P. 1
การใช้หลักนิติธรรมในประเทศไทย

การใช้หลักนิติธรรมในประเทศไทย

|Views: 2,651|Likes:

วิษณุ เครืองาม. 2555. "การใช้หลักนิติธรรมในประเทศไทย." วารสารสหวิทยาการวิจัย: ฉบับบัณฑิตศึกษา 1 (1): 1-12.

วิษณุ เครืองาม. 2555. "การใช้หลักนิติธรรมในประเทศไทย." วารสารสหวิทยาการวิจัย: ฉบับบัณฑิตศึกษา 1 (1): 1-12.

More info:

Copyright:Attribution Non-commercial

Availability:

Read on Scribd mobile: iPhone, iPad and Android.
download as PDF, TXT or read online from Scribd
See more
See less

02/16/2015

pdf

text

original

วารสารสหวิทยาการวิจัย: ฉบับบัณฑิตศึกษา ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2555

)
[1]
การใช้หลักนิติธรรมในประเทศไทย
*

Using the Rule of Law in Thailand

ดร.วิษณุ เครืองาม
**

Dr.Wisanu Khrueangam

หัวข้อ “การใช้หลักนิติ ธรรมในประเทศไทย” คาว่าหลักนิติ ธรรมนั้น เป็นคาที่พูดกันเกร่ อไปทั่ว เดิ มทีก็พูดกันใน
ห้องเรียนต่อมาก็ไปพูดกันตามถนนหนทาง หลังจากนั้นก็พูดกันในตารับตารา ตามหน้าหนังสือพิมพ์ ตามสื่อมวลชน วันนี้คานี้
เป็นคาศักดิ์ สิทธิ์ เพราะยกระดับฐานะขึ้นเป็นคาศัพท์กฏหมายที่ยิ่งใหญ่ ประดิ ษฐานในรัฐธรรมนูญไทยเป็นครั้งแรกเสียแล้ว
และที่จริง ก็มีรัฐธรรมนูญอยู่ไม่กี่ฉบับในโลก ที่เอาคาว่าหลักนิติธรรม ไปเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ รัฐธรรมนูญ
ไทยในปัจจุบัน ซึ่งเป็นฉบับที่ 18 นี้เอง เพราะฉะนั้น คานี้จึงมีความสาคัญ ความศักดิ์สิทธิ์ และความยิ่งใหญ่
คานี้จะบอกว่าเป็นศัพท์กฎหมายก็ไม่ใช่ เป็นศัพท์รัฐศาสตร์ก็ไม่เชิง เป็นศัพท์สังคมศาสตร์ก็ไม่ถูกนัก เพราะมันเป็น
ทุกสิ่งทุกอย่าง ผสมกันในระหว่างนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และสังคมศาสตร์ หรือแม้แต่ศีลธรรม คาศัพท์สมัยนี้ ก็เรียกอะไรที่มัน
มั่ วๆ อย่ างนี้ว่า บูรณาการ เมื่ อเขามั่ วมา ผมก็มั่ วไป ว่าหลักนิติ ธรรม เป็นคาศัพท์ที่บูรณาการขึ้นจาก กฏหมาย รัฐศาสตร์
สังคมศาสตร์ ศีลธรรม วิถีวิชีวิต และความถูกต้องตามคานองคลองธรรมทั้งหลาย อะไรที่เป็นสิ่งดีสิ่งงาม เอามาใส่ไว้ในหลักนิติ
ธรรมนี้ทั้งหมด
คานี้มีประวัติอันยาวนานมานับพันปี แล้วก็พัฒนาการตลอดอย่างน่าสนใจ กว่าจะเดินทางมาถึงประเทศไทย แล้วก็
เข้าไปอยู่ในรัฐธรรมนูญไทยได้ มันผ่านการรบทัพจับศึก การฆ่าฟัน การล้มตาย การต่อสู้ การแย่งชิง กันมาสารพัด จึงเป็นคาที่
ทั่วโลกให้ความสาคัญ เราเสียอีกที่ให้ความสาคัญช้าไปกว่าบ้านอื่นเมืองอื่น ก่อนที่ จะพูดถึงการนาเอาหลักนิติ ธรรมมาใช้ใน
ประเทศไทย ก็คงต้องตั้งต้นจากเรื่องในทางประวัติศาสตร์ เรื่องในทางปรัชญาสักนิดนึง ซึ่งอาจจะฟังดูนอกเรื่อง แต่เชื่อผมเถิด
ครับ ว่าบรรยายอะไรก็ตาม ถ้านอกเรื่องแล้วมันจะสนุกกว่าบรรยายในเรื่อง
เรื่องนี้มีความเป็นมาตั้งนับพันปีแล้ว ตั้งแต่สมัยที่มนุษย์อยู่ กันเป็นบ้าน เป็นเมือง เป็นหมู่ เป็นเหล่า มีผู้ปกครอง มี
รัฐบาล มีกษัตริย์ แน่นอนครับ ผู้ปกครองในอดีตคือกษัตริย์ จะเรียกว่า เจ้าชีวิต เจ้าแผ่นดิน หรือจะเรียกอะไรก็ช่าง และเมื่อมี
ผู้ปกครอง มันก็เป็นธรรมดานั่นเอง ที่ผู้ปกครองจะมี ความรู้สึกว่าตน เป็นเจ้าระเบียบ เป็นผู้มี พระคุณ มี บุญคุณอันยิ่ งใหญ่
อุตส่าห์ปกป้องผองภัย คุ้มครอง คุ้มภัย ปกป้องภยันอันตรายแก่ราษฏร จึงมีสิทธิพิเศษ ผมใช้สิทธิพิเศษ ไม่ได้เรียก “อภิสิทธิ์”
นะครับ สิทธิพิเศษนี้ เป็นลักษณะสาคัญของใครก็ตาม ที่เป็นผู้ปกครอง ที่มีความรู้สึกว่าตัว จะต้องมีอานาจนี้ มิฉะนั้น จะไป
ปกครองไพร่ฟ้าประชาชนข้าแผ่นดินได้อย่างไร
อานาจในที่นี้ อาจจะจาเป็น เพราะว่าเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ อานาจนี้ อาจจะจ าเป็น เพราะต้องรักษาความ
สงบเรียบร้อย หรืออานาจ อาจจะจาเป็น เพื่อต้องการเพิ่มพูนบุญญาบารมีอภินิหารต่างๆ ให้คนเลื่อมใสศรัทธา สุดแท้แต่ แต่
มันเป็นของคู่กัน ของผู้ปกครอง กับการมีอานาจ และอานาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่ผู้ปกครอง ไม่ว่าบ้านไหนเมืองไหน ก็จะยกขึ้นอ้าง
เสมอมา ก็คือ อานาจที่จะบังคับการต่างๆ ตามใจชอบของผู้ปกครอง
เรื่ องนี้เป็นมาตลอดทุ กบ้านทุ กเมื อง และเป็นเวลานานนับพันปี มาแล้ ว เรื่ องมันก็ เริ่ มคลี่ คลายในเวลาต่ อมา ว่ า
ผู้ปกครองหลายๆ บ้านเมื อง ก็อาจจะตั้งศาลเตี้ยขึ้นชาระความ อาจจะขึ้นภาษีตามใจชอบ อาจจะข่มเหงฉุดลูกเขาเมียใคร

*
ถอดความจาก ปาฐกถาสาธารณะ สมาคมรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 1 ประจาปี 2553 เมื่อ วันพุธที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2553
เวลา 13.00 - 15.30 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 9 อาคารศรีรัศมิ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
**
J.S.D.; ศาสตราภิชาน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ (อดีต) รองนายกรัฐมนตรี
วารสารสหวิทยาการวิจัย: ฉบับบัณฑิตศึกษา ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2555)
[2]
อาจจะรังแก อาจจะทรมาน แม้กระทั่งตีรันฟังแทง หรือฆ่าฟันผู้คนก็ทาได้ ในนามของอานาจพิเศษของผู้ปกครอง คาที่ใช้กัน
ตลอดในเวลาที่ผ่านมา ก็คือว่า ผู้ปกครองเป็นเจ้าแผ่นดิน เพราะมีอานาจเหนือแผ่นดิ น เป็นเจ้าชีวิต เพราะมีอานาจเหนือชีวิต
เป็นเจ้าอยู่หัว เพราะมีอานาจหักคอใครก็ได้ ภาษาเรียกว่า “Lord of Life”
ถ้าหากผู้ปกครองใช้อานาจเหล่านี้ ไปในทางที่มีคุณธรรม เช่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย บ้านเมืองก็คงไม่สู้กระไร
และก็คงไม่มี ใครคัดค้าน แต่ อานาจอยู่ กับใคร ย่ อมเป็นช่องทางให้ผู้นั้นกาเริ บเสมอ จึ งเกิดกรณีผู้ปกครองที่มี อานาจ จักใช้
อานาจตามอาเภอใจ ในการไปกดขี่ข่มเหงรังคราญผู้อื่น คาที่สาคัญที่สุดในที่นี้ คือคาว่า “ตามอาเภอใจ” ผมก็ไม่แน่ใจ ว่าทาไม
เรียกว่าอาเภอ ไม่ยกเป็นจังหวัดสักที ภาษาอังกฤษใช้คาว่า “At the win of the rule” ตามน้าใจของผู้ปกครอง คืออยากได้ก็
ทา ไม่อยากได้ก็ไม่ทา ลมเพลมพัด คนเราพอลมเพลมพัดแล้ว โอกาสที่จะเหิมเกริม โอกาสที่จะใช้อานาจผิดทานองครองธรรม
โอกาสที่จะกลั่นแกล้ง เกิดขึ้นได้ง่าย เรื่องอย่างนี้มีมาตลอด
ถามว่ าใครเดื อดร้ อนจากผู้ ปกครองประพฤติ ปฏิ บัติ อย่ างนี้ ค าตอบก็ คื อ ราษฏร หรื อผู้ ถู กปกครอง ถู กมั้ยครับ
เพราะฉะนั้น ประชาชนไม่รู้เลยว่า วันหนึ่งรัฐบาลหรือผู้ปกครอง จะนึกขึ้นภาษีขึ้นมา หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียน
บอกว่า สมัยก่อน คนตื่นเช้าปิดหน้าต่างไม่ รู้ว่าผิด พ.ร.บ. อะไรบ้าง มันอาจจะผิด พ.ร.บ. อะไรสักอย่าง เพราะฉะนั้น คนที่
เดือดร้อนจากการมีอานาจอย่างไร้ขอบเขตของผู้ปกครอง คือราษฏร ไม่รู้ว่าจะถูกขึ้นภาษีเมื่อไหร่ ไม่รู้ว่าจะถูกฉุดคร่าอนาจาร
เมื่อไหร่ ไม่รู้ว่าจะถูกจับไปขึ้นศาลเตี้ยเมื่อไหร่ จับไปแล้วไม่รู้ว่าโดนข้อหาอะไร ประชาชนจึงต้องดิ้นรนหาทางสักอย่างหนึ่ง มา
จากัดอานาจตามอาเภอใจของผู้ปกครองให้ได้
เหมือนกับทีเราเคยฟังนิทานอีสป ว่าแมวมันมาจับหนูกิน หนูมันต้องคิดว่า เราต้องหาวิธีว่าพ่ อแม่แล้วเราจะได้มุดลงรู
เพื่อหนีแมวให้พ้น นั่นก็คือเอาลูกกระพรวนมาผูกคอแมว เพื่อแมวมาจะได้ยินเสียงลูกกระพรวน นั่นคือต้องมีอะไรสักอย่ าง
เป็นสัญญาณเตือนภัย ต้องมีอะไรสักอย่าง ไปจากัดอานาจอันล้นพ้น ไร้ขอบเขตของผู้ปกครอง อะไรคือลูกกระพรวนละครับ
อะไรคือสิ่งที่จะยับยั้ง หรือต้านทาน หรือสกัดกั้นอานาจอันยิ่งใหญ่ของผู้ปกครอง คาว่าผู้ปกครองในที่นี้ ระยะแรกๆ นั้นก็คือ
พระมหากษั ตริย์เท่านั้น ถ้าคนอื่นเป็นคนรังแก ประชาชนยังพอมีที่พึ่ง เทียบแบบไทยๆ ผู้ใหญ่บ้านรังแกเรา ยังไปฟ้องกานันได้
กานันรังแกเรา ก็ไปฟ้ องนายอ าเภอ นายอ าเภอรังแกเรา ก็ ไปฟ้ องเจ้ าเมื อง เจ้ าเมื องรังแกข่มเหงเรา ก็ ต้ องฟ้ องเสนาบดี
เสนาบดี รังแกเรา ก็ ไปฟ้ องอัครมหาเสนาบดี อัครเสนาบดี รังแกฉุ ดฆ่ าอนาจารเรา ก็ ไปฟ้ องพระมหากษัตริ ย์ ถามว่ า ถ้ า
พระมหากษัตริ ย์เป็นคนรังแก จะฟ้องใคร มันไม่มี ทางออก เพราะฉะนั้นต้องทาอะไรสักอย่าง ไปเบรกอานาจอันยิ่ งใหญ่ของ
ผู้ปกครอง โดยเฉพาะระดับสูงนี้ให้ได้
และที่ประชาชนเจ็บช้าน้าใจกันมาก เมื่อพันสองพันปีที่ ผ่านมา ก็คือว่า การมีอานาจบาดใหญ่นั้น มันไม่ได้จากัดอยู่
เฉพาะในกลุ่มผู้ปกครองชั้นสูง ที่เป็นเจ้าเมืองเท่านั้น ที่เป็นพระมหากษัตริย์เท่านั้น ถ้าแม่ปูทาอย่างนั้นได้ ลูกปูก็ทาได้ ในที่สุด
การใช้อานาจที่เหิมเกริม มันก็ลงมาถึงระดับเสนาบดี ระดับขุนนางทั้งหลาย ระดับข้าราชการทั้งหลาย ประชาชนถึงเดือดร้อน
ทุกหย่อมหญ้า ความจาเป็นที่จะต้องเบรกอานาจของผู้ใดก็ตาม ที่มีอานาจปกครองยิ่งมากขึ้นยิ่งทวีคูณ ของอย่างนี้ มันไม่พ้น
วิสัยมนุษย์ที่จะคิดออก แต่คนที่จะคิดเรื่องนี้ออก มันจะเป็นพวกนักคิด คือได้แต่คิด ทาไม่เป็น มันต้องเกิดนักคิดมากในอดีต ที่
จะเสนอทฤษฏีแปลกๆ เกี่ยวกับเรื่องลูกกระพรวนไปผูกคอแมว หรือเกี่ยวกับเรื่ องที่จะไปเบรกอานาจผู้ปกครอง ซึ่ งอาจจะ
แบ่งเป็นยุคๆ เพราะว่าคนเรา ไม่ได้คิดอะไรทีเดียวพร้อมกันหมด ยุคนี้พวกนี้ดัง ก็คิดแบบนี้ พอตกกระป๋องไปยุคใหม่ ก็มีคนคิด
แบบใหม่ แต่พอตกกระป๋องอีก ก็มียุคใหม่อีก
หลักนิติ ธรรม คือหลักที่คิดขึ้นมา เพื่อไปเบรกอานาจของผู้ปกครอง แต่ มันมาทีหลัง ก่อนที่มี หลักนิติธรรม เขาคิด
อย่างอื่นมาก่อน สิ่งแรกที่มนุษย์คิดออก ที่จะไปยับยั้งอานาจอันยิ่งใหญ่ของผู้ปกครองได้ เขานึกว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า และฟ้าที่
เขานึกออก ที่เหนือผู้ปกครองนั้น ว่าอะไรที่ไปเบรกอานาจผู้ปกครองได้ คาตอบก็คือ พระเจ้า คือพวกนี้ต้องเอาธรรมะเข้าข่ม
เข้าหาวัด ก็ต้องพึ่งอานาจของพระ ของวัด ของพระเจ้า ของเทวดา ที่จะมาเบรกอานาจของพระมหากษัตริย์ เพราะรู้ว่ากษัตริย์
ไม่กลัวใคร นอกจากกลัวพระเจ้า
วารสารสหวิทยาการวิจัย: ฉบับบัณฑิตศึกษา ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2555)
[3]
โดยเฉพาะในสมัยที่ยุโรป ถู กครอบงาด้วยของอิทธิพลของคริสตศาสนา เมื่อเชื่อว่าพระเจ้าสร้างโลก เมื่อเชื่อว่าพระ
เจ้าสร้างมนุษย์ พระมหากษัตริย์ก็เป็นมนุษย์ กษัตริย์คงเชื่อพระเจ้า พวกนี้ก็เลยหันเข้าหาพระเจ้า หัวหน้าศาสนาในสมัยนั้น ก็
คือ โป๊ ป ที่เราเรี ยกว่า สันตะปาปา และบาทหลวง คนเหล่านี้แหละที่เป็นที่พึ่งอันดับแรกของมนุษยชาติ ที่จะมาช่วยเบรก
อานาจของผู้ปกครอง ซึ่งใช้อานาจผิดทานองครองธรรม และโปปเอง ท่านก็ให้ความร่วมมือ เพราะรู้สึกว่า เออดี อาตมาเองก็
ใหญ่ดีเหมือนกันนี่หว่า เพราะฉะนั้น คริสตจักรจึงมีอานาจขึ้นในเวลานั้น ใหญ่ขึ้นจนกระทั่งขนาดศาสนจักร สามารถออกคาสั่ง
แล้วให้กษัตริย์ประเทศต่างๆ ซึ่งปรกติก็นับถือคริสตศาสนาอยู่แล้ว ต้องยอมตามคาสั่งของโป๊ปได้ บางประเทศออกกฎหมายไป
แล้ว ราษฏรมาร้องเรียนโป๊ป โป๊ ปก็บอกว่า แก้มันเสียเถอะโยมเอ้ย เลิกมันเสียเถอะ ใช้กฎหมายนี้แล้วคนเดือดร้ อน กษัตริย์ก็
ต้องไปแก้ไข
ถามว่า ถ้ากษัตริย์ไม่ยอม จะเกิดอะไรขึ้น โป๊ปมีวิธีหลายวิธีที่จะทา ปรกติพระมหากษัตริย์ ซึ่งไม่ยอมเชื่อฟังคาสั่งของ
โป๊ ปอยู่ แล้ ว อันดับแรก โป๊ ปเขาก็ ด่ าเอาละซิ อันดับสอง โป๊ ปก็ ท าพิ ธี คว่ าบาตร ศัพท์ ค าว่ า “คว่ าบาตร” เขาเรี ยกว่ า
“Excommunication” หรือ งดการติดต่อ หรือเลิกคบ ศาสนจักร คริสตจักร บาทหลวง พระฝรั่ง เลิกคบกับกษัตริย์ ที่ไม่เชื่อ
ฟังคาสั่งของคริสจักรหรือโป๊ป และโป๊ปก็ได้ทาพิธีคว่าบาตรอย่างนี้ ไปหลายรายแล้ว วิธีคว่าบาตรของโป๊ป คือพระมหากษัตริย์
สั่งแล้วไม่ยอมทาตาม หากมาแก้บาป ก็อย่าให้ บาทหลวงมาแก้ หากตาย ก็ไม่ให้บาทหลวงไปสวด มีลูกก็ไม่ให้เจิม ทาพิธีอะไร
มานินมต์ก็ไม่รับทั้งนั้น ให้มันรู้ว่าผู้ปกครองเจออย่างนี้ แล้วจะอยู่ได้
อยู่ไม่ได้ เพราะว่าผู้ปกครองคนไหนเจอแบบนี้เข้า ประชาชนก็ไม่ เลื่อมใสอะไร จนถึงขึ้นหนักที่สุดถ้าผู้ปกครองยัง
กระด้างกระเดื่องอีก โป๊ปก็จะสะดมพล ตั้งกองทัพไปรบกับกษัตริย์ ซึ่งเคยทามาแล้วในอดีต กษัตริย์ไม่เชื่อฟังคาสั่งโป๊ ป โป๊ปก็
เลยสั่งคว่าบาตรไป กระจุยกระจายและตีฆ้องร้องป่าว เรียกประเทศทั้งหลายที่นับถือ ตั้งกองทัพ ส่ งทหารมาสมทบทุน และเอา
ทหารนั่นแหละ ไปรบกับพระมหากษัตริย์จนชนะ ให้มันรู้ว่า ใช้วิธีอย่างนี้แล้ว ใครจะอยู่ใครจะไป
นี่คือมาตรการแรกสุด ที่มนุษย์คิดออกในการที่จะตอบโต้ การใช้อานาจอันล้นพ้น หรือเลวร้ายของผู้ปกครอง ที่ไม่อยู่
ในร่องในรอย ในศีลในธรรม ซึ่งก็ได้ผลดี เพราะฉะนั้นในยุคอย่างนี้ โป๊ ปแกทาท่าจะเป็นศาลโลก ทาท่าจะเป็นสหประชาชาติ
โป๊ปทาท่าเหมือนจะเป็นเจ้าโลกไปอีกราย ซึ่งมันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย จุดอ่อนจุดแข็ง จุดอ่อนก็คือว่า สุดท้าย พระมหากษัตริย์
กลับลดอานาจ แต่โป๊ ปกลับมีอานาจ จุดแข็งและจุดเด่น ก็คือว่า ประชาชนมีที่พึ่ง เพราะว่าเมื่อกษัตริย์รังแก ก็ยังมีที่พึ่ง คือไป
ฟ้องโป๊ปได้
ลักษณะอย่ างนี้ มี อิ ทธิ พลเป็ นเวลานานมากในยุ โรป และเราก็ ไม่ เข้ าใจชี วิ ตความเป็ นอยู่ ของยุ โรป รวมทั้ง
ประวัติศาสตร์ในหลายเรื่อง ที่เราไม่เข้าใจ ประวัติศาสตร์ของยุโรป เราเอเชีย ในประเทศไทยเรา ไม่เคยพบเรื่องนี้ จึงไม่คุ้ยกับ
เรื่องแบบนี้ แต่ยุโรปเขาได้ผ่าน ลิ้มรสสิ่งเหล่านี้มาแล้ว มีเหมือนกันที่ผู้ปกครองที่ยังไม่ยอมทิ้งโป๊ป เรื่องที่คลาสสิคที่สุด ซึ่งท่าน
อาจจะเคยเรียนมาแล้ว ก็คือ เจ้าชายเฮนรี่ที่ 8 กษัตริย์แห่งอังกฤษ
โป๊ปเคยสั่งคาทอลิกต่อหน้าพระเจ้า ว่าจะอยู่ด้วยกันจนความตายมาพราก เพราะฉะนั้น เมื่อสาบานแล้ว จะไปมีเมีย
ใหม่ ไม่ ได้ และคาสั่งโป๊ ปนี้ มี อิทธิพลมาจนถึงวันนี้ เพราะบรรดาประเทศที่นับถือคาทอลิกทั้งหลายในยุ โรป ในวันนี้ จะเป็น
อิตาลี สเปน โปรตุเกส หรืออเมริกาใต้ กฎหมายของประเทศเหล่านั้น ยังเขียนจนถึงวันนี้ ว่าชายหญิงเมื่อแต่งงานกันแล้ว จะ
หย่ากันโดยจูงมือขึ้นอาเภอ โดยความสมัครใจไม่ได้ จะต้องฟ้องศาลให้ศาลตัดสินให้หย่า เท่านั้น แล้วศาลก็ตัดสินให้หย่ายากไป
เสียอีก เพราะอิทธิพลของคริสต์ศาสนา มีมาตั้งแต่อดีตที่โป๊ปสั่งไว้
พระเจ้าเฮนรี่มี เมี ยอยู่ แล้ว วันนึงเกิดนึกอยากจะแต่งงานใหม่ โป๊ ปบอกว่าไม่ได้ ก็เมี ยมี อยู่ แล้ว พระเจ้าเฮนรี่ ก็ทา
อุบายต่างๆ นาๆ จับเมียฆ่าซะงั้น แล้วบอกว่าเมียตาย คือจะหาเรื่องแต่งงานใหม่ให้ได้ ทาหนสองหนพอทนได้ แต่ทาหกเจ็ดหน
โป๊ปก็บอกว่า สู้กันดีกว่าโว้ย ว่าแล้ว โป๊ปก็คว่าบาตรพระเจ้าเฮนรี่ แต่พระเจ้าเฮนรี่ก็ไม่ยอม คว่าบาตรกลับคืนโป๊ ปเช่นกัน โดย
ไล่บาทหลวงออกจากประเทศอังกฤษ และตั้งศาสนาคริสต์ซะเลย เรียกว่า นิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์ และมีกษัตริย์อังกฤษ เป็น
เหมือนโป๊ป แต่เนื่องจากกษัตริย์ทาพิธีไม่เป็น ก็ตั้งบาทหลวงองค์นึงเป็นหัวหน้าพระ และเป็นศาสนาประจาประเทศอังกฤษ
วารสารสหวิทยาการวิจัย: ฉบับบัณฑิตศึกษา ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2555)
[4]
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ เช่น เจ้าชายวิลเลี่ยมที่จะแต่งงานในปีหน้านี้ ถ้าไม่เป็นศาสนิกชน ที่นับถือนิกาย
เชิร์ชออฟอิงแลนด์ ก็เป็นกษัตริย์อังกฤษไม่ได้ เพราะฉะนั้น เมื่อประมาณ 30 ปีมาแล้ว ตอนเจ้าชายชาร์ล แต่งงานกับเจ้าหญิง
ไดอาน่า จูงมือเข้าไปในโบสถ์เซนต์พอล ซึ่งมีการถ่ายทอดสดให้คนทั่วโลกชมพิธีแต่งงาน แต่พอทาพิธีเสร็จเรียบร้อย เจ้าชาย
ชาร์ลก็จูงมือเจ้าหญิงไดอาน่า ไปข้างหลังแท่นบูชา แล้วจอโทรทัศน์ก็มืดไปประมาณ 10 นาที จนโฆษกไม่รู้จะบรรยายอะไร จน
เวลาผ่านล่วงไป โฆษกก็ประกาศว่าที่หายไปนั้น เพื่อไปทาพิธีเปลี่ยนศาสนา เพราะเจ้าหญิงไดอาน่า ท่านไม่ได้ประสูติมาจาก
เชิร์ชออฟอิงแลนด์ เลยต้องไปเปลี่ยน เพื่อเตรียมตัวจะเป็นพระราชินี (ควีนอังกฤษ)
นี่แหละ ประวัติมันก็เป็นแบบนี้แหละ และก็อ่านหนังสือที่ว่า เจ้าชายวิลเลี่ยมกับเคท ที่จะแต่งงานกันอีกไม่กี่เดือน ก็
ต้องกระทาแบบเดียวกัน เพราะเคทท่านไม่ได้เป็นเชิร์ชออฟอิงแลนด์ ก็ต้องไปทาพิธีเปลี่ยนศาสนา มิฉะนั้นจะไม่ได้อยู่ ในลาดับ
แห่งการสืบสันติวงศ์อังกฤษ ต่อไปมันเป็นของมัน เป็นแบบนี้ เพราะสู้กันมาแบบนี้ ทาไมต้องสู้กัน ก็เพราะว่ามันเป็นการขับ
เคี่ยว แย่งชิงอานาจกันในยุโรป ว่าใครจะใหญ่กว่าใคร ระหว่างผู้ปกครองกับอะไรสักอันนึง ที่จะเอามาเบรกกัน
ทฤษฏีแรกที่เกิดขึ้น ก็คือทฤษฏีที่อาศัยวัดเป็นที่พึ่ง อาศัยพระเจ้าเป็นที่พึ่ง ก็ดูจะเบรกได้ระยะหนึ่ง พออยู่มา มันก็
เริ่มเสื่อมความนิยมลง จึงเกิดยุคที่สอง ที่มนุษย์ มีความคิดว่า อานาจที่ล้นพ้นของผู้ปกครอง มันจะถูกเบรกด้วยศาสนาไม่ได้
เพราะบางที ศาสนาก็เสื่อม หรื อไม่เป็นที่นิยม ในที่สุด ก็มีนักปราชญ์ราชบัณฑิต ไปคิดออกว่า เวลาจะหาอะไรสักอย่ าง มา
ยับยั้งอ านาจอันไร้ ขอบเขต หรื ออ าเภอใจของผู้ ปกครอง มันน่าจะใช้ หลักกฎธรรมชาติ คนเราจะใหญ่ แค่ไหน ก็ ใหญ่ กว่ า
ธรรมชาติไม่ได้ มนุษย์เกิดมาต้องตาย เรื่องตายไม่เกี่ยวอะไรกับศาสนา มันเกี่ยวกับธรรมชาติ ตัวนี้แหละที่จะมายับยั้งอานาจ
ผู้ปกครอง ผู้ปกครองใหญ่อย่างไร ก็ไม่สามารถใหญ่กว่าธรรมชาติได้
เรื่องนี้มีประวัตินานเหมือนกัน นานจนกระทั่งในสมัยโบราณ ที่เล่านิทานให้ฟัง เพราะเขาเอามาทาละคร แสดงอยู่ตั้ง
40 ปี ในอังกฤษ เอามาเป็นหนังอีก ท่านเคยได้ยินชื่อ จักรพรรดิโรมันองค์ที่ 3 คือจักรพรรดิคาลิกูลา เป็นจักรพรรดิโรมันเมื่อ
สองพันปีมาแล้ว ถือว่าตัวเองยิ่งใหญ่ไพศาล ปราบเขาได้หมดทั่วโลก เวลาจะทาอะไร ท่านก็ทาตามอาเภอใจของท่านทุกอย่าง
ไม่กลัวใคร ไม่เกรงใคร ไม่กลัวพระเจ้า ไม่กลัวศาสนา เรียกว่าในประเทศนี้ ข้าใหญ่ที่สุด ท่านจักรพรรดิคาลิกูลา รบกับใครท่าน
ก็ชนะ เพราะฉะนั้น ไม่กลัวใคร
วันนึงมีตาแก่หลังโก่ง นุ่งขาว ห่มขาว หนวดเครารุงรัง ถือไม้เท้าเดิ นท่อมๆ เข้ามาหาท่านจักรพรรดิคาลิกูลา และ
บอกว่า “ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้านึกว่า พระองค์ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เหมือนคนในจักรวาล ไม่มีใครใหญ่เท่า เพิ่งรู้ว่ามีคนใหญ่
กว่าพระองค์ ” พระเจ้าคาลิกูลาถามว่า “ใครวะ ?” ตาแก่บอก “มันเป็นศัตรู พะยะค่ะ มันบุกรุ กเข้ามาในพระราชอาณาเขต
โดยไม่เกรงใจพระองค์เลย ข้าพระพุทธเจ้าก็บอกมันแล้ว ว่า แผ่นดินนี้เป็นของพระเจ้าคาลิกูลา อย่าบุกเข้ามา มันก็ยังบุก ห้าม
เท่าไหร่ ก็ไม่ฟัง เชิญเสด็จไปปราบมันเถิดพะยะค่ะ ถ้าพระองค์ใหญ่จริง” พระเจ้าคาลิกูลา ตรัสว่า “เราใหญ่ซิ ข้าศึกคนไหน
กล้ามาสู้กับเรา” ว่าแล้วก็เกณฑ์ทหาร สวมเสื้อเกราะ ใส่หมวกเหล็ก ขึ้นขี่ม้า แล้วบุกไปโดยมีตาแก่เดินนาหน้า ก็มีคนเอาเล่น
ละคร เป็นโอเปร่า เป็นนิราศ เป็นหนัง ตาแก่คนนี้ ก้อเดินถือไม้เท้า เดินนากองทัพพระเจ้าคาลิกูลาไป
ท่านลองนึกซิว่า ตาแก่คนนี้ จะพาพระเจ้าคาลิกู ลาไปไหน ไปหาศัตรูที่บุกรุก ศัตรูมันอยู่ที่ไหน ตาแก่คนนี้ก็พาไปที่
ชายทะเล พระเจ้าคาลิกูลาถามว่า “ไหนละศัตรู ที่บุกเข้ามาในอาณาเขตของเรา” ตาแก่บอกว่า “นั่นพะยะค่ะ และก็ชี้ไปที่
ทะเล น้ามันขึ้น ทะเลมันก็ขึ้นตาม ตาแก่บอกว่า แต่ก่อนแผ่นดินนี้เป็นของพระองค์ พอน้าขึ้นมา แผ่นดินของพระองค์ก็หายไป
ทุกทีๆ มันบุกรุกพระราชอาณาเขต ปราบมันเถอะพะยะค่ะ ข้าพระพุทธเจ้าห้ามแล้ว มันก็ไม่ฟัง มันขึ้นอยู่เรื่อยเลย ไม่เกรงใจ
พระองค์เลย”
พระเจ้าคาลิกูลาก็ตะลึงไปพักนึง และก็สั่งทหารว่า “ลุย” ทหารก็ขี่ม้า ใส่เสื้อเกราะ สวมหมวกเหล็ก ไล่ฟันทะเล
และก็จมน้าตายหมด เหลือแต่พระเจ้าคาลิกูลา เพราะท่านก็ยืนดูอยู่บนฝั่ง พอทหารตายหมด ท่านก็ขี่ม้ากลับเข้าวังอย่างหงอย
เหงา นั่งคิด นอนคิดอยู่ 7 วัน เพิ่งจะนึกออกว่า เหนือฟ้ามันยังมีฟ้า เหนือเรามันยังมีธรรมชาติ เรานึกว่าเราใหญ่ที่สุด แต่เราก็
ปราบธรรมชาติไม่ได้
วารสารสหวิทยาการวิจัย: ฉบับบัณฑิตศึกษา ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2555)
[5]
จุดนี้เอง ที่ทาให้มนุษย์กลับมาคิดว่า วิธีที่จะเบรกอานาจของผู้ปกครอง เมื่อศาสนจักรช่วยไม่ได้ โปปช่วยไม่ได้ พระ
เจ้าช่วยไม่ได้ แต่ธรรมชาติช่วยได้ เพราะฉะนั้น ผู้ปกครองจะสั่งอะไรให้มันพิสดารไม่ได้ ก็อย่าให้เกินธรรมชาติ กษัตริย์โรมันอีก
องค์นึ ง มี หมอดู ทายว่า พระองค์ จะซวยแล้วละ เพราะต่ อไป ทารกที่เกิ ดมานัยต์ ตาสีฟ้ า เมื่ อโตขึ้นจะยึ ดอานาจ และเป็ น
จักรพรรดิแทนกษัตริย์โรมัน ท่านก็เลยสั่งให้ทหาร ประหารชีวิตเด็กทารกทุกคน ที่เกิดมามีตาสีฟ้า เพื่อขจัดเสี้ยนหนาม
ทหารก็บุกไปที่บ้านหลังหนึ่ง แม่เพิ่งจะคลอดลูกตาสีฟ้า ทหารนายหนึ่งก็ไปดูว่าเด็กตาสีฟ้าหรือเปล่า ปรากฏว่าเด็ก
ทารกตาสีฟ้า ทหารจะตัดคอเด็ก แม่ก็บอกว่า “เจ้าไม่มีสิทธิ์ที่จะกระทา เพราะเจ้าไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิต เราเป็นเจ้าของชีวิตลูก
พระเจ้าเป็นเจ้าของชีวิ ต ท่ านไม่ ได้ ให้ชี วิต ท่ านจึ งไม่ สามารถที่ จะฆ่ าเด็ กคนนี้ได้ ” ทหารบอกว่ า “เรามาฆ่ าตามคาสั่ งของ
จักรพรรดิ” แม่ก็บอกว่า “จักรพรรดิก็ไม่มีสิทธิ์สั่ง เหนือกว่าคาสั่งของจักรพรรดิ คือธรรมชาติ มนุษย์เกิดมา ตามันจะมีสีอะไร
มันเป็นไปตามยีนส์ ตามดีเอ็นเอ ตามธรรมชาติ ” (ดีเอ็นเอ เขาไม่ได้พูด ผมพูดเอง) เมื่อมันเป็นไปตามธรรมชาติ เจ้าจะมาทา
อะไร ที่มันผิดธรรมชาติไม่ได้ ทหารคนนั้นวางหอกวางดาบ แล้วนิ่งคิดว่า “จริงซินะ” แล้วก็ขี่ม้ากลับไป
เรื่องแบบนี้ เล่ากันมานานปี เพื่อทาให้มนุษย์ฮึกเหิมขึ้นว่า ธรรมชาติมันใช้เปลี่ยนอานาจได้ แต่มันก็เบรกได้ระยะนึง
เท่านั้น คนไม่เชื่อก็มี ในที่สุด ก็ต้องมาถึงยุคที่มนุษย์ คิดค้นสิ่งใหม่ ว่ามันต้องมีอะไร ที่มันเจ๋งกว่านี้ ขลังกว่านี้ มาเบรกอานาจ
ผู้ปกครอง เพราะว่าเมื่อศาสนาใช้ไม่ได้ ธรรมชาติใช้ไม่ได้ ต้องมีหลักอะไรสักอย่าง และบัดนั้นก็เกิดหลักสาคัญขึ้น ซึ่งรู้จักกัน
จนถึงวันนี้ว่า “หลักนิติธรรม” แต่วันนั้นยังไม่รู้จัก ว่านิติธรรมเรียกอะไร ก็ยังเรียกกันไม่ถูก
เรื่องนี้ก็ต้องเล่าให้ฟังว่า หัสเดิมเริ่มแรก มันเกิดขึ้นเมื่ออังกฤษ จะต้องเปลี่ยนอานาจเป็นประชาธิปไตย (วกเข้าไป
เรื่องการบ้านการเมืองสักนิด) ทุกคนเคยได้ยินได้คุ้นมาแล้ว คงรู้จักคาว่า “Magna Carta” Magna แปลว่า ยิ่งใหญ่ Carta
แปลว่า กฎบัตร ความจริงคือ แปลว่า รัฐธรรมนูญนั่นแหละ สมัยนั้นไม่รู้จักคาว่า รัฐธรรมนูญ ที่ไม่รู้จักนี้ ไม่ได้หมายความว่าไม่
เป็นภาษาไทยนะ ไม่รู้จักเพราะไม่รู้จะเรียกว่าอะไร Magna Carta เป็นภาษาลาติน ซึ่งเหตุมันเกิดขึ้นในปี ค.ศ.1215 ใครนึกไม่
ออกว่า 1215 เก่าแค่ไหน ก็เอา 543 บวกเป็นพุทธศักราช 1758 ถ้านึกไม่ออกว่า 1758 เก่าแค่ไหน ก็เอาเป็นว่าสมัยพ่อขุน
รามคาแหง ยังไม่ผลิตตัวอักษรไทย เอาเป็นว่ากรุงสุโขทัยยังไม่เกิด เกิด Magna Carta ขึ้นในโลกแล้วในประเทศอังกฤษ
เรื่ องที่จะเล่าอย่ างเร็ วต่ อไปนี้ ถ้าใครเคยดู หนังเรื่ อง “โรบินฮูด” เวอร์ ชั่นสุดท้าย ท่านจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้ดี ขึ้น
อังกฤษเมื่อประมาณ 700 ปีมาแล้วนั้น ก็เจอแบบเดียวกับที่เขาเจอกันทั้งหลายนั่นแหละ คือกษัตริย์กดขี่ข่มเหง รบไปเรื่อย ใน
เวลานั้น อังกฤษมีกษัตริย์อยู่องค์หนึ่ง ชื่อว่า พระเจ้าริชาร์ด พระเจ้าริชาร์ดนี้ ฝรั่งเรียกว่า King Iron Heart คือใจท่านเด็ด ใจ
ท่านเหี้ยม รบไปเรื่อย บุกไปเรื่อย ตะลุยไปเรื่อย สู้ไปเรื่อย แปลเป็นไทยว่า พระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์ (ไม่รู้เป็นอะไรกับ ไพโรจน์ ใจ
สิงห์)
พระเจ้าริ ชาร์ ดใจสิงห์ก็รบในฝรั่งเศส และก็ไปตายที่ฝรั่ งเศส น้องชายแกขึ้นเป็นกษัตริ ย์แทน ชื่อว่าพระเจ้าจอห์น
พระเจ้าจอห์นกษัตริย์แห่งอังกฤษองค์นี้ ซึ่งมีชื่อจารึกไว้ในตานานของอังกฤษสืบมา และพระเจ้าจอห์นองค์นี้ ไม่ว่าท่านจะเป็น
คนแบบไหนก็ตามที กรุณารับทราบเกร็ดสักนิดนึงว่า ธรรมเนียมคนที่เป็นกษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นประเทศใดในโลกนี้ก็ตาม ปรกติ
พอขึ้นเถลิงราชย์สมบัติ จะต้องเปลี่ยนพระปรมาภิไธย คือเดิมเกิดมาชื่ออะไรก็ช่าง พอเป็ นกษัตริย์ต้องเปลี่ยนชื่อ ธรรมเนียมนี้
มี ทั่วโลก ของไทยก็เถิด พอจะเป็นกษัตริ ย์ ในอดี ตสมัยอยุ ธยา ก็เป็นพระรามาธิ บดี และพอรามาธิบดี หลายองค์ ก็จะเป็ น
รามาธิบดีที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ต่อไปเรื่อยๆ
บางครั้งในสมัยอยุธยา องค์นั้นถ้าขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ก็ไม่ว่าจะเป็นพระศรีสรรเพชญ์ สมเด็จพระนเรศวร เดิม
ท่านชื่อว่า นเรศวร แต่พอเป็นพระมหากษัตริย์ ท่านไม่ได้ใช้ชื่อสมเด็จพระนเรศวร ท่านใช้ชื่อสมเด็จพระศรีสรรเพชญ์ เพราะว่า
เคยมีศรีสรรเพชญ์มาก่อน ท่านก็เลยเป็นศรีสรรเพชญ์ที่ 4 ที่ 5 ของท่านไป นี่เป็นหลัก ในยุโรปก็มีอย่างนี้เหมือนกัน ถ้าพระ
เจ้าแผ่นดินองค์ก่อน เคยใช้ชื่อพระเจ้าวิลเลี่ยม มาวันนี้จะเป็นกษัตริย์ อยากจะใช้ชื่อวิลเลี่ยม ที่เป็นวิลเลี่ยมที่ 5 ที่ 6 ไป เรียง
กันไป พระเจ้าปีเตอร์ที่ 2 ที่ 3
วารสารสหวิทยาการวิจัย: ฉบับบัณฑิตศึกษา ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2555)
[6]
อย่างกษัตริย์วันนี้ ควีนอลิซาเบธ เก่าเมื่อ 300 ปีก่อน เคยมีกษัตริ ย์ชื่ออลิซาเบธมาก่อนแล้ว เดี๋ยวนี้ท่านก็ต้องเป็น
ควีนอลิซาเบธที่ 2 ไม่ เคยมีกษัตริ ย์ อังกฤษองค์ใดขึ้นเป็นกษัตริ ย์แล้วใช้จอห์นที่ 1 และจอห์นที่ 2 เลย (คิดดู เถิดว่าชื่อนี้เป็น
มงคลนามขนาดไหน) เพราะถ้าเอ่ยถึงจอห์น จะมีอยู่จอห์นเดียวเท่านั้น คือ พระเจ้าจอห์น น้องพระเจ้าริชาร์ด
พระเจ้าจอห์น กดขี่ประชาชน แต่ท่านทรงฉลาด ท่านส่งทหารไปรบทั่วยุโรป โดยที่ท่านไม่ได้ไปรบด้วย แล้วเวลาไป
รบ ท่านก็ส่งให้ทหารไปรบทั้งปีทั้งชาติ เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้อง จะเอาเงินที่ไหนไปเลี้ยงกองทัพ พระเจ้าจอห์นท่านทรง
ฉลาดมาก จนถึงวันนี้ เค้าให้นิติศาสตร์ดุษฏีบัณฑิ ตกิตติมศักดิ์ เพราะพระเจ้าจอห์น รบโดยฉีกกระดาษออกกฏหมายตามไป
ฉบับหนึ่ง ว่าเมื่อทหารอังกฤษยกทัพไปรบ ค่าลงที่ไหน ให้ราษฏรในรัศมี 3 กิโลเมตรแถวนั้น ต้อนรับทหาร โดยให้เอาไปนอนที่
บ้าน หุงข้าวเลี้ยง มีลูกสาวให้เอามาปรนนิบัติ รุ่งเช้า ทหารก็จะออกไปรบอีกหมู่บ้านหนึ่ ง แกก็ฉีกกระดาษออกกฎหมายตาม
อีกฉบับหนึ่ง ทาอย่างนี้ แกก็รบได้ทั้งปีทั้งชาติ เพราะกระทรวงกลาโหมอังกฤษ ไม่ต้องควักเงินสักบาท ชาวบ้านเป็นคนควักเอง
ทุ กบาท และเรื่ องนี้ส าคัญ เพราะอี กหลายร้ อยปี ครั้ งที่ คนอังกฤษหนี รัฐบาลอังกฤษ ไปตั้งถิ่ นฐานในอเมริ กา แล้ วร่ าง
รัฐธรรมนูญอเมริกา ใครไปดูรัฐธรรมนูญอเมริกาฉบับปัจจุบัน มีเขียนอยู่มาตราหนึ่งว่า “รัฐสภาอเมริกาจะออกกฏหมายบังคับ
ให้ราษฏร รับทหารไปนอนในบ้านไม่ได้”
ถ้าเราไม่รู้ประวัติ เราก็นึกในใจว่า รัฐธรรมนูญประเทศนี้พิลึก และจะพิลึกขึ้น เวลาเราร่างรัฐธรรมนูญของเราบ้างนะ
แล้วเราก็ลอกรัฐธรรมนูญของเขามาใส่ เพราะเราไม่เคยมีประวัติอันหดหู่ใจแบบนี้ แต่คนอังกฤษที่เขาลงเรือไปอยู่อเมริกา เขา
เจอมาแล้ว เขียนกันไว้ เคยเคยอะไรมาแล้วบ้าง ก็เคยเจอผู้ปกครองทาแบบนี้มาแล้ว วิธีอย่างนี้คือ สิ่งที่ทาให้คนอังกฤษทน
ไม่ได้ และที่ทนไม่ได้มากที่สุดคือ พระเจ้าจอห์น นี่แหละ แกแอบขึ้นภาษี เช้าขึ้น เย็นขึ้น พรุ่งนี้ขึ้น เดือนหน้าขึ้น ไม่มีอะไรแกก็
ขึ้น ข้างขึ้นแกก็ขึ้น ข้างแรมแกก็ขึ้น ขึ้นมากๆ เข้าประชาชนเดือดร้อน ในที่สุดเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ.1215 เกิดเหตุการณ์สาคัญ
ขึ้นในโลก กลางทุ่งนานอกลอนดอน วันนี้ถ้าใครไปอังกฤษ พอเครื่องบินลงที่สนามบิน จะเข้าสู่กรุงลอนดอน ช่วยบอกคนขับ
แท็กซี่สักนิดเถิดว่า “ช่วยแวะทางที่จะไปพระราชวังวินเซอร์ ขอดูทุ่งนาสักทุ่งนึงเถิด” เขาก็จะพาผมไปดู “ผมไปกี่ที ผมก็ขอให้
แท็กซี่เขาแวะไปดู แล้วก็ยืนปลงสังขารอยู่ตรงนั้น เพราะทุ่งนี้มันชื่อว่า ทุ่ง “Runnymede” มีป้ายติดไว้ว่า “ณ กลางทุ่งนี้เมื่อ
700 ปีมาก่อน ประชาธิปไตยเกิดในโลก”
เกิดอะไรในโลก ก็คือเกิดขุนนางไปหลอกพระเจ้าจอห์น ว่าเชิญเสด็จไปล่ากวางที่ทุ่งรันนีมีดเถอะ พระเจ้าจอห์นนี้
ชอบล่ากวางมาก ก็ออกไปล่ากวาง ขี้ม้ากาลังล่ากวางอยู่เพลินๆ ขุนนาง บาทหลวง วิ่งกันจีวรปลิว ออกมาจากพุ่มไม้ มาถึงเอา
ดาบจ่อคอพระเจ้าจอห์น แล้วเอากระดาษแผ่นนึงให้อ่าน แล้วถามว่าจะเซ็นต์หรือไม่เซ็นต์ พระเจ้าจอห์น อ่านเสร็จตกใจมาก
แต่ก็เซ็นต์ กระดาษแผ่นนั้นก็เป็นเอกสารสาคัญในโลก ชื่อว่า Magna Carta ซึ่งถือว่าเป็นปฐมรัฐธรรมนูญของประชาธิปไตย
วันนี้ยังเก็บอยู่ใน พิพิธภัณฑ์ของอังกฤษ ในนั้นยังเขียนไว้เลยว่า กษัตริย์อังกฤษจะขึ้นภาษีได้ก็ต่อเมื่อ ถามใจประชาชนเสียก่อน
ว่าเขายอมให้ขึ้นหรือไม่ กษัตริย์อังกฤษจะไม่ส่งทหาร ไปนอนในบ้านใครตามใจชอบ กษัตริย์จะไม่ทาอย่างนั้นอย่างนี้
แล้วที่สาคัญที่ สุด คือประโยคต่อไปนี้ ซึ่งเขียนไว้ในมาตรา 37 ของ Magna Carta ว่า การจะจับกุมคุมขังใครทาไม่ได้
การตัดสินใจจะตั้งศาลเตี้ยขึ้นไม่ได้ การจะดาเนินคดีใดๆ โดยไม่มีความเป็นธรรมก็ทาไม่ได้ เมื่อก่อนทาได้วันนี้ Magna Carta
บอกห้ามทา จุดนี้เป็นจุดเริ่มต้น ของสิ่งที่เรารู้จักกันในวันนี้ ว่า “หลักนิติธรรม” พอมันเกิดขึ้น คนก็ว่าดี ทีนี้ก็พูดกันใหญ่เลย
ว่าหลักนี้มันดี หลักนี้คือหลักอะไร?
บ้านเมืองนี้ ขอให้มีความเป็นธรรมเถิด ความเป็ นธรรมที่คนอยากได้มากที่สุด คืออย่าตั้งศาลเตี้ย ทาอะไรก็ขอให้มี
มาตรฐานเดี ยวกัน การด าเนิ นคดี ต้ องไปขึ้นศาล ท าอะไรต้ องให้ ถู กกฎหมาย เหนื อสิ่ งอื่ นใด ต้ องให้ กฏหมายเป็ นใหญ่ ใน
บ้านเมือง ไม่ใช่ตามอาเภอใจ ที่แล้วมา มันตามอาเภอใจ ต่อไปนี้จะทาอะไร ต้องใช้กฎหมายเป็นหลัก ถ้ากฎหมายไม่บอกให้ทา
ได้ ห้ามทา หลักนี้จึงเป็นที่กล่าวขวัญกัน ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ซึ่งแรกๆ ก็ไม่รู้จะเรียกอะไร จนกระทั่งต่อมา จึงเริ่มไปเรียกมัน
เป็นภาษาอังกฤษว่า “The Rule of Law”
วารสารสหวิทยาการวิจัย: ฉบับบัณฑิตศึกษา ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2555)
[7]
คานี้เป็นคามหัศจรรย์ เพราะปรกติ เราเรียนไวยากรณ์อังกฤษ เราจะรู้ว่าการเขียนคาอะไรก็ตาม ในภาษาอังกฤษ ถ้า
อยู่กลางประโยค เราจะเขียนตัวเล็กตัวธรรมดา ถ้าเริ่มประโยค ถึงจะเป็นตัวใหญ่ แต่ The Rule of Law นั้นตัว R กับตัว L
อยู่ ตรงไหนในประโยค ให้เขียนด้วยตัวใหญ่ เสมอทุกครั้ง เพราะมันยิ่ งใหญ่ คาประหลาดแบบนี้ มี อีกคาหนึ่ง คือ God อยู่
ตรงไหน ตัว G ต้องตัวใหญ่เสมอ God กับ The Rule of Law พอฟัดพอเหวี่ยงกัน จึงต้องเป็นตัวใหญ่ตลอด พอเรารู้ว่า The
Rule of Law นั้นคือกฎหมายเป็นใหญ่ในบ้านเมือง และเมื่อก่อนอะไรเป็นใหญ่บ้านเมือง... อาเภอใจ ของใคร... ของผู้ปกครอง
และต่อไปคืออะไร... กฎหมาย แปลว่าอะไร... แปลว่า ถ้าไม่มีกฎหมายห้ามทา
สมมติ ถ้ากฎหมายให้ทาแค่ 3 ข้อ คุณจะทา 4 ข้อไม่ได้ ถ้าขืนทา... ผิด หลักนี้เรียกว่า “The Rule of Law” ซึ่งเขา
แปลกันในภาษาไทยว่า “นิติธรรม” แปลเป็นไทยอย่างไรไม่สาคัญ แต่ฝรั่งเขาเรียก The Rule of Law พอใช้ The Rule of
Law ฮิตกันในอังกฤษ เป็นคาติดตลาดกัน พูดกันทุกบ้านทุกเมือง พูดกันในสภา พูดกันในทาเนียบ พูดกันในศาล เอะอะอะไรก็
The Rule of Law เข้าไว้ เช่น ตารวจเดินมาเจอ อ้างว่าตาแก่เมา แล้วทาไมไม่กลับบ้าน จะจับ ตาแก่เถียงทันทีว่า มาจับอย่าง
นี้ไม่ได้นะ ผิด The Rule of Law ผิดจริงไม่จริงไม่รู้ เถียงไว้ก่อน ไปขออนุญาตใบทะเบียนปืน เขาไม่ให้นี้ ผิด The Rule of
Law นะ เพราะฉะนั้น มันจะเป็นคาที่ใช้กันมาก เพื่อสะกิดเจ้าหน้าที่ว่า “คิดดูให้ดีนะว่า เอ็งทาอย่างนี้ได้หรอ” ถ้าแน่ใจแล้วก็
ทาซิ
หลักนี้จึงเป็นหลักที่ใหญ่ขึ้นมาก และมีอิทธิพลเหนือผู้ปกครอง เหนือสภา เหนือศาล เหนือรัฐบาล เหนือใครต่อใคร
โดยไม่ มีเขียนไว้ที่ไหน แต่มันเข้าไปอยู่ในสายเลือด เด็กชั้นอนุบาล ประถม มัธยม ครูเขาจะสอนว่า เธอจะทาอะไร ให้นึกถึง
The Rule of Law ไว้ พ่อแม่จะตีลูก ต้องถามก่อนว่าถูก The Rule of Law หรือไม่ ครูจะลงโทษเด็ก เด็กต้องถามครูว่า ถูกตี
เนี่ย เป็นไปตาม The Rule of Law หรือไม่ ตารวจจะจับผู้ร้ าย ผู้ร้ายก็มีสิทธิ์จะถามตารวจ ว่าที่ทานี้ถูก The Rule of Law
หรือไม่ และที่เมืองไทยเรา ไม่รู้สึกรู้สาอะไร พูดไปโดนตบปากซ้าอีกที แต่ที่เมืองนอก ถือว่าเป็นหลักใหญ่ ที่ต้องเอาขึ้นมาใช้
เมืองนอกที่นี้ หมายถึงประเทศอังกฤษ
ต่อมามันก็กระจายไปทั่วยุ โรป กระจายไปทั่วโลก เวลามันกระจายในประเทศอื่นๆ นั้นมันมี เกียรติ มีศักดิ์ ศรี มัน
กระจายจากอังกฤษ ข้ามไปยุโรป ไปฝรั่งเศส ไปเยอรมัน แต่ฝรั่งเศส เยอรมัน แม้จะรู้ว่า The Rule of Law ดี แต่จะเอามาใช้
แล้วเขียนว่า The Rule of Law นั้นมันกระดาก ตัวไม่ได้เป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ยอมรับความคิด แต่ไม่ยอมรับคา ไม่ยอมรับ
ภาษา เพราะฉะนั้น เมื่ออยู่ในอังกฤษ เรียก The Rule of Law พอไปอยู่ฝรั่งเศส เยอรมัน เขาเรียกว่าอีกอย่างคือ “Legal
State” เราแปลเป็นไทย เรียกว่า “นิติรัฐ” ไม่เรียกนิติธรรม ขนาดคนอังกฤษแท้ๆ ที่หนีรัฐบาลอังกฤษ ลงเรือไปอยู่ในอเมริกา
และไปประกาศอิสรภาพ ตั้งประเทศเป็นสหรัฐอเมริกา ก็ยังรังเกียจที่จะเรียกว่า The Rule of Law เขาไปเรียกอีกคานึงว่า
“Due Process of Law” แปลว่า ทาอะไรให้มันถูกขั้นตอนของบ้านเมืองเข้าไว้
เคยมีนักกฎหมายไทยที่เก่งภาษาอังกฤษพยายามแปล the Rule of Law ว่านิติธรรม, legal state แปลว่า นิติรัฐ
และ Due process of law แปลว่า ศุภนิติกระบวน คือจะเป็น the Rule of Law, Legal state หรือ dew process of law
อันเดียวกันคือ หลักอะไรก็ตามที่มีเพื่อแสดงว่า 1) กฎหมายเป็นใหญ่ 2) ถ้ากฎหมายไม่ให้ทาห้ามทา 3) ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นต้อง
ไปศาล 4) กฎหมายนั้นต้ องเป็นกฎหมายที่เจ๋ งที่ ทันสมัยที่ ยุ ติ ธรรม และศาลก็ เป็ นศาลที่ เป็นกลาง มาตรฐานเดี ยว อิ สระ
แทรกแซงไม่ได้ ทั้งหมดเรียกรวมกัน “หลักนิติธรรม” และหลักนี้เป็นหลักที่มีอิทธิพลตลอดมา
คราวนี้มาถึงผู้ปกครองมีอานาจมากๆ เกินก็ไม่ดี จึงควรจะต้องมีอะไรมาเบรกอานาจ มาถ่วงอานาจผู้ปกครอง ยับยั้ง
อานาจ ฝรั่งเขาไปคิดหลักนิติธรรมบ้าง ไทยก็ต้องรู้ว่าเราจะต้องมีอะไรมายับยั้ง มิฉะนั้นปล่อยไปมากก็จะใช้อานาจมากไป บ้าง
ก็ตั้งศาลเตี้ย บ้างก็กดขี่ข่มเหง บ้างก็ขึ้นภาษีเอง บ้างก็รังแกประชาชน ทั้งที่ประชาชนก็ลาบากอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นคนไทยจะ
เอาไปเบรกอานาจผู้ปกครองของตัวละ (ผมพูดอย่างนี้ท่านก็ต้องนึกออกแล้วละ) เรามีวิธีแบบไทยๆ เบรกเหลือเชื่อจริงว่าคิด
ตรงกัน แต่เครื่องมือต่างกัน เครื่องมือฝรั่งใช้พระเจ้า โปป ธรรมชาติ หนักๆ เข้าไปใช้หลักนิติธรรม ไทยไม่ได้ใช้สักอย่างที่ว่านั้น
แต่เรามีสิ่งหนึ่งที่เอาไว้เบรกอานาจผู้ปกครองและพอเบรกปุ๊ปก็หยุดทันทีด้วย (ใครช่วยบอกผมหน่อยว่าอะไร ?)
วารสารสหวิทยาการวิจัย: ฉบับบัณฑิตศึกษา ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2555)
[8]
สิ่งนั้นก็คือทศพิธราชธรรม ทศ แปลว่าสิบ ทิศ แปลว่าต่างๆ ราชธรรม แปลว่าธรรมะ รวมๆ กันคือ ธรรมะต่างๆ 10
ประการของผู้ปกครอง ตัวนี้แหละที่จะมาเบรกอานาจของผู้ปกครองที่ใช้อานาจตามอาเภอใจ 10 ประการนั้นคือ ทาน ศีล
บริจาค อดทนอดกลั้นอดออม ความซื่อสัตย์สุจริต ความไม่โกรธ ความไม่รังแก ความไม่เบียดเบียนและการไม่เบี่ยงเบนไปจาก
กฎกติกามารยาททั้งหลายในบ้านเมือง 10 ข้อนี้ คือสิ่งที่ใครก็ตามขึ้นเป็ นพระเจ้าแผ่นดินไทยเป็นเวลาหลายร้อยปีมาแล้วนั้น
ต้องปฏิ บัติ ไม่ ใช่ แค่ สมเด็ จพระเจ้าอยู่ หัวองค์ปั จจุ บัน ที่ เมื่ อทรงขึ้นครองราชย์ สมบัติ เวลาทาพิธี บรมราชาภิ เษกในวันที่ 5
พฤษภาคม พ.ศ.2493 และจะมีพระปฐมราชโองการว่า “เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาว
สยาม” คาปฏิญาณทานองนี้เป็นคาปฏิญาณที่พระเจ้าแผ่นดินไทยต้องปฏิญาณทุกรัชกาลมา
เก่าที่สุดที่พบคือ สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ที่จะต้องตรัสประโยคนี้ เพื่อแต่ยาวกว่านี้เพราะเป็นเรื่องที่เหมือนกับ
จะย้ าว่ า “ถ้าข้ าพเจ้ ามี อ านาจมาก แต่ ก็ ยอมให้ อะไรสักอย่ างมาเบรกมายั บยั้งอ านาจนี้ได้ สิ่ งนั้นคื อธรรม ธรรมนั้นก็ คื อ
ทศพิธราชธรรม และธรรมอื่นๆ เช่น จักรวรรดิ วัตร สังคหวัตถุ ” ผมย้ าเฉพาะเรื่องทศพิธราชธรรม ไม่ ต้องพูดถึงมาก ผมจ า
เฉพาะเรื่ องทศพิธราชธรรม ในอยุ ธยานั้นเป็นเมื องหลวง 417 ปี มี กษัตริ ย์ ปกครอง 34 พระองค์ แย่ งราชสมบัติ กันก็เยอะ
บางครั้ง คนที่แย่งราชสมบัติก็เป็นขุนนาง เป็นขี้ข้าม้าคร่อมธรรมดา บางครั้งเป็นราชวงศ์ เป็นต้นตระกูล
ใครก็ตามที่คิดจะแย่งอานาจกษัตริย์ในสมัยอยุธยา เหตุผลที่เขาจะยกขึ้นมาเพื่อยึดอานาจ มีข้อเดียวตลอดเหมือนกับ
วันนี้ เวลาที่จะปฏิวัติในเมืองไทยไม่ว่าจะเป็น จอมพล ป.พิบูลสงคราม จอมพลสฤษดิ์ จอมพลถนอม หรือจะเป็น คุณสนธิ บุญ
รัตกลิน เวลาเขาจะยึดอานาจจะต้องอ้างประโยคเดียวกันหมดว่า “ด้วยปรากฏหลักฐานเป็นที่แน่ชัดว่า รัฐบาลเป็นอย่างนั้น
อย่างนี้ จึงอย่างนั้นอย่างนี้ ) ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ” ในสมัยอยุธยาเวลาจะยึดอานาจเขาจะใช้ประโยคเดียวตลอด
ทีนี้ ไปดูเมื่อครั้งที่เจ้าพระยากลาโหมยึดอานา จากพระเชษฐาธิราชย์ เจ้าพระยากลาโหมท่านเป็น ผบ.สูงสุด ในสมัย
อยุธยา วันหนึ่งแม่ท่านตายท่านก็ไปเผาศพแม่ท่านที่อยุธยา คนทั้งอยุธยาก็ไปงานศพแม่เจ้าพระยากลโหม พระเจ้าแผ่นดินสมัย
นั้นคื อพระเชษฐาธิราชย์ ท่านเกิ ดมี ความริ ษยาว่ ามันเป็นแค่ เจ้าพระยากลาโหม แม่ ตายคนยังแห่ ไปงานศพแม่ มันทั้งเมื อง
สมเด็จพระเชษฐาธิราชย์ จึงออกคาสั่งว่า หยุดเผาศพเดี๋ยวนี้และให้เจ้าพระยากลาโหมมาเฝ้า เจ้าพระยากลาโหมเห็นว่าพระ
เจ้าเชษฐาธิราชย์มีจิตริษยา ไม่เป็นธรรม ริษยาแม้แต่เราที่เป็นขุนนาง จึงขึ้นยืนบนพระเมรุแล้วประกาศว่า “..พระเจ้าแผ่นดินมี
จิตริษยาจะให้เราทาอย่างไร..” คนที่มาร่ วมงานก็ตะโกนเสียงเดียวกันว่า “..ก็เป็นเสียเอง..ซิ” เจ้าพระยากลาโหมเผาศพแม่
เสร็ จก็พาคนทั้งวัดไปยึ ดอานาจจากสมเด็ จพระเชษฐาธิราชย์ จับสมเด็ จพระเชษฐาธิราชย์ ฆ่ าเสี ย แต่ ยังดี ที่ไม่ ตั้งตัวเองเป็น
กษัตริ ย์ เอาคนอื่นเป็น แล้ วค่อยฆ่ าคนทิ้ง แล้วตัวเองก็ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิ น แต่ เหตุ ผลที่เจ้าพระยากลาโหมยึ ดอานาจมี
ประโยคเดียวว่า “ด้วยปรากฏหลักฐานเป็นที่แน่ชัดว่า พระเจ้าแผ่นดินไม่ทรงดารงอยู่ในทศพิธราชธรรม”
ตัวนี้คือตัวจะเบรกอานาจ เพราะฉะนั้นผู้ปกครองเกิดเผลอนิดเดียว ถ้าไม่มีทศพิธราชธรรมรับรองตกอยู่ในอันตราย
แน่ๆ ความจริงท่านอาจจะมีทศพิธราชธรรม แต่คนมันจะทาซะอย่าง และวิธีหาเรื่องเขาก็จะอ้างตรงนี้จึงต้องรู้ว่านี่คือจุดอ่อน
จุดแข็ง และสนุกต่อไปอีกไหนๆ ก็จะเล่าแล้ว ต่อมาเจ้าพระยากลาโหมก็ยกคนอื่นเป็นกษัตริย์ และพอเป็นกษัตริย์ท่านก็ตั้งชื่อ
ท่านว่า พระเจ้าอยู่หัวปราสาททอง และท่านมีลูกเป็นเจ้าฟ้า คือ สมเด็จพระนารายณ์ และพอเวลาท่านจะสวรรคต ท่านไม่ได้
มอบราชสมบัติให้แก่สมเด็จพระนารายณ์ ท่านกลับไปมอบให้ลูกอีกคนนึงของท่าน คือ เจ้าฟ้าชัย เจ้าฟ้ าชัยขึ้นเป็นกษัตริย์ แต่มี
จิตใจริษยาสมเด็จพระนารายณ์ ไม่ส่งเสริมอะไรกันเลย ทั้งๆ ที่เป็นพี่น้องกันแต่คนละแม่ ในที่สุดสมเด็จพระนารายณ์จึงคบคิด
กับอา คือ สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา ยึดอานาจจับเจ้าฟ้าชัยซึ่งเป็นพระเจ้าอยู่หัวฆ่า และสมเด็จพระนารายณ์เห็นแก่ อาซึ่งแก่
แล้ว จึงได้ยกสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาเป็นกษัตริย์ ชื่อพระศรีสุธรรมราชา
วันหนึ่งสมเด็จพระศรีสุธรรมราชา บุกเข้าปล้าน้องสาวของสมเด็จพระนารายณ์ ต้องหนีกันเกือบตาย ด้วยวิธีเอานาง
ใส่ในตู้เสื้อผ้าแล้วหามออกมานอกวัง สมเด็จพระนารายณ์ได้ยินเช่นนั้น จึงทุบโต๊ะแล้วบอกว่ า “..พระเจ้าแผ่นดินไม่มีพระทัย
อยู่ ในทศพิธราชธรรม..” ว่าแล้วพระนารายณ์ก็บุกเข้ายึ ดจับสมเด็ จพระสุธรรมราชาฆ่ า และตั้งตนเป็นสมเด็ จพระนารายณ์
มหาราช เพราะฉะนั้น การอ้ างทศพิ ธราชธรรมเป็ นตัวใหญ่ ที่ ส าคัญตลอดมา ที่ จะใช้ เบรกอ านาจผู้ ปกครองอยู่ แล้ ว ขอ
วารสารสหวิทยาการวิจัย: ฉบับบัณฑิตศึกษา ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2555)
[9]
ยกตัวอย่างในเรื่ องรามเกียรติ์ ฉากสุดท้ายของรามเกียรติ์ ก็คือพระรามแผลงศรไปโดนทศกัณฑ์ ซึ่ งทศกัณฑ์ใครฆ่ าก็ไม่ตาย
หรอก เพราะท่านถอดหัวใจเก็บไว้ที่อื่น พอถูกลูกศรแกก็ทาเป็นเจ็บ หารู้ไม่ว่าหนุมานไปเอาหัวใจของทศกัณฑ์มาแล้ว พอทศ
กัณฑ์ทาเป็นล้มลง หนุมานก็เหาะขึ้นไปชูกล่องดวงใจเตรียมจะบีบ เพราะถ้าบีบทศกัณฑ์ก็ตาย ทศกัณฑ์ตกใจเพราะรู้ว่าตัวตาย
แน่ ยังอุตสาห์มีแก่ใจกันไปเห็นพิเภกจึงได้ร้องสั่งพิเภก
ท่านลองนึกถึงทศกัณฑ์ว่าท่านอันตพานขนาดไหนตั้งแต่ต้น วันที่แกจะขาดใจตายพอแกพูดประโยคนี้เสร็จ หนุมานก็
บีบกล่องดวงใจของท่านก็ตายทันที ทศกัณฑ์ได้สั่งว่า “พิเภกนั้นต่อไปคงได้เป็นกษัตริย์ครองกรุงลงกา ขอสั่งความข้อเดียว ว่า
จงเป็นกษัตริย์ที่มีทศพิธราชธรรม” คาถามว่า? “แล้วทาไมตัวทศกัณฑ์ถึงไม่มี ?” อาจจะคงลืมไป พอจะขาดใจตายก็นึกขึ้นมา
ได้มั้ง เรื่ องมันก็ยุ่งรบกันมาไม่รู้กี่ชาติ ก็เพราะว่าตัวไม่มี ทศพิธราชธรรม จึ งได้สั่งพิเภกว่า “...น้องเอ๋ยต่อไปเจ้าก็เป็นกษัตริ ย์
ลงกา ขอสั่งความไว้ว่า ขอให้มีทศพิธราชธรรม...” ว่าแล้วทศกัณฑ์ก็ขาดใจตาย หลักนี้จึงเป็นหลักสาคัญอยู่ในประเทศไทยมา
โดยตลอด
เรื่องหลักนิติ ธรรมนั้น มันปรากฏขึ้นอย่างนี้ เมื่อเราส่งคนไทยไปเรียนกฎหมายอังกฤษมากๆ ก็ไปเรียนเรื่ อง The
Rule of Law แบบอังกฤษมา สมัยก่อนเราไม่ค่อยส่งคนไปเรียนยุโรป สมัยรัชกาลที่ 5 ท่านก็เคยส่งลูกชายไปเรียนแต่ส่งไป
เรียนทหาร และอีกคนไปเรียนเศรษฐศาสตร์จบจากเยอรมัน เสียดายกลับมาก็สิ้นพระชนม์ตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ส่วนใหญ่ไป
เรียนกฎหมายที่อังกฤษ พอกลับมาก็ได้อิทธิพลจากอังกฤษ พวกนี้ก็จะเข้ามาพูดถึง the Rule of Law เพราะถ้าท่านไปดู
ตารับตาราสมัยเมื่อ 30-60 ปี จะพูดถึงเรื่อง the Rule of Law แต่ก็พูดไปงั้นแหละ ไม่รู้จะเอาไปใช้อย่างไร
ไม่เหมือนในอังกฤษ เขาใช้กันจริงๆ ศาลอังกฤษสามารถจะตัดสินว่า “เรื่องนี้ไม่ถูก the Rule of Law สภาอังกฤษ
สามารถบอกได้เลยว่า “เรื่องนั้นเรื่องนี้ทาไม่ได้ขัดต่อ the Rule of Law แต่ของไทยก็ใช้เรียนเฉยๆ แม้ว่าคาว่า the Rule of
Law พอเข้ามาอยู่ในประเทศไทยก็ไม่รู้จะเรียกว่าอย่างไร
เมื่ อกี้ท่านนายกสมาคมรัฐศาสตร์ ฯ บอกว่า ดร.หยุ ด ท่านบัญญัติ ไว้ว่า “กฎแห่งกฎหมาย” ซึ่งไม่มี ใครใช้ตาม ดร.
หยุดเลย อาจารย์ วิกรม ท่านก็เป็นนักกฎหมายจบจากอังกฤษท่านบัญญัติว่า the Rule of Law แปลเป็นไทยว่า “นิติสดมภ์”
เรื่องของ อาจารย์ วิกรม ไม่มีใครใช้ตาม แต่ความจริงนิติสดมภ์นี้ก็เพราะดีนะ สดมภ์ แปลว่า เสาหลัก นิติสดมภ์ ก็แปลว่า เสา
หลักแห่งกฎหมาย Rule ก็คล้ายๆ สดมภ์ ในสมัยอยุธยาเราปกครองแบบจตุสดมภ์ เวียง วัง คลัง นา เสาหลักทั้ง 4 (คนละ
อย่างกับสี่เสาเทเวศนะ) เพราะฉะนั้นพอเรามีจตุสดมภ์ มันก็มีนิติสดมภ์ ไม่มีใครใช้ของ อาจารย์ หยุด บอกว่า กฎแห่งกฎหมาย
อาจารย์ วิกรม บอกว่า นิติสดมภ์ อาจารย์ จิ ตติ บอกว่า หลักแห่งกฎหมาย ม.ร.ว. เสนีย์ บอกว่า หลักพื้นฐานแห่งกฎหมาย
(ใครอยากจะใช้อะไรก็ใช้ไป) สุดท้ายมนุษย์ทั้งหมดกลับมาใช้ the Rule of Law ใหม่
เรื่ องการใช้คาภาษาอังกฤษเป็นความกลุ้มใจของคนไทยมาตลอด เมื่ อตอน “Good Governance” เข้ามาใน
เมืองไทย ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร วันหนึ่งท่านนายกชวน ท่านเรียกผมเข้าไปสั่ง เพราะท่านเป็นคนไม่ชอบพูดไทยเป็นอังกฤษ ผม
จึงไปปรึกษาคนที่มีความรู้ว่า Good Governance บัญญัติศัพท์ว่าอย่างไรในภาษาไทย ผมก็ไปขอให้กรรมการภาษาไทยชุด
หนึ่ง บัญญัติไว้ว่า Good Governance ให้เรียกเป็นภาษาไทยว่า “สุขประศาสนกาย” (คุณชวนบอกว่าใครจะเรียกก็เรียก ผม
ไม่เรียกหรอก) ที่จริงก็เข้าท่านะ Good แปลว่า ดี สุข Governance แปลว่า การปกครอง เรียกเพราะๆ ก็คือ ประศาสนกาย
เช่น รัฐประศาสนศาสตร์ แปลว่าการปกครองที่ดี ก็ไม่มีใครใช้ ตอนหลังไม่รู้มีใครพรวดมาใช้ ธรรมาภิบาล รู้สึกว่าจะเป็นหม่อม
เต่า จะเป็นคนบัญญัติคานี้ออกมา ธรรมาภิบาลตอนหลังเปลี่ยนอีกเป็น “การบริหารบ้านเมืองที่ดี”
ที่นี้กลับมาที่ Rule of Law ตอนที่มั่วๆ กันอยู่นั้นไม่รู้จะเรียกว่าอะไร เกิดมีคนเสนอมาให้เรียก “หลักนิติธรรม” (ไม่
รู้ใคร) คนนี้น่าจะให้รางวัลโนเบลนะ พอเรียกนิติธรรม คนก็ติ ดปาก เพราะมันเพราะดี สังเกตนะว่าอะไรก็แล้วแต่ ถ้ามีคาว่า
ธรรมอยู่ก็เพราะทั้งนั้น Good Governance เนี่ยเรียกอะไรก็ไม่เพราะ พอเรียกธรรมาภิบาลก็เพราะ Rule of Law ก็เลย
กลายเป็น นิติธรรม แล้วเราก็เรียก นิติธรรมจนถึงบัดนี้ แต่ก็มีบางคนยังรู้สึกอึดอัด ไปเรียกนิติรัฐ บางคนเรียกมันทั้งสองอย่าง
คือหลักนิติธรรมนิติรัฐ
วารสารสหวิทยาการวิจัย: ฉบับบัณฑิตศึกษา ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2555)
[10]
มันมาเกิดเรื่องขึ้นเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว ตอนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในมาตรา 3 เป็น
ครั้งแรก ในประวัติศาสตร์ชาติไทย ประโยคต่อไปนี้สาคัญ สาคัญจนกระทั่งวันนี้จึงต้องมานั่งพูดเรื่องนี้กัน เพราะรัฐธรรมนูญ
ไทยฉบับนี้ ไม่รู้จะอยู่นานเท่าใดอีก แต่วันนี้มันยังอยู่ มาตรา 3 บัญญัติว่า “การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภาก็ดี คณะรัฐมนตรีก็ดี
ศาลก็ดี องค์การตามรัฐธรรมนูญก็ดี หน่วยงานของรัฐก็ดี ต้องเป็ นไปตามหลักนิติธรรม” (อภินิหารเยอะนะครับเขียนอย่างนี้)
เพราะมันบังคับ ส.ส. ส.ว. ทุกคน ครม. ของคุณอภิสิทธิ์ ทุกคน ศาลปกครอง ศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลทหาร ปปช.
กกต. รัฐวิสาหกิจ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ พนักงาน ลูกจ้าง ทุกคนต้องทาตาม หลักนิติธรรม
คาถามว่า เกิดขึ้นมาเพราะอะไร 1) อะไร 2) อย่ างไร 3) ไม่ ทาแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ถามว่ามันคืออะไร มันเกิดขึ้น
เริ่มต้นจากโป๊ป หลักนิติธรรมวันนี้ก็คือ หลักที่ 1) กฎหมายเป็นใหญ่ 2) ทาอะไรก็ต้องทาตามกฎหมาย กฎหมายไม่ให้ทาอย่า
ทา กฎหมายให้ทาแค่ไหนก็ทาแค่นั้น 3) การใช้กฎหมายต้องใช้ด้วยความเป็นธรรม ความสุจริตเท่าที่จาเป็น อย่าให้เกินอย่าให้
ขาด อย่าให้เวอร์ 4) มีอะไรขึ้นมาต้องขึ้นศาล จัดการกันโดยที่ศาลเป็นกลาง เป็นอิสระ อย่าใช้อานาจจัดการเองเป็นอันขาด สิ่ง
ที่ไทยเราเคยโดนโจมตีอย่างหนักมา เรื่องละเมิดหลักนิติธรรม ก็คือครั้งที่จอมพลสฤษดิ์ ยึดอานาจและออกมาตรา 17 (หลาย
ท่านในห้องนี้คงยังไม่เกิด) จอมพลสฤษดิ์ยึดอานาจเสร็จ ออกรัฐธรรมนูญมาและเขียนในมาตรา 17 ว่า “ถ้านายกรัฐมนตรีเห็น
ว่ามีอะไรที่มันไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นละก็ นายกฯ สั่งอะไรก็ต้องถูกหมด แล้วรายงานให้สภาทราบ” (อ่านดูแล้วไม่เห็นมีอะไร)
วันหนึ่งไฟไหม้ที่ตลาดพูล จอมพลสฤษดิ์ถือไม้ตพตเดินเข้าไป แล้วมีคนบอกว่า “นายตี๋” เป็นคนวางเพลิงเผา จอม
พลสฤษดิ์เรียกนายตี๋มา และปิดประตูสัมภาษณ์ประมาณชั่วโมงนึง แล้วเปิดประตูออกมา ว่ามันรับสารภาพหมดแล้ว ความจริง
เขารับหรือไม่รับไม่มีใครรู้ จอมพลสฤษดิ์เอาอะไรไปสัมภาษณ์ โดยเขาไม่ได้เจ้าหน้าที่ตารวจด้วย จอมพลสฤษดิ์ก็สั่งยิงเป้าทันที
ในคืนนั้นเลยและที่ตรงนั้นด้วย และจอมพลสฤษดิ์จับเองสอบสวนเองตัดสินใจเอง และเวลาเขายิงเป้าก็ยังมายืนควบคุมเองด้วย
ข้อดีจากเหตุการณ์ คือไม่มีใครกล้าวางเพลิงอีกเลยในประเทศไทย ข้อเสียคือ เรารู้ได้อย่างไรว่าถูกคน ขึ้นศาสหากรับ
สารภาพเขายังลดโทษให้ครึ่งหนึ่ง หรือมิฉะนั้นบางทีถ้าผิดคนละ เกิดอะไรขึ้น การที่จับเองมาสอบสวนเอง สั่งประหารเองเขา
เรียกว่า “ศาลเตี้ย” และนี้คือสิ่งที่เป็นอันตราย และนี่คือสิ่งที่ขัดหลักนิติธรรม
หลังนั้นยังมีเรื่องแบบนี้หลายครั้ง ลักษณะอย่างนี้เป็นลักษณะที่เขาเรียกกันว่า การใช้อานาจที่เกินขอบเขต ผิดหลัก
นิติ ธรรม ซึ่ งเป็นหลักสิทธิมนุษยชนหลักหนึ่งในวันนี้ และเป็นหัวใจของประชาธิปไตยด้วย ที่อุตสาห์ต่ อสู้ล้มหายตายจากก็
เพื่อให้หลักนี้มันอยู่ เพราะถ้ายอมให้คนใหญ่กว่ากฏหมายเมื่อไหร่ คนมันมีโอกาสผิดได้ ที่จริงกฎหมายก็ผิดได้ แต่กฎหมายมัน
ออกมาโดยคนหลายคน และมีอะไรขึ้นมาก็ไปที่ศาลมันก็จะถ่วงกัน เพราะฉะนั้นถามว่าต้องปฏิบัติตามหลักนิติธรรมทาอย่างไร
ก็หมายความว่าทาอะไรก็ตามให้ขึ้นศาล ทาอะไรก็ตามให้เป็นกลาง ทาอะไรก็ตามให้อย่าให้มันเวอร์ ทาอะไรก็ตามให้ระวัง
และทาเท่าที่จาเป็น
ถามว่า ถ้าไม่ทาตามจะเกิดอะไรขึ้น เกิดเยอะครับ นี่คือตัวอย่างสุดท้าย ต่อไปนี้เป็นอภินิหารของหลักนิติธรรมเวลา
ใช้จริ ง เวลามี เรื่ องเกิดขึ้นเราฟ้ องเขา เขาฟ้องเรา ต่ อไปนี้คนที่เป็ นเจ้ าที่เป็นข้าราชการ เป็นต ารวจ เป็นทหาร เป็นครู บา
อาจารย์ เป็นนักปกครอง เรียกว่า เป็นผู้ใช้อานาจของรัฐ มีโอกาสมากที่จะถูกกล่าวหา ว่าละเมิดหลักนิติธรรม เวลาฟ้องเขาไม่
ฟ้องกันตรงๆ หรอก ว่าจาเลยทาผิดหลักนิติธรรม เขาจะฟ้องอะไรก็ฟ้องไป เวลาศาลบอกว่าผิดหรือไม่ผิดหนะ ศาลจะดูว่าคุณ
ใช้หลักมาตรฐานนิติธรรมหรือไม่
กรุณาฟังตัวอย่าง มีรัฐมนตรีคนหนึ่ง ท่านมีเรื่องกับปลัดกระทรวงของท่าน วันหนึ่งจะตั้งกรรมการสอบปลัดกระทรวง
ของท่าน ท่านก็ไปขอท่านนายกฯ ว่าให้ช่วยเรี ยกตัวปลัดกระทรวง ไปช่วยราชการที่ทาเนียบสักพัก เพื่อท่านจะตั้งกรรมการ
สอบที่กระทรวง นายกฯ ก็เรียกผมมาสั่งว่าทาอย่างไรดี ผมก็บอกว่า ถ้าไม่ยอมเอาตัวปลัดมา ท่านนายกก็ต้องทะเลาะกับท่าน
รัฐมนตรี แต่ถ้าเอาท่านปลัดมา ก็ต้องทะเลาะกับท่านปลัด ผมก็รู้ว่าท่านไม่อยากทะเลาะกับท่านรัฐมนตรีมากกว่า แต่ปัญหาอยู่
ที่ว่า จะเอามานานเท่าไหร่ ตกลงเอามานานเท่าที่สอบเสร็จ แล้วก็ส่งคืน ตกลงผมก็ทาคาสั่งเรียกตัวปลัดกระทรวงนั้น มาช่วย
ราชการที่ทาเนียบ
วารสารสหวิทยาการวิจัย: ฉบับบัณฑิตศึกษา ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2555)
[11]
รัฐมนตรี ตั้งคนอื่นรักษาการปลัด และก็ตั้งคณะกรรมการสอบปลัดกระทรวงคนนั้น สอบอยู่ 3-5 เดือน สอบอยู่นั่น
แหละ คณะกรรมการมีมติว่าไม่ผิด ไม่ผิดก็ต้องเอาตัวปลัดกลับกระทรวง ท่านรัฐมนตรีก็ไม่ยอมเอากลับ วันหนึ่ งนายกฯ เรียก
ผมไปถามว่า “คุณไปถามรัฐมนตรีซิว่า เมื่อไม่ผิดเมื่อไหร่จะเอาคืน ผมก็ไปถาม รัฐมนตรีบอกว่า ผมยังไม่ว่าง อยู่ไปอยู่มาสักพัก
วันหนึ่ งรัฐมนตรี ก็ บอกว่ าพร้ อมละ ส่ งตัวกลับคื นมาได้ ผมก็ ท าหนังสื อส่ งท่ านปลัดกระทรวงคื นกลับไปที่ กระทรวง
ปลัดกระทรวงกลับไปอยู่ได้ 2 วัน ก็เกษียณอายุราชการ คือ รัฐมนตรีรอเพื่อจะให้กลับไปเพื่อเกษียณ
พอเกษียณเท่านั้น ท่านปลัดก็เป็นโจทก์ ฟ้องรัฐมนตรี เป็นจ าเลย คดี ขึ้นไปถึงศาลฏี กา ศาลฏี กาพิพากษาว่าแม้ว่า
รัฐมนตรีจะมีอานาจตามกฏหมาย ที่จะเรียกกลับเมื่อไหร่ก็ได้ แต่การใช้อานาจนี้ต้องทาโดยความถูกตามทานองครองธรรม มี
เหตุผล และตามความจาเป็น การกลั่นแกล้งเอาตัวกลับเพื่อที่จะใกล้วันเกษียณนั้น เป็นการตัดโอกาสตัดอานาจทั้งปวง เห็นได้
ชัดว่าผิดทานองครองธรรม แปลอีกทีหนึ่ ง คือ ขัดหลักนิติธรรม พิพากษาให้รัฐมนตรีผิด สั่งจาคุก 2 ปี แต่เพราะมีคุณงามความ
ดี จึงรอลงอาญา
เรื่ องที่ 2 (ฟ้องผมด้วย) เด็ กคนหนึ่งสอบเข้ารับราชการ ก.พ. กติ กาคือใครอยากจะเป็นราชการ ให้มาทาข้อเขียน
ผ่านข้อเขี ยนแล้ วสอบสัมภาษณ์ และก็มี เด็ กผู้ หญิ งคนหนึ่ งสอบข้อเขี ยนเสร็ จ แกก็มาดู ประกาศผลสอบทุ กวัน จนวันหนึ่ ง
เจ้าหน้าที่บอกว่าหนูไม่ต้องมาดูทุกวันหรอก มันมาเมื่อไหร่พี่ปิดประกาศเมื่อนั้น ไม่เก็บไว้หรอก
วันเกิดเหตุคือเช้าวันศุกร์ เขาก็มาดูตามปรกติ เจ้าหน้าที่ก็บอกว่ายังไม่มา จนบ่าย เด็กคนนั้นก็ขึ้นรถไฟกลับบ้านที่
ต่างจังหวัดที่อีสาน บ่ายวันศุกร์ ผลประกาศก็ออกมา เจ้าหน้าที่ก็ปิดประกาศ และนัดมาสัมภาษณ์วันจันทร์ เวลา 09.00 น.
เป็นต้นไป ใครไม่มาก็ถือว่าสละสิทธิ์ จนเช้าวันจันทร์ ทุกคนก็มาสัมภาษณ์กันหมด ยกเว้นเด็กผู้หญิ งคนนั้น พอเขากลับจาก
ต่างจังหวัดบ่ายวันจันทร์ เขาก็มาดู ประกาศปรากฏว่ามี ชื่อ เขาก็ติ ดต่อเจ้าหน้าที่ แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าช้าเกินไปเสียแล้ว เขา
สอบกันหมดแล้ว และถามเด็กนั้นว่าไปอยู่ไหนมา เขาตอบว่าเขาไม่รู้ เขากลับต่างจังหวัด เจ้าหน้าที่ย้อนว่าทาไมคนอื่นรู้ละ ก็
เถียงกันไปมา จนมีคนมาบอกเด็กว่าให้ไปฟ้องศาลเลย (ก็ฟ้องผมด้วย เพราะผมเป็นประธาน ก.พ.) ไม่รู้เรื่องกะเขาหรอกแต่เอา
ด้วย และฟ้องผมเป็นจาเลยที่ 1 ฟ้อง ก.พ.เป็นจาเลยที่ 2
คดีขึ้นไปถึงศาลปกครองสูงสุด ศาลปกครองตัดสินว่า “จริงอยู่ ก.พ. มีอานาจจะประกาศคะแนนเมื่อไหร่ก็ได้ และได้
บอกกติกาให้คนทั้งหลายรู้เหมือนกัน เสมอภาคทัดเทียมกันหมด ว่าประกาศผ่านข้อเขียนแล้ว ให้มาสอบสัมภาษณ์ แต่วันที่ปิด
ประกาศเป็นบ่ายวันศุกร์ และก็ติ ดวันหยุดเสาร์ -อาทิตย์ และให้มาสัมภาษณ์วันจันทร์เช้า อาศัยช่วงเวลาวันหยุดประกาศผล
เป็นการกาหนดเวลาที่ปราศจากเหตุผลอันสมควร” (ใครจะไปรู้ว่าคนรู้ว่าเหตุผลสมควรหรือไม่สมควร ก็ศาลนี่แหละที่บอกว่า
เหตุผลไม่สมควร)
ท่านบอกแล้วยังปราศจากเหตุผลอันสมควร ถึงไม่ ได้ความว่าแกล้ง แต่ไม่ มีเหตุผล ไม่มีความจาเป็นไม่ต้องรีบร้อน
ลักษณะนั้นจึงพิพากษาให้ยกเลิกการประกาศผลทั้งหมด แล้วปิดประกาศใหม่อย่ างน้อย 15 วัน แล้วจึงสอบสัมภาษณ์ (ผล
สุดท้ายเขาจะผ่านสัมภาษณ์หรือเปล่า คิดเอาเองนะ)
อีกรายหนึ่ง คราวนี้อัยการโดนบ้าง เขามีสอบคัดเลือกคนมาเป็นอัยการ กติ กาคือคุณต้องมาตรวจโรคก่อน ถ้าตก
ตรวจโรคก็จบเลย ถ้าผ่านตรวจโรคไปสอบข้อเขียน ชายคนหนึ่งไปตรวจโรค มีกรรมการ 8 คน บอกว่าตกตรวจโรคเพราะแก
เป็ นโปลิ โอ แกก็ ถามว่ าทาไมถึ งตกตรวจโรค เจ้าหน้าที่ บอกว่ าคุ ณเป็ นโปลิ โอ ชายนั้นถาม “เป็ นโปลิโอแล้ วหนักหัวใคร”
เจ้าหน้าที่บอกหนักซิ เพราะอัยการต้องใส่เสื้อครุยเดินว่าความในศาล ต้องมี ความสง่างาม คุณจะไปเดินกระเพรกๆ ในศาล
ไม่ได้ เสียศักดิ์ศรีอัยการหมด เป็นอะไรก็เป็นได้ แต่เป็นอัยการไม่ได้
แกก็เลยไปฟ้องศาล อัยการเป็ นจ าเลย คดี ขึ้นไปถึงศาลปกครองสู งสุด ศาลตั ดสิ นว่า “แม้กติ กานี้ประกาศทั่วไป
ปฏิบัติตามทุกคน ทัดเทียมกัน แต่เป็นการกาหนดกติกาที่ไม่มีเหตุผล คนที่เป็นอัยการไม่จาเป็นต้องใส่เสื้อครุยยืนว่าความใน
ศาลเสมอไป นั่งทางานที่โต๊ ะ ให้คาแนะนา ตรวจสานวน ทางานห้องสมุ ด ทาวิจัยก็ได้ การตกอย่างนี้เป็นการลาเอียงเลือก
ปฏิบัติขัดหลักนิติธรรม จึงให้ยกเลิกการตรวจโรคและตรวจใหม่ “พอตรวจใหม่ก็ผ่านแต่แกไปตกสอบข้อเขียน”
วารสารสหวิทยาการวิจัย: ฉบับบัณฑิตศึกษา ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2555)
[12]
แต่นี่แหละเป็นบทอภินิหารของหลักนิติธรรม นายตารวจนายหนึ่งไปค้นบ้านผู้ร้าย (ซึ่งเป็นผู้ร้ายจริงๆ) แต่พฤติกรรม
ของนายตารวจคนนี้ คือ 1) ไม่มีหมายค้น 2) ค้นตอนกลางคื น 3) จับเจ้าบ้านมัดเอาไว้ แล้วเขาก็ไปพบเอโรฮีนที่ใต้ที่นอนเจ้า
บ้าน โดยเจ้าบ้านไม่ ได้เดิ นอยู่ ด้วย คดี ขึ้นไปถึงศาล ศาลตัดสินว่าทั้งหมดที่ทาไม่ มี หลักนิติ ธรรม ให้ถือว่าการค้นทั้งหมดไม่
ถูกต้อง ยกเลิกทั้งหมดเหมือนเกิดมาไม่เคยค้นเลย จึงไม่มีอะไรมามัดตัวผู้ร้ายทั้งสิ้น
จนวันนี้ บทบาทของหลักนิติ ธรรมมันเยอะมาก วันนี้มันจึงเอามาใช้ในสังคมไทยมากขึ้น ตอนที่ร่างรัฐธรรมนูญนั้น
เขาเถียงกันว่า จะเขียนว่าหลักนิติ ธรรม หรื อหลักนิติ รัฐ พวกจบอังกฤษยกมื อบอกว่าเป็นไปตามหลักนิติ ธรรม พวกจบจาก
ฝรั่งเศส เยอรมัน ยกมือบอกว่าเป็นไปตามหลักนิติรัฐ แต่นิติรัฐมันกว้างกว่านิติธรรมหลายอย่าง สุดท้าย ประธานสภาบอกให้
โหวต ผลโหวตออกมาเป็น “นิติธรรม” และใช้นิติธรรมมาจนถึงบัดนี้
แต่มันเรียกอะไร ก็อย่าไปยุ่งสับสนกัน เอาเป็นว่า หลักใหญ่ใจความคือบัดนี้ ผู้ปกครอง เจ้าหน้าที่ โดยที่เราไม่ได้ยุ่ง
อะไรกับพระเจ้าแผ่นดิน หรือพระมหากษัตริย์อีกเลย เรามายุ่งกับผู้ปกครอง เจ้าหน้าที่ ทหาร ตารวจ ซึ่งมีอานาจ คนเหล่านี้ ผู้
ว่าฯ จะใช้อานาจตามอาเภอใจไม่ได้ เช่น ต ารวจจะตั้งด่านตรวจรถและไม่ มีหมาย หรื อเวลาไปจับแล้วไม่ มีหมายจับ หรื อมี
หมายจับแต่ผู้กากับการฯ ออกเอง ไม่ได้ให้ศาลออก ก็เสี่ยงต่อการถูกกล่าวหา ว่าละเมิดต่อหลักนิติธรรม
ถามว่ า ละเมิ ดแล้ วเกิ ดอะไรขึ้นบ้ าง 1.ฟ้ องศาลได้ ว่ าเจ้ าหน้ าที่ ว่ าท าผิ ด หรื อละเว้ นปฏิ บัติ 2.ร้ องเรี ยนต่ อ
ผู้บังคับบัญชา อาจจะโดนเลื่อนยศปลดย้ายไล่ออก 3.อาจะเข้ารัฐสภา สภาจะซักฟอก ยื่นถอดถอน
สรุปรวมคือเกิดผลร้ายนานา อันเนื่องจากข้อหาเดียวกัน คือเจ้าหน้าที่ละเมิดหลักนิติธรรม ประโยคสุดท้ายที่จะเล่า
ต่อไปนี้คือ หลักนิติธรรม เป็นหัวใจของการปกครอง และระบบกฎหมายอังกฤษ เพราะอังกฤษเข้ามามีอิทธิพลในไทย เชื่อมั้ย
ว่า ถ้าวันนี้ยกเลิกรัฐธรรมนูญของไทยทั้งฉบับ ขอไว้แค่ตัวเดี ยวคือหลักนิติธรรม ประเทศไทยจะอยู่ได้เหมือนมีรัฐธรรมนูญทั้ง
ฉบับเลย อยู่ที่ฝีมือศาลที่แปลให้คลุมทั้งหมด และนับวันมันจะมีบทบาทมากขึ้นๆ วันนี้คานี้อยู่ในรัฐธรรมนูญแค่ 3 ปี ยังอ่อน
ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ขอเวลาให้มันสักหน่อย
วันนี้ เราพูดถึงธรรมชาติ เราพูดถึง Good Governance วันนี้เราพูดถึงการจัดการบริหารบ้านเมืองที่ดีขึ้น ท่านคงรู้
ใช่ไหมว่า Good Governance ข้อที่มันเริ่มต้นด้วยหลักนิติธรรมมาก่อนนะ ธรรมภิบาลข้อที่ 1 คือ ถูกกฎหมาย 2) มีส่วนร่วม
3) รับผิดชอบ 4) โปร่งใส 5) คุ้มทุน คุ้มค่า อะไรก็ช่างมันเถอะ ตัวที่ 1 นิติธรรมก็เข้าไปอยู่ในธรรมภิบาลซะแล้ว เพราะฉะนั้น
แยกกันไม่ออกจากวิถีชีวิตของคนไทยเท่าไหร่ และมันเอามาใช้ได้แล้ว
เชื่อผมเถิดว่านับจากนี้ไป จะเริ่ มเห็นอภินิหารของคาว่า นิติธรรม ไม่ว่าจะเป็นที่ศาล ไม่ ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ
ศาลปกครอง ศาลฏีกา ศาลอาญา ศาลแพ่ง ฯลฯ (ยกเว้นศาลเจ้าพ่อหลักเมือง) ที่จะตัดสินคดี แล้วจะต้องพูดถึงหลักนิติธรรม
ว่าเรื่ องนี้ไม่ถูกหลักนิติธรรม เรื่องนี้ผิดหลักนิติ ธรรม หลายคดี ที่ฟ้องกันเดี๋ ยวนี้ ทนายเริ่มเก่งละ นึกอะไรไม่ ออกว่าจาเลยผิด
หลักอะไร ก็บอกไปว่าผิดหลักนิติธรรม ส.ส. จะด่าหรือคว่ากฎหมาย เขานึกไม่ออกว่าเขาไม่เอากฎหมายนี้เพราะอะไร ก็บอกว่า
เพราะกฎหมายนี้ขัดหลักนิติธรรม พอเขาพูดแล้วผมฟังแล้วมันโดนใจเลย มันเป็นคาที่เราใช้กันบ่อยมาก ผมก็อยากเชียร์ให้ใช้
กันบ่ อยๆ สนุ กครึ กครึ้นดี สอบตกก็บอกว่ า “อาจารย์ ไม่ มี หลักนิ ติ ธรรม” คะแนนน้อยมันควรได้ A ดันให้ C ก็บอกว่ า
“อาจารย์ไม่มีหลักนิติธรรม” พูดให้อยู่ในสายเลือดไปเลยครับ

You're Reading a Free Preview

Download
scribd
/*********** DO NOT ALTER ANYTHING BELOW THIS LINE ! ************/ var s_code=s.t();if(s_code)document.write(s_code)//-->