ภมร สุรเกียรติ

เปลี่ยน ‘ปาดิบ’ ใหเปน ‘บาน’: ชุมชนในฝน
ณ ทัณฑนิคมธารโต, พ.ศ. 2478-2500
เหตุเกิดจากคุก
การกอตัวของคําถามงานวิจัยชิ้นเล็กๆ ชิ้นนี้ แรกเริ่มเดิมทีมิ ไดเกิด
มาจากบริบทการทํางานทางวิชาการหรือความพยายามจะศึกษาประวัติศาสตรเพื่อทําความเขาใจความเปนมาและพัฒนาการของสามจังหวัด
ชายแดนภาคใตแตอยางใด หากแตมีตนตอมาจากเรื่องสวนตัวลวนๆ
พื้นเพเดิมของคุณพอผูเขียนเปนคนปตตานี โดย “สุรเกียรติ”
เปนนามสกุลของผูเขียนที่ ใชสืบสายทางพอ ที่สืบมาจากทางคุณปูอีก
ทอดหนึ่ง สวนคุณยาใชนามสกุลดั้งเดิมวา “ตุลารักษ” กอนจะเปลี่ยน
มาใช “สุรเกียรติ” ตามคุณปู ดังนั้นเมื่อนับวงศาคณาญาติทางฝายพอก็
จะอยูในสองตระกูลนี้เปนหลัก นามสกุล “ตุลารักษ” นี้ดูสะดุดหูมากขึ้น
ครั้งเมื่อเรียนเกี่ยวกับประวัติศาสตรการเมืองไทยสมัยใหม ในชั้นเรียน
ปริญญาตรี ที่ทําใหผูเขียนรูจักบทบาทของ “สงวน ตุลารักษ” หนึ่งใน
“คณะราษฎร” ผูกอการเปลี่ยนแปลงการปกครองสูระบอบประชาธิปไตย
ในป พ.ศ. 2475 และการเปนสมาชิกเสรีไทยในชวงสงครามโลกครั้งที่สอง ในตอนนั้นเคยถามคุณพอดวยความตื่นเตนวาเราก็เปนญาติกับ
บุคคลสําคัญในประวัติศาสตรดวยหรือ คุณพอไม ไดใหรายละเอียดอะไร
มาก บอกแตเพียงวาเปนญาติกันหางๆ มิใชสายตรง ณ ตอนนั้นสํานึก
นักประวัติศาสตรคงยังไมตกผลึก ผูเขียนจึงยังมิ ไดสนใจใฝรูความเปน
มาของบรรพบุรุษวาเกี่ยวของกันอยางใด
เวลาผานไปกวาสิบหาปถึงไดหันกลับมาสนใจประเด็นนี้อีก สืบ
เนื่องมาจากการที่ผูเขียนยายจากกรุงเทพฯ บานเกิด ลงมาทํางานที่
ปตตานี การกลับมาอยู ใกลชิดญาติๆ ทําใหไดเริ่มลงมือทําสาแหรกและ
รุไบยาต: วารสารวิชาการดานเอเชียศึกษา ปที่ 2 ฉบับที่ 3, สภาวะความเปนสมัยใหมอันแตกกระจาย: การคนหา
ประวัติศาสตรสังคมวัฒนธรรมปาตานี (กรกฎาคม-ธันวาคม 2554)
Copyright © 2011 กองทุนรุไบยาต และหนวยวิจัยภูมิภาคศึกษา สํานักวิชาศิลปศาสตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ

334

ภมรี สุรเกียรติ

ประวัติตระกูล ทําใหคนพบวาพื้นเพดั้งเดิมแรกเริ่มของทั้ง “สุรเกียรติ” และ “ตุลารักษ” เปนจีนสยาม
ยานบางคลา จังหวัดฉะเชิงเทรา ทุกวันนี้ญาติๆ ทั้งสองสายตระกูลก็ยังคงอาศัยอยูทั้งในยานเดิม และ
แยกยายกระจายกันอยู ในแถบกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา-ชลบุรีเปนหลัก ขอคนพบนี้ทําใหผูเขียนเกิด
ความสงสัยเปนอยางยิ่งวาทําไมบานพอถึงมาอยู ไดไกลถึงปตตานี คุณพอบอกวาบานเราเปน “ตุลารักษ” สายบานนอก ยายจากบางคลามาปตตานีตั้งแตสมัยคุณตาของพอ หรือเรียกไดวารุนคุณตาทวด
ของผูเขียน สวนทาง “สุรเกียรติ” ของคุณปู มีปูยายมาคนเดียว ยายมาทีหลังตอนมารับราชการเปน
พัศดีเรือนจํากลางปตตานี แลวก็พบรักกับคุณยาจึงแตงงานและตั้งรกรากอยูที่ปตตานี
“อยูบางคลาทํามาหากินไม ไดหรือคะ คุณตาทวดถึงอพยพครอบครัวลงมาอยูที่ปตตานี” คําถาม
นี้คุณพอตอบไม ได ถึงคราวที่ผูเขียนจะตองไปสืบสาวราวเรื่องจากผูอาวุโสรุนคุณปูคุณยา จึงไดความ
กระจางมากขึ้นวาคุณตาทวดของผูเขียน มีศักดิ์เปนลูกพี่ลูกนองของคุณสงวน ตุลารักษ และตระกูล
“ตุลารักษ” นี้ถือวาเปนเศรษฐีผูมีอันจะกินในยานบางคลา แตในชวงกอนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
พ.ศ. 2475 เศรษฐกิจตกตํา่ การทํามาหากินไมดีเหมือนเดิม คุณยาเลาวาคุณตาทวดคงจะขายที่ดินขาย
ทรัพยสินไปใชหนี้อยูมากจนเงินทองเริ่มฝดเคือง เมื่อคุณตาทวดสงวน ตุลารักษ ไดรับแตงตั้งใหเปนผู
บัญชาการเรือนจํากลางภาคธารโตที่จังหวัดยะลา ก็ชวนพี่ๆนองๆ และคนรูจักในละแวกบางคลาอพยพ
ยายลงมาทํามาหากินทางชายแดนใตกันหลายครอบครัว รวมทั้งคุณตาทวดของผูเขียนดวย ถึงแมตอมา
คุณตาทวดสงวนจะยายกลับกรุงเทพฯ แตบรรดาญาติพี่นองที่ไดอพยพตามมาดวยก็ไม ไดยายกลับไป
ตางก็ลงหลักปกฐานกัน ณ ชายแดนใตแหงนี้ บางก็อยูที่ยะลา บางก็อยูที่ปตตานี ตราบจนถึงรุนเหลน
ในปจจุบัน
สรุปสั้นๆ วาเหตุที่ทําใหคุณตาทวดเปน “ตุลารักษ” สายบานนอกยายลงมาอยูปตตานีก็เนื่อง
มาจาก “คุก” เพราะยายตามคุณตาทวดสงวนที่ลงมาคุมคุกธารโต โดยบานตาทวดผูเขียนเองก็ตั้งอยู
หนาคุกปตตานี สวนคุณปูก็มารับราชการเปนพัศดีเรือนจํากลางปตตานี และภายหลังก็ทํามาหาเลี้ยงลูก
จนถึงชั้นหลานดวยการสงอาหาร ใหเรือนจํากลางสามจังหวัดชายแดนใต
เรื่องราวที่ถูกลืม
เมื่อกลาวถึงคุกสําหรับนักโทษอุกฉกรรจ ผูคนสวนใหญก็จะนึกถึง “คุกตะรุเตา” มาเปน
อันดับแรก คุกธารโตก็ขึ้นชื่อวาเปน “คุกนรก” มีสภาพเลวรายไมนอยไปกวาคุกตะรุเตา แตกลับถูก
ลืมเลือนไปจากความทรงจําของผูคน แทบจะไมมีการกลาวถึงหรือเปนที่รับรูแตอยางใด ในเบื้อง
ตนที่ผูเขียนหาขอมูลเกี่ยวกับคุกธารโตก็เพียงเพื่อจะใชประกอบการเขียนประวัติตระกูลตัวเองเพียง
เทานั้น แตยิ่งคนควาขอมูลจากบรรดาหนังสือและงานวิจัยตางๆ เกี่ยวกับภาคใตที่ตีพิมพเผยแพร
แลว กลับไมพบการอธิบายเรื่องราวเกี่ยวกับคุกธารโตโดยเฉพาะ จะมีก็เพียงบทความชิ้นหนึ่งใน
หนังสือของกรมราชทัณฑ ดวยเหตุนี้ทําใหเกิดขอสงสัยวาคุกธารโตนี้ไมสําคัญหรืออยางไร ทําไมตอง
มาตั้งคุกกลางปาดงดิบเชนนี้ การที่รัฐบาลในยุคประชาธิป ไตยภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
2475 มาหมาดๆ มีนโยบายจัดตั้งทัณฑนิคมกลางปาดิบชายแดนใตนี้ ไมมีความสําคัญหรือไม ได
แสดงถึงนัยยะสําคัญอันสัมพันธกับบริบททางการเมืองระหวางรัฐบาลที่กรุงเทพฯ กับจังหวัดชายแดน

ชุมชนในฝน ณ ทัณฑนิคมธารโต, พ.ศ. 2478-2500

335

หรือไร การมีอยูของคุก ณ เวลานั้นสงผลกระทบหรือกอใหเกิดความเปลี่ยนแปลงประการใดบาง
ฯลฯ จากความสงสัยสวนตัวในที่สุดไดพัฒนาไปสูการเปนหัวของานวิจัย ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากแรงกระตุน
จากอาจารยทวีศักดิ์ เผือกสม ที่ชักชวนใหมารวมศึกษาประวัติศาสตรปาตานีที่ยังไมเคยถูกเขียนถึงมา
กอน การคนควาเรื่องทัณฑนิคมธารโตอยางเปนระบบจึงไดเกิดขึ้น
จากการคนควาขอมูลที่ตีพิมพเบื้องตน พบบทความเพียงชิ้นเดียวเทานั้นที่กลาวถึงทัณฑนิคม
อยางเฉพาะเจาะจง คือบทความชื่อ “เรือนจํากลางภาคธารโต จังหวัดยะลา” โดยประหยัด โลหะรัตน
อดีตผูบัญชาการเรือนจํานนทบุรี ตีพิมพเมื่อป พ.ศ. 2538 ในหนังสือเรื่อง 80 ป กรมราชทัณฑ อัน
เปนหนังสือที่ระลึกในวันเปดที่ทําการกรมราชทัณฑแหงใหม1 แมบทความชิ้นนี้จะคอนขางสั้นเพียงสาม
หนา ทั้งยังขาดการวิเคราะหและเชื่อมโยงกับบริบททางประวัติศาสตร แตก็ใหขอมูลพื้นฐานของการจัด
ตั้งและการดําเนินการของเรือนจํากลางภาคธารโตเปนอยางดี พรอมมีภาพแผนผังประกอบ ผูเขียนขอ
ยกเนื้อความจากบทความชิ้นนี้มาลงไว เพื่อใหผูอานไดเกิดภาพความเขาใจเบื้องตน ทั้งในเรื่องที่ตั้ง
ขอบขายพื้นที่ และกิจการที่อยูในการควบคุมดูแลของเรือนจํากลางภาคธารโต หรือทัณฑนิคมธารโต
…เรือนจําภาคจังหวัดยะลา (ธารโต) ตั้งขึ้นตามคําสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 910/2478 ลงวันที่ 3 สิงหาคม
พ.ศ. 2478 ที่บานไอเยอกะดง อําเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา มีบริเวณที่ดิน 25,000 ไร หางจากที่ตั้งจังหวัด
ยะลา 59 กิโลเมตร ตอมาไดเปลี่ยนชื่อเปนเรือนจํากลางภาคธารโต และตอมาเมื่อ พ.ศ. 2485 ไดเปลี่ยนฐานะ
เรือนจําเปนเรือนจํากลางประจําเขตธารโต
เรือนจําแหงนี้มีที่ตั้งกองบัญชาการอยู 2 แหง กลาวคือ แตเดิมเมื่อเริ่มตั้งเรือนจํากลางจังหวัดยะลา
(ธารโต) กองบัญชาการไดตั้งสํานักงานที่ทําการอยู ณ ที่ตั้งของเรือนจํา ตอมาเรือนจําไดขยายใหมีกิจการตางๆ
เพิ่มขึ้นอยางมาก ซึ่งมีทั้งเรือนจําชั่วคราว และหนวยงานตางๆ อยูหางไกลจากเรือนจํากลางฯ มากบางนอย
บาง จึงจําเปนตองตั้งกองบัญชาการขึ้นอีก 1 แหงเพื่อการบริหารงาน
กองบัญชาการที่ 2 สํานักงานที่ทําการตั้งอยูที่ถนนสายยะลา-เบตง บานนิบง ตําบลเสตง อําเภอเมือง
จังหวัดยะลา มีบริเวณเนื้อที่ประมาณ 5 ไร และมีโรงกระดานเปนที่สําหรับเก็บไมแปรรูป ที่สงมาจากโรงเลื่อย
ของเรือนจํากลางภาคธารโต
อนึ่งหางจากกองบัญชาการประมาณ 2 กิโลเมตร มีที่ดินแปลงหนึ่งเนื้อที่ประมาณ 10 ไร ตั้งอยูหลังวัด
พุทธภูมิ และใกลกับโรงเรียนจังหวัด ตําบลเสตง อําเภอเมือง ซึ่งทางเรือนจําฯ เรียกสถานที่แหงนี้วา “กอง
ไร” และใชพื้นที่แหงนี้กอสรางบานพักสําหรับขาราชการเรือนจํา โดยที่ดินดังกลาวเปนที่ดินของกระทรวง
ศึกษาธิการ กรมราชทัณฑ ไดขอใชในราชการ
เรือนจํากลางภาคธารโตมีหนวยงานตางๆ ดังนี้
1. สํานักงานที่ทําการเรือนจํา
2. เรือนขังที่ใชควบคุมผูตองขัง
3. โรงครัว โรงเลี้ยงอาหารผูตองขัง
4. โรงเลื่อยเครื่องจักรไอนํา้
5. รานคาเพื่อการสงเคราะหฯ
6. หนวยเลี้ยงสุกร
7. หนวยตัดหวายปา ตั้งอยูที่ตําบลบานแหร ถนนสายธารโต-เบตง
1

ประหยัด โลหะรัตน, “เรือนจํากลางภาคธารโต,” ใน 80 ป กรมราชทัณฑ (กรุงเทพฯ: กรมราชทัณฑ, 2538), 162-64.

336

ภมรี สุรเกียรติ
8. หนวยเผาถาน ตั้งอยูที่ตําบลบาตูตามง อําเภอบันนังสตา และเปนดานสกัดปากทางเขา-ออกถนน
สายยะลา-ธารโต
9. หนวยเกษตรกรรมภายในพื้นที่ของเรือนจํา ทําสวนมะนาว ทําไรปานรามี่ ปลูกยางพาราตามภูเขา
10. หนวยงานทําฟนหลาสงการรถไฟแหงประเทศไทย 2 แหง คือ 1) หนวยลาโละ ตั้งอยูหางจากสถานี
รถไฟลาโละประมาณ 4 กิโลเมตร ในทองที่อําเภอรือเสาะ และ 2) หนวยบูกิต ตั้งอยูใกลสถานีรถไฟบูกิต
11. หนวยแพ ขามแมนํา้ยีละปน ในสมัยนั้นยังไมมีสะพานขามแมนํา้ยีละปน การขามฟากของคน
สิ่งของและยานพาหนะจึงตองใชแพชักลากโดยใชลวดสลิงขึงจากฝงขางหนึ่งขามแมนํา้ไปยังอีกฝง แลวเอาแพ
โยงไว และใชแรงงานผูตองขังชักลาก
12. เหมืองแรดีบุกมี 2 แหง เหมืองแรดังกลาวเปนเหมืองใชเรือขุด เดิมเปนของชนชาติอังกฤษ เมื่อ
เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยไดประกาศสงครามกับประเทศอังกฤษ รัฐบาลไทยไดยึดเหมืองแรทั้ง 2 แหงนี้
มอบใหกรมราชทัณฑ โดยใหอยูในความรับผิดชอบของเรือนจํากลางภาคธารโต ไดแก 1) เหมืองแรดีบุกบานโต
ตั้งอยูที่ตําบลบานโต ถนนสายธารโต-เบตง และ 2) เหมืองแรดีบุกเงาะกะโป ตั้งอยูที่ตําบลเงาะกะโป อําเภอ
เมือง ตองเดินทางขามแพที่แมนํา้ยีระปนไปตามถนน สายยะลา-เบตง
13. เรือนจําชั่วคราว 5 แหง ไดแก
1) เรือนจําชั่วคราวสวนใหม ตั้งอยูที่ตําบลเสตง อําเภอเมือง จังหวัดยะลา อยูหางจากกองบัญชาการ (บานนิบง ต. เสตง อ. เมือง) ประมาณ 3 กิโลเมตร ตรงขามสถานีรถไฟยะลา ไปทางตะวันออก ผาน
ตลาดเกาออกไปประมาณ 2 กิโลเมตร มีบึงนํา้ ใหญ ตองนั่งเรือขามไปยังอีกฝงของบึงจึงถึงเรือนจําชั่วคราว
สวนใหม เรือนจําชั่วคราวแหงนี้ใชเปนสถานที่รักษาพยาบาลและพักฟนผูตองขังที่เจ็บปวยซึ่งหนวยงานตางๆ
สงมา
2) เรือนจําชั่วคราวบานควนกุติ ตั้งอยูที่บานควนกุติ ตําบลลําปา อําเภอเมือง จังหวัดพัทลุง มี
บริเวณพื้นที่ประมาณ 5,000 ไร จากบานควนกุติถึงริมทะเลสาบลําปาดําเนินกิจกรรม ทํานาขาว และสีขาวสาร
กลองสงไปเลี้ยงผูตองขังที่อยูตามเรือนจําและหนวยงานในสังกัด และมีหนวยงานกิจกรรมปลูกพืชผักสวนครัว
บริเวณขางเรือนจําฯ
3) เรือนจําชั่วคราวเขาไชยสน ตั้งอยูที่อําเภอเขาไชยสน จังหวัดพัทลุง หางจากสถานีรถไฟเขาไชยสนประมาณ 3 กิโลเมตร ดําเนินกิจกรรมหาขี้คางคาวในถํา้เขาไชยสน ลําเลียงสงใหเรือนจําชั่วคราวบาน
ควนกุติเพื่อใชเปนปุยนาขาวโดยทางเรือลองไปตามคลองสงนํา้
4) เรือนจําชั่วคราวบานตนโดน ตั้งอยูที่บานตนโดน อําเภอเมือง จังหวัดพัทลุง อยูหางจากสถานี
รถไฟบานตนโดนประมาณ 1 กิ โลเมตรเศษ ดําเนินกิจกรรมลําเลียงขนสงอาหารดิบสําหรับเลี้ยงผูตองขัง
และสิ่งตางๆ จากสถานีรถไฟบานตนโดนสงใหเรือนจําชั่วคราวบานควนกุติ และลําเลียงขนสงขาวสารกลอง
จากเรือนจําชั่วคราวบานควนกุติ สงไปใหเรือนจํากลางฯ เรือนจําชั่วคราว และหนวยงานตางๆ ในสังกัดโดย
ทางรถไฟ และเปนที่สตอกขาวสารกลองชั่วคราวเพื่อเตรียมสงตอไป การสงใชเกวียนเทียมกระบือและเรือขุด
รองไปตามคลองสงนํา้
5) เรือนจําชั่วคราวทะเลนอย ตั้งอยูที่บานทะเลนอย อําเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เขตติดตอ
อําเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ดําเนินกิจกรรมจัดหาตนกระจูดที่ขึ้นอยูตามชายฝงทะเลสาบ นําไปสาน
เปนกระสอบใสขาวสารกลองและสานเสื่อสําหรับผูตองขังปูนอน สงใหเรือนจําชั่วคราวบานควนกุติ
ผูดํารงตําแหนงผูบัญชาการเรือนจํากลางภาคธารโต
1. นายสงวน ตุลารักษ
2. ขุนนิยม บัณสาร
3. นายเจือบุญ วงศรักษ

ชุมชนในฝน ณ ทัณฑนิคมธารโต, พ.ศ. 2478-2500

337

กรมราชทัณฑ กระทรวงมหาดไทย ไดยุบเลิกกิจการเรือนจํากลางภาคธารโตและกิจการตางๆ ในป พ.ศ.
2500…2

ทัณฑนิคมธารโตและกิจการตางๆ ดําเนินงานมาเพียง 23 ปก็ไดถูกเลิกไปในป พ.ศ. 2500 หลัง
จากนัน้ กรมประชาสงเคราะห ไดรบั มอบทีด่ นิ จากกรมราชทัณฑทป่ี ระกาศหวงหามไวเพือ่ จัดตัง้ ทัณฑสถาน
ธารโต พ.ศ. 2480 มาดําเนินการเพื่อจัดตั้งนิคมสรางตนเองตามนโยบายของรัฐบาลที่ตองการสงเคราะห
ประชาชนใหมีที่ดินเพื่ออยูอาศัยและประกอบอาชีพเปนของตนเอง3 นิคมสรางตนเองธารโตนี้ตั้งอยูบน
พื้นที่ทัณฑนิคมธารโตเดิม อดีตนักโทษธารโตหลายคนยังคงตั้งรกรากทํามาหากินที่นิคมสรางตนเอง
ธารโตตอมา นับตั้งแตทัณฑนิคมธารโตยุติการดําเนินการก็ลวงมามากกวาหาสิบปแลว จึงไมแปลกนัก
ที่ผูคนภายนอกพื้นที่แหงนี้จะลืมเลือนเรื่องราวเกี่ยวกับคุกธารโตไป อยางไรก็ตาม ผูคนที่อาศัยอยู
ในนิคมสรางตนเองธารโตยังคงรักษาประวัติศาสตรและความทรงจําเหลานี้ไว ดังจะเห็นไดจากคําขวัญ
ของนิคมฯ ที่วา “ธรรมชาติหุบเขา ชนเผาซาไก อดีตคุกใหญ เพลินใจทะเลสาบงาม”4 นอกจากนี้
นโยบายการศึกษาประวัติศาสตรทองถิ่นก็ไดชวยถายทอดเรื่องนี้สูเด็กๆ และเยาวชนลูกหลานคนธารโต
โดยการใชสถานที่ตางๆ ภายในนิคมฯ ที่เคยปฏิบัติการมาตั้งแตเมื่อครั้งยังเปนคุกใชเปนแหลงเรียนรู
ทางประวัติศาสตร ประกอบกับการเรียนรูจากผูเฒาผูแกที่เคยเปนอดีตนักโทษมากอน5 จนเมื่อไมนาน
มานี้ในปลายป พ.ศ. 2553 สํานักงานวัฒนธรรม อําเภอธารโต รวมกับโรงเรียนบานนิคมธารโต และ
โรงเรียนธารโตวัฑฒนวิทย ตลอดจนหนวยงานตางๆ ในอําเภอธารโตไดรวมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑคุก
ธารโต ซึ่งตั้งอยูภายในโรงเรียนบานนิคมธารโต6
มีเรื่องราวเกี่ยวกับคุกและชีวิตดิบเถื่อนในคุกจํานวนไมนอยที่ถูกถายทอดผานตัวอักษรสูบรรณพิภพ ทั้งในรูปแบบของอัตชีวประวัติ บันทึกความทรงจํา หรือนวนิยาย โดยในเรื่องราวเกี่ยวกับ
2 เรื่องเดียวกัน.
3 “ประวัติความเปนมา นิคมสรางตนเองธารโต จังหวัดยะลา,” นิคมสรางตนเองธารโต, สืบคน 6 มีนาคม 2554,
< http://www.nikomthanto.in.th/history.php>, หมายเหตุ กรมประชาสงเคราะห กระทรวงมหาดไทยไดเริ่มดําเนินการจัด
ตั้งนิคมสรางตนเองมาตั้งแตป พ.ศ. 2483 เพื่อจัดสรรที่ดินใหราษฎรเขาไปตั้งหลักแหลงทํามาหากิน จากป 2483 ถึงป 2498
ไดจัดตั้งนิคมสรางตนเองขึ้นทั่วประเทศแลวรวม 14 นิคม นิคมสรางตนเองทางภาคใตมีหาแหงไดแก 1) นิคมสรางตนเอง
ขุนทะเล จังหวัดสุราษฎรธานี 2) นิคมสรางตนเองเขื่อนเพชร จังหวัดเพชรบุรี 3) นิคมสรางตนเองอําเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต
4) นิคมสรางตนเองเทพา จังหวัดสงขลา และ 5) นิคมสรางตนเองรอนพิบูลย จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ดินที่นํามาจัดตั้ง
นิคมสรางตนเองนี้สวนใหญมีสภาพเปนปาและที่ดินรกรางวางเปลา, ที่มา สํานักหอจดหมายเหตุแหงชาติ (ตอไปใช สจช.),
มท. 0201.2.1.5/41, “การจัดทําเอกสารแสดงผลงานของรัฐบาล พ.ศ. 2498” (กันยายน 2498). นิคมสรางตนเองธารโตเปน
แหงเดียวที่ถูกแปรสภาพมากจากทัณฑนิคม ในป 2515 รัฐบาลคณะปฏิวัตินําโดยจอมพลถนอม กิตติขจร ไดออกประกาศ
คณะปฏิวัติ ฉบับที่ 355 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515 กําหนดเขตที่ดินของรัฐในทองที่อําเภอบันนังสตา จังหวัดยะลาให
จัดตั้งนิคมสรางตนเอง และไดมีการจัดทําแผนที่แนวเขตที่ดินของนิคมสรางตนเองธารโตแนบทาย, ที่มา “ประกาศของคณะ
ปฏิวัติ ฉบับที่ 355,” ราชกิจจานุเบกษาฉบับพิเศษ เลม 98, ตอนที่ 190 (13 ธันวาคม 2515), 269-70.
4 “ประวัติความเปนมา นิคมสรางตนเองธารโต.”
5 สุเมธ ปานเพชร, “ปราชญทองถิ่นมีเรื่องเลา เขาปาหาครูเงาะซาไก,” คอลัมนชวนชิมกินดื่ม, ขาวสด (8 กรกฎาคม
2547).
6 ขาวสารการศึกษาเครือขายโรงเรียน E-Networks ยะลาเขต 3, สืบคน 6 มีนาคม 2554, < http://www.yala3.org/enetworks/Newsdetails.php?Details=324>

ศ. โจรสลัดแหงตะรุเตา. 8 ทวีรัตน นาคนิยม. หนา 167.000 ไมลของขาพเจา (พระนคร: ไทยโฆษณา.go.ศ. <http://art. ลิขิตชีวิต สอ เสถบุตร: การตอสูและผลงานพจนานุกรมอันยิ่งใหญในคุก (กรุงเทพฯ: นานมี บุคสพับลิเคชั่น. 10 ปองพล อดิเรกสาร. 11 ที่มา “คําพูน บุญทวี.php?case=artist Detail&art_id=44&pic_id=&side=book> 12 “ชีวประวัติโดยยอของ มนัส จรรยงค โดยภรรยาและบุตรธิดา. 2538). 2550). 9 อาทิ พิมพวัลคุ เสถบุตร.” ใน 80 ป กรมราชทัณฑ (กรุงเทพฯ: กรมราชทัณฑ.ศ. 24898 ทั้งนี้ยังรวมถึงเรื่องที่สอ เสถบุตร หนึ่งในนักโทษการเมือง กรณีกบฏบวรเดช ที่ทําพจนานุกรมภาษาอังกฤษ-ภาษาไทยขณะติดคุกอยูที่เกาะตะรุเตาก็เปนเรื่องที่รับ รูกันอยางกวางขวาง9 ทั้งเรื่องของนักโทษการเมืองและโจรสลัดตะรุเตายังไดถูกนํามาเขียนเปนนิยาย ชื่อ The Pirates of Tarutoa หรือในชื่อภาษาไทยวา โจรสลัดแหงตะรุเตา โดยปองพล อดิเรกสาร10 นอกจากนี้ งานเขียนที่มีตนเคาเรื่องมาจากคุกทางใตก็ยังพบไดจากงานของนักเขียนซีไรท คําพูน บุญทวี ซึ่งไดรอยเรื่องราวที่รับรูจากนักโทษเมื่อครั้งที่เขารับราชการเปนผูคุมเรือนจํา ทั้งที่บางขวาง พัทลุง ปากพนัง สุราษฎรธานี และระนอง กลั่นออกมาเปนเรื่องสั้นและนวนิยายหลายเรื่องสูวงวรรณกรรม ไทย อาทิ มนุษย 100 คุก คําใหการของคนคุก เสียงกระซิบจากโซตรวน11 เปนตน แมวาเรื่องราวเกี่ยวกับคุกธารโตจะไมเปนที่รูจักมากเทากับคุกตะรุเตาก็ตาม แตประสบการณชีวิต อันแสนทรหดทามกลางความดิบเถื่อนที่คุกธารโตก็ไดถูกถายทอดผานงานของราชาเรื่องสั้นชั้นครู มนัส จรรยงค หลายตอหลายเรื่อง อาทิ “จับตาย” “บาโหย” “ซึงผี” “กากมนุษย” และ “บานเล็ก-ลูกนอย” เปนตน มนัส จรรยงคเปนเพื่อนรวมรุนกับสงวน ตุลารักษเมื่อครั้งเปนนักเรียนประจําโรงเรียนบานสมเด็จฯ ในชวงป พ. แปลโดย วิภาดา กิตติโกวิท (กรุงเทพฯ: ประพันธสาสน. “นิคมฝกอาชีพตะรุเตา. และ 10. 2463 ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สงวน ตุลารักษ ไดมอบหมายให มนัสเปนผูจัดการ หนังสือพิมพ 24 มิถุนา แตทําอยูไดไมนานนักมนัสก็ลาออกไปเขียนนิยาย ตอมาใน ป พ.” ศิลปนแหงชาติ.culture. ฝนรายของขาพเจา (พระนคร: ไทยโฆษณา.th/index. 2548). 2480 สงวนอีกเชนเดียวกันไดชักชวนใหมนัสไปเปนผูจัดการรานคาแบบสหกรณที่ทัณฑนิคม ธารโต จังหวัดยะลา12 ภาพชีวิตและความเปนอยูของนักโทษธารโตที่ปรากฏอยู ในงานประพันธของ มนัส จรรยงค จึงมิไดเปนแคเรื่องจากจินตนาการ แตทวาสะทอนมาจากความทรงจําและประสบการณ สวนตัวที่เขาไดเคยไปใชชีวิตอยู ณ ที่นั่นถึงแมวาจะเพียงแคสองปก็ตาม งานเขียนของมนัสจึงนับได 7 อาทิ พระยาศราภัยพิพัฒ. 522-23.338 ภมรี สุรเกียรติ ประสบการณคุกทางภาคใตนั้น ดูเหมือนวาคุกตะรุเตาจะเปนที่กลาวขวัญมากที่สุด สืบเนื่องมาจากเปน ที่คุมขังนักโทษการเมืองจากเหตุการณสําคัญ “กบฏบวรเดช 2476” และ “กบฏนายสิบ 2478” และ การหลบหนีออกจากเกาะของนักโทษการเมืองหาคน ไดแก พระยาศราภัยพิพัฒ พระยาสุรพันธเสนีย ขุนอัคนีรถการ หลุย คีรีวัต และแฉลม เลื่อมเพ็ชรรัตน ซึ่งตอมาไดเขียนเลาถึงประสบการณในชวงที่ ติดคุกและการหนีตายออกจากคุกเกาะตะรุเตา7 หรือการเกิดโจรสลัดตะรุเตาขึ้นในชวงป พ. . 24872489 ในชวงสงครามโลกครั้งที่สอง อันเนื่องจากเจาหนาที่และนักโทษถูกปลอยเกาะ ขาดแคลนอาหาร และเครื่องอุปโภคบริโภค จนรวมกันทําการปลนฆาเรือขนสงสินคาที่แลนไปมาในบริเวณนั้น รวมถึง การปลนเรือสินคาที่อังกฤษสงไปชวยเหลือมาเลเซีย ทําใหอังกฤษตองยกพลขึ้นบกปราบกวาดลาง โจรสลัดในเดือนมีนาคม ป พ. 2491). 2540).ศ. สืบคน 6 มีนาคม 2554. 2491).” ใน นอกบท: รวมเรื่องสั้นอันเปนที่รัก มนัส จรรยงค (กรุงเทพฯ: แพรวสํานักพิมพ.

2536). สืบคน 14 กรกฎาคม 2554.ศ. พ. พิบูลสงครามไปอยางนาเสียดาย ความสําคัญของประเด็นปญหาเรื่องทัณฑนิคมธารโต แนนอนวาความสําคัญของประเด็นปญหาเรื่องทัณฑนิคมธารโตมิ ไดเปนเพียงเพราะวาเรื่อง ราวของคุกธารโตยังไมเคยถูกคนควาศึกษาอยางเปนระบบมากอน แตผูเขียนเชื่อวาการศึกษาเรื่อง ทัณฑนิคมธารโตจะนําไปสูการขยายองคความรูเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลคณะราษฎรในการแกไข ปญหาเศรษฐกิจของประชาชนตามหลักหกประการ กลาวคือ “จะตองบํารุงความสุขสมบูรณของ ราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหมจะจัดหางานใหราษฎรทุกคนทํา จะวางโครงการเศรษฐกิจแหงชาติ ไมปลอยใหราษฎรอดอยาก”14 ผูนําในรัฐบาลคณะราษฎรไดแสดงใหเห็นถึงความมุงมั่นและความ พยายามในการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ โดยการการบูรณาการภาคสวนตางๆ ของรัฐสูการแกไขปญหา เศรษฐกิจ ดังจะเห็นไดจากการริเริ่มจัดตั้ง “ทัณฑนิคม” ซึ่งเปนการพัฒนาระบบงานราชทัณฑและ กระบวนการแกไขผูกระทําผิดควบคูไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ นอกจากนี้แลว การศึกษาเรื่อง ทัณฑนิคมธารโตไดเผยใหเห็นทัศนะของผูนําในรัฐบาลคณะราษฎรที่มีตอชายแดนภาคใตหรือดินแดน มลายูปาตานีวาเปนพื้นที่ที่มีศักยภาพในทางเศรษฐกิจ การขยายแหลงชุมชนและแหลงทํากินในดินแดนนี้จะสามารถชวยแกไขปญหาเศรษฐกิจในระดับชาติได งานศึกษาเกี่ยวกับรัฐบาลคณะราษฎร (งานวิจัยชิ้นนี้จํากัดชวงเวลาของรัฐบาลคณะราษฏรไวเพียง แคชวงเวลาระหวาง พ. 28. com/autopage/show_page. “ญี่ปุนบุกปตตานี: ภาคผนวก.php?h=11&s_id=19&d_id=19> . 2475-2481 โดยไมนับถึงชวงยุคสมัยของรัฐบาลจอมพล ป.pridiinstitute. 14 “ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1. <http://www.” วารสารรูสมิแล 15.ศ.” สถาบันปรีดี พนมยงค. 1 (มกราคม-เมษายน.ชุมชนในฝน ณ ทัณฑนิคมธารโต. พิบูลสงคราม ทั้งในชวงกอนและหลังสงครามโลกครั้งที่สอง) โดยสวนใหญมุงศึกษาประเด็นปญหาทางการเมือง ทั้ง ความขัดแยงทางการเมืองภายในกลุมผูนําคณะราษฎร ตลอดจนความขัดแยงและการตอสูระหวาง คณะราษฎรและกลุมอํานาจเกา สวนงานที่เกี่ยวของกับนโยบายเศรษฐกิจของคณะราษฎรนั้น ประเด็น ปญหาสําคัญจะมุงอภิปรายเรื่องเคาโครงเศรษฐกิจของนายปรีดี พนมยงคเปนหลัก ความพยายาม 13 ประมูล อุทัยพันธุ. 2478-2500 339 วาเปนหนึ่งในหลักฐานทางประวัติศาสตรสําคัญที่ชวยยอนภาพอดีตอันเลือนรางของทัณฑนิคมธารโต เมื่อแรกตั้งในชวงปลายทศวรรษ 2470 ไดเปนอยางดี นอกจากงานเขียนของมนัส จรรยงคแลว เรื่อง คุกธารโตถูกกลาวแทรกอยูบางเล็กนอยในบันทึกความทรงจําของประมูล อุทัยพันธุ เรื่อง “ญี่ปุนบุก ปตตานี: ภาคผนวก” ที่ลงตีพิมพเปนตอนๆ ใน วารสารรูสมิแล เมื่อครั้งประมูลยังเปนเด็กหนุมในชวง สงครามโลกครั้งที่สอง เคยไดรับรูเรื่องเลาจากญาติวาเรือนจําธารโตไดปลอยนักโทษออกมาเพื่อใหเปน หนวยลาสังหารทหารญี่ปุน นอกจากนี้ ประมูลยังใหขอมูลที่นาสนใจอีกวา สุพจน ดานตระกูลก็เคยถูก จําคุกที่ธารโตแหงนี้ดวยเชนกัน และสุพจน ไดเคยเขียนหนังสือเลมหนึ่งเรื่อง ขุมนรกในธารโต ขึ้นเพื่อ เปดโปงความโหดรายทารุณของพัศดีและผูคุมในสมัยนั้น โดยหนังสือเลมนี้ไดถูกตีพิมพและวางขายอยู ในเมืองยะลา ประมูลเลาใหฟงวาเขาโชคดีที่ซื้อหนังสือเลมนี้มาไดกอนที่ตํารวจจะสั่งเก็บและทําลาย13 ขุมนรกในธารโต จึงกลายเปนหนังสือตองหามที่ผูเขียนเพียรพยายามหาแตก็ยังไมพบ ทําใหขาดหลักฐานรวมสมัยของสภาพการณคุกธารโตในชวงของรัฐบาลจอมพล ป.

17 ตัวอยางเชน งานของปยนาถ. “ชักชวนพลเมืองใหอพยพไปอยูทางปกษ ใต” (4 มิถุนายน 2477-27 ธันวาคม 2478). 2550). ณ หองราชเทวีแกรนดบอลรูม ชั้น 3 โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ. 16 ปยนาถ. 226-27. กฤตยา อาชวนิจกุล. .340 ภมรี สุรเกียรติ ในการแกไขปญหาเศรษฐกิจที่รัฐบาลคณะราษฎรไดดําเนินการปฏิบัติจริงๆ นั้นยังมิ ไดรับการศึกษา มากเทาที่ควร ทั้งๆ ที่เปนสิ่งจําเปนหากตองการอภิปรายถึงแนวคิดและนโยบายดานเศรษฐกิจของ รัฐบาลคณะราษฎร นอกจากนี้แลว หากพิจารณางานศึกษานโยบายของรัฐในจังหวัดชายแดนภาคใต นั้น นโยบายในสมัยรัฐบาลคณะราษฎรดูเหมือนจะถูกหยิบยกขึ้นกลาวถึงเพียงเล็กนอยเทานั้น ราวกับ วารัฐบาลคณะราษฎรมิ ไดมีการดําเนินการใดๆ ในดินแดนมลายูปาตานีโดยตรง อยางไรก็ตาม แนว นโยบายของรัฐบาลคณะราษฎรตอจังหวัดชายแดนภาคใตไดถูกกลาวถึงอยูบางในงานวิจัยของปยนาถ บุนนาค ซึ่งชี้ใหเห็นถึงรองรอยสําคัญเรื่องแนวคิดของรัฐบาลคณะราษฎรในการแกไขปญหาเศรษฐกิจ ของชาติดวยโครงการอพยพชักจูงใหคนไปตั้งถิ่นฐานในจังหวัดชายแดนใต ดังจะเห็นจากการเสนอ โครงการ “ชักชวนพลเมืองใหอพยพไปอยูทางปกษ ใต” อันปรากฏในเอกสารของกระทรวงเศรษฐการ เมื่อป พ.ศ.pdf>. 2477 ความวา 15 มิถุนายน 2477 มีการเสนอโครงการชักชวนพลเมืองใหอพยพไปยังภาคใต เพื่อใหราษฎรที่อพยพไปนั้น ไปแตงงานกับชาวพื้นเมืองเดิมทั้งหญิงและชายใหกลายเปนชาติเดียวกับราษฎรที่ถูกอพยพไป โดยเฉพาะ อพยพไปอยูทางจังหวัดที่เปนไทยอิสลาม โดยมีงบประมาณใหกูยืม ใหที่ดิน ควาย เครื่องมือในการประกอบ กสิกรรม คาอพยพ พาหนะ เงินเดือน คาใชสอย โดยใหกูยืมระยะยาวและผอนใชใหหมดในเวลา 10 ปนับ ตั้งแตปที่ 4 โดยคิดดอกเบี้ย 7.” (เอกสารประกอบการประชุมวิชาการประจํา ปครั้งที่ 2 ประชากรและสังคม 2549 เรื่อง ภาวะการตาย…ภาพสะทอนความมั่นคงทางประชากร.mahidol.ac. 45. (2) สร.ipsr. “ความรุนแรงและความตายภายใตนโยบายรัฐ: กรณีสามจังหวัดชายแดนภาคใต. 0201. 98. นโยบายการปกครองของรัฐบาลตอชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต (พ. <http://www.th/IPSR/AnnualConference/ConferenceII/Article/Download/Article12.. มลายูศึกษา: ความรูพื้นฐานเกี่ยวกับประชาชนมลายูมุสลิมภาคใต (กรุงเทพฯ: สํานัก-พิมพอมรินทร.ศ. อางถึงใน ปยนาถ บุนนาค. 2475 เปนตนมา จากการคนควาเบื้องตนพบวาโครงการนิคมสรางตนเองถูกริเริ่มขึ้น 15 หจช. สืบคน 7 มีนาคม 2554. นโยบายการปกครองของรัฐบาล. บก. 2547). 98. 30 มิถุนายน 2549. กุลภา วจนสาระ และหทัยรัตน เสียงดัง. 2475-2516) (กรุงเทพฯ: โครงการเผยแพรผลงานวิชาการ คณะอักษรศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. เรื่องเดียวกัน.1/3.ศ.6. นิธิ เอียวศรีวงศ. จัดโดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล).5% ดอกเบี้ยใหเริ่มคิดจากปที่ 415 ปยนาถไดระบุทิ้งทายนโยบายการปกครองของรัฐบาลสมัยคณะราษฎรตอชายแดนภาคใตไวแค เพียงวา โครงการอพยพดังกลาวมิไดปรากฏหลักฐานวามีการดําเนินการแตอยางใด16 อยางไรก็ตาม แม งานวิจัยของปยนาถมิ ไดศึกษาเชื่อมโยงโครงการดังกลาวกับการจัดตั้งทัณฑนิคมธารโตโดยรัฐบาลคณะราษฎรก็ตาม แตก็มีคุณูปการอยางสูงในการเผยประเด็นสําคัญใหผูเขียนสามารถจับทางคนควาตอไป ได นอกจากนี้ยังทําใหผูเขียนเห็นความตอเนื่องทางความคิดในแนวทางการแกไขปญหาเศรษฐกิจดวย โครงการอพยพ หรือตอมาเรียกในชื่อวาโครงการจัดตั้งนิคมสรางตนเอง สําหรับการจัดตั้งนิคมสรางตนเองในจังหวัดชายแดนภาคใต งานวิจัยตางๆ มักจะเนนความสําคัญ เฉพาะโครงการที่ถูกจัดตั้งขึ้นในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต17 อยางไรก็ตาม ผูเขียนตองการ ชี้ ใหเห็นวาแนวคิดดังกลาวของรัฐไดปรากฏใหเห็นอยู โดยตลอดนับตั้งแตหลังการเปลี่ยนแปลงการ ปกครอง พ.

พิบูลสงคราม โดยโครงการนิคมสรางตนเองใน จังหวัดภาคใตไดเริ่มขึ้นอยางเปนรูปธรรมตั้งแตในป พ. มท. 2476-2478 คือบุคคลสําคัญในการ ริเริ่มและดําเนินการ ดังปรากฏอยู ในสุนทรพจนของปรีดี ในการเฉลิมฉลองครบรอบสามปแหงการ เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ป พ. 227. ตอนที่ ๐ง (7 กรกฎาคม 2478).ศ.ศ.ศ.1. 2478-2500 341 ครั้งแรกในป พ. 2477 ดังที่ไดกลาวไป แลว ขางตน แมวาโครงการ “ชักชวนพลเมืองใหอพยพไปอยูทางปกษ ใต” ของกระทรวงเศรษฐการเมื่อ ป พ. พ. 1142.ศ.2475 เปนผูบัญชาการคน แรกแหงเรือนจํากลางภาคธารโต เรือนจํากลางภาคธารโตไดรับการจัดตั้งเปนทัณฑนิคมแหงแรก ตามหลักทฤษฎีนั้น การดําเนินการเกี่ยวกับทัณฑนิคมเปนมาตรการในการปฏิบัติตอผูกระทําผิดอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งแตกตางออก 18 สจช. “การจัดทําเอกสารแสดงผลงานของรัฐบาล พ. 2483 ภายใตรัฐบาลของจอมพล ป.ศ. 2477 ดังกลาวจะยังไม ไดมีการดําเนินการตอในชวงเวลานั้น แตขอเสนอโครงการดังกลาว ของรัฐบาลสมัยประชาธิป ไตยยุคตนก็สะทอนใหเห็นทั้งแนวนโยบายการสนับสนุนการอพยพคนตาง ถิ่นลงสูดินแดนมลายูปาตานีเพื่อบุกเบิกที่ทํากิน จนกระทั่งแนวคิดดังกลาวนี้ตอมาไดรับการปฏิบัติ อยางเปนรูปธรรมในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบใหมีการจัด ตั้งนิคมสรางตนเองพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ชุมชนในฝน ณ ทัณฑนิคมธารโต.ศ. 2503 นั้น ในป พ.ศ. ราชกิจจานุเบกษา เลม 2. 2497 ที่มีการจัดตั้งนิคมสรางตนเองในทอง ที่อําเภอเทพา จังหวัดสงขลา อันมีเขตติดตอกับอําเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปตตานี18 หากยอนเวลากลับ ขึ้นไปในชวงรัฐบาลพลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ก็จะพบรองรอยแนวคิดของรัฐเรื่องการอพยพ โยกยายประชากรลงภาคใตเพื่อแกปญหาไมมีที่ทํากินเชนเดียวกัน ดังจะเห็นไดจากการเสนอโครงการ “ชักชวนพลเมืองใหอพยพไปอยูทางปกษใต” ของกระทรวงเศรษฐการ ป พ. 2478 รัฐบาลคณะราษฎรก็ไดเคยดําเนินโครงการที่มีลักษณะคลายคลึงกันนี้ ทวาตางกันแตเพียง ลักษณะของคนตางถิ่นที่ถูกโยกยายมาอยู คือ นักโทษ หาใชประชาชนที่รัฐชักชวนใหมาตั้งรกรากโดย สมัครใจ โครงการที่วานี้คือการตั้งทัณฑนิคม หรือ อาณานิคมนักโทษ (Penal Settlement หรือ Penal Colony) กลางปาดงดิบ ณ บานไอรกือดง หรือไอรกะดง ตําบลธารโต อําเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา โดยทัณฑนิคมธารโต หรือ เรือนจํากลางภาคธารโตแหงนี้ หลวงประดิษฐมนูธรรม (ดร. 0201. นโยบายการปกครองของรัฐบาล.ปรีดี พนมยงค) ผูดํารงตําแหนงรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยในชวงป พ.ศ.5/41.ศ. . 2478 ความวา “…ในสวนกรมราชทัณฑ ก็ ไดพยายามฝกฝนอบรมนักโทษไปในทางหาผลประโยชน และดัดนิสสัยใหกลายเปนคนดี และหา อาชีพใหแกผูที่พนโทษแลว ไดเริ่มตั้งเรือนจําที่จะเปลี่ยนรูปแบบเปนทัณฑนิคมในภายหนาในจังหวัด นครราชสีมา และเตรียมการตั้งตอไปอีกในจังหวัดยะลา”20 ในการนี้ ปรีดีไดแตงตั้งใหนายสงวน ตุลารักษ ผูซึ่งเขารวมกับคณะราษฎรในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในป พ. 2503 โดยใหกรมประชาสงเคราะห กระทรวงมหาดไทย เปนผูรับผิดชอบโครงการ19 ในหวงเวลายี่สิบกวาปกอนการจัดตั้งนิคมสรางตนเองอยางเปนทางการใน พ.ศ..ศ. 20 สุนทรพจนหลวงประดิษฐมนูธรรม รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย ทางวิทยุกระจายเสียง. 2498” (กันยายน 2498). 19 ปยนาถ.ศ.2.

go.th/demo/www/ aboutus/about-boss6.342 ภมรี สุรเกียรติ ไปจากการปฏิบัติตอผูกระทําผิดโดยทั่วๆ ไป อันไดแกการลงโทษจําคุกในเรือนจํา กลาวอีกนัยหนึ่ง ทัณฑนิคมเปนรูปแบบของการปฏิบัติตอผูกระทําผิดในชุมชนที่พยายามดึงเอาทรัพยากรและขอไดเปรียบตางๆ ของชุมชนเขามาใชในการแกไขผูกระทําผิดใหกลับเขาสูสังคมไดอยางปกติสุข โดยทัณฑนิคมไดถูกออกแบบหรือจัดตั้งขึ้นสําหรับผูตองโทษที่ ไดรับการพิจารณาคัดเลือกจําแนกลักษณะแลว วาเปนผูที่ไมจําเปนจะตองไดรับการควบคุมอยางเขมแข็งในเรือนจํา โดยเปนผูที่สมควรจะไดรับการ ลดหยอนใหไดมีโอกาสไดอยู ในที่มีอิสรภาพพอสมควร และมีโอกาสที่ไดรับการฝกฝนวิชาชีพทางดาน การเกษตร เพื่อประโยชนในการประกอบอาชีพทางดานนี้ตอไปในอนาคต ตามโครงสรางที่ถูกออกแบบขึ้นนั้น ทัณฑนิคมจะมีลักษณะเปนหมูบานเชนเดียวกับหมูบานใน ชนบทโดยทั่วๆ ไป โดยบานที่อยูอาศัยของผูตองขังจะถูกปลูกรวมกันอยู ในหมูบาน และมีโรงเรียน สถานพยาบาล ที่ทําการไปรษณีย และที่ทําการของทัณฑนิคม ทั้งนี้บริเวณที่ดินที่จะใชในการทํากิน จะตั้งอยูแยกออกไปอีกสวนหนึ่งแถวใกลๆ หมูบาน จุดประสงคของทัณฑนิคมนั้นนอกเหนือจากจะ ใหผูตองขังไดรับการฝกวิชาชีพทางดานการเกษตรแลว ยังมีจุดมุงหมายเพื่อใหผูตองขังมีที่ทํากินเมื่อ พนโทษไปแลวดวย ดังนั้น ผูตองขังจึงมีสิทธิ์ที่จะทํากินในบริเวณที่ดินดังกลาวไปโดยตลอดชีวิต และ สามารถที่จะตกทอดไปยังทายาทไดดวย เพียงแตหามจําหนายจายโอนใหแกบุคคลภายนอกเทานั้น ผูตองโทษที่ ไดรับการคัดเลือกไปอยูทัณฑนิคมนั้นสามารถที่จะนําครอบครัวไปอยู ไดดวย ทั้งเมื่อพน โทษแลวก็ยังสามารถอาศัยอยู ในทัณฑนิคมไดตอไปจนชั่วลูกชั่วหลาน ในมาตรา 48 ของพระราชบัญญัตริ าชทัณฑ พ. <http://www. ทัณฑนิคมในประเทศไทย. 2479 ไดกําหนดคุณสมบัติของผูตองโทษที่จะถูกสงไปอยูทัณฑนิคมวาจะตอง เปนนักโทษคดีเด็ดขาดแลว และมีความประพฤติดี มีความอุตสาหะ มีความสามารถในดานการศึกษา หรือการทํางานขณะอยู ในเรือนจํา โดยผูที่ ไดรับการคัดเลือกไปอยูที่ทัณฑนิคมตามกฎหมายจะเรียก วา “นักโทษพิเศษ” สามารถนําครอบครัวเขาไปอยูไดดวย และยังสามารถหาผลประโยชนบนที่ดินของ ทัณฑนิคมที่ทางการไดจัดใหดวย21 หากพิจารณาการตั้งทัณฑนิคมธารโตเฉพาะแตบริบทของพัฒนาการงานดานราชทัณฑ อาจ จะเห็นแตเพียงวามูลเหตุของการจัดตั้งทัณฑนิคมคือหนึ่งในแนวทางการแกไขอบรมผูกระทําผิดให กลับเขาสูสังคมดวยการฝกฝนอบรมอาชีพ และใหผูกระทําผิดมีรายไดและมีที่ทํากินภายหลังการพน โทษ แตหากพิจารณาในบริบทที่กวางมากขึ้น คือ นโยบายของรัฐในระดับประเทศ โดยเฉพาะอยาง ยิ่งนโยบายเศรษฐกิจ แนวคิดเรื่องการแกไขปญหาคนไรที่ทํากินและแนวคิดการจัดการทรัพยากรใน พื้นที่ชายแดนภาคใตของรัฐ ก็จะเห็นไดวาการจัดตั้งทัณฑนิคมธารโตนั้นสอดคลองกับแนวคิดเรื่อง การอพยพคนตางถิ่นที่ไรที่ทํากินลงสูชายแดนใต การจัดตั้งทัณฑนิคมธารโตจึงเปนดั่งโครงการนํารอง กอนการจัดตั้งนิคมสรางตนเองในชายแดนใต กลาวอีกนัยหนึ่ง ทัณฑนิคมคือเมืองจําลองของนักโทษ แรงงานนักโทษจากทั่วทุกสารทิศของประเทศไทยไดถูกยายมายังทัณฑนิคมธารโต เพื่อบุกเบิกปา ดงดิบใหเปลี่ยนสภาพเปนที่อยูอาศัยและแหลงทํากิน แรงงานนักโทษจึงถูกแปรสภาพนํามาใชเพื่อสราง ผลประโยชนทางเศรษฐกิจจากทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ ในปาชายแดนใตใหกับภาครัฐ และในทาย 21 กรมราชทัณฑ. สืบคน 7 มีนาคม 2554.html> .correct.ศ.

ชุมชนในฝน ณ ทัณฑนิคมธารโต. 2474 พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวทรงโปรดฯ ใหยุบเลิกมณฑลปตตานีและยุบเลิก เมืองสายบุรีลง โดยใหสามเมืองที่เหลือ (คือเมืองปตตานี เมืองยะละ และเมืองนราธิวาส) รวมอยู ในเขตการปกครองของมณฑลนครศรีธรรมราช เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการครอง พ.ศ. พ.ศ. 2500 อดีตทัณฑสถานแหงนี้และอดีตนักโทษที่ยังคงอยู ก็ไดถูกเปลี่ยนสถานะกลายเปนราษฎรในนิคมสรางตนเองธารโตในเวลาตอมา บทความวิจัยชิ้นนี้ ผูเขียนมุงศึกษาสามประเด็นหลักดวยกันคือ 1) มูลเหตุปจจัยในการจัดตั้ง ทัณฑนิคมธารโต 2) การดําเนินกิจการของทัณฑนิคมธารโต และ 3) สภาพความเปนอยูและการดํารง ชีวิตของนักโทษแหงทัณฑนิคมธารโต ชายแดนใตในทศวรรษ 2470 ดินแดนมลายูปาตานีถูกผนวกเขาอยูภายใตอํานาจการปกครองของรัฐบาลสยาม โดยมีสถานะ เปนมณฑลปตตานีมาตั้งแตรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว มีการแบงเขตการ ปกครองออกเปนสี่หัวเมือง คือ เมืองปตตานี เมืองยะลา เมืองสายบุรี และเมืองนราธิวาส ตอมาใน ป พ. 2466-2481 แตกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้งในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ .ศ.ศ. 2478-2500 343 ที่สุดเมื่อทัณฑนิคมธารโตถูกปดลงในป พ. 2475 รัฐบาล คณะราษฎรก็ ไดยุบเลิกระบบการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลในป พ. 2476 และกําหนดให จังหวัดเปนหนวยการปกครองสูงสุดในระดับภูมิภาค สถานการณทางการเมืองในชวงทศวรรษ 2470 หากเทียบกับทศวรรษกอนหนาและตามมา กลาว ไดวาคอนขางสงบ ไมปรากฏเหตุการณความขัดแยงหรือการตอตานอํานาจการปกครองของรัฐบาล สยามรุนแรงแตอยางใด ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากการปฏิรูปนโยบายของสยามในการปกครองมณฑลปตตานี ภายหลังกรณีความขัดแยงในป พ.ศ.ศ.ศ. 2465 โดยการแกไขกฎระเบียบขอปฏิบัติที่ขัดแยงกับหลักการทาง ศาสนาอิสลาม อาทิ ในพิธีถอื นํา้พิพัฒนสัตยาซึ่งมีการอางถึงพระรัตนตรัย เปลี่ยนเปนการทําพิธีสาบาน ตอหนาพระคัมภีรอัลกุรอานในมัสยิดตามธรรมเนียมศาสนาอิสลามแทน สวนในดานการเก็บภาษีอากร ไดมีการผอนปรนลดอัตราการเก็บเงินศึกษาพลีและเงินรัชชูปการ และเลิกเก็บอากรคานํา้ รัฐบาลสยาม ไดวางแนวทางการปกครองมณฑลปตตานีขึ้นใหมตามหลักรัฐประศาสโนบายหกประการกําหนดตาม ขอเสนอของพระยายมราช (ปน สุขุม) และไดออก สมุดคูมือสําหรับขาราชการกระทรวง มหาดไทยที่ ไดรับราชการในมณฑลซึ่งมีพลเมืองนับถือศาสนาอิสลาม พรรณงาม เงาธรรมสารเคยวิเคราะห ไววา หลักรัฐประศาสโนบายหกประการและสมุดคูมือฯ ดังกลาว สะทอนหลักการพหุนิยมทางการเมือง การ ปกครอง และวัฒนธรรม อันมีลักษณะที่กาวหนา กลาวคือ ไมเพียงไมสนับสนุนการกีดกันอันเนื่องมา จากความแตกตางทางประวัติศาสตร ชาติพันธุ ศาสนา ความเชื่อและวัฒนธรรมประเพณีของประชาชน ในพื้นที่นั้น แตยังตองการสงเสริมหลักการปกครองและการปฏิบัติราชการที่สอดคลองกับหลักความ เชื่อและวัฒนธรรมของชนชาติในพื้นที่นั้นๆ และยังขจัดอุปสรรคที่เปนสิ่งกีดขวางความแตกตางนั้นๆ อีกดวย การปรับนโยบายการปกครองเชนนี้ทําใหการตอตานของชาวมุสลิมในพื้นที่ลดความรุนแรงลง ในระหวางป พ.

2478 ซึ่งอาจกลาวไดวาเปนครั้งแรกที่รัฐไดมีการดําเนินโครงการ ขนาดใหญเขาไปจัดการควบคุมพื้นที่ชายขอบของดินแดนมลายูปาตานีโดยตรง และเปนครั้งแรกเชน เดียวกันที่รัฐตั้งสถานที่กักกันนักโทษในดินแดนชายขอบอันหางไกล23 อันแตกตางออกไปจากแนวทาง ที่ไดปฏิบัติกันมา คือการตั้งเรือนจําหรือคุกในเขตเมืองหรือใกลกับตัวเมืองเพื่อสะดวกในการควบคุม ผูตองขังโดยตรง บานไอรกือดง: พื้นที่ชายขอบของดินแดนมลายูปาตานี ทัณฑนิคมธารโต เมื่อแรกเริ่มตั้งในป พ. (2) สร.ศ.5 กันยายน 2483). “ขออนุมัติยืมเงินทุนจากกระทรวงการคลัง 60. 2480 และเกาะเตา จังหวัดสุราษฎรธานี เปนตน 24 สจช.344 ภมรี สุรเกียรติ ใชนโยบายชาตินิยมสุดขั้ว22 ในแงโครงสรางการปกครองสวนภูมิภาค ดินแดนมลายูปาตานีไดถูกควบคุมโดยตรงจากอํานาจ รัฐสยาม ผานตัวแทนคือขาราชการจากสวนกลางระดับตางๆ ที่ลงมาประจําในพื้นที่ เชื้อสายเจาเมือง เดิมถูกลดอํานาจ คนพื้นถิ่นมีอํานาจการปกครองจํากัดอยู ในระดับหมูบานตําบล หรือมิฉะนั้นก็ตอง ผันตัวเขารวมอยู ในระบบราชการ แตหากพิจารณาในเชิงพื้นที่ทางกายภาพแลวจะเห็นไดวาขอบเขต การทํางานและประสบการณของขาราชการจากสวนกลางยังคอนขางจํากัดเฉพาะแต ในเขตตัวเมืองอัน เปนที่ตั้งของหนวยงานทางราชการและศูนยกลางทางเศรษฐกิจเทานั้น นานๆ ครั้งถึงจะมีการออกไป ตรวจเยี่ยมหรือสํารวจพื้นที่หางไกล พื้นที่ชายขอบของมลายูปาตานียังคงเปนดินแดนแปลกหนาสําหรับ รัฐสวนกลาง ตราบจนกระทั่งมีการตั้งทัณฑนิคมธารโตขึ้นที่บานไอรกือดง ตําบลแมหวาด อําเภอ บันนังสตา จังหวัดยะลาในป พ.” (29 เมษายน 2479). 2478 และถือวาเปนแหงเดียวที่ตั้งอยูบนพื้นแผนดินใหญ โครงการตอๆ มาในภาคใต รัฐเลือกใชเกาะ เปนสถานที่กักกัน อาทิ เกาะตะรุเตาในทะเลอันดามันตั้งนิคมฝกอาชีพตะรุเตา จังหวัดสตูล ในป พ. 23 นาสังเกตวาดินแดนชายขอบของภาคใตถูกรัฐเลือกใชเปนสถานที่กักกันผูตองโทษ ทัณฑนิคมธารโตถูกจัดตั้งขึ้นกอน เปนแหงแรกในป พ.83/17.000 บาท ตามระเบียบการเงินทุนหมุนเวียนสําหรับทําการปาไมและโรงเลื่อยจักร. “กระบวนการบูรณาการรัฐชาติไทยกรณีจังหวัดชายแดนใต: บทเรียนจากระบบเทศาภิบาล ในสมัยรัชกาลที่ 6. “เงินทุนจัดโครงการเรือนจําภาคธารโต จังหวัดยะลา หรือเรื่องเรือนจําภาคตําบลแมหวาด อําเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา” (5 ตุลาคม 2478 ..ศ.” ราชกิจจานุเบกษา เลม 54 (29 มีนาคม 2480).ศ.ศ. 25 “พระราชกฤษฎีกา กําหนดเขตหวงหามที่ดิน ในทองที่ตําบลแมหวาด อําเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา. .” วารสารวิชาการคณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร 5.ศ. 2480 ไดมกี ารออกพระราชกฤษฎีกากําหนดเขตหวงหามทีด่ นิ ในทองทีต่ าํ บลแมหวาด อําเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา เพือ่ ประโยชนแกการราชทัณฑ โดยมอบอํานาจใหผบู ญั ชาการเรือนจําภาคจังหวัดยะลามี อํานาจในการหวงหามที่ดินตามพระราชกฤษฎีกานี้25 กลาวไดวาขอบเขตพื้นที่ท่ีถูกสงวนไวสําหรับการ ดําเนินการของทัณฑนิคมครอบคลุมพืน้ ทีส่ ว นใหญของอําเภอธารโตและอําเภอบันนังสตาในปจจุบนั 22 ดู พรรณงาม เงาธรรมสาร. 1970-72.000 ไร สําหรับใหทณั ฑนิคมธารโตดําเนินการทําปาไม24 และตอมาในป พ. 5 (มกราคม-มิถุนายน 2552): 41-46.0201. 2478 นั้นมีช่อื วาเรือนจําภาคจังหวัดยะลา (ธารโต) ตัง้ อยูท บ่ี า น ไอรกอื ดง อําเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา มีบริเวณทีด่ นิ 25.000 ไร ทีต่ ง้ั นีห้ า งจากตัว เมืองจังหวัดยะลา 59 กิโลเมตร กระทรวงมหาดไทยไดมีคําสั่งใหคณะกรรมการจังหวัดยะลาประกาศ สงวนทีด่ นิ ไวประมาณ 160.

ศ. “ไอรกือดง” หรือ “ไอรเยอรกือดง” เปนคําในภาษามลายู คําวา “ไอร” หรือ “ไอรเยอร” หมายถึงนํา้หรือลําธารขนาดใหญ สวน “กือดง” หมายถึงพืชชนิดหนึ่งมีพิษคลายตําแย “ไอรกือดง” เปน ชื่อของลําธารสายหนึ่งที่แยกออกมาจากสาขาของแมนํา้ปตตานี ไอรกือดงจึงเปนชื่อที่ชาวบานใชเรียก พื้นที่นี้กอนที่จะมีการเปลี่ยนชื่อเรียกเปนภาษาไทยวา “ธารโต” สันนิษฐานไดวากรมราชทัณฑ ไดตั้งชื่อ นี้ขึ้นเพื่อใหเหมาะสมกับสภาพพื้นที26่ บานไอรกือดงตั้งอยูทางดานตะวันตกของแมนํา้ปตตานี แตพื้นที่ มิ ไดตอเนื่องโดยตรงกับแมนํา้เนื่องจากมีแนวเทือกเขาขวางกั้นอยู ลักษณะที่ตั้งของบานไอรกือดงเอง ก็เปนเทือกเขาสูง ตั้งอยูบนแนวเทือกเขาสันกาลาคีรีซึ่งทอดตัวจากตะวันตกไปทางตะวันออก โดย เริ่มมาตั้งแตจังหวัดสตูล ทอดตัวผานอําเภอสะบายอย จังหวัดสงขลา ผานเขาอําเภอบันนังสตา อําเภอ ธารโต อําเภอเบตง จังหวัดยะลา จนถึงอําเภอสุคีริน จังหวัดนราธิวาส ในอดีตนั้น พื้นที่บริเวณนี้เปนเขตปาดงดิบ ไมปรากฏที่ตั้งของเมืองหรือชุมชนขนาดใหญ มี ประชากรอาศัยอยูเบาบางและโดยสวนมากเปนพื้นที่อาศัยของชาวปาซาไก แตเต็มไปดวยเหมือง แรดีบุก พื้นที่บริเวณนี้เปรียบเปนพื้นที่ชายขอบของศูนยกลางอํานาจทางการเมืองและเศรษฐกิจใน ดินแดนมลายูปาตานี ตั้งอยูในพื้นที่ระหวางเมืองยะลาทางดานเหนือและเมืองชายแดนเบตงทางดานใต ศูนยกลางทางการเมืองและเศรษฐกิจในดินแดนทางตอนในของลุมนํา้ปตตานีเดิมอยูที่เมืองยาลอ 26 “อําเภอธารโต. 1970-72. 2478-2500 345 ภาพที่ 1 แผนที่แสดงเขตตหวงหามตามพระราชกฤษฎีกา กําหนดเขตหวงหามที่ดิน ในทองที่ตําบลแมหวาด อําเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา. ที่มา พระราชกฤษฎีกา กําหนดเขตหวงหามที่ดิน ในทองที่ตําบลแมหวาด อําเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา. ราชกิจจานุเบกษา เลม 54 (29 มีนาคม 2480). <http://th.wikipedia.” วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี.ชุมชนในฝน ณ ทัณฑนิคมธารโต. พ.org/wiki/อําเภอธารโต> . สืบคน 15 กรกฎาคม 2554.

2452 เปนตนมา กิจการทําเหมืองแรดีบุกที่เจาเมืองรามันบุกเบิกและเปนเจาของในฝงทางรัฐ เประก็ไม ไดเปนสวนหนึ่งของกิจกรรมการคาของสยามอีกตอไป29 เมืองเบตงเคยขึ้นอยูกับเมืองรามัน ในสมัยเจ็ดหัวเมือง อยูในเสนทางติดตอสูเหมืองเกลียนอินตันในดินแดนเประ จากการปกปนเขตแดน และผลของสนธิสัญญาขางตน ทําใหเมืองเบตงกลายเปนเมืองหนาดานชายแดนกับสหพันธรัฐมลายู แมวาพื้นที่ระหวางตัวเมืองยะลาจนถึงเมืองชายแดนเบตงนั้นจะเต็มไปดวยเหมืองแรดีบุก รัฐบาลตั้งแตสมัยรัชกาลที่ 5 เปนตนมาใหสัมปทานประทานบัตรเหมืองแรแกนายทุนชาวจีนและชาว ตะวันตกเขาไปดําเนินการ แตก็ยังมิ ไดมีการพัฒนาเสนทางคมนาคมติดตอระหวางตัวเมืองยะลาถึง เบตงแตอยางใด การเดินทางเขาสูเหมือง อาทิ เหมืองถํา้ทะลุที่บันนังสตา ตองใชเรือหรือแพถอไปตาม ลํานํา้ปตตานี ผานทาสาปจนกระทั่งถึงบันนังสตา30 จากคําใหสัมภาษณของขุนจรรยาวิธาน (ยูโซะ มะโรหบุตร) ในชวงป พ. 2553).ศ. 63. 31 กองบรรณาธิการ วารสารรูสมิแล. 32-33. 71. 29 เรื่องเดียวกัน. 1909) ใน ป พ. 1 (พฤศจิกายน 2522 . ยาลอเปนยะลา: ความเปลี่ยนแปลงของบานเมืองและคนรุนใหมในเมืองและปริมณฑลเมือง ยะลา (กรุงเทพฯ: สํานักงานสนับสนุนกองทุนวิจัย. 69.มกราคม 2523): 4. .346 ภมรี สุรเกียรติ ตั้งอยูบริเวณที่ราบลุมชายฝงทางตะวันตกของลํานํา้ปตตานีอันเปนสวนที่ตอเนื่องมาจากที่ราบเชิงเขา สันกาลาคีรี บริเวณนี้คือจุดเริ่มตนของที่ราบลุมนํา้ปตตานีที่จะแผกวางไปจรดเขตชายฝงทะเลของ คาบสมุทรฝงตะวันออก เมืองยาลอที่ตั้งอยู ในบริเวณที่ราบใกลเชิงเขาสามารถเดินทางตอเนื่องขึ้นไป ตามลํานํา้ปตตานีสูเทือกเขาภายในได และเปนจุดรวมของการเดินทางที่ทําใหเห็นวามีความสัมพันธ อยูกับการใชทรัพยากรจากภายในแผนดิน เชน การทําเหมืองแรดีบุก การจับชาง หรือการหาของปา เพื่อการคา และสามารถเดินทางขามคาบสมุทรไดทั้งฝงทะเลอันดามันและฝงอาวไทย ภายหลังเมื่อ มีการนํารูปแบบการเดินทางดวยรถไฟและถนนเขามาสูพื้นที่ภายในเหลานี้ ทําใหชุมชนยายศูนยกลาง ทางเศรษฐกิจและการปกครองไปตั้งอยูในยานชุมทางการคมนาคมสมัยใหม ทั้งยังมีการยายเมืองไปอยู อีกฝงหนึ่งของลํานํา้ปตตานี 27 อันเปนที่ตั้งของตัวเมืองยะลาในปจจุบัน นอกจากเมืองยาลอแลว ยอนกลับไปในสมัยเจ็ดหัวเมือง เมืองรามันก็เปนเมืองในแผนดินทาง ตอนในที่มีความสําคัญไมแพเมืองยะลา โดยเมืองรามันตั้งอยู ในลุมนํา้สายบุรี และมีศูนยกลางอยูที่ เมืองโกตาบารู เมืองยาลอมีอาณาเขตติดตอกับเมืองรามันโดยมีแนวแมนํา้ปตตานีเปนตัวแบงเขต เจา เมืองทั้งสองมีรายไดหลักมาจากการผูกขาดการคาดีบุกที่มาจากเหมืองดีบุกจํานวนมากบนเทือกเขาสูง ทางตอนใน โดยเหมืองแรที่สําคัญของเจาเมืองยะลา คือ เหมืองดีดะ เหมืองลาบู เหมืองบาเระ เหมือง บายอ และเหมืองแมะบุหลัน ซึ่งอยู ในเขตตําบลบันนังสตาในปจจุบัน28 สวนเหมืองแรดีบุกสําคัญของ เจาเมืองรามันจะตั้งอยูแถวเขตสันปนนํา้ฝงเประ คือ เหมืองเกลียนอินตัน หรือในปจจุบันเรียกวา ฮูลูเประ ภายหลังจากการทําสนธิสัญญาระหวางอังกฤษกับสยาม (Anglo-Siamese Treaty.ศ. “บทสัมภาษณชีวิต: ขุนจรรยาวิธาน คนไทยมุสลิมที่เขาโรงเรียนไทยรุนแรก.” วารสาร รูสมิแล 5. 2463 เมื่อทานไดรับเลือกใหยายไปเปนศึกษาธิการ อําเภอเบตง ขุนจรรยาวิธานเลาวาการเดินทางจากปตตานี ไปยังเบตงนั้นตองไปทางเคดะห31 ดวยการขึ้นรถไฟจากสถานี 27 ทรัยนุง มะเด็ง และคณะ. 30 เรื่องเดียวกัน. 28 เรื่องเดียวกัน.

ศ. (2) สร 0201. พริก.. มะพราว. 2477 กําลังตัดถนนเพิ่มเติมจากอําเภอบันนังสตาสูอําเภอเบตง32 ถนนสาย 410 ยะลา-เบตงนี้คือเสนทางคมนาคมหลักที่เชื่อมตอบานไอรกือดง เขากับศูนยกลางที่เมืองยะลาโดยตรง ไอรกือดงในทศวรรษ 2470 ยังคงเปนบานปาเมืองเถื่อน ถิ่นทุรกันดารกลางปาดงดิบ แมวาจะมี ถนนสาย 410 ตัดผานเขามา แตก็มิไดสงผลใหเกิดการตั้งหลักแหลงชุมชนขนาดใหญแตอยางใด จาก การคนควาเอกสารไมพบหลักฐานที่บงชี้แนชัดวาเหตุใดรัฐจึงเจาะจงเลือกตั้งทัณฑนิคมในพื้นที่ไอรกือดง แตอาจเปนไปไดวาพื้นที่ปาดงดิบผืนนี้เปนปราการทางธรรมชาติชั้นดีในการใชกักกันนักโทษแทน การกักขังภายในคุก ทรัพยากรปาไมอันอุดมสมบูรณเองก็นาจะเปนตัวดึงดูดใหรัฐเขามาหาผลประโยชน จากกิจการปาไม และการที่บริเวณนี้เปนพื้นที่ชายขอบไรแหลงชุมชนสําคัญ จึงทําใหไมเกิดการตอตาน เมื่อมีการประกาศเขตสงวนพื้นที่ขนาดใหญกวา 160. กลาวไดวา มูลเหตุปจจัยอันนําไปสูการจัดตั้งทัณฑนิคมธารโตนั้นมีหลายประการ แตปจจัย ทางเศรษฐกิจนาจะมีความสําคัญมากที่สุด โดยปรีดี พนมยงคเปนผูที่มีบทบาทหลักในการวางแผน 32 สจช. ที่มา สจช. (2) สร 0201.ศ.6/3. มันหนู.22/8. กระบือ กระทรวงเศรษฐการ วันที่ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๗ รางคําประกาศโฆษณา เรื่อง “ชักชวนพลเมืองใหอพยพไปอยูทางปกษใต” ของกระทรวงเศรษฐการ. ไก.ศ.17 กันยายน 2477). .ศ. หอม หรือทํานา หรือเลี้ยงสัตวก็ดี ทางราชการจะ ชวยเหลือใหมีที่ดินทําการเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว ในปกษ ใต ฉะนั้นขอใหมาตกลงกับกองกรรมกร ณ กระทรวงเศรษฐการ เพื่อจะไดจัดการใหไดรับความสะดวกในการอพยพและจับจองที่ดิน เพื่อให เหมาะสมแกความสมัครของผูทํา ชายฉกรรจคน ๑ รัฐบาลจะใหที่ทํากินเปนจํานวนประมาณ ๒๐ ไร สิ่งที่จะเพาะปลูกไดและขายไดมากนั้น คือ หมาก. มันสัมปหลัง สวนสัตวก็มีหมู. พริก. พ.. มันสัมปหลัง. หอม.000 ไร ไวในอํานาจการดําเนินงานของทัณฑนิคม ธารโต นโยบายชักชวนพลเมืองใหอพยพไปอยูทางปกษใต โฆษณา กระทรวงเศรษฐการขอประกาศใหกรรมกรไทยทราบทั่วกันวา ผูใดไมมีงานทํา ใครจะทําการ เพาะปลูก เชน ไรมันหนู. “เรื่องชักชวนพลเมืองใหอพยพไปอยูทางปกษใต” (4 มิถุนายน 2477-27 ธันวาคม 2478). 2478-2500 347 โคกโพธิ์ไปเคดะห และคอยเดินทางตอไปยังเบตงอีกทอดหนึ่ง หลังจากที่เสนทางรถไฟสายใตตัดผาน เมืองยะลาในป พ. โค. “รายงานการสํารวจเศรษฐกิจของพระสารสาสนพลขันธ” (29 พฤษภาคม . 2468 ก็ไดเริ่มมีการสรางถนนทางรถยนตเชื่อมสถานีรถไฟไปยังพื้นที่หางไกล สันนิษฐานวาเมื่อถึงป พ. 2475 ก็นาจะมีทางถนนเชื่อมจากตัวเมืองยะลาถึงพื้นที่บันนังสตาแลว และในชวงป พ.ชุมชนในฝน ณ ทัณฑนิคมธารโต.

ศ. พระสารสาสนพลขันธ (ลอง สุนทานนท) รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐการในชวงป พ.ศ.348 ภมรี สุรเกียรติ ดําเนินการและผลักดันใหทัณฑนิคมธารโตเกิดขึ้นอยางเปนรูปธรรม ตนทางของโครงการนี้แรกเริ่ม เดิมทีมาจากขอเสนอเรื่อง “โครงการอพยพ” ของ พ. 2475 คณะราษฎรผู ทําการอภิวัฒนการปกครองไดใหสัญญากับประชาชนวาจะใหมี “การรักษาเอกราชทางเศรษฐกิจ… การ บํารุงความสุขสมบูรณของประชาชนในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหมจะจัดหางานใหราษฎรทุกคนทํา จะวางโครงการเศรษฐกิจแหงชาติ ไมปลอยใหราษฎรอดอยาก”33 รัฐบาลคณะราษฎรเลือกใชแนวทาง การแทรกแซงระบบเศรษฐกิจ เพื่อแกไขปญหาเศรษฐกิจพื้นฐานและกําหนดแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจ ของประเทศโดยรัฐ ปรีดี พนมยงค เสนาธิการของคณะราษฎรและผูนําของคณะผูกอการปกซาย พยายามปฏิรูประบบ เศรษฐกิจเพื่อลมลางพันธนาการของระบอบศักดินาอยางสิ้นเชิง ดวยการเสนอวิธีการเปลี่ยนเทคนิค การผลิตและระบบการถือครองกรรมสิทธิ์ โดยในป พ.ท.ศ. 2476 ปรีดีไดเสนอเคาโครงการเศรษฐกิจตอ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี กลาวโดยสรุป เคาโครงการเศรษฐกิจประกอบดวยขอเสนอสองสวน สวนแรกวา ดวยการเปลี่ยนระบบกรรมสิทธิ์ สวนที่สองวาดวยการจัดใหมีการพัฒนาการเศรษฐกิจ ในสวนแรกนั้น ปรีดีเสนอใหโอนที่ดินที่เปนปจจัยการผลิตทั้งหมดเปนของรัฐ โดยใหคาตอบแทนแกเจาของปจจุบันใน รูปพันธบัตรเงินกู ใหโอนทุนและโรงงานอุตสาหกรรมเปนของรัฐ โดยใหคาตอบแทนลักษณะเดียวกัน หากเจาของทุนปรารถนาจะดําเนินกิจการของตนเองตอไป ตองพิสูจนวาจะทําไดพอเพียงชีวิตตนเอง และครอบครัว ถาพิสูจน ได รัฐบาลจะอนุญาตใหสัมปทานเปนรายๆ ไป กิจการของตางประเทศจะได รับสัมปทานใหดําเนินการชั่วเวลาหนึ่งเชนเดียวกัน ฉัตรทิพย นาถสุภาวิเคราะหวาแผนเศรษฐกิจของ ปรีดีมีความสําคัญยิ่งในแงที่เปนการเสนอใหจัดระบบกรรมสิทธิ์ในปจจัยการผลิตใหม ลมชนชั้นศักดินา เจาของที่ดิน และจํากัดเขตอํานาจของชนชั้นนายทุนลงอยางมาก เปลี่ยนมือเจาของคาสวนเกินจาก ชนชั้นศักดินาและนายทุนเปนรัฐ ลมพันธนาการของระบบเศรษฐกิจศักดินาอยางเด็ดขาด และเปลี่ยน ระบบเศรษฐกิจจากศักดินาเสริมดวยนายทุนเปนสังคมนิยม ในสวนที่สองของเคาโครงการเศรษฐกิจ คือการจัดการพัฒนาเศรษฐกิจ เพิ่มพลังการผลิตของ ประเทศ เพื่อปฏิบัติการใหบรรลุเปาหมายที่วานี้ รัฐจะเปนผูวางแผนเศรษฐกิจ ทั้งโดยเปนผูจัดการ บริหารกิจกรรมเศรษฐกิจเอง ดวยการวางแผนเศรษฐกิจรัฐสามารถคุมการใชทุนอันเปนปจจัยหลักใน การสรางความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ควบคุมใหมีการลงทุนในกิจการที่จะเปนประโยชนระยะยาว แกประเทศอยางแทจริง ปรีดีอธิบายในเคาโครงการเศรษฐกิจวาการใหรัฐจัดวางแผนการผลิตจะทําให ประชาชนทุกคนมีงานทําเปนการประกันตอความไมเที่ยงแทของสังขาร และที่สําคัญที่สุดคือเปนการ แกไขปญหาผลิตภาพตํา่เนื่องจากการใชแรงงานไมเต็มที่ หรือการจัดการไมเหมาะสม หรือการไม 33 “ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1. 2477 ปรีดีในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยในเวลา นั้นไดนําโครงการดังกลาวมาปรับแปลงและดําเนินการภายใตขอบเขตอํานาจกรมราชทัณฑ ทัณฑนิคม ธารโตจึงเปรียบเสมือนโครงการทดลองของรัฐในการสรางนิคมพัฒนาตนเองตามแนวนโยบายทาง เศรษฐกิจแบบกึ่งสังคมนิยมกึ่งชาตินิยม ปญหาทางเศรษฐกิจเปนหนึ่งในปจจัยสําคัญที่นํามาสูการปฏิวัติสยาม พ.” .

การปฏิวัติสยาม พ. 2546). “การแสวงหาระบบเศรษฐกิจใหมหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย. 37 นครินทร เมฆไตรรัตน.” ใน ประวัติศาสตร เศรษฐกิจไทย จนถึง พ.” 556-57. 554-55. ฉัตรทิพย นาถสุภา และสมภพ มานะรังสรรค (กรุงเทพฯ: สํานักพิมพมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร. 36 ฉัตรทิพย. 270.ศ. 2478-2500 349 สามารถใชเครื่องจักร สําหรับแนวทางพัฒนานั้นปรีดีเสนอใชวิธีพึ่งตนเอง เสนอใหประเทศผลิตสินคา เองทุกประเภท ปรีดีใหเหตุผลวาการพัฒนาในแนวทางนี้เปนการปองกันการที่ตางประเทศจะแกลงกด ราคา กลาวอีกนัยหนึ่งก็คือ ปรีดีกําลังเสนอใหไทยผลิตสินคาอุตสาหกรรมทดแทนสินคานําเขานั่นเอง สําหรับดานการปฏิบัติงานใหบรรลุตามแผนนั้น ปรีดีเสนอใหหนวยงานสหกรณเปนผูรวมกระทําดวย เพื่อที่จะดูแลกิจการตางๆ ไดทั่วถึง โดยใหรัฐจัดสหกรณแบบเต็มรูปขึ้น34 ผาสุก พงศ ไพจิตรและคริส เบเกอรวิเคราะหวาแกนแทของแผนพัฒนาเศรษฐกิจของปรีดีมุง ไปที่เรื่องการปฏิรูปที่ดินและการพัฒนาสังคมชนบท หรือมุงพัฒนาเศรษฐกิจดานการเกษตรมากกวา ภาคเมือง โดยปรีดี ไดยํา้ถึงวัตถุประสงคหลักของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงการ ปกครอง พ. พ. 145-46. 2475 (กรุงเทพฯ: อมรินทรพรินทติ้งแอนดพับบลิชชิ่ง. 2540). 35 ผาสุก พงษ ไพจิตร และคริส เบเกอร.ศ.ศ. เศรษฐกิจการเมืองไทยสมัยกรุงเทพฯ (เชียงใหม: สํานักพิมพซิลคเวอรม. บก. 2484. 2475 กลาวคือ การที่จะสงเสริมใหราษฎรมีความสุขสมบูรณเนื่องจากประชาชนใน ชนบทยังยากจนอยูเปนจํานวนมาก สาระสําคัญของแผนคือการเสนอใหรัฐบาลเขาจัดการดูแลเกี่ยวกับ การเกษตรเพื่อที่จะทําใหทรัพยากรแรงงานถูกใชไปอยางเต็มที่และนําเอาเทคโนโลยีที่มีกําลังผลิตสูง มาใชมากขึ้น รัฐบาลจะเปนเจาของที่ดินที่ใชทําการเกษตร มีเกษตรกรทั้งหลายเปนลูกจางของรัฐ โดย ไดรับเงินเดือนและบํานาญจากรัฐ การจัดการทางดานการเกษตรดวยรูปแบบใหมนี้จะทําใหผลผลิต ทางการเกษตรสูงขึ้น สงผลใหประชาชนโดยสวนรวมมีรายไดและสวัสดิการที่ดีขึ้น นอกจากนี้ปรีดียังได เสนอใหรางกฎหมายเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดิน การจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนการเกษตรในรูปแบบใหม และใหเปลี่ยนฐานะของเกษตรกรมาเปนลูกจางของรัฐ ทั้งนี้มิ ไดมีการรางกฎหมายใดๆ ที่เกี่ยวของกับ การคาและอุตสาหกรรม35 เคาโครงเศรษฐกิจของปรีดีไดกอใหเกิดวิกฤตการณครั้งสําคัญในกลุมสมาชิกคณะราษฎรและถูก ตอตานจากผูที่นิยมระบอบเกาและจากปกขวาของคณะราษฎร พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยคัดคานและทรงเห็นวาเปนแนวทางคอมมิวนิสต ทําใหโครงการตองถูกลม เลิกไป พระยาทรงสุรเดชหัวหนาคณะราษฎรปกขวาไดบังคับใหปรีดีลาออกจากคณะรัฐมนตรีและให เดินทางออกนอกประเทศ อยางไรก็ตาม ภายหลังการรัฐประหารของ พ.ชุมชนในฝน ณ ทัณฑนิคมธารโต.อ.ศ. . “การแสวงหาระบบเศรษฐกิจใหม. 2476 ปรีดีก็ ไดกลับมาเปนรัฐมนตรีอีกครั้งในเดือนตุลาคมปเดียวกัน แตทวาถูกหามมิ ใหรื้อฟนเคาโครงการเศรษฐกิจขึ้นมาอีก36 พระยาพหลพลพยุหเสนา และคณะรัฐมนตรีมีความเห็นวารัฐบาลควรมีบทบาทที่เขมแข็งมากขึ้นในทางเศรษฐกิจ และไดดําเนิน นโยบายเศรษฐกิจแบบชาตินิยมอยางคอยเปนคอยไป37 แมวาเคาโครงเศรษฐกิจดังกลาวจะไม ไดรับ การยอมรับและนํามาปฏิบัติใช แตแผนเศรษฐกิจที่รางขึ้นใหมเพื่อใชแทนเคาโครงของปรีดีนั้นยังมุงให ความสําคัญในการพัฒนาชนบท พัฒนาดานการเกษตร การจัดตั้งระบบสหกรณ และการลงทุนและ 34 ฉัตรทิพย นาถสุภา. พระยาพหลพลหยุหเสนา และหลวงพิบูลสงครามในกลางป พ.ศ. 2527).

2477 พ. พระสารสาสนพลขันธ รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐการ ก็ ไดเสนอเคาโครงการเศรษฐกิจแบบกึ่ง สังคมนิยมและกึ่งชาตินิยมเชนเดียวกัน39 กลาวคือ เมื่อแรกเขารับตําแหนง พระสารสาสนพลขันธ ได ใชเวลาหนึ่งเดือนเต็มคือระหวางวันที่ 18 พฤษภาคม ถึง 18 มิถุนายน พ. การปฏิวัติสยาม พ.350 ภมรี สุรเกียรติ ประกอบการทางเศรษฐกิจโดยภาครัฐ เพียงแตแตกตางกันในเรื่องการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน38 การเสนอนโยบายทางเศรษฐกิจในแนวทางสังคมนิยมมิ ไดมีเฉพาะปรีดีเทานั้น ในป พ. 39 ณัฐพลวิเคราะหแนวคิดพระสารสาสนฯ วาแมจะโนมเอียงไปทางสังคมนิยม แตก็มิไดเหมือนกับแนวคิดของปรีดี เพราะ แนวคิดของพระสารสาสนฯ วางอยูระหวางกระแสแนวความคิดทางเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมและสังคมนิยม ทั้งมิ ไดมีการเสนอ ใหลมระบบกรรมสิทธิ์เอกชน แตมุงใหความสําคัญกับการเขาแทรกแซงทางเศรษฐกิจโดยรัฐและเทศบาลมากกวาปลอยให เอกชนดําเนินการอยางเสรี ดังนั้น จึงสรุปวาความคิดทางเศรษฐกิจของพระสารสาสนจึงเปนแนว “สังคมนิยมโดยรัฐ” (State Socialism). “555 กับ My Country Thailand: ความเคลื่อนไหวทางการเมือง ความคิดทางเศรษฐกิจ และประวัติศาสตรนิพนธแบบชาติ. 270-71. 41 นครินทร. 1 (2547): 268.” รัฐศาสตรสาร 25.ท.ศ.ศ. . 2477 และโครงการตางๆ ที่พระสารสาสนพลขันธนําเสนอจะไม ไดรับการอนุมัติในสมัยของทาน แตโครงการและขอเสนอแนะของทานหลายๆ ดานก็ไดถูกนํามาปรับใชในภายหลัง ในสวนของโครงการที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการจัดตั้งทัณฑนิคม ธารโต คือ โครงการอพยพ หรือโครงการชักชวนพลเมืองใหอพยพไปอยูทางปกษใตนั้น พระสารสาสนพลขันธ ไดนําเสนอตอคณะรัฐมนตรีในเดือนมิถุนายน อันเปนชวงเวลาเดียวกันกับที่ทานเสนอเคาโครง การเศรษฐกิจ มีความเปนไปไดอยางยิ่งวาจากลงสํารวจพื้นที่ ในภาคใตเปนหลักมากถึง 10 จังหวัด ของพระสารสาสนพลขันธนั้น ขอมูลที่ไดมาจากการสํารวจไดนําไปสูการเสนอโครงการอพยพพลเมือง 38 ผาสุก และเบเกอร. 2477 ในการออกสํารวจ ภาคสนามเพื่อหาทางวางแผนแกไขปญหาเศรษฐกิจตกตํา่ โดยทานและคณะทํางานจากกระทรวงตางๆ ไดเดินทางลงพื้นที่สํารวจสภาพเศรษฐกิจของภาคใตและภาคกลางตอนลางจํานวน 17 จังหวัด ไดแก ประจวบคีรีขันธ สงขลา ปตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล ตรัง พัทลุง นครศรีธรรมราช สุราษฎรธานี ชุมพร เพชรบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี นครปฐม สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม เพื่อเก็บขอมูลในการ ใชรางโครงการเศรษฐกิจ ณัฐพล ใจจริงไดสรุปสาระสําคัญของ “เคาโครงการเศรษฐกิจทั่วไป” ของ พระสารสาสนฯ วามีวัตถุประสงค ใหประชาชน ตางประเทศ และรัฐรวมมือกันเปนแบบ “สามเสา” โดยมีการแบงปนสวนกันอยางยุติธรรม โดยกําหนดใหรัฐมีหนาที่ทําใหทุนกับแรงเจอกัน ใหองคาพยพ ทํางาน ใหคนงานมีเครื่องมือ และวินิจฉัยเหตุแหงการเพาะขุด (การผลิต) เสนอใหมีแปลนรวมในการ กําหนดทิศทางเศรษฐกิจ โดยใชสหกรณและเทศบาลเปนกลไกในการดําเนินงานรวมกัน สหกรณมี หนาที่ซื้อขายและปลอยกู ใหมีหอซื้อขายเปนตัวกลางซึ่งรัฐเปนผูดําเนินการ และในทายที่สุดเทศบาล จะเขาดําเนินการควบคุมสหกรณ40 เคาโครงการเศรษฐกิจฉบับนี้ ไดถูกโจมตีอยางมากที่สุดจาก รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ที่ปรึกษารัฐบาล และจากคนชนชั้นกลางในวงการหนังสือพิมพ ในทายที่สุด ทานตองลาออกจากคณะรัฐมนตรีและเดินทางไปทํางานสวนตัวในตางประเทศ41 แมวาพระสารสาสนพลขันธดํารงตําแหนงรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐการในวาระสั้นๆ เพียงหก เดือน คือ ระหวางเดือนมีนาคมถึงเดือนกันยายน ป พ. 147. 302. 40 เรื่องเดียวกัน.ศ. เศรษฐกิจการเมืองไทยสมัยกรุงเทพฯ. ดู ณัฐพล ใจจริง.ศ. 2475.

พ. จังหวัดยะลา และนราธิวาส โดยระบุวาจังหวัดนราธิวาสยังมีที่วางเปลาเหมาะแกการทําสวนยาง จังหวัดสตูล จังหวัด พัทลุง จังหวัดสุราษฎรธานี และอําเภอทาตะเภา จังหวัดชุมพร ยังมีที่ดินวางเปลาอยูจํานวนมาก เหมาะ แกการทํานา เลี้ยงสัตว และทําสวน สวนจังหวัดนครศรีธรรมราช และอําเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร พื้นที่หางไกลจากตัวเมืองออกไปรอบนอกยังคงมีที่วางเหมาะสําหรับการทํานาทําสวน สําหรับสามจังหวัดในดินแดนมลายูปาตานี ทานไดสรุปประเด็นตางๆ ไววา การทําสวนยางมีมาก ในจังหวัดยะลาและนราธิวาส แตระเบียบการปลูกสูทางจังหวัดสงขลาไมได ราคายางที่ปตตานีก็ตํา่กวา ทางสงขลา. การปลูกขาวเฉลี่ยพอกิน แตผลจากการทํานานอยมากเพราะเปนที่นาดินคอนขางทราย ควรชักจูงราษฎรใหทําการเพาะปลูกพืช อยางอื่นที่เหมาะแกดิน และซื้อขาวจากภาคกลาง หรือทํานาผสม สินคาจําพวกชันตะเคียนและของปา เปนสินคาราคาดีของพื้นที่ การทําไมในสามจังหวัดนี้ยังไมเต็มที่นัก เนื่องจากขาดแคลนการคมนาคม มีไมที่สงออกจากปาเบตงไปขายที่ปนังบางและสงไปขายที่ไทรบุรี นอกจากนั้น มีการสงไมตะเคียนจาก นราธิวาสโดยทางเรือไปจําหนายยังประเทศจีน.. 2477 นั้นประกอบไปดวยการรายงานถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทํากันเปนหลักในจังหวัดตางๆ อาทิ การทําสวนยาง การปลูกมะพราว การทํานา การปลูกพืชชนิดตางๆ การทําประมง การปศุสัตว ปาไม เหมืองแร การคาขาย การคมนาคมขนสง เงินทุน แรงงาน และที่ดิน โดยเรียงลําดับสลับกัน ไปแลวแตความโดดเดนของแตละพื้นที่ ในประเด็นเรื่องที่ดิน พระสารสาสนพลขันธ ไดแสดงความคิดเห็นชัดเจนวามีที่ดินวางเปลาอยูเปนจํานวนมาก อาทิ อําเภอสะเดา จังหวัดสงขลา.ศ.ศ.” ปกที่ 1.ศ. 2478-2500 351 สูปกษ ใต โครงสรางของรายงานการสํารวจรายจังหวัดเบื้องตนที่เสนอนายกรัฐมนตรีวันที่ 9 มิถุนายน พ. (2) สร 0201.ชุมชนในฝน ณ ทัณฑนิคมธารโต. การทําปศุสัตวในสามจังหวัดนี้มีมากทั้งโค กระบือ มีจํานวนแสน สงไปจําหนายที่สิงคโปร ทางสุไหงโก-ลกและปาดังเบซารโดยทางรถไฟ สวนทางใตสงจากปตตานี. การจับปลา ชาวประมงเปนไทยอิสลาม โดยใชเครื่อง มือและทุนของคนจีน ชาวประมงก็เปนแตเพียงกรรมกรรับจางหาปลาใหเทานั้น สินคาปลาสงไปขาย ที่ปนังและสิงคโปร ทั้งแหงและสด การสงเสริมการจับสัตวนํา้จะตองใหมีการคมนาคมใหดีขึ้น การ ทํานาเกลือในจังหวัดปตตานีก็มีอยูหลายแหง และขายแพรหลายในภาคใตและกลันตัน แตเวลานี้ราคา ตกต่ํามาก โดยคนซื้อเกลือคือพวกคนจีน สวนแรนั้น แรดีบุกก็มีปญหาเหมือนที่สงขลาคือปญหาเรื่อง โควตาและปญหาการลักลอบซื้อแรโดยไมมีใบอนุญาต ทั้งเหมืองทองที่โตะโมะ จังหวัดนราธิวาส ก็มี ชาวจีนรอนหาแรเปนจํานวนมาก และมีบริษัทของฝรั่งเศสขอสัมปทานขุดหาแร พื้นที่โตะโมะตั้งอยูใกล ชายแดนกลันตัน แตไกลจากตัวอําเภอเมืองโตะโมะ พระสารสาสนพลขันธจึงเสนอแนะใหตั้งกิ่งอําเภอ ขึ้นที่บานบาโจ อันเปนทางเขาจากกลันตัน เพื่อควบคุมคนในทองที่ชายแดน นอกจากนี้ก็มีการลักลอบ ขนของหนีภาษีเปนจํานวนมากทางชายแดนสุไหงโก-ลกและอําเภอโตะโมะ ในเรื่องแรงงานนั้น พื้นที่ ชายแดนกรรมกรหาไดยากเนื่องจากคนพื้นเมืองไมสูจะขยันขันแข็งและมีความมักนอย สวนกรรมกร ที่จะเอาเขามาจากตางประเทศก็ขัดของเนื่องจากตองเสียคาธรรมเนียมเขาเมืองเปนจํานวนสูง เปนเหตุ ทําใหอัตราคาจางแรงงานในทองถิ่นเหลานี้แพงกวาที่อื่นและไมมีกรรมกรพอแกงาน เปนตน42 ในวันที่ 29 มิถุนายน พ. 2477 พระสารสาสนพลขันธ ไดเสนอรายงานขึ้นอีก แตเปนรายงาน รวบยอดและขอสงเสริมเนื่องในการไปตรวจราชการในจังหวัดตางๆ โครงสรางรายงานมีลักษณะเชน 42 สจช.22/8. “รายงานการสํารวจเศรษฐกิจของพระสารสาสนพลขันธ. แผนที่ 1-76. .

” สจช.. . เรื่องเดียวกัน.352 ภมรี สุรเกียรติ เดียวกับรายงานรายจังหวัดเพียงแต ใหทําการสรุปขอมูลในภาพรวม ความคิดเห็นและขอเสนอแนะที่ ทานระบุไวสะทอนใหเห็นไดชัดเจนถึงแนวคิดเศรษฐกิจแบบชาตินิยม ที่มุงรักษาผลประโยชนใหเฉพาะ คนไทยเปนหลัก และจํากัดอิทธิพลทางเศรษฐกิจของชาวจีน อาทิ เกี่ยวกับเรื่องการทํายาง ความ วา “(10) เทาที่สังเกตมา สวนยางใหญๆ เฉพาะอยางยิ่งในจังหวัดสงขลาและนราธิวาส เปนของคน ตางประเทศโดยมาก และเจาของสวนยางเหลานี้มักไม ไดอยูเมืองไทย ราษฎรพื้นเมืองมีแตสวนขนาด เล็กโดยมาก (11) ในจังหวัดยะลา เฉพาะอยางยิ่งในอําเภอเบตง ยังมีที่ที่เหมาะสําหรับทําสวนยาง ไดอีกมากมายควรจะสงวนไวใหคนไทย เชนสองฝงถนนที่กําลังตัดจากอําเภอบันนังสตาไปเบตง” ใน เรื่องการพาณิชย “ถาเปนไปได รวมมือกับกระทรวงธรรมการในการที่จะสงเสริมชวยเหลือใหมีพอคา ไทยขึ้นใหมาก เพื่อกอการอาชีพประเภทนี้ใหแกประชาชนของเราอีกประการหนึ่ง และเพื่อตานทาน การบุกรุกอยางเงียบๆ ของชนตางชาติในทางนี้อีกประการหนึ่ง”43 ในประเด็นเกี่ยวกับที่ดิน พระสารสาสนพลขันธพิจารณาเห็นวาที่ดินสวนใหญเปนของชาวตางชาติคือคนจีน รัฐบาลควรเรงสงวนที่ดินใหแกคนไทย และในบางจังหวัดที่มีผูคนแออัดแตไมมีที่ทํากิน จึงเห็นควรสงเสริมใหอพยพ ลงไปทํามาหากินทางภาคใตที่ยังมีที่ดินวางเปลาเปนจํานวนมาก …ที่ดิน ตามที่ไดสํารวจสืบสวนดู ไดพบปญหาเรื่องที่ดินดังตอไปนี้ (1) คนตางชาติซึ่งเปนจีนโดยมาก ไดเขามาเอาที่ดินของเราทําการเพาะปลูกมากขึ้นทุกที จนเปนที่นา วิตกวาถาไมแกไขตอไปขางหนาที่ดินในภาคใตของเราจะเปนของจีนเสียมาก เมื่อคนไทยชั้นกลางนิยมและหัน เขาทํากสิกรรมเปนอาชีพ อุปสรรคเรื่องไมมีที่ดินเหมาะๆ พอทํากินจะเกิดขึ้น ฉะนั้นจึงควรพิจารณาสงวนที่ๆ เหมาะๆ ไวใหคนไทยในอนาคต (2) ในจังหวัดชั้นใน เชน เพชรบุรี ราชบุรี ฯลฯ ปรากฏวาที่ดินราคาแพงมาก และจํานวนกสิกรที่ไมมี ที่ดินของตัวเองทวีมากขึ้นทุกที เนื่องจากตองขายหรือโอนนาเพื่อใชหนี้เจาของเงิน และที่วางเปลาไม ใครจะมี แลว สวนในทางภาคใตที่วางเปลายังมีอีกมากมาย ควรจะพิจารณาหาทางสงเสริมใหกสิกรชั้นกลางเหลานั้นไป จับจองที่และทํามาหาเลี้ยงชีพในปกษ ใตใหมากขึ้นทุกที การทําเชนนี้จะมีประโยชนสองประการคือ (ก) ชวย ทําใหการยัดเยียดและการแยงการทํามาหากินภาคกลางลดลง และ (ข) ปองกันมิใหที่ดินในภาคใตตกไปเปน ของชนชาติจีน ชักชวนใหไทยอิสลามขยันขันแข็งขึ้น…44 จะเห็นไดวาแนวคิดเศรษฐกิจแบบชาตินิยมที่เกี่ยวกับการสงเสริมใหคนไทยอพยพลงไปทํามา หากินอยูทางปกษ ใตนั้น พระสารสาสนพลขันธมุงหมายใหจํากัดอิทธิพลทางเศรษฐกิจและจํากัดการ ประกอบอาชีพของชาวจีนเปนหลัก โดยในรายงานฉบับนี้ไม ไดมีการระบุถึงการสงเสริมการอพยพคน ลงไปเพื่อสรางสมดุลประชากร เพื่อถวงดุลกับชาวมลายูมุสลิมแตอยางใด ความคิดเห็นที่มีตอชาวมลายู มุสลิมในพื้นที่มีเพียงแคเรื่องการศึกษาภาษาไทยและภาษามลายู กับการศึกษาศาสนา ที่พระสารสาสนพลขันธเห็นวารัฐบาลควรเขาควบคุมพรอมทั้งสงเสริมโรงเรียนศาสนาของชาวมุสลิม และยังไดชื่นชมวา นิสัยใจคอของชาวมุสลิมเปนผูที่รักสงบกวาไทย ทั้งนี้เพราะวาชาวมุสลิมไมดื่มสุรา ในตนเดือนมิถุนายน ขณะที่พระสารสาสนพลขันธกําลังทํารายงานการสํารวจพื้นที่ตลอดจน เคาโครงเศรษฐกิจเสนอรัฐบาลนั้น ทานยังไดเสนอโครงการชักชวนพลเมืองใหอพยพไปอยูทางปกษ ใต 43 44 “บันทึกเรื่องอพยพ. “รายงานการสํารวจเศรษฐกิจของพระสารสาสนพลขันธ. (2) สร 0201.22/8.” ปกที่ 2.

.ศ.ชุมชนในฝน ณ ทัณฑนิคมธารโต.000. เรื่องเดียวกัน. พ. 2477 นั้น พระสารสาสนพลขันธ ไดระบุอยาง ชัดเจนวาควรสงเสริมใหคนอพยพลงไปอยูที่ชายแดนใต เพิ่มใหมีคนไทยทํากินมากๆ เพื่อความสะดวก ในการปกครองและในการเมือง …เพื่อประโยชน ในทางการเมือง ขาพเจาคิดวาสมควรรัฐบาลจะชักชวนพลเมืองไทยใหอพยพมาอยูทางปกษ ใต ใหมาก เฉพาะอยางยิ่งก็ที่ชายแดนซึ่งมีที่ดินอุดมทั้งมีความสะดวกในการขายผลเพาะปลูก เพราะอาจสงไปขาย นอกแดนได จึงไดหารือกับทางบานเมืองไดความวา ทางบานเมืองตองการนักที่จะใหมีคนไทยมาทํากินมากๆ เพื่อความสะดวกในการปกครองและในการเมือง ทั้งทางบานเมืองก็มีที่ดินดีๆ อยูอยางอุดม ซึ่งจะแบงสันปนสวนใหพลเมืองไทยมาทํากินไดอีกเปนจํานวนมากมาย ฉะนั้น ถาถูกกับนโยบายของรัฐบาลแลว ขาพเจาขอรับมาจัดการชักชวนราษฎรไทยใหอพยพมาอยู ปกษ ใตใหมาก เฉพาะอยางยิ่งกรรมกรไรงานในกรุงเทพฯ45 จากเนื้อหาในบันทึกขางตนทําใหสันนิษฐานไดวาพระสารสาสนพลขันธนาจะไดนําแนวคิดเรื่อง การแกไขปญหาเศรษฐกิจดวยการอพยพคนลงใตไปปรึกษาหารือกับเจากระทรวงอื่นๆ โดยเฉพาะ อยางยิ่งกับปรีดี รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ที่ดูแลเรื่องการเมืองการปกครองโดยเฉพาะ อยางไร ก็ตาม ขอความดังกลาวยังไม ไดแสดงใหเห็นชัดเจนวาการเพิ่มจํานวนคนไทยในพื้นที่ชายแดนใตจะ เปนประโยชนตอการเมืองการปกครองในแง ใด ระหวางการเพิ่มใหคนไทยมีจํานวนและอิทธิพลเหนือ กวาคนจีนหรือคนมลายูมุสลิมในพื้นที่กันแน พรอมกับบันทึกฉบับนี้ พระสารสาสนพลขันธก็ไดแนบสําเนาโฆษณาชักชวน และไดทําบันทึก เพื่อแสดงรายละเอียดโครงการอพยพเพิ่มเติมดวย ในคํานําของบันทึกเรื่องอพยพ46 พระสารสาสนพลขันธ ไดยกตัวอยางแนวคิด เรื่องอพยพมาสี่แนวทาง ไดแก ก) Immigration Scheme เชนประเทศญี่ปุนอพยพคนของตนเองไปอยู ในบราซิลหรือแมนจูเรีย โดยรัฐบาลอุดหนุนทุกสิ่งทุกอยางให ตั้งแตคาขนสง คาเครื่องมือ ตลอดจนถึงหาผูหญิงไปให มีงบประมาณป หนึ่งถึง 62.000 เยน สําหรับการนี้เปนการใหเปลา ข) Settlement Scheme เชนในฟลิปปนส โดยรัฐบาลแบงที่ดินทําถนนหนทางให และใหยืมเงิน สําหรับลงทุน ทั้งนี้ดวยรัฐบาลมีความมุงหมายใหที่ๆ ไมมีคนอยู ใหกลายเปนที่อาศัยและทํามาหากินโดยเร็ว รัฐบาลตองเสียเงินเปนกูยืมครัวละ 500-1000 บาทตอครัวเรือน ค) Colonization Scheme เชนในอินเดีย โดยรัฐบาลเลือกหาที่วางเปลาซึ่งเหมาะสําหรับประกอบ การกสิกรรมขนาดใหญอยางหนึ่งอยางใด และแกไขธรรมชาติในที่นั้นใหเหมาะแกการอาชีพและการอยู แลวจึง ชักชวนพลเมืองใหออกไปทํามาหากินในที่นั้น โดยรัฐบาลเขาควบคุมชวยเหลือ โดยใหทุนรอนถัวครัวเรือนละ 500 บาท ง) Co-operative Settlement Scheme ในวิธีนี้ รัฐบาลชวยเหลือคลายวิธี Settlement Scheme แต ทํารวมกันเปนรูปสหกรณ เชนการยืมเงินและรับผิดชอบรวมกัน การกระทําที่ปรึกษาหารือกันและทําเหมือนๆ กัน เครื่องมือบางอยางที่มีราคาแพง ก็รวมกันซื้อและรวมกันใช การขายและการซื้อสินคาก็ทํานองเดียวกัน รัฐบาลมีเจาหนาที่คอยดูแลชวยเหลือสงเสริมและควบคุม… 45 46 เรื่องเดียวกัน. 2478-2500 353 ในบันทึกถึงนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ.

354 ภมรี สุรเกียรติ สําหรับโครงการอพยพที่พระสารสาสนพลขันธคิดขึ้นนี้ เปนการดัดแปลงผสมผสานจากแนวทาง ตางๆ ขางตนเพื่อใหเหมาะสมกับความประสงคและทุนรอน โดยทานไดกําหนดรูปแบบของโครงการ แยกออกเปนสองโครงการ โดยมีรายละเอียดดังนี้ โครงการที่ 1 ในโครงการนี้รัฐบาลไมตองลงทุนมาก นอกจาก 1) ประกาศใหราษฎรรูวา มีที่วางเปลาเหมาะแกการอาชีพประเภทไหน และเปนจํานวนเนื้อที่มากนอย เทาใด 2) เมื่อราษฎรคนใดประสงคจะอพยพไปจับจองเอาที่ดินทํามาหากินอยู ในตําบลนั้นรัฐบาลก็ชวยเหลือ ใหความสะดวกในเรื่องการใหจองที่ดิน และเมล็ดพันธุทําการเพาะปลูก ตอจากนั้นราษฎรก็ลงมือหักรางถางพง และประกอบอาชีพตามใจสมัคร โครงการนี้เหมาะสําหรับราษฎรผูซึ่งมีทุนรอนพอสําหรับการอพยพและตั้งตัว แต ไมรูวามีที่ดินซึ่งเหมาะ อยูที่ ไหน รัฐบาลจึงเปนแตเพียงบอกใหทราบ แลวใหความชวยเหลือเล็กนอยในเบื้องตนดังที่กลาวมาแลว เทานั้น… อยางไรก็ตาม สําหรับโครงการที่ 1 ทานไดแสดงความคิดเห็นในตอนทายวาโครงการที่ 1 นี้ไมดี จะทํา ความยุงยากใหกับรัฐบาลในภายหลังมากมาย โครงการที่ 2 ใหกูยืมทุนแบบสหกรณ 1) สําหรับราษฎรที่ไมมีทุนสําหรับการอพยพและเลี้ยงตัวเองในเบื้องตน เหมือนราษฎรที่อพยพไปตาม โครงการที่ 1 ในโครงการที่ 2 นี้ รัฐบาลจะชวยเหลือใหยืมทุนสําหรับใชในการอพยพ และสําหรับเลี้ยงตัวเองใน เบื้องตนตามสมควร ตลอดถึงชวยเหลือควบคุมสงเสริมในการทําการซื้อ การขาย และการใช 2) ในการซื้อและการขาย ใหใชวิธีตามโครงการสามเสา 3) ในการทําใหมีเจาหนาที่กรมเกษตรและกรมชลประทานเปนเจาหนาที่สําหรับไปดูแลชวยเหลือใน เรื่องการเพาะปลูกและชลประทาน 4) ในการซื้อและการขาย ใหมีเจาหนาที่จากกรมสหกรณเปนผูดําเนินการ 5) การกูยืมเงินและการบัญชี ใหเจาพนักงานกรมสหกรณเปนเจาหนาที่ดูแล 6) ความรับผิดชอบในหนี้ ใหสมาชิกรับผิดชอบแทนกันและรวมกันตามแบบสหกรณ และปฏิบัติตาม ขอบังคับของกรมสหกรณ สวนวิธีดําเนินการนั้น ไดกําหนดแนวทางดังตอไปนี้ 1) พิจารณาในเรื่องเงิน เมื่อผานอุปสรรคในเรื่องเงินแลว จึงหันมาพิจารณาในเรื่องคนที่จะอพยพไป 2) สํารวจคนที่อพยพไป ใหรูวาในอําเภอหรือจังหวัดไหน มีจํานวนมากนอยเพียงใด แลวพยายามคัด เลือกตามหลักซึ่งจะวางไวภายหลัง เพื่อใหไดคนที่มีศีลธรรมดี และมีความขยันขันแข็งพอเปนที่แน ใจไดวาจะ ตั้งใจไปประกอบการทํามาหาเลี้ยงชีพจริงๆ 3) การสํารวจคนนี้จะทําไดโดยขอใหเจาหนาที่บานเมืองประกาศและสํารวจให สวนการคัดเลือกใหเจา หนาที่ผูดําเนินการไปพิจารณาสอบสวนคัดเลือก พรอมกับเจาหนาที่บานเมืองภายหลัง 4) ตอจากนี้ ตองสํารวจสอบสวนโดยละเอียดถึงเรื่องพื้นที่วาในพื้นที่ใดจะเหมาะแกความประสงคแค ไหน การสํารวจที่ดินชั้นตนสําหรับเพียงใหรูเลาๆ วาในอําเภอไหน จังหวัดใด มีที่ดินวางเปลาเหมาะแกการ อาชีพประเภทไหน เปนจํานวนเนื้อที่เทาใดนั้น กรมเกษตรไดขอใหกระทรวงมหาดไทยสํารวจ และไดรับ รายงานมาบางแลว แตจะตองรออีกหนอยจึงจะทราบทั่วทุกจังหวัด… .

พ. 2478 หลวงธํารงนาวาสวัสดิ์ ผูรักษาการแทนรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย ไดเดินทางไปตรวจราชการทางปกษ ใตและไดขอใหรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐการในเวลานั้นคือ พระยา ศรยุทธเสนีรื้อฟนเรื่องการอพยพขึ้นมาพิจารณาใหม ในกรอบของกระทรวงเศรษฐการ พระยาศรยุทธเสนีไดทําบันทึกขอความเรื่องอพยพเสนอตอนายกรัฐมนตรีในปลายเดือนธันวาคม ป พ.ชุมชนในฝน ณ ทัณฑนิคมธารโต.5% ดอกเบี้ยใหเริ่มคิดจากปที่สี่ เรื่อง การเสียภาษี ปที่หนึ่งถึงปที่สามยกเวนภาษีทุกอยาง แตปที่สี่จึงเริ่มเก็บตามธรรมเนียม สวนเรื่องที่ดิน นั้นจะใหเปนสิทธิ์แกครัวเรือนหนึ่งๆ ยังไม ใหเปนสิทธิ์จนกวาจะใชหนี้หมด ตราบใดที่ใชไมหมดใหถือ เปนเชา ปละหนึ่งสตางคตอหนึ่งไร กฎขอบังคับจะตองมีการตั้งกรรมการ ถามีการทําผิดขอบังคับใหคัด ออกจากการเปนสมาชิกของสหกรณน้แี ละไลออกจากที่ดิน47 อยางไรก็ตาม โครงการใหราษฎรอพยพไปอยูและทํามาหากินทางปกษ ใตของพระสารสาสนพลขันธ ไม ไดรับการพิจารณาอนุมัติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ประชุมตกลงกันแตเพียงวาใหกระทรวง เศรษฐการกับกระทรวงมหาดไทยรวมมือกันพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง โดยใหพุงเปาไปในการกําหนด กลุมบุคคลที่จะอพยพโยกยายไปอยู ในที่ๆ รัฐกําหนดไว ในทายที่สุดกระทรวงเศรษฐการมิ ไดดําเนิน การอพยพตามโครงการนี้เองแตอยางใด แตจากความรวมมือกันและหารือกันระหวางพระสารสาสนพลขันธ เจากระทรวงเศรษฐการ กับปรีดี พนมยงค เจากระทรวงมหาดไทย ปรีดีก็ไดมีดําริรับเรื่องนี้ ไปจัดการเอง โดยไดทําเปนโครงการทัณฑนิคมขึ้นแทน ดังจะเห็นไดจากเนื้อความในบันทึกขอความ เรื่องการอพยพจากรัฐมนตรีวาการกระทรวงเศรษฐการ ซึ่งในขณะนั้นคือพลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี (กระแส ประวาหะนาวิน) ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 9 มกราคม พ.ศ.ศ. 2478-2500 355 พระสารสาสนพลขันธ ไดระบุวาวิธีการนี้เปนวิธีการใหมที่ประเทศไทยไมเคยมีมากอน จึงเห็น สมควรใหจัดทําเปนโครงการทดลองเพื่อดูวาการอพยพราษฎรโดยวิธีสหกรณนี้จะมีผลมากนอยเพียงใด ในดานงบประมาณสําหรับหนึ่งครอบครัวนั้น คิดเปนเงิน 215 บาทในปแรก ประกอบไปดวย กระบือ สองตัว เครื่องมือประกอบการกสิกรรม คาพันธุพืชและสัตว โรงเรือนและคอกสัตว เครื่องอุปโภค บริโภคสําหรับ 10 เดือนแรก โดยรัฐจะแบงที่ดินใหครอบครัวละ 50 ไรโดยไมคิดเงิน ในปที่สองรัฐจะ คิดคายืมเครื่องอุปโภคบริโภคเปนเงิน 30 บาทตอครอบครัว และปที่สามรัฐจะใหเลี้ยงตนเอง นอกจาก นี้แลวยังมีงบประมาณดานการอพยพและการตั้งสถานีกลางสําหรับเจาหนาที่ที่ดูแลและควบคุมอีก ดวย โดยเงินทุนที่รัฐบาลใหกูยืมไปนี้ใหถือเปนการกูยืมประเภทระยะยาว และใหราษฎรผอนใชใหหมด ภายในเวลา 10 ป นับตั้งแตปที่สี่เปนตนไป โดยคิดดอกเบี้ย 7. 2478 ความ คิดเห็นของพระยาศรยุทธเสนีนี้ไดสะทอนใหเห็นถึงแนวคิดการสรางสมดุลประชากรแบบชาตินิยม ทั้ง เพื่อประโยชน ในทางการเมืองและเศรษฐกิจไดอยางชัดเจน กลาวคือ การอพยพตามความหมายของ พระยาศรยุทธเสนี เห็นวาควรดําเนินการเพียงสองอยางคือ 1) เพื่อใหเกิดผลในทางการเมืองโดยตรง 47 48 เรื่องเดียวกัน.ศ. . 2478 (ปฏิทินเกา) ความวา “ทราบวาเจากระทรวงเดิมไดรวมมือกับกระทรวงมหาดไทยพิจารณากันมาแลว และหลวง ประดิษฐมนูธรรมไดรับเรื่องนี้ ไปจัดการเอง โดยทําบันทึกโครงการทัณฑนิคมขึ้น เรื่องนี้จึงไดระงับ ไป”48 ในปลายป พ. เรื่องเดียวกัน.ศ.

ศ. 795-97. “พระราชบัญญัติราชทัณฑ พุทธศักราช 2479. หลักทัณฑวิทยา (กรุงเทพฯ: บพิธการพิมพ. 2523). .ศ. 2479 เพื่อวางกฎระเบียบและขอ บังคับของงานราชทัณฑ ใหม ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ไดมีกําหนดหลักการทัณฑนิคมไวใน ลักษณะที่ 2 มาตราที่ 47 ถึง 5751 จึงกลาวไดวารัฐบาลในชวงนี้จนถึงกอนหนาสงครามโลกครั้งที่สองไดใหความ สําคัญกับงานราชทัณฑอยูไมนอย เนื่องจากการดําเนินงานตางๆ ของราชทัณฑจะถูกบรรจุเปนเนื้อหา สวนหนึ่งในคําแถลงนโยบายของคณะรัฐบาลตอรัฐสภาอยู โดยสมํา่เสมอ โดยรัฐบาลมุงเนนใชกรม ราชทัณฑเปนกลไกหนึ่งในการ “ฝกดัดนิสัยสันดาน” นักโทษ คนจรจัด และเด็กอันธพาล ให “มีนิสัย 49 50 51 เรื่องเดียวกัน. ประเสริฐ เมฆมณี.356 ภมรี สุรเกียรติ และ 2) เพื่อใหเกิดผลที่ไมเกี่ยวแกการเมืองโดยตรง ในสวนแรกที่เกี่ยวกับทางการเมืองโดยตรงนั้น สามารถแบงออกไดเปนสองประการ คือ (ก) เปน นโยบายที่อพยพราษฎรจากทองที่อื่นไปประกอบการอาชีพในทองที่อื่น เพื่อใหราษฎรที่อพยพไปนั้นไป แตงงานผสมกับชาวพื้นเมืองเดิมทั้งหญิงและชาย ใหกลายเปนชาติเดียวกับราษฎรที่ถูกอพยพไป และ (ข) เปนนโยบายปองกันการอพยพของชนตางดาว หรือกันทาชนตางดาวมิใหเขามาแยงการอาชีพของ พลเมืองในยานนั้น หรือเพื่อผลประโยชนในทางยุทธศาสตร วิธีนี้มักอพยพไปอยูตามชายแดน ในสวนที่สองที่ ไมเกี่ยวแกการเมืองโดยตรงนั้น หมายความวาอพยพราษฎรจากทองที่หนึ่งไป ประกอบอาชีพในทองที่อื่นๆ ที่รัฐบาลตองการจะบํารุงใหทองที่ๆ อพยพไปนั้นเจริญรุงเรือง เปนตนวา อพยพคนจากในทองที่ที่มีประชากรหนาแนนเกินไป ไปยังที่ที่มีคนนอยและมีพื้นที่พอประกอบอาชีพ หรืออพยพประชาชนที่ยากจนมากไปยังพื้นที่ที่รัฐบาลมีโครงการอยูแลวแตราษฎรยังไมสนใจ โดยทั้ง สองอยางนี้เปนหนาที่ของรัฐในการตองเขาไปจัดการใหอพยพไปทั้งครอบครัว โดยมีรัฐบาลควบคุมการ ประกอบอาชีพนั้นๆ มีความมุงหมายใหจัดเปนนิคม นอกจากนี้ พระยาศรยุทธเสนียังแสดงความคิดเห็นอยางตรงไปตรงมาวาสําหรับประเทศสยามใน เวลานี้ควรจะดําเนินนโยบายการอพยพเพียงสองอยางคือ 1) อพยพไปอยูทางจังหวัดที่เปนไทยอิสลาม และ 2) อพยพไปทําฝาย ขาวโพด และละหุง โดยนโยบายตามขอ 1) นั้นตองอาศัยเวลาหลายชั่วคนจึง จะบังเกิดผล แตทานเชื่อวาเปนวิธีที่ดีกวาวิธีอื่น ดวยมีความเห็นวา “เนื้อที่แถบนั้นก็อาจจะประกอบ การกสิกรรมไดอยางดี ทั้งมีแรบริบูรณดวย ชั้นตนระวังอยาใหไปอยู ใกลเขตแดน เพราะอาจจะทําให เกิดระแวงในทางการเมืองระหวางเพื่อนบานมากเกินไปได”49 กรมราชทัณฑ: กระดูกสันหลังสําคัญในการกูเอกราชทางเศรษฐกิจของชาติ กลาวไดวาการเกิดขึ้นของทัณฑนิคมธารโตมีความสัมพันธโดยตรงกับการพัฒนาระบบการบริหาร งานและการดําเนินการของงานราชทัณฑขึ้นใหมภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.” ราชกิจจานุเบกษา เลม 53 (29 พฤศจิกายน 2479). 2475 รัฐบาลคณะราษฎรไดตระหนักถึงความสําคัญของกิจการราชทัณฑจึงไดตราพระราชกฤษฎีกาจัดวาง ระเบียบราชการสํานักงานและกรมในกระทรวงมหาดไทย พ. 169.ศ. 2476 เพื่อยกฐานะแผนกราชทัณฑ ในกรมพลําภังเปนกรมราชทัณฑ โดยไดแบงสวนราชการบริหารออกเปนการบริหารสวนกลางและ สวนภูมิภาค50 ตลอดจนมีการตราพระราชบัญญัติราชทัณฑ พ.

22/8. 2477 ในสมัยคณะรัฐมนตรีคณะที่หา เมื่อครั้งที่ปรีดีดํารงตําแหนงเปนรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย และพระสารสาสนพลขันธดํารงตําแหนงเปนรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐการ เมื่อโครงการอพยพประชาชนลงปกษ ใตที่ ไม ไดรับการอนุมัติ ใหดําเนินการภายใตกระทรวงเศรษฐการนั้นไดเปลี่ยนมือมาสูการ ดําเนินงานภายใตอํานาจของปรีดี ผูกํากับดูแลหนวยงานกรมราชทัณฑในกระทรวงมหาดไทย ขอมูลบางอยางชี้ใหเห็นวาปรีดีมีบทบาทสําคัญมากตอการรางพระราชบัญญัติราชทัณฑ พุทธศักราช 2479 และการจัดตั้งทัณฑนิคมธารโต ดังที่ประดิษฐ พานิชการ อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ (1 กุมภาพันธ 2514 .21 กันยายน 2477) ไดแถลง นโยบายในเดือนธันวาคม พ. “คําแถลงนโยบาย. 2475 คณะที่หา อันมี พ. . (2) 0201.อ. 2478-2500 357 ไปทางทํางานและทําคุณประโยชน” จุดมุงหมายของกรมราชทัณฑนั้นนอกจากจะฝกใหคนประพฤติ ผิดกลับกลายเปนพลเมืองดีแลว ยังเปนหัวหอกสําคัญในการฝกหัดแรงงานที่ไรคุณภาพ “ที่ไดถูกใชไป ในทางที่ผิดหลักเศรษฐกิจ เชนไปใชในการเลนการพะนัน การเสพยยามึนเมา การโจรกรรม ทําตนเปน คนจรจัดฯ”52 ใหกลับมาเปนแรงงานที่มีสมรรถภาพและมีผลิตภาพ สามารถนํามาใชดัดแปลง ปรุงแตง เพื่อสรางประโยชนทางเศรษฐกิจใหแกสังคมและใหแกรัฐได คณะรัฐมนตรีหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.ศ. “คําแถลงนโยบาย.” ราชกิจจานุเบกษา เลมที่ 50 (31 ธันวาคม 2476). 2476 เกี่ยวกรมราชทัณฑ ไวสั้นๆ ความวา “ไดจัดการราชทัณฑ ไป ในทางอบรมดัดนิสัย เพื่อใหนักโทษมีนิสัยไปในทางทํางานและทําคุณประโยชน”53 แต ในการแถลง นโยบายของปตอมาในสมัยคณะรัฐมนตรีคณะที่หกซึ่งยังคงมี พ.อ. 2477 ได ระบุถึงทิศทางในการดําเนินงานของกรมราชทัณฑชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยจัดการนําเสนอไว ในลําดับที่ 5 ภายในหัวขอหลักความสงบภายใน อันมีรายละเอียดดังนี้ 5.30 กันยายน 2519) ไดกลาววาถึงบทบาทของปรีดีไววา หลวงประดิษฐมนูธรรมไดดําริตั้งทัณฑนิคมขึ้นตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ 2479 โดยอพยพนักโทษที่มี กําหนดโทษสูงๆ จากเรือนจํากลางบางขวางไปอยูทัณฑนิคมที่ธารโต จังหวัดยะลา แบงปนที่ดินใหแกผูพน โทษ มุงหมายใหขยายเปนเมืองใหม โดยมีนโยบายลับมุงปองกันภัยเกี่ยวกับทางศาสนาและเชื้อชาติอันอาจจะ 52 53 54 สจช. “รายงานการสํารวจเศรษฐกิจของพระสารสาสนพลขันธ.” ปกที่ 2.ศ.” ราชกิจจานุเบกษา เลมที่ 51 (24 กันยายน 2477). พระยา พหลพลพยุหเสนา เปนนายกรัฐมนตรี (วันที่ 16 ธันวาคม 2476 .ศ. การราชทัณฑ วิธีการราชทัณฑจะไดดําเนินดังตอไปนี้ (ก) จะไดจัดใหมีการอบรมนักโทษในทางธรรมจรรยา และสั่งสอนวิชาชีพพรอมทั้งการฝกฝนและจัดให มีการทํางานที่เปนคุณประโยชนเพื่อสุขภาพ เพื่อปลูกฝงนิสัยและสงเสริมวิชาชีพ (ข) จะไดจัดระเบียบคนจรจัดใหมีที่อยูที่ทํากินโดยเฉพาะ พรอมดวยดําเนินการอบรมเพื่อเปลี่ยนแปลง ชีวิตใหเปนพลเมืองดีตอไป (ค) จะไดปรับปรุงโรงเรียนดัดสันดานเด็กเสียใหม ใหการศึกษาและฝกหัดทํางานวิชาชีพ เพื่ออบรมให เปนพลเมืองดีตอไป54 ในการดําเนินการวางแผนจัดตั้งทัณฑนิคมธารโตนั้น สันนิษฐานวาเกิดขึ้นตั้งแตชวงกลางป พ.ชุมชนในฝน ณ ทัณฑนิคมธารโต.ศ. 2037..8 สิงหาคม 2480) เมื่อวันที่ 22 กันยายน พ. พ. พระยาพหลพลพยุหเสนาเปน นายกรัฐมนตรี (วันที่ 22 กันยายน 2477 . 2731.

91 บาท ป พ.ศ.ศ.” 162. 2478 ความวา ในสวนการราชทัณฑ ก็ไดพยายามฝกอบรมนักโทษไปในทางหาผลประโยชน และดัดนิสสัยใหกลายเปนคนดี 55 56 57 58 ประดิษฐ พานิชการ. . 22.ศ.329. “เรือนจํากลางภาคธารโต. 247857 การดําเนินงานราชทัณฑ ในชวงเวลานี้มุงเนนประสิทธิผลของงานดานเศรษฐกิจทั้งในเรื่องการฝก วิชาชีพใหแกนักโทษและการหารายไดจากโครงการฝกอาชีพในเรือนจํา กรมราชทัณฑ ไดสงเสริมและ สรางวิชาชีพแกผูตองขัง จัดใหมีการสอนและฝกหัดวิชาหัตถกรรม กสิกรรม และเกษตรกรรม อาทิ การทําฟน การทําถาน การทําหวาย การทอเสื่อ การทอผา การเย็บ การโรงพิมพ การประมง การชางไม การกอสราง และการเหมืองแร ในการฝกฝนงานเหลานี้ไดนําประโยชนทางรายไดสูเรือนจําอัน เปนหนทางในการแบงเบารายจายจากงบประมาณ โดยปรากฏขอมูลวาในป พ. 2478 จํานวน 49. 2476 กรมราชทัณฑ มีเงินรายไดนําสงคลังจํานวน 47. 2479 จํานวน 91. พระราชบัญญัติราชทัณฑ พุทธศักราช 2479 (กรุงเทพฯ: นิติเวชช. ประหยัด. 143.436. “หลวงประดิษฐมนูธรรมกับงานราชทัณฑ.342. 2520).79 บาท รวมสี่ปเปนเงินทั้งสิ้น 215.ศ.393.358 ภมรี สุรเกียรติ รุกรานมาจากตางชาติ และยังเปนผูกําหนดตัวบุคคลที่เหมาะสมซึ่งทานรูจักดีไปเปนผูอํานวยการนิคมธารโต งานนี้เปนงานจะตองตอสูบุกปาฝาดงในที่ทุรกันดารชุกชุมดวยไขปา มาลาเรีย โดยไดคัดเลือกเอาสมาชิกทาน หนึ่งจากคณะผูเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 ขาพเจากําลังเรียนอยูมัธยมปที่ 8 โรงเรียน สวนกุหลาบวิทยาลัย คณะผูเปลี่ยนแปลงการปกครองไดสงคนไปชี้แจงทําความเขาใจถึงวัตถุประสงค ในการ เปลี่ยนแปลงการปกครองตามโรงเรียนตางๆ นายสงวน ตุลารักษ ไดรับมอบหมายใหไปเปนผูชี้แจงที่โรงเรียน สวนกุหลาบวิทยาลัย ไดมีทานผูหนึ่งถามนายสงวน ตุลารักษขึ้นอยางไมสมควร นายสงวน ตุลารักษตอบพรอม กับตบปนพกไวที่บั้นเอววา นี่ถามอายนี่มันดูซิ แสดงวานายสงวนฯ เปนนักตอสู หลวงประดิษฐมนูธรรมจึงได เลือกนายสงวน ตุลารักษใหทํางานสําคัญดังกลาวนี้ แตมีอุปสรรคนานาประการ ตลอดจนเกิดสงครามโลกครั้งที่ สองนโยบายนี้ก็ไมสําเร็จ55 นอกจากนี้ปรีดียังไดดําริใหจัดตั้งนิคมฝกอาชีพขึ้นบนเกาะตะรุเตา จังหวัดสตูล ตามพระราชบัญญัติกักกันผูมีสันดานเปนผูราย พุทธศักราช 2479 ขึ้นอีกดวย56 แมจะไมปรากฏหลักฐานชัดเจน แตสันนิษฐานไดวา พลเรือตรีถวัลย ธํารงนาวาสวัสดิ์ ผูดํารงตําแหนงรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย ตอจากปรีดี ตลอดจนพันเอกหลวงเชวง ศักดิ์สงคราม อธิบดีกรมราชทัณฑในเวลานั้น ยอมมีบทบาท สําคัญในการผลักดันใหโครงการทัณฑนิคมธารโตใหกําเนิดออกมาเปนรูปธรรมได โดยตั้งขึ้นตามคําสั่ง กระทรวงมหาดไทยที่ 910/2478 ลงวันที่ 3 สิงหาคม พ.26 บาท ป พ.” ใน 80 ป กรมราชทัณฑ.ศ.502. เรื่องเดียวกัน.59 บาท ป พ. 2477 จํานวน 28.ศ.55 บาท นอกจากการฝกอาชีพที่ทําใหเกิดรายไดแลว กรมราชทัณฑ ไดใชแรงงานผูตองขังใหเกิดประโยชน ในทางเศรษฐกิจอีกสองทางคือ การทํานุบํารุงเรือนจําโดยตรง อาทิ การทําสวนผัก การเลี้ยงบอปลา การ ทําสิ่งของใชในราชการ การซอมแซมสิ่งปลูกสราง และการชวยปฏิบัติราชการกรมกระทรวงอื่น อาทิ การชวยราชการ ทหาร และสงเสริมงานเทศบาลในการกอสรางทําถนน รักษาความสะอาดสถานที่ตางๆ เปนตน58 สวนปรีดีเองก็สงเสริมการสรางผลประโยชนจากแรงงานนักโทษ ดังปรากฏในสุนทรพจนของ ทานเนื่องในการเฉลิมฉลองครบรอบสามปการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ. เสถียร วิชัยลักษณ.

” 1142. แบงแยกประเภทของเรือนจําและจัดตั้งเรือนจําพิเศษขึ้น เพื่อใหการปฏิบัติตอนักโทษบางประเภทได เขาสูมาตรฐานอันควร ข.ศ. 2477 บาง สําหรับ พ. 2478 บาง ที่เหลือก็นําสงคลังเปนรายได อนึ่งโรงเรียนดัดสันดานก็จะจัดตั้งขึ้นใหมอีก59 เมื่อมีการประกาศใชพระราชบัญญัติราชทัณฑ พุทธศักราช 2479 ไดมีการปรับปรุงและพัฒนา กิจการของราชทัณฑเปนลําดับ ทั้งในเรื่องการจําแนกประเภทเรือนจํา การฝกฝนเจาหนาที่ การตั้ง ทัณฑนิคมธารโต การตั้งนิคมฝกอาชีพตะรุเตา และโรงเรียนดัดสันดาน เพื่อเปนการสงเคราะหนักโทษ และผูที่พนโทษไปแลว รัฐบาลในตนทศวรรษ 2480 ยังคงมุงเนนภารกิจดังกลาวนี้ของกรมราชทัณฑ และถือเปนวาระสําคัญประการหนึ่งของรัฐ ดังจะเห็นไดจากคําแถลงนโยบายคณะรัฐมนตรีคณะที่ 8 อันมี พ.พระยาพหลพลหยุหเสนาเปนนายกรัฐมนตรี ที่แถลงนโยบายในเดือนธันวาคม พ.ชุมชนในฝน ณ ทัณฑนิคมธารโต. การราชทัณฑ จะไดสงเสริมกิจการตามที่รัฐบาลชุดกอนไดแถลงนโยบายและปฏิบัติ ไปแลวนั้นใหเปนผลบริบูรณยิ่งขึ้น คือการอบรมในทางธรรมจรรยาแกผูตองขัง การจัดตั้งนิคมฝกอาชีพ เพื่อกักกันผูมีสันดานเปนผูรายกับการจัด โรงเรียนฝกอาชีพเพื่อฝกและอบรมเด็กบางจําพวกนอกจากนี้จะไดเนินการตอไปอีก ดังนี้ ก.ศ.702 บาทเศษ มากกวาที่กําหนดไวถึง 189.702 บาท ไดหักเอาไวจายทําทุนใน พ. ปรับปรุงสมรรถภาพของเจาพนักงานเรือนจําใหเขมแข็งยิ่งขึ้น ค. พ. 2477 นี้ เปนเงิน 289. จัดใหมีการสงเคราะหผูที่พนโทษไปแลวเพื่อปองกันการประทุษกรรมขึ้นอีก60 จากบันทึกประกอบนโยบายการราชทัณฑ ในป พ. 2480 ไดแสดงใหเห็นวากรมราชทัณฑมี ความภาคภูมิ ใจกับความสําเร็จและความกาวหนาในการพัฒนางานดานราชทัณฑเปนอยางมาก โดย เฉพาะอยางยิ่งโครงการทัณฑนิคมธารโต กรมราชทัณฑประสบความสําเร็จในการอพยพนักโทษไปสราง เมืองใหม มีผลดีทั้งในการนําคนไมพึงประสงคออกจากสังคมสงเคราะหนักโทษใหมีอาชีพและที่ทํากิน และที่สําคัญไปกวานั้นคือสงเสริมเศรษฐกิจของชาติใหกาวหนาอยางเอกอุ วิธีการจัดตั้งทัณฑนิคมและเปดเมืองใหมก็เปนวิธีหนึ่งที่จัดเขาในรูปการสงเคราะหผูพนโทษไปแลว กรมราชทัณฑหวังวาเมือ่ ไดดาํ เนินการเปดเมืองใหมไปเปนผลแลว ก็อาจทีจ่ ะเพิม่ สมาชิกหรือพลเมืองแหงนิคมหรือ เมืองใหมนน้ั โดยรวบรวมผูพ น โทษตางๆ ซึง่ ยังไมมที างประกอบการอาชีพนัน้ ไปอยูท น่ี คิ มหรือเมืองใหมอกี การเปดเมืองใหมโดยวิธีอพยพนี้ นอกจากจะเปนผลใหสามารถกีดกันบุคคลจําพวกหนึ่งที่ชุมชนไมพึง ประสงคออกไปเสียจากชุมชน เพื่อใหเกิดสันติสุขแกชุมชนนั้นเองแลว ยังเปนผลคืบหนาไปถึงปญหาในทาง ปฏิวัติทางเศรษฐกิจของชาติอีกดวย ถาหากรัฐบาลนี้จะไดพิจารณาโดยรอบดานแลวจะมองเห็นอุดมทัศนียของ กรมราชทัณฑอยางแจมกระจาง และไมควรที่จะพึงวิตกแกประการใดเลย กรมราชทัณฑนี้จะเปนกระดูก- 59 “สุนทรพจนหลวงประดิษฐมนูธรรม. 60 “คําแถลงนโยบายของรัฐบาล คณะที่พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนาเปนนายกรัฐมนตรี 23 ธันวาคม 2480.ศ. 2480 ในสวนของราชทัณฑความวา 3. 2330.ศ.ศ.อ.” ราชกิจจานุเบกษา เลม 54 (3 มกราคม 2480). 2478-2500 359 และหาอาชีพใหแกผูที่พนโทษแลว ไดเริ่มตั้งเรือนจําที่จะเปลี่ยนรูปแบบเปนทัณฑนิคมในภายหนาในจังหวัด นครราชสีมา และเตรียมการตั้งตอไปอีกในจังหวัดยะลา ผลประโยชนที่ไดจากการราชทัณฑ ใน พ. .ศ.

0201. . ราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เลม 98. (2) สร.” ราชกิจจานุเบกษา เลม 59. “เรือนจํากลางภาคธารโต.” ใน 80 ป กรมราชทัณฑ.000 บาท. 7. “เงินทุนจัดโครงการเรือนจําภาคธารโต”. 1412].. และ “คําแถลงนโยบายคณะรัฐบาล. 2518 ไดรับการเลื่อนสถานะขึ้นเปนกิ่งอําเภอธารโต โดยมีเขตการปกครองหนึ่งตําบลคือตําบลแมหวาด อยูในเขตการปกครอง ของอําเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา [“ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง แบงทองที่อําเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ตั้งเปนกิ่ง อําเภอธารโต. 252063 การดําเนินกิจการของทัณฑนิคมธารโต ทัณฑนิคมธารโตถูกตั้งขึ้นในป พ.ศ. ตอนที่ 115 (13 กรกฎาคม 2524). พิบูลสงครามยุคแรกกอนสิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง ในคําแถลงนโยบายรัฐบาลทานยัง คงยํา้ถึงบทบาทสําคัญของกรมราชทัณฑ ในการอบรมบมเพาะคุณธรรมและฝกหัดอาชีพใหแกผูตองโทษ นอกจากนี้ยังมีแนวคิดที่จะเพิ่มจํานวนทัณฑนิคมใหมากขึ้นอีกดวย62 อยางไรก็ตาม โครงการ ทัณฑนิคมนี้ในทายที่สุดไมประสบผลสําเร็จดังที่ผูกอตั้งไดเคยคาดหวัง รัฐบาลหลังสงครามโลกครั้งที่ สองเปนตนไปไมเคยหยิบยกประเด็นเรื่องทัณฑนิคมมาไวในคําแถลงนโยบายของรัฐบาลอีก ทัณฑนิคม ธารโตเองจึงถูกยกเลิกในป พ. 172. 533. 62 ดู “คําแถลงนโยบายของรัฐบาล คณะที่พันเอก หลวงพิบูลสงคราม เปนนายกรัฐมนตรี วันที่ 26 ธันวาคม 2481.ศ. 2524 ไดรับการเลื่อน สถานะเปนอําเภอธารโต ตามความในพระราชกฤษฎีกาตั้งอําเภอหนองใหญ อําเภอบอไร อําเภอพรหมคีรี อําเภอนาบอน อําเภอ บางสะพานนอย อําเภอนาดี อําเภอกงหรา อําเภอวังทรายพูน อําเภอธารโต อําเภอคําตากลา อําเภอศรีนคร อําเภอดานชาง อําเภอพรเจริญ อําเภอวังสามหมอ และอําเภอลานสัก พ. ตอนที่ 109 (10 มิถุนายน 2518).ศ. 18.” ราชกิจจานุเบกษา เลมที่ 92. 64 ประหยัด.000 บาท กระทรวงการคลังพิจารณาสนับสนุนดวยเห็นวา “เรื่องนี้เกี่ยวกับนโยบาย ตองการอบรม ฝกนักโทษใหรูจักใชแรงกระทําการหาผลประโยชนเปนสวนใหญ มิ ไดมุงหมายจะแขงขันในการคาแต 61 วิชัยลักษณ. 63 ทิชชากร แกวทิพนิล. 66 สจช. 65 ธารโตหรือไอรกือดงเดิมอยู ในเขตปกครองตําบลแมะหวาด หรือ แมหวาด อําเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ในป พ. 3323.000 ไรสําหรับดําเนินการทําปาไม66 กระทรวงมหาดไทยไดมอบหมายใหนายสงวน ตุลารักษ ซึ่งในขณะนั้นมีตําแหนงเปนหัวหนาแผนกการทั่วไป กองผลประโยชนกรมราชทัณฑ67 เปนผูจัด โครงการงบประมาณและแผนปฏิบัติงานเสนอเพื่อขออนุมัติเงินยืมจากกระทรวงการคลังเปนจํานวน 65. ตอมาในป พ.83/17. “ทัณฑนิคมในประเทศไทย.360 ภมรี สุรเกียรติ สันหลังอยางดีเพื่อกูเอกราชในทางเศรษฐกิจของชาติไทยไดเสียไปแลว61 โครงการทัณฑนิคมธารโตที่ถูกดําริขึ้นโดยปรีดี ยังคงไดรับการสืบสานมาตอในสมัยรัฐบาล จอมพล ป. 2478 ตามคําสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 910/2478 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 247864 เรื่องใหตั้งเรือนจําภาคขึ้นที่ตําบลแมะหวาด (แมหวาด) อําเภอบันนังสตา จังหวัด ยะลา65 ในการนี้ กระทรวงมหาดไทยไดสั่งใหคณะกรมการจังหวัดยะลาประกาศเขตสงวนที่ดินไว ประมาณ 160.ศ. พระราชบัญญัติราชทัณฑ พุทธศักราช 2479. 2500 และกวาจะมีการตั้งทัณฑนิคมขึ้นอีกครั้งก็ใชเวลาอีก 20 ปให หลังในการตั้งทัณฑนิคมคลองไผ จังหวัดนครราชสีมาขึ้นเมื่อป พ.” 67 อนุสรณงานพระราชทานเพลิงศพ นายสงวน ตุลารักษ (ณ เมรุวัดธาตุทอง. วันที่ 9 กันยายน 2538).” ราชกิจจานุเบกษา เลม 55 (2 มกราคม 2481).ศ. 34-35.” 162. “ขออนุมัติยืมเงินทุนจากกระทรวงการคลัง 60. ตอน ที่ 18 (17 มีนาคม 2485).ศ. 2524 (ยกฐานะกิ่งอําเภอในทองที่ บางจังหวัดขึ้นเปนอําเภอ).

0201. “ขออนุมัติจายเงินยืมเปนทุนเพื่อหาผลประโยชนสําหรับเรือนจําภาค ตําบลแมะหวาด อําเภอบันนังสะตา จังหวัดยะลา” (5 ตุลาคม 2478). 2478-2500 361 ภาพที่ 2 แผนผังเรือนจํากลางภาคธารโต หรือ ทัณฑนิคมธารโต.ศ.” ใน 80 ป กรมราชทัณฑ (กรุงเทพฯ: กรมราชทัณฑ. 2538). ที่มา ประหยัด โลหะรัตน. .83/17. “เรือนจํากลางภาคธารโต. 69 เรื่องเดียวกัน. “เงินทุนจัดโครงการเรือนจําภาคธารโต”. (2) สร. “เรื่องขอยืมเงินทุนสําหรับการปาไมและโรงเลื่อยจักร” (2 พฤษภาคม 2479).000 บาท69 68 สจช.ชุมชนในฝน ณ ทัณฑนิคมธารโต. อยางใด”68 แตเนื่องดวยเปนเงินจํานวนมาก กระทรวงการคลังจึงเสนอขอความเห็นชอบจากคณะ รัฐมนตรี โดยคณะรัฐมนตรีไดมีมติอนุมัติใหกระทรวงมหาดไทยยืมเงินทุนสําหรับทําการปาไมและโรง เลื่อยจักรจากกระทรวงการคลังเปนจํานวน 60. 162.. พ.

2479 และ พ. “โครงการงบประมาณการแผนปฏิบัติงานการทําปาไมและโรงเลื่อยจักร 2479.362 ภมรี สุรเกียรติ ในชวงแรกตั้งทัณฑนิคมในป พ.000 ไร เพื่อใหเรือนจํากลางภาคธารโตดําเนินการปาไมและโรงเลื่อย เขตที่ดินแปลงที่สงวนนี้เดิมบริษัท ไซมิสทินไมน จํากัด (Siamese Tin Mines Ltd. “โครงการงบประมาณ และแผนปฏิบัติงานในการหาผลประโยชน ของเรือนจําภาคธารโต จังหวัดยะลา 2483.) (บริษัทในบังคับของอังกฤษ) ไดเคยขอสัมปทาน ปาไมไว เมื่อคณะกรมการจังหวัดยะลาประกาศสงวนที่ดินแลวทางการจึงงดอนุญาต บริษัทจึงไดยื่นขอ เสนอขอใหกรมราชทัณฑใชแรงงานนักโทษตัดไมสงใหแกบริษัทปละประมาณ 140. 2479 นั้น กิจการของทัณฑนิคมจะเนนหนักอยูที่การทํา ปาไมและโรงเลื่อยจักร ทั้งนี้เพราะเปนชวงเริ่มตนที่เนนการบุกเบิกพื้นที่ปาดงดิบธารโตเพื่อจัดสราง สถานที่สําหรับทัณฑนิคม การหักรางถางปาขนานใหญเพื่อสรางโรงเรือนตางๆ ของเรือนจําภาค เพื่อ การเตรียมพื้นที่เพื่อประกอบกสิกรรม และเพื่อกําจัดแหลงไขปามาลาเรีย ทําใหไดไมเปนจํานวน มากพอที่กรมราชทัณฑจะนําไปหาผลประโยชนรายได อีกสี่ปตอมาไดมีการขยายขอบขายกิจการของ ทัณฑนิคมเพิ่มมากขึ้น โดยมีการเพิ่มกิจการเหมืองแร การขนสง การกสิกรรม และการยอยหิน อยางไรก็ตามดูเหมือนวากิจการตางๆ ของทัณฑนิคมจะไม ไดทํารายไดดีพอดังที่ไดประมาณการไวจึง ตองเสนอเรื่องขออนุมัติยืมเงินทุนจากกระทรวงการคลังอีก70 จากเอกสารโครงการงบประมาณและ แผนปฏิบัติงานในการหาผลประโยชนของเรือนจําภาคธารโต จังหวัดยะลาในป พ.000 ลูกบาศก 70 เรื่องเดียวกัน. “โครงการงบประมาณการแผนปฏิบัติงานการทําปาไมและโรงเลื่อยจักร 2479”. 2483 สามารถสรุปการดําเนินกิจการหลักของทัณฑนิคมธารโตไดออกเปนสามกิจการดวยกัน คือ 1) กิจการปาไมและโรงเลื่อย 2) กิจการกสิกรรม และ 3) กิจการเหมืองแรและการทําฟน71 1) กิจการปาไมและโรงเลื่อย เอกสารโครงการงบประมาณการแผนปฏิบัติงานการทําปาไมและโรงเลื่อยจักรที่สงวน ตุลารักษ เสนอไวในป 247972 ไดชวยใหขอมูลเกี่ยวกับกิจการปาไมและโรงเลื่อยดังนี้ เมื่อแรกตั้งทัณฑนิคม ธารโต กระทรวงมหาดไทยไดสั่งใหคณะกรมการจังหวัดยะลาประกาศสงวนที่ดินประมาณ 160.” 72 เรื่องเดียวกัน.ศ. “การยืมเงินทุนจากกระทรวงการคลังใหเรือนจําภาคธารโต จังหวัดยะลา” (29 สิงหาคม 2483). 71 เรื่องเดียวกัน.000 ลูกบาศกเมตร โดยใหเหตุผลวาที่จําเปนตองสงไมใหแกบริษัทนั้นเปนไปทั้งเพื่อปองกันความกระทบกระเทือนกับตาง ประเทศประการหนึ่งแลว ยังเปนการฝกหัดอาชีพใหแกนักโทษและเปนการหาผลประโยชนรายไดมาสู กรมราชทัณฑ กรมราชทัณฑ ไดทําการสํารวจปาสองขางทางถนนสาย 410 ยะลา-เบตง ตั้งแตหลักกิโลเมตรที่ 51 ถึง 62 รวมระยะทาง 11 กิโลเมตร จากการประเมินเบื้องตนพื้นที่ปาไมดังกลาวมีไมที่จะทําเปน ไมทอนสําหรับเลื่อยทําเปนไมกระดานไดมีอยูเปนจํานวนมาก โดยมีไมอยูหกชนิดคือ ไมหลุมพอ ไม กาลอ ไมสะหยา ไมชัน ไมพนอง และไมตะเคียน และยังมีไมชนิดอื่นที่สามารถเลื่อยเปนกระดาน ขายในตลาดไดอีกหลายชนิด ประมาณการวาไดปริมาณไม 9.ศ.ศ.000 ลูกบาศกเมตร กรมราชทัณฑ ไดทําขอตกลงแตขอลดจํานวนสงไมแกบริษัทลงเหลือเพียงปละ 70.” .000 ลูกบาศกเมตรตอพื้นที่ปาหนึ่งตาราง กิโลเมตร และเปนไมชนิดและขนาดที่บริษัทไซมิสทินไมน จํากัดตองการอีก (ไมฟนขนาดโตวัดรอบ ตั้งแต 50 เซนติเมตรขึ้นไป และตัดยาวทอนละ 50 เซนติเมตร) ตารางกิโลเมตรละ 15.

000 บาท เงินกําไร 110.000 ลูกบาศกเมตร และทําไมสําหรับใชในโรงเลื่อยเดือนละ 500 ลูกบาศกเมตร รวมเปนจํานวนไมที่ตองทําเดือนละ 6.ชุมชนในฝน ณ ทัณฑนิคมธารโต.500 ลูกบาศกเมตร ซึ่งปาที่สงวนไวประมาณ 160.000 ไรนั้นสามารถจะตัดไมออกจําหนายไดหลายสิบป ในการนี้ กรมราชทัณฑ ไดเสนอของบประมาณในการจัดตั้งโรงเลื่อยขนาดเดือนละ 200 ตัน หรือ 280 ลูกบาศกเมตร จึงทําใหตองตั้งอัตราเจาหนาที่ที่เกี่ยวกับการทําปาไมและกิจการโรงเลื่อยโดย เฉพาะ อาทิ ผูจัดการปาไมและโรงเลื่อย พนักงานปาไม ควาญชาง พนังงานโรงเลื่อย พนักงานควบคุม พลิกไม พนักงานจาระไนเลื่อย พนักงานเลื่อยโตะที่ 1-3 พนักงานเลื่อยนอน พนักงานเลื่อยซอย สมุหบัญชี ชางกล ชางฟต คนขับรถแทรกเตอร คนขับรถบรรทุก คนขับรถนั่ง และพยาบาล เปนตน รวม ทั้งสิ้น 35 ตําแหนง นอกเหนือจากนี้แลว กลุมนักโทษเปนแรงงานหลักในการทํางานกรรมกร กรม ราชทัณฑ ไดตั้งเงินรางวัลสําหรับเจาพนักงาน เจาหนาที่ ตลอดจนนักโทษ โดยคาดการวาการทําปาไม จะมีกําไรปละประมาณ 110. พ.000 ลูกบาศกเมตร หรือไรละ 40 ลูกบาศกเมตร ตามขอ ตกลงกับบริษัทไซมิสทินไมน จํากัด เรือนจําภาคธารโตจะตองทําไมไดเดือนละ 6. 2478-2500 363 เมตร รวมทั้งสองชนิดตารางกิโลเมตรละ 24.000 บาทนี้ จะนําสงคลังเปนรายไดของแผนดิน รอยละ 50 และอีกสวนจะแบงใหเปนรางวัลเจาพนักงานเจาหนาที่รอยละ 15 และนักโทษรอยละ 35 กรมราชทัณฑ ไดวางแผนปฏิบัติงานโรงเลื่อยไวดังนี้ โรงเลื่อยจะสรางตามเสนทางสายยะลา-เบตง ระหวางหลักกิโลเมตรที่ 54-55 ซึ่งมีลําธารที่มีนํา้ใชงานไดตลอดป และอยูระหวางกลางที่จะชักลากไม ปอนใหแกโรงเลื่อย ซึ่งประมาณไววาในชั้นแรกนี้จะเก็บไมริมทางปอนใหโรงเลื่อยกอน ในเขตที่จะชัก ลากตามทางถนนไดรวมระยะ 9 กิโลเมตร จะลากไมในปาหางจากถนนทั้งสองขางเพียง 500 เมตร จะ ไดเนื้อที่สําหรับทําการลากไมปอนโรงเลื่อยไดไมนอยกวา 10 ป และสําหรับปแรกใหแกโรงเลื่อยไมถึง หนึ่งตารางกิโลเมตร การสรางโรงเลื่อยนั้น แบงออกเปนสี่ระยะ คือ 1) ระยะสามเดือนแรก เมื่อไดรับอนุมัติ จะสั่งใหสรางเครื่องเลื่อยซึ่งจะทําสําเร็จไดภายในสอง เดือน และเวลาขนสงมาถึงเรือนจําภาคอีกหนึ่งเดือน รวมเวลาสามเดือน ในระยะเวลานี้ ทางการเรือนจําภาคจะไดจัดการถางปาปรับพื้นดิน และสรางโรงเลื่อยใหเสร็จในเวลาเดียวกัน 2) ระยะสามเดือนที่สอง เมื่อเครื่องเลื่อยมาถึงเรือนจําภาคจะไดจัดตั้งเครื่อง และสรางโรงเก็บ กระดานใหเสร็จ 3) ระยะสามเดือนที่สาม ทําการเลื่อยไม แต ในระยะเวลานี้อาจมีบางสิ่งบางอยางไมสะดวก เพราะเปดทํางานใหมๆ เครื่องเลื่อยที่ทําใหมบางเครื่องอาจไมเรียบรอยดี และกรรมกรยังไมเคยงาน ซึ่งคาดวาจะไมไดงานตามโครงการ แตจะไดไมกระดานไมนอยกวาเดือนละ 200 ลูกบาศกเมตร 4) ระยะสามเดือนที่สี่ จะเปนการทํางานเต็มโครงการ กรรมกรและพนักงานที่ใชในโรงเลื่อยนั้น จะจางเฉพาะพนักงานที่ตองใชความชํานาญจริงเทานั้น เมื่อไดฝกหัดกรรมกรของเรือนจําภาคทํางานได แลวก็จะยุบตําแหนงนั้นๆ เรือนจําตั้งใจวาการที่จางผูชํานาญมาทํางานรวมกับกรรมกรนี้ จะไดชวยหัด ใหกรรมกรเปนผูชํานาญในหนาที่ตางๆ ในโรงเลื่อยจักรในภายหนา ในการทํากิจการปาไมและโรงเลื่อยเรือน จําเปนตองใชแรงงานกรรมกรนักโทษเปนหลัก จึงได มีการจัดทําแผนการใชกรรมกรในแตละหมูงาน โดยไดมีการตั้งจํานวนกรรมกรสํารองเจ็บปวยและพัก .ศ.

000 บาท รวม รายไดทั้งสิ้น 201.000 บาท และคาขายกระดานของโรงเลื่อยจักรปละ 96.689 บาท อยางไรก็ตาม ดูเหมือนวากิจการปาไมและโรงเลื่อยของเรือนจําภาคธารโตอาจจะไม ไดประสบ ความสําเร็จและทํากําไรอยางงดงามตามที่คาดการณ ไวในเบื้องตน แตกลับขาดทุนและจําตองขอยืมเงิน หมุนเวียนจากกระทรวงการคลังเพื่อสนับสนุนกิจการของเรือนจําอยูเปนจํานวนมาก ขอมูลจากเอกสาร กระทรวงการคลังเรื่อง “การยืมเงินทุนจากกระทรวงการคลังใหเรือนจําภาคธารโต จังหวัดยะลา” ลงวัน .364 ภมรี สุรเกียรติ ผอนไวดวย โดยแบงไดเปนหมวดหมูดังนี้ แรงงานนักโทษที่เปนกรรมกรประจําโรงเลื่อยจํานวน 70 คน กรรมกรหมูรถแทรกเตอร หมูรถบรรทุก และรถพวงจํานวน 80 คน คนงานประจําหมวดแผนที่ 24 คน กรรมกรประจําหมวดชางจํานวน 45 คน กรรมกรประจําหมวดปาไมซึ่งแบงยอยเปนเกาหมวดรวม จํานวน 495 คน กรรมกรในการทําครัวและการพยาบาลอีก 36 คน รวมกรรมกรทั้งสิ้นเปนจํานวน 750 คน จากตัวเลขประมาณการจํานวนคนงานที่ตองใชในการทํากิจการปาไมและโรงเลื่อย ทําใหพอคํานวณ จํานวนนักโทษที่จะตองถูกยายมายังทัณฑนิคมธารโตแลว สันนิษฐานวาไมตํา่กวาหนึ่งพันคน ในการทําปาไมนี้ แมวาจะมีการตั้งงบประมาณขอซื้อรถแทรกเตอรเพื่อลากไมแลว แตเนื่องดวย ปาแถบธารโตมีภูมิประเทศเปนภูเขาที่สลับซับซอน หลายแหงกรรมกรหรือรถแทรกเตอร ไมสามารถจะ นําไมออกมาได จึงมีความจําเปนอยางมากในการที่จะตองใชชางในการทําปาไม ชางที่จะใชงานนี้จะนํา มาจากยะลา นครศรีธรรมราช ตรัง และสุราษฎรธานี ในโครงการไดระบุวาชางจากจังหวัดยะลาเปนชาง ที่ไมเคยทํางานคัดและลากไม จึงมีความจําเปนตองขอใชชางของรัฐบาลที่มีอยู ในนครศรีธรรมราชและ สุราษฎรธานี ฯลฯ นอกจากนี้ไดมีการตั้งงบประมาณคาอาหารสัตวสําหรับเลี้ยงชาง โดยมีเหตุผลวาชาง ลากไมทางภาคเหนือไม ไดทํางานตลอดทั้งปจึงไมจําเปนตองเลี้ยงอาหาร แตสําหรับเรือนจําภาคมีความ จําเปนที่จะตองใชชางทํางานตลอดทั้งป จึงมีความจําเปนที่จะตองจัดอาหารเลี้ยงชาง เมื่อเริ่มการทําปาไมและโรงเลื่อยในป 2479 นั้น นอกจากเรือนจําจะมีสัมปทานทําไมสงบริษัท ไซมิสทินไมนแลว จะมีสวนที่เรือนจําจะทําไมกระดานสงขายตามตลาดตางๆ เอง ซึ่งในการนี้เรือนจํา ไดทําการสํารวจตลาดไมกระดานทางภาคใต ระบุวาไมกระดานยังคงขาดตลาด ทางภาคใตยังคงมีความ ตองการใชไมกระดานจํานวนมาก นับตั้งแตตัวเรือนจําเองที่จะตองใชไมกระดานเพื่อปลูกสรางและ ขยายกิจการ หรือแมกระทั่งตลาดที่ปนังก็ตองการไมกระดานสําหรับปลูกสรางเชนเดียวกัน เรือนจําจะตั้งเอเยนตจําหนายไมกระดานตามจังหวัดและที่ตางๆ ไดแก 1) ยะลา 2) ปตตานี 3) ตันหยงมาศ 4) ปนัง และ 5) หาดใหญ ในการขายไมกระดานนี้ไดมีการประมาณราคาจะขายที่โรงเลื่อยจักร ของเรือนจําภาคราคาลูกบาศกเมตรละ 30 บาท สงที่จังหวัดยะลาลูกบาศกเมตรละ 36 บาท ที่ปตตานี หาดใหญ และตันหยงมาศ ลูกบาศกเมตรละ 38 บาท สําหรับที่ปนังจะสงใหโดยคิดราคาลูกบาศกเมตร ละ 42 บาท โดยราคาที่กําหนดไวนี้เปนราคาที่ตํา่กวาตลาดที่ซื้อขายกันโดยทั่วไป ณ เวลานั้น แตเปน ราคาที่กําหนดไวขายใหแกเอเยนตของเรือนจําภาคเปนราคาขาดตัว สวนที่ขายปลีกนั้นคิดราคาสูงกวาที่ กําหนด ไว 10 เปอรเซ็นต งบประมาณรายไดที่คาดการณ ไวในโครงการป 2479 ระบุวาเรือนจําภาคจะไดคาขายไมกลมให บริษัทไซมิสทินไมนปละ 105.311 บาท หักแลวคงมีกําไรเปนรายไดของแผนดินจํานวน 78.000 บาท รายไดจํานวนดังกลาวนี้หักรายจายซึ่งเปนเงินเดือนและคาใชสอยออก 122.

2478-2500 365 ที่ 29 สิงหาคม 2483 ระบุวากระทรวงมหาดไทยไดมีหนังสือที่ ค.170 บาท 29 สตางค สวนจํานวนเงินทุนที่ยืมไปจากคลังนั้นจนถึงป 2483 ยังคงคาง ชําระ ไม ไดมีการนําสงใชทุนแตอยางใด แมจะมีปญหาเรื่องการขาดทุนแตกระทรวงการคลังได พิจารณาอนุมัติ ทั้งนี้ ไมนาแปลกใจนักเพราะผูที่ดํารงตําแหนงรัฐมนตรีกระทรวงการคลังในเวลานั้น คือ หลวงประดิษฐมนูธรรมหรือปรีดี พนมยงค ผูที่คิดริเริ่มใหมีการจัดตั้งทัณฑนิคมธารโตตั้งแตเมื่อ ครั้งที่ยังดํารงตําแหนงเปนรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยในชวงป 2476-2478 โดยปรีดี ไดอนุมัติ ให เรือนจําภาคธารโตยืมเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มอีกจํานวน 175. 2483 ระบุวา จนถึงป 2483 เรือนจําไดดําเนินการในดานปาไมและโรงเลื่อยจักร เหมืองแร การขนสง การกสิกรรม และการยอยหิน กิจการไดดําเนินมาเปนลําดับแตยังไมอยูใน ระดับที่ดีพอเพราะมีทุนนอย เรือนจําภาคธารโตมีความประสงคจะขยายการหาผลประโยชน ใหกาวหนา ยิ่งขึ้น จึงไดขอยืมเงินทุนเพิ่มกิจการ เทาที่ไดดําเนินการมาแลวมีเฉพาะกิจการปาไมและโรงเลื่อยจักร เทานั้นที่มีรายไดดีมากที่สุด แตกระนั้นก็ยังไมอยู ในระดับดีพอ เพราะทุนนอย เครื่องมือ เชน รถแทรกเตอรสําหรับลากไมจํานวนสามคันก็ไมสามารถใชงานได เรือนจําภาคจึงขอเงินทุนสนับสนุนเพิ่ม ในงานดานปาไมและโรงเรื่อย โดยมีแผนปฏิบัติการดังตอไปนี้ การตัดไม จะเริ่มวางงานตอไปในพื้นที่ที่โครงการเดิมทําอยู คือ ในระหวางทางสาย 410 เบตงยะลา กิโลเมตรที่ 48-50 ดานตะวันออก ทําการชักลากและตัดทอนในบริเวณเนื้อที่ประมาณ 20 ตาราง กิโลเมตร โดยทําการชักลากเปนสองสาย สายหนึ่งบริเวณริมทางหลวง อีกสายหนึ่งจรดเขาไปในบริเวณ แลวหักเขามาบรรจบบริเวณกิโลเมตรที่ 50 กลาวคือ เปนการตัดฟนชักลากไมทั้งสองขางทางหลวง ดานตะวันออก นอกจากนี้ไดมีการทําทางถนนขนานหวยไอเยอรมาฮอ ตามปลายลํานํา้ไหลลงแมนํา้ ปตตานีที่ตําบลเงาะกาโป ซึ่งมีระยะทาง 20 กิโลเมตร สําหรับใหรถยนตชักลากสามารถเขาไปทําการ ชักลากไมไดในบริเวณกลางพื้นที่ปา 100 ตารางกิโลเมตร ซึ่งอุดมไปดวยไมหลุมพอและไมเบญจพรรณ 73 เรื่องเดียวกัน.ชุมชนในฝน ณ ทัณฑนิคมธารโต.000 บาท โดยใหเรือนจําภาคธารโตทําการเบิกจาย จากคลังจังหวัดยะลาตั้งแตเดือนพฤศจิกายน 2478 เปนตนมา จนมาถึงป 2483 นี้มีวงเงินทุนคงเหลือ ที่จะเบิกไดเพียง 147 บาท 84 สตางคเทานั้น การดําเนินงานปรากฏผลตามงบดุลที่คณะกรรมการ ตรวจเงินแผนดินตรวจรับรองเพียงวันที่ 27 มิถุนายน 2482 วากิจการแผนกนี้ทําการขาดทุนรวม เปนเงิน 39.” .ศ. 5737/2483 ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2483 มายังกระทรวงการคลังเพื่อขอใหนําเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติ ใหกระทรวงการคลังสั่งจายเงิน 175.ศ. พ.000 บาทใหกรมราชทัณฑยืมเปนทุนหมุนเวียนของเรือนจําภาคธารโต จังหวัดยะลา โดยกระทรวง การคลังไดพิจารณาแลววาโครงการหาผลประโยชนของเรือนจําภาคธารโตในชั้นเดิมกระทรวงมหาดไทย ไดยืมเงินจากกระทรวงการคลังไปจายลงทุน 125.000 บาท เนื่องดวยเห็นวาเปนการดําเนิน งานอันเกี่ยวกับนโยบายในการสงเสริมเพื่อฝกหัดอบรมนิสัยนักโทษใหรูจักการประกอบอาชีพในการ อุตสาหกรรมเปนสวนใหญ และเห็นวาหากโครงการนี้ทําการบรรลุผลสําเร็จตามคาดหมายไว รัฐบาลก็ จะไดประสบผลในทางออม ดวยเชนเดียวกัน ขอมูลจากโครงการงบประมาณและแผนปฏิบัติงานในการหาผลประโยชนของเรือนจําภาคธารโต จังหวัดยะลา73 เมื่อ พ. “โครงการงบประมาณและแผนปฏิบัติงานในการหาผลประโยชนของเรือนจําภาคธารโต จังหวัดยะลา 2483.

366 ภมรี สุรเกียรติ จุดประสงค ในการทําถนนเพื่อความสะดวกในการชักลากไมเนื่องจากปริมาณไมในบริเวณพื้นที่นี้ ถา ทําการตัดเพียง 10 ตารางกิโลเมตร จะพอแกจํานวนไมเลื่อยไดหนึ่งป สวนโรงเลื่อยจักรของเรือนจํา ภาคนั้นนับไดวาเปนโรงเลื่อยขนาดเดียวกับโรงเลื่อยของบริษัทอีสเอเชียติ๊ก บานดอน คือ เปนโรงเลื่อย ขนาดเลื่อยไมซุงกลมได 500-700 ตนตอเดือน แตถาเปนไมกระดานไดเพียง 500-600 ตนตอเดือน มีปญหาเรื่อง การชักลากไมมาปอนโรงเลื่อย ทําใหไมมีไมเพียงพอที่จะเลื่อยไดเดือนละ 600 ตน อัน สงผลตอการจําหนายไมออกสูตลาด เนื่องมาจากรถแทรกเตอรที่ใชชักลากไมมีปญหาไมสามารถใชการ ไดเต็มที่ ขอมูลในโครงการฯ สะทอนใหเห็นความไมชํานาญการและปญหาอุปสรรคในเรื่องทุนของเรือนจํา ภาคธารโตในการดําเนินกิจธุรกิจหรือการหาผลประโยชนในการลงทุนทํากิจการปาไมและโรงเลื่อย อาทิ การขาดเงินทุนในการซอมบํารุงรถแทรกเตอรหรือซื้อรถแทรกเตอรเครื่องใหมสําหรับลากไม ทําใหเกิด ปญหาตอการดําเนินการทางธุรกิจ คือ 1) ทําใหการเลื่อยไมไดนอยไมเหมาะสมกับขนาดของโรงเลื่อย ที่มี และทําการเลื่อยตัดอยู ในลักษณะที่ลอแหลมตอความเสียหาย 2) ทําใหลูกคาสั่งไมไม ไดทันตาม ความประสงค มีการผิดพลาดเรื่องเวลานําความเสียหายไปสูลูกคาของเรือนจําภาค เปนเหตุใหลูกคายุติ การสั่งไม 3) ทําใหโรงเลื่อยกําหนดประเภทไมไมไดแนนอน เพราะไมยังอยูในปาจึงไมอาจรับใบสั่งของ จากลูกคาได เพราะไมประเภทที่จะขายไดโดยมากนั้นไมรวมหมู มักจะขึ้นในที่หางกัน รถแทรกเตอรจึง ตองทํางานอยางหนัก เรือนจําภาคธารโตเองไดตระหนักถึงขอจํากัดและขอบกพรองในการดําเนินการ จึงไดขอคําแนะนําจากลูกคาสรุปไดความวา 1) ไมที่จําหนายออกขาดการแยกประเภท มีการปะปนกับ ไมที่สั่งไปคนละประเภทชนิดไม 2) หัวไมกระดานและปลายไมตัดไมเรียบรอย ประกอบกับขนาดบาง ไมเต็มขนาดกวางและยาว 3) ไมที่สั่งไมมีกําหนดวาจะไดเมื่อใดแน 4) ระดับราคาไมอยู ในมาตรฐาน ของราคาตลาด 5) การขนสงไมสะดวกแนนอน 6) มรรยาทในการซื้อขายผิดกับพอคาที่ควรกระทํา จากขอทักทวงแนะนําเหลานี้เจาหนาที่ไดนําไปปรับปรุงแกไขใหดีขึ้น เรือนจําภาคธารโตยังไดมีดําริจะ จัดการโฆษณาประชาสัมพันธและสรางเครื่องหมายในสภาพไมประจําแผนกทุกแผน เพื่อใหเปนที่นิยม ในความเคยชินและเพื่อเปนการเผยแพรการคาไปดวย การดําเนินการปาไมและโรงเลื่อยที่ไม ไดผลตามที่คาดนั้น นอกจากจะเปนเพราะความไมชํานาญ การดานการทําธุรกิจและการขาดเงินทุนหมุนเวียนแลว สถานการณการเมืองและเศรษฐกิจโลกก็สง ผลตอกิจการดวยเชนเดียวกัน สถานการณสงครามโลกครั้งที่สองที่เริ่มขึ้นในทางตะวันตกตั้งแตชวงป 2482 ไดสงผลกระทบตอกิจการเรือนจํา กลาวคือ บริษัทไซมีสทินไมน ไดงดการสั่งไมที่นําไปกอสราง ทันที ทําใหการขายไมของเรือนจําภาคธารโตตกตํา่ไปราวเดือนละประมาณ 3.000 บาท ดวย เหตุนี้ทําใหเรือนจําตองหาลูกคาภายนอกจังหวัดที่ใกลเคียง อาทิ สงขลา นราธิวาส ปตตานี เพิ่มมาก ขึ้น เรือนจําภาคธารโตตองดําเนินธุรกิจคาไมแขงขันกับบริษัทเอกชนของตางชาติที่ดําเนินการใน ภาคใต คือ บริษัทอีสเอเชียติ๊ก บานดอน ในจังหวัดสุราษฎรธานี เรือนจําภาคธารโตจึงไดจัดตั้งโรงไม และสํานักงานไวที่ตัวเมืองยะลา คือ สถานียะลา ตลาดตําบลนิบง เพื่อเผยแพรและติดตอกับลูกคาให ไดรับความสะดวกยิ่งขึ้น .000-4.

000 ตน เนื่องจากการทําสวนยางขนาดใหญ ในเวลานั้นยังไมมีความสําคัญใน ประเทศไทย74 จากการสํารวจสภาพเศรษฐกิจของพระยาสารสาสนพลขันธ ระบุวาสวนยางขนาดใหญ นั้นอยู ในจังหวัดสงขลาและนราธิวาส แตเปนของชาวตางชาติโดยมาก สันนิษฐานวาเปนของชาวจีน ที่อาจมีภูมิลําเนาอยู ในสหพันธรัฐมลายู สวนยางของชาวไทยเปนสวนยางขนาดเล็ก75 กิจการสวนยาง ของทัณฑนิคมนั้น อาจกลาวไดวาเปนโครงการบุกเบิกที่รัฐเขาไปลงทุนทํากิจการสวนยางดวยตนเองใน ระยะแรกๆ ในการนี้ยังไดมีการวางแผนที่จะทําใหเปนอุตสาหกรรมยาง โดยการตั้งโรงนึ่งยางซึ่งจะตอง ใชทุนประมาณ 10.22/8. “รายงานการสํารวจเศรษฐกิจของพระสารสาสนพลขันธ.ศ.ศ. .” ปกที่ 2.500 ตน ในระยะเวลาหาป เมื่อ ครบกําหนดที่ตนปาลมนํา้มนั ใหผลนั้น ในเบื้องตนนี้ไดมีการคํานวณวาไรหนึ่งจะไดผลคิดเปนเงินอยาง ตํา่ 60 บาท ทั้งสวนควรจะไดผล 54.000 ไร โดยปลูกไรละประมาณ 40 ตน ในกําหนดระยะเวลาหาป ซึ่งคาดวาจะไดรับผลตอบแทนไดในระยะ 5-6 ป แตคาดหวังวาหากนําแรงงานนักโทษซึ่งมีอยูเปนจํานวนมากมาใชในการทําสวนยาง ก็นาจะ ทําใหเกิดผลไดในระยะเวลาอันสั้นคือหาป ประมาณการรายไดอยางตํา่ไดนํา้ยางแหงตนละหนึ่งกิโลกรัม ตอป จะไดนํา้หนัก 320. (2) สร 0201.000 กิโลกรัม ถาราคาตลาดอยางตํา่ราคาหาบละ 15 บาท ทัณฑนิคมธารโตจะ ไดรายไดจากการทําสวนยางปละ 79.ชุมชนในฝน ณ ทัณฑนิคมธารโต.” สจช.000 ตน มีอยูจํานวน นอยมากที่ปลูกถึง 10. 2552).995 บาท ในชวงตนทศวรรษ 2480 การทําสวนยางในประเทศไทยยังจํากัดไมแพรหลาย ในเอกสารโครงการฯ ของทัณฑนิคมระบุวามีการปลูกสวนยางแหงเดียวที่อําเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ซึ่งทั้งนี้อาจ หมายถึงการทําสวนยางขนาดใหญที่ปลูกเปนจํานวนหมื่นตนขึ้นไป เพราะการทําสวนยางในชวงเวลานี้ โดยภาพรวมเปนการทําสวนยางขนาดเล็ก เจาของสวนจะปลูกกันเพียง 2.. 151-53. 2478-2500 367 2) กิจการกสิกรรม การทํากสิกรรมเปนงานที่สืบเนื่องมาจากการทําปาไมและโรงเลื่อยจักร กลาวคือ เมื่อมีการทํา ปาไมเปดพื้นที่แลว ทางทัณฑนิคมธารโตไดใชพื้นที่เปดใหม ใหเกิดประโยชนดวยการดัดแปลงทําการ กสิกรรม พืชเศรษฐกิจที่ทําการเพาะปลูก คือ ยางและปาลมนําม้ ัน ในการทําสวนยาง ในป พ.000 บาท ทั้งนี้โดยคิดเอาจากนํา้มันที่คั้นไดจากเปลือกเปนพื้น ตนปาลมนํา้มันที่โตเต็มที่จะมีผลใหญกวาตนที่ยังเจริญไมถึงขีด เมื่อตนมีอายุตั้งแต 12 ปถึง 25 ปแลว 74 เจมส ซี.000-3. การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในประเทศไทย 1850-1970. อินแกรม. 75 “บันทึกเรื่องอพยพ.000 บาทในการดําเนินการอีกดวย นอกจากยางแลว ทัณฑนิคมไดวางแผนทําสวนปาลมนํา้มันและโรงงานทํานํา้มันปาลม เนื่องจาก การปลูกปาลมนํา้มันเปนกิจการที่ทํากันอยางแพรหลายและทํารายไดอยางมากใหกับสหพันธรัฐมลายู เนื่องดวยเห็นวาภูมิประเทศและภูมิอากาศของพื้นที่ทัณฑนิคมธารโตมีความคลายคลึงกับทาง สหพันธรัฐมลายูจึงนาจะทําการเพาะปลูกปาลมนํา้มันไดผลดี และในชวงเวลานั้นราคานํา้มันปาลม สูงกวาราคาสินคายาง ทางทัณฑนิคมเห็นวารัฐบาลควรสนับสนุนใหประชาชนทําการปลูกเปนอาชีพ ทัณฑนิคมจะใชพื้นที่ที่ไมเหมาะแกการปลูกยางมาปลูกปาลมนํา้มันแทน โดยวางแผนวาจะใชพื้นที่ใน การปลูกปาลมนํา้มันอยางตํา่ 900 ไร ปลูกไรละ 25 ตน รวมได 22. 2483 ทัณฑนิคมธารโตไดรับโควตาการปลูกยางเปนเนื้อที่ 8. แปลโดย ชูศรี มณีพฤกษ และเฉลิมพจน เอี่ยมกมลา (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโตโยตาประเทศไทย. พ.

500 บาทใน 12 ป โดยทัณฑนิคมตั้งใจ ทําใหเปนอุตสาหกรรมนํา้มันปาลมโดยไดขอเงินลงทุนตั้งโรงบีบนํา้มันปาลมอีกเปนเงิน 20. “เงินทุนจัดโครงการเรือนจําภาคธารโต.368 ภมรี สุรเกียรติ ไรหนึ่งจะไดนํา้มันเปนราคา 150 บาท แมจะขายเนื้อในของเมล็ดไดไมตํา่กวาไรละ 45 บาท รวมไร ละ 195 บาท ฉะนั้นสวนขนาดที่จะสรางนี้จะไดผลรวม 175.ศ.0201. สจช.800 ตัว 2) สุกรขายไดราคาสูง 3) การเลี้ยงสุกรไมยุงยากและไมตองใชเวลานาน เหมือนการเลี้ยงสัตวใหญอื่นๆ 4) สุกรเลี้ยงงาย ไมเลือกอาหาร สามารถกินเศษอาหารไดแทบทุกชนิด ใชอาหารที่ขนุ ไปทําเนื้อไดมากกวาสัตวอื่น และ 6) ที่ตั้งของทัณฑนิคมเปนภูมิประเทศที่เหมาะแกการ เลี้ยงสุกรเปนอยางยิ่ง ทัณฑนิคมมีโครงการจะเลี้ยงสุกรสงตลาดเดือนละ 50 ตัว ในการนี้จะตองทําการขยายพันธุเอง ภายในเขตเรือนจําภาค โดยจะหาพันธุมาเพิ่มเติมใหได 70 ตัว เปนพอฝูง 10 ตัว และแมฝูง 60 ตัว ประมาณจะไดลูกคราวละ 300 ตัว ใชเจาพนักงานควบคุมสองคน และนักโทษ 50 คน และจะทําการ ปลูกพืชหมุนเวียนสําหรับใชเปนอาหารของสุกร เชน มันเทศ มันสําปะหลัง กลวย ฯลฯ เพื่อเปน อาหารจําพวกแปง และปลูกถั่วลิสง ถั่วเหลือง ฯลฯ เพื่อเปนอาหารจําพวกโปรตีน จะทําการปลูกพืช หมุนเวียนนี้บนพื้นที่ที่ทําสวนยางและปาลม เพื่อรักษาไมทั้งสองในขณะที่ยังไมเจริญเต็มที่และจะปลูก ในที่ปาทั่วๆ ไปเพื่อใหใชที่วางใหเปนประโยชน นอกจากการปลูกพืชเพื่อใหเปนอาหารสัตว โดยเฉพาะแลว ทางทัณฑนิคมไดคํานึงถึงการที่จะ ตองจัดหาอาหารไวเลี้ยงผูตองขังโดยทั่วไปดวย จึงตองจัดกรรมกรไวอีกหมูหนึ่งสําหรับปลูกผักตางๆ เชน ผักจีนและผักพื้นเมืองตางๆ เพื่อสงเขาโรงครัวทําอาหารเลี้ยงผูตองขัง และขายใหแกเจาพนักงาน เจาหนาที่ภายในเขตทัณฑนิคม ซึ่งจะอยูในความอํานวยการของครูกสิกรรมที่ทัณฑนิคมไดจางไว77 3) กิจการเหมืองแรและการทําฟน แมวาทัณฑนิคมจะตั้งอยู ในเขตที่มีเหมืองแรดีบุก แตยังมิ ไดมีการดําเนินการขุดหาแรออก จําหนาย เพราะเปนปญหาเรื่องทางเทคนิค และเปนเรื่องที่จะตองใชเวลาในการขุดตรวจหาแรและหา สถิติผลใหแนนอนกอนการลงทุน เอกสารโครงการฯ ในป พ..ศ.600 ตัว สวนที่เบตงเองมีความตองการสุกรเดือน ละ 150 ตัว ปละ 1. (2) สร.” .83/17.000 บาท ผลจากการคนควาขอมูลโดยทัณฑนิคมและการประเมินการจากผูเชี่ยวชาญนั้น ทําใหทัณฑนิคมได เสนอแกรัฐบาลวาทั้งกิจการสวนยางและปาลมนํา้มันจะสามารถดํารงและทํารายไดนานถึง 60 ป หรือ ประมาณถึงป พ. 2483 ระบุวาไดมีการทําสัญญารวม 76 77 เรื่องเดียวกัน. 2543 นั่นเอง76 กิจการหนึ่งที่ทัณฑนิคมไดดําเนินการอยูแลวและตองการจะขยายเพิ่มเติม คือ การเลี้ยงสุกร ใน ชวงระยะเวลาหาปที่โครงการปลูกยางและปาลมนํา้มันยังไม ไดผลตอบแทน ทัณฑนิคมวางแผนวาจะ ขยายการเลี้ยงสุกรออกจําหนายเพื่อเพิ่มรายไดใหกับทัณฑนิคมไปกอน และเปนการหารายไดมาชดเชย คาใชจายที่ลงทุนไปในกิจการสวนยางและปาลมนํา้มัน เหตุผลที่เลือกทําการเลี้ยงสุกร คือ 1) มีความ ตองการของตลาดสูง โดยเฉพาะอยางยิ่งที่ตลาดนิบง จังหวัดยะลา ในขณะนั้นตองทําการสั่งซื้อจาก จังหวัดอื่นๆ เดือนหนึ่งไมตํา่กวา 300 ตัว ปละ 3.

600 บาท เปนจํานวนเงินปละ 19.200 บาท80 จากรายละเอียดในเอกสารโครงการงบประมาณการแผนปฏิบัติงานการทําปาไมและโรงเลื่อยจักรที่สงวน ตุลารักษเสนอไวในป 2479 และโครงการงบประมาณและแผนปฏิบัติงานในการหาผล ประโยชนของเรือนจําภาคธารโต จังหวัดยะลา 248381 นั้น สะทอนใหเห็นวาการตั้งทัณฑนิคมธารโตนั้น เกิดขึ้นดวยแรงผลักทางเศรษฐกิจเปนสําคัญ โดยรัฐไดสนับสนุนใหกรมราชทัณฑเขามาดําเนินโครงการ เศรษฐกิจขนาดใหญเปนครั้งแรกในพื้นที่ปาดงดิบในชายแดนใต ไมวาจะเปนการทําปาไมและโรงเลื่อย การทําสวนยางและสวนปาลม การเลี้ยงสุกร การทําเหมืองแร และการทําฟน จากการเปนเจาของ 78 79 80 81 เรื่องเดียวกัน.000 บาท โดยจะเปนเงินรายไดตาม สัญญากับบริษัทกําปงโตทิน จํากัด ซึ่งบริษทรับจะจายใหเปนจํานวน 1.” เรื่องเดียวกัน.ชุมชนในฝน ณ ทัณฑนิคมธารโต. ประหยัด.. “เรือนจํากลางภาคธารโต.83/17. พ. “เงินทุนจัดโครงการเรือนจําภาคธารโต. 2483 ยังมิ ไดเริ่มทํากิจการเหมืองแรเนื่องจากตองรอผลจากการสํารวจพื้นที่กอน อยางไรก็ตาม ในการเขียนเสนอโครงการเพื่อขออนุมัติงบประมาณนั้น พบวาทัณฑนิคมไดเขียนขออนุมัติคาเลาเรียน สงนักเรียนไปศึกษาเรื่องการเหมืองแร ในตางประเทศจํานวน 12.0201.ศ. 2478-2500 369 มือกับบริษัทกําปงโตทิน จํากัด ในการทําเหมืองแรตามบริเวณที่ราบ ณ บานโต ตําบลแมหวาด ซึ่งอยู ในเขตสงวนของเรือนจําภาคธารโต โดยตกลงวารายไดอันเกิดจากคารวมมือกับบริษัทเปนเงิน 49.000 บาทนั้นเปนรายไดอันเกิดจากสัญญาซึ่งกรมราชทัณฑ ไดทําไวกับบริษัทกําปงโตทิน จํากัด โดยทาง บริษัทจะใหผลตอบแทนแกผูใหอนุญาตเปนสินแรเปนจํานวนรอยละหาของจํานวนแรที่ขุดหาได ในป พ. สจช.” 164.ศ. (2) สร. .000 บาทตอเดือนทุกๆ เดือน ภายในระยะเวลาหาป การขอทุนเลาเรียนนี้สะทอนใหเห็นวาทัณฑนิคมมีความมุงหมายที่จะดําเนินการทําเหมืองแรอยางจริงจังตอไปในอนาคต78 ตอมาในชวงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อไทยไดประกาศ สงครามกับประเทศอังกฤษ รัฐบาลไทยไดยึดเหมืองแรสองแหงของอังกฤษและมอบใหกรมราชทัณฑ ที่ทัณฑนิคมธารโตดูแล คือ เหมืองแรดีบุกบานโต ที่ตําบลบานโต ถนนสายยะลา-เบตง สันนิษฐานวา นาจะเปนเหมืองแรทท่ี ณั ฑนิคมรวมกันทํากับบริษทั กําปงโตทิน และเหมืองแรดบี กุ เงาะกะโป อําเภอเมือง แถบแมนํา้ยีระปน ถนนสายยะลา-เบตง79 นอกจากเรื่องการทําเหมืองแลว ทางบริษัทกําปงโตทิน จํากัด ยังไดตกลงกับทัณฑนิคมใหทํา ฟนไมกลมทุกชนิดสงใหบริษัทเดือนละ 800 ลูกบาศกเมตร ทัณฑนิคมวางแผนวาการทําฟนประเภท นี้จําเปนจะตองทําในปาเตียนเพื่อสะดวกแกหนวยกสิกรที่จะดําเนินการตามหลังการทําฟนโดยเสีย แรงงานในการถางปาและทําพื้นที่แตนอย โดยการเริ่มงานขั้นแรกจะทําฟนที่มีอยูริมถนนและริมทาง ชักลากซึ่งสะดวกแกการขนมาเลียงไวริมทาง แตเมื่อฟนเหลานี้หมดไปจําเปนตองทําการตัดฟนลึก เขาไปในปาซึ่งเปนระยะที่เกินกําลังนักโทษจะขนได ทัณฑนิคมจึงจําเปนตองทําถนนซอยยอยและ จําเปนตองใชควายสําหรับลากฟนจึงไดเขียนของบประมาณในสวนนี้เพิ่มเติมดวย รายไดจากการทําฟน สงบริษัทกําปงโตทินเพื่อใชในบริเวณเครื่องจักรขุดแรจํานวนเดือนละ 800 ลูกบาศกเมตรนั้น คิดราคา ฟนลูกบาศกเมตรละสองบาท เปนจํานวนเงินคาฟนทั้งสิ้นเดือนละ 1.

128-29. “สมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพกับงานราชทัณฑ. .370 ภมรี สุรเกียรติ ปจจัยการผลิตโดยตรงทั้งในแงพื้นที่ที่รัฐไดใชอํานาจในการประกาศเปนเขตที่ดินสงวน ประกอบกับ แรงงานหลักที่ ไดมาจากแรงงานนักโทษที่ ไมตองเสียคาจาง จึงไมนาแปลกใจนักที่รัฐบาลชวงกอน สงครามโลกครั้งที่สองจะคาดหวังไวสูงวาทัณฑนิคมธารโตจะประสบความสําเร็จ ทั้งในแงการทํารายได และการเปดพื้นที่ปาใหกลายเปนเมืองใหม ลูกยักษ: ผูบุกเบิกนิรนามแหงนรกธารโต ถึงอยางไรพวกเขาทั้งหลายก็ไมยอทอตอการจะโคนตนไมเหลานั้นลงมาตามหนาที่ของเขา พวกเขามีอยูดวย กันราวรอยสี่สิบคน เขาอยูกันตามไหลเขา ปลูกเปนกระทอมเล็กๆ หลังคามุงดวยใบหวาย ตนไมเหลานั้นใหญ บางเล็กบาง บางตนใหญจนเมื่อเขาโคนมันลงมาแลวมันลมเสียงดังราวกับฟาผา พวกเขารอยสี่สิบคนจะออกไป ทํางานไดวันละหาสิบคนบาง หกสิบคนบาง เหลือนอกจากนั้นนอนสั่นดวยพิษไขจับสั่น มาลาเรียนะหรือ? เขา เปนกันทั้งรอยสี่สิบคนนั่นแหละ82 การใชแรงงานนักโทษเพื่อดําเนินการตางๆ ของรัฐเปนเรื่องที่มีมาตั้งแตอดีต แมกระทั่งเมื่อมีการ ปฏิรูปการปกครอง การเลิกระบบทาส ตลอดจนการยุติระบบเกณฑแรงงานไพรในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว การใชแรงงานนักโทษทํางานสาธารณะใหรัฐ ตลอดจนการบุกเบิกปาให เปนเมืองนั้นก็ยังคงปรากฏใหเห็นอยู ดังจะเห็นไดจากตัวอยางการสรางเมืองนครปฐมขึ้นใหม ในสมัย รัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งเจาพระยาศรีวิชัยชนินทร (ชม สุนทราชุน) เปนสมุหเทศาภิบาลมณฑลนครชัยศรี โดยไดมีการยายที่ทําการมณฑลนครชัยศรีจากริมแมนํา้ขึ้นไปตั้ง ณ ตําบลพระปฐมเจดีย ซึ่งในเวลา นั้นยังเปนที่รกรางและเปนปาเปลี่ยว จึงจําเปนตองมีการสรางเมืองนครปฐมขึ้นใหมเพื่อเปลี่ยนปา ใหเปนเมือง แตเนื่องดวยเปนงานใหญมากเกินกวาที่จะขอเงินหลวงมาจายใหพอได เจาพระยาศรีวิชัย ชนินทรจึงไดคิดสรางเมืองนครปฐมโดยใชแรงงานนักโทษทําทุกอยาง ดวยเหตุนี้จึงไดตั้งเรือนจํา ที่ตําบลพระปฐมเจดีย ใหใหญโตกวาเรือนจําอื่นๆ มีจุดประสงคที่จะรวมเอานักโทษจากเมืองอื่นๆ มา ไวใชแรงงานใหมากที่สุด โดยมีพระพุทธ เกษตรานุรักษ (โพธิ์ เคหะนันท) ฐานะที่เปนพะทํามะรงได รับแตงตั้งใหเปนนายงานสรางเมืองนครปฐม เมืองนครปฐมจึงเปนเมืองที่ถูกสรางจากปาขึ้นมาโดย แรงงานนักโทษเรือนจํากลางนครปฐมที่ตั้งอยูตําบลพระปฐมเจดียนั่นเอง83 การระดมแรงงานนักโทษมาบุกเบิกเปลี่ยนปาใหเปนเมืองเมื่อครั้งสรางเมืองนครปฐมนั้นอาจจะ ดูไมเปนเรื่องที่แปลกหรือนอกเหนือเกินกําลังแตอยางใด ดวยเหตุที่วาเมืองนครปฐมใหมนั้นแมวาอาจ จะเปนปาแตก็เปนเพียงปารกรางที่ยังไมมีผูคนเขาไปบุกเบิกพื้นที่ และก็ตั้งอยู ในเขตที่ไม ไดไกลจาก ตัวเมืองหรือเขตหัวเมืองใหญๆ ในทางภาคกลางซึ่งเปนพื้นที่ที่เจานายและรัฐบาลกรุงเทพฯ มีความ คุนเคยกับพื้นที่ผูคนและวัฒนธรรมเปนอยางดี วิถีชีวิตและการใชแรงงานของนักโทษรุนสรางเมือง นครปฐมจึงคงยังไม ใชเรื่องทรหดพิสดารเหนือจินตนาการ แตยังคงคลายกับเมื่อครั้งเปนทาสหรือไพร ที่ตองทําแรงงานรับใชนายเงินหรือเจาขุนมูลนาย หากภาพดังกลาวนี้ผิดกันอยางลิบลับเมื่อเปรียบกับ สภาพความเปนอยูและการใชแรงงานของนักโทษที่ทัณฑนิคมธารโต 82 83 มนัส จรรยงค.” ใน 80 ป กรมราชทัณฑ. พัน สีดา.” ใน รวมเรื่องสั้นชั้นครู จับตาย (กรุงเทพฯ: สํานักพิมพสรางสรรค. 2544). “จับตาย. 3.

ม.ม. 47 ถึงหลัก ก.ศ.4.ชุมชนในฝน ณ ทัณฑนิคมธารโต.ศ.ศ. .7/43. 54 รวม 8 กิโลเมตรทางไมสะดวกเลย การขนสง อาหารลําบากมาก84 ทัณฑนิคมธารโตจึงเปนเสมือนโครงการนํารองเปลี่ยน “ปาดงดิบ” ใหเปน “บาน” หรือสรางดินแดน ยูโทเปย-ชุมชนในฝนกลางปาโดยแรงงานนักโทษ การทํางานของทั้งเจาหนาที่ทัณฑนิคมและนักโทษ เหลา “คนนอก” เหลานี้ ตางเปนเสมือนนักผจญภัย ผูบุกเบิก ผูมาใหมคนแปลกหนาในถิ่นชายแดนใตนี้ตองทํางานและใชชีวิต หรือเรียกวาตองเอาชีวิตใหอยูรอดไดในดินแดนแปลกประหลาด อยูกับ ธรรมชาติและบรรยากาศที่แปรปรวนและไมคุนเคยใหได ดังนั้นจึงอาจกลาวไดวานับเปนครั้งแรกที่ เจาหนาที่รัฐจากสวนกลางที่กรุงเทพฯ ไดมารูจัก สัมผัส เรียนรู และใชชีวิตในพื้นที่ปาชายแดนใต ดวยประสบการณตนเองจริงๆ เพราะหากจะยอนไปในอดีตจะเห็นไดวาเจาหนาที่รัฐที่มาจากสวนกลาง 84 สจช. มท.. 2479 ชวยยืนยันสภาพ ความเปนอยูอันแรนแคนของผูบุกเบิกแหงทัณฑนิคมเมื่อแรกดําเนินการไดเปนอยางดี ตอจากนี้ ขอเรียนถึงความเปนอยูของเรือนจําภาคยะลาเพื่อเปนแนวทางที่จะพิจารณาแกไขตอไป คือ เรือนจําภาคยะลาที่เปนอยู ในขณะนี้รูปรางเปนอยางกุลีทํางาน ที่อยูก็แยกยายไมเปนกลุมกอน ยากแกการควบคุม ระวังรักษา หรือนัยหนึ่งเปรียบเทียบไดอยางทัณฑนิคมที่เดียว ซึ่งที่แทแลวจัดเปนรูปทัณฑนิคมในขณะนี้หาได ไม แตจะโทษผูบัญชาการก็ไม ไดเหมือนกัน เพราะเปนการใหมเริ่มตนและรีบเรง เมื่อยกนักโทษไปก็ยังไมมีที่ อยูที่กิน ที่ตรงไหนวางโลงเตียนก็ตองปลูกสรางลงไปที่นั้นกอน ตลอดจนการบังคับบัญชาก็ยังไมอํานวยโอกาส ใหทําไดโดยกวดขัน พฤติการณที่ตั้งรูปขึ้นมาไดจนถึงบัดนี้ก็เปนที่ประจักษ ความเหน็จเหนื่อยฝาความลําบาก กรากกรําอยางเหลือเข็ญ นาเห็นใจอยู… ในเวลาที่ขาพเจาไปตรวจมีนักโทษ 456 คน เปนไข 9 คน ผูคุมเปนไข 3 คน ไมมีแพทยประจํารักษา รูสึกวาเหวมาก ความจําเปนอยางยิ่งที่จะตองเรงกรมสาธารณสุขใหรีบสงแพทย ไปประจําเปนการดวน… ความลําบากยากแคนสําหรับเรือนจําภาคยะลา เจาพนักงานตองประสบทั้งกายและใจ ตลอดจนอาหารก็ แพง เงินเดือน 20 บาทไมพอจะใชชวยบรรดาผูคุม… การคมนาคมเปนการสําคัญที่สุดสําหรับเรือนจําภาคยะลา ตอนใกลจะถึงเรือนจําภาค ตั้งแตหลัก ก. 2478” (มีนาคม 2478). พ. 2478-2500 371 โครงการทัณฑนิคมธารโตนั้น อาจกลาวไดวาเปนการสรางชุมชนในฝน หรือ Utopia ของ รัฐบาลประชาธิป ไตยหมาดๆ บริเวณพื้นที่ที่ตั้งทัณฑนิคมคือกลางปาดงดิบในชายแดนใตอันตอติด เปนผืนเดียวกันกับปาในดินแดนสหพันธรัฐมลายู ดังนั้นถึงจะตั้งอยูที่จังหวัดยะลาแตศูนยกลางของ ทัณฑนิคมและที่ตั้งที่นักโทษอาศัยอยูนั้นก็อยู ในปาลึกหางไกลจากตัวเมืองยะลาในยุคเพิ่งกอตั้งปลาย ทศวรรษ 2470 ถึงกวาเกาสิบกิโลเมตร ในยุคนั้นถนนหนทางที่ใชเดินทางติดตอระหวางตัวเมืองยะลา กับทัณฑนิคมจึงเต็มไปดวยความยากลําบาก โดยเฉพาะอยางยิ่งการเดินทางในชวงฤดูมรสุม ทุกสิ่ง ทุกอยางของทัณฑนิคมตองเริ่มตนจากศูนย เริ่มจากปาดงดิบที่ปราศจากผูคนและชุมชนอยูอาศัยทวา เต็มไปดวยไขปามาลาเรียและสัตวปาดุรายนานาชนิด ปาดิบในหุบเขาสูงที่แทบจะปราศจากพื้นราบตอง ถูกบุกเบิกและปรับแปลงใหกลายเปนชุมชนหมูบานคนคุกดวยมันสมองและหยาดเหงื่อแรงงานของ คนนอกคนตางถิ่น นับตั้งแตเจาหนาที่ของกรมราชทัณฑที่ถูกสงไปอยูและดําเนินการก็หาใชคนในพื้นที่ ไม ไดมีความรู รูจักพื้นที่ หรือเคยมีประสบการณ ในพื้นที่แมแตนอย นักโทษที่เปนแรงงานสําคัญของ การสรางชุมชนในฝนนี้ก็มาจากทั่วทุกสารทิศของประเทศ หาใชเฉพาะนักโทษในชายแดนใตเทานั้นไม รายงานตรวจการเรือนจําภาคยะลาของกรมราชทัณฑเมื่อตนป พ. “สงสําเนารายงานตรวจการเรือนจําภาคยะลาของผูช ว ยกรมราชทัณฑ พ.

.372 ภมรี สุรเกียรติ มักถูกสงมาประจํายังหัวเมืองหลักๆ หรืออยูเฉพาะในตัวเมืองเปนสวนใหญ หากจะมีการลงพื้นที่หาง ไกลจากตัวเมืองก็เปนในลักษณะของการตรวจเยี่ยมหรือสํารวจเปนครั้งเปนคราวซึ่งก็ไม ไดมีมากนัก หาใชเปนการลงมาอยูประจําการในพื้นที่แปลกแยกอยางนี้โดยตัวเอง ดังนั้นจึงไมนาแปลกใจนักหาก ภาพชีวิตอันเกิดขึ้นบริเวณชายแดนใตที่ ไดรับการถายทอดออกมาโดยเจาหนาที่ผูมีประสบการณจาก การบุกเบิกคุกธารโต จะเต็มไปดวยเรื่องราวในเชิงของการผจญภัยในดินแดนดิบเถื่อน ดังจะเห็นได จากการวิเคราะหการสรางภาพตัวแทนชาวมลายูมุสลิมในวรรณกรรมไทยสมัยใหมตั้งแตชวงทศวรรษที่ 2480 จนถึงปจจุบันของพิเชฐ แสงทอง เรื่อง “ผจญภัยในแดนมหัศจรรย: ภารกิจของ ‘ความเปน ไทย’ ในวรรณกรรมไทยวาดวยมลายูมุสลิม”85 พิเชฐระบุวาวรรณกรรมไทยสมัยใหมที่เกี่ยวกับมุสลิมเรื่องที่เกาแกที่สุดเทาที่สามารถคนได คือ เรื่องสั้นชื่อ “ซาเกาะ” ของมนัส จรรยงค ซึ่งไดรับการตีพิมพครั้งแรกในวารสาร สิลปน เมื่อเดือน กันยายน 2485 โดยมีเรื่องสั้นอีกสองเรื่องของมนัส คือ “ผจญภัยในกลันตัน” และ “จับตาย” ถูก เขียนขึ้นในเวลาใกลกัน ในเรื่องสั้นเรื่องแรกคือ “ซาเกาะ” นั้น มนัสใชฉากหมูบานในปตตานี สวนเรื่อง ที่สองใชฉากปาในเมืองไทรบุรี เรื่องที่สามใชปาดิบลึกในจังหวัดยะลา พิเชฐชี้ใหเห็นวาในขณะที่เรื่อง แรกมุงเนนแสดงความเปนวิญญาณความเปนนักสูของสัตว เชน วัวชน และความใจโหดหยาบชาของ คน แตเรื่องหลังเนนยํา้ใหเห็นความปาเถื่อนของสภาพภูมิศาสตร ในจังหวัดชายแดนอันรุมสุมไปดวย ไขพิษและไขปา ทั้งความปาเถื่อนยิ่งตอกยํา้ใหชัดเจนขึ้นไปอีกเมื่อรัฐบาลใชพื้นที่แหงนี้เปนคายกักกัน และใชแรงงานนักโทษจากทั่วประเทศ พิเชฐวิเคราะหวาในหมูนักเขียนรุนทศวรรษที่ 2480-2490 งาน เรื่องสั้นของมนัส จรรยงคและอิศรา อมันตกุลดูเหมือนจะเปนงานที่สะทอนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในจังหวัด ชายแดนใตมากที่สุด แตเรื่องราวเหลานั้นก็มิ ไดมีเนื้อหาเกี่ยวกับชาวไทยพุทธและ/หรือมลายูมุสลิม ตลอดจนความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใตอยางที่ผูอานในปจจุบันคาดคิดแตอยางใด แตกลับเปนเรื่อง ของ “คนนอก” หรือ “คนกรุงเทพฯ” ที่ใชสามจังหวัดภาคใตเปน “พื้นที่” เพื่อปฏิบัติการบางอยาง หรือเปน “ทางผาน” ไปปฏิบัติการยังประเทศมาเลเซีย พิเชฐกลาววาเรื่องสั้นเหลานี้เปนการสะทอนนัย ถึงตัวตนของคนกรุงเทพฯ หรือคนนอกที่พยายามจะเขาไปสํารวจตรวจตราพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต ไมวาจะเปนในฐานะนักแสวงโชค ขาราชการ นักโทษ ปญญาชนนักปฏิวัติ ทหารรับจาง หรือนักคิดหัวกาวหนา สําหรับคนเหลานี้ จังหวัดชายแดนภาคใตเปนดินแดนแหงความดิบเถื่อนทั้งทาทายและ นาหวาดผวา ใครเขาไปอยูก็ยอมจะหนีไมพนที่จะถูกเลนงานจากภัยธรรมชาติ ไมวาจะเปนไขจับสั่น หรือไขมาลาเรีย86 นอกจากนี้ยังชี้ใหเห็นวาการผจญภัย การสํารวจชายแดนภาคใตของคนกรุงเทพฯ ที่ สะทอนผานเรื่องสั้นเหลานี้ เปนความมุงหมายหาผลประโยชนหาทรัพยสินจากผืนดินชายแดนใต87 ผูเขียนมีความเห็นตรงกับการวิเคราะหวรรณกรรมของพิเชฐ แสงทองดังที่กลาวมาขางตนเปน 85 พิเชฐ แสงทอง. 86 เรื่องเดียวกัน. 87 เรื่องเดียวกัน. “ผจญภัยในแดนมหัศจรรย: ภารกิจของ ‘ความเปนไทย’ ในวรรณกรรมไทย วาดวยมลายูมุสลิม. 49-97.” ใน นอกนิยามความเปนไทย ไทย-ปตตานี: เมื่อเราไมอาจอยูรวมกันได และแบงแยกจากกันได (สงขลา: ศูนยทะเลสาบศึกษา. 70. 2551). 51-52.

” ใน มนัส จรรยงค.ชุมชนในฝน ณ ทัณฑนิคมธารโต. พ.” ใน อนุสรณ มนัส จรรยงค (กรุงเทพฯ: มติชน. 2478-2500 373 อยางยิ่ง และไมรูสึกแปลกใจแตประการใดที่เรื่องสั้นของมนัส จรรยงคจะสะทอนภาพออกมาใน ลักษณะดังที่พิเชฐไดวิเคราะห ไว เนื่องจากดังที่ผูเขียนไดกลาวไปแลวตั้งแตเบื้องตนวามนัส จรรยงคเคยไปใชชีวิตอยูที่ทัณฑนิคมธารโตในฐานะผูจัดการสหกรณทัณฑนิคมเปนเวลากวาสองป ในตน ทศวรรษ 2480 ตัวของมนัสเองนั้นเกิดที่เพชรบุรีแตเติบโตและเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ มีชีวิตการ ทํางานก็วนเวียนอยูแถบเมืองเพชรบุรี-กรุงเทพฯ ไมเคยมีประสบการณการใชชีวิตในชายแดนภาคใต มากอนแตอยางใด ดังนั้นการที่มนัสยายลงมาทํางานที่ทัณฑนิคมธารโตตามคําชักชวนของสงวนจึงนับ ไดวาตัวมนัสเองก็เปนนักผจญภัยเสี่ยงโชค อาจจะไมถึงกับวาดหวังจะมา “ขุดทอง” ในชายแดนใต แตก็คงจะหวังวาการลงมาเผชิญโชคในดินแดนนี้จะใหผลประโยชนตอบแทนเปนกอบเปนกํา การวาด หวัง ความใฝฝน ความเปนจริงอันแสนโหดราย ความทารุณของธรรมชาติ ความเลือดเย็นและเห็นแก ตัวของมนุษย ตลอดจนความสูญเสีย ความผิดหวัง ประสบการณและอารมณความรูสึกทั้งหลายทั้งมวล ที่มนัสไดประจักษแจงแก ใจตนเองนั้นไดถูกถายทอดผานตัวอักษรแตงแตมตามบทบาทของตัวละคร ตางๆ ซึ่งถึงแมอาจจะไมมีตัวตนจริงๆ แตก็ไดเปนภาพตัวแทนถายทอดประสบการณตรงของตัวมนัส เองไมมากก็นอย ชวงชีวิตสั้นๆ เพียงสองปที่คุกธารโตแตกลับกลายเปนวัตถุดิบสําคัญที่มนัสใชเขียน ในเรื่องสั้นของเขามากมายหลายเรื่อง และเทาที่สํารวจงานวรรณกรรมในเบื้องตนนั้น อาจกลาวไดวามี งานเขียนของมนัส จรรยงคเพียงทานเดียวที่ถายทอดประสบการณและเรื่องราวของผูคนในทัณฑนิคม ธารโตโดยตรง เรื่องสั้นเรื่อง “จับตาย” คือผลงานชิ้นสําคัญที่ชวยเปดเผยเรื่องราวในแดนลึกลับธารโตใหผูอาน ในวงกวางไดรับรู มนัสเขียนงานชิ้นนี้ขึ้นในป พ. .ศ. 2485 ไมกี่ปหลังจากที่เขาลาออกจากการทํางาน ที่ทัณฑนิคมธารโต และเปนผลงานเรื่องที่สรางชื่อไมนอยใหแกมนัส เนื่องจากไดรับการคัดเลือกจาก สมาคมนักเขียนแหงออสเตรเลียเพื่อแปลเปนภาษาอังกฤษ (ทรงแปลโดยพระองคเจาเปรมบุรฉัตร) ลงพิมพ ใน Span รวมกับนักเขียนคนอื่นๆ ของเอเชีย88 จากคําบอกเลาของนักเขียนชั้นครูอีกทาน หนึ่ง คือ รงค วงษสวรรค ไดถายทอดคําพูดคุยของเขากับมนัสเกี่ยวกับเรื่องสั้น เรื่อง “จับตาย” ให ฟงวา “…‘ก็มีเคามาจากเรื่องจริงบาง ผมไปคลุกคลีกับพวกนั้นนานพอดูในปา’ เขาหมายถึงนักโทษ อุกฉกรรจที่ถูกสงไปที่นั่น ไปสรางบานสรางเมืองกันใหม เปนการชิมลางภาพในฝนของนักการเมือง บางคน… ‘มันชาง นาเวทนา และมีแตนิยาย’ เขาบอก…”89 นอกจากเรื่อง “จับตาย” แลว ภาพ สะทอนของคุกธารโตยังปรากฏอยูในเรื่องสั้นของเขาอีกหลายเรื่องอาทิ “บาโหย” “ซึงผี” “กากมนุษย” และ “บานเล็กลูกนอย” นักโทษแหงคุกธารโตผูบุกเบิกปาผืนนี้เปนใครกันบางนั้น ยากยิ่งนักที่ผูเขียนจะตามไปพบขอมูล หลักฐานที่จะนํามายืนยันการมีตัวตนของเขาเหลานั้น แตเทาที่ไดมาในเบื้องตนเปนแตเพียงรายชื่อของ นักโทษสวนหนึ่งจากเรือนจําบางขวางที่แสดงความจํานงขอสมัครไปอยูที่เรือนจําภาคธารโต นักโทษ เหลานี้สันนิษฐานวาบางสวนเปนนักโทษการเมืองจากคดีกบฏบวรเดช และบางสวนเปนนักโทษชาว 88 “100 ป มนัส จรรยงค ปฏิทินชีวิต มนัส จรรยงค. 89 รงค วงษสวรรค. นอกบท: รวมเรื่องสั้นอันเปนที่รัก มนัส จรรยงค (กรุงเทพฯ: แพรวสํานักพิมพ. 2550). 2550). “สนทนากับผูเขียนเรื่อง “จับตาย”. 53.ศ.

4. 2478” (พฤศจิกายน 2478). อาศัยดวยกระผมมีความสนใจในวิชานี้เปนอยางมาก และเมื่อทางราชการไดจัดใหมีทัณฑนิคมขึ้น เชนนี้จึงเปนโอกาสอันดีแกกระผมที่จะไดฝกหัดกระทําการจริงโดยอาศัยหลักที่ ไดเลาเรียนมา และคงเปน ประโยชนแกทางราชการตามสมควร กับ4. นอกจากงานในเฉพาะซึ่งตองใชวิชากสิกรรมแลว พวกกระผมก็ยังมีความสามารถในกิจการณซึ่ง อาจเปนประโยชนแกกองทัณฑนิคมอีก คือ บัญชีกับการเครื่องยนต ตลอดจนการขับขี่ เทาที่ ไดใชอยู ใน ทางการราชกระทรวงกลาโหม เนื่องดวยเหตุและผลดังที่ไดเรียนมานี้ กระผมจึงมีความเต็มใจขอสมัครไปทํางานกองทัณฑนิคม… บัดนี้ขาพเจาซึ่งมีนามขางทายนี้ มีความสมัครใจอยากไปอยูและทําทัณฑนิคมที่จังหวัด ยะลา หรือถา เปนการติดขัดแกทางการและจะยอมใหไปอยูและทําทัณฑนิคมที่จังหวัดใดก็แลวแตทางการจะเห็นสมควร 90 สจช.. 2478 นั้น กรมราชทัณฑ ไดมีการประกาศรับ สมัครนักโทษจากเรือนจํามหันตโทษหรือเรือนจําบางขวางยายไปอยูยังทัณฑนิคม จึงอาจเปนไปไดวา คําโฆษณาถึงขอดีของทัณฑนิคมไมวาจะเปน “อนุญาตใหครอบครัวไปอยูดวยไดในทันทีที่มีคําสั่งให ยายไปประจํายังทัณฑนิคม… ในทัณฑนิคมนั้น ตองไม ใชวิธีคุมขังเชนเดียวกันหรือโดยเงื่อนไขอยาง เดียวกันกับกองเรือนจําทั้งปวง”90 การมีที่ดินทํากินหลังพนโทษ ตลอดจนอาจจะไดรับการลดหยอน โทษจําคุกนั้น สันนิษฐานวาเปนสาเหตุสําคัญที่ทําใหนักโทษเหลานี้ตัดสินใจสมัครไปอยูทั้งๆ ที่ยังไม ทราบวาทัณฑนิคมนั้นตั้งอยู ในพื้นที่ที่มีสภาพเปนเชนไร พวกเขาคงไดแตหวังวาชีวิตที่ทัณฑนิคมนั้น นาจะดีกวาการจําคุกตองโทษที่เรือนจําบางขวาง ขอความที่ปรากฏในหนังสือรองขอยายไปทัณฑนิคม จึงเต็มไปดวยการแสดงความรูความสามารถของตนเองในดานตางๆ โดยเฉพาะอยางยิ่งความรูความ สามารถในทางกสิกรรมอันอาจจะเปนประโยชนตอกิจการของทัณฑนิคม ทั้งนี้เพื่อใหอธิบดีกรม ราชทัณฑอนุมัติคํารองขอของพวกเขา ดวยกระผมทั้ง 3 ซึ่งไดกลาวนามมานี้ ไดทราบเปนที่แนนอนวาทางราชการกระทรวงมหาดไทยไดจัดตั้ง ทัณฑนิคมขึ้น จึงกระผมทั้ง 3 มีความเต็มใจสมัครจะไปทํางานในกองทัณฑนิคม เนื่องจากเหตุดังจะเรียนให ทราบตอไปนี้ 1. 4. สิทธิพร กฤดากร 3.ศ.374 ภมรี สุรเกียรติ ไทยเชื้อสายจีนจากคดีคอมมิวนิสต จากหนังสือที่เหลานักโทษเขียนเพื่อรองขอไปอยูทัณฑนิคมธารโต ทําใหทราบวาเมื่อแรกตั้งทัณฑนิคมธารโตในป พ. เมื่อกระผมไดพนโทษแลว ก็ตั้งใจจะยึดเอาวิชานี้เปนอาชีพที่จะดํารงชีวิตตของกระผมและ ครอบครัวตอไป เทาที่เปนอยู ในเวลานี้ สําหรับวิชานี้กระผมมีความรูเฉพาะแต ในทางตํารา (Theory) เทานั้น สวนในทางปฏิบัติงาน (Practical Work) เกือบจะกลาวไดวาไมมีเสียเลย ฉนั้นถากระผมไดมีโอกาสไดรวม ปฏิบัติงานในกองทัณฑนิคมแลว ก็คงจะไดประโยชนท้ังในทางราชการ และสมตามความมุงหวังในอันที่จะให กระผมเปนพลเมืองที่ดีของประเทศชาติตอไปในภายหนาดวย 5. “เรือนจํากองมหันตโทษรายงานวานักโทษกบฏและนักโทษคอมมิวนิสตรวม 31 คน ขอยายไปอยู ทัณฑนิคม อําเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา พ.จ. มท. ครั้นเมื่อกระผมตองอาชญาอยู ในคุกบางขวางนี้ ก็ไดรับการฝกฝนเปนการทบทวนใหมีความรูอยู เดิมและตอๆ ไปอีกอยางเลอียด คือนับแตการเพาะปลูก ไปจนถึงการเลี้ยงสัตวจาก ม.1/32. .ศ. วิชากสิกรรม แตครั้งเมื่อกระผมยังรับราชการ ทางราชการกระทรวงกลาโหมไดจัดใหมีวิชานี้ขึ้น กระผมจึงไดมีความรูในวิชานี้ตามหลักสูตรที่กระทรวงกลาโหมไดตั้งไวนั้น ทั้งในทางตํารา (Theory) และการ ฝกหัดงาน (Practical) 2.

” ใน รวมเรื่องสั้นชั้นครู จับตาย.ชุมชนในฝน ณ ทัณฑนิคมธารโต. 93 มนัส จรรยงค.ศ. ขาพเจาไมมีหลักทรัพยและเคหะสถานบานเรือน และติดวาถาพนโทษก็จะใชวิชานี้เปนเครื่องเลี้ยง ชีพ ฉะนั้นถาหากไดไปลงมือทําการจริงใหคุนเคยกับภูมิประเทศ เมื่อพนโทษแลวก็คิดจะตั้งหลักฐานอยู ณ ทําเลซึ่งทางทัณฑนิคมจะมอบให…91 ผูเขียนไมอาจทราบไดวานักโทษการเมืองและนักโทษคดีคอมมิวนิสตทั้ง 31 คนที่ยื่นเรื่องรองขอ ไปอยูทัณฑนิคมนั้นไดรับอนุมัติ ใหยายไปหรือไม เนื่องจากยังขาดหลักฐานเอกสารราชการมายืนยัน แตขอมูลเหลานี้ก็ทําใหสันนิษฐานไดวานักโทษผูบุกเบิกทัณฑนิคมธารโตสวนหนึ่งนั้นเปนผูตองโทษ ที่สมัครใจยายตนเองออกจากเรือนจําบางขวางเพื่อไปยังทัณฑนิคม แมจะไมสามารถสืบทราบไดถึง รายชื่อของนักโทษแหงคุกธารโตได ภาพตัวแทนของเหลาผูบุกเบิกแหงธารโตนี้ก็ ไดถูกทําใหมีชีวิต และจิตวิญญาณขึ้นมาอีกครั้งผานปลายปากกาของมนัส จรรยงค ตัวละครเอกในงานของมนัสไมวา จะเปน ‘จาวคํานอย’ จากแมฮองสอน และ ‘บาง’ หนุมกะเหรี่ยงจากหนองหญาปลอง ในเรื่อง “ซึงผี” ตางตองโทษจําคุกจากคดีฆาตกรรมที่เรือนจําบางขวาง โดยทั้งสองสมัครใจยายมาอยูทัณฑนิคม ธารโต “ชีวิตนักโทษ เขามีเสรีภาพไปอยางแกนๆ ในฐานะที่เปนมนุษยคนหนึ่งเทานั้น แตทวาอิสรภาพ เขาจะมี ไม ไดเลยจนกวาเขาจะพนโทษไปตามกฎหมาย พอนอยรูวาที่เรือนจําภาคยะลามีทั้งเสรีภาพ และอิสรภาพ ภายในขอบเขตที่ดินนับแสนๆ ไร นักโทษไมตองพันธนาการดวยโซเหล็ก มีที่อยูของตัว เองไดโดยลําพัง และนักโทษที่นั่นจะมีเมียไปอยูดวยก็ได เขารีบสมัครทันทีที่ไดมีอิสรภาพ สําหรับเขา แลว แมวาที่นั้นจะอยูใกลความตายแตเขาก็เต็มใจที่จะไป”92 สวน ‘ชัย’ ชายหนุมจากสมุทรสงคราม ในเรื่อง “กากมนุษยธรรม” นั้น “ไดไปอยู ในเรือนจําบางขวางมาเกือบแปดปแลวและสมัครมาอยูที่ ทัณฑนิคมรวมสองป รวมทั้งวันลดดวยเขาก็คงพนโทษ เพราะเขาไดรับคําพิพากษาใหจําคุกเพียงสิบสองปเทานั้น”93 งานของมนัสแสดงใหเห็นวาในชวงแรกเริ่มของทัณฑนิคม นักโทษที่ถูกนําตัวมาอยูที่คุกธารโต นั้นเปนนักโทษอุกฉกรรจที่มาจากทั่วทุกสารทิศของประเทศไทย ไม ไดเฉพาะแตนักโทษจากทางภาคใต เทานั้น อยางไรก็ตาม ในป พ. 2478-2500 375 เหตุที่ขาพเจาสมัครใจไปอยูและทําทัณฑนิคมนั้นคือ 1. “กากมนุษยธรรม.” ใน เรื่องสั้นคลาสิคไทย ชุด ปาราบ (กรุงเทพฯ: เนชั่นบุคส อินเตอรเนชั่นแนล จํากัด. 2546). เมื่อกอนตองโทษขาพเจาทั้ง 2 เปนผูที่ไดศึกษาและทําการทดลองในการกสิกรรมมาเปนเวลานานป เพราะใจรักวิชาชีพชนิดนี้อยูเปนอันมาก 2. 2483 กรมราชทัณฑ ไดมีการปรับปรุงการเรือนจําทั่วประเทศ และ ไดกําหนดใหเรือนจําภาคธารโตนี้เปนแหลงรวบรวมนักโทษเด็ดขาดที่มีกําหนดโทษตั้งแตหนึ่งปขึ้นไป จนถึง 10 ป จากเรือนจําในภาคใต คือ จังหวัดชุมพร สุราษฎรธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปตตานี ตรัง พัทลุง สตูล นราธิวาส ยะลา ภูเก็ต ระนอง พังงา กระบี่ เรือนจําอําเภอหลังสวน ปากพนัง เบตง 91 เรื่องเดียวกัน. 92 มนัส จรรยงค. . พ.ศ. “ซึงผี. 67. ในระหวางตองรับโทษในครั้งนี้ ก็ไดรับการศึกษาวิชากสิกรรมเพิ่มเติมจาก หมอมเจาสิทธิพร กฤดากรอยูเปนเวลาหลายเดือน ทําใหมั่นใจวามีความรูมากพอ และใครจะลงมือทําจริงเพื่อเพิ่มพูนความรู และให เปนผลประโยชนแกประเทศชาติตามสติกําลัง 3. 130.

” 16. . “กากมนุษยธรรม.000 คนที่จะทําการยายมาอยูที่เรือนจําภาคธารโต94 นักโทษแหงคุกธารโต ไมวาเขาจะเปนใครมาจากไหน มีอดีตเปนเชนไร เมื่อพวกเขาตองมาอยู ที่ทัณฑนิคมแหงนี้พวกเขาก็มีสภาพไมตางกัน ทุกคนลวนเปรียบประดุจ “ลูกยักษ” ในสายตาของ มนัส ความเปน “ลูกยักษ” นี้มีนัยยะสองประการ กลาวคือ ประการแรกสื่อถึงจิตใจอันโหดเหี้ยมของ พวกเขาในฐานะอาชญากรตองโทษรายแรง เพราะ “ความจริงนักโทษเหลานี้เขาไดเลือกสรรมาแลว ทั้งนั้น แตละคนลวนมีโทษชนิดมหันตโทษ โทษลักเล็กขโมยนอยไมมีเลย”95 ดังนั้นมนัสจึงไดสงเสียง เตือนตัวละครของตนวา “เขาควรจะรูวาเขาไมไดอยูกับมนุษยที่มีจิตใจของเขาดังคนธรรมดาสามัญ เขา อยูกับมนุษยที่ลวนแตเราเรียกกันวา ‘ลูกยักษ’ ทั้งสิ้น”96 สวนอีกนัยยะหนึ่งที่ถูกขับเนนมากกวาใน งานของมนัส คือ สัญชาติญาณเอาตัวรอดของพวกเขาที่ตองใชชีวิตอยูทามกลางปาดงดิบ “ที่เราเรียก เขาวา ‘ลูกยักษ’ ก็เพราะวาเขากินไดทั้งนั้น ไมวานก หนู ลิง คาง จนกระทั่งถึงดวงและจิ้งหรีด เขา เคี้ยวมันอยางเอร็ดอรอยเหมือนขนมปงกรอบ”97 มนัสแสดงใหเห็นวา หาก “ลูกยักษ” เหลานี้มีพื้นเพเปนชาวปาชาวเขาหรือคนในที่ราบสูงที่ เคยชินกับชีวิตในปามากอนเฉกเชนจาวคํานอยจากแมฮองสอนและเจาบางหนุมกะเหรี่ยงในเรื่อง “ซึงผี” คนเหลานี้ก็อาจจะยังพอเอาตัวรอดไดในสภาพภูมิประเทศเชนนี้ แตสําหรับนักโทษที่เปนคนพื้นราบ แลว ปาธารโตกลับกลายเปนดินแดนแปลกหนาที่ยากจะจินตนาการถึงการมีชีวิตอยูได เขามองดูปามลายูดวยความเฉยเมยและปราศจากความสะทกสะทาน เจาคนชาวเขา มองยอดเขาแลวยิ้ม บน ยอดเขาเหลานั้นเต็มไปดวยอาหารการกินอันอุดมสมบูรณ แตเจากะเหรี่ยงคิดวาเรื่องไขปากับอาตมานั้นเปนไม ตองพูดถึงกันเลย เพราะตั้งแตเกิดมาก็ดีแตอยูในดงลึก อยูตามภูเขา ตลอดจนหยอดขาวกินก็หยอดตามภูเขา แตทั้งสองคนนิ่ง นักโทษอื่นๆ ที่อยูตามทองนารองดาออกมาเหมือนอยางคําราม อนิจจาจะหาที่ราบสักไรเดียว ก็ทั้งยาก เขามาจับที่ภูเขาไวทําอะไรกัน98 เรื่องสั้นของมนัสตอกยํา้ใหเห็นวาทัณฑนิคมธารโตไม ใชที่ซึ่งมนุษยจะอยูอาศัยไดหากปราศจาก สัญชาติญาณการเอาตัวรอดในวิถีของชาวปา หากไมอึดไมบึกบึนไมอดทนแบบ “ลูกยักษ” ก็ยากที่จะ มีชีวิตอยูจนครบวันพนโทษ แมมันจะเปนเวลานานปมาแลว แตก็ยากที่จะลืมมันเสียได ตั้งแตภูมิประเทศ บุคคล และแมจนกระทั่งกาลเวลาที่ไดคอยๆ ลวงเลยไปวันแลววันเลา ขาพเจาก็ยังจําถนนสายยะลา-เบตงได แมเวลานั้นยังไมมีโจรจีนหรือ โจรเรียกคาไถ ยังไมมีสงครามอันดุรายแหงเอเชียบูรพา นอกจากไขปาและตัวทากที่เที่ยวไตตวมเตี้ยมอยูทั่วๆ ไป ขาพเจายังไมลืมนํา้จากบาตูตาโมง นกยูงขาว และกบปาตัวเทาเด็กอายุสามเดือน หรือจงโครงที่สงเสียงรอง เปนดนตรีบรรเลงปาอยูตลอดคืน เสียงซึงของพวกแมฮองสอนที่เขาสงมาอยู “ทัณฑนิคม” ที่ไอเยอรกะดง ตลอดจนที่ตั้งกองบัญชาการเรือนจําที่อยู ในปาลึกหางจากยะลาถึงเกาสิบกิโลเมตรเต็มๆ มันเปนภูมิภาพที่เต็ม 94 95 96 97 98 สจช.. “จับตาย.376 ภมรี สุรเกียรติ และตะกั่วปา รวม 18 เรือนจํา ประมาณการจํานวนนักโทษเด็ดขาดจากทั้ง 18 เรือนจํานี้ที่อยูในเกณฑ ดังกลาวมีประมาณ 2. “กากมนุษยธรรม. “โครงการปรับปรุงเรือนจําของกรมราชทัณฑ” (5 กรกฎาคม-29 สิงหาคม 2483). (2) สร.” 131. 0201.” 66.83/31.” 65. มนัส. มนัส. มนัส. มนัส. “ซึงผี.

” 63-64.ศ. 100 มนัส.” 4. . “จับตาย. พ.ชุมชนในฝน ณ ทัณฑนิคมธารโต. 2478-2500 377 ไปดวยความนาเบื่อนาอิดหนาระอาใจสําหรับความไข เหลาทัณฑกรรมกรนอนขดตัวหนาวสั่นครางฮือเหมือน กิ้งกือ นัยนตาลึกปากซีดสั่นแลวสั่นเลา สั่นไปจนกวาจะหายหรือไมก็ไปทํางานบนสวรรคหรือในนรกอเวจี ชีวิต หนึ่งชีวิตก็คือ นิยายหนึ่งเรื่องเทานั้นเอง ขาพเจาไดพบชีวิตหลายชีวิตในทัณฑนิคมแหงนี99้ แตละถอยคําที่มนัสบรรยายนั้นสามารถทําใหผูอานรับรูไดถึงสภาพชีวิตอันทรหดเกินกวามนุษย จะรับได แมเราจะไมมีภาพถายบันทึกชีวิตในคุกธารโตเปนประจักษพยานมายืนยัน แตทุกขอความทุก รายละเอียดที่มนัสถายทอดออกมานั้นก็ทําใหขุมนรกธารโตแจมชัดขึ้นในมโมทัศนของผูอาน ผูเขียน เชื่อวาถาหากบรรดาเหลานักโทษการเมืองและนักโทษคอมมิวนิสต 31 คนที่เคยยื่นคํารองขอยายมายัง ทัณฑนิคมที่กลาวไปขางตนนั้นจะมีโอกาสไดลวงรูถึงสภาพความเปนอยูที่ทัณฑนิคมธารโต เชื่อวาพวก เขาคงจะยอมจําทนกับการถูกพันธนาการไรอิสรภาพหลังลูกกรงเหล็กในเรือนจําบางขวาง แทนที่จะมา มีชีวิตอยูอิสระอยาง “ลูกยักษ” กลางปาดงดิบเชนนี้ …เขามีขาวสารโดยทางกองบัญชาการจายให เขามีคากับขาววันละแปดสตางค เขาจะซื้อกับขาวในรานรับ ประทานไดเพราะมีรานสหกรณเล็กๆ เทารานชําเล็กๆ ในพระนครตั้งอยูรานหนึ่ง การลําเลียงของมายังราน ใชชางบรรทุก ในเวลาเย็นๆ เขาเสร็จงาน เขาก็ชวยกันหุงขาวดวยหมอเล็กๆ บางคนก็เอาเนื้อเค็มออกมา ยาง บางคนรํา่รวยจากการพนันมาก็กินปลากระปอง เขาไมเคยไดพบปลาสดๆ เลย ถาเขาจะแกงเขาก็ใชปลา กระปองแกงนั่นเองแกง ที่จริงในปาสูงอยางปามลายูนั้นถาไดกินปลากระปองก็ไม ใชของเลว บางคนก็มีนกมา ยาง นกนั้นเรียกกันวา “นกหวา” เขาไปดักมาไดแตยอดเขาสูง โดยใชพริกแดงๆ ลอไวหนาคลึง เจานกหวาจะ รําแพนเขามาดวยความคึกคะนอง แลวติดคลึง บางทีเขาก็ไดกบหรือ “กบยักษ” เพราะวามันเปนกบปา ตัวมัน เทาเด็กเกิดใหมๆ ทีเดียว ที่นั่นฝนตกเนืองนิตย เขียดเหลืองและปาดก็รับประทานกัน เวลาเขาอดมากๆ เขา เขาก็มาขอยืมปนฉันไปในปายิงคางมาแกงกินกันอยางเอร็ดอรอย สําหรับคางที่นั่นเขาเรียกกันวา “กวางโจน” กวางจริงๆ ก็เคยไดบอยเหมือนกัน สมเสร็จมีมาก หมีก็เคยได เขาแจกจายเฉลี่ยกันไป ตัวดวงตัวแมงตางๆ และจิ้งหรีดเขาก็ทอดกินกันอยางเอร็ดอรอย เสร็จแลวก็นั่งลอมวงคุยกันเปนหมูๆ ที่ไขจับก็ลมลงนอน ที่สราง ไขก็ลุกขึ้นนั่ง ชีวิตของเขาเปนชีวิตที่ไมมีใครอิจฉาเลย100 แมวามนัสจะเรียกนักโทษเหลานี้วา “ลูกยักษ” แตมนัสก็แสดงใหเห็นวาบรรดาลูกยักษเหลานี้ก็ มีความรูสึกนึกคิด ความรูสึกผิด ความรัก ความใฝฝน และความหวังไมตางจากมนุษยเดินดินอื่นๆ ในสังคม การที่มนัสไดทํางานเปนผูจัดการสหกรณที่ทัณฑนิคมธารโตยอมทําใหเขาเกิดความผูกพัน กับนักโทษ มีความรักใครอยางมิตรสหาย และความสงสารเวทนาในชะตากรรมของเพื่อนมนุษยดวย กัน เขาไดสะทอนความรูสึกเหลานี้ที่เขามีตอนักโทษผานสายตาและการเลาเรื่องของตัวละครที่เปนเจา หนาที่ทัณฑนิคม ทั้งในเรื่อง “จับตาย” “กากมนุษยธรรม” และ “ซึงผี” “จับตาย” ไดสะทอนความเวทนาสงสารของ ‘สกล’ เจาพนักงานทัณฑนิคมอันมีตอ ‘อายพร’ นักโทษจากแมฮองสอนที่คอยทํางานรับใชสกลที่ทัณฑนิคม ไมวาจะเปนการตมนํา้ ใหสกลอาบ ทํา อาหารใหสกลทานตามสั่ง สกลเองดูประทับใจในตัวพรมิใชนอย “ฉันยังจําเขาไดดี เขาปรุงอาหารเกง เขาเดินปาคลองแคลว เขามาจากแมฮองสอน เขาชื่อพร รูปรางสันทัดคนแตแข็งแรงเหลือประมาณ นอกจากความซื่อสัตยขยันหมั่นเพียรของเขาแลว พรยังเปนนักดนตรีที่ดี… หนาเขายิ้มอยูเสมอแมฉัน 99 มนัส. “กากมนุษยธรรม.

378 ภมรี สุรเกียรติ จะเอ็ดตะโรเอาบางเปนบางคราว” แตเมื่อพรละเมิดกฎขอบังคับ คือ ทําราย ‘ประสิทธิ์’ เจาพนักงาน ของทัณฑนิคมดวยเหตุแหงเรื่องชูสาว อันเนื่องจากตางหมายปองสาวชาวปา ‘หวัน’ คนเดียวกัน พร จึงตองหนี และก็เปนหนาที่ของสกลที่จะตองตามลา ตองจับตายตามคําสั่งของสารวัตรเรือนจํา ผูบังคับ บัญชาของสกล แมสกลจะมีใจนักเลง บุกปาฝาดงเขาปาลาสัตวมานับตอนับ แตเมื่อเขาถูกสั่งใหตองลา เสือคน ภารกิจนี้กลับกลายเปนเรื่องที่หนักอึ้งและยากเย็นยิ่งนัก ฉันรับคําทาน แตใจฉันไมอยากไปเลย ฉันไมกลัวเขาหรอก แตฉันไมอยากยิงเขา ฉันยังจําภาพที่ฉันยิงเสือยับ ไดดี กอนที่มันจะตายมันยังมองดูฉันดวยนัยนตาอันใสแจว ฉันจําไดติดตาทีเดียว ตามันแจวอยูจนมันขาดใจ ตาย แตฉันก็ตองไป เพราะมันเปนหนาที่ของฉัน ที่จะยิงใครๆ ไดทั้งนั้นถาเขาทําผิดกฎขอบังคับของเรือนจํา ฉันแตงตัวรัดกุม พันแขงกันตัวทาก มีกระเปาติดหลัง ในนั้นมีอาหารแหง พวกขาวสารเราใชนักโทษหาบหาม ไป ถาฉันออกลาเสือในปาฉันจะพอใจมาก แตนี่มันเปน “เสือคน” เสือที่มันดีตอฉันเหมือนกับแมว… ในระหวางการตามลาตัวพร มนัสบรรยายใหเห็นวาสกลสงสารและเห็นใจในโชคชะตาของพร มาก “ฉันสงสารอายเสือที่ตองตอสูกับภยันตรายหลายทาง สูกับฉันซึ่งเปนเจาหนาที่ สูกับไขจับสั่น สู กับความหิวโหย สูกับความขมขื่นในเรื่องรักที่เต็มไปดวยความกระเทือนใจ เขาจะชนะสิ่งเหลานี้ ได อยางไร? เขาตองแพ” อยางไรก็ตาม มนัสก็ไมจบเรื่องอยางชนิดทํารายจิตใจผูอานมากจนเกินไปนัก การจับตายพรครั้งนี้ไม ไดสําเร็จลงดวยการสังหารของสกล แตมัจจุราชที่ปลิดชีพพรนั้นกลับเปนไขปา และความอดอยาก สิ่งสุดทายที่สกลจะทําใหแกพรไดคือการขุดหลุมฝงศพของพรใหเรียบรอย ปกปาย ไวที่หลุม และยืนนิ่งเพื่อเปนการเคารพศพของพร101 นอกจากนี้ มนัสยังไดสะทอนถึงความรูสึกของตัวเขาเองไวในฐานะเจาหนาที่สหกรณทัณฑนิคม ไวในเรื่อง “กากมนุษยธรรม” วา …ในตอนหลังที่ขาพเจามาจากกองถางปา ขาพเจาก็ถูกสั่งใหอยู ในรานสหกรณขายของใหกรรมกรตามราคา ของในบัตรของกองบัญชาการ ขาพเจามองดูมนุษยนัยนตากลวงเหลานั้นเขามาซื้อสินคาดวยความเศราสลดใจ สิ่งใดที่จะอนุโลมขาย ใหเขาไปไดดวยการขาดเงินเพียงเล็กนอย ขาพเจาก็มักจะจัดการใหเขาไดรับไปเสมอ บางคนไขจับและกําลัง สั่น คลานมาหาขาพเจาทําทีเหมือนวาถาไม ไดกินนมขนสักกระปองหนึ่งเขาจะตองขาดใจตายทันที แตเขามี สตางคนอยไปเจ็ดแปดสตางค ทั้งๆ ที่ราคานมขนเวลานั้นกระปองละสามสิบหาสตางคเทานั้น ขาพเจารีบหยิบ สงไปใหเขาทันทีโดยไมปริปากอะไรเลย ดวยริมฝปากอันแหงผาก นัยนตาโหลลึกเชนเดียวกัน เขามาขอซื้อ เนื้อเค็มเราเพียงสามสตางคเทานั้น ซึ่งเราขายไม ได ถาขายเราขาดทุนเพราะไมรูจะตัดใหเขาเทาไร อยางมาก ก็หนึ่งตารางนิ้ว คนของขาพเจาไมยอมขายใหเขา แตดวยเนื้ออันเหลือง ทาทางผายผอมและโซเซเหมือนนัก มวยที่จวนเจียนจะถูกน็อก ขาพเจาก็สั่งใหเขาขายไปโดยไมรับสตางคจากเขาไวเลย มันเปนเรื่องนาทุเรศ มัน เปน เรื่องนาเศรา ขาพเจาไมเคยนึกสนุกหรือนาขันเลย แตบางคนก็ราย-รายที่สุด คนพวกนั้นเราไมคอยจะนึก เวทนา เผลอไมได เผลอหยิบทีเดียวไมวาอะไรทั้งนั้น ถาพวกเขามีโอกาสที่จะขโมยได ทั้งๆ สิ่งที่เขาเอาไปนั้น บางทีเขาก็มีกันอยูแลวอยางพอเพียง102 ในทายที่สุดแลวโครงการสรางชุมชนในฝนของรัฐก็จะไมสามารถเปนจริงไดหากปราศจากเหลา 101 เรื่องเดียวกัน. 102 มนัส.” 64-65. . “กากมนุษยธรรม. 3-18.

115.ชุมชนในฝน ณ ทัณฑนิคมธารโต. เรือนจําที่วิดสวิลในประเทศสวิตเซอรแลนด หรือแมกระทั่งการทํา ไรนาของเรือนจําในสหรัฐอเมริกา การตั้งทัณฑนิคมของไทยในยุคนั้นสอดคลองกับแนวปฏิบัติทางดาน การราชทัณฑทั่วโลก บรรยงไดอธิบายไววาการจัดตั้งทัณฑนิคมและใหมีงานนอกกําแพงเรือนจําของ ประเทศตางๆ นั้น เกิดจากเจาหนาที่ผูปฏิบัติการเรือนจําเห็นวาชีวิตภายในกําแพงเรือนจําของผูตองขัง อยู ในฐานะที่ไมนาจะพึงพอใจ เพราะการอยูในที่คุมขังอันอัดแอยอมทําลายอนามัย และจะตองใชวินัย อยางกวดขันเขมงวด ถึงขนาดจนทําให ณ ที่ประชุมปรึกษาการราชทัณฑระหวางชาติที่กรุงเวียนนาในป พ. พ. . 2438 มีผูยกปญหานี้ขึ้นหารือ ตอมาเมื่อมีการประชุมที่บูดาเปสตในป พ. พระราชบัญญัติราชทัณฑ พุทธศักราช 2479. 104 เรื่องเดียวกัน.ศ. 115. 2480 ซึ่งรวมอยู ในคณะกรรมการรางพระราชบัญญัติฉบับดังกลาว ไดยกตัวอยางเปรียบเทียบการดําเนินกิจการของทัณฑนิคมในประเทศตางๆ ประกอบไว อาทิ ทัณฑนิคมไอวาฮิก ณ เกาะพาลาวัน เรือนจําแซมแรมอนในเกาะมินดาเนาของ ฟลิปปนส.ศ. เบรารเดลลี่มาใหคําปรึกษา ซึ่งก็ไดมีคําอธิบายวาทัณฑนิคมก็เปนเสมือนเรือนจํา ประเภทหนึ่ง สําหรับจัดสงนักโทษที่มีความประพฤติดีและเปนผูที่มีความรูเกี่ยวกับการกสิกรรมและ 103 เสถียร วิชัยลักษณ. นิคมสําหรับผูตองโทษสี่แบบในอาณานิคมอินเดีย ไดแก นิคมอุตสาหกรรม นิคมกสิกรรม นิคมการปาไม และนิคมดัดสันดาน.ศ. 2478-2500 379 “ลูกยักษ” ทัณฑนิกรแหงธารโต ผูใชหยาดเหงื่อแรงกายรวมสรางทัณฑนิคมขึ้นจากผืนปาดงดิบ ทั้งคง ปฏิเสธไมไดเชนกันวาบรรดานักโทษเหลานี้ไดสรางคุณูปการแกคนรุนหลังในฐานะผูบุกเบิก เปลี่ยนปา ใหเปนบาน ใหกลายเปนพื้นที่ที่ชุมชน มนุษยสามารถจะอยูอาศัยและทํามาหากินไดในเวลาตอมา อยาง นอยที่สุดงานเขียนของมนัสก็เปนดั่งประจักษพยานแหงการกระทําของพวกเขา จุดจบของอาณานิคมนักโทษ จุดเริ่มของนิคมสรางตนเองธารโต กลาวไดวา โครงการสรางเมืองใหมจากอาณานิคมนักโทษ (Penal Colony) ในลักษณะนี้เปนรูปแบบที่ทํากันมาในแถบยุโรปตั้งแตคริสตศตวรรษที่ 18 ตนกําเนิดของอาณานิคมอังกฤษในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอยางยิ่งดินแดนออสเตรเลียก็เริ่มตนขึ้นจากการเปนแรงงานนักโทษที่อังกฤษสงมาทั้งสิ้น ชนชั้นนําไทยสมัยประชาธิป ไตยยอมจะไดศึกษาเรียนรูและเห็นประโยชนแกประเทศชาติทั้งในทาง เศรษฐกิจและทางการเมือง จึงไดริเริ่มโครงการสรางเมืองใหมโดยการตั้งอาณานิคมนักโทษ ดังนั้นหาก พิจารณาในดานพัฒนาการงานราชทัณฑ ประเทศตางๆ ในทางตะวันตกและดินแดนอาณานิคมตางก็ ลวนมีการจัดการทัณฑนิคมซึ่ง “ทางปฏิบัติในการลงโทษอาญาตามแนวความคิดอันใหมนี้ มุงกันไปใน ทางคุมครองและปองกันสันติสุขของปวงพลเมือง ดวยวิธีปรับปรุงผูตองโทษใหฟนตัวและเปนคนที่มี ประโยชนแกประเทศชาติที่ตัวเปนสมาชิกตอไป แทนจะเปนคนเลวยิ่งลงไปอีก”103 ในเอกสารอธิบายพระราชบัญญัติราชทัณฑ พุทธศักราช 2479 โดยนายบรรยง มกราภิรมย หัวหนากองทัณฑวิทยา กรมราชทัณฑ ในชวงป พ. 2448 ก็มีปญหาเชน เดียวกัน จนมีขอเสนอใหนํานักโทษออกไปทํางานเกี่ยวกับการฟนฟูนอกเรือนจํา104 ในการพัฒนาการ ดานราชทัณฑ ในสมัยรัฐบาลประชาธิป ไตยนั้น กระทรวงมหาดไทยไดจางผูเชี่ยวชาญดานราชทัณฑ ชาวอิตาลี คือ ดร.ศ.

“สงสําเนารายงานตรวจการเรือนจําภาคยะลา. 106 สจช.ศ. 2490 โดย ณ เวลานั้น กิจการของทัณฑนิคมกําลังอยูในชวงเสื่อมโทรม กิจการตางๆ ขาดทุน ไม ไดเปนความหวังและเรื่องสําคัญของรัฐบาลอีกตอไป ในชวงปลายป พ.380 ภมรี สุรเกียรติ อุตสาหกรรมซึ่งจะไดจัดใหมีขึ้น ณ ทัณฑนิคมแหงนั้น105 แนวคิดตองานราชทัณฑ ณ เวลานั้น เมื่อไดมาบรรจบกับโครงการ “อพยพ” ที่นําเสนอโดย กระทรวงเศรษฐการ จึงไดนําไปสูการจัดตั้งทัณฑนิคมธารโต ที่มุงใชทุกภาคสวนทุกองคาพยพแกไข ปญหาเศรษฐกิจของประเทศที่ตกตํา่อยู ในชวงเวลานั้น ขอมูลจากเอกสารราชการใหนํา้หนักแกมูลเหตุ การจัดตั้งไปทางแรงผลักดานเศรษฐกิจเปนสําคัญ ในสวนที่เปนปจจัยทางการเมือง โดยเฉพาะเรื่อง การสรางสมดุลประชากรนั้น แมจะปรากฏมีอยูแตก็ไมระบุชัดเจนถึงจุดมุงหมายทางการเมืองวาความ ตองการเปดเมืองใหมดวยแรงงานคนไทยในพื้นที่ชายแดนใตนั้น ตองการจะเพิ่มสัดสวนประชากร คนไทยเพื่อจะถวงดุลกับกับประชากรกลุมใดกันแน ระหวางชาวจีนที่มีอิทธิพลทางการดานคาและ เศรษฐกิจในภาคใต หรือชาวมลายูมุสลิมคนพื้นถิ่น อยางไรก็ตาม ในชวงแรกตั้งทัณฑนิคมจนถึงชวง สงครามโลกครั้งที่สอง แมจะมีรายงานที่แสดงใหเห็นวานักโทษของทัณฑนิคมธารโตไดออกไปทําความ เดือดรอนใหแกชาวบานที่อยูในละแวกใกลเคียง106 ทั้งไมปรากฏหลักฐานการวิพากษวิจารณหรือการตอ ตานคัดคานจากประชาชนในพื้นที่ ประเด็นเรื่องทัณฑนิคมเพิ่งจะถูกหยิบยกมาเปนปญหาก็ในปลายป พ.” .. 4. 2490 ในชวงเวลาที่กําลังเกิดกระแสความเคลื่อนไหวตอตานการตั้งดาโตะยุติธรรม และการตอตานรัฐบาลของหะยีสุหลง อับดุลกาเดร ในวันที่ 19 ธันวาคม พ. มท.ศ. 37. 2490 นาย เจะอับดุลลาห หลังปูเตะ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจําจังหวัดและอดีตผูแทนราษฎรจังหวัด สตูล ไดยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เรื่องใหพิจารณาปรับปรุงสถานการณเหลวแหลกในสี่จังหวัดโดย ดวน โดยไดระบุวาความเดือดรอนของราษฎรในสี่จังหวัดภาคใตที่ไดรับอยู ในเวลานั้นมีมูลเหตุสืบเนื่อง มาจากการปฏิบัติงานที่ไมดีและไมยุติธรรมของ 1) ขาหลวงประจําจังหวัด 2) ผูกํากับและรองผูกํากับ การตํารวจ 3) นายอําเภอ 4) หัวหนาสถานีตํารวจ 5) หัวหนาพนักงานยางและหัวหนาพนักงานที่ดิน รวมถึงเรื่องทัณฑสถานสองแหง คือ เรือนจําธารโตและนิคมตะรุเตา โดยมีความวา รัฐบาลนี้ควรจักไดพิจารณาปรับปรุงแกไขความเหลวแหลกของขาราชการผูไปดํารงตําแหนงหมาย 1-5 ซึ่งได ไปกระทําแกราษฎรไวอยางมากมายสุดจะพูด… ควรพิจารณายายหรือยุบเมืองผูรายที่ไปตั้งอยูที่จังหวัดยะลาและจังหวัดสตูล (เรือนจําธารโตและนิคม ตะรุเตา) เพราะทัณฑสถานทั้งสองแหงนี้ นับแตมาตั้งจนถึงปจจุบัน ไดไปกอความเดือดรอนใหแกราษฎร อยางมากมาย ผลที่ไดจากทัณฑสถานทั้งสองแหงนี้ คือ เพิ่มปริมาณผูรายใหมีมากยิ่งขึ้น เรือนจําธารโตขณะ นี้งานสวนใหญก็ไมมีอะไร ควรอยางยิ่งที่จะยุบเลิกไดแลว ที่ดินเรือนจําใชอํานาจบุกรุกเอาไปจากราษฎรก็ควร จัดการสอบสวน ถามีหลักฐานกรรมสิทธิ์เปนของราษฎรคนใดก็ใหรีบจัดคืนใหแกเขาไปเสีย เพื่อเขาจะไดไป ทํามาหากินตอไป เรื่องบุกรุกที่ดินของราษฎรนี้ก็ไดทําความเจ็บชํา้ในราษฎรไมนอย โดยเฉพาะเรือนจําธารโต นี้ หนวยงานใหญก็ไปตั้งทํานาที่จังหวัดพัทลุงซึ่งมีนาเปนจํานวนมาก ควรอยางยิ่งที่จะตั้งเรือนจํากลางประจํา เขตพัทลุง แลวยุบเลิกที่จังหวัดยะลาเสีย สวนนิคมตะรุเตาถาจะคงมีไวก็ควรใหผูตองขังกักกันอยู ในตัวเกาะ จริงๆ และกอนพนโทษสามเดือนใหสงตัวกลับไปพนโทษที่ภูมิลําเนาเดิม นิคมตะรุเตาขณะนี้งานเกือบไมมี 105 เรื่องเดียวกัน.7/43.ศ.

และผูมีชื่อเสนอรายงานและเรื่องราวเกี่ยวดวยพฤติการณและความเปนไปของ 4 จังหวัดภาคใต (ปตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล)” (19 พฤศจิกายน 2490 .ชุมชนในฝน ณ ทัณฑนิคมธารโต. พ. 2478-2500 381 อะไรนอกจากใชเปนสถานที่ฆาคน (โดยธรรมชาติและสภาพการของเกาะนี้เต็มไปดวยโรคภัยไขเจ็บนานาชนิด) นโยบายการจัดตัง้ ทัณฑสถานทัง้ สองแหงนีข้ องผูร เิ ริม่ เดิมก็เพือ่ จะเอาคนในภาคตางๆ ไปผสมพันธุก บั ชาวพืน้ เมือง แตนโยบายนี้ก็ไมสําเร็จ (เพราะเอาคนชั่วไปผสมพันธุกับคนดี ไมมีใครเขาเลนดวย) ควรลมเลิกนโยบายนี้เสีย เพราะไมกอประโยชนใหเกิดแกรัฐอยางใดเลย นอกจากโทษใหแกราษฎรในสี่จังหวัดยิ่งขึ้น107 ในการนี้กระทรวงมหาดไทยไดมีบันทึกขอความตอบเรื่องดังกลาว ลงวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. (2) สร 0201. “สส. เรือนจํากลางประจําเขตธารโต มีหนวยงาน 3 หนวย กลาวคือ 1) ที่ทําการใหญของเรือนจําตั้งอยูถนนสายยะลา-เบตง ในทองที่อําเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา หนวย งานนี้เปนที่ตั้งที่ทําการใหญของเรือนจํามาแตเริ่มแรก มีที่พักเจาพนักงานและที่คุมขังเปนอาคารถาวรเปนสวน มาก นอกจากนั้นแลว ยังมีโรงเลื่อยจักรขนาดใหญ 1 โรง แต ไดปดทําการมานานแลว สวนไมยืนตนที่เรืิอนจําไดทําการเพาะปลูกไว และในระหวางสงครามนี้ เรือนจําไดเชาเหมืองแรพรอมดวยเรือขุดจากคณะกรรมการ ควบคุมฯ มาดําเนินการรวม 2 เหมือง ขณะนี้กําลังดําเนินการสงมอบคืนบริษัทใหแกเจาของเดิมอยู 2) เรือนจําชั่วคราวลาโละ ตั้งอยูในทองที่จังหวัดนราธิวาส ดําเนินการทําฟนสงขายใหรถไฟ 3) เรือนจําชั่วคราวควนกุติ ตั้งอยูในทองที่จังหวัดพัทลุง เพื่อดําเนินการทํานา ซึ่งมีเนื้อที่นาอยูประมาณ 4000 ไร การดําเนินงานของทั้งสามหนวยในขณะนี้ หนวยที่ 1 มิ ไดดําเนินงานตามโครงการอยางใด เพียงแตมี นักโทษเด็ดขาดประจําอยูเล็กนอยสําหรับดูแลเฝารักษาโรงเรือนตางๆ โรงเลื่อยจักร สวนไมยืนตน และเหมืองแร ซึง่ จะเตรียมสงใหเจาของเดิม งานของเรือนจํานีส้ ว นใหญไดยา ยมาดําเนินการทํานาทีเ่ รือนจําชัว่ คราวควนกุติ จังหวัดพัทลุง ความเดือดรอนของชาวพื้นเมืองในเขตต 4 จังหวัดนี้ซึ่งไดรับจากเรือนจําแหงนี้ โดยเฉพาะจาก นักโทษเด็ดขาดที่กําลังรับโทษนั้นมีอยูนอย ซึ่งถาพิจารณาเทียบเคียงกับเรือนจําอื่นๆ ที่อยูนอกเขต 4 จังหวัด และมีสภาพอยางเดียวกันแลว ไมมีเหตุการณแตกตางกันแตอยางใด ความเดือดรอนสวนมากไดรับจากนักโทษเด็ดขาดที่พนโทษจากเรือนจําไปแลวไมกลับภูมิลําเนาเดิมคง อาศัยอยูหากินในเขตสี่จังหวัดนั้น นักโทษเด็ดขาดของเรือนจําแหงนี้ โดยปรกติก็รับมาจากเรือนจําจังหวัดและ อําเภอในเขตตภาคใตนั้นเอง ไดจัดการปรับปรุงไปคือ ยายที่ทําการใหญของเรือนจําจากจังหวัดยะลามาตั้งที่ เรือนจําชั่วคราวควนกุติ จังหวัดพัทลุง เพราะขณะนี้งานหลักของเรือนจําก็ยายมาดําเนินการทํานาอยูที่เรือนจําชั่วคราวควนกุติแลว สวนหนวยงานที่จังหวัดยะลาและที่หนวยลาโละ จังหวัดนราธิวาส คงใหมีแตนักโทษที่ มีความประพฤติดีเปนที่ไววางใจไดอยูประจําตามควรแกความจําเปน เมื่อนักโทษจําพวกนี้จวนพนโทษใหสงมา พนโทษที่เรือนจําชั่วคราวควนกุติ เพื่อจะไดจัดสงภูมิลําเนาเดิมไดสะดวก ทั้งนี้ยอมเปนไปตามหลักการใหญ 107 สจช. ..1 พฤศจิกายน 2492).ศ.38/11. 2491 ในสวนที่เกี่ยวของกับทัณฑนิคมธารโต โดยไดมีการปฏิเสธขอกลาวหาของนายเจะอับดุลลา หลังปูเตะ ทั้งในประเด็นเรื่องการเบียดเบียนเอาที่ดินของราษฎรและเรื่องของการอพยพคนไปเพื่อจะ ผสมเผาพันธุกับชาวพื้นเมืองวาทัณฑนิคม ไมอนุญาตใหนักโทษแตงงาน แตอนุญาตใหพาไดเฉพาะ ครอบครัวที่มีอยูมากอนแลวไปอยูดวยเทานั้น …สําหรับเรื่องที่เกี่ยวกับเรือนจํากลางประจําเขตธารโต จังหวัดยะลาและนิคมฝกอาชีพตะรุเตา จังหวัดสตูล นั้น กระทรวงมหาดไทยไดใหกรมราชทัณฑพิจารณา ซึ่งกรมราชทัณฑเสนอวากิจการของเรือนจํากลางประจํา ภาคธารโตและนิคมฝกอาชีพตะรุเตา กรมราชทัณฑ ไดพิจารณาและดําเนินการปรับปรุงโดยความเห็นชอบของ กระทรวงมหาดไทยตาม หลักการดังนี้ 1.

ต.อ. “เรือนจํากลางภาคธารโต. 109 ประหยัด. 2500109 มีความเปนไปไดวาอาจมีเหตุมาจากความลมเหลวและภาวะ ขาดทุนของกิจการตางๆ อยางไรก็ตาม การยกเลิกกิจการของทัณฑนิคมนี้นาสังเกตวามิ ไดเปนการ ยกเลิกอยางชนิดเด็ดขาด แตมีลักษณะเปนการเปลี่ยนแปลงลักษณะการดําเนินงานและหนวยงานจาก เดิมที่อยู ในความรับผิดชอบของกรมราชทัณฑ ในการอพยพนักโทษมาสรางบานเมืองใหม เปลี่ยนมาสู ภาระหนาที่ของกรมประชาสงเคราะหในการอพยพคนไรที่ทํากินไปจัดตั้งนิคมสรางตนเอง 108 เรื่องเดียวกัน.ศ. นิคมฝกอาชีพตะรุเตา นิคมฝกอาชีพสําหรับกักกันผูมีสันดานเปนผูราย ตั้งอยูที่เกาะตะรุเตาในทอง ที่จังหวัดสตูล ความเหลวแหลกและเดือดรอนนานับประการที่เกิดขึ้นจากนิคมนี้นั้นไดเกิดขึ้นระหวางสงคราม ซึ่งในขณะนั้นการติดตอระหวางกรมราชทัณฑกับนิคมเปนไปดวยความยากลําบาก ครั้นเมื่อสงครามสงบลง แลวก็ไดจัดการปรับปรุงแกไขกิจการงานตางๆ และสับเปลี่ยนผูอํานวยการและเจาพนักงาน ซึ่งเวลานี้กิจการ ไดดําเนินมาพอเปนที่นาไววางใจได แตมีขอของขัดซึ่งกําลังแกไขอยู คือ เรือเดินทะเลที่จะใชเปนพาหนะ ติดตอกับจังหวัดสตูลและทากันตัง จังหวัดตรัง เมื่อมีเรือเดินทะเลใชการไดสะดวกแลว ผูตองกักขังและ สัมภาระตางๆ ที่จะสงไปยังนิคมฝกอาชีพนั้นจะสงทางทากันตัง จังหวัดตรัง ผูตองกักกันที่เหลือโทษอีก 3 เดือนใหสงมาคุมขังไวที่เรือนจําจังหวัดตรัง เมื่อครบกําหนด จะไดสงกลับ ภูมิลําเนาไดสะดวก… ตามที่นายเจะอับดุลลาหกลาววา นโยบายในการจัดตั้งทัณฑสถานทั้ง 2 แหงนี้ขึ้นก็เพื่อจะนําคนใน ภาคตางๆ ไปผสมพันธุกับชาวพื้นเมือง นโยบายดังกลาวไมมีเรื่องที่ปรากฏทางกรมราชทัณฑเลย หลักการตั้ง เรือนจํากลางประจําเขต เรือนจําภาคตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติรับหลักการแลวนั้น สําหรับเรือนจํานี้คงรวบรวม นักโทษเด็ดขาดที่มีกําหนดโทษ 1-10 ป จากเรือนจําตางๆ ในภาคใตนั้นมาดําเนินการเอง หาไดยายนักโทษเด็ด ขาดจากภาคอื่นมาไม และการจัดตั้งเรือนจํากลางประจําเขตขึ้นก็เพื่อเปนแหลงทําการฝกอบรมนักโทษเด็ดขาด สําหรับจัดตั้งเปนทัณฑนิคมตอไป ทัณฑนิคมที่ตั้งขึ้นก็หาไดเปดโอกาศใหนักโทษเด็ดขาดที่ไปอยูทัณฑนิคมทําการสมรสไดไม คงยอมให แตพาครอบครัวที่มีอยู ไปอยูดวยกันเทานั้น ดังปรากฎตามหลักการในมาตรา 47-57 แหงพระราชบัญญัติ ราชทัณฑ 2479 จึงเรียนมาเพื่อทราบ ร.382 ภมรี สุรเกียรติ ที่นายเจะอับดุลลาหเสนอความเห็น แตการจะยุบเลิกหนวยงานที่ธารโต จังหวัดยะลา โดยสิ้นเชิงตามความ เห็นของนายเจะอับดุลลาหยังทําไม ได เพราะยังมีโรงเรือนและสิ่งปลูกสรางตางๆ โรงเลื่อยจักร สวนไมยืนตน และเหมืองแร ที่ยังตองดูแลเฝารักษาอยู และหนวยพื้นที่ลาโละก็ยังเลิกไมไดเชนเดียวกัน เพราะทางรถไฟยัง มีความจําเปนตองไดฟนจากหนวยนี้อยู ถาเลิกเสียกรมรถไฟก็จะเดือดรอน โดยทางภาคใต หาคนทําฟนสงได ยาก แตอยางไรก็ดี แมไมเลิกหนวยงานทั้ง 2 นี้กรมราชทัณฑก็จะไดกวดขัน การคัดเลือกนักโทษที่สงไปประจํา และการควบคุมของเจาพนักงานใหเครงครัดและรัดกุมยิ่งขึ้น ตามขอที่กลาววาเรือนจํานี้ ใชอํานาจบุกรุกเอาที่ดินไปจากราษฎรนั้น ไมมีเรื่องราวปรากฏ ทางกรมราชทัณฑ และกรมฯ ไดสั่งตรวจสอบไปทางเรือนจําแลว ถาเปนดั่งที่นายเจะอับดุลลาหกลาวก็จะใหเรือนจํา จัดการคืนใหแกเจาของไป 2.” 162-64. .ภิเศก พรหมายน108 ยังไมทราบแนชัดวาเพราะเหตุใดกรมราชทัณฑจังไดทําการยุบเลิกกิจการเรือนจํากลางภาคธารโต และกิจการตางๆ ในป พ.

83/45. 2500 แมวาจะไมมีการดําเนินการในลักษณะทัณฑนิคมอีกในพื้นที่ชายแดนใต แตแนวคิดและการดําเนินการในลักษณะทัณฑนิคมยังคงดํารงอยู จากรายงานโครงการดําเนินงาน ของกรมราชทัณฑป พ. 2494 กรมราชทัณฑ ไดยกเลิกทัณฑนิคมควนกุติ จังหวัดพัทลุง ซึ่งเปนสวน หนึ่งของทัณฑนิคมธารโต และเมื่อเลิกแลวทางรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยไดอนุมัติ ใหกรมประชาสงเคราะหเขารับจัดการ แตเนื่องจากกรมประชาสงเคราะหยังไมพรอมที่จะรับสถานที่แหงนี้ เพราะยังไมมีแผนการจะจัดในจังหวัดพัทลุง ตอมาอธิบดีกรมเกษตร กระทรวงเกษตราธิการ จึง ไดติดตอขอใชเปนที่ทดลองและเพาะพันธุขาวในภาคใตและสถานีการประมงในลุมทะเลสาบ กรมราชทัณฑจึงสงมอบสถานที่ใหกรมเกษตรแทน110 นอกจากนี้ ภายหลังจากที่ทัณฑนิคมธารโตถูกยุบ เลิกกิจการลงในป พ. 112 สจช. 2498. 2483 ถึงป พ. (2) สร 0201.000 ไร สถานสงเคราะหนี้จะ รับบุคคลที่ถูกสงตัวไปไดประมาณ 500 คน ในระยะแรกจะใหอยูรวมกันในเรือนเปนหลังๆ ไมใหออก นอกเขต ในระยะที่สอง เมื่อมีความประพฤติดีขึ้นก็จะใหออกนอกเขตไปอยูเปนเอกเทศ ยอมใหเอา ครอบครัวไปอยูดวย และจัดที่ดินใหรายละ 15 ไร ใหยืมเครื่องมือเครื่องใชในการประกอบอาชีพ เชน พันธพืช พันธุสัตว หรือเงินทุน และตองมารายงานตัวตามกําหนดเวลาตามระเบียบ ในระยะที่สาม เมื่อ ผูอยูไดทําที่ดินซึ่งแบงใหเปนประโยชนเต็มเนื้อที่และไดใชเงินยืมคืนเสร็จเรียบรอยแลว ทางราชการจะ พิจารณาจัดการโอนที่ดินนั้นใหเปนกรรมสิทธิ์ แตมีเงื่อนไขไมใหโอนใหผูอื่นภายในกําหนดเวลา และไม ตองมีการรายงานตัว นอกจากนี้กรมราชทัณฑยังไดเสนอความเห็นวาควรจัดตั้งนิคมสงเคราะหอาชีพผู พักการลงโทษและผูพนโทษ หรืออาจจะเรียกไดวาเปน “ทัณฑนิคม” ความวา โดยที่กรมราชทัณฑ ไดพิจารณาเห็นวาผูที่เขามาตองโทษในเรือนจํามีจํานวนไมนอยเปนผูที่ ไมมีหลักฐาน 110 สจช. “ทัณฑนิคมควนกุด จังหวัดพัทลุง” (4 พฤษภาคม ..” .1.ศ. “การจัดทําเอกสารแสดงผลงานของรัฐบาล พ.. 0201. 2500 กรมประชาสงเคราะห ไดรับมอบที่ดินจากกรมราชทัณฑที่ประกาศ หวงหามไวเพื่อจัดตั้งทัณฑสถานธารโต พ. มท.ศ. 2498 ไดจัดตั้งนิคมสรางตนเองขึ้นทั่วประเทศแลวรวม 14 นิคม โดยมีนิคมสรางตนเองทางภาคใตอยู หาแหง ไดแก 1) นิคมสรางตนเองขุนทะเล จังหวัดสุราษฎรธานี 2) นิคมสรางตนเองเขื่อนเพชร จังหวัด เพชรบุรี 3) นิคมสรางตนเองอําเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 4) นิคมสรางตนเองเทพา จังหวัดสงขลา และ 5) นิคมสรางตนเองรอนพิบูลย จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ดินที่นํามาจัดตั้งนิคมสรางตนเองนี้สวนใหญ มีสภาพเปนปาและที่ดินรกรางวางเปลา112 และนิคมสรางตนเองธารโตเพียงแหงเดียวที่ถูกแปรสภาพ มาจากทัณฑนิคม หลังจากป พ. 2478-2500 383 ในกลางป พ.ศ.ศ. 111 “ประวัติความเปนมา นิคมสรางตนเองธารโต”. พ.ศ.ชุมชนในฝน ณ ทัณฑนิคมธารโต.ศ.ศ.” 269-70. 2483 เพื่อจัดสรรที่ดินใหราษฎรเขาไปตั้งหลักแหลงทํามาหากิน จากป พ. 2480 มาดําเนินการเพื่อจัดตั้งนิคมสรางตนเองตาม นโยบายของรัฐบาลที่สงเคราะหประชาชนใหมีที่ดินเพื่ออยูอาศัยและประกอบอาชีพเปนของตนเอง111 โดยนิคมสรางตนเองธารโตที่วานี้ก็ตั้งอยูบนพื้นที่ทัณฑนิคมธารโตเดิมนั่นเอง กรมประชาสงเคราะห กระทรวงมหาดไทย ไดเริ่มดําเนินการจัดตั้งนิคมสรางตนเองมาตั้งแตป พ.23 สิงหาคม 2494).ศ. 2503 ไดมีแนวคิดจะจัดตั้งสถานสงเคราะหขึ้นในบริเวณที่ดินหวงหามของ กรมราชทัณฑ ตําบลทุงเบ็ญจา จังหวัดจันทบุรี ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 4.ศ.ศ.5/41.2. “ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 355.

000 ไร113 อีกเกือบสองทศวรรษใหหลังในป พ.ศ. 114 ทิชชากร.ศ.ศ.ศ. “ทัณฑนิคมในประเทศไทย. 2512 นิคมสรางตนเองอําเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปตตานี ในป พ.ศ. 2533 และตั้งแตนั้นมากรมราชทัณฑ ไมไดคัดผูตองขังสงมาทัณฑนิคมอีกเลย114 หากดูพื้นที่ดําเนินการและกิจการเปรียบเทียบกับ ทัณฑนิคมธารโตแลวจะเห็นไดวาแตกตางกันอยางชิ้นเชิง ทัณฑนิคมคลองไผเปนทัณฑนิคมแหงที่สอง และแหงสุดทายของประเทศนั้น มุงดําเนินการเฉพาะในสวนของงานราชทัณฑในเรื่องการฝกฝนอาชีพ และสงเคราะหผูตองโทษเทานั้น แตมิ ไดถูกกําหนดใหเปนอาณานิคมของนักโทษที่รัฐใชเปนเครื่องมือ ในการสรางเมืองใหม และสรางผลประโยชนทางเศรษฐกิจใหชาติเหมือนอยางที่รัฐบาลสมัยคณะราษฎร ไดเคยวาดฝนไวแตอยางใด ตั้งแตตนทศวรรษ 2500 เปนตนไปโครงการสงเคราะหของรัฐบาลในลักษณะนิคมสรางตนเองไดเกิดขึ้นอยางมากมายทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ในพื้นชายแดนภาคใตในดินแดนมลายูปาตานี ก็ถูกจัดตั้งขึ้นหลายแหงเชนเดียวกัน ไมวาจะเปนนิคมสรางตนเองอําเภอแวง จังหวัดนราธิวาส ในป พ.ศ. 2517 ฯลฯ แมวาแนวปฏิบัติจะมีความคลายคลึง กัน แตเงื่อนไขการตั้งนิคมสรางตนเองในชวงทศวรรษ 2500 นี้ก็แตกตางไปจากเมื่อครั้งใหมีการจัดตั้ง ทัณฑนิคมธารโต สิบเจ็ดป ใหหลังๆ จากการยุบเลิกทัณฑนิคมธารโต ดูเหมือนวาความทรงจําของผูคนก็ ไดถูก ลบลางไปดวยเชนเดียวกัน ดังนั้นเมื่อปราโมทย ทัศนาสุวรรณ หัวหนากองบรรณาธิการนิตยสาร อ. 2517 เมื่อเขามาถึงนิคมสรางตนเองธารโตนั้น ปราโมทยจึงไมแมแตจะเอยถึงคุกเกาหรือ ทัณฑนิคมธารโตแตอยางใด ราวกับวาเขาไมเคยรับรูวาเคยมีคุกธารโตตั้งอยูมากอน ปราโมทย ไดเขียนบรรยายสิ่งที่พบเห็นตลอดการเดินทางไวในหนังสือ สี่จังหวัดภาคใต จาก คําบรรยายของเขาทําใหเห็นวาภูมิทัศน ในแถบจังหวัดยะลาสูเมืองเบตงนั้นเปลี่ยนแปลงไปอยางมาก 113 เรื่องเดียวกัน. 2519 จึงไดมีการริเริ่มเตรียมการจัดตั้งทัณฑนิคมขึ้นอีก ครั้งในบริเวณเรือนจําคลองไผ โดยเรียกวาทัณฑนิคมคลองไผ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยไดอนุมัติใหกรมราชทัณฑดําเนินการจัดตั้งทัณฑนิคมคลองไผขึ้นเมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.384 ภมรี สุรเกียรติ แนนอนที่จะประกอบสัมมาอาชีพเยี่ยงพลเมืองที่ดีทั้งหลาย ยิ่งเมื่อมาตองโทษเปนเวลานานปเขาและพนโทษ ไปแลว มักถูกทอดทิ้งจากญาติมิตรสหาย ยอมทําใหเปนคนหลักลอยไรญาติขาดที่พึ่ง ในที่สุดก็ตองหันเขา ประกอบอาชญากรรมกระทํามิจฉาชีพอันเปนภัยตอสังคมตอไปอีก จึงเปนการสมควรที่จะเขาชวยเหลือให บุคคลประเภทนี้ไดมีที่ดินและเครื่องมือเครื่องใชสําหรับประกอบอาชีพตามสมควร โดยจัดตั้งนิคมสงเคราะห อาชีพผูพักการลงโทษและผูพนโทษขึ้นในที่ดินหวงหามของกรมราชทัณฑบานคลองไผ ตําบลลาดบัวขาว จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 10.ศ. หนังสือสารคดีทองเที่ยวของไทยในยุคแรกๆ ไดเดินทางทองเที่ยวมายังสี่จังหวัดชายแดนภาคใตใน ชวงป พ. 2534 แตยังคงใชสิทธิทํากินอยูที่ทัณฑนิคมตอ ไป นักโทษเด็ดขาดรุนสุดทายถูกสงมาอยูทัณฑนิคมเมื่อประมาณป พ. 2520 มีเนื้อที่ดําเนินการ 11. .250 ไร ดําเนินการตามหลักการของทัณฑนิคมที่บัญญัติไวในพระราชบัญญัติราชทัณฑ พุทธศักราช 2479 ในปจจุบนั นี้ทัณฑนิคมคลองไผไดยุบเลิกและเปลี่ยนมาเปนเรือนจําชั่วคราวคลองไผแลว เพราะ นักโทษพิเศษรุนสุดทายพนโทษไปในประมาณ ป พ. 2512 นิคมสรางตนเองอําเภอ รือเสาะ อําเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ในป พ.ศ.ท.ส.” 172. 175.

ชุมชนในฝน ณ ทัณฑนิคมธารโต.ศ.300 คน สวนทหารผานศึกนั้นมีเพียง 24 ครอบครัวจํานวน 157 คนเทานั้น นํา้เสียงของปราโมทยที่กลาวถึง นิคมสรางตนเองธารโตดูเต็มไปดวยความชมชอบและประทับใจ เขาเห็นวาใครที่คิดจะไปสรางตนเอง ดวยการทําไรควรจะไปอยูที่นิคมธารโตเพราะจะไดรับที่ทํากินครอบครัวละ 20 ไร ชาวนิคมสรางตนเอง สามารถสรางรายไดเฉลี่ยครอบครัวละ 7. . 194-203. 2478-2500 385 จากที่มนัส จรรยงคเคยถายทอดไว ปราโมทย ไดเลาวาเสนทางสายยะลา-เบตงที่เคยเปนถนนที่แสน ทุรกันดารก็ ไดเปลี่ยนเปนถนนลาดยางตลอดทั้งสาย จากที่เคยตองใชเวลาเดินทางมากวาหกชั่วโมง เมื่อ 14 ปกอนหรือประมาณป พ.ศ.ศ.400 ครอบครัวเปนจํานวนคนทั้งสิ้น 16. 2517 กลับใชเวลาเพียง สองชั่วโมงครึ่งอยางไมเรงรอน สองฟากถนนเต็มไปดวยสวนยาง สวนที่อําเภอบันนังสตาซึ่งอยูหาง จากตัวเมืองยะลา 39 กิโลเมตรนั้น เมื่อสิบ 14 กอนเปนเพียงชุมชนเล็กๆ ที่เงียบเหงา แต ในปนี้ ที่เขามาพบบันนังสตากําลังเติบโต มีรานขายของตั้งเรียงรายสองฟากถนนมากมาย ผานจากตัวอําเภอ บันนังสตามุงหนาสูเบตง เขาไดบรรยายถึงสถานที่สําคัญๆ ไมวาจะเปนเหมืองปนเยาะ นํา้ตกธารโต หมูบานชาวเงาะปาซาไก และนิคมสรางตนเองธารโต ปราโมทย ไดเลาถึงประวัติความเปนมาและการทํามาหากินของชาวนิคมสรางตนเองธารโตไว อยางนาสนใจวานิคมธารโตแบงออกเปนสองสวน สวนหนึ่งเปนนิคมของชาวบานทั่วไป อีกสวนหนึ่ง เปนอาณาบริเวณของนิคมสรางตนเองของทหารผานศึกจากสงครามเกาหลี สวนชาวบานที่อยู ในนิคม นี้สวนหนึ่งมาจากชาวบานแหลมตะลุมพุก นครศรีธรรมราช เมื่อครั้งถูกวาตภัยครั้งใหญ นอกจาก นั้นยังมีนิคมชาวไร สวนของชาวบานมีจํานวน 3. 2517). พ. สี่จังหวัดภาคใต (กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร.200 บาทตอปนับวาดีมาก ณ ที่ตั้งนิคมสรางตนเองธารโตอันเปนที่ๆ เดียวกับที่เคยใชเปนกองบัญชาการทัณฑนิคมธารโต ที่ๆ นักโทษนับพันตองเผชิญหนากับความโหดรายของธรรมชาติและการใชแรงงานอยางหนัก ที่ๆ เปน ดั่ง “นรก” สําหรับเหลาทัณฑนิกร ที่ๆ เต็มไปดวยเรื่องราวโศกนาฏกรรมแตปราโมทย ไมเคยลวงรู จึง ไมนาแปลกใจที่ปราโมทยจะพรรณนาถึงบรรยากาศที่นิคมไวอยางโรแมนติกและแสนสวยงามวา “บาน พักเจาหนาที่นิคมธารโตสบายมาก เรือนรับรองอยูบนเนินสูงติดริมถนนสายเบตง สวนบานพักก็เรียง รายอยูเปนแถวยาวตลอดริมถนนสายนี้ เวลากลางคืนอากาศเย็นจนหนาว ตกเชาหมอกลงเหมือนอยูใน ระหวางเวลาฤดูหนาวแทบตลอดทั้งป ขาราชการที่นี่จึงไมมีทุกขรอนเรื่องไมไดพักรอน”115 การตั้งทัณฑนิคมธารโตยอนไปเมื่อเจ็ดสิบกวาปที่ผานมาแลวไดนําเอาหลายชีวิตจากตางถิ่นตาง ภูมิภาคมาอยูรวมกัน ณ ดินแดนมลายูปาตานี ดวยหยาดเหงื่อแรงงานของทัณฑนิกรไดเปลี่ยนปาดงดิบ ใหกลายเปนชุมชน นักโทษรุนบุกเบิกอาจไดฝงรางไรวิญญาณของเขาใตผืนปาธารโต นักโทษรุนตอๆ มาอาจไดใชชีวิตทํามาหากินตอในที่ทัณฑนิคมเดิมหลังพนโทษ จุดเริ่มของทัณฑนิคมมิไดเปนเพียงการ เปลี่ยนปาดิบใหกลายเปนบานเทานั้น เพราะสําหรับตัวผูเขียนแลว การตั้งทัณฑนิคมไดกลายเปนจุดเปลี่ยนสําคัญของบรรพบุรุษผูเขียน การตัดสินใจอยางกลาหาญของคุณตาทวดในการอพยพครอบครัว จากภูมลิ าํ เนาเดิมทีบ่ างคลา ฉะเชิงเทรา ยายลงมายังดินแดนแปลกหนา เมือ่ ครัง้ คุณตาทวดสงวน ตุลารักษ ไดรับแตงตั้งเปนผูบัญชาการเรือนจําภาคธารโตนั้น ไดขีดเสนทางชีวิตใหแกลูกหลาน “ตุลารักษ” สาย บานนอกนี้ใหกลายเปนสวนหนึ่งของสังคมมลายูปาตานีจนถึงปจจุบัน • 115 ปราโมทย ทัศนาสุวรรณ. 2503 ที่เขาเคยเดินทางมา ในป พ.

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful