บทที่ 2

เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ

ผูว จิ ยั ไดทาํ การรวบรวมขอมูล เอกสารทีใ่ ชประกอบในการดําเนินการวิจยั สําหรับการศึกษา
ทําความเขาใจเพื่อใหเกิดประสิทธิภาพในการวิจัย โดยจัดออกเปนหมวดหมูดังนี้
แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวของกับการวิจัย
แนวคิดทฤษฎีระบบ
การวิจัยเชิงปฏิบัติการอยางมีสวนรวม
การสังเกตแบบมีสวนรวมพอประมาณ
เทคนิควิธีการสัมภาษณ
แนวคิดทฤษฎีกระบวนการประชาพิจัย
หลักวิชาที่เกี่ยวของกับการวิจัยและพัฒนา
หลักวิชาวิจัยยุทธศาสตรการพัฒนา
แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการมีสวนรวม
แนวความคิดเกี่ยวกับการพัฒนาสังคม
แนวความคิดเกี่ยวกับองคการและการจัดการ
แนวความคิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการ
แนวความคิดเกี่ยวกับการตลาด
งานวิจัยที่เกี่ยวของกับการวิจัย

แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวของกับการวิจัย
1. ทฤษฎีระบบ
ทฤษฎีระบบ (Systems Theory) เฉลียว บุรภี กั ดี ( 2548 ,หนา 2/28-2/37) ไดสรางทฤษฎีระบบ
ขึ้นโดยศึกษาแนวความคิดเชิงระบบ (systems concepts) และการคิดเชิงระบบ (systems thinking)

12
กับไดศึกษาทฤษฎีทางพุทธธรรม 3 ทฤษฎี คือ อิทัปปจยตา ปฏิจจสมุปบาท และไตรลักษณ
ตลอดเวลา 30 ป ที่ไดศึกษาและเฝาสังเกต “ สิ่งจริง ” หรือ “ Reality ” ในเอกภพนี้ (The Universe)
แลวนํามาคิด ทบทวนประมวลและสังเคราะหเขาดว ยกัน สรุปเปน แนวความคิดเชิงทฤษฎีอัน มี
แนวคิดประเด็นตาง ๆ ที่เกี่ยวของกับทฤษฎีระบบ ดังนี้
1.1 ภาพโดยรวมของทฤษฎีระบบ
ทฤษฎีระบบ มีแนวคิดที่เชื่อวาเอกภพแหงนี้ (The Universe) เปนหนึ่งหนวยระบบ
ซึ่งมีคุณสมบัติตาง ๆ คือ
1.1.1 เปนหนวยทํางาน
1.1.2 มีขอบเขต
1.1.3 มีผลผลิต
1.1.4 มีกระบวนการ
1.1.5 มีปจจัยนําเขา
1.1.6 มีบริบท
1.1.7 มีผลยอนกลับ
1.1.8 ประกอบขึ้นจากหนวยอนุระบบจํานวนหนึ่ง
1.1.9 เปนหนวยอนุระบบหนึ่งของหนวยอภิระบบ
1.1.10 มีจุดเริ่มตนและจุดสิ้นสุดบนมิติเวลา
1.1.11 มีที่มา ที่อยู และที่ไป
นําคุณสมบัตทิ งั้ หลายมาประกอบเขาดวยกันเปนแผนภาพเดียว จะไดรปู แบบเปนโครงสราง
ทางความคิด (conceptual Framework) ของหนึง่ หนวยระบบ (a system unit) ดังในภาพประกอบที่ 2.1

13
โครงสรางทางความคิดที่แสดงคุณสมบัติของหนึ่งหนวยระบบ
ปจจัยนําเขาหรือ Input(I)

กระบวนการหรือ Process(P)

ผลผลิตหรือ Output(O)

I1=
I2=
I3=

P1 =
P2=
P3=

O1=
O2=
O3=

In=

Pn=

On=

ผลยอนกลับหรือ
Feedback (F)
ผลยอนกลับหรือ
Feedback (F)

ขอบเขตหรือ
Boundary (B)
บริบทหรือ Context (T)
C1=
C2=
C3=

Cn=

ภาพประกอบที่ 2.1 คุณสมบัติของหนึ่งหนวยระบบ
ที่มา : เฉลียว บุรีภักดี (2548, หนา 4/4)

14
1.2 เปนหนวยทํางาน
คุณสมบัติของการ “ เปนหนวยทํางาน ” (being a working unit) ในที่นี้หมายความวา
หนวยนี้มิไดหยุดนิ่งเฉย แตเปนหนวยทํางานบางอยางตามลักษณะที่หนวยระบบนั้นถูกสรางขึ้นมา
เพื่อใหทํางาน ซึ่งลักษณะงานเหลานี้บางอยางมนุษยก็ไมอาจรูไดหรือเขาใจไดเสมอไป เชน มนุษย
ไมรูวาเอกภพถูกสรางขึ้นมาโดยอะไร หรือโดยผูใด เพื่อใหทํางานอะไร แตมีบางหนวยที่มนุษย
สามารถรับรูได เชน เรารูวาคณะกรรมการสอบคัดเลือกของโรงเรียนถูกสรางขึ้นโดยอาจารยใหญ
เพื่อทําการสอบคัดเลือกนักเรียนเขาโรงเรียน เปนตน
1.3 มีขอบเขต
มีคณ
ุ สมบัตขิ องการ “ มีขอบเขต ” (having boundary) ในทีน่ หี้ มายความวา มีเสนเขตแดน
ลอมรอบเนื้อที่ของหนวยนี้ ซึ่งแบงแยกเนื้อที่ของหนวยนี้ออกจากหนวยอื่น ทําใหหนวยอื่น ๆ
เหลานัน้ มีสภาพเปน “ บริบท ” ของหนวยนี้ เชน ผิวหนังและปลายเสนผมของคนเปนแนวแบงเขตแดน
ซึ่งแยกคนหนึ่งออกจากสิ่งภายนอก
1.4 มีผลผลิต
มีคณ
ุ สมบัตขิ องการ “ มีผลผลิต ” (having product) ในทีน่ หี้ มายความวา หนวยระบบนี้
ใหผลผลิตบางอยาง อันเปนผลมาจากการทํางานของหนวยระบบ ผลผลิตดังกลาวอาจมีมากกวา
หนึ่งรายการก็ได และแตละรายการเมื่อหลุด ออกมาจากหนวยระบบแลว ก็จะเลื่อ นไหลไปเปน
ปจจัยนําเขาของหนวยระบบอื่นที่เปนบริบทของหนวยระบบนี้ตอไป
1.5 มีกระบวนการ
คุณสมบัตขิ องการ “ มีกระบวนการ ” (having process) คือหนวยระบบนีม้ กี ระบวนการ
ทํางานที่มีลักษณะเปนแบบแผนชัดเจน และมีความคงที่ในหวงเวลาหนึ่ง สามารถสังเกตไดและ
ประเมินได กระบวนการทํางานนี้ คือ การนําปจจัยนําเขาตาง ๆ มาทําปฏิกริยาตอกันจนบังเกิด
เปนผลผลิตของหนวยระบบ กระบวนการอาจจะมีหลายขั้นตอน และแตละขั้นตอนมีลักษณะ
เปนหนวยระบบในตัวเองอีกดวย คือ มีคุณสมบัติทุกขอของหนวยระบบ
1.6 มีปจจัยนําเขา
คุณสมบัตขิ องการ “ มีปจ จัยนําเขา ” (having input) ในทีน่ หี้ มายความวา หนวยนีไ้ ดรบั
บางสิง่ บางอยางเขามาในหนวยระบบ เพือ่ นําไปเขากระบวนการและแปลงรูปเปนผลผลิต ปจจัยนําเขา
เหลานี้ไดมาจากผลผลิตของหนวยระบบอื่น ๆ ซึ่งเปนบริบทของหนวยนี้ มีขอควรสังเกต คือ
หนวยระบบที่เปนสิ่งมีชีวิตสามารถคัดเลือกปจจัยนําเขา แตหนวยระบบที่ไมมีชีวิตจะไมสามารถ
คัดเลือกนําเขาดวยตัวเอง เวนไวแตถกู วางเงือ่ นไขหรือโปรแกรมไวลว งหนาโดยผูส รางหนวยระบบนัน้

15
กิจกรรมการคัดเลือกปจจัยนําเขา หรือการปรับกระบวนการภายในไดชื่อวาเปนการสงผลยอนกลับ
ภายใน (Internal Feedback)
1.7 มีบริบท
คุณสมบัตขิ องการ “ มีบริบท ” (having context) ในทีน่ หี้ มายความวามีหนวยระบบอืน่ ๆ
จํานวนหนึ่งที่อยูนอกเสนเขตแดนของหนวยนี้ ซึ่งใหปจจัยนําเขาแกหนวยนี้ และรับเอาผลผลิต
ของหนวยนี้ หนวยอื่น ๆ เหลานั้นเมื่อรวมกันแลว เรียกวาบริบทของหนวยนี้ การที่ผลผลิตถูก
สงผานบริบทแลวมีผลกระทบไปถึงปจจัยนําเขาขั้นตอไป เชนนี้ ไดชื่อวาเปนการสงผลยอนกลับ
ภายนอก (external feedback)
1.8 มีผลยอนกลับ
คุณสมบัตกิ าร “ มีผลยอนกลับ ” (having feedback)ในทีน่ ี้ คือ การทีผ่ ลผลิตตามขัน้ ตอน
ตางๆจากการทํางานของหนวยระบบถูกสงใหมผี ลกระทบไปถึงขัน้ กอนหนานัน้ ถาผลดังกลาวถูกสงผาน
บริบทภายนอก ไดชอื่ วาเปนการสงผลยอนกลับภายนอก (external feedback) และถาเปนการสงผาน
ภายในขอบเขตของหนวยระบบเองเรียกวา การสงผลยอนกลับภายใน (internal feedback)
1.9 ประกอบขึ้นจากหนวยอนุระบบจํานวนหนึ่ง
คุณสมบัติของการ “ ประกอบขึ้นจากหนวยอนุระบบจํานวนหนึ่ง ” (being composed
of a number of system units) ในที่นี้หมายความวา หนวยระบบนี้เมื่อนํามาวิเคราะหแยกแยะ
หาสวนประกอบ จะพบวาประกอบดวยอนุระบบยอย ๆ จํานวนหนึ่ง หนวยอนุระบบดังกลาว
ไดแก ปจจัยนําเขาแตละรายการ กระบวนการทํางานแตละรายการ และผลผลิตแตละรายการ
ซึ่งลวนมีคุณสมบัติเปนหนวยระบบในตัวเองทั้งสิ้น
1.10 เปนหนวยอนุระบบหนึ่งของหนวยอภิระบบหนึ่ง
คุณสมบัตขิ องการ“ เปนหนวยอนุระบบหนึง่ ของหนวยอภิระบบหนึง่ ” (being a subsystem
unit of a suprasystem unit) ในทีน่ หี้ มายความวา หนวยระบบนีเ้ ปนสวนยอยของหนวยอภิระบบอีก
หนวยหนึ่งซึ่งมีขนาดใหญกวาหนวยนี้ หนวยอภิระบบดังกลาวนอกจากประกอบขึ้นจากหนวย
อนุระบบนีแ้ ลว ยังประกอบดวยหนวยอนุระบบอืน่ ๆ อีกจํานวนหนึง่ หนวยระบบทีเ่ ปนสมาชิกหรือ
สวนประกอบทัง้ หลายเหลานี้ จะทํางานประสานกันเพือ่ ผลผลิตของแตละหนวยอนุระบบรวมกันสงผล
ใหเปนผลผลิตรวมของหนวยอภิระบบ
1.11 มีจุดเริ่มตนและจุดสิ้นสุดบนมิติเวลา
คุณสมบัติของการ “ มีจุดเริ่มตนและจุดสิ้นสุดบนมิติเวลา ” (having starting point and
ending point on time dimension) ในที่นี้หมายความวา หนวยระบบนี้เกิดขึ้น ณ เวลาหนึ่ง
เวลาใดแลวดําเนินไประยะเวลาหนึ่ง จนสิ้นสุดความเปนหนวยระบบ โดยที่บรรดาอนุระบบ

16
ของหนวยระบบนี้แยกสลายจากกันมิได ทํางานรวมกันเพื่อใหเกิดผลผลิตรวมของหนวยระบบนี้อีก
ตอไป บรรดาหนวยอนุระบบที่แยกสลายจากกันแลวนั้น ตางหนว ยก็ตา งแยกยายกัน ไปเปน
ปจจัยนําเขาของหนวยระบบอื่น ๆ ในบริบทหรือในอภิระบบตอไป
1.12 มีที่มา ที่อยู และที่ไป
คุณสมบัติของการ “ มีที่มา ที่อยู ที่ไป ” (having past condition, present condition,
and future condition)ในทีน่ หี้ มายความวา หนวยระบบแตละหนวยยอยกอกําเนิดมาจากเหตุการณใด
เหตุการณหนึ่งกอนหนานี้ และมาปรากฎดังสภาพในปจจุบันแลวก็จะถึงเวลาในอนาคตที่เปนไปสู
สภาพอืน่ การกอกําเนิดก็ดแี ละการดํารงอยูก ด็ ตี ลอดจนการเปนไปในอนาคตก็ดลี ว นมาจากการกระทํา
ของเหตุปจจัยที่เปนธรรมชาติ หรือเหตุปจจัยที่เปนการกระทําของมนุษย หรือทั้งสองประการ
ผสมกัน เชน หนวยครอบครัวถูกสรางขึน้ โดยการกระทําของมนุษย แตสตั วเซลลเดียวถูกสรางขึน้
โดยการกระทําของธรรมชาติ เปนตน
1.13 การจําแนกประเภทของหนวยระบบ
หนวยระบบตาง ๆ อาจจําแนกไดเปน 4 ประเภท คือ
1.13.1 หนวยระบบประเภทกายภาพ
1.13.2 หนวยระบบประเภทชีวภาพ
1.13.3 หนวยระบบประเภทสังคมภาพ
1.13.4 หนวยระบบประเภทเนื้อผสม
ตัวอยางของหนวยระบบประเภทกายภาพ เชน รถยนตวงิ่ ไดเองโดยไมมคี นขับ หนวยระบบ
ประเภทชีวภาพ เชน ตัวคน หนวยระบบประเภทสังคมภาพ เชน คนตั้งแตสองคนขึ้นไปซึ่งจะ
เดินทางไปดวยกันโดยรถยนต หนวยระบบประเภทเนื้อผสม ไดแก รถยนตคันหนึ่งซึ่งมีคนขับ
และคนโดยสาร กําลังแลนไปสูจุดหมายปลายทางที่หนึ่งที่ใด
การกระทําใด ๆเกี่ยวกับหนวยระบบหนึ่ง ๆถาไมคํานึงวาหนวยระบบนั้นมีลักษณะพิเศษ
ประการใดบาง อาจกอความผิดพลาดเสียหายไดโดยเฉพาะหนวยระบบประเภทชีวภาพและหนวย
ระบบประเภทสังคมภาพตลอดจนหนวยระบบเนือ้ ผสม ซึง่ มีลกั ษณะยืดหยุน และเปลีย่ นแปลงไดงา ย
ขึน้ อยูก บั ความรูส กึ และการตัดสินใจของผูท เี่ กีย่ วของในหนวยระบบนัน้ ๆ ดังเชน คนไขทรี่ บั ซองยา
มาจากมือแพทยแลวแพทยนึกวาคนไขจะกินยาตามที่กําหนดให แตคนไขบางคนแอบทิ้งยาไปโดย
ไมบอกแพทยก็มี แพทยจึงตองแปลกใจวาทําไมอาการไขยังไมทุเลา

17
1.14 ตัวอยางการใชทฤษฎีระบบเพื่อพิจารณาการพัฒนา
เมื่อ นําแนวคิด เชิงระบบมาเปนเครื่อ งมือ ทางความคิดสําหรับเพงมอง “ การพัฒนา ”
เพื่อคนหาความหมายเชิงปฏิบัติของ “ การพัฒนาที่ยั่งยืน ” ทําใหเรามองเห็นประเด็นตาง ๆ ชัดเจน
ขึ้นมากเมื่อเทียบกับการเพงมองโดยไมใชแนวความคิดเชิงระบบ

หนวยระบบของการพัฒนาที่ยั่งยืน

ปจจัยนําเขา(I)
มาจาก
บริบท

กระบวนการ(P)

ผลผลิต(O)

I1
I2

P1
P2

O1
O2

In

Pn

On

ไปสู
บริบท

ผลผลิตวนไปเปนปจจัยนําเขา
ภาพประกอบที่ 2.2 หนวยระบบของการพัฒนาที่ยั่งยืน
ที่มา : เฉลียว บุรีภักดี (2548, หนา 4/10)
“ การพัฒนา ” คือ การสรางความเจริญซึ่งเปนผลผลิต (output) โดยใชปจจัยนําเขา
(input) และกระบวนการ (process) ที่จะกอใหเกิดผลผลิตนั้น
“ การพัฒนาที่ยั่งยืน ” คือ การพัฒนาที่สามารถดํารงระดับการสรางผลผลิตใหยั่งยืนอยูได
ตลอดระยะเวลาที่คาดหวัง อันเนื่องมาจากสามารถดํารงระดับของปจจัยนําเขา และกระบวนการ
ใหยั่งยืนอยูได ปจจัยนําเขาและกระบวนการ จึงถือไดวาเปนตัวแปรตนของความยั่งยืน วิธีการที่
จะดํารงระดับของปจจัยนําเขาและกระบวนการมีดังนี้
1. หาแหลงธรรมชาติทสี่ ามารถใหปจ จัยนําเขา และกระบวนการอยางเพียงพอตลอด
ระยะเวลาที่คาดหวัง เชน พลังงานจากดวงอาทิตย น้ําจากภูเขา เงินจากกองทุนถาวร เปนตน

18
2. จัดสรรผลผลิตของหนวยระบบการพัฒนาอันนั้น ใหหวนกลับไปใชปจจัยนําเขา
เชน ชาวนาแบงผลผลิตขาวเปลือกสวนหนึ่ง ไวใชเปนเมล็ดพันธุสําหรับรอบการทํานาครั้งตอไป
และแบงรายไดจากการขายผลผลิตสวนหนึ่งไวใชในการปรับปรุง หรือดํารงกระบวนการทํางาน
เชน เพื่อใชในการศึกษาหาความรูเกี่ยวกับการผลิตและการตลาด เปนตน
“ ยุทธศาสตรการพัฒนา ” หมายถึง แผนการอันชาญฉลาดสําหรับจะดําเนินการสิง่ หนึง่ สิ่งใด
โดยอาศัยหลักวิชาและขอมูลสภาพจริงที่เหมาะสม
“ ยุทธศาสตรการพัฒนา ” เมื่อแสดงในแนวความคิดเชิงระบบ จะปรากฎดังแสดงใน
ภาพประกอบที่ 2.3

ภาพเชิงระบบของยุทธศาสตรการพัฒนา
2. ยุทธศาสตรการพัฒนา

1. ปญหา

2.2 วิธีการ

2.3
ทรัพยา
กรใน
บริบท

1.2 ปญหาสืบเนื่อง

2.4.1 ระบบทํางานที่ 1

I

P

O

2.4.n ระบบทํางานที่ n

2.1
เปาหมาย
ของ
ยุทธ
ศาสตร

1.3 ปญหาเปา
1 ปญหา
ทุกขรอน

1.4 ปญหาปจจัย

โดยอาศัยทฤษฎี,หลักวิชา,เทคนิควิธี,ขอมูลที่เกี่ยวของ

ภาพประกอบที่ 2.3 ภาพเชิงระบบของยุทธศาสตรการพัฒนา
ที่มา : เฉลียว บุรีภักดี (2548, หนา 4/11)

19
ภาพประกอบที่ 2.3 แสดงวา ยุทธศาสตรการพัฒนา คือ ชุดของกิจกรรมการดําเนินงาน
(กลองหมายเลข 2) ซึง่ มีทศิ ทางมุง สูก ารแกปญ
 หา (กลองหมายเลข 1) โดยเล็งทีป่ ญ
 หาเปา (วงหมายเลข
1.3)
หมายเลขตาง ๆ ในภาพประกอบ แสดงลําดับความคิดเพื่อสรางยุทธศาสตรการพัฒนา
สวนลูกศรแสดงทิศทางที่สิ่งหนึ่ง ๆ จะนําไปสูหรือกอใหเกิดสิ่งอื่น ๆ ตามมา
การคนควาวิจัยเพื่อสรางและทดลองยุทธศาสตรการพัฒนา ควรเริ่มตนดวยการวิจัยแบบ
non experimental เพื่อคนหาปญหาเปาและเพิ่อกําหนดยุทธศาสตรเชิงสมมติฐานกอน ขั้นตอไป
ควรทําการวิจยั แบบ “ experimental ” โดยใชแผนแบบการทดลอง (experimental design) ทีเ่ หมาะสม
กับกรณีนั้น เพื่อพิสูจนวายุทธศาสตรที่ไดสรางขึ้นนั้นใชการไดจริง ๆ

ตัวอยางลักษณะเชิงระบบของสถานศึกษาแหงหนึ่ง
ปจจัยนําเขา (I)
ผูเรียน
= I1
ผูสอน
= I2
หลักสูตร
= I3
ผูสรางหลักวิชา
= I4
ผูใหบริการสนับสนุน = I5
ระเบียบและเงื่อนไข = I6
ความเปนสถาบัน
= I7
ผูบริหารสถานศึกษา = I8
ปจจัยอื่น ๆ
= In

กระบวนการ (P)
P1= การเรียน
P2= การสอน
P3= การใชหลักสูตร
P4= การสรางหลักวิชา
P5= การใหบริการสนับสนุน
P6= การใชระเบียบตาง ๆ
P7= การดํารงสถาบัน
P8= การบริหารการศึกษา
Pn= อื่น ๆ

ผลผลิต (O)
O1= ผูเรียนเกงขึ้น
O2= ผูสอนเจริญขึ้น
O3= หลักสูตรพัฒนาขึ้น
O4= หลักวิชาเจริญขึ้น
O5= ผูใหบริการเจริญขึ้น
O6= ความสอดคลองตามระเบียบ
O7= ความเปนสถาบันดํารงอยูได
O8= ผูบริหารเจริญขึ้น
O9= ผลผลิตอื่น ๆ ดีขึ้น

ภาพประกอบที่ 2.4 ตัวอยางลักษณะเชิงระบบของสถานศึกษา
ที่มา : เฉลียว บุรีภักดี (2548, หนา 4/15)
เปนที่นาสังเกตวาเหตุการณทางการศึกษาที่เกิดขึ้นในสถานศึกษาแตละแหง เมื่อพิจารณา
จากมุมมองของทฤษฎีระบบดังที่แสดงในแผนภาพที่ 2.4 เปนเหตุการณที่ปจจัยนําเขารายการตาง ๆ

20
กระทําปฏิกริยาตอกันเกิดเปนผลผลิตรายการตาง ๆ มิใชเปนเหตุการณที่ปจจัยนําเขาแตละรายจะ
กอใหเกิดผลผลิตไดโดยลําพัง เชน การทีผ่ เู รียนจะจบการศึกษาเปนคนเกงขึน้ ก็ตอ งอาศัยปจจัยนําเขา
อืน่ ๆ มาทําปฏิกริยาตอกันดวย
ผูบ ริหารสถาบันแมจะถูกจัดวาเปนปจจัยนําเขารายการหนึง่ ในบรรดาปจจัยนําเขาทัง้ หลาย
แตการกระทําหนาที่ของผูบริหารอาจแตกตางจากบุคลากรอื่นเมื่อเขาสูขั้นกระบวนการทํางาน คือ
ผูบริหารจะเขาไปมีบทบาทแทรกซึมอยูในทุก ๆ กระบวนการทํางานของปจจัยอื่น ๆ ตามสัดสวนที่
เหมาะสม เชน ในการเรียนของเด็ก ในการสอนของครู ในการใชและปรับปรุงหลักสูตร
ในการสรางหลักวิชา ในการใหบริการสนับสนุน ในการใชระเบียบตาง ๆ ในการดํารงสถาบัน
และอื่น ๆ ทุกกระบวนการที่เกิดขึ้นในสถาบันแหงนั้น ดังนั้นผลผลิตของผูบริหารจึงแทรกซึมอยู
ในทุก ๆ ผลผลิตของสถาบันเชนเดียวกัน
2. การวิจัย เชิง ปฏิบัติก ารแบบมีสว นรว ม (Participatory Action Research : PAR)
(องอาจ นัยพัฒน, 2548, หนา 339)
เปนรูปแบบการวิจัยที่เกิดจากการบูรณาการ
ผสมผสานแนวคิดระหวางการวิจัยแบบ
มีสวนรวม (Participatory Research) หรือ PR กับการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) หรือ
AR เขาดวยกัน การวิจัยเชิงปฏิบัติการรูปแบบนี้ ถือวาเปนแนวทางหรือกลยุทธในการสืบคนหา
ความรูความจริงทางพฤติกรรมศาสตรและสังคมศาสตรแบบใหม โดยมีจุดเนนอยูที่การมีสวนรวม
ระหวางนักวิจัยในฐานะผูเชี่ยวชาญจากภายนอก และบุคคลที่ปฏิบัติงานในหนวยงาน องคกร
หรือชุมชน ในฐานะผูมีสวนเกี่ยวของ หรือมีสวนไดสวนเสียกับปญหาการวิจัยที่เกิดขึ้นจริงใน
สถานที่ดังกลาว ผลการศึกษาวิจัยที่คนพบหรือสรรคสรางขึ้นในรูปของความรูเชิงปฏิบัติการที่ได
จากการสืบคนแบบมีสวนรวมระหวางมุมมองของคนใน (emic View) และคนนอก (etic View)
จะถูกนําไปใชสําหรับปรับปรุงแกไขปญหาที่เกิดขึ้นอยางทันทวงที ตามความหมาย โดยนัยนี้จะ
พบวา การวิจยั เชิงปฏิบตั กิ ารแบบมีสว นรวม (PAR)และการวิจยั เชิงปฏิบตั กิ าร (AR) มีความหมาย
ใกลเคียงกันคอนขางมาก กลาวคือ มีองคประกอบหลักรวมกัน 3 ประการ ไดแก การสืบคนหา
ความรูค วามจริงหรือการวิจยั (inquiry or research) การมีสว นรวม (participation) และการลงมือ
ดําเนินการเปลี่ยนแปลงใด ๆ (action) องคประกอบทั้ง 3 ประการ นี้มีความสําคัญยิ่ง ถาสวนใด
สวนหนึ่งขาดหายไปกระบวนการวิจัยจะไมเรียกวา เปน PAR
สุภางค จันทวานิช (2547,หนา 68-72)ไดกลาวถึงลักษณะทีแ่ ตกตางกันของการวิจยั ทัง้ สองวา
การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) หมายถึง กระบวนการที่ผูวิจัยไดเลือกกิจกรรมอยางใด
อยางหนึ่งที่เห็นวาดีเหมาะสมตามความรูความเขาใจของผูวิจัย มาดําเนินการปฏิบัติเพื่อทดลองวา

21
ใชไดหรือไม ประเมินดูความเหมาะสมในความเปนจริง ควบคุมแนวทางปฏิบัติการ แลวนําผล
มาปรับปรุงปฏิบัติการเพื่อนําไปทดลองใหมจนกวาจะไดผลเปนที่พอใจ นําไปใชและเผยแพรได
แตในการวิจัยแบบมีสวนรวม (Participatory Action Research) ขอมูลที่ไดจากการวิจัยทุกขั้นตอน
เปนสิ่งที่ชุมชนหรือชาวบานรวมรับรูและใชประโยชนดวย ชาวบานเปนผูรวมกําหนดปญหาของ
ชุมชนและลูท างแกไขปญหา ชาวบานเปนผูต ดั สินใจและยืนยันเจตนารมณทจี่ ะแกไขปญหาเหลานัน้
กระบวนการวิจยั ดําเนินไปในลักษณะการแลกเปลีย่ นความคิดเห็นระหวางชาวบานกับผูว จิ ยั เพือ่ ใหได
ขอสรุปเปนขั้น ๆ อาจกลาวไดวา กระบวนการสังเคราะหขอสรุปมีลักษณะเชิงวิภาษวิธี (dialectic)
ชาวบานก็จะคอย ๆ เรียนรูต วั เอง ดวยวิธกี ารวิจยั แบบมีสว นรวมนีข้ อ มูลทีไ่ ดจะมีความชัดเจนสะทอน
ความคิดอานของชาวบานตลอดจนนิสัยใจคอ ความตองการและแบบแผนการดําเนินชีวิตของเขา
อยางไรก็ตามขอมูลเหลานี้อาจไมนําไปสูการปฏิบัติการโดยตรงก็ได
ในการวิจัย PAR ผูวิจัยถือวาชาวบานเปนผูรูดีเทา ๆ กับนักวิจัย หรือนักพัฒนาใน
การกําหนดปญ หา และการเลือ กปฏิบัติก ารใด ๆ ก็ต ามที่จ ะนําไปสูก ารพัฒ นาคุณ ภาพชีวิต
ปญหาของการวิจัยจึงเริ่มจากชาวบานดวย ไมใชจากสมมติฐานของผูวิจัยหรือนักพัฒนาฝายเดียว
จะเห็นวาทัง้ สามฝาย คือ ชาวบาน นักวิจยั นักพัฒนา ตางก็มบี ทบาทเทาเทียมกันในการรวมกําหนด
ปญหาและเลือกแนวทางปฏิบัติการ การวิจัยนี้จะเปนการผสมผสานระหวางความรูเชิงทฤษฎีและ
ระเบียบวิธีของนักวิจัย เปาหมายและวัตถุประสงคของนักพัฒนา และความตองการกับความรอบรู
ของชาวบาน
ในแงของวิธีวิจัย การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีสวนรวม ใชวิธีการเชนเดียวกับการวิจยั
เชิงคุณภาพเปนสวนใหญเริม่ ตัง้ แตการเขาสนามและสรางความสัมพันธ การสังเกต การสัมภาษและ
การวิเคราะห ซึ่งจะเนนการมีสวนรวมของฝายชาวบานนอกไปจากฝายนักวิจัยดวย แตการวิจัย
เชิงปฏิบัติการแบบมีสวนรวม มีขั้นตอนมากกวาการวิจัยเชิงคุณภาพ เพราะตองมีการปฏิบัติหรือ
กิจกรรมเพิม่ เขามาตลอดจนการติดตาม และปรับปรุงแกไขกิจกรรมนัน้ อยางไรก็ดกี ระบวนการใน
การทํากิจกรรมและการติดตามยังคงใชวธิ กี ารเชิงคุณภาพเชนกัน โดยมีหลักการทีใ่ ชในการเก็บรวบรวม
ขอมูลดังนี้
หลักการพืน้ ฐานของการเก็บรวบรวมขอมูลคุณภาพ องอาจ นัยพัฒน (2548,หนา153-156)
ไดกลาวถึงเกณฑประเมินคุณภาพในการเก็บรวบรวมขอมูลหลักฐาน และผลการศึกษาวิจยั เชิงคุณภาพ
โดยรวมที่สําคัญ คือ ความถูกตอง/เชื่อถือได (trustworthiness) ซึ่งประกอบดวย
2.1 ความวางใจ (credibility)เปนเกณฑประเมินวาขอมูลหลักฐานและผลการศึกษา
วิจยั ทีไ่ ดตรงกับความเปนจริง (truth value) ทีส่ รรคสรางขึน้ มาจากชุมชนและสังคม (social construction)

22
ตามการรับรูข องบุคคล หรือกลุม บุคคลผูใ หขอ มูลสําคัญ (key informant)หรือไม อยางไร นอกจากนี้
การที่นักวิจัยสามารถพรรณนาถอยคํา ถายทอดความรูความจริงอันหลากหลายตามมุมมองของผูให
ขอมูลไดอยางครบถวนและสอดคลองกัน แสดงวานักวิจยั สามารถเก็บรวบรวมและการตีความหมาย
ขอมูลหลักฐานที่ไดจากภาคสนามเปนไปอยางวางใจได การเพิ่มความวางใจของขอมูลเชิงคุณภาพ
กระทําไดดังนี้
1. การขยายเวลาศึกษาในภาคสนามยาวนานขึ้น (prolonged and persistent
fieldwork) การเขาไปศึกษาวิจัยในภาคสนามเปนระยะเวลายาวนาน คือ ปจจัยสําคัญอยางยิ่งที่ชวย
ใหนักวิจัยมีโอกาส “สัมผัส” สภาวการณตาง ๆ ที่เกิดขึ้น และ “เขาถึง” สภาพความเปนจริงที่
เกี่ยวของกับประเด็นคําถามการวิจัยที่ตองการสืบคนหาคําตอบไดมากยิ่งขึ้นเปนผลใหมั่นใจไดวา
ขอมูลหลักฐาน และผลของการศึกษาวิจัยที่สรรคสรางขึ้นจากขอมูลหลักฐานที่เก็บรวบรวมไดจาก
สนาม สามารถสะทอนความเปนจริงอันหลากหลาย (multiple realities) ที่เกิดขึ้นในชุมชนหรือ
สังคม
2. การตรวจสอบถูกตองโดยบุคคลผูเกี่ยวของ (member checks) เปนวิธีการให
บุคคลผูเกี่ย วของหรือเปนสมาชิกในกลุมผูใ หขอ มูลหลักฐานตาง ๆ ในภาคสนามวิจัย (audience
members) ตรวจสอบความถูกตองครบถวนของขอมูลหลักฐาน และผลการศึกษาวิจยั ทีส่ รรคสรางขึน้
อยางตอเนื่องตลอดกระบวนการแสวงหาความรูความจริง ทั้งที่กระทําอยางเปนทางการและไมเปน
ทางการ เชน การรองขอบุคคลผูใ หสมั ภาษณตรวจสอบความถูกตอง และครบถวนของขอมูลทีจ่ ด
หรือบันทึกได และการประชุมรวมกับกลุมบุคคลผูใหขอมูลสําคัญ เพื่อรองขอใหแสดงทัศนะตอ
ขอมูลหลักฐานที่เก็บรวบรวมไดวา สามารถสะทอนสภาพความเปนจริงที่เกิดขึ้น ตามการรับรู
ของกลุมผูใหขอมูลไดอยางถูกตอง ครบถวน และเพียงพอหรือไม เพียงใด
3. การตรวจสอบโดยกลุม เพือ่ นนักวิจยั (peer examination) เปนวิธกี ารรองขอให
บุคคลผูเ ปนเพือ่ นนักวิจยั ดวยกันใหรายละเอียด วิพากษวจิ ารณแสดงขอคิดเห็นหรือตัง้ ขอสังเกตใด ๆ
เกีย่ วกับขอมูลหลักฐานรวมทัง้ หัวสรุป กลุม หัวขอสรุป และแบบแปลนอันเปนแกนสาระทีว่ เิ คราะหได
จากขอมูลหลักฐานที่เก็บรวบรวมไดจากสนามการวิจัย เพื่อกระตุนเตือนและกํากับบทบาทนักวิจัย
ใหทําการเก็บรวบรวม และวิเคราะหขอมูลโดยปราศจากอคติ หรือความลําเอียงใด ๆ และเพื่อ
ตรวจสอบสมมติฐานชั่วคราว (working hypothesis) ตาง ๆ ที่อาจเผยขึ้นภายในใจของนักวิจัย
ในระหวางเก็บรวบรวมขอมูลในภาคสนาม เปนผลใหการดําเนินกิจกรรมวิจยั ดังกลาวในภาคสนาม
ใหเปนไดดวยความถูกตองเหมาะสม

23
4. การเชือ่ มโยงแบบสามเสา (Triangulation) เปนวิธกี ารทีส่ ะทอนใหเห็นวาขอมูล
หลักฐานและผลการวิจัยที่อาศัยการตีความหมายของขอมูลหลักฐาน ที่เก็บรวบรวมไดมีความวางใจ
ไดวามีความถูกตองตรงกับความเปนจริงที่สรางสรรคขึ้น ในทางปฏิบัติวิธีการนี้กระทําไดโดยใช
วิธกี ารเก็บรวบรวมขอมูลจากหลากหลายแหลง (data triangulation) หลากหลายวิธี (methodological
triangulation) และโดยนักวิจัยหลากหลายคน (investigator triangulation) ดังรายละเอียดในภาพ
ประกอบที่ 2.5 การตรวจสอบความวางใจดวยวิธกี ารนีช้ ว ยใหนกั วิจยั สามารถเขาถึง ขอเท็จจริง (fact)
หรือปรากฏการณตา ง ๆ ทีเ่ กีย่ วของกับคําถามการวิจยั ตามประเด็นยอย ๆ ทีแ่ ยกแยะจากหัวขอปญหา
หรือโจทยการวิจัยที่ตองการสืบคนหาคําตอบไดอยางละเอียดครบถวน และลุมลึกมากยิ่งขึ้น

การใชแหลงขอมูลตางกัน
แหลง ก

แหลง ข

แหลง ค

การใชวิธีการตางกัน

การใชนักวิจัยตางกัน

วิธีการ 1

นักวิจัย A

วิธีการ 2

วิธีการ 3

นักวิจัย B

นักวิจัย C

ภาพประกอบที่ 2.5 การตรวจสอบความไววางใจดวยวิธีการเชื่อมโยงแบบสามเสา 3 รูปแบบ
ที่มา : องอาจ นัยพัฒน (2548, หนา 156)

2.2 ความเชื่อใจ เปนเกณฑประเมินวาขอมูลหลักฐาน ที่รวบรวมไดจากภาคสนาม
และผลการศึกษาวิจยั ทีส่ รรคสรางขึน้ จากกระบวนการแสวงหาความรูค วามจริงดําเนินไปอยางสมเหตุ
สมผล (logical) มั่นคง (stable) สามารถติดตามตรวจสอบได (traceable) มีเอกสาร และหลักฐาน
รองรอยสนับสนุน (documented) หรือไมเพียงใด ความวางใจตามฐานคติเชิงปรัญชาของกระบวน
การทัศนแบบสรรคสรางนิยม ใหความสําคัญในประเด็นการไดผลของการวิจัยที่มีลักษณะคงเดิม
เมื่อทําการวิจัยแบบเดียวซ้ํา (replication) นอยกวาประเด็นการไดผลของการศึกษาวิจัยที่สอดคลอง
กับขอมูลหลักฐานที่เก็บรวบรวมไดเปนสําคัญ ดังนั้น ผลการศึกษาวิจยั ทีไ่ ดจากการตีความหมาย

24
ขอมูลหลักฐาน โดยนักวิจยั จะตองดําเนินไปอยางเชือ่ ใจไดวา มีลกั ษณะเชื่อมโยง หรือเกี่ยวเนื่องกับ
ขอมูลหลักฐานที่เก็บรวบรวมไดจากภาคสนาม (chain of evidence) เชนเดียวกับการเก็บรวบรวม
ประจักษพยานหลักฐานตาง ๆ ในกระบวนการสืบสวนคดีอาชญากรรมของตํารวจเพื่อใชประกอบ
การทําสํานวนคดีสงฟองศาล ถาตํารวจสามารถเก็บรวบรวมหลักฐานไดเชื่อมโยงกับเวลาและเหตุ
การณที่เกิดขึ้นอยางสมเหตุสมผล จะมีผลใหสํานวนที่สงฟองศาลมีความ “ หนักแนน ” หรือมี
“ น้ําหนัก ” เปนที่นาเชื่อได การเพิ่มความเชื่อใจของขอมูลหลักฐาน และผลการวิจัยเชิงคุณภาพ
กระทําไดดังนี้
2.2.1 การตรวจสอบรองรอย (audit trail) เปนการตรวจสอบขอมูลหลักฐานตาง ๆ
เพื่อสืบคนหารองรอยที่แสดงใหเห็นวา มีความเชื่อมโยงระหวางเนื้อหาสาระของประเด็นคําถาม
การวิจัย ขอมูลหลักฐานและผลการวิเคราะหขอมูลหลักฐาน เพื่อตอบประเด็นคําถามวิจัย กัน
อยางสอดคลองกลมกลืน และมีความหมาย หรือไมเพียงใด เอกสารหลักฐานที่ควรตรวจสอบ
รองรอย ไดแก
2.2.1.1 แหลงขอมูลหลักฐานและการบันทึกขอมูลหลักฐานจากการ
เก็บ รวบรวมในภาคสนาม
2.2.1.2 การวิเคราะห และตีความหมายเพื่อลดขนาดขอมูลหลักฐาน
2.2.1.3 การกอรูปหรือสรรคสรางความรูความจริงขึ้นใหม และบทสรุปที่
ไดจากการสังเคราะห
2.2.1.4 บันทึกเกีย่ วกับกระบวนการและระเบียบวิธแี สวงหาความรูค วามจริง
2.2.1.5 เอกสารหลักฐานบงชี้มูลเหตุจูงใจ
2.2.1.6 สารสนเทศที่ เ กี่ ย วขอ งกับ การสร า ง และพั ฒ นาขอ คํา ถามใน
แบบสัมภาษณและการสังเกตการณ
การตรวจสอบรองรอยของสิ่งเหลานี้ กระทําในลักษณะเดียวกับการตรวจสอบ
เกี่ยวกับการเงิน (fiscal audit) ที่นักตรวจสอบบัญชี “ มืออาชีพ ”เปนผูใหความรับรองความถูกตอง
แทจริงของบัญชี (account authentication) ในที่นี้การตรวจสอบรองรอยทําไดโดยใหมีผูเชี่ยวชาญ
ที่เกี่ยวของกับหัวขอปญหาวิจัยที่สนใจแสดงบทบาทเปน “ ผูตรวจสอบภายนอก ” และมีนักวิจัย
คอยชวยอํานวยความสะดวกในกระบวนการตรวจสอบ เชน คอยตอบคําถาม หรือแสดงเอกสาร
หลักฐานตาง ๆ ใหแกผูตรวจสอบภายนอก เมื่อกระบวนการตรวจสอบเอกสารหลักฐานสิ้นสุดลง
ผูเชี่ยวชาญจะประเมินวากระบวนการแสวงหาความรูความจริงทุกขั้นตอน สามารถใหความเชื่อใจ
ไดหรือไมเพียงใด จากการพิจารณารองรอยขอมูลหลักฐานสําคัญทั้งหมดที่เกี่ยวของ

25
2.2.2 การตรวจสอบโดยศึกษาจากทัศนะของนักวิจัย (investigator’s position)
เป น การตรวจสอบทา ที หรื อ จุ ด ยืน ของนัก วิจัย ที่มีตอ กระบวนการแสวงหาความรูค วามจริง
ซึ่งประกอบดวย
2.2.2.1 หัวขอปญหา หรือโจทยการวิจัย
2.2.2.2 กระบวนทัศนในการแสวงหาความรูความจริง
2.2.2.3 แนวคิดทฤษฎีที่ใชเปนกรอบอางอิง
2.2.2.4 ระเบียบวิธีการแสวงหาความรูความจริง
2.2.2.5 การเลือกตัวอยาง และวิธีการเก็บรวบรวมขอมูลหลักฐาน
2.2.2.6 การวิเคราะหและตีกรอบความหมายขอมูลหลักฐานเพือ่ ในการปฏิบตั ิ
นักวิจัยควรเปดเผยจุดยืนทางทัศนะของตนเองที่มีตอประเด็นขางตน ดวยการอธิบายไวในรายงาน
การวิจัย ทั้งนี้เพื่อใหผูเชี่ยวชาญในฐานะผูต รวจสอบภายนอกนักวิจยั คนอืน่ ๆตลอดจนผูอ า นรายงาน
การวิจยั ทัว่ ไป ไดใชเปนขอมูลหลักฐานประเมินความเชื่อใจ
2.2.3 การเชื่อมโยงแบบสามเสา (triangulation) วิธีการนี้นอกจากจะใชสําหรับ
ตรวจสอบความวางใจของขอมูลหลักฐาน และผลการวิเคราะหขอมูลหลักฐานที่เก็บรวบรวมได
รวมทั้งการดําเนินงานวิจัยในขั้นตอนอื่น ๆ แลว ยังสามารถนํามาใชในการตรวจสอบความเชื่อใจ
ไดอีกดวย โดยเฉพาะอยางยิ่งวิธีการเชื่อมโยงแบบสามเสาที่ใชวิธีเก็บรวบรวมขอมูลแตกตางกัน
(Merriam, 1998, หนา 156 )
2.3 ความรับรอง (conformability) เปนการตรวจสอบที่แ สดงใหเห็น วา ผลของ
การศึกษาวิจยั ไมใชเปนสิง่ ทีแ่ ตงเติมหรือสรางสรรคขนึ้ มาจากอารมณ ความรูส กึ หรือจินตนาการใด ๆ
ของนักวิจัย กลาวโดยหลักการแลว นักวิจัยสามารถทําการตรวจสอบการใหความรับรองไดโดย
การอธิบายหรือแสดงเอกสารหลักฐานสําคัญประกอบการอธิบายในรายงานการศึกษาวิจัยคืออะไร
และกระบวนการสังเคราะหขอมูลหลักฐานการวิจัยที่นําไปสูขอสรุปผลของการศึกษาวิจัยดังกลาว
มีลักษณะเปนอยางไร ถาสามารถแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นหลักตามที่ระบุนี้ไดอยางชัดเจน
แสดงวาขอมูลหลักฐาน และผลของการศึกษาวิจัยมีคุณภาพสมควรใหการรับรอง หรือยืนยันไดวา
การดําเนินงานวิจัยทั้ง 2 ขั้นตอน เปนสิ่งที่ถูกตองตามความเปนจริง และหลักวิชา ไมใชเกิดจาก
จินตนาการที่เลื่อนลอยของนักวิจัย ในทางปฏิบัติการตรวจสอบการใหความรับรองมักนิยมกระทํา
รวมกับการตรวจสอบความเชือ่ ใจ เชน ใชวธิ กี ารตรวจสอบรองรอยเพือ่ ติดตามสืบเสาะ จากหลักฐาน
รอยรอยตาง ๆ ทีเ่ กิดขึน้ จากการทําวิจยั เชน สมุดบันทึกการสังเกตการณในภาคสนาม (field note)
และใบสําเนาถอดเสียงถอยคําสัมภาษณ (interview triangulation)

26
3. การสังเกตแบบมีสวนรวมพอประมาณ (moderate participation) (องอาจ นัยพัฒน,
2548, หนา 169-174)
เปนการสังเกตการณทนี่ กั วิจยั ปรับบทบาทของตนเอง ใหสมดุลระหวางการเปนผูส งั เกตการณ
และการเปนผูเขารวมที่มีความสัมพันธอันดีกับสมาชิกคนอื่น ๆ ที่อยูในชุมชนที่เขาไปศึกษาวิจัย
มีความผสานบทบาทระหวางการเปนนักวิจยั ในฐานะบุคคลภายนอกชุมชน และการเปนสมาชิกชุมชน
ในฐานะบุคคลภายในชุมชนเขาดวยกันอยางเหมาะสม ดวยการเขาไปสังเกตการณ และมีปฏิสัมพันธ
รวมกับสมาชิกคนอืน่ ๆ ผานทางการทํากิจกรรมของชุมชนบางประการ เชน การทีน่ กั วิจยั ขออนุญาต
ผูบริหารโรงเรียนแหงหนึ่ง เขาไปทําการสอนเด็กที่ความบกพรองทางสติปญญาเรียนรวมชั้นกับ
เด็กปกติ
3.1 ประเภทของสิ่งที่ตอ งการสังเกตการณ นักวิจัย อายรูสึก สับสนไมทราบวาจะ
สังเกตการณสงิ่ ใดดีเพราะขอบเขตบริบทของสิง่ ทีต่ อ งการสังเกตการณกวางขวาง และมีความซับซอน
รายการของสิ่งที่นักวิจัยจะตองสังเกตการณ สามารถจําแนกไว 6 ประเภท ดังนี้
3.1.1 สถานที่ / บริบทแวดลอมทางกายภาพ (physical setting / context) ไดแก
การสังเกตสภาพแวดลอมทางกายภาพโดยทั่วไปวา มีสภาพลักษณะเปนอยางไร มีวัตถุสิ่งกอสราง
ทรัพยากรและเทคโนโลยีอะไรบางที่อยูในสถานที่สังเกตการณ มีการจัดแบงพื้นที่เปนสวนตาง ๆ
อยางไร และมีสภาพลักษณะของอาณาบริเวณโดยรอบสถานที่สังเกตการณเปนอยางไร
3.1.2 ผูม สี ว นรวม (participants) ไดแก การพรรณนาวาใครเปนผูม สี ว นรวมในฉาก
(scene) หรือสถานที่ทําการสังเกตการณ และผูมีสวนรวมมีจํานวนกี่คน รวมทั้งมีบทบาทอยางไร
อะไรเปนสาเหตุทําใหบุคคลเหลานั้นเขามารวมกลุมกันได ใครเปนผูนําที่ทําใหเ กิดการรวมกลุม
ใครบางที่ไมไดอยูในฉากที่ทําการสังเกต และใครควรเปนผูไดรับการคาดหมายวาจะอยูในฉากและ
อะไรคือลักษณะที่เกี่ยวของรวมกันของผูมีสวนรวมในสถานที่ทําการสังเกตการณ
3.1.3 แบบแผนการกระทําและปฏิสัมพันธ (activities and interactions) ไดแก
การสังเกตวา มีการกระทํา หรือพฤติกรรมอะไรบางที่เกิดขึ้นอยางเปนกระบวนการตอเนื่องจนเปน
แบบแผน เชน คานิยม และขนบธรรมเนียมในการอบรมเลี้ยงดูบุตรหลานของผูสูงอายุ สมาชิก
ของชุมชนมีปฏิสัมพันธกันอยางไร อะไรคือบรรทัดฐาน หรือกฎเกณฑที่เปนโครงสรางยึดเหนี่ยว
แบบแผนการกระทํา และปฏิสัมพันธของสมาชิกของชุมชนที่นักวิจัยเขาไปสังเกตการณ
3.1.4 การสนทนา (conversation) ไดแก การสังเกตการณเกี่ยวกับเนื้อหาสาระที่
อยูในถอยคําสนทนาระหวางบุคคลในฉาก หรือสถานทีท่ าํ การศึกษาวิจยั วาคืออะไร มีใครสนทนากับ
ใคร มีใครเปนผูพูด หรือสงสารออกไป มีใครเปนผูฟง หรือรับสาร รายละเอียดที่อยูในถอย

27
คํา วลี หรือประโยค รวมทั้งบทสรุปในการสนทนาคืออะไร และมีความหมายอยางไร ตลอด
จนจังหวะการพูด การนิ่งเงียบ และอากัปกิริยาตาง ๆ ในขณะสนทนาเปนอยางไร
3.1.5 ปจจัยแฝงเรน (subtle factors) ไดแกแบบแผนการกระทําทั้งที่เกิดขึ้น
อยางเปนทางการ และไมไดวางแผนไว ความหมายโดยนัยที่แฝงอยูในถอยคํา หรือสํานวนทาง
ภาษา และสัญลักษณใด ๆ ที่ปรากฏบนสิ่งประดิษฐทางวัฒนธรรม (artifact) และการสนทนา
ที่ไมใชถอยคําสํานวนภาษา เชน การแตงกาย และรองรอยชี้แนะตาง ๆ
3.1.6 พฤติกรรมของนักวิจยั (your own behavior) เนือ่ งจากนักวิจยั เปนเพียงสวน
หนึง่ ของฉากที่ทําการสังเกตการณ ดังนั้นนักวิจัยจะตองสังเกตการณบทบาทของตัวนักวิจัยเองวามี
สภาพลักษณะอยางไรขณะทําการสังเกตการณสิ่งอื่น ๆที่อยูในฉาก นักวิจัยพูดและทําอะไรบาง
แนวคิด หรือความเชื่ออะไรบางที่มีอยูในตัวของนักวิจัย ขณะทําการสังเกตการกระทํา พฤติกรรม
หรือเหตุการณที่เกิดขึ้นในฉากสิ่งเหลานี้จะตองไดรับการบันทึกไวประกอบการสังเกตในภาคสนาม
3.2 กระบวนการในการสังเกตการณ กระบวนการเก็บรวบรวมขอมูลในภาคสนาม
สามารถจําแนกเปนขั้นตอนตาง ๆ ไดดังตอไปนี้
3.2.1 การเตรียมความพรอม เปนการเตรียมตัวของนักวิจัยในสวนที่เกี่ยวของ
กับการศึกษา สภาพลักษณะทางกายภาพของชุมชนที่เปนสถานที่หรือสนามของการวิจัย รวมทั้ง
สภาพลักษณะทางสังคมของชุมชนแหงนั้น อยางกวาง ๆ ซึ่งสามารถกระทําโดยการศึกษาแผนที่
หรือเอกสารที่เกี่ย วของกับชุมชน เพื่อเปนประโยชนสําหรับการเดินทาง และการปรับตัวให
กลมกลืนเขากับสภาพชุมชน นอกจากนี้ในกรณีที่นักวิจัยเก็บรวบรวมขอมูลในรูปของคณะทํางาน
นักวิจัยจะตองจัดประชุมเพื่อทําความเขาใจกับผูรวมงานในประเด็นเกี่ยวกับจุดมุงหมาย และคําถาม
การศึกษาวิจัย วิธีการสังเกตและบันทึกขอมูลหลักฐาน ตลอดจนการนัดหมาย การแบงภาระงาน
รับผิดชอบและปรึกษาหารือในระหวางการเก็บรวบรวมขอมูลหลักฐานสําหรับในกรณีที่ส มาชิก
บางคนมีประสบการณ และทักษะในการเก็บรวบรวมขอมูลหลักฐานในภาคสนาม โดยใชวิธีการ
สังเกตการณนอย นักวิจัยจะตองจัดฝกอบรม เพื่อเพิ่มพูนทักษะในการสังเกตการณ
3.2.2 การเขาสูและการสรางความคุนเคยกับบริบทของสถานที่ศึกษาวิจัย เปน
การดําเนินงานในขั้นตอนแนะนํา หรือแสดงตัวกับตัวอยางผูใหขอมูล หรือบุคคลที่เกี่ยวของกับ
การศึกษาวิจัยรูจัก และรับทราบบทบาทของตนเอง หรือสมาชิกคนอื่นในคณะทํางานอยางชัดเจน
นักวิจัยตองพยายามสรางความคุนเคยกับอาคารสถานที่ รับรูบรรยากาศทั้งกายภาพ และจิตภาพ
ภายในอาณาบริเวณสถานที่ศึกษาวิจัยและที่อยูโดยรอบ รวมทั้งสรางสัมพันธภาพอันดีกับบุคคล
หรือกลุมบุคคลที่ใหขอมูล โดยพยายามทําความเขาใจ และ “ อาน ” ความรูสึกนึกคิดผานทาง
อากัปกิริยาของบุคคลเหลานั้น

28
3.2.3 การสังเกตการณและการบันทึกขอมูล นักวิจยั ควรเริม่ ตนขัน้ ตอนสังเกตการณ
และบันทึกขอมูลการสังเกตการณเมือ่ สิง่ ตาง ๆ ในสนามหรือสถานทีศ่ กึ ษาวิจยั ดําเนินไปตามสภาวการณ
ปกติดงั ทีเ่ คยเปนมากอนทีน่ กั วิจยั จะเขามาทําการศึกษาวิจยั โดยนักวิจยั ควรคํานึงถึงหลักการสังเกตการณ
และการบันทึกผลการสังเกตการณที่สําคัญ ดังนี้
3.2.3.1 มีลักษณะเจาะจงตรงกับจุดมุงหมายของการศึกษาวิจัยเปนหลัก
พรอมกับมีความยืดหยุน ตอการสังเกตการณสงิ่ อืน่ ๆ เมือ่ เห็นวาสิง่ นัน้ มีความสําคัญและเกีย่ วของกับ
ประเด็นคําถาม และหัวขอปญหาการวิจัย
3.2.3.2 พยายามแยกความรูสึก ลําเอียง หรืออคติสวนตัว นักวิจัย จะตอง
พยายามแยกความรูสึกออกจากบุคคล กลุมบุคคล หรือสิ่งที่ประสงคสังเกตการณเทาที่จะเปนไปได
เพื่อใหขอมูลหลักฐานของการสังเกตการณที่ไดรับมีความถูกตอง / เชื่อถือได
3.2.3.3 สังเกตการณและบันทึกขอมูลหลักฐานอยางละเอียด นักวิจยั จะตอง
สังเกตการณและบันทึกขอมูลหลักฐานอยางละเอียดลุมลึก และครอบคลุมครบถวนประเด็นคําถาม
การวิจัยที่ตองการแสวงหาคําตอบ
3.2.3.4 บันทึกขอมูลที่ไดจากการสังเกตการณอยางทันทวงที นักวิจัยควร
บันทึกผลการสังเกตการณเก็บไวเปนหลักฐานอยางทันทวงทีเมื่อมีเหตุการณที่เกี่ยวของกับประเด็น
ที่สนใจเกิดขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการบิดเบือน หรือความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นจากการลืมเลือน ซึ่งในทาง
ปฏิบัตินักวิจัยอาจกระทําไมได เชน เมื่ออยูตอหนาบุคคลที่ตองการสังเกต หรือเหตุการณที่ตองการ
สังเกตเกิดขึ้นรวดเร็วมาก ในกรณีนี้นักวิจัยอาจจดบันทึกเฉพาะคําสําคัญ (key word) ในกระดาษ
บันทึกแผนเล็ก ๆ เพื่อเตือนความจํา และรีบทําการบันทึกอยางละเอียดทันที่เมื่อมีโอกาสเหมาะสม
เพื่อปองกันการลืมเมื่อเวลาผานไปนาน นอกจากนี้ควรจดบันทึกสภาพลักษณะของบริบททางดาน
กายภาพ และสังคมประกอบเหตุการณที่เกิดขึ้นเสมอ เชน วาดแผนผัง หรือถายภาพอาณาบริเวณ
ที่ทําการสังเกตการณ พรอมทั้งระบุตําแหนงที่นําวิจัยทําการสังเกตการณ อยางไรก็ตามนักวิจัย
จะตองไมใชเวลายาวนาน และรบกวนสภาพความเปนปกติของสิ่งตาง ๆ ที่ตองการสังเกตการณ
มากเกินไป
3.2.3.5 จัดสรรเวลาสังเกตการณและบันทึกผลการสังเกตการณเหมาะสม
นักวิจัยไมควรสังเกตการณโดยปราศจากการบันทึก หรือทําการบันทึกผลการสังเกตการณนอยมาก
หรือมุงเนนบันทึกขอมูลจนทําการสังเกตการณไมครอบคลุมครบถวน หรือสูญเสียโอกาสพบเห็น
เหตุการณที่สําคัญไปอยางนาเสียดาย

29
3.2.3.6 เก็บผลการสังเกตการณจากภาคสนามอยางปลอดภัย นักวิจัยตอง
เก็บรักษาสมุดบันทึกผลการสังเกตการณไวในที่ปลอดภัยตอการเขาถึงไดงาย จากบุคคลอื่น ๆ และ
ควรถายสําเนาเก็บไวอยางนอยจํานวน 2 ชุด เพื่อปองกันการสูญหายหรือฉีกขาด
3.2.4 การตรวจสอบคุณภาพของขอมูลผลการสังเกตการณ เปนการตรวจสอบ
คุณภาพของขอมูลผลการสังเกตการณทบี่ นั ทึกได วามีความวางใจและความเชือ่ ใจไดมากนอยเพียงไร
ซึง่ กระทําไดหลายวิธี เชน การปรึกษาและพูดคุยกับบุคคลอืน่ ๆ เชน กลุม เพือ่ นักวิจยั ทีส่ งั เกตการณ
ดวยกัน หรือตัวอยางผูใ หขอ มูลสําคัญ (key informant)ในเรือ่ งทีก่ าํ ลังศึกษา การตรวจสอบดวยวิธกี าร
เหลานีอ้ าจชวยใหมองเห็นขอบกพรองในขอมูลทีไ่ ดทาํ การบันทึกได และยังปองกันความคลาดเคลือ่ น
ที่อ าจเกิด ขึ้น จากการสัง เกตการณ หรือ อาจใชวิธีก ารสัง เกตการณซ้ําเพื่อ เปรีย บเทีย บผลของ
การสังเกตการณวามีความสอดคลองกันหรือไม
3.2.5 การถอนตัวออกจากสถานทีศ่ กึ ษาวิจยั นักวิจยั ควรเตรียมตัวออกจากสถานที่
ศึกษาวิจัย ในระยะกอนที่การเก็บรวบรวมขอมูลหลักฐานจะสิ้นสุดลง เพื่อกลาวลาตัวอยางผูถูก
สังเกตการณ รวมทั้งบุคคลอื่น ๆ ที่อํานวยความสะดวกในการศึกษาวิจัยและชวยคลี่คลายความรูสึก
ผูกพันทางอารมณระหวางนักวิจัยและบุคคลอื่นอยางเหมาะสม และความรูสึกดีตอกันควรจะยังคง
อยูตอไปภายหลังจากที่นักวิจัยลาจากไปแลว
4. เทคนิควิธีการสัมภาษณ (องอาจ นัยพัฒน , 2548, หนา 174 – 176)
เปนวิธีการเก็บรวบรวมขอมูลหลักฐาน โดยใชการสนทนาหรือการเจรจาโตตอบอยางมี
จุดมุงหมายระหวางบุคคล 2 ฝาย คือ นักวิจัยในฐานะผูสัมภาษณและตัวอยางผูใหขอมูลหลักฐาน
การวิจยั ในฐานะผูถ กู สัมภาษณ ภายใตบรรยากาศของการมีปฏิสมั พันธอนั ดีระหวางกันและลักษณะ
การสนทนาเปนไปอยางยืดหยุน นอกจากนีใ้ นระหวางทําการสัมภาษณเพือ่ เก็บรวบรวมขอมูลหลักฐาน
การวิจยั ตัวอยางผูใ หขอ มูลหลักฐานการวิจยั มีโอกาสรองขอใหนกั วิจยั อธิบายความหมายของคําถาม
ทีใ่ ชสมั ภาษณเมือ่ มีขอ สงสัยเกิดขึน้ ในขณะทีน่ กั วิจยั ก็สามารถซักถามรายละเอียดบางอยางเพิม่ เติมได
เมื่อเห็นวาขอมูลที่ไดรับยังขาดความชัดเจนและความครอบคลุมลุมลึกพอ การสัมภาษณสามารถ
จําแนกการสัมภาษณตามลักษณะโครงสรางของการสัมภาษณได 3 ประเภท คือ
4.1 แบบมีโครงสรางหรือแบบมีมาตรฐาน (Structured/Standardized Interview)
เปนการสัมภาษณที่มีการวางแผนจัดเตรียมชุดคําถาม และวิธีการสัมภาษณอยางเปนระบบ และ

30
ขัน้ ตอนลวงหนา มีการดําเนินงานแบบเปนทางการภายใตกฎเกณฑ หรือมาตรฐานเดียวกัน กลาวคือ
นักวิจัยในฐานะผูสัมภาษณใชขอคําถามชุดเดียวกันและมีการเรียงลําดับกอนและหลังของขอคําถาม
เหมือนกัน ซึ่ง การตั้ง คําถามในลักษณะนี้ ความจริงก็คือ การสัมภาษณโดยใชแ บบสอบถาม
(questionnaire – driven interview) เพราะคําถามที่ใชในการสัมภาษณมีทั้งคําถามที่ตองการคําตอบ
เฉพาะเจาะจง เชน คําถามที่ตองการขอมูลทางดานชีวสังคม (socio – demographic data) อาทิเชน
อายุ อาชีพ รายได และระดับการศึกษา และคําถามที่เปดโอกาสใหตอบไดตามความตองการ เชน
ความคิดเห็น ทัศนะ หรือขอเสนอแนะที่มีตอสิ่งใด ๆ ลักษณะคําถามในการสัมภาษณแบบนี้
เปนไปในทํานองเดียวกับขอคําถามปลายปด และคําถามปลายเปดที่อยูในแบบสอบถาม
4.2 แบบกึ่ง มีโ ครงสรา ง (semi - structured interview ) เปนการสัมภาษณที่มี
การวางแผนการสัมภาษณไวกอนลวงหนา อยางเปนขั้นตอนแบบเขมงวดพอประมาณ ขอคําถาม
ในการสัมภาษณเปนแบบมีโครงสรางแนนอนตายตัว
โดยนักวิจัยตองทําการสัมภาษณตองถาม
ในกรอบที่เตรียมมา และแบบมีโครงสรางยืดหยุน โดยผูสัมภาษณสามารถตั้งคําถามขึ้นเองใน
ขณะทําการสัมภาษณ โดยยึดสาระสําคัญของขอคําถามที่จัดเตรียมไวเปนแนวทาง เมื่อพิจารณา
เห็นวาการตอบคําถามดังกลาว มีความเหมาะสมกับสภาวการณในขณะนั้น และทําใหไดรับ
ขอมูลหลักฐานที่มีความละเอียดถูกตอง และครอบคลุมครบถวนในประเด็นที่ตองการทราบ
4.3 แบบไมมโี ครงสรางหรือแบบไมเปนทางการ (unstructured / informal interview) เปน
การสัมภาษณที่ไมมีการกําหนดกฎเกณฑเกี่ยวกับคําถาม และลําดับขั้นตอนของการสัมภาษณไว
ลวงหนา เพื่อสํารวจสภาวการณเรียนรู หรือทําความเขาใจเบื้องตน เกี่ยวกับปรากฏการณ และ
บริบทแวดลอมที่ตองการศึกษาวิจัย นักวิจัยสามารถตั้งขอคําถาม สําหรับใชสัมภาษณในลักษณะ
ไตสวน และตะลอมใหตัวอยางผูเขารวมในการวิจัย เปดเผยขอมูลหลักฐานแทจริงและตรงกับ
ประเด็นที่สนใจ ในทางปฏิบัติการเก็บรวบรวมขอมูลหลักฐานโดยใชสัมภาษณประเภทนี้ จะตอง
อาศัยนักวิจัยที่มีประสบการณในการทํางานวิจัยภาคสนาม และมีทักษะในการสัมภาษณเปนอยางดี
จึงจะสามารถดําเนินการไดอยางเปนธรรมชาติและไดขอ มูลหลักฐานทีม่ คี ณ
ุ ภาพโดยไมรบกวนความ
เปนสวนตัวของตัวอยางผูใ หขอ มูลหลักฐาน และความเปนปกติของบริบทในการวิจยั มากเกินไป
5. แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับกระบวนการประชาพิจัย(PR&D)
การทําประชาพิจัยมีหลักสําคัญอยู 7 อยาง(เสรี พงศพิศ, 2546,หนา 94-97) คือ

31
5.1 การรูจ กั ตัวเอง รูจ กั โลก มีสติรตู วั เองวาเปนใคร สถานภาพอะไร รูค วามแตกตาง
ระหวางความจําเปนกับความตองการ รูจุดหมายของชีวิต รูเทาทันสังคมและโลก โดยเฉพาะลัทธิ
บูชาเงินและสังคมบาบริโภค ที่ทําใหคนหลงไหลและวิ่งไลตามกระแสการบริโภคนิยมจนหลงทาง
รูจัก ยับยั้ง ชั่ง ใจกับสิ่งเยายวน มีชีวิต อยูกับ ความเรียบงายพอเพียง รูจัก แสวงหาความสุขภายใน
มากกวาภายนอกที่ผิวเผินซึ่งเปนเพียงการกลบเกลื่อนความทุกขที่ทับบถมอยูภายใน มีความจริงใจ
ในการแสวงหาความหมายของชีวิต และความสุขที่แทจริง
5.2 การรูจ กั รากเหงาและเอกลักษณของตน รูจ กั ประวัตศิ าสตรของตนเอง มาจากไหน
เมื่อไร อยางไร มีวิถีชีวิตแบบไหน ประเพณีวัฒนธรรมอะไร คนที่ไมรูจักรากเหงาของตนเอง
เปนคนไมมีอดีต คนไมมีอดีตเปนคนไมมีอนาคต คนอื่นจะเปนผูกําหนดอนาคตให ชีวิตเหมือน
ลูกไกอยูในกํามือของผูอื่นจะบีบก็ตายจะคลายก็รอด คนเชนนี้ไมมีเอกลักษณ ไมมีความเปนตัว
ของตัวเอง ตัดสินใจเองไมได ไมมีความภูมิใจในตนเอง ในรากเหงาเผาพันธุเพราะไมรูจัก ไมเคย
สนใจ
5.3 การรูจักศักยภาพและทุน ศักยภาพหมายถึงพลังภายในที่ยังไมพัฒนา หรือยัง
พัฒนาไมเต็มที่ ศักยภาพนี้มีทั้งทรัพยากรตาง ๆ ในทองถิ่นที่คนมองขามหรือไมรู ไมเขาใจเพราะ
ไมคนหา ไมถามคนเฒาคนแกที่อ ยูใ นบาน ไมสนใจความรูภูมิปญ ญาซึ่งเปนทุนที่สําคัญ ทุน
ซึ่งไมไดหมายถึงเพียงเงิน แตหมายถึงทรัพยากร ผลผลิต ความรูภูมิปญญา ทุนทางสังคมหรือ
ความเปนพี่เปนนอง จารีตประเพณี หลักธรรมคําสอน
5.4 การรูรายรับ รายจาย หนี้สิน ปญหา การทําบัญชีเพื่อใหรูสถานภาพของตน
เปนเรื่องที่ชาวบานอาจไมคุนเคย แตวันนี้ที่สังคมเปลี่ยนจากการทํามาหาอยูหากินมาหาเงินซื้ออยู
ซื้อกิน ถาหากไมรูสถานภาพของตนเองวารับเทาไร จายเทาไร หนี้เทาไร ก็ไมมีทางแกปญหา
ตาง ๆ ได เพราะไมอาจวางแผนไดวา จะมีเงินเหลือเทาไร จะลดรายจายไดเทาไร จะทําอะไรทดแทน
และจะเพิ่มรายไดอยางไร รวมทั้งการเรียนรูจักปญหาตาง ๆ ที่ลวนมีความเชื่อมโยงกันหมด ไมวา
ปญหาทางเศรษฐกิจ ปญหาสังคม ปญหาสิ่งแวดลอมและปญหาสุขภาพ
5.5 การเรียนรูตัวอยางความสําเร็จของชุมชนอื่น มีหลายชุมชนที่ไดเดินหนาไปกอน
เคยมีปญหาเหมือนกับชุมชนอื่น ๆ แตแกไขปญหาของตนเองได หรืออยางนอยก็กําลังแกไขอยู
ดวยความมั่นใจ ไปเรียนรูจากชุมชนเหลานี้เพื่อจะไดเขาใจวา พวกเขาเดินหนาไปกอนไดอยางไร
ไมจาํ เปนตองเลียนแบบโครงการหรือกิจกรรมตาง ๆ เพราะแตละชุมชนมีสภาพแวดลอมทีแ่ ตกตางกัน
ควรเรียนรูวิธีคิดมากกวายึดติดรูปแบบจะไดแรงบันดาลใจ คือ ไดกําลังใจและปญญา ไดกําลังใจ

32
อยางเดียวไมพอ เพราะถาพบปญหาอุปสรรคกําลังใจอาจจะหมด แตถาหากไดความรูและปญญา
แมจะพบปญหาก็อาจจะทอแตไมถอย พรอมที่จะสูตอจนประสบความสําเร็จ
5.6 การวิเคราะหขอมูลชุมชนและคนหาทางเลือกใหม นําขอมูลที่ไดจากการสํารวจ
วิจัยชุมชนของตนเอง ขอมูลที่ไดจากการไปเรียนรูหรือดูงานหรือไปศึกษาจากเอกสารมา ขอมูล
ที่ไดจากการระดมความคิดจากคนในชุมชน วาตองการใหชุมชนของตนเองเปนอะไรในอนาคต
แลวนํามาหาทางเลือกใหม โดยกระบวนการที่เรียกวาประชาพิจัย รวมแรงรวมใจ รวมไมรวมมือ
รวมคิดรวมทํา เพื่อใหชุมชนในอุดมคติที่คาดหวังไวเปนจริงใหได
5.7 รางแผนแมบทและทําประชาพิจารณ ลงมือเขียนแผนแมบทชุมชนจากขอมูล
เหลานี้ แผนแมบทเปนเครื่องมือเพื่อไปใหถึงจุดหมายปลายทาง หรือไปใหถึงชุมชนในอุดมคติ
ที่ทุกคนอยากเห็น คือ ชุมชนเขมแข็งและพึ่งตนเองได จากนั้นทําประชาพิจารณเพื่อทุกคนจะได
ระดมพลังความคิดและสติปญญาใหไดแผนชีวิตที่ดีที่สุด และทุกคนมีสวนรวมจะไดรวมมือกัน
นําไปทําใหเปนจริง
6. หลักวิชาทีเ่ กีย่ วของกับการวิจยั และพัฒนา (เฉลียว บุรภี กั ดี, 2548,หนา3.2/38-3.2/39)
การวิจัยและพัฒนา (Research and Development) หรือเรียกโดยยอวา R & D นั้น
เปนกระบวนการแกปญหาหรือการบรรลุเปาหมายโดยทําการวิจัยและทําการพัฒนาควบคูกัน ไป
เปนลําดับขั้นตอน ดังแสดงในภาพประกอบที่ 2.6

33

DOO
กิจกรรมวิจัยสํารวจและ
วิเคราะหสภาพปญหา

R1A

R1O

ปญหาหรือความตองการที่ตองมี R&D
ขั้น DO
ความรูความเขาใจเกี่ยวกับสภาพปญหา
ขั้น R1

กิจกรรมพัฒนา
ความชัดเจนของปญหาเปา

D1A

D1O

ปญหาเปาที่ชัดเจนคือการขาดแผนที่มาจาก
การมีสวนรวมของประชาชน
ขั้น D1

กิจกรรมวิจัยคนควา
และลองผิดลองถูก

R2A

R2O

ไดขอความรูวิธีแกปญหาเปาหลากหลายวิธี
ประชาพิจัยในการจัดทําแผนชุมชน ขั้น R2

กิจกรรมพัฒนาสังเคราะห
ขอความรูใหไดยุทธศาสตร
กิจกรรมวิจัยเพื่อทดลอง
ตรวจสอบสมมติฐาน
กิจกรรมพัฒนาปรับปรุง
พัฒนายุทธศาสตร
กิจกรรมการจัดสาธิต
การแกปญหาเปา

D2A

D2O

แผนการหรือยุทธศาสตรที่สรางขึ้นเปน
สมมติฐาน
ขั้น D2

R3A

R3O

ขอสรุปวายุทธศาสตรนี้ใชไดผลดี
หรือตองปรับปรุง
ขั้น R3

D3A

D3O ไดยุทธศาสตรที่สมบูรณ

D4A

D4O1

ปญหาเปาที่จุดสาธิตไดรับการแกไขหมดไป

D4O2

ความรูวิธีการแกปญหาเปาเผยแพรไปยังผูชม
การสาธิต
ขั้น D4

RA = Research Activity ; RO = Research Outcome ; DA = Development Activity
DO = Development Outcome ; ตัวเลข = ลําดับที่ ; ลูกศร = นําไปสู

ภาพประกอบที่ 2.6 ลําดับขั้นตอนของกระบวนการวิจัยและพัฒนา
ที่มา : เฉลียว บุรีภักดี (2548, หนา 3.2/38)

ขั้น D3

34
7. หลักวิชาการวิจัยยุทธศาสตรการพัฒนา
การวิจยั ยุทธศาสตรการพัฒนา หมายถึง การนําเอายุทธศาสตรการพัฒนาทีไ่ ดมาจากการคนหา
ครั้งแรกและมีคุณคาควรแกการตรวจสอบอีกครั้ง นําไปตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งเพื่อใหแนใจวาเปน
ยุทธศาสตรการพัฒนาที่ใชไดดีจริง
สามารถจําแนกรูปแบบของการวิจัยยุทธศาสตรการพัฒนาไดเปน 8 รูปแบบ โดยที่ 5
รูปแบบแรกเปนการวิจัยยุทธศาสตรโดยตรงและ 3 รูปแบบหลัง เปนการวิจัยยุทธศาสตรการพัฒนา
โดยออม หรือจะเรียกวาเปนการเสริมยุทธศาสตรการพัฒนาก็ได ดังนี้
รูปแบบที่ 1 การวิจัยตรวจสอบยุทธศาสตรการพัฒนา
รูปแบบที่ 2 การวิจัยปรับปรุงยุทธศาสตรการพัฒนา
รูปแบบที่ 3 การวิจัยถายโอนยุทธศาสตรการพัฒนา
รูปแบบที่ 4 การวิจัยปรับใชยุทธศาสตรการพัฒนา
รูปแบบที่ 5 การวิจัยสรางยุทธศาสตรการพัฒนา
รูปแบบที่ 6 การวิจัยวิเคราะหหรือประเมินความตองการพัฒนา
รูปแบบที่ 7 การวิจัยตรวจสอบหลักวิชาหรือทฤษฎี
รูปแบบที่ 8 การวิจัยวิเคราะหหรือประเมินโครงการพัฒนา
ในการวิจยั ครัง้ นีผ้ วู จิ ยั เลือกใชรปู แบบที่ 5 การวิจยั สรางยุทธศาสตรการพัฒนา ซึง่ มีขนั้ ตอน
การดําเนินงาน ดังตอไปนี้
รูปแบบที่ 5 การวิจัยสรางยุทธศาสตรการพัฒนา (เฉลียว บุรีภักดี, 2548 , หนา 2/8)
วัตถุประสงคของการวิจยั รูปแบบนี้ คือ เพือ่ สรางยุทธศาสตรขนึ้ มาใหมสาํ หรับใชพฒ
ั นา
ในประเด็นปญหาซึง่ ไมสามารถนําเอายุทธศาสตรทมี่ อี ยูก อ นจากทีอ่ นื่ ถายโอนมาหรือนํามาปรับใชได
การสรางยุท ธศาสตรใหมตอ งอาศัยหลัก วิช าประกอบ และเมื่อ สรา งเสร็จก็ตอ งทําการทดลอง
จนเปนที่แนใจ ซึ่งมีขั้นตอนการดําเนินงานดังนี้
ขัน้ ที่ 1 การเลือกหนวยทองถิน่ ทีม่ ปี ญ
 หาเชิงพัฒนา คือ ระบุทตี่ งั้ ของหนวยทองถิน่
เพื่อระบุที่ตั้งของทองถิ่น ระบุขอบเขตของหนวยทองถิ่นและลักษณะปญหาทั่วไป
ขั้นที่ 2 การวิเคราะหปญหาเชิงพัฒนา คือ สํารวจและวิเคราะหปญหาของทองถิ่น
เพื่อจะระบุใหไดวาอะไรคือปญหาทุกขรอน อะไรคือปญหาปจจัย อะไรคือปญหาสืบเนื่อง และ
ควรแสดงดวยแผนภาพ
ขัน้ ที่ 3 การระบุปญ
 หาเปา คือ การเลือกประเด็นปญหาขึน้ มาจากผลการวิเคราะห
ในขัน้ ที่ 2 ปญหาเปานีผ้ วู จิ ยั เลือกตามทีเ่ ห็นวาอยูใ นวิสยั ทีจ่ ะแกไดและถาแกไดแลวจะนําความคลีค่ ลาย
มาสูทองถิ่น ทําใหปญหาทุกขรอนนอยลงแมจะไมหมดไป

35
ขั้นที่ 4 การสรางยุทธศาสตรการพัฒนา คือ การกําหนดแผนการดําเนินงานเชิง
ยุทธศาสตรเพื่อแกปญหาเปามี 3 ขั้น คือ
1. การกําหนดเปาหมายของยุทธศาสตร
2. การสรางหนวยระบบทํางานของยุทธศาสตร
3. การจัดทรัพยากร
โดยในแตละขัน้ ตองกําหนดโดยคํานึงอีก 2 ขัน้ ขางเคียงดวยเพือ่ ใหเกิดความสอดคลองกัน
เชน การกําหนดเปาหมายตองคํานึงถึงหนวยระบบ และทรัพยากรจากนั้นจึงเขียนเปนแผนภาพ
ยุทธศาสตรการพัฒนาเต็มรูป โดยนําเอาผลของขั้นที่ 2, 3 มาแสดงรวมไวดวย เปนแผนภาพ
ยุทธศาสตรการพัฒนาที่พรอมจะนําไปทดลองในขั้นตอไป
ในงานวิจัยครั้งนี้ผูวิจัยไดเลือกตําบลแมทะ อําเภอแมทะ จังหวัดลําปาง เปนหนวย
ทองถิ่นที่จะทําการพัฒนา เนื่องจากมีปญหาเชิงพัฒนา คือ ปญหาเกี่ยวกับการดําเนินงานพัฒนา
ที่ผานไมตอบสนองตอการแกไขปญหาและความตองการของชุมชน (ปญหาทุกขรอน) เนื่องจาก
ขาดการมีสวนรวมของชุมชนในการรวมกันวิเคราะหสภาพปญหา แสวงหาแนวทางในการพัฒนา
ศักยภาพและทุนในชุมชนเพือ่ นํามาใชแกไขปญหาของชุมชน (ปญหาปจจัย) เปนผลทําใหการพัฒนา
ไมสามารถดําเนินไปอยางราบรื่น ขาดความรวมมือจากประชาชน ประชาชนไมรูสึกเปนเจาของ
ไมสนใจที่จ ะตรวจสอบติดตามการดําเนินกิจ กรรมพัฒนาตาง ๆ (ปญหาสืบ เนื่อ ง) ผูวิจัย จึง ได
กําหนดเปาหมายของการสรางยุทธศาสตรการจัดทําแผนชุมชนตําบลแมทะ เพื่อแกไขปญหาเปา
ซึ่งคือการทําใหตําบลแมทะมีแผนชุมชนเปนของตนเอง สําหรับใชในการดําเนินการพัฒนาตําบล
โดยใชกระบวนการจัดเวทีเรียนรูช มุ ชน 6 เวที (หนวยระบบทํางาน) อาศัย การมีสว นรวมของชุมชน
ทุนที่มีในชุมชน องคกรปกครองสวนทองถิ่น รัฐ เอกชน (การจัดทรัพยากร)
8. แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการมีสวนรวม
การมีสวนรวม เปนการแสดงพฤติกรรมของบุคคลหรือองคกรที่รวมกันเพื่อพัฒนาใน
ดานความรู ปญญา ความสามารถ และเพื่อพัฒนาทรัพยากรสิ่งแวดลอม รวมถึงสังคมในภาพรวม
เพื่อใหทราบแนวความคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการมีสวนรวมไดชัดเจนยิ่งขึ้น จึงจําเปนตองทราบ
ในเรื่องตอไปนี้
8.1 ความหมายของการมีสวนรวม
องคการสหประชาชาติ (United Nations, 1975, หนา 113) ไดใหค วามหมายของ
การมีสว นรว มของประชาชนวา เปนกระบวนการที่เ กี่ย วกับ การกระทํา และเกี่ย วกับมวลชน
ในระดับตางๆ คือ เปนการกระทําโดยสมัครใจเกีย่ วกับจุดประสงคทางสังคมและการจัดสรรทรัพยากร

36
สุรีย ตัณ ฑศ รีสุโ รจน (2531, หนา 17) ใหความหมายของการมีสว นรว มวาเปน
การรวมมือปฏิบตั แิ ละรวมในการรับผิดชอบรวมกันเพือ่ ใหเกิดการดําเนินการพัฒนาและเปลีย่ นแปลง
ในทิศทางที่ตองการและเพื่อใหบรรลุเปาหมายที่กําหนดไว
เกียรติศักดิ์ เรืองทองดี (2536, หนา 12) ใหความหมายของการมีสวนรวมวาหมายถึง
การรวมกันคิดแกปญหา การดําเนินงาน การรวมกันวางแผนรวมกันปฏิบัติงานในรูปการเสียสละ
แรงงาน การบริจาคเงิน วัสดุสิ่งของ และรวมกันติดตามผลงานบํารุงรักษาสาธารณประโยชน
โดยมีการสวนรวมอาจจะแสดงออกของบุคคลโดยตรง หรือโดยผานองกรคประชาชนในชุมชน
สุวรรณี คงทอง (2536, หนา 15) ไดสรุปความหมายของการมีสวนรวมวา หมายถึง
การที่ปจเจกบุคล กลุมคน หรือองคกร ประชาชน ไดรวมกันคิดแกไขปญหาการดําเนินงาน
และกิจกรรมในชุนชม โดยรวมกันวางแผนโครงการ รวมกันปฏิบัติงานในลักษณะการเสียสละ
แรงงาน เงินบริจาค วัสดุสงิ่ ของรวมแบงปนผลประโยชน และรวมติดตามผลงานดวยความสมัครใจ
เพื่อพัฒนาทรัพยากรสิ่งแวดลอม หรือชุมชนใหบรรลุตามเปาหมายที่กําหนดไว
ติน ปรัชญพฤทธิ์ (2533, หนา 624) สรุปไววา การมีสวนรวม หมายถึง การเขาไป
เกี่ยวของหรือการเขาไปมีสวนมีเสียงในการกําหนดนโยบายไปปฏิบัติ ตลอดจนเขาไปพิจารณาดู
ผลกระทบของนโยบาย เพื่อนํามาแกไขปรับปรุงเปนนโยบายในครั้งตอไป
ติน ปรัชญพฤทธิ์ (2533, หนา 627) กลาววาการมีสวนรวม หมายถึงการเกี่ยวของ
ทางดานจิตใจและอารมณ (mental and emotional involment) ของบุคคลหนึ่ง ในสถานการณกลุม
(group situation) ซึ่งผลของการเกี่ยวของดังกลาว เปนเหตุเราใจใหกระทําการให (contribution)
บรรลุจุด มุง หมายของกลุม นั้น กับทั้ง ทําใหเ กิด ความรูสึก รว มรับ ผิด ชอบกับกลุม ดัง กลา วดว ย
นอกจากความหมายขางตนนี้แลว นิรันดร จงวุฒิเวศย ไดสรุปความหมายของการมีสวนรวมไว
อีกนัยหนึ่งในรูปของสมการดังนี้
การมีสวนรวม = ความรวมมือ + การประสานงาน + ความรับผิดชอบ
Participation = Cooperation + Coordination
+ Responsibility
โดยใหความหมายของคําในสมการการมีสวนรวม ไวดังนี้
การรวมมือรวมใจ หมายถึง ความตั้งใจของบุคคลที่จะมาทํางานรวมกันเพื่อบรรลุ
วัตถุประสงคของกลุม
การประสานงาน หมายถึง หวงเวลาและลําดับเหตุก ารณที่มีป ระสิท ธิภ าพใน
การกระทํากิจกรรมหรือการงาน
ความรับผิดชอบ หมายถึง ความรูสึกผูกพันในการกระทํางาน และในการทําให
เชื่อถือ และไววางใจ

37
ติน ปรัชญพฤทธิ์ (2533, หนา 628) ไดใหความหมายของการมีสว นรวมวา หมายถึง
การเปดโอกาสใหประชาชนเขามามีสวนรวมตัดสินใจในกิจการใด ๆ ที่มีผลกระทบถึงตัวประชาชน
จากความหมายทีก่ ลาวมาทัง้ หมดนัน้ สามารถสรุปความหมายของการมีสว นรวมไดวา
การมีสวนรวม หมายถึง การที่บุคคลมีสวนรวมในการคิด การวางแผนการตัดสินใจ การแกไข
ปญหาและมีสว นรวมในการปฏิบตั กิ ารประการใดประการหนึง่ หรือหลายประการ เพือ่ แกไขปรับปรุง
วางแผน และประเมินผลงานนั้น ๆ
8.2 ขั้นตอนและลักษณะของการมีสวนรวม
ขั้น ตอนของการมีสว นรว ม นัก การศึก ษาหลายทา นไดเ สนอแนะขั้นตอนของ
การมีสวนรวม ไวดังนี้
ขั้นที่ 1 การมีสวนรวมในการตัดสินใจ
ขั้นที่ 2 การมีสวนรวมในการลงมือทําเอง
ขั้นที่ 3 การมีสวนรวมในการแบงปนผลประโยชน
ขั้นที่ 4 การมีสวนรวมในการประเมินผล
ติน ปรัชญพฤทธิ์ (2533, หนา 634) ไดจําแนกการมีสวนรวมไว 5 ขั้นตอน คือ
ขั้นที่ 1 ขั้นกําหนดความตองการ
ขั้นที่ 2 ขั้นวางแผนดําเนินงาน
ขั้นที่ 3 ขั้นตัดสินใจ
ขั้นที่ 4 ขั้นดําเนินการ
ขั้นที่ 5 ขั้นติดตามงาน
ติน ปรัชญพฤทธิ์ (2533, หนา 633) ไดกลา วถึงการมีสว นรว มของประชาชน
ในการพัฒนาชนบทวา มีอยู 4 ขั้นตอน คือ
ขั้นที่ 1 การมีสวนรวมในการคนหาปญหาและสาเหตุของปญหา
ขั้นที่ 2 การมีสวนรวมในการวางแผน
ขั้นที่ 3 การมีสวนรวมในการลงทุนและปฏิบัติงาน
ขั้นที่ 4 การมีสวนรวมในการติดตามและประเมินผล

38
จากแนวคิดของนักการศึกษาสรุปไดวา ขั้นตอนของการมีสวนรวมนั้นนักการศึกษา
มีความเห็นแตกตางกัน ทั้งนี้ขึ้นอยูกับเกณฑของนักการศึกษาที่ใชแบงมุมมองของการมีสวนรวม
และงานที่เกี่ยวของกับการมีสวนรวมนั้น ๆ
จากขอสรุปดังกลาว ผูว จิ ยั คํานึงถึงความครอบคลุมและความสอดคลองกับงานหลักของ
องคการบริหารสวนตําบลแมทะกับการมีสวนรวมของชุมชนตามวงจรเดมมิ่ง แบงเปน 4 ขั้น
ไดแก
ขั้นที่ 1 มีสวนรวมในการศึกษาปญหา
ขั้นที่ 2 มีสวนรวมในการวางแผน
ขั้นที่ 3 มีสวนรวมในการปฏิบัติงาน
ขั้นที่ 4 มีสวนรวมในการติดตามผล
8.3 ลักษณะของการมีสวนรวม จากการประมวลแนวคิดของนักการศึกษา มีดังนี้
ติน ปรัชญาพฤทธิ์ (2533, หนา 631) ไดสรุป รูปแบบของการมีสวนรวมหลังจาก
ไดศึกษาวิจัยเรื่องการมีสวนรวมของประชาชนที่มีผลตอการพัฒนาทางเศรษฐกิจ : ศึกษาเฉพาะกรณี
โครงการสารภี ตําบลทาชาง อําเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานี ออกเปน 10 รูปแบบ คือ
รูปแบบที่ 1 การมีสวนรวมประชุม (attendance at meeting)
รูปแบบที่ 2 การมีสวนรวมในการออกเงิน (financail contribution)
รูปแบบที่ 3 การมีสวนรวมเปนกรรมการ (membership on committee)
รูปแบบที่ 4 การมีสวนรวมเปนผูนํา (position of leadership)
รูปแบบที่ 5 การมีสวนรวมสัมภาษณ (interviewer)
รูปแบบที่ 6 การมีสวนรวมเปนผูชักชวน (solicitor)
รูปแบบที่ 7 การมีสวนรวมเปนผูบริโภค (customers)
รูปแบบที่ 8 การมีสวนรวมเปนผูริเริ่ม หรือผูเริ่มการ (emtrepreneeurs)
รูปแบบที่ 9 การมีสวนรวมเปนผูใชแรงงาน (employers)
รูปแบบที่ 10 การมีสวนรวมออกวัสดุอุปกรณ (material contribution)
ติน ปรัชญพฤทธิ์ (2533, หนา 636) ไดกลาวถึงหลักการบริหารแบบมีสว นรวม หลัก
ความรวมมือของประชาชนทีส่ าํ คัญ ก็คอื การเปดโอกาสใหประชาชนไดมสี ว นรวมในการดําเนินงาน
อยางจริงจัง และจริงใจ ทั้ง นี้ ดว ยการเปด โอกาสใหมีก ารศึก ษา (education) การรวมพิจารณา
(consensus) และการตกลงใจรวมกัน (consent) ในการแกปญหาหรือการวางโครงการตาง ๆ การที่
เปดโอกาสใหประชาชนเขามามีสว นรวม ก็เพือ่ เปนการใหประชาชนไดมสี ทิ ธิและความเสมอภาคกัน

39
ในอันที่จะรับผิดชอบในสังคม ประชาชนจะมีโอกาสรวมคิด รวมตัดสินใจ รวมปฏิบัติและรวม
รับผิดชอบ
ศิริกาญจน โกสุมภ (2542, หนา 12-13) ไดเสนอแนะอุดมการณและหลักการของ
การมีสว นรวมไววา เปนการทําใหคนทีถ่ กู ละเลยหรือถูกกีดกันทีอ่ ยูใ นวงนอกของการพัฒนาไดเขามา
เกีย่ วของกับการพัฒนาในสวนทีเ่ ปนกิจกรรม/โครงการ หรือการดําเนินงานของรัฐรวมทัง้ การดําเนิน
ชีวติ ของประชาชนหรือชุมชน โดยมีเปาหมายเพือ่ ใหรว มรับผลประโยชนจากการดําเนินงานรวมกัน
จากแนวคิดของนักการศึกษาสรุปไดวา การมีสว นรวมมีลกั ษณะสําคัญ คือ ผูม สี ว นรวม
มีบทบาทในการรวมคิด รวมทํา รวมแกไข และมีสวนรวมในผลประโยชนที่เกิดขึ้นในขั้นตอน
การมีสวนรวม ขึ้นอยูกับกระบวนการหรือขั้นตอนที่เกี่ยวกับเรื่องที่มีสวนรวมนั้น
8.4 ปจจัยที่ทําใหเกิดการมีสวนรวม
การมีสว นรวมในการจัดการศึกษา มีปจ จัยทีท่ าํ ใหการมีสว นรวมประสบผลสําเร็จ ดังนี้
ธีระพงษ แกวหาวงษ (2544,หนา 179-181) ไดสรุปถึงปจจัยทีท่ าํ ใหชมุ ชนเขามามี
สวนรวมในการพัฒนาอยางแทจริง คือ ปจจัยดานบุคคล คือ ตองมีทัศนคติและจิตสํานึกที่ดี
ปจจัยดานของการบริหาร คือ ความยืดหยุนไดบางตามเหตุผลและปจจัยดานโครงสรางของชุมชน
คือ ลักษณะความสัมพันธโครงสรางของประชากร วัฒนธรรมของชุมชน คานิยมของชุมชน
คุณภาพของประชาชน และลักษณะการตั้งถิ่นฐานของชุมชน
ชูเกียรติ ภัยลี (2536, บทคัดยอ) สรุปปจจัยที่มีผลตอการมีสวนรวมตองประกอบดวย
ปจจัยสวนบุคคล ไดแก อายุ เพศ ปจจัยทางดานสังคมและเศรษฐกิจ ไดแก การศึกษา อาชีพ
รายได การเปนสมาชิกกลุม และปจจัยทางการสื่อสาร ไดแก การติดตอสื่อสารมวลชนและ
บุคคล
จากแนวคิดของนักวิชการสรุปไดวา ปจจัยที่ทําใหมีสวนรวมนั้นตองอาศัยบุคลากร
ที่มีสวนเกี่ยวของในชุมชนเปนสําคัญ เพราะจําเปนตองอาศัยความรวมมือ รวมแรง รวมใจ
และประการที่สําคัญ คือ ตองมีแนวคิดหรืออุดมการณเดียวกัน
ในงานวิจยั ครัง้ นีผ้ วู จิ ยั ไดใชการมีสว นรวมชุมชน ในการจัดเวทีเรียนรูช มุ ชนทัง้ 6 เวที
โดยอาศัยแกนนําชุมชน เชน กํานัน ผูใหญบาน สมาชิกสภาองคการบริหารสวนตําบลแมทะ
คณะผูบริหารองคการบริหารสวนตําบลแมทะ กลุมแมบาน กลุมอาชีพ อาสาสมัครสาธารณสุข
ตลอดจนหนวยงานของรัฐ เอกชน มาชวยในการสรางกระบวนการเรียนรูการจัดทําแผนชุมชน

40
ั น, 2547,หนา 116 – 152)
9. แนวความคิดเกีย่ วกับการพัฒนาสังคม (สัญญา สัญญาวิวฒ
ไดใหหลักที่ใชในการพัฒนาชุมชน ดังนี้
หลักประชาธิปไตยในการดําเนินงาน
หลักชวยกันคิดชวยกันทํา (non – directive approach)
หลักประชาชนชวยตนเองพึ่งตนเอง (self help)
หลักยึดวัฒนธรรมทองถิ่น
หลักยึดผูนําทองถิ่น
หลักการประสานงาน
หลักการทํางานเปนกลุมและทํางานกับกลุมคน
หลักการใหการศึกษา
หลักการวางโครงการ
หลักการประเมินผล
หลักการเริ่มจากที่ประชาชนมีอยู เปนอยู
หลักการรักษาสมดุล (balancing)
หลักการสรางเครือขาย (networking)
สําหรับหลักการนี้บางหลักการอาจถือเปนตัวเหตุของการพัฒนาสังคม แตบางอยางก็เปน
เพียงกิจกรรมที่ตองทําควบคูกันไปกับการพัฒนาดานตาง ๆ ที่นักพัฒนาจะตองยึดถือเปนแนวทาง
ในการดําเนินการพัฒนาดานตาง ๆ องคความรูตาง ๆ เหลานี้จะเชื่อมตอกันกับวิธีการและขั้นตอน
ของกระบวนการพัฒนาสังคมตอไป
9.1 กระบวนการพัฒนาสังคม
กระบวนการดําเนินการพัฒนา จะเนนถึงวิธีการและขั้นตอนการดําเนินการ ในขั้น
นี้ควรตองเขาใจไวลวงหนาวาไมอาจระบุชัดลงไปวา ขั้นตอนการดําเนินการพัฒนาจะมีลําดับขั้น
ตอนตายตัว สิ่งที่พอทําได คือ การระบุวา จะตองมีขั้นตอนเหลานี้ สวนวาลําดับใดจะเปนลําดับ
หนึ่ง ลําดับสอง หรือ สาม ก็ สุดแตสภาพของสังคมที่นําความรูนี้มาใช
9.2 วิธีการและขั้นตอนการดําเนินงานพัฒนา
9.2.1 ควรเริ่มตนจากสภาพที่ประชาชนเปนอยู
9.2.2 สิ่งที่จะตองพัฒนาเปนลําดับแรกอาจเปนดานเศรษฐกิจ

41
9.2.3 ทุกสังคมมีความเปนอยูแ ละความเปนมาของตนอยูแ ลว การทีจ่ ะเปลีย่ นแปลง
จะตองดําเนินการละลายกอนน้ําแข็ง (defreezing) ขั้นถัดไป คือ ทําการเปลี่ยนแปลงนําเอาสิ่งใหม
เขามาแทนที่สิ่งเกา และทําใหสิ่งใหมฝงเขาไปเปนสวนหนึ่งของวัฒนธรรม เรียกวา ขั้นทําใหเปน
กอนน้ําแข็งใหม (refreezing)
9.2.4 จะตองพยายามสรางวงใน คือ การพึ่งตนเอง (self reliance) ขึ้นมากอ น
แลวจึงคอยสรางวงนอก คือ การพัฒนา (development) ขึ้นมาทีหลัง
9.2.5 กระบวนการดําเนินการจะเปนกระบวนการทัง้ สรางความเจริญไปพรอม ๆ
กับการวิจยั โดยมีทงั้ นักพัฒนาและชาวบานเขามามีสว นรวมหรือรวมกันทํางานเรียกวา กระบวนการ
PAR
9.2.6 การสรางความเจริญจะตองเปนกระบวนการ BAN (balance, ability and
networking) คือ สรางความสามารถของชุมชนในการพึง่ ตนเอง 5 ดาน (TERMS) และความสามารถใน
การจัดการชุมชน (community management) การสรางความสมดุลในแตละปจจัยและความสมดุล
ระหวาง 5 ปจจัยนั้น และการสรางเครือขายไวชวยเหลือซึ่งกันและกัน
9.2.7 วิธีใ หก ารศึก ษาและการจัดระเบียบชุมชน (education and community
organization) นั่นคือ การเนนวิธีการใหการศึกษาอบรมแกชุมชนในทุกเรื่องที่จะทําการพัฒนา และ
การสงเสริมการรูจักตัวเองของชุมชน การรวมตัวกันของประชากรในชุมชนเพื่อรับผิดชอบงานของ
ชุมชน การวางแผนดําเนินงาน การดําเนินการตอบแทน การประเมินการทํางานตลอดจน
การตั้งกลุมคน หรือคณะกรรมการมาดูแลผลงานการพัฒนาที่ไดสรางขึ้นมาแลวของชุมชน เพื่อให
การพัฒนามีความยั่งยืน
9.3 เปาหมายของการพัฒนาสังคม
เปาหมายของการพัฒนาสังคม มีอยูสี่สวนดวยกัน นั่นคือ
9.3.1 ความสุข
9.3.2 คนพัฒนา
9.3.3 ครอบครัว/ชุมชนพัฒนา
9.3.4 ความใสใจในสิ่งแวดลอม

42
9.4 ความสุข
เปาหมายของการพัฒนาสังคมประการแรก คือ ความสุข ซึ่งหมายความวา การพัฒนา
สังคมมุง ทําใหคนเปนสุขนอกเหนือจากเปาหมายอยางอืน่ มีคาํ ถามวา ความสุขคืออะไร คนมีความสุข
มีลักษณะอยางไร และจะวัดความสุขไดอยางไร ซึ่งจะขอตอบในที่นี้โดยสังเขป
ความหมายของความสุขอาจใหความหมายไดหลายอยางเพราะเปนเรื่องของคน
แตละคน (จิตวิสัย) ในที่นี้ขอใหความหมายความสุข คือ ความสบาย ความสําราญ ความปลอดโปรง
โลงใจ หรืออาจบอกวา ความสุข คือ ความไรทุกข ก็อาจใชได เพราะเมืองไมมีทุกขก็จะทําใหกาย
สบาย ใจปลอดโปรงไมกังวล
เพื่อใหเขาใจดียิ่งขึ้น ขอขยายตอไปถึงประเภทของความสุข ซึ่งทางพุทธศาสนาแยก
ออกเปนสองประเภท คือ สามิสสุข แปลวา ความสุขทีต่ อ งการเหยือ่ เชน เงิน ทอง ขาวของ การเอาใจ
การรับใชใหความชวยเหลือของผูอื่นกับนิรามิสสุข แปลวา ความสุขที่ไมตองการเหยื่อเปนความสุข
ที่เราสรางเอง ทําเอง เชน ความสุขจากการให ความสุขจากการชวยเหลือแบงปนสิ่งของเงินทองให
ผูอื่น ความสุขจากการใชปญญาแกปญหาไดรูทันโลก ความสุขจากการทําดี ทําบุญ จากผลงานดี
หรือดํารงชีวิตดี
ลั ก ษณะคนมี ค วามสุข จากความหมายและประเภทของความสุข ข า งตน ทําให
มองเห็นลักษณะของคนมีความสุข พูดสั้น ๆ ไดวา คนมีความสุขทางกาย คือ ความสะดวก สบาย
รางกายมีน้ํามีนวล แข็งแรง ไมมีโรคเบียดเบียน และความสุขทางจิตใจ คือ ความปลอดโปรงโลงใจ
ไมมีทุกข ไมมีโศก ไมกังวล มีความราเริง แจมใส อิ่มใจ ผอนคลาย และสงบเยือกเย็น
การวั ด ความสุ ข ความสุขอาจวัดไดทั้งวิ ธีวัตถุวิ สัย (objectivity) และจิตวิสัย
(subjectivity) ในเชิงวัตถุนิสัย จะวัดความสุขจากเกณฑที่นักวิจัยกําหนดขึ้นเพื่อวัดพฤติกรรม ทํา
แบบสอบถามใหผูถูกวัดความสุขตอบแลวเอาคําตอบมาจําแนกประเภทและทําเปนตัวเลข แลววัด
ความสูงต่ําของความสุข การวัดความสุขแบบวัตถุวิสัยจะไดความสุขของกลุมคนไมใชความสุข
ของแตละคนซึง่ วัดไดโดยวิธจี ติ วิสยั คือ การวัดแบบใหเขาจัดตัวเขาเองวาเขามีความสุขหรือมีความทุกข
หรือสุขบาง ทุกขบาง วิธีนี้นอกจากจะไดรูวาใครทุกข ใครสุขเปนรายคนแลว ยังไดความสุขของ
กลุมคนดวย

43
9.5 คนพัฒนา
การพัฒนาคนจะมีเปาหมายอยางไร จะพัฒนาใหเปนอยางไร จะตองมีหลักการรวม
ทั้งปจจัยเหตุใหเกิดการพัฒนาคนมีอะไรบาง และทายที่สุดก็จะมีวิธีการทําการพัฒนาคน ใหเกิด
ความเปนคนพัฒนาตามเปาหมายที่ตั้งไวไดอยางไร
9.5.1 เปาหมาย
เปาหมายสูงสุดของการพัฒนาคนอยูที่การทําใหคนมีคุณภาพและคุณธรรม คนมี
คุณภาพ หมายถึง คนทีม่ คี วามรู ความสามารถ ความชํานาญในวิชาชีพจนสามารถหาเลีย้ งตนเองและ
ครอบครัวไดในวิชาสาธารณสุข จนสามารถดูแลงานเอง ครอบครัว ชุมชนใหมีสุขภาพดีทั้งกาย
และใจ ในวิชาการเมืองจนปกครองตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคมได และในวิชาวิทยาศาสตร
และเทคโนโลยี จนสามารถเรียนรูเรื่องใหม ๆ ใช และบํารุงรักษาเทคโนโลยีใหมไดและปรับปรุง
ตนเองใหดีขึ้นเรื่อย ๆ ได
คนที่มีคุณธรรม หมายถึง เปนคนดี คิดดีและประพฤติดี ไมเบียดเบียนตนเอง
และผูอื่นในสังคม และมีเมตตากรุณา ตนเองและผูอื่น เปนคนใฝรูอยูเสมอ รูจักตนเอง เสียสละเพื่อ
สวนรวม มองการณไกล ไมประมาท และมีศีลธรรม
เหตุที่คนพัฒนาจะตองมีทั้ง คุณ ภาพและคุณธรรม ก็เพราะหากมุงแตคุณภาพ
อยางเดียวไมมีคุณ ธรรม จะชักนําคนใหมุงแตประโยชนตนฝายเดียวไมเผื่อแผผูอื่น ทําใหเกิด
ความเห็นแกตัวอยางรุนแรง สงผลใหเกิดปญหาสังคมขึ้นมากมาย สังคมยุงเหยิง ไมมั่นคนและไมมี
ความสุข แตการมีแตคุณธรรมความดีไมมีคุณภาพ มนุษยก็ไมสามารถดํารงชีวิตอยูในโลกได เพราะ
มนุษยจะไมรูจักประกอบอาชีพ ไมรูจักรักษาสุขภาพ ไมรูจักปกครองตนเอง ไมรูจักพัฒนาตนเอง
ไมรูจักสรางสรรคเครื่องอํานวยความสะดวกในชีวิตประจําวัน เชน เครื่องมือ เครื่องใช ยานพาหนะ
เครื่องจักรกลประเภทตาง ๆ ทําใหชีวิตไมสะดวกสบายตามควร ดังนั้น คนพัฒนาจะตองเปนทั้งคน
ที่มีคุณภาพและคุณธรรม
9.5.2 หลักการ
หลักการรวมทั้งปจจัยที่จะทําใหเกิดคนพัฒนาตามลักษณะที่กลาวมาแลวขางตน
อาจมีดังนี้เปนอยางนอย
9.5.2.1 หลักการประชาธิปไตยในการดําเนินการพัฒนา
9.5.2.2 หลักชวยกันคิดชวยกันทํา

44
9.5.2.3 หลักการทํางานเปนกลุม
9.5.2.4 หลักการใหการศึกษา
9.5.2.5 หลักการชวยตนเองพึ่งตนเอง
9.5.2.6 หลักความสมดุล
9.5.2.7 หลักการหาความรูความสามารถใหกับตนอยูเสมอ
9.5.2.8 หลักการวางโครงการทํางาน
9.5.2.9 หลักการประเมินโครงการทํางาน
9.5.2.10 หลักการสรางเครือขายในการพัฒนาหรือการประสานงาน
9.5.2.11 หลักการเริ่มงานพัฒนาจากสภาพที่เปนอยูของประชาชน
9.5.2.12 หลักความเปนผูนํา
9.5.2.13 หลักคุณธรรม
หลักการตาง ๆ ขางตนนั้นมีอยูไมนอยที่มีความละมายคลายคลึงกัน เชน หลัก
ประชาธิปไตยในการดําเนินการ หลักชวยกันคิดชวยกันทํา หลักการทํางานเปนกลุม แตก็ไมเหมือน
กันทุกอยางและยังสนับสนุนซึง่ กันและกันรวมทัง้ ยังรวมเอาหลักการทีค่ ลายคลึงกัน เชน การมีสว นรวม
ในการดําเนินการหลักการ PAR (Participatory Action Research) ซึ่งรวมเอาเรื่องการพัฒนาและ
การวิจยั เขามาดวยอีกทอดหนึง่ ดังนัน้ หลักการตาง ๆ จึงเกีย่ วกับพันกันและอาจจัดกลุม ไดหลายแบบ
เชน PAR ดังทีย่ กตัวอยางมา BAN ซึง่ รวมงานหลายอยางเขามาไวดว ยกัน คือ B การสรางความสมดุล
(balance) A การสรางขีดความสามารถดานตาง ๆ เชน TEAMS (เทคโนโลยี เศรษฐกิจ
ทรัพยากรธรรมชาติ จิตใจและสังคม) รวมทัง้ การจัดการ (management) เขามาดวย ดังนัน้ จึงขอใหผอู นื่
หรือผูใชหลักการเหลานี้ จัดกลุมหรือสรางกลุมของหลักการเอาตามที่เห็นสะดวกและเปนไปได
9.5.3 วิธีการ
วิธีการพัฒนาคนเพื่อใหคนเปนคนที่มีทั้งคุณภาพและคุณธรรมนั้น ก็คือ การนํา
เอาหลักการพัฒนาคนที่กลาวมาขางตนมาลงมือทํา จัดเปนหมวดหมูแลวอาจไดดังนี้
9.5.3.1 การใหการศึกษา (education) คือ การเพิ่มพูนความรูและทักษะ
ที่จําเปนตาง ๆ ใหกับผูที่เราจะพัฒนา ใหการศึกษาทุกเรื่องที่อยูในกระบวน ใหผูรับการพัฒนามี
ความรูความเขาใจและทําไดในเรื่องที่เรียน

45
9.5.3.2 การใหการศึกษาจะตองคํานึงถึงพื้นฐานความรูของผูรับการศึกษา
แลวจึงเพิ่มเติมจากที่มีใหมากขึ้น
9.5.3.3 ใหนําเอาการพัฒนาทางวัตถุ เชน การสรางเครื่องมือเครื่องใช
หรือการนําเอาเทคโนโลยีมาใชสรางความเจริญทางวัตถุ มาเปนสื่อในการพัฒนาคน ในบางโอกาส
ไมใชใหศึกษาแตเรื่องที่เปนนามธรรม เชน เรื่องการเมือง เรื่องอนามัย เรื่องศีลธรรม เทานั้น
9.5.3.4 การเรียนก็ดี การทํางานเพื่อการพัฒนาก็ดี จะตองทําเปนกลุมเพื่อ
ใหชาวบานไดชว ยกันคิดชวยกันเรียน สอนกันเองเรียนกันเอง จะไดทงั้ ความรูค วามเขาใจและชวยกัน
จดจําไวใชในอนาคต
9.5.3.5 นําเอา BAN มาเปนแนวทางการพัฒนา คือ ในขณะที่เพิ่มความรู
ความสามารถดานตาง ๆ จะตองรักษาสมดุลในตัวเองแตละคนผูเ รียนไมใหเสียสุขภาพจิต สุขภาพกาย
ตองมีเพื่อนทั้งที่เปนรายบุคคลและรายกลุมคอยชวยประคับประคอง
9.5.3.6 นําเอา PAR มาเปนแนวการพัฒนา คือ ครู (จะเปนนัก พัฒนา
นักวิชาการดานตาง ๆ พระ หรือใครทีท่ าํ หนาทีส่ อน) และลูกศิษย (คือ ชาวบาน) จะตองรวมกันเรียน
รวมกันสอน งานที่ทําและเรียน มีทั้งงานพัฒนาและงานวัดผล ประเมินผลการทํางาน ครูนักเรียน
ตองทํารวมกัน
9.5.3.7 การพัฒนาคนจําเปนตอยคอยทําคอยไป ตองใชเวลาในการเรียนรู
สิง่ ใหม หรือความลาสมัยของสิง่ เกา การอีกความชํานาญในการคิดและทําสิง่ ใหม ตลอดจนการฝงเอา
สิ่งใหมเขาไวในวัฒนธรรมหรือนิสัยของตนจะตองใชเวลามาก ตองพยายามตอไปเรื่อย ๆ จนกวาทั้ง
ครูและลูกศิษยหรือคนภายนอกมีความพอใจในผลงาน จึงจะหยุดงานนั้น แตงานใหมก็จะมีมาอีก
การเรียนและการพัฒนาจึงไมมวี นั จบสิน้ เปนกระบวนการตลอดชีวติ (education is a life long process)
9.5.4 ลักษณะคนพัฒนา : มนุษย 4 มิติ (4 dimension man)
คนที่พัฒนาแลวควรมีลักษณะอยางไร เปนคนที่มีทั้งคุณภาพและคุณธรรมหรือ
เปนคนดีและเปนคนเกงเทานั้นเพียงพอหรือไม จากประสบการณพัฒนาที่สงผลใหเกิดความเจริญ
ดานวัตถุควบคูกับการเกิดปญหาสังคมอันมากมาย รวมทั้งการเกิดความทุกขใจของคนสมัยหลัง
แผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 8 (2540 – 2544) จึงไดตั้งเปาไววา นอกจากจะทําใหคนดี
และเกงแลว คนที่พัฒนาแลวจะตองมีความสุขและใสใจในธรรมชาติสิ่งแวดลอมดวย ซึ่งจะวาไป

46
แลวคุณลักษณะของคนพัฒนาอีกสองขอที่เพิ่มขึ้นมานั้นก็รวมอยูในสองลักษณะเดิมนั่นเอง เพียงแต
แยกออกมาระบุใหชัดเจนขึ้น
สรุปวา คนที่พัฒนาแลวควรมีลักษณะเดนสี่ประการ คือ 1) เปนคนมีคุณภาพ 2)
เปนคนมีคณ
ุ ธรรม 3) เปนคนมีความสุข 4) เปนคนทีใ่ สใจในสิง่ แวดลอมธรรมชาติ สําหรับลักษณะ
คุณภาพและคุณธรรม ไดกลาวไวแลวในตอนที่พูดถึงเปาหมายการพัฒนาคน จึงจะไมกลาวอีก
สวนลักษณะที่สาม คนมีความสุขและลักษณะที่สี่ คนเอาใจใสสิ่งแวดลอม ก็ไดกลาวไวแลวโดย
สังเขป เมื่อกลาวถึงครอบครัว/ชุมชนพัฒนา จึงไมจําเปนตองกลาวซ้ําอีกเชนเดียวกัน แตเพื่อใหเห็น
ภาพแยกตางหากจากหัวขออื่น จะขอแสดงลักษณะคนพัฒนาไวดังนี้
9.5.4.1 คนพัฒนาจะตองเปนคนมีความสุข คือ ความสะดวกสบายกาย
ปลอดโปรงโลงใจในการดําเนินชีวิต ความสุขกายสบายใจนี้จะตองเปนผลมาจากจิตใจที่เปนสุข
9.5.4.2 คนพัฒนาเปนคนมีคุณภาพ นั่นคือ เปนผูมีความรูความชํานาญใน
ศาสตรสามสาขา มนุษยศาสตร วิทยาศาสตรธรรมชาติ และสังคมศาสตร ในระดับเพียงพอแก
การดํารงชีวิต
9.5.4.3 คนพัฒนาเปนคนมีคุณธรรม คือ การเปนคนดี ทําดี พูดดีและคิดดี
เปนประโยชนตอทั้งตนเองและผูอื่น คนดีเปนคนที่ประกอบอาชีพสุจริต ขยันขันแข็ง ประหยัด
รูจักพอ ซื่อสัตย และใชปญญาในการประกอบอาชีพ และดํารงชีวิต
9.5.4.4 คนพัฒนาเปนคนใสใจสิ่งแวดลอม หมายความวา รูจักใชประโยชน
จากสิง่ แวดลอมธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้าํ ปา เขา สัตว โดยรักษาสมดุลของระบบนิเวศไว
(ecological system) คงความหลากหลายทางชีวภาพเอาไวตลอดไป (bio diversity)
จึงเห็นไดวา ลักษณะคนพัฒนาทั้งสี่ประการเกี่ยวเนื่องผูกพันกันอยู นอกจากนั้น
ลักษณะเหลานี้ยังผูกพันไปถึงครอบครัวและชุมชนพัฒนาอีกดวย
9.6 ครอบครัว/ชุมชนพัฒนา
เปาหมายการพัฒนาสังคมเปาหมายที่สาม คือ ครอบครัว/ชุมชนพัฒนา ซึ่งถาใชศัพท
วิชาการ ทั้งครอบครัวและชุมชนตางก็เปนองคการสังคม (social organization) ดวยกันทั้งคูแตตาง
ประเภทกันและมีลกั ษณะบางอยางรวมกัน เชน ตางก็เปนความสัมพันธทางสังคม มีหนาทีข่ องตนเอง
และมีแบบแผนความประพฤติ และลักษณะเฉพาะของตน คือ ครอบครัวมีขนาดเล็ก องคประกอบ
แค พอแมลูก แตชุมชนมีขนาดใหญ รวมครอบครัวเขาไปดวย และมีที่ตั้งเปนหลักแหลง เปนตน

47
อยางไรก็ดี ในที่นี้จะไมแยกครอบครัวและชุมชนออกจากกันแตจะพูดถึงอยางรวม ๆ วา มีลักษณะ
ความพัฒนาหาประการดังแสดงในภาพประกอบที่ 2.7

สันติภาพ
ครอบครัว/ชุมชนเรียนรู

ความสามารถในการจัดการ

จิตวิญญาณ

สิ่งแวดลอมสมดุล

ภาพประกอบที่ 2.7 ลักษณะ 5 ประการของครอบครัว/ชุมชนพัฒนา
9.6.1 สันติภาพ เราใชสันติภาพในที่นี้ใหมีความหมายเดียวกับความสุขเพียงแต
ใชคนละที่หรือคนละระดับ ถาเปนระดับบุคคลเราใชความสุข เมื่อเปนระดับครอบครัว ชุมชน หรือ
สังคม อันเปนประเภทตาง ๆ ขององคการทางสังคม เราจะใชสันติภาพ ซึ่งแปลวา ครอบครัว/ชุมชน
มีความสุข แตความสุขของครอบครัว/ชุมชนเปนภาวะที่ใหญกวา กวางกวา เปนเรื่องของสวนรวม
เปนเรื่องของความสัมพันธระหวางคน ดังนั้น จึงจัดใหเปนภาวะของความสุขสงบหรือสันติภาพ
9.6.2 ครอบครัว/ชุมชนเรียนรู ถาพูดเปนภาษาอังกฤษจะกะทัดรัดกวา นั่นคือ
learning organization หมายความวา องคการพัฒนาจะตองเปนองคการที่เรียนวิชาเพิ่มเติม แสวงหา
ความรูใหม ๆ รวมกันอยูตลอดเวลา จะเปนรูปมีชั้นเรียน หรือการฝกอบรม การสาธิตอะไรก็ไดที่จะ
ทําใหองคการมีคุณภาพ หูตากวางขวาง ทันโลก ทันสมัย การเรียนรูรวมกันเปนกลุมหรือองคกรเชน
นี้มีขอดีหลายอยาง เชน เปนการรวมกันคิด รวมกันวิเคราะหวิจารณ ทําใหเกิดความเขาใจแตกฉาน
ยากที่จะลืม เพราะหลายคนจะไดชวยกันจํา ความยั่งยืนถาวรของความรูที่ไดเรียนรวมกันก็จะเกิดขึ้น

48
9.6.3 ความสามารถในการจัดการ หรือพูดสั้น ๆ วา การจัดการ (management)
สิ่งที่จะจัดการก็คอื ชุมชน ดังนัน้ จึงเปน การจัดการชุมชน (community management) ครอบครัวหรือชุม
ชนพัฒนาจะตองมีลักษณะเชนนี้ การจัดการชุมชนจะทําอยางไร อาจทําไดหลายอยาง
9.6.3.1 เริ่มตั้งแตการรูจักตนเอง (self knowing) พูดในแงชุมชนอยางเดียว
การรูจักชุมชน คือ การรวบรวมขอมูลดานกายภาพ เศรษฐกิจ การเมือง สังคมของชุมชน แลวนํามา
วิเคราะหจัดหมวดหมู พรอมที่จะใชประโยชน
9.6.3.2 การวางแผน (planning) เปนงานทีจ่ ะตองทําหลังจากการสํารวจชุมชน
รูจักชุมชนของตนดีแลว แผนหรือโครงการจะถูกจัดทําขึ้นเพื่อแกปญหาหรือเพื่อสรางความเจริญให
กับชุมชนดานใดดานหนึง่ ในแผนแตละแผนจะตองมีรายละเอียดตัง้ แตวา จะทําอะไร ใครจะรับผิดชอบ
ทําที่ไหน เมื่อไร และทําอยางไร
9.6.3.3 การจัดกระบวน (organizing) เปนงานขั้นถัดมาหลังจากมีแผน
การจัดกระบวนคือการเตรียมความพรอม ทั้งในแงคน วัสดุอุปกรณ เงินคาใชสอย และสถานที่
การเตรียมคนรวมถึงการกําหนดวา ใครจะทําอะไร ขนาดไหน ตอนไหน รับชวงจากใคร อาจรวมถึง
การฝกทักษะพื้นฐานที่จําเปนและการนัดหมายวัดเวลาไวใหเรียบรอย
9.6.3.4 การประเมิน (evaluating) เปนสิง่ ทีจ่ ะตองจัดทําหลังจากงานดําเนิน
ไปไดสักระยะหนึ่ง การประเมินคือการตรวจตรางานที่ทําวา ดําเนินไปตามแผนหรือไม ถาเปนไป
ตามเปาหมาย มีทางจะปรับปรุงใหดขี นึ้ หรือไม ถาไมเปนไปตามแผน จะแกไขอยางไร การประเมินงาน
ระหวางการดําเนินงานอยูเรียกอีกอยางการการกํากับงาน (monitoring) การประเมินงานตอนงาน
เสร็จแลวเพื่อใหทราบวาเปนไปตามเปาหมายหรือไม ครบถวนหรือไม มีปญหาอุปสรรคอะไรบาง
มีแนวทางแกไขเยียวยาอยางไร
จะเห็นวาการจัดการชุมชนเปนเรือ่ งภายในชุมชน เปนการรวมกันทํางานของชุมชน
มีทั้งการรูจักตนเอง การเอาขอมูลมาใชวางแผน จัดระเบียบชุมชน การประเมินผล สิ่งเหลานี้คือ
การพัฒนาและวิจยั โดยมีสว นรวม (PAR = Participatory Action Research) หรือเรียกสัน้ ๆ วา R & D
คือ การวิจัยและพัฒนา
9.6.4 จิตวิญญาณ (spirituality) ชุมชนก็ดี ครอบครัวก็ดี จะพัฒนาและยั่งยืนได
จะตองมีจิตวิญญาณ นั่นคือ ความมีชีวิตจิตใจประหนึ่งสิ่งมีชีวิต ครอบครัว/ชุมชนมีชีวิตไดอยางไร
มีไดเพราะไมวาครอบครัวหรือชุมชนประกอบดวยคน แตการมีจิตวิญญาณตรงนี้เนนการมีคน

49
จํานวนหนึ่งในครอบครัวก็ดี ชุมชนก็ดี ที่อุทิศ ตัว เอง อุทิศเวลาและแรงงาน รวมทั้งปญ ญา
ความสามารถ ทํางานเพื่อสวนรวม เปนการทํางานอยางตอเนื่องในรูปของอาสาสมัครรายบุคคล
หรือเปนกลุมกอน เชน เปนกรรมการชุมชน จะมีรายไดหรือไมก็ตาม วัตถุประสงคเพื่อความคงอยู
และพัฒนาของชุมชนหรือครอบครัว ซึง่ เปนหนวยสังคมทีม่ บี คุ คลอุทศิ ตัวเพือ่ ครอบครัวอยางเดนชัด
ชุมชนจะพัฒนา หรือเขมแข็งยั่งยืน ก็ตองมีบุคคลเชนนั้นเหมือนกัน
9.6.5 ความสมดุลของสิ่งแวดลอม เปนลักษณะประการสุดทายขององคการ
พัฒนา ทั้งนี้เพราะชุมชนก็ดี ครอบครัวก็ดี จะตองอยูในสิ่งแวดลอม ทั้งธรรมชาติและสังคม แตใน
ที่นี้จะเนนเฉพาะสิ่งแวดลอมธรรมชาติ การรักษาสมดุลของสิ่งแวดลอม หมายความวา จะตองรักษา
ระบบนิเวศ (ecological system) ของธรรมชาติใหคงอยู รักษาความหลากหลายของชีวิต (bio –
diversity) และไม ทําส ว นหนึ่ ง ส ว นใดของธรรมชาติ เ สี ย หาย กลายเป น สิ่ ง แวดลอมเปนพิษ
(pollutions)
9.7 ความใสใจสิง่ แวดลอม เปนเปาหมายทีส่ ามของการพัฒนาสังคม นัน่ คือ นอกเหนือ
จากเปาหมายการทํางานใหมีความสุข ทําใหคนพัฒนา ทําใหครอบครัวมั่นคง ชุมชนเขมแข็งแลว
ยังตองบอกเปาหมาย ทําใหคนพัฒนานัน้ ใสใจสิง่ แวดลอมธรรมชาติ เพราะสังคมตองอยูใ นธรรมชาติ
รักษาสิ่งแวดลอมใหอยูในสภาพดี มีสมดุลของระบบนิเวศ เพื่อจะไดเอื้อตอความสะดวกสบายและ
ความสุขของมนุษย สําหรับความหมายของความสมดุลของสิ่งแวดลอมธรรมชาติ ก็เชนเดียวกับ
ที่เพิ่งบรรยายมา
9.8 กลยุทธการพัฒนาสังคม
กลยุทธการพัฒนาสังคมมีจํานวนมาก แตที่จะกลาวนี้มีประมาณ 7 เรื่อง ดวยกัน
คือการสรางความรวมมือ การรวมมือกับองคการเอกชน การใชภูมิปญญาพื้นบาน ผลเชิงลบของ
การพัฒนา การบํารุงรักษาสิ่งที่ไดพัฒนาขึ้นมาแลว หลักการมองปญหาการพัฒนาสังคม และกลวิธี
การพัฒนาสังคมบางประการ บทนี้จะจบลงดวยหัวขอความรูกับการปฏิบัติไดจริง
9.8.1 การสรางความรวมมือ
ในปจจุบันผูปฏิบัติงานพัฒนาสังคมจะพบวา มีหนวยงานทั้งของรัฐและเอกชน
ของไทยและของตางประเทศเขามามีสวนรวมในการพัฒนาสังคมรูปแบบตาง ๆ อยูเพิ่มจํานวนมาก
ในสวนของรัฐมีสถาบันทางเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรกรและสหกรณ กระทรวงกลาโหม กระทรวงอุตสาหกรรม

50
และกระทรวงพาณิชย เปน ตน สว นของเอกชนอาจเปนสองกลุม ใหญ คือ องคการอาสาสมัคร
การพัฒนา (NGO) ซึ่งเปนองคการเอกชนที่ไมแสวงหากําไร มีทั้งองคการที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาและ
ที่ไมเกี่ยวเนื่องกับศาสนา กับอีกกลุมหนึ่งเปนองคการธุรกิจเอกชน องคการประเภทนี้แสวงหากําไร
ในการเขามาชวยงานพัฒนา เชน ธนาคารตาง ๆ บริษัทเกี่ยวกับการเกษตร เปนตน
องคการตาง ๆ เหลานี้อาจเขามารวมงานพัฒนาในพื้นที่ของนักพัฒนาคนหนึ่ง
คนใดอยูแลวแตของนักพัฒนาบางคนอาจยังไมมีองคการเหลานี้แตถึงมีอยูแลวบาง ก็อาจอยากให
องคการอื่น ๆ เขามาชวยเพิ่มเติม คําถามที่เกี่ยวเนื่องอาจมี เชน
ทําอยางไรประชาชนในทองที่จึงจะเขามามีสวนรวมอยางกระฉับกระเฉง
ทําอยางไรตัวพัฒนากร นักพัฒนาอื่น ๆ จะเต็มใจทํางานและอยูในทองที่
ทําอยางไรเจาหนาที่เทคนิค เชน ชลประทาน ประมง จะใหความรวมมือ
ทําอยางไรเจาหนาที่เทคนิค เชน ชลประทาน ประมง จะใหความรวมมือ
ทําอยางไรองคการเอกชนจึงจะสนใจเขาชวยเหลือชาวบาน
แนนอนละวา แนวทางการชัดนําบุคคลและองคการตาง ๆ เขารวมในกิจการ
พัฒนาสังคมยอมมีหลากหลาย บางประการมี เชน
9.8.1.1 การทําความรูจ กั หนวยงานทีเ่ กีย่ วของ รูโ ครงสรางหนาที่ โครงการ
แผนงาน นโยบาย บุคคลผูมีอํานาจและที่อยูขององคการเพื่อการติดตอ
9.8.1.2 การประชาสัมพันธหนวยงาน โครงการพัฒนาใหเปนทีท่ ราบทัว่ กัน
เพื่อเปดโอกาสใหองคการอื่นมารวมมือดวย
9.8.1.3 การติดตอกับหนวยงานโดยตรง เพือ่ ชักชวน หรือขอความชวยเหลือ
เกี่ยวกับงานพัฒนาที่จะทําหรือกําลังกระทําอยู
9.8.1.4 การแสดงประโยชนของการรวมมือกันทํางานใหกับบุคคล หรือ
หนวยงานที่ตอ งการชัก ชวนใหมารว มมือกัน ทํางาน ประโยชนของงานพัฒนาที่จ ะเกิด ขึ้น จาก
ความรวมมือกันนั้นมีมากมาย ทั้งทางตรง เชน การที่เขาไดทําหนาที่ และทางออม เชน ไดเห็น
ความเจริญกาวหนาของสังคม
9.8.1.5 การชี้ใหเห็นผลรายของชุมชนหรือสังคมไมพัฒนา เชน มีภัย
มีปญหา มีโรค หรือสุขภาพไมดี เปนตน ภัยหรือปญหาเหลานี้มีอยูในสังคม แมวันนี้จะยังไม
มาถึงตน แตวันหนึ่งก็จะถึงและทําใหเดือดรอน จึงควรตองชวยกันแกไขใหหมดไป

51
9.8.1.6 การเรงเราอุดมการณ ทุกคนหรือองคการยอมจะมีอุดมการณหรือ
ปรัชญาชีวิตที่จะทําประโยชนเพื่อผูอื่น หรือสวนรวม ความรูสึกในอุดมการณกระตุนยั่วยุเขาก็จะ
ลุกโชนรุนแรงขึ้นและเขารวมงานในที่สุด
9.8.1.7 ในทายที่สุด การชัดชวนใหคิดถึงคุณคาของความเปนคนซึ่งเปน
สัตวประเสริฐเหนือกวาสัตวโลกหรือสัตวประเภทอื่น สัตวมนุษยจะตองทําอะไรเพื่อผูอื่น ชวยเหลือ
เกื้อกูลผูอื่น ชวยใหเขาพนทุกขดวยวิธีหนึ่งวิธีใด เหลานี้เปนสิ่งที่จะตองทําเพื่อใหสมกับการเปน
มนุษยหากยังไมไดทําก็จะตองทําเสีย หาไมก็จะไมไดชื่อวาเปนมนุษยใครก็คงยอมไมได แลวเขาก็
จะใหความรวมมือ
9.8.2 การรวมมือกับองคการเอกชน
สิ่งสําคัญตรงนี้ก็คือ การมองเห็นความสําคัญขององคการเอกชนไมวาจะเปน
ประเภทแสวงหากําไร เชน ธนาคาร หรือบริษัทธุรกิจ และไมแสวงกําไร ทั้งที่เกี่ยวกับศาสนาและ
ไมเกี่ยวกับศาสนาใหเขาไดเขามามีบทบาทในการพัฒนาสังคมรวมกับหนวยงานของรัฐซึ่งเปนหลัก
หนวยงานเอกชนเหลานี้แมโดยทั่วไปจะไมมีขนาดใหญเทาของรัฐ (แตบางบริษัทก็อาจใหญกวา)
แตเขาก็มีกําลังเงิน กําลังทรัพย กําลังคน มีองคการอยูมากแพรกระจายอยูตามภูมิภาคตาง ๆ บาง
ประเภท มีความรูความสามารถ และวิธีการทํางานที่แตกตางไปจากของทางราชการ เชน องคการ
พัฒนาเอกชนนิยมใชวิธี PAR ในการดําเนินงานพัฒนาของเขา หากทางราชการยอมรับวิธีการของ
เขา อนุญาตใหเขาดําเนินการพัฒนาตามวิธีของเขา รวมมือกับทางราชการ ก็ยอมจะไดประโยชน
ดวยกันทั้ง 3 ฝาย คือ ราชการ เอกชนและชาวบาน ทําใหมีแรงพัฒนาสังคมเพิ่มขึ้น
9.8.3 การใชภูมิปญญาพื้นบาน
ภูมิปญญาพื้นบานมีขอบเขตกวางขวาง ไมใชเฉพาะยาสมุนไพร การรักษาโรค
แบบโบราณ แตยังมีเรื่องการชาง การคมนาคมขนสง ครอบครัว การศึกษา นันทนาการ ศาสนา
ภาษาและการสื่อสารวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีและแมแตเรื่องการเมืองการปกครอง การสงคราม
การเปนผูนํา สิ่งตาง ๆ เหลานี้รวมเปนวัฒนธรรมของสังคมไทยมาแตดั้งเดิมนั้นเอง แตมาภายหลัง
ไดมกี ารหันหลังใหกบั สิง่ เหลานีก้ ลับใหความสําคัญกับวัฒนธรรมตะวันตก เรียกวา เปนความทันสมัย
ความเปนสมัยใหม ทางวัฒนธรรมไทยวาคร่าํ ครึ ลาหลัง ความจริงมิไดเปนเชนนัน้ และเปนทีน่ า ยินดี
ทีข่ ณะนีม้ กี ารหันมาใหความสนใจสนับสนุนใหใชความรูพ นื้ บานเหลานี้ การนําเอาภูมปิ ญ
 ญาชาวบาน
กลับมาใชใหมากขึ้น จึงนับเปนกลวิธีอีกอยางหนึ่ง

52
9.8.4 หลักการมองปญหาการพัฒนาสังคม
การทํางานสิง่ ใด ๆ ใหบรรลุถงึ เปาหมายมักตองมีปญ
 หาอุปสรรคขัดขวางการทํางาน
พัฒนาสังคมก็ไมเปนขอยกเวน มีปญหาอุปสรรคมากมาย ปญหามีอะไรบางคงจะไมสามารถกลาว
ไดหมด แตมีหลักการมองวาปญหาจะเกิดจากสิ่งใดไดบาง เมื่อรูวาปญหาอาจเกิดจากที่ใดก็ควร
ระมัดระวัง หรือหาทางปองกันไวเสีย หลักการมองปญหาจึงถือไดวาเปนกลยุทธการพัฒนาไดอีก
ประการหนึ่ง
โดยทั่วไป งานพัฒนามักมีผูเกี่ยวของอยู 3 ฝาย หรือในที่นี้ขอใชคําวาระบบ นั่น
คือ ระบบรัฐบาล โดยเฉพาะตัวองคการแบบราชการ (bureaucracy) ระบบชุมชน (community) อาจ
เปนชุมชนเมืองหรือชุมชนชนบทก็ตาม แตหมายถึงสวนทั้งหมด คือ เมืองหรือชนบททั้งหมดของ
สังคมสวนรวมและอีกระบบ คือ ตัวนักพัฒนาและพวกพอง เครือญาติ นักพัฒนาเปนระบบ เพราะโดย
ทัว่ ไปคนเรายอมตองมีครอบครัว ชายมีภรรยา หญิงมีสามี แลวก็มีลูกหลาน มีญาติและเพื่อนฝูง
เมื่อเรารูวา งานพัฒนาสังคมประกอบดวย 3 ระบบ ดังนี้แ ลวขั้น ตอไปก็คือ
การคิดถึงปญหาจากตัวระบบโดยการนึกถึงธรรมชาติของแตละระบบในการสัมพันธกับงานพัฒนา
จากการทําเชนนั้นเราจะไดปญหา 4 กลุม หรือประเภท
9.8.4.1 ปญหาจากองคการแบบราชการ เชน
1) ปญหาดานงบประมาณและระบบงบประมาณ
2) ปญหาดานการเนนผลงานทางวัตถุ
3) ปญหาความลาชาหรือที่เรียกวา เรดเทป
9.8.4.2 ปญหาจากระบบชุมชน เชน
1) ปญหาการขาดความรู
2) ปญหาโรคภัยไขเจ็บ
3) ปญหาความอดอยากยากจน
9.8.4.3 ปญหาจากตัวนักพัฒนา
1) ปญหามีนักพัฒนาจํานวนนอย
2) ปญหานักพัฒนาขาดความรูความสามารถ
3) ปญหานักพัฒนาหนีงานหรือไมตั้งใจทํางานใหเต็มที่

53
9.8.4.4 ปญหาจากความสัมพันธระหวาง 3 ระบบ เชน
1) ความเขาใจกันระหวางระบบ ทําใหประสานงานกันอยางไมมี
ประสิทธิภาพ
2) ความไมรวมมือกันหรือการขัดแยงกันระหวางระบบ ทําให
เกิดความเสียหายในการปฏิบัติหนาที่
3) ความหยอนยานในการปฏิบัติหนาที่ของบางหนวยก็เปนปญหา
ในการปฏิบัติดวยเชนกัน
ในปจจุบัน เมื่อมีองคการเอกชนเขามารวมงานพัฒนาสังคมอีกดวย ปญหาอีก 2
ประเภทก็ตามมา คือ ปญหาจากระบบงานขององคการเอกชนเอง เชน การมีงบประมาณและ
บุคลากรจํากัด เปนตน และปญหาอันเกิดจากความสัมพันธระหวางองคการเอกชนกับ 3 ระบบแรก
กอใหเกิดปญหา เชน ความไมเขาใจกันหรือการไมยอมรับองคการเอกชนของทั้ง 3 ระบบ
ความแตกตางในระบบการทํางาน เชน ระบบราชการมีหลักเกณฑตายตัว ขาราชการมีความเปน
เจาขุนมูลนายมาก ผิดกับระบบขององคการเอกชนทีม่ กี ฎเกณฑแตยดื หยุน ไดมาก เจาหนาทีไ่ มถอื ตัว
มีแนวการทํางานเปนประชาธิปไตยมาก เปนตน
เมื่อรูปญหาลวงหนาเชนนี้แลว ควรเตรียมตัวลวงหนา ปองกันไวกอน ปญหาก็
จะไมมี หรือมีปญหาแตเพียงเล็กนอย เปนผลดีแกงานพัฒนา
9.8.5 ผลเชิงลบของการพัฒนาสังคม
กลยุทธอีกประการหนึ่งที่จะขอกลาวถึง คือ ผลเชิงลบของการพัฒนาสังคมนี้เปน
สิ่งที่มักไมคอยจะคิดถึงกันในการพัฒนาสังคม คิดถึงกันแตวาจะทําอะไร ทําอยางไร ทําที่ไหน ใคร
จะเปนคนทํา หรืออะไรทํานองนั้น แลวก็ตั้งความหวังวา การพัฒนาจะนําผลดีความงดงามมาสู
สังคม เมื่อสังคมไดรับการพัฒนาเสร็จสิ้นแลว แทที่จริงการพัฒนามีผลลบหรือผลเสียตามมาดวยทั้ง
ผลเสียคาดการณไวลวงหนาและผลเสียที่ไมไดคาดการไวลวงหนา
การคิดถึงผลเสียของการพัฒนาสังคมไวลวงหนายอมจะมีประโยชนหลายอยาง
เชน การทํางานดวยความระมัดระวัง การใชจายในงานใด ๆ จะไดทําดวยความประหยัดมัธยัสถ ไม
ฟุมเฟอย และการปองกันผลเสียของการพัฒนาไวลวงหนา เปนตน
ผลเสียของการพัฒนาสังคมบางอยางที่คาดไวลวงหนา เชน
9.8.5.1 การทําลายทรัพยากรธรรมชาติไมวาจะเปนดิน น้ํา ปาไม แรธาตุ

54
9.8.5.2 การเกิดมลพิษทางดิน ทางอากาศ ทางน้ํา ทางเสียง
9.8.5.3 การเอารัดเอาเปรียบกันของคนที่ไดเปรียบหรือคนมือยาวในสังคม
9.8.5.4 พลังอํานาจอันรุนแรงของวัตถุนิยม ทําใหจิตนิยม หรือคุณธรรม
ออนลง
9.8.5.5 วัตถุนยิ มของสังคมสมัยใหมสง เสริมใหคนมีความโลภ มีความหิว
กระหายสูง
9.8.9.6 มีการทําลายประเพณีอันดีงามและคานิยมพื้นฐานเปนจํานวนมาก
9.8.9.7 ความเจริญทางวัตถุเปนไปอยางรวดเร็ว ความเจริญทางสังคมและ
จิตใจเดินตามไมทัน
9.8.9.8 มีชองวางระหวางคนรวยและคนจนกวางขึ้น
9.8.9.9 มีความขัดแยงและแขงขันสูง
9.8.9.10 มีความไมสงบทางการเมืองสูง
9.8.9.11 มีปญหาสังคมเกิดขึ้นมาก
9.8.9.12 ครอบครัวแตกแยก วัฒนธรรมเดิมลมสลาย
9.8.6 กลวิธีการพัฒนาสังคม
กลยุทธการพัฒนาอาจมีอีกเปนจํานวนมาก ไมอาจกลาวไดอยางครบถวน ในที่นี้
จะขอประมวลมาเปนกลวิธกี ารพัฒนา โดยจะไมกลาวรายละเอียดใหมากนัก กลวิธตี า ง ๆ เหลานีม้ ี เชน
9.8.6.1 การพัฒนาแบบสมดุล (balance) และไมสมดุล (unbalance)
9.8.6.2 การพัฒนาแบบเนนพื้นที่ประเภทใดประเภทหนึ่ง เชน เนนพื้นที่
ยากจน เนนพื้นที่ที่มีการพัฒนาระดับกลาง
9.8.6.3 การพัฒนาแบบเชิงรุก (offensive approach)
9.8.6.4 การพัฒนาแบบครบวงจร พัฒนาเรื่องตอเนื่องกันจนครบทุกอยาง
9.8.6.5 การพัฒนาแบบเฉพาะดาน เชน เฉพาะเกษตร อุตสาหกรรม ธุรกิจ
9.8.6.6 การพัฒนาแบบไรนาสวนผสม
9.8.6.7 การพัฒนาแบบทฤษฎีใหมของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูห วั ทีใ่ ห
นาของกสิกรแตละรายมี 4 สวน มีสระน้ํา 1 สวน ทํานาทําไร 2 สวน กับอีกสวนหนึ่งเปนที่อยูอาศัย
ที่ทรงเรียกวา ทฤษฎีใหม

55
9.8.6.8 การพัฒนาแบบของผูนําพื้นบาน (ปรัชญาชาวบาน) เชน ผูใหญ
วิบูลย มหาทองอยู คําเดื่อง ภาษี
9.8.6.9 การพัฒนาที่เนนใหคนเปนผูตัดสินใจ (decision ขายโอน)
9.8.6.10 การพัฒนาที่เนนใหคนเปนผูผลิตสินคาออกมาเลย
9.8.6.11 การพัฒนาที่เนนใหคนเปนผูตระหนักถึงการเปนคนตั้งตัวได
เปนอิสระจากครอบครัว พอแม
9.8.6.12 การพัฒนาที่เนนใหคนเปนผูนํา
9.8.6.13 การพัฒนาที่เนนใหคนเปนผูมีคุณธรรม
9.8.6.14 การพัฒนาที่เนนใหคนเปนผูมองการณไกล
9.8.6.15 การพัฒนาที่เนนใหคนเปนผูใฝการศึกษาอยูเสมอ
9.8.7 การบํารุงรักษาสิ่งที่ไดพัฒนาขึ้นมาแลว
สิง่ ทีพ่ ฒ
ั นาขึน้ มาแลวมี 2 ประเภท ดังไดกลาวมาแลว คือ สิง่ ทีเ่ ปนวัตถุและสิง่ ที่
ไมไดเปนวัตถุ ในที่นี้จะพูดถึงเฉพาะวัตถุแตก็ไมไดหมายความวา สิ่งที่ไมใชวัตถุที่พัฒนาขึ้นมาแลว
จะไมสําคัญ ตรงขามสิ่งนั้นมีความสําคัญมาก การบํารุงรักษาไดก็ยิ่งตองมีความสําคัญและยาก จะยัง
ไมกลาวถึงในที่นี้ สิ่งที่จะบํารุงรักษามี เชน สระน้ําสาธารณะ โรงเรียน ถนนหนทาง รั้ว สะพาน
เปนตน อาจทําไดดังนี้
9.8.7.1 ตั้งกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อมาดูแลรักษาสิ่งนั้น
9.8.7.2 ใหมีก ฎระเบีย บเกี่ย วกับการใชสอยสิ่ง นั้น บางอยางอาจตองมี
การเก็บเงิน เชน น้ําประปา คาไฟฟา
9.8.7.3 จัดใหมผี ดู แู ลเรือ่ งนัน้ เปนประจํา บางอยาง เชน ประปาทีใ่ ชเครือ่ งปม
จะตองติดเครื่องทั้งกลางวันและกลางคืน เชนนี้อาจตองมีผูดูแลสองคน สลับสับเปลี่ยนเวลากัน
9.8.7.4 กรรมการมีการประชุมกันเปนครั้งคราวกฎระเบียบอาจปรับปรุง
เปลี่ยนแปลง มีการประชาสัมพันธเรื่องราวใหชาวบานไดทราบเปนครั้งคราว
การบํารุงรักษาสิง่ ทีไ่ ดพฒ
ั นาขึน้ มาแลวประเภทอืน่ ก็อาจเลียนแบบวิธกี ารเหลานี้
โดยปรับใหเหมาะกับประเภทของวัตถุนั้น ที่สําคัญ เมื่อพัฒนาอะไรขึ้นมาไดแลว ตองพยายามรักษา
ไวใหนานที่สุด หากถึงคราวตองเปลี่ยน ถาสามารถใชทุนรอนที่เก็บสะสมไวจากกิจการเดียวกันได

56
ก็จะเปนประโยชนแกประชาชนมาก ทางราชการหรือผูเกี่ยวของอื่นก็ยอมจะตองพอใจ แตที่สําคัญ
ที่สุด ประชาชนนั้นเองจะไดประโยชนสูงสุด โดยมีสิ่งจําเปนไวใชอยางตอเนื่อง
10. หลักวิชาเกี่ยวกับทฤษฎีองคการและการจัดการ
นอกเหนือจากกลุมแนวคิด ทฤษฎีองคการและการจัดการดานโครงสรางที่ถูกจัดวาเปน
กลุมแนวคิด ทฤษฎีในยุคแรก (classical theory approach) แลว อีกกลุมแนวคิด ทฤษฎีองคการ
และการจัดการหนึ่งที่ถูกจัดวาอยูในทฤษฎียุคแรกหรือยุคดั้งเดิม ก็คือ กลุมแนวคิด ทฤษฎีองคการ
และการจัดการที่เนนประสิทธิภาพและหลักการจัดการ ซึ่งแบงออกไดเปน 2 กลุมแนวคิดคือ
แนวคิด ทฤษฎี อ งค ก ารและการจัด การที่เ นน การจัด การแบบวิท ยาศาสตร( scientific
management)
แนวคิด ทฤษฎีอ งคก ารและการจัด การที่เ นน หลัก การจัด การทั่ว ไป (administrative
management)
10.1 ทฤษฎีองคการและการจัดการที่เนนการจัดการแบบวิทยาศาสตร
แนวคิด ทฤษฎีองคการและการจัดการที่เนนการจัดการแบบวิทยาศาสตรเปนแนวคิด
ที่ใหความสําคัญตอการนําวิธีการทางวิทยาศาสตรมาใชเพื่อชวยเพิ่มประสิทธิภาพการทํางานของ
บุคลากรโดยเฉพาะในระดับคนงาน โดยบุคคลที่มีอิทธิพลตอกลุมแนวคิดนี้ ไดแก
เฟรดเดอริค ดับบลิว เทเลอร (Frederick W. Taylor อางถึงใน เทพศักดิ์ บุณยรัตพันธุ,
2546, หนา 20) ถือไดวาเปนบุคคลแรกที่มีอิทธิพลตอกลุมแนวคิดนี้ หลังจากที่เทเลอรเคยเปนชาง
เครื่องของบริษัทแหงหนึ่งก็ไดเขามาทํางานที่บริษัท Midvale and Bethlehem Steel ที่เมืองฟลาเดเฟย จนกระทั่งไดดํารงตําแหนงเปนหัวหนาวิศวกร ตลอดระยะเวลาการทํางาน เทเลอรไดพบวา
คนงานมักจะมีการอูงาน โดยมีการทํางานต่ํากวาศักยภาพที่มีอยู ซึ่งเทเลอรเชื่อวามีเหตุผลสําคัญ 3
ประการ ที่ทําใหคนงานมักอูง าน ก็คอื ประการแรก คนงานกลัววาถามีการเพิม่ ประสิทธิภาพการทํางาน
สูงขึน้ จะทําใหนายจางเพิม่ เปาหมายการทํางานใหสงู ขึน้ และจะทําใหพวกเขาตองทํางานหนักขึน้ ไปอีก
ประการทีส่ อง ระบบคาจางที่เปนอยูเปนตัวชวยทําใหคนงานไมอยากทํางาน ประการที่สาม เปนผล
มาจากการทํางานที่ใชความเคยชินจากประสบการณที่ถายทอดกันมาทําใหยังไมมีการพัฒนาประ
สิทธิภาพการทํางานเพิ่มขึ้น
เทเลอรเชื่อวาผูบริหารจะสามารถแกไขปญหาการอูงานของคนงานนี้ไดก็ดวยการนํา
วิธกี ารทางวิทยาศาสตรมาประยุกตใช โดยยึดถือหลักการทีส่ าํ คัญ 4 ประการ ไดแก 1) มีการศึกษา
การทํางานโดยใชวิธีการทางวิทยาศาสตร เพื่อคนหาวิธีการที่ดีที่สุด (one best way) ในการทํางาน
2) การคัดเลือกคนงาน การสอนงาน และการพัฒนางานใหเปนไปตามหลัก และวิธกี ารทางวิทยาศาสตร

57
3) มีการรวมมือกับคนงานเพื่อใหเกิดความมั่นใจวา คนงานไดมีการนําวิธีการทํางานที่ถูกตองไปใช
4) แบงงานกันทําใหชดั เจนระหวางฝายจัดการกับฝายคนงาน โดยฝายจัดการมีหนาทีค่ วามรับผิดชอบ
ในการวางแผนเพือ่ พัฒนาวิธกี ารทํางานตามหลักวิทยาศาสตร และฝายคนงานมีหนาทีค่ วามรับผิดชอบ
ในการนําวิธีการที่นายจางคิดคนไปใชในการทํางาน
นอกจากนีแ้ ลวผลงานชิน้ สําคัญอีกขัน้ หนึง่ ของเทเลอร ก็คอื การพัฒนาระบบการจายคา
จางแบบจูงใจสําหรับการทํางานที่ไดมาตรฐาน เพื่อเปนการจูงใจใหคนงานไดทํางานตามมาตรฐาน
ที่ไดคนพบตามวิธีการทางวิทยาศาสตร ซึ่งเขาไดชี้ตัวเลขใหเห็นวาทั้งนายจางและลูกจางตางก็ไดรับ
ผลประโยชนเพิ่มมากขึ้น กลาวคือ นายจางไดผลผลิตของคนงานแตละคนเพิ่มสูงขึ้น และลูกจางก็
ไดคาจางที่สูงขึ้นกวาเดิม
เฮนรี แกนต (Henry Gantt, 1861-1919 อางถึงใน เทพศักดิ์ บุณยรัตพันธุ, 2546, หนา
21) อาจกลาวไดวา เขาเปนคนทีเ่ คยทํางานกับเทเลอรในหลายบริษทั ซึง่ ตอมาแกนตไดเปนทีป่ รึกษา
อิสระใหแกบริษทั หลายแหง ผลงานชิน้ สําคัญของแกนต ก็คอื การนําเสนอ ตารางเวลาทํางาน โดยเขา
เรียกวา Gantt Chart โดยเปนตารางที่แสดงถึงความสัมพันธระหวางกิจกรรมกับระยะเวลาที่ใช ซึ่ง
นํามาใชในการวางแผนและการควบคุมงาน ซึ่งเปนตารางที่แสดงใหเห็นวากิจกรรมใดจะทําเมื่อใด
ซึ่งถือวาเปนเทคนิคการวางแผนและควบคุมงานที่ในปจจุบันก็ยังเปนที่นิยมในการนําไปใช
10.2 ทฤษฎีองคการและการจัดการที่เนนคน
การศึกษาฮอรโธรน (Hawthorne Study อางถึงใน เทพศักดิ์ บุณยรัตพันธุ, 2546, หนา
24) ในป ค.ศ. 1924 ที่นําโดย เอลตัน เมโย (Elton Mayo) ซึ่งไดขอคนพบที่สําคัญตอปจจัยดาน
สังคมวาเปนปจจัยที่สําคัญที่มีอิทธิพลตอผลผลิตของงานเชนกัน ไมใชเพียงแตปจจัยดานเศรษฐกิจที่
ในอดีตที่ผานมาเชื่อวาเปนปจจัยเดียวที่มีอิทธิพลตอผลผลิตของงาน โดยไดขอคนพบที่วาเงินไมใช
เพียงปจจัยเดียวในการจูงใจการทํางาน การใหความสําคัญตอความตองการตอคนงาน การไดรับ
ความสนใจจาก ผูบริหาร การสงเสริมขวัญกําลังใจและพฤติกรรมของกลุมคน ลวนเปนปจจัยทาง
สังคมที่มีอิท ธิพ ล จูงใจตอการทํางานมากเชนกัน ซึ่งอาจกลาวไดวา ผลการศึกษาฮอรโธรน
(Hawthorne Study) ดังกลาว ไดกระตุน ใหเ กิด กลุม แนวคิดทฤษฎีองคก ารและการจัดการที่ใ ห
ความสําคัญตอคนมากขึน้ มีการพัฒนาทฤษฎีทเี่ นนใหความสําคัญตอการตอบสนองตอความตองการ
และการจูงใจพฤติกรรมมากขึน้ ซึง่ ทฤษฎีองคการและการจัดการทีส่ าํ คัญทีเ่ นนใหความสําคัญตอคน
ไดแก

58
10.2.1 ทฤษฎีลําดับขั้นความตองการ (hierarchy of needs theory)
ทฤษฎีลําดับขั้นตามตองการไดรับการพัฒนาขึ้นมา โดย อับราฮัม มาสโลว
(Abraham Maslow อางถึงใน เทพศักดิ์ บุณยรัตพันธุ, 2546, หนา 24) โดย มาสโลวมคี วามเชือ่ วามนุษย
ทุกคนจะมีความตองการเปนลําดับขั้น โดยมีความตองการใน 5 ลําดับขั้น ไดแก
10.2.1.1 ความต อ งการด า นกายภาพ (physiological needs) เป น
ความตองการพื้นฐานของมนุษยในการดํารงชีวิตและดํารงชีพในสังคม เชน อาหาร น้ํา ที่อยูอาศัย
ยารักษาโรค เงิน สภาพแวดลอมการทํางาน เปนตน
10.2.1.2 ความตองการดานความมัน่ คง (safety needs) เปนความตองการ
ที่มนุษยตองการใหตนเองมีความปลอดภัยมั่นคงทั้งในชีวิต ทรัพยสิน หนาที่การงาน ฯลฯ
10.2.1.3 ความตองการดานสังคม (social needs) เปนความตองการ
ของมนุษยในอันที่จะตองการไดรับการยอมรับจากสังคม กลุมคนวาตนเองเปนสวนหนึ่งของสังคม
หรือกลุมครอบครัว เพื่อน ที่ทํางาน และไดมีสวนรวมในสังคมหรือกลุม
10.2.1.4 ความตองการไดรบั การยกยอง (esteem needs)เปนความตองการ
ของมนุษยในอันทีจ่ ะตองการไดรบั การยกยองทางสังคม สถานภาพ การไดรบั ความสนใจ เพือ่ ทีต่ นเอง
มีความรูสึกวาตนเองมีความสําคัญ
10.2.1.5 ความตองการทีจ่ ะเปนบุคคลทีป่ ระสบผลสําเร็จ (self-actualization
needs) เปนความตองการขั้นสูงสุดของมนุษย ที่ตองการรูวาตนเองเปนบุคคลที่ประสบผลสําเร็จใน
ชีวิตในทุก ๆ ดาน
จากความตองการของมนุษยทั้งใน 5 ลําดับขั้นดังกลาวขางตน มาสโลวเชื่อวา
มนุษยเ ราจะมีความตองการเริ่ม ตน จากขั้น หนึ่ง กอ นเสมอ คือ ความตองการดานกายภาพ และ
เมื่อความตองการดานกายภาพไดรับการตอบสนองจนพอใจแลวก็จะไมมีความตองการนั้นตอไป
แตจะเริ่มหันไปตองการในลําดับขั้นที่สูงขึ้นซึ่งเปนขั้นที่สอง คือ ความตองการดานความมั่นคง
และเมื่อความตองการดานความมั่นคงไดรับการตอบสนองจนพอใจแลวก็จะไมมีความตองการนั้น
ตอไป แตจะเริ่ม หัน ไปตองการในลําดับขั้นที่สูง ขึ้น ซึ่ง เปน ขั้น ที่ส าม คือ ความตองการดาน
สัง คม และเมื่อความตองการดานสังคมไดรับการตอบสนองจนพอใจแลวก็จะไมมีความตองการ
นั้นตอไปแตจะเริ่มหันไปตองการในลําดับขั้นที่สูงขึ้นไปอีกซึ่งเปนขั้นที่สี่ คือ ความตองการไดรับ
การยกย อง และเมื่ อ ความตองการไดรับการยกยองไดรับการตอบสนองจนพอใจแลวก็จะไมมี
ความตองการนั้น ตอ ไป แตจะเริ่ม หัน ไปตองการในลําดับขั้น ที่สูง ขึ้น อีก ซึ่ง เปน ขั้น สุด ทา ย คือ
ความตองการที่จะเปนบุคคลที่ประสบผลสําเร็จ ดวยเหตุนี้เองทฤษฎีของมาสโลว จึงถูกเรียกวา
ทฤษฎีลําดับขั้นความตองการ

59
10.2.2 ทฤษฎี x และทฤษฎี y (Theory x and theory y)
นอกเหนือจากการมองแรงจูงใจอยูที่ความตองการแลว นักวิชาการอีกทานหนึ่ง
ที่สําคัญ คือ ดักกลาส แมคเกรเกอร (Douglas McGregor อางถึงใน เทพศักดิ์ บุณยรัตพันธุ, 2546,
หนา 25) ไดกลับมาเนนใหเห็นความสําคัญที่วาการจูงใจที่ไดผลจะตองศึกษาและเขาใจพฤติ
กรรมมนุษย ซึง่ แมคเกรเกอรเห็นวาเราสามารถมองพฤติกรรมของคนทํางานออกไดเปน 2 ลักษณะ
ใหญ ๆ คือ การมีพฤติกรรมในเชิงลบ และการมีพฤติกรรมในเชิงบวก ทําใหเกิดการพัฒนาทฤษฎี
ขึ้นมา ที่เรียกวา ทฤษฎี x และ ทฤษฎี y
10.2.2.1 ทฤษฎี x ทฤษฎีนี้มีฐานคติที่สําคัญ คือ
1) คนทํางานโดยธรรมชาติจะเกียจครานไมชอบทํางาน หลีกเลีย่ งงาน
2) เนือ่ งจากคนโดยธรรมชาติเกียจครานไมชอบทํางานหลีกเลีย่ งงาน
ดังนั้นจะตองใชการบังคับ การควบคุม การขมขู การลงโทษเพื่อใหมีคนกลุมนี้ทํางาน
3) ในการทํางาน คนกลุม นีจ้ ะเนนการทํางานทีย่ ดึ หลักความมัน่ คง
มากกวาหลักการอื่น
10.2.2.2 ทฤษฎี y ทฤษฎีนี้ ไดรบั การพัฒนาขึน้ เนือ่ งจากมีฐานคติทมี่ องคน
ทํางานในทางบวกที่ตรงขามกับทฤษฎี x โดยทฤษฎี y นี้มีฐานคติที่สําคัญ ไดแก
1) คนทํางานโดยธรรมชาติมคี วามขยัน และความกระตือรือรนใน
การทํางาน
2) คนทํางาน โดยทั่วไปจะมีความรับผิดชอบและผูกพันในงาน
จากแนวคิดของทฤษฎี x และทฤษฎี y ดังกลาวขางตน ไมสามารถสรุปได
อยางชัดเจนแนนอนวาทฤษฎีใดทีใ่ หผลความสําเร็จมากกวากัน ในทางปฏิบตั จิ ริงก็มผี บู ริหารบางคน
ประสบผลสําเร็จในเรือ่ งงานก็ดว ยการบริหารงานแบบใชทฤษฎี x เหมือนกัน กลาวโดยสรุป ในแงของ
การนําทฤษฎี x และทฤษฎี y ไปประยุกตใชใหประสบผลสําเร็จนั้น อาจกลาวไดวาขึ้นอยูกับศิลปะ
ของผูบ ริหารหรือผูบ งั คับบัญชาเปนสําคัญมากกวาวา เมือ่ ใดควรใชการบริหารแบบทฤษฎี x และเมือ่ ใด
ควรใชการบริหารแบบทฤษฎี y
10.2.3 ทฤษฎีสองปจจัย (two-factors theory)
ทฤษฎีแรงจูงใจที่สําคัญอีกทฤษฎีหนึ่งที่ไดรับการพัฒนาขึ้นมาโดยนักจิตวิทยา
ชื่อ เฟรดเดอริค เฮอรซเบิรก (Frederick Herzberg อางถึงใน เทพศักดิ์ บุณยรัตพันธุ, 2546, หนา 26)
คือ ทฤษฎีสองปจจัยโดยพื้นฐานแนวคิดของทฤษฎีนี้มาจากความเชื่อที่วาปจจัยเรื่องงานและสภาพ
แวดลอมของงานมีอทิ ธิพลตอความพอใจและแรงจูงใจในการทํางานของคนทํางาน อันเปนผลมาจาก
การวิจัย ที่ส อบถามคนทํางานหลายรอยคนถึงความตองการ โดยตั้ง คําถามที่วา ในชว งเวลาใดที่

60
พวกเขารูสึกวามีแรงจูงใจสูงในการทํางาน หรือชวงเวลาใดบางที่พวกเขารูสึกวาไมพอใจการทํางาน
ซึ่งจากขอคนพบของการวิจัย ทําใหเฮริซเ บิรก สามารถแยกปจจัย ที่มีอิท ธิพ ลตอ การทํางานออก
เปน 2 กลุม คือ กลุม ปจจัยพื้นฐาน (hygiene factors) และกลุมปจจัยจูงใจ (motivator factors)
กลุมปจจัยพื้นฐานประกอบไปดวย ปจจัย 5 ประการ ไดแก ปจจัยในเรื่องของ
1) สถานการณและเงื่อนไขของการทํางาน 2) คาตอบแทนและความมั่นคงของงาน 3) นโยบาย
ขององคการ 4) ผูบังคับบัญชา และ 5) ความสัมพันธระหวางบุคคล ซึ่งกลุมปจจัยพื้นฐานเหลานี้
จะทําหนาที่เพียงดํารงสภาพของความพอใจ และความไมพอใจเทานั้น แตมิใชเปนปจจัยที่จูงใจหรือ
กระตุนในการทํางานใหสูงขึ้น เชน ในสวนของปจจัยสภาพการณและเงื่อนไขของการทํางาน ถา
สภาพการณของการทํางานไมดีและมีเงื่อนไขการทํางานที่มาก คนทํางานจะเกิดความไมพอใจใน
ทางตรงขาม ถาสภาพการณของการทํางานดีและมีเงือ่ นไขการทํางานทีไ่ มมาก คนทํางานก็จะเกิดเพียง
แตความพอใจเทานั้น แตไมถึงกับเปนปจจัยที่จูงใจใหเขาทํางานมากขึ้น
ในขณะที่อีกกลุมปจจัยหนึ่งที่เรียกวา กลุมปจจัยจูงใจ ซึ่งประกอบไปดวยปจจัย
ที่สําคัญ 5 ประการ ไดแก 1) ความสําเร็จในการทํางาน 2) การไดรับการยกยอง 3) ความรับผิดชอบ
4) ลักษณะงานทีท่ าํ และ 5) โอกาสของความกาวหนา ซึง่ ปจจัยตาง ๆ ในกลุม นีก้ ลับไดรบั การคนพบวา
เปนกลุมปจจัยที่เปนตัวจูงใจใหมีการทํางานที่สูงขึ้นอยางแทจริง เชน การที่บุคคลเกิดความรูสึก
วาเขาทํางานเรือ่ งนีไ้ ดสาํ เร็จ ยอมทําใหเขาเกิดความภูมใิ จ ขณะเดียวกันผูบ งั คับบัญชาก็มกี ารยกยองผล
งานเขาในการทํางานเขาก็สามารถรับผิดชอบตัดสินใจงานไดอยางเต็มที่ ปจจัยตาง ๆ ทัง้ หมดเหลานี้
ยอมเปนตัวจูงใจใหเขาทํางานมากขึ้น
จากปจจัยทัง้ 2 ประการดังกลาวขางตน เฮอรซเบิรก เชือ่ วาเมือ่ ใดทีก่ ลุม ปจจัยจูงใจ
ขาดไป คนทํางานก็จะมีความรูส กึ เฉย ๆ ตองาน แตถา มีปจ จัยจูงใจเกิดขึน้ มาคนทํางานก็จะเกิดความรู
สึกมีตัวจูงใจสูงในการทํางานและมีความพอใจ และถาปจจัยพื้นฐานมีต่ําแลวก็จะทําใหคนทํางาน
เกิดความไมพอใจขึ้นมา ดังนั้น ถามองในแงของการนําไปประยุกตใชแลว ผูบริหารขององคการจะ
ตองพยายามขจัดสภาพความไมพอใจที่เกิดจากปจจัยพื้นฐานใหหมดไป ในขณะเดียวกันก็ตอง
พยายามสรางปจจัยจูงใจใหมีมากขึ้นเพื่อเปนการกระตุนหรือจูงใจการทํางานของบุคลากรใหสูงขึ้น
10.2.4 ทฤษฎีความคาดหวัง (expectancy theory)
ทฤษฎีความคาดหวังเปนทฤษฎีการจูงใจที่ไดรับการพัฒนาขึ้นมาโดย วิคเตอร
วรูม (Victor Vroom อางถึงใน เทพศักดิ์ บุณยรัตพันธุ, 2546,หนา 29) โดยมีพื้นฐานแนวคิดที่วา
แรงจูงใจเปนผลมาจากความคาดหวังของบุคคลเกี่ยวกับการใชความสามารถ ในการปฏิบัติงาน
รางวัลผลตอบแทนทีไ่ ดรบั และความชอบในรางวัล ดังนัน้ ภายใตแนวคิดของทฤษฎีนจี้ งึ ใหความสําคัญ
ตอความสัมพันธระหวางตัวแปรที่สําคัญ 3 ตัวแปร ไดแก

61
10.2.4.1 ความสัมพันธระหวางความพยายามกับผลงาน (effort-performance
linkage) โดยแรงจูงใจของบุคคลจะมีมากถาบุคคลเชื่อวา ถามีการใชความพยายามที่มากจะนําไปสู
ผลงานที่ตองการบรรลุถึงได เชน การขยันเรียนหนังสือจะนําไปสูการไดผลการเรียนที่ดี การตั้งใจ
และการทํางานหนักจะทําใหงานประสบผลสําเร็จสูง เปนตน ในทางตรงขามถาบุคคลใดมีความเชือ่ วา
ถึงแมวา จะมีความพยายามมาก อยางไรก็ตาม งานก็ไมสาํ เร็จ บุคคลนัน้ ก็มแี รงจูงใจในการทํางานทีต่ า่ํ
10.2.4.2 ความสัมพันธระหวางผลงานกับรางวัลที่ไดรับ (performancereward linkage) โดยแรงจูงใจของบุคคลจะมีสงู ถาบุคคลมีความเชือ่ วา การประสบผลสําเร็จในผลงาน
ที่ทําจะนําไปสูรางวัลที่ตองการ เชน การทํางานประสบผลสําเร็จจะไดรับคาคอมมิชชั่นที่มากขึ้น
ไดรับการยกยองชมเชย เปนตน ในทางตรงกันขามถาบุคคลใดมีความเชื่อวา แมวาจะทําผลงาน
ออกมาดีอยางไรก็ตาม 2 ขัน้ ก็ไมได คําชมเชยก็ไมได ก็จะทําใหบคุ คลนัน้ มีแรงจูงใจในการทํางาน
ที่ต่ํา
10.2.4.3 การจูงใจในคุณคาของรางวัล (valence) แรงจูงใจของบุคคลจะมีมาก
ถาบุคคลเห็นถึงความนาสนใจ และคุณคาของรางวัลที่จะไดรับ เชน บุคคลเห็นวาการใหรางวัล
ไปทองเที่ยวตางประเทศเปนรางวัลที่นาสนใจ และมีคุณคาเหมาะสมกับผลงานที่ทําได ก็ทําให
บุคคลนัน้ มีแรงจูงใจในการทํางานทีม่ ากเปนตน ในทางตรงขามแรงจูงใจของบุคคลจะต่าํ ถาบุคคลนัน้
มองวารางวัลไมนา สนใจหรือไมมคี ณ
ุ คาทีเ่ หมาะสมกับผลงาน เชน บุคคลมีความรูส กึ วาบริษทั อยาก
ใหทําผลงานมาก แตรางวัลที่ใหกับใหนอยและไมนาสนใจ บุคคลนั้นก็จะมีแรงจูงใจในการทํางาน
ที่ต่ํา เปนตน
ตามทฤษฎีความคาดหวังนั้นเมื่อพิจารณาในภาพรวมทั้ง 3 ปจจัยดังกลาวขางตน
แลว บุคคลใดจะมีแรงจูงใจมากจะตองมีแรงจูงใจในทุกสวนที่สูงดวย คือ แรงจูงใจที่สูงในสวนของ
ความพยายามกับผลงาน แรงจูงใจที่สูงในสวนของผลงานกับรางวัลที่ไดรับ และการจูงใจที่สูงใน
คุณคาของรางวัล
10.2.5 ทฤษฎีแรงจูงใจ
ธงชัย สันติวงษ (2540, หนา 82) กลาววา แรงจูงใจ (motivation) คือ แรงที่
กระตุน ผลักดัน ชี้นําใหบุคคลทําพฤติกรรมอยางใดอยางหนึ่ง หรืองดเวนไมทําพฤติกรรมอยางใด
อยางหนึง่ สิง่ เราเปนปจจัยทําใหเกิดแรงจูงใจจะเรียกวา สิง่ จูงใจ (motivator) เชน เงินหรือ เกียรติยศ
สมใจ ลักษณะ (2546, หนา 64 ) กลาววา ความตองการ (needs) เปนปจจัยพืน้ ฐาน
ของแรงจูงใจ เพราะธรรมชาติของมนุษยจะประพฤติเพื่อหลบเลี่ยงหางไกลจากสภาพที่ทุกขทรมาน
ไมสบาย เจ็บปวย ขาดแคลน บกพรอง ในขณะเดียวกันมนุษยจะทําพฤติกรรมที่นํามาซึ่งความสุข
ความพอใจ

62
สรุปไดวา การจูงใจ (motivation) หมายถึง การจูงใจเปนตัวผลักดันพฤติกรรมของ
บุคคลใหเกิดการกระทํา เพื่อสนับสนุนความกาวหนาและมุงไปสูจุดมุงหมายปลายทางพฤติกรรม
ของมนุษย มีสาเหตุมาจากการทีป่ ฏิบตั สิ งิ่ ใด หรือไมปฏิบตั สิ งิ่ ใด เกิดจากสาเหตุหลายประการแรงจูง
ใจเปนองคประกอบสําคัญในการกําหนดพฤติกรรมของคน เปนตัวกระตุน ผลักดัน ชักจูงใหบคุ คลทํา
หรือไมกระทําพฤติกรรมไปในแนวใดแนวหนึง่ ธรรมชาติของบุคคลในการดํารงชีวติ การประกอบธุรกิจ
สวนตัว การปฏิบตั หิ นาทีก่ ารงานจําเปนจะตองมีแรงจูงใจเปนสาเหตุของพฤติกรรมเสมอ การศึกษา
เรือ่ งแรงจูงใจของบุคคลมีคุณประโยชนชวยใหเกิดความรูความเขาใจปจจัยที่กําหนดลักษณะแรงจูง
ใจของบุคคล เปนที่มาของการพัฒนาขวัญและกําลังในการทํางาน และชวยเสริมสรางความรัก
ความพอใจในการงานที่ทํา
11. แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการ
11.1 ความหมายของการบริหารจัดการ
การบริหาร(administration) หรือการจัดการ(management) มักถูกกลาวถึงบอยครั้ง
ในหลาย ๆ สภาวการณเนือ่ งจากความสําคัญทีว่ า เปนกิจกรรมหรืองานทีม่ นุษยดาํ เนินการ และถือไดวา
สําคัญที่สุดในบรรดางานตาง ๆ แตกอนนี้คําทั้งสองคํานี้มีความหมายที่แตกตางกันบางในแงที่วา
“การบริหาร”มักมุงใชเนนในภาคราชการและองคการที่มิไดมุงหวังกําไร และมักใชคําวา “การจัด
การ” ในภาคธุรกิจเอกชน อยางไรก็ตามในปจจุบันนี้ คําทั้งสองคํานี้สามารถนํามาใชทดแทนกัน
ไดในความหมายที่มีลักษณะเดียวกัน (ธงชัย สันติวงษ, 2536, หนา 1)
ความหมายของการบริหารหรือการจัดการไดถูกกลาวถึงในรูปของ คําจํากัดความ
จากผูรูและนักวิชาการหลายทาน ดังนี้
ธงชัย สันติวงษ (2536, หนา 11) ไดใหคําจํากัดความไววา “การบริหาร คือ การทํา
ใหงานตาง ๆ ลุลวงไปโดยอาศัยคนอื่นเปนผูทํา”
กรองแกว อยูสุข และพิมพา ศรายุทธ(2532, หา 17 ; อางถึงในธงชัย สันติวงษ,
2536, หนา 11) ไดอธิบายเกี่ยวกับความหมายของการบริหารไววา “การบริหาร คือกระบวนการ
ของการวางแผน การจัดโครงสรางและจัดสายงานขององคการ การชี้นําและการสั่งงาน การควบ
คุมรวมถึงการใชทรัพยากรอื่นขององคการเพื่อใหบรรลุเปา (Goals) ขององคการที่ไดกําหนดไว”
โบวี และคนอื่นๆ (Bovee and Others 1993 : 9; อางถึงในธงชัย สันติวงษ, 2536,
หนา 11) ไดใหคํานิยามวาการจัดการ เปนกระบวนการเพื่อใหบรรลุจุดมุงหมายขององคการโดย
การวางแผน การจัดองคการ การชักนํา (Leading) และการควบคุมมนุษย สิ่งแวดลอมทางกายภาพ
การเงิน และทรัพยากรขอมูลขององคการไดอยางมีประสิทธิผล และประสิทธิภาพ

63
พยอม วงศสารศรี (2534, หนา 36)ไดเรียบเรียงวา การจัดการคือ กระบวนการทีม่ ผี ู
จัดการใชศิลปะและกลยุทธตาง ๆ ดําเนินกิจการตามขั้นตอนตาง ๆ โดยอาศัยความรวมแรงรวมใจ
ของสมาชิกในองคการ การตระหนักถึงความสามารถ ความถนัด ความตองการ และความมุง
หวังดานความเจริญกาวหนาในการปฏิบัติงานของสมาชิกในองคการ ควบคูไปดวยกัน องคการจึง
จะสัมฤทธิผลตามเปาหมายที่กําหนดไว
จากการศึกษาความหมายของนักวิชาการ สามารถสรุปไดวา การบริหารหรือการจัดการ
เปนกระบวนการในการวางแผน การจัดองคการ การจัดคนเขาทํางาน การสัง่ การหรือการอํานวยการ
และการควบคุม ความพยายามของสมาชิกในองคการ และทรัพยากรตาง ๆ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค
ที่องคการกําหนดไว
11.2 คุณลักษณะของการจัดการ
เมื่อพิจารณาคุณลักษณะโดยทั่วไป จะพบวาการจัดการมีคุณลักษณะโดยทั่วไป ดังนี้
(สมศักดิ์ ชอบตรง, 2543, หนา 40)
11.2.1 เกิดขึ้นในบริบทของกลุม คือ กลุมนั้น ๆ ตองมีสมาชิกอยางนอย 2 คน
11.2.2 มีลักษณะเปนศาสตรและศิลป กลาวคือ ลักษณะเปนศาสตร หมายความ
วามีหลักเกณฑในการบริหารงาน สวนลักษณะเปนศิลป หมายความวา ตองมีเทคนิคที่เหมาะสม
ในการเกี่ยวของกับขวัญ (Moral) ของบุคลากรอีกดวย
11.2.3 มีลักษณะเปนกระบวนการ (process) ซึ่งประกอบดวยขั้นตอนที่สําคัญ
คือ การวางแผน การจัดองคการ การจัดบุคคลเขาทํางาน การสั่งการ และการควบคุม
11.2.4 เนนงานทางดานสมอง ใชความคิด ปฏิภาณ และการตัดสินใจ เพือ่ สราง
เงือ่ นไขและรักษาไวซึ่งเงื่อนไขสําหรับการบรรลุเปาหมายของกลุม
11.3 ทรัพยากรการจัดการ
ทรัพยากรทางการจัดการ หรือปจ จัย พื้น ฐาน (management resources) ที่ใชใน
การจัดการโดยทั่วไปมี 4 ประการ หรือที่เรียกวา 4 M’s คือ
11.3.1 MAN หมายถึง ปจ จัย ที่เ ปน ทรัพ ยากรบุคคล หรือแรงงานคนที่มี
ประสิทธิภาพทั้งในดานปริมาณงานและคุณภาพอยางเพียงพอ
11.3.2 MONEY หมายถึง แหลง เงิ น ทุน ที่อ งคก ารสามารถนํา มาใชใ น
การสนับสนุนและเอือ้ อํานวยความสะดวก เพือ่ ใหกจิ กรรมขององคการดําเนินตอไปไดโดยไมฝด เคือง
หรือขาดแคลนทุนทั้งในดานทุนประจําและทุนหมุนเวียน

64
11.3.3 MATERIALS หมายถึง วัตถุดิบ และวัตถุที่ตอ งจัดหามา เพื่อใชใ น
การผลิต หรือสรางบริการ ซึ่งตองพิจารณาทั้งทางดานคุณภาพและราคาเพื่อทําใหตนทุนของสินคา
หรือบริการต่ําแตไดคุณภาพที่ดี
11.3.4 MANAGEMENT หมายถึง ป จ จัย ในการจั ด การ ซึ่ง เปน หนา ที่
ความรับผิดชอบโดยตรงของผูบริหาร ซึ่งปจจัยนี้ถือเปนกลไกและตัวประสานที่สําคัญอยางยิ่งใน
การรวบรวมผลักดัน และควบคุมดูแลใหปจจัยที่เปนทรัพยากรใหสามารถดําเนินตอไปไดและถูกใช
อยางมีประสิทธิภาพจนประสพความสําเร็จดังเชนที่องคการตั้งเปาหมายไว
11.4 ความเปนผูนํา
เนกลี และคนอื่นๆ (Neagly and others 1969, หนา 14 – 15)ใหความหมายของผูนํา
ไวดังนี้
1. ผูนําคือ ศูนยกลาง หมายถึง การที่ผูนําเปนศูนยรวมของกลุม สามารถดึงดูด
ความสนใจของกลุม และนําความสนใจนั้นมาใชใหเปนประโยชนได
2. ผูน าํ คือ จุดหมายปลายทางของกลุม หมายความวา เปนผูน าํ กลุม ในการตัดสินใจ
เกี่ยวกับจุดมุงหมายของกลุม
3. ผูนําคือ ผูที่เ ปน ที่นิย มของกลุม หมายถึง ผูที่ไ ดรับ การคัดเลือกจากกลุม
เพราะเปนผูที่มีเสียงนิยมในกลุมและมีคุณสมบัติในการนํากลุมได
4. ผูนําคือ ผูที่มีพฤติกรรมผูนํา หมายถึง ผูที่ประพฤติปฏิบัติตนใหเปนผูนํา
ในเรื่องตาง ๆ เสมอ อาจจะอาสานําเองหรือ แสดงตนเปนผูรวมกิจกรรมก็ได
5. ผูนําคือ ผูที่มีลักษณะเปนพอพระ หมายถึง ผูนําที่เกิดขึ้นเมื่อกลุมเห็นวาเขา
มีลักษณะหรือบทบาทที่จะเปนผูนําไดเมื่อมีเรื่องหรือปญหาเกิดขึ้น
ฮัลปน (Halpin, 1967, หนา 27)ไดสรุปความหมายของผูนําไววา ผูนําคือ ผูที่มี
ลักษณะอยางใดอยางหนึ่งใน 5 ประการตอไปนี้
1. บุคคลผูซึ่งมีบทบาทหรืออิทธิพลตอคนในหนวยงานมากกวาคนอื่น
2. บุคคลที่มีบทบาทเหนือกวาบุคคลอื่น ๆ
3. บุคคลทีม่ บี ทบาทสําคัญทีส่ ดุ ในการทํางาน ใหหนวยงานดําเนินไปสูจ ดุ มุง หมาย
ที่วางไว
4. บุคคลผูหนึ่งซึ่งไดรับการยอมรับจากบุคคลอื่นใหเปนผูนํา
5. ผูซึ่งดํารงตําแหนงผูนําในหนวยงานหรือดํารงตําแหนงหัวหนางาน

65
อรุณ รักธรรม (2532,หนา 166) กลาววา ผูน าํ หมายถึงบุคคลซึง่ ไดรบั การแตงตัง้ ขึน้
หรือไดรับการยกยองขึ้นใหเปนหัวหนาผูตัดสินใจเพราะมีความสามารถในการปกครองบังคับ
บัญชาและจะพาผูใตบังคับบัญชา หรือหมูชน ไปในทางดีหรือชั่วได
ประวัติ เมฆไตรรัตน (2535, หนา 20) กลาวถึงผูนําวา เปนการกระทําที่แสดงออก
ในฐานะผูน าํ กลุม เพือ่ ดําเนินกิจกรรมตาง ๆ ไปสูเ ปาหมายทีก่ าํ หนดไวโดยการจูงใจผูร ว มงานใหเขาใจ
ในบทบาทหนาที่ มีความรวมมือรวมใจกันทํางาน หาแนวทางแกปญหาที่เกิดขึ้น
จากความหมายของผูนําที่ไดกลาวขางตน พอสรุปไดวา ผูนําคือ บุคคลที่มีอํานาจ
ทีม่ อี ทิ ธิพลเหนือพฤติกรรมในกลุม บุคคล สามารถจูงใจ ชีน้ าํ ใหบคุ คลในกลุม ปฏิบตั ติ ามความคิดเห็น
ความตองการและคําสั่งของตนได เพื่อใหบรรลุวัตถุประสงครวมกัน
12. แนวคิดเกี่ยวกับการตลาด
12.1 ความหมายของการตลาด
สุดาดวง เรืองรุจิระ (2543, หนา 14) กลาววา การตลาดคือกิจกรรมตางๆ ที่ปฏิบัติ
เปนกระบวนการ เพื่อที่จะบริหารแนวความคิด การกําหนดราคา การสงเสริมสนับสนุนและกระจาย
ความคิด สินคา บริการ องคกร เหตุการณ ดวยการและเปลี่ยนที่จะสรางความพอใจแตละบุคคลและ
บรรลุวัตถุประสงคของกิจการ
ศิรวิ รรณ เสรีรตั น (2541, หนา 77) กลาววา การตลาด หมายถึง บุคคลหรือองคการที่มี
ความตองการที่จะไดรับการตอบสนอง มีเงินที่จะซื้อหรือจายและมีความเต็มใจที่จะซื้อ ตลาดอาจจะ
เปนบุคคลหรือกลุมหรือองคการซึ่งมีความสัมพันธกันในการแลกเปลี่ยนที่มีศักยภาพ
ธงชัย สันติวงษ (2540, หนา 251) กลาววา การตลาด หมายถึง กิจกรรมของธุรกิจ
ที่เกี่ยวของกับการวางกลยุทธและการจัดกิจกรรมทางดานการตลาด เพื่อที่จะใหมีการผานสินคาและ
บริการของบริษทั ไปยังผูบ ริโภค ซึง่ ผูบ ริโภคจะดําเนินการตัดสินใจซือ้ สินคาและบริการ ดังกลาวและ
ความสําเร็จของการตลาดก็อยูที่การสามารถสรางความพึงพอใจ ใหแกผูบริโภคจากการไดใชสินคา
ดังกลาวนั้นดวย
สมาคมการตลาดแหงสหรัฐอเมริกา (The American Marketing Association อางถึง
ใน นพรัตน ภูมิวุฒิสาร, 2543, หนา 1) ไดใหคําจํากัดความวา การตลาด คือ กระบวนการของ
การวางแผน การเสนอแนวความคิดการตั้งราคา การสงเสริมการตลาด และชองทางการจัดจําหนาย
ของความคิด สิน คา และบริก าร เพื่อ เพิ่ม การแลกเปลี่ย นและจะนํามาซึ่ง ความพอใจ และ
บรรลุวัต ถุประสงคขององค

66
คอตเลอร (Kotler ,1997, หนา 10) ใหความหมายการตลาด หมายถึง การจัดการตลาดเพื่อ
กอใหเกิดการแลกเปลี่ยนและการสรางความสัมพันธโดยมีจุดมุงหมายในการสรางคุณคา และสนอง
ความจําเปนและความตองการของลูกคาจากนิยามดังกลาวการตลาดจึงเปนกระบวนการที่ซึ่งบุคคล
และกลุมตางๆ ไดรับการตอบสนองในความจําเปน และความตองการอันเกิดจากการสรางสรรค
และการแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ
สแทนทั่น เอทซีล และวอลกเกอร (Stanton Etzel and Walker, 1994, หนา 662)
กลาววา การตลาด หมายถึง ลูกคาที่มีศักยภาพทั้งหมด ที่มีความจําเปนหรือความตองการผลิตภัณฑ
ซึง่ เต็มใจ และสามารถทีจ่ ะแลกเปลีย่ นเพือ่ สนองความจําเปนหรือความตองการตามความพอใจของตน
สรุปการตลาด คือ กิจกรรมตางๆ ที่ปฏิบัติเ ปน กระบวนการแลกเปลี่ยนในการจัด
จําหนายสินคา การบริการและแนวความคิดจากผูผลิตไปยังผูบริโภค เพื่อตอบสนองความตองการ
ใหไดรับความพอใจ
12.2 สัมพันธภาพทางการตลาด (Relationship Marketing )
นพรัตน ภูมิวุฒิส าร(2543, หนา 2) กลาววา สัมพัน ธภาพทางการตลาด เปน
แนวความคิดทางดานการตลาดสมัยใหมในการที่จะรักษาลูกคา และสงเสริมความสัมพันธระยะยาว
กับลูกคา รวมทั้งผูถือหุนของบริษัท ปจจัยหลายอยางที่นํามาซึ่งความสําเร็จของความสัมพันธทาง
การตลาด ไดแก การที่บริษัทคํานึงถึงความตองการอยางตอเนื่องของลูกคา ความตองการผลิตภัณฑ
ที่เหมาะสมเฉพาะตัว และการบริการที่เปนพิเศษสําหรับเขาเหลานั้น ความตองการนั้น ไดแก คุณคา
พิเศษ ผลิตภัณฑทมี่ คี ณ
ุ ภาพสูง และการบริการทีเ่ ปนเลิศ การรักษาลูกคาตองใหความสนใจกับคุณคา
ระยะยาว (life time value) ของลูกคาควรมีฐานขอมูลของลูกคา เพือ่ ทีจ่ ะไดทราบรายละเอียดเกี่ยวกับ
ตัวลูกคา จึงจะนําไปสูความสําเร็จ สําหรับสัมพันธภาพทางการตลาด
12.3 สวนผสมการตลาด (Marketing Mix)
ศิริวรรณ เสรีรัตน และคนอื่นๆ (2539, หนา 75) กลาววา สวนผสมทางการตลาด
(marketing mix) หมายถึง ตัวแปรทางการตลาดที่ค วบคุมได ซึ่ง บริษัท ใชรว มกัน เพื่อ สนอง
ความพึงพอใจแกกลุมเปาหมาย มีรายละเอียดดังในภาพประกอบที่ 2.8

67

สวนผสมทางการตลาด
ผลิตภัณฑ
- ความมีสินคาใหเลือก
(product variety)
- คุณภาพสินคา (quality)
- ลักษณะ (feature)
- การออกแบบ (design)
- ตราสินคา (brand name)
- บรรจุภัณฑ (packaging)
- ขนาด (size)
- บริการ (service)
- การรับประกัน (warranties)
- การรับคืน (return)
- ชองทาง (channel)

การจัดจําหนาย
- ความครอบคลุม
(coverage)
- การเลือกคนกลาง
(assortment)
- ทําเลเจาของราน
(location)

ราคา
- ราคาสินคาในรายการ (list price)
- สวนลด (discount)
- สวนยอมให (allowances)
- ระยะเวลาการชําระเงิน
(payment period)
- ระยะเวลาการใหสินเชื่อ
(credit term)

การสงเสริมการตลาด
- การโฆษณา (advertising)
- การขายโดยใชพนักงาน
(personal selling)
- การสงเสริมการขาย (sales promotion)
- การใหขาวและการประชาสัมพันธ
(publicity and public relations)
- การตลาดทางตรง (direct marketing)
- การตลาดเชื่อมตรง (online marketing)

ภาพประกอบที่ 2.8 สวนผสมทางการตลาด (Marketing Mix)
ที่มา : คอตเลอร (1997, หนา 92 )
คําอธิบายภาพประกอบที่ 2.8
1. ผลิตภัณฑ หมายถึง สิ่งที่เสนอขายโดยธุรกิจ เพื่อสนองความตองการของลูกคาให
พึงพอใจ ผลิตภัณฑที่เสนอขายจะมีตวั ตนหรือไมมตี วั ตนก็ได ประกอบดวย สินคา บริการ ความคิด

68
สถานที่ องคกร หรือบุคคล ผลิตภัณฑตองมีอรรถประโยชน มีคุณคา ในสายตาของลูกคาจึงจะมีผล
ทําใหผลิตภัณฑขายได นักการตลาดจะกําหนดกลยุทธในดานผลิตภัณฑตอ งคํานึงถึงปจจัยดังตอไปนี้
1.1 ความแตกตางของผลิตภัณฑ (product differentiation) และความแตกตางทาง
การแขงขัน (competitive differentiation)
1.2 การพิจารณาองคประกอบและคุณสมบัติของผลิตภัณฑ (product component)
เชน ประโยชนพื้นฐาน รูปราง ลักษณะ คุณภาพ การบรรจุภัณฑ ตราสินคา ฯลฯ
1.3 การกําหนดตําแหนงผลิตภัณฑ (product positioning) เปนการออกแบบผลิต
ภัณฑของบริษัทเพื่อแสดงตําแหนงที่แตกตาง และมีคุณคาทางจิตใจของลูกคาเปาหมาย
1.4 การพัฒนาผลิตภัณฑ (product development) เพื่อใหผลิตภัณฑมีลักษณะใหม
และปรับปรุงไดดขี นึ้ ซึง่ ตองคํานึงความสามารถในการตอบสนองความตองการของลูกคาไดดยี งิ่ ขึน้
2. ราคา หมายถึง คุณคาผลิตภัณฑในรูปตัวเงิน ราคาเปนตนทุนของลูกคาในการซือ้ สินคา
และเปนจํานวนเงินที่ผูบริโภคยินดีจายใหกับสินคาที่เขาตองการเมื่อคิดวาสินคานั้นคุมคากับเงินที่
ตองเสียไป ผูบริโภคจะเปรียบเทียบระหวางคุณคาผลิตภัณฑ (value) กับราคาผลิตภัณฑ (price) นั้น
ถาคุณคาสูงกวาราคาเขาก็จะตัดสินใจซื้อ ดังนี้ ผูกําหนดกลยุทธดานราคาจะตองคํานึงถึงปจจัย
ดังตอไปนี้
2.1 คุณคาทีร่ บั รู (perceived value) ในสายตาของลูกคา ซึง่ ตองพิจารณาวาการยอมรับ
ของลูกคาในคุณคาของผลิตภัณฑวาสูงกวาราคาของผลิตภัณฑนั้น
2.2 ตนทุนสินคาหรือคาใชจายที่เกี่ยวของ
2.3 การแขงขัน
3. การจัดจําหนายหมายถึงโครงสรางหรือชองทางซึ่งประกอบดวยสถาบันและกิจกรรม
ใชเพื่อเคลื่อนยายผลิตภัณฑและบริการจากองคการไปยังตลาด สถาบันที่นําผลิตภัณฑออกสูตลาด
เปาหมาย ก็คือ สถาบันการตลาด การจัดจําหนายเปนการกระจายสินคาใหกับผูบริโภคในวัน เวลา
และสถานที่ตามที่ตองการ เพื่อใหผูบริโภคมีความสะดวกในการซื้อ สวนกิจกรรมที่ชวยในการจัด
จําหนา ยประกอบดว ย 2 สว น คือ ชอ งทางการจัด จําหนา ย (channel of distribution) และ
การสนับสนุนการกระจายตัวของสินคา (market logistics)
4. การสงเสริมการตลาด หมายถึง การติดตอสือ่ สารเกีย่ วกับขอมูลระหวางผูข ายกับผูซ อื้
เพื่อ สรา งทัศ นคติแ ละพฤติก รรมการซื้อ การสง เสริม การตลาดเปน กิจ กรรมทางการตลาดที่แ จง
ขอมูลขาวสารของผลิตภัณฑใหผูบริโภคทราบวาผลิตภัณฑนั้นดีมีประโยชนอยางไร
4.1 การสงเสริมการตลาดมีเครื่องมือที่สําคัญคือ

69
4.1.1 การโฆษณา (advertising) เปนกิจกรรมในการเสนอขาวสารเกีย่ วกับองคกร
ผลิตภัณฑ บริการ หรือความคิด ที่ตองมีการจายเงินเพื่ออุปถัมภรายการ
4.1.2 การขายโดยใชพนักงานขาย (personal selling) เปนกิจกรรมในการแจง
ขาวสารและจูงใจตลาดโดยใชบุคคล หรือผูเชี่ยวชาญเขาไปแนะนําเพื่อจูงใจในการซื้อ
4.1.3 การสงเสริมการขาย (sales promotion) เปนกิจกรรมการสงเสริมทีน่ อกเหนือ
จากโฆษณา การขายโดยใชพนักงานขายและการใหขา วการประชาสัมพันธ ซึง่ สามารถกระตุนใหเกิด
ความสนใจ การทดลองใชหรือการซือ้ โดยลูกคาขัน้ สุดทายโดยมี 3 รูปแบบ คือ การสงเสริมการขาย
ที่มุง สูผูบ ริโ ภค (consumer promotion) การสงเสริมการขายที่มุง สูค นกลาง (trade promotion)
การสงเสริมการขายที่มุงสูพนักงานขาย (sales force promotion)
4.1.4 การใหขา วและการประชาสัมพัน ธ (publicity and public relations)
การใหขา วเปนการเสนอความคิดเกีย่ วกับสินคาหรือบริการ โดยไมเสียคาใชจา ยสวนการประชาสัมพันธ
เปนความพยายามที่มีการวางแผน โดยองคกรหนึ่งเพื่อสรางทัศนคติที่ดีตอองคกร ใหเกิดขึ้นกับ
กลุมใดกลุมหนึ่ง
4.1.5 การตลาดทางตรง (direct marketing) เปนการติดตอสือ่ สารกับกลุม เปาหมาย
เพือ่ ให เกิดการตอบสนองโดยตรง ประกอบดวย การขายทางโทรศัพท การขายโดยใชจดหมายทางตรง
การขายโดยใชแคตตาล็อคการขายทางโทรทัศน วิทยุ หรือหนังสือพิมพซึ่งจูงใจใหลูกคามีกิจกรรม
ตอบสนอง
4.1.6 การตลาดเชือ่ มตรง (online marketing) เปนการติดตอสือ่ สารกับกลุม เปาหมาย
เพื่อใหเกิดการตอบสนองโดยตรงผานทางสื่อ internet ลูกคาสามารถเลือกชมสินคาและสั่งซื้อสินคา
ไดโดยตรงจากบริษัท
4.2 วัตถุประสงคของการสงเสริมการตลาด คือ
นพรั ต น ภู มิ วุ ฒิ ส าร (2543, หนา 6) กลา ววา วัต ถุ ป ระสงค ข องการสง เสริม
การตลาด คือ
1. เพือ่ ใหขอ มูลและขาวสาร นักการตลาดตองใหขอ มูล รวมทัง้ ขาวสารเกี่ยวกับ
ผลิตภัณฑของบริษัทแกลูกคาที่มีศักยภาพ เชน รานคาปลีก ทําโฆษณาเพื่อใหขอมูลเกี่ยวกับสินคา
ราคา สถานที่ตั้ง และชั่วโมงการขาย
2. เพื่อเพิ่มความตองการซื้อ ความตองการซื้อขั้นตน คือ การสรางความตองการ
สําหรับผลิตภัณฑทวั่ ๆ ไป สําหรับความตองซือ้ แบบเลือกสรรนัน้ คือ การสรางความตองการซื้อสินคา
เฉพาะตรายี่หอ

70
3. เพื่อทําใหผลิตภัณฑแตกตางจากคูแขง ความตองการซื้อที่เหมือนกันของผลิต
ภัณฑ เมือ่ ผูบ ริโภคพิจารณาและเห็นวาความเปนจริงแลว ผลิตภัณฑของบริษทั เรามีความแตกตางจาก
คูแขงขัน จะทําใหเกิดการซื้อขึ้น
4. เพื่อเนนใหเห็นถึงคุณคาของผลิตภัณฑ การสงเสริมการตลาดสามารถอธิบาย
ใหผูซื้อผลิตภัณฑไดรูถึงอรรถประโยชนของความเปนเจาของ โดยเนนใหเห็นถึงคุณคาและเหตุผล
ที่แ ทจ ริง สําหรับ ผลิต ภัณ ฑที่ร าคาสูง กวา ในทอ งตลาด ซึ่ง จะเปน ประโยชนทั้ง ผูบริโภคและ
ผลิตภัณฑอุตสาหกรรม
5. เพือ่ ใหยอดขายของสินคาสม่าํ เสมอคงที่ โดยปกติยอดขายจะไมคงทีต่ ลอดทัง้ ป
การที่ยอดขายขึ้นๆ ลงๆ เปนผลมาจาก วงจรธุรกิจ ฤดูกาลขาย หรือความตองการที่ไมสม่ําเสมอของ
ลูกคา ในบางครั้งบริษัทตองสนับสนุนการแขงขันการขายในชวงที่ยอดขายตกต่ํา โดยการเสนอ
สิ่งจูงใจใหกับพนักงานขาย ถาทํายอดขายถึงเปาที่กําหนดไว
12.4 กลยุทธดึงและกลยุทธผลัก
นพรัตน ภูมวิ ฒ
ุ สิ าร (2543, หนา 7) กลาววา กลยุทธดงึ คือ การพยายามในการสงเสริม
การตลาดโดยผูขายจะกระตุนความตองการซื้อของผูใชขั้นสุดทาย ดังนั้น จึงตองใชความพยายาม
อยา งเต็ม ที่ไ ปยัง ชอ งทางการจัด จําหนา ย กลยุท ธนี้ไ ดนํามาใชกับ วัต ถุป ระสงคใ นการสรา ง
ความตองการซื้อของผูบริโภค ดังนั้นผูบริโภคจะถามหาผลิตภัณฑจากรานคาปลีก กิจกรรมที่มักใช
เปนการโฆษณาและการสงเสริมการขายไปยังผูบริโภค
กลยุทธผลักเปนการใชพนักงานขายในการสงเสริมการตลาด โดยมีวัตถุประสงค
คือ ตองการสงเสริมผลิตภัณฑไปยังสมาชิกของชองทางการตลาดมากกวาไปยังผูใชขั้นสุดทาย เปน
กลยุทธที่นิยมใชมากสําหรับสินคาอุตสาหกรรม
สรุป การตลาด เปนกระบวนการของการวางแผน การเสนอแนวความคิด การตั้ง
ราคา การสงเสริมการตลาด และชองทางการจัดจําหนาย ของความคิด สินคาและบริการ เพื่อเพิ่ม
การแลกเปลี่ยน นํามาซึ่งความพอใจ และบรรลุวัตถุประสงคขององคการ แนวความคิดทางดาน
การตลาดสมัยใหมใหความสําคัญกับการ และเปลี่ยนสัมพันธภาพทางการตลาด ฯลฯ การสงเสริม
การตลาดซึง่ เปนองคประกอบตัวหนึง่ ของสวนผสมทางการตลาด จึงประกอบไปดวยกิจกรรม 5 อยาง
ไดแก การโฆษณา การสงเสริมการขาย การขาย โดยใชพนักงานขาย การประชาสัมพันธ การใหขาว
และการตลาดตรง ผลิตภัณฑอตุ สาหกรรมใชการขายโดยใชพนักงานขายมาเปนอันอับหนึง่ รองลงมา
เปนการสงเสริมการขาย การโฆษณา และการประชาสัมพันธตามลําดับ สําหรับผลิตภัณฑอุปโภค
บริโภค ใชการสงเสริมการขายมากเปนอันดับหนึ่ง รองลงมาเปนการโฆษณาการขายโดยใช

71
พนักงานขาย และสุดทายเปนการประชาสัมพันธ ในการกําหนดวัตถุประสงคของการสงเสริมการตลาด
เพื่อใหขอมูลและขาวสาร เพื่อเพิ่มความตองการซื้อเพื่อทําใหผลิตภัณฑแตกตางจากคูแขงเพื่อเนน
ใหเห็นถึงคุณคาของผลิตภัณฑ หรือเพื่อใหยอดขายของสินคาสม่ําเสมอคงที่ กลยุทธดึงและกลยุทธ
ผลักเปนกลยุทธใ นการสงเสริมการตลาดที่จ ะชี้ใหเ ห็น วา ธุรกิจ ควรใชก ลยุทธใ ดใหเหมาะสม
กับผลิตภัณฑของบริษัท

งานวิจัยที่เกี่ยวของกับการวิจัย
วิบูลย ตรีลัน(2539, บทคัดยอ)ไดทําการศึกษาวิจัยเรื่องการวางแผนแบบมีสวนรวมของ
ประชาชนเพื่อการพัฒนาทองถิ่น พบวาเงื่อนไขที่สงผลตอการมีสวนรวมของประชาชนในกระบวน
การวางแผนพัฒ นาแบบมีสว นรว มที่สําคัญ คือ โอกาสและอํานาจของประชาชนในการที่จ ะ
กําหนดแนวทางและการดําเนินการแกไขปญหาของตนเอง โดยผลการวิจัยสรุปวา
1. กระบวนการวางแผนแบบมีสวนรวม เพื่อการพัฒนาทองถิ่น มี 5 ขั้นตอน คือ
การคิดคนปญหา การวิเคราะหปญหา การวางแผนพัฒนา การดําเนินกิจกรรม และการประเมินผล
กลุม ทีเ่ ขารวมทุกกระบวนการไดเรียนรูก ระบวนการพัฒนาทองถิน่ ตามสภาพปญหาและความตองการ
ของตน โดยตนเองเปนผูกําหนด
2. กระบวนการวางแผนแบบมีสวนรวม ที่ชุมชนเปนผูมีอํานาจในการตัดสินใจ
และควบคุมมีความเปนไปไดสามารถจะนําไปใชในกระบวนการพัฒนาทองถิ่นของชุมชน เพื่อเพิ่ม
ศักยภาพการแกปญหาชองชุมชนได
3. เงื่อนไขสงผลตอการมีสวนรวมของประชาชน ในกระบวนการวางแผนแบบมี
สวนรวมทีส่ าํ คัญ คือ โอกาสและอํานาจของประชาชนในการทีจ่ ะกําหนดแนวทางและการดําเนิน
การแกปญหาของตนเอง
4. ขอจํากัดที่มีผลตอการมีสวนรวมของประชาชน ในกระบวนการวางแผน คือ
ขาดการสงเสริมสนับสนุนจากนักพัฒนา ที่เขาใจแนวคิดการทํางานรวมกับชุมชนแบบมีสวนรวม
ในลัก ษณะที่ ใ ห โ อกาสและให อํา นาจแกชุม ชนในการตัด สิน ใจ และอํ า นาจในการควบคุม
การดําเนินงานพัฒนาของตน
โกมล สนั่น กอ ง (2543,บทคัด ยอ )ไดศึก ษาวิจัย โดยใชก ระบวนการมีสว นรว มใน
กระบวนการวิจยั เรือ่ งรูปแบบการสงเสริมอาชีพเกษตรกรขององคการบริหารสวนตําบลสันทราย และ
แมแฝกใหมจงั หวัดเชียงใหม พบวาชุมชนไดใชกระบวนการมีสว นรวมในการแกไขปญหาของชุมชน

72
โดยชุมชนมีสวนรวมในทุก ๆ ขัน้ ตอนของการดําเนินการวิจยั ทําใหชมุ ชนเกิดกระบวนการเรียนรู
และสามารถนําไปแกไขปญหาของชุมชนไดดว ยตัวเอง ทัง้ นีช้ มุ ชนจะสามารถนํากระบวนการเรียนรู
ทีไ่ ดไปพัฒนาประยุกตใชในการแกไขปญหาดานอื่น ๆ ของชุมชนอีกดวย
สิริรัต น ชนะญาติ( 2545,บทคัด ยอ ) ศึก ษาถึง การนําแผนพัฒ นาการเกษตรไปใชใ น
การดําเนินงานขององคการบริหารสวนตําบล(อบต.)เชียงใหม พบวา การมีสวนรวมในการวางแผน
พัฒนาการเกษตรของสมาชิก อบต. และการมีสวนรวมในการนําแผนไปใชในการดําเนินงานใน
ดานการพัฒนาการเกษตรของ อบต. มีแนวโนมของการมีสว นรวมมาก สวนความคิดเห็นของสมาชิก
อบต. ในดานการนําแผนไปใชในการพัฒนาการเกษตรมีแนวโนมการเห็นดวยอยางมากเชนกัน
พบวา เพศ อาชีพ รายไดของครอบครัว ระยะเวลาในการดํารงตําแหนงรวมทัง้ การไดรบั ขาวสารทาง
การเกษตรมีความสัมพันธกับการมีสวนรวมในการวางแผนพัฒนาการเกษตร และการนําไปใช
ดําเนินงานในดานการพัฒนาการเกษตรของ อบต.
พวงทอง โยธาใหญ (2545, บทคัดยอ) ไดศกึ ษาวิจยั เรือ่ งการมีสว นรวมของประชาชนใน
การจัดทําแผนพัฒนาทองถิ่น : กรณีศึกษาองคการบริหารสวนตําบลในจังหวัดเชียงใหม พบวา
ระดับการมีสวนรวมของประชาชนในกระบวนการจัดทําแผนพัฒนาทองถิ่นประจําป 2545 ของ
องคการบริหารสวนตําบลในจังหวัดเชียงใหมยังอยูในระดับนอย ทําใหประชาชนยังไมคอยจะให
ความสนใจในกิจกรรมขององคการบริหารสวนตําบลเทาที่ควร เชน ในเรื่องการเขารวมประชุม
เพื่อเสนอปญหาความตองการของทองถิน่ และการเขารวมตรวจสอบความโปรงใสในการบริหารงาน
ขององคการบริหารสวนตําบล ซึง่ อาจสงผลใหการแกไขปญหาของทองถิน่ ไมตรงกับความตองการ
ของประชาชนในทองถิน่ ตลอดจนไมสอดคลองกับบทบัญญัตขิ องรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2540 ที่มุงเนนการมีสวนรวมของภาคประชาชนและใหขอเสนอแนะวาหนวยงานที่
มีหนาที่กํากับดูแลจะตองใหความสําคัญและสงเสริมสนับสนุนดานความรู ความเขาใจแกเจาหนาที่
ขององคการบริหารสวนตําบล เพื่อใหการจัดทําแผนพัฒนาทองถิ่นมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ประวิทย เพชรมี (2537, บทคัดยอ) ไดทาํ การวิจยั เรือ่ ง การมีสว นรวมของกลุม สตรีใน
การทํากิจกรรม การพัฒนาชุมชน จังหวัด เชียงใหม ผลการศึกษาพบวา สตรีมีสว นรว มในกลุม
กิจกรรมตามขั้นตอนดังนี้ คือ การรวมกันคิด รวมกันวางแผน รวมกันดําเนินการ และรวมกัน
ประเมินผล สวนการตัดสินใจเขารวมกิจกรรมนั้น สตรีเปนผูตัดสินใจเองกับไดรับการชักนําจาก
เจาหนาที่รัฐและชาวบานที่เปนเพื่อนสมาชิกกันเอง สําหรับผลของการมีสวนรวมที่สตรีไดรับ คือ
เปนผูนํากลุม เปนคณะกรรมการกลุม เปนสมาชิกกลุม และเปนผูไดรับประโยชนโดยตรงจาก
กิจกรรมกลุมอีกประการหนึ่ง คือ ปจจัยที่มีอิทธิพลสําคัญตอการตัดสินใจเขารวมกลุมกิจกรรม คือ
การยอมรับนับถือในตัวผูนํา มองเห็นประโยชนที่ไดรับตอตนเองและครอบครัว ปญหาอุปสรรค

73
ของสตรีตอการเขารวมที่สําคัญ คือ สมาชิกเกิดความระแวงสงสัยในตัวของคณะกรรมการวาจะ
ไมซื่อสัตยเกรงวาจะนําเงินของกลุมไปใชจายสวนตัว จึงมีความตองการที่จะใหเจาหนาที่ของรัฐ
ที่เขาไปมีสวนรวมกับกลุมสตรีมีความรูทางดานการจัดการ ดานการบัญชี และนําไปถายทอดใหแก
สมาชิกกลุมจะไดปฏิบัติงานในระบบบัญชีไดถูกตอง
สนิท สัตโยภาส (2544, บทคัดยอ) ไดทําการวิจัยเรื่อง วิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีสวนรวม
เพือ่ เสริมสรางความเขมแข็งของชุมชน : กรณีศกึ ษา ตําบลแมแฝกใหม อําเภอสันทราย บานแมละงอง
ตําบลน้ําแพร อําเภอพราว จังหวัดเชียงใหม และตําบลหวยผา อําเภอเมือง จังหวัดแมฮองสอน
พบวาการปฏิบตั กิ ารแบบมีสว นรวม และมีกระบวนการสรางอนาคตรวมกันทําใหชมุ ชนทัง้ 3 ตําบล
มีระดับความเขมแข็งคอนขางมาก – มาก
พรทิพย อังกุลดี (2539, บทคัดยอ) ไดทําการศึกษาเรื่อง การมีสวนรวมของสตรีผูนํา
ในการสงเสริมและรักษาคุณภาพสิง่ แวดลอมในจังหวัดราชบุรี ผลการศึกษาพบวาสตรีผนู าํ มีสว นรวม
ในการสงเสริมและรักษาคุณภาพสิง่ แวดลอมในระดับปานกลาง ลักษณะของการมีสว นรวมจากมากไป
นอย คือ รวมปฎิบัติ รวมศึกษาปญหา รวมวางแผน รวมติดตามผล และรวมดูแลรักษาปจจัยที่มีผล
ตอการมีสวนรวม ไดแก อายุ ระดับการศึกษา การเปนสมาชิกกลุมตาง ๆ ความรูความเขาใจ
สวนปจจัยดานรายได และระยะเวลาการอาศัยในทองถิ่นไมมีผลตอการมีสวนรวมของประชาชน
ประเสริฐ กิติรัตน (2523, บทคัดยอ) ไดทําการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เรื่องการพัฒนารูปแบบ
การสรางจิตสํานึกในการพัฒนาชุมชนชนบท ไวเปนการวิจยั เพือ่ ทดลองใชรปู แบบการสรางจิตสํานึก
ของผูนําชุมชนในการพัฒนาชุมชน
กระบวนการสรางจิตสํานึกในการพัฒนาชุมชนชนบท หมายถึง ขั้นตอนการปฏิบัติงาน
พัฒนาชุมชนที่คนในชุมชนมีสวนรวมอยางแทจริงแลว ทําใหคนในชุมชนมีการริเริ่ม การพึ่งตนเอง
การรวมมือรวมใจ มีความรูส กึ รับผิดชอบและเปนเจาของในการพัฒนาชุมชน โดยมี 5 ขัน้ ตอน คือ
1. การศึกษาและวิเคราะหชุมชน
2. การวิเคราะหสาเหตุของปญหาของชุมชน
3. การเลือกวิธีและวางแผนแกปญหาของชุมชน
4. การดําเนินงานตามแผนเพื่อแกปญหาของชุมชน
5. การติดตามและประเมินผล
กาญจนา หมาดกลา (2541, บทคัดยอ) ไดทาํ การศึกษารูปแบบการดําเนินงานพัฒนาชุมชน
ในหนวยการปกครองทองถิ่นรูปแบบเทศบาลจํานวน 6 แหง ซึ่งมีเทศบาลเมืองเพชรบุรีดวย พบวา
ประชาชนขาดการมีสว นรวมในการตัดสินใจวางแผน กําหนดแนวทางการพัฒนาชุมชน เทศบาลเปน
ผูกําหนดนโยบาย แนวทางการทํางานของชุมชนและเปนผูดําเนินการโครงการ กิจกรรมตาง ๆ ใน

74
ชุมชน โดยที่องคกรชุมชนเปนเพียงผูใหขอมูลขาวสาร ผูใหการสนับสนุน ผูอํานวยความสะดวกใน
การดําเนินงานของเทศบาล และเปนผูประสานระหวางประชาชนกับเทศบาล เทศบาลจึงเปนผูมี
บทบาทสําคัญในการกําหนดทิศทางการดําเนินงานชุมชน ทําใหองคกรชุมชนขาดการตัดสินใจ
กําหนดแนวทางกิจกรรมและแกไขปญหาของชุมชน
เบญจพร เศรษฐสนิท (2546, บทคัดยอ) การศึกษาวิจยั นี้ เปนการศึกษาแบบเปรียบเทียบ
แนวความคิดของการจัดทําแผนแมบทชุมชนกับงานสวัสดิการเชิงรุก ซึ่งงานดานสวัสดิการเปน
งานหนึ่ง ที่ชุม ชนควรมีสว นรว มดําเนิน การ แผนแมบ ทชุม ชน เกิด จากแนวคิด ที่จ ะสง เสริม
ความเขมแข็งใหชุมชน ในการใชความพยายามหรือทรัพยากรตาง ๆ เพื่อบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืน
ชุมชนพึ่งพาตนเองได แนวคิดสําคัญของงานวิจัยนี้ คือ การใชชุมชนเปนฐาน เนนการพัฒนาและ
ระดมทรัพยากรทีม่ อี ยูม าใชใหเกิดประโยชนสงู สุด อันจะนําไปสูก ารพัฒนาทีย่ งั่ ยืนผลการวิจยั พบวา
ประชาชนไมสามารถปรับเปลีย่ นทัศนคติและปลูกฝงความคิดใหมเกีย่ วกับการพัฒนาไดมากนัก ซึง่ เปน
ผลมาจากการพัฒนาที่ผานมา เปนไปในลักษณะการมอบความชวยเหลือแบบใหเปลาแกประชาชน
รูปแบบโครงการยังไมสามารถแสดงออกถึงความพยายามจะแกไขปญหาของชุมชนดวยตนเองเทาใดนัก
จึงควรปลูกฝงแนวคิดและใหความรูเรื่องการพัฒนาแบบยั่งยืนใหแกประชาชน

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful