P. 1
Wind Presentation

Wind Presentation

|Views: 53|Likes:
Published by Mai Kawayapanik

More info:

Published by: Mai Kawayapanik on Jul 31, 2012
Copyright:Attribution Non-commercial

Availability:

Read on Scribd mobile: iPhone, iPad and Android.
download as PDF, TXT or read online from Scribd
See more
See less

11/17/2014

pdf

text

original

นคร ภูวโรดม

ภาควิ ชาวิศวกรรมโยธา
คณะวิศวกรรมศาสตร
มหาวิ ทยาลั ยธรรมศาสตร
การคํานวณแรงลมและการตอบสนองของอาคาร
ตามมาตรฐาน มยผ.1311-50
การคํานวณแรงลมสําหรั บการออกแบบอาคาร
กฎกระทรวงฉบับที่ 6
ในการคํานวณออกแบบโครงสร างอาคาร ให คํานึงถึงแรงลมดวย หาก
จําเปนตองคํานวณ และไมมี เอกสารที่รับรองโดยสถาบั นที่ เชื่ อถื อไดให ใช
หนวยแรงลม ดังแสดงไวในกฎกระทรวง ฯ
มาตรฐานการคํานวณหนวยแรงลมและการตอบสนองของอาคาร
(มยผ. 1311 – 50)
เนื้อหาของการนํ าเสนอ
ทฤษฎีพื้นฐานสําหรับผลของแรงลมตอโครงสราง
การออกแบบอาคารตานทานแรงลม
กฎกระทรวงฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2527)
มาตรฐานการคํานวณแรงลมสําหรบการออกแบบอาคาร โดย วสท. (พ.ศ. 2546)
มาตรฐานการคํานวณแรงลมและการตอบสนองของอาคาร โดย กรมโยธาธิการและผัง
เมือง (พ.ศ. 2550)
มาตรฐานการคํานวณแรงลมและการตอบสนองของอาคาร
รายละเอียดและการใชมาตรฐาน
ตัวอยางการคํานวณ
การคํ านวณแรงลมสํ าหรับปายโฆษณา
การคํ านวณแรงลมสํ าหรับอาคารสูง
การคํ านวณแรงลมสํ าหรับอาคารโรงงาน
Facultyof Engineering
Thammasat University
Facultyof Engineering
Thammasat University
ทฤษฎีพื้นฐานสําหรับผลของแรงลมต อโครงสราง
หลักพลศาสตรโครงสรางที่สําคัญ
Facultyof Engineering
Thammasat University
ระบบโครงสรางอยางงาย
Single-Degree-of-Freedom
Mass, m
Stiffness, k
Damping, c
คาบธรรมชาติ (Natural Period)
ความถี่ธรรมชาติ (Natural Frequency)
m
k
f
π 2
1
=
k
m
T π 2 =
หรือ
m
k
= ω
คือจังหวะของการสั่นไหวของโครงสรางตามธรรมชาติ
อัตราสวนความหนวง (Damping Ratio)
ω
ξ
m
c
2
=
คือความสามารถในการสลายพลังงานจากการสั่นไหวของโครงสราง
ทั่วไปมีคา 0.01-0.05
องค ประกอบของระบบพลวัต
1 2 3 4 5
(a)
u
0
u
t
1
2
3
4
5
(b)
คาบธรรมชาติ (Natural Period)
ความถี่ธรรมชาติ (Natural Frequency)
ω
π 2
= T
π
ω
2
1
= =
T
f
θ ρ ,
ρ
Natural Frequency and Natural Period
Natural Frequency Natural Period
m
k
f
π 2
1
=
f
T
1
=
โครงสราง Rigid
ความถี่สูงหรือคาบสั้น
โครงสราง Flexible
ความถี่ต่ํ าหรือคาบยาว
ลักษณะของความเร็ วลม
u(t)
t
) (t u′
u
σ
Mean
Fluctuation
) ( ) ( t u U t u ′ + =
U
=การแปรปรวนของลม (Wind Turbulence)
u
σ
Turbulence Intensity: อธิบายพลังงานของสวนการแปรปรวนของลม
Turbulence length scale: อธิบายขนาดโดยเฉลี่ยของการแปรปรวนของลม
U
I
u
u
σ
=
Facultyof Engineering
Thammasat University
คุณลักษณะของลม
ความเร็วลมเฉลี่ย (Mean wind speed)
ความปนปวน (Turbulence)
แนวการเปลี่ยนแปลงของความเร็วลมเฉลี่ย (Profile of mean wind speed)
Suburban City
Height
Open terrain
z
α








=
ref
ref
z
z
U U
Exposure A Exposure B Exposure C
ภูมิประเทศแบบ A ภูมิประเทศแบบ B ภูมิประเทศแบบ C
D D
AC U F
2
2
1
ρ =
L L
AC U F
2
2
1
ρ =
M
ABC U M
2
2
1
ρ =
(ข)
(ค)
Wind
F
D
F
L
M
Drag force (Along wind)
Lift force (Across wind)
Torsion
Facultyof Engineering
Thammasat University
q
แรงลมที่กระทําตอโครงสราง
A is area
B is width
C are constant
U
W
i
n
d
W
i
n
d
Point pressures on
low-rise structures
( ) A U
F
C
p
2
5 . 0 ρ
=
คา + แทนแรงดัน (Pressure)
คา - แทนแรงดูด (Suction)
Point pressures on
high-rise structures
( ) A U
F
C
p
2
5 . 0 ρ
=
คา + แทนแรงดัน (Pressure)
คา - แทนแรงดูด (Suction)
Low-risebuilding
Wind
แรงดันลมภายนอกอาคารที่ผันผวนตามเวลา
และแนวทางการประมาณคาในการออกแบบ
แรงลมที่ผันผวนที่กระทํากับผนังภายนอก
โครงสรางรองและโครงสรางหลักของ
อาคารเตี้ย
(Davenport et al. 1978)
Wind P
i
> 0 Wind P
i
= 0
Wind P
i
< 0 Wind P
i
= +
ความดันลมภายใน (Internal Pressure, P
i
)
P
P
net
= P + P
i
(พิจารณาเครื่ องหมายตามทิศทางด วย)
ลักษณะของผลตอบสนอง: อาคารสู ง
Along-wind response
เกิดจากคาเฉลี่ยของ Drag force รวมกับผลจากความแปรปรวนของลม
มีลักษณะเปน Random (Buffeting)
Across-wind response
แรงเกิดจาก Wake เมื่อลมพัดผานโครงสราง
ปญหาการสั่นแบบ Vortex excitation
ปญหาการสั่นแบบ Galloping
Torsional response
เกิดจาก Aerodynamic moment
เกิดจากการเยื้องตําแหนงของจุดศูนยกลางมวลกับจุดศูนย กลางความแข็งแกรง
Facultyof Engineering
Thammasat University
ลักษณะของแรงลมและผลกระทบตอโครงสราง
Facultyof Engineering
Thammasat University
Facultyof Engineering
Thammasat University
Wind-Induced Response: Along-Wind
(a) Along-wind force
(b) Response of structure with high f
: Small vibratory component
(or small resonant)
(c) Response of structure with low f
: Significant resonant
Expected Maximum Response of Structure
โดยทฤษฎีของ Random Vibration
คาสูงสุดของผลตอบสนองที่ เกิ ดขึ้น
สามารถหาไดจาก
X(t)
t
X
) (t x′
X
σ
max
X
max
X
X p
g X X σ + =
max
p
g =Peak Factor
มีคาประมาณ 3.5-4.0
โดยคาขึ้นอยูกับชวงเวลาที่พิจารณา T และชวงความถี่ของผลตอบสนอง
Davenport (1964):
) ( log 2
577 . 0
) ( log 2
vT
vT g
e
e p
+ =
ν
Gust Response Factor, G
X p
g X X σ + =
max
X
g
X
X
G
X
p
σ
+ = = 1
max
Gust Response Factor:
Wind Resistant Design Standards
Facultyof Engineering
Thammasat University
คาประกอบเนื่องจากการกระโชกของลม (มยผ. 1311 – 50)








+ =
μ
σ
p g
g C 1








+ =
β μ
σ sF
B
C
K
eH

Root-mean-square
loading effect
Mean loading effect
สัมประสิทธิ์ที่มีคาแปร
เปลี่ยนไปตามความขรุขระ
ของสภาพภูมิประเทศ
คาประกอบ
เนื่องจากสภาพ
ภูมิประเทศ
Background turbulence factor
Resonance factor
Facultyof Engineering
Thammasat University
หนวยแรงลมสําหรับการออกแบบ (p)
Facultyof Engineering
Thammasat University
f g e
C C qC p =
หนวยแรงลม
เนื่องจากความเร็ว
คาประกอบเนื่องจาก
สภาพภู มิประเทศ
คาประกอบเนื่องจากผล
การกระโชกของลม
คาสัมประสิทธิ์
ของแรงลม
e g f
C C C U p






=
2
2
1
ρ
Mean pressure
Max pressure
Max pressure at height
Facultyof Engineering
Thammasat University
Wind-Induced Response: Across-Wind
New concept for Gust Response Factor
M
M σ
p
g M + =
max
Peak base moment
of building
Mean base moment Peak factor
RMS of fluctuation
of base moment
M
σ
คํานวณจากพื้ นที่ใต กราฟของ PSD ของ Base Moment of Building
PSD ของ Base Moment ไดจาก PSD ของ Aerodynamic Base Moment
และ คุณสมบัติเชิงพลศาสตรของอาคาร
PSD ของ Aerodynamic Base Moment ได จากการทดสอบในอุโมงคลม
Facultyof Engineering
Thammasat University
Facultyof Engineering
Thammasat University
การออกแบบอาคารตานทานแรงลม
50
80
120
160
(1) สวนของอาคารที่สูงไมเกิน 10 เมตร
(2) สวนของอาคารที่สูงเกิน 10 เมตร แตไมเกิน 20 เมตร
(3) สวนของอาคารที่สูงเกิน 20 เมตร แตไมเกิน 40 เมตร
(4) สวนของอาคารที่สูงเกิน 40 เมตร
หนวยแรงลม
(กิโลกรัมตอตารางเมตร)
ความสู งของโครงสราง
ดร. เป นหนึ่ง วานิ ชชั ย รวบรวมขอมูลจากสถานีตรวจวัดอากาศของกรมอุตุนิยมวิ ทยา คํานวณเป น
แรงที่อาจเกิดขึ้นตอโครงสรางปายพบวา หนวยแรงลมสูงสุดมีคา 107-193 กิโลกรัมตอตารางเมตร
กฎกระทรวงฉบับที่ 6 พ.ศ.(2527)
ขอ ๑๗ ในการคํานวณออกแบบโครงสรางอาคาร ให คํานึงถึงแรงลมดวย หากจํ าเปนตอง
คํานวณ และไมมีเอกสารที่รับรองโดยสถาบันที่ เชื่อถื อได ใหใช หนวยแรงลม ดังตอไปนี้
กฎกระทรวงฉบับที่ 6 พ.ศ.(2527)
ความเร็วลมที่แตกตางกันในแตละพื้นที่
สภาพภูมิประเทศที่มี ผลตอความเร็ วลม
คุณสมบัติ เชิงพลศาสตร ของอาคาร
รูปทรงและลักษณะทางกายภาพของอาคาร
อิทธิ พลจากพายุไตฝุน
แรงดั นลมหรือแรงดูดที่ เฉพาะตําแหนงบนอาคาร สํ าหรับการออกแบบ
ผนังและกระจกรอบอาคาร
กฎกระทรวงฉบับนี้ ไมไดคํานึงถึง
Facultyof Engineering
Thammasat University
EIT standard 1018-46 (2003)
Wind load calculation for buildings
Engineering Institute of Thailand
Facultyof Engineering
Thammasat University
มาตรฐานการคํานวณแรงลมสํ าหรั บการออกแบบอาคาร
วิศวกรรมสถานแหงประเทศไทย พ.ศ. 2546
p g e
C C qC P =
หนวยแรงลม
สถิตเทียบเทา
หนวยแรงลม
อางอิงเนื่องจาก
ความเร็วลม
คาประกอบ
เนื่องจากสภาพ
ภูมิประเทศ
คาประกอบ
เนื่องจากการ
กระโชกของลม
คาสัมประสิทธิ์
ของหนวย
แรงลม
ขอจํากัดในการใชมาตรฐาน คาที่คํานวณไดเป นคาที่กําหนดไวในขั้นต่ําสุด และใชในการ
ออกแบบอาคารที่มีรูปทรงปกติ แตไมครอบคลุมถึงการออกแบบอาคารที่มีลักษณะพิเศษ หรือ
โครงสรางอื่นๆที่อาจมีผลตอบสนองตอลมรุนแรงมากกวาปกติ
(based on the details from the National Building Code of Canada 1995)
มาตรฐานการคํานวณหนวยแรงลม
และการตอบสนองของอาคาร
มยผ. 1311 - 50
กรมโยธาธิ การและผังเมือง
กระทรวงมหาดไทย
(พ.ศ. 2550)
Facultyof Engineering
Thammasat University
โครงการการวิเคราะหหน วยแรงลมที่เกิดขึ้นในสวนตาง ๆ ของอาคาร
ตามสภาพแวดลอม เพื่อปรับปรุงกฎกระทรวงฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2527) ขอ 17
คณะผูวิจัย สังกัด
รศ. ดร.วิโรจน บุญญภิญโญ มหาวิ ทยาลัยธรรมศาสตร
ศ. ดร. ปณิธาน ลักคุณะประสิทธิ์ จุ ฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
ศ. ดร. สมชาย ชูชีพสกุล มหาวิ ทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกลาธนบุรี
รศ. ดร. เปนหนึ่ง วานิชชัย สถาบันเทคโนโลยีแหงเอเชีย
รศ. ดร. นคร ภูวโรดม มหาวิ ทยาลัยธรรมศาสตร
ผศ. ดร. สุกิตย เทพมังกร Hong Kong University of Science and Technology
ผศ. ดร. นเรศ ลิมสัมพันธเจริญ มหาวิ ทยาลัยธรรมศาสตร
ผศ. ดร. สุทัศน ลีลาทวีวัฒน มหาวิ ทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกลาธนบุรี
ในนามสถาบันวิจัยและใหคําปรึกษาแหงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร
เสนอสํานักควบคุมและตรวจสอบอาคาร กรมโยธาธิการและผังเมือง
พฤษภาคม 2550
Facultyof Engineering
Thammasat University
ขอบเขตของการศึกษา
การปรับปรุงขอมูลความเร็วลมพื้นฐานสําหรับการออกแบบ
อาคารของประเทศไทย
การทดลองสําหรับตรวจสอบวิธีการออกแบบตามมาตรฐานการ
ออกแบบอาคารตานทานแรงลม
การทดสอบโดยอุโมงคลม
การตรวจวัดคุณสมบัติเชิ งพลศาสตรของอาคาร
การกํ าหนดมาตรฐานการออกแบบอาคารตานทานแรงลมสําหรับ
ประเทศไทย
มยผ. 1311 – 50 (พ.ศ. 2550)
มาตรฐานการออกแบบจํานวน 6 บท และ 3 ภาคผนวก
วิธีการอยางงายสําหรับอาคารเตี้ยและสูงปานกลาง
วิธีการอยางละเอียดสําหรับอาคารสูง
วิธีการทดสอบในอุโมงคลม
คําอธิบายมาตรฐาน
ตัวอยางการคํานวณหนวยแรงลมและการตอบสนองจํานวน 6
ตัวอยาง
Facultyof Engineering
Thammasat University
ขอพิจารณาหลักของการออกแบบอาคารตานแรงลม
ระบบโครงสรางหลักของอาคาร องคอาคาร และสวนประกอบอื่นของ
อาคารต องไดรับการออกแบบใหมี กําลัง (strength) และเสถียรภาพ
(stability) ที่ สูงเพี ยงพอที่ จะสามารถตานทางแรงลมหรื อ ผลเนื่ องจาก
แรงลมไดอยางปลอดภัย โดยไมเกิ ดความเสียหายใดๆ
การโก งตัวดานข าง (lateral deflection) ของอาคารเนื่องจากแรงลม
จะต องมีคานอยเพียงพอที่ จะไมกอใหเกิ ดความเสียหายแกสวนตางๆ
ของอาคารที่ไมใชสวนโครงสราง
การสั่นไหวของอาคาร (building motion)ที่เกิดจากแรงลม มีระดับต่ํา
เพี ยงพอที่ จะไมทําใหผู ใชอาคารรูสึกไมสบาย หรือเกิดอาการวิงเวียน
วิธีการคํานวณแรงลม
1) วิ ธี การอยางงาย ( Simple Procedure ) ใช สํ าหรั บ
ก) ระบบโครงสร างหลักตานแรงลม ของอาคารเตี้ ยและอาคาร
สูงปานกลางที่มีความสูงไมเกิน 80 ม. และมี ความสูงไมเกิน 3 เทาของ
ความกวางที่น อยที่ สุ ด
ยกเวน อาคารที่มี น้ําหนั กเบา และมี ความถี่ ธรรมชาติ ต่ํา และมี
คุณสมบัติความหน วงอาคารต่ํา
ข) ผนังภายนอก (cladding) ของอาคารที่ มีรู ปทรงไมซั บซ อน
ทุกประเภท
วิธีการคํานวณแรงลม
2) วิธีการอยางละเอียด (Detail Procedure) ใชสําหรับ
ก) ระบบโครงสรางหลักตานแรงลม ของอาคารสูงเกิน 80 ม. หรือมีความสูงเกิน 3 เทา
ของความกวางที่นอยที่สุด
ข) อาคารที่สั่นไหวงาย เชน มีน้ําหนักเบา หรือ ความถี่ ธรรมชาติต่ํา หรือมีคุณสมบัติ
ความหนวงของอาคารต่ํา
3) การทดสอบดวยอุโมงคลม
ใชสําหรับอาคารสูง อาคารรูปทรงซับซอน อาคารที่ตั้งอยูในสภาพภูมิประเทศที่มีอาคาร
สูงอยูหนาแนน สะพานชวงยาว(สะพานขึง,สะพานแขวน )และหลังคาขนาดใหญ
เปนตน ซึ่งวิธีการอยางละเอียดในมาตรฐานไมสามารถใชได หรือในกรณีที่
ตองการความถูกตองสูง
p g e w
C C qC I p =
หนวยแรงลม
สถิตเทียบเทา
หนวยแรงลม
อางอิงเนื่องจาก
ความเร็วลม
คาประกอบ
เนื่องจากสภาพ
ภูมิประเทศ
คาประกอบ
เนื่องจากการ
กระโชกของลม
คาสัมประสิทธิ์
ของหนวย
แรงลม
ขอจํากัดในการใชมาตรฐาน คาที่คํานวณไดเป นคาที่กําหนดไวในขั้นต่ําสุด และใชในการ
ออกแบบอาคารที่มีรูปทรงปกติ แตไมครอบคลุมถึงการออกแบบอาคารที่มีลักษณะพิเศษ หรือ
โครงสรางอื่นๆที่อาจมีผลตอบสนองตอลมรุนแรงมากกวาปกติ
คาประกอบ
ความสําคัญ
การคํานวณแรงลมสถิตเทียบเทา
และการตอบสนองในทิศทางลม คาประกอบความสําคั ญของแรงลม
w
I
สภาวะจํ ากัดด านกําลัง ใชเมื่อออกแบบโครงสรางเพื่อตานทานแรง
สภาวะจํ ากัดด านการใชงาน ใชเมื่อตรวจสอบการโกงตัวและการสั่นไหวของอาคาร
p=I
w
qC
e
C
g
C
p
หนวยแรงลมเนื่องจากความเร็วลม (q)
ρ คือความหนาแน นของอากาศ (1.25 kg/m
3
)
คืออัตราเรงเนื่องจากแรงโนมถวงของโลก
คือความเร็ วลมอ างอิง (m/s)
2
2
1
V q ρ =
V
g
หนวยเปน กิ โลกรัม (แรง) ตอ ตารางเมตร
2
) (
2
1
V
g
q
ρ
=
หนวยเปน นิวตัน ต อ ตารางเมตร
p=I
w
qC
e
C
g
C
p
ความเร็วลมอางอิง ( ) V
ความเร็วลมอางอิ ง คือ คาความเร็วลมเฉลี่ยในชวงเวลา 1 ชั่วโมง ที่
ความสูง 10 เมตรจากพื้ นดิน ในสภาพภูมิ ประเทศโลง (open
exposure) สําหรับคาบเวลากลับ (return period) 50 ป (V
50
)
Facultyof Engineering
Thammasat University
แผนที่ ความเร็วลมอางอิง
คาที่แสดงนี้เปนคาเฉลี่ยใน 1 ชั่วโมง
หากคํานวณดวยมาตรฐาน ASCE ที่ใชคาในชวง 3 วินาที
จะตองคูณคาเหล านี้ดวย 1.54 กอนนําไปใชคํานวณตาม ASCE ได
Facultyof Engineering
Thammasat University
ความสัมพันธ ระหวางความเร็ วลมเฉลี่ยใน
ชวงเวลาตาง ๆ กั บชวงเวลา 1 ชั่วโมง
Facultyof Engineering
Thammasat University
คาประกอบเนื่องจากสภาพภูมิประเทศ (C
e
)
เปนค าประกอบที่ นํามาปรับแกคาหนวยแรงลม ใหแปรเปลี่ยนตาม
ก) ความสูงจากพื้นดิน (z หนวย เมตร)
ข) สภาพภูมิประเทศ ในวิธีการอยางละเอียดคํานึ งถึงสภาพภู มิประเทศ
เปน 3 แบบ
1) สภาพภูมิ ประเทศแบบ A คือสภาพภูมิประเทศแบบโลง ซึ่งมีอาคาร ตนไม
หรื อสิ่ งปลูกสรางอยูกระจัดกระจายหางๆกัน หรื อเปนบริ เวณชายฝง
ทะเล
C
e
= ( z / 10 )
0.28
โดยที่ C
e
ตองมีคาไมนอยกวา 1 และไมมากกวา 2.5
p=I
w
qC
e
C
g
C
p
คาประกอบเนื่องจากสภาพภูมิประเทศ (C
e
)
2) สภาพภูมิ ประเทศแบบ B คือสภาพภูมิประเทศแบบชานเมือง หรือพื้ นที่
ที่มี ต นไมใหญหนาแน น หรือบริ เวณศูนยกลางของเมืองขนาดเล็ก
C
e
= 0.5( z / 12.7 )
0.50
โดยที่ C
e
ตองมีคาไมนอยกวา 0.5 และไมมากกวา 2.5
คาประกอบเนื่องจากสภาพภูมิประเทศ (C
e
)
3) สภาพภูมิ ประเทศแบบ C คือสภาพภูมิประเทศของบริเวณศูนยกลาง
เมื องใหญ ที่ มีอาคารสูงอยูหนาแนน โดยที่ อาคารไมนอยกวาร อยละ 50
ตองมี ความสูงเกิน 4 ชั้น
C
e
= 0.4( z / 30 )
0.72
โดยที่ C
e
ตองมีคาไมนอยกวา 0.4 และไมมากกวา 2.5
0
50
100
150
200
250
0 0.5 1 1.5 2 2.5 3
Exposur e Fact or
H
e
i
g
h
t

(
m
)
A
B
C
Exposure Factor
A
B
C
Facultyof Engineering
Thammasat University
สําหรับวิธีการอยางงาย Ce กําหนดไว 2 สภาพภูมิประเทศ
และมีสูตรที่แตกต างไปเล็กนอย
คาประกอบเนื่องจากการกระโชกของลม C
g








+ =
μ
σ
p g
g C 1








+ =
β μ
σ sF
B
C
K
eH

Root-mean-square
loading effect
Mean loading effect
สัมประสิทธิ์ที่มีคาแปร
เปลี่ยนไปตามความขรุขระ
ของสภาพภูมิประเทศ
คาประกอบ
เนื่องจากสภาพ
ภูมิประเทศ
Background turbulence factor
Resonance factor
Peak factor
p=I
w
qC
e
C
g
C
p
วิธีการอยางละเอียด
K = คาสัมประสิทธิ์ที่มีคาแปรเปลี่ยนไปตามความขรุขระของสภาพภูมิ
ประเทศโดยกํ าหนดใหมีคาเทากับ
0.08 สําหรับภูมิประเทศแบบ A
0.10 สําหรับภูมิประเทศแบบ B
0.14 สําหรับภูมิประเทศแบบ C
= คาประกอบเนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่ระดับความสูงของยอดอาคาร
eH
C
B = คาประกอบการตอบสนองแบบกึ่งสถิตต อการแปรปรวนของลม
(background turbulence factor) ซึ่งเปน ฟ งกชันของอัตราสวนของความกวางตอ
ความสูงของอาคาร (W/H)
W = ความกวางของอาคารในทิศทางตั้งฉากกับทิศทางลม มีหนวยเปนเมตร
H = ความสูงของอาคาร มีหนวยเปนเมตร








+ =
β μ
σ sF
B
C
K
eH

( )









+












+












+
=
H
dz
z
z
zW zH
B
914
0
3 / 4
2
1
122
1
1
457
1
1
3
4








+ =
β μ
σ sF
B
C
K
eH

s = ตัวคูณลดเนื่องจากขนาดของอาคาร (size reduction factor)
= คาความถี่ธรรมชาติของอาคาร สําหรับรูปแบบการสั่นไหวพื้นฐานใน
ทิศทางลม (fundamental natural frequency in along-wind direction) มีหนวย
เปนรอบตอวินาที (Hz) ซึ่งคานี้อาจหาไดจากการวิเคราะหโดยตรงจาก
แบบจําลองทางพลศาสตรของอาคาร ในกรณีที่เปนอาคารสูงสรางดวย
คอนกรีตเสริมเหล็กอาจประมาณคาความถี่ธรรมชาติจากสูตร
H n
D
/ 44 =
D
n
=คาความเร็วลมเฉลี่ยในชวงเวลา 1 ชั่วโมง ที่ระดับความสูง
ของยอดอาคาร มีหนวยเปนเมตรตอวินาที คํานวณไดจากสูตร
H
V
eH H
C V V =








+ =
β μ
σ sF
B
C
K
eH













+












+
=
H
D
H
D
V
W n
V
H n
s
10
1
1
3
8
1
1
3
π








+ =
β μ
σ sF
B
C
K
eH

F = อัตราสวนพลังงานของการแปรปรวนของลม ณ ความถี่ธรรมชาติของ
อาคาร (gust energy ratio at the natural frequency of the structure) ซึ่งเปน
ฟงก ชั นของ จํานวนคลื่นตอเมตร (wave number, )
H
V
D
n
= อัตราสวนความหนวง (damping ratio) ของการสั่นไหวในทิศทางลมซึ่ง
คานี้ควรกําหนด ให ใกลเคียงกับคาที่ไดจากการตรวจวัดอาคารจริงที่มี
ลักษณะใกลเคียงกับอาคารที่ออกแบบ
β








+ =
β μ
σ sF
B
C
K
eH

( )
3 / 4
2
0
2
0
1 x
x
F
+
=
H
D
V
n
x
1220
0
=








+ =
β μ
σ sF
B
C
K
eH

= คาประกอบเชิงสถิติเพื่อปรับคารากกํ าลังสองเฉลี่ยใหเปนคาสูงสุด
(statistical peak factor)
p
g
ν = ค าความถี่เฉลี่ยของการ
ตอบสนองของโครงสราง (average
fluctuation rate) มีหนวยเปน รอบ
ตอวินาที
B sF
sF
n v
D
β +
=
T = 3600 sec
vT
vT g
e
e p
log 2
577 . 0
log 2 + =
คาประกอบเนื่องจากการกระโชกของลม C
g
p=I
w
qC
e
C
g
C
p
วิธีการอยางงาย
สําหรับการออกแบบโครงสรางหลัก ใชคา 2.0
สําหรับการออกแบบปายโฆษณา ใชคา 2.35
สําหรับการออกแบบโครงสรางรอง (ผนัง หน าตาง) ใชคา 2.5
ใชกับทั้งความดันภายใน (internal pressure)
และความดันภายนอกอาคาร (external pressure)
คาสัมประสิทธิ์ของหนวยแรงลม ที่กระทําภายนอกอาคาร (C
p
)
D
H
W
Z
C
p
= -0.5
ความสู งอางอิง
= 0.5 H
C
p
= -0.7
ความสู งอางอิง
= H
C
p
= -0.7
ความสู งอางอิง = H
C
p
= 0.8
ความสู งอางอิง
แปรเปลี่ ยนตามความสู ง
D
H
W
Z
C
p
= -0.5
ความสู งอางอิง
= 0.5 H
C
p
= -0.7
ความสู งอางอิง
= H
C
p
= -0.7
ความสู งอางอิง = H
C
p
= 0.8
ความสู งอางอิง
แปรเปลี่ ยนตามความสู ง
p=I
w
qC
e
C
g
C
p
สําหรั บอาคารสูง
คาสัมประสิทธิ์ของหนวยแรงลมสูงสุด ที่กระทําภายนอกอาคาร
(C
g
C
p
)
ทิ ศทางของลมพัดอยูในแนวตั้งฉากกั บสันหลังคา
การออกแบบโครงสรางหลักอาคารเตี้ย
ทิ ศทางของลมพัดอยูในแนวขนานกับสันหลังคา
คาสัมประสิทธิ์ของหนวยแรงลมสูงสุด ที่กระทําภายนอกอาคาร
(C
g
C
p
)
การออกแบบโครงสรางหลักอาคารเตี้ย
คาสัมประสิทธิ์ของหนวยแรงลมสูงสุด ที่กระทําภายนอกอาคาร
(C
g
C
p
)
การออกแบบโครงสรางหลักอาคารเตี้ย
การออกแบบโครงสรางรองอาคารเตี้ย
คาสัมประสิทธิ์ของหนวยแรงลมสูงสุด ที่กระทําภายนอกอาคาร
(C
g
C
p
)
คาสัมประสิทธิ์ของหนวยแรงลม ที่กระทําภายในอาคาร (C
pi
)
-0.7 ถึ ง 0.7 มีชองเปดขนาดใหญ
-0.45 ถึ ง -0.3 มีชองเปดขนาดค อนขางใหญ
-0.15 ถึ ง 0.0 ไมมีชองเปดขนาดใหญ
Cpi ลักษณะของอาคาร
( )
int ext
) ( ) (
g p g p e w net
C C C C qC I p ± =
ในบางกรณี จํ าเปนตองคํานึงถึงผลรวมของหนวยแรงลม
ที่กระทําทั้งจากภายนอกและภายในอาคาร
ตารางชวยการออกแบบสําหรับอาคารเตี้ ย
ทิศทางของลมพัดอยูในแนวตั้งฉากกับสันหลังคา ทิศทางของลมพัดอยูในแนวขนานกับสันหลังคา
ตารางชวยการออกแบบสําหรับอาคารเตี้ ย
ตําแหนงของแรงลัพท
รายละเอียดในมาตรฐาน
การคํานวณหนวยแรงลมสํ าหรั บป ายโฆษณา
รายละเอียดในมาตรฐาน
คาสัมประสิทธิ์หนวยแรงลมเฉลี่ย
การโกงตัวด านขาง และ การสั่นไหวของอาคาร
1) การโกงตัวดานขาง ( Lateral deflection )
อาคารตองไดรับการออกแบบใหมีการโกงตัวดานขางเนื่องจากแรงลม
ไมเกินคาพิกัดที่กําหนด โดยคํานึงถึงผลกระทบตอการใชงานของ
อาคารและ ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับองค อาคารหลักและองค
อาคารรอง และคํานึงถึงผลของการคืบ การหดตัว และผลอั นเกิดจาก
การเปลี่ยนแปลงอุ ณหภูมิ
การโกงตัวด านขาง
Facultyof Engineering
Thammasat University
การสั่นไหวของอาคาร
อัตราเร งสูงสุดในทิ ศทางลม ( a
D
)
g eH
C C
KsF
g n
Δ
= . 4 a
p
2
D
2
D
β
π … …. . ม ม / / วินาที วินาที
2 2
อัตราเร งสูงสุดในแนวราบทั้งในทิศทางลม และ ในทิศตั้งฉากกับทิศทางลม
0.15 เมตร/วินาที
2
- - - - - กรณีของอาคารที่ พักอาศัย
0.25 เมตร/วินาที
2
- - - - - กรณีของอาคารพาณิชย
นอกจากนี้ การคํานวณการโกงตัวดานขาง และอั ตราเรงสูงสุด
สามารถใชความเร็วลมที่ คาบเวลากลับ 10 ป สําหรับคํานวณ
ไดโดยตรง และไมตองใช คา I
w
ในสภาวะจํากัดดานการใชงาน
ความเร็ วลมเฉลี่ยสําหรับคาบเวลากลับตางๆ V
N
50
FV V
N
=
Facultyof Engineering
Thammasat University
การคํ านวณแรงลมสถิตเทียบเท าและการตอบสนอง
ในทิศตั้งฉากกับทิศทางลม และโมเมนตบิดสถิตเทียบเท า
Facultyof Engineering
Thammasat University
W
แรงลมออกแบบ
คาประกอบความสํ าคั ญของแรงลม
พื้นที่รับลม






+ ⎟





− ⎟





=
W
D
W
D
W
D
C
L
22 . 0 071 . 0 0082 . 0
2 3
'
( )
2
2
1
H H
V q ρ =
คาประกอบเชิ งสถิติ เพื่ อปรับคา
รากกําลั งสองเฉลี่ ยให เปนคาสู งสุ ด
w
L
L
F
R
β
π
4
=
หนวยแรงลมสถิตเทียบเทาและ
การตอบสนองในทิศตั้งฉากกับทิศทางลม
Facultyof Engineering
Thammasat University
Facultyof Engineering
Thammasat University
การสั่นไหวของอาคาร
Facultyof Engineering
Thammasat University
นอกจากนี้ การคํานวณการโกงตัวดานขาง และอั ตราเรงสูงสุด
สามารถใชความเร็วลมที่ คาบเวลากลับ 10 ป สําหรับคํานวณ
ไดโดยตรง และไมตองใช คา I
w
ในสภาวะจํากัดดานการใชงาน
คาประกอบความสํ าคั ญของแรงลม
พื้นที่รับลม
( ) { }
78 . 0
2 '
015 . 0 0066 . 0 W D C
T
+ =
( )
2
2
1
H H
V q ρ =
คาประกอบเชิ งสถิติ เพื่ อปรับคา
รากกําลั งสองเฉลี่ ยให เปนคาสู งสุ ด
T
T
T
F
R
β
π
4
=
โมเมนตบิดสถิตเทียบเทา
Facultyof Engineering
Thammasat University
สเปกตรัมของแรงลมในแนวบิดของอาคาร
T
F
Facultyof Engineering
Thammasat University
การรวมผลของแรงลมในทิศทางลม แรงลมในทิศ
ตั้งฉากกั บทิศทางลม และโมเมนตบิด
Facultyof Engineering
Thammasat University
สรุปขั้นตอนการคํ านวณแรงลมสํ าหรั บ
การออกแบบอาคาร
1. ขอมูลพื้นฐานของอาคาร ไดแก ขนาด ความสูง ที่ตั้ง ความสําคัญของอาคาร
2. เลือกวิธีสําหรับการออกแบบ วิธีอยางงาย หรือ วิธีอยางละเอียด
3. กําหนดคา ความเร็วลมอางอิง จาก V
50
และ T
F
4. คํานวณหนวยแรงลมเนื่องจากความเร็วลม (q)
5. คํานวณแรงลมและผลตอบสนองในทิศทางลม
คาประกอบเนื่องจากสภาพภูมิประเทศ ตามความสูงของอาคาร
คาประกอบเนื่องจากการกระโชกของลม ตามลักษณะทางพลศาสตรของอาคาร
พิจารณาคาสัมประสิทธิ์ของหนวยแรงลม ที่ กระทําภายนอกอาคาร (ด านหนา-
ด านหลังลม)
6. คํานวณแรงลมและผลตอบสนองในทิศตั้งฉากกั บทิศทางลม
7. คํานวณโมเมนตบิดเนื่องจากลม
8. รวมผลของแรงและโมเมนตบิดเพื่อหาผลลัพทรวมกระทําตอโครงสราง
9. ตรวจสอบการโกงตัวและความเรงของอาคาร
Facultyof Engineering
Thammasat University
ความเร็ วลมที่แตกตางกั นในแตละพื้นที่/สภาพภูมิ ประเทศที่มีผลตอความเร็ วลม/คุณสมบั ติเชิง
พลศาสตรของอาคาร/รูปทรงและลักษณะทางกายภาพของอาคาร/อิทธิพลจากพายุไตฝุ น
การคํานวณแรงลมในทิศทางลม ทิศตั้งฉากกับทิศทางลม และโมเมนตบิด รวมทั้งวิธีการรวม
ผลของแรงเหล านี้
แรงดันลมหรื อแรงดูดที่เฉพาะตําแหน งบนอาคาร สําหรั บการออกแบบผนังและกระจกรอบ
อาคาร
สัมประสิทธิ์แรงลมสํ าหรับโครงสร างประเภทตาง ๆ เชน ปายโฆษณา ปลองควัน ทอ เปนต น
การคํานวณผลตอบสนองของอาคารตอแรงลม
ตารางแรงลมสํ าหรั บการออกแบบ
คําอธิบายมาตรฐาน
ตัวอยางการคํานวณตามมาตรฐาน
สาระสําคั ญในมาตรฐาน
Facultyof Engineering
Thammasat University
มยผ. 1311 – 50 (พ.ศ. 2550) Acknowledgement
Thai Meteorological Department
Department of Public Works and Town & Country
Planning
Engineering Institute of Thailand
Researchers in wind engineering
Prof. Panitan Lukkunaprasit (Chulalongkorn U.)
Dr. Pennung Warnitchai (AIT.)
Dr. Virote Boonyapinyo (Thammasat U.)
Dr. Naret Limsamphancharoen (Thammasat U.)
Dr. Sukit Thepmungkorn (HKUST)
Facultyof Engineering
Thammasat University

องคประกอบของระบบพลวัต หลักพลศาสตรโครงสรางที่สําคัญ
Mass, m
1 2 5 3 4 5

ระบบโครงสรางอยางงาย Single-Degree-of-Freedom คาบธรรมชาติ (Natural Period) ความถี่ธรรมชาติ (Natural Frequency)

Stiffness, k Damping, c
T = 2π
1 f = 2π

u u0 1

(a)
ρ, θ
ρ
t

2

4

m k
k m

3

หรือ

k ω= m

(b)

คือจังหวะของการสั่นไหวของโครงสรางตามธรรมชาติ

คาบธรรมชาติ (Natural Period) อัตราสวนความหนวง (Damping Ratio)
c ξ= 2mω

T=
f =

ω

ทั่วไปมีคา 0.01-0.05
Faculty of Engineering Thammasat University

ความถี่ธรรมชาติ (Natural Frequency)

คือความสามารถในการสลายพลังงานจากการสั่นไหวของโครงสราง

1 ω = T 2π

Natural Frequency and Natural Period
Natural Frequency
f = 1 2π k m

ลักษณะของความเร็วลม
1 f
u(t)
u ′(t )

Natural Period T =

σu
U

u (t ) = U + u ′(t )
Mean Fluctuation

t

σ u = การแปรปรวนของลม (Wind Turbulence)
Turbulence Intensity: อธิบายพลังงานของสวนการแปรปรวนของลม I u = σ u
U

Turbulence length scale: อธิบายขนาดโดยเฉลี่ยของการแปรปรวนของลม

โครงสราง Rigid ความถี่สูงหรือคาบสั้น

โครงสราง Flexible ความถี่ตาหรือคาบยาว ่ํ

Faculty of Engineering Thammasat University

You're Reading a Free Preview

Download
scribd
/*********** DO NOT ALTER ANYTHING BELOW THIS LINE ! ************/ var s_code=s.t();if(s_code)document.write(s_code)//-->