You are on page 1of 6

บทที่ 5

ความเสีย่ งและอัตราผลตอบแทน

สรุปแนวความคิดของบทนี้
1.สินทรัพย์ทางการเงิน(Financial assets) ผู้ลงทุนคาดว่าจะได้รับผลตอบแทนในรูปของ
กระแสเงินสดในความไม่แน่นอนของกระแสเงินสดนัน้
2.ความเสี่ยงของสินทรัพย์ มี 2 ประเภท
2.1 ความเสี่ยงของหลักทรัพย์ตัวเดียว(Stand-alone risk)
2.2 ความเสี่ยงของกลุ่มหลักทรัพย์(Portfolio risk)
3.ความเสี่ยงของกลุ่มสินทรัพย์ลงทุน แบ่งเป็น 2 ส่วน
3.1 ความเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงได้
3.2 ความเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
4.สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับจะสูงด้วย

ผลตอบแทนจากการลงทุน

ผลตอบแทน = เงินที่ได้รับจากการลงทุน – เงินลงทุน

อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน = เงินที่ได้รับจากการลงทุน – เงินลงทุน x 100


เงินลงทุน

ความเสี่ยงจากการลงทุน
- ความเสี่ยงเกี่ยวกับความน่าจะเป็นที่จะได้รับผลตอบแทนตำ่าหรือขาดทุน
- ความน่าจะเป็นข้างต้นสูงการลงทุนจะมีความเสี่ยงสูงด้วย

ความเสี่ยงและผลตอบแทนมีความสัมพันธ์กัน
ถ้าอัตราผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับจากการลงทุน
ไม่สูงพอที่จะชดเชยกับความเสี่ยงที่ได้รับก็จะไม่มีการลงทุน
การกระจายของความน่าจะเป็น
ความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ใด โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์นั้น ๆ
ถ้ากำาหนดความน่าจะเป็นให้เหตุการณ์ที่จะเกิดขึน้ แล้วนำามารวมกัน เรียกว่า การกระจาย
ความน่าจะเป็น (Probability distribution)

อัตราผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ : k^ (k-hat)

กรณีลงทุนในสินทรัพย์ชนิดเดียว

k^ = P1 k1 + P2 k2 + …………..P nkn

n
k = Σ Pi k i
i=1

Pi = โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ i , ki = อัตราผลตอบแทนถ้าเกิดเหตุการณ์ i

ตัวอย่าง ตาราง 1

บริษัท M บริษัท U
ความต้องการ ความน่า
อัตราผล อัตราผล
สินค้า จะเป็น ผลคูณ ผลคูณ
ตอบแทน ตอบแทน
สูง 0.3 100% 30% 20% 6%
ปานกลาง 0.4 15 6 15 6
ตำ่า 0.3 (70) (21) 10 3
1.0 K^M =15% K^U =15%

หาค่า K^M = 0.3 (20%) + 0.4 (15%) + 0.3 (-70%) = 15%


หาค่า K^M = 0.3 (20%) + 0.4 (15%) + 0.3 (10%) = 15%

การวัดความเสี่ยงเฉพาะ : ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
n
σ2 = Σ (k i- k^) 2 Pi
i=1
n
Standard deviation (σ) = ∑(k i- k^) 2 Pi
√ i=1
k i = ผลตอบแทนของเหตุการณ์ i
k^ = อัตราผลตอบแทนทีค่ าดว่าจะได้รับ
Pi = ความน่าจะเป็นที่จะเกิดเหตุการณ์ i

สรุป การตัดสินใจเลือกลงทุน
- กรณี k^ เท่ากันจะเลือกลงทุนหุ้นที่ ตำ่ากว่า
- กรณี เท่ากันจะเลือกลงทุนหุ้นที่ k^ สูงกว่า
- กรณี k^ สูงกว่าและ ก็สูงกว่าด้วย จะต้องเปรียบเทียบอัตราความเสี่ยงต่ออัตราผลตอบแทน
(Coefficient of Variation “CV” )

ขั้นตอนการคำานวณหาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานมีขั้นตอนดังนี้
1. คำานวณอัตราผลตอบแทนทีค่ าดว่าจะได้รับ (k^
n
k^ = Σ Pi k i
i=1
2. หาค่าเบี่ยงเบนของอัตราผลตอนแทนที่จะเกิดขึ้นกับอัตราผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ
ตาม ตาราง 1
ค่าเบี่ยงเบน = k i- k^
3. นำาค่าเบี่ยงเบนที่คำานวณได้มายกกำาลังสองแล้วคูณด้วย ความน่าจะเป็นที่จะได้รับอัตรา
ผลตอนแทนต่าง ๆ แล้วจึงนำาผลคูณที่ได้มารวมกัน เรียกว่า ค่าความแปรปรวน
n
σ2 = ∑(k i- k^) 2 Pi
i=1

4. หารากที่สองของค่าความแปรปรวน จะค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
n
σ = ∑(k i- k^) 2 Pi
√ i=1

ตัวอย่าง ข้อมูลจากตาราง 1
k i- k^ ∑(k i- k^) 2 ∑(k i- k^) 2 Pi
100-15 = 85 (85) 2 = 7,225 7,225 (0.3) = 2,167.5
15-15 = 0 (0) 2 = 0 0 (0.4) = 0
-70-15 = - 85 (-85) 2 = 7,225 7,225 (0.3) = 2,167.5
ค่าความแปรปรวน = 4,335

Standard deviation (σ) = 4,335



= 65.84 %
หาค่าของ บริษัท U ในลักษณะเดียวกัน จะได้ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของ บริษัท U = 3.87 %
จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า บริษัท M มีความเสี่ยงมากกว่า บริษัท U

การวัดความเสี่ยงเฉพาะ (Coefficient of Variation “CV” )


ค่าสัมประสิทธิ์ของความแปรปรวน คือ ความเสี่ยงของผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ 1
หน่วย
CV = σ
k^
จากข้อมูลข้างต้น หาค่า CV ของบริษัท M และ บริษัท U ได้ดังนี้
CVM = 65.84 /15 = 4.39
CVU = 3.87 /15 = 0.26
จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่าความเสี่ยงต่อ 1 หน่วยของบริษัท M สูงกว่าความเสี่ยงของบริษัท U

การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ต้องการ
ผู้ลงทุนทั่วไป ไม่ชอบความเสี่ยง
ทัศนคติของผู้ลงทุนที่มีต่อความเสี่ยง
ส่วนชดเชยความเสียง(Risk Premium) คือ ผลต่างระหว่างผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่มี
ความเสี่ยงสูงกับสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงตำ่ากว่า ซึ่งเป็นผลตอบแทนให้แก่ผู้ลงทุนในหลักทรัพย์ที่มี
ความเสี่ยงมากกว่า

กรณีความเสี่ยงของกลุ่มสินทรัพย์ลงทุน(Portfolio Risk)

ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับจากกลุ่มสินทรัพย์ลงทุน : k^p
n
k^p = ∑ Wi k^i
i=1
k^p = ค่าถัวเฉลี่ยถ่วงนำ้าหนักของ k^i

ความเสี่ยงของกลุ่มสินทรัพย์ลงทุน : σ p
ตามปกติ p จะตำ่ากว่าค่าถัวเฉลี่ยถ่วงนำ้าหนักของ i เพราะผลตอบแทนของสินทรัพย์
แต่ละตัวมีความสัมพันธ์กัน(Correlation Coefficient : r)

ความสัมพันธ์ของหุ้นส่วนใหญ่จะอยู่ระหว่าง 0.5-0.7
เมื่อกระจายการลงทุน คือ ลงทุนในหุ้นเพิ่มขึ้นใน portfolio จะพบว่า
ไม่สามารถขจัดความเสี่ยงทั้งหมดได้ (จะขจัดได้เพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับ
ความสัมพันธ์ของหุ้นนั้น)

Capital Asset Pricing Model : CAPM


เป็นรูปแบบจำาลองที่อธิบายความสัมพันธ์ของความเสี่ยงและผลตอบแทน

Ki = kRF + (kM - kRF) bi

Ki = อัตราผลตอบแทนที่ต้องการของหุ้นสามัญ i
kRF = อัตราผลตอบแทนที่ไม่มีความเสี่ยง
kM = อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาด
bi = ค่าเบต้าของหุ้นสามัญ i
ตัวอย่าง อัตราผลตอนแทนของตั๋วเงินคลัง 6 เปอร์เซ็นต์ อัตราผลตอบแทนของตลาดโดยรวม 11
เปอร์เซ็นต์ ค่าเบต้า 0.5 อัตราผลตอบแทนของหุ้นสามัญ คำานวณได้ดังนี้
Ki = kRF + (kM - kRF) bi
kRF = 6
kM = 11
bi = 0.5 แทนค่าในสมการ

Ki = 6% + (11% - 6%) 0.5


= 8.5 %