว, ขอดพระผูเปนเจ า
ทําลายไดแลว, ชัฏพระผูเปนเจากระทําไมใหเปนชัฏแลว, มืดกระทํ าใหเปนแสงสว าง
แลว, ปรัปปวาททั้ งหลายพระผูเปนเจ าหั กเสียแลว, จักษุของชินบุตรทั้ งหลายอั นพระผู
เปนเจ าใหเกิดขึ้นไดแลว."

วรรคที่สาม
๑. วัตถคุยหทั สสนปญหา ๒๑

พระราชาตรัสถามวา "พระผู เปนเจ านาคเสน พระตถาคตแมทรงภาสิตพระ
พุทธพจนนี้ วา 'ความสํ ารวมระวังด วยกาย ความระวังดวยวาจา ความระวังดวยใจ เปน
ของดีละอยาง ๆ ความระวั งในที่ ทั้งปวง เป นของดีกระทําประโยชนใหสํ าเร็จได' ดังนี้.
และพระตถาคตเจาเสด็จนั่ งในทามกลางบริษัทสี่ ทรงแสดงอวัยวะที่ จะพึงซอนในผาตั้ง
ลงแลวในฝ กแกพราหมณชื่อ เสละ ตอหน าแหงเทพดามนุษย ทั้งหลาย. ถาวาพระผูมี
พระภาคเจาตรัสแลววา 'ความระวั งดวยกายเป นของดี ' ดังนี้ , ถาอยางนั้น คําที่ว า
'พระองคแสดงอวัยวะที่จะพึ งซอนในผาตั้ งลงแลวในฝ กแกเสลพราหมณนั้นเป นผิด. ถา
วาพระตถาคตทรงแสดงอวั ยวะที่จะพึ งซอนในผ าตั้งลงแลวในฝกแก เสลพราหมณ , ถ า
อยางนั้ น คําที่ วา 'ความระวั งดวยกายเปนของดี' ดังนี้ แมนั้นก็ผิด. ปญหาแม นี้สองเงื่อน
มาถึ งพระผูเป นเจาแล ว พระผูเปนเจ าพึ งขยายใหแจงชัดเถิด."
พระเถรเจ าทูลวา "ขอถวายพระพร พระผู มี พระภาคเจาแมตรัสพระพุ ทธพจนนี้
แลว 'ความระวังดวยกายเป นของดี ' ดังนี้ . และทรงแสดงอวัยวะที่จะพึ งซอนในผ าตั้งลง
แลวในฝกแกเสล พราหมณ .
ขอถวายพระพร ความสงสั ยในพระตถาคตเกิดขึ้นแลวแกบุคคลใด พระผูมีพระ
ภาคเจาทรงแสดงพระกายมีสวนเปรียบด วยอวั ยวะนั้ น ดวยฤทธิ์ เพื่อจะยังบุคคลนั้ นให
รู, บุคคลนั้นเทานั้น ยอมเห็ นปาฏิหาริย นั้ น."
ร. "พระผูเป นเจานาคเสน ใครเลาจักเชื่อปาฏิหาริยนั้ น บุคคลไปในบริษัท ยอม
เห็นอวัยวะที่ จะพึงซอนนั้นแตผูเดียว ดวยปาฏิหารยไรเลา, คนทั้ งหลายนอกนั้ นมีในที่
นั่นเทียว ไมได เห็น. เชิญพระผูเปนเจ าอางเหตุในขอนั้ น ยั งขาพเจาใหหมายรูดวยเหตุ
เถิด."
ถ. "ขอถวายพระพร บรมบพิ ตรเคยทอดพระเนตรบางแลวหรือบุรุษมี พยาธิบาง
คน พรั กพรอมดวยญาติและมิตรมาแวดล อมอยูรอบขาง?"
ร. "เคยเห็ น พระผูเปนเจ า."
ถ. "ขอถวายพระพร บุรุษเสวยทุกข รูสึ กเจ็ บโดยเวทนาใด บริษัทหรือญาติและ
มิตรเห็นเวทนานั้ นบางหรือ?"
ร. "หาไม พระผูเปนเจ า บุรุษนั้น ยอมเสวยทุกข รูสึกเจ็บปวดแตตนผูเดียว."
ถ. "ขอถวายพระพร ความสงสัยเกิดขึ้ นแลวแกบุคคลใด พระตถาคตทรงแสดง
พระกายมีสวนเปรียบดวยอวัยวะ ที่จะพึงวอนให ลับในผา ดวยฤทธิ์ของพระองค เพื่ อยัง
บุคคลนั้นใหรู แตผูเดียว. บุคคลนั้นผูเดียวเห็นปาฏิหาริย นั้น ฉันนั้ น ขอถวายพระพร.
อีกนัยหนึ่ ง ภูตสิงบุรุษคนใดคนหนึ่ง, บริษัทนอกนั้ น ยอมเห็ นความมาของภูต
นั้นบ างหรือ?"
ร. "หามิได บุรุษที่กระสับกระสายอยู เท านั้ น ยอมเห็ นความมาของภูตนั้น."
ถ. "ขอถวายพระพร บริษั ทนอกนั้น ยอมไมเห็นความมาของภูตนั้น บุรุษที่
กระสับกระสายอยูเท านั้ น ย อมเห็ นความมาของภูตนั้ นฉันใด, ความสงสัยในพระ
ตถาคตเกิดขึ้นแลวแกบุคคลใด บุคคลนั้นผู เดียว ยอมเห็นปาฏิหาริยแต ผูเดียว ฉั นนั้ น."
ร. "พระผูเป นเจา นาคเสน กิ จที่บุคคลจะพึ งกระทํ าโดยยาก พระผูมี พระภาค
เจา เมื่อทรงแสดงปาฏิหาริยที่ใคร ๆ จะพึ งแสดงแมแก บุคคลผูเดียวในท ามกลางบริษัท
ใหเห็ นแตผูเดียวไมไดนั้น ทรงกระทํ าไดแลว."
ถ. "ขอถวายพระพร พระผู มี พระภาคเจาซึ่ งจะไดทรงแสดงอวัยวะที่ จะพึงซอน
แลวนั้นหามิไดล ก็แตวา พระองคทรงแสดงพระฉายดวยฤทธิ์ ."
ร. "เสล พราหมณไดเห็นอวั ยวะที่จะพึงซอนอันใดแลว จึ งสันนิษฐานเข าใจแน
ได เมื่อบุคคลไดเห็นพระฉาย ก็ไดชื่อวาเห็ นอวัยวะที่จะพึ งซอนนั้ นทีเดียวนะ พระผู เป น
เจา."
ถ. "ขอถวายพระพร พระตถาคตทรงกระทํ าแมซึ่งกรรมอันบุคคลกระทํ าไดโดย
ยาก เพื่อจะยั งสัตวทั้ งหลายที่ควรจะตรัสรูใหตรัสรู ถาวาพระตถาคตพึ งกระทํ ากิจที่จะ
พึงกระทํ าใหเสื่อมไปเสีย, สัตวทั้งหลายที่ ควรตรัสรูได จะไมพึงตรัสรู พระตถาคตผูรู ซึ่ง
อุบายอันบุคคลพึงประกอบเพื่อจะยั งสัตว ทั้งหลายที่ควรตรัสรูใหตรัสรู เพราะเหตุใด,
เพราะเหตุนั้ น สัตวทั้งหลายที่ควรจะตรัสรู ยอมตรัสรูไดดวยอุบายอั นจะพึงประกอบใด
ๆ พระตถาคตยังสัตว ที่ควรตรัสรูทั้งหลายใหตรัสรูดวยอุบายที่ จะพึ งประกอบนั้ น ๆ.
ขอถวายพระพร เหมือนหมอผูฉลาด เมื่อจะเยียวยารักษาคนไขครั้นไปดูคนไข
เห็นแจ งประจั กษแลวก็ วางยา โรคควรจะสํ ารอกออกเสีย ก็ใหสํารอกเสี ย โรคควรถาย
ยา ก็ใหถ ายเสี ย โรคควรจะชโลมยา ทายา ก็ใหชโลมยา ทายาเสีย โดยที่ควรจะรมก็รม
เสีย รักษาดวยยานั้น ๆ เอาความหายโรคเปนประมาณ ฉันใด; สัตวทั้ งหลายที่ควรตรั สรู
จะตรัสรูไดดวยอุบายที่จะพึ งประกอบใด ๆ พระตถาคตก็ใหตรัสรูดวยอุบายที่ จะพึ ง
ประกอบนั้ น ๆ ฉันนั้นนั่ นเที ยวแล ขอถวายพระพร.
อีกนัยหนึ่ ง สตรีที่มีครรภหลงแลวยอมแสดงอวัยวะที่ควรซอนไมควรแสดงให
ใครเห็น แก หมอผดุงครรภ ฉันใด, พระตถาคตทรงแสดงพระฉายที่ไมควรแสดงใหใคร
เห็น ควรจะซอนไว ด วยฤทธิ์เพื่อจะยั งสัตว ทั้งหลายที่ควรจะตรัสรูใหตรัสรู ฉันนั้ นนั่น
เทียวแล. อาศัยยึดบุคคล โอกาสชื่อเป นของไมควรแสดง ยอมไมมี . ถาว าใคร ๆ พึ งเห็ น
พระหฤทัยของพระผูมี พระภาคเจาแลวจึ งตรัสรูได, พระผูมีพระภาคเจ าพึ งทรงแสดง
พระหฤทัยแม แกบุคคลนั้น ดวยอุบายที่จะพึงประกอบ. พระตถาคตเปนผูรูอุบายที่ จะพึง
ประกอบ และฉลาดในเทศนาพระตถาคตทรงทราบอัธยาศัยของพระเถรชื่อ
นันทะ นํ าพระนันทเถระนั้ นไปสูพิภพของเทพดา แลวทรงแสดงนางเทพกัญญา ดวย
ทรงพระดํ าริว า 'กุลบุตรนี้จั กตรัสรูไดดวยอุบายเครื่องประกอบนี้ ' ดังนี้, กุลบุตรนั้นก็ ตรัส
รูแลวดวยอุบายเครื่องประกอบนั้นไมใช หรื อ?
ขอถวายพระพร พระตถาคตดูหมิ่นติเตียนสุภนิมิตโดยปริยายมิใชอั นเดียว
เกลียดสุภนิมิ ต ทรงแสดงนางเทพอัปสรทั้ งหลายมีสีเทาดังสีเท านกพิลาบ เพราะความ
ตรัสรูของทานเปนเหตุ, พระ นันทเถระตรัสรูดวยอุบายนั้ น ดังนี้แล, พระตถาคตเปนผูรู
อุบายเครื่องประกอบเปนผูฉลาดในเทศนา ดวยอุบายอย างนี้บาง ขอถวายพระพร.
คําที่จะพึงกล าวยั งมีอีก พระตถาคต เมื่อพระเถระจู ฬป นถกอั น พระเถระผู
พี่ชายฉุดออกเสียจากวิหาร เกิดทุกขโทมนั ส พระองคเสด็จเขาไปใกลแลว ประทานทอน
ผาอันละเอี ยดใหแลว ดวยหวังพระหฤทัยว า "กุลบุตรนี้จั กตรัสรูดวยทอนผานี้ 'ดังนี้ ,
กุลบุตรนั้นก็ถึ งความเปนผู ชํ านาญในพระชินศาสนา ดวยเหตุนั้ น. พระตถาคตเปนผูรู
อุบายเครื่องประกอบ เป นผู ฉลาดในเทศนาดวยอุบายอยางนี้บ าง.
คําที่จะพึงกล าวยั งมีอีก พระตถาคต เมื่อพราหมณโมฆราชมาทูลถามปญหา
ถึงสามครั้ง พระองคมิไดทรงพยากรณดวยความดํ าริวา 'มานะของกุลบุตรนี้จักระงับไป
ดวยอุบายอย างนี้ , ความตรัสรูจักมีเพราะความที่มานะระงับไป' ดังนี้ , มานะของ
กุลบุตรนั้นก็ระงับไปแลว ด วยเหตุนั้ น, เพราะความที่มานะระงั บไป พราหมณ นั้นถึงแลว
ซึ่งความเป นผู ชํานาญในอภิ ญญา หกประการ. พระตถาคตเปนผูรูอุบายเครื่องประกอบ
เปนผูฉลาดในเทศนาดวยอุบายอย างนี้บาง ดังนี้ ."
ร. "ดีละ พระผู เปนเจ านาคเสน ปญหาพระผูเปนเจ าแกไขดวยดีแลวดวยเหตุ
ทั้งหลายมากหลายประการ, ชัฏพระผูเปนเจากระทําไมใหเปนชัฏแลว, มืดกระทํ าให
เปนแสงสวางแลว, ขอดทําลายแลวปรัปปวาททั้