พระครู สังวรสุ ตกิจ (อนันต์ ญาณสํ วโร

)
น.ธ.เอก, ป.ธ.๔ ,พธ.บ.(เกียรตินิยม ๑) ,รป.ม.
กําลังศึกษาต่ อ Ph.D.(Public Administration)
Dr.Babasaheb Ambedkar Marathwada University of Aurangabad,
India

ผู้บรรยาย

บทที่ ๑
ความรู ้ทวั่ ไปเกี่ยวรัฐศาสตร์
ตามแนวพระพุทธศาสนา

ความหมายของศาสนา
คําว่ า "ศาสนา" มาจากภาษาสั นสกฤตว่ า "สาสนํ" ถ้ าเป็ นภาษาบาลี
ว่ า "สาสนํ" มีความหมายตามรูปศัพท์ ว่า "คําสั่ งสอน" ในภาษาอังกฤษใช้ คาํ
ว่ า "Religion" ซึ่งมีศัพท์ เดิมมาจากภาษาละตินว่ า Religis คํานีน้ ักปราชญ์
ทางภาษาศาสตร์ ได้ สันนิษฐานว่ ามาจากคํา ๒ คํา คือ Relegere ซึ่งแปลว่ า
การปฏิบัติต่อ หรือการเกีย่ วข้ องด้ วยความระมัดระวัง และ Religare ซึ่ง
แปลว่ า ผูกพัน

เพราะฉะนั้นคําว่ า Religion จึงมีความหมายตามรูปศัพท์ ว่า
การปฏิบัติต่อ การเกีย่ วข้ อง แต่ อย่ างไรก็ตาม การจะพิจารณา
ความหมายตามรูปศัพท์เพียงอย่ างเดียว อาจจะไม่ สามารถครอบคลุม
สารัตถะที่แท้ จริงของศาสนาได้ จึงควรจะได้ ศึกษาพิจารณา
ความหมายหรือคําจํากัดความตามเนือ้ หาที่นักปราชญ์ ทางศาสนาได้
ให้ ไว้ ซึ่งจะแตกต่ างกันไป ทั้งนีแ้ ล้วแต่ ประเด็นที่ต้องการเน้ นและ
สภาพแวดล้อม

๑. Max Miller เน้ นพุทธิปัญญา (Intellect) กล่าวว่ า ศาสนา คือ
ความสามารถหรือตาทางจิตซึ่งไม่ ขนึ้ แก่ ความรู้ สึกทางประสาทสั มผัสหรือ
เหตุผล สามารถนําบุคคลให้ เข้ าถึงพระเจ้ าภายใต้ พระนามต่ างๆ
๒. Immanuel Kant เน้ นศีลธรรม (Moral) กล่าวว่ า ศาสนา คือ
การยอมรับรู้ ถึงหน้ าทีท่ ้งั ปวงตามเทวโองการ
๓. Allen Menses เน้ นการบูชา (Worship) กล่าวว่ า ศาสนา คือ การ
บูชาพลังทีส่ ู งกว่ า
๔. Edward Scribner Ams เน้ นสั งคม (Society) กล่าวว่ า ศาสนา
คือ ความรู้ สึกถึงคุณค่ าทางสั งคมอันสู งสุ ด

๕. G.W. Stratton เน้ นอุดมคติอนั สู งส่ ง (Supreme Ideal) กล่าวว่ า ศาสนา
คือ ความนิยมชมชอบถึงโลกและกลุ่มชนทีม่ องไม่ เห็น
๖. Adams Brown เน้ นชีวติ (Life) กล่ าวว่ า ศาสนา หมายถึงชีวติ ของบุคคล
ในส่ วนทีส่ ั มพันธ์ กบั ท่ านผู้เหนือมนุษย์ ธรรมดาของเขา
๗. หลวงวิจิตรวาทการ เน้ นองค์ ประกอบของศาสนา กล่าวว่ า คําสอนที่
จัดเป็ นศาสนานั้นต้ องเป็ นเรื่องที่ถือว่ ามีความศักดิ์สิทธิ์ มีคําสอนทางจรรยา มีศาสดา
มีคณะบุคคลทีร่ ักษาความศักดิ์สิทธิ์และคําสอนไว้ เช่ น พระหรือนักบวช และมีการ
กวดขันเรื่องความจงรักภักดี
๘. ศ. เสถียร พันธรังสี เน้ นลักษณะของศาสนา กล่าวว่ า ลักษณะทีเ่ รียกว่ า
ศาสนาได้ มีหลักดังนีค้ อื ต้ องเป็ นเรื่องความเชื่อถือได้ โดยมีความศักดิ์สิทธิ์ มีคําสอน
ทางธรรมจรรยา มีศาสดา และมีผ้ สู ื บต่ อคําสอนทีเ่ รียกว่ าพระหรือนักบวช

๙. อาจารย์ สุชีพ ปุญญานุภาพ เน้ นลักษณะคําสอน กล่ าวว่ า คําสอนที่
นับว่ าเป็ นศาสนานั้นว่ าด้ วยเรื่องต่ าง ๆ คือ ความเชื่อในอํานาจทีม่ องเห็น
ไม่ ได้ ด้วยตาบางอย่าง เช่ น อํานาจของธรรม หรือ อํานาจของพระเจ้ า มี
หลักศีลธรรม มีคาํ สอนว่ าด้ วยจุดมุ่งหมายสู งสุ ดแห่ งชีวติ และมีพธิ ีกรรม
๑๐. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้ ให้
ความหมายของศาสนาไว้ ว่า ศาสนา คือ ลัทธิความเชื่อถือของมนุษย์ อนั มี
หลักแสดงกําเนิดและสิ้นสุ ดของโลก เป็ นต้ น อันเป็ นไปในง่ ายปรมัตถ์
ประการหนึ่ง แสดงหลักธรรมเกีย่ วกับบุญบาปอันเป็ นไปในง่ ายศีลธรรม
ประการหนึ่ง พร้ อมทั้งลัทธิพธิ ีที่กระทําตามความเห็นหรือตามคําสั่ งสอน
ในความเชื่อถือนั้นๆ

จากคําจํากัดความและทัศนะต่ าง ๆ ทีก่ ล่าวข้ างต้ น พอจะสรุปเป็ น
ทัศนะอีกทัศนะหนึ่งได้ ว่า
"ศาสนา คือ คําสั่ งสอนทีพ่ ระศาสดาได้ ค้นพบ หรือได้ จาก
เทวโองการซึ่งมีลกั ษณะศักดิ์สิทธิ์เป็ นทีพ่ งึ่ ทางใจ ได้ ถูกนํามาเผยแพร่ ให้
มวลมนุษยชาติประพฤติปฏิบัตติ าม และประกอบพิธีกรรม เพือ่ ประสบ
สั นติสุขในระดับศีลธรรมจรรยา และสั นติภาพอันนิรันดร อันเป็ น
จุดหมายสู งสุ ดของชีวติ "

มูลเหตุของการเกิดศาสนา
๑. ความไม่รู้ (อวิชชา) หมายถึง ความไม่รู้ในเหตุผลของสิ่ งต่าง ๆ หรื อเรื่ องราวที่เกิดขึ้น
ทาให้มนุษย์เชื่อว่าเป็ นการกระทาของอานาจอันลึกลับ สิ่ งศักดิ์สิทธิ์ ทาให้เกิดความเชื่อทาง
ศาสนา การบูชาบรรพบุรุษ เกิดจากความเชื่อว่าวิญญาณมีอยูแ่ ล้ว อวิชชาในเรื่ องวิญญาณนี้เป็ น
พื้นฐานของศาสนาทัว่ ๆ ไป เรี ยกความเชื่อในลักษณะนี้วา่ วิญญาณนิยม (Animism)
๒. ความกลัว สาเหตุที่มนุษย์เกิดความหวาดกลัว มาจากความไม่รู้เบื้องต้น เช่น กลัวภูเขา
ไฟระเบิด ฟ้ าผ่า น้ าท่วม แผ่นดินไหว ฯลฯ มนุษย์ไม่สามารถหาคาตอบให้ตนเองได้ จึงเกิดความ
กลัวตามสัญชาติญาณ ดังนั้น จึงต้องการหาที่พ่ งึ ทางจิตใจและเพื่อไม่ให้เกิดเหตุร้ายขึ้น จึงต้องทา
พิธีบวงสรวงให้เป็ นที่พอใจของเทพเจ้าต่าง ๆ ทาให้เกิดพิธีกรรมของศาสนาตามมา
๓. ความต้องการที่พ่ งึ ทางใจ มนุษย์ตอ้ งการขจัดความทุกข์ทรมาน ความโหดร้ายของภัย
ธรรมชาติ จึงคิดหาสิ่ งยึดเหนี่ยวจิตใจ ทาให้เกิดความเชื่อในพระเจ้าและสิ่ งศักดิ์สิทธิ์บา้ งก็
ต้องการศูนย์รวมกาลังใจในการต่อสู้กบั ศัตรู ของเผ่าอื่น ๆ ทาให้เกิดความเชื่อในเรื่ องวิญญาณ
ของบรรพบุรุษ และเทพเจ้าประจาเผ่าต่าง ๆ เป็ นต้น

๔. ความต้องการความสงบสุ ขของสังคม มนุษย์คิดค้นศาสนาขึ้นมาเพื่อเป็ นเครื่ องมือจัด
ระเบียบสังคมให้มีความสงบสุ ข ป้ องกันมิให้มนุษย์เบียดเบียนซึ่งกันและกัน
๕. ความต้องการรู้แจ้งในสัจธรรม ศาสนาบางศาสนา เกิดจากการใช้ปัญญาแสวงหาสัจ
ธรรมหรื อความจริ งในชีวติ มนุษย์ เพื่อให้หลุดพ้นจากความทุกข์และมีหลักในการดาเนินชีวติ ที่
ถูกต้อง ดังจะเห็นได้จากการเกิดของพระพุทธศาสนา
๖. ความเลื่อมใสศรัทธาและความจงรักภักดี มนุษย์ได้รับการถ่ายทอดความเชื่อจากบรรพ
บุรุษให้เคารพบูชาสิ่ งศักดิ์สิทธิ์ เทวรู ป เทพเจ้า ฯลฯ เพื่อให้เกิดความสุ ขความเจริ ญแก่ชีวติ และได้
วิวฒั นาการกลายมาเป็ นศาสนาในที่สุด
๗. ความยกย่องบูชาบรรพบุรุษและบุคคลสาคัญ การบูชาบรรพบุรุษประจาเผ่าและชนชาติ
ของตน ที่เรี ยกว่า “ลัทธิบูชาผีบรรพบุรุษ” (Hero Worship) ซึ่ งได้กลายเป็ นเทพเจ้าในเวลาต่อมา
มูลเหตุของการเกิดศาสนาทีส่ ํ าคัญ คือ ความกลัว เนื่องจากมนุษย์ตอ้ งการความสุ ขและ
ความปลอดภัยในชีวติ จึงต้องแสวงหาสิ่ งที่จะช่วยปกป้ องคุม้ ครองชีวติ ของตน ทาให้เกิดศาสนา
ขึ้นในโลก

องค์ ประกอบของศาสนา
องค์ ประกอบของศาสนาคือเเก่นสารหรือส่ วนสํ าคัญต่ างๆทีร่ วมกันเข้ าเป็ น
ศาสนามี ๕ องค์ ประกอบดังนี้
๑. มีศาสดา คือผูส้ อนหลักการเเละผูป้ ระกาศศาสนา
๒. มีหลักธรรมคําสอน เกี่ยวกับ ศีลธรรม จรรยา กฎเกณฑ์การปฏิบตั ิ เช่น
ศาสนาพุทธมีพระไตรปิ ฎก ศาสนาคริ สต์มีคมั ภีร์ไบเบิล
๓. มีหลักธรรมความเชื่อเกีย่ วกับความจริงอันสู งสุ ด เช่น ศาสนาคริ สต์และ
อิสลาม สอนเรื่ องพระเจ้า ศาสนาพุทธสอนเรื่ องพระนิพพานเป็ นต้น
๔. มีพธิ ีกรรม คือพิธีประกอบกิจกรรมตามที่ศาสนากาหนด
๕. มีศาสนาสถาน คือที่ต้ งั สถานที่ที่ศาสนิกชนมาพบปะประกอบพิธีทาง
ศาสนา เช่น โบสถ์ วิหาร สุ เหร่ า เป็ นต้น

ความสํ าคัญของศาสนา
ศาสนาเป็ นคาสัง่ สอนที่มีคุณค่าสูงสุ ดต่อตัวเอง ครอบครัว และ
สังคม หลักคาสอนของศาสนามีความสาคัญต่อการดาเนินชีวิตของ
บุคคล ทาให้บุคคลสามารถอยูร่ ่ วมกันอย่างปกติสุขได้ โดยสรุ ป
ความสาคัญได้ดงั นี้
๑. เป็ นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ทาให้เกิดความอบอุ่น ผ่อนคลาย
ความกลัว ลดหย่อนความทุกข์โศกและเป็ นเครื่ องนาทางชีวิต
๒. ยึดเหนี่ยวจิตใจของบุคคลในสั งคมให้ เข้ ามาร่ วมกันเป็ น
สั งคม พิธีกรรมต่าง ๆ ในศาสนาล้วนมีจุดประสงค์ที่จะกระชับความ
กลมเกลียว และการทางาน ของสมาชิกในสังคมเพื่อประโยชน์สุขแก่
สังคมส่ วนรวม

๓. เป็ นมิ่งขวัญและเป็ นเอกลักษณ์ ของประเทศ
เป็ นพื้นฐานของขนบธรรมเนียมประเพณี ของชาติเช่น ประเทศ
ไทยมีศาสนาพุทธเป็ นพื้นฐานความเชื่อซึ่งนาไปสู่ประเพณี
ขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมไทย
๔. ศาสนาเป็ นมรดกอันลํา้ ค่ าของมนุษยชาติ
ศาสนาทาให้ศาสนิกชนเคารพซึ่งกันและกัน มนุษย์ทุกคนมีสิทธิใน
การนับถือศาสนา

ความหมายและขอบข่ ายของรัฐศาสตร์ ทั่วไป

ความหมายและขอบข่ ายของรัฐศาสตร์ ทั่วไป
รัฐศาสตร์ (Political Science) คือ ศาสตร์ ที่วา่ ด้วยรัฐ อันเป็ นสาขาหนึ่งของ
วิชาสังคมศาสตร์ ที่กล่าวถึงเรื่ องราวเกี่ยวกับรัฐ ว่าด้วยทฤษฎีแห่งรัฐ การ
วิวฒั นาการ มีกาเนิดมาอย่างไร สถาบันทางการเมืองที่ทาหน้าที่ดาเนินการปกครอง
มีกลไกไปในทางใด การจัดองค์การต่างๆ ในทางปกครอง รู ปแบบของรัฐบาล หรื อ
สถาบันทางการเมืองที่ตอ้ งออกกฎหมายและรักษาการณ์ให้เป็ นไปตามกฎหมาย
เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเอกชน (Individual) หรื อกลุ่มชน (Group) กับรัฐ และ
ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับรัฐ ตลอดจนแนวคิดทางการเมืองที่มีอิทธิ พลต่อโลก
ตลอดจนการแสวงหาอานาจของกลุ่มการเมืองหรื อภายในกลุ่มการเมือง หรื อ
สถาบันการเมืองต่างๆ เพื่อการปกครองรัฐให้เป็ นไปด้วยดีที่สุด

จากความหมายดังกล่าว รัฐศาสตร์จึงมีความเกี่ยวพันกับ
สังคมศาสตร์ ทุกสาขาวิชาอย่างแยกไม่ออก การที่เราจะศึกษา
วิชารัฐศาสตร์ จาเป็ นต้องกาจัดขอบเขต โดยวิชารัฐศาสตร์ จะ
มุ่งเน้นศึกษาเป็ นพิเศษใน ๓ หัวข้อ คือ
๑. รัฐ (State)
๒. สถาบันการเมือง (Political Institutions)
๓. ปรัชญาการเมือง (Political Philosophy)

ประวัติการศึกษารัฐศาสตร์สากล
สมัยกรีก

การศึกษารัฐศาสตร์ รุ่งเรืองอย่ างมาก เน้ นความสํ าคัญของศีลธรรม พยายามทํารัฐให้ เป็ น
อุดมคติ นับเป็ นรากฐานสํ าคัญของรัฐศาสตร์ อย่ างแท้ จริง ปัจจุบนั เรายกย่ องให้ เพลโต เป็ นบิดา
ของปรัชญาการเมือง และ อริสโตเติลเป็ นบิดาของวิชารัฐศาสตร์
สมัยโรมัน
จะแตกต่ างกับยุคกรีกอย่ างมาก ในยุคนีร้ ัฐศาสตร์ จะไม่ ให้ ความสํ าคัญกับรัฐในอุดมคติ
มากนักแต่ จะเป็ นพวก ปฏิบตั ินิยม มากกว่ าคือ มีระเบียบวินัย เชื่อฟังผู้ปกครองและมีกฎหมาย
แนวความคิดสํ าคัญของยุคนีค้ อื สิ ทธิส่วนบุคคล ความเท่ าเทียมกัน และหลักประชาธิปไตย
สมัยกลาง
จากการล่ มสลายของอาณาจักรโรมัน ทําให้ รัฐไม่ มคี วามสํ าคัญ ศาสนาเข้ ามามีบทบาท
อย่ างยิง่ เป็ นยุคทีม่ แี นวความคิดเรื่องโลกเดียว การอยู่ด้วยกันอย่ างสั นติโดยไม่ แบ่ งเป็ นรัฐ และ
กฎหมายธรรมชาติ ซึ่งได้ พฒ
ั นามาเป็ นกฎหมายระหว่ างประเทศในปัจจุบนั

สมัยฟื้ นฟู

ยุคนี้ รัฐ กลับมามีอานาจขึ้นอีกครั้ง สันตะปาปาต้องต่อสู้กบั การเกิดใหม่ของรัฐ มีการแยก
รัฐออกจากศาสนาอย่างชัดเจน ยุคนี้มีการพัฒนาของรัฐอย่างชัดเจน มีสงคราม มีการล่าอาณา
นิคม การขยายตัวทางการค้าและอุตสาหกรรม
สมัยใหม่
เป็ นยุคที่วชิ า รัฐศาสตร์มีแบบแผนของข้อมูลมากที่สุด แนวคิดการแบ่งสันอานาจ การ
ตรวจสอบถ่วงดุล ปรับปรุ งเอาคณิ ตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์มาใช้ในโครงร่ างรัฐบาล การปฏิวตั ิ
อุตสาหกรรมทาให้เกิดระบอบทุนนิยม และลัทธิมาร์กซิสต์ตามลาดับ
ปัจจุบนั
ให้ความสาคัญกับเรื่ อง การศึกษาเชิงพฤติกรรม มากกว่าในรู ปแบบขององค์กร

ประวัตก
ิ ารศึ กษารัฐศาสตรของไทย

การศึกษาด้านรัฐศาสตร์ ของไทยเริ่ มต้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ ๕
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูห่ วั ทรงมีพระราชดาริ จดั ตั้ง โรงเรี ยนฝึ กหัด
วิชาข้าราชการพลเรื อน เพื่อรับคัดเลือกนักเรี ยนเข้ามาฝึ กหัดเป็ นข้าราชการตาม
กระทรวงต่างๆ (สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ ) ต่อมาได้มีการขยายการศึกษาให้
กว้างขวางยิง่ ขึ้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูห่ วั จึงทรงพัฒนาโรงเรี ยน
ดังกล่าวเป็ น โรงเรี ยนข้าราชการพลเรื อนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยูห่ วั ซึ่ งภายหลังได้สถาปนาเป็ นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จากเหตุดงั กล่าวนี้ การศึกษารัฐศาสตร์ จึงเริ่ มต้นขึ้น โดยคณะรัฐศาสตร์ แห่ง
แรก คือ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แห่งที่สอง คือ คณะรัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และแห่งที่สาม คือ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย
รามคาแหง

๑. รัฐ (State) เป็ นหัวใจของวิชารัฐศาสตร์ เราจาเป็ นที่จะต้อง
ศึกษาว่า รัฐคืออะไร ความหมายและองค์ประกอบของรัฐ กาเนิดของรัฐ
และวิวฒั นาการของรัฐ และแนวคิดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับรัฐ
๒.สถาบันทางการเมือง (Political Institutions) หมายถึง องค์กร
หรื อหน่วยงานที่ก่อตั้งขึ้น เพื่อประโยชน์ในการปกครองและดาเนิน
กิจการต่างๆ ของรัฐทั้งภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งอาจจะก่อตั้งขึ้น
โดยกฎหมายของรัฐ หรื ออาจก่อตั้งขึ้นโดยการร่ วมใจกันของเอกชน
หรื อตามประเพณี กไ็ ด้ สถาบันทางการเมืองมี สภาผูแ้ ทนราษฎร คณะ
รัฐบาล พรรคการเมือง เป็ นต้น

๓. ปรัชญาทางการเมือง (Political Philosophy) คือ ความคิดความ
เชื่อของบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ในยุคใดยุคหนึ่ง อันเป็ นรากฐานของ
ระบบการเมืองที่เหมาะสมกับสิ่ งแวดล้อมและความต้องการของตน
หมายความรวมถึง อุดมการณ์หรื อเป้ าหมายที่จะเป็ นแรงผลักดันใน
มนุษย์ปฏิบตั ิการต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้ าหมายนั้นๆ เช่น ผูบ้ ริ หารประเทศ
ไทยมีปรัชญาทางการเมืองที่มุ่งในทางพัฒนาประเทศให้เจริ ญก้าวหน้า
ทางด้านอุตสาหกรรมและทางกสิ กรรม กับปรารถนาให้ประชาชาติมีการ
กินดีอยูด่ ี ซึ่งสิ่ งเหล่านี้เป็ นวัตถุประสงค์ (Objective or Ends) แต่การที่จะ
ปฏิบตั ิ (Means) นั้นอาจจะใช้ระบบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ซึ่งก็เป็ น
วิถีทางที่อาจจะนามาถึงจุดมุ่งหมายนั้นๆ ก็ได้

ขอบข่ ายของรัฐศาสตร์
วิชารัฐศาสตร์กม็ ีการแยกเป็ นแขนงวิชาเฉพาะ (Specialization) เพื่อ
ผูศ้ ึกษาจะได้ทาการศึกษาให้ลึกซึ้งต่อไป ซึ่งในที่น้ ีจะขอแบ่งออกเป็ น ๖
สาขา คือ
๑. การเมืองการปกครอง (Politics and Government) คือ
การศึกษาเกี่ยวกับสถาบันทางการเมืองต่างๆ การแบ่งอานาจระหว่างนิติ
บัญญัติ บริ หาร และตุลาการ ศึกษารัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่ง
เน้นไปทางโครงร่ างของการปกครอง และยังรวมถึงความสาคัญของ
พรรคการเมืองที่มีบทบาทต่อรัฐ รวมไปถึงการศึกษาประชามติและกลุ่ม
ผลประโยชน์ต่างๆ ด้วย

๒. ทฤษฎี / ปรัชญาทางการเมือง (Political Theory / Philosophy)
คือ การมุ่งศึกษาปรัชญาที่เกี่ยวกับการเมืองการปกครองตั้งแต่สมัย
โบราณจนมาถึงปัจจุบนั ปรัชญาการเมืองเป็ นเหมือนหลักการเหตุผล
และความยึดมัน่ ของรัฐซึ่งย่อมแตกต่างกันไป การศึกษาก็เพื่อจะได้
เรี ยนรู ้เข้าใจทั้งจุดมุ่งหมาย (Ends) และวิถีทาง (Means) ของแต่ละ
ปรัชญาดังกล่าว โดยแสวงหาเหตุและผลนามาปฏิรูปความคิดและการ
ปฏิบตั ิทางด้านการปกครอง ให้ได้รูปแบบที่ดีข้ ึนจากตัวอย่างของความ
บกพร่ องของรัฐอื่นๆ

๓. การเมืองการปกครองเปรียบเทียบ (Comparative Politics) มุ่ง
การศึกษาถึงการปกครองของประเทศต่าง ๆ หลายประเทศ เพื่อจะ
เปรี ยบเทียบกันทางประวัติศาสตร์เป็ นพื้นฐานแล้วจึงเปรี ยบเทียบ
รัฐธรรมนูญ โครงร่ างของการปกครอง และสถาบันทางการเมืองต่างๆ
เช่น พรรคการเมือง สภานิติบญั ญัติ ระบบศาล เป็ นต้น ลักษณะทาง
เศรษฐกิจและสังคม ขนบธรรมเนียมประเพณี ตลอดจนนโยบาย
ต่างประเทศในอดีต ก็จาเป็ นต้องศึกษาเพื่อนามาประกอบการพิจารณา
ด้วย

๔. กฎหมายมหาชน (Public Law) คือ การศึกษาเกี่ยวกับรากฐาน
รัฐธรรมนูญของรัฐต่างๆ ปัญหาของการกาหนดและแบ่งอานาจปกครอง
ประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนกับรัฐ

๖. รัฐประศาสนศาสตร์ / บริหารรัฐกิจ (Public Administration)
คือ การศึกษาโดยตรงในการบริ หารของรัฐบาล ตลอดจนการบริ หาร
กฎหมาย การจัดการเกี่ยวกับคน เงินตรา วัตถุ บริ หารรัฐกิจนับเป็ นแขนง
วิชาใหม่ของวิชารัฐศาสตร์ เนื่องจากการที่รัฐบาลมีขอบเขตภาระหน้าที่
กว้างขวางขึ้นตามยุคสมัย ทาให้ตอ้ งหาวิชาการบริ หารงานให้มี
ประสิ ทธิภาพและรวดเร็ ว จึงต้องมีวิชานี้เพื่อสนองความต้องการของยุค
ใหม่ วิชานี้เน้นในทางปฏิบตั ิให้เป็ นไปตามเจตจานงในการปกครองของ
รัฐ ให้เป็ นไปตามจุดประสงค์และอุดมการณ์ของรัฐอย่างเป็ นผลดีและมี
ประสิ ทธิภาพมากที่สุด

สถาบันการเมือง
สถาบันทางการเมือง (Political Institution) มีหน้าที่ในการปฏิบตั ิ
กิจการทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง และมีความสัมพันธ์ทางการเมือง
ระหว่างสมาชิกของสังคม ซึ่งโครงสร้างของสถาบันมีลกั ษณะเป็ นแบบ
แผนสามารถศึกษาได้ ซึ่งได้แก่
๑. สถาบันนิติบัญญัติ (The Legislature) มีหน้าที่หลักคือออก
กฎหมายมาเพื่อเป็ นเครื่ องมือในการบริ หารและปกครองประเทศ
สถาบันนิติบญั ญัติเป็ นระบบรัฐสภาจะมีรูปแบบรัฐสภา ๒ ระบบ คือ
ระบบสภาเดี่ยว และระบบสองสภา ซึ่งระบบสองสภาแบ่งได้เป็ น ๒
ประเภท คือ สภาล่าง (สภาผูแ้ ทนราษฎร) สภาสูง (วุฒิสภา)

๒. สถาบันบริหาร (Executive) หรื อเรี ยกกันโดยทัว่ ไปว่า “รัฐบาล”
มีหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายที่ออกโดยสถาบันนิติบญั ญัติ จึงมี
หน้าที่เกี่ยวกับการบริ หารและการปกครองทั้งหมด
๓. สถาบันตุลาการ (The Judiciary) หรื อมักเรี ยกว่า “ศาล” มี
หน้าที่ให้ความยุติธรรมโดยการใช้กฎหมายของรัฐเป็ นเครื่ องมือตัดสิ น
หรื อมีหน้าที่อื่นตามที่รัฐธรรมนูญกาหนด กรณี ประเทศไทยรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๒๓๓ บัญญัติไว้วา่ “การ
พิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็ นอานาจของศาลซึ่งต้องดาเนินการตาม
รัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริ ย”์

สรุ ป การเรี ยนรู ้ความหมายของรัฐศาสตร์ ขอบข่ายวิชา
รัฐศาสตร์ และความเป็ นมาของวิชารัฐศาสตร์ ย่อมทาให้เราเข้าใจบริ บท
ของวิชารัฐศาสตร์ โดยเฉพาะบริ บทของรัฐศาสตร์ในยุคปัจจุบนั ซึ่ง
เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากพอสมควร ในฐานะที่มนุษย์เป็ นส่ วนหนึ่ง
ของสังคมต้องเกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครอง การดารงชีวิตอยูใ่ น
สังคมอย่างสันติสุข เราจึงหลีกเลี่ยงการเรี ยนรู ้เกี่ยวกับรัฐศาสตร์ไม่ได้
ไม่วา่ จะเป็ นระดับมหภาค หรื อระดับจุลภาค
(ผศ.สมพิศ สุ ขแสน : ๒๕๔๘ หน้า ๑๒)

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful