กาลังอัดของถนนที่ซ่อมแซมโดยเทคนิคการหมุนเวียน

วัสดุช้ันทางเดิมมาใช้ ใหม่

นายมงคล ดัชนีย์

โครงงานนีเ้ ป็ นส่ วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสู ตรวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต
การบริ หารงานก่ อสร้ างและสาธารณูปโภค
สาขาวิศวกรรมโยธา สานักวิชาวิศวกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
ปี การศึกษา 2553

กาลังอัดของถนนที่ซ่อมแซมโดยเทคนิคการหมุนเวียน
วัสดุช้ันทางเดิมมาใช้ ใหม่
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี อนุมตั ิให้นบั โครงงานมหาบัณฑิตฉบับนี้เป็ นส่ วนหนึ่ง
ของการศึกษาตามหลักสู ตรปริ ญญามหาบัณฑิต

คณะกรรมการสอบโครงงาน

(ศ. ดร.สุ ขสันติ์ หอพิบูลสุ ข)
ประธานกรรมการ

(ผศ. ดร.อวิรุทธิ์ ชินกุลกิจนิ วฒั น์)
กรรมการ (อาจารย์ที่ปรึ กษาโครงงาน)

(ผศ. ดร.พรศิริ จงกล)
กรรมการ

(รศ. น.อ. ดร.วรพจน์ ขาพิศ)
คณบดีสานักวิชาวิศวกรรมศาสตร์


มงคล ดัชนีย ์ : กาลังอัดของถนนที่ซ่อมแซมโดยเทคนิ คการหมุนเวียนวัสดุช้ นั ทางเดิมมาใช้
ใหม่ (COMPRESSIVE STRENGTH OF REPAIRED ROAD BY RECYCLING
TECHNIQUE OF PAVEMENT MATERIALS) อาจารย์ที่ปรึ กษา : ผูช้ ่วยศาสตราจารย์
ดร.อวิรุทธิ์ ชินกุลกิจนิวฒั น์
งานวิจยั นี้ศึกษากาลังอัดของถนนดินซี เมนต์ที่ใช้เทคนิคการหมุนเวียนวัสดุช้ นั ทางเดิมมาใช้
ใหม่ โดยศึก ษาด้านเปี ยกของความชื้ นเหมาะสมสาหรับการบดอัด ก าลังอัดของตัวอย่างที่
ดาเนินการจากในสนามและห้องปฏิบตั ิการจะถูกวิเคราะห์โดยใช้หลักการทางสถิติ ซึ่ งบ่งชี้ วา่ ปั จจัย
หลักที่ มีผ ลให้เกิ ดความแตกต่า งกันของก าลังอัดดิ นซี เมนต์ใ นสนามและในห้องปฏิ บตั ิ การ คื อ
วิธีการบ่มที่แตกต่างกัน
ในทางกลั บ กั น หากต้ อ งการปรั บ ก าลั ง อั ด ในสนามให้ ใ กล้ เ คี ย งกั บ ก าลั ง อั ด ใน
ห้องปฏิบตั ิการโดยไม่เปลี่ ยนแปลงวิธีการดาเนิ นการ ต้องใช้ตวั คู ณเท่ากับ 2 ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มความ
ถูกต้องของการออกแบบ แนะนาให้ใช้แบบจาลองที่พฒั นาขึ้นใหม่ ซึ่ งมีประโยชน์ในแง่ของความ
ประหยัดเพราะลดค่าใช้จ่าย จากจานวนครั้งและเวลาในการทดสอบที่ลดลง แบบจาลองดังกล่าวมี
ความถูกต้องมากกว่าแบบเดิมเนื่องจากค่า r 2 เท่ากับ 0.90 ซึ่งมากกว่าของเดิม

สาขาวิชา วิศวกรรมโยธา
ปี การศึกษา 2553

ลายมือชื่อนักศึกษา
ลายมือชื่ออาจารย์ที่ปรึ กษา

To enhance accuracy of mix design strength.D. Ph. PROF.ข MONGKOL DUCHANEE: COMPRESSIVE STRENGTH OF REPAIRED ROAD BY RECYCLING TECHNIQUE OF PAVEMENT.90. The study is aimed to investigate compressive strength of cement stabilized recycled pavement aggregate compacted at wet side of the optimum water content using pavement recycling technique. Results from field and laboratory specimens were analyzed in statistically manner. AVIRUT CHINKULKIJNIWAT.0 is recommended for adjusting laboratory design strength from the desired field strength. THESIS ADVISOR : ASST. The model is proved being powerful in accuracy of predicting compressive strength with r 2 of 0. This model is helpful because it saves cost and time. a factor of 2. a modified phenomenological model is introduced. It is found that the major factor controlling difference between laboratory and field strengths is curing process. School of Civil Engineering Academic Year 2010 Student’s Signature_________________ Advisor’s Signature________________ . Subsequently.

สุ ขสันติ์ หอพิบูลสุ ข ผูแ้ นะนาให้มาสมัครเรี ยน และเป็ นอาจารย์ผสู้ อน คณาจารย์ประจาภาควิชาวิศวกรรมโยธา อาจารย์ผสู ้ อนทั้งในส่ วนของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุร นารี และบุคลากรผูม้ ีความรู้จากภายนอก ท่าน ผอ.ทวี แสงสุ วรรณโณ ผูอ้ านวยการกลุ่มวิเคราะห์ ทดสอบและควบคุมคุณภาพ สานัก วิเคราะห์วจิ ยั และพัฒนา กรมทางหลวงชนบท ที่อนุ เคราะห์ขอ้ มูลที่มีคุณค่าสาหรับใช้เป็ นข้อมูลใน งานวิจยั เพื่อน ๆ ร่ วมชั้นเรี ยนทุกท่าน ที่ร่วมกันฟั นฝ่ า นาเรื อลาแรกของสาขาวิชา จนกระทัง่ ถึงฝั่ ง ฝันในโลกของความเป็ นจริ ง ท้ายที่สุดขอกราบขอบพระคุณ คุ ณพ่อจานงค์ คุณแม่เล็ก ดัชนี ยผ์ เู ้ ป็ นบุพการี ที่ท่านกรุ ณา ให้ ความรั ก ความเอาใจใส่ และสั่ ง สอนอบรม สนับ สนุ นให้ ก ารศึ ก ษาจนได้ม าถึ ง วันนี้ อี ก ทั้ง ขอบคุ ณ ภรรยาและลู ก น้ อ ยที่ ค อยเป็ นก าลัง ใจให้ ต่ อ สู ้ แ ม้ใ นยามเหนื่ อ ยล้า หมดแรง สุ ด ท้า ย ขอขอบคุ ณบุคคลที่ อยู่ในครอบครัวดัชนี ย ์ และครอบครัวบุญแจ่มทุกท่านที่ให้ความรักและความ อบอุ่นเรื่ อยมา มงคล ดัชนีย ์ .ค กิตติกรรมประกาศ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้สาเร็ จลุล่วงไปได้ ผูว้ จิ ยั ต้องขอกราบขอบคุณ กลุ่มบุคคลต่าง ๆ ที่กรุ ณา แนะนา ให้คาปรึ กษา ช่วยเหลือทั้งในด้านวิชาการ และพลังของจิตใจ ขอขอบคุ ณผูช้ ่ วยศาสตราจารย์ ดร.อวิรุทธิ์ ชิ นกุล กิ จนิ วฒั น์ อย่า งสุ ดซึ้ ง ที่ ก รุ ณารั บ เป็ น อาจารย์ที่ปรึ กษา ให้ท้ งั ความรู ้ คาแนะนา ตลอดจนข้อมูลที่มีคุณค่า ลากจูง กระตุน้ จนกระทัง่ สาเร็ จ เป็ นชิ้นงานนี้ได้ ศาสตราจารย์ ดร.

2 ชนิดของดิน 2.3 ขอบเขตการวิจยั 1.4.2 ประวัติความเป็ นมาของถนนดินซีเมนต์ 2.5 โครงสร้างของดินซีเมนต์ 2.2 วัตถุประสงค์การวิจยั 1.1 ความสาคัญของปั ญหา 1.6.4.1 ปริ มาณและประเภทของซีเมนต์ 2.ง สารบัญ บทคัดย่อภาษาไทย บทคัดย่อภาษาอังกฤษ กิตติกรรมประกาศ สารบัญ สารบัญตาราง สารบัญรู ปภาพ คาอธิ บายสัญลักษณ์และคาย่อสาหรับการทานายกาลังอัด คาอธิ บายสัญลักษณ์และคาย่อทางสถิติ บทที่ 1 บทนา 1.3 ด้านเทคนิ คการก่อสร้างในอนาคต 4 ปริ ทศั น์วรรณกรรมและงานวิจยั ที่เกี่ยวข้อง 2.4 กลไกของการปรับปรุ งคุณสมบัติของดินซีเมนต์ 2.3 ประเภทของดินซีเมนต์ 2.4.6.3 ปริ มาณความชื้นขณะทาการบดอัด 5 5 5 6 7 9 10 10 12 18 .4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.1 บทนา 2.2 ด้านเศรษฐศาสตร์ 4 1.6 ปั จจัยหลักที่มีอิทธิ พลต่อกาลังของดินซี เมนต์ 2.6.1 องค์ความรู ้ในการวิจยั ต่อไป 2 หน้า ก ข ค ง ฉ ช ฌ ญ 1 1 2 3 4 4 1.

6.1 ชนิดของข้อมูลและแหล่งข้อมูล 3.6.4 การบ่มดินซี เมนต์ 2.2 การทดสอบปั จจัยที่มีผลต่อกาลังรับแรงของดินซีเมนต์ 4.6.5 ระยะเวลาในการผสม 2.2 สถิติที่ใช้ทดสอบสมมุติฐาน 3.1 การวิเคราะห์ขอ้ มูลเชิงคุณภาพ 3.4.3 การวิเคราะห์ขอ้ มูลเชิงเปรี ยบเทียบ 4 ผลการศึกษาและวิเคราะห์ผล 4.9 สมการทานายกาลังอัดของดินซี เมนต์ 2.1 บทนา 4.3 สถิติที่ใช้ในการวิจยั 3.4 การจัดทาข้อมูลและวิเคราะห์ผล 3.8 การนาวัสดุเก่ามาใช้ใหม่ (Recycling) 2.4.3.7 กาลังของดินซี เมนต์ 2.3 แบบจาลองเพื่อทานายกาลังรับแรงอัดโดยการวิเคราะห์ความถดถอย 5 บทสรุ ป เอกสารอ้างอิง ประวัติผเู้ ขียน 19 20 22 23 24 27 29 34 34 34 35 35 35 36 36 36 36 37 37 37 40 50 51 56 .1 ข้อมูลสถิติเบื้องต้น 3.จ 2.2 ตัวแปรที่ใช้ในงานวิจยั นี้ 3.6 สารผสมเพิ่ม 2.10 สมการทานายกาลังของการนาวัสดุเก่ามาใช้ใหม่ (Recycling) 3 วิธีดาเนินการทาโครงงาน 3.4.3.2 การวิเคราะห์ขอ้ มูลเชิงปริ มาณ 3.

ฉ สารบัญตาราง ตารางที่ 2.5 กาลังรับแรงอัดในห้องปฏิบตั ิการ Lateritic soil (Ruenkrairergsa และคณะ.4 เปรี ยบเทียบข้อได้เปรี ยบทางเศรษฐศาสตร์ ของ Cold recycling process กับ Conventional method 4.2 สถิติการทดสอบ Independent samples test to compare means ของ q และ q 4. 2001) 47 .4 สถิติการทดสอบแบบ Kolmogorov-Smirnov goodness-of-fit ของ qufr qul ufh หน้า 16 17 23 27 37 38 39 39 4.1 สถิติตรวจสอบการแจกแจงโดยวิธี Kolmogorov-Smirnov tests ของ q และ q 4.2 ปริ มาณซีเมนต์โดยประมาณในการผสม สาหรับวัสดุต่างๆ 2.1 ปริ มาณซีเมนต์ที่ใช้ปรับปรุ ง ตามการจาแนกแบบ ASSHTO 2.3 สถิติการทดสอบการแจกแจงแบบไม่ปกติแบบ Mann-Whitney test ของ q และ q ufh ufr ufh ufr ul 4.3 แนวทางการเลือกวัสดุผสมเพิ่ม (Additive) กับวัสดุแต่ละชนิด 2.

6 อิทธิ พลของแร่ ดินเหนียวที่มีต่อกาลังอัดแกนเดียวของดินซี เมนต์ ปริ มาณซีเมนต์ 16 % 16 2.10 ความสัมพันธ์ระหว่าง Direct tensile strength กับ Unconfined compressive strength ของดินซีเมนต์ 25 2.8 การสู ญเสี ยกาลังอัดของดินซี เมนต์เนื่องจากการใช้เวลาในการบดอัดนานขึ้น 21 2.9 ความสัมพันธ์ระหว่าง Initial tangent modulus in tension กับกาลังดึง และกาลังอัดของดินซี เมนต์ 24 2. w / C และเวลาบ่ม D ของดินลูกรัง 41 u 4.2 ความสัมพันธ์ของค่าดัชนีพลาสติก (Plasticity index) กับเวลา (Time) 13 2.4 อิทธิ พลของแร่ ดินเหนียวที่มีต่อกาลังอัดแกนเดียวของดินซี เมนต์ปริ มาณซี เมนต์ 8% 15 2.1 โครงสร้างของดินซีเมนต์ 10 2.ช สารบัญรู ปภาพ รู ปที่ หน้า 2.12 ความสัมพันธ์ระหว่างค่าอัตราส่ วนระหว่างปริ มาณความชื้ นในดินต่อ ปริ มาณซีเมนต์ (wc / c) กับกาลังอัดของดินซีเมนต์ (Horpibulsuk et al.3 ความสัมพันธ์ระหว่างกาลังอัดแกนเดียวกับอายุบ่มของ Lateritic soil 4.7 อิทธิ พลของการหน่วงเวลาการผสมระหว่างผสมชื้นและการบดอัด ที่มีต่อกาลังอัดของดินซี เมนต์ 21 2. 2006) 30 2..14 ความสัมพันธ์ระหว่างกาลังอัดแกนเดียวกับอายุบ่มของ Crushed rock (Horpibulsuk et al.5 อิทธิ พลของแร่ ดินเหนียวที่มีต่อกาลังอัดแกนเดียวของดินซี เมนต์ ปริ มาณซีเมนต์ 12 % 15 2.13 ความสัมพันธ์ระหว่างกาลังอัดแกนเดียวกับอายุบ่มของ Lateritic soil (Horpibulsuk et al.3 ค่าพิกดั อัตตะเบิร์ก (Atterberg’s limit) ของดินไอโอวา (Iowa) หลังเกิดปฏิกิริยาไฮเดรชัน 1 ชัว่ โมง 14 2..1 ความสัมพันธ์ระหว่างค่า q .2 ความสัมพันธ์ระหว่างค่า q .4 ความสัมพันธ์ระหว่างกาลังอัดแกนเดียวกับอายุบ่มของ Crushed rock u 41 42 43 .11 การเพิ่มขึ้นของกาลังรับแรงอัดแกนเดียวของดินซี เมนต์ 29 2.. 2006) 31 2. w / C และเวลาบ่ม D ของหินคลุก 4. 2006) 32 4.

6 ความสัมพันธ์ระหว่าง A' . B และ w / C ของ Lateritic soil 44 4.8 เปรี ยบเทียบผลการทานายกาลังรับแรงอัด เทียบกับ เส้น 1:1 46 49 .5 ความสัมพันธ์ระหว่าง A' .7 ความสัมพันธ์ระหว่าง A และ w / C ของ Lateritic soil และ Crushed Rock 4.ซ 4. 45 4. B และ w / C ของ Crushed Rock.

วัน กรวดที่มีดินเหนียวปน กรวดปนดินตะกอนที่มีขนาดคละดี ขีดจากัดเหลว (Liquid limit) ความหนาแน่นแห้งสู งสุ ด (Maximum dry-density) ปริ มาณความชื้นเหมาะสม (Optimum moisture content) Portland Cement Association ดัชนีสภาพพลาสติก (Plasticity index) ขีดจากัดพลาสติก (Plastic limit) ทรายที่มีดินเหนียวปน ทรายปนดินตะกอน ทรายขนาดคละไม่ดี ทรายขนาดคละดี ทรายปนดินตะกอนที่มีขนาดคละดี Unified Soil Classification System เครื่ องทดสอบแรงอัดแกนเดียว (Universal testing machine) ค่าคงที่ข้ ึนอยูก่ บั ชนิดของดิน ค่าคงที่ข้ ึนอยูก่ บั ชนิดของดิน ดัชนีความเป็ นกรดเป็ นด่าง กาลังอัดแกนเดียวของดินซี เมนต์ที่อายุบ่ม 28 วัน .ฌ คาอธิบายสั ญลักษณ์ และคาย่ อสาหรับการทานายกาลังอัด A A' ASSHTO ASTM B B' C CBR D GC GW-GM LL MDD OMC PCA PI PL SC SM SP SW SW-SM USCS UTM a b pH q28 = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = ค่าคงที่ข้ ึนอยูก่ บั ชนิดของดิน ค่าคงที่ข้ ึนอยูก่ บั ชนิดของดิน American Association of State Highway and Transportation Officials American Society for Testing and Materials ค่าคงที่ข้ ึนอยูก่ บั ชนิดของดิน ค่าคงที่ข้ ึนอยูก่ บั ชนิดของดิน Cement content California bearing ratio อายุบ่ม.

D = = q( wc / C )28 = q fr wc / C = = w /C = w  dhf = = = =  dfr =  d max = w fh   กาลังอัดแกนเดียวของดินซี เมนต์ที่อายุบ่ม D วัน กาลังอัดแกนเดียวที่ระยะบ่มค่าหนึ่ง กาลังอัดแกนเดียวที่ทดสอบได้ในห้องปฏิบตั ิการ กาลังอัดแกนเดียวในห้องปฏิบตั ิการที่ทานายได้โดยอาศัยสมการ กาลังอัดแกนเดียวที่ทานายได้โดยอาศัยสมการ กาลังอัดแกนเดียวของดินซี เมนต์ที่ผสมในสนามแต่บดอัดใน ห้องปฏิบตั ิการ กาลังอัดแกนเดียวของดินซีเมนต์ที่ผสมที่ผสมและบดอัดในสนาม กาลังอัดแกนเดียวของดินซี เมนต์ที่ตอ้ งการทราบที่ wc / C หลังจากระยะบ่ม D วัน กาลังอัดแกนเดียวของดินซี เมนต์ที่ตอ้ งการทราบที่ wc / C หลังจากระยะบ่ม 28 วัน Moisture content อัตราส่ วนระหว่างปริ มาณความชื้นในดินต่อปริ มาณซี เมนต์ (Clay-water/Cement Ratio) อัตราส่ วนระหว่างปริ มาณความชื้นในดินต่อปริ มาณซี เมนต์ (Clay-water/Cement Ratio) ปริ มาณความชื้นดินตัวอย่างที่ผสมในสนามและบดอัดในห้องปฏิบตั ิการ ค่าคงที่ข้ ึนอยูก่ บั ชนิดของดิน ค่าคงที่ข้ ึนอยูก่ บั ชนิดของดิน หน่วยน้ าหนักแห้งของตัวอย่างที่ผสมในสนามและบดอัดในห้อง ปฏิบตั ิการ หน่วยน้ าหนักแห้งของดินตัวอย่างที่เกิดจากการผสมในสนามและบดอัด ด้วยรถบดอัด หน่วยน้ าหนักแห้งสู งสุ ด .ญ qD qu qul qulp qup q fh = = = = = = q( wc / C )1.

ฎ คาอธิบายสั ญลักษณ์ และคาย่ อทางสถิติ F F ( x) H0 H1 S ( x) SD Ti Xi Z d0 di  d k ni t   i2 i = = = = = = = = = = = ความน่าจะเป็ นแบบเอฟ ความน่าจะเป็ นสะสมของตัวอย่าง สมมติฐานว่าง สมมติฐานแย้ง ความน่าจะเป็ นสะสมภายใต้สมมุติฐานว่าง ส่ วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = = = = = = = ค่าเฉลี่ยของค่าแตกต่างกันประชากรกลุ่มที่ 1 กับกลุ่มที่ 2 จานวนกลุ่มประชากร จานวนประชากร i ความน่าจะเป็ นแบบที ระดับนัยสาคัญ ความแปรปรวนของประชากร i ค่าเฉลี่ยของประชากร i X ij ค่าเฉลี่ยประชากร i ความน่าจะเป็ นแบบปกติ ค่าแตกต่างกันของค่าเฉลี่ยประชากรกลุ่มที่ 1 กับกลุ่มที่ 2 X1i  X 2i .

1 บทที่ 1 บทนา 1. 2003 Horpibulsuk และคณะ พบว่ากาลังของดินแต่ละชนิดที่ผสมกับซี เมนต์ข้ ึนอยูก่ บั ตัวแปรเพียงตัวเดียว คือ อัตราส่ วนระหว่างปริ มาณความชื้ นในดินต่อปริ มาณซี เมนต์ (w / c) และยังพบอีกว่าการพัฒนา กาลังของดิ นซี เมนต์มีความสัมพันธ์ เชิ งเส้ นกับล็อกกาลิ ทึมของอายุการบ่ม ต่อมาในปี ค.ศ.ศ.1 ความสาคัญของปัญหา ถนนที่ก่อสร้ างและถูกใช้งานมาระยะหนึ่ ง มักจะเกิ ดความเสี ยหายเนื่ องจากรับน้ าหนัก ของยวดยาน หรื อการเสื่ อมสภาพของวัสดุเอง เช่นการหลุดร่ อน การเกิดร่ องล้อ และรอยแตกแบบ ต่างๆ จึงมีความจาเป็ นอย่างยิง่ ที่จะต้องได้รับการซ่ อมแซม บารุ งรักษา เพื่อให้ถนนอยูใ่ นสภาพที่ดี และพร้อมใช้งานอยูเ่ สมอ งานซ่อมบารุ งแบ่งออกเป็ น 2 งานหลักๆ คือการแก้ไข และการซ่ อมบารุ ง การซ่ อมบารุ งทาให้ถนนกลับมาใช้งานได้ตามปกติ และมีอายุการใช้งานได้ยาวนานขึ้น อันได้แก่ การลดแรงที่จะเกิ ดในถนน โดยการจากัดแรงดันลมยาง และน้ าหนักของรถบรรทุก การเสริ มผิว ทางเพื่อทาให้ผวิ ทางเรี ยบไม่เป็ นคลื่น และการเพิ่มความแข็งแรงของถนนโดยเพิ่มความหนาของชั้น ทางและผิวทาง ส่ วนการซ่ อมแซมสามารถทาได้โดยการการรื้ อผิวทางเก่าออกแล้วก่อสร้างใหม่ให้ สามารถรั บ น้ า หนัก บรรทุ ก และปริ ม าณการจราจรที่ เ พิ่ ม ขึ้ น ได้ต ามต้อ งการ นอกจากนี้ การ หมุนเวียนวัสดุช้ นั ทางเดิมมาใช้งานใหม่ (Pavement Recycling) ก็เป็ นทางเลือกที่น่าสนใจเนื่ องจาก สามารถทางานได้เร็ วไม่รบกวนพื้นที่จราจรมาก วิธีน้ ี ถูกนามาใช้ในประเทศไทยโดยกรมทางหลวง แห่งประเทศไทย นามาทดลองปรับใช้ต้ งั แต่ปี 1965 การหมุนเวียนวัสดุช้ นั ทางเดิมมาใช้งานใหม่ทา ได้โดยขุดรื้ อวัสดุในชั้นทางและผิวทางเดิมขึ้นมาผสมใหม่ โดยเพิ่มหิ นคลุก ทราย กรวด พร้อมทั้ง เติมวัสดุผสมเพิ่ม (Additive) เช่น ปูนซีเมนต์ ปูนขาว แอสฟัลต์ เข้าไป ถึงแม้วา่ มีการใช้เทคนิ คการหมุนเวียนวัสดุช้ นั ทางเดิมมาใช้งานใหม่มาเป็ นเวลานานแล้ว ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ แต่ในการออกแบบส่ วนผสมยังทาในลักษณะเดิมๆ กล่าวคือจะ เป็ นการทดสอบแบบกึ่ งลองผิดลองถูกเพื่อหาส่ วนผสมที่ เหมาะสมในการนาไปใช้ นอกจากนี้ ยงั ไม่ได้คานึ งถึ งความแตกต่างระหว่างกาลังของตัวอย่างที่ เตรี ยมในห้องปฏิ บตั ิ การ และกาลังของ ตัว อย่ า งในสนาม ท าให้ เ สี ย ค่ า ใช้ จ่ า ยและเวลาในการทดสอบมากเกิ น ไป ในปี ค. 2006 Horpibulsuk และคณะ ได้ทาการศึกษากาลังของดิ นลูกรัง (Lateritic soil) และหิ นคลุก (Crushed rock) ผสมซีเมนต์โดยเทคนิคการหมุนเวียนวัสดุช้ นั ทางเดิมมาใช้งานใหม่ ในงานวิจยั นี้ ได้แยกกาลัง ของดิ นซี เมนต์ออกตามวิธีการเตรี ยมตัวอย่าง ได้แก่ กาลังของดิ นซี เมนต์บดอัดในห้องปฏิ บตั ิการ .

q fr ) Horpibulsuk และคณะ (2006) พบว่ากาลังของดินซี เมนต์ในสนาม จะมี ค่าต่ากว่ากาลังของดินซี เมนต์บดอัดในห้องปฏิบตั ิการ เป็ นผลมาจากสามเหตุปัจจัยหลัก ได้แก่ การ ผสม การบดอัด และการบ่ม และในงานวิจยั เดียวกันนี้ Horpibulsuk และคณะ (2006) ยังได้นาเสนอ สัดส่ วนระหว่างกาลังของดินซี เมนต์ประเภทต่างๆเพื่อนาไปใช้ในการปรับแก้จากกาลังดิ นซี เมนต์ ในสนามเป็ นกาลังดินซี เมนต์ในห้องปฏิบตั ิการ โดยกาลังของดินซี เมนต์ในสนามคือกาลังที่ตอ้ งการ หรื อกาลังออกแบบ ส่ วนกาลังของดิ นซี เมนต์ในห้องปฏิ บ ตั ิ การจะถูก นาไปใช้ในการออกแบบ ส่ วนผสม งานวิจยั ของ Horpibulsuk และคณะ (2006) นับว่ามีประโยชน์ในทางปฏิ บตั ิอย่างมากใน งานหมุนเวียนวัสดุช้ นั ทางเดิมมาใช้งานใหม่ อย่างไรก็ตามแบบจาลองที่เสนอ จะใช้กาลังอัดของดิน ซี เมนต์ที่มีอายุการบ่ม 28 วัน เป็ นตัวหาร ส่ งผลให้แบบจาลองได้ผลการคานวณที่มีค่าคลาดเคลื่อน มากยิ่ ง ขึ้ น เมื่ อ อายุ ก ารบ่ ม ออกห่ า งจาก 28 วัน ทั้ง นี้ ใ นทางปฏิ บ ตั ิ จะใช้ก าลัง อัดที่ 7 วันในการ ออกแบบและตรวจสอบ ทั้งในห้องปฏิบตั ิการและในสนาม นอกจากนี้ ระหว่างการหมุนเวียนวัสดุ ชั้นทางเดิมมาใช้งานใหม่ เครื่ องจักรจะกัดผิวทางขึ้นมาผสมและบดอัดใหม่ ทั้งนี้ ความหนาของผิว ทางที่ แตกต่า งกัน ย่อมส่ งผลต่ อก าลังอัดของดิ นซี เมนต์ด้วย ความหนาของผิวทางจึ ง เป็ นปั จจัย ควบคุ มสาคัญตัวหนึ่ ง หากสามารถพัฒนาแบบจาลองโดยต่อยอดแนวความคิดของแบบจาลองที่ เสนอโดย Horpibulsuk และคณะ (2006) โดยลดความคลาดเคลื่ อนของกาลังอัดที่ทานายได้ที่อายุ บ่มต่าง ๆ ครอบคลุมทุกประเภทของดินและทุกความหนาของผิวถนนที่ใช้งานในประเทศไทย ก็จะ เพิ่มประสิ ทธิ ภาพในงานซ่อมถนนโดยการหมุนเวียนวัสดุช้ นั ทางเดิมมาใช้ใหม่ นอกจากนี้ เนื่องจาก ข้อมูลที่เก็บได้มีจานวนมากพอ ผูว้ ิจยั คาดว่าจะสามารถนาหลักสถิติมาช่วยสรุ ปความสาคัญของแต่ ละปั จจัยควบคุ มซึ่ งมีผลต่อกาลังดิ นซี เมนต์ในสนามได้แก่ การผสม การบดอัด และการบ่ม ซึ่ งจะ เป็ นประโยชน์ต่อวิศวกรที่เกี่ยวข้องอย่างมาก ในการควบคุมคุณภาพงานได้ดีข้ ึน 1.2 (Laboratory strength.2.2. q ul ) กาลังของดินซี เมนต์ที่ผสมในสนามแต่บดอัดในห้องปฏิบตั ิการ (Field hand compacted strength. q fh ) และกาลังของดินซี เมนต์ที่ผสมและบดอัดในสนาม (Field roller compacted strength.2 วัตถุประสงค์ การวิจัย 1.2 เพื่อศึกษาอิทธิ ผลของปั จจัยควบคุ มที่ส่งผลกระทบต่อการลดลงของกาลังดิ น ซีเมนต์ในสนาม .1 เพื่อรวบรวมข้อมูลดินซี เมนต์ในงานหมุนเวียนวัสดุ ช้ นั ทางเดิ มมาใช้งานใหม่จาก สถานที่ก่อสร้างทัว่ ประเทศไทย 1.

2 ส าหรั บ ความสั ม พัน ธ์ ร ะหว่า งก าลัง ดิ น บดอัด ในสนามกับ ก าลัง ดิ น บดอัด ใน ห้องปฏิ บตั ิการ จะแยกกาลังของดิ นบดอัดออกเป็ น 3 ประเภท ตาม Horpibulsuk และคณะ (2006) ได้แก่ กาลังของดินซี เมนต์บดอัดในห้องปฏิบตั ิการ ( ของดินซี เมนต์ที่ผสมในสนามแต่บดอัดในห้องปฏิบตั ิการ ( q fh q ul ) กาลัง ) และกาลังของ q ดินซีเมนต์ที่ผสมและบดอัดในสนาม ( fr ) 1.3.2.83-10.1 ทดสอบหรื อรวบรวมข้อมูลกาลังของดินบดอัดในห้องปฏิบตั ิการ ( qul ) กับปั จจัย ควบคุ มได้แก่ ชนิ ดของดิ น ความหนาของชั้นผิวทางที่ กดั ขึ้ นมา และอัตราส่ วน ระหว่างปริ มาณความชื้ นในดิ นต่อปริ มาณซี เมนต์ ทั้งนี้ ในการศึกษาจะใช้ดินสอง ชนิดคือดินลูกรัง และหิ นคลุ ก ส่ วนความหนาของชั้นผิวทางจะมีต้ งั แต่ความหนา เท่ากับ 0 เซนติเมตร 3 เซนติเมตร 4 เซนติเมตร และ 5 เซนติเมตร สาหรับ อัตราส่ วนระหว่างปริ มาณความชื้ นในดิ นต่อปริ มาณซี เมนต์จะอยูใ่ นช่ วงระหว่าง 0.3 1.40 1.3 ขอบเขตการวิจัย แยกขอบเขตการวิจยั ได้เป็ น 3 หัวข้อดังนี้ 1.3 สาหรับการศึกษาอิทธิ พลที่มีผลต่อการลดลงของกาลังดิ นบดอัดในสนาม ได้แก่ การผสม การบดอัด และการบ่ม จะทาการศึกษาผ่านความสัมพันธ์ระหว่างกาลัง ของดิ นซี เมนต์บดอัดในห้องปฏิ บตั ิ การ ( สนามแต่บดอัดในห้องปฏิ บตั ิการ ( อัดในสนาม ( q fr ) q fh q ul ) กาลังของดิ นซี เมนต์ที่ผสมใน ) และกาลังของดินซี เมนต์ที่ผสมและบด .3.3 เพื่อพัฒนาแบบจาลองสาหรับการออกแบบส่ วนผสมดิน ซี เมนต์ น้ า ที่เหมาะสม และมีความแม่นยามากยิ่งขึ้นในการทานายกาลังอัด และใช้ได้กบั งานหมุนเวียน วัสดุช้ นั ทางเดิมมาใช้งานใหม่ในประเทศไทย 1.3.

4 1.4.2 ด้ านเศรษฐศาสตร์ ผูว้ ิ จ ัย จะน าเสนอทฤษฎี แ ละสมการที่ ใ ช้ ใ นการท านายก าลัง ของดิ น ซี เ มนต์ ซึ่ งจะมี ประโยชน์อย่างมากสาหรับการออกแบบในการกาหนดปริ มาณส่ วนผสมต่างๆ รวมทั้งลดจานวน ครั้ งสุ่ ม หาปริ ม าณที่ เ หมาะสม พร้ อ มทั้ง วางแผนระยะเวลาในการก่ อ สร้ า งให้ ส อดคล้อ งกับ ข้อกาหนด อี กทั้งสามารถประมาณกาลังของดิ นซี เมนต์จากข้อมู ลและเวลาที่ มีอยู่อย่างจากัดได้ พร้อมทั้งใช้ตรวจทานความถูกต้องของผลการทดสอบที่ได้จากห้องปฏิบตั ิการ 1.1 องค์ ความรู้ ในการวิจัยต่ อไป เป็ นการสร้างทฤษฎีของการปรับปรุ งกาลังของดินด้วยซี เมนต์ ที่รวมปั จจัยต่างๆ ที่มีผลต่อ การเพิ่มขึ้นของกาลังดินซี เมนต์ ซึ่ งได้แก่ ชนิ ดของดิ น ปริ มาณความชื้ น ปริ มาณซี เมนต์ ระยะเวลา ในการบ่ ม ซึ่ งการศึ ก ษานี้ จะเป็ นต้นแบบเพื่ อให้นัก วิจยั ที่ สนใจ ได้นาความรู ้ ไ ปประยุก ต์ใ ช้ใ น งานวิจยั ระดับสู งต่อไป 1.4 ประโยชน์ ทคี่ าดว่าจะได้ รับ 1.3 ด้ านเทคนิคการก่ อสร้ างในอนาคต ผูว้ จิ ยั จะนาเสนอข้อมูล อิทธิ ผลของปั จจัยควบคุม การผสม การบดอัด และการบ่ม ที่ส่งผล กระทบต่อการลดลงของกาลังดินซี เมนต์ในสนาม พร้อมทั้งเสนอวิธีการควบคุม เพื่อให้กาลังใน สนามมีค่าใกล้เคียงกับในห้องปฏิบตั ิการ .4.4.

.1915 เมื่อการก่อสร้างถนน Oak ในเมือง Sarasota รัฐ Florida ประสบ ปั ญหาเครื่ องผสมคอนกรี ตเสี ยหายไม่สามารถใช้งานได้ ถนน Oak จึงถูกสร้างโดยการขุดเอาดิน Shell จากอ่าวขึ้นมาผสมกับทรายและซี เมนต์แล้วทาการบดอัดด้วยรถบดไอน้ าที่มีน้ าหนัก 10 ตัน แทนการทาถนนคอนกรี ตราวๆ ปี ค. Moorefield ได้ทาการศึกษาส่ วนผสมของดินกับซี เมนต์ที่ ใช้ก่อสร้างถนนหลายสายในปี ค.1932 โดย Dr.ศ. (1797) ได้บนั ทึกตรงกันว่าในปี ค.ศ. 1797) Davidson (1961) กล่าวถึงวิวฒั นาการของดิ นซี เมนต์ไว้ในคานาใน Highway Research Bulletin ว่าเริ่ มต้นในปี ค. South Dakota.ศ.. California และ Texas ได้เริ่ มทดลองก่อสร้ างถนนดิ นซี เมนต์ แต่ผลการ ทดลองที่ได้มีความผันแปรอย่างมากจนไม่สามารถคาดการผลลัพธ์ได้ เนื่ องจากความรู ้ความเข้าใจ เรื่ องคุณสมบัติทางวิทยาศาสตร์ ของดินในขณะนั้นยังมีนอ้ ยมาก Mills (1935.1935 South Carolina State Highway Department.1 บทนา การปรับปรุ งคุ ณภาพของดิ นให้มีกาลังอัดสู งขึ้น สามารถกระทาได้หลายวิธี เช่ นการลด ช่ องว่างระหว่างเม็ดดิ นด้วยการบดอัด การลดความสามารถในการซึ มผ่านน้ าของดิ น การทาให้ อนุภาคดินเป็ นก้อนใหญ่ (Flocculation) หรื อการทาให้ดินมีขนาดคละที่ดีข้ ึน และการเติมสารเชื่ อม ประสาน ในบทนี้จะทบทวนงานวิจยั ปรับปรุ งดินซี เมนต์ 2.H. 1933 และปี ค. 1934 ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่า ดินผสม ซีเมนต์เป็ นวัสดุที่เหมาะสมสาหรับใช้เป็ นวัสดุพ้นื ทางของถนนที่มีราคาถูก Davidson (1961) และ Terrel et al. Ohio. 1936) ได้รายงานผลการค้นคว้าของ South Carolina State Highway Department ในปี ค.ศ. C.5 ไมล์ใกล้ๆ กับเมือง Jonhsonville เพื่อเป็ นการยืนยัน . 1920 หน่ วยงานที่ เกี่ ยวข้องกับถนน ในประเทศรั ฐ Iowa.ศ.ศ.5 บทที่ 2 ปริทศั น์ วรรณกรรมงานวิจัยทีเ่ กีย่ วข้ อง 2. Bureau o Public Roads และ Portland Cement Association ได้ร่วมกันก่อสร้างถนนซี เมนต์ยาว 1.2 ประวัติความเป็ นมาของถนนซีเมนต์ กล่าวกันว่าความคิดเรื่ องการปรับปรุ งคุ ณภาพของดิ น ด้วยการใช้สารผสมเพิ่มมีมานาน กว่า 5000 ปี แล้ว โดยการผสมดิ นกับปูนขาว ซึ่ งเป็ นการปรับปรุ งคุ ณสมบัติทางด้านวิศวกรรมของ ดินให้ดีข้ ึน (Terrel et al.

(1965) ได้ทดลองนาดินผสมซี เมนต์มาใช้เป็ นพื้นทาง ของถนนสาย วาริ นชาราบ-เดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เป็ นสายแรกในประเทศไทยซึ่ งมีความยาว 5 กิ โลเมตร โดยดิ นลู กรังที่กาหนดค่า CRB ของดิ นซี เมนต์ไว้ไม่น้อยกว่า 120 สาหนับถนนที่ มี ปริ มาณการจราจรต่า และกาหนดค่ากาลังอัดไม่นอ้ ยกว่า 852 กิโลปาสคาล สาหรับถนนประเภทต่า กว่ามาตรฐาน ธีรชาติ รื่ นไกรฤกษ์ และสมบัติกระแส จรัสกร (2544) ได้ทาการวิจยั โดยนาดินลูกรัง และ ดินทรายปนดิ นตะกอนมาผสมซี เมนต์ สรุ ปผลได้ว่าพลังงานในการบดอัดมีผลอย่างมากต่อกาลัง ของดินซีเมนต์ โดยมีความสัมพันธ์แบบลอการิ ทึม (Logarithm model) โดยที่ค่าแรงอัดแกนเดียวจะ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ วในช่วงพลังงานบดอัดต่า และจะช้าลงเมื่อพลังงานบดอัดสู ง 2. ASSHTO หรื อ ASTM ปริ มาณซี เมนต์ที่ใช้จะต้องมีปริ มาณมากพอที่จะทาให้ ดิ นซี เมนต์ดัง กล่ า วมี ก าลัง อัดหรื อแรงแบกทานตามที่ ก าหนด ส าหรั บ ดิ นที่ มี ข นาดคละดี จะใช้ ปูนซีเมนต์ประมาณ 5-7 เปอร์ เซ็นต์ และจะสู งกว่านี้ หากดินมีขนาดคละไม่ดีหรื อมีค่าดัชนี พลาสติก .6 ผลการวิจยั ของ South Carolina State Highway Department ต่อมาถนนดินซี เมนต์สายนี้ เป็ นที่รู้กนั ว่าเป็ นโครงการแรกเกี่ยวกับวิศวกรรมถนนดินซี เมนต์ และจากความสาเร็ จของโครงการ นี้ ทาให้มีการทดลองขึ้นในอีกหลายรัฐของสหรัฐอเมริ กาที่ Portland Cement Association เป็ นผู้ ทดลองสร้าง Davidson (1961) รายงานว่า ในปี ค.ศ. 1941-1944 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ถนน ดินซี เมนต์ได้ถูกนามาใช้ในการสร้างสนามบินมากถึ ง 22 ล้านตารางหลา แต่ในขณะเดียวกัน การ ก่อสร้ างถนนดิ นซี เมนต์ก็มีปริ มาณเพิ่มขึ้นอีก นอกจากดิ นซี เมนต์จะถูกใช้ทาถนนแล้ว ยังมีการใช้ ดินผสมซี เมนต์เป็ นวัสดุรองพื้นทางของถนนคอนกรี ต ที่จอดรถ คลังเก็บสิ นค้า วัสดุรองพื้นอ่างเก็บ น้ า และคูคลองอีกด้วย The Siam Cement Company Ltd.3 ประเภทของดินซีเมนต์ Highway Research Board Committee on Soil-Cement Stabilization (1959) ให้คาจากัด ความของ Cement – Treated soil ว่าเป็ นการนาเอาดินและซี เมนต์มาผสมกับน้ าในปริ มาณที่ตอ้ งการ แล้วทาการบดอัดให้ได้ความหนาแน่นสู งสุ ด ป้ องกันความชื้ นไม่ให้สูญเสี ยในระหว่างการบ่ม จาก ลัก ษณะการใช้ง านและปริ ม าณปู นซี เมนต์ที่ใ ช้ผสม สามารถแบ่ง ดิ นผสมซี เมนต์ออกได้เป็ น 5 ประเภท ดังนี้ Soil-Cement เป็ นดินที่ผสมซี เมนต์เพื่อให้ได้กาลังอัดตามมาตรฐานของ Portland Cement Association (PCA).

Dicalcium Silicate (C2S). (1959) อธิ บายว่าซี เมนต์เป็ นวัสดุ ที่ประกอบขึ้นจากผลึ กของ Tricalcium Silicate (C3S).4 กลไกของการปรับปรุ งคุณสมบัติของดินซีเมนต์ Lambe et al.7 สู ง (Plasticity Index) กรณี ที่ค่าดัชนีพลาสติกสู ง ในการทา Soil-Cement ควรทาการผสมปูนขาวเพื่อ ลดค่าดัชนีพลาสติกลง Cement modified silty Clay Soil มักจะใช้ในการเพิ่มความแข็งแรงของผิวหน้าดินเดิมที่ เป็ นดินเหนียว ที่มีลกั ษณะเปี ยกแฉะและมีความอ่อนตัวมากให้มีความแข็งแรงพอที่ยวดยานจะผ่าน ได้โดยไม่ลื่นไถล ปริ มาณซีเมนต์ที่ใช้ประมาณ 1-3 เปอร์เซ็นต์ Cement Modified Granular Soil จะใช้ในการปรับปรุ งคุณสมบัติทางด้านความเป็ น พลาสติก การบวมตัว และการดูดซึ มน้ าบน Cement Modified Crush Rock ที่มกั จะใช้เป็ นพื้นทาง ของถนนที่ มี ผิ ว ทางทั้ง แบบยื ด หยุ่ น และมี ผิ ว ทางเป็ นคอนกรี ต โดยปริ ม าณซี เ มนต์ที่ ใ ช้จ ะมี ค่าประมาณ 1-3 เปอร์ เซ็นต์ของน้ าหนักดิน Plastic soil cement มักใช้ในงานดาดปูนบนพื้นที่ลาดเอียง เช่ นปูดา้ นข้างถนนเพื่อการ ระบายน้ า ดาดท้องคลองชลประทานและก้นอ่างเก็บน้ า ดังนั้น Plastic soil cement จะต้องมีสภาพ เหลวงมากพอที่จะนาไปใช้งานได้อย่างมีประสิ ทธิ ภาพ Cement treated soil slurry and grouts เป็ นซี เมนต์ที่ผสมกับวัสดุประเภททรายและน้ าโดย มีปริ มาณน้ าสู งมาก อาจมีส่วนผสมเพิม่ อื่นเพื่อปรับปรุ งคุณสมบัติของส่ วนผสมให้มีค่า Workability สู ง โดยปกติวสั ดุประเภทนี้ จะใช้เป็ น Mud jacking material ในงานซ่ อมบารุ งถนนที่เกิดปั ญหาการ ทรุ ดตัวของคันทางหรื อถูกน้ ากัดเซาะ และใช้เป็ น Grouting material สาหรับยาหรื ออุดรอยรั่วที่ เกิดขึ้นในอุโมงค์ส่งน้ า 2. Calcium Aluminate Hydrate (CAH) และ Hydrate Lime ที่ แยกตัวออกมาขณะเกิดปฏิกิริยา สารประกอบ CSH และ CAH จะมีคุณสมบัติเป็ นตัวเชื่อมประสาน เมื่อน้ าระเหยออกไป นอกจากนั้น Released Hydrate Lime ที่เกิดขึ้นในขบวนการดังกล่าวยังทาให้ ความเป็ นด่างเพิ่มขึ้น ทาให้ Colloid gel หรื อ Cement Gel ที่ประกอบไปด้วย CSH และ CAH เกิด การรวมตัวแล้วยึดเกาะกันเป็ นมวลที่มีกาลังรับแรงอัดสู งขึ้นตามอายุการบ่ม ในดินเม็ดหยาบ เมื่อ เกิดปฏิกิริยาไฮเดรชัน การยึดเกาะกันของเม็ดจะคล้ายกับในคอนกรี ต แต่วา่ Cement Paste จะไม่อุด เต็มช่ องว่างอนุ ภาคของเม็ดดิน แรงเชื่ อมยึดติดจะเกิ ดแรงยึดเหนี่ ยวทางด้าน Mechanical interlock ของอนุภาคเม็ดดินที่มี CSH และ CAH เกาะอยูท่ ี่ผวิ อนุภาคของเม็ดดิน . Teteacalcium Aluminate Ferrite (C4AF) เมื่ อผสมกับน้ าและดิ นจะท าให้เกิ ดปฏิ กิริยาไฮเดรชั่น ท าให้ได้สารประกอบ Calcium Silicate Hydrate (CSH). Tricalcium Aluminate (C3A) .

+ Al2 O3 (Soil Alumina) CAH (2. (1969) สรุ ปว่าการปรับปรุ งคุณภาพดินด้วยซี เมนต์น้ นั เป็ นกระบวนการ ร่ วมกันของปฏิกิริยาทางกายภาพและเคมีระหว่างซี เมนต์ น้ าและดินซึ่ งประกอบด้วยกลไก 4 ชนิ ด คือ .2) Ca2++ (OH). CAH ซึ่ ง เป็ นปฏิกิริยาในช่วงแรก ส่ วนปฏิกิริยาช่วงที่สองซึ่ งต้องใช้เวลานาน เป็ นปฏิกิริยาระหว่าง Calcium ion ที่เกิดจาก Released hydrated Lime ของปฏิกิริยาไฮเดรชันกับ Silica และ Alumina ที่มีอยูใ่ นเม็ด ดิน มีผลทาให้กาลังอัดของดินซี เมนต์สูงขึ้นตามอายุการบ่มที่นานขึ้น ซึ่ งปฏิกิริยาดังกล่าว รู ้ จกั กัน ว่าปฏิกิริยาพอสโซลานิค Moh (1965) ได้ศึกษาเรื่ องปฏิกิริยาของแร่ ประกอบดินเหนี ยว กับซี เมนต์และสารเคมีผสม เพิ่มจาพวกโซเดียม และได้เขียนปฏิกิริยาของดินซี เมนต์เป็ นสมการทางเคมี ดังต่อไปนี้ Cement + H2O CSH + CAH + Ca (OH) 2 (2.3) Ca2++ (OH).1) Ca + (OH)2 Ca2++ 2(OH)- (2.+ SiO2 (Soil Silica) CSH (2.8 ส าหรั บ ดิ น เม็ด ละเอี ย ด แรงยึ ด เกาะกัน จะประกอบไปด้ว ยแรงทางด้า น Mechanical Interlock และ Chemical Cementation การยึดเกาะทางด้าน Chemical Cementation นั้นเกิดจาก ปฏิกิริยาระหว่างซี เมนต์กบั Silica และ Alumina ที่มีอยูต่ ามผิวของเม็ดดินโดยมีน้ าเป็ นตัวกลาง การ เกิดปฏิกิริยาทาให้สารประกอบ CSH.4) Pendola et al. CAH เพิม่ ขึ้น และทาให้เม็ดดินเกิดการเชื่อมกัน Davidson (1961) กล่ าวว่า หลังการผสมซี เมนต์กบั ดิ นเหนี ยวชื้ น จะทาให้ค่าพลาสติ ก (Plasticity) ลดลง เหตุผลน่าจะมาจากการแยกตัวของ Calcium ion ในระหว่างการเกิดปฏิกิริยาไฮ เดรชัน กลไกที่เกิดขึ้นถ้าไม่มาจาก Cat ion exchange ก็น่าจะมาจากการจับกลุ่มเพิ่มขึ้นของ Cat ion ในดินเหนี ยว กระบวนการทั้งสองทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของประจุไฟฟ้ าที่มีอยู่อย่างหนาแน่ น บริ เวณอนุ ภาคดิ นเหนี ยว ส่ ง ผลให้อนุ ภาคของดิ นเหนี ยวรวมตัวกันและตกตะกอนเป็ นวัส ดุ ที่ มี ขนาดใหญ่ข้ ึน ขนาดของอนุ ภาคที่ ใหญ่ข้ ึนนี้ ทาให้ดินเหนี ยวมีคุณสมบัติคล้ายดิ นตะกอนคือมีค่า พลาสติก (Plasticity) ต่า Herzog (1963) กล่าวถึงการเกิดปฏิ บตั ิไฮเดรชันเป็ นการเกิดสารปรกอบ CSH.

(1979) กล่าวถึงปฏิกิริยาของดินซี เมนต์วา่ การผสมซี เมนต์กบั ดินเม็ดหยาบ ซี เมนต์เพส จะทาหน้าที่ยดึ อนุภาคเม็ดดินเข้าด้วยกัน โดยทาการยึดเกาะที่ผิวระหว่างซี เมนต์เจลและ ผิวอนุภาค ส่ วนดินเม็ดละเอียด แร่ ดินเหนียวที่สลายออกมาในสภาวะแวดล้อมที่มีค่า pH สู ง จะทา ปฏิกิริยากับ Free Lime หรื อ Hydrate Lime ที่ได้จากปฏิกิริยาไฮเดรชัน ทาให้เกิด CSH และ CAH 2.9 Hydration of cement คือกระบวนการที่สาคัญ โดยขณะที่ซีเมนต์รวมตัวกับน้ าจะทาให้ เกิดปฏิกิริยาไฮเดรชันทาให้เกิดการเชื่อมแน่นระหว่างเม็ดดิน และก่อรู ปร่ างเป็ นโครงข่ายที่แข็งแรง ต่อเนื่ องมากบ้างน้อยบ้า งตามการคละขนาดของเม็ดดิ น ท าให้เม็ดดิ นที่ ไม่ ได้ท าปฏิ กิ ริยาเข้ามา ใกล้ชิดกัน โครงข่ายที่กล่าวมาข้างต้นนอกจากจะเพิม่ ความแข็งแรงให้กบั วัสดุที่ถูกปรับปรุ งแล้ว ยัง แทรกตัวอยู่ระหว่างช่ องว่างของเม็ดดิ นทาให้ลดซึ มผ่านและการบวมตัวของมวลดิ น รวมทั้งเพิ่ม ความต้านทานต่อการเสื่ อมสภาพ เนื่องจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงความชื้นรอบๆ อีกด้วย Cat ion Exchange การลดลงของค่าพลาสติ กของดิ นหลังจากการผสมซี เมนต์กบั ดิ น ประเภทมีความเชื่อมแน่นที่มีความชื้น เชื่อว่าเกิดจากการเปลี่ยน Cat ion หรื อการรวมตัวกันของ Cat ion บนผิวของเม็ดดิน ปฏิกิริยาที่วา่ จะเกิดขึ้นภายในไม่กี่วนั หลังการผสมซี เมนต์ Carbonation คือขบวนการเชื่ อมแน่ นจากปฏิกิริยาเคมีของคาร์ บอนได้ออกไซด์ในอากาศ กับ Lime ที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาไฮเดรชันทาให้เกิด Calcium Carbonate ส่ งผลให้เกิดสารเชื่ อมแน่น เพิ่มมากขึ้น Pozzolanic Reaction คือขบวนการระหว่าง Free Lime ที่ถูกปลดปล่อยออกมาระหว่าง ปฏิ กิ ริย าไฮเดรชันกับ Silica หรื อ Alumina ที่ มี อ ยู่ใ นดิ น ท าให้เกิ ดสารเชื่ อมแน่ นเพิ่ ม ขึ้ น แต่ ปฏิกิริยานี้จะต้องอาศัยระยะเวลานานและมีผลให้กาลังของวัสดุสูงขึ้น Terrel et al.5 โครงสร้ างของดินซีเมนต์ Czernin (1962) กล่าวว่าหลังจากที่ผสมซี เมนต์กบั น้ า จะเกิดปฏิกิริยาซี เมนต์ไฮเดรชันทา ให้เกิ ดสารประกอบ CSH ในรู ปของเจลขึ้นในส่ วนผสมของซี เมนต์และน้ า ดังนั้นจึงสามารถที่จะ เข้า ใจได้ว่ า ภายใต้ก ารบดอัด อนุ ภ าคของปู น ซี เ มนต์ มิ ไ ด้ ผ สมกับ ดิ น เพี ย งอย่ า งเดี ย ว แต่ จ ะ เกิดปฏิกิริยาซี เมนต์ไฮเดรชันด้วย Mitchell and El Jack (1966) ได้อธิ บายถึ งการเปลี่ ยนแปลงของส่ วนประกอบและ โครงสร้างของดินซีเมนต์ ดังรู ปที่ 2.1 โดยแบ่งเป็ น 3 ระยะดังนี้ ภายใต้การบดอัด ช่วงนี้ เป็ นช่ วงที่อนุ ภาคของปูนซี เมนต์ยงั ไม่เกิ ดปฏิกิริยาซี เมนต์ไฮเดร ชัน แต่อนุภาคของปูนซี เมนต์จะเข้าผสมกับอนุภาคของดิน ดูรูปที่ 2.1(a) .

6. 1966) ภายใต้การบ่มในระยะเวลายาว จะเกิดปฏิกิริยาซี เมนต์ไฮเดรชันอย่างสมบูรณ์ อันมีผลทา ให้ซีเมนต์เจลและขอบเขตของการแทรกซึ มกระจายไปทัว่ ก้อนดินซี เมนต์ ส่ งผลให้กาลังอัดของดิน ซี เมนต์เพิม่ มากขึ้นตามระยะเวลาในการบ่ม ดูรูปที่ 2.1 ปริมาณและประเภทของซีเมนต์ Felt (1955) ศึกษาอิทธิ พลของปริ มาณซี เมนต์โดยนาดิ นสามชนิ ดคือ Loamy Sand. Medium Clay และ Silty clay loam มาทดสอบผสมซี เมนต์ต้ งั แต่ร้อยละ 6 – 30 โดยปริ มาตร ที่อายุ การบ่มตั้งแต่ 2 วัน จนถึง 1 ปี และผ่านสภาพภูมิอากาศ 2 แบบ คือ Wet-dry และ Freeze – thaw ตั้งแต่ 12 รอบ ถึง 96 รอบ ผลการศึกษาสรุ ปได้ว่า กาลังอัดของดิ นซี เมนต์จะเพิ่มขึ้นตามปริ มาณ ซีเมนต์ที่ใช้ ดินที่มีขนาดเม็ดใหญ่จะมีกาลังรับแรงอัดสู งกว่าดินที่มีขนาดเม็ดเล็ก ดินที่มีปริ มาณดิน เหนี ย วผสมอยู่สูง จะมี กาลัง อัดน้อยกว่าดิ นที่ มี ปริ ม าณดิ นเหนี ย วต่ า และค่ า ความคงทนของดิ น ซี เมนต์จะเพิ่มขึ้นตามปริ มาณซี เมนต์ที่ใช้ .6 ปัจจัยหลักทีม่ ีอิทธิพลต่ อกาลังของดินซีเมนต์ 2.10 ภายใต้การบ่มในระยะเวลาสั้น อนุ ภาคของปูนซี เมนต์จะเริ่ มเกิดปฏิกิริยาซี เมนต์ไฮเดรชัน ทาให้เกิดซี เมนต์เจลแทรกไปตามช่องว่างระหว่างเม็ดดิน และปล่อย Lime ออกมาทาปฏิกิริยา Soil Silica และ Soil Alumina ที่มีอยูใ่ นดินทาให้เกิดการแยกตัวของสารทั้งสอง จากนั้นซี เมนต์เจลและ สารประกอบที่ได้จากปฏิกิริยาจะแทรกซึ มไปตามอนุภาคของดิน ดูรูปที่ 2.1 โครงสร้างของดินซี เมนต์ (Mitchell และ El Jack.1 (c) 2.1(b) (a)หลังบดอัดเสร็ จ (b) หลังระยะบ่มสั้นๆ (c) หลังระยะบ่มนานๆ รู ปที่ 2.

(1981).11 นอกจากนั้น Felt (1955) ศึกษาอิทธิ พลของประเภทซี เมนต์โดยนาดินสองชนิดคือ Silty Clay Loam และ Sandy Loam มาผสมกับซี เมนต์ประเภทที่ 1 และประเภทที่ 3 พบว่าดินที่ผสมด้วย ซี เมนต์ประเภทที่ 3 จะให้กาลังที่สูงกว่าดินที่ผสมซี เมนต์ประเภทที่ 1 แต่ซีเมนต์ประเภทที่ 3 จะไม่มี อิทธิ พลต่อกาลังอัดของดินทุกชนิด เช่น ดิน Sandy Loam ผสมกับซี เมนต์ประเภทที่ 3 จะใช้กาลังอัด เป็ นสองเท่าของดินที่ผสมกับซี เมนต์ประเภทที่ 1 ที่อายุการบ่ม 7 วัน และเป็ น 1. (1979) และต่อมาก็มีการศึกษาด้านนี้ มากขึ้นเรื่ อยๆ เช่น Kawasaki et al.4 เท่า ที่อายุการบ่ม 28 วัน แต่สาหรับดิน Silty Clay Loam เมื่อผสมกับซี เมนต์ประเภทที่ 3 จะให้กาลังสู งกว่าดินที่ผสม กับซี เมนต์ประเภทที่ 1 เพียงเล็กน้อยเท่านั้น คุ ณสมบัติพ้ืนฐาน และคุ ณสมบัติเชิ งวิศวกรรมของดิ นซี เมนต์ ถู กศึกษาอย่างจริ งจังโดย Terashi et al.3 เท่า ที่ระยะบ่ม 7 วัน และ 28 วันตามลาดับ Davidson and Bruns (1960) ได้รายงานผลเกี่ยวกับกาลังอัด โดยวิธีทดสอบ Freeze thaw ของดิ นทราย ดินตะกอน และดินเหนี ยว บริ เวณรัฐไอโอวา ประเทศสหรัฐอเมริ กา และสรุ ปว่าการ .5 เท่า และ 1. Nontananandh and Yupakorn (2002) ซึ่ งงานวิจยั เหล่านี้ สรุ ปว่า ปั จจัยหลักที่มีผลต่อกาลังของดิน ซี เมนต์คือ ปริ มาณน้ า และปริ มาณซีเมนต์ Ruenkrairergsa (1982) อธิ บายว่าปริ มาณซี เมนต์เป็ นปั จจัยหลักที่มีอิทธิ พลต่อกาลังอัดของ ดินซี เมนต์ อัตราการเพิ่มกาลังอัดของดินซี เมนต์ ขึ้นอยูก่ บั ชนิ ดของดิน พันธะเชื่ อมประสานในดิ น เม็ดหยาบจะแข็งแรงกว่าในดิ นเม็ดละเอี ยด ดิ นที่มีดินเหนี ยวมากจะให้กาลังอัดต่ า ดังนั้นปริ มาณ ซีเมนต์ที่เหมาะสมจึงควรหาจากการทดลองในห้องทดลอง Lade and Overton (1989) ได้ศึกษาผลของพันธะเชื่อมประสาน (Cementation) ในดินเม็ด หยาบ ภายใต้ความหนาแน่ นที่เท่ากัน ปริ มาณน้ าที่ผสมเท่ากัน และแรงดันรอบข้างต่า แต่แตกต่าง กันที่ปริ มาณซี เมนต์ที่ผสม พบว่าเมื่อปริ มาณซี เมนต์เพิ่มขึ้น ค่ากาลังดึง และค่ามุมของแรงเสี ยดทาน ภายใน (Internal Friction Angle) จะเพิ่มขึ้น Clare and Pollard (1951) ศึกษาอิทธิ พลของประเภทซี เมนต์โดยนาดิน 3 ชนิดในประเทศ อังกฤษมาผสมกับซี เมนต์ พบว่ามีอายุบ่ม 24 ชัว่ โมง ดินซี เมนต์จะมีกาลังอัดสู งมากเมื่อผสมดินกับ ซีเมนต์ประเภท High – Alumina ขณะที่ซีเมนต์ประเภทอื่นต้องมีอายุการบ่ม 5 วัน และถ้าใช้ซีเมนต์ ประเภท British Rapid Hardening ซึ่ งเทียบได้กบั ซี เมนต์ประเภทที่สาม พบว่าที่อายุการบ่มเท่ากัน ค่ากาลังคราก (Yield Strength) ที่ได้จะมีค่าสู งกว่าดินที่ผสมกับซี เมนต์ประเภทที่หนึ่งมาก Massachusetts Institute of Technology (1954) ได้นาดินตะกอนปนทราย และดินเหนียว (Clayey Sandy Silt) ในรัฐไอโอวา มาผสมกับซี เมนต์ และพบว่าดินที่ผสมกับซี เมนต์ประเภทที่สาม จะมีกาลังอัดสู งกว่า ดินที่ผสมซี เมนต์ประเภทที่หนึ่ ง 1.

12 ใช้ซีเมนต์ประเภทสาม ในการก่อสร้างถนนจะประหยัดกว่าใช้ซีเมนต์ประเภทที่หนึ่ ง เพราะว่าการ ใช้ซีเมนต์ประเภทที่หนึ่ งต้องใช้เวลาในการบ่มอย่างน้อย 7 วัน แต่ว่าการใช้ซีเมนต์ประเภทที่สาม จะใช้เวลาในการบ่มน้อยกว่า ทาให้ได้เปรี ยบเรื่ องระยะเวลาในการก่อสร้าง Horpibulsuk (2001). Miura et al. (2001) แสดงให้เห็นว่า ปริ มาณน้ าและปริ มาณซี เมนต์ สามารถรวมไว้ในตัวแปรตัวเดียวได้ ตัวแปรนี้ เรี ยกว่า Clay – water/Cement Ratio (Wc/C) และถูก นิ ยามว่าเป็ นอัตราส่ วนระหว่างปริ มาณความชื้ นในดิ นต่อปริ มาณซี เมนต์โดยน้ าหนักผึ่งแห้งและ Horpibulsuk (2001) ยัง ได้สร้ างสมการที่ส ามารถทานายกาลังของดิ นซี เมนต์ที่ป ริ มาณซี เมนต์ ปริ มาณความชื้น ระยะเวลาบ่มต่างๆ โดยอาศัยผลการทดสอบเพียงค่าเดียว ทรงพล บุญมาดี (2529) ได้ทาการทดสอบกาลังอัดของดิ นลูกรังผสมซี เมนต์ และสรุ ปว่า กาลังอัดของดินจะเพิ่มขึ้นตามปริ มาณซี เมนต์และอายุการบ่มที่เพิ่มขึ้น โดยที่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ ว ในช่วง 7 วันแรก หลังจากนั้นอัตราการเพิ่มของกาลังอัดจะลดลง 2.6.2 ชนิดของดิน Winterkorn and Chandrasekharn (1951) รายงานผลการทดสอบดินลูกรังผสมซี เมนต์วา่ จะได้ผลดี หรื อไม่น้ นั ขึ้นอยูก่ บั ปริ มาณสารอินทรี ยท์ ี่ผสมอยู่ในดิ น และ Degree of Latterization ของดินลูกรัง Reinhold (1955) ได้นาทรายมาผสมกับดิ นเหนี ยว โดยทาการเปลี่ยนแปลงปริ มาณดิ น เหนี ย วที่ ใ ช้ผ สมตั้ง แต่ 0-100 เปอร์ เซ็ นต์ แล้วท าการทดสอบหาความสั ม พันธ์ ระหว่า งโมดู ล ัส ยืดหยุ่น ที่ ได้จากการทดสอบกาลังอัดกับปริ มาณดิ นเหนี ยว พบว่าเมื่ อปริ มาณดิ นเหนี ยวเพิ่มขึ้ น กาลังอัดและโมดูลสั ยืดหยุน่ จะมีค่าลดลง .

3 . (1958) ได้นาดินซี เมนต์ช้ นั พื้นทาง (Base course) ของสนามบินต่างๆ ซึ่ งมีอายุการ ใช้งานนานหลายปี มาทาการทดสอบหาค่าพิกดั อัตตะเบิร์ก (Atterber’s Limit) พบว่าปริ มาณซี เมนต์ มีความสัมพันธ์ต่อการลดลงของดัชนี พลาสติก ดังรู ปที่ 2.13 รู ปที่ 2.2 กล่าวคือถ้าปริ มาณซี เมนต์ที่ผสมมาก ดัชนี พลาสติกจะลดลงอย่างรวดเร็ ว และถ้าปริ มาณซี เมนต์ที่ผสมน้อย ดัชนี พลาสติกจะลดลงอย่าง ช้าๆ นอกจากนี้ ระยะเวลาที่ทาให้เกิดปฏิกิริยา ไฮเดรชันก็มีผลต่อการลดลงของค่าดัชนีพลาสติก ผล การศึกษานี้ ตรงกับผลการวิจยั ของ Spangler and Patel (1949) ซึ่ งพบความสัมพันธ์ระหว่างค่าดัชนี พลาสติกกับระยะเวลาการเกิดปฏิกิริยาไฮเดรชันใน 1 ชัว่ โมง ดังรู ปที่ 2. 1958) Redus.2 ความสัมพันธ์ของค่าดัชนีพลาสติกกับเวลา (Redus.

25:75 และ 0:100 ดินเหนียวที่ใช้เป็ นดินเหนียวจาพวกคาโอลิไนท์ (Kaolinite).3 ค่าพิกดั อัตตะเบิร์กของดินไอโอวา (Iowa) หลังเกิดปฏิกิริยาไฮเดรชัน 1 ชัว่ โมง (Spanler et al. 50:50 .. 75:25 .5 และรู ปที่ 2.4 รู ปที่ 2. อิลไลท์ (Illite) และมอนโมริ ลโอไนท์ (Montmorillonite) ผลการทดสอบแสดงดังรู ปที่ 2. 1949) Norling and Peckard (1958) ศึกษาอิทธิ พลของปริ มาณมวลรวมหยาบที่คา้ งบนตะแกรง เบอร์ 4 โดยใช้ดิน 3 ชนิด คือ ทรายหยาบ ทรายละเอียด และทรายดินเหนียวผสมซี เมนต์ในปริ มาณ ที่เท่ากัน แต่แปรผันมวลรวมที่คา้ งบนตะแกรงเบอร์ 4 แล้วทาการทดสอบหากาลังอัดที่อายุการบ่ม 7 วัน และพบว่า Loamy Sand และ Fine Sand Loam จะมีกาลังอัดลดลง เมื่อปริ มาณมวลรวมที่คา้ ง ตะแกรงเบอร์ 4 เพิ่มขึ้นเกินกว่า 50 เปอร์ เซ็นต์ของน้ าหนักมวลรวมทั้งหมด Davidson et al. (1962) ทาการทดลองโดยใช้ทรายผสมกับดินเหนียวในอัตราส่ วนทรายต่อ ดินเหนียว 100:0 .14 รู ปที่ 2.6 สรุ ปว่าเมื่อปริ มาณดิ นเหนี ยวมากไป (เกินกว่า 25 เปอร์ เซ็ นต์) จะทาให้ กาลังอัดของดิ นซี เมนต์ลดลงอย่างเด่นชัด โดยที่ดินเหนี ยวจาพวกมอนโมริ ลโอไนท์ มีแนวโน้มว่า จะมีกาลังสู งกว่าดินเหนียวจาพวกคาโอลิไนท์ และจาพวกอิลไลท์ .

4 อิทธิ พลของแร่ ดินเหนียวที่มีต่อกาลังอัดแกนเดียวของดินซี เมนต์ ปริ มาณซีเมนต์ 8% (Davidson et al.15 รู ปที่ 2. 1962) .5 อิทธิ พลของแร่ ดินเหนียวที่มีต่อกาลังอัดแกนเดียวของดินซี เมนต์ ปริ มาณซีเมนต์ 12% (Davidson et al. 1962) รู ปที่ 2.

1959) ASSHTO Usual range in cement Estimated cement content Cement content for wetSoil Requirement And that used in the dry and freeze-thaw test group (% by vol.) (% by wt.) moisture-density test (% by wt.) A-l-a 5-7 3-5 5 3-5-7 A-l-b 7-9 5-8 6 4-6-8 A-2 7-10 5-9 7 5-7-9 A-3 8-12 7-11 9 7-9-11 A-4 8-12 7-12 10 8-10-12 A-5 8-12 8-13 10 8-10-12 A-6 10-14 9-15 12 10-12-14 A-7 10-14 10-16 13 10-13-15 .1 และตารางที่ 2.1 ปริ มาณซีเมนต์ที่ใช้ปรับปรุ ง ตามการจาแนกแบบ ASSHTO (ข้อมูลจาก Portland Cement Association. 1962) Portland Cement Association (1959) ได้จาแนกความต้องการปริ มาณซี เมนต์ของดินกลุ่มต่างๆ ตาม ระบบ ASSHTO ไว้ในตารางที่ 2.2 ตาราง 2.) (% by wt.6 อิทธิ พลของแร่ ดินเหนียวที่มีต่อกาลังอัดแกนเดียวของดินซี เมนต์ ปริ มาณซี เมนต์ 16% (Davidson et al.16 รู ปที่ 2.

(% by wt. % by wt.17 ตาราง 2.4 material 8 7 5-7-9 only) Air-Cooled slag 9 7 5-7-9 Water-cooled slag 10 12 10-12-14 Moh et al. 1959) Type of miscellaneous material Estimated cement contented and Cement contented for That used in moisture – density test wet-dry and Freeze-thaw Test % by vol.2 ปริ มาณซี เมนต์โดยประมาณในการผสม สาหรับวัสดุต่างๆ (ข้อมูลจาก Portland cement Association.) Shell Soil 8 7 5-7-9 Limestone screening 7 5 3-5-7 Red-dog 9 8 6-8-10 Shale or disintegrated Shale 11 10 8-10-12 Callche 8 7 5-7-9 Cinders 8 8 6-8-10 Chert 9 8 6-8-10 Chat 8 7 5-7-9 Marl 11 11 9-11-13 Scoria(Retaining No. (1967) รายงานว่า ดินลูกรังในประเทศไทย ที่มีค่า PI ประมาณ 11 ถึง 19 เมื่อ นามาผสมกับซี เมนต์ร้อยละ 4 ถึง 7 จะให้ค่ากาลังอัดมากกว่า 852 กิโลปาสคาล ซึ่ งเป็ นข้อกาหนด ของ British Road Research Laboratory ที่มีประสบการณ์ในการทดลองใช้ในแอฟริ กาและยังเน้น ให้เห็นถึงความสาคัญของการบดอัดว่าถ้าค่าร้อยละของการบดอัดลดลงเพียงเล็กน้อยจะมีผลทาให้ กาลังอัดลดลงอย่างเห็นเด่นชัด Bell (1976) พบว่าแร่ ดินเหนี ยว Montmorillonite เมื่อทาปฏิ กิริยากับปูนขาว จะทาให้ Aqueous phase ลดลง ทาให้สาร Cementitious ซึ่ งทาหน้าที่ยึดเกาะอยูใ่ นปูนขาวไม่เพียงพอต่อการ แข็งตัว การแก้ไขคือ การเพิ่มปริ มาณซี เมนต์ลงไปเพื่อเพิ่ม Free lime ให้มากขึ้นโดยปกติการเพิ่ม ซี เมนต์มากกว่าร้อยละ 15 จะทาให้ดินจาพวก Montmorillonite มีคุณภาพดีสามารถนามาใช้งานได้ .4 material) 12 11 9-11-13 Scoria (Passing No.

4 และ 6 ชัว่ โมง ก่อนทาการบดอัด พบว่าปริ มาณน้ าส่ วนเกินที่ตอ้ งการเพื่อให้ได้ความแข็งแรง และความคงทนของดินซี เมนต์สูงสุ ดนั้นขึ้นอยูก่ บั ชนิ ดของดิน และเวลาระหว่างการผสมควบคู่กบั การบดอัด สาหรับดินเม็ดหยาบ ปริ มาณน้ าที่เพิ่มในการบดอัดจะเพิ่มการหล่อลื่นระหว่างเม็ดดินทา ให้ความหนาแน่ นแห้งสู งสุ ของดิ นตัวอย่างเพิ่มขึ้น ทาให้เพิ่มความแข็งแรงและความคงทน เมื่อมี การหน่ ว งเวลาก่ อ นการบดอัด ส่ ว นดิ น เม็ ด ละเอี ย ด การเพิ่ ม ปริ ม าณน้ า ในการบดอัด จะท าให้ ปฏิ กิริยาไฮเดรชันเกิ ดสมบูรณ์ ข้ ึ น เป็ นผลทาให้คุณสมบัติของดิ นซี เมนต์ดีข้ ึ นโดยที่ ตอ้ งไม่มีการ หน่วงเวลาก่อนการบดอัด . (1962) ศึกษาอิทธิ พลของความชื้ นต่อกาลังอัด และ ความชื้ นกับน้ าหนักที่สูญเสี ยจากการทา Wet-Dry และ Freeze – Thaw ได้ผลตรงกันว่า ปริ มาณ ความชื้ น และความหนาแน่ นมีอิทธิ พลเป็ นอย่างมากต่อกาลังอัดของดิ นซี เมนต์ สาหรับดินทราย ควรทาการบดอัดด้วยปริ มาณความชื้นที่ต่ากว่าปริ มาณความชื้นเหมาะสม ส่ วนดินเหนี ยวควรบดอัด ดินที่มีปริ มาณความชื้นสู งกว่าปริ มาณความชื้นเหมาะสมเล็กน้อย จึงจะให้กาลังอัดสู งสุ ด Ruenkrairergsa (1982) ได้อธิ บายว่าการนาความสัมพันธ์ระหว่างปริ มาณความชื้ นกับ ความหนาแน่ นของดิ นที่บดอัดตามวิธีการของพร็ อกเตอร์ (Proctor) มาใช้ในงานดิ นซี เมนต์น้ นั พบว่ า ปริ ม าณความชื้ น เหมาะสม นอกจากจะให้ ค วามหนาแน่ น สู ง สุ ด แล้ว ยัง ท าให้ ซี เ มนต์ เกิดปฏิ กิริยาไฮเดรชันที่สมบูรณ์อีกด้วย สาหรับดิ นซี เมนต์ ความหนาแน่นสู งสุ ดไม่จาเป็ นว่าจะทา ให้ดินซี เมนต์มีความแข็งแรงและความคงทนมากที่สุดเสมอไป จากการทดลองหาความคงทนด้วย วิธี Freeze –Thaw ของดินตะกอนและดินเหนี ยวผสมซี เมนต์พบว่า ความคงทนจะมีค่าสู งสุ ดเมื่อทา การบดอัดที่ มีปริ มาณความชื้ นสู งกว่าปริ มาณความชื้ นเหมาะสมเล็กน้อย ทาการบดอัดที่ปริ มาณ ความชื้ นต่ า กว่า ปริ มาณความชื้ นเหมาะสม จะท าให้ค่ าความคงทนลดลง ส าหรั บดิ นทรายผสม ซีเมนต์ ความแข็งแรงจะมีค่ามากที่สุดเมื่อบดอัดที่ปริ มาณความชื้นต่ากว่าปริ มาณความชื้ นเหมาะสม 3-6 เปอร์ เซ็ น ต์ ส่ ว นดิ น เหนี ย วเมื่ อบดอัดที่ ป ริ ม าณความชื้ นต่ า กว่า ปริ ม าณความชื้ น เหมาะสม เล็กน้อย จะให้ความแข็งแรงสู งสุ ด Lightsey et al. MDD) ก็ไม่ได้ทาให้ดินซี เมนต์มีความแข็งแรงมากที่สุดเสมอไป เนื่ องจากการหน่วงเวลาก่อนการบดอัด จากกาศึกษาดินตัวอย่าง 4 ชนิ ด ได้แก่ Silty Loam. (1970) ได้รายงานว่าบางครั้งการบดอัดดินซี เมนต์ให้มีความหนาแน่นแห้ง สู งสุ ด (Maximum Dry – Density.6. 2.3 ปริมาณความชื้นขณะบดอัด Felt (1955) และ Davidson et al. Silt และ Silty Clay Loam บดอัดด้วยวิธีบดอัดแบบมาตรฐาน (Standard Proctor Test) ที่ ปริ มาณความชื้นต่ากว่าและสู งกว่าปริ มาณความชื้นเหมาะสมร้อยละ เมื่อผสมเสร็ จทิ้งไว้เป็ นเวลา 0.18 2. Sandy Loam.

6.4 การบ่ มดินซีเมนต์ Highway Research Board (1949) ได้รายงานเกี่ ยวกับการรักษาความชื้ นของดิ นผสม ซี เมนต์ในสนามโดยการฉาบผิวทางใน 4 รัฐด้วย Bituminous seal 4 ชนิด คือ MC-2. RC-2 Asphalt. RC-1.5 เปอร์ เซ็นต์ต่ออุณหภูมิการบ่มที่เพิ่มขึ้น 1 องศา เซลเซี ยส การก่อสร้ างที่ใช้ดินซี เมนต์ในพื้นที่ที่อากาศอบอุ่นจะให้กาลังอัดที่อายุ 3 เดือนแรกหลัง การก่อสร้างสู งกว่าการก่อสร้างในพื้นที่ที่มีอากาศหนาวกว่าร้อยละ 50-100 Maner (1952) ได้ทดลองให้วสั ดุต่างๆ ได้แก่ Waterproof Paper. MC-3 และ Asphalt emulsion ว่าวัสดุฉาบผิวทั้ง 4 ชนิ ด มีความสามารถในการเก็บรักษาความชื้ นระหว่าง การบ่ม 7 วัน ในสนามได้เป็ นอย่างดี Clare and Pollard (1951) สรุ ปถึ งอิทธิ พลของอุณหภูมิที่มีต่อกาลังของดินซี เมนต์ว่า ที่ อุณหภูมิบรรยากาศ 25 องศาเซลเซี ยส และอุณหภูมิของการบ่มเพิ่มขึ้นเป็ น 60 องศาเซลเซี ยส กาลัง อัดของดินซี เมนต์ที่อายุการบ่ม 7 วันจะสู งขึ้น 2-2. 23 . Tar และ Asphalt emulsion ในการบ่มพื้นทางดินซี เมนต์พบว่าวัสดุ Bituminous Asphalt ทั้ง 3 ชนิ ด และ Waterproof paper ใช้งานได้ผลดี นากจากนี้ ยงั พบว่าความชื้ นในอากาศมีอิทธิ พล อย่างมากต่อปริ มาณความชื้นในดินซี เมนต์ Leadabrand (1956) นาดิน 2 ชนิด คือ Clayey sandy soil และ Silty soil มาผสมกับซี เมนต์ ร้ อยละ 10 ของน้ าหนักดิ นแห้ง แล้วทาการบดอัดในห้องปฏิ บตั ิการ เพื่อหากาลังอัดที่อายุการบ่ม ตั้งแต่ 2 วันจนถึ ง 5 ปี พบว่าก าลังอัดของดิ นซี เมนต์จะคล้ายกับกาลังอัดของคอนกรี ต กล่ าวคื อ กาลังอัดจะเพิ่มขึ้นตามอายุของดินซี เมนต์ และยังได้ทาการเจาะตัดดินซี เมนต์ในสนามจากโครงการ ก่อสร้างของรัฐต่างๆ 4 รัฐ ในประเทศสหรัฐอเมริ กาโดยมีช่วงอายุต้ งั แต่ 1 ปี ถึง 20 ปี มาทดสอบหา ก าลัง อัด พบว่า ก าลัง อัด ของดิ น ซี เ มนต์ใ นสนามจะสอดคล้อ งกับ ก าลัง อัด ของดิ น ซี เ มนต์ ใ น ห้องปฏิบตั ิการ Ng (1966) พบว่ากาลังอัดของดินลูกรังผสมซี เมนต์จะแปรผันกับอุณหภูมิที่ใช้บ่ม กล่าวคือ อุณหภูมิการบ่มเพิ่มขึ้น จาก 70 F เป็ น 100 F กาลังอัดของดินซี เมนต์จะเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 20 Wang and Huston (1972) รายงานว่าการลดอุณหภูมิในการบ่มจะทากาลังอัดลดลงแต่จะ เพิ่มความเครี ยด ที่จุดวิบตั ิ ไม่วา่ จะทดสอบแรงดึง หรื อแรงอัด Shackel and Lee (1974) ทาการศึกษาเรื่ องการบ่มดินซี เมนต์โดยใช้ตวั อย่าง Artificial Soil ซึ่งได้จากการนา Uniform Sand จากเมือง Botany รัฐ New South Wales ประเทศออสเตรเลียมาผสม กับ Commercial Air-floated China Clay (Kaolin) ในอัตราส่ วน 60:40 โดยน้ าหนัก และผสมซี เมนต์ ในอัตราร้อยละ 0 . 1. 3 และ 8 ทาการบ่ม 2 ลักษณะ คือบ่มในอากาศที่อุณหภูมิคงที่ 20C และบ่มใน ถุงพลาสติกที่อุณหภูมิคงที่ 20C โดยการบ่ม 0. 9 . 3 . Calcium Chloride. 44 และ 81 วัน จากนั้นทดสอบหาค่า .19 2.

5 ระยะเวลาในการผสม Marshall (1954) ศึกษาผลของการหน่วงเวลาการผสมระหว่างการผสมชื้ น และการบดอัด ที่มีผลต่อกาลังอัดของดินชนิดต่างๆ พบว่ากาลังอัดจะลดลงเมื่อเวลาการผสมนานขึ้น ดังแสดงในรู ป ที่ 2.6. PI = 26) พบว่าดินทุกชนิ ดจะมีค่ากาลังอัดลดลงเมื่อหน่วงเวลาการ ผสมให้นานขึ้น การหน่วงเวลาการผสมแบบหยุดเป็ นครั้งคราว จะมีผลเสี ยน้อยกว่าแบบหยุดผสม เลย Ingles and Metcalf (1972) ทาการทดสอบดิน 2 ชนิด คือ Medium clay และ Sandy gravel เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างกาลังอัดกับเวลาที่ใช้ในการผสมดินซี เมนต์ พบว่าเวลาการผสมที่นาน ขึ้น 1-2 ชัว่ โมง กาลังอัดจะลดลงกว่า 50 เปอร์ เซ็นต์ ถ้าเวลาในการผสมนานเกินกว่า 2 ชัว่ โมง กาลัง อัดของ Sandy Gravel จะน้อยกว่า Medium Clay เล็กน้อย ดังแสดงในรู ปที่ 2. PI = 11) ดินกลุ่ม A-4 (LL= 35.7 Felt (1955) ศึกษาอิทธิ พลของการหน่วงเวลาต่อกาลังอัด และความคงทนโดยผสมให้นาน ขึ้น แล้วทิ้งไว้ก่อนบดอัด ศึกษาดิน 3 ชนิ ด คือ ดินกลุ่ม A-2 (LL= 26.8 . PI = 12) A-6-7 (LL= 47.20 การหดตัว หรื อค่าการขยายตัว ค่ากาลังอัด ค่ากาลังดึง และวัดการกระจายตัวของโพรง (Pore Size Distribution) ของดิ น ซี เ มนต์จ ากการจ าลองแท่ ง ตัว อย่า งโดยใช้เ ครื่ องมื อ ที่ มี ชื่ อ ว่า Mercury Intrusion Porosimeter พบว่าเมื่อเพิ่มปริ มาณซี เมนต์และอายุการบ่มจะทาให้กาลังอัด และกาลังดึ ง เพิ่มขึ้ น การบ่มในอากาศจะทาให้เกิ ดการหดตัวมากกว่าการบ่ มแบบชื้ น และยังเพิ่มขนาดโพรง (Pore Size ) และปริ มาตร (Pore Volume) เมื่ออายุการบ่มมากขึ้นด้วย ส่ วนการบ่มแบบชื้ น เมื่ออายุ การบ่มมากขึ้น จาทาให้ขนาดโพรงลดลง 2.

8 การสู ญเสี ยกาลังอัดของดินซี เมนต์เนื่ องจากการใช้เวลาในการบดอัดนานขึ้น (Ingles and Metcalf.7 อิทธิ พลของการหน่วงเวลาการผสมระหว่างผสมชื้น และการบดอัดที่มีต่อกาลังอัด ของดินซี เมนต์ (Mashall.21 รู ปที่ 2. 1954) รู ปที่ 2.1972) .

Cement/fly-ash.3 พบว่าสารผสมเพิ่มจาพวกปูนขาว (Lime) มีส่วนช่วยให้ดินซี เมนต์ แข็งตัวเร็ วในระยะแรก ดินชนิ ดนี้ เมื่อผสมด้วยปอร์ ตแลนด์ซีเมนต์อย่างเดียวจะก่อตัวเมื่ออายุ 7 วัน แต่เมื่อเพิ่มปูนขาว ประมาณร้อยละ 2 จะช่วยให้ดินซี เมนต์ดงั กล่าวแข็งตัวเร็ วขึ้น 2 วัน Fuller and Dabney (1952) ได้อธิ บายว่าการใส่ ปูนขาวกับดินที่มีค่าดัชนี พลาสติกสู งจะทา ให้การผสม และการบดอัดง่ายขึ้น นอกจากนี้ยงั ทาให้กาลังอัดเพิ่มขึ้น Maclean et al. 14 และ 28 วัน โดยทาการแช่น้ า 1 วัน ก่อนทาการ ทดแรงอัดแกนเดี ยว พบว่าการผสมปูนขาวจะช่ วยให้ความแข็งแรงเพิ่มขึ้นในกรณี ที่ดินตัวอย่างมี ปริ มาณดินเหนี ยวสู ง และถ้าดินไม่มีหินปูนหรื อแคลเซี ยมคาร์ บอเนตผสมอยูจ่ ะยิ่งทาให้ความแรง เพิ่มสู งขึ้นอีก Wilmot (1995) กล่าวว่าตั้งแต่ ปี 1950 ในประเทศออสเตรเลี ยวัสดุผสมเพิ่ม ที่ใช้ในงาน Pavement recycling มีเพียง Cement.0 ดินที่ใช้ทาการทดสอบได้แก่ดิน ตะกอนจากรัฐ New Hamshire ดินเหนียวปนดินตะกอนจากรัฐ Massachusetts และดินฝุ่ นแข็งพรุ น จากเมือง Vicksburg พบว่ามีสารผสมเพิ่ม 4 ชนิ ด ที่ เพิ่มความแข็งแรงถึ งร้ อยละ 100-150 ได้แก่ โซเดียมคาร์บอเนต . (1958) ได้ศึกษาการใช้ปอร์ ตแลนด์ซีเมนต์กบั เถ้าลอยลิกไนต์ (Fly ash) ใน การปรับปรุ งคุณภาพของดินพบว่า การผสมเถ้าลอยลิ กไนต์ลงในดินจะทาให้กาลังรับน้ าหนักของ ทรายผสมซี เมนต์เพิ่มขึ้น และยังพบว่าในดินเหนียวผสมซี เมนต์ถา้ ใส่ เถ้าลอยลิกไนต์ลงไป จะทาให้ รอยแตกเนื่องจากการหดตัวลดลง แต่ไม่ช่วยเพิ่มความคงทน Pinto et al. Waterproofing agents. (1952) ได้นาดินที่มีค่าขีดจากัดเหลวระหว่าง 70-75 และมีค่าดัชนี พลาสติก ประมาณ 45-53 มาทาการทดลอง โดยใช้ปริ มาณซีเมนต์ที่ร้อยละ 15-30 โดยที่เพิ่มปูนขาวลงไปร้อย ละ 2 พบว่า กาลังอัดของดินซี เมนต์จะเพิ่มขึ้น และมีความต้านทานการเสี ยกาลังเมื่อแช่น้ าได้ดียิ่งขึ้น แต่ถา้ ผสมปูนขาว (lime) เกินกว่าร้อยละ 2 ผลการทดลองอาจไม่เป็ นตามที่กล่าวมาข้างต้น Lambe and Moh (1957) ได้รายงานผลการทดสอบการใช้สารผสมเพิ่มจานวน 29 ชนิ ดใน กลุ่ม Dispersants .22 Horpibulsuk (2002) กล่าวว่าการที่กาลังของดินซี เมนต์ในสนามมีค่าต่ากว่ากาลังของดิ น ซี เมนต์ที่หาได้ จากห้องทดลอง มีสาเหตุจากความไม่สม่าเสมอของการผสมดินซี เมนต์ในสนาม 2. Alkalis และเกลือ ในดินซี เมนต์ที่ ปริ มาณซี เมนต์ร้อยละ 5 และปริ มาณสารผสมเพิ่มร้อยละ 0. โปแตสเซียมเปอร์แมงกาเนต และโซเดียมซับเฟต Davidson et al.5-1. โซเดียมไฮดรอกไซด์ . Synthetic resins. Bitumen และ Hydrate lime เท่านั้น ต่อมาใน .6 สารผสมเพิม่ Clare and Pollard (1951) ทาการศึกษาเกี่ยวกับสารผสมเพิ่ม โดยทาการทดสอบดินทรายที่ มีสารอินทรี ยผ์ สมอยูร่ ้อยละ 0. (1962) ได้ทาการศึกษาดินที่มีแร่ มอนโมริ ลโอไนท์ผสมอยู่ 5 ชนิด โดยแปรผัน ปริ มาณปูนขาว ซี เมนต์ที่ผสม และอายุการบ่ม 7.6.

Cement + Lime และได้ให้แนวทางการเลือกใช้สารผสมเพิ่มกับวัสดุแต่ละชนิดแสดงในตารางที่ 2.0-2.7 กาลังของดินซีเมนต์ Wang and Huston (1972) ทาการทดสอบหากาลังดึงและกาลังอัดของวัสดุผสมระหว่าง ปูนซี เมนต์ปอร์ ตแลนด์ประเภทหนึ่ งกับดินตะกอนที่ได้จาก Glacial deposit ใน Rhode island พบว่า การเสี ยรู ปที่จุดวิบตั ิจากการทดสอบทั้งแบบรับแรงอัดและรับแรงดึ ง จะมีค่าคงที่เสมอ ถ้าหากค่า ความหนาแน่ นแห้ง ปริ มาณความชื้ น และสภาพการบ่มเหมือนกัน ค่ากาลังและค่าการเสี ยรู ปที่ได้ จากการทดสอบแบบรับแรงดึงจะมีค่าต่ากว่าค่าที่ได้จากการทดสอบแบบรับแรงอัด ค่ากาลังรับแรง ดึง จะอยูร่ ะหว่างร้อยละ 10-20 ของค่ากาลังรับแรงอัด ส่ วนค่าการเสี ยรู ปที่จุดวิบตั ิเนื่องจากแรงดึง จะมีค่าอยูร่ ะหว่างร้อยละ 1.9 และรู ปที่ 2. Cement + Fly – ash.3 แนวทางการเลือกวัสดุผสมเพิ่ม (Additive) กับวัสดุแต่ละชนิด (Wilmot. 1995) Crushed Well Silty Sand* Sandy rock graded clay silty gravel gravel clay Cement A A A B B Blend A A A A A Cementations B B A N B Hydrate Lime N N B N B Hydrate Lime + B A A B A Cement A A B B B Polymeric Bitumen Usually very suitable A Usually satisfactory B Usually not suitable N *Depend Upon Grading (Single size sand require higher additive content) Heavy clay N N A A B N .3 2.5 ของค่าการเสี ยรู ปที่จุดวิบตั ิ เนื่องจากแรงอัด สาหรับทุกอายุการบ่ม และปริ มาณซีเมนต์ที่ศึกษา และยังพบอีกว่าค่าโมดูลสั ยืดหยุน่ ของแรงอัดกับค่าโมดูลสั ยืดหยุน่ ของ แรงดึง เป็ นสัดส่ วนโดยตรงกับกาลัง ตามรู ปที่ 2.23 ปี 1980 มีการนาซี เมนต์ผสม มาใช้เพิ่มระยะเวลาการใช้งานในนานขึ้น โดยที่ความแข็งแรงในระยะ ยาวยังคงเท่าเดิม ซี เมนต์ผสมดังกล่าวได้แก่ Cement + Slag.10 ตารางที่ 2.

24 2.9 ความสัมพันธ์ระหว่าง Initial Tangent Modulus in Tension กับกาลังดึงและกาลังอัด ของดินซีเมนต์ (Wang and Huston. 1972) .8 การนาวัสดุเก่ ามาใช้ ใหม่ (Recycling) Gordon (1984) กล่าวถึ งการใช้สารผสมเพิ่มเพื่อสร้ าง Modified materials และ Bound Materials Modified โดยที่ Materials คื อวัสดุ ที่เกิ ดจากการเติมสารผสมเพิ่มพอประมาณ เพื่อ ปรั บ ปรุ ง คุ ณ สมบัติท างวิ ศ วกรรมให้ ดี ข้ ึ น วัส ดุ ป ระเภทนี้ จะมี ค วามต้า นทานแรงดึ ง ต่ า Bound Materials เป็ นวัสดุที่เกิดจากการใส่ สารผสมเพิ่ม ลงไปอย่างมาก เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและสามารถ ต้านทานน้ าหนักบรรทุกได้ ค่าโมดูลสั ยืดหยุน่ จะมีค่าสู ง และอาจต้านทานหน่วยแรงดึงได้ Kuhlman (1989) กล่ า วได้ว่า ได้มี ก ารปรั บ ปรุ ง ถนนเก่ า ใน 12 รั ฐ ของประเทศ สหรัฐอเมริ กา ซึ่ งมีผิวจราจรทาจากยางมะตอย โดยการนาผิวจราจรมาผสมกับซี เมนต์ แล้วใช้เป็ น พื้นทางใหม่ในช่วงปี 1942-1958 ต่อมาในปี 1970 การปรับปรุ งวัสดุเก่านี้ ถูกเรี ยกว่า Recycling ใน เวลาต่ อมาวิ ธี ก ารดัง กล่ า วถู ก น ามาใช้ง าน ทั้ง ผิ ว จราจรยืด หยุ่น ที่ ช ารุ ด เสี ย หาย และผิว จราจร คอนกรี ตเก่าซึ่ งพบว่าได้ผลดี รู ปที่ 2.

4 . 1972) Tabensky (1990) กล่าวว่า การนาวัสดุเก่ามาใช้งานอีกครั้ง (Recycling) ไม่ใช่เรื่ องใหม่ แต่ มีรายงานว่า Florida Department of Transportation ได้ทาการปรับปรุ งคุณภาพวัสดุเก่า ด้วยการผสม ซี เมนต์เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของถนน และ Orange county California ใช้ซีเมนต์ในการปรับปรุ ง คุณภาพวัสดุ ที่นากลับมาใช้งานใหม่อีกครั้ง กับถนนจานวน 20 สาย ระหว่างปี 1950-1960 โดยใช้ ซี เมนต์ในอัตราส่ วนร้อยละ 5-7 โดยน้ าหนัก และทาผิวทางแบบแอสฟัลต์ หนา 75 มิลลิเมตร ในรัฐ Arizona ได้มีการใช้ซีเมนต์ในอัตราส่ วนร้ อยละ 6 โดยน้ าหนัก ในการปรับคุ ณภาพวัสดุ ที่ผสมกัน ระหว่างแอสฟั ลต์คอนกรี ตเก่ากับวัสดุ ช้ นั ล่าง เพื่อปรับปรุ งคุ ณภาพทางวิ่งในสนามบิน 2 แห่ งคื อ Winslow municipal airport และ Mohave county airport. Wirtgen (1992) บันทึกว่า Cold Recycling ใช้ในการทาชั้นพื้นทางไว้รองรับ Surface Treatment หรื อ Wearing Course โดยทัว่ ไปจะใช้ความหนาประมาณ 200-300 มิลลิเมตร ขึ้นอยูก่ บั โครงสร้างของถนนที่ตอ้ งการ ข้อได้เปรี ยบทางเศรษฐศาสตร์ ของ Cold in – Place Recycling เมื่อ เปรี ยบเทียบกับ Conventional Method ได้แสดงไว้ในตารางที่ 2.10 ความสัมพันธ์ระหว่าง Direct tensile strength กับ Unconfined compressive strength ของดินซีเมนต์ (Wang and Huston.25 รู ปที่ 2.

26 Atkinson (1955) กล่าวว่าได้มีการใช้ซีเมนต์ในการปรับปรุ งคุณภาพวัสดุใน Queensland มาตั้งแต่ปี 1980 กับถนนที่เป็ นคันกรวดเมื่อปริ มาณการจราจรสู งขึ้น หรื อเกิดน้ าท่วมจะทาให้ถนน ชารุ ดเสี ย หาย และความแข็ง แรงของถนนลดลง ได้แก้ปั ญหาโดยปรั บ ปรุ ง คุ ณภาพวัส ดุ ซึ่ งใน ช่ วงแรกของการออกแบบต้องการแข็งแรงที่ 2 เมกกะปาสคาล สาหรั บ ถนนที่ มีค นั ทางอ่อนตัว (Flexible Subgrade) Walton (1955) บันทึกไว้วา่ การนาวัสดุเก่ามาใช้ในงานใหม่โดยวิธีการผสมเย็น (Cold inPlace Recycling) เป็ นที่ยอมรับกันว่าประหยัดมาก และได้เริ่ มมีการใช้เป็ นมาตรฐานในปี 1970 ใน รัฐ Oregon. Now Mexico.A. Loundon & Partner Consulting Engineers (1955) กล่าวว่า การก่อสร้างด้วยวิธี Cold In-Place Recycling ต้องมีการสารวจออกแบบตามเงื่อนไข และตามสภาพถนนที่จะทาการก่อสร้าง รวมทั้งประสิ ทธิ ภาพของเครื่ องจักรที่จะใช้งาน เพื่อที่จะสามารถวางแผนงานให้ได้ผลที่ดีที่สุด การ ก่อสร้างจะไม่ทาในขณะเปี ยก และหลีกเลี่ยงการทางานที่อุณหภูมิต่ากว่า 5 องศาเซลเซี ยส ปริ มาณ ความชื้ นที่ ใช้ควรหาจากการทดลอง ซึ่ งถ้าใช้ซีเมนต์ในการปรั บปรุ งคุ ณภาพ ระหว่างการบดอัด ความชื้ นต้องไม่เกิ นร้ อยละ 75 ของปริ มาณความชื้ นที่ เหมาะสมของวัสดุ ที่ไม่ผสมเพิ่ม แต่ถา้ ไม่ ผสมซี เมนต์หรื อไม่ผสมอะไรเลย ปริ มาณความชื้ นที่ใช้ในการบดอัดต้องไม่เกิ นปริ มาณความชื้ น เหมาะสม และต่ ากว่าปริ มาณความชื้ นเหมาะสมไม่เกิ นร้ อยละ 1 หลังจากการบดอัด และแต่งรู ป เรี ย บร้ อยแล้ว ให้ทาการบ่ม เพื่ อรั ก ษาความชื้ นทันที ซ่ ึ ง อาจใช้ย างแอสฟั ลต์หรื อวัส ดุ อย่า งอื่ นที่ เหมาะสมก็ได้ . Kansas และ Florida ต่อมาวิธีการดังกล่าวได้ถูกนาไปใช้ในหลาย ประเทศ เช่น ออสเตรเลีย อิตาลี รัสเซี ย แคนนาดา เยอรมัน ฝรั่งเศส และอังกฤษ โดยใช้กบั ถนนที่มี ปราณการจราจรต่ า ถึ ง ปานกลางในปี 1980 ปรากฏว่า ให้ผ ลเป็ นที่ น่า พอใจ ในช่ วง ดังกล่ า วใช้ ซีเมนต์ร้อยละ 20 โดยปริ มาตร และยังใช้ Emulsion เป็ นสารผสมเพิ่ม (Additive) A.

9 สมการทานายกาลังของดินซีเมนต์ Horpibulsuk และคณะ (2003) ได้ทาการทดสอบ และวิเคราะห์การเพิ่มขึ้นของกาลังอัด ของดินซี เมนต์โดยละเอียด โดยอาศัยสมมติฐาน Clay – Water/Cement Ratio Hypothesis (Miura et al.27 ตารางที่ 2.4 ข้อเปรี ยบเทียบเชิงเศรษฐศาสตร์ของ Cold recycling Process กับ Conventional Method (Wirtgen.5) . 2001 และ Horpibulsuk and Miura.. 1992) Conventional method Cold recycling Method รถขุดและการขนส่ ง ต้องการ ไม่ตอ้ งการ การขนย้ายรถขุด ต้องการ ไม่ตอ้ งการ ต้องการ (ค่าใช้จ่ายสู ง) ต้องการ (เป็ นปั ญหามาก) ต้องการ (ค่าใช้จ่ายสู ง) ต้องการ (ค่าใช้จ่ายสู ง) ต้องการ ไม่ตอ้ งการ ต้องการ (ในบางกรณี ) ต้องการ (กรณี ไม่มีเครื่ องปู) ต้องการ ระยะเวลาในการก่อสร้าง ยาว สั้น ปัญหาการจราจร มาก น้อย การใช้รถขนย้ายวัสดุถนนเดิม สถานที่ทิ้งวัสดุ การใช้รถขนย้ายวัสดุถนนใหม่ การตัดแต่งรู ปในแต่ละชั้นทาง เครื่ องจักรในการบอัด ไม่ตอ้ งการ 2. 2001) พบว่า กาลังของดินแต่ละชนิดที่ผสมกับซี เมนต์ข้ ึนอยู่ กับตัวแปรเพียงตัวเดียว คือ Clay – Water/ Cement Ratio qu  A B ( wc / C ) (2.

7) กาลังอัดแกนเดียวของดินซี เมนต์ที่ตอ้ งการทราบที่ Wc/C หลังจากระยะบ่ม D วัน คือ กาลังอัดแกนเดียวของดินซี เมนต์ที่ตอ้ งการทราบ บ่ม 28 วัน .6 และ รู ปที่ 2.6 และแทนค่า B เท่ากับ 1.038  0.water/Cement ratio และมีนิยามว่าเป็ นอัตราส่ วนระหว่าง ปริ มาณความชื้นในดินต่อปริ มาณซี เมนต์ นอกจากนี้ Horpibulsuk et at.038  0.24 จะได้สมการที่ 2.281ln D)  q( wc / C )1. วัน เมื่อรวมสมการที่ 2.11 qD  0. (2003) ยังพบว่า อัตราการเพิ่มของกาลังของดินซี เมนต์เป็ น ฟังก์ชนั่ ของล็อกกาลิทึมของอายุบ่ม ดังแสดงในสมการที่ 2.6) กาลังอัดแกนเดียวของดินซี เมนต์ที่อายุบ่ม D วัน กาลังอัดแกนเดียวของดินซี เมนต์ที่อายุบ่ม 28 วัน อายุบ่ม.7 ซึ่ งสามารถ ทานายกาลังของดินซี เมนต์ที่ปริ มาณความชื้น ปริ มาณซี เมนต์ และอายุบ่มใดๆ โดยอาศัยเพียงแค่ผล การทดสอบเดียวที่อายุบ่ม 28 วัน  q( wc / C )1.28 เมื่อ qu A B w/C คือ คือ คือ คือ กาลังต้านแรงอัดแกนเดียวที่ระยะบ่มค่าหนึ่ง ค่าคงที่ที่ข้ ึนอยูก่ บั ชนิดของดิน ค่าคงที่ที่ข้ ึนอยูก่ บั ชนิดของดิน Clay.5 และ 2.D คือ q( wc / C )28 (2.281ln D q28 เมื่อ qD q28 D คือ คือ คือ (2.D   q( wc / C )28 เมื่อ  {( w / C ) ( w / C ) }   1.24 c 28 c D (0.

10 สมการทานายกาลังของการนาวัสดุเก่ ามาใช้ ใหม่ (Recycling) Horpibulsuk และคณะ (2006) ได้ทาการทดสอบ และวิเคราะห์การเพิ่มขึ้นของกาลังอัด ของดินซี เมนต์โดยการนาวัสดุเก่ามาใช้ใหม่ โดยอาศัยสมมติฐานว่า กาลังของดินแต่ละชนิ ดที่ผสม กับซี เมนต์ข้ ึนอยูก่ บั ตัวแปรเพียงตัวเดียว คือ Clay – Water/ Cement Ratio ตามสมการ qu  เมื่อ A ( w / c) B qu (2.29 รู ปที่ 2..8) คือ กาลังต้านแรงอัดแกนเดียวที่ระยะบ่มค่าหนึ่ง . 2003) 2.11 การเพิ่มของกาลังรับแรงอัดแกนเดียวของดินซี เมนต์ (Horpibulsuk et al.

12 รู ปที่ 2. 2006) .water/Cement ratio และมีนิยามว่าเป็ นอัตราส่ วนระหว่าง ปริ มาณความชื้นในดินต่อปริ มาณซี เมนต์ โดยได้ทาการทดสอบกาลังอัดของดินซี เมนต์ชนิ ดดินลูกรัง (Lateritic soil) ที่ระยะเวลาบ่ม 28 วัน และ 90 วัน และหิ นคลุก (Crushed Rock) ที่ระยะเวลาบ่ม 7 วัน 28วัน และ 120 วัน นามา เขียนความสัมพันธ์ระหว่างค่าอัตราส่ วนระหว่างปริ มาณความชื้ นในดินต่อปริ มาณซี เมนต์ (wc / c) กับกาลังอัดของดินซี เมนต์ดงั แสดงในรู ปที่ 2.30 A B wc / c คือ คือ คือ ค่าคงที่ที่ข้ ึนอยูก่ บั ชนิดของดิน ค่าคงที่ที่ข้ ึนอยูก่ บั ชนิดของดิน Clay.12 ความสัมพันธ์ระหว่างค่าอัตราส่ วนระหว่างปริ มาณความชื้นในดินต่อปริ มาณ ซีเมนต์ (wc / c) กับกาลังอัดของดินซี เมนต์(Horpibulsuk et al..

.31 รู ปที่ 2.13 ความสัมพันธ์ระหว่างกาลังอัดแกนเดียวกับอายุบ่มของ Lateritic soil (Horpibulsuk et al. 2006) .

13 และรู ปที่ 2.207  0.9 และ รู ปที่ 2.65 ในสมการที่ 2.14 qD  0. 2006) ซึ่ งอัตราการเพิ่มของกาลังของดินซี เมนต์เป็ นฟังก์ชนั่ ของล็อกกาลิทึมของอายุบ่ม ดังแสดง ในสมการที่ 2.32 รู ปที่ 2.8 ที่มีการบ่มที่ D วัน หารด้วยกาลังอัดที่มีการบ่มที่ 28 วันจะได้สมการ .7 แล้วนาค่ากาลังอัดตามสมการที่ 2..14 ความสัมพันธ์ระหว่างกาลังอัดแกนเดียวกับอายุบ่มของ Crushed rock (Horpibulsuk et al.9) เมื่อแทนค่า B  0.219ln D q28 (2.

50 ถึง 1.33  q( wc / C )D   ( w / c)28      q( wc / C )28   ( w / c) D  0.65 (0.219ln D) (2.10) เมื่อ q( w / C ) คือ กาลังอัดแกนเดียวของดินซีเมนต์ที่ตอ้ งการทราบที่ Wc/C หลังจากระยะบ่ม D วัน q( w / C ) คือ กาลังอัดแกนเดียวของดินซี เมนต์ที่ตอ้ งการทราบที่ บ่ม28 วัน c D c 28 Horpibulsuk และคณะ (2006) ยังพบอีกว่ากาลังของดินซี เมนต์ในสนาม จะมีค่าต่ากว่า กาลังบดอัดในห้องปฏิบตั ิการ เป็ นผลมาจากสามเหตุปัจจัยหลัก ได้แก่ การผสม การบดอัด และการ บ่ ม สรุ ป ว่า ก าลัง ของดิ นซี เมนต์ที่ ผสมและบดอัดในสนาม ( q fr ) เปรี ย บเที ย บกับ ก าลัง ของดิ น ซี เมนต์บดอัดในห้องปฏิบตั ิการ ( qul ) ที่ปริ มาณความชื้ น ปริ มาณซี เมนต์ อายุบ่ม และภายใต้ พลังงานการบดอัดที่เท่ากันมีค่าระหว่าง 0.00 เท่า .207  0.

2 ตัวแปรทีใ่ ช้ งานวิจัยนี้ พิสูจน์ สมมุติฐาน H 0 : กาลังอัดของตัวอย่างดินซี เมนต์ที่เตรี ยมด้วยวิธีที่ต่างกันมีค่าเท่ากัน (qul  qufh  qufr ) H1 : กาลังอัดของตัวอย่างดินซี เมนต์ที่เตรี ยมด้วยวิธีที่ต่างกันมีค่าไม่เท่ากัน ตัวแปรที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน (1) กาลังรับแรงอัดของตัวอย่างที่เตรี ยมในห้องปฏิบตั ิการ ( q ) (2) กาลังรับแรงอัดของตัวอย่างที่ผสมในสนามและบดอัดในห้องปฏิบตั ิการ ( q ) (3) กาลังรับแรงอัดของตัวอย่างที่เตรี ยมในสนาม ( q ) แบบจาลองเพือ่ ทานายกาลังรับแรงอัดโดยการวิเคราะห์ ความถดถอย ul ufh ufr ตัวแปรที่ใช้ในการสร้างแบบจาลอง ตัวแปรตาม (1) กาลังรับแรงอัดของตัวอย่างที่เตรี ยมในห้องปฏิบตั ิการ ( q ) ul .34 บทที่ 3 วิธีดาเนินการทาโครงงาน 3.1 ชนิดของข้ อมูลและแหล่ งข้ อมูล ข้อมูลจากงานวิจยั นี้รวบรวมจากผลทดสอบในงานซ่อมแซมถนนที่ชารุ ดโดยวิธีหมุนเวียน วัสดุช้ นั ทางเดิมมาใช้ใหม่ทวั่ ประเทศไทย จากสานักวิเคราะห์ วิจยั และพัฒนา กรมทางหลวงชนบท โดยรวบรวมข้อมูล ผลทดสอบกาลังรั บ แรงอัด (Compressive strength) และข้อมูลที่ เกี่ ยวข้อง จานวนทั้งสิ้ น 63 ชุ ดข้อมูล จากสถานที่ก่อสร้ าง 37 จังหวัด ทัว่ ประเทศไทย และข้อมูลที่ใช้ในปี 2006 ของ Horpibulsuk และคณะ ซึ่ งใช้ดินในการทดสอบอยู่ 2 ประเภท คือ Lateritic soil และ Crushed Rock ปริ มาณความชื้ น w และหน่วยน้ าหนักแห้ง  ของตัวอย่างที่ผสมในสนามและ บดอัดในห้องปฏิ บ ตั ิ การ ถู ก ควบคุ ม ให้มี ค่ า ระหว่า ง 2% ของปริ ม าณความชื้ นเหมาะสม (OMC  2%) การบดอัดในสนามจะควบคุ มให้ค่าอัตราส่ วนหน่ วยน้ าหนักแห้ง ( /  ) มีค่าไม่ น้อยกว่า 95% fh dfh dfr dfh 3.

2553) SD  (X  X ) 2 n 1 (3.1) n ส่ วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation.05 หรื อระดับความเชื่อมัน่ 95%  t d  d0 Sd / n (3.3.3 สถิติทใี่ ช้ ในงานวิจัย การวิเคราะห์ขอ้ มูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูล และใช้ขอ้ มูลสถิติ ดังนี้ 3.2 สถิติทใี่ ช้ ทดสอบสมมุติฐาน การทดสอบกลุ่ ม ตั ว อย่ า งว่ า มี ก ารแจกแจงประชากรแบบปกติ ห รื อไม่ โดยใช้ Kolmogorov-Smirnov Test (กัลยา วาณิ ชย์บญั ชา.35 ตัวแปรอิสระ (1) อัตราส่ วนระหว่างความชื้นต่อปริ มาณซี เมนต์ ( w / c ) (2) เวลา ( t ) (3) คุณสมบัติพ้นื ฐานของดิน เช่น การกระจายขนาดเม็ดดิน ความเป็ นพลาสติกของดิน 3. SD) (กัลยา วาณิ ชย์บญั ชา. X X ) (กัลยา วาณิ ชย์บญั ชา.3) หากมีการแจกแจงประชากรแบบปกติจะใช้สถิติการทดสอบแบบผลต่างระหว่างค่าเฉลี่ ย ของประชากรแบบจับคู่ โดยตัวอย่างเป็ นอิสระต่อกัน (Independent samples test to compare means) ระดับนัยสาคัญ ( ) 0.5) . 2553) X (3. 2553) D  max F ( x)  S ( x) (3.4) หากมีการแจกแจงประชากรแบบไม่ปกติจะใช้สถิติการทดสอบ Mann-Whitney test โดย ตัวอย่างเป็ นอิสระต่อกัน ระดับนัยสาคัญ ( ) 0.3.1 ข้ อมูลสถิติเบือ้ งต้ น ค่าเฉลี่ย (Arithmetic Mean.2) 3.05 หรื อระดับความเชื่อมัน่ 95% Z U  E (U ) V (U ) (3.

4.6) 2 ค่าความแปรปรวนของ V = V (U )  n1n2 (n1  n2  1) จะปฏิเสธเมื่อค่า Z Z 1  2 และ 12 ZZ  1 (3.4.05 หรื อ ระดับความเชื่อมัน่ 95% เพื่อหาว่าปั จจัยใดที่มีผลต่อกาลังของดินซี เมนต์ในสนามอย่างมีนยั สาคัญ .3 การวิเคราะห์ ผลการเปรียบเทียบ ความแตกต่างระหว่างกาลังของดินซี เมนต์ในสนามและห้องปฏิบตั ิการ โดยการทดสอบ ความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ ยของกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 2 กลุ่ม หากมีการแจกแจงแบบปกติจะใช้ การเปรี ยบเทียบแบบจับคู่ โดยตัวอย่างเป็ นอิสระต่อกัน หากมีการแจกแจงแบบไม่ปกติจะใช้การ เปรี ยบเทียบแบบ Mann-Whitney test โดยตัวอย่างเป็ นอิสระต่อกัน ระดับนัยสาคัญ ( ) 0.1 การวิเคราะห์ ข้อมูลสาหรับทานายกาลังอัดของดินซีเมนต์ แบบจาลองสาหรับทานายกาลังของดินซี เมนต์ จะได้จากการวิเคราะห์สมการความถดถอย (Regression) โดยกาลังอัดของดินซี เมนต์จะแปรผันตาม อัตราส่ วนระหว่างน้ าต่อซี เมนต์ ระยะเวลา ในการบ่ม และความเป็ นพลาสติกของดิน 3.36 ค่าเฉลี่ยของ U = E (U )  n1n2 (3.2 การวิเคราะห์ ข้อมูลเชิ งปริมาณ ข้อมูลเชิงปริ มาณจะเป็ นข้อมูลเพื่อการอธิ บายเสริ มข้อมูลเชิ งคุณภาพ ในที่น้ ี ได้แก่ ตัวแปร ต่ า ง ๆ ไม่ ว่า จะเป็ นตัวแปรอิ ส ระหรื อตัว แปรตาม นาเสนอเป็ น ค่ า เฉลี่ ย และค่ า ส่ วนเบี่ ย งเบน มาตรฐาน 3.4.4 การจัดทาข้ อมูลและวิเคราะห์ ผล 3.7) 2 3.

351 -.43 2857.748 ufr . Deviation Minimum Maximum Range Skewness Kurtosis Kolmogorov-Smirnov Z Asymp.879 2243.00 438.152 .588 0.534 .90 2100.1 บทนา บทนี้ จะนาเสนอผลการศึกษาที่นาเสนอในบทที่ 3 โดยการเปรี ยบเทียบกาลังอัดของดิ น ซีเมนต์บดอัดในทั้ง 3 รู ปแบบเพื่อหาปั จจัยที่ทาให้เกิดความต่างอย่างมีนยั สาคัญต่อการพัฒนากาลัง อัดของดินซี เมนต์ และจะสร้างทฤษฎีกาลังอัด พร้อมสมการทานายกาลังอัดของดินซี เมนต์บดอัดที่ มี ค วามแม่ นย ามากยิ่งขึ้ น พร้ อมทั้ง นาเสนอขั้นตอนการปรั บปรุ งถนนที่ชารุ ดด้วยเทคนิ คการ หมุนเวียนวัสดุช้ นั ทางเดิมมาใช้ใหม่อย่างมีประสิ ทธิ ภาพ 4.20 1945. Sig.30 2598.2 การทดสอบปัจจัยทีม่ ีผลต่ อกาลังรับแรงของดินซีเมนต์ ดาเนิ น การทดสอบว่า ประชากรมี ก ารแจกแจงแบบปกติ หรื อ ไม่ โ ดยใช้ KolmogorovSmirnov Test จานวนตัวอย่างทั้งสิ้ น 156 ตัวอย่าง ระดับนัยสาคัญ ( ) 0.80 .76 2835.74 1342.22 2217. (2-tailed) qufh qufr Statistic Statistic 2872.00 4045.37 บทที่ 4 ผลการศึกษาและวิเคราะห์ ผล 4.29 2273.459 .05 ของกาลังรับแรงอัดของ ตัวอย่างที่ผสมในสนามและบดอัดในห้องปฏิบตั ิการ ( q ) และกาลังรับแรงอัดของตัวอย่างที่เตรี ยม ในสนาม ( q ) ufh ufr ตารางที่ 4.1 สถิติตรวจสอบการแจกแจงโดยวิธี Kolmogorov-Smirnov tests ของ q และ q ufh Mean 5% Trimmed Mean Median Std.00 543.50 3941.20 .678 0.

(2 tailed) Levene’s test for equality of variances ufr . (2 tailed) เท่ากับ 0.123 t df 7.000 .38 พบว่า ค่า Sig.925 147.122 79.000 ซึ่ งน้อยกว่า 0.404 .05 จึงสรุ ปได้ ว่า มีการแจกแจงแบบปกติ ตารางที่ 4.05 สรุ ปได้ว่า ความแปรปรวนของค่ากาลังรับแรงอัดของ ตัวอย่างที่ผสมในสนามและบดอัดในห้องปฏิบตั ิการ ( q ) มีค่าพอกันกับความแปรปรวนของกาลัง รับแรงอัดของตัวอย่างที่เตรี ยมในสนาม ( q ) จึงต้องตรวจสอบในบรรทัดที่ 1 ค่า Sig.05 หรื อระดับความเชื่ อมัน่ 95% เนื่องจาก ตัวอย่างมีการแจกแจงแบบไม่ปกติ ul ufh .212 79.437 Std.(2-tailed) มีค่า 0.879 และ 0. Mean difference Equal variances assumed Equal variances not assumed F t-test for equality of means Sig. error difference Sig. เท่ากับ 0.212 629.952 154 7.05หรื อระดับความเชื่ อมัน ่ 95% ufh ufr ufh ufh ufr ufr ดาเนินการเปรี ยบเทียบค่ากาลังรับแรงอัดของตัวอย่างที่เตรี ยมในห้องปฏิบตั ิการ ( q ) โดย ใช้ตวั อย่า ง จ านวน 4 ตัว อย่า ง และก าลัง รั บ แรงอัด ของตัว อย่า งที่ ผ สมในสนามและบดอัด ใน ห้องปฏิบตั ิการ ( q )โดยใช้ตวั อย่าง จานวน 78 ตัวอย่าง โดยใช้สถิติการทดสอบ Mann-Whitney test โดยตัวอย่างเป็ นอิสระต่อกัน ระดับนัยสาคัญ ( ) 0.000 629.123 มากกว่า 0.2 สถิติการทดสอบ Independent samples test to compare means ของ q และ q ufh 2.748 ตามลาดับ ซึ่ งมีค่ามากกว่า 0.05 ต่อเนื่ อง พบว่า ค่า Sig.122 จึงทาการทดสอบค่าความแปรปรวนของประชากรทั้ง 2 ว่าเท่ากันหรื อไม่ โดยตัวอย่างเป็ น อิสระต่อกัน (Independent samples test to compare means) ระดับนัยสาคัญ ( ) 0.05 จึงสรุ ปได้วา่ ค่ากาลังรับแรงอัดของตัวอย่างที่ผสมในสนามและบด อัดในห้องปฏิบตั ิการ ( q ) มีค่ามากกว่ากาลังรับแรงอัดของตัวอย่างที่เตรี ยมในสนาม ( q ) q  q ระดับนัยสาคัญ ( ) 0.

805 .50 178. (2-tailed) Exact Sig.7640 .(2-tailed) เท่ากับ 0.5194 1.536 0.00 41.Sig. (2-tailed) 5th Percentile 95th percentile 78 . Deviation Kolmogorov-Smirnov Z Asymp.4 สถิติการทดสอบแบบ Kolmogorov-Smirnov goodness-of-fit ของ Statistics Values N Mean Std.258 .1599 . [2*(1-tailed Sig.39 ตารางที่ 4.00 Test statistics Mann-Whitney U Wilcoxon W Z Asymp. Sig.05 ตารางที่ 4.796 มากกว่า 0.811 พบว่า ค่า Asymp.796 . Sig.000 -.)] Values 144.05 จึงสรุ ปได้วา่ กาลังรับแรงอัด ของตัวอย่างที่เตรี ยมในห้องปฏิบตั ิการ ( q ) มีค่าเท่ากับกาลังรับแรงอัดของตัวอย่างที่ผสมในสนาม และบดอัดในห้องปฏิบตั ิการ ( q ) q  q ระดับนัยสาคัญ ( ) 0.0547 qufr qul .35 3225.000 3225.3 สถิติการทดสอบการแจกแจงแบบไม่ปกติแบบ Mann-Whitney test ของ q และ q ul Mann-Whitney test Measurements Group Laboratory strength Field hand-compacted strength Total N 4 78 82 ufh Mean Rank Sum of Ranks 44.05หรื อระดับความเชื่ อมัน ่ 95% ul ufh ul ufh ลองตรวจสอบความแตกต่ า งระหว่า งอัตราส่ วนของ qufr qul ว่า มี ก ารแจกแจงแบบปกติ หรื อไม่ โดยใช้ Kolmogorov -Smirnov goodness-of-fit Test จานวนตัวอย่างทั้งสิ้ น 78 ตัวอย่าง ระดับนัยสาคัญ ( ) 0.

5194 สรุ ปได้วา่ th มีอยู่ 95% ที่มีค่า ( q ) มากกว่า 0.536 มากกว่า 0.05 th และ 5 percentile เท่ากับ 0.3 แบบจาลองเพือ่ ทานายกาลังรับแรงอัดโดยการวิเคราะห์ ความถดถอย นาข้อมู ล เขี ย นกราฟแสดงความสั ม พัน ธ์ ใ นลัก ษณะ 3 แกน ระหว่า งก าลัง อัด WaterCement Ratio และระยะเวลาในการบ่มในห้องปฏิ บตั ิการ แยกตามพลังงานในการบดอัดของดิ น Lateritic Soil และ Crushed Rock จะพบว่ากาลังของดินซี เมนต์จะเพิ่มขึ้นเมื่อระยะเวลาในการบ่ม เพิ่มขึ้นและอัตราส่ วนระหว่างน้ าต่อซี เมนต์ลดลง .40 พบว่า ค่า Asymp. (2-tailed) เท่ากับ 0.5194 หรื อประมาณ 0.Sig.0547 สรุ ปได้วา่ มีอยู่ ) มากกว่า 1.0547 หรื อประมาณ 1.05 จึ งสรุ ปได้ว่าอัตราส่ วน ระหว่างกาลังรับแรงอัดของตัวอย่างที่ เตรี ยมในห้องปฏิ บตั ิ การ กับกาลังรั บแรงอัดของตัวอย่างที่ เตรี ยมในสนาม ( q ufr qul 5% ที่มีค่า ( qufr qul ) มีการแจกแจงแบบปกติ จาก 95 percentile เท่ากับ 1.52 ufr qul สรุ ป จากข้อมูลทางสถิติพบว่า กาลังรับแรงอัดของตัวอย่างที่ผสมในสนามและบดอัดใน ห้ อ งปฏิ บ ัติ ก าร ( q ) มี ค่ า มากกว่ า ก าลัง รั บ แรงอัด ของตัว อย่ า งที่ เ ตรี ย มในสนาม ( q ) ซึ่ ง กระบวนการจะแตกต่างกันในวิธีการบดอัด และการบ่ม การบดอัดในสนาม จะใช้รถบดล้อเหล็ก สั่นสะเทือน กับรถบดล้อยาง เป็ นเครื่ องมือในการบดอัด ซึ่ งเป็ นที่ยอมรับกันว่าการบดอัดในสนาม ด้วยวิธีดงั กล่าวเหมาะสมและมีประสิ ทธิ ภาพเทียบเท่าการบดอัดในห้องปฏิบตั ิการที่สุดสาหรับการ บดอัดดินเม็ดหยาบ และยังไม่มีวธิ ี ใดที่มีประสิ ทธิ ภาพมากกว่าวิธีดงั กล่าว จึงพอจะสรุ ปได้วา่ วิธีการ บดอัดไม่มีนยั สาคัญต่อกาลังอัดของดินซี เมนต์ที่ใช้เทคนิ คการหมุนเวียนวัสดุช้ นั ทางเดิ มมาใช้งาน ใหม่ (Pavement Recycling) เพราะฉะนั้นวิธีการบ่มจึงดูเหมือนว่าจะมีผลต่อกาลังรับแรงอัดของดิน ซี เมนต์ ซึ่ งการบ่มในสนามนั้นจะใช้เพียงรถน้ าสเปรย์ลงไป 2 ครั้งต่อวัน ซึ่ งอาจไม่เพียงพอต่อการ เกิดปฏิกิริยาไฮเดรชัน่ ที่สมบูรณ์ของดินซี เมนต์ และส่ งผลต่อกาลังรับแรงอัดของดินซี เมนต์ที่เตรี ยม ในสนาม จากข้อมูลทางสถิติยงั พบอีกว่าค่า กาลังรับแรงอัดของตัวอย่างที่เตรี ยมในห้องปฏิบตั ิการ ( q ) มีค่าเท่ากับกาลังรับแรงอัดของตัวอย่างที่ผสมในสนามและบดอัดในห้องปฏิบตั ิการ ( q ) ซึ่ ง ทั้งสองตัวอย่างมีปัจจัยที่แตกต่างกัน คือ วิธีการผสม จึงสรุ ปได้วา่ วิธีการผสมไม่มีนยั สาคัญต่อกาลัง อัดของดินซีเมนต์ ufh ul ufr ufh 4.

w / C และเวลาบ่ม D ของหินคลุก u .1 ความสัมพันธ์ระหว่างค่า q .2 ความสัมพันธ์ระหว่างค่า q . w / C และเวลาบ่ม D ของดินลูกรัง u รู ปที่ 4.41 รู ปที่ 4.

3 ความสัมพันธ์ระหว่างกาลังอัดแกนเดียวกับอายุบ่มของ Lateritic soil .42 เมื่อนาข้อมูลมาเขียนกราฟความสัมพันธ์ระหว่างกาลังอัดของดินซี เมนต์และระยะเวลาใน การบ่มในกราฟ ล๊อกโดยแยกออกเป็ นดินลูกรัง (Lateritic Soil) และหิ นคลุก (Crushed Rock) โดย แยกตามพลังงานที่ใช้ในการบดอัดและอัตราส่ วนน้ าต่อซี เมนต์จะได้ รู ปที่ 4.

43 รู ปที่ 4.4 ความสัมพันธ์ระหว่างกาลังอัดแกนเดียวกับอายุบ่มของ Crushed rock .

5 ความสัมพันธ์ระหว่าง A' . B และ w / C ของ Lateritic soil .44 ซึ่ งอาจเขียนสมการความสัมพันธ์ได้วา่ (4. B กับ w / C ดังรู ป qu รู ปที่ 4.1) qu  A ' B log10 D เมื่อ คือ กาลังต้านแรงอัดแกนเดียวที่ระยะบ่มค่าหนึ่ง คือ ค่าคงที่ที่ข้ ึนอยูก่ บั ชนิดของดิน A' คือ ค่าคงที่ที่ข้ ึนอยูก่ บั ชนิดของดิน B คือ ระยะเวลาในการบ่ม (วัน) D ลองเขียนกราฟความสัมพันธ์ของค่าคงที่ A ' .

45

รู ปที่ 4.6 ความสัมพันธ์ระหว่าง

A' , B

และ w / C ของ Crushed Rock

ซึ่ ง จากกราฟพบว่า ค่ า B มี แ นวโน้ม ที่ จะมี ค วามสั ม พัน ธ์ ก ับ ค่ า w / C ซึ่ งสามารถเขี ย น
สมการความสัมพันธ์ได้ดงั นี้
B

เมื่อ

b
(w / C )

b


w/C

คือ
คือ
คือ

(4.2)
ค่าคงที่ที่ข้ ึนอยูก่ บั ชนิดของดิน
ค่าคงที่
Clay- water/Cement ratio และมีนิยามว่าเป็ นอัตราส่ วนระหว่าง
ปริ มาณความชื้นในดินต่อปริ มาณซี เมนต์

46
ซึ่ งจากการวิเคราะห์ความถดถอยจะได้ค่า b มีค่า 1347 และ 1768 สาหรับหิ นคลุ ก และ
ดินลูกรัง แต่สาหรับค่า  พบว่ามีค่าคงที่ คือ 0.59 ไม่ข้ ึนอยูก่ บั ชนิดของดิน
ส่ วนค่า A ' ยังไม่พบแนวโน้มที่มีความสัมพันธ์กบั ค่า w / C
ลองเปลี่ยนระยะเวลาเป็ นการบ่มที่ 7 วัน โดยให้ค่านี้เป็ น A แล้วเขียนกราฟความสัมพันธ์
ระหว่างกาลังอัดและปริ มาณความชื้นในดินต่อปริ มาณซี เมนต์

รู ปที่ 4.7 ความสัมพันธ์ระหว่าง

A

และ w / C ของ Lateritic soil และ Crushed Rock

ซึ่ ง จากกราฟพบว่า ค่ า A มี แ นวโน้ม ที่ จะมี ค วามสั ม พัน ธ์ ก ับ ค่ า w / C ซึ่ งสามารถเขี ย น
สมการความสัมพันธ์ได้ดงั นี้
A

เมื่อ

a
( w / C )

a


w/C

คือ
คือ
คือ

(4.3)
ค่าคงที่ที่ข้ ึนอยูก่ บั ชนิดของดิน
ค่าคงที่
Clay- water/Cement ratio และมีนิยามว่าเป็ นอัตราส่ วนระหว่าง
ปริ มาณความชื้นในดินต่อปริ มาณซี เมนต์

47
ซึ่ งจากการวิเคราะห์ความถดถอยจะได้ค่า a มีค่า 4230.70 และ 6712.30 สาหรับหิ นคลุ ก
และดินลูกรัง แต่สาหรับค่า  มีค่า 0.65 และ 0.66 ซึ่ งแตกต่างกันน้อยมาก อาจใช้ค่าที่เป็ นตัวแทน
คือ 0.65 ได้เลยโดยไม่ตอ้ งคานึงถึงชนิดของดิน
ซึ่ งจากข้อมูลทั้งหมดอาจเปลี่ยนสมการทานายกาลังอัดของดินซี เมนต์ โดยใช้ค่าฐานการ
บ่มที่ 7 วันได้ดงั นี้ คือ
qu 

a
b

log10 ( D  6)
0.65
(w / C )
( w / C )0.59

(4.4)

จากสมการทานายกาลังอัดของดิ นซี เมนต์ ดังกล่าวจะสามารถคานวณหาค่ากาลังอัดของ
ดินซี เมนต์ที่มีระยะเวลาในการบ่มมากกว่า 7 วันได้โดยใช้ค่าฐานการบ่มที่ 7 วัน จะพบว่ามีค่าคงที่ที่
ไม่รู้อยูเ่ พียง 2 ค่าเท่านั้น คือ ค่า a และ b ซึ่ งเป็ นค่าคงที่ข้ ึนอยูก่ บั ชนิ ดของดิน หากดาเนิ นการ Trial
Design ก็จะสามารถใช้ตวั อย่า งที่ บ ดอัดเพีย ง 2 ตัวอย่าง ในอัตราส่ วนค่ า w / C ที่ ต่า งกันก็ จะ
สามารถใช้กาลังอัดที่ตอ้ งการ เพื่อทานายหาค่า w / C ที่จะให้ค่ากาลังอัดตามที่ออกแบบได้
ได้ใช้ขอ้ มูลของ Ruenkrairergsa และคณะ (2001) เป็ นข้อมูลฐานในการทานายกาลัง
อัดของดินซี เมนต์ เทียบกับกาลังอัดที่ ได้จากห้องปฏิบตั ิการ วัสดุ ที่ใช้เป็ นดิ นลูกรัง มีค่าขี ดจากัด
เหลว 36% และขีดจากัดพลาสติก 16%
ตารางที่ 4.5 กาลังรับแรงอัดในห้องปฏิบตั ิการ Lateritic soil (Ruenkrairergsa และคณะ, 2001)
Curing
time
[days]
7
7
7
14
14
14
28
28
28

Water
content
[%]
13.5
13.5
13.5
13.5
13.5
13.5
13.5
13.5
13.5

Cement
content
[%]
3
5
7
3
5
7
3
5
7

w/C
[-]
4.5
2.7
1.9
4.5
2.7
1.9
4.5
2.7
1.9

Laboratory Predicted
strength strength
[kPa]
[-]
1200
1233.1
1562
1718.7
2048
2159.8
1265
1461.2
1718
2027.0
2279
2539.1
1479
1572.1
2248
2177.0
2868
2723.6

5 11.8 2.8 2.3 1.5 2415 Ref. 1682 1628.3 1.8 2.6 3.0 2551 2411.5 (ต่อ) Curing time [days] 7 7 7 14 14 14 28 28 28 Water content [%] 11.5 11.6 Laboratory Predicted strength strength [kPa] [-] 1563 1376.5 11.5 11.3 1.5 Cement content [%] 3 5 7 3 5 7 3 5 7 w/C [-] 3.5 11.4 2807 2834.8 1786 1751.48 ตารางที่ 4.6 3.5 11. และได้ลองเปรี ยบเทียบกับสมการทานายกาลังอัดที่เสนอโดย Horpibulsuk และคณะ (2006) โดยการเขียนในกราฟเส้น 1:1 แล้วให้แสดงค่า r 2 .5 11.5 11.3 3039 Ref.4 2107 1907.4 2281 2246.

8 เปรี ยบเทียบผลการทานายกาลังรับแรงอัด เทียบกับ เส้น 1:1 จะพบว่าสมการที่พฒั นาจะได้ค่า r 2 ที่สูงกว่าสมการเดิม เป็ นการพิสูจน์วา่ สมการที่เสนอ มีความถูกต้องใกล้เคียงกับค่าที่เกิดขึ้นจริ งมากกว่าสมการเดิม .49 รู ปที่ 4.

52 ที่ความเชื่อมัน่ 95 % หรื อสรุ ปได้วา่ หากต้องการกาลังอัดในสนามที่มีค่าเท่ากับหรื อมากกว่ากาลังอัดในห้องปฏิบตั ิการที่มีความเชื่ อมัน่ 95 % ต้องมีการชดเชยจานวน 2 เท่า หรื อใช้อตั ราส่ วนความปลอดภัย 2 เท่า จากการเปรี ยบเทียบค่าเฉลี่ยของกาลังอัดในสนามกับในห้องปฏิบตั ิการพบว่า ปั จจัยที่มีผล ต่อการพัฒนากาลังอัดในสนามอย่างแท้จริ ง บ่งชี้ วา่ เป็ นวิธีการบ่ม ซึ่ งควรมีการปรับปรุ งวิธีการให้มี ประสิ ทธิภาพ และมีความใกล้เคียงกับในห้องปฏิบตั ิการมากยิง่ ขึ้น แบบจาลองเพื่อทานายกาลังอัดของดินซี เมนต์ พบว่ามีค่าคงที่ซ่ ึ งขึ้นอยูก่ บั ชนิ ดของดินอยู่ 2 ค่า คือ a กับ b และสมการสามารถใช้ได้สาหรับดินที่มีเม็ดดินขนาดค่อนข้างใหญ่ (Coarse Grain Soil) ตามสมการ qu  a b  log10 ( D  6) 0.59 (5.65 (w / C ) ( w / C )0.50 บทที่ 5 บทสรุป งานวิจยั นี้ มุ่งเน้นไปที่แบบจาลองทานายกาลังอัดดิ นซี เมนต์ โดยวิธีเทคนิ คการหมุนเวียน วัสดุช้ นั ทางเดิมกลับมาใช้ใหม่ จากข้อมูลทางสถิติจะพบว่า ค่ากาลังอัดของดินซี เมนต์ที่ดาเนินการในสนามจะมีค่าน้อยกว่าในห้องปฏิบตั ิการ จากอัตราส่ วนระหว่างค่ากาลังอัดในสนามต่อกาลังอัดในห้องปฏิบตั ิการพบว่า มีการแจก แจงแบบปกติ และมีอยู่ 5 ลาดับที่อตั ราส่ วนดังกล่าวต่ากว่า 0.1) ซึ่ งค่า a และ b สามารถคานวณหาค่าได้ โดยการผสมดิ นซี เมนต์ที่ค่า w / C แตกต่างกัน เพียง 2 ค่า ก็จะสามารถหาค่าคงที่ดงั กล่าวได้ และเมื่อแทนค่าลงในสมการก็จะสามารถคานวณหา กาลังอัดที่ระยะในการบ่ม D ได้ เมื่อมีการเปรี ยบเทียบกับสมการที่มีการเสนอไว้เดิมก็พบว่า มีความถูกต้องมากกว่าโดยดู ได้จากค่า r 2 .

ธี รชาติ รื่ นไกรฤกษ์ และสมบัติกระแส จรัสกร (2544). (1995). (1976) . Cold Deep In Place Recycling: Technical Recommendations and Application Specification. South Africa. รายงานวิจัยฉบับที่ วพ. Atkinson. The Relationship Between Compressive Strength and Age for Soil Stabilized with Four Type of Cement. Circeo.T.W.K. (1962). Iowa State University for 41th Annual Meeting of the Highway Research Board. กาลังรับแรงอัดของดินซี เมนต์ที่มีความ หนาแน่นแตกต่างกัน.G. Davidson. P.The influence of the mineral content of clay on their stabilization with cement. and Pollard.T. Queensland. and Bruns. ทรงพล บุญมาดี (2529). and Welch. New York Chemical Publishing. 160-163. 3(8):57-64. Use of Fly Ash with Portland cement for Stabilization of Soil. Clare. H.62 . (1951). Davidson.A. L.T. K.T. D.E. การวิเคราะห์ สถิติ : สถิติสาหรับการบริหารและการวิจัย . โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. A. Cement Chemistry and Physics for Civil Engineers.. Magazine of Concrete Research. W. 267 – 278. 1-11. Association of Engineering Geologists.W. D. A. Pavement Rehabilitation Workshop. 28-45. 36-50.T. D. D. (1995). พิมพ์ครั้งที่ 12. Luondon. R.51 เอกสารอ้างอิง กัลยา วานิ ชย์บญั ชา (2553). ความสัมพันธ์ระหว่าง Unconfined Compressive Strength กับ Unsoaked CBR ของดินลูกรังผสมซี เมนต์. and David.. Bell. วิทยานิพนธ์ ปริญญาวิศวกรรมศาสตร์ มหาบัณฑิต สาขา วิศวกรรมโยธา สถาบันพระจอมเกล้ าธนบุรี. Strength Maturity Relation of Soil-Cement Mixtures. (1962). Highway Research Board. (1958).188 ศู นย์ วิจัยและพัฒนางานทาง กรมทาง หลวงกระทรวงคมนาคม. 1-38. Czernin. Davidson. (1960). Highway Research Board.A.E. A.E. B. F. 35-45. 24 & 25 August 1995. Bulletin 198. Advacrete/Cement Additive for Stabilization. Luondon & Partner Consulting Engineers. Bulletin 267. Katti. Comparison of Type I and Type III Portland Cement for Soil Stabilization.

(2003). A new approach for studying behavior of cement stabilized clays. S. Roads and Streets. 95: 64-69. Reaction Accompanying the Stabilization of Clay with Cement. Matoes. Japanese Geotechnical Society. T.3. Kitakyushu. Miura. G.J. Horpibulsuk. Proceeding of 12th International Conference Offshore and Polar Engineering. 351-366 . and Koga.. Factor Influencing Physical Properties of Soil-Cement Mixtures. Highway Research Board. Highway Research Board. Bulletin 108. Strength development in cement stabilized low plasticity and coarse grained soils: laboratory and field study. Prevention of Moisture Loss in Soil-Cement with Bituminous Material. N. S. Bulletin. 3: 1759-1762. 36: 146-171. and Dabney. 353. G. Recent Experiences and Developments in Design and Construction of Cement Stabilized Pavement. and Nagaraj. M. (2001). Soil Stabilization with Portland cement. Turkey..G. Vol. (1961). Highway Research Board. 138-163. Research Report. Japan.. Proceeding of 15th International Conference on Soil Mechanics and Geotechnical Engineering. Stabilizing Weak and Defective Bases with Hydrated Lime. and Miura. J.46. No. S. (1955). N.W. 584-591.G.52 Davidson. (1962).T. Moisture-Strength and Compaction Characteristics of Cement Treated Soil Mixtures. H. P. N. Davidson.. T. Assessment of strength development in cement admixed clays.T. 29(6): 28-29. 353. 45-151.S. (1959). and Mitchell. Fuller. N. (2002). Moisture-Density. Geotechnique. Highway Research Board Committee on Soil-Cement Stabilization. Highway Research Board. (2006). (1963). Bulletin 292. Australian Road Research Board Symposium. Horpibulsuk. Soil and foundations. Horpibulsuk. S. A. Highway Research Record. 42-63. and Kalankamary. Highway Research Board. Felt. (1952). R. Improvement of soft marine clays by deep mixing technique. M. Definition of Term Relating to Soil-Portland Cement Stabilization. Highway Research Abstracts. Pitre. Miura.G. Horpibulsuk. E.. Gordon. (1984). 53(4): 439-444.L. and Miura. (1949).S. Herzog. D. Nagaraj. D.K.

Soil Stabilization. and Overton. 315: 36-45. C.63 Kawasaki. 721-724. (1989). O. Cementation Effects in Frictional Material. P. Y. Mid-South Section. Marshall. Bulletin. (1957). Concrete International Design and Construction. 115(9): 1373-1387. Michaels. Washington. National Research Council. P. T.53 Hogentogler.D. New York.W. and Moh. D. 81. (1989).C. 67-103. Some Properties of Soil Treated with Portland cement. Proceedings of 10th International Conference on Soil Mechanics and Foundation Engineering. Bulletin 241. 183. Sydney. and Moh.C. 3(358): 287-292. Symposium on Soil Stabilization. Leadabrand. 38-47. J. Deep mixing method using cement hardening agent.J. and Metcalf.C. Arman. (1981). 31. Lade...B. Y. D. A. Engineering Properties of the Soils. Lambe.H. (1970).A. (1952). Improvement of Soil Cement with Alkali Metal Compounds. A. S.V. Niina. 64-69. (1954). Roads and Road Construction. (1959).A. G. (1972). A.W. Some Engineering Aspects of Soils-Cement Mixture. Australia. Highway Research Record.B. Highway Research Board. 540-558. A. (1938).D. S. 11(5): 35-38. Journal of Geotechnical Engineering. April 27. Saitoh. and Callihan. C. Lambe. Suzuki. D. Vol. Z. Improvements of Strength of Soil-Cement with Additive. J. Soil-Cement from Recycled Pavement. T.. Z. (1956). Maner.J. ASCE.G. Ingles. Butterworths.J. Proceeding of Highway Research Board. and Webb. (1952). (1954). An Investigation of the Stabilization of Heavy Clay Soil with Cement for Road Base Construction. 64-69. Massachusetts. T. Stockholm. Curing Soil Cement Base.. Change in Characteristics of Cement Stabilized Soils by Addition of Excess Compaction Moisture..R. Maclean.M. Soil Stabilization for Highways. Lightsey. 9-18.W. Kuhlman. Robinson. R.. Massachusetts Department of Public Works and Joint Highway Research Project. Highway Research Board. T. McGraw-Hill.. Massachusetts Institute of Technology. .S. 28-34. and Honjo.

198. Bulletin. Expanded Short-Cut Test Method for Determining Cement Factors for Sandy Soil. 42-46. Skokie.. and Ng. Proceeding 3 Asian Regional Conference on Soil Mechanics and Foundation Engineering. Cement stabilization of lateritic soil. Bangkok. Engineering NewsRecord.. Reaction of Soil Minerals with Cement and Chemicals.H. 108. 128-137.R.F. Highway Research Board Proceedings. Experiments by South Carolina Highway Department. J.W. T. (1967). Ng. 198. and Laguros. Moh. H. Horpibulsuk.A. N. Study of Soil-Cement Base Courses on Military Airfields. 98(3) Pinto.D. (1962). Master of Engineering Thesis. S. 13-19. Kennady. R. Reinhold.G. J. Highway Research Board. Effect of Lime on Cement Stabilization of Monmorillonitic Soils. 17-26.C. (1969). Norling.. Bulletin. 125. Mills. Proceedings of 14th National Conference Clay and Clay Minerals.. (1958). Jr. (1959). Redus. rd . Road Base Stabilization with Portland cement. 115(22): 751-753. and El Jack.C. (1966). T. Evaluation of Factors Affecting the Tensile Properties of Cement-Treated Materials. Engineering behavior of cement stabilized clay at high water content. Civil Engineering Program.P. W. W. (1936). Soil-Cement Laboratory Handbook. Cement Stabilization of Lateritic Soils.T.. Group Training in Road Construction.. (1935). Ruenkrairergsa. Soils and Foundations. Bulletin 353. 86: 39-61. Chin. Highway Research Record. (1965). The fabric of soil-cement and its formation. 64-83. and Nagaraj.T.. Portland cement Association. Highway Research Board.G. 16: 322-347. (1958). (1966). 55-65. C. 64 Mitchell. Y. S. J. Z. L. Elastic Behavior of Soil-Cement Mixtures. Highway Research Board. Z. No. (1955). Principle of Soil Stabilization. Bulletin.K.H.C.S. S. 41(5): 33-45. 20-31. Thailand. Jr.C. W. (2001).J. and Packard. 26: 297-305. Illinois. S. D. (1982). and Hutson. Stabilizing soils with Portland cement. T. University of Texas at Austin Research Report. Pendola. Highway Research Board. Davidson.. F. Moh.S.54 Mills. Seato Graduate School of Engineering. Miura.

M. 65 Terrel. 7(7): 5-17. An Economic and Ecologically Construction Process. Winterkorn. Cold In Place Recycling Result and Procedures Most Often Ask Question and Answers. The 7th Conference of the Australian Road Research Board. Principle of Soil Stabilization. (1992). Road Recycling in US. The Siam Cement Company Ltd. 2.C. M. Direct-Tensile Stress and Strain of Cement Stabilize Soil. and Lee.55 Ruenkrairergsa. Highway Research Record. R. Wilmot.M. Pavement Rehabilitation Workshop. Shirr of Buln Buln Memo. and Okumura. and Chandrasekharn.F.R. and Huston. (1974). Government Printing Office. Engineering properties of lime treated marine soils and DMM. Tabensky. 10-29. T. 25 & 25 August 1995. 1-15. (1982).H. (1990). Siam Cement. Highway Research Board. (1979). E. Pavement Rehabilitation Workshop.. Cold Recycling. Queensland. Highways Department.J. Wirtgen.T. 1727. 24&25 August 1995. J. Walton. Washington D. 83: 66-73. (1951).C. (1972). W. B. Tanaka.C. T. (1995). 25-26. Proceedings of 6th Asian Regional Conference on Soil Mechanics and Foundation Engineering.D.F. 351: 19-24.E. M. Some Aspect of Curing of Soil-Cement. . 1: 191-194. Terashi. Queensland. J.. (1995).. and Thomson. 1-14. E. H. Mitchell. Soil Stabilization in Pavement Structure a User’s Manual Mixture Design Consideration. Bulletin. H. Shackel. 44. Selection of Additive for Stabilization and Recycling of Road Pavement. Thailand. M. “Lateritic Soil and Their Stabilization”. Wirtgen. Bangkok.J. Bangkok. Vol. R. (1965). Wang. Demonstration Road Using Local Soil with Cement Stabilization. (1979). Barenberg. T. West Germany.

2545 ได้มีการตั้ง กรมทางหลวงชนบท สังกัดกระทรวงคมนาคมขึ้น จึงได้ยา้ ยมาสังกัดสานักงานทางหลวงชนบท จังหวัดชัยภูมิ ปั จจุบนั ดารงตาแหน่ งวิศวกรโยธาชานาญการพิเศษ ฝ่ ายวิชาการ สานักทางหลวง ชนบทจังหวัดชัยภูมิ ทางานที่เกี่ยวข้องกับงานด้านวิศวกรรมงานทาง ทาให้เกิดแรงจูงใจที่จะศึกษา ต่อในระดับปริ ญญาโท ด้านวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อเป็ นการพัฒนาความรู้และความสามารถให้ ตนเอง จึงได้เข้าศึกษาต่อตามหลักสู ตรวิศวกรรมศาสตร์ มหาบัณฑิต การบริ หารงานก่อสร้างและ สาธารณูปโภค สาขาวิศวกรรมโยธา สานักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุ รนารี ในปี พ.ศ.2535 เข้ารับการศึกษาในระดับปริ ญญาตรี ในสาขาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น และสาเร็ จการศึกษาเมื่อปี พ.2544 ได้ยา้ ยมาดารงตาแหน่ ง วิศวกรวิชาชี พ 4 (วิศวกรรมโยธา) ฝ่ ายวิชาการ สานักงาน โยธาธิการจังหวัดชัยภูมิ ตามพระราชบัญญัติ ปรับปรุ ง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.56 ประวัติผู้เขียน นายมงคล ดัชนีย ์ เกิดเมื่อวันที่ 16 สิ งหาคม พ. 2516 จบการศึกษาในระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย จากโรงเรี ยนชัยภูมิภกั ดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิในปี พ.ศ.2551 .ศ.ศ. 2539 หลังจากจบการศึกษา ได้ปฏิบตั ิงานในบริ ษทั เอกชนเป็ นเวลาประมาณ 2 ปี จากนั้นได้บรรจุเป็ นข้าราชการในตาแหน่ง วิศวกรโยธา 3 ฝ่ ายวิชาการ สานักงานโยธาธิการจังหวัดสิ งห์บุรี กรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย ปี พ.ศ.

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful