CHAPTER 2

แนวคิดทฤษฎีทางการจัดการ

NATHAWAT PRANGAM

จุดประสงคการเรียนรู
 เขาใจและสามารถอธิบายพัฒนาการทางการจัดการได
 อธิบายความแตกตางของทฤษฎีทางการจัดการได
 เขาใจและสามารถประยุกตแนวคิดทางการจัดการ

ประเภทตาง ๆ ได

วิวัฒนาการแนวคิดทางการจัดการ
 การจัดการเชิงวิทยาศาสตร
 การจัดการเชิงบริหาร
 การจัดการเชิงพฤติกรรม
 การจัดการเชิงปริมาณ
 การจัดการรวมสมัย

(1887-1950)
ยุคสมัยใหม่ (1950-1970)
ยุคปั จจุบนั (1970-ปั จจุบนั )

ทฤษฎีการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์

(Scientific Management Theory)

 กําเนิดขึ้นมาตั้งแตสมัยปฏิวัติอุตสาหกรรม มุงศึกษาความสัมพันธ

ระหวางคนกับงานที่ทํา ประยุกตระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตรมา
ใชในการหาขอสรุป ไมวาจะเปนการทดลอง วิจัย และสรุปผล
อยางเปนรูปธรรม
Frederick W. Taylor (1856-1915)
Frank Gilbreth (1868-1924)

Henry L. Gantt (1861-1919)

การจัดการตามหลักวิทยาศาสตร์

(Scientific Management )

Federick W Taylor (1856-1915) :

“ บิดาแหงการจัดการเชิงวิทยาศาสตร ”
เสนอ “การจัดการที่มีหลักเกณฑ (Scientific management)”
ศึกษาความสัมพันธระหวางคนงานกับคนงาน เพื่อทีจ่ ะหาวิธกี าร
ปรับปรุง และออกแบบกระบวนการในการปฏิบัติงานใหม

เนนคนเหมือนเครื่องจักร

หลักการสําคัญ คือ
1. ตองใชวธิ กี ารทํางานที่ดีที่สุด “One Best Way”
2. ใชวธิ ีการทางวิทยาศาสตรในการจัดการงานบุคคล
3. ใหพนักงานทําตามขั้นตอน/วิธีทกี่ ําหนดไว
4. แบงความรับผิดชอบในงานอยางชัดเจน (ผูจัดการ กับ ลูกนอง)
5. มุงใหผูปฏิบัติงานใชความรูความสามารถมากที่สุด
6. การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตโดยพยายามลดตนทุน
และเพิ่มกําไร

การจัดการตามหลักวิทยาศาสตร

(Scientific Management )

ผลงานที่สําคัญของ Taylor
1. การใชระบบคาตอบแทนรายชิ้น: ทํามากไดมาก ทํานอยไดนอย
2. หลักการเสียเวลา: เปนการศึกษาเพื่อหาเวลามาตรฐานในการ
ทํางานแตละชิ้นวาควรจะใชเวลาเทาใด
3. หลักการทํางานตามแบบวิทยาศาสตร: ฝายบริหารควรกําหนด
วิธีการและมาตรฐานในการปฏิบัติงานโดยใชวธิ ีทาง
วิทยาศาสตรที่สามารถวัดและตรวจสอบได

การจัดการตามหลักวิทยาศาสตร์

(Scientific Management )
หลักการแยกงานดานการวางแผนออกจากงานปฏิบัติ:
• งานดานวางแผนเปนหนาที่ของฝายบริหาร
• งานดานการปฏิบัติเปนหนาที่ของคนงาน
5. หลักการควบคุมโดยฝายจัดการ: ผูจัดการควรไดรับการฝกที่ดี
สามารถวางแผนและควบคุมการปฏิบัติงานได
6. หลักการจัดระเบียบการปฏิบัติงาน: การปฏิบัติงานตองมี
กฎระเบียบ เพื่อใหการทํางานมีประสิทธิภาพ
4.

สรุปกรอบแนวคิดทฤษฎี
1. แนวทางการทํางานทีด่ ีที่สุด (The one best way)
2. การคัดเลือกคน พัฒนาคน ตามหลักวิทยาศาสตร
(Scientific selection personnel)

3. การจูงใจกับคาตอบแทน (Financial incentives)
4. หลักแบงงานกันทํา (Division of labor specialization)

The Gilbreths
Time and Motion Study
แนวคิดของ Gilbreth เนนการกําจัดความสิ้นเปลือง และความ
ไมมีประสิทธิภาพในการทํางาน โดยการหาวิธีการทํางานที่ดีที่สุด
อยางหนึ่ง (the one best way to do work)
การศึกษาที่สําคัญของ Gilbreth คือ
 ลักษณะการเคลื่อนไหวของรางกายในการทํางาน
(Time and Motion Study)
 ผังกระบวนการทํางาน (Work Flow Process Chart)

The Gilbreths
Time and Motion Study
จากผลการศึกษาดังกลาวทําให Gilbreth สามารถปรับปรุง
ประสิทธิภาพในการทํางานที่ตองใชกําลังกายเคลื่อนไหว และลด
ความเหนื่อยลาจากการทํางานของคนงาน โดยมีหลักการดังนี้
1. คนหาและจําแนกวิธีการปฏิบัติงานที่ดีที่สุด
2. พยายามลดกฎเกณฑการทํางานใหนอยลง
3. ประยุกตกฎเกณฑใหเขากับมาตรฐานของวิธีปฏิบัติงานเพื่อ
เพิ่มผลผลิตและลดชั่วโมงการทํางาน

Henry Gantt
Pay Incentives
แนวคิดของ Gantt เนนไปที่การใหสิ่งจูงใจ (Incentives) กับคนงานที่
ทํางาน โดยมีหลักการ ดังนี้
1. จายคาจางใหกับคนงานทั้งหมดตามคาแรงขั้นพื้นฐานที่กําหนด
2. ถาคนงานทํางานสําเร็จตามเวลาที่ไดกําหนดไวจะไดรับ
Bonus พิเศษ
3. ถาคนงานปฏิบัติงานดี นอกเหนือจากที่คาดหวังไว จะไดรับรางวัล
(rewards) คือ ใหเปนหัวหนางาน (supervisors) และเนนใหทําหนาที่
เปนผูฝกสอน (coach) มากกวาใหเปนผูควบคุมงาน

แผนภูมิแกนท (Gantt Chart)
ตารางเปรียบเทียบเวลากับกิจกรรมทีท่ ํา “ระบบที่ดีที่สุดขึ้นอยูกับ
การจัดตารางเวลา”
ม.ค.

ก.พ.

มี.ค.

1. เสนอโครงการ
2. เก็บขอมูล
3.ประมวลผล
……….. แผน

………… การปฏิบตั ิจริง

เม.ย.

ทฤษฎีการจัดการเชิงบริหาร
(Administrative Management Theory)
 ทฤษฎีการจัดการเชิงบริหาร

(Administrative Management Theory) เปนทฤษฎีที่ศึกษาวิธีการ
กําหนดโครงสรางองคการ ที่กอใหเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลใน
การทํางาน
 ทฤษฎีระบบราชการ (The theory of Bureaucracy)
Max Weber: 1864-1920
 ทฤษฎีหลักการบริหาร (Fayol’ Principle of Management)
Henry Fayol

1. ทฤษฎีระบบราชการ
 Max Weber นักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน
 ศึกษาการทํางานภายในองคการ และโครงสรางของสังคม

ไดแก ทหาร รัฐบาล การเมือง และองคการอื่นๆ
 Weber ไดเสนอรูปแบบการจัดการที่เรียกวา “ระบบราชการ”
ซึ่งถือเปนรูปแบบขององคการในอุดมคติ และเปนรูปแบบของ
องคการที่มีประสิทธิภาพ

แนวคิดการบริหารระบบราชการ
(Bureaucracy Approach)
แบ่งงานกันทําเฉพาะด้ านตามความถนัดอย่างเหมาะสมอย่างชัดเจน
มีการ
มีกฎระเบียบเป็ นหลักประกันของการทํางาน
เน้ นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเป็ นทางการ ไม่เป็ นส่วนตัว (impersonal)
มุ่งเน้นการเก็บบันทึกไว้เป็ นหลักฐาน
ความก้ าวหน้ าในงานอาชีพยึดหลักคุณธรรม

ทฤษฎีหลักการบริหารของ Henry Fayol
Henri Fayol เปนบุคคลที่ไดชื่อวา
เปน บิดาแหงการจัดการ โดยได
เสนอหลักการจัดองคการ ซึ่งมีแนว
ปฏิบัติ 5 ประการ โดยนิยมเรียกวา
OSCAR

ทฤษฎีการบริหารของ Fayol (1841
1841--1925
1925))
กรอบแนวคิด :
1. มีความคิดสอดคลองกับ Weber แตคอนขางขัดแยงกับ Taylor
2. ไมมีการออกแบบระบบและวิธีการปฏิบัติงาน
3. ใหความสําคัญขององคประกอบ (หนาที่) การบริหาร

แนวปฏิบัติ 5 ประการ OSCAR
Objective

Specialization

Henri Fayol
Responsibility

Coordination
Authority

แนวปฏิบัติ 5 ประการ OSCAR
1. วัตถุประสงค (Objective
Objective))

- องคการจะตองกําหนดวัตถุประสงคไวใหชัดเจน
- ตลอดจนการกําหนดตําแหนงตางๆแตละตําแหนงก็จะตอง
กําหนดเปาหมายไวใหสัมพันธกับวัตถุประสงคขององคการ

- เมือ่ ผูปฎิบัติงานแตละคนบรรลุเปาหมายที่ตั้งไว วัตถุประสงคของ
องคการก็จะสําเร็จไปดวย

แนวปฏิบัติ 5 ประการ OSCAR
2.

(Specialization)
- งานของแต่ละตําแหน่งมีการจํากัดขอบเขต และมีความ
ชํานาญเฉพาะด้ าน อาทิเช่น การจัดแบ่งแผนกงานออกอย่าง
ชัดเจน

แนวปฏิบัติ 5 ประการ OSCAR
3. การประสานงาน (Coordination
Coordination))
-

แนวปฏิบัติ 5 ประการ OSCAR
4.

(Authority
Authority))
มีใครมีสทิ ธิโต้ แย้ ง
- มีการจัดสายการบังคับบัญชาในองค์การอย่างชัดเจน

แนวปฏิบัติ 5 ประการ OSCAR
5. ความรับผิดชอบ (Responsibility
Responsibility))
- อํานาจหนาที่ที่มอบใหแกตําแหนงตางๆ จะตองสัมพันธกับ
ความรับผิดชอบ
อํานาจจะตองเหมาะสมกับความรับผิดชอบ

หลักการบริหาร 14 ขอ ของ Fayol
Fayol ยังไดพัฒนาแนวทางที่จะชวยใหผูจัดการสามารถจัดการ
องคการไดอยางมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไดแก
1. การแบงงานกันทํา (Division of work)
2. อํานาจหนาที่และความรับผิดชอบ (Authority &
responsibility)
3. เอกภาพการสั่งการ (Unity of command)
4. สายของอํานาจหนาที่ (Line of authority)
5. การรวบอํานาจการตัดสินใจ (Centralization)

หลักการบริหาร 14 ขอ ของ Fayol
6. เอกภาพของทิศทาง (Unity of direction)
7. ความเทาเทียม (Equity)
8. ลําดับ (Order)
9. ความริเริ่ม (Initiative)
10. วินัย (Discipline)
11. การตอบแทนบุคลากร (Remuneration of personnel)
12. ความมั่นคงในการทํางาน (Stability of tenure of personnel)
13. ผลประโยชนของผูใตบังคับบัญชาแตละคนตองขึ้นอยูกับผลประโยชน
ของสวนรวม (Subordination of individual interests to the
common interest)
14. ความสามัคคี (Esprit de cords)

Chester Barnard
และ Administrative Systems(ปี 1886 – 1961)
จากหนังสือ The Functions of the Executive ในป 1938 Barnard
เห็นวา ผูบริหารควรดําเนินบทบาทที่สําคัญในองคการเพราะเปนผูที่อํานวย
ประโยชนในการติดตอสื่อสาร จัดหาทรัพยากร กําหนดเปาหมายและจูงใจ
คนงานใหมีสวนรวมในเปาหมายและดําเนินการเพื่อใหประสบความสําเร็จ
นอกจากนั้น Barnard ยังยอมรับทฤษฎีวาดวยอํานาจหนาที่ของ Weber
แตเชื่อวาอํานาจหนาที่ควรเกิดขึ้นจากการยอมรับของคนงานมากกวาจะ
ขึ้นอยูกับตําแหนง

หลักการบริหารของ
Lyndall Urwick & Luther Gulick
มีความเชื่อมโยงกับระบบราชการ (Taylor)
พัฒนาความคิดตอจาก (Fayol)
พยายามผสมแนวคิดระหวางหลักบริหารของ Fayol กับ Taylor)
สนใจกลักแบงงานกันทํา (Division of Labor)
หลักการประสานงาน (Co-Ordination)
รูปแบบองคการ (Top-Down)

Lyndall Urwick & Luther Gulick
และ The Science of Administration
ในบทความเรื่อง Papers on the Science of Administration ในป 1937 นั้น
Gulick ไดเสนอถึงความรับผิดชอบของ CEO ในการทําหนาที่การจัดการ ควร
เปนไปตาม POSDCORB
P
Planning
O
Organizing
S
Staffing
D
Directing
CO
Coordinating
R
Reporting
B
Budgeting

แนวความคิดทฤษฎีองคการสมัยใหม
(Neo - Classical Theory of Organization)
 ทฤษฎีองคการสมัยใหมไดมีการพัฒนามาจาก ทฤษฎีองคการสมัย

ดั้งเดิม
 ไดรับความสนใจมากยิ่งขึ้นเมื่อมีการทดลองที่โรงงานฮอวทอรน
ประเทศสหรัฐอเมริกา
 ทฤษฎีองคการสมัยใหมจะคัดคานทฤษฎีองคการสมัยดั้งเดิมที่มอง
บุคคลเปรียบเสมือนเครื่องจักร
 ทฤษฎีองคการสมัยใหมใหความสําคัญในเรื่องบุคคล กลุมงาน
การมีสวนรวมในการบริหาร และขวัญหรือกําลัง

ทฤษฎีการจัดการเชิงพฤติกรรม

(Behavioral Management Theory)
เปนทฤษฎีที่มุงศึกษาวาผูบริหารควรทําอยางไร เพือ่ ที่จะจูงใจ
และกระตุนใหพนักงานใชความสามารถที่มีอยูอยางเต็มที่
 Marry Parker Follet 1868 - 1933

 Elton Mayo: Hawthorne Study and Human

Relations 1924 - 1932

Mary Parker Follett (1868-1933)
Follett ไดโตแยงวาคนงานคือผูที่รูดีที่สุดเกี่ยวกับงาน ดังนั้นคนงานควรจะ
ทําการวิเคราะหงานและผูจัดการควรอนุญาตใหคนงานไดเขามามีสวนรวม
ในกระบวนการพัฒนางาน
 Follett ไดใหความสนใจกับทีมจัดการตัวเอง (self-managed
teams) และการใหสิทธิตัดสินใจ (empowerment)
 Follett ไดสนับสนุนสิ่งที่ตัวเองเรียกวา “ขามหนาที่งาน”
(cross-functioning)
 Fayol มีทรรศนะตออํานาจและอํานาจหนาที่ในแนวระดับ

Elton Mayo (1924 - 1932)
Elton Mayo นักจิตวิทยาชาวสหรัฐอเมริกา
เรียกวาวิจัยที่เปนผลงานเปนที่รูจักกันเปนอยาง
ดีวา “Hawthorne study” หรือ
“Hawthorne experiment” ซึ่งจากการศึกษา
ของ Mayo สรุปไดโดยธรรมชาติของมนุษยจะมี
พฤติกรรม 2 แบบคือ
1. พฤติกรรมที่เปนไปตามเหตุผล
2. พฤติกรรมที่เปนไปตามอารมณ ซึ่งเปน
พฤติกรรมที่เกิดขึ้นอยางไมมีเหตุผล

 การศึกษาดังกลาวนี้เริ่มตนดวยการสํารวจความสัมพันธระหวาง

สภาพแวดลอมทางกายภาพ (Physical
Environment) กับ
ประสิทธิภาพในการทํางาน (Productivity) ที่โรงงานHawthorne
ของบริษัท Western Electric

•ความเข้ มของแสงสว่าง

•ระดับของอุณหภูมิ

Hawthorne experiment

Hawthorne study
การทดลองแบงออกเปน 2 ขัน้ ตอน
ระยะที่ 1:
 ทําการทดลองใชสภาพของหองทดสอบ
 ศึกษาถึงผลกระทบของสภาพแวดลอมของการทํางานที่มีตอ
ผลผลิต
 โดยการทดสอบผลกระทบของแสงสวางในการทํางานที่มีตอ
คนงานวาจะทําใหเกิดการเปลี่ยนแปลงตอปริมาณของผลผลิต
อยางไร
 ผลการวิจัยพบวา ไมวาจะเพิ่มหรือลดแสงสวางภายในหอง
อยางไร ผลผลิตก็ยังเพิ่มขึ้น

Hawthorne study
ระยะที่ 2 :
 ทําการทดลองกับตัวแปรอื่นๆ เชน
 มีอาหารเชาใหคนงาน มีชวั่ โมงการหยุดพัก ใหมาทํางาน
ในเชาวันเสาร ลดหรือเพิ่มชัว่ โมงการทํางาน และวิธีการ
จายคาตอบแทน
 ผลการวิจัยพบวา ตัวแปรขางตนมีผลตอการเปลี่ยนแปลง
การทํางาน แตไมมากนัก
 ทําใหเกิดความคิดใหมๆ ในเรื่องความสามารถในการรับรู
การแปลความหมายและทาทีในการทํางานของคนงาน

Hawthorne study

การวิจัยตอจากนั้น ไดใชเทคนิคการสัมภาษณคนงานทุกแผนก
ในบริษัทประมาณ 2,000 คน พรอมสังเกตการทํางานของ
คนงานเกี่ยวกับเหตุผลที่ทําใหคนงานทํางานมากขึ้น ทําให
องคการมีผลผลิตมากขึ้น

สรุปผลการวิจัย

เมือ่ พนักงานรูสึกวาไดรบั ความสนใจจากบุคคลอื่น จะทําใหมี
ความกระตือรือรนในการทํางานมากขึ้น
2. ขวัญและกําลังใจในการทํางานเปนสิ่งสําคัญมาก ทัง้ นี้เพราะ
พนักงานมีชีวติ จิตใจ ไมสามารถซื้อหาดวยเงินอยางเดียว
1.

Hawthorne study
ประสิทธิภาพการทํางานมิไดขึ้นอยูกับสภาพแวดลอมที่ดีเทานั้น
แตยังขึ้นกับมนุษยสัมพันธที่ดีภายในองคการดวย
4. กลุมทํางานจะเปนผูกําหนดคุณลักษณะของสมาชิก แบบวิธีการ
ของกลุมตลอดจนความสําเร็จหรือความลมเหลวขององคการใน
สัดสวนที่กลุมยอมรับได โดยอาศัยความสัมพันธเชิงอํานาจของ
กลุม
5. เมื่อพนักงานในระดับสูงสามารถจูงใจดานจิตใจ จะมี
ความสําคัญมากกวาการจูงใจดวยเงิน
3.

Abraham Maslow
The Hierarchy of Needs (ป 1908 – 1970)
Abraham Maslow ทฤษฎีลําดับขั้น
ความตองการ (Hierarchy of needs
theory) ซึ่ ง กล า วถึ ง บุ ค คลมี สิ่ ง
กระตุ น ให ต อบสนองความต อ งการ
ตามลําดับขั้นความตองการ 5 ขั้น
ดังนี้

ความประสบความสําเร็จ
ในชีวิต
การยกยอง
สังคม
ความปลอดภัย
ความตองการทางกายภาพ

Douglas McGregor
Theory X and Theory Y (1906 – 1964)
Douglas McGregor ว่าด้ วยทฤษฎี X
และทฤษฎี Y
การบริ หารงานโดยกําหนดบุคคล

ทฤษฎี X (Theory X)
1. ไม่ชอบการทํางาน
2. ขาดความกระตือรื อร้ น
3. ขาดความรับผิดชอบ
4.
5.

ผู้นํา

ทฤษฎี Y (Theory Y)
1.
2. มีความรับผิดชอบ
3. สามารถบังคับบัญชา ควบคุมและมีความคิดสร้ างสรรค์ด้วยตัวเอง
ได้
4.

ทฤษฎีการจัดการเชิงปริมาณ

(Management Science)
 เปนวิธีการพัฒนาประสิทธิภาพในการบริหารงาน และการเพิ่ม

ผลผลิตโดยการใชความรูทางคณิตศาสตรเชิงปริมาณ เพื่อใหการใช
ทรัพยากรขององคการเกิดประโยชนสูงสุดตอการเพิ่มผลผลิต
 การจัดการเชิงปริมาณ Quantitative Management
 การจัดการเชิงปฏิบัติการ Operation Management
 การจัดการเชิงคุณภาพ Total Quality Management
 ระบบขอมูลทางการจัดการ Management Information
System, MIS

ทฤษฎีสภาพแวดลอมขององคการ
(Organizational Environment Theory)
 มุงพิจารณาความ สําคัญระหวางปจจัยภายนอกองคการ ที่

จะมีผลตอการวางแผนการขององคการเพื่อใหเกิด
ประสิทธิภาพในการผลิต
 ทฤษฎีระบบ (Systems theory)
 ทฤษฎีสถานการณ Contingency Theory

แนวความคิดทฤษฎีองคการสมัยปจจุบัน
(Modern Theory of Organization)
1. ทฤษฎีระบบ (Systems theory)
theory)
เปนแนวคิดการบริหารจัดการซึ่งมององคการเปนระบบตาม
หนาที่ ที่สัมพันธกับสภาพแวดลอม โดยจะประกอบไปดวย 4
สวนดวยกัน ดังนี้
- ปจจัยนําเขา
- กระบวนการแปรสภาพในการบริหาร
- ผลผลิต
- การปอนกลับ

ชนิดของระบบ
 ระบบปิ ด (Closed system)

อิทธิพลต่อกลไกของระบบ เช่น ประเทศพม่า
 ระบบเปิ ด (Opened system)
อิทธิพลต่อกลไกของระบบ

สภาพแวดล้อม (Environment)

1. ปัจจัยนําเข้ า Input
วัตถุดิบ
คน
เงินทุน
ข้ อมูล
เทคโนโลยี

ระบบ (System)
2. กระบวนการแปรสภาพ
(Process)

กิ จ กรรมการทํ า งาน
ของพนักงาน
กิ จ กรรมการบริ ห าร
จัดการ

3. ผลผลิต Output
ผลิตภัณฑ์ และบริการ
ผลลั ท ธ์ ด้ านการเงิ น
กําไรและขาดทุน

กิจกรรมการผลิต

ผลลัพธ์การดําเนินงาน
ของพนักงาน

เทคโนโลยี แ ละวิ ธีก าร
ปฏิบัติงาน

ความพึ งพอใจของ
ลูกค้ า

การป้อนกลับ (Feedback)

สภาพแวดล้อม (Environment)

ทฤษฎีตามสถานการณ
(Contingency Theory)
แนวคิดนี้ไดถูกพัฒนาขึ้นมาใหสอดคลองกับสภาพการในยุคใหม
ที่ตองเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดลอมตาง ๆ ของ
องค ก าร เป น แนวคิ ดทางการบริห ารที่มุ งสร า งความสั ม พั น ธ
ระหวางตัวแปรผัน

ทฤษฎี ตามสถานการณ์
Trial & Error Approach
+
Scientific Management
+
Behavioral Management
+
Management Science
+
System Theory

=

Contingency
Theory

แนวคิดการจัดการเชิงสถานการณ์
- เพื่อตอบสนองความรวดเร็วของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดลอม
- มีการนําโครงสรางวิธีการบริหารจัดการหลาย ๆ แบบ มา
ประยุกตใชแบบผสมผสานใหสอดคลองเหมาะสมกับสถานการณ
และสภาพแวดลอม
- มีการผสมผสานการจัดการในยุคดั้งเดิม ยุคเชิงพฤติกรรม และยุค
วิทยาการจัดการเขาดวยกัน
- มีความยืดหยุน ปรับเปลีย่ นไดงาย

สรุปกรอบแนวคิดการจัดการ
- ระบบราชการ
- การจัดการแบบวิทยาศาสตร์
- หลักการบริหาร
- เชิงปริมาณ
- เชิงระบบ
- วิทยาการจัดการ
- มนุษยสัมพันธ์
- มนุษยนิยม

เชิงสถานการณ์

สรุปกรอบแนวคิดการจัดการ
- ระบบราชการ
- การจัดการแบบวิทยาศาสตร์
- หลักการบริหาร
- เชิงปริมาณ
- เชิงระบบ
- วิทยาการจัดการ
- มนุษยสัมพันธ์
- มนุษยนิยม

เชิงสถานการณ์

จบการนําเสนอ
Question

Related Interests