การบรรยายสรุปชั่วโมงที่ 40

ความเปลี่ยนแปลงของสังคมและวัฒนธรรมไทย
ความเปลีย่ นแปลงที่สาํ คัญทีส่ ุดซึ่งเกิดขึ้นในสังคมไทยในชวงหนึง่ ศตวรรษที่ผานมาก็
คือการขยายตัวของทุนนิยม
ลักษณะสําคัญของทุนนิยม
1. ปจจัยการผลิตคือทุน
2. แรงงานกลายเปนสินคา "เสรี" ในตลาด
3. การผลิตเชิงพาณิชย
4. วัฒนธรรมบริโภคนิยม
ในกรณีของประเทศไทย ภาคกลางเปลีย่ นเขาสูระบบทุนนิยมกอนภาคอื่น ๆ ถัดมาคือ
ภาคใต ภาคเหนือ และภาคอีสานตามลําดับ ทุนนิยมในประเทศไทยขยายตัวอยาง
ชา ๆ หลังสนธิสัญญาเบาริง พ.ศ.2398 และขยายตัวรวดเร็วขึ้นนับตั้งแตใช
แผนพัฒนาเศรษฐกิจแหงชาติใน พ.ศ. 2504 เปนตนมา อยางไรก็ตามยังคงมีการ
รักษาลักษณะทางสังคมและวัฒนธรรมแบบเกาเอาไวดวย มากนอยตามความ
จําเปนและตามความเอื้ออํานวยของสภาพแวดลอมทางธรรมชาติและทางสังคม เชน
ระบบอุปถัมภ ระบบเครือญาติ ระบบการผลิตแบบพึ่งตนเอง ฯลฯ
ลักษณะเฉพาะของประเทศไทยอีกอยางหนึ่งคือ ทุนนิยมมิไดเกิดจาก
พัฒนาการภายในสังคมไทยเองลวน ๆ แตเปนการบีบบังคับจากมหาอํานาจ
ตะวันตก ฉะนั้นทุนนิยมไทยจึงเชื่อมโยงกับทุนนิยมโลกอยางมากทัง้ เศรษฐกิจ
การเมือง และวัฒนธรรม
ดังนั้น ความเปลีย่ นแปลงตาง ๆ ในสังคมไทยจึงถูกกําหนดจาก 2 ทาง
1. ชนชั้นนําหรือชนชั้นสูง คนกลุมนี้ปรับตัวทั้งทางการเมืองการปกครองทาง
เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม รวมทัง้ ภูมิปญญา โดยเลือกรับอิทธิพลบางอยาง
จากตะวันตกผสมผสานกับลักษณะเดิมบางอยางของไทยที่ถูกเลือกสรรไว
การปรับตัวเชนนีน้ อกจากจะชวยรักษาสถานภาพและอํานาจของกลุม ชน
ชั้นสูงแลวยังสงผลใหสงั คมวัฒนธรรมไทยเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางทีช่ น
ชั้นสูงกําหนดหรือกํากับควบคุมอยางมาก

-22. ประเทศตะวันตก ที่สําคัญคืออังกฤษ (กอนสงครามโลกครั้งที่ 2) และตอมา
คือสหรัฐ อเมริกา (หลังสงครามโลกครั้งที่ 2) ผลประโยชนทางเศรษฐกิจ
การเมืองของมหาอํานาจตะวันตกทําใหประเทศเหลานั้นเขามากําหนดทิศ
ทางการเปลีย่ นแปลงตาง ๆ ในสังคมไทย เชน รักษาเอกราชของไทยไวในรัชกาล
ที่ 5 เพื่อเปนรัฐกันชนระหวางอาณานิคมอังกฤษกับฝรั่งเศส และเพื่อใหไทย
เปนแหลงผลิต วัตถุดิบและอาหาร (เชนไมสัก ดีบุก ขาว และตอมามียางพารา
ดวย) เขามาชวยปราบปรามคอมมิวนิสตและชวยพัฒนาประเทศในสมัยจอม
พลสฤษดิ์ ธนะรัชต และสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร เพื่อใหไทยเปนแหลง
ลงทุนที่ปลอดภัยสําหรับนายทุนตะวันตกและญี่ปุน และในปจจุบนั ประเทศ
ตะวันตกก็มีความสัมพันธทางเศรษฐกิจกับไทย โดยใหไทยเปนผูผลิตวัตถุดิบ
จากทรัพยากรธรรมชาติและเปนผูผลิตสินคาอุปโภค บริโภคราคาถูก เปนตน
บทบาทตาง ๆ ดังกลาวมาขางตนของไทยที่ถกู กําหนดโดยประเทศตะวันตก
สงผลใหสงั คมและวัฒนธรรมไทย เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอยางมาก
จะเห็นไดวาความเปลี่ยนแปลงที่ถกู กําหนดหรือกํากับควบคุมโดยชนชัน้ นําหรือ
ชนชั้นสูงกับประเทศตะวันตกสะทอนออกมาในทางวัฒนธรรมทุกดานไมวา จะเปนภูมิ
ปญญา ศาสนา ศิลปะ การศึกษา การเมือง ฯลฯ ทัง้ นี้ความเปลีย่ นแปลงที่เกิดขึน้
ไมไดเปนความเคลื่อนไหวทางสังคมที่รวมเอาประชาชนจํานวนมากเขาไป
ดวย ประชาชนเปนเพียงฝายตอบสนองความเปลีย่ นแปลงที่ชนชัน้ นําและมหาอํานาจ
ตะวันตกทําใหเกิดขึ้นโดยไมมีทางเลือกมากนัก ความเปลี่ยนแปลงทีส่ ะทอนออกมา
จากดานทุน
เมื่อเริ่มเปดประเทศในสนธิสัญญาเบาริง 2398 ทุนอยูในมือของเจานายขุนนาง-ชาวจีนเทานัน้ แตเนื่องจากไทยยังไมไดเปลี่ยนเขาสูเศรษฐกิจเงินตรามากนัก
ฉะนั้น ทุนที่มอี ยูในรูปตัวเงินจึงมีนอยแตมีทุนที่เปนสิทธิของระบบศักดินา เชน การ
เกณฑแรงงาน, สวย, สิทธิในการเก็บภาษี, สิทธิในการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดนิ ฯลฯ
สิทธิเหลานี้ถูกแปรใหเปนทุนทั้งหมด เชน การสรางตึกแถวใหเชาเมื่อการคาเจริญขึ้น
ในกรุงเทพฯ การเปลี่ยนภาษีและสวยมาเปนเงินตรา ฯลฯ

ฉะนัน้ การเขาสูทุนนิยมในระยะแรกของไทยจึงไมมีผลใหเปลี่ยนโครงสราง
สังคม เพราะ ชนชั้นนําสามารถแปรทุนรูปอื่นมาเปนทุนที่ใชประกอบการในเศรษฐกิจ
สมัยใหมได
-3ทุนที่สะสมไดจากการแปรสิทธินนี้ าํ ไปใชในสามดาน
1. ลงทุนกับการสรางรัฐบาลแบบใหม และสรางรัฐที่เปนอันหนึ่งอันเดียวกันขึ้น
เชน ลงทุนในการศึกษา, การจายเงินเดือนขาราชการ, สรางกองทัพแบบใหม ฯลฯ
2. ลงทุนกับการดํารงชีวิตแบบผูดีฝรั่ง เชน การสรางพระที่นงั่ , การแตงกาย, การละเลน
ดวยเครื่องไมเครื่องมือฝรั่ง ฯลฯ
3. ลงทุนกับการประกอบการแบบใหม เชน โรงสี, ทํานาดวยเครือ่ งจักร,
รถไฟ ฯลฯ แตในที่สุดแลวไมคอยประสบความสําเร็จ ทายที่สุดโอนทุนมาสูก ิจการสอง
อยางคือ
ก. การเปนแหลงเงินกูท ี่ใหญที่สุดในชวงระยะเวลาหนึง่ (พระคลังขางที)่
ข. การเปดที่นาใหมในทองที่ภาคกลางตอนลาง โดยอาศัยปจจัยทางกฎหมายที่
เอื้ออํานวยใหผูลงทุนเปดทีน่ าใหมถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดนิ สองฝง คลองกวางขวาง และ
ราคาขาวที่พงุ สูงขึ้นในตลาดโลกกลายเปนเจาของที่ดิน
กลุมทีป่ ระสบความสําเร็จในการประกอบการแบบใหม เชน ธนาคาร, การคา
ปลีก, โรงสี,การเดินเรือภายในหรือการขนสง ฯลฯ คือชาวจีน สวนใหญเปนชาวจีนที่
เพิ่งเขามาและยังไมถกู ดูดกลืนเขาไปเปนขุนนางไทยความเปลี่ยนแปลงอันแรกคือ เกิด
การแตกตัวของชนชัน้ นําเปนสามกลุม
1. กลุม "ผูดีเกา" เปนเจาของที่ดนิ เจาของธุรกิจเงินกูน อกระบบซึ่งทําใหมี
ทรัพยสนิ ในรูปที่ดินมากขึน้ ไปอีก
2. กลุมคนจีนเจาของการประกอบการสมัยใหม
3. กลุมขาราชการ ซึ่งไดแกขุนนางทีไ่ ดรับการศึกษาแผนใหมทงั้ ในและ
ตางประเทศ เปนเชื้อสายของขุนนางระดับลางมากขึ้นเมือ่ มีการขยายระบบราชการ
ใหญขึ้นดวย
ทั้งสามกลุมระแวงกันเอง กอน 2475 อํานาจยังอยูในมือของกลุม "ผูดีเกา" แต
หลัง 2475อํานาจไปตกอยูในมือของกลุม ที่ 3 กลุมคนจีนเขามารวมมือกับกลุมที่ 3 แต
กลุมผูดีเกาก็ยงั พยายามชวงชิงสวนแบงของอํานาจตลอดมา จนประสบความสําเร็จ

ในการรัฐประหารของสฤษดิ์ ธนะรัชต ใน 2500 มีการรวมตัวกันของสามกลุมนี้ โดย
แบงหนาที่และผลประโยชนกันอยางกลมกลืนมากขึ้น

-4-

ตลอดมาจนถึงประมาณ 2500 การสะสมทุนอยูในมือของสามกลุมนี้ ขยาย
การคากับตางประเทศในดานสินคาเกษตรคือขาวและยางพารา และสงออกทรัพยากร
ที่สําคัญคือไมสักและแร สองกลุมหลังจะมีสวนไดประโยชนจากการขยายการคาเชนนี้
ตลอดมา ในขณะที่กลุมทีห่ นึ่งก็ยังกุมหลักทรัพยในรูปที่ดิน,ตึกแถว ฯลฯ ไวเปนจํานวน
มาก อยางไรก็ตามในขั้นพื้นฐานแลวประเทศไทยก็ยงั เปนประเทศเกษตรกรรม มี
สินคาสงออกอยูไมกี่อยาง สวนใหญเปนดานการเกษตรและการผลิตวัตถุดิบขั้นปฐม
ฉะนั้น ชาวไทยสวนใหญก็ยงั มีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไมมากนัก การผลิตเพื่อตลาดแทรก
เขามาเปนเพียงสวนหนึง่ ของการผลิตเพื่อยังชีพ เชน ปลูกขาวเพื่อขายดวย หรือใน
ภาคเหนือใชเวลานอกเวลาทํานาไปในการปลูกยาสูบเปนตน โดยพืน้ ฐานเปนการผลิต
เพื่อยังชีพ แตอาจเติมการผลิตเพื่อตลาดเขามามากนอยตามแตโอกาส ในปลายสมัยนี้
เริ่มมีพืชเศรษฐกิจบางตัวเขามา เชน ปอในภาคอีสาน
นาสังเกตดวยวาทุนที่ชาวนาไทยมีอยูไมสามารถแปรเปนตัวเงินไดสะดวกนัก
เชน ทีน่ าสวนใหญยังไมมเี อกสารสิทธิท์ ี่สมบูรณ (จนถึงปจจุบันมีการออกโฉนดไดเพียง
25% เทานัน้ ) ภูมิปญญาของเขาไมสามารถผลิตอะไรสูตลาดเปนตัวเงินไดมากนัก เชน
เครื่องจักสาน หรือเครื่องปนดินเผา ถนนหนทางที่มีอยูจ าํ กัดไมนาํ เอา "โอกาส" ที่จะ
สะสมทุนมาให การศึกษาก็เชนเดียวกัน
ความเปลี่ยนแปลงที่สะทอนจากดานทุนหลัง 2500 ดวยแรงบีบจากประเทศ
ทุนนิยมศูนยกลาง ทําใหเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจใหมหลังการ รัฐประหาร จากการที่
จะใหรัฐเปนนายทุนเองหรือนโยบายรัฐวิสาหกิจ มาเปนการเปดใหเอกชนลงทุนในการ
ประกอบการอุตสาหกรรม ซึง่ ในระยะแรกก็ยังเปนอุตสาหกรรมขนาดเล็กเพราะมี
นโยบายเพียงแตจะสรางอุตสาหกรรมเพื่อทดแทนการนําเขา ในขณะที่ตลาดภายในไม
ใหญนักและมีกําลังซื้อจํากัด
แมกระนั้นก็ไมคอยมีเงินทุนในประเทศเพียงพอ ในระยะแรก ๆ ของการพัฒนา
อุตสาหกรรมในประเทศไทย แมวาจะมีการเปดใหตางประเทศเขามาลงทุน แตมีทุน

-5จากตางประเทศเขามาเพียงประมาณ 10 % ของเงินลงทุนทั้งหมดในชวงของ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 1 เทานัน้ จะเอาทุนมาจากไหน?
ทั้งประเทศเงินที่
เปนกอบเปนกําพอจะเอามาลงทุนไดอยูทภี่ าคเกษตรกรรม เพราะ 80 กวาเปอรเซนต
ของการผลิตอยูในภาคนี้ วิธีที่รัฐบาลเลือกทําก็คือดูดซับเอาสวนเกินจากภาค
เกษตรกรรมมาเปนทุนในการพัฒนาอุตสาหกรรม
วิธีการคือ
1) กดราคาพืชผลภายในเอาไว เชน นโยบายพรีเมียมขาว
2) ขยายโครงสรางพืน้ ฐานเพื่อดึงดูดเอาทรัพยากรจากชนบทออกมาขายใหมาก
ขึ้น ตลอดจนสงเสริมใหปลูกพืชเศรษฐกิจเชน ปอ, ขาวโพด, มันสําปะหลัง ฯลฯ เพื่อ
สงออก แตราคาภายในถูกกดเอาไว ไปสรางกําไรใหแกพอคาในเมืองหรือผูสงออก
ทุนที่สะสมจากการนี้ บวกกับเงินที่ไหลเขาจากสหรัฐ เงินทีม่ ากับอุตสากรรมการ
ทองเที่ยวและเงินที่ไดจากคอรรัปชั่น รวมกันคือฐานของทุนที่ใชในการสราง
อุตสาหกรรมขึน้ ในกรุงเทพฯ
การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมนับตั้งแต 2504 จึงตองลําเอียงขาด
ความสมดุลย เพราะตองการจะสงเสริมดานอุตสาหกรรมหรือภาคเศรษฐกิจ
สมัยใหม โดยใชภาคการผลิตตามประเพณี ในชนบทเปนเบี้ยรองบอนตลอดมา
การเปลี่ยนนโยบายเปดใหเอกชนเขามาลงทุน และการใชนโยบายขยายการ
ผลิตเพื่อตลาดในภาคการเกษตร ทําใหเกิดความเปลีย่ นแปลงอยางรวดเร็วใน
สังคมไทย สรุปความเปลีย่ นแปลงที่เกิดขัน้ ทางเศรษฐกิจ-สังคม ไดดังนี้
1) เกิดความเหลื่อมล้าํ ทางดานรายไดระหวางเมืองกับชนบท ภาคกลางกับภาค
อีสาน ภาคการผลิตสมัยใหม กับภาคการผลิตตามประเพณี ฯลฯ มากขึ้น
2) เกิดการขยายตัวของเมืองใหญ เปนแหลงอุตสาหกรรมและแหลงพาณิชยก
รรมซึ่งเชื่อมตอไปทั่วโลก
3) เกิดการสลายตัวของชุมชนในชนบท เพราะเปลี่ยนวิถีการผลิตไปสูการผลิต

เพื่อตลาดมากขึ้น ครอบครัวแตกสลายเพราะการอพยพ ฯลฯ

-64) เกิดการแตกตัวทางชนชั้น มีคนรวยที่สืบตอความรวยของตัวในตระกูลไดอยาง
มั่นคง แตงงานกันเอง ยึดกุมธุรกิจแขนงตาง ๆ ไวได รักษาความไดเปรียบ
ตลอดไป ในขณะที่มีคนจนซึ่งไมไดรับความคุมครองจากประเพณีเกาอีกแลวและไมมี
อนาคต ทั้งในเมืองและในชนบท มีการสูญเสียที่ดินและรวบรวมที่ดินโดยชาวนารวยใน
หมูบาน
5) การขยายตัวของรัฐเขาไปในชีวติ ของคนมากขึ้นในทุกดาน
ความเปลี่ยนแปลงทีส่ ะทอนออกมาทางดานแรงงาน
ระบบการผลิตของไทยมีสองดานที่เคียงคูกัน คือภาคการผลิตสมัยใหมไดแก
ภาครัฐบาล, และธุรกิจเอกชน สวนดานที่สองคือภาคการผลิตตามประเพณี (แมมีการ
ปลูกพืชเศรษฐกิจใหม ๆ ขึน้ อีกมากแตกย็ ังอาศัยวิธกี ารผลิตตามแบบประเพณี
เชน กรณีสวนยางพารา หากเปนสวนขนาดเล็กของชาวบานก็ยงั ปลูกเหมือนปลูกไม
ผลในปา ใชแรงงานครอบครัวในการกรีดยาง ฯลฯ
ฉะนั้น การพัฒนาแรงงานจึงทําเพียงดานเดียว ไดแกดานที่จะเอาไปปอนให
ภาคการผลิตสมัยใหม
จัดการการศึกษาในระยะแรกแกภาครัฐซึ่งเปนภาคการผลิตที่ใหญที่สุด ตอมาก็
เริ่มหันไปปอนธุรกิจเอกชนมากขึ้นทุกขณะ
ในเวลาเดียวกันก็ไมไดพัฒนาแรงงานของภาคการผลิตตามประเพณี ซึง่ สวน
ใหญของแรงงานอยูในภาคนี้
ในระยะแรกที่เริ่มเปดใหแกทนุ นิยม แรงงานภายในยังไมเปนสินคา ตองใช
แรงงานจางชาวจีน มาในภายหลังจึงเริ่มใชแรงงานไทย โดยเฉพาะจากภาคอีสาน
ฉะนั้น เมื่อเริ่มขยายการอุตสาหกรรม ก็ถูกบังคับไปในตัวใหเปนอุตสาหกรรมที่
ใชฝมือมากไมได และตองกดราคาแรงงานใหต่ําเอาไว รายไดของแรงงานสวนหนึ่งมา
จากการจาง แตอีกสวนหนึง่ มาจากการผลิตตามประเพณี การมาทํางานตามฤดูกาลยัง

มีความสําคัญอยูมาก แมจนถึงปจจุบนั นี้ เพราะตองกลับไปผลิตในภาคการผลิตตาม
ประเพณีที่บา นเกิด หรือตองแบงแรงงานของครอบครัวใหผลิตในระบบเกา ในขณะที่
ตนเองหารายไดเปนเงินสดในภาคการผลิตสมัยใหม

-7โดยหลักการแลว แรงงานสํารองจํานวนมหึมาอยูในชนบท ซึ่งดานอุตสาหกรรม
สามารถดึงมาใชไดแตเปนแรงงานไรฝมือเปนสวนใหญ
แรงงานภาคการเกษตรในชนบท กอน 2500 ยังเหมือนเดิมโดยพื้นฐานคือ
แรงงานของครอบครัว แตหลังการพัฒนาเศรษฐกิจใน 2500 ตองใชแรงงานรับจาง
เพิ่มขึ้น เนื่องจากการสูญเสียที่ดินของเกษตรกรยอย, แรงงานของครอบครัวสวนหนึง่
สูญเสียไปแกการศึกษาและหาเงินสดในเมือง, การ ปลูกพืชเศรษฐกิจซึ่งตองระดม
แรงงานในบางฤดูกาล
พืชเศรษฐกิจขนาดใหญเชนขาวโพด, มันสําปะหลัง มักจะใชเครื่องจักรเขา
ชวยโดยมีนายทุนเจาของเครือ่ งจักรรับจางไถหรือเปดที่
การจางงานในภาคการเกษตรไมเปนไปโดยสม่ําเสมอ แตจะจางเปนฤดูกาล การ
คมนาคมสะดวกขึ้นทําใหมกี ารเคลื่อนยายแรงงานไปไดไกล เชน การรับจางเกีย่ วขาว
ในภาคกลางไดแรงงานจากอีสานหรือการตัดออยก็เชนเดียวกัน
ทั้งหมดเหลานี้เปนสวนสะทอนใหเห็นความเปลีย่ นแปลงในดานการผลิตจาก
เพื่อยังชีพ มาเปนการผลิตเพือ่ การพาณิชย
ความเปลี่ยนแปลงในดานนี้ไปกระทบความสัมพันธทางสังคมของคนในชนบท
อยางมาก การแลกเปลี่ยนแรงงานหายไปในหลายชุมชน (แสดงวาชุมชนมีสว นในการ
ผลิตนอยลง) การจัดการดานแรงงานมีลักษณะเปนเชิงพาณิชยมากขึน้ ฉะนัน้ สวนที่
เปนสาธารณสมบัติเชนปาไม, ตนน้าํ ลําธาร, เหมืองฝาย ฯลฯ จึงไมมวี ิธีที่จะใชแรงงาน
เพื่อรักษาปรับปรุงได ยิ่งเมื่อชุมชนหายไปสิ่งเหลานีก้ ็กลายเปนสิ่งที่ไมมีเจาของ ใคร
อยากไดกห็ ยิบฉวยเอาไปใชโดยเสรี ทําใหชนบท "จน" ลงเพราะขาดทุนที่เปน
ทรัพยากรธรรมชาติในการผลิต (การพัฒนาที่ไมมงุ พัฒนาคุณภาพของคน เพื่อใหเขามี
ความสามารถจัดการสิ่งเหลานี้ในสภาพเศรษฐกิจ-สังคมใหม ทําลายความสามารถ
เดิมตามวัฒนธรรมของเขาลง แตไมสรางความสามารถใหมในวัฒนธรรมใหมใหเขา)

อีกดานหนึง่ ของเรื่องแรงงานที่ควรเขาใจคือ กระบวนการปลดปลอยแรงงานให
เปน "เสรี"การเลิกทาส เลิกไพรเปนการปลดปลอยที่เห็นไดชัด เพราะทําใหพนั ธนาการ
ของแรงงานทีเ่ คยมีกับรัฐหรือนายทาสหมดไป สามารถเอาแรงงานนัน้ ไป "ขาย" ใครก็

8ได แตการปลดปลอยที่สําคัญไมนอย คือ การปลดปลอยทางวัฒนธรรมพันธนาการ
ของแรงงานในทางวัฒนธรรมมีหลายดาน เชน ครอบครัว, การบวชเรียน, คานิยม,
พันธะในระบบอุปถัมภ, ชุมชน, ฯลฯ จะเห็นไดวา การพัฒนามีผลทําลายพันธนาการ
เหลานี้ไปเรื่อย (โดยตั้งใจหรือไมก็ตาม และมีเหตุผลสมควรจะทําลายหรือไมก็
ตาม) ครอบครัวและชุมชนแตกสลายทําใหสะดวกที่สมาชิกจะละทิง้ ครอบครัวและ
ชุมชนเพื่อไปหางานทําที่อื่น คานิยมเดิมวางานอะไรมีเกียรติและงานอะไรไมมีเกียรติ
หมดไปเกิดคานิยมใหมเขามาแทนที่ เชน การเปนสาวโรงงานมีเกียรติ หรือการขายตัวมี
เกียรติ เปนตน หรือลูกสาวผูด ีในเมืองสมัยหนึง่ ไมนยิ มเขาโรงแรม ฉะนั้น การทํางาน
โรงแรมจึงรับไมไดเลย แตในปจจุบนั การทํางานโรงแรมก็กลายเปนเรือ่ งปรกติและออก
จะมีเกียรติไปแลวความเปลีย่ นแปลงที่สะทอนจากการผลิตเชิงพาณิชยและ
ความสัมพันธเชิงพาณิชย
ไดกลาวแลวถึงการผลิตในเชิงพาณิชยกลายเปนดานหลักของการผลิตในระบบ
ทุนนิยม และดวยเหตุ ดังนัน้ ความสัมพันธเชิงพานิชยจึงกลายเปนความสัมพันธดา น
หลักของชีวิตไปดวย
สิ่งที่ไมไดมีหรือผลิตขึ้นเพื่อซื้อขายแลกเปลี่ยนก็กลายเปนการซือ้ ขาย
แลกเปลี่ยนไปหมด นอกจากแรงงานซึ่งครั้งหนึง่ ไมใชสินคาแลว ดานอืน่ ๆ เชนศิลป,
ความศรัทธา (พุทธพานิช), การศึกษา, การแพทย, ฯลฯ ก็กลายเปนสินคาไปหมด จน
ไมเหลือสวนทีเ่ ปนคุณคาเดิมอยูอีกเลย
ความเปลี่ยนแปลงดานวัฒนธรรมบริโภคนิยม
ตรรกอยางหนึง่ ของระบบทุนนิยมเสรีนั้นก็คือ เมื่อสินคาอยางหนึ่งเปนที่ตองการก็มี
ผูผลิตขึ้นปอนตลาด ราคาทีแ่ พงเพราะความตองการทําใหมีผูเขามาแขงขันการผลิต
มากขึ้น มีการปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต การจัดการ ฯลฯ เพื่อลดตนทุน ทําใหราคา
ของสินคานั้นถูกลงไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดหนึ่งซึง่ "พอดี" พอคาจะทํากําไรเพิ่มขึ้นไดดวย

วิธีเดียวคือขยายตลาดหรือทําใหความตองการขยายตัวไมมีที่สนิ้ สุด มิฉะนัน้ กิจการนั้น
ก็ตองหยุดนิง่ ซึ่งถือกันวาเปนจุดเริ่มตนไปสูความเสื่อม ทําใหเกิดผลสองอยางเปน
อยางนอย

-91) สินคาประเภทเครื่องอุปโภคบริโภค มีผูผลิตมาก เพราะเปนความตองการของตลาด
อยูแลวใคร ๆ ก็คงอยากซักผาดวยเครื่องมากกวาปน ไฟเลน เพราะฉะนั้นการผลิต
เครื่องซักผาจึงมีตลาดกวางกวาเครื่องกําเนิดไฟฟา
2) จําเปนตองกระตุน ความตองการของตลาดใหขยายไปเรื่อย ๆ โดยผานการ
โฆษณา แตเราควรมองการโฆษณาใหกวางกวาการโฆษณาทางทีวหี รือหนา
หนังสือพิมพ ซึ่งเปนเพียงสวนเดียวของการกระตุนใหผคู นอยากบริโภค แตควรรวมไป
ถึง
ก) การทําใหอุดมคติของชีวิตคือการบริโภค โดยผานนวนิยาย, ภาพยนตร, ทีว,ี
ตําราเรียน ฯลฯ คนในปจจุบนั จะตอบปญหาวาอะไรคือชีวิตที่ดี โดยเอาการบริโภคเปน
หลัก เชน ชีวติ ที่มีบานเปนของตนเอง, มีรถยนต, มีแอร, มีตูเย็น, ไดทองเทีย่ วใน
ตางประเทศ ฯลฯ
ข) การสรางมาตรฐานเดียวกันของผูบริโภค เพื่อสะดวกในการผลิตสินคาออก
ขาย เชน ฟงเพลงอยางเดียวกัน ดูหนังประเภทเดียวกัน แตงตัวเหมือน ๆ กัน ฯลฯ
ค) การวัดคุณคาตาง ๆ ดวยวัตถุ รวยก็ดี หรือผลิตไดมากก็ดี
ทั้งหมดนี้อาจเรียกไดวาเปนวัฒนธรรมบริโภคนิยม มีอทิ ธิพลในเมืองไทยมาก
และมากขึ้นทุกที
เทาที่กลาวมานี้จะเห็นไดวาการขยายตัวของทุนนิยมกระทบตอชีวิตคนไทยทั้งใน
เมืองและหมูบา นอยางมาก ทั้งการทํามาหากิน การศึกษา ภูมิปญญา การหาความสุข
ฯลฯ ตลอดจนความสัมพันธระหวางคนกับคน (ครอบครัว เครือญาติ สังคม) และ
ความสัมพันธระหวางคนกับธรรมชาติ กอใหเกิดปญหาใหม ๆ มากมายและวิธีการ
แกปญหาก็เปลี่ยนไปจากเดิม หลายปญหาอยูในขั้นวิกฤตและสงผลกระทบใหเกิด
ปญหาอืน่ ๆ ตามมาเปนลูกโซ เชน ปญหาการแยงชิงทรัพยากร ปญหา
สิ่งแวดลอม ปญหาครอบครัว เปนตน

ความสัมพันธเชิงพาณิชย หมายถึงความสัมพันธที่ตั้งอยูบนการแลกเปลี่ยนกัน
โดยอาศัยมูลคาของสิ่งที่แลกเปลี่ยนเปนตัววัด อาจเปนบริการกับสินคา หรือสินคากับ
สินคาก็ตาม ฉะนั้น สิ่งที่ตองคํานึงถึงคือเรื่องของ "ขาดทุน" และ "กําไร"

-10ในหลายกรณีดวยกัน เราไมสามารถวัดขาดทุน-กําไรกันไดงาย เชน ดานที่เปน
อารมณ ความรูสึก หรือคุณคา ดานทีว่ ัดไมไดเหลานี้มักจะถูกตัดออกไปจากการ
คํานวณจนหมด ทั้งในการตัดสินใจของภาครัฐหรือเอกชน หรือในการดําเนิน
ความสัมพันธตอกัน เชน คุณคาของความเปนเพื่อนก็เปนสิ่งที่วัดไมได แตการคบหากัน
นั้นกลับถูกมองวาจะทําใหเรา "ได" หรือ "เสีย" อะไรเปนหลัก กามารมณถูกลดลงเหลือ
แตเพียงดานทีเ่ ปนรูปธรรม (เด็กใหม, เด็กเกา, อายุนอยหรือมาก รูปรางดีหรือไม ฯลฯ)
จนสามารถคํานวณเพื่อการตัดสินใจไดวา "คุม" ที่จะซื้อหรือขายหรือไม
ความสัมพันธเชิงพาณิชยเชนนี้มีผลตอความเปลีย่ นแปลงดานวัฒนธรรมใน
สังคมไทยอยางมาก
วัฒนธรรมใหมเชนนีม้ ีลักษณะคลายกับวัฒนธรรมของชนชัน้ กลาง ซึง่ เกิดขึน้
ทั่วไปในโลกทุนนิยมโดยมีวฒ
ั นธรรมของตะวันตกเปนแบบอยางหรือเปนตัวนํา มี
ลักษณะทีเ่ อื้อตอประชาธิปไตยในบางลักษณะ เชนบริโภคนิยมจะไมกีดกันมิใหคนที่มี
กําเนิดต่ําไดใชสินคาบางอยาง (ในสมัยโบราณมีกฎหมายหามไมใหสามัญชนใชทอง
เปนเครื่องประดับ) สวนใหญของสินคาอุปโภคบริโภคสามารถใชไดงา ยโดยไมตองผาน
การศึกษา ฯลฯ (ใคร ๆ ก็เปดทีวีเปน แตการดูโขนเปนตองมีการศึกษาในเรื่องนาฎศิลป
มาบาง) จึงนับวาเหมาะแกสังคมที่เนนในเรื่องความเสมอภาค
รองรอยของวัฒนธรรมเกาในความเปลี่ยนแปลงความสัมพันธเชิงพาณิชยและ
เชิงสัญญาของระบบทุนนิยม ไมสามารถเขาไปแทนที่ความสัมพันธแบบเกาไดทกุ ดาน
ความสัมพันธในระบบอุปถัมภยังโดดเดนอยูในทุกวงการ นับตัง้ แตการเลนพรรคเลน
พวกในวงราชการ วงการธุรกิจ, หรือการแตงงานเพื่อเชือ่ มพลังทางเศรษฐกิจและ
การเมือง ฯลฯ

การจางงานที่มีลักษณะเปนเชิงสัญญาซื้อขายแรงงานแท ๆ มีนอย สวนใหญ
จะปะปนอยูกบั
ความสัมพันธเชิงอุปถัมภ
ระบบ "เจาพอ" ซึ่งเปนอีกลักษณะหนึง่ ของความสัมพันธเชิงอุปถัมภ ยังเปน
ระบบที่คุมครองกรรมสิทธิเ์ หนือที่ดินและทรัพยสนิ ของคนจํานวนไมนอยแทนรัฐ

การบรรยายสรุปชั่วโมงที่ 41
ทางเลือกของความเปลี่ยนแปลง
ทางเลือกที่รัฐใชในการพัฒนาประเทศ
นับตัง้ แตสนธิสัญญาเบาริง
พ.ศ.2398 เปนตนมา ระบบทุนนิยมขยายตัวขึ้นในสังคมไทย ชนชัน้ นําของไทยเลือกที่
จะเผชิญความเปลี่ยนแปลงโดยการรวมศูนยอํานาจทางการเมืองไวที่สวนกลาง แลว
ขยายอํานาจรัฐออกไปควบคุมและจัดการทรัพยากรพรอมกับเขาไปควบคุมชีวิตคน
มากขึ้นในทุกดาน เชน ดานการศึกษา, การสาธารณสุข, การสื่อสารมวลชน ฯลฯ
ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย อํานาจการตัดสินใจอยูในกลุมเจานาย การ
ระดมทุนกระทําโดยการเก็บเงินคาสัมปทานจากบริษทั ตางชาติทเี่ ขามาผลิตและ
สงออกวัตถุดบิ จากทรัพยากรธรรมชาติ เชนไมสัก และดีบุก การเก็บภาษีอากรจาก
สินคาที่ผลิตเพื่อขายและจากสินคาขาเขาขาออก และจากอากรฝนอากรบอนเบีย้
อากรหวย เปนสําคัญ สวนทุนที่ไดจากประชาชนโดยตรงไดแกเงินคาราชการหรือเงิน
รัชชูปการ นอกจากนี้ยงั มีทนุ เดิมที่อยูในรูปที่เปนสิทธิของระบบศักดินา เชน ที่ดิน ทุนที่
ระดมมาไดนี้ชนชั้นนําตัดสินใจใชไปในการสรางและพัฒนาระบบราชการแบบ
ใหม โดยเฉพาะกองทัพแบบตะวันตก และการคมนาคมแบบตะวันตก เชน ทางรถไฟ
การไปรษณียโทรเลข ทั้งนี้เพื่อความมั่นคงของรัฐไทยทีม่ ีเจานายเปนผูนํา หลังการ
เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ชนชั้นนําของไทยไดแกกลุมผูนาํ ในระบบ
ราชการเลือกพัฒนาประเทศในแนวทางทีเ่ รียกกันวา "ทุนนิยมโดยรัฐ" กลาวคือรัฐซึง่
มีระบบราชการเปนกลไกดําเนินการลงทุนในรัฐวิสาหกิจสําคัญ ตามนโยบายที่จะ
สงวนการประกอบการขนาดใหญไวใหเปนของรัฐ นโยบายเชนนี้สง ผลใหขาราชการ
ระดับสูงและพอคาบางกลุม สามารถผูกขาดตัดตอนดูดซับการลงทุนของรัฐเมื่อ

ผลประโยชนสว นตัว กลายเปนนายทุนกลุม ใหมในสังคมไทย
นับตั้งแตสมัยจอม
พลสฤษดิ์ ธนะรัชต เปนตนมา ชนชัน้ นําไดเลือกพัฒนาประเทศโดยการ ระดมทุน
จากการดูดซับสวนเกินจากภาคเกษตรกรรม เพื่อพัฒนาโครงสรางพื้นฐานและ
อุตสาหกรรม ทั้งนี้โดยมีพนื้ ฐานความคิดวาเกษตรกรรมจะไมทาํ ใหคนพนจากความ
ยากจนได รายไดที่มากอยูในภาคอุตสาหกรรมจึงพัฒนาโดยลําเอียงเขาขาง
ภาคอุตสาหกรรมและคาดหวังวาใน

-2อนาคตความเจริญจะไปถึงคนสวนใหญโดยภาคอุตสาหกรรมจะทําใหเกิดการจางงาน
มากขึ้น ซึง่ "งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข"
การพัฒนาในแนวดังกลาวนี้ ทํา
ใหนายทุนและชนชัน้ กลางนอกระบบราชการสะสมทุนไดมากเกิดความเจริญเติบโต
ทางเศรษฐกิจมาก แตเกิดปญหาตาง ๆ ตามมามาก เชน
- ปญหาการกระจายรายไดและความเหลื่อมล้ําทางสังคม ชาวนาจนหมด
หนทางปรับตัว
การขายแรงงานและหรือขายลูกสาว
- ปญหาความมั่นคงของภาคอุตสาหกรรม เชน การที่ตองพึง่ พาเทคโนโลยีและ
ตลาดตางประเทศสูงและประสบปญหาการกีดกันทางการคารุนแรงขึ้น
- ปญหาความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดลอมและความรอยหรอของทรัพยากรทาง
ธรรมชาติและทางวัฒนธรรม
- ปญหาคุณภาพชีวิต และปญหาคนขาดความสุข เชน ปจจัยสี่ขาดแคลนและ
คุณภาพต่ํา ครอบครัวเครือญาติและชุมชนแตกสลาย ทุกสิ่งทุกอยางในชีวิตกลายเปน
สินคา ขาดความสัมพันธกบั คนอื่นในฐานะเพื่อนมนุษย สงผลใหสถิติการฆาตัวตาย
สูงขึ้น การใชยาระงับประสาทสูงขึน้ คนปวยดวยโรคจิต หรือโรคประสาทสูงขึ้น การ
หยารางสูงขึ้น ฯลฯ
ปญหาเหลานีส้ วนหนึง่ เกิดจากการรวมศูนยอํานาจการตัดสินใจไวในมือคนสวนนอยก็
คือขาราชการกับนายทุนหรือนักธุรกิจซึ่งเริ่มเขามามีสว นในการครอบครองอํานาจ
ทางการเมืองรวมกับขาราชการทําใหนโยบายตาง ๆ ของรัฐยังคงลําเอียงเขาขางคนทั้ง
สองกลุมนี้ ไมมีการกระจายอํานาจตัดสินใจไปยังคนทุกกลุม ทองถิ่นไมสามารถ
ตัดสินใจในเรือ่ งการใชทรัพยากรของตนได และวิถีชีวิตก็ถูกกําหนดโดย

รัฐและทุนนิยมเขมขนขึ้นเรือ่ ย ๆ
ในขณะที่ชนชัน้ นําเลือกพัฒนาประเทศตามแนว
ที่กลาวมาขางตน ไดมีคนจากชนชั้นอืน่ เสนอทางเลือกของความเปลี่ยนแปลงอีก
หลายทางเลือกดวยกัน ดังนี้
1. ทางเลือกเกี่ยวกับผูนํา
คนไทยใหความสําคัญแกผูนาํ สูงกวาคนอีก
หลายสังคม โดยเชื่อวาปญหาตาง ๆ แกไดดวยผูนาํ ที่ดแี ละมีความสามารถ ความ
เชื่อเชนนี้สวนหนึง่ เกิดจากอิทธิพลของอุดมการณทางพุทธศาสนาที่ไพรฟาอาณา

-3ประชาราชฎรตองพึ่งพระบรมโพธิสมภารของกษัตริยซงึ่ ทรงมีบุญบารมี
สูงสุด ขณะเดียวกันคนชัน้ กลางของไทยก็พึ่งอํานาจ อิทธิพล และบารมีของผูนําใน
ระบบราชการอยางมากในการสะสมทุนของตนทําใหขาดจิตสํานึกแบบเสรีนิยมและไม
เชื่อมั่นในศักยภาพที่เทาเทียมกันของคนทีจ่ ะรวมกันแกปญหาหรือรวมกันผลักดันให
เกิดความเปลีย่ นแปลงใด ๆ ในสังคม
การใหความสําคัญแกผูนําสูงเชนนี้เกิดจากวิธีคิดที่ไมเปน
ประวัติศาสตร มองความเปลี่ยนแปลงจากปจจัยเดียวคือการตัดสินใจของผูนํา ไมได
นําเอาปจจัยอืน่ ๆ เขามาอธิบาย
ปญหาคือจะหาผูน ําที่ดีมีความสามารถไดอยางไร มีผูเสนอทางเลือกตางๆ ไว
ไดแก เทียนวรรณ เชื่อวาการมีสภาบริหารบานเมืองหรือ "ปาลีเมนต" ที่ประกอบดวย
คนมีความสามารถจากชัน้ วรรณะตาง ๆ มารวมมือกัน จะทําใหไดการนําที่ดี โดย
สถาบันทางการเมืองนี้จะเปนสถาบันที่ราษฎรใหความยินยอมแกผูปกครองในการ
บริหาร เทียนวรรณใหความสําคัญแกระบบราชการในฐานะผูน ําในการสรางความ
เจริญแกประเทศอยางมาก เขาเห็นวาควรสรางระบบราชการทีม่ ีประสิทธิภาพขึ้นมา
โดยไมใหความสําคัญแกชาติกําเนิดของขาราชการ ขณะเดียวกันราษฎรก็มี
ความสําคัญจะตองทําใหราษฎรมีความกาวหนาในวิชาความรูดวย
นักประชาธิปไตย เชนคณะราษฎรเชื่อวาการนําที่ดีเกิดขึ้นจากการเมืองใน
ระบอบ รัฐธรรมนูญ มีกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งตราขึ้นโดยสภาผูแทนราษฎรคอย
กําหนดขอบเขตและควบคุมการนํากองทัพ เชื่อวาผูน ําทีพ่ ิสูจนความสามารถการนํา
ทางดานการทหาร เปนผูน ําที่มีประสิทธิภาพในการนําดานอืน่ ๆ ดวย พุทธทาสภิกขุ

เชื่อในระบอบเผด็จการโดยธรรมคือใหอํานาจสูงสุดเด็ดขาดแกคนดี (ธรรมิกสังคมนิยม
แบบเผด็จการ) เห็นวาคนดีจะใชอํานาจอยางถูกตอง ความคิดในทํานองนี้เกิดขึ้นใน
สํานักสันติอโศกดวย
2. ทางเลือกเกี่ยวกับการเปลี่ยนโครงสรางสังคม
ความเปลี่ยนแปลงที่จะเปนผลดีแกคนสวนใหญอยางแทจริงตองเปลี่ยนใน

-4-

ระดับโครงสราง ไมใชเปลี่ยนเฉพาะตัวบุคคลที่เปนผูน ําสูงสุดหรือเปลีย่ นเฉพาะ
นโยบายเทานัน้
ปรีดี พนมยงค ไดเสนอเคาโครงเศรษฐกิจใน พ.ศ.2476 ใหเปลี่ยนโครงสราง
เศรษฐกิจ โดยรัฐจะเปนเจาของปจจัยการผลิตที่สําคัญ คือที่ดิน แรงงาน และทุน ซึ่งรัฐ
จะออกพันธบัตรเงินกูชดใชใหแกผูทโี่ อนกรรมสิทธิ์ในที่ดนิ และทุนใหเปนของรัฐ ชาวนา
จะเปนลูกจางของรัฐหรือเปนขาราชการทีม่ ีเงินเดือนประจํา รัฐเปนผูว างแผนและ
กํากับการใชปจ จัยการผลิตอยางเต็มประสิทธิภาพ แตเนือ่ งจากในทางปฏิบัติรัฐอาจ
ควบคุมดูแลไดไมทั่วถึงจึงใชวิธีการแบงหนวยการผลิตเปนหนวยยอย ๆ เรียกวา
"สหกรณ" ซึ่งจะเปนหนวยทีด่ ําเนินการผลิตในระดับทองถิ่น
พรรคคอมมิวนิสตแหงประเทศไทย มีแนวความคิดวาสังคมไทยมีโครงสราง
เศรษฐกิจแบบ "กึ่งศักดินากึง่ เมืองขึน้ " ตองยึดปจจัยการผลิตที่สําคัญจากเอกชนให
เปนของรัฐหรือสวนรวม ขณะเดียวกันก็ตอตานจักรวรรดินิยมที่ขูดรีดหรือเอาเปรียบ
ประเทศไทย เพื่อใหผูใชแรงงานคือกรรมกรและชาวนาไดรับสวนแบงจากผลผลิต
อยางเปนธรรม เกิดสังคมที่เสมอภาคอยางแทจริงในที่สดุ
ขบวนการฝายซายระหวาง พ.ศ. 2516-2519 ประกอบดวยปญญาชนและ
นักศึกษา มีแนวความคิดทีไ่ ดรับอิทธิพลจากพรรคคอมมิวนิสตจีนและพรรค
คอมมิวนิสตแหงประเทศไทยอยางมาก แมวาจะไมสามารถรวมมือกับพรรรคอม
มิวนิสตถึงขั้นเขาเปนสมาชิกพรรคเนื่องจากทนลักษณะเผด็จการของพรรค
ไมไดก็ตาม

ขบวนการฝายซายผลิตตํารา บทความทางวิชาการและวรรณกรรม ทั้งใน
รูปการแปลการเขียนขึ้นใหม เสนอความคิดเกี่ยวกับวิวฒ
ั นาการของสังคมอันเกิดจาก
การตอสูระหวางชนชัน้ ที่เปน เจาของปจจัยการผลิตกับชนชั้นผุใชแรงงาน ซึง่ จะทําให
โครงสรางเศรษฐกิจ การเมือง และรูปการณจิตสํานึกของไทยกาวหนาขึ้นตามลําดับ
จากยุคศักดินาเปนทุนนิยม สังคมนิยม และคอมมิวนิสต อันเปนยุคที่ปจ จัยการผลิต
เปนของรัฐและความสัมพันธทางการผลิตมีลักษณะเสมอภาคและภราดรภาพอยาง
แทจริง

-5ในชวงหลังจาก พ.ศ.2519 อิทธิพลของขบวนการฝายซายยังคงอยูโ ดยเฉพาะอิทธิพล
ทางความคิดตอปญญาชนไทยสืบมาจนถึงปจจุบนั แตความคิดที่มอี ิทธิพลมิใช
ความคิดเรื่องวิวัฒนาการของ สังคม หากแตเปนความคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนสัม
พันธภาพทางอํานาจเพื่อใหเกิดการจัดการทรัพยากรและการกระจายรายไดที่เปนธรรม
ขึ้นในสังคมไทย
จะเห็นไดวาทั้งปรีดี พนมยงค, พรรคคอมมิวนิสตแหงประเทศไทย, และ
ขบวนการฝายซายเสนอทางเลือกที่เนนการเปลี่ยนโครงสรางของระบบกรรมสิทธิ์จาก
ระบบที่เอกชนเปนเจาของปจจัยการผลิตมาเปนระบบที่รัฐเปนเจาของปจจัยการผลิต
เปนการเปลี่ยนโครงสรางสังคมไมใชเปลี่ยนหรือพัฒนาทีต่ ัวคน
3. ทางเลือกเกี่ยวกับการพัฒนาใหสมดุลย
ผูเสนอทางเลือกนี้สว นใหญเปนกลุมนักวิชาการ เห็นวาการพัฒนาประเทศที่
ดําเนินอยูในปจจุบันเปนการพัฒนาที่ลําเอียงเขาขางภาคการผลิตสมัยใหม จึงควร
เปลี่ยนมาสูการพัฒนาทัง้ ภาคการผลิตสมัยใหมและภาคการผลิตตามประเพณีอยาง
สมดุลย คืนอํานาจการดูแลและจัดการทรัพยากรใหแกชุมชน เพื่อใหชุมชนไดมีสทิ ธิ
ตัดสินใจในการใชทรัพยากรของตนเองมากขึ้น ทัง้ นี้รวมถึงการกระจายอํานาจและ
โอกาสในดานอื่น ๆ ใหมากขึน้ เชน ดวยการสรางเครือขายของขาวสารขอมูลและ
เครือขายการเรียนรูซึ่งมิไดหมายถึงเพียงการนําเทคโนโลยีทางการสื่อสารที่กา วหนามา
ใชเทานั้น แตตองพัฒนาคนและจิตสํานึกหรือทัศนคติของคนใหพรอมที่จะเรียนรูและ
สามารถจัดการกับขาวสารขอมูลอยางมีประสิทธิภาพตลอดไปดวย
อาจารยฉัตรทิพย นาถสุภา เห็นวาการพัฒนาประเทศตั้งแต พ.ศ.2504 ทําให

หมูบานถูกขูดรีดจากรัฐและนายทุน ชุมชนและวัฒนธรรมชุมชนถูกทําลายอยาง
รวดเร็ว จึงควรเปลี่ยนมาสูก าร พัฒนาที่รักษาชุมชนไว ใหชุมชนพึง่ ตนเองได การ
พัฒนานี้ตองทําทัง้ ในระดับชุมชนและระดับรัฐ เชนใน ระดับชุมชนตองรื้อฟนจิตสํานึก
ในการชวยเหลือกัน รวมพลังกันหลายหมูบานเพื่อสรางอํานาจตอรองกับรัฐและ
นายทุน และรวมมือกับชนชัน้ อื่น เชนรับวัฒนธรรมของชนชั้นกลางในสวนที่เปนผลดี
เปนตนวา

-6เทคโนโลยีและขอมูลขาวสาร รักษาสภาพแวดลอมใหมีความสมดุลย ฯลฯ สวนใน
ระดับรัฐตองลดความเปนระบบราชการลง ทําการปฏิรูปที่ดินเพื่อสลายอิทธิพลของ
นายทุนเงินกู และเจาที่ดนิ ทองถิ่น และเปนตัวของตัวเองในความสัมพันธกับ
ตางประเทศ สวนคนชั้นกลางก็ตองเรียนรูจ ากชาวบาน โดยเฉพาะในเรื่องของจิตสํานึก
ในการแบงปน ชวยเหลือ สมถะ อหิงสา และชวยเหลือในดานตาง ๆ ใหชาวบาน
สามารถพัฒนาไปสูการมีคณ
ุ ภาพชีวิตทีด่ ีดวย
4. ทางเลือกในการพึง่ ตนเอง
เปนทางเลือกของชาวบานจํานวนมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะพบวาการผลิตเชิง
พาณิชยมีรายไดไมคุมทุน คนถูกลอใหมีความโลภจึงตองทํางานหนักเพื่อเงิน แตกลับ
เปนหนี้เปนสิน วัฒนธรรมชุมชนความเปนมนุษยและธรรมชาติถูกทําลาย การหัน
กลับมาพึ่งตนเองเปนทางเลือกซึ่งตองเริ่มที่การเปลีย่ นวิธีคิดและจิตสํานึกของ
ตน ผูใหญวิบลู ย เข็มเฉลิม เปลี่ยนมาทําเกษตรกรรมแบบพึ่งตนเอง ซึ่งเรียกวา วน
เกษตร ปลูกพืชเพื่อรับใชชีวติ ไมใชเพื่อรวย การทําวนเกษตรเปนการฟน ฟูธรรมชาติ
ขึ้นมาใหม ทําใหมีกนิ มีใชเหลือเฟอ ขณะเดียวกันก็ทําใหจิตใจเปลี่ยนมาสูความ
ออนโยน มีเมตตา ปราศจากความขัดแยงในชุมชนเพราะคนกับคนและคนกับ
ธรรมชาติจะสัมพันธกนั โดยเอื้ออาทรกัน สามารถฟนฟูวฒ
ั นธรรมชุมชนขึ้นมาได
5. ทางเลือกขององคกรพัฒนาเอกชน (เอนจีโอ)
เอนจีโอหมายถึงองคกรของประชาชนในหลายรูปแบบที่เขาไปดําเนินการ

ตาง ๆ ซึ่งจะชวยใหชวี ิตของผูคนเปนไปอยางสงบสุขหรือไดรับความเปนธรรมมากขึ้น
การพัฒนาประเทศที่เนนความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจกอใหเกิดปญหา
ตาง ๆ ขึ้นในสังคมไทยเปนอันมาก เชน ปญหาคุณภาพชีวิตของคนอันเกิดจากความ
ยากจน สิง่ แวดลอมเสื่อมโทรมหรือเปนพิษ การตกเปนเหยื่อของการโฆษณา และ
การจราจรติดขัด เปนตน เอนจีโอจึงเกิดขึน้ ในหลายลักษณะเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวติ
ของคนในขณะที่รัฐไมมีสมรรถภาพเพียงพอที่จะแกปญหาในสังคมสมัยใหมไดทกุ เรื่อง
ในสลัมและในหมูบ านตามชนบท จะมีเอนจีโอเขาไปชวยผูดอ ยโอกาสให
สามารถพึ่งตนเองได เชน เอนจีโอจะรวมกับชาวบานในการฟนฟูพลังทางวัฒนธรรม

-7และจัดตั้งองคกรชาวบานเพือ่ สรางอํานาจตอรอง และเรียกรองสิทธิตาง ๆ ใหชุมชนมี
สวนเปนเจาของและตัดสินใจเกี่ยวกับการใชทรัพยากรมากขึ้น เปนตน
ในเมืองใหญ ๆ จะมีเอนจีโอในรูปของกลุมผูคมุ ครองผูบริโภคหลายตอหลาย
กลุมซึ่งมี กิจกรรมหลากหลาย เชน กลุมที่รณรงคใหคนหันมาบริโภคผักผลไมและ
อาหารอืน่ ๆ ทีป่ ราศจากสารพิษตกคาง กลุม ที่มีกจิ กรรมตาง ๆ เพื่อเตือนใหคนไมตก
เปนเหยื่อของการโฆษณาสินคาทีส่ รางความจําเปนเเทียม เปนตน
เอนจีโอที่รณรงคเกี่ยวกับสิ่งแวดลอมก็มีหลากหลายกลุม เชน กลุมที่รณรงค
ใหใชนา้ํ มันไรสารตะกั่ว กลุม ที่รณรงคเกี่ยวกับขยะ กลุมที่ตอตานการสรางเขื่อน และ
กลุมที่ตอตานการสรางโรงไฟฟาจากลิกไนทและขยะในเขตชุมชน เปนตน
นอกจากทางเลือกตาง ๆ ที่กลาวมาขางตนแลว ยังมีการเสนอทางเลือกอืน่ ๆ อีก
มาก เชน ทางเลือกของกลุมอนุรักษนิยม ซึ่งเปนกลุมที่เกี่ยวพันกับรัฐคอนขาง
สูง หลักการใหญ ๆ ของกลุมนี้คือ รักษาอํานาจการตัดสินใจไวในสถาบันตาม
ประเพณีใหมาก หรือใหสถาบันตามประเพณีเปนผูน ําในการพัฒนา เชน สถาบัน
พระมหากษัตริย สถาบันศาสนา กองทัพ เปนตน โดยสถาบันตามประเพณีเหลานี้จะ
กระจายการพัฒนาใหทวั่ ถึงในขณะเดียวกันก็สามารถทําใหเกิดความเปนระเบียบ
เรียบรอยขึ้นใน
สังคมดวย กลุมนี้คอนขางเชื่อในการทุมเทเทคโนโลยีเพื่อแกปญหา ภายใตการ
ควบคุมดูแลของหัวหนารัฐบาล หรือผูนําในกองทัพที่ซื่อสัตยมีเมตตาและรูจักเลือกใช

คน (ผูเชี่ยวชาญ) ใหเหมาะกับงาน
ทางเลือกของอาจารยปวย อึ๊งภากรณ อาจารยปวยในฐานะนักเศรษฐศาสตร
การคลังเปนผูม ีบทบาทอยางสูงในการพัฒนาประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
แหงชาติ อาจารยปวยไดดํารงตําแหนงสําคัญที่ทําใหมีบทบาทเปนผูนาํ ในการพัฒนา
เชน ผูว าการธนาคารแหงประเทศไทย ผูอํานวยการสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง
กรรมการบริหารสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ และกรรมการสภาการศึกษา
แหงชาติ เปนตน อยางไรก็ตามใน พ.ศ.2521 อาจารยปวยกลาววาทานควรตําหนิ
ตัวเองในฐานะที่เปนคนหนึง่ ทีท่ ําใหเกิดการพัฒนาชนิดที่สนใจแตเฉพาะอัตราความ
เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและมองขามปญหาทางสังคมที่เปนผลตามมา

-8ในขณะที่อาจารยปว ยมีบทบาทอยางสูงในการพัฒนาประเทศตามแนวทางของ
รัฐ แตอาจารยปวยก็ไดพยายามเสนอทางเลือกอีกทางหนึ่งซึง่ แมวา ยังคงเปนทางเลือก
ที่อยูในกรอบของการพัฒนาประเทศแบบทุนนิยมที่เปนกระแสหลักในเวลานั้น แต
อาจารยปว ยเสนอใหพัฒนาโดยคํานึงถึงจริยธรรมทางเศรษฐกิจและความเปนธรรม
ทางสังคมอยางจริงจัง วิธีการที่เปนรูปธรรมที่จะบรรลุเปาหมายขางตนคือการเก็บ
ภาษีในอัตรากาวหนาและการเก็บภาษีมรดก แตขอเสนอของอาจารยปว ยไมไดรับ
ความสนใจจากรัฐบาล แตอยางใด
ในเวลาตอมา อาจารยปวยจึงเปลี่ยนมาดําเนินการตาง ๆ ในฐานะนักวิชาการ
โดยหันมาพัฒนาการศึกษาและพัฒนาชนบท อาจารยปว ยมีสว นกอตั้งและสนับสนุน
โครงการพัฒนาชนบทของมูลนิธิบูรณะชนบทที่ชยั นาทและอุทัยธานี ซึ่งเปนโครงการ
ขององคกรพัฒนาเอกชน (เอนจีโอ) โครงการแรก ๆ
ตอมาใน พ.ศ.2512 อาจารยปวยก็ไดจัดตั้งโครงการบัณฑิตอาสาสมัคร ซึง่ รับผู
จบปริญญาตรีมาฝกอบรมแลวสงไปทํางานในชนบทเปนเวลา 1 ป เพือ่ ใหไดเรียนรูจาก
การทํางานในชนบทนอกเหนือจากการเรียนในหองเรียน โครงการนี้ยงั คงดําเนินการสืบ
มาจนถึงปจจุบัน นอกจากนี้อาจารยปวยยังเปนผูอํานวยการโครงการพัฒนาชนบท
บริเวณลุมน้าํ แมกลอง ซึ่งพยายามประสานความรูความชํานาญจากสามดานคือดาน
สังคมศาสตร เกษตรศาสตร และวิทยาศาสตรการแพทยและการสาธารณสุขเพื่อการ

พัฒนาชนบท ในขณะเดียวกันก็ตองการใหมหาวิทยาลัยเรียนรูจากชุมชนพรอม ๆ กับ
รับใชชุมชนมากขึ้นดวย มีมหาวิทยาลัย 3 แหงเขามารวมโครงการคือ ธรรมศาสตร
เกษตรศาสตร และมหิดล
อาจารยปวยตระหนักวาการพัฒนาเฉพาะดานเศรษฐกิจและการศึกษาไมอาจ
แกปญหาตาง ๆ ในสังคมไทยได เพราะเศรษฐกิจและการเมืองเชื่อมโยงกันอยางแนบ
แนน จึงรณรงคใหพัฒนาการเมืองดวยใน พ.ศ.2516 อาจารยปวยเขียนหนังสือ สันติ
ประชาธรรมเรียกรองใหพัฒนาการเมืองใหบรรลุความเปนประชาธิปไตยอยางแทจริง
ซึ่งอาจารยปวยเรียกวา "ประชาธรรม" คือประชาชนมีสทิ ธิและเสรีภาพทางการเมือง ซึง่
จะชวยใหเกิดสันติแทนความขัดแยงและความรุนแรงดังที่เปนอยูในเวลานั้น

-9อาจารยปว ยมิไดเรียกรองใหรัฐดําเนินการฝายเดียว แตเห็นวาคนไทยทุกคน "ตอง
รวมกันมาก ๆ... ชวนกันยาย สังกัดเปนไทยสน ไทยรวม ไทยเรียกรอง แลวไทยจะ
เจริญ"
เปาหมายสูงสุดในการพัฒนาประเทศตามทรรศนะอาจารยปว ยมิใชความ
เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเทานั้น แตคือการที่บา นเมืองบรรลุลักษณะอันพึงปรารถนา
4 ประการ คือ "สมรรถภาพ เสรีภาพ ความยุติธรรม และแผเมตตากรุณา" จะ
เห็นไดวา เปนการพัฒนาที่มลี ักษณะมนุษยธรรมนิยม เห็นคุณคาความเปนมนุษยและ
เนนการพัฒนาทางจิตใจหรือจิตวิญญาณดวย
ทางเลือกในการพัฒนาของอาจารยปวย เห็นไดชัดในขอเขียนสั้น ๆ ของ
อาจารย เรื่อง "ปฏิทินแหงความหวัง จากครรภมารดาถึงเชิงตะกอน" อาจารยปวย
เห็นวาการพัฒนาควรเกิดขึ้นเพื่อ ประโยชนของทุกคนไมวา จะรวยหรือจนไมวา จะอยู
ในเมืองหรือชนบท ตั้งแตคน ๆ นัน้ เกิดจนกระทั่งตายไปใหทุกคนมีคณ
ุ ภาพแหงชีวติ ที่
ดี กลาวคือไดรับอาหารที่มปี ระโยชน มีนา้ํ บริสุทธิ์ดื่ม มีอากาศบริสทุ ธิ์หายใจ มี
ครอบครัวสงบสุข มีความรูเพียงพอที่จะใชทํามาหากินและรูคุณธรรมแหงชีวิต และ
สามารถเรียนชั้นสูง ๆ ขึ้นไปตามสติปญญาของแตละคน เมื่อเรียนจบไดประกอบอาชีพ
ที่ทาํ ใหไดรับความพอใจวาตนไดทํางานเปนประโยชนแกสังคม ไดอยูในรัฐที่มีขื่อมีแป
ไมมีการขมขู กดขี่ หรือประทุษรายกัน ไดหาความสุขจากการอานหนังสือราคาไม

แพง ไดฟงวิทยุ ดูโทรทัศน โดยไมตองทนการรบกวนจากโฆษณามากนัก ไดมีเวลา
วางสําหรับเพลิดเพลินกับครอบครัว มีสวนสาธารณะที่เขียวชอุม สามารถมีบทบาท
และชมศิลปะ วรรณคดีนาฎศิลป ดนตรี เที่ยวงานวัด งานลอยกระทง งานนักขัตฤกษ
งานกุศลอะไรไดพอสมควร และเมื่อจะตายก็ขออยาใหตายอยางโง ๆ บา ๆ เชน ตาย
เพราะสงคราม อุบัติเหตุรถยนต น้ําหรืออากาศเปนพิษ หรือการเมืองเปนพิษ ฯลฯ
เพื่อใหทุกคนบรรลุถงึ คุณภาพแหงชีวิตขางตนอาจารยปวย เสนอใหพัฒนาและ
แกปญหาตาง ๆ ดวยสันติวธิ ี โดยดําเนินการพัฒนาเพือ่ ใหชาวนาชาวไรมีที่ดิน
พอสมควรสําหรับทํามาหากิน มีชองทางไดกูยืมเงินมาขยายงาน มีโอกาสรูวิธที ํากิน
แบบใหม ๆ มีตลาดดีและขายสินคาไดราคายุติธรรม ใหกรรมกรมีหนุ สวนและมีสว นใน
การบริหารโรงงาน บริษัท หางรานที่ตนทํางานอยู ใหประเทศไดมีความสัมพันธอนั
ชอบ

-10ธรรมและเปนประโยชนกับโลกภายนอกเพื่อใหคนไทยไดเรียนรูความคิดและวิชาของ
มนุษยทงั้ โลก มีโอกาสรับเงินทุนจากตางประเทศมาใชเปนประโยชนแกสวนรวม และ
สามารถขายผลิตผลแกตางประเทศดวยราคาอันเปนธรรม ใหรัฐบาลดูแลสุขภาพ
อนามัย เชน ใหบริการปองกันโรคฟรี ใหบริการการแพทยรักษาพยาบาลอยางถูกอยาง
ดีและอยางสะดวก เมื่อแกแลวก็ไดรับประโยชนจากการประกันสังคม นอกจากนี้
ควรเปดโอกาสใหมีการรวมมือกันชวยเหลือกันในรูปสหกรณ สโมสร หรือสหภาพ ทั้งนี้
โดยที่ประชาชนทุกคนยินดีเสียภาษีอากรแกสวนรวมตามอัตภาพ มีสวนรวมในการ
วินิจฉัยโชคชะตาทางการเมืองเศรษฐกิจและสังคมของชาติ ขณะเดียวกันก็รูจัก
วางแผนครอบครัว และหลังจากตายไปแลวก็แบงทรัพยสมบัติสวนหนึง่ ไวสําหรับเลีย้ ง
ภรรยาและลูกที่ยังเล็ก ลูกทีโ่ ตแลวไมควรไดมรดก รัฐบาลควรเก็บทรัพยสมบัติที่เหลือ
ทั้งหมดไปใชเปนประโยชนในการบํารุงชีวติ คนอื่น ๆ ตอไป
อาจารยปวยเนนวาความสุขสวัสดีทั้งหลายนี้จะไดมาก็โดยอาศัยปญญา ความ
เพียร และความเสียสละของทุกคน
เราอยูในยุคสมัยที่มกี ารเสนอทางเลือกมากกวาทีค่ นไทยเคยมีประสบการณมา

กอน ฉะนัน้ จึงเปนยุคสมัยทีน่ าตื่นเตน แตก็เปนยุคสมัยที่มีความขัดแยงทางความคิด
ไดมาก
คนที่จะอยูในยุคสมัยเชนนี้ไดอยางมีความสุขคือคนที่มีความเขาใจเงื่อนไขตาง ๆ ที่เกิดอยู
ในสังคม มีสมองที่รูจักวิพากษวิจารณปรากฎการณซึ่งเกิดขึ้นอยูทุกขณะ กลาวอีกนัยหนึ่งคือรูเทา
ทันสิ่งที่กําลังเกิดขึ้นแลวสามารถเลือกอยางฉลาดและมีเมตตา

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful