You are on page 1of 7

บุคลิกภาพของเด็กไทย

คลิกภาพของคนไทยมีลกั ษณะคือ ขี้เกรงใจ ไม่รักษาเวลา ลืมง่าย ยิม้ แย้มแจ่มใส
ขาดความกระตือรื อร้น ขี้เล่นและเป็ นกันเอง ขาดระเบียบวินยั ชอบอยากรู ้อยากเห็น รักพวกพ้อง
ไม่ชอบเห็นคนอื่นดีกว่าตนหรื อชอบจับผิดหรื อตาหนิ เชื่ อโชคลาง ตัดสิ นใจด้วยความรู ้สึกมากกว่าเหตุผล
ชอบต่อรองเพราะมีเวลาเหลือเฟื อ ไม่กล้าเสี่ ยงหรื อไม่ชอบอะไรที่เสี่ ยง ชอบพนันขันต่อ
ชอบงานพิธีเป็ นการทาเพื่อเกียรติหรื อศักดิ์ศรี ชอบของแจกหรื อของแถม สุ ภาพเรี ยบร้อย ขาดความอดทน
บุคลิกภาพของคนไทยส่ วนใหญ่ คือการมองอะไรแบบเผินๆ ไม่ชอบคิดอะไรลึกๆ
ไม่ชอบคิดจากข้อเท็จจริ ง แต่มกั ชอบคิดจากที่ตนรู ้สึก ตนชอบและอยากให้มนั เป็ น บุคลิกภาพของคนไทย
ชอบสังคม มีความเป็ นปั จเจกชนสู ง หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า ประนีประนอม
1. การวางแผนในชีวติ ประจาวัน
สาหรับในชีวติ ประจาวันของทุกท่าน ท่านเคยนึกก่อนหรื อไม่
ว่า...ตั้งแต่ลืมตาตื่นนอนในตอนเช้า ท่านคิดว่าท่านจะทาอะไรก่อน...หลัง...ท่านเคยคิดหรื อไม่ เช้านี้
จะรับประทานอะไร...วันนี้
เราจะทาอะไรบ้าง...ทางานชิ้นนี้เสร็ จแล้ว เราจะทาอะไรต่อบ้าง...ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้เราจะแก้ไขสถานอ
ย่างไร
นี่คือ จุดเริ่ มต้นของ "การวางแผน"...เป็ นการวางแผนเกี่ยวกับชีวติ ประจาวันของเรา...ซึ่ งเราอาจไม่คาดคิดว่
าเป็ นเรื่ องของ "การวางแผน"...แต่ถา้ พิจารณาดูดี ๆ นี่ คือ
จุดเริ่ มต้นของการวางแผน...เพราะในสมองเราตั้งแต่ตื่นนอนในแต่ละวัน...มนุษย์เราต้องเกิดความคิดขึ้นมาก่
อน...พอความคิดเกิดขึ้น สิ่ งที่ตามมา เราจะทาอะไร ทาอย่างไร ทาเมื่อไร ทาที่ไหน...ก็จะตามมาตามลาดั
บ และการวางแผนที่ดีตอ้ งคิดอย่างรอบคอบเป็ นระบบไม่สามารถเรี ยนรู ้ได้จากการอ่าน
หรื อศึกษาหลักการเพียงอย่างเดียวแล้วจะทาได้ดี แต่ตอ้ งฝึ กและทดลองปฏิบตั ิจริ งในชี วติ ประจาวันด้วย
2. ผู้มีวสิ ั ยทัศน์
วิสัยทัศน์ ของคนเราเกิดจากสิ่ งต่ างๆ ดังนี้
1. ประสบการณ์ตรงที่สั่งสมมา คนที่มีชีวทัศน์ (ผ่านการใช้ชีวติ มามาก) และคนที่มีโลกทัศน์
(ผ่านโลกมามาก)
2. จินตนาการ ซึ่ งเป็ นความคิดคะนึงฝันของมนุษย์ ทาให้เกิดการริ เริ่ มสร้างสรรค์สิ่งใหม่
เพื่อตอบสนองจินตนาการให้เป็ นจริ ง เช่น ในสมัยก่อนมนุ ษย์มีจินตนาการที่อยากจะบินได้เหมือนนก
จึงนามาเขียนเป็ นรู ปการ์ ตูน ต่อมาจินตภาพหรื อวิสัยทัศน์น้ นั ก็กลายเป็ นความจริ ง เช่น เครื่ องบิน

วิเคราะห์และสังเคราะห์ขอ้ มูลได้อย่างถูกต้องสอดคล้องกับสถานการณ์ 4. การทาสมาธิหรื อการเจริ ญปั ญญา ทาให้จิตสงบนิ่งมีพลัง สามารถหยัง่ รู ้สิ่งต่างๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ เรี ยกว่า “ญาณทัสนะ” ซึ่งเป็ นภาวนามยปัญญาที่ได้จากการปฏิบตั ิสมาธิ ลักษณะของผู้ทมี่ ีวสิ ั ยทัศน์ 1. มองภาพกว้าง แล้วมุ่งสู่ ภาพเล็ก คือ มองภาพใหญ่ (Marcro) แบบสายตานก และมองภาพเล็ก (Micro) ที่เห็นรายละเอียดได้แบบหมอน เหมือนพญาอินทร์ อยูบ่ นท้องฟ้ า แล้วมองเห็นป่ าทั้งป่ าในขณะเดียวกัน สายตาก็จบั จ้องมองหาเหยื่อ คือ กระต่าย ซึ่ งเป็ นเป้ าหมายสาคัญ กล่าวคือ มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของริ บทภายนอกองค์กร แล้สามารถกาหนดวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงนั้นได้ 6. ไม่ยดึ มัน่ ในอัตตาของตน มีใจเปิ ดกว้างยอมรับความคิด และประสบการณ์ใหม่ๆ (Openness to Experience) 8. มีแรงจูงใจใฝ่ สัมฤทธิ์ ที่จะทาความฝันให้เป็ นความจริ ง . ขอบทางานแบบท้าทาย ไม่หยุดอยูก่ บั ที่ หรื อพอใจกับความสาเร็ จแบบง่ายๆ 7.วางแผนเชิงกลยุทธ์ได้ดี ทั้งในปั จจุบนั และอนาคต 5. เรี ยนรู ้จากประสบการณ์ได้ดี มีความฉับไวต่อสิ่ งใหม่ 3.ในปั จจุบนั วิสัยทัศน์ที่เกิดจากการจินตนาการนั้น ในทางพระพุทธศาสนาเรี ยกว่า จินตามยปัญญา หรื อ ปัญญาที่ได้จากการคิด 3. มีความสามารถทางสมองในการจินตนาการ หรื อคิดคาดคะเนสร้างจินตนาการ (Imagineering)ได้ดี มีความคิดสร้างสรรค์ที่มุ่งสู่ อนาคตที่ดี มากกว่าการอนุ รักษ์นิยม 2. ประสบการณ์ออ้ ม เช่น การเป็ นคนฟังมาก อ่านมาก ทาให้มีขอ้ มูลในการิ เคราะห์แนวโน้มของสิ่ งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ในพระพุทธศาสนาเรี ยกว่า สุ ตมยปั ญญา คือ ปั ญญาที่ได้จากการฟังหรื อการอ่านรู ้เห็นได้ตามความจริ ง” 4.

3. การมีคุณภาพของเด็กไทย พูดถึงคุณภาพเด็กไทยในยุคปั จจุบนั นี้ แล้ว ก็ตอ้ งยอมรับความจริ งว่าอยูใ่ นขั้นตกต่าอย่างน่าใจหาย ซึ่ งตัวชี้วดั ที่เห็นชัดเจนเป็ นรู ปธรรม จากแนวทางการดาเนินชีวติ พฤติกรรมการแสดงออก รวมถึงศักยภาพด้านการเรี ยนรู้ ล้วนมีปัญหาไปหมด แต่เมื่อหันไปดูแนวคิดการแก้ปัญหาและการพัฒนาของฝ่ ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องแล้วกลับเน้นอยากให้เด็กเป็ นคนเก่งด้านวิชาการเป็ นหลัก ซึ่ งขัดแย้งกับวิถีการดาเนิ นชี วติ จริ งทั้งในปั จจุบนั และอนาคตที่จะทาให้เกิดความสุ ขอย่างยิง่ ส่ วนนี้จะเห็นได้จากการคัดเลือกเด็กเข้าเรี ยนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย ก็ลว้ นใช้วธิ ี การแข่งขันหาผูท้ ี่มีความเป็ นเลิศด้านวิชาการเข้าเรี ยนเป็ นส่ วนใหญ่ จนทาให้วงการธุ รกิจเรี ยนพิเศษ การติวข้อสอบ เติบโตอย่างรวดเร็ ว สร้างรายได้ปีละหลายหมื่นล้านบาทกันเลยทีเดียว เมื่อทุกฝ่ ายไปให้ความสาคัญกับคุณภาพด้านวิชาการเป็ นหลัก ส่ งผลให้ครู ผสู ้ อนและผูเ้ รี ยนพลอยหลงกระแสสังคมตามไปด้วย จึงเกิดการวัดคุณภาพของผูเ้ รี ยนด้วยข้อมูลที่วา่ จะสามารถสอบเข้าเรี ยนต่อโรงเรี ยนหรื อมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเ สี ยงได้มากน้อยเพียงใด ยิง่ เมื่อมีการจัดสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติข้ นั พื้นฐาน (โอเน็ต) ด้วยแล้ว ก็ได้มีนกั วิชาการจานวนหนึ่งเห็นด้วยกับการนาผลคะแนนที่เกิดขึ้นมาเป็ นตัวชี้ วดั ว่าเป็ นคุณภาพของเด็กไท ย จนทาให้ฝ่ายนโยบายจัดการศึกษานามากาหนดเป็ นแนวปฏิบตั ิวา่ จะต้องยกผลคะแนนการสอบโอเน็ตให้สูง ขึ้น รวมถึงจะนามาเป็ นส่ วนหนึ่งในการตัดสิ นผลการเรี ยนประจาปี ให้กบั ผูเ้ รี ยนด้วยแล้ว ก็พลอยทาให้ผบู ้ ริ หารในระดับเขตพื้นที่และระดับโรงเรี ยนต้องไปกระตุน้ ครู เพื่อที่จะช่วยกันทาให้คะแนนจ ากการสอบดังกล่าวดีข้ ึน เลยทาให้การจัดการเรี ยนการสอนของครู เพื่อพัฒนาคุณภาพเด็กยิง่ หลงทางหนักเข้าไปอีก ที่วา่ เช่นนี้ก็เพราะว่าเป้ าหมายการจัดการศึกษาทั้งตามปรัชญาหรื อกฎหมายต่างก็ได้กาหนดไว้ชดั เจนว่า การศึกษาเป็ นการพัฒนาคุณภาพชีวติ ของผูเ้ รี ยนให้ดีข้ ึนทั้งในปั จจุบนั และอนาคต หรื อเพื่อพัฒนาเด็กให้เป็ นมนุ ษย์ที่สมบูรณ์ท้ งั ด้านร่ างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม คุณธรรม จริ ยธรรม ความเป็ นไทย หรื อเพื่อให้เด็กเป็ น “คนเก่ง คนดี มีความสุ ข” ด้วยการพัฒนาอย่างเต็มตามศักยภาพ ความสามารถ ความพร้อมของเด็กแต่ละบุคคลมีอยูท่ ี่สอดคล้องกับบริ บทที่แต่ละท้องถิ่นที่มีอยู่ .

3 ไม่ใช่วดั ความรู ้แค่ช้ นั ที่ จัดสอบเท่านั้น เมื่อผลของโอเน็ตออกมาว่ามีขอ้ บกพร่ องส่ วนไหนก็ตอ้ งนามาแก้ไขพัฒนากันทั้งระบบในระดับหรื อช่วงชั้น นั้น ๆ ไม่ใช่วา่ จะใช้วธิ ี การเร่ งยกระดับคะแนนเฉพาะผูเ้ รี ยนที่จะถูกทดสอบหรื อทาให้กลุ่มถูกทดสอบได้คะแนนสู งขึ้นกว่าปี ที่ผา่ นมาเท่านั้น จนเกิดความไขว้เขวในการจัดการเรี ยนการสอนแบบผิด ๆ เช่น การติวข้อสอบโอเน็ตที่มีโรงเรี ยนไม่นอ้ ยได้ดาเนิ นการซึ่ งถือว่าเป็ นวิธีการพัฒนาคุณภาพผูเ้ รี ยนที่ไม่ถูกต้อง เมื่อเป็ นเช่นนี้ผลสัมฤทธิ์ ที่เกิดจากการสอบโอเน็ต จึงน่าจะเป็ นการวัดหาคุณภาพเด็กในเพียงบางด้านหรื อบางส่ วนเท่านั้น เพราะการประเมินผลที่ตอ้ งการดูถึงการพัฒนาคุณภาพเด็กทั้งระบบแล้ว คงไม่สามารถใช้วธิ ี การสอบอย่างเดียวหรื อสอบครั้งเดียวทั้งปี แล้วมาสรุ ปผลเป็ นภาพรวมได้แน่ ซึ่ งการที่จะดูวา่ เด็กพัฒนาแต่ละด้านเป็ นไป ตามหลักสู ตรสถานศึกษากาหนดและส่ งเสริ มเติมเต็มในทักษะและศักยภาพที่เด็กแต่ละคนมีอยู่ หากการพัฒนาเด็กเกิดการหลงทางไป คุณภาพคนไทยที่เกิดขึ้นก็คงจะเหลือแค่คนเก่งด้านสติปัญญาอย่างเดียว ส่ วนด้านวิชาชี พ วิชาชีวติ คงค่อย ๆ หายไป แล้วบุคลากรที่มีคุณภาพของชาติเราต้องการเช่นนี้ หรื อ เพราะหากเหลือแต่คนเก่งวิชาการ ก็คงแข่งกันเป็ นผูบ้ ริ หาร แข่งขันกันทางานที่สบาย แต่ขาดคนดี คนที่มีทกั ษะความสามารถพิเศษที่จะ มาเป็ นผูป้ ฏิบตั ิในอาชีพต่าง ๆ หากเป็ นเช่นนั้นแล้วครอบครัว สังคมและประเทศชาติจะอยูอ่ ย่างมีค วามสุ ขและเจริ ญก้าวหน้า .1–ม.คุณภาพเด็กไทยที่แท้จริ ง จึงน่าจะต้องมีความพร้อมทั้งด้าน “วิชาการ วิชาชีพ และวิชาชีวติ ” คงไม่ใช่แค่คะแนนที่เกิดจากการเฉลี่ยทั้งประเทศของการสอบโอเน็ตเป็ นแน่ เมื่อคะแนนที่เกิดขึ้นเป็ นการวัดประเมินผลสติปัญญาด้านเดียวแล้วถูกนามากาหนดเป็ นนโยบายให้ครู ปฏิบตั ิ จึงเป็ นเรื่ องที่น่าห่วงอย่างยิง่ ที่พดู เช่นนี้ก็ใช่วา่ การสอบโอเน็ตไม่มีความสาคัญ แต่ประโยชน์น้ ีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรู ้จกั การนาผลไปใช้ให้ถูกทางเท่านั้นเอง ทั้งนี้ก็เพราะการสอบโอเน็ตได้มีวตั ถุประสงค์หลักอยูแ่ ล้วคือ เพื่อต้องการทราบผลการพัฒนาผูเ้ รี ยนว่าได้มาตรฐานตามหลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 ที่กาหนดไว้หรื อไม่ หรื อเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด เพื่อจะได้นาจุดบกพร่ องมาแก้ไข พัฒนาให้ดีข้ ึน และที่สาคัญโอเน็ตเป็ นการประเมินผลสัมฤทธิ์ ตามมาตรฐานช่วงชั้น หรื อระดับการศึกษา เช่น ช่วงชั้นที่ 3 ก็จะวัดความรู ้ที่เด็กมีท้ งั หมดตั้งแต่ช้ นั ม.

การมีส่วนร่ วมในกิจกรรม คือ การจัดกิจกรรมขึ้นมาเพื่อให้เด็กไทยได้เข้ามามีส่วนร่ วมในกิจกรรมนั้น และมีการสร้างเยื้อใยไมตรี แก่เด็กไทย กิจกรรมส่ วนนี้จะสามารถสร้างการพัฒนาความรู ้ให้แก่ของเด็กไทยได้ และยังสามารถเสร้างสติปัญญาให้เด็กไทยได้อีกด้วย เช่น กิจกรรมนันทนาการ การละเล่นพื้นบ้าน อบรมย์ให้ความรู ้กบั เด็กไทย เป็ นต้น .4.

ความดีที่เป็ นธรรมชาติที่เกิดในจิตใจของคนที่เป็ นคุณสมบัติอนั ดีงาม จริ ยธรรมคือ.5.วาจา...มีความหมายว่า คุณงามความดีของบุคคลที่กระทาลงไปด้วยความมีสานึกดีในจิตใจ โดยได้ยดึ ถือปฏิบตั ิจนเป็ นความเคยชินกันมายาวนาน อันเป็ นลักษณะนิสัยของคนดีที่พึงประพฤติปฏิบตั ิจนเป็ นที่ยอมรับว่าเป็ นสิ่ งที่ดีงามถูกต้องตามจารี ตประเพ ณี ของตนเองผูอ้ ื่นและสังคมโดยรวม!!! คุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการที่จาเป็ นในการดารงชีวติ อย่างมีความสุ ขต่อผูเ้ รี ยนและเยาวชน ..ใจอันเป็ นพฤติกรรมที่คนดีควรกระทาอยูเ่ สมอๆ คุณธรรม-จริ ยธรรม. ผู้มีคุณธรรม จริยธรรม ผู้มีคุณธรรม 8 ประการ คุณธรรมคือ.การกระทาทั้งทางกาย.

google.th/strategy8/index.moe.gotoknow.php/component/content/article/44-decency/68-decency .co.sanook.go.com/answer/question/ http://www.th/ http://www.org/posts/384868 http://www.ขยัน คือ ผูท้ ี่มีความตั้งใจเพียรพยายามทาหน้าที่การงานอย่างจริ งจังและต่อเนื่ อง ในเรื่ องที่ถูกที่ควร สู้งาน มีความพยายาม ไม่ทอ้ ถอย กล้าเผชิญอุปสรรค รักงานที่ทา ตั้งใจทาหน้าที่อย่างจริ งจัง ประหยัด คือ ผูท้ ี่ดาเนิ นชีวติ ความเป็ นอยูอ่ ย่างเรี ยบง่าย รู ้จกั ฐานะทางการเงินของตน คิดก่อนใช้ คิดก่อนซื้ อ เก็บออมถนอมใช้ทรัพย์สินสิ่ งของอย่างคุม้ ค่า ไม่ฟุ่มเฟื อย ไม่ฟุ้งเฟ้ อ รู ้จกั ทาบัญชี รายรับ – รายจ่าย ของตนเองอยูเ่ สมอ ซื่อสัตย์ คือ ผูท้ ี่มีความประพฤติตรงทั้งต่อเวลา ต่อหน้าที่ และต่อวิชาชีพ มีความจริ งใจปลอดจากความรู ้สึกเอนเอง หรื ออคติ ไม่ใช้เล่ห์กลคดโกงทั้งทางตรงและทางอ้อม รับรู้หน้าที่ของตนเอง มีวนิ ยั คือ ผูท้ ี่ปฏิบตั ิตนในขอบเขต กฎ ระเบียบของสถานศึกษา สถาบัน องค์กร และประเทศ โดยที่ตนยินดีปฏิบตั ิตามอย่างเต็มใจ และตั้งใจยึดมัน่ ในระเบียบแบบแผน ข้อบังคับ และข้อปฏิบตั ิ รวมถึงการมีวินยั ทั้งต่อตนเอง และสังคม สุ ภาพ คือ คือ ผูท้ ี่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ตามสถานภาพ และกาลเทศะ มีสัมมาคารวะ เรี ยบร้อย ไม่กา้ วร้าว รุ นแรง หรื อวางอานาจข่มผูอ้ ื่นทั้งโดยวาจา และท่าทางเป็ นผูม้ ีมารยาทดีงาม วางตนเหมาะสมกับวัฒนธรรมไทย สะอาด คือ ผูท้ ี่รักษาร่ างกาย ที่อยูอ่ าศัย และสิ่ งแวดล้อมได้อย่างถูกต้องตามสุ ขลักษณะ ฝึ กฝนจิตไม่ให้ข่นุ มัว มีความแจ่มใสอยูเ่ สมอ ปราศจากความมัวหมองทั้งกาย ใจ และสภาพแวดล้อม มีความผ่องใส เป็ นที่เจริ ญตา ทาให้เกิดความสบายใจแก่ผพู ้ บเห็น สามัคคี คือ ผูท้ ี่เปิ ดใจกว้าง รับฟังความคิดเห็นของผูอ้ ื่น รู้บทบาทของตน ทั้งในฐานะผูน้ า และผูต้ ามที่ดี มีความมุ่งมัน่ ต่อการรวมพลัง ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพื่อให้การทางานสาเร็ จลุล่วง สามารถแก้ปัญหาและขจัดความขัดแย้งได้ เป็ นผูม้ ีเหตุผล ยอมรับความแตกต่าง มีน้ าใจ คือ ผูใ้ ห้และผูอ้ าสาช่วยเหลือสังคม รู ้จกั แบ่งปั น เสี ยสละความสุ ขส่ วนตน เพื่อทาประโยชน์ให้แก่ผอู ้ ื่น เห็นอกเห็นใจ และเห็นคุณค่าในเพื่อนมนุษย์ และผูท้ ี่มีความเดือดร้อน มีความเอื้ออาทรเอาใจใส่ อาสาช่วยเหลือสังคมด้วยแรงกาย และสติปัญญา ลงมือปฏิบตั ิการเพ่อบรรเทาปั ญหา อ้างอิง http://guru.