คํ า นํ า

พระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๔๔ มาตรา ๒๑ (๒) กำ�หนดให้
สำ�นักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพจัดทำ�แผนการดำ�เนินงานประจำ�ปี โดยแสดงรายละเอียด
ของวัตถุประสงค์ ตัวชี้วัดและเป้าหมาย ยุทธศาสตร์หรือแนวทางการดำ�เนินงาน แผน กลุ่มแผนงาน และ
งบประมาณในระยะเวลา ๑ ปี สำ�หรับแผนการดำ�เนินงานประจำ�ปี ๒๕๕๖ ได้ยดึ กรอบนโยบายและแนวทาง
ของแผนหลัก ๒๕๕๕ - ๒๕๕๗ ซึ่งมุ่งเน้นการนำ�ทิศทาง เป้าหมายและยุทธศาสตร์ ๑๐ ปี (๒๕๕๕ ๒๕๖๔) เป็นเป้าหมายของแต่ละแผน คำ�นึงถึงการสร้างความเป็นธรรมทางสุขภาพในประชากรกลุ่มต่างๆ
การบูรณาการทั้งเชิงประเด็น พื้นที่ และกลุ่มเป้าหมาย การส่งเสริมนวัตกรรมสังคมในการทำ�งานสร้างเสริม
สุ ข ภาพ สานและเสริ ม พลั ง ทุ ก ภาคส่ ว นในการลดปั จ จั ย เสี่ ย งสุ ข ภาพและปลู ก ฝั ง ค่ า นิ ย ม สุ ข นิ สั ย
เพิ่มขีดความสามารถเชิงสถาบันและของบุคคลตลอดจนการพัฒนาระบบและกลไกที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะ
ในระยะยาวเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปลายปี ๒๕๕๘
แผนการดำ�เนินงานฉบับนี้ ประกอบด้วย ๑๔ แผน ๒ ภารกิจพิเศษ และงานบริหารจัดการกองทุนและ
สำ�นักงานฯ โดยสำ�นักงานได้ให้ความสำ�คัญกับการใช้ข้อมูลหลักฐานที่เชื่อถือได้ การมองทิศทางในอนาคต
และการจัดกระบวนการที่เน้นการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้เสีย
สำ�นักงานฯ ขอขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคี และผู้เกี่ยวข้องทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการจัดทำ�แผนการ
ดำ�เนินงานฉบับนี้ เพือ่ ใช้เป็นกรอบดำ�เนินภารกิจร่วมกันของภาคีสร้างเสริมสุขภาวะได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และประสิทธิผลต่อไป

ส า ร บั ญ
ส่วนที่ ๑ ภาพรวมแผนการด�ำเนินงานประจ�ำปีงบประมาณ ๒๕๕๖




๑. ภาพรวมแผนหลักระยะ ๓ ปี (๒๕๕๕ - ๒๕๕๗)
๒. ผลการดำ�เนินงานในรอบ ๙ เดือน (ตุลาคม ๒๕๕๔ - มิถุนายน ๒๕๕๕)
๓. กรอบนโยบายและแนวทางการจัดทำ�แผนการดำ�เนินงานประจำ�ปี ๒๕๕๖
๔. การบูรณาการการสร้างเสริมสุขภาพ
๕. การบริหารจัดการ การกำ�กับติดตามประเมินผล และการบริหารความเสี่ยง


๑๓
๒๓
๒๕
๒๗

ส่วนที่ ๒ สาระส�ำคัญในแผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
















๑. แผนควบคุมยาสูบ
๒. แผนควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสิ่งเสพติด
๓. แผนจัดการความปลอดภัยทางถนนและภัยพิบัติ
๔. แผนควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ
๕. แผนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ
๖. แผนสุขภาวะชุมชน
๗. แผนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว
๘. แผนสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร
๙. แผนส่งเสริมกิจกรรมทางกาย การออกกำ�ลังกาย และกีฬาเพื่อสุขภาพ
๑๐. แผนสื่อสารสุขภาวะและสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม
๑๑ แผนสนับสนุนโครงการเปิดรับทั่วไปและนวัตกรรม
๑๒. แผนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพผ่านระบบบริการสุขภาพ
๑๓. แผนพัฒนาระบบและกลไกสนับสนุนเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ
๑๔. แผนอาหารเพื่อสุขภาวะ
ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ
งานพัฒนาและจัดการกลุ่มงานกลาง
งานบริหารจัดการกองทุนและสำ�นักงาน

๓๓
๔๙
๖๙
๘๓
๑๐๗
๑๒๕
๑๓๙
๑๔๙
๑๖๑
๑๗๑
๑๗๙
๑๘๗
๑๙๕
๒๐๑
๒๑๑
๒๒๓
๒๒๗

ส่ ว น ที่

ภาพรวมแผนการดำ�เนินงานประจำ�ปีงบประมาณ ๒๕๕๖
๑. ภาพรวมแผนหลักระยะ ๓ ปี (๒๕๕๕ - ๒๕๕๗)
๒. ผลการดำ�เนินงานในรอบ ๙ เดือน (ตุลาคม ๒๕๕๔ - มิถุนายน ๒๕๕๕)
๓. กรอบนโยบายและแนวทางการจัดทำ�แผนการดำ�เนินงานประจำ�ปี ๒๕๕๖
๔. การบูรณาการการสร้างเสริมสุขภาพ
๕. การบริหารจัดการ การกำ�กับติดตามประเมินผล และการบริหารความเสี่ยง

ภาพรวมแผนหลักระยะ ๓ ปี
(๒๕๕๕ - ๒๕๕๗)
บริบทและแนวทางการจัดทำ�แผนหลัก ๓ ปี (๒๕๕๕ - ๒๕๕๗)

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

ในช่วงของแผนหลัก ๒๕๕๕ - ๒๕๕๗ ประเทศไทยมีแนวโน้มที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง
จากทั้งภายนอกและภายในประเทศ การเปลี่ยนแปลงภายนอกในระดับโลกที่ส�ำ คัญ เช่น กฎ กติกาใหม่
ของโลกในด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและสังคม โดยเฉพาะต้องเตรียมความพร้อมการเข้าสู่ประชาคม
อาเซียนในปี ๒๕๕๘ การเปลีย่ นแปลงภูมอิ ากาศโลก แนวโน้มของการเกิดวิกฤตอาหารโลก ความก้าวหน้า
ทางเทคโนโลยีและการเข้าถึงเทคโนโลยีที่ ไม่เท่าเทียมกัน ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงภายในที่สำ�คัญ
ทั้ ง ด้ า นเศรษฐกิ จ สั ง คม และการเมื อ ง เช่ น การเริ่ ม ก้ า วสู่ สั ง คมผู้ สู ง อายุ การมี พ ฤติ กรรมเสี่ ย ง
ต่ อ สุ ข ภาพ การแพร่ ร ะบาดของยาเสพติ ด และการเพิ่ ม ขึ้ น ของการพนั น โดยเฉพาะในกลุ่ ม เด็ ก และ
เยาวชน วิ ก ฤตด้ า นคุ ณ ธรรมและจริ ย ธรรมที่ ส ะท้ อ นจากทั ศ นคติ ข องคนรุ่ น ใหม่ ที่ เ ห็ นว่ า การทุ จ ริ ต
คอร์รัปชั่นเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ด้านการบริหารจัดการการพัฒนาประเทศโดยมีความล่าช้าและขาดความ
ชัดเจนในเรื่องการกระจายอำ�นาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในขณะที่ประชาชนมีความตื่นตัวทาง
การเมืองและการจัดการทรัพยากรสาธารณะสูง การที่กลุ่มผู้ด้อยโอกาสเข้าไม่ถึงบริการทางสังคมได้อย่าง
ทั่วถึง รวมทั้งประเทศไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากความเหลื่อมลํ้าและไม่เป็นธรรมในมิติต่างๆ อีกด้วย
เอกสารทิศทาง เป้าหมาย และยุทธศาสตร์ ๑๐ ปีของ สสส. ได้วเิ คราะห์แนวโน้มของการเปลีย่ นแปลง
ทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและการเมืองที่มีผลต่อสุขภาวะในระยะ ๑๐ ปีข้างหน้า และนำ�มากำ�หนด
วิสัยทัศน์ เป้าหมาย และยุทธศาสตร์ ในการสร้างเสริมสุขภาพระยะ ๑๐ ปี นอกจากนี้ แผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ พ.ศ. ๒๕๕๕ - ๒๕๕๙ ได้กำ�หนดยุทธศาสตร์ การพัฒนา
ประเทศเพื่ อ รั บ มื อ และสร้ า งภู มิ คุ้ ม กั น ต่ อ กระแสการเปลี่ ย นแปลงที่ สำ � คั ญ ทั้ ง ภายในและภายนอก
ซึ่งมีความสอดคล้องกับทิศทางการสร้างเสริมสุขภาพของทุกคนบนแผ่นดินไทยตามเอกสารทิศทาง
เป้าหมาย และยุทธศาสตร์ ๑๐ ปี เช่น ยุทธศาสตร์การสร้างความเป็นธรรมในสังคม ยุทธศาสตร์
การพั ฒ นาคนสู่ สั ง คมแห่ ง การเรี ย นรู้ ต ลอดชี วิ ต ที่ กำ� หนดเป้ า หมายในการพั ฒ นาให้ ทุ ก คนได้ รั บ การ
พั ฒ นาทั้ ง ร่ า งกายและจิ ต ใจ มี อ นามั ย การเจริ ญ พั น ธ์ุ ที่ เ หมาะสมทุ ก ช่ ว งวั ย โอกาสในการเข้ า ถึ ง
ระบบสุขภาพที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้นและปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพลดลงอย่างเป็นองค์รวม และยุทธศาสตร์
ความเข้มแข็งภาคเกษตร ความมั่นคงของอาหารและพลังงาน

9

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
10

อนึ่ ง ในการประชุ ม คณะกรรมการกองทุ น สนั บ สนุ น การสร้ า งเสริ ม สุ ขภาพ ครั้ ง ที่ ๖/๒๕๕๔
เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๔ ที่ประชุมมีมติ ให้ความเห็นชอบกรอบนโยบายและแนวทางการจัด
ทำ�แผนหลัก ๒๕๕๕ - ๒๕๕๗ ดังนี้
๑. ยุทธศาสตร์ ๑๐ ปี ให้ทุกแผนนำ�ทิศทาง เป้าหมาย และยุทธศาสตร์ ๑๐ ปี สสส. เป็นแนวทาง
การจัดทำ�แผน ๓ ปี โดยเชื่อมโยงเป้าหมายเฉพาะระยะ ๑๐ ปีที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายระยะ ๓ ปี
ของแต่ละแผน และกระตุ้นให้มีการร่วมกำ�หนดเป้าหมายระยะ ๑๐ ปีของชาติ ในเป้าหมาย
ที่ยังขาดอยู่
๒. ความเป็นธรรม ให้ทุกแผนคำ�นึงถึงการสร้างความเป็นธรรมทางสุขภาพในประชากรกลุ่มต่างๆ
ทัง้ ประชากรกลุม่ เฉพาะ กลุม่ ประชากรทีต่ า่ งฐานะทางเศรษฐกิจและต่างภูมภิ าคและให้มเี ป้าหมาย
และตัวชี้วัดที่สะท้อนความก้าวหน้าในการลดความไม่เป็นธรรมในแต่ละแผน
๓. บูรณาการ มุ่งเน้นการบูรณาการเชิงประเด็นผ่านการบริหารกลุ่มแผนงาน และการบูรณาการ
เชิงพื้นที่ เช่น การร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่ การลดปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น เครือข่าย
เพื่อลดโรคไม่ติดต่อ การปรับสภาพแวดล้อมเพื่อผู้พิการและผู้สูงอายุ การส่งเสริมกิจกรรม
ปิดเทอมสร้างสรรค์ และพื้นที่สุขภาวะ
๔. นวัตกรรมสังคม มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมสังคมในการทำ�งานสร้างเสริมสุขภาพ และปรับปรุง
ขั้นตอนการทำ�งานให้คล่องตัว เพื่อสามารถรองรับสถานการณ์ทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่าง
รวดเร็ว
๕. ความยั่งยืน ให้ความสำ�คัญกับการพัฒนา คน องค์กร เครือข่าย เพื่อให้มีความยั่งยืนในระยะยาว
๖. งานต่อเนื่อง ยังคงพัฒนาประสิทธิผลการดำ�เนินงานด้านการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ
การสร้างเสริมสุขภาวะองค์กรและพืน้ ที่ และให้ค�ำ นึงถึงการสร้างเสริมสุขภาวะทางปัญญาสุขภาวะ
ทางสังคม และสภาวะแวดล้อมที่กระทบต่อสุขภาวะ อาทิ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
๗. แผนอาหารเพื่อสุขภาวะ ยกระดับแผนงานด้านอาหารและโภชนาการเป็น “แผนอาหารเพื่อ
สุขภาวะ” และมอบคณะกรรมการบริหารแผน คณะที่ ๕ กำ�กับดูแลเพือ่ ความชัดเจนในการบริหาร
ยุทธศาสตร์และ/หรืองบประมาณในกลุ่มประเด็นที่เอื้อต่อพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพร่วมกับ
แผนส่งเสริมการออกกำ�ลังกายและกีฬาเพื่อสุขภาพ
สสส. ได้ทบทวนสถานการณ์แต่ละด้านในรายละเอียด ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เอกสาร ทิศทาง
เป้าหมาย และยุทธศาสตร์ ๑๐ ปี รวมทั้งนโยบายจากคณะกรรมการกองทุน มาประกอบการวางแผนหลัก
ของการดำ�เนินงานในระยะ ๒๕๕๕ - ๒๕๕๗

เป้าประสงค์
สสส. ในฐานะกลไกหนึง่ ของระบบสุขภาพมุง่ หวังให้ “ทุกคนบนแผ่นดินไทย มีขดี ความสามารถ สังคม
สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะ” วิสัยทัศน์ที่กำ�หนดในเอกสารทิศทาง เป้าหมาย และยุทธศาสตร์ ๑๐ ปี
(๒๕๕๕ - ๒๕๖๔) โดย สสส. ได้ก�ำ หนดเป้าประสงค์ การดำ�เนินงานของแผนหลัก ๒๕๕๕ - ๒๕๕๗ ดังต่อไปนี้
สานและเสริมพลังการดำ�เนินงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง และภาคี
เครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม เพื่อให้บรรลุผลในการ
ลดปั จ จั ย เสี่ ย งสุ ข ภาพ ด้ า นการควบคุ ม การบริ โ ภคยาสู บ การควบคุ ม การ
บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสิ่งเสพติด การลดอุบัติเหตุจราจรและอุบัติภัย
และสร้างสุขนิสัยในการออกกำ�ลังกายและการบริโภคอาหารสุขภาพ
พั ฒ นากลไกที่ จำ � เป็ น สำ � หรั บ การลดปั จ จั ย เสี่ ย งนอกเหนื อ จากเป้ า ประสงค์
ที่ ๑ โดย สสส. ลงทุนแต่น้อยในส่วนที่จำ�เป็นและก่อให้เกิดผลกระทบสูง และ
สร้างขีดความสามารถของบุคคล ที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะ โดยเฉพาะในกลุ่ม
เด็ก เยาวชน และกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ
เพิ่มขีดความสามารถเชิงสถาบันและส่งเสริมบทบาทของชุมชนและองค์กร
ในการพัฒนาสุขภาวะองค์รวม หรือแก้ไขปัญหาสำ�คัญของตน โดยพัฒนา
กระบวนการ ต้นแบบ และกลไกขยายผลเพื่อมุ่งพัฒนาสังคมสุขภาวะในระยะ
ยาวอย่างยั่งยืน
สร้างค่านิยมและโอกาสการเรียนรู้ในการสร้างเสริมสุขภาวะให้เกิดขึ้นในสังคม
ไทย สังคมให้ความร่วมมือกับการรณรงค์เพื่อบรรลุเป้าประสงค์อื่นๆ
ขยายโอกาสและพัฒนาศักยภาพในการสร้างนวัตกรรมเกี่ยวกับการสร้างเสริม
สุขภาวะ
เพิ่มสมรรถนะระบบบริการและระบบสนับสนุนในการสร้างเสริมสุขภาวะ และ
เพิ่มประสิทธิภาพกลไกการบริหารจัดการ

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

เป้าประสงค์ ๑




เป้าประสงค์ ๒



เป้าประสงค์ ๓



เป้าประสงค์ ๔

เป้าประสงค์ ๕

เป้าประสงค์ ๖

11

ผลการดำ�เนินงานในรอบ ๙ เดือน
(ตุลาคม ๒๕๕๔ - มิถุนายน ๒๕๕๕)
ในปีงบประมาณ ๒๕๕๕ ซึ่งเป็นปีแรกของการดำ�เนินงานตาม “ทิศทาง เป้าหมาย และยุทธศาสตร์
กองทุนระยะ ๑๐ ปี พ.ศ. ๒๕๕๕ - ๒๕๖๔ และ แผนหลัก ๓ ปี พ.ศ. ๒๕๕๕ - ๒๕๕๗ ปรากฏว่าในช่วง
ต้นปีงบประมาณ ประเทศไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์มหาอุทกภัยส่งผลกระทบโดยตรงต่อทัง้ บุคลากรของ
สสส. และภาคีเครือข่าย ทำ�ให้หลายแผนงาน/โครงการต้องชะลอออกไปจากกำ�หนดเดิม สสส. จึงจำ�เป็นทีจ่ ะ
ต้องปรับบทบาทและใช้ศกั ยภาพขององค์กรรวมกับภาคีเครือข่ายในการจัดการภัยพิบตั แิ ละร่วมแก้ไขปัญหา
เฉพาะหน้าของประเทศ โดยสามารถสรุปผลการดำ�เนินงานตั้งแต่ เดือนตุลาคม ๒๕๕๔ ถึง เดือนมิถุนายน
๒๕๕๕ ได้ดังนี้

เป้าประสงค์ ๑

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

สานและเสริมพลังการดำ�เนินงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ
ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม เพื่อให้บรรลุผลในการลดปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ ด้านการควบคุมการบริโภค
ยาสูบ การควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสิ่งเสพติด การลดอุบัติเหตุจราจรและอุบัติภัย และ
สร้างสุขนิสัยในการออกกำ�ลังกายและการบริโภคอาหารสุขภาพ
๑. การควบคุมการบริโภคยาสูบ ให้ความสำ�คัญกับการสร้างองค์ความรู้เพื่อขับเคลื่อนนโยบายจำ�กัด
การเข้าถึงบุหรี่ รวมทั้งการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ มีผลการดำ�เนินงานที่สำ�คัญ เช่น
๑.๑ เกิดระบบและกลไกการดำ�เนินงานควบคุมการบริโภคยาสูบทีเ่ ข้มแข็ง เช่น แผนยุทธศาสตร์
การควบคุมยาสูบแห่งชาติ ๒๕๕๕ - ๒๕๕๗ มีกฎกระทรวงเรื่องบุหรี่ปลอดไฟไหม้ รวบรวม
สาระสำ�คัญของพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. ๒๕๓๕ และพระราชบัญญัติ
คุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ. ๒๕๓๕ เข้าด้วยกัน เพื่อรวมเป็นร่างพระราชบัญญัติ
ควบคุมยาสูบ พ.ศ. ....
๑.๒ เกิดพื้นที่ต้นแบบการทำ�งานควบคุมยาสูบนำ�ร่องใน ๖ พื้นที่ ได้แก่ จันทบุรี เชียงใหม่
พิษณุโลก สุราษฎร์ธานี สุโขทัย และเกาะสมุย เป็นการผนึกกำ�ลังภาคีทุกภาคส่วนให้ร่วม
ขับเคลือ่ นการดำ�เนินงานอย่างเข้มแข็งเพือ่ รณรงค์สร้างกระแสให้เกิดจังหวัดปลอดบุหรี่ และ
มีการดำ�เนินงานเพื่อควบคุมยาสูบในระดับพื้นที่ ๑๐ จังหวัด

13

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
14

๑.๓ เกิดพื้นที่สาธารณะปลอดบุหรี่ โดยผลักดันให้สถานที่ราชการเป็นเขตปลอดบุหรี่ เช่น
โรงพยาบาล สถานพยาบาล โรงเรียน สถาบันการศึกษา สถานประกอบการ และสถานีต�ำ รวจ
ปลอดบุหรี่
๑.๔ เกิดระบบการเฝ้าระวังอุตสาหกรรมยาสูบในประเทศไทย โดยมีระบบกำ�กับติดตามเฝ้าระวัง
(Monitoring) แจ้งข่าว (Alert) และตอบโต้ (Counteraction) กิจกรรมของอุตสาหกรรมยาสูบ
และสร้างความตระหนักในปัญหาการแทรกแซงจากอุตสาหกรรมยาสูบทีส่ ง่ ผลกระทบต่อการ
ควบคุมยาสูบของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำ�กิจกรรมด้านการรับผิดชอบต่อสังคม
(CSR) มีระบบข้อมูลตัวชีว้ ดั เกีย่ วกับอุตสาหกรรมยาสูบและผลิตภัณฑ์ยาสูบในประเทศไทย
รายงานเฝ้าระวังบริษัทบุหรี่ในประเทศไทย
๑.๕ มีการรณรงค์ ให้พนักงานในสถานประกอบการได้รับรู้เกี่ยวกับโทษพิษภัยของปัจจัยและ
พฤติกรรมเสี่ยงจนสามารถนำ�ไปสู่การเลิกสูบบุหรี่ได้
๒. การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสิ่งเสพติด มีผลการดำ�เนินงานที่สำ�คัญคือ การผลักดันให้มี
การออกประกาศสำ�นักนายกรัฐมนตรี ห้ามดื่มห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ๓ ฉบับและการ
ประกาศสำ�นักนายกรัฐมนตรีเรือ่ งแต่งตัง้ พนักงานเจ้าหน้าทีเ่ พือ่ ปฏิบตั ติ ามพระราชบัญญัตคิ วบคุม
เครือ่ งดืม่ แอลกอฮอล์ สนับสนุนเพือ่ สร้างการรับรูแ้ ละตระหนักถึงประเด็นการลด ละ เลิกการบริโภค
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยรณรงค์เพื่อให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
และส่งเสริมค่านิยมการไม่ดมื่ เครือ่ งดืม่ แอลกอฮอล์ในงานประเพณี ควบคุมการเข้าถึงแอลกอฮอล์
โดยควบคุมปัญหาร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รอบสถานศึกษา และร่วมกันจัดสภาพแวดล้อม
รอบสถานศึกษาให้ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงเน้นการขอความร่วมมือผู้ประกอบการ
ไม่ขายให้เด็กอายุตํ่ากว่า ๒๐ ปี ตามกฎหมายนอกจากนั้น ยังมีระบบการให้บริการดูแลผู้มีปัญหา
การดื่มสุราในสถานบริการสุขภาพทุกระดับในพื้นที่ ๒๒ จังหวัด
๓. การจัดการความปลอดภัยทางถนน เน้นดำ�เนินงานตามยุทธศาสตร์เพื่อความปลอดภัยทางถนน
ในระดับประเทศ โดยเฉพาะการเพิ่มมาตรการพิเศษเพื่อการลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาล
เช่น ข้อสั่งการพิเศษเทศกาลสงกรานต์ ๒๕๕๕ ส่งเสริมให้ผู้ใช้รถจักรยานยนต์หันมาสนใจ
สวมใส่หมวกกันน็อกกันมากขึน้ เกิดระบบข้อมูลการสืบสวนสาเหตุทมี่ ปี ระสิทธิภาพและนำ�ข้อมูล
มาใช้ในทุกระดับ (สภ.-จังหวัด-ภาค-ส่วนกลาง) เกิดกระแสความตื่นตัวในกลุ่มตุลาการในการ
ตัดสินคดีเมาแล้วขับ เกิดการขยายเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ ๓๗ จังหวัด และสร้างเครือข่าย
เพิ่มเติมทั้งผู้พิการ และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุทางถนน เพื่อเฝ้าระวังป้องกันอุบัติเหตุ
ทางถนนในพืน้ ที่ เกิดพืน้ ทีต่ น้ แบบในการเฝ้าระวังและป้องกันอุบตั เิ หตุในระดับพืน้ ทีอ่ ย่างต่อเนือ่ ง
ใน ๒๕ จังหวัด
๔. การส่งเสริมกิจกรรมทางกายและการออกกำ�ลังกาย ดำ�เนินการนำ�ร่องต้นแบบวัด/สถาบันการศึกษา
ส่งเสริมสุขภาพในพืน้ ทีเ่ ขต ๔ เขต ของกรุงเทพมหานคร ได้แก่ เขตบางรัก เขตราชเทวี เขตหนองแขม
และเขตภาษีเจริญ เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดความตระหนักและเห็นถึงความสำ�คัญของการดูแลรักษา

สุขภาพให้หา่ งไกลโรคอ้วน โดยบูรณาการการทำ�งานร่วมกับแผนอาหารเพือ่ สุขภาวะ รณรงค์และ
ปลุกจิตสำ�นึกกลุม่ เยาวชน กลุม่ ผูส้ งู อายุและการยกระดับคุณภาพชีวติ ของผูส้ งู วัย ให้เล่นกีฬาและ
ออกกำ�ลังกายอย่างต่อเนื่อง เกิดเครือข่ายการส่งเสริมสุขภาพการเล่นกีฬาและออกกำ�ลังกาย
เกิดพื้นที่สุขภาวะที่เอื้อต่อการเกิดกิจกรรมทางกายเป็นวิถีชีวิต ๑๒ พื้นที่
๕. อาหารเพื่อสุขภาวะและโภชนาการ ให้ความสำ�คัญกับการจัดการและการแก้ไขปัญหาด้านอาหาร
และโภชนาการของประชากรกลุ่มต่างๆ ที่นำ�ไปสู่การป้องกันและแก้ไขการเกิดโรคเรื้อรังและการ
มีสุขภาวะที่ยั่งยืน การดำ�เนินงานเรื่องอาหารปลอดภัย เช่น การจัดเมนูอาหารกลางวันในศูนย์
เด็กเล็ก พัฒนาหลักเกณฑ์การจำ�แนกอาหารเพื่อใช้จัดจำ�แนกอาหารสำ�เร็จรูปเชื่อมโยงเกษตรกร
ผูป้ ระกอบการและผูบ้ ริโภคในรูปแบบต่างๆ รวมทัง้ ส่งเสริมให้ผบู้ ริโภคเข้าถึงผักปลอดสารพิษ และ
ขยายผลโรงเรียนปลอดนํ้าอัดลมร้อยละ ๑๐๐ ทั้งเขตพื้นที่การศึกษา ได้จำ�นวน ๖๖ สำ�นักงาน
เขตพื้นที่การศึกษา

เป้าประสงค์ ๒

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

พัฒนากลไกทีจ่ �ำ เป็นสำ�หรับการลดปัจจัยเสีย่ งนอกเหนือจากเป้าประสงค์ที่ ๑ โดย สสส. ลงทุนแต่นอ้ ย
ในส่วนที่จำ�เป็นและก่อให้เกิดผลกระทบสูง และสร้างขีดความสามารถของบุคคล ที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะ
โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก เยาวชนและกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ
๑. การควบคุมปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ ให้ความสำ�คัญกับการลด/ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ
โดยเน้นการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ ไม่พร้อมในวัยรุ่น ซึ่งเป็นความร่วมมือ ทั้งใน
ระดับอำ�เภอ และในระดับจังหวัดในพืน้ ที่ ๔ จังหวัดนำ�ร่อง โดยเกิดการลงนามบันทึกความร่วมมือ
(MOU) เรือ่ ง “รูปแบบการพัฒนาระบบ การจัดการเรียนรูเ้ พศศึกษาบูรณาการแบบมีสว่ นร่วม เพือ่
การป้องกันและแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนด้านการตั้งครรภ์ ในวัยรุ่นจังหวัดอุตรดิตถ์” ร่วมกัน
ระหว่าง ๓๒ หน่วยงาน ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏ สำ�นักงานสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาล
ระดับอำ�เภอ สถาบันการศึกษาต่างๆ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรอิสระอื่นๆ
การร่วมพัฒนาหลักสูตรเพศศึกษาที่สอดคล้องกับการพัฒนาทักษะชีวิตวัยรุ่น (Comprehensive
Sexuality Education) และสนับสนุนให้มีการเรียนการสอนที่บูรณาการในหลักสูตรระดับ
มัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา การพัฒนานวัตกรรมสือ่ คุยกับลูกเรือ่ งเพศ และคูม่ อื การใช้สอื่ สำ�หรับ
พ่อแม่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ - ๓ ที่ช่วยให้พ่อแม่อย่างน้อย ๑๐,๐๐๐ ครอบครัว สามารถ
เข้าถึงและใช้ประโยชน์ และสื่อการเรียนรู้ทักษะชีวิตเด็กวัยเรียน เพื่อบูรณาการเข้ากับ ๘ กลุ่ม
สาระการเรียนรู้ตามหลักสูตร
๒. การคุม้ ครองผูบ้ ริโภคด้านสุขภาพ เน้นการคุม้ ครองจากภาวะเสีย่ งสุขภาพของประชาชนทีป่ ระสบ
จากภัยเงียบในชีวิตประจำ�วัน ได้แก่ เรื่องนํ้ามันทอดซํ้า และจากแร่ใยหิน โดยเกิดการลงนาม
บันทึกความร่วมมือในการจัดการแก้ไขปัญหานํ้ามันทอดซํ้าเสื่อมสภาพ ร่วมกันของผู้บริหารจาก
๕ หน่วยงาน ได้แก่ สำ�นักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำ�นักงานคณะกรรมการ

15

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

16

สุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำ�นักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำ�นักงาน
คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ควบคู่กับการเร่งรัดและ
สนับสนุนให้มกี ารพิจารณา เพือ่ การผ่านร่างพระราชบัญญัตอิ งค์การอิสระเพือ่ การคุม้ ครองผูบ้ ริโภค
ตามรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๐ และ พ.ศ. ๒๕๕๐
๓. การสร้างเสริมสุขภาวะในกลุม่ เด็กและเยาวชน สามารถพัฒนาทักษะชีวติ และสุขภาพองค์รวมของ
เด็กและเยาวชน ๗๓,๐๖๔ คน และสร้างผู้นำ�เยาวชนที่มีความสามารถและบทบาทพัฒนาสังคม
๒๕๐ คน มีเครื่องมือสำ�รวจต้นทุนชีวิตของกลุ่มเด็ก ๓ ช่วงวัย ได้แก่ กลุ่มเด็กปฐมวัย วัยเรียน
และวัยรุ่น และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึงผลสำ�รวจ ส่งเสริมศักยภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัยอายุ ๓ - ๕ ปี พัฒนา
เครือข่ายองค์กรเยาวชนในภูมิภาคต่างๆ ให้เป็นคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม
๔. การพัฒนาคุณภาพชีวติ ของประชากรกลุม่ เฉพาะ เช่น ผูส้ งู อายุ มุสลิม ผูใ้ ช้แรงงาน กลุม่ ชาติพนั ธ์ุ
และผู้พิการ มีผลการดำ�เนินงานที่สำ�คัญคือการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบสำ�หรับผู้สูงอายุการเฝ้าระวัง
สุขภาพและความปลอดภัยของแรงงานชุมชน การสร้างเครือข่ายการทำ�งานด้านอาชีวอนามัย
เชิงรุกทัง้ ในระดับจังหวัดและระดับอำ�เภอ การพัฒนาอาสาสมัครอาชีวอนามัยและนวัตกรรมชุมชน
เพือ่ ลดความเสีย่ งสุขภาพจากการทำ�งาน การพัฒนารูปแบบการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพสำ�หรับ
ผู้มีปัญหาสถานะบุคคลและสิทธิ การสร้างเสริมสุขภาพในกลุ่มผู้พิการที่เน้นการวางแผนป้องกัน
และดูแลรักษาความพิการแต่กำ�เนิด การถ่ายทอดการฟื้นฟูกล้ามเนื้อด้วยการนวดแผนไทย และ
การฝึกโดสะโฮ ให้กับผู้ปกครองที่มีบุตรหลานเป็นเด็กสมองพิการ การสร้างความเข้าใจถึงความ
พิการ และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและสร้างแรงบันดาลใจให้คนพิการสามารถดำ�รงชีวติ ในสังคม
อย่างเสมอภาคและสมศักดิศ์ รี การเปิดศูนย์ประสานงานสายด่วน ๑๔๗๙ “โทรได้งาน ๒๔ ชัว่ โมง”
สำ�หรับให้คนพิการโทรศัพท์สมัครงาน สอบถามเรื่องสิทธิคนพิการ การพัฒนาระบบฐานข้อมูล
คนพิการในพื้นที่ นครสวรรค์ พิจิตร กำ�แพงเพชร อุทัยธานี และชัยนาท

เป้าประสงค์ ๓
เพิ่มขีดความสามารถเชิงสถาบันและส่งเสริมบทบาทของชุมชนและองค์กรในการพัฒนาสุขภาวะ
องค์รวม หรือแก้ไขปัญหาสำ�คัญของตน โดยพัฒนากระบวนการ ต้นแบบ และกลไกขยายผลเพื่อมุ่งพัฒนา
สังคมสุขภาวะในระยะยาวอย่างยั่งยืน
๑. การสร้างเสริมสุขภาวะชุมชน มุง่ เน้นการพัฒนาความสามารถของชุมชนในการสร้างเสริมสุขภาพ
ควบคู่กับการเสริมสร้างสภาพแวดล้อมในชุมชนที่เอื้อต่อสุขภาวะ ซึ่งเป็นไปตามพันธกิจข้อที่ ๕
ของกองทุนและกฎบัตรออตตาวาเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพข้อ ๒ และข้อ ๓ โดยแผนสุขภาวะ
ชุมชนของ สสส. เน้นการทำ�งานร่วมกับชุมชนและท้องถิ่น มีผลการดำ�เนินงานที่สำ�คัญ คือ
๑.๑ ถอดบทเรียนระบบการจัดการสุขภาวะชุมชน ๒๐ แหล่งเรียนรู้ ประกอบด้วย ๘ ระบบ ได้แก่
๑) ระบบบริหารจัดการชุมชนท้องถิ่น ๒) ระบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ๓) ระบบ

การท่องเทีย่ วเชิงอนุรกั ษ์และวิถชี มุ ชน ๔) ระบบการเรียนรูเ้ ด็กและเยาวชน ๕) ระบบสุขภาพ
ชุมชน ๖) ระบบเศรษฐกิจชุมชน ๗) ระบบสวัสดิการสังคมโดยชุมชน และ ๘) ระบบ
การจัดการภัยพิบตั โิ ดยชุมชน เพือ่ อปท. อืน่ ๆ เข้ามาร่วมเรียนรูแ้ ละนำ�ปรับใช้กบั การพัฒนา
พื้นที่ของตนเองต่อไป
๑.๒ พัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะระดับท้องถิ่น ได้แก่ ๑) การจัดสวัสดิการสังคมโดย
ชุมชน ๒) เกษตรกรรมยั่งยืน ๓) การเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน ๔) การดูแลสุขภาพชุมชน
๕) การบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม ๖) การจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมและ ๗) การ
จัดการภัยพิบัติ โดยลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกัน
๑.๓ สร้างและขยายเครือข่ายความร่วมมือระหว่างชุมชนท้องถิ่น ประกอบด้วยองค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่น ท้องที่ กำ�นัน ผู้ใหญ่บ้าน และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เช่น โรงเรียน
โรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพตำ�บล พัฒนาชุมชนฯ สถาบันทางศาสนา ผู้นำ�ทางศาสนา
อิหม่าม คอเต็บบิลาน รวมทั้งแกนนำ�ภาคประชาสังคม และประชาชน เพื่อขับเคลื่อนงาน
สุขภาวะชุมชนในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง เป็นชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่บนพื้นฐานของการลด
ช่องว่าง การลดความเหลื่อมลํ้า สร้างความเป็นธรรม ที่นำ�ไปสู่การจัดการตนเองของชุมชน
ท้องถิ่น ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง
๒. การสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร เป็นการเสริมสร้างศักยภาพเชิงสถาบันขององค์กรเอกชน องค์กร
รัฐ และองค์กรชุมชนในการสร้างเสริมสุขภาพโดยร่วมมือกับฝ่ายบุคลากรขององค์กรเอกชนและ
องค์กรรัฐ ให้ความสำ�คัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตองค์รวมของคนทำ�งานตามแนวทาง Happy
Workplace หรือ Happy ๘ ซึ่งเป็นการพัฒนาสุขภาวะองค์รวมตั้งแต่ระดับบุคคล และเผื่อแผ่ต่อ
องค์กร และสังคม ซึ่งเป็นการขยายบริบทจากกรอบแนวคิดเดิมที่เน้นเฉพาะเรื่องอาชีวอนามัย
มีผลการดำ�เนินงานที่สำ�คัญคือ
๒.๑ พัฒนาพื้นที่นำ�ร่ององค์กรสุขภาวะ (Happy Workplace) ซึ่งได้ดำ�เนินงานร่วมกับสภา
อุตสาหกรรมจังหวัด ๖ จังหวัด (เชียงราย ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา ราชบุรี ปทุมธานี และ
นครราชสีมา) ร่วมขับเคลื่อนองค์กรสุขภาวะในองค์กรภาคเอกชนโดยครอบคลุมพื้นที่
ดำ�เนินงานทั้งหมด ๓๓ จังหวัดที่เป็นเครือข่าย
๒.๒ ร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมในการเสริมสร้างองค์กรสุขภาวะในจังหวัดภาคเหนือตอนบน
กลุ่มสภาอุตสาหกรรมจังหวัดราชบุรี ตลอดจนเครือข่ายองค์กรภาคอุตสาหกรรมและสถาน
ประกอบการในจังหวัดประจวบคีรขี นั ธ์ จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดราชบุรี และจังหวัดกาญจนบุรี
ส่งเสริมให้คนทำ�งานในสถานประกอบการ มีคุณภาพชีวิตในการทำ�งานที่ดีสนับสนุนให้เกิด
ความร่วมมือ ในการยกระดับคุณภาพชีวิตจากทุกภาคส่วนอย่างบูรณาการ
๒.๓ พัฒนารูปแบบการดำ�เนินงานพัฒนาสุขภาวะองค์กรสำ�หรับอุตสาหกรรมขนาดกลางและ
ขนาดย่อม (SME) ร่วมกับศูนย์ศกึ ษาธุรกิจครอบครัว และ SMEs มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

17

๒.๔ พัฒนากลไกในการขับเคลื่อนงานของเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาที่มีศักยภาพให้สามารถ
ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมตามหลักพุทธธรรม และปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพียง และสามารถทำ�หน้าทีป่ ระสานเชือ่ มโยงไปสูก่ ารเป็นเครือข่ายแห่งการเรียนรูท้ เ่ี ข้มแข็ง
ในทุกระดับ

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

เป้าประสงค์ ๔

18

สร้างค่านิยมและโอกาสการเรียนรูใ้ นการสร้างเสริมสุขภาวะให้เกิดขึน้ ในสังคมไทย สังคมให้ความร่วมมือ
กับการรณรงค์เพื่อบรรลุเป้าประสงค์อื่นๆ
๑. การสื่อสารสุขภาวะและสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม มุ่งเน้นการสร้างค่านิยมและโอกาสการเรียนรู้
ในสังคมเรื่องการสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาวะ มีผลการดำ�เนินงานที่สำ�คัญคือ
๑.๑ พัฒนาสื่อหนังสือ (นิทาน) สำ�หรับเด็กปฐมวัยเพื่อการเรียนรู้ ในระดับจิตใต้สำ�นึกเป็นการ
สร้างภูมคิ มุ้ กันพฤติกรรมเสีย่ งและป้องกันพฤติกรรมการเสพบุหรีแ่ ละเครือ่ งดืม่ แอลกอฮอล์
และสร้างทักษะการรูเ้ ท่าทันสุขภาพในโรงเรียน และชุมชน โดยร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ
จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านอย่างต่อเนื่องในศูนย์เรียนรู้ระดับอำ�เภอใน ๒๐ จังหวัดนำ�ร่อง
๑.๒ ผลักดันนโยบาย กฎหมาย กฎระเบียบ และมาตรฐานด้านสื่อเด็ก เยาวชนและครอบครัว
และความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสื่อดีเพื่อเด็ก ส่งเสริมพัฒนาการ และส่งเสริม
การเรียนรู้ นำ�เสนอด้วยเทคนิควิธีการที่ทำ�ให้เข้าใจง่าย เช่น การใช้ภาพการ์ตูนเป็นสื่อที่
ส่งเสริมและปลูกฝังวัฒนธรรมอันดีงาม เฝ้าระวังสือ่ มิให้มภี าพ ฉาก คำ�พูดทีร่ นุ แรงอนาจาร
รวมถึงมีการออกอากาศในช่วงเวลาทีเ่ หมาะสมกับเด็ก สนับสนุนให้เด็กได้สร้างสรรค์สอื่ ด้วย
ตนเองโดยเพิม่ พืน้ ทีเ่ สีย่ งของเด็ก ตลอดจนสนับสนุนกระบวนการเรียนรูเ้ ท่าทันสือ่ ตลอดจน
ให้กลุ่มต่างๆ รวมถึง กลุ่มชาติพันธ์ุ และผู้พิการ ได้มีโอกาสและมีส่วนร่วมในการผลิตสื่อ
สร้างสรรค์สำ�หรับเด็กและเยาวชน
๑.๓ สนับสนุนการฝึกอบรมทักษะการสื่อสารสุขภาพ การผลิตสื่อด้วยภาษาและวัฒนธรรมของ
กลุ่ม และการติดตามส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้ามกลุ่ม ประเด็นสื่อสารสุขภาพ
สำ�คัญๆ ได้แก่ อนามัยเจริญพันธ์ใุ นกลุม่ ผูห้ ญิงชาติพนั ธ์ใุ นเขตภาคเหนือและเขตอุตสาหกรรม
ภาคตะวันตก ความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อม และอาหารสุขภาพในกลุ่มชาติพันธ์ุอื่นๆ
๑.๔ พัฒนาทักษะชีวติ และการเท่าทันสือ่ ของเด็ก เยาวชนและครอบครัวโดยค้นหาแนวทางในการ
แก้ปัญหาการบริโภคสื่อของเด็กและเยาวชน จัดเวลาในการใช้สื่อ และหากิจกรรมให้เด็ก
ในชุมชนได้ทำ�เพื่อลดเวลาว่างหรือเวลาที่จะอยู่กับสื่อน้อยลงกว่าเดิม เสริมทักษะเยาวชน
ให้สามารถสื่อสารปัญหากับสังคมได้อย่างแหลมคมมากขึ้น ส่งเสริมการฟื้นฟูและประยุกต์
ใช้สื่อศิลปวัฒนธรรม ทั้งสื่อท้องถิ่นและสื่อร่วมสมัย เพื่อให้เป็นสื่อสุขภาวะในชุมชน และ
ให้เกิดการถ่ายทอดเรียนรูข้ า้ มวัย อันเป็นการส่งเสริมความเข้มแข็งของครอบครัวและชุมชน

เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้แสดงออกด้วยความภาคภูมิใจในความเป็นท้องถิ่นของตน
รวมทัง้ การส่งเสริมให้เกิดพืน้ ทีส่ ร้างสรรค์เพือ่ การเรียนรูด้ า้ นศิลปวัฒนธรรมและสุขภาวะของ
เด็กและเยาวชนให้กระจายทั้งประเทศ
๑.๕ สื่อสารรณรงค์เพื่อสร้างการรับรู้ข่าวสาร เกิดความเข้าใจ มีการยอมรับ ปรับเปลี่ยนทัศนคติ
จนนำ�มาสู่การมีแนวโน้มที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายในประเด็นที่มีการ
ขับเคลือ่ นโดยแผนเชิงรุกของ สสส. และหน่วยงานยุทธศาสตร์ทเี่ กีย่ วข้อง เช่น การลดอัตรา
การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา การตายจากอุบัติเหตุทางถนน
๒. ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ มีผลการดำ�เนินงานที่สำ�คัญ คือ พัฒนาระบบศูนย์บริการข้อมูลข่าวสาร
(Resource Center) ซึง่ มีทงั้ เป็นฐานข้อมูลข่าวสาร องค์ความรู้ และสือ่ รูปแบบต่างๆ ด้านสุขภาวะ
ที่น่าเชื่อถือและทันสมัย ครอบคลุมทั้งด้านความรู้เชิงวิชาการและความรู้เชิงประยุกต์ทั้งในและ
ต่างประเทศ ตลอดจนระบบฐานข้อมูลรายชือ่ ผูเ้ ชีย่ วชาญในประเด็นต่างๆ ทีเ่ กีย่ วข้องเพือ่ ให้บริการ
แก่ประชาชน

เป้าประสงค์ ๕
ขยายโอกาสและพัฒนาศักยภาพในการสร้างนวัตกรรมเกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาวะ
๑. การสนับสนุนโครงการเปิดรับทัว่ ไปและนวัตกรรม ซึง่ เน้นการสร้างนวัตกรรมและภาคีรายใหม่โดย
๑.๑ เน้นขยายแนวร่วมการทำ�งานสร้างเสริมสุขภาพ โดยเกิดภาคีรายใหม่รวม ๔๐๖ ราย ซึ่ง
ในไตรมาส ๑ และ ๒ ส่วนใหญ่เป็นภาคีด้านการจัดการปัญหาอุทกภัยและการฟื้นฟูชุมชน
หรือเป็นภาคีเครือข่ายอาสาสมัคร ในไตรมาส ๓ เป็นการยกระดับการเรียนรู้ของเยาวชน
ฝึกทักษะการทำ�งานร่วมกับชุมชนผ่านกระบวนการค่ายอาสา ซึ่งเป็นการเปิดพื้นที่ในการ
ทำ�กิจกรรมเพื่อสังคมของกลุ่มเด็กและเยาวชนทำ�ให้เยาวชนแกนนำ�ไม่น้อยกว่า ๑๕๐ คน
สามารถค้นพบคุณค่าของตนเอง มีเป้าหมายในชีวติ กล้าแสดงความสามารถเชิงสร้างสรรค์
ฝึกฝนเรื่องความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเอง พัฒนาวุฒิภาวะในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น
ฝึกให้อภัย เสียสละ ซึง่ เป็นพืน้ ฐานการดำ�เนินชีวติ ของการอยูร่ ว่ มกันของคนในสังคม ตลอดจน
สร้างจิตสำ�นึกสาธารณะและความรับผิดชอบต่อสังคม
๑.๒ สนับสนุนการพัฒนาทักษะด้านการดำ�เนินโครงการสร้างเสริมสุขภาพให้แกนนำ�ผู้รับทุน
สามารถเป็นผู้นำ�การเปลี่ยนแปลงให้เป็นผู้นำ�การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในประเด็น
ต่างๆ ผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น การฝึกอบรม การฝึกปฏิบตั ิ เวทีแลกเปลีย่ นเรียนรูใ้ นพืน้ ที่
ศึกษาดูงาน ทำ�ให้เกิดแกนนำ�ที่มีทักษะการดำ�เนินงานสร้างเสริมสุขภาพจำ�นวน ๓๘๔ คน
จำ�แนกเป็น แกนนำ�พัฒนาชุมชน ๒๓๒ คน แกนนำ�เยาวชนขับเคลื่อนกิจกรรมอาสาสมัคร/
จิตอาสา ๔๘ คน แกนนำ�เยาวชนในการสื่อสารเรื่องสุขภาวะทางปัญญา จำ�นวน ๖๔ คน
แกนนำ�สร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ จำ�นวน ๔๐ คน

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

19

๑.๓ เกิดสภาพแวดล้อมและปัจจัยทางสังคมที่เอื้อต่อสุขภาพ เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพ
และสังคมที่เอื้อต่อสุขภาพในชุมชนพื้นที่โครงการ ชุมชนพื้นที่โครงการ ๗๓ โครงการ/แห่ง
มีการจัดการสภาพแวดล้อมและปัจจัยทางสังคมที่เอื้อต่อสุขภาพในประเด็นต่างๆ ดังนี้
การลด ละ เลิกเหล้าบุหรี่ในงานศพ/งานบุญประเพณี จำ�นวน ๘ แห่ง การจัดการขยะและ
การดูแลสิ่งแวดล้อมในชุมชน จำ�นวน ๔๙ แห่ง การบริโภคพืชผักปลอดสารพิษ/การดูแล
สุขภาพด้วยสมุนไพร ๑๐ แห่ง แหล่งเรียนรู้เรื่องการปลูกผักไว้บริโภคของคนเมือง ๔ แห่ง
ศูนย์เฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติภาคประชาชน ๑ แห่ง และศูนย์เรียนรู้
และถ่ายทอดเทคโนโลยีพลังงาน ๑ แห่ง
๑.๔ อยู่ระหว่างการสังเคราะห์แนวปฏิบัติที่ดีเกี่ยวกับนวัตกรรมการสร้างเสริมสุขภาพ เช่น การ
ลดพฤติกรรมเสี่ยงสุขภาพ การจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม เกษตรและอาหารปลอดภัย

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

เป้าประสงค์ ๖

20

เพิ่มสมรรถนะระบบบริการและระบบสนับสนุนในการสร้างเสริมสุขภาวะ และเพิ่มประสิทธิภาพกลไก
การบริหารจัดการ
๑. การสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพผ่านระบบริการสุขภาพ มีผลการดำ�เนินงานที่สำ�คัญ คือ
๑.๑ มีพนื้ ทีต่ น้ แบบด้านระบบการจัดการสุขภาพ หรือต้นแบบแหล่งปฏิบตั งิ านสร้างเสริมสุขภาพ
และป้องกันโรค โดยมีการบูรณาการเชิงประเด็นด้านการลดปัจจัยทางสังคมที่ส่งผลกระทบ
ต่อสุขภาพ
๑.๒ พัฒนาศักยภาพภาคีและเครือข่ายนักปฏิบัติการด้านการสร้างเสริมสุขภาพที่ใช้แนวทาง
การเรียนรู้แบบใช้บริบทเป็นฐานที่มีศักยภาพการจัดการสุขภาพแบบองค์รวมอย่างชัดเจน
ในชุมชนท้องถิ่น เช่น แกนนำ�/หมอตำ�แย ให้มีทักษะในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ก่อนและหลัง
คลอดโดยให้ความรูใ้ นการดูแลหลังคลอดแก่หญิงตัง้ ครรภ์ในชุมชน และมีความพร้อมให้บริการ
ทำ�คลอดทีป่ ลอดภัยในพืน้ ทีแ่ ละสามารถบันทึกข้อมูลรายงานการคลอดอย่างง่ายได้ แกนนำ�
ควบคุมโรคจำ�นวน ๓๗๓ คนในระดับหมูบ่ า้ น และเกิดเครือข่ายในการเฝ้าระวังภาวะสุขภาพ
โดยแกนนำ�สามารถให้ความรูใ้ นการดูแลตนเองการปฏิบตั ติ วั ทีถ่ กู ต้องเมือ่ เกิดการระบาดของ
โรคในพื้นที่
๑.๓ พัฒนาศักยภาพเครือข่ายทันตแพทย์ เภสัชกร และสหวิชาชีพที่ท�ำ งานด้านสุขภาพ เพื่อ
แก้ไขปัญหาโดยใช้บริบทเป็นฐาน เช่น ปัญหาฟันผุในเด็ก การรับประทานขนมหวาน
ในโรงเรียน การออกหน่วยทันตกรรมเชิงรุก การขับเคลื่อนการเขียนชื่อยาบนซองยา
๒. การพัฒนาระบบและกลไกสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ มีการดำ�เนินงานที่สำ�คัญ ได้แก่
การพัฒนาดัชนีชี้วัดความก้าวหน้าที่แท้จริงของประเทศไทย โดยร่วมกับสำ�นักงานสถิติแห่งชาติ
และได้ลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับสำ�นักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

(สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาและถ่ายทอด
เทคโนโลยีเพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะของประชาชน ใน ๓ ด้าน คือ ๑) การพัฒนาเยาวชนและ
บุคลากรด้านเทคโนโลยีในการสร้างเสริมสุขภาวะ เช่น โครงการประกวดการพัฒนาโปรแกรมและ
เทคโนโลยีสารสนเทศของเยาวชน ๒) การพัฒนาเทคโนโลยีและระบบฐานข้อมูลเพื่อการ
สร้างเสริมสุขภาวะ เช่น การพัฒนาโปรแกรมบนโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อให้บริการข้อมูลเรื่อง
โภชนาการ การออกกำ�ลังกาย และการใช้ยาที่ถูกต้อง และ ๓) การถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการ
สร้างเสริมสุขภาวะอย่างยั่งยืน เช่น พัฒนาระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินสำ�หรับผู้พิการและผู้สูงอายุ
ในรูปแบบของเสียงสัญญาณไซเรน หรือสัญญาณไฟ ในกรณีที่ต้องการขอความช่วยเหลือ
เพื่อแจ้งให้คนในครอบครัว หรือเพื่อนบ้านใกล้เคียงรับทราบ

การจัดการสถานการณ์มหาอุทกภัยและปัญหาเฉพาะหน้าของประเทศที่ส่งผลกระทบ
ต่อสุขภาวะ

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

นอกจากการดำ�เนินงานตามเป้าประสงค์ของแผนหลักข้างต้นแล้ว ในระยะต้นปีงบประมาณ สสส. และ
ภาคีเครือข่ายยังได้รว่ มจัดการภัยพิบตั แิ ละร่วมแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของประเทศ โดยเฉพาะมหาอุทกภัย
ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปีงบประมาณ และปัญหาหมอกควันในภาคเหนือตอนบน สรุปสาระสำ�คัญได้ดังนี้
๑. การจัดการปัญหาอุทกภัย เป็นการผนึกกำ�ลังร่วมกันระหว่าง สสส. กับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ
เอกชน และองค์กรชุมชน เช่น
๑.๑ เสริมสร้างความเข้มแข็งของกลไกในการป้องกันและรับมือภัยพิบัติ เช่น พัฒนาต้นแบบ
“หนึ่งตำ�บลหนึ่งทีมกู้ชีพกู้ภัย” ร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และ
สำ�นักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
๑.๒ อบรมอาสาสมัครของสมาคมอาสาสมัครและบรรเทาสาธารณภัยแห่งประเทศไทย อย่างต่อเนือ่ ง
จำ�นวนประมาณ ๓,๐๐๐ คน
๑.๓ นำ�เสนอรูปแบบการฟื้นฟูภัยพิบัติโดยใช้ชุมชนประสบภัยเป็นแกนหลักใน ๓๐ จังหวัด เช่น
นครราชสีมา (๑๑ ชุมชน) ปทุมธานี (๒๘ ชุมชน) อุบลราชธานี (๑๘ ชุมชน) กรุงเทพมหานคร
(๑๑ ชุมชน) และสงขลา (๑๑ ชุมชน) สนับสนุนการประสานเครือข่ายอาสาสมัครภาคประชาชน
เพื่อจัดการความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยอย่างเป็นระบบ รวมทั้งการพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง
ด้านรับมือภัยพิบัติ โดยมีชุมชนเสี่ยงต้นแบบจัดการภัยพิบัติ ๒๐๐ ชุมชนและสนับสนุน
องค์กรชุมชนในรูปแบบต่างๆ เช่น โครงการฟื้นฟูสุขภาวะโรงเรียนในท้องถิ่นหลังประสบ
ภัยพิบตั ิ โครงการสานพลังเครือข่ายช่วยเหลือภาคี สสส. และโครงการฟืน้ ฟูสขุ ภาวะผูป้ ระสบ
อุทกภัยแบบมีส่วนร่วมและเสริมสร้างทักษะในการรับมือภัยพิบัติ
๑.๔ สนับสนุนการดำ�เนินงาน “คนรุ่นใหม่หัวใจอาสา” โดยร่วมมือกับผู้นำ�ชุมชนและชาวบ้าน
ในการรวบรวมข้อมูล ศึกษาบริบทและสภาพปัญหาในพืน้ ที่ พบว่าเมือ่ ประสบเหตุไม่สามารถ

21

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
22

นำ�ผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลได้จึงจัดธงแจ้งเหตุ โดยใช้ธงสัญลักษณ์สีต่างๆ ๕ สี ได้แก่ สีนํ้าเงิน
แทนบ้านที่มีผู้ป่วย สีขาว บ่งบอกว่ามีผู้พิการ สีแดง แทนบ้านมีคนชรา สีเขียว มีเด็กอายุ
แรกเกิดถึงสองขวบ และ สีเหลือง แทนบ้านทีม่ เี ด็กอายุ ๓ - ๗ ขวบ นอกจากนี้ ยังทำ�หน้าที่
ประสานเชือ่ มโยงเครือข่ายจิตอาสาต่างๆ เพือ่ ร่วมกันขับเคลือ่ นให้เกิดกระแสและความตืน่ ตัว
ด้านงานอาสาเพื่อร่วมกันสร้างสังคมสุขภาวะ
๑.๕ สนับสนุนและช่วยเหลือในระยะเร่งด่วน โดยให้ความร่วมมือและเชือ่ มประสานภาคีเครือข่าย
เช่น สนับสนุนศูนย์ประสานการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ภาคประชาชนให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง
ได้ใช้ขอ้ มูลทีท่ นั สถานการณ์ในการทำ�งาน โดยมีการทำ�งานเป็นเครือข่ายสนับสนุนภาคี สสส.
ทีม่ ศี กั ยภาพและสนใจเข้าร่วมกิจกรรมอาสาสมัครช่วยเหลือ และระดมทุน เช่น มูลนิธโิ กมล
คีมทอง เครือข่ายองค์กรงดเหล้า เครือข่ายรับน้องปลอดเหล้าสมาพันธ์นกั วิง่ แห่งประเทศไทย
เครือข่ายพุทธิกา เครือข่ายศิลปิน ฯลฯ สนับสนุนการปรับวิธีการเลี้ยงดูผู้ประสบภัยโดยการ
จัดตั้งครัวชุมชนร่วมกับมูลนิธิชุมชนไทย มูลนิธิรุ่งอรุณ เครือข่ายอ่าวกอ/สึนามิ ทีม อบจ.
ปทุมธานี และเครือข่ายสลัมสี่ภาค จำ�นวน ๙ แห่ง ครอบคลุมชุมชนประสบภัยในกรุงเทพฯ
และปริมณฑล ๑๓ ชุมชน ประสานเครือข่ายระดับองค์กร เช่น ไทยพีบีเอส สถาบันพัฒนา
องค์กรชุมชน หอจดหมายเหตุพุทธทาสฯ สำ�นักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ฯลฯ
เพือ่ เชือ่ มการทำ�งานช่วยเหลือผูป้ ระสบนํา้ ท่วมในวงกว้าง สนับสนุนการสือ่ สารและนวัตกรรม
การจัดการ เช่น การสื่อสารชุดความรู้ต่างๆ ตามช่องทางสื่อ สสส. สนับสนุน “ศูนย์รู้ทันนํ้า”
ให้ข้อมูลนํ้าท่วมและการจัดการในระดับพื้นที่ย่อยๆ
๑.๖ สนับสนุนจัดการฟื้นฟูชุมชน และสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจากปัญหาอุทกภัย
เช่น สนับสนุนเครือข่ายชุมชนท้องถิ่นภายใต้กรอบการดำ�เนินงาน “ตำ�บลสุขภาวะ” ที่ สสส.
ได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องจำ�นวนประมาณ ๑,๐๐๐ ตำ�บล ให้เป็นตำ�บลที่ฟื้นฟูภัยพิบัติ
อย่างเข้มแข็ง สนับสนุนการฟืน้ ฟูสภาพของพืน้ ที่ โดยเน้น สภาพแวดล้อม ขยะ ความสะอาด
การดำ�รงชีพ การจัดการความรู้ของชุมชน เช่น แผนที่ floodway ของชุมชน นวัตกรรม
การจัดการและการฟื้นฟู
๒. การจัดการปัญหาหมอกควัน มุ่งพัฒนาขีดความสามารถองค์กรชุมชนและเครือข่ายความร่วมมือ
ลดผลกระทบจากปัญหาหมอกควันโดยการจัดการไฟป่าแบบผสมผสาน การสรุปบทเรียนแนวทาง
การจัดการไฟป่า แก้ไขปัญหาหมอกควันทั้งเชิงเทคนิคและเชิงบริหารโดยเชื่อมกับนโยบายและ
โครงสร้าง โดยประสานการเชือ่ มโยงพืน้ ทีป่ ฏิบตั กิ ารของโครงการฯ กับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
(พอช.) เพื่อแก้ไขปัญหาภัยพิบัติโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเช่น ปัญหานํ้าแล้ง ปัญหานํ้าท่วม
ทีเ่ กิดขึน้ ในช่วงทีผ่ า่ นมา รวมถึงการยกระดับงานเรือ่ งภัยพิบตั ิ เพือ่ เชือ่ มโยงกับการขับเคลือ่ นงาน
ของเครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ในประเด็นเรื่องการจัดการไฟป่า และการจัดการ
ทรัพยากรทัง้ ระบบ อีกทัง้ สนับสนุนการแลกเปลีย่ นประสบการณ์ บทเรียน ข้อเสนอเพือ่ ปฏิรปู ระบบ
การแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน หมอกควันไฟป่าในภาคเหนือตอนบนไม่ให้เกิดปัญหาในปี ๒๕๕๖
โดยกำ�หนดเป้าหมายและแผนการทำ�งานร่วมกัน

กรอบนโยบายและแนวทางการจัดทำ�
แผนการดำ�เนินงานประจำ�ปี ๒๕๕๖
ความเป็นมา
คณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ได้ให้ความเห็นชอบทิศทาง เป้าหมาย และ
ยุทธศาสตร์ ระยะ ๑๐ ปี (๒๕๕๕ - ๒๕๖๔) ตามเอกสารชี้ทิศทางระยะ ๑๐ ปี ในคราวการประชุมครั้งที่
๕/๒๕๕๔ วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๔ และ ให้ความเห็นชอบแผนหลัก สสส. ๒๕๕๕ - ๒๕๕๗ พร้อม
ทั้งกรอบวงเงิน ปี ๒๕๕๕ จำ�นวน ๔,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๖ จำ�นวน ๔,๓๐๐ ล้านบาท และปี ๒๕๕๗
จำ�นวน ๔,๓๐๐ ล้านบาท ในคราวการประชุมครั้งที่ ๘/๒๕๕๔ เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๔
คณะอนุกรรมการทีป่ รึกษาสำ�นักงาน ได้ให้ความเห็นชอบเบือ้ งต้นกับกระบวนการจัดทำ�แผนการดำ�เนินงาน
ประจำ�ปี ๒๕๕๖ ในคราวการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๕๕ วันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕
หลักเกณฑ์และวิธกี ารจัดสรรเงินเพือ่ การสนับสนุนโครงการและกิจกรรม พ.ศ. ๒๕๕๔ ข้อ ๕.๓ กำ�หนด
ให้ผจู้ ดั การร่วมกับคณะกรรมการบริหารแผนจัดทำ�แผนการดำ�เนินงานประจำ�ปีให้สอดคล้องตามแผนหลักและ
การทบทวนกรอบงบประมาณรายปี โดยคณะอนุกรรมการนโยบายทางการเงิน เพื่อเสนอให้คณะกรรมการ
พิจารณาเห็นชอบภายในเดือนสิงหาคมของทุกปี

คณะรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นชอบยุทธศาสตร์สุขภาพดีวิถีไทย พ.ศ. ๒๕๕๔ - ๒๕๖๓ และแผนพัฒนา
สุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๕๕ - ๒๕๕๙) โดยมีเป้าประสงค์สำ�คัญคือ “ประชาชน ชุมชน ท้องถิ่น
และภาคีเครือข่าย มีศกั ยภาพและสามารถสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ลดการเจ็บป่วยจากโรคทีป่ อ้ งกันได้
หรือโรคทีเ่ กิดจากพฤติกรรมสุขภาพ มีการใช้ภมู ปิ ญั ญาไทย และมีสว่ นร่วมจัดการปัญหาสุขภาพของตนเอง
และสังคม” ซึง่ มีความสอดคล้องกับทิศทาง เป้าหมาย และยุทธศาสตร์ระยะ ๑๐ ปี ของ สสส. โดยหาก สสส.
ให้ความสำ�คัญกับการดำ�เนินงานด้านการลดปัจจัยเสี่ยงสุขภาพของ สสส. ก็จะยิ่งเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่เอื้อ
ให้บรรลุเป้าหมายในการลดการเจ็บป่วยด้วยโรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง มะเร็งและอัตราการควบคุมภาวะ
เบาหวานและความดันโลหิตสูง และเป้าหมายด้านประชากรที่มีพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้องเพิ่มขึ้น (ตามตัว
ชี้วัดที่ ๓ และ ๔ ของแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติฯ) ทั้งนี้ สสส. ได้ลงนามร่วมกับ ๘ หน่วยงานหลักเป็น
ภาคีขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สุขภาพดีวิถีไทย

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

สถานการณ์

23

คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๕ ให้ สสส. เพิ่มบทบาทในการป้องกันและลด
จำ�นวนประชาชนผู้บริโภคยาสูบให้เกิดผลสำ�เร็จอย่างเป็นรูปธรรมโดยให้มีตัวชี้วัดผลสำ�เร็จที่ชัดเจนเพื่อให้
สอดคล้องกับอำ�นาจหน้าที่และงบประมาณที่ได้รับ

จุดเน้นการดำ�เนินงานในปี ๒๕๕๖

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

ให้ทุกแผนนำ�ทิศทาง เป้าหมาย และยุทธศาสตร์ ๑๐ ปี สสส. (๒๕๕๕ - ๒๕๖๔) และแผน ๓ ปี
(๒๕๕๕ - ๒๕๕๗) โดยเชื่อมโยงเป้าหมายเฉพาะระยะ ๑๐ ปีที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายระยะ ๓ ปี ของแต่ละ
แผน และกระตุ้นให้มีการร่วมกำ�หนดเป้าหมายระยะ ๑๐ ปีของชาติในเป้าหมายที่ยังขาดอยู่
ให้ความสำ�คัญลำ�ดับสูงกับ “การลดปัจจัยเสี่ยงหลัก” โดยเฉพาะการลดการบริโภคยาสูบ และการลด
การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควบคู่กับการพัฒนาประสิทธิผลการควบคุมปัจจัยเสี่ยงรองทางสุขภาพ
ให้ทกุ แผนเน้นการสร้าง “ความเป็นธรรมทางสุขภาพ” ในประชากรกลุม่ ต่างๆ ทัง้ ประชากรกลุม่ เฉพาะ
กลุม่ ประชากรทีต่ า่ งฐานะทางเศรษฐกิจและต่างภูมภิ าค และให้มเี ป้าหมายและตัวชีว้ ดั ทีส่ ะท้อนความก้าวหน้า
ในการลดความไม่เป็นธรรมในแต่ละแผน
มุง่ เน้นการ “ทำ�งานแบบบูรณาการ” ระหว่างแผน และระหว่างแผนงาน ทัง้ ในเชิงประเด็นกลุม่ ประชากร
องค์กร และพื้นที่ และทำ�งานบูรณาการกับหน่วยงานอื่น โดยสอดคล้องกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์
สุขภาพดีวิถีไทย และแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ

24

การบูรณาการการสร้างเสริมสุขภาพ

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

สสส. สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพตามช่องทางการดำ�เนินงานต่างๆ ทั้งเชิงประเด็น หน่วยภารกิจ
พืน้ ที่ และกลุม่ ประชากรเป้าหมาย จำ�แนกได้ ๑๔ แผนและ ๒ ภารกิจพิเศษ ซึง่ สนับสนุนการดำ�เนินโครงการ
ต่างๆ เป็นจำ�นวนมาก ดังนัน้ คณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพจึงให้ความสำ�คัญกับการ
บูรณาการการทำ�งานร่วมกัน โดยผสมผสานและบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ร่วมกัน ทั้งทรัพยากรบุคคล
ทรัพยากรทางการเงิน ทุนทางสังคมขององค์กรและภาคี และเวลา ให้สามารถปฏิบัติงานอย่างสอดคล้อง
ราบรื่น ลดความซํ้าซ้อน มีประสิทธิภาพ (Efficiency) และเกิดประสิทธิผล (Effectiveness) ให้ประสบผล
สำ�เร็จตามความมุ่งหวัง และเกิดการพัฒนาในทิศทางที่ดีขึ้น
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายและยุทธศาสตร์ ๑๐ ปีที่ว่า “ทุกคนมีอายุยืนยาวขึ้นอย่างมีสุขภาวะ” สสส.
จึงได้ให้ความสำ�คัญกับการบูรณาการการทำ�งานเพื่อร่วมกันผลักดันเป้าหมายเฉพาะ ๑๐ ปี ทั้งระหว่าง
การทำ�งานของหน่วยงานภายใน สสส. ตลอดจนภาคีภายนอกในทุกระดับ โดยกำ�หนดหัวข้องานบูรณาการ
ในปีงบประมาณ ๒๕๕๖ จำ�นวน ๕ เรือ่ ง ได้แก่ การควบคุมยาสูบ การควบคุมเครือ่ งดืม่ แอลกอฮอล์ อุบตั ภิ ยั
อาหาร และเด็กและเยาวชน โดยเน้นการเชื่อมโยงของการดำ�เนินงานระหว่างแผนต่างๆ ตามภารกิจหลัก
ของ สสส. ทัง้ ในเชิงประเด็น กลุม่ เป้าหมาย และพืน้ ที่ เช่น การเชือ่ มแผนควบคุมยาสูบกับแผนสุขภาวะเด็ก
เยาวชน และครอบครัว และแผนสุขภาวะชุมชนเพื่อป้องกันนักสูบหน้าใหม่และลดการบริโภคบุหรี่มวนเอง
ในชนบท รวมทัง้ การเชือ่ มแผนควบคุมยาสูบกับแผนสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กรเพือ่ ขยายพืน้ ทีป่ ลอดบุหรี่
และเชื่อมกับแผนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพผ่านระบบบริการสุขภาพเพื่อขยายบริการการเลิกบุหรี่

25

เด็กและ
เยาวชน

สุขภาวะ
องค์กร

สุขภาวะ
ชุมชน
การตลาด
เพื่อสังคม

ระบบและ
กลไก

เป้าหมายเฉพาะ ๑๐ ปี

ศูนย์
เรียนรู้

สุขภาวะ
ชุมชน
เด็ก เยาวชน
และครอบครัว

เปิดรับ
ระบบและ นวัตกรรม
กลไก
สุขภาวะ
ชุมชน

ภาคี
สัมพันธ์

เด็ก เยาวชน
ครอบครัว

บุหรี่

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

ประชากร
กลุ่มเฉพาะ

26

การตลาด
เพื่อสังคม
เปิดรับ
นวัตกรรม

สุขภาวะ
องค์กร

ภาคี
สัมพันธ์

การตลาด
เพื่อสังคม

ระบบและ
กลไก

สุขภาวะ
ชุมชน

ภาคี
สัมพันธ์

ปัจจัย
เสี่ยงรอง

อาหาร

สุขภาวะ
องค์กร

อุบัติเหตุ
ประชากร
กลุ่มเฉพาะ

ภาคี
สัมพันธ์
ประชากร
กลุ่มเฉพาะ

เด็ก เยาวชน
และครอบครัว

เปิดรับ
นวัตกรรม
ปัจจัย
เสี่ยงหลัก

ศูนย์
เรียนรู้

ศูนย์
เรียนรู้

ศูนย์
เรียนรู้

เด็ก เยาวชน
และครอบครัว

แอลกอฮอล์

ประชากร
กลุ่มเฉพาะ

การตลาด
เพื่อสังคม
เปิดรับ
นวัตกรรม

สุขภาวะ
องค์กร

ระบบและ
กลไก

แผนสนับสนุนการ
สร้างเสริมสุขภาพ
ผ่านระบบ บริการ
สุขภาพ

แผนควบคุมยาสูบ

ขยายบริการเลิกบุหรี่

แผนควบคุมยาสูบ

แผนสุขภาวะชุมชน

ขยายพื้นที่ปลอดบุหรี่

แผนควบคุมยาสูบ

แผนสุขภาวะเด็ก
เยาวชน และครอบครัว

แผนสุขภาวะชุมชน

ป้องกันนักสูบหน้าใหม่และลดอัตราการบริโภคบุหรี่มวนเองในชนบท

การขับเคลื่อนเป้าหมายเฉพาะอื่นๆ
กรอบการบูรณาการปี ๒๕๕๖ และตัวอย่างการบูรณาการเพื่อการลดการบริโภคบุหรี่

ทุกคนมีอายุยืนยาวขึ้นอย่างมีสุขภาวะ

ภาคี
สัมพันธ์

ปัจจัย
เสี่ยงรอง

สุขภาวะ
ชุมชน

ภาคีหลักและภาคีร่วมสนับสนุน

ปัจจัย
เสี่ยงหลัก

ศูนย์
เรียนรู้

การบริหารจัดการ การกำ�กับติดตามประเมินผล
และการบริหารความเสี่ยง
สสส. ดำ�เนินกิจการตามบทบัญญัติของกฎหมาย กฎ และระเบียบที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติ
กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๔๔ หลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินเพื่อการสนับสนุน
โครงการและกิจกรรม พ.ศ. ๒๕๕๔ โดยมีโครงสร้างการดำ�เนินงาน ประกอบด้วย (๑) ด้านนโยบายและการ
กำ�กับดูแลกองทุน (๒) ด้านการบริหารจัดการกองทุนและการนำ�นโยบายไปปฏิบตั ิ และ (๓) ด้านการประเมิน
ผลการดำ�เนินงานของกองทุน

ด้านนโยบายและการกำ�กับดูแลกองทุน

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

สสส. มีกลไกในการกำ�กับนโยบายและกำ�กับดูแลกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีคณะกรรมการ
กองทุนทำ�หน้าที่ควบคุมดูแลการดำ�เนินกิจการกองทุนในระดับนโยบายและกำ�หนดงบประมาณในภาพรวม
ออกหลักเกณฑ์กฎระเบียบข้อบังคับที่สำ�คัญในการดำ�เนินงาน ให้ความเห็นชอบแผนการดำ�เนินงาน กำ�กับ
ดูแลฝ่ายบริหาร รวมทั้งควบคุมผลการปฏิบัติงานของผู้จัดการซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ให้เป็นไปตาม
วัตถุประสงค์ทก่ี �ำ หนดไว้ตามพระราชบัญญัตกิ องทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๔๔ นอกจากนัน้
คณะกรรมการกองทุนยังได้แต่งตัง้ คณะกรรมการบริหารแผน ๗ คณะ และคณะอนุกรรมการเฉพาะด้าน เช่น
คณะอนุกรรมการกำ�กับดูแลการตรวจสอบภายใน คณะอนุกรรมการทีป่ รึกษาสำ�นักงานกองทุน คณะอนุกรรมการ
นโยบายทางการเงิน คณะอนุกรรมการบริหารความเสีย่ ง คณะอนุกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะอนุกรรมการ
พัฒนาบุคลากร คณะอนุกรรมการบริหารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ คณะอนุกรรมการสนับสนุนการขับเคลื่อนการ
บูรณาการ โดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้งระดับจังหวัด เพื่อทำ�หน้าที่ในการกำ�กับดูแลและให้คำ�ปรึกษาสำ�นักงาน
ในด้านต่างๆ อีกด้วย
ในด้านการกำ�กับติดตาม สสส. มีแนวทางในการกำ�กับดูแลแผนงาน/โครงการซึ่งแบ่งตามขนาด
ของวงเงินงบประมาณ โดยเฉพาะกรณีแผนงานและโครงการที่มีวงเงินงบประมาณสูงหรือมีความสำ�คัญ
คณะกรรมการบริหารแผนจะแต่งตั้งคณะกรรมการกำ�กับทิศ เพื่อกำ�กับดูแล ชี้แนะ กำ�กับทิศทาง และ
กำ�หนดกรอบในการประเมินผลแผนงาน/โครงการ นอกจากนั้น สสส. ยังมีการพัฒนาระบบและกลไกเพื่อ
ช่วยสนับสนุนการกำ�กับติดตามแผนงาน/โครงการให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การกำ�หนดเงื่อนไข
กำ�กับการเบิกจ่ายงวดเงิน การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อติดตามผล กระบวนการติดตามงานระดับแผน

27

และแผนงานโดยคณะกรรมการบริหารแผน การตรวจเยีย่ มแผนงาน/โครงการ และการตรวจสอบและพัฒนา
รายละเอียดทั้งหมดดังปรากฏในแผนหลัก สสส.

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

ด้านการบริหารจัดการกองทุนและการนำ�นโยบายไปปฏิบัติ

28

ในการบริหารจัดการกองทุน โดยการบริหารจัดการภายในสำ�นักงานมีผจู้ ดั การกองทุนเป็นผูบ้ ริหารสูงสุด
ผู้อำ�นวยการสำ�นักต่างๆ และเจ้าหน้าที่ มีบทบาทหน้าที่ในการดำ�เนินงานตามนโยบายของกองทุน โดยการ
ศึกษา วิเคราะห์สถานการณ์ กำ�หนดเป้าหมาย เสนอแผนการดำ�เนินงาน การสนับสนุนภาคีเครือข่ายให้มี
ส่วนร่วมพัฒนาและดำ�เนินกิจกรรม การพัฒนาระบบและวิธีปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพ สนับสนุนการพัฒนา
สมรรถนะและขีดความสามารถของบุคลากรและภาคีเครือข่าย ตลอดจนส่งเสริมให้มีการจัดการความรู้และ
รวบรวมจัดเก็บบทเรียน ผลงานวิชาการ รวมทั้งเผยแพร่และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากความรู้ดังกล่าว
ส่วนในการบริหารจัดการแผนงาน/โครงการของ สสส. จะดำ�เนินการโดยภาคีเครือข่ายซึง่ มิได้เป็นโครงสร้าง
ของสำ�นักงาน แต่ถือเป็นผู้ปฏิบัติงานที่แท้จริงของโครงการและกิจกรรมต่างๆ โดยเป็นกัลยาณมิตรที่มี
บทบาทในการร่วมคิด ร่วมเรียนรู้ ร่วมพัฒนา และร่วมลงทุนด้วยในบางกรณีเพื่อให้ดำ�เนินงานบรรลุตาม
เป้าหมายซึ่งมีประชาชนเป็นผู้รับประโยชน์สุดท้ายร่วมกัน
กลไกและแนวทางการแปลงแผนหลักสู่การปฏิบัติ กำ�กับดูแลโดยคณะกรรมการบริหารแผน ซึ่งมี
ทั้งหมด ๗ คณะ หรือคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ การปฏิบัติตามแผนหลักจะดำ�เนินงานโดยอาศัยความ
ร่วมมือจากภาคีหลักและภาคียุทธศาสตร์ ผ่านกระบวนการพัฒนาชุดโครงการ หรือโครงการ ร่วมกันกับ
ทุกฝ่ายทีเ่ กีย่ วข้อง การสนับสนุนของ สสส. ซึง่ เป็นการจุดประกาย กระตุน้ สานและเสริมพลัง ให้แก่ภาคีหลัก
และภาคียุทธศาสตร์ในการดำ�เนินงาน ตามแนวปฏิบัตินั้นจะมีกระบวนการพิจารณาทบทวนความเหมาะสม
และความสอดคล้องของข้อเสนอชุดโครงการหรือโครงการโดยสำ�นักงานก่อน แล้วจึงเสนอเพือ่ พิจารณาขอรับ
การอนุมัติสนับสนุนชุดโครงการหรือโครงการในแต่ละระดับต่อไป ซึ่งขั้นตอนการดำ�เนินงานเหล่านี้ เป็น
ความรับผิดชอบร่วม (Shared accountability) ระหว่างสำ�นักงาน คณะกรรมการบริหารแผน กลุ่มผู้ทบทวน
โครงการ รวมทั้งภาคีหลักกับภาคียุทธศาสตร์ ที่จะประกันความสอดคล้องในการแปลแผนหลักสู่การปฏิบัติ
อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

ด้านการประเมินผลการดำ�เนินงานของกองทุน
การประเมินผลการดำ�เนินงานของกองทุน แบ่งเป็น ๒ ส่วน ได้แก่ ๑) การกำ�กับติดตามและ
ประเมินผลการดำ�เนินงานตามขนาดของวงเงินประมาณโดยคณะกรรมการกองทุนผ่านระบบและกลไก
ของคณะกรรมการกองทุนหรือคณะกรรมการบริหารแผนหรือสำ�นักงาน และ ๒) การกำ�กับติดตามและ
ประเมินผลการดำ�เนินงานโดยคณะกรรมการประเมินผลซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง โดยมีอำ�นาจหน้าที่
(๑) ประเมินผลด้านนโยบายและการกำ�หนดกิจกรรมของกองทุน (๒) ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการ
ดำ�เนินงานของกองทุน และ (๓) รายงานผลการปฏิบัติงาน พร้อมทั้งข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการกองทุน

ในทุกรอบปี โดยให้คณะกรรมการประเมินผลมีอำ�นาจเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับกองทุน จาก
บุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการพิจารณาประเมินผลได้
ในปี ง บประมาณ ๒๕๕๖ คณะกรรมการประเมิ น ผลได้ กำ � หนดประเด็ น การประเมิ น ผล ได้ แ ก่
๑) การติดตามประเมินความก้าวหน้าในการดำ�เนินการตามเป้าหมาย ๑๐ ปีของ สสส. ๒) การติดตามประเมิน
ความก้าวหน้าการดำ�เนินงานของแผนหลัก ๓) การศึกษาเพิม่ เติมในเรือ่ งสถานการณ์และกรอบทฤษฎีในการ
ดำ�เนินการเพื่อไปสู่เป้าหมาย ๑๐ ปี และ ๔) การประเมินการบริหารจัดการขององค์กร

ด้านการบริหารความเสี่ยง
คณะกรรมการกองทุน ได้เห็นความสำ�คัญของการบริหารความเสี่ยง โดยได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ
บริหารความเสี่ยงให้รับผิดชอบและมีอำ�นาจหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง ทั้งในด้านการกำ�หนด
นโยบาย การวางกลยุทธ์ การให้ความเห็นชอบแผนการบริหารความเสี่ยงของกองทุนสนับสนุนการสร้าง
เสริมสุขภาพ การกำ�กับดูแลและติดตามการบริหารความเสี่ยงให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ
รวมทัง้ การให้ค�ำ แนะนำ�การทำ�งานแก่ผจู้ ดั การกองทุนให้สามารถดำ�เนินงานบริหารความเสีย่ งอย่างเหมาสม
และรายงานผลการดำ�เนินงานต่อคณะกรรมการกองทุนอย่างน้อยปีละครั้ง
ในปีงบประมาณ ๒๕๕๖ สสส. จะให้ความสำ�คัญกับกระบวนการบริหารความเสี่ยงตามมาตรฐานสากล
มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทงานของ สสส. ทั้งในด้านการระบุความเสี่ยง ขยายการบริหารจัดการ
ความเสีย่ งลงสูท่ กุ ระดับในองค์กร ควบคูก่ บั การพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มคี วามรู้ ความเข้าใจในทุกขัน้ ตอน
ของการบริหารความเสี่ยง รวมถึงให้มีการกำ�หนดแผนบริหารความเสี่ยงในระดับแผนงาน/โครงการ

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
29

ส่ ว น ที่

สาระสำ�คัญในแผนการดำ�เนินงานประจำ�ปี ๒๕๕๖
๑. แผนควบคุมยาสูบ

๒. แผนควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสิ่งเสพติด
๓. แผนจัดการความปลอดภัยทางถนนและภัยพิบัติ
๔. แผนควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ
๕. แผนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ
๖. แผนสุขภาวะชุมชน (รวมบูรณาการเชิงพื้นที่)
๗. แผนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว
๘. แผนสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร
๙. แผนส่งเสริมกิจกรรมทางกาย การออกกำ�ลังกาย และกีฬาเพื่อสุขภาพ
๑๐. แผนสื่อสารสุขภาวะและสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม
๑๑. แผนสนับสนุนโครงการเปิดรับทั่วไปและนวัตกรรม
๑๒. แผนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพผ่านระบบการบริการสุขภาพ
๑๓. แผนพัฒนาระบบและกลไกสนับสนุนเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ
๑๔. แผนอาหารเพื่อสุขภาวะ
• ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ
• งานพัฒนาและจัดการกลุ่มงานกลาง
• งานบริหารจัดการกองทุนและสำ�นักงาน

แผนควบคุมยาสูบ
สถานการณ์และแนวโน้ม








๑. บุหรี่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้มากที่สุด โดยปี ๒๕๕๑ บุหรี่
คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกมากกว่า ๕ ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นจำ�นวนที่มากกว่าผู้เสียชีวิตจากวัณโรค
โรคเอดส์ และไข้มาลาเรียรวมกัน และคาดว่าในปี ๒๕๗๓ จำ�นวนผู้เสียชีวิตทั้งหมดจะเพิ่มขึ้น
เป็น ๘ ล้านคนต่อปี ถ้ายังไม่มีมาตรการใดๆ อีกทั้งบุหรี่เป็นเพียงสินค้าชนิดเดียวที่ถูกกฎหมาย
เป็นอันตรายต่อทุกคนทั้งผู้สูบบุหรี่ และผู้ไม่สูบบุหรี่แต่ได้รับควันบุหรี๑่
๒. อัตราการสูบบุหรี่ของประชากรไทยในรอบ ๒๐ ปีที่ผ่านมามีอัตราลดลง คือ จากร้อยละ ๓๒.๐
(๑๒.๓ ล้านคน) ในปี ๒๕๓๔ เป็นร้อยละ ๒๐.๗ (๑๐.๙ ล้านคน) ในปี ๒๕๕๒๒ แต่ล่าสุดในปี
๒๕๕๔ อัตราการสูบบุหรี่กลับเพิ่มขึ้น เป็นร้อยละ ๒๑.๔ (๑๑.๕ ล้านคน)๓ (จากประชากรไทยอายุ
๑๕ ปีขึ้นไป ทั้งสิ้น ๕๓.๘๙ ล้านคน)
40
30

32.00

28.81

25.47

21.22

20.70

21.4
11.5

20
10
0

12.26

12.52

11.98

11.35

10.86

10.9

2534

2539

2544

2547

2550

2552 2554

จ�ำนวนผู้สูบบุหรี่

อัตราการสูบบุหรี่ปัจจุบัน

อัตราการสูบบุหรี่ของประชากรอายุ ๑๕ ปี ขึ้นไป

สำ�นักควบคุมการบริโภคยาสูบ กรมควบคุมโรค. แผนยุทธศาสตร์การควบคุมยาสูบแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๓ - ๒๕๕๗. ๒๕๕๔

ศิริวรรณ พิทยรังสฤษฏ์ และประภาพรรณ เอี่ยมอนันต์. สรุปสถานการณ์ควบคุมการบริโภคยาสูบ พ.ศ. ๒๕๕๔. ศูนย์วิจัยและ
จัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) มหาวิทยาลัยมหิดล. ๒๕๕๔

สำ�นักงานสถิติแห่งชาติ. การสำ�รวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่และการดื่มสุราของประชากร พ.ศ. ๒๕๕๔

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

22.98

33

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

สำ�นักงานสถิติแห่งชาติ. การสำ�รวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่และการดื่มสุราของประชากร พ.ศ. ๒๕๕๔
ศจย. วิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติมจากข้อมูลการสำ�รวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่และการดื่มสุรา พ.ศ. ๒๕๕๔ ของสำ�นักงานสถิติ
แห่งชาติ. เมษายน ๒๕๕๔ ศิริวรรณ พิทยรังสฤษฏ์ และประภาพรรณ เอี่ยมอนันต์. สรุปสถานการณ์ควบคุมการบริโภคยาสูบ
พ.ศ. ๒๕๕๔. ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) มหาวิทยาลัยมหิดล. ๒๕๕๔

ศิริวรรณ พิทยรังสฤษฏ์ และประภาพรรณ เอี่ยมอนันต์. สรุปสถานการณ์ควบคุมการบริโภคยาสูบ พ.ศ. ๒๕๕๕. ศูนย์วิจัยและ
จัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) มหาวิทยาลัยมหิดล. ๒๕๕๕

34

๓. จากการสำ�รวจของสำ�นักงานสถิติแห่งชาติ ปี ๒๕๕๔ พบว่าประชากรได้รับควันบุหรี่มือสองจาก
ในบ้านร้อยละ ๒๔.๕๑ ตลาดสด/ตลาดนัดร้อยละ ๗๔.๑๙๔ สถานีบริการขนส่งสาธารณะร้อยละ
๕๐.๓๗ และที่ร้านอาหาร/ภัตตาคารร้อยละ ๔๙.๑๑ ในขณะที่ข้อมูลการสำ�รวจการบริโภคยาสูบ
ในผู้ใหญ่ระดับโลก (GATS) ปี ๒๕๕๔ พบว่าประชากรได้รับควันบุหรี่มือสองจากในบ้านเพิ่มขึ้น
จากร้อยละ ๓๓.๒ ในปี ๒๕๕๒ เป็นร้อยละ ๓๖.๐๐ ในปี ๒๕๕๔ ตลาดสด/ตลาดนัดร้อยละ ๖๘.๘
สถานบันเทิงร้อยละ ๖๘.๔ และสถานที่ทำ�งานร้อยละ ๓๐.๕ ซึ่งสูงขึ้นกว่าปี ๒๕๕๒
๔. จากข้อมูลการสำ�รวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่และการดื่มสุรา พ.ศ. ๒๕๕๔ สรุปได้ดังนี้๕
• เพิ่มทุกกลุ่มอายุ ยกเว้นผู้สูงอายุ ส่วนผู้สูบหน้าใหม่ (อายุ ๑๕ - ๒๔ ปี) และเยาวชนเพศหญิง
ที่มีอัตราเพิ่มขึ้นนั้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ แล้ว และอัตราการสูบบุหรี่
ในเพศชายอายุ ๑๕ - ๕๙ ปี ยังสูงกว่าร้อยละ ๔๐
• กลุ่มผู้ที่มีอัตราการสูบบุหรี่สูง ได้แก่ กลุ่มผู้ที่มีระดับการศึกษาน้อย และกลุ่มแรงงานย้ายถิ่น
กลุม่ ผูท้ อี่ ยูอ่ าศัยนอกเขตเทศบาล โดยเฉพาะในเขตพืน้ ทีภ่ าคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
(จากการสำ�รวจของสำ�นักงานสถิติแห่งชาติ ปี ๒๕๕๔ พบว่า ๑๐ จังหวัดแรกที่มีอัตราการสูบ
บุหรี่สูงสุด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน สตูล ปัตตานี ระนอง นครศรีธรรมราช สุราษฏร์ธานี ขอนแก่น
กาญจนบุรี ตรัง และหนองบัวลำ�ภู ตามลำ�ดับ)
• อัตราการสูบบุหรี่ของประชากรไทยที่เพิ่มขึ้น ในปี ๒๕๕๔ เกิดจากหลายสาเหตุ ได้แก่
- มาตรการด้านราคาเริ่มมีผลน้อยลง การขึ้นภาษียาสูบทำ�ให้โรงงานยาสูบและบริษัทบุหรี่
ผลิตบุหรี่ราคาตํ่า ผู้สูบบุหรี่จึงหันมาสูบบุหรี่ราคาถูกและบุหรี่มวนเองมากขึ้น
- การรณรงค์ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายที่อยู่ในชนบท
- การที่บริการเลิกบุหรี่ยังไม่อยู่ในระบบบริการสุขภาพถ้วนหน้า
- การบังคับใช้กฎหมายยังไม่เกิดผลจริงจัง
• ผู้สูบบุหรี่มวนเองมีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้น จากร้อยละ ๔๓.๙๙ (๔,๗๙๗,๕๖๒ คน) ในปี ๒๕๕๒
เป็นร้อยละ ๔๖.๕๐ (๕,๓๕๒,๕๙๒ คน) ในปี ๒๕๕๔๖ เนื่องจากการขึ้นภาษีของบุหรี่โรงงาน
ขณะทีบ่ หุ รีม่ วนเองยังไม่มมี าตรการด้านภาษีหรือการควบคุมการผลิต และจำ�หน่ายผลิตภัณฑ์
มากเทียบเท่าบุหรี่จากโรงงาน












ล้านบาท

การควบคุมยาสูบที่ผ่านมาได้ผลในเขตเทศบาลมากกว่านอกเขตเทศบาล ในกลุ่มที่มีรายได้
และการศึกษาสูงมากกว่ากลุ่มที่มีรายได้และการศึกษาตํ่า และได้ผลดีในกรุงเทพฯ ภาคกลาง
ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ตามลำ�ดับ
ประเทศไทยดำ�เนินมาตรการในการควบคุมการบริโภคยาสูบหลายมาตรการพร้อมๆ กัน เช่น
การเก็บภาษีเพื่อเพิ่มราคาขายปลีก การควบคุมการโฆษณา การคุ้มครองสุขภาพผู้ไม่สูบบุหรี่
ตลอดจน การช่วยเลิกบุหรี่ จึงทำ�ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการลดอัตราการบริโภคยาสูบในช่วง
ที่ผ่านมา แต่มาตรการที่ใช้แล้วจะค่อยๆ ลดประสิทธิภาพลง เนื่องจากบริบทได้ปรับเปลี่ยนไป
นับตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตบุหรี่ซิกาแรต
รวม ๑๐ ครั้ง โดยล่าสุดในเดือนสิงหาคม ๒๕๕๕ มีการปรับอัตราภาษีเป็นร้อยละ ๘๗ ทำ�ให้
กรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษียาสูบได้เป็นมูลค่าเพิ่มขึ้นตามลำ�ดับ (ปี ๒๕๕๔ กรมสรรพสามิต
จัดเก็บภาษียาสูบได้เป็นมูลค่า ๕๗,๑๙๖ ล้านบาท ซึ่งเก็บได้เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ ๒๕๕๓
มูลค่า ๕๓,๓๖๗ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๗.๑๗)
60,000
50,000
40,000
30,000
20,000
10,000
0

90
80
70
60
50
40
30
20
10
0

2534 2535 2536 2537 2538 2539 2540 2541 2542 2543 2544 2545 2546 2547 2548 2549 2550 2551 2552 2553 2554
ร้อยละ
รายได้สรรพสามิตบุหรี่ (ล้านบาท) 15,438 15,345 20,002 20,736 24,092 29,755 28,691 26,708 28,110 29,627 31,247 33,582 36,326 39,690 35,651 41,823 41,832 44,167 53,367 57,196
ยอดจ�ำหน่าย (ล้านซอง)
2,035 2,125 2,328 2,171 2,463 2,415 1,951 1,810 1,826 1,727 1,716 1,904 2,110 2,187 1,793 2,028 1,916 1,790 1,800 2,038
อัตราภาษีสรรพสามิตบุหรี่ (ร้อยละ) 55 55 60 62 68 68 70 70 71.5 75 75 75 75 75 79 80 80 85 85 85
อัตราการสูบบุหรี่ปัจจุบัน (ร้อยละ) 32.00


28.81


25.47
22.98
21.22 20.70 21.36
ราคาบุหรี่ต่อซอง (บาท)
15 15 18 21 24 28 28 32 32 36 38 38 38 38 42 45 45 58 58 58





จากสถานการณ์การสูบบุหรี่ ปี ๒๕๕๒ การสูบบุหรีเ่ ป็นสาเหตุของการเสียชีวติ ของประชากรไทย
ประมาณ ๔๘,๒๔๔ คนต่อปี โดยเฉลี่ยผู้ชาย ๑ ใน ๖ คน และผู้หญิง ๑ ใน ๒๕ คนเสียชีวิต
จากการสูบบุหรี่ ซึ่งทำ�ให้สูญเสียปีสุขภาวะหรือปีที่มีสุขภาพดีจากการตายก่อนวัยอันควรและ
ความพิการ ๖.๐ แสน/ปี หรือ ๑๑.๑% ของภาระโรคทั้งหมด ซึ่งในจำ�นวนนี้มาจากโรคหัวใจ
และหลอดเลือด และมะเร็งปอดเป็นหลัก (๒๔% และ ๒๐% ตามลำ�ดับ)

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

ที่มา : อัตราการบริโภคยาสูบ ปี ๒๕๓๔ - ๒๕๕๔ จากสำ�นักงานสถิติแห่งชาติ

ข้อมูลรายได้สรรพสามิตบุหรี่ ยอดจำ�หน่าย และอัตราภาษีสรรพสามิตบุหรี่ จากกรมสรรพสามิต

กราฟโดย ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.)

35

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
36

• ระบบบริการเลิกบุหรี่ ทั้งในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประกันสังคม และสวัสดิการ
ราชการยังไม่เป็นรูปธรรม โดยภาพรวมมีการให้บริการในระดับตํ่ามาก และขึ้นกับความสนใจ
ของผู้ให้บริการว่าจะจัดบริการนี้หรือไม่ ในคุณภาพใด
๕. การสูบบุหรี่ทำ�ให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจจำ�นวนมหาศาลทั้งในรูปแบบความสูญเสียชีวิต
ก่อนวัยอันควร และการสูญเสียผลิตภาพในการทำ�งาน โดยนักสูบหน้าใหม่เพศชายที่เกิดขึ้นทุกๆ
หนึง่ ราย จะมีตน้ ทุนทางเศรษฐกิจ ๑๕๘,๐๐๐ บาทต่อคน สำ�หรับนักสูบหน้าใหม่เพศหญิงทีเ่ กิดขึน้
ทุกๆ หนึ่งราย จะมีต้นทุนทางเศรษฐกิจ ๘๕,๐๐๐ บาทต่อคน๗ ทั้งนี้ ได้มีการประเมินค่าความ
เต็มใจจ่ายของครัวเรือนต่อมาตรการสร้างเสริมสุขภาพของ สสส. พบว่า ครัวเรือนประชากรไทย
เต็มใจจ่ายเพือ่ สนับสนุนให้มกี ารดำ�เนินการควบคุมยาสูบ คิดเป็น ๕.๓ เท่าของต้นทุนการดำ�เนินงาน
ต่อปี (เต็มใจจ่าย ๑,๓๓๑ ล้านบาทต่อปี โดยมีต้นทุนการดำ�เนินงาน ๒๕๑ ล้านบาทต่อปี)๘
๖. ในการประชุมคณะกรรมการร่วมของ ๓ กองทุนสุขภาพภาครัฐ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
เมื่อ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๕ สสส. ได้เสนอแนวทางพัฒนาระบบบริการเลิกบุหรี่ในระบบหลักประกัน
สุขภาพแห่งชาติ ซึ่งที่ประชุมรับหลักการ และอยู่ระหว่างการจัดทำ�รายละเอียดแนวทางร่วมกับ
กระทรวงสาธารณสุขและสำ�นักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
๗. องค์การอนามัยโลกได้ประเมินการควบคุมยาสูบของประเทศไทยเมื่อปี ๒๕๕๑ และ ๒๕๕๓ ชี้ว่า
การควบคุมยาสูบของประเทศไทยมีความก้าวหน้าและประสบความสำ�เร็จอย่างชัดเจน ความสำ�เร็จ
ที่เด่นชัด ได้แก่ การพิมพ์ภาพและคำ�เตือนบนซองบุหรี่ การห้ามโฆษณาและการมีกฎหมาย
ที่ครอบคลุม อันเกิดจากบทบาทอันเข้มแข็งขององค์กรต่างๆ ทุกภาคส่วน แต่เสนอแนะว่า
ควรพัฒนาเพิ่มขึ้นในบางด้าน เช่น การสื่อสารข้อกฎหมายการเน้นกลุ่มเป้าหมายในส่วนภูมิภาค
และท้องถิน่ ให้มากขึน้ การจัดบริการช่วยเลิกบุหรี่ในระบบบริการสุขภาพ และการจัดเก็บภาษีจาก
ฐานราคาขายปลีก
๘. การประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ ๓ ปี ๒๕๕๓ ได้มีมติสนับสนุนมาตรการในการควบคุม
ปัจจัยเสีย่ งต่อสุขภาพด้านยาสูบ โดยคณะรัฐมนตรีได้มมี ติเห็นชอบ เมือ่ วันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๕
และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำ�เนินการต่อไป ทั้งนี้ ให้กระทรวงการคลังและ
สำ�นักงานตำ�รวจแห่งชาติให้ความสำ�คัญในการปราบปรามบุหรีต่ า่ งประเทศทีม่ กี ารลักลอบนำ�เข้า
ในประเทศอย่างผิดกฎหมาย ซึง่ ทำ�ให้ราคาบุหรีด่ งั กล่าวตํา่ กว่าราคาบุหรีท่ มี่ จี �ำ หน่ายอยูโ่ ดยทัว่ ไป
และส่งผลให้เกิดการบริโภคเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งกรณีสำ�แดงราคานำ�เข้าของบุหรี่ต่างประเทศ
ที่ตํ่ากว่าปกติทำ�ให้รัฐได้รับความเสียหายด้วย

การพัฒนาแนวทางการกำ�หนดเป้าหมายและตัวชี้วัดของการดำ�เนินงานสร้างเสริมสุขภาพของ สสส. โดยใช้ข้อมูลจากการ
ศึกษาต้นทุน ความเจ็บป่วย. มนทรัตม์ ถาวรเจริญทรัพย์ และคณะ, ๒๕๕๕

การประเมินผลลัพธ์ของการดำ�เนินมาตรการสร้างเสริมสุขภาพ:การประเมินความเต็มใจจ่ายของครัวเรือนต่อมาตรการสร้าง
เสริมสุขภาพของ สสส. มนทรัตม์ ถาวรเจริญทรัพย์ และคณะ, ๒๕๕๕

๙. ในการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียนครั้งที่ ๑๑ ในปี ๒๕๕๕ ที่ประเทศไทย ที่ประชุมได้
หารือถึงการสนับสนุนความร่วมมือในด้านการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อในประเด็นสำ�คัญ
ทีเ่ น้นถึงการควบคุมการบริโภคยาสูบและเครือ่ งดืม่ แอลกอฮอล์ รวมทัง้ โรคเบาหวานและความดัน
โลหิตสูง
๑๐. ปัจจุบันประเทศไทยมีแผนยุทธศาสตร์ควบคุมยาสูบแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๕ - ๒๕๕๗ ซึ่ง
คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบอนุมตั แิ ผนยุทธศาสตร์การควบคุมยาสูบแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๕ - ๒๕๕๗
(แผน ๓ ปี) แล้วเมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๕ โดยมีแผนยุทธศาสตร์ย่อย รวม ๘ แผน ดังนี้
ยุทธศาสตร์ที่ ๑ การป้องกันไม่ให้เกิดผู้บริโภคยาสูบรายใหม่
ยุทธศาสตร์ที่ ๒ การส่งเสริมให้ผู้บริโภคลดและเลิกการใช้ยาสูบ
ยุทธศาสตร์ที่ ๓ การลดพิษภัยของผลิตภัณฑ์ยาสูบ
ยุทธศาสตร์ที่ ๔ การสร้างสิ่งแวดล้อมให้ปลอดควันบุหรี่
ยุทธศาสตร์ที่ ๕ การสร้างเสริมความเข้มแข็งและพัฒนาขีดความสามารถในการดำ�เนินงาน

ควบคุมยาสูบของประเทศ
ยุทธศาสตร์ที่ ๖ การควบคุมการค้าผลิตภัณฑ์ยาสูบที่ผิดกฎหมาย
ยุทธศาสตร์ที่ ๗ การแก้ปัญหาการควบคุมยาสูบโดยใช้มาตรการทางภาษี
ยุทธศาสตร์ที่ ๘ การเฝ้าระวังและควบคุมอุตสาหกรรมยาสูบ
ทั้งนี้ ได้มีการจัดทำ�แผนปฏิบัติการด้านการควบคุมการบริโภคยาสูบตามแผนยุทธศาสตร์การควบคุม
ยาสูบแห่งชาติ โดยให้มีผู้รับผิดชอบและมีงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐอย่างชัดเจน

คณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ ๑ ร่วมกับภาคีได้ทบทวนสถานการณ์และแนวทางการดำ�เนินงาน
ข้างต้นร่วมกับภาคี และเห็นชอบในการจัดกลุ่มแผนงานตามที่ทำ�อยู่ในปีที่ผ่านมา และได้ทบทวนแนวทาง
การดำ�เนินงาน โดยมีจุดเน้นมากขึ้นในด้านต่างๆ ดังนี้
๑. ด้านนโยบายสาธารณะ และการบังคับใช้กฎหมาย
๑.๑ ผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการดำ�เนินการตามแผนปฏิบัติการด้านการควบคุมการ
บริโภคยาสูบตามแผนยุทธศาสตร์การควบคุมยาสูบแห่งชาติ โดยให้มีผู้รับผิดชอบและ
มีงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐอย่างชัดเจน
๑.๒ พัฒนานโยบายและมาตรการใหม่ โดยลำ�ดับความสำ�คัญจากข้อสรุปทางวิชาการและเงือ่ นไข
ทางยุทธศาสตร์ เช่น การปรับปรุงโครงสร้างภาษียาสูบโดยเฉพาะยาเส้น การปรับปรุง

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

จุดเน้นของแผน

37

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

38

โครงสร้างการเก็บภาษีให้คิดจากราคาขายปลีก การป้องกัน/ปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมาย
และการห้ามประชาสัมพันธ์กิจกรรม CSR ของบริษัทบุหรี่
๑.๓ ผลักดันให้มีการแสดงจุดยืนต่อภาครัฐเกี่ยวกับมาตรการไม่รับการสนับสนุนหรือร่วม
กิจกรรมกับธุรกิจยาสูบ (ตามมาตรา ๕.๓ ของ FCTC) ต่อคณะรัฐมนตรี
๑.๔ ผลักดันให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายพระราชบัญญัติควบคุมการบริโภคยาสูบ พ.ศ. ....
ฉบับใหม่ทมี่ สี าระสำ�คัญคือ กำ�หนดให้มคี ณะกรรมการควบคุมยาสูบระดับประเทศและระดับ
จังหวัด ห้ามการโฆษณาที่ใช้สื่อบุคคล ห้ามขายให้เด็กอายุตํ่ากว่า ๒๐ ปี ห้ามขายผ่านสื่อ
อิเล็กทรอนิกส์ ห้ามเผยแพร่ข่าวสารการทำ� CSR เป็นต้น
๑.๕ สนับสนุนการควบคุมยาสูบในระดับจังหวัด ในจังหวัดนำ�ร่องที่มีอัตราการสูบบุหรี่สูง
ตลอดจนสร้างกลไกการบังคับใช้กฎหมายควบคุมยาสูบ อาทิ การสนับสนุนภาคประชาคม
ในการกระตุ้นการทำ�งานของคณะกรรมการควบคุมยาสูบระดับจังหวัด
๑.๖ เน้นมาตรการทางสังคมในการหนุนเสริมการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะในพื้นที่
๑.๗ ประสานความร่วมมือในการควบคุมยาสูบ กับ ASEAN focal point in Tobacco Control
เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาในภูมิภาค โดยเฉพาะการป้องกันนักสูบหน้าใหม่ในกลุ่มเยาวชน
และสตรี และเตรียมมาตรการรองรับการเข้าสูป่ ระชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี พ.ศ. ๒๕๕๘
๒. ด้านวิชาการและระบบข้อมูลข่าวสาร
๒.๑ สนับสนุนการวิจัยที่สามารถผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศและนำ�ไปสู่การ
รณรงค์กบั ภาคส่วนต่างๆ ในสังคม เพือ่ การควบคุมยาสูบในระดับจังหวัดและระดับอำ�เภอ/
ตำ�บล โดยเน้นชุมชนเป็นฐาน การวิจัยพื้นฐานที่จำ�เป็น การวิจัยที่สนับสนุนนโยบาย
๒.๒ การสร้างความรู้เพื่อนำ�ไปใช้ในกระบวนการกำ�หนดนโยบาย โดยการจัดการให้เกิดการ
มีส่วนร่วมจากผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ ทั้งที่เป็นผู้กำ�หนดนโยบาย ผู้นำ�ไปปฏิบัติ นักวิชาการ
และภาคสังคม
๓. ด้านเครือข่ายการรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ และการขยายสถานที่ปลอดบุหรี่
๓.๑ ผลักดันงานบูรณาการการทำ�งานด้านการควบคุมยาสูบร่วมกับแผนอืน่ ๆ เช่น แผนสุขภาวะ
ชุมชน แผนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว แผนสนับสนุนโครงการเปิดรับทั่วไปและ
นวัตกรรม แผนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพผ่านระบบบริการสุขภาพ แผนสร้างเสริม
สุขภาวะในองค์กร
๓.๒ คงเน้นพัฒนางานในกลุ่มเป้าหมายเพื่อสกัดนักสูบหน้าใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงและ
เยาวชน และลดอัตราการสูบบุหรี่มวนเองในประชากรกลุ่มชนบทและผู้ด้อยโอกาส
๓.๓ เพิ่มการสื่อสารรณรงค์ทั้งวงกว้างและกลุ่มเฉพาะ

๔. ด้านบริการเลิกบุหรี่
๔.๑ ผลักดันให้มกี ารเพิม่ สิทธิประโยชน์การให้บริการเลิกบุหรี่ ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
๔.๒ พัฒนาการให้บริการของศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ และระบบส่งต่อ
ให้ขยายถึงบริการทางอินเทอร์เน็ต รวมถึงการสร้างกลไกเชือ่ มโยงกับระบบบริการสุขภาพ
และมีงบประมาณสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

วัตถุประสงค์






๑. พัฒนาให้เกิดมาตรการและสิ่งแวดล้อมเพื่อลดการสูบบุหรี่ของประชาชนไทย
๒. พัฒนาเป้าหมาย กลไกและการประสานงานของภาคีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
๓. สนับสนุนให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายและนโยบายที่มีอยู่
๔. พัฒนาฐานข้อมูล องค์ความรู้และการจัดการความรู้ที่จำ�เป็น
๕. พัฒนาการรับรู้และตระหนักในสังคมและในประชาชนกลุ่มต่างๆ
๖. พัฒนาเครือข่ายการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนและองค์กรต่างๆ
๗. พัฒนารูปแบบและบริการเลิกบุหรี่ที่มีประสิทธิภาพ

เป้าหมาย ๑ ปี และตัวชี้วัด
๑. เกิดมาตรการและสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อแนวโน้มการลดลงของอัตราการสูบบุหรี่ในประชากรไทย
โดยพัฒนา/ผลักดันนโยบาย กฎหมาย มาตรการแนวปฏิบัติเพื่อการควบคุมยาสูบให้เป็นไปตาม
แผนยุทธศาสตร์การควบคุมยาสูบแห่งชาติ
๒. มีการดำ�เนินงานตามยุทธศาสตร์การควบคุมยาสูบแห่งชาติ ใน ๘ ยุทธศาสตร์ โดยเกิดนโยบาย
ที่ส่งเสริมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการดำ�เนินงานตามแผนปฏิบัติการด้านการควบคุมยาสูบและ
มีหน่วยงานร่วมดำ�เนินการขับเคลื่อนนโยบายตามแผนยุทธศาสตร์ ไม่น้อยกว่า ๑๐ หน่วยงาน
๓. เกิดรูปแบบการบังคับใช้กฎหมายเข้มแข็งขึ้น โดยการสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการ
เฝ้าระวังการบังคับใช้กฎหมาย และการไม่สูบบุหรี่ในเขตปลอดบุหรี่ โดยมีการให้ข้อมูลทาง
กฎหมายแก่ประชาชนโดยตรงไม่นอ้ ยกว่า ๒,๕๐๐ ราย และรับร้องเรียนการละเมิดและดำ�เนินการ
ไม่น้อยกว่า ๔๐๐ ราย
๔. เกิดต้นแบบการทำ�งานควบคุมยาสูบในระดับจังหวัดอย่างน้อย ๓๕ จังหวัด
๕. เกิดองค์ความรูจ้ ากการวิจยั ทีจ่ �ำ เป็นสำ�หรับการควบคุมยาสูบของประเทศไทย จำ�นวนไม่นอ้ ยกว่า
๑๐ เรื่อง

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

39

๖. เกิดการรับรูแ้ ละตระหนักถึงประเด็นการไม่สบู บุหรีม่ ากขึน้ ในประชาชนไทย ไม่นอ้ ยกว่าร้อยละ ๖๕
ของกลุ่มเป้าหมาย อย่างน้อย ๒ ประเด็นสำ�คัญ
๗. เกิดการพัฒนามาตรฐานบริการเลิกบุหรี่ในระดับบริการต่างๆ และมีการขยายตัวของบริการเลิกบุหรี่
ของประเทศ สายด่วนเลิกบุหรี่แห่งชาติ สามารถเปิดให้บริการแก่ประชาชนทั้งเชิงรับและเชิงรุก
โดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่า ๒๐,๐๐๐ ครั้งต่อเดือน มีจ�ำ นวนผู้ติดบุหรี่ที่มาใช้บริการรับคำ�ปรึกษาและ
ป้องกันการสูบซํ้า โดยเฉลี่ยไม่ตํ่ากว่า ๒,๐๐๐ รายต่อเดือน และมีจำ�นวนผู้เลิกบุหรี่ได้ไม่ตํ่ากว่า
ร้อยละ ๓๐ และมีการขยายบริการทางอินเทอร์เน็ต
๘. เครือข่ายวิชาชีพสุขภาพ เช่น คลินกิ ฟ้าใส ร้านยา คลินกิ ทันตกรรม มีการพัฒนาและขยายเครือข่าย
หน่วยการให้บริการแก่ประชาชนทีม่ ารับบริการและทีร่ บั การส่งต่อมาจากหน่วยบริการอืน่ ไม่นอ้ ย
กว่า ๔๐๐ แห่ง โดยมีผมู้ าใช้บริการไม่นอ้ ยกว่า ๑,๐๐๐ ราย และมีเนือ้ หาการควบคุมบริโภคยาสูบ
บรรจุลงในหลักสูตรวิชาชีพสุขภาพหลัก อาทิ แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล นักการ
สาธารณสุข ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๓๐ ของสถาบันการศึกษา

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

แนวทางการดำ�เนินงาน

40

ประสานการดำ�เนินงานทางวิชาการ การขับเคลื่อนสังคมและการพัฒนานโยบายให้เชื่อมโยงและ
สนับสนุนกันอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้
๑. เชื่อมโยงภาคีหลักที่เกี่ยวข้องในแต่ละประเด็นเพื่อสร้างเป้าหมายร่วมในด้านการควบคุมยาสูบ
ตลอดจนการเชื่อมร้อยการทำ�งานเพื่อเสริมพลังซึ่งกันและกัน ได้แก่ พลังนโยบาย พลังปัญญา
และพลังสังคม
๒. สนับสนุนการทำ�งานร่วมกันระหว่างภาคีหลัก ได้แก่ มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ศจย. และ
สำ�นักควบคุมยาสูบ โดยจัดเวทีหารือเพื่อ ๑) สร้างความเข้าใจถึงจุดเน้นการทำ�งานในปี ๒๕๕๖
ทีเ่ น้นการดำ�เนินงานเพือ่ ลดอัตราการสูบบุหรี่ในชนบท และการบังคับใช้กฎหมายให้มปี ระสิทธิภาพ
ยิง่ ขึน้ ๒) ร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์ ปัญหา สาเหตุ และอุปสรรคของพืน้ ที่ ทีท่ �ำ ให้การดำ�เนินงาน
ควบคุมยาสูบในระยะทีผ่ า่ นมาไม่มปี ระสิทธิภาพเท่าทีค่ วร ๓) หากลไกการทำ�งานให้มปี ระสิทธิภาพ
ยิ่งขึ้น
๓. พัฒนาฐานข้อมูลเชิงวิชาการและจัดการความรู้เพื่อใช้ประโยชน์ในการผลักดันงานควบคุมยาสูบ
ตลอดจนเพื่อการสนับสนุนเชิงนโยบายสาธารณะและการติดตามประเมินผล
๔. ผลักดันให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมการบริโภคยาสูบฉบับใหม่
๕. พัฒนาและผลักดันนโยบายสาธารณะและสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายโดยการสร้างการมีสว่ นร่วม
ของชุมชน สังคม ภาคีเครือข่ายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
๖. รณรงค์สร้างกระแสสังคมเพื่อสร้างความตระหนักต่อปัญหาและสร้างการมีส่วนร่วมของสังคม
ในการร่วมป้องกันและแก้ไขปัญหายาสูบ ผ่านช่องทางสือ่ และการทำ�งานของภาคีเครือข่ายต่างๆ

โดยวิเคราะห์การใช้สอื่ ให้เหมาะสมกับกลุม่ เป้าหมายทีม่ คี วามหลากหลาย โดยเพิม่ ช่องทางสือ่ สาร
ที่สำ�คัญ อาทิ ทีวีไทย ช่อง ๑๑ และสื่อท้องถิ่นเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในชนบท เช่น วิทยุ
ชุมชน เคเบิ้ลทีวี
๗. สนับสนุนบริการเลิกบุหรี่ ในบริบทต่างๆ
๘. เชือ่ มโยงการทำ�งานด้านการควบคุมยาสูบร่วมกับแผนอืน่ ๆ เช่น แผนสุขภาวะชุมชน แผนสุขภาวะ
เด็ก เยาวชน และครอบครัว แผนสนับสนุนโครงการเปิดรับทั่วไปและนวัตกรรม แผนสนับสนุน
การสร้างเสริมสุขภาพผ่านระบบบริการสุขภาพ แผนสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร
โดยสนับสนุนให้เกิดการดำ�เนินงานตามแผนยุทธศาสตร์การควบคุมยาสูบแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๕ ๒๕๕๗ ซึ่งประกอบด้วย ๘ ยุทธศาสตร์ ได้แก่
๑. การป้องกันมิให้เกิดผู้บริโภคยาสูบรายใหม่
๒. การส่งเสริมให้ผู้บริโภคลด และเลิกใช้ยาสูบ
๓. การลดพิษภัยของผลิตภัณฑ์ยาสูบ
๔. การสร้างสิ่งแวดล้อมให้ปลอดควันบุหรี่
๕. การสร้างเสริมความเข้มแข็งและพัฒนาขีดความสามารถในการดำ�เนินงานควบคุมยาสูบของประเทศ
๖. การควบคุมการค้าผลิตภัณฑ์ยาสูบที่ผิดกฎหมาย
๗. การแก้ปัญหาการควบคุมยาสูบโดยใช้มาตรการทางภาษี
๘. การเฝ้าระวังและควบคุมอุตสาหกรรมยาสูบ

กลุ่มแผนงาน
แผนควบคุมยาสูบ ประกอบด้วย ๔ กลุ่มแผนงาน ซึ่งแต่ละกลุ่มแผนงานมีภารกิจโดยสังเขป ดังนี้
๑. กลุ่มแผนงานด้านการพัฒนานโยบายสาธารณะ
๑.๑ สนับสนุนเพื่อเสริมความเข้มแข็งและยั่งยืนให้แก่หน่วยจัดการหลักภาครัฐ เช่น คณะ
กรรมการควบคุมการบริโภคยาสูบ (คบยช.) สำ�นักควบคุมการบริโภคยาสูบ กรมควบคุมโรค
โดยพัฒนาข้อเสนอเพื่อผลักดันนโยบายและการบังคับใช้กฎหมายด้านการควบคุมการ
บริโภคยาสูบ ตลอดจนร่วมผลักดันกฎหมายและมาตรการการควบคุมยาสูบของประเทศ
ตามกรอบอนุสัญญาเพื่อการควบคุมการบริโภคยาสูบขององค์การอนามัยโลกในประเด็น
ต่างๆ อาทิ มาตรา ๕.๓ การป้องกันการแทรกแซงนโยบายควบคุมยาสูบโดยอุตสาหกรรม
ยาสูบ มาตรา ๖ มาตรการด้านราคา และด้านภาษี มาตรา ๑๑ การบรรจุหีบห่อและภาพ
คำ�เตือน มาตรา ๑๒ การให้การศึกษา การสือ่ สาร การฝึกอบรมและการสร้างจิตสำ�นึกของ
สาธารณชน มาตรา ๑๓ การห้ามโฆษณา ส่งเสริมการขายยาสูบ และสนับสนุนอุตสาหกรรม

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

41

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
42

๑.๒



๑.๓








๑.๔








๑.๕







ยาสูบ มาตรา ๑๔ การให้บริการเลิกบุหรีแ่ ละผลิตภัณฑ์ยาสูบ มาตรา ๑๕ การค้าผลิตภัณฑ์
ยาสูบผิดกฎหมาย
ผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการดำ �เนินงานตามยุทธศาสตร์การควบคุมยาสูบ
แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๕ - ๒๕๕๗ โดยพัฒนาความร่วมมือในการทำ�งานกับภาคียุทธศาสตร์
ที่สำ�คัญ ได้แก่ กรมสรรพสามิต กระทรวงสาธารณสุข กรมศุลกากร เพื่อดำ�เนินงานในจุด
คานงัดสำ�คัญโดยเฉพาะเรื่องภาษี การพัฒนากฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมาย
พัฒนานโยบายและมาตรการใหม่ โดยลำ�ดับความสำ�คัญจากข้อสรุปทางวิชาการ และ
เงื่อนไขทางยุทธศาสตร์ เช่น นโยบายที่เน้นการลดการบริโภคยาเส้น บุหรี่มวนเอง
การป้องกันบุหรี่หนีภาษีและบุหรี่ปลอม การปรับปรุงโครงสร้างภาษียาสูบ (การขึ้นภาษี
บุหรี่ รวมทั้งบุหรี่มวนเอง การปรับปรุงจัดเก็บภาษีโดยคิดจากฐานใหม่เพื่อแก้ปัญหา
การหลีกเลี่ยงภาษี) การปรับปรุงระบบการจัดเก็บภาษี (เพิ่มค่าธรรมเนียมใบอนุญาต
จำ�หน่าย ห้ามนำ�เข้าเครือ่ งจักรผลิตผลิตภัณฑ์ยาสูบ เพิม่ บทลงโทษ) การขยายการคุม้ ครอง
สุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ อีกทั้งการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย/มาตรการสำ�คัญ อาทิ
สนับสนุนให้มีพระราชบัญญัติคณะกรรมการควบคุมยาสูบจังหวัด/เจ้าหน้าที่บังคับใช้
กฎหมาย
สนับสนุนการผลักดันให้เกิดการปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ ในพระราชบัญญัติควบคุม
ผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. ๒๕๓๕ และ พระราชบัญญัติคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่
พ.ศ. ๒๕๓๕ ในประเด็น การสูบบุหรี่ในทีส่ าธารณะ การโฆษณาโดยตรง การโฆษณาโดยวิธี
แปรเปลี่ยนเครื่องหมายการค้า การส่งเสริมการขายรูปแบบต่างๆ การผลิตและจำ�หน่าย
สินค้าซึ่งมีรูปลักษณะคล้ายผลิตภัณฑ์ยาสูบ การลดพิษภัยในผลิตภัณฑ์ยาสูบ โดยมุ่งเน้น
การสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะจากภาคสังคมในการบังคับใช้กฎหมาย
รวมทั้งสนับสนุนให้มีการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.
๒๕๓๕ และพระราชบัญญัติคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ. ๒๕๓๕ ให้สอดคล้อง
กับสถานการณ์ปัจจุบันและกลยุทธ์ทางการตลาดของธุรกิจยาสูบ
เน้นการเสริมความเข้มแข็งของการดำ�เนินการบังคับใช้กฎหมายโดยเฉพาะส่วนภูมิภาค
โดยเพิม่ บทบาทและศักยภาพของสำ�นักงานสาธารณสุขจังหวัดและอำ�เภอ กรุงเทพมหานคร
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นผู้ดำ�เนินการบังคับใช้กฎหมายเข้มข้นขึ้น ส่วนสำ�นัก
ควบคุมการบริโภคยาสูบฯ ในส่วนกลาง ควรทำ�หน้าที่ประสานสนับสนุน ติดตามและ
ประเมินผล สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการบังคับใช้กฎหมายให้มากยิง่ ขึน้
โดยมีส�ำ นักงานสาธารณสุขจังหวัดเป็นศูนย์กลาง และเน้นการทำ�งานกับผูก้ �ำ หนดนโยบาย
ในแต่ละหน่วยงาน ให้ด�ำ เนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการจัดเขตปลอด
บุหรี่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย และการประกาศนโยบายสนับสนุน เช่น การไม่รับบุคลากร
ที่ติดบุหรี่เข้าทำ�งาน ตลอดจนการสนับสนุนเครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อ

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

ผลักดันนโยบายในการควบคุมยาสูบในระดับท้องถิ่น ร่วมไปกับการสนับสนุนพัฒนาให้
โรงพยาบาลและสถานบริการสุขภาพเป็นศูนย์กลางในการให้บริการเลิกบุหรีแ่ ละการควบคุม
ยาสูบ
๑.๖ เน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการมีบทบาทการเฝ้าระวังและบังคับใช้กฎหมาย
โดยเปิดช่องทางการสื่อสารเพื่อรับเรื่องร้องเรียนให้ประชาชนแจ้งเหตุได้สะดวกมากขึ้น
๑.๗ ในระดับสากลสนับสนุนการเข้าร่วมมีบทบาทหลักในนโยบายยาสูบ เช่น การสนับสนุน
การดำ�เนินงานตามกรอบอนุสัญญาควบคุมการบริโภคยาสูบ และการพัฒนาศักยภาพ
คณะผูแ้ ทนไทยในเวทีสากล โดยเฉพาะในการเตรียมการเพือ่ การประชุมภาคีสมาชิกประเทศ
ผู้ลงนามในกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบครั้งต่อไป
๒. กลุ่มแผนงานด้านการพัฒนาวิชาการและระบบข้อมูลข่าวสารด้านการควบคุมการบริโภคยาสูบ
สนับสนุนให้ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมการบริโภคยาสูบ (ศจย.) ร่วมกับภาคี
ทางวิชาการต่างๆ พัฒนางานวิจัย จัดการความรู้ การศึกษาฝึกอบรม ในเรื่องต่างๆ ดังนี้
๒.๑ สนับสนุนการวิจยั และเครือข่ายนักวิจยั ด้านบุหรีแ่ ละสุขภาพ โดยเฉพาะงานวิจยั ทีส่ ามารถ
ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศและนำ�ไปสู่การรณรงค์กับภาคส่วนต่างๆ
ในสังคม เพื่อการควบคุมยาสูบในระดับจังหวัดและระดับอำ�เภอ/ตำ�บล โดยเน้นชุมชน
เป็นฐาน การวิจัยพื้นฐานที่จำ�เป็น (เช่น การวิจัยความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรที่ช่วยลดความ
ต้องการสูบบุหรี่) การวิจัยที่สนับสนุนนโยบาย (เช่น การศึกษาข้อมูลเปรียบเทียบระหว่าง
รายได้จากภาษี กับค่าใช้จา่ ยในการรักษาพยาบาลทีม่ สี าเหตุจากการสูบบุหรี่ เพือ่ สะท้อนให้
ผู้กำ�หนดนโยบายเห็นว่าจำ�นวนรายได้ที่ได้รับจากภาษีไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไป)
การวิจยั เพือ่ สนับสนุนการดำ�เนินการตามกรอบอนุสญั ญาเพือ่ การควบคุมยาสูบขององค์การ
อนามัยโลก และทุนวิทยานิพนธ์ปริญญาโทและเอก ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมยาสูบ
รวมทัง้ การสนับสนุนด้านวิชาการเพือ่ พัฒนาหลักสูตรการควบคุมยาสูบในระดับมัธยมศึกษา
และอุดมศึกษาในสาขาการแพทย์และสาธารณสุข ตลอดจนการเพิ่มสมรรถนะกำ�ลังคน
ในระบบการให้บริการเลิกบุหรี่ในหน่วยงานหลักที่ให้บริการอย่างทัว่ ถึงและเผยแพร่ความรู้
ในรูปแบบต่างๆ
๒.๒ พัฒนาเครือข่ายนักวิชาการในกลุ่มประเด็นวิชาการสำ�คัญ ได้แก่ รูปแบบบริการการเลิก
บุหรี่ในระดับต่างๆ มาตรการทางภาษีและการรับมือภาวะคุกคามที่มาจากการค้าเสรี
การควบคุมผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆ ของยาสูบ งานวิจัยเชิงพฤติกรรมและสังคม บุหรี่
มวนเอง การเฝ้าระวังและบังคับใช้กฎหมาย และการประเมินประสิทธิภาพมาตรการ
การควบคุมการบริโภคยาสูบตามยุทธศาสตร์ชาติและมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ และ
พัฒนาสู่การเป็น Collaborating center ขององค์การอนามัยโลก

43

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
44

๒.๓ พัฒนาระบบข้อมูลในระบบเฝ้าระวังการสูบบุหรี่ในผู้ใหญ่ เยาวชน และวิชาชีพสุขภาพ
รวมทั้งการเฝ้าระวังการโฆษณา ส่งเสริมการขาย และการให้ทุนอุปถัมภ์ของอุตสาหกรรม
ยาสูบ ตลอดจนการพัฒนากลไกเฝ้าระวังในพื้นที่ที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่นั้นๆ
ร่วมกับแผนสุขภาวะชุมชน
๒.๔ พัฒนาเครือข่ายนักวิจัยภายในประเทศให้เป็นกลุ่มการเรียนรู้ในประเด็นนโยบายจำ�เพาะ
เพือ่ สร้างโอกาสและเงือ่ นไขให้นกั วิจยั สหสาขา ทำ�งานวิชาการในการผลักดันนโยบายด้าน
การควบคุมบุหรี่ ตลอดจนพัฒนานักวิจัยรุ่นเยาว์ที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพจากนักวิจัย
พี่เลี้ยง รวมถึงการพัฒนาเชิงสถาบัน โดยมีสถาบันหรือองค์กรวิชาการที่เข้ามารับผิดชอบ
งานวิชาการเฉพาะด้านของยาสูบ (เช่น เศรษฐศาสตร์ยาสูบ กฎหมายยาสูบ) เพื่อความ
มั่นคงต่อเนื่องของงาน และนักวิชาการ
๒.๕ จัดการประชุมวิชาการ “บุหรีห่ รือสุขภาพแห่งชาติ” เป็นประจำ�อย่างต่อเนือ่ งทุกปี เพือ่ เป็น
เวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการและประสบการณ์ระหว่างผู้ที่ทำ�งานและผู้สนใจ
๒.๖ พัฒนาระบบการประเมินผลและการสังเคราะห์นโยบายการดำ�เนินงานควบคุมยาสูบ ตลอดจน
วิเคราะห์สถานการณ์การบริโภคยาสูบอย่างต่อเนือ่ งจากฐานข้อมูลสำ�นักงานสถิตแิ ห่งชาติ
ตัวเลขที่ได้จากกรมสรรพสามิต ข้อมูลจากการสำ�รวจการบริโภคยาสูบในผู้ใหญ่ระดับโลก
(GATS)รายงานข้อมูลระบาดวิทยา และผลกระทบด้านสังคมและเศรษฐกิจของการใช้ยาสูบ
ทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค และระดับจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดที่มีอัตราการสูบบุหรี่สูง
เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุ ปัญหาอุปสรรคของการควบคุมยาสูบในพื้นที่ รวมทั้งประเมิน/
ถอดบทเรียนว่ามีองค์ประกอบหรือปัจจัยใดที่ทำ�ให้การดำ�เนินงานควบคุมยาสูบในพื้นที่
ประสบความสำ�เร็จหรือมีความก้าวหน้า เพื่อจัดทำ�นโยบายและการดำ�เนินงานอย่างมี
ส่วนร่วมกับเครือข่าย
๓. กลุม่ แผนงานด้านการพัฒนาเครือข่าย การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ และการขยายสถานทีป่ ลอดบุหรี่
๓.๑ จัดกิจกรรมพิเศษและสร้างกระแสสังคม เพื่อรณรงค์กระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวและปลูกฝัง
ค่านิยมการไม่สบู บุหรี่ การรักษาสิทธิของตนเองจากการได้รบั อันตรายของควันบุหรีม่ อื สอง
การสร้างจิตอาสาเพื่อลดการสูบบุหรี่ และการสนับสนุนนโยบายที่สำ�คัญ การเลิกบุหรี่
การสร้างการมีส่วนร่วมของเครือข่ายและองค์กรต่างๆ ในการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่
ตลอดจนจัดตั้งเครือข่ายเฝ้าระวังและเปิดเผยกลยุทธ์ต่างๆ ของบริษัทบุหรี่ให้สังคมรับรู้
และผลักดันให้เกิดการพัฒนาและแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
๓.๒ ประสานการทำ�งานกับภาคีด้านวิชาการ เพื่อนำ�ข้อมูลสำ�คัญที่ได้จากการดำ�เนินงานด้าน
วิชาการมาวางแผนการรณรงค์ให้ทันต่อสถานการณ์และกลุ่มเป้าหมายต่างๆ
๓.๓ พัฒนาเพื่อขยายรูปแบบและภาคีในการทำ�งานกับเยาวชนเพื่อป้องกันนักสูบหน้าใหม่
รวมทั้งขยายการดำ�เนินงานในกลุ่มผู้มีเศรษฐฐานะไม่ดี ผู้ด้อยโอกาส ภูมิลำ�เนาในชนบท

๓.๔




๓.๕







๓.๖





๓.๗



๓.๘


๓.๙

และพื้นที่ที่มีอัตราการสูบบุหรี่สูง เช่น ภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือและเชื่อม
ประสานผ่านแผนสนับสนุนโครงการเปิดรับทัว่ ไปและนวัตกรรม ในการพัฒนาโจทย์เฉพาะ
เพื่อสนับสนุนทุนเปิดรับทั่วไป
พัฒนาและขยายเครือข่ายในกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่มต่างๆ ทั้งที่ดำ�เนินการมาแล้วหรือ
ภาคีใหม่ เช่น กลุ่มธุรกิจโรงแรม โรงพยาบาล สตรี สื่อมวลชน ศาสนา ผู้ใช้แรงงาน
กลุ่มคนที่เลิกบุหรี่ได้ กลุ่มผู้นำ�ทางสังคมที่ไม่สูบบุหรี่ และการพัฒนาช่องทางสื่อสาร
อิเล็กทรอนิกส์ใหม่ๆ ในกลุม่ เป้าหมายเยาวชน รวมถึงการประสานงานผ่านแผนสนับสนุน
สุขภาวะองค์กร
ขยายแนวร่วมและพัฒนาศักยภาพบุคลากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนงาน
ด้านการรณรงค์และการเฝ้าระวังและบังคับใช้กฎหมาย เช่น เครือข่ายสถานประกอบการ
ปลอดบุหรี่ เครือข่ายโรงแรมปลอดบุหรี่ เครือข่ายสถาบันสุขภาพเด็กและภาควิชากุมารเวช
สำ�นักงาน หอพัก เครือข่ายผู้ไร้กล่องเสียง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครือข่ายสถานี
ตำ�รวจ เครือข่ายจังหวัดปลอดบุหรี่ เพือ่ ให้เป็นต้นแบบของสถานทีร่ าชการปลอดบุหรีแ่ ละ
เห็นความสำ�คัญของการบังคับใช้กฎหมายการจัดเขตปลอดบุหรี่ เครือข่ายครูระดับมัธยมศึกษา
เพื่อการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาการสูบบุหรี่ของเยาวชน ตลอดจนเครือข่ายเยาวชน
อาสาสร้างสถานศึกษาปลอดบุหรี่
ขยายเครือข่ายทำ�งานในระดับพื้นที่ โดยประสานกับภาคีในแผนงานควบคุมเครื่องดื่ม
แอลกอฮอล์และสิง่ เสพติด และแผนการป้องกันและลดอุบตั ภิ ยั จราจร โดยเฉพาะการขยาย
เครือข่ายในภูมิภาค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชน เพื่อรณรงค์ลดการบริโภค
การเฝ้าระวังและการบังคับใช้กฎหมายในภาคประชาสังคม ตลอดจนการสนับสนุนภาคี
เครือข่ายของ สสส. กับแผนอื่นๆ ทั้งภาคีเชิงประเด็น ภาคีเชิงองค์กรและภาคีเชิงพื้นที่
เพื่อสอดแทรกการลดการบริโภคยาสูบในกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพอื่นๆ
สนับสนุนสือ่ เผยแพร่ และพัฒนาสือ่ นวัตกรรมให้กบั องค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ สถานบริการ
สถานศึกษา และภาคีเครือข่ายต่างๆ โดยวิเคราะห์การใช้สอื่ ให้เหมาะสมกับกลุม่ เป้าหมาย
ที่มีความหลากหลาย และอาจเพิ่มช่องทางสื่อสารผ่านสื่อท้องถิ่น/สื่อชุมชน เพื่อเข้าถึง
กลุ่มเป้าหมายที่อยู่ในชนบท เช่น วิทยุชุมชน เคเบิ้ลทีวี
พัฒนาและขยายผลนวัตกรรมในการควบคุมการบริโภคยาสูบ ในองค์กรทีม่ นี โยบายพัฒนา
คุณภาพการจัดเขตปลอดบุหรี่ให้มีประสิทธิผล รวมทั้งการสนับสนุนบุคลากรที่ติดบุหรี่ให้
เลิกบุหรี่ เพื่อขยายเครือข่ายแนวร่วมให้มากขึ้น
ส่งเสริมและสนับสนุนให้เครือข่ายภาคีการควบคุมการบริโภคยาสูบเป็นผู้ด�ำ เนินกิจกรรม
โดยจะสนับสนุนการทำ�งานของเครือข่ายทางด้านองค์ความรูท้ ถี่ อดบทเรียนจากการทำ�งาน
และสื่อพร้อมใช้ รวมทั้งการจัดกระบวนการในการพัฒนาศักยภาพและติดตาม เพื่อเสริม

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

45

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

46

หนุนการดำ�เนินโครงการของเครือข่าย ได้แก่ เครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เครือข่ายโรงพยาบาล เครือข่ายครู เครือข่ายตำ�รวจ เครือข่ายเยาวชน และเครือข่ายผู้ใช้
แรงงาน
๓.๑๐ เชือ่ มประสานแผนสุขภาวะชุมชน แผนสุขภาวะประชากรกลุม่ เฉพาะ และแผนสุขภาวะเด็ก
เยาวชน และครอบครัว ในการลดพฤติกรรมการบริโภคยาสูบในทุกกลุม่ ประชากร โดยเฉพาะ
การรณรงค์ลดการสูบบุหรี่มวนเองในชนบท
๔. กลุ่มแผนงานสนับสนุนบริการเลิกบุหรี่
๔.๑ พัฒนาระบบบริการเลิกบุหรี่ระดับชาติ หรือสายด่วนเลิกบุหรี่แห่งชาติ (National Quitline)
ให้เข้มแข็งขึน้ ในทุกระบบบริการ (ปฐมภูมิ ทุตยิ ภูมิ และตติยภูม)ิ โดยขยายงานและพัฒนา
คุณภาพของสถานบริการและบุคลากรเพือ่ การเลิกบุหรี่ให้มากและกระจายอย่างทัว่ ถึง และ
พัฒนาระบบบริการเลิกบุหรีท่ างโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตแห่งชาติ เพือ่ ให้ผสู้ บู บุหรีส่ ามารถ
เข้าถึงบริการได้ง่ายและมากขึ้น รวมทั้งพัฒนาให้เกิดคู่มือในการช่วยให้เลิกบุหรี่ในแต่ละ
กลุ่มเป้าหมาย และภูมิภาค อาทิ กลุ่มหญิงตั้งครรภ์ กลุ่มเด็กและเยาวชน พัฒนารูปแบบ
การเลิกบุหรี่ในโรงพยาบาลนำ�ร่องควบคูไ่ ปกับการพัฒนาระบบการรักษาผูต้ ดิ บุหรี่ พัฒนา
และสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจเพื่อการเลิกบุหรี่ ผลักดันให้ยาช่วยเลิกบุหรี่อยู่ในบัญชี
ยาหลักแห่งชาติเพื่อให้เบิกได้ พัฒนาเว็บไซต์เพื่อช่วยเลิกบุหรี่ เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทาง
ทีเ่ ข้าถึงกลุม่ เป้าหมายสนับสนุนให้มรี ะบบคัดกรองผูป้ ว่ ยทีต่ ดิ บุหรี่ โดยทดลองดำ�เนินการ
ในเครือข่ายโรงพยาบาลปลอดบุหรี่
๔.๒ สนับสนุนการดำ�เนินงานเครือข่ายวิชาชีพด้านสุขภาพเพื่อการไม่สูบบุหรี่ เพื่อขยายการ
ส่งเสริมและกระตุ้นให้บุคลากรสาธารณสุขเข้ามามีบทบาทในการผลักดันนโยบายและ
สนับสนุนระบบบริการเลิกบุหรี่ รวมถึงการส่งต่ออย่างเป็นระบบ ตลอดจนการขยายและ
พัฒนาศักยภาพอาสาสมัครในการให้คำ�แนะนำ�ช่วยเลิกบุหรี่
๔.๓ เชือ่ มประสานแผนสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพในการขยายผลระบบบริการเลิกบุหรี่
ผ่านระบบการให้บริการสุขภาพ

ภาคีหลัก
คณะกรรมการควบคุมการบริโภคยาสูบแห่งชาติ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข มหาวิทยาลัย
มหิดล สำ�นักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ สถาบัน
ส่งเสริมสุขภาพไทย แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทย สภาเภสัชกรรม
ทันตแพทยสภา สมาคมหมออนามัย สภาเทคนิคการแพทย์ สภากายภาพบำ�บัด มูลนิธิใบไม้เขียว สมาคม
พัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม มูลนิธิสร้างสุขไทย สันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย สมาคมองค์การบริหาร
ส่วนตำ�บลแห่งประเทศไทย กรมสรรพสามิต เครือข่ายครู หน่วยราชการทุกกระทรวง สื่อมวลชนภาคธุรกิจ
เอกชนต่างๆ

งบประมาณ

กลุ่มแผนงานหลัก

งบประมาณ (ล้านบาท)

๑. กลุ่มแผนงานด้านการพัฒนานโยบายสาธารณะและการบังคับ
ใช้กฎหมาย
๒. กลุ่มแผนงานด้านการพัฒนาวิชาการและระบบข้อมูลข่าวสาร
๓. กลุ่มแผนงานด้านการพัฒนาเครือข่ายการรณรงค์ประชาสัมพันธ์
และการขยายสถานที่ปลอดบุหรี่
๔. กลุ่มแผนงานสนับสนุนบริการเลิกบุหรี่

รวม

๘๕
๑๓๓
๔๐
๒๕๘

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
47

แผนควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
และสิ่งเสพติด
สถานการณ์และแนวโน้ม
ด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
๑. ตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ ถึงปี ๒๕๕๑ คนไทยดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์
ต่อคนต่อปี เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ ๓ โดยในปี ๒๕๓๘ คนไทยดื่ม ๖.๓๖ ลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์
ต่อคนต่อปี ปริมาณการดื่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนสูงสุดในปี ๒๕๔๒ เท่ากับ ๙.๕๗ ลิตรแอลกอฮอล์
บริสุทธิ์ต่อคนต่อปี แล้วค่อยๆ ลดลง ในปี ๒๕๔๗ เท่ากับ ๘.๘๔ และในปี ๒๕๕๑ ลดลงเหลือ
๖.๕๖ ลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ต่อคนต่อปี ทั้งนี้เมื่อแบ่งการบริโภคในปริมาณลิตรแอลกอฮอล์
บริสทุ ธิต์ อ่ คนต่อปีตามชนิดของเครือ่ งดืม่ แอลกอฮอล์ พบว่า ในรอบ ๑๔ ปี คนไทยดืม่ เบียร์เพิม่ ขึน้
๑.๘ เท่า ดื่มสุรานำ�เข้าเพิ่มขึ้น ๕ เท่า ขณะที่การดื่มสุราขาวและสุรากลั่นลดลง๙ ขณะที่ข้อมูล
ขององค์การอนามัยโลกรายงานการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อหัวประชากรไทยตั้งแต่อายุ
๑๕ ปี ขึ้นไป พบว่า ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ - ๒๕๕๒ แนวโน้มลดลงจาก ๖.๔๖ ลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์
ต่อคนต่อปี ในปี ๒๕๔๘ เหลือ ๖.๐๘ ลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ต่อคนต่อปี ในปี ๒๕๕๒ เฉลี่ย
ลดลงร้อยละ ๑.๕ ต่อปี๑๐
๒. จากการสำ�รวจของสำ�นักงานสถิตแิ ห่งชาติในประชากรอายุ ๑๕ ปีขน้ึ ไปในปีลา่ สุดคือ ๒๕๕๔ พบว่า
มีผู้ดื่มแอลกอฮอล์ ๑๗ ล้านคนหรือร้อยละ ๓๑.๕ ลดลงจากในปี ๒๕๕๒ ซึ่งมีผู้ดื่มร้อยละ ๓๒
โดยผู้ชายมีอัตราการดื่มมากกว่าผู้หญิง ๕ เท่า แต่มีข้อน่าสังเกตว่าผู้หญิงมีอัตราดื่มเพิ่มขึ้นจาก
ร้อยละ ๑๐.๘ เป็น ๑๐.๙ ขณะที่ผู้ชายลดลงจากร้อยละ ๕๔.๕ เป็น ๕๓.๔ และกลุ่มวัยทำ�งาน
(๒๕ - ๕๙ ปี) มีอัตราการดื่มสูงกว่ากลุ่มอื่น คือ ร้อยละ ๓๗.๓ นอกจากนี้ ยังพบว่า ครัวเรือนที่
สมาชิกครัวเรือนดื่มสุรา มีถึงร้อยละ ๓๖.๖ ที่มีปัญหาการใช้ความรุนแรงในครัวเรือน รองลงมา
ร้อยละ ๒๕.๗ และ ๒๓.๑ มีปัญหาในการประกอบอาชีพและการได้รับการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุ
ตามลำ�ดับ ผลสำ�รวจชนิดของเครือ่ งดืม่ แอลกอฮอล์ทบี่ ริโภค ในปี ๒๕๕๔ พบว่าส่วนใหญ่ดมื่ เบียร์
มากที่สุด คือ ร้อยละ ๔๒.๗ รองลงมาเป็นสุราขาวและสุรากลั่นชุมชน และสุราสี ร้อยละ ๒๗.๓
และ ๒๕.๙ ตามลำ�ดับ สำ�หรับสุราประเภทอื่นๆ มีไม่มากนัก คือร้อยละ ๔.๑

รายงานสถานการณ์สุราประจำ�ปี ๒๕๕๓, บัณฑิต ศรไพศาล จุฑาภรณ์ แก้วมุงคุณ และกมลา วัฒนพร, ๒๕๕๓
World Health Organization. 2012. WHO Global Information System on Alcohol and Health
http://apps.who.int/gho/indicatorregistry/App_Main/view_indicator.aspx?iid=๔๖๒, Accessed 2 June 2012

๑๐

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

49

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

50

๓. จากการสำ�รวจของสำ�นักงานสถิติแห่งชาติ ในช่วงปี ๒๕๓๙ - ๒๕๕๐ พบว่า ความชุกของ
นักดื่มหน้าใหม่อายุ ๑๕ - ๑๙ ปี ที่ดื่มประจำ�เพิ่มสูงขึ้นมากที่สุด คือ มีอัตราการดื่มสูงขึ้นถึง
ร้อยละ ๗๐ และจากการศึกษาพฤติกรรมการบริโภคเครือ่ งดืม่ แอลกอฮอล์และพฤติกรรมเสีย่ งทาง
สุขภาพของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในปี ๒๕๕๐ พบว่า สถานทีท่ เี่ ยาวชนดืม่ บ่อยทีส่ ดุ คือ สวน
ไร่ นา รองลงมาเป็นหอพัก และโรงเรียน ตามลำ�ดับ และเด็กเยาวชนอายุ ๑๒ - ๑๙ ปี เข้าถึง
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใช้เวลาเฉลี่ย ๑๐ นาที โดยนักเรียนชายสามารถซื้อเครื่องดื่มได้เอง โดย
ผู้ขายไม่ตรวจบัตรร้อยละ ๒๐.๙
๔. ปริมาณของสุราที่บริโภคแต่ละชนิด ในปี ๒๕๕๑ เมื่อเทียบกับปี ๒๕๕๐ พบว่า สุราผสม สุรา
นำ�เข้า และสุราขาวมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น โดยเบียร์มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับหนึ่ง
ร้อยละ ๖๕.๙ รองลงมาเป็นสุราขาวร้อยละ ๑๙.๗ และสุรานำ�เข้าร้อยละ ๗.๐ ตามลำ�ดับ ส่วนไวน์
และสุราพื้นเมืองมีส่วนแบ่งการตลาดน้อยมาก โดยสุรานำ�เข้าจากกลุ่มประเทศอาเซียนมีปริมาณ
เพิม่ ขึน้ อย่างต่อเนือ่ งนับจากมีการประกาศใช้เขตการค้าเสรีอาเซียนในปี ๒๕๔๖ จากมูลค่า ๙๙.๒๕
ล้านบาทในปี ๒๕๔๕ เป็น ๗๘๗.๓๙ ล้านบาทในปี ๒๕๔๖ และ ๑,๐๑๖.๓๔ ล้านบาทในปี ๒๕๔๗
๕. ภาษีสรรพสามิตจากการบริโภคเครือ่ งดืม่ แอลกอฮอล์ของประเทศไทย ทีเ่ คยมีอตั ราเพิม่ ถึงร้อยละ
๓๘.๖ ในปี ๒๕๔๕ ได้ค่อยๆ ลดลงเป็นร้อยละ ๑๖.๑, ๑๑.๐ และ ๗.๕ ตามลำ�ดับ ในปี ๒๕๔๖ ๒๕๔๘ และในปี ๒๕๔๙ อัตราเพิ่มดังกล่าวเปลี่ยนเป็นอัตราลด ร้อยละ ๒.๐ คิดเป็นมูลค่า
๑,๓๘๙ ล้านบาท สำ�หรับภาษีในปี ๒๕๕๐ และ ๒๕๕๑ มีอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๖.๔ และ ๖.๓
ตามลำ�ดับ อันเนื่องมาจากการเพิ่มอัตราภาษีของรัฐบาลในวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๐ และเมื่อ
เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๒ รัฐบาลได้ประกาศเพิม่ อัตราภาษีขนึ้ อีกครัง้ โดยภาษีในปี ๒๕๕๒ ยังคงมี
อัตราลดเป็นร้อยละ ๓.๖ และมีอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๖.๓ และ ๘.๘ ในปี ๒๕๕๓ และ ๒๕๕๔
ตามลำ�ดับ๑๑
๖. จากข้อมูลภาวะสังคมไทย โดยสำ�นักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
พบว่า ค่าใช้จ่ายในการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปี ๒๕๕๒ ลดลงจากปี ๒๕๕๑ ร้อยละ ๗.๘
โดยมีปริมาณการจำ�หน่ายสุราและเบียร์ในปี ๒๕๕๒ รวม ๒,๕๑๙ ล้านลิตร ซึง่ ลดลงจากปี ๒๕๕๑
จำ�นวน ๓๕๘ ล้านลิตร ขณะที่ค่าใช้จ่ายการบริโภคของครัวเรือนหมวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และ
บุหรี่ ปี ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔ (ราคาปี ๒๕๓๑) : ค่าใช้จ่ายในการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลดลง
อย่างต่อเนื่อง จาก ๑๕๔,๙๙๘ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๐ ลดลงเหลือ ๑๓๙,๓๓๖ และ ๑๓๗,๐๕๙
ล้านบาทในปี ๒๕๕๓ และ ๒๕๕๔ ตามลำ�ดับ (ทีม่ า:สำ�นักบัญชีประชาชาติ สำ�นักงานคณะกรรมการ
พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ)
๗. อย่างไรก็ตาม การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทยและผลกระทบจากสุราในด้านต่างๆ
ในสังคมยังอยู่ในระดับสูง เช่น การศึกษาภาระโรคและการบาดเจ็บทีเ่ กิดจากพฤติกรรมสุขภาพและ
๑๑

ข้อมูลจากเว็บไซต์กรมสรรพสามิต https://edweb.excise.go.th/stastw/CompareOverAllTaxStatisticByProdYearAction.
do Accessed 25 July 2012.

๑๒

ปัจจัยเสี่ยงของกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๕๔ ชี้ว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสี่ยง
ทีส่ ร้างภาระโรคในคนไทยมากเป็นอันดับหนึง่ โดยก่อให้เกิดอุบตั เิ หตุ มะเร็ง ตับแข็ง การถูกทำ�ร้าย
โรคทางจิตเวช โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดและอื่นๆ นอกจากนี้ โครงการประเมินเทคโนโลยีและ
นโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) ที่ชี้ให้เห็นตัวเลขความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการบริโภค
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในประเทศไทย ในปี ๒๕๔๙ คิดเป็นมูลค่าสูงถึง ๑๕๐,๖๗๗ ล้านบาท
ในขณะที่ข้อมูลการตลาดของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปี ๒๕๔๘ ประมาณการว่า คนไทยดื่มสุรา
จ่ายเงินเพื่อซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ๑๘๗,๐๐๐ ล้านบาท
๘. แอลกอฮอล์ทำ�ให้เกิดต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาล ทั้งในรูปแบบการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรและ
การสูญเสียผลิตภาพในการทำ�งาน โดยนักดื่มหน้าใหม่เพศชายที่เกิดขึ้นทุกๆ หนึ่งรายที่ดื่มระดับ
อันตราย จะมีต้นทุนทางเศรษฐกิจ ๓๐๗,๐๐๐ บาทต่อคน และนักดื่มหน้าใหม่เพศชายที่ดื่มบ้าง
จะมีตน้ ทุนทางเศรษฐกิจ ๑๙,๐๐๐ บาทต่อคน สำ�หรับนักดืม่ หน้าใหม่เพศหญิงหนึง่ รายทีด่ มื่ ระดับ
อันตรายจะมีต้นทุนทางเศรษฐกิจ ๒๔๐,๐๐๐ บาทต่อคน และนักดื่มหน้าใหม่เพศหญิงที่ดื่มบ้าง
มีต้นทุนทางเศรษฐกิจ ๒๘,๐๐๐ บาทต่อคน๑๒ ทั้งนี้ได้มีการประเมินค่าความเต็มใจจ่ายของ
ครัวเรือนต่อมาตรการสร้างเสริมสุขภาพของ สสส. พบว่า ครัวเรือนประชากรไทยเต็มใจจ่ายเพื่อ
สนับสนุนให้มีการดำ�เนินการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คิดเป็น ๓.๔๗ เท่าของต้นทุนการ
ดำ�เนินงานต่อปี (เต็มใจจ่าย ๑,๓๓๕ ล้านบาทต่อปี โดยมีต้นทุนการดำ�เนินงาน ๓๘๕ ล้านบาท
ต่อปี)๑๓
๙. ในปีทผี่ า่ นมา ได้มคี วามเคลือ่ นไหวด้านนโยบายทีเ่ กีย่ วข้องกับการบริโภคแอลกอฮอล์หลายประการ
อาทิ การออกกฎหมายลูกเพื่อขยายพื้นที่ห้ามดื่มห้ามขาย ได้แก่ ประกาศสำ�นักนายกรัฐมนตรี
เรื่อง ห้ามขายหรือห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่ประกอบกิจการโรงงาน พ.ศ. ๒๕๕๕
ประกาศสำ�นักนายกรัฐมนตรี เรือ่ ง กำ�หนดสถานทีห่ รือบริเวณห้ามขายหรือห้ามบริโภคเครื่องดื่ม
แอลกอฮอล์ในรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอืน่ ของรัฐ พ.ศ. ๒๕๕๕ ประกาศสำ�นักนายกรัฐมนตรี เรือ่ ง
สถานที่หรือบริเวณห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนทาง พ.ศ. ๒๕๕๕ รวมถึงกฎหมาย
ที่สนับสนุนการบังคับใช้ ได้แก่ ประกาศสำ�นักนายกรัฐมนตรี เรื่องแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อ
ปฏิบตั ติ ามพระราชบัญญัตคิ วบคุมเครือ่ งดืม่ แอลกอฮอล์ และระเบียบกรมควบคุมโรคว่าด้วยหลักเกณฑ์
วิธกี าร และเงือ่ นไขการจ่ายสินบนรางวัล และค่าใช้จา่ ยในการดำ�เนินงาน รวมถึงการออกประกาศ
ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับจังหวัด
๑๐. ในการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียนครั้งที่ ๑๑ เมื่อปี ๒๕๕๕ ที่ประเทศไทย ที่ประชุมได้
หารือถึงการสนับสนุนความร่วมมือในด้านการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อในประเด็นสำ�คัญ
โดยเน้นถึงการควบคุมการบริโภคยาสูบและเครือ่ งดืม่ แอลกอฮอล์ รวมทัง้ โรคเบาหวานและความดัน
โลหิตสูง

การพัฒนาแนวทางการกำ�หนดเป้าหมายและตัวชี้วัดของการดำ�เนินงานสร้างเสริมสุขภาพของ สสส. โดยใช้ข้อมูลจากการ
ศึกษาต้นทุน ความเจ็บป่วย. มนทรัตม์ ถาวรเจริญทรัพย์ และคณะ, ๒๕๕๕
๑๓
การประเมินผลลัพธ์ของการดำ�เนินมาตรการสร้างเสริมสุขภาพ : การประเมินความเต็มใจจ่ายของครัวเรือนต่อมาตรการ
สร้างเสริมสุขภาพของ สสส. มนทรัตม์ ถาวรเจริญทรัพย์ และคณะ, ๒๕๕๕

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

51

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

52

๑๔

ด้านการลดปัญหาจากการพนัน
๑. ในการประชุมคณะกรรมการกองทุน ครั้งที่ ๑/๒๕๕๓ ได้พิจารณาให้ สสส. พัฒนาการดำ�เนินงาน
ในประเด็นการลดปัญหาจากการพนัน โดยมอบให้สำ�นักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก
ในความดูแลของคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ ๑ รับผิดชอบ เพื่อดูแลปัญหาจากการพนันที่
พบว่า มีอยูท่ วั่ ไปในสังคมไทย โดยร้อยละ ๗๐ ของผูใ้ หญ่เล่นการพนันเป็นประจำ� ประมาณมูลค่า
ถึง ๓๖,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี กิจการส่วนใหญ่ผิดกฎหมาย ยกเว้นส่วนน้อย เช่น สลากกินแบ่ง
รัฐบาล การพนันแข่งม้า รายได้จากการพนัน ประเภทหวยใต้ดนิ การพนันฟุตบอล และบ่อนกาสิโน
มีมูลค่าประมาณการร้อยละ ๔ - ๘ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ๑๔ และส่งผลกระทบเชิง
สังคม อาทิ การฆ่าตัวตาย การถูกทำ�ร้ายร่างกายหรือทำ�ให้ทุพพลภาพ การถูกฆ่าตายจากการ
เป็นหนีพ้ นัน ผลกระทบต่ออัตราการหย่าร้าง ความรุนแรงในครอบครัวความขัดแย้งกับหลักศีลธรรม
การคอร์รปั ชัน่ ในผูบ้ งั คับใช้กฎหมาย อาชญากรรม การฟอกเงิน และการก่ออาชญากรรมในรูปแบบ
ต่างๆ ผลกระทบในวัยเด็ก อาทิ การไม่ไปเรียนเพื่อหนีหนี้พนัน การลักขโมยเงินหรือสิ่งของจาก
เพื่อนนักเรียนหรือการขโมยเงินผู้ปกครอง การขู่กรรโชกทรัพย์ในโรงเรียน การถูกทำ�ร้ายร่างกาย
จากการไม่ชำ�ระหนี้พนัน ตลอดจนการค้าประเวณีเพื่อใช้หนี้พนัน
๒. การศึกษาสถานการณ์ พฤติกรรมและผลกระทบการพนันในประเทศไทย ปี ๒๕๕๓๑๕ พบว่า
กลุ่มตัวอย่างมีประสบการณ์การเล่นพนัน ร้อยละ ๗๗.๑ โดยมีอายุเฉลี่ยที่เริ่มเล่น คือ ๒๓ ปี
อายุตํ่าสุด ๗ ปี สูงสุด ๗๒ ปี ประเภทการพนันที่เล่นครั้งแรก ๓ อันดับ คือ หวยใต้ดินร้อยละ
๔๕.๖ สลากกินแบ่งรัฐบาลร้อยละ ๒๐.๗ ไพ่ร้อยละ ๑๘.๖ โดยเหตุผลในการเล่นพนันครั้งแรก
๒ อันดับแรก คือต้องการเสี่ยงโชคร้อยละ ๖๓.๓ เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน ร้อยละ ๒๒.๑
สำ�หรับประเภทการพนันที่เล่นในรอบ ๖ เดือน พบว่า ร้อยละ ๖๔.๔ ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล
ร้อยละ ๖๑.๓ ซื้อหวยใต้ดิน ร้อยละ ๙.๓ เล่นการพนันในบ่อน และร้อยละ ๔.๙ เล่นพนันฟุตบอล
กลุ่มตัวอย่างระบุว่าหากเสียเงินจากการเล่นพนัน ร้อยละ ๗๒.๑ บอกว่า จะเลิกเล่น แต่ร้อยละ
๒๑.๙ บอกว่าจะหาเงินมาเล่นต่อ โดยจะหาเงินจากการทำ�งานหรือทำ�งานพิเศษเพิม่ ร้อยละ ๖๒.๗
ติดหนี้ไว้กอ่ น ร้อยละ ๑๕.๓ ขอเงินทีบ่ า้ นร้อยละ ๖.๘ กูย้ มื ร้อยละ ๖.๒ ใช้เงินเก็บส่วนตัว ร้อยละ
๕.๘ และอีกร้อยละ ๓.๒ จะใช้เงินสำ�รองของครอบครัว
๓. ในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา มูลค่าการเล่นพนันมีการเติบโตมากขึ้น โดยในปี ๒๕๔๓๑๖ พบว่ามูลค่า
ของสลากกินแบ่งรัฐบาลประมาณ ๓๘,๗๑๐ ล้านบาท ในขณะที่ปี ๒๕๕๓๑๗ มีมูลค่าเพิ่มเป็น
๖๒,๕๘๔ ล้านบาท เพิม่ ขึน้ ประมาณร้อยละ ๖๑.๑ ทัง้ นีเ้ ป็นเพราะได้มกี ารเพิม่ ปริมาณสลากกินแบ่ง

อุตสาหกรรมการพนัน ไทย อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และมาเลเซีย ผาสุก พงษ์ไพจิตร, สังศิต พิริยะรังสรรค์,
นวลน้อย ตรีรัตน์, กนกศักดิ์ แก้วเทพ, ๒๕๔๒
๑๕
การสำ�รวจโดย คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๔
๑๖
การสำ�รวจโดย สังศิต พิริยะรังสรรค์ และคณะ, ๒๕๔๓
๑๗
การสำ�รวจโดย คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๔

๑๘
๑๙

(รวมสลากการกุศลด้วย) และขณะเดียวกันราคาที่ประชาชนซื้อก็สูงกว่าเมื่อ ๑๐ ปีที่ผ่านมามาก
โดยในปี ๒๕๔๓ ราคาสลากกินแบ่งเฉลี่ยคู่ละ ๙๐ บาท แต่ในปี ๒๕๕๓ ราคาเฉลี่ยเพิ่มเป็นคู่ละ
๑๑๐ บาท
๔. ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ ๖๗.๗ ไม่เห็นด้วยกับการทำ�ให้บ่อนการพนันถูกกฎหมาย ในขณะที่
ร้อยละ ๗๑.๗ ไม่เห็นด้วยกับการทำ�ให้การพนันฟุตบอลและกีฬาอื่นๆ ถูกกฎหมาย และร้อยละ
๕๕.๒ ไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับการนำ�สลากลอตโต้เข้ามาเล่นในประเทศไทย๑๘
ด้านการแก้ปัญหายาเสพติด
๑. ยาเสพติดก็ยงั คงเป็นปัญหาทีม่ กี ารแพร่ระบาด และส่งผลกระทบต่อทัง้ ผูเ้ สพ ครอบครัว สังคม และ
เศรษฐกิจอย่างต่อเนือ่ ง จากข้อมูลของสำ�นักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
(ป.ป.ส.) ที่ทำ�การสำ�รวจและประมาณการทางวิชาการ พบว่า มีผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด
ในประเทศไทย เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้นจาก ๔๐๙,๕๖๓ คน ในปี ๒๕๕๐ เป็น
๑,๓๘๖,๘๘๗ คน ในปี ๒๕๕๔ ในขณะทีส่ ถานการณ์การแพร่ระบาดของยาเสพติดทัว่ โลกในปัจจุบนั
มีการเปลี่ยนรูปแบบไปเรื่อยๆ รายงานของ World Drug Report ๒๐๑๐๑๙ แสดงให้เห็นว่าปัญหา
การแพร่ระบาดของสารกลุม่ โอปิออยด์ และโคเคนเริม่ ลดลง ในขณะทีส่ ารเสพติดกลุม่ แอมเฟตามีน
(Amphetamine -Type Stimulants: ATS) เพิ่มขึ้นมากกว่าโอปิออยด์และโคเคนรวมกัน อีกทั้ง
การควบคุมทำ�ได้ยาก เนือ่ งจากสามารถผลิตได้ในพืน้ ที่ ด้วยสารตัง้ ต้นทีม่ อี ยูแ่ ละถูกกฎหมาย ซึง่
ในไทยมีการระบาดของสาร ATS อย่างรุนแรง จนรัฐบาลต้องมีการประกาศมาตรการสงครามยาเสพติด
ขึ้นในปี ๒๕๔๖ จนสามารถควบคุมสถานการณ์ ได้ระยะหนึ่ง และมีจำ�นวนผู้เข้ารับการบำ�บัด
ในระบบบังคับบำ�บัดเพิม่ ขึน้ อย่างมาก แต่หลังจากทีส่ ถิตจิ บั กุมแอมเฟตามีนลดลงตํา่ ในปี ๒๕๔๗
กลับพบว่ามีแนวโน้มของการระบาดเพิม่ ขึน้ อย่างต่อเนือ่ ง อีกทัง้ พบแนวโน้มของยาไอซ์ทเี่ พิม่ ขึน้
ด้วย นอกจากนี้ยังพบว่าร้อยละ ๘๒ ของผู้รับการรักษาในสถานบำ�บัดเฉพาะทางและในระบบ
บังคับบำ�บัดเป็นผู้เสพติดเมทแอมเฟตามีน
๒. การนำ�เข้ายาบ้า และยาไอซ์ และมีการแพร่ระบาดในประเทศ มีแนวโน้มสูงขึ้น รวมถึงการนำ�เข้า
ยาแก้หวัดที่มีส่วนผสมของซูโดอีเฟดรีน เพื่อนำ�ไปใช้ในการผลิตยาไอซ์และยาบ้าในประเทศ
เพือ่ นบ้าน จากสถิตกิ ารจับกุมคดียาเสพติดในช่วง ๕ ปีทผ่ี า่ นมา พบแนวโน้มการนำ�เข้ายาเสพติด
ดังนี้ ๑) ยาบ้า ส่วนใหญ่ลักลอบนำ�เข้ามาจากประเทศพม่าทางชายแดนภาคเหนือ โดยมีแนวโน้ม
เพิม่ มากขึน้ ในปี ๒๕๔๙ จับกุมยาบ้าทัง้ ประเทศได้จ�ำ นวน ๑๒.๕ ล้านเม็ด เพิม่ เป็น ๒๕.๐ ล้านเม็ด
ในปี ๒๕๕๒ และ ๔๘.๕ ล้านเม็ดในปี ๒๕๕๓ ๒) ยาไอซ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ปี ๒๕๕๐ จับกุม
ยาไอซ์ได้ ๔๘.๓ กิโลกรัม ในปี ๒๕๕๒ และจับกุมได้ ๗๒๖.๖ กิโลกรัม ในปี ๒๕๕๓ ๓) เฮโรอีน

การสำ�รวจโดย คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๔
United Nations Office on Drugs and Crime. World Drug Report 2010. Vienna; United Nations Publication: 2010.

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

53

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
54

๒๐

การลักลอบนำ�เข้ายังคงมีแนวโน้มลดลง ปี ๒๕๕๐ จับกุมได้ ๒๙๔.๖ กิโลกรัม ลดลงเหลือ ๑๔๕.๙
กิโลกรัม ในปี ๒๕๕๒ และ ๑๓๖.๙ กิโลกรัมในปี ๒๕๕๓๒๐, ๒๑
๓. ผู้เสพรายใหม่ที่ใช้ยาเสพติดและเข้าบำ�บัดรักษาในปีนั้นเลย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก ๓,๖๗๖ คน
ในปี ๒๕๔๙ เป็น ๙,๔๘๗ คน ในปี ๒๕๕๒ หรือเพิ่มขึ้นกว่า ๒.๕ เท่า ขณะที่ปี ๒๕๕๓ เท่าที่
ได้รับรายงานนั้นมีจำ�นวน ๖,๗๕๑ คน ในด้านตัวยาพบว่า ยาบ้ายังเป็นยาที่มีการใช้มากที่สุด
(ร้อยละ ๗๗ - ๘๖) รองลงมาเป็นสารระเหย (ร้อยละ ๖ - ๘) และกัญชา (ร้อยละ ๔ - ๑๐)๒๒
๔. ในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ - ๒๕๕๓ แนวโน้มผู้เข้าบำ�บัดรักษามีแนวโน้มที่สูงขึ้น
โดยตลอด จาก ๕๐,๑๐๙ คน ในปี ๒๕๔๙ เป็น ๑๑๕,๔๔๕ คนในปี ๒๕๕๒ หรือเพิ่มขึ้นกว่า
๒ เท่า และในปี ๒๕๕๓ เท่าที่ได้รับรายงานในขณะนี้ มีผู้เข้าบำ�บัดรักษาจำ�นวน ๙๘,๔๐๖ คน
จากการคาดการณ์พบว่าในปี ๒๕๕๔ จะมีจ�ำ นวนผูเ้ ข้าบำ�บัดรักษาประมาณ ๑๙๑,๔๔๗ คน สำ�หรับ
อัตราผูเ้ ข้ารับการรักษาต่อประชากรหรือความชุกของปัญหายาเสพติดซึง่ เป็นตัวชีค้ วามรุนแรงของ
ปัญหาแพร่ระบาดในพืน้ ที่ ภาพรวมพบว่า มีแนวโน้มเพิม่ ขึน้ จาก ๑๔ คนต่อประชากร ๑๐,๐๐๐ คน
ในปี ๒๕๕๑ เป็น ๑๕ คนต่อประชากร ๑๐,๐๐๐ คน ในปี ๒๕๕๓ และเมื่อพิจารณารายงานจังหวัด
พบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน๒๓
๕. สถานการณ์นโยบายด้านยาเสพติดของรัฐบาล ในปี ๒๕๕๕ รัฐบาลให้ความสำ�คัญและกำ�หนด
ให้การแก้ไขและป้องกันปัญหายาเสพติดเป็นระเบียบวาระแห่งชาติ โดยกำ�หนดเป้าหมายลดความ
รุนแรงของปัญหายาเสพติดภายในเวลา ๑ ปี ให้ได้รอ้ ยละ ๘๐ ภายใต้กลไกปฏิบตั กิ ารระเบียบวาระ
แห่งชาติพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด และมีกรอบความคิด คือ การตัด ๓ วงจรปัญหา ได้แก่
ผูผ้ ลิต/ผูค้ า้ ผูเ้ สพ/ผูต้ ดิ และกลุม่ เสีย่ ง ขณะที่ในระดับภูมภิ าคมีการรับรองปฏิญญาว่าด้วยอาเซียน
ปลอดยาเสพติดภายในปี ค.ศ. ๒๐๑๕ (ASEAN Leader’s Declaration on Drug-Free ASEAN
๒๐๑๕) ในที่ประชุมสุดยอดผู้นำ�อาเซียนครั้งที่ ๒๐ มีสาระสำ�คัญอาทิ ให้ที่ประชุมระดับรัฐมนตรี
เร่งรัดดำ�เนินการตามแผนปฏิบัติการอาเซียน พ.ศ. ๒๕๕๒ - ๒๕๕๘ ให้มีมาตรการประสานความ
ร่วมมือและประสานเชิงลึกผ่านการแลกเปลี่ยนข่าวสาร

United Nations Office on Drugs and Crime. Amphetamine and Ecstasy: 2008 Global ATS Assessment. Vienna;
United Nations Publication: 2008.
๒๑
United Nations Office on Drugs and Crime. Patterns and Trends of Amphetamine-Type Stimulants and Other Drugs:
Asia and the Pacific 2010. [cited 2010 Apr 21]. Available from: http://www.unodc.org/documents/scientific/ATS_
Report_2010_web.pdf
๒๒
ข้อมูลจาก สถานการณ์ปญั หายาเสพติดและแนวโน้มของปัญหาช่วงตัง้ แต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๙ - ๒๕๕๓ จาก สำ�นักงานคณะกรรมการ
ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.)
๒๓
ข้อมูลจาก สถานการณ์ปญั หายาเสพติดและแนวโน้มของปัญหาช่วงตัง้ แต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๙ - ๒๕๕๓ จาก สำ�นักงานคณะกรรมการ
ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.)

จุดเน้นของแผน

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

คณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ ๑ ได้ทบทวนสถานการณ์และแนวทางการดำ�เนินงานข้างต้นร่วมกับ
ภาคี และเห็นชอบให้ทบทวนแนวทางการดำ�เนินงาน โดยมีจุดเน้นมากขึ้นในด้านต่างๆ ดังนี้
๑. การพัฒนานโยบายสาธารณะและการบังคับใช้กฎหมายเพื่อการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
๑.๑ สนับสนุนการออกกฎหมายและนโยบายที่จำ�เป็น โดยเฉพาะร่างกฎหมายซึ่งอยู่ระหว่าง
กระบวนการจัดทำ� อาทิ การขยายเขตห้ามดื่มในหอพัก ภาพคำ�เตือนบนบรรจุภัณฑ์
การปรับปรุงระบบการจัดเก็บภาษีและใบอนุญาต รวมทัง้ ผลักดันให้มกี ารเน้นการบังคับใช้
กฎหมายโดยเจ้าพนักงานอย่างจริงจัง
๑.๒ ผลักดันให้แผนปฏิบัติการได้รับการรับรองและให้องค์กรหน่วยงานผู้รับผิดชอบตามแผน
ปฏิบตั กิ ารด้านการควบคุมเครือ่ งดืม่ แอลกอฮอล์ตามแผนยุทธศาสตร์นโยบายแอลกอฮอล์
แห่งชาติ นำ�แผนไปปฏิบัติ
๑.๓ สนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ขององค์การอนามัยโลกด้านการควบคุมการบริโภค
แอลกอฮอล์ระดับอันตราย และพัฒนาความร่วมมือในการควบคุมแอลกอฮอล์ ในกลุ่ม
ประเทศอาเซียน เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี ๒๕๕๘
๒. การพัฒนาวิชาการและระบบข้อมูลข่าวสารเพื่อการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
๒.๑ เน้นการวิจยั ประเมินประสิทธิผลของนโยบาย/มาตรการต่างๆ ในการลดการบริโภคเครือ่ งดืม่
แอลกอฮอล์ และการวิจยั เชิงปฏิบตั กิ าร (Action Research) ทีจ่ ะขับเคลือ่ นการแก้ไขปัญหา
หรือขับเคลือ่ นนโยบายสาธารณะในการควบคุมเครือ่ งดืม่ แอลกอฮอล์ระดับพืน้ ทีแ่ ละชุมชน
ให้เห็นบทเรียนจากกรณีความสำ�เร็จต่างๆ เพื่อให้พัฒนาเป็นโมเดลเพื่อขยายผลทั้งในเชิง
ของกลุ่มเป้าหมายและพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มงานบุญประเพณีเฉพาะพื้นที่
๒.๒ ศึกษาวิจัยที่เน้นศึกษาสาเหตุ ผลกระทบเชิงลึกจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดย
จำ�แนกตามกลุ่มประชากรเฉพาะมากขึ้น เช่น กลุ่มอายุ เพศ รายได้ ศาสนา โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งเน้นกลุ่มเยาวชนและผู้หญิง รวมถึงสนับสนุนการวิจัยที่สอดคล้องกับสถานการณ์
การเปลี่ยนแปลง อาทิ กลยุทธ์การตลาดธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พฤติกรรมผู้บริโภค
การสร้างแบรนด์ การโฆษณา การส่งเสริมการขาย และสนับสนุนให้วจิ ยั ด้านนโยบายภาษี
นโยบายที่ธุรกิจให้ความสำ�คัญ เช่น ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) การเปลี่ยนเข้าสู่ประชาคม
เศรษฐกิจอาเซียน (AEC) รวมถึงการศึกษามาตรการเจาะลึกระดับชุมชน
๓. การพัฒนาเครือข่ายและการรณรงค์ประชาสัมพันธ์เพื่อการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
๓.๑ เสริมศักยภาพภาคีงดเหล้าด้านนวัตกรรมการรณรงค์ และเสริมความรู้เพื่อบูรณาการ
การทำ�งานด้านการควบคุมเครือ่ งดืม่ แอลกอฮอล์รว่ มกับประเด็นอืน่ ๆ ได้แก่ ยาสูบ อุบตั เิ หตุ

55

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

56

การพนัน ยาเสพติด รวมถึงสร้างความร่วมมือกับองค์กรที่ส�ำ คัญในด้านการควบคุมโรค
ไม่ติดต่อ และงานสร้างสุขภาวะเชิงบวก
๓.๒ คงเน้นพัฒนางานในกลุม่ เป้าหมายเพือ่ สกัดนักดืม่ หน้าใหม่ กลุม่ คนชนบทและกลุม่ ผูด้ อ้ ย
โอกาส
๓.๓ ใช้ต้นทุนวัฒนธรรมประเพณีและศาสนาที่มีอยู่แต่เดิมในการพัฒนาหรือยกระดับกิจกรรม
รณรงค์งดเหล้าใหม่ๆ เพื่อสร้างกระแสให้ประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรม
๔. ทุนอุปถัมภ์ทดแทนธุรกิจแอลกอฮอล์
๔.๑ การให้นาํ้ หนักยุทธศาสตร์การทำ�งาน อาทิเช่น การทำ�งานกับมหาวิทยาลัย กลุม่ เสีย่ ง และ
กลุ่มสถาบันที่ยังไม่สามารถเข้าถึงได้ให้มากขึ้น
๔.๒ เน้นการสร้างพันธมิตรร่วม (Co-sponsor) ให้มากขึ้นตามลำ�ดับ
๕. การพัฒนารูปแบบบริการเลิกสุรา
๕.๑ ศึกษาและพัฒนาให้ศูนย์บริการเลิกเหล้าทางโทรศัพท์ในระดับชาติให้สามารถดำ�เนินการ
อย่างมีคุณภาพและเป็นระบบ รวมถึงการสร้างกลไกเชื่อมโยงกับระบบบริการสุขภาพ
๕.๒ ขยายพื้นที่การดำ�เนินการตามรูปแบบระบบการดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา และฟื้นฟูผู้ติด
สุรา ควบคู่กับการผลักดันนโยบายระดับประเทศเพื่อการขยายผลรูปแบบบริการเลิกสุรา
เข้าสู่การทำ�งานปกติในระบบสุขภาพ
๖. การลดปัญหาจากการพนัน
๖.๑ เน้นปัญหาจากการพนันหลักที่ก่อผลกระทบสูงก่อน โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายไปที่เด็กและ
เยาวชนเป็นพิเศษ
๖.๒ เน้นการสร้างความตระหนักในสังคมด้านผลกระทบจากการพนัน
๖.๓ สร้างความเข้มแข็งกับกลไกการจัดการ ทั้ง ๓ ด้าน ได้แก่ พลังปัญญา พลังนโยบาย และ
พลังสังคม ให้สามารถขับเคลื่อนงานได้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
๖.๔ ขยายแนวร่วมในการแสดงบทบาทเพื่อลดปัญหาการพนันในสังคม
๗. การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด
๗.๑ กำ�หนดขอบเขตการทำ�งานของแผนงานนี้เฉพาะด้านอุปสงค์ โดยเน้นการทำ�งานพัฒนา
ระบบบำ�บัดรักษา และงานด้านการป้องกัน การสร้างภูมิคุ้มกัน (ผ่านครอบครัว ชุมชน)
โดยมุ่งกลุ่มเป้าหมายหลักคือ เด็กและเยาวชน
๗.๒ พัฒนารูปแบบการรณรงค์ป้องกันปัญหาการติดสารเสพติด ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย
๗.๓ พัฒนางานวิจัยและวิชาการเพื่อผลักดันนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด
(Policy-Driven Research) ในจุดคานงัดที่สำ�คัญ

วัตถุประสงค์
๑. พัฒนาให้เกิดมาตรการและสิ่งแวดล้อมเพื่อการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
๒. พัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
๓. พัฒนากลไกและการประสานงานของภาคีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่ม
แอลกอฮอล์
๔. พัฒนาฐานข้อมูล องค์ความรู้ และการจัดการความรูท้ จ่ี �ำ เป็น เพือ่ การควบคุมการบริโภคเครือ่ งดืม่
แอลกอฮอล์
๕. พัฒนาเครือข่ายการมีสว่ นร่วมจากประชาชนและองค์กรต่างๆ ในการร่วมสร้างการรับรู้ ความตระหนัก
ในสังคมและในประชาชนกลุ่มต่างๆ เพื่อการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
๖. พัฒนารูปแบบและบริการเลิกสุราที่มีประสิทธิภาพ
๗. พัฒนาการเชื่อมประสานองค์กรและเครือข่ายการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับ
สากล
๘. พัฒนาองค์ความรู้ เป้าหมาย นโยบายและเครือข่ายการทำ�งานเพื่อแก้ไขปัญหาจากการพนัน
ในระดับชาติ
๙. พัฒนาและจัดการองค์ความรู้ พัฒนาศักยภาพบุคลากรและกลไกสนับสนุนการป้องกันและแก้ไข
ปัญหายาเสพติด

เป้าหมาย ๑ ปี และตัวชี้วัด
ด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
๑.๑ เกิดนโยบายสาธารณะใหม่ที่ส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการการควบคุม
การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎกระทรวง ตามพระราชบัญญัติ
ควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเกิดการดำ�เนินการต่างๆ เพื่อให้เป็นไปตาม
พระราชบัญญัติ ตลอดจนการพัฒนาระบบเฝ้าระวังและบังคับใช้กฎหมายในภาคประชา
สังคมในจังหวัด
๑.๒ เกิดชุดโครงการวิจยั ทีส่ อดคล้องต่อการดำ�เนินงานของภาคส่วนต่างๆ อย่างน้อย ๑๕ เรือ่ ง
โดยเฉพาะตอบสนองการขับเคลือ่ นนโยบายและการทำ�งานในพืน้ ที่ การพัฒนาระบบข้อมูล
ข่าวสารเพื่อกำ�กับติดตามสถานการณ์และการประเมินผล
๑.๓ เกิดความร่วมมือประสานงานด้านข้อมูลข่าวสาร การพัฒนาบุคลากร และการชีแ้ นะนโยบาย
การควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับสากล โดยการเชื่อมการดำ�เนินงาน

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

๑.










57

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
58

ยุทธศาสตร์โลกในการลดอันตรายจากเครือ่ งดืม่ แอลกอฮอล์ (Global Strategy to Reduce
the Harmful Use of Alcohol)
๑.๔ เกิดการรับรู้และตระหนักถึงประเด็นการลด ละ เลิกการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
มากขึ้นในประชากรไทย อย่างน้อย ๒ ประเด็นสำ�คัญ
๑.๕ เกิดกิจกรรมเพือ่ ทดแทนทุนอุปถัมภ์ของธุรกิจแอลกอฮอล์โดยเฉพาะในส่วนของประเพณี
วัฒนธรรมในงานประเพณีระดับชาติ อย่างน้อย ๑๐๐ งาน กิจกรรมในกลุ่มเป้าหมายอื่นๆ
อย่างน้อย ๕๐ งาน โดยมีการพัฒนาการร่วมสนับสนุนทุนอุปถัมภ์จากภาคธุรกิจและ
หน่วยงานอืน่ และเกิดผลลัพธ์ คือ เกิดกระแสการรับรู้ เข้าใจ ยอมรับกิจกรรมงานประเพณี
และกิจกรรมนักศึกษา รวมถึงเกิดกระบวนการสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายในระดับ
พื้นที่และสถาบันการศึกษา
๑.๖ ขยายผลรูปแบบการบำ�บัดรักษาและฟื้นฟูสภาพผู้ติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งในระบบ
สุขภาพ ระบบฟื้นฟูทางเลือก เพิ่มขึ้นอย่างน้อย ๑๐ จังหวัด รวมทั้งเกิดการศึกษาและ
พัฒนาศูนย์ให้บริการเลิกเหล้าทางโทรศัพท์ในระดับชาติ
๒. ด้านการลดปัญหาจากการพนัน
๒.๑ เกิดข้อเสนอและกระบวนการผลักดันนโยบายสาธารณะใหม่ที่ส่งผลต่อการลดปัญหา
การพนันในสังคม ตลอดจนข้อเสนอแนะต่อการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
๒.๒ เกิดองค์ความรูจ้ ากการวิจยั เพือ่ เฝ้าระวังสถานการณ์ และการพัฒนานโยบายและมาตรการ
ทีจ่ �ำ เป็นสำ�หรับการควบคุมปัญหาจากการพนันทัง้ ด้านอุปทาน การลดอุปสงค์ และการลด
ผลกระทบของการพนัน จำ�นวนไม่น้อยกว่า ๖ เรื่อง
๓. ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด
๓.๑ เกิดชุดองค์ความรู้ การทบทวนองค์ความรู้ การแปลเอกสารวิชาการ การสรุปประสบการณ์
เรียนรู้ ถอดบทเรียน อย่างน้อย ๑๐ เรือ่ ง และรายงานการวิจยั ที่ใช้ประโยชน์ในการพัฒนา
นวัตกรรมการดูแลผูเ้ สพสารเสพติดกลุม่ แอมเฟตามีนในชุมชนทีเ่ หมาะกับบริบทสังคมไทย
อย่างน้อย ๕ เรื่อง
๓.๒ เกิดนวัตกรรมการดูแลผู้เสพสารเสพติดกลุ่มแอมเฟตามีนในชุมชนที่เหมาะกับบริบท
อย่างน้อย ๕ บริบท
๓.๓ เกิดการสนับสนุนงานวิจยั ทีน่ �ำ ไปสูก่ ระบวนการผลักดันนโยบายป้องกันและแก้ไขยาเสพติด
อย่างน้อย ๑ เรื่อง

แนวทางการดำ�เนินงาน

กลุ่มแผนงาน
แผนควบคุมเครือ่ งดืม่ แอลกอฮอล์และสิง่ เสพติด ประกอบด้วย ๗ กลุม่ แผนงาน ซึง่ แต่ละกลุม่ แผนงาน
มีภารกิจโดยสังเขป ดังนี้
๑. กลุ่มแผนงานด้านการพัฒนานโยบายสาธารณะและการบังคับใช้กฎหมายเพื่อการควบคุม
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
๑.๑ ดำ�เนินงานหลักเพื่อสนับสนุนพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ๒๕๕๑
ให้มีผลบังคับใช้และสนับสนุนการดำ�เนินการต่างๆ เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

ประสานการดำ�เนินงานทางวิชาการ การเคลือ่ นสังคมและการพัฒนานโยบายให้เชือ่ มโยงและสนับสนุน
กันอย่างมีประสิทธิภาพ ด้านการควบคุมการบริโภคเครือ่ งดืม่ แอลกอฮอล์ โดยมีการพัฒนารูปแบบบริการเลิก
สุรา และการทดแทนทุนอุปถัมภ์จากธุรกิจแอลกอฮอล์ รวมถึงด้านการลดปัญหาจากการพนันของประชาชน
ไทยและด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ดังนี้
๑. เชือ่ มโยงภาคีหลักทีเ่ กีย่ วข้องในแต่ละประเด็น เพือ่ สร้างเป้าหมายร่วมในด้านการควบคุมเครือ่ งดืม่
แอลกอฮอล์และสิ่งเสพติด ตลอดจนการเชื่อมร้อยการทำ�งานเพื่อเสริมพลังซึ่งกันและกันทั้ง
๓ พลัง ได้แก่ พลังนโยบาย พลังปัญญา และพลังสังคม
๒. พัฒนาฐานข้อมูลและจัดการองค์ความรูเ้ พือ่ ใช้ประโยชน์ในการควบคุมเครือ่ งดืม่ แอลกอฮอล์ และ
สิ่งเสพติด ตลอดจนเพื่อการสนับสนุนเชิงนโยบายสาธารณะ และการติดตามประเมินผล
๓. พัฒนาและผลักดันนโยบายสาธารณะและสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายโดยการสร้างการ
มีส่วนร่วมของชุมชน สังคม ภาคีเครือข่าย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
๔. รณรงค์สร้างกระแสสังคมเพื่อสร้างความตระหนักต่อปัญหาและสร้างการมีส่วนร่วมของสังคม
ในการร่วมป้องกันและแก้ไขปัญหา
โดยนำ�ไปสู่การสนับสนุนแผนยุทธศาสตร์นโยบายแอลกอฮอล์ระดับชาติ ที่ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์
๕ ประการ ในการจัดการกับปัญหาแอลกอฮอล์
๑. การควบคุมการเข้าถึงทางเศรษฐศาสตร์และทางกายภาพ (Price and Availability)
๒. การปรับเปลี่ยนค่านิยมและลดแรงสนับสนุนในการดื่ม (Attitude)
๓. การลดอันตรายจากการบริโภค (Risk reduction)
๔. การจัดการปัญหาแอลกอฮอล์ในระดับพื้นที่ (Alcohol policy at every Setting)
๕. การพัฒนากลไกการจัดการและสนับสนุนทีเ่ ข้มแข็งในการจัดการกับปัญหา (Supportive process)

59

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
60

อาทิ การจัดประชุม คณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ คณะกรรมการ
ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จังหวัด และ
คณะอนุกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จังหวัด เน้นให้เจ้าพนักงาน ผู้รับผิดชอบ
โดยเฉพาะระดับจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้มีบทบาทในการบังคับใช้
กฎหมาย เพื่อให้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ได้มีการนำ�ไปบังคับใช้
ในพื้นที่อย่างจริงจัง ตลอดจนการสนับสนุนการบังคับใช้มาตรการตามที่กำ�หนดใน
พระราชบัญญัติและการเฝ้าระวังการบังคับใช้กฎหมายในภาคประชาสังคม
นอกจากนี้ ดำ�เนินงานในการสนับสนุนการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อผลักดันนโยบาย/
มาตรการในประเด็นต่างๆ อาทิ การปรับปรุงระบบภาษีสรรพสามิตสุรา การควบคุมการ
โฆษณา การกำ�หนดสินบนรางวัลนำ�จับ การติดภาพเตือนบนบรรจุภัณฑ์ การห้าม
จดทะเบียนตราสัญลักษณ์เครือ่ งดืม่ แอลกอฮอล์ซาํ้ กับผลิตภัณฑ์อนื่ การผลักดันให้มตี �ำ รวจ
เฉพาะด้านอบายมุข การจำ�กัดการเข้าถึง การกำ�หนดระดับแอลกอฮอล์ ในลมหายใจ
การจำ�กัดการออกใบอนุญาตในการผลิตและจำ�หน่ายสุราการใช้ตัวชี้วัดด้านการลดการ
บริโภคและปัญหาจากสุราในการประเมินผลงานระดับจังหวัด ทั้งนี้จะดำ�เนินการเชื่อมโยง
นโยบายกับกลไกตามพระราชบัญญัตสิ ขุ ภาพแห่งชาติ อาทิ การผลักดันให้แผนปฏิบตั กิ าร
ด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามแผนยุทธศาสตร์นโยบายแอลกอฮอล์แห่งชาติ
ได้รับการรับรอง และหน่วยงานต่างๆ รับแผนปฏิบัติการไปปฏิบัติ
๑.๒ สนับสนุนการผลักดันนโยบายในภาคปฏิบตั ขิ องพืน้ ทีห่ รือกิจกรรมห้ามดืม่ แอลกอฮอล์ เช่น
บุญประเพณีปลอดเหล้า สวนสาธารณะปลอดเหล้า สถานทีร่ าชการปลอดเหล้า สถานศึกษา
ปลอดเหล้า รับน้องปลอดเหล้า รวมถึงการสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการ
ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในท้องถิ่น โดยเฉพาะการประกาศเทศบัญญัติหรือนโยบาย
เกี่ยวกับการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
๑.๓ การขยายแนวร่วมไปยังหน่วยงานทีเ่ กีย่ วข้อง เพือ่ สนับสนุนงานด้านการเฝ้าระวังและบังคับ
ใช้กฎหมาย เช่น การประสานกรมสรรพสามิตในการบังคับใช้พระราชบัญญัตสิ รุ าควบคูก่ บั
พระราชบัญญัตคิ วบคุมเครือ่ งดืม่ แอลกอฮอล์ การประสานกรุงเทพมหานครในการจัดสถานที่
ห้ามดื่มและห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การประสานกระทรวงศึกษาธิการในการจัด
สถานศึกษาให้เป็นเขตห้ามดื่มและห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การประสานกระทรวง
พาณิชย์และภาคีแนวร่วมทัง้ ในประเทศและระดับอาเซียนเพือ่ แสดงจุดยืนต่อภาครัฐเกีย่ วกับ
นโยบายการเจรจาการค้าเสรีทเ่ี กีย่ วข้องกับสินค้าเครือ่ งดืม่ แอลกอฮอล์ โดยให้อยูบ่ นพืน้ ฐาน
ในการตระหนักถึงสุขภาพของประชาชน การประสานสำ�นักงานป้องกันและปราบปราม
การทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ในการร่วมเฝ้าระวังและบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

๒. กลุ่มแผนงานด้านการพัฒนาวิชาการและระบบข้อมูลข่าวสาร
สนับสนุนให้ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา มูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ ทำ�หน้าที่
๒.๑ ประสานเครือข่ายนักวิจัยเพื่อจัดการความรู้ที่มีอยู่แล้วให้พร้อมใช้งานได้ วิจัยสร้าง
องค์ความรูใ้ หม่ทจี่ �ำ เป็นและตอบสนองความต้องการของผูใ้ ช้ผลงานวิจยั ในด้านสถานการณ์
ปัญหาสุรา สาเหตุและกลไกปัญหา ผลกระทบ นโยบายและมาตรการดูแล โดยเฉพาะ
มาตรการระดับชุมชน และการติดตามประเมินผลนโยบาย เช่น ผลกระทบทางเศรษฐกิจ
อันเนื่องมาจากแอลกอฮอล์ ผลกระทบเชิงลึกต่อความผิดปกติแต่แรกเกิด (Birth defect)
การตั้งครรภ์ ในวัยรุ่น (Teenage pregnancy) แรงจูงใจในการเลิกดื่ม/ไม่ดื่ม ในกลุ่ม
เป้าหมายเยาวชน กลุ่มผู้หญิงและกลุ่มผู้ใช้แรงงาน แนวทางการจำ�กัดจุดขายและการ
จำ�กัดใบอนุญาตการจำ�หน่าย แนวทางการนำ�สินค้าเครือ่ งดืม่ แอลกอฮอล์ออกจากข้อตกลง
เขตการค้ า เสรี แนวทางการประกาศกฎหมายท้ อ งถิ่ น วิ จั ย กลยุ ท ธ์ การตลาดของ
อุตสาหกรรมสุรา แนวทางการป้องกันนักดืม่ หน้าใหม่ การศึกษาประเมินผลมาตรการต่างๆ
ในพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พัฒนาระบบการเฝ้าระวังติดตามทิศทาง
การตลาดของธุรกิจเครือ่ งดืม่ แอลกอฮอล์ ตลอดจนศึกษาเตรียมความพร้อมเข้าสูป่ ระชาคม
เศรษฐกิจอาเซียน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
๒.๒ จัดทำ�ระบบฐานข้อมูลทีเ่ ข้าถึงง่าย เข้าใจง่าย นำ�ไปใช้ได้สะดวก โดยประสานกับหน่วยงาน
ด้านข้อมูลต่างๆ เช่น สำ�นักงานสถิตแิ ห่งชาติ กรมควบคุมโรค สถาบันวิจยั ระบบสาธารณสุข
และการพัฒนาฐานข้อมูลระดับปฐมภูมิหน่วยงานต่างๆ การพัฒนาและใช้ฐานข้อมูลที่ให้
ข้อมูลสถานการณ์ทชี่ ดั ขึน้ ศึกษาสาเหตุ ผลกระทบเชิงลึกจากการดืม่ เครือ่ งดืม่ แอลกอฮอล์
โดยจำ�แนกตามกลุ่มประชากรเฉพาะมากขึ้น เช่น ตามกลุ่มอายุ เพศ รายได้ ศาสนา ฯลฯ
ตลอดจนสาเหตุปัจจัยที่ทำ�ให้ประชากรกลุ่มนั้นดื่ม/ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ
เผยแพร่ขอ้ มูลจากการศึกษาผ่านสือ่ มวลชนอย่างเป็นระบบ ทีส่ ามารถเฝ้าระวังสถานการณ์
ทีเ่ กีย่ วข้องทัง้ ในระดับประเทศและระดับพืน้ ที่ การสือ่ สารวิชาการเพือ่ ผลักดันนโยบายและ
บังคับใช้กฎหมาย รวมถึงการเฝ้าระวังกลยุทธ์ของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
๒.๓ ประเมินผลกิจกรรมต่างๆ ต่อการลดปัญหา และยกระดับการถอดบทเรียนจากกรณี
ความสำ�เร็จต่างๆ ให้พัฒนาเป็นโมเดลเพื่อขยายผลทั้งในเชิงของกลุ่มเป้าหมายและพื้นที่
รวมถึงงานบุญประเพณีเฉพาะพืน้ ที่ และเผยแพร่ความรูใ้ นรูปแบบต่างๆ ให้ตรงกับวิถกี าร
เรียนรู้ของกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ตลอดจนการเป็นที่ปรึกษาแก่องค์กรหน่วยงานต่างๆ
๒.๔ การจัดประชุมวิชาการสุราระดับชาติ
๒.๕ พัฒนาเชื่อมโยงกับองค์กรวิชาการสากล และพัฒนากระบวนการร่วมเป็น Collaborating
center ขององค์การอนามัยโลก เชือ่ มการทำ�งานด้านยุทธศาสตร์โลกในการลดอันตรายจาก
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตลอดจนประสานสนับสนุนให้มีเวทีในระดับสากล ทั้งด้านนโยบาย

61

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

62

วิชาการ รู้เท่าทันทิศทางการตลาดธุรกิจแอลกอฮอล์ เพื่อผลักดันไปสู่กรอบอนุสัญญา
ว่าด้วยการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
๓. กลุ่มแผนงานด้านการพัฒนาเครือข่ายและการณรงค์ประชาสัมพันธ์
สนับสนุนสำ�นักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าเป็นศูนย์ประสานงานและขยายเครือข่ายการรณรงค์
และประชาสัมพันธ์
๓.๑ เสริมความเข้มแข็งในการพัฒนากระบวนการเฝ้าระวังและบังคับใช้กฎหมาย โดยการมี
ส่วนร่วมของเครือข่ายภาคประชาชน ให้ภาคประชาชนมีส่วนสนับสนุนส่งเสริมให้การ
ทำ�งานของคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับจังหวัดมีประสิทธิภาพ
ตลอดจนการเฝ้าระวังและบังคับใช้กฎหมายในมาตรการต่างๆ ที่ระบุในพระราชบัญญัติ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการห้ามโฆษณาและการส่งเสริมการขาย การจำ�กัดอายุผู้ซื้อ
การจำ�กัดสถานที่ดื่มและจำ�หน่ายโดยเฉพาะสถานศึกษา หอพัก และร้านเหล้ารอบ
สถานศึกษา ให้มีผลบังคับใช้จริง ประสานกระทรวงมหาดไทย สำ�นักงานคณะกรรมการ
สุขภาพแห่งชาติ กระทรวงการคลัง กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพมหานคร และผู้กำ�หนด
นโยบายต่างๆ ให้เกิดรูปธรรมที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในทุกจังหวัด
๓.๒ สนับสนุนการขยายและพัฒนาศักยภาพเครือข่ายเยาวชน ให้ครอบคลุมเยาวชนทุกระดับ
ตั้งแต่ ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา อุดมศึกษา เยาวชนนอกระบบ
การศึกษา และกลุม่ เสีย่ ง ตลอดจนการสรุปบทเรียนการทำ�งานเพือ่ ป้องกันนักดืม่ หน้าใหม่
การพัฒนาศักยภาพเครือข่ายเยาวชนและเครือข่ายครอบครัวให้รทู้ นั ธุรกิจแอลกอฮอล์และ
เป็นแกนนำ�ในการร่วมเฝ้าระวังทิศทางการตลาดธุรกิจเครือ่ งดืม่ แอลกอฮอล์ พัฒนากิจกรรม
รณรงค์ใหม่ให้ดึงดูดและเข้าถึงเยาวชน รวมถึงประสานแผนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และ
ครอบครัว เพื่อขับเคลื่อนงานป้องกันปัญหาการดื่มในเด็กและเยาวชน
๓.๓ การเฝ้าระวังกลยุทธ์ของธุรกิจแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะกลยุทธ์การตลาด below the line
อาทิ ในด้านศิลปวัฒนธรรม กีฬา แบรนด์ ในสินค้าอื่น สุขภาพ (ผลดี/ดื่มอย่างมีสติ)
การแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม การแทรกในสื่อเฉพาะ ในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ใหม่ๆ
การให้เยาวชนร่วมขาย การตลาดระดับค้าเร่ ตลอดจนการพัฒนาเครือข่ายเฝ้าระวังและ
ตีแผ่กลยุทธ์ธุรกิจแอลกอฮอล์เพื่อให้สังคมรู้เท่าทัน และพัฒนาเครือข่ายชุมชนออนไลน์
เพื่อสร้างกระแสผ่านระบบอินเทอร์เน็ต สร้างประเด็นและโอกาสอย่างต่อเนื่อง
๓.๔ ขยายและพัฒนาเครือข่ายอืน่ ๆ ได้แก่ เครือข่ายผูไ้ ด้รบั ผลกระทบจากเครือ่ งดืม่ แอลกอฮอล์
ให้ครอบคลุมกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบที่หลากหลาย และมีระบบการสนับสนุนช่วยเหลือ
จนสามารถพึง่ พาตนเองได้ เครือข่ายชุมชน ลด ละ เลิกเหล้า ยุตคิ วามรุนแรงในครอบครัว
ให้เป็นกรณีตวั อย่างทีเ่ กิดจากการรวมกลุม่ คนในชุมชนอย่างเข้มแข็ง โดยครอบคลุมชุมชน
เมือง ชนบท และชุมชนในนิคมอุตสาหกรรม เครือข่ายนักกฎหมาย เพือ่ สนับสนุนการบังคับ

๓.๕








๓.๖





๓.๗







ใช้กฎหมาย เครือข่ายสื่อท้องถิ่นและเครือข่ายสื่อพื้นบ้าน สมาคมด้านสื่อและการตลาด
ให้เป็นพันธมิตรในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ขอ้ มูลให้เข้าถึงพืน้ ที่ เครือข่ายวิชาชีพสุขภาพ
เพื่อสร้างความชัดเจนด้านผลเสียที่เกิดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กลุ่มผู้มีเศรษฐฐานะตํ่า
กลุม่ ผูด้ อ้ ยโอกาส กลุม่ แรงงานนอกระบบ ประชากรกลุม่ เฉพาะ เพือ่ รองรับสภาวะผันผวน
ทางเศรษฐกิจสังคม ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายต่างๆ ให้เป็นแกนนำ�ในการ
รณรงค์ให้รฐั และสังคมเข้าใจว่า เครือ่ งดืม่ แอลกอฮอล์ท�ำ ลายสุขภาพ ครอบครัว และสังคม
จึงไม่ใช่สินค้าธรรมดา ต้องมีมาตรการควบคุมปัญหาจากการบริโภคอย่างเท่าทันธุรกิจ
แอลกอฮอล์
ใช้โอกาสในการรณรงค์ตามเทศกาลต่างๆ อาทิ เข้าพรรษา ทอดกฐิน ปีใหม่ สงกรานต์
ตลอดจนงานบุญประเพณีในระดับท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนมาตรการควบคุมเครื่องดื่ม
แอลกอฮอล์ โดยเฉพาะวาระเข้าพรรษาที่รัฐบาลได้กำ�หนดให้เป็นวันงดดื่มสุราแห่งชาติ
ให้เป็นวาระสำ�คัญของชาติในด้านการรณรงค์เพื่อการไม่ดื่มสุรา ที่จะมีการนำ�เสนอข้อมูล
สำ�คัญอื่นๆ แก่สาธารณชน ตลอดจนการเน้นรณรงค์เพื่อสกัดนักดื่มหน้าใหม่ และกลุ่ม
เป้าหมายทีม่ แี นวโน้มการดืม่ เพิม่ ขึน้ อย่างต่อเนือ่ ง โดยเฉพาะ กลุม่ ผูห้ ญิง กลุม่ ผูด้ มื่ ประจำ�
กลุม่ ผูด้ มื่ หนัก กลุม่ เยาวชน รวมถึงการใช้ตน้ ทุนทางวัฒนธรรมประเพณีและศาสนาทีม่ อี ยู่
ในการพัฒนาหรือยกระดับกิจกรรมรณรงค์ในประเด็นใหม่ๆ เพื่อสร้างกระแสให้ประชาชน
เปลี่ยนพฤติกรรม
สนับสนุนจัดตั้งเครือข่ายองค์กรชุมชน รวมถึงการเสริมความเข้มแข็งให้องค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิน่ และผูน้ �ำ ชุมชนเข้ามามีสว่ นร่วมผลักดันนโยบายท้องถิน่ และร่วมสร้างรูปธรรม
ในการรณรงค์งดเหล้าให้มากขึน้ ตลอดจนการสร้างการมีสว่ นร่วมของชุมชนในการวิเคราะห์
ปัญหาและหาทางแก้ไขเพื่อผลักดันให้เกิดต้นแบบชุมชนที่ลดปัญหาได้จริงและสร้าง
ให้เกิดภูมคิ มุ้ กันทีด่ ขี องชุมชนอย่างต่อเนือ่ ง รวมถึงเชือ่ มประสานแผนสุขภาวะชุมชน เพือ่
ขับเคลื่อนต้นแบบชุมชน บุคคล นโยบายปลอดเหล้า ขยายสู่ชุมชนเครือข่าย
เสริมศักยภาพภาคีงดเหล้าและบูรณาการการทำ�งานด้านการควบคุมเครือ่ งดืม่ แอลกอฮอล์
ร่วมกับประเด็นอืน่ ๆ ได้แก่ ยาสูบ อุบตั เิ หตุ การพนัน ยาเสพติด รวมถึงสร้างความร่วมมือ
กับเครือข่ายควบคุมโรคไม่ติดต่อ (NCD Network) และการประสานการสนับสนุนภาคี
เครือข่ายของ สสส. ในแผนต่างๆ ทั้งภาคีเชิงประเด็น และภาคีเชิงองค์กร เช่น เครือข่าย
ครอบครัว สถานประกอบการ กองทัพไทย เครือข่ายนักออกกำ�ลังกาย เพื่อสอดแทรก
และบูรณาการการควบคุมเครือ่ งดืม่ แอลกอฮอล์ในกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาวะเชิงบวกอืน่ ๆ
ตลอดจนการขยายความร่วมมือกับ “องค์กรร่วมทุน” ที่มีศักยภาพในการดำ�เนินงาน
ด้านนีด้ ว้ ยทุนทรัพย์ตนเอง หรือร่วมสนับสนุนทุนในกิจกรรมทีเ่ ห็นประโยชน์รว่ มทางสังคม
ให้มากขึ้น

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

63

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
64

๓.๘ เชื่อมโยงงานกับแผนสนับสนุนโครงการเปิดรับทั่วไปและนวัตกรรม เพื่อกำ�หนดโจทย์
เฉพาะและสนับสนุนโครงการที่ใช้เป็นกลยุทธ์การสร้างนวัตกรรมลดพฤติกรรมเสีย่ งต่อการ
บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น การสนับสนุนกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ
๔. กลุ่มแผนงานด้านทุนอุปถัมภ์
๔.๑ สนับสนุนทุนอุปถัมภ์เชิงรุกทดแทนธุรกิจแอลกอฮอล์ในส่วนของงานประเพณี วัฒนธรรม
ขอบเขตการสนับสนุนได้แก่ (๑) งานประเพณีระดับชาติ ได้แก่ ปีใหม่ สงกรานต์ ลอยกระทง
(๒) งานประเพณีในท้องถิน่ ได้แก่ งานบุญบัง้ ไฟ งานแข่งเรืองานเทศกาลอาหาร (๓) กลุม่
งานประจำ�ปี/งานกาชาด ได้แก่ งานกาชาด งานของดีประจำ�จังหวัดและชุมชน (๔) กลุ่ม
ส่งเสริมนโยบายสาธารณะ และการพัฒนางานพันธมิตรร่วม
๔.๒ ปรับบทบาทของแผนงานจากผูส้ นับสนุนทุนเป็นผูส้ นับสนุนกระบวนการยกระดับงานให้เกิด
แรงกระเพื่อมมากขึ้น โดยมีบทบาทเป็นที่ปรึกษาในการออกแบบวางแผนการรณรงค์
การพัฒนาศักยภาพภาคี และสร้างแรงกระตุ้นเชิงบวก การเชื่อมงานกับระดับนโยบาย
อาทิ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การทำ�งานในพื้นที่ร่วมกับ
องค์กรของรัฐ อาทิ จังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำ�บลเพือ่ ให้เกิดพืน้ ทีต่ น้ แบบ
การเน้นพลังของเยาวชนในการสื่อสารด้านแรงบันดาลใจการทำ�งานรณรงค์ และเน้นการ
ดึงภาคธุรกิจร่วมให้ทุนอุปถัมภ์ทดแทนธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กว้างขวางขึ้น และ
การสร้างแบรนด์ปลอดเหล้าเพื่อเชื่อมโยงและต่อยอดกิจกรรมปลอดเหล้าให้เป็นที่รู้จัก
อย่างกว้างขวาง
๔.๓ สนับสนุนทุนอุปถัมภ์กิจกรรมนิสิตนักศึกษาในสถาบันการศึกษา โดยมียุทธศาสตร์จำ�แนก
ตามกลุ่มมหาวิทยาลัยประกอบด้วยกลุ่มสถาบันกลุ่มเสี่ยง (U-Plus) กลุ่มสถาบันเข้มแข็ง
(U-Active) กลุ่มสถาบันแบบมีส่วนร่วม (U-Participation) และกลุ่มสถาบันเครือข่าย
ต้นแบบ (U-Network) การสร้างความเข้าใจและให้รู้เท่าทันรูปแบบการแอบแฝงของ
ธุรกิจเครือ่ งดืม่ ทีม่ แี อลกอฮอล์ ผลักดันให้เกิดเครือข่ายสถาบันการศึกษาขับเคลือ่ นกิจกรรม
ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตลอดทั้งปี โดยทำ�งานเชื่อมโยงกับชุมชนและภาคีเครือข่าย
ในพื้นที่ และการดึงภาคธุรกิจร่วมทุนอุปถัมภ์ทดแทนธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ให้
กว้างขวางขึ้น โดยจะเชื่อมประสานแผนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว เพื่อเสริม
พลังขับเคลื่อนงานกิจกรรมปลอดเหล้าเข้าสู่กลุ่มเป้าหมายเด็ก เยาวชน นิสิตนักศึกษา
๔.๔ ประสานภาคีเชิงยุทธศาสตร์ทสี่ �ำ คัญเพือ่ หนุนเสริมการผลักดันนโยบายทัง้ ในระดับชาติและ
ระดับท้องถิ่น
๔.๕ พัฒนาระบบการสนับสนุน งานวิชาการ งานประเมินผล การศึกษา วิจัยและเฝ้าระวัง
สถานการณ์ของธุรกิจแอลกอฮอล์และจัดให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
๔.๖ ผลิตสื่อและกระจายสื่อ สนับสนุนการวางแผนการดำ�เนินการผลิตสื่อเพื่อเป็นต้นแบบ

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

ในการรณรงค์ โดยร่วมกับสมาคมวิชาชีพและหน่วยงานต่างๆ รวมถึงการจัดให้มีศูนย์
กระจายสื่อตามภูมิภาคต่างๆ
๕. กลุ่มแผนงานด้านพัฒนารูปแบบการเลิกสุรา
๕.๑ สนับสนุนการขยายระบบ รูปแบบและวิธีการบำ�บัดรักษาผู้มีปัญหาการบริโภคสุราและ
ผู้ติดสุราที่เหมาะสมกับบริบทสังคมไทยในพื้นที่นำ�ร่อง เสริมศักยภาพเครือข่ายบริการ
ทัง้ ในระบบสาธารณสุข และนอกระบบสาธารณสุขอย่างมีสว่ นร่วมของชุมชนและการบำ�บัด
ฟื้นฟูทางเลือก โดยประสานงานกับภาคราชการ ภาควิชาการ องค์กรเอกชน และองค์กร
ทางศาสนา ควบคูก่ บั การพัฒนาข้อเสนอนโยบายสูก่ ารขยายผลระดับชาติ รวมถึงการเชือ่ ม
ประสานแผนการสร้างเสริมสุขภาพผ่านระบบบริการสุขภาพ ในการขยายผลรูปแบบ
การดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุราผ่านระบบบริการสุขภาพ ตลอดจนการสนับสนุนให้มี
ระบบการบำ�บัดรักษาและฟื้นฟูสภาพผู้ติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามที่กำ�หนดไว้ใน
พระราชบัญญัติเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ๒๕๕๑
๕.๒ สนับสนุนให้มีการศึกษารูปแบบเพื่อพัฒนาให้เป็นศูนย์ ให้บริการเลิกเหล้าทางโทรศัพท์
ในระดับชาติ พัฒนาคุณภาพในการให้บริการ ให้สามารถดำ�เนินการได้อย่างเป็นระบบ
มีขนาดเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน รวมถึงการสร้างกลไกเชื่อมโยงกับระบบ
บริการสุขภาพ และมีงบประมาณสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
๖. กลุ่มแผนงานด้านการลดปัญหาจากการพนัน
๖.๑ การพัฒนาวิชาการและระบบข้อมูลข่าวสารเพื่อลดปัญหาจากการพนัน โดยเสริมความ
เข้มแข็งให้กลไกการจัดการในการประสานการดำ�เนินงานด้านวิชาการ เพื่อมุ่งเน้นการ
ดำ�เนินการ ดังนี้
๖.๑.๑ พัฒนาองค์ความรู้ที่สำ�คัญ ในการควบคุมและจัดการทางด้านการพนัน โดย

องค์ความรู้ที่ได้มาจะมีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ เพื่อนำ�ไปสู่การนำ�เสนอนโยบาย

มาตรการต่างๆ รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการควบคุม

ทางด้านอุปทาน การลดอุปสงค์ และการลดผลกระทบของการพนัน ตลอดจน

การผลักดันให้มติสมัชชาปฏิรูประดับชาติ ระเบียบวาระการสร้างสังคมที่คนไทย

อยู่เย็นเป็นสุข เป็นผลในทางปฏิบัติ
๖.๑.๒ การสร้างเครือข่ายการวิจัยที่เชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษา องค์กรภาคต่างๆ

ตั้งแต่นักวิชาการในมหาวิทยาลัย ในสาขาต่างๆ จนถึงการวิจัยในระดับชุมชน

พัฒนาเครือข่ายนักวิชาการและพัฒนาศักยภาพนักวิจยั ด้านการควบคุมการพนัน

ให้เท่าทันกับสถานการณ์การพนันและเกิดการทำ�งานอย่างต่อเนื่อง ตลอดจน

การกระตุ้นให้เกิดนักวิจัยรุ่นใหม่ทั้งที่อยู่ในและนอกสถาบันการศึกษา รวมถึง

ชุมชน เครือข่ายต่างๆ

65

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
66

๖.๑.๓ พัฒนาให้เกิดระบบฐานข้อมูลระดับชาติและการจัดการองค์ความรู้เกี่ยวข้องกับ

การควบคุมการพนัน ทั้งจากงานวิจัย องค์ความรู้ และประสบการณ์ที่เกิดใน

ประเทศไทย และต่างประเทศ และเป็นแหล่งเผยแพร่ข้อมูลให้สาธารณชน

ได้ตระหนักถึงความสำ�คัญของปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับการพนัน
๖.๒ การพัฒนาเครือข่ายเพือ่ การรณรงค์และสนับสนุนนโยบายเพือ่ ลดปัญหาจากการพนันหลัก
ที่ก่อผลกระทบสูงก่อนโดยเน้นกลุ่มเป้าหมายเด็กและเยาวชนเป็นพิเศษ โดยเสริมความ
เข้มแข็งให้กับกลไกการจัดการในการประสานการดำ�เนินงานด้านการเคลื่อนสังคมและ
การพัฒนานโยบาย เพื่อมุ่งเน้นการดำ�เนินการ ดังนี้
๖.๒.๑ รณรงค์สร้างกระแสสังคมเพื่อกระตุ้นให้เกิดการตระหนักของสังคมถึงปัญหาจาก

การพนัน ผลกระทบทีเ่ กิดขึน้ การเห็นความสำ�คัญของการร่วมลดปัญหาการพนัน

ในสังคมไทย และการรณรงค์เพื่อปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ส่งเสริมการพนัน

ตลอดจนการสนับสนุนนโยบายมาตรการที่สำ�คัญ
๖.๒.๒ ขยายและเสริมศักยภาพภาคีเครือข่ายในการทำ�งาน รวมถึงการขยายแนวร่วมและ

พัฒนาศักยภาพหน่วยงานทีเ่ กีย่ วข้องเพือ่ สนับสนุนนโยบาย มาตรการต่างๆ เพือ่

ให้เกิดการควบคุมทางด้านอุปทาน การลดอุปสงค์ และการลดผลกระทบของ

การพนัน ตลอดจนการสนับสนุนให้เกิดกลไกการทำ�งานเพื่อแก้ไขปัญหาจาก

การพนันในระดับชาติ
๗. กลุ่มแผนงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด
๗.๑ พัฒนาองค์ความรู้วิชาการ ถอดบทเรียนรูปแบบการดำ�เนินการที่ผ่านมา การศึกษาวิจัย
รวมทั้งหาความรู้ใหม่ในการดูแลผู้เสพสารเสพติดกลุ่มแอมเฟตามีนในชุมชนตามบริบท
ทีห่ ลากหลาย เพือ่ เสริมการทำ�งานให้ภาคีเครือข่าย และร่วมกันพัฒนาเพือ่ ให้ได้นวัตกรรม
รูปแบบการดูแลผู้เสพสารเสพติดกลุ่มแอมเฟตามีนในชุมชนที่สามารถนำ�ไปใช้ประโยชน์
ได้จริง และเป็นไปตามหลักฐานทางวิชาการ และสร้างฐานข้อมูลวิชาการเพื่อง่ายต่อการ
เข้าถึงของภาคีเครือข่าย
๗.๒ พัฒนาศักยภาพบุคลากรที่เกี่ยวข้องแต่ละระดับให้มีความรู้และทักษะในการดูแลผู้เสพ
สารเสพติดกลุ่มแอมเฟตามีนในชุมชนและการบริหารจัดการเชิงระบบ ผ่านหลักสูตรการ
อบรมที่ ได้มาตรฐาน สอดคล้องกับนวัตกรรมรูปแบบการดูแลผู้เสพสารเสพติดกลุ่ม
แอมเฟตามีนในชุมชนให้บูรณาการเข้ากับพื้นที่หรือระบบได้อย่างมีประสิทธิผล
๗.๓ พัฒนากลไกสนับสนุนการบูรณาการรูปแบบการดูแลผู้เสพสารเสพติดกลุ่มแอมเฟตามีน
ในชุมชนในบริบทที่หลากหลายอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนและศึกษาเพื่อเตรียม
ผลักดันสู่นโยบายเชิงพื้นที่และ/หรือเชิงระบบ

๗.๔



๗.๕






เสริมศักยภาพภาคีเครือข่ายที่มีอยู่ อาทิ เครือข่ายองค์กรงดเหล้า เครือข่ายครอบครัว
เครือข่ายเฝ้าระวังสื่อ เครือข่ายนักรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เพื่อบูรณาการประเด็น
การป้องกันยาเสพติดเข้ากับการทำ�งานประเด็นอื่นๆ รวมถึงการพัฒนาสื่อและชุดข้อมูล
เพื่อเป็นเครื่องมือในการสื่อสารสาธารณะ
พัฒนาองค์ความรู้และงานวิจัยสำ�คัญ โดยองค์ความรู้ที่ได้มาจะมีการวิเคราะห์ สังเคราะห์
เพือ่ นำ�ไปสูก่ ารนำ�เสนอนโยบายและมาตรการต่างๆ เพือ่ ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด
อาทิ การวิจยั เพือ่ ประเมินทบทวนแนวคิด แนวนโยบาย และการนำ�มาตรการด้านลดอันตราย
จากการใช้ยาเสพติด (Harm Reduction) มาใช้กับสังคมไทย การวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบและ
แนวทางการขับเคลือ่ นงานเครือข่าย เพือ่ เสริมสร้างภูมคิ มุ้ กันในยาเสพติดในกลุม่ เป้าหมาย
เยาวชน การวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิผลของการดำ�เนินมาตรการ/วิธีการด้านการจัดระเบียบ
สังคมเพื่อจัดการปัญหายาเสพติด การวิจัยเพื่อปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและนโยบายที่
จำ�เป็นอื่นๆ

ภาคีหลัก
ด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา สำ�นักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวง
สาธารณสุข สำ�นักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า มูลนิธหิ ญิงชายก้าวไกล มูลนิธเิ พือ่ นเยาวชนเพือ่ การพัฒนา
มูลนิธิสื่อเพื่อเยาวชน กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มูลนิธเิ พือ่ การพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ ภาคธุรกิจเอกชนต่างๆ ฯลฯ
ด้านการลดปัญหาจากการพนัน
ภาคีด้านการขับเคลื่อนสังคม โดยเฉพาะที่ทำ�งานเกี่ยวข้องกับเด็ก เยาวชน และครอบครัว อาทิ
เครือข่ายครอบครัว เครือข่ายครูผู้ปกครองในสถานศึกษา เครือข่ายสื่อสร้างสุขภาวะเด็กและเยาวชน
เครือข่ายเฝ้าระวังสื่อ เครือข่ายวิทยุเพื่อเด็กและครอบครัว ภาคีด้านวิชาการ อาทิ นักวิชาการ นักวิจัย
สถาบันวิชาการ สถาบันวิจัยด้านสังคม เด็ก เยาวชน และครอบครัว และภาคีด้านนโยบาย อาทิ กระทรวง
มหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศ (ICT) สำ�นักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล สำ�นักงานตำ�รวจแห่งชาติ ฯลฯ
ด้านการแก้ปัญหายาเสพติด
ภาคีที่ทำ�งานในระบบสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข ในสถานพยาบาลระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิ
อาทิ โรงพยาบาลทัว่ ไป โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำ�บล สถานีอนามัย และอาสาสมัคร
สาธารณสุข รวมถึงเครือข่ายราชการนอกระบบสาธารณสุข เช่น ทบวงมหาวิทยาลัย กระทรวงกลาโหม
กระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรุงเทพมหานคร ภาคีด้านนโยบาย อาทิ กองอำ�นวย

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
67

การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) สำ�นักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม
ยาเสพติด (ป.ป.ส.) กรมคุมประพฤติ และกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กรมราชทัณฑ์ กระทรวง
ยุติธรรม กระทรวงศึกษาธิการ สำ�นักงานตำ�รวจแห่งชาติ และภาคีวิชาการ อาทิ เครือข่ายวิชาการสาร
เสพติด มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ

งบประมาณ

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

68

กลุ่มแผนงานหลัก

งบประมาณ (ล้านบาท)

๑. กลุ่มแผนงานด้านการพัฒนานโยบายสาธารณะและการบังคับ
ใช้กฎหมาย
๒. กลุ่มแผนงานด้านการพัฒนาวิชาการและระบบข้อมูลข่าวสาร
๓. กลุ่มแผนงานด้านการพัฒนาเครือข่ายและการรณรงค์
ประชาสัมพันธ์
๔. กลุ่มแผนงานด้านทุนอุปถัมภ์
๕. กลุ่มแผนงานด้านการพัฒนารูปแบบการเลิกสุรา
๖. กลุ่มแผนงานด้านการลดปัญหาพนัน
๗. กลุ่มแผนงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด

รวม

๕๐
๑๒๐
๗๕
๓๐
๑๘
๕๐
๓๔๓

แผนการจัดการความปลอดภัย
ทางถนนและภัยพิบัติ
สถานการณ์และแนวโน้ม

๒๔

๑. สถิตผิ เู้ สียชีวติ จากอุบตั ภิ ยั จราจรเริม่ ลดลงตามลำ�ดับจาก ๑๔,๐๖๓ คน ในปี ๒๕๔๖ เป็น ๑๐,๗๔๒ คน
ในปี ๒๕๕๓ และ ๑๐,๑๗๒ คน ในปี ๒๕๕๔ ตามลำ�ดับ โดยอัตราการตายจากอุบัติภัยจราจร
ลดจาก ๒๒.๙๐ ต่อแสนของประชากรในปี ๒๕๔๖ เป็น ๑๖.๘๒ ต่อแสนของประชากร ในปี ๒๕๕๓
และ ๑๕.๘๗ ในปี ๒๕๕๔ ซึ่งลดลงร้อยละ ๓๐.๗ เมื่อเทียบปี ๒๕๔๖ กับ ปี ๒๕๕๔ สอดคล้องกับ
อัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนต่อปริมาณการใช้นํ้ามันเชื้อเพลิงในภาคการจราจรและ
ขนส่ง ๑,๐๐๐ ล้านลิตร๒๔ ทีม่ แี นวโน้มลดลงเช่นกัน จากปี ๒๕๔๖ เป็น ๐.๕๖ เหลือ ๐.๒๘ ในปี ๒๕๕๓
๒. แม้จำ�นวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ดัชนีความรุนแรง
(Severity Index) (หรือจำ�นวนผู้เสียชีวิตต่อจำ�นวนอุบัติเหตุ ๑๐๐ ครั้ง) เพิ่มขึ้น จาก ๑๐.๑ ในปี
๒๕๔๘ เพิ่มขึ้นเป็น ๑๓.๒๗ ในปี ๒๕๕๔ รวมถึงดัชนีการเสียชีวิต (Fatality Index) (หรือจำ�นวน
ผู้เสียชีวิตต่อจำ�นวนรวมผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ) ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก ๐.๑๒ ในปี ๒๕๔๘
เป็น ๐.๑๘ ในปี ๒๕๕๓๒๕ เช่นเดียวกัน และเมื่อคิดมูลค่าความสูญเสียพบสูงถึง ๒ แสนล้านบาท/
ปี (๒.๘% GDP)
๓. ผลการศึกษาโดยการคำ�นวณปีที่สูญเสีย (Disability Adjusted Life Years: DALY) พบว่า อุบัติเหตุ
ทางถนนถือเป็นปัญหาสำ�คัญอันดับหนึ่งในกลุ่มเพศชาย (เพศหญิง เป็นปัญหาในอันดับ ๗) และ
เป็นปัญหาอันดับสองของคนไทย (รองจากโรคหลอดเลือดสมอง) โดยแนวโน้มของปัญหาอุบตั เิ หตุ
ทางถนนจากการคำ�นวณ DALY ยังคงอยู่ในอันดับสองตลอด ๑๐ ปีที่ผ่านมาตั้งแต่การศึกษา
ปี ๒๕๔๒, ๒๕๔๗ และ ๒๕๕๒
๔. ข้อมูลจากสำ�นักงานสถิตแิ ห่งชาติ ทีส่ �ำ รวจประชากรอายุ ๑๘ ปีขนึ้ ไป ในไตรมาสที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๕๓
มีจำ�นวน ๗๙,๕๖๐ ครัวเรือนตัวอย่าง (จากประชากร ๕๐,๒๗๒,๓๗๑ คน) พบว่า มีผู้เคยประสบ

หมายถึง สัดส่วนระหว่างจำ�นวนผูเ้ สียชีวติ ทีป่ รากฏในสถิตคิ ดีอบุ ตั เิ หตุจราจรทางบก ต่อ ปริมาณการใช้นาํ้ มันเชือ้ เพลิงทุกประเภท
ในภาคการจราจรและขนส่งทั่วประเทศ ๑ ล้านลิตร ข้อมูลจาก หน่วยเฝ้าระวังและสะท้อนสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนน
(ThaiRoads) http://trso.thairoads.org/statistic/national/N-SPI-A
๒๕
หน่วยเฝ้าระวังและสะท้อนสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนน (ThaiRoads) http://trso.thairoads.org/statistic/national/
N-SPI-A

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

69

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
70

๒๖

อุบัติเหตุจากการเดินทางทางถนน ในรอบปีที่ผ่านมาถึง ๑,๕๔๖,๓๓๗ คน (ร้อยละ ๓.๑) เฉลี่ย
วันละ ๔,๓๘๔ คน ในจำ�นวนนีม้ ผี บู้ าดเจ็บ ๑,๑๘๙,๑๓๓ คน (ร้อยละ ๗๖.๙) และมีถงึ ๑๑,๓๘๖ คน
(ร้อยละ ๐.๙) ที่มีการสูญเสียอวัยวะร่วมด้วย โดยกลุ่มผู้ประสบอุบัติเหตุ พบว่า ร้อยละ ๔๓.๕
เป็นหัวหน้าครัวเรือน และร้อยละ ๓๗.๒ เป็นบุตร
๕. ข้อมูลการสำ�รวจสุขภาพของแรงงานไทยและการสำ�รวจอนามัยและสวัสดิการ พ.ศ. ๒๕๕๒ คาดว่า
ประชากรวัยแรงงานจะเพิม่ เป็นร้อยละ ๖๗.๖ ในปี ๒๕๕๓ ประชากรวัยแรงงาน (อายุ ๑๕ - ๕๙ ปี)
ในประเทศไทยมีประมาณ ๔๕.๐ ล้านคน กว่า ๑ ใน ๔ ของการบาดเจ็บเกิดเนื่องมาจากอุบัติเหตุ
จากยานพาหนะโดยเฉพาะจากรถจักรยานยนต์ (ร้อยละ ๒๗.๑) รองลงมาจากการพลัดตกหกล้ม
(ร้อยละ ๒๐.๐) แรงงานชายมีอตั ราสูงกว่าหญิงเกือบเท่าตัว ในขณะทีข่ อ้ มูลจาก สำ�นักนโยบายและ
ยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข (พ.ศ. ๒๕๔๘ - ๒๕๕๑) ชี้ว่า ค่าใช้จ่ายจากอุบัติเหตุทางถนน
ของกองทุนต่างๆ เช่น กองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และ กองทุนสวัสดิการข้าราชการ
มีแนวโน้มลดลงโดยตลอด แต่กองทุนประกันสังคมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ร้อยละ ๑๑ จากปี ๒๕๔๘
จำ�นวน ๖๘๓,๑๘๖,๐๓๒ บาท เป็น ๗๕๗,๘๗๕,๓๑๒ บาท ในปี ๒๕๕๑ โดยเฉพาะค่าใช้จ่าย
ในกลุ่มรถจักรยานยนต์เพิ่มสูงขึ้นถึง ๖๖ ล้านบาท
๖. วัยรุน่ อายุระหว่าง ๑๕ - ๒๔ ปี เสีย่ งต่อการเสียชีวติ และบาดเจ็บรุนแรงจากอุบตั เิ หตุทางถนนมากทีส่ ดุ
โดยในปี ๒๕๕๒ มีอัตราการเสียชีวิต ๒๓.๕ คน ต่อประชากรแสนคน นอกจากนี้ ข้อมูลจาก
สถาบันการแพทย์ฉกุ เฉินแห่งชาติและระบบเฝ้าระวังการบาดเจ็บของสำ�นักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค
พบว่า ผู้บาดเจ็บรุนแรงและเข้ารับการรักษาพยาบาลส่วนใหญ่ (ร้อยละ ๔๐) อยู่ในช่วงอายุ ๑๕ ๒๙ ปี และ ร้อยละ ๓๐ มีอายุน้อยกว่า ๒๐ ปี (ร้อยละ ๑๑ ของผู้บาดเจ็บอายุน้อยกว่า ๑๕ ปี)
นอกจากนี้ ข้อมูลสำ�นักงานสถิติแห่งชาติชี้ให้เห็นว่า หนึ่งในสี่ ของผู้เคยเกิดอุบัติเหตุ อายุ ๑๘ ๒๔ ปี โดยเฉพาะผูท้ มี่ ภี มู ลิ �ำ เนาในภาคเหนือ อีสานและใต้ ในขณะทีก่ รุงเทพมหานครจะมีสดั ส่วน
ของผู้ประสบเหตุที่เป็นเยาวชนเพียง ๙% ในผู้บาดเจ็บที่อายุน้อยกว่า ๑๕ ปี โดยมีสาเหตุหลัก
มาจากการขับขีห่ รือซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ โดยส่วนใหญ่ (ร้อยละ ๗๕) มีอายุระหว่าง ๑๐ - ๑๔ ปี
ซึ่งพบว่าเกี่ยวข้องกับการใช้รถจักรยานยนต์ถึงร้อยละ ๕๗ นอกจากนี้ ยังพบว่า ร้อยละ ๖ มีการ
ดืม่ สุราร่วมด้วย เมือ่ สอบถามผูท้ บี่ าดเจ็บจากการใช้รถจักรยานยนต์ พบว่า ครึง่ หนึง่ เริม่ ขับขีต่ งั้ แต่
อายุ ๘ - ๑๔ ปี
๗. จากจำ�นวนคดีอุบัติเหตุจราจร๒๖ ชี้ให้เห็นว่ารถจักรยานยนต์ ยังคงเป็นยานพาหนะที่เกี่ยวข้องกับ
การเกิดอุบตั เิ หตุสงู ทีส่ ดุ โดยเพิม่ จากร้อยละ ๓๑.๔๑ ในปี ๒๕๔๒ เป็นร้อยละ ๓๔.๙๔ ในปี ๒๕๕๔
โดยไทยมีจำ�นวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนสะสมรวมทั้งสิ้น ๑๗.๑๖ ล้านคันในปี ๒๕๕๓ หรือ
คิดเป็นร้อยละ ๖๐.๒ ของรถจดทะเบียนสะสมทัง้ หมด คิดเป็นสัดส่วนการถือครองรถจักรยานยนต์
ต่อประชากร ๔ คนต่อ ๑ คัน และ มีจำ�นวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนสะสมเพิ่มขึ้น ในปี ๒๕๕๔
สำ�นักงานตำ�รวจแห่งชาติ http://www.royalthaipolice.go.th/stat.html

๒๗

เป็น ๑๗.๘๙ ล้านคัน๒๗ ทั้งนี้ ผลสำ�รวจการสวมหมวกนิรภัย โดยมูลนิธิไทยโรดส์ พบว่า อัตรา
การสวมหมวกนิรภัยของคนไทยทั้งประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย โดยในภาพรวมของ
ผู้ขับขี่และผู้โดยสารปี ๒๕๕๓ และ ๒๕๕๔ คิดเป็นร้อยละ ๔๔ และ ๔๖ ตามลำ�ดับ เฉพาะผู้ขับขี่
คิดเป็นร้อยละ ๕๓ และ ๕๔ ตามลำ�ดับและในผู้โดยสารร้อยละ ๑๙ และ ๒๔ ตามลำ�ดับ โดย
เหตุผลสำ�คัญของการไม่สวมหมวกนิรภัย ๓ อันดับแรก ได้แก่ ๑) เดินทางระยะใกล้ ๒) ไม่ได้
ขับขี่ออกถนนใหญ่ ๓) เร่งรีบ ซึ่งหากผู้ใช้รถจักรยานยนต์สวมหมวกนิรภัยทุกครั้ง จะช่วยลด
โอกาสการเสียชีวิตเนื่องจากการบาดเจ็บที่ศีรษะได้ถึง ร้อยละ ๕๘
๘. พฤติกรรมการขับรถเร็วยังเป็นสาเหตุหลักของคดีอบุ ตั เิ หตุจราจร (ร้อยละ ๒๓) และข้อมูลการสำ�รวจ
พฤติกรรมขับขี่ โดยมูลนิธไิ ทยโรดส์ พบว่า ๒/๓ ของผูข้ บั ขี่ ระบุวา่ ตัวเองขับเร็วเกินอัตราทีก่ ฎหมาย
กำ�หนด โดยเฉพาะผู้ตอบที่อยู่ในภาคเหนือ และตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาตัวการของอุบัติเหตุ
อันดับ ๑ ที่ตำ�รวจบันทึกไว้คือการขับรถเร็วเกินอัตราที่กำ�หนดโดยระหว่างปี ๒๕๔๒ - ๒๕๕๒
เกิดอุบัติเหตุจากความเร็วนี้ ๑๕,๐๐๐ - ๑๗,๒๙๔ ครั้งต่อปี เฉพาะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนโครงข่าย
ทางหลวงในปี ๒๕๕๒ มีความเร็วเป็นเหตุ ร้อยละ ๗๗.๓ (๑๐,๕๗๔ ครัง้ ) ของอุบตั เิ หตุบนทางหลวง
ทั้งหมด และเพิ่มขึ้นในปี ๒๕๕๔ เป็นร้อยละ ๗๘.๑ (๘,๒๘๗ ครั้ง)
๙. ศูนย์อำ�นวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ได้รวบรวมและรายงานข้อมูลสถิติอุบัติเหตุ
ทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ และสงกรานต์ในแต่ละปี โดยในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. ๒๕๕๔
มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ จำ�นวน ๓๕๘ ราย และบาดเจ็บอีกกว่า ๓,๐๐๐ ราย ในขณะที่ช่วง
เทศกาลสงกรานต์ ปี ๒๕๕๔ ก็มีสถานการณ์ความรุนแรงที่ไม่แตกต่างกันนัก คือ มีผู้เสียชีวิต
๒๗๑ ราย และบาดเจ็บกว่า ๓,๐๐๐ ราย ทั้งนี้เมื่อนำ�สถิติตัวเลขผู้เสียชีวิตเฉพาะในช่วงเทศกาล
ดังกล่าวไปเปรียบเทียบกับช่วงเวลาปกติตลอดทัง้ ปี จะพบว่า ในช่วงเทศกาลมีการเสียชีวติ ในแต่ละ
วันมากกว่าช่วงเวลาปกติ ถึง ๒ เท่า
๑๐. จากปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบขนส่งสาธารณะที่เติบโตได้ช้า โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด
ทำ�ให้ปริมาณรถส่วนบุคคล (จักรยานยนต์ รถนั่งส่วนบุคคล รถปิกอัพ) เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉลี่ยถึง
ร้อยละ ๘๐ ข้อมูลการสำ�รวจการเดินทางในเมืองต่างจังหวัด พบว่าค่าเฉลี่ยของการเดินทางไป
ทำ�งานด้วยรถส่วนบุคคลอยู่ระหว่าง ๑๖ - ๒๐ นาที ในขณะที่การเดินทางด้วยรถสองแถวจะต้อง
ใช้เวลาเป็น ๒ เท่า (๔๐ - ๔๔ นาที) ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีสัดส่วนของ
การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ มากกว่าต่างจังหวัด จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ
ตํ่ากว่าจังหวัดอื่น
๑๑. ข้อมูลจากบริษัทขนส่ง (บขส.) บ่งชี้ว่า ปี ๒๕๕๒ มีแนวโน้มที่ผู้โดยสารรถบริษัทขนส่ง
มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุสูงขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ เมื่อเกิดอุบัติเหตุ
ผู้ที่โดยสารรถร่วมบริการจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเสียชีวิต มากกว่าการโดยสารรถบริษัทขนส่ง

กลุ่มสถิติการขนส่ง กองแผนงาน กรมการขนส่งทางบก

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

71

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

ถึง ๑๐ เท่า พบปัญหาหลักทีท่ �ำ ให้มกี ารบาดเจ็บรุนแรงและเสียชีวติ คือ เก้าอีห้ ลุดจากการยึดเกาะ
การไม่มีและ/หรือใช้เข็มขัดนิรภัย และโครงสร้างรถที่ไม่ได้มาตรฐานส่วนปัจจัยหลักที่ท�ำ ให้เกิด
อุบตั เิ หตุ ยังคงมาจากคนขับรถทีข่ าดความชำ�นาญ การพักผ่อนไม่เพียงพอ และไม่มคี นขับสำ�รอง
ในการเดินทางระยะไกล ข้อจำ�กัดของระบบขนส่งสาธารณะยังได้ทำ�ให้เกิดการเพิม่ จำ�นวนของรถตู้
สาธารณะอย่างรวดเร็ว (ปลายปี ๒๕๕๒ มีรถตูจ้ ดทะเบียน ๑ หมืน่ คัน โดยเป็นรถในกรุงเทพมหานคร
และปริมณฑล ๗ พันคัน) โดยพบว่า ระบบความปลอดภัยของรถตู้สาธารณะ ยังเป็นเรื่องสำ�คัญ
ที่ต้องเร่งดำ�เนินการในหลายด้าน
๑๒. สำ�หรับสภาพปัญหาที่เกิดจากปัจจัยด้านโครงสร้างและถนน ข้อมูลจากกรมทางหลวง พบว่า
มากกว่า ๑ ใน ๓ ของอุบตั เิ หตุบนถนนของกรมทางหลวง เกิดขึน้ ในลักษณะการชนกับวัตถุรมิ ทาง
หรือพลิกควํ่าตกถนน แม้ว่า ทุก ๑๐๐ กิโลเมตร ของถนนทางหลวงจะมีจุดอันตรายน้อยลง
ร้อยละ ๖ จากปี ๒๕๔๙ - ๒๕๕๑ โดยองค์การสหประชาชาติแนะนำ�ให้เพิ่มสัดส่วนงบประมาณ
ด้านความปลอดภัย ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ ๑๐ ของงบที่ใช้ในการดำ�เนินการ
๑๓. นอกจากอุบัติภัยทางถนน ประเทศไทยยังเผชิญภัยพิบัติหลายๆ ด้าน ทั้งภัยพิบัติจากธรรมชาติ
เช่น อุทกภัย วาตภัย ด้านโรคระบาด หรืออุบตั ภิ ยั ไร้เชือ้ อืน่ ๆ และจากพฤติกรรมมนุษย์ เช่น อัคคีภยั
โดยในรอบสี่ทศวรรษที่ผ่านมาสถิติความถี่ของภัยพิบัติสูงขึ้นถึง ๓ เท่า ซึ่งต้องการกระบวนการ
สนับสนุนเพือ่ ป้องกันและบรรเทาปัญหาทัง้ ในการวางแผนภัยพิบตั ริ ะดับชาติ และการเชือ่ มโยงกับ
การจัดการในระดับพื้นที่ ในปีที่ผ่านมา อุทกภัยทำ�ให้เกิดความเสียหายขึ้นในหลายจังหวัดของ
ประเทศไทย มีพนื้ ทีท่ ี่ได้รบั ผลกระทบ และมีผปู้ ระสบภัยเป็นจำ�นวนมาก จำ�นวนบ้านที่ได้รบั ความ
เสียหายทั้งหลังทั่วประเทศ ๒๑๐,๔๒๐ หลังคาเรือน และยังเกิดอุทกภัยซํ้าอีกในช่วงต้นปี ๒๕๕๔
ส่งผลให้สถานการณ์ภัยพิบัติกลายเป็นปัญหาเร่งด่วนในสังคมไทย โดยธนาคารโลก (2012,
World Bank) ประเมินมูลค่าความเสียหายสูงถึง ๑.๔๓ ล้านล้านบาท ซึง่ รัฐบาลต้องใช้งบประมาณ
ชดเชย เยียวยา และซ่อมแซมความเสียหายกว่าสามหมื่นล้านบาท ทั้งนี้ความเสียหายที่เกิดขึ้น
เป็นผลมาจากภาวะการเปลีย่ นแปลงภูมอิ ากาศ ร่วมกับสาเหตุพนื้ ฐานอืน่ ๆ อีกหลายสาเหตุ ทำ�ให้
ประชาชนมีความตืน่ ตัวในเรือ่ งภัยพิบตั กิ นั มากขึน้ และมีการพัฒนาแนวทางการป้องกันและรับมือ
ภัยพิบัติในระดับชุมชนมากขึ้น
๑๔. จากการประเมินความเต็มใจจ่ายของครัวเรือนต่อมาตรการสร้างเสริมสุขภาพของ สสส. พบว่า
ครัวเรือนประชากรไทยเต็มใจจ่ายเพื่อสนับสนุนให้มีการดำ�เนินการแผนงานการป้องกันปัญหา
อุบัติเหตุทางถนนและอุบัติภัย ถึง ๖.๘๗ เท่าของต้นทุนการดำ�เนินงานต่อปี (เต็มใจจ่าย ๑,๔๗๖
ล้านบาทต่อปี โดยมีต้นทุนการดำ�เนินงาน ๒๑๕ ล้านบาทต่อปี)๒๘

72
๒๘

การประเมินผลลัพธ์ของการดำ�เนินมาตรการสร้างเสริมสุขภาพ :  การประเมินความเต็มใจจ่ายของครัวเรือนต่อมาตรการ
สร้างเสริมสุขภาพของ สสส. มนทรัตม์ ถาวรเจริญทรัพย์ และคณะ, ๒๕๕๕

จุดเน้นของแผน

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

คณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ ๑ ร่วมกับภาคีได้ทบทวนสถานการณ์และแนวทางการดำ�เนินงานข้างต้น
ร่วมกับภาคี และเห็นชอบในการจัดกลุม่ แผนงานตามทีท่ �ำ อยูใ่ นปีทผ่ี า่ นมา และได้ทบทวนแนวทางการดำ�เนินงาน
โดยมีจุดเน้นมากขึ้นในด้านต่างๆ ดังนี้
๑. ด้านนโยบาย เป้าหมายร่วมและสมรรถนะบุคลากรองค์กร
๑.๑ ร่วมผลักดันนโยบายทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนนของสหประชาชาติ และกรอบ
แผนทศวรรษความปลอดภั ย ทางถนนของศู น ย์ อำ � นวยการความปลอดภั ย ทางถนน
โดยเฉพาะประเด็นเร่งด่วนที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง อาทิ โครงสร้างการจัดการที่เข้มแข็ง
และการติดตามประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ การกำ�หนดวัฒนธรรมความปลอดภัยเป็น
วิสัยทัศน์ร่วม
๑.๒ สนับสนุนการทำ�งานกับภาคนโยบายทีห่ ลากหลายขึน้ ได้แก่ ศูนย์อ�ำ นวยการความปลอดภัย
ทางถนน สำ�นักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ สำ�นักงานตำ�รวจแห่งชาติ กระทรวง
ศึกษาธิการ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ องค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ เขตพืน้ ทีก่ ารศึกษา
และกระทรวงต่างๆ
๑.๓ ขยายความร่วมมือให้มีการร่วมลงทุนเรื่องความปลอดภัยทางถนนจากภาครัฐและเอกชน
เช่น สมาคมผูป้ ระกอบการรถจักรยานยนต์ บริษทั กลางคุม้ ครองผูป้ ระสบภัยจากรถ บริษทั
ประกันภัย
๑.๔ พัฒนาบุคลากรและระบบบริหารจัดการบุคคล (HR) ในสายงานความปลอดภัยทางถนน
ที่สำ�คัญ อาทิ วิศวกรรมด้านความปลอดภัยในเทศบาลนคร เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยของ
โรงงาน (จป.โรงงาน) เจ้าพนักงานสืบสวนสาเหตุอุบัติเหตุ (ตำ�รวจ)
๒. ด้านเครือข่ายภาคีภาคประชาชนและการรณรงค์ประชาสัมพันธ์
๒.๑ ส่งเสริมและสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ หน่วยงานองค์กร ภาคธุรกิจ มูลนิธิ และ
ภาคประชาสังคม ให้เข้ามามีบทบาทและมีความเข้มแข็งในการดำ�เนินงานด้านความ
ปลอดภัยทางถนน เพิ่มมากขึ้น
๒.๒ ส่งเสริมให้เกิดผูน้ �ำ ความปลอดภัย และมาตรการทางสังคม ทีเ่ อือ้ ต่อการส่งเสริมวัฒนธรรม
ความปลอดภัยทางถนน อาทิเช่น มาตรการในการขับขีร่ ถของบุคลากรหน่วยงาน มาตรการ
การเช่าเหมารถโดยสารที่ได้มาตรฐาน ฯลฯ
๒.๓ การสือ่ สาร ข้อมูล และกรณีทสี่ ง่ ผลกระทบต่อความสนใจของสังคม และกลุม่ เป้าหมายเฉพาะ
และนำ�ไปสู่การกำ�หนดนโยบายสาธารณะ
๒.๔ คงเน้นการรณรงค์ลดพฤติกรรมเสีย่ ง ความเร็ว หมวกนิรภัย การดืม่ เครือ่ งดืม่ แอลกอฮอล์
การไม่โทรขณะขับ โดยเฉพาะในกลุ่มเป้าหมายเด็กและเยาวชน

73

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
74

๓. ด้านโครงสร้างและการบูรณาการระดับพื้นที่
๓.๑ ส่งเสริมให้มีตัวเชือ่ มประสาน (change agent) ด้านความปลอดภัยในระดับต่างๆ เพื่อที่จะ
กระตุ้น จัดการความรู้ และเชื่อมโยงการทำ�งานของเครือข่ายต่างๆ ให้มาเสริมพลัง และ
ขยายผลการดำ�เนินงาน รวมทัง้ ยกระดับการขับเคลือ่ นไปสูแ่ ผนปฏิบตั กิ ารระดับพืน้ ที่ ระดับ
จังหวัด
๓.๒ การถอดบทเรียนผลการดำ�เนินงานของจังหวัด และสังเคราะห์ชุดความรู้ เพื่อให้เกิดการ
แลกเปลี่ยนเรียนรู้สู่การจัดการความรู้ รวมทั้งเผยแพร่ข้อมูลผ่านช่องทางสื่อสาธารณะ
๓.๓ การประเมินจังหวัด ทั้งสภาพปัญหา ผลลัพธ์การดำ�เนินงาน การมีส่วนร่วมของภาคี
เครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อการจัดลำ�ดับจังหวัดตามบันไดสู่ “จังหวัดปลอดภัยทางถนน”
จะช่วยให้เกิดการเปรียบเทียบและกระตุ้นการดำ�เนินงาน
๔. ด้านการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศและจัดการความรู้อุบัติเหตุจราจร
๔.๑ เน้นศึกษาเพื่อการพัฒนาข้อเสนอนโยบายประเด็น อาทิ การศึกษาโครงสร้างอำ�นวยการ
ความปลอดภัยทางถนนทีเ่ ข้มแข็ง และมีความอิสระทางวิชาการ การศึกษาเชิงลึกในระบบ
ขนส่งในเมือง ชนบทและภู มิ ภาค การพั ฒ นาระบบใบอนุ ญ าตขั บ ขี่ การจำ� กัดซีซี
รถจักรยานยนต์ มาตรการภาษีเพือ่ เปลีย่ นการใช้พาหนะทีป่ ลอดภัยขึน้ เทคโนโลยีเพือ่ การ
บังคับใช้กฎหมาย ระบบขนส่งในบริบทประชาคมอาเซียน การพัฒนางานวิจยั ในงานประจำ�
ที่นั่งสำ�หรับเด็กในรถยนต์
๔.๒ พัฒนาระบบข้อมูลติดตามความก้าวหน้าในการดำ�เนินการตลอดทศวรรษแห่งความปลอดภัย
ทางถนน โดยเฉพาะในประเด็นหลักที่กำ�หนดไว้
๔.๓ พัฒนางานวิจัยที่จำ�เป็นต่อการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพื่อ
ป้องกันผลกระทบด้านความปลอดภัยทางถนน
๔.๔ พัฒนาโครงสร้างกลไกติดตามกำ�กับประเมินผลที่อิสระ และสะท้อนการดำ�เนินงานให้แก่
ผู้รับผิดชอบหลัก และส่งเสริมให้หน่วยงานหลักมีระบบข้อมูลและกลไกติดตามกำ�กับที่มี
ประสิทธิภาพ
๕. ด้านการจัดการภัยพิบัติ
๕.๑ สนับสนุนการพัฒนาและยกระดับระบบและโครงสร้างการจัดการภัยพิบตั ชิ าติ ให้ท�ำ หน้าทีไ่ ด้
อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งพัฒนาศักยภาพของบุคลากรที่จำ�เป็น
๕.๒ สนับสนุนเครือข่ายภาคประชาชน ทีม่ คี วามตืน่ ตัวและมีจติ อาสา ให้มสี ว่ นร่วมในการรับมือ
กับภัยพิบัติ ทั้งเรื่องการแบ่งปันข้อมูล การจัดตั้งจุดประสานภาคประชาชน การช่วยเหลือ
ฟื้นฟู และการเชื่อมโยงการทำ�งานกับภาครัฐ

๕.๓

๕.๔

สร้างความตระหนักรู้เรื่องการเฝ้าระวังภัยพิบัติ การช่วยเหลือตนเองและบุคคลใกล้ชิด
เบื้องต้นอย่างมีสติในการรับมือสถานการณ์ภัยพิบัติรูปแบบต่างๆ
สร้างพื้นที่นำ�ร่องกระบวนการฟื้นฟูวิถีชีวิตหลังประสบภัยโดยชุมชนและเครือข่ายเป็น
แกนหลักเน้นการสนับสนุนให้ชมุ ชนมีความพร้อมรับมือภัยพิบตั ิ และขยายผลสูพ่ นื้ ทีอ่ นื่ ๆ

วัตถุประสงค์
๑. สนับสนุนเป้าหมายการลดแนวโน้มการเกิดและการสูญเสียจากอุบัติภัยจราจรของประชาชนไทย
ของศูนย์อำ�นวยการความปลอดภัยทางถนน
๒. การพัฒนาโครงสร้างการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
๓. พัฒนาสมรรถนะบุคลากรที่เกี่ยวข้องในด้านการป้องกันอุบัติภัยทางถนนให้เข้มแข็ง
๔. ประสานและส่งเสริมความเข้มแข็งของเครือข่ายลดอุบัติภัยทางถนน
๕. รณรงค์ประชาสัมพันธ์เพื่อลดปัญหาอุบัติภัยทางถนน
๖. สนับสนุนการวิจัยและการจัดการความรู้ด้านอุบัติเหตุที่จำ�เป็น
๗. สนับสนุนการป้องกันและจัดการภัยพิบัติที่สำ�คัญ

เป้าหมาย ๑ ปี และตัวชี้วัด

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

๑. ด้านการจัดการความปลอดภัยทางถนน
๑.๑ การสูญเสียจากอุบตั ภิ ยั จราจรของประชาชนไทยลดลงอย่างต่อเนือ่ งตามเป้าหมายทศวรรษ
แห่งความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. ๒๕๕๔ - ๒๕๖๓
๑.๒ เกิดนโยบายสาธารณะใหม่ที่ส่งผลต่อการลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุทางถนน โดยเฉพาะ
นโยบายลดพฤติกรรมเสี่ยงหลัก ได้แก่ ขับเร็ว หมวกนิรภัย ดื่มแล้วขับ และระบบขนส่ง
สาธารณะ
๑.๓ เกิดการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรและศักยภาพองค์กรด้านการป้องกันสาธารณภัยทั้งใน
ส่วนกลาง ในภาคส่วนต่างๆ ตามยุทธศาสตร์หลัก อย่างน้อย ๕๐๐ คน และเกิดการขยาย
แกนนำ�ด้านความปลอดภัยในระดับต่างๆ ทำ�หน้าที่กระตุ้น จัดการความรู้ และเชื่อมโยง
การทำ�งานของเครือข่ายให้มาเสริมพลังและขยายผลการดำ�เนินงาน เฉลีย่ อย่างน้อย ๒ คน
ต่อจังหวัด
๑.๔ เกิดกระแสสังคมและความตื่นตัวของประชาชนในด้านความปลอดภัยจากอุบัติภัยจราจร
อย่างน้อย ๒ ประเด็นต่อปี

75

๑.๕ เกิดการขยายภาคีเชิงยุทธศาสตร์ ในเครือข่ายการรณรงค์ของภาคส่วนต่างๆ ทั้งในส่วน
ประชาสังคมจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน อย่างครอบคลุมและมี
ประสิทธิภาพ โดยบูรณาการร่วมกับเครือข่ายควบคุมแอลกอฮอล์ เกิดประชาสังคมจังหวัด
ต้นแบบที่เข้มแข็งอย่างน้อย ๑๐ จังหวัด
๑.๖ เกิดการพัฒนาโครงสร้างการทำ�งานและการบูรณาการการป้องกันและลดอุบตั ภิ ยั ทางถนน
ในระดับพื้นที่อย่างมีประสิทธิผล ครอบคลุมทุกจังหวัดที่มีความสนใจ อย่างน้อยจำ�นวน
๗๗ จังหวัด และในจำ�นวนนี้ มีจงั หวัดทีม่ กี ารพัฒนายกระดับการสร้างนวัตกรรมของกิจกรรม
สามารถดำ�เนินงานตามเป้าหมายท้าทายที่กำ�หนดไว้อย่างน้อย ๔๐ จังหวัด
๑.๗ เกิดการพัฒนาระบบข้อมูลสถานการณ์อุบัติเหตุจราจรให้ถูกต้อง ทันเหตุการณ์ ผ่านการ
ทบทวนและสังเคราะห์องค์ความรู้ และเกิดระบบฐานข้อมูลสำ�รวจพฤติกรรมเสีย่ งของผูใ้ ช้รถ
ใช้ถนนรายจังหวัด ที่มีความน่าเชื่อถือสามารถเผยแพร่สู่สาธารณะได้ และมีรายงาน
สถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนเป็นประจำ�ทุกปี
๑.๘ เกิดองค์ความรู้และการจัดการความรู้ด้านอุบัติเหตุจราจรที่จำ�เป็น อย่างน้อย ๑๐ ชุดต่อปี
และมีการประชุมวิชาการระดับชาติอย่างต่อเนื่องทุก ๒ ปี
๒. ด้านการจัดการภัยพิบัติ
เกิดเครือข่ายอาสาสมัครในการฟืน้ ฟู ป้องกัน และเตือนภัยในภาวะวิกฤต โดยมีความรูค้ วามเข้าใจ
และทักษะในการรับมือภัยพิบัติ

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

แนวทางการดำ�เนินงาน

76

ประสานการดำ�เนินงานทางวิชาการ การเคลื่อนสังคมและการพัฒนานโยบาย ให้เชื่อมโยงและ
สนั บ สนุ น กั น อย่ า งมี ป ระสิ ท ธิ ภาพ โดยในด้ า นความปลอดภั ย ทางถนน มี การพั ฒ นาสมรรถนะของ
องค์กรและบุคลากรที่จำ�เป็น และการบูรณาการยุทธศาสตร์ทั้งด้านการรักษากฎหมาย (Enforcement)
การให้ข้อมูล/ความรู้ (Education) วิศวกรรมจราจร (Engineering) การจัดระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน
(Emergency Medical Service : EMS) และการประเมินผล (Evaluation) ในการป้องกันอุบัติภัยจราจร และ
สาธารณภัยอื่น ทั้งในนโยบายระดับชาติ และระดับจังหวัด และในการจัดการภัยพิบัติ ประสานการพัฒนา
เชิงระบบของประเทศ การประสานเครือข่ายอาสาสมัครภาคประชาชน ร่วมกับการพัฒนาการจัดการ
ในระดับพื้นที่
โดยนำ�ไปสูก่ ารสนับสนุนกรอบยุทธศาสตร์ตามแผนทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. ๒๕๕๔ ๒๕๖๓ ทั้ง ๕ ประการ
๑. การบริหารจัดการความปลอดภัยทางถนน
๒. ถนนและการสัญจรอย่างปลอดภัย

๓. ยานพาหนะปลอดภัย
๔. ผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย
๕. การตอบสนองหลังเกิดอุบัติเหตุ

กลุ่มแผนงาน

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

แผนการจัดการความปลอดภัยทางถนนและภัยพิบัติ ประกอบด้วย ๕ กลุ่มแผนงาน ดังนี้
๑. กลุ่มแผนงานการพัฒนานโยบาย เป้าหมายร่วมและสมรรถนะบุคลากรและองค์กร
๑.๑ สนับสนุนศูนย์อ�ำ นวยการความปลอดภัยทางถนน ดำ�เนินงานตามแผนทีน่ �ำ ทางเชิงกลยุทธ์
และแผนปฏิบตั กิ ารทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. ๒๕๕๔ - ๒๕๖๓ ซึง่ ดำ�เนินการ
ด้านความปลอดภัยทางถนนของประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายตามกรอบปฏิญญามอสโก
กล่าวคือ ลดอัตราการเสียชีวติ จากอุบตั เิ หตุทางถนนตํา่ กว่า ๑๐ คนต่อประชากรหนึง่ แสนคน
ในพ.ศ. ๒๕๖๓ ภายใต้แนวทาง ๘ ประเด็นหลัก ได้แก่ การส่งเสริมการสวมหมวกนิรภัย
การลดพฤติกรรมเสีย่ งจากการบริโภคเครือ่ งดืม่ แอลกอฮอล์แล้วขับขีย่ านพาหนะ การแก้ไข
ปัญหาจุดเสี่ยง จุดอันตราย การปรับพฤติกรรมการใช้ความเร็ว การยกระดับมาตรฐาน
ยานพาหนะให้ปลอดภัย การพัฒนาสมรรถนะผู้ใช้รถใช้ถนน การพัฒนาระบบการแพทย์
ฉุกเฉิน การรักษาและฟืน้ ฟูผบู้ าดเจ็บและการพัฒนาระบบการบริหารจัดการ และ ๕ เสาหลัก
ของแผนทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน ได้แก่ โครงสร้างการจัดการทีเ่ ข้มแข็ง และ
การติดตามประเมินผลทีม่ ปี ระสิทธิภาพ ระบบกฎหมายและกระบวนการยุตธิ รรมทีส่ นับสนุน
การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็ง การแสวงหาแหล่งเงินทุน และการจัดสรรงบประมาณ
รูปแบบใหม่ กลไกการพัฒนาและถ่ายทอดความรู้รูปแบบใหม่ วัฒนธรรมความปลอดภัย
เป็นวิสัยทัศน์ร่วม
๑.๒ ผลักดันให้หน่วยงานทีเ่ กีย่ วข้องปฏิบตั ติ ามแผนปฏิบตั กิ ารทศวรรษความปลอดภัยทางถนน
พ.ศ. ๒๕๕๔ - ๒๕๖๓
๑.๓ ร่วมผลักดันจุดคานงัดสำ�คัญทางนโยบายให้เกิดกระบวนการนโยบายและกฎหมาย
ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจราจร รวมถึงการบังคับใช้กฎหมาย และ
กระตุ้นให้เกิดการขับเคลื่อนร่วมกัน
๑.๔ สนับสนุนศูนย์วชิ าการเพือ่ ความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ในการพัฒนาข้อเสนอนโยบาย
ที่ส่งผลกระทบสูงจากฐานวิชาการ และการจัดเวทีวิชาการสาธารณะในเรื่องที่เป็นประเด็น
ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
๑.๕ สนับสนุนหน่วยงานทีม่ สี ว่ นสำ�คัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบตั เิ หตุจราจรให้ด�ำ เนินการ
อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะด้านการบังคับใช้กฎหมายในระดับปฏิบัติการ เช่น

77

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
78

ด้านการเพิม่ มาตรฐานความปลอดภัยในรถสาธารณะ อาทิ สภาพรถ การคาดเข็มขัดนิรภัย
ของผู้โดยสารสาธารณะ ใช้เทคโนโลยีเพื่อจำ�กัดความเร็วของรถโดยสาร ความชำ�นาญ
เส้นทางของคนขับ และในรถรับส่งนักเรียน ด้านการปรับปรุงโครงสร้างถนนให้ปลอดภัย
อาทิ ให้มเี ลนทางเท้าและทางรถจักรยาน ด้านการลดความรุนแรงในการเกิดอุบตั เิ หตุ อาทิ
การใช้รถจักรยานยนต์ ไฟฟ้าหรือรถจักรยานทดแทน
๑.๖ พัฒนาสมรรถนะของบุคลากรและองค์กรที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ ทุกสายงาน ให้สามารถ
ดำ�เนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนได้เข้มแข็งขึ้น ทั้งในด้านวิชาการ
แนวคิด การบริหารจัดการและการประสานงาน และพัฒนาความรู้ความเข้าใจ ศักยภาพ
ในด้านความปลอดภัยทางถนนต่อภาคีสขุ ภาพ รวมทัง้ การขยายผูน้ �ำ การเปลีย่ นแปลง และ
การพัฒนาความรู้ความเข้าใจในด้านความปลอดภัยทางถนนต่อภาคีสุขภาพอื่นๆ ด้วย
๑.๗ ประสานความร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก และหน่วยงานภาคนโยบายในประเทศไทย
ได้แก่ ศูนย์อำ�นวยการความปลอดภัยทางถนน สำ�นักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ
สำ�นักงานตำ�รวจแห่งชาติ กระทรวงคมนาคม กระทรวงศึกษาธิการ องค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่น กระทรวงอุตสาหกรรม ในการเชื่อมประสานและพัฒนายุทธศาสตร์ด้านความ
ปลอดภัยทางถนน ตามนโยบายทศวรรษถนนปลอดภัยของสหประชาชาติ (๒๐๑๐ - ๒๐๒๐)
๒. กลุ่มแผนพัฒนาเครือข่ายภาคีภาคประชาชนและการรณรงค์ประชาสัมพันธ์
สนับสนุนสำ�นักงานเครือข่ายลดอุบตั เิ หตุและมูลนิธเิ มาไม่ขบั ในการประสานงานและขยายเครือข่าย
การรณรงค์และประชาสัมพันธ์
๒.๑ การสื่อสารประชาสัมพันธ์ ตอกยํ้าให้เกิดการรับรู้ในประเด็นการรณรงค์ จิตสำ�นึกความ
ปลอดภัย และการสร้างค่านิยมในการลดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะการลดพฤติกรรมเสี่ยง
อาทิ การส่งเสริมการสวมหมวกนิรภัยให้สอดคล้องกับปีรณรงค์สวมหมวกนิรภัย ๑๐๐%
การขับรถเร็วตามกฎหมายกำ�หนด การดื่มไม่ขับ การไม่โทรศัพท์ขณะขับรถ รวมทั้งการ
สื่อสารข้อมูล และกรณีที่ส่งผลกระทบต่อความสนใจของสังคม และกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ
และนำ�ไปสู่การกำ�หนดนโยบายสาธารณะ ตลอดจนการรณรงค์เพื่อลดปัญหาการเกิด
อุบตั เิ หตุในกลุม่ เป้าหมายหลักทีเ่ ป็นเด็กและเยาวชน โดยให้ครอบครัวและสังคมมีบทบาท
ในการดูแลปกป้องลูกหลานให้ลดพฤติกรรมเสี่ยง และสนับสนุนการอบรมเสริมสร้างวินัย
จราจรควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย
๒.๒ สนับสนุนการดำ�เนินงานในพืน้ ที่ ค้นหาและพัฒนาพืน้ ทีต่ น้ แบบ หนุนท้องถิน่ ชุมชนเข้ามา
จัดระบบเฝ้าระวังป้องกันอุบตั เิ หตุทางถนนอย่างยัง่ ยืน ขยายจำ�นวนภาคีเครือข่ายทีเ่ ข้ามา
มีส่วนร่วมในการดำ�เนินงานและพัฒนาศักยภาพภาคีภาคประชาสังคมทั้งในด้านการ
ดำ�เนินงานและการบริหารจัดการโครงการ ส่งเสริมและสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิน่

หน่วยงานองค์กร ภาคธุรกิจ มูลนิธิ และภาคประชาสังคม ให้เข้ามามีบทบาทและมีความ
เข้มแข็งในการดำ�เนินงานด้านความปลอดภัยทางถนน เพิ่มมากขึ้น
๒.๓ ส่งเสริมให้เกิดผู้นำ�ความปลอดภัย และการมีมาตรการระดับองค์กร และมาตรการทาง
สังคม ทีเ่ อือ้ ต่อการส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน อาทิ มาตรการในการขับขีร่ ถ
ของบุคลากรในหน่วยงาน มาตรการการเช่าเหมารถโดยสารที่ได้มาตรฐาน ฯลฯ
๒.๔ ขยายความร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่นชุมชน เช่น สมาคมผู้ประกอบการ
รถจักรยานยนต์ บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ บริษัทประกันภัย ให้ร่วมลงทุน
ในการจัดระบบเฝ้าระวังป้องกันอุบัติเหตุทางถนนมากยิ่งขึ้นโดยใช้โอกาสการแสดงความ
รับผิดชอบต่อสังคม ในการขยายการทำ�งานร่วมกับภาคเอกชน
๒.๕ เชื่อมประสานการขยายผลต่อยอดการทำ�งานผ่านแผนที่เกี่ยวข้องของ สสส. อาทิ
แผนสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร ในการรณรงค์สร้างความปลอดภัยในกลุ่มแรงงาน กลุ่ม
วินมอเตอร์ ไซค์ โดยเฉพาะการส่งเสริมการสวมหมวกนิรภัยทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
แผนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว ในการเผยแพร่องค์ความรูเ้ พือ่ ลดอุบตั เิ หตุจราจร
ในเด็ก ตลอดจนการปลูกฝังจิตสำ�นึกด้านความปลอดภัยทางถนน การสวมหมวกนิรภัย
ในเด็ก และการปฏิบัติตามวินัยจราจร
๓. กลุม่ แผนงานการพัฒนาโครงสร้างและการบูรณาการการป้องกันและลดอุบตั ภิ ยั ทางถนนในระดับ
๓.๑




๓.๒


๓.๓



๓.๔

สนับสนุนการวางแผนงานอย่างมีส่วนร่วม และการบูรณาการการดำ�เนินงานทุกภาคส่วน
ทั้งราชการ ท้องถิ่น เอกชน และชุมชน ในการป้องกันและลดปัญหาอุบัติภัยทางถนน
ในระดับจังหวัด โดยเน้นการสนับสนุนจังหวัดที่มีการยกระดับสร้างนวัตกรรมการป้องกัน
อุบตั เิ หตุทางถนนและสนับสนุนสัมฤทธิผลของการทำ�งานลดปัญหาในพืน้ ที่ กำ�กับติดตาม
ผลระดับจังหวัด และสะท้อนผลการติดตามเพื่อการพัฒนา
ส่งเสริมให้มีตัวเชื่อมประสาน ด้านความปลอดภัยในระดับต่างๆ เพื่อที่จะกระตุ้น จัดการ
ความรู้ และเชื่อมโยงการทำ�งานของเครือข่ายต่างๆ ให้มาเสริมพลัง และขยายผลการ
ดำ�เนินงาน รวมทั้งยกระดับการขับเคลื่อนไปสู่แผนปฏิบัติการระดับพื้นที่ ระดับจังหวัด
สนับสนุนคณะทำ�งานวิชาการ ที่ทำ�หน้าที่เป็นที่ปรึกษา กำ�กับดูแลทางด้านวิชาการให้กับ
จังหวัดทีเ่ ข้าร่วม รวมทัง้ การจัดเวทีแลกเปลีย่ นเรียนรู้ ถอดบทเรียนการดำ�เนินงานป้องกัน
และแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุเพื่อขยายผลตัวอย่างที่ประสบความสำ�เร็จสู่พื้นที่อื่น รวมทั้ง
ประมวลผลชุดความรู้ที่สำ�คัญ ข้อเสนอเผยแพร่ผ่านช่องทางสื่อต่างๆ
การประเมินจังหวัด ทัง้ สภาพปัญหา ผลลัพธ์การดำ�เนินงาน การมีสว่ นร่วมของภาคีเครือข่าย
ทุกภาคส่วน เพื่อการจัดลำ�ดับจังหวัดตามบันไดสู่ “จังหวัดปลอดภัยทางถนน” จะช่วยให้
เกิดการเปรียบเทียบผล และกระตุ้นการดำ�เนินงาน

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

พื้นที่














79

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
80

๓.๕ สนับสนุนการป้องกันและลดปัญหาอุบัติภัยทางถนนโดยชุมชนและองค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่น โดยผลักดันให้ท้องถิ่นเห็นความสำ�คัญเรื่องความปลอดภัยทางถนนและสามารถ
ดำ�เนินการได้ด้วยตนเอง
๓.๖ เชื่อมประสานแผนสุขภาวะชุมชนในการขยายแกนนำ�เครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่
ร่วมพัฒนากลไกและมาตรการเฉพาะที่เหมาะสมกับบริบทในพื้นที่ ตลอดจนการส่งเสริม
การสร้างจิตสำ�นึกด้านความปลอดภัยทางถนนและการปฏิบตั ติ ามวินยั จราจรให้กบั ทุกกลุม่
ประชากรในพื้นที่
๔. กลุ่มแผนงานการแผนพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศและจัดการความรู้ด้านอุบัติเหตุจราจร
๔.๑ สนับสนุนการสร้างองค์ความรูใ้ หม่ทจี่ �ำ เป็นต่อการพัฒนานโยบายสาธารณะทีเ่ กีย่ วกับเรือ่ ง
ของความปลอดภัยทางถนนของประเทศไทย และการสร้างงานวิจัยตามความจำ�เป็นของ
สถานการณ์
๔.๒ ประสานเครือข่ายวิชาการ พัฒนาศักยภาพกลุ่มแกนในการสังเคราะห์องค์ความรู้เพื่อ
ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาในประเด็นสำ�คัญ
๔.๓ สนับสนุนให้เกิดกลไกการขับเคลือ่ นงานวิชาการในระดับพืน้ ที่ ทีส่ อดคล้องกับความต้องการ
และปัญหาของพื้นที่เพื่อให้การแก้ไขปัญหานั้นอยู่บนฐานวิชาการ ผสานด้วยการสร้าง
กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
๔.๔ พัฒนาฐานข้อมูลการสำ�รวจพฤติกรรมเสี่ยงหลักของผู้ใช้รถใช้ถนนระดับจังหวัดที่มีความ
ต่อเนือ่ งและครอบคลุมพืน้ ทีท่ วั่ ประเทศอย่างเป็นระบบ รวมถึงการจัดทำ�รายงานสถานการณ์
อุบตั เิ หตุทางถนนของประเทศไทยเป็นประจำ�ทุกปี ตลอดจนการยกระดับการเฝ้าระวังและ
ติดตามสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนนให้ครอบคลุมถึงปัจจัยสำ�คัญต่างๆ ทีเ่ กีย่ วข้อง
มากยิ่งขึ้น
๔.๕ ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากข้อมูลและองค์ความรู้ในการวางแผนพัฒนายุทธศาสตร์และ
ดำ�เนินมาตรการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจราจรทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับ
จังหวัด อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม รวมถึงพัฒนากระบวนการนำ�เสนอข้อมูล
ความรู้สู่กลุ่มเป้าหมายเฉพาะให้มีประสิทธิภาพ เช่น ข้อสรุปเชิงนโยบาย จัดทำ�เอกสาร
ประกอบการประชุมวิชาการ พัฒนาเว็บไซต์ และการจัดเวทีร่วมกับสื่อมวลชน
๔.๖ สนับสนุนและผลักดันให้เกิดกลไกการจัดการติดตามกำ�กับ ประเมินผล ที่มีประสิทธิภาพ
โดยพัฒนาระบบข้อมูลติดตามความก้าวหน้าในการดำ�เนินการตลอดทศวรรษแห่งความ
ปลอดภัยทางถนน โดยเฉพาะในประเด็นหลักที่กำ�หนดไว้
๔.๗ การจัดประชุมวิชาการอุบตั เิ หตุแห่งชาติเป็นประจำ�ทุกสองปี โดยสร้างความร่วมมือระหว่าง
หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน

๕. กลุ่มแผนงานการจัดการภัยพิบัติ
๕.๑ สนับสนุนการพัฒนาและยกระดับระบบและโครงสร้างการจัดการภัยพิบัติชาติให้ท�ำ หน้าที่
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งพัฒนาศักยภาพของบุคลากรที่จำ�เป็น
๕.๒ สนับสนุนเครือข่ายภาคประชาชน มูลนิธิ สมาคม ชมรม องค์กรสาธารณประโยชน์ และ
อาสาสมัครที่มีความตื่นตัวและมีจิตอาสา ให้มีส่วนร่วมในการรับมือกับภัยพิบัติ ทั้งเรื่อง
การแบ่งปันข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ การจัดตั้งวอร์รูมภาคประชาชน การช่วยเหลือฟื้นฟู
พื้นที่ประสบภัยและการเชื่อมโยงการทำ�งานกับภาครัฐ
๕.๓ สร้างความตระหนักรู้เรื่องการเฝ้าระวังภัยพิบัติ การช่วยเหลือตนเองและบุคคลใกล้ชิด
เบื้องต้นอย่างมีสติ ในการรับ มื อ สถานการณ์ ภั ย พิ บั ติ รู ป แบบต่ า งๆ ที่ อาจเกิ ด ขึ้ น ใน
ประเทศไทย
๕.๔ สร้างพื้นที่นำ�ร่องกระบวนการฟื้นฟูวิถีชีวิตหลังประสบภัยโดยชุมชนและเครือข่ายเป็น
แกนหลัก เน้นการสนับสนุนให้เครือข่ายชุมชนมีแผนเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ
แผนการพัฒนาชุมชน และขยายผลสู่ประเด็นอื่นๆ และพื้นที่อื่นๆ เพื่อให้เกิดรูปธรรม
การฟืน้ ฟูวถิ ชี วี ติ ชุมชนหลังประสบภัยโดยชุมชนและเครือข่ายเป็นแกนหลัก และเกิดบทเรียน
ภาคปฏิบัติระดับชุมชนสำ�หรับการประยุกต์ใช้ในการรับมือภัยพิบัติครั้งต่อไป สามารถนำ�
ไปเผยแพร่ให้ชุมชนอื่นปฏิบัติต่อไปได้ รวมทั้งพัฒนาองค์ความรู้และจัดทำ�คู่มือชุมชน
ปลอดภัย

ภาคีหลัก

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

ศูนย์อำ�นวยการความปลอดภัยทางถนน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย
สำ�นักงานตำ�รวจแห่งชาติ กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน กรมการขนส่งทางบก สำ�นักงาน
นโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม สถาบัน
การแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ มูลนิธิเมาไม่ขับ ชมรมคน
ห่วงหัว มูลนิธิเพื่อความปลอดภัยทางถนน มูลนิธิไทยโรดส์ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย สันนิบาตเทศบาล
แห่งประเทศไทย สมาคมองค์การบริหารส่วนตำ�บลแห่งประเทศไทย สถาบันพัฒนาองค์กรเอกชน สมาคม
หมออนามัย ศูนย์เสมาส่งเสริมศีลธรรม เครือข่ายสามล้อเอื้ออาทร บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
บริษัทประกันภัย ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก โรงพยาบาล
รามาธิบดี โรงพยาบาลขอนแก่น สมาคมปลอดภัยไว้ก่อน สภาวิศวกร สมาคมวิทยาการจราจรและขนส่ง
แห่งประเทศไทย สมาคมอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยแห่งประเทศไทย มูลนิธเิ พือ่ ผูบ้ ริโภค มูลนิธชิ มุ ชนไท
มูลนิธิกระจกเงา สื่อมวลชน ภาคธุรกิจเอกชนต่างๆ ฯลฯ

81

งบประมาณ

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

82

กลุ่มแผนงานหลัก

งบประมาณ (ล้านบาท)

๑. กลุ่มแผนงานการพัฒนานโยบาย เป้าหมายร่วม และสมรรถนะ
ของบุคลากรและองค์กร
๒. กลุ่มแผนงานการพัฒนาเครือข่ายภาคีภาคประชาชนและ
การรณรงค์ประชาสัมพันธ์
๓. กลุ่มแผนงานการพัฒนาโครงสร้างและการบูรณาการการป้องกัน
และลดอุบัติภัยทางถนนในระดับพื้นที่
๔. กลุ่มแผนงานการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศและจัดการความรู้
ด้านอุบัติเหตุจราจร
๕. กลุ่มแผนงานการจัดการภัยพิบัติ

รวม

๓๓
๘๕
๓๑
๑๕
๖๓
๒๒๗

แผนควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ
สถานการณ์และแนวโน้ม

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

ปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ หมายถึง ปัจจัยที่เพิ่มโอกาสของการเกิดโรคและผลกระทบต่อสุขภาวะของ
บุคคลหรือกลุ่มบุคคล ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม และไม่เพียงส่งผลกระทบต่อ
สุขภาพทางกายเท่านั้น หากยังอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาวะทางใจ ทางปัญญา และทางสังคมด้วย
ปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพตามที่องค์การอนามัยโลกให้ความหมายไว้ มีตั้งแต่ปัจจัยเสี่ยงต้น (Proximal
risk) ได้แก่ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ สังคม สภาพแวดล้อม (รวมถึงการศึกษาและวัฒนธรรม) ปัจจัยเสี่ยงกลาง
(Intermediate risk) เช่น การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ อายุ เพศ จนถึงปัจจัยเสี่ยงปลาย (Distal risk)
ได้แก่ พฤติกรรมทางสุขภาพ หรือการเปลีย่ นแปลงบางอย่างในร่างกายทีเ่ สีย่ งต่อโรค เช่น ภาวะนํา้ หนักเกิน
ความดันโลหิตสูง ระดับไขมันในเลือดสูง
ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพในแผนนี้ จะครอบคลุมปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากปัจจัยเสี่ยง
หลักที่ สสส. กำ�หนดไว้ในแผนเฉพาะแล้ว อันได้แก่ การบริโภคยาสูบ การบริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
อุบัติเหตุและอุบัติภัย การขาดการออกกำ�ลังกาย และปัจจัยเสี่ยงด้านอาหาร นอกจากนั้น การเลือกประเด็น
ปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพในแผนนี้ จะเน้นประเด็นที่ส่งผลกระทบสูงต่อประชาชนส่วนใหญ่ และมีแนวทาง
ที่สามารถขับเคลื่อนได้ตามวัตถุประสงค์และยุทธศาสตร์ของ สสส. และของแผนควบคุมปัจจัยเสี่ยงทาง
สุขภาพ
การพิจารณาผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ อาจใช้ผลจากการสำ�รวจภาระโรคและการบาดเจ็บ ซึ่ง
กระทรวงสาธารณสุข มีการสำ�รวจและวิเคราะห์เป็นระยะๆ ในช่วงทีผ่ า่ นมา โดยผลสำ�รวจล่าสุดเมือ่ พ.ศ. ๒๕๕๒
พบว่า ในกลุม่ ผูช้ าย ปัจจัยเสีย่ งทีม่ คี า่ “ดาลี” (Disability Adjusted Life Years : DALY) สูงสุดคือ การดืม่ เครือ่ งดืม่
แอลกอฮอล์ อันดับรองลงมาคือการใช้ยาสูบ และภาวะความดันโลหิตสูง ส่วนในกลุม่ ผูห้ ญิง ปัจจัยเสีย่ งทีม่ คี า่
“ดาลี” สูงสุด คือ การมีภาวะนํา้ หนักเกิน รองลงมาคือ การมีเพศสัมพันธ์ทไี่ ม่ปลอดภัย และภาวะความดันโลหิตสูง
รายละเอียดตามภาพ

83

Daly Attributable to Risk Factors by Gender: 2009
Alcohol
Tobacco
Blood pressure
BMI
Unsafe Sex
Non-Helmel
Cholesterol
Low intake of fruit and vegetable
Physical Inactivity
WSII
Air Pollution
Illicit Drugs
Non-Seatbell
Malnutrition-Inter
Malnutrition-Thai

6.2%
4.9%

0.5%
0.5%
0.4%
0.2%
0.2%
0.1%
0

100

10.6%

7.2%

5.2%
4.4%

3.1%
2.3%
1.6%

200

Male
Female

300

400

500

600

700

800

900

1000 Total DALY

DALY (’000)

ภาระโรคและการบาดเจ็บที่มาจากปัจจัยเสี่ยง ๑๐ อันดับแรก จำ�แนกตามเพศ พ.ศ. ๒๕๕๒

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

สถานการณ์ของปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพด้านต่างๆ

84

สำ�หรับปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ที่เป็นประเด็นขับเคลื่อนหลักของแผน ในช่วงที่ผ่านมา และยังคงเป็น
ประเด็นสำ�คัญทีจ่ ะดำ�เนินการต่อเนือ่ งในระยะ พ.ศ. ๒๕๕๕ - ๒๕๕๗ ได้แก่ การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย
(รวมถึงภาวะการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น) สุขภาพจิต สิ่งแวดล้อมกับสุขภาวะ และการคุ้มครองผู้บริโภค
ด้านสุขภาพและการพัฒนาระบบยา ซึ่งในแต่ละประเด็นมีข้อมูลสถานการณ์สำ�คัญ และแนวโน้มของการ
เปลี่ยนแปลง ดังนี้
๑. การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย และการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น
๑.๑ สถานการณ์และแนวโน้ม
พฤติกรรมเสี่ยงสำ�คัญ ที่ทำ�ให้ประชาชนไทยสูญเสียปีสุขภาวะจากการตายก่อนวัยอันควร
ในลำ�ดับต้นๆ ทั้งเพศชายและหญิง คือ การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่มีการป้องกัน ซึ่งก่อให้เกิด
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายโรค ที่สำ�คัญ คือ การติดเชื้อ HIV และโรคเอดส์ จาก
รายงานสถานการณ์ผู้ป่วยเอดส์และผู้ติดเชื้อ ในประเทศไทยในปี ๒๕๕๔ (สำ�นักระบาด
วิทยา กรมควบคุมโรค ๒๕๕๔) พบว่า มีผตู้ ดิ เชือ้ รายใหม่เพิม่ ขึน้ ประมาณปีละ ๑๐,๐๐๐ คน
ขณะทีก่ ระทรวงสาธารณสุขตัง้ เป้าว่าต้องการลดลง ๒ ใน ๓ จากทีค่ าดประมาณไว้ ภายใน
ปี ๒๕๕๙ ทั้งนี้ ผลการศึกษาพบว่า แนวโน้มของการแพร่ระบาดในปัจจุบัน จะอยู่ในกลุ่ม

หญิงชายวัยทำ�งาน และกลุ่มวัยรุ่น และยังพบว่ากลุ่มประชากรที่มีอัตราการติดเชื้อ
ค่อนข้างสูง ยังคงประสบปัญหาเข้าไม่ถึงบริการทางสุขภาพ เพราะเป็นกลุ่มที่มีการตีตรา
ทางสังคมค่อนข้างมาก คือ กลุม่ ชายรักชาย (อัตราติดเชือ้ ร้อยละ ๓๒ ของกลุม่ ) โดยเฉพาะ
ในกลุ่มอายุน้อยกว่า ๒๕ ปี และกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติดชนิดฉีด (อัตราติดเชื้อร้อยละ ๔๐ ของ
กลุม่ ) นอกจากนี้ ในหลายพืน้ ทีย่ งั พบการเพิม่ ขึน้ อย่างรวดเร็วของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
อื่นๆ ในกลุ่มวัยรุ่น โดยพบว่า วัยรุ่นเริ่มมีเพศสัมพันธ์ ในอายุที่น้อยลง และมีเพียงร้อยละ
๕๐ ที่ใช้ถุงยางอนามัย
ศู น ย์ อำ � นวยการบริ ห ารจั ด การปั ญ หาเอดส์ แ ห่ ง ชาติ ได้ ใ ห้ ข้ อ มู ลว่ า ในปี ๒๕๕๔
คณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์แห่งชาติ ได้เห็นชอบ “ยุทธศาสตร์ปอ้ งกันและ
แก้ไขปัญหาเอดส์แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๕ - ๒๕๕๙” ที่มีเป้าประสงค์หลักและวิสัยทัศน์
“มุ่งไปสู่ความเป็นศูนย์” คือการมุ่งไปสู่เป้าหมายที่เป็นศูนย์ ทั้งการไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่
ไม่มีการตายเนื่องจากเอดส์ และไม่มีการตีตราและเลือกปฏิบัติ โดยเน้น ๒ แนวทางการ
ทำ�งาน คือ ๑) มุ่งสู่ความเป็นศูนย์ในกลุ่มประชากร ที่คาดว่าจะมีจำ�นวนผู้ติดเชื้อรายใหม่
มากที่สุด และในพื้นที่ที่คาดว่าจะมีจำ�นวนผู้ติดเชื้อฯ รายใหม่มากที่สุด และ ๒) ให้มีการ
จัดทำ�พื้นที่สาธิตปฏิบัติการ ทำ�งานอย่างเข้มข้นเพื่อทำ�ความเข้าใจในกระบวนการและ
เงือ่ นไขทีจ่ ะนำ�ไปสูค่ วามสำ�เร็จตามเป้าหมายสูค่ วามเป็นศูนย์ที่ได้ตงั้ เป้าเอาไว้วา่ ใน พ.ศ.
๒๕๕๙ จำ�นวนผูต้ ดิ เชือ้ รายใหม่ จะต้องลดลง ๒ ใน ๓ จากทีค่ าดประมาณไว้ อัตราเด็กติดเชือ้ ฯ
เมื่อแรกเกิด ต้องน้อยกว่าร้อยละ ๑ (พื้นที่สาธิต ได้แก่ พะเยา บุรีรัมย์ ลพบุรี สงขลา และ
กรุงเทพฯ) ทัง้ นี้ ในปี ๒๕๕๕ สสส. ได้ประสานความร่วมมือในการทำ�งานเรือ่ งนีม้ ากยิง่ ขึน้
กับศูนย์อำ�นวยการบริหารจัดการปัญหาเอดส์แห่งชาติ
การตัง้ ครรภ์ทไี่ ม่พร้อม เป็นอีกปัญหาสำ�คัญในประเด็นนี้ ทีย่ งั ไม่มกี ารเก็บข้อมูลอย่างชัดเจน
ในระดับประเทศ Global Health Council เคยศึกษาทางสถิติจากข้อมูลที่มีอยู่ และพบว่า
ในช่วง พ.ศ. ๒๕๓๘ - ๒๕๔๓ ประเทศไทยมีอัตราการตั้งครรภ์ ไม่พร้อมประมาณร้อยละ
๔๐ ของการตั้งครรภ์ทั้งหมด โดยประมาณการว่าแต่ละปีมีการทำ�แท้งในประเทศไทย
ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ราย ข้อมูลของ สปสช. พบว่าระหว่างปี ๒๕๔๘ - ๒๕๕๒ มีหญิงไทย
ตายจากการแท้งปีละ ๒๕, ๒๕, ๒๐, ๒๘ และ ๒๔ คน โดยอัตราตายจากการแท้ง
ไม่ปลอดภัยของผูห้ ญิงไทยสูงถึง ๓๐๐ ต่อ ๑๐๐,๐๐๐ ของผูห้ ญิงทีท่ �ำ แท้ง ซึง่ ใกล้เคียงกับ
ในประเทศด้อยพัฒนา ซึง่ กลุม่ ผูห้ ญิงทีท่ �ำ แท้งและมีภาวะแทรกซ้อน ร้อยละ ๓๐ เป็นวัยรุน่
อายุตํ่ากว่า ๒๐ ปี (นงลักษณ์ บุญไทย ๒๕๔๒) ภาวะแทรกซ้อนจากการทำ�แท้ง รวมถึง
การทิง้ ซากทารก เป็นปรากฏการณ์ทพี่ บมากขึน้ เรือ่ ยๆ ในสังคมไทยทีส่ ะท้อนผ่านสือ่ ต่างๆ
อยู่เสมอ
ขณะทีป่ ญั หาการตัง้ ครรภ์ที่ไม่พร้อมโดยเฉพาะในวัยรุน่ กำ�ลังเพิม่ ขึน้ อย่างรวดเร็ว ข้อมูล
จากกองอนามัยเจริญพันธ์ุ (ใช้ฐานข้อมูลจากทะเบียนราษฎร์) พบสถิติแม่วัยรุ่นเพิ่มจาก

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

85

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
86

๑.๒









ร้อยละ ๑๒.๕ ในปี ๒๕๔๒ เป็นร้อยละ ๑๗.๒ ในปี ๒๕๕๒ และแม่อายุน้อยกว่า ๑๕ ปี
มีถงึ ร้อยละ ๑.๓ ซึง่ ยังเป็นวัยทีค่ วรอยู่ในระบบการศึกษา อัตราการเจริญพันธ์ใุ นวัยรุน่ หญิง
อายุ ๑๕ - ๑๙ ปี (จากสถิตกิ ารคลอด) อยูท่ ี่ ๕๐.๑ ต่อ ประชากร ๑,๐๐๐ คน และมีแนวโน้ม
สูงขึ้น นอกจากนี้ ผลการศึกษาหลายชิ้น คาดประมาณว่าในแต่ละปีมีวัยรุ่นหญิงอายุ ๑๕ ๑๙ ปี ที่ตั้งครรภ์ประมาณร้อยละ ๑๐ ในจำ�นวนนี้ประมาณการว่าครึ่งหนึ่งมีการทำ�แท้ง
ปัญหานี้นอกจากส่งผลต่อสุขภาพของทั้งวัยรุ่นและลูกแล้วยังส่งผลต่อปัญหาสังคมที่จะ
ซับซ้อนยิ่งขึ้นในระยะยาว
ในช่วงปลายปี ๒๕๕๓ เหตุการณ์พบซากตัวอ่อนมนุษย์กว่า ๒,๐๐๐ ซาก ที่วัดแห่งหนึ่ง
ในกรุงเทพฯ ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากการทำ�แท้ง เป็นข่าวครึกโครมทางสื่อต่างๆ และเป็นจุดเริ่ม
สร้างกระแสความตืน่ ตัวต่อการหาทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการตัง้ ครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุน่
ซึ่งเป็นช่วงจังหวะเดียวกับที่ สสส. ได้เริ่มขับเคลื่อนงานด้านนี้ ส่งผลให้มีการสร้างความ
ร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ ในการเร่งพัฒนาการเรียนการสอนเรือ่ งเพศศึกษาในโรงเรียน
ระดับต่างๆ และ สสส. ได้สนับสนุนองค์กร PATH (Program for Appropriate Technology
in Health : PATH) ในการผลิตสื่อละครสำ�หรับวัยรุ่นเรื่อง“ทางเลือก” (Up to Me) ที่ช่วย
เผยแพร่และสร้างความตระหนัก รวมถึงให้ข้อมูลและหลักคิดสำ�หรับวัยรุ่นในเรื่องนี้ และ
มีการนำ�ไปใช้รณรงค์สื่อสารในสถานศึกษาทั่วประเทศอย่างกว้างขวางขณะเดียวกัน สสส.
ได้ร่วมกับหลายภาคส่วน เร่งสนับสนุนให้มีการพัฒนาระบบบริการด้านสุขภาพด้านต่างๆ
รองรับ เช่น ร่วมกับกรมสุขภาพจิต พัฒนาระบบให้คำ�ปรึกษาทางโทรศัพท์ ร่วมกับมูลนิธิ
เพื่อสุขภาพและสิทธิอนามัยการเจริญพันธ์ุของสตรี ทำ�งานกับโรงเรียนแพทย์และ
ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ในการพัฒนาระบบบริการเพื่อป้องกันการแท้ง
ที่ไม่ปลอดภัย นอกจากนี้ ยังมีการบูรณาการและเชือ่ มโยงการทำ�งานระหว่างแผนงานและ
แผนต่างๆ ของ สสส. ในการขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง
ผลสำ�เร็จสำ�คัญ ที่เกิดจากการดำ�เนินงานในปี ๒๕๕๔ - ๒๕๕๕
๑.๒.๑ เกิดการจัดการเรียนการสอนเพศศึกษาในเครือข่ายโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนแล้ว

๑๐๐ แห่ง โดยมีครูผ่านการอบรม ๓๐๐ คน จากโรงเรียนที่เข้าร่วม ๒๐๐ แห่ง
๑.๒.๒ ผู้นำ�การเปลี่ยนแปลง (Change Agents) ผลิตนวัตกรรมสังคมที่มุ่งเน้นกลวิธี

จัดกระบวนการเรียนรูเ้ รือ่ งเพศเพือ่ สุขภาวะทีด่ ีในกลุม่ ประชากรเฉพาะต่างๆ เช่น

โครงการวิจัยชุมชน ตำ�บลจุมจัง อำ�เภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธ์ุ ทำ�ให้เกิด

การพูดคุยเรื่องเพศในสมาชิกชุมชนทุกวัย ศูนย์พึ่งได้ โรงพยาบาลพระนคร
ศรีอยุธยา ทำ�งานร่วมกันอย่างเป็นระบบทัง้ ภายในโรงพยาบาลและนอกโรงพยาบาล

(ร้านขายยา คลินกิ วัยรุน่ เครือข่ายวัยรุน่ ) รวมทัง้ มีระบบส่งต่อและติดตามช่วยเหลือ
๑.๒.๓ รูปแบบการทำ�งานระดับพืน้ ที่ ในระบบเครือข่ายส่งต่อบริการช่วยเหลือ (Referral

system) สำ�หรับผู้ที่ได้รับความรุนแรงทางเพศ ความรุนแรงในครอบครัว และ

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

ประสบปัญหาตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม (Choice network จังหวัดสมุทรปราการ

นครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา)
๑.๒.๔ พัฒนาพืน้ ทีต่ น้ แบบเพือ่ การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตัง้ ครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุน่

ใน ๒ จังหวัด (อุตรดิตถ์ และอุดรธานี) โดยเริ่มมีกลไกเชื่อมประสานการทำ�งาน

ระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา องค์กร

ปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่ายกลุ่มเยาวชน
๑.๒.๕ เครื่องมือทำ�งานและบทเรียนเรื่องกระบวนการสร้างเสริมศักยภาพภาคีผู้น�ำ การ

เปลี่ยนแปลง และเครื่องมือในการสื่อสาร/สร้างกระบวนการเรียนรู้สู่สุขภาวะ

ทางเพศในหลากหลายรูปแบบ เช่น เว็บไซต์ talkaboutsex.thaihealth.or.th

กระบวนการละครเพือ่ การเรียนรูส้ ขุ ภาวะทางเพศ โฆษณารณรงค์ปรับมุมมองต่อ

เรื่องเพศ รูปแบบการรณรงค์และการสื่อสารเรื่องเพศในระดับชุมชน
๑.๒.๖ ร่วมมือกับแพทยสภาและราชวิทยาลัยสูตนิ รีแพทย์แห่งประเทศไทยฯ ผลักดันให้

ทักษะการใช้เครื่องมือ MVA (Manual Vacuum Aspiration : MVA) (ซึ่งเป็น

เครือ่ งมือทีป่ ลอดภัยในการยุตกิ ารตัง้ ครรภ์ไม่พร้อม) บรรจุเป็นมาตรฐานวิชาชีพ

แพทย์ ได้สำ�เร็จ และจัดอบรมเพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติแพทย์และบุคลากรทาง

การแพทย์ต่อการยุติการตั้งครรภ์ที่ ไม่พร้อม มีผู้ผ่านการอบรม ๓๑๕ คน

จาก ๑๔๖ โรงพยาบาล เกิดเครือข่ายและระบบการให้บริการป้องกันการแท้ง

ที่ไม่ปลอดภัยเพิ่มขึ้น ๔ แห่ง ในจังหวัดเชียงราย สงขลา ขอนแก่น และร้อยเอ็ด

และมีการให้บริการป้องกันการแท้งที่ไม่ปลอดภัย ในเครือข่ายปฏิบัติการ ๒๔

โรงพยาบาล รวม ๑,๒๓๕ ราย
๒. สุขภาพจิต
๒.๑ สถานการณ์และแนวโน้ม
สุขภาพจิตคนไทยสะท้อนได้จากความเจ็บป่วยทางจิตที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น รวมถึง
ความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สุขภาพจิตเป็นผลรวม
ของปัจจัยต่างๆ ทั้งในระดับมหภาค ได้แก่ สภาวะทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และ
วัฒนธรรม ปัจจัยในระดับชุมชน เช่น ความสัมพันธ์และการเกือ้ กูลกันภายในชุมชน ปัจจัย
ระดับครอบครัว เช่น การมีเวลาให้แก่กันและทำ�กิจกรรมร่วมกัน ตลอดจนปัจจัยในระดับ
บุคคล เช่น นิสยั การออกกำ�ลังกาย การใช้สารเสพติด ทักษะในการดำ�เนินชีวติ ความเข้มแข็ง
ทางใจ
ปัญหาสุราและสารเสพติดเป็นปัจจัยเสี่ยงสำ�คัญของปัญหาสุขภาพจิต ในทางกลับกัน
ผู้มีปัญหาสุขภาพจิตมีความเสี่ยงต่อการใช้สุราและสารเสพติดเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้
ภาวะสุขภาพจิตยังส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ในการบำ�บัดรักษาปัญหาสุรายาเสพติด

87

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
88

๒.๒











ในปี ๒๕๔๔ องค์การอนามัยโลกระบุวา่ กลุม่ โรคซึมเศร้าเป็นปัญหาในลำ�ดับที่ ๔ ทีบ่ นั่ ทอน
คุณภาพชีวิตคนทั่วโลก และประมาณว่าทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายสูงถึงปีละ
๑ ล้านคน กระทรวงสาธารณสุขรายงานจำ�นวนผูฆ้ า่ ตัวตายสำ�เร็จในประเทศไทยเมือ่ พ.ศ.
๒๕๔๗ มีถึง ๔,๒๙๖ คน เป็นชายมากกว่าหญิงในอัตรา ๓ ต่อ ๑
ผลการสำ�รวจสภาวะสุขภาพจิตคนไทยในปี ๒๕๕๑ - ๒๕๕๒ (โดยสำ�นักงานสถิติแห่งชาติ
ด้วยความร่วมมือจากสถาบันวิจยั ประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และกรมสุขภาพจิต
โดยการสนับสนุนจากแผนงานสร้างเสริมสุขภาพจิต สสส.) พบว่าประมาณร้อยละ ๑๗
หรือเกือบ ๑ ใน ๕ ของคนไทย เสี่ยงต่อการมีปัญหาสุขภาพจิต โดยกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้มี
รายได้น้อย กลุ่มที่มีสถานะสมรสเป็นม่าย/หย่า/แยก ผู้มีรายจ่ายใกล้เคียงหรือสูงกว่า
รายได้ หรือกลุ่มที่มีความไม่มั่นคงในอาชีพ เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำ�กินเป็นของตนเอง
ผู้มีหนี้สินนอกระบบ จะมีความเสี่ยงต่อการมีปัญหาสุขภาพจิตมากกว่ากลุ่มอื่น
จากผลสำ�รวจดังกล่าว พบว่าปัจจัยที่สัมพันธ์กับการมีสุขภาพจิตที่ดี คือ การมีรายได้ดี
มีการงานทีม่ นั่ คง มีทดี่ นิ ทำ�กินเป็นของตนเอง (ในกรณีเป็นเกษตรกร) ไม่มปี ญั หาสุขภาพ
ร่างกาย มีเวลาให้แก่กนั และทำ�กิจกรรมร่วมกันภายในครอบครัวเป็นประจำ� ปฏิบตั ติ ามหลัก
คำ�สอนทางศาสนา เข้าร่วมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ในชุมชน ออกกำ�ลังกายเป็นประจำ�
ดังนั้น นโยบายทางสังคมที่จะช่วยให้คนไทยมีสุขภาพจิตดี มีความสุข จึงสัมพันธ์กับการ
สร้างหลักประกันความมัน่ คงในชีวติ เช่น ทีด่ นิ ทำ�กิน การแทรกแซงเพือ่ ป้องกันปัญหาหนีส้ นิ
นอกระบบ การสร้างความมั่นคงให้สถาบันครอบครัว และการสนับสนุนการดำ�เนินชีวิต
ตามหลักคำ�สอนทางศาสนา
ผลสำ�เร็จสำ�คัญ ที่เกิดจากการดำ�เนินงานในปี ๒๕๕๔ - ๒๕๕๕
๒.๒.๑ นวัตกรรมสื่อและคู่มือการใช้สื่อสำ�หรับพ่อแม่ ในการคุยกับลูกเรื่องเพศ (สื่อ

การเรียนรู้ สำ�หรับพ่อแม่นกั เรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ ๑ - ๓) สือ่ การเรียนรู้ “(กล้า)

คุยกับลูก เรือ่ งเพศ” ซึง่ เป็นวีดทิ ศั น์ในรูปแบบละครสัน้ จำ�นวน ๔ ตอน พร้อมคูม่ อื

การใช้งานเสร็จ และเริ่มเผยแพร่เพื่อทดสอบการใช้งานจริง
๒.๒.๒ การนำ� “คูม่ อื สร้างสุขระดับจังหวัด” รวมถึงสือ่ ต่างๆทีผ่ ลิตขึน้ ไปใช้ขบั เคลือ่ นในพืน้ ที่

ปฏิบัติการทั้งระดับจังหวัดและอำ�เภอ โดยจังหวัดตรัง มีการพัฒนาเป็นนโยบาย

ระดับจังหวัด มีแผนยุทธศาสตร์และกลไกขับเคลื่อนทั้งในระดับจังหวัด อำ�เภอ

และตำ�บล และเริ่มมีการดำ�เนินงานอย่างเป็นรูปธรรม
๒.๒.๓ สื่อเรียนรู้ “การ์ตูนพัฒนาทักษะชีวิต สำ�หรับนักเรียนประถมศึกษาปีที่ ๑ - ๓”

สำ�หรับ พ่อแม่ ครู เด็กและเยาวชน เป็นสื่อเรียนรู้ ในรูปแบบการ์ตูนพร้อมคู่มือ

การใช้งานสำ�หรับครูหรือวิทยากร ทั้งหมดจำ�นวน ๑๒ ตอน ความยาวตอนละ

๖ - ๘ นาที แต่ละตอนนำ�เสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการรู้จักความถนัดตนเอง

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

เห็นคุณค่าในตนเองและผูอ้ นื่ การแก้ปญั หาอย่างสร้างสรรค์ การจัดการกับอารมณ์

รวมทั้งการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น
๒.๒.๔ สื่อการเรียนรู้สำ�หรับครู “คำ�ถามสร้างทักษะชีวิต: ประสบการณ์สำ�หรับครู” เป็น

แนวทางตั้งคำ�ถามเพื่อสร้างทักษะชีวิต ที่จะช่วยกระตุ้นให้ครูได้จำ�แนกประเภท

ของคำ�ถามและชี้แนะ การเลือกใช้กิจกรรมที่ดำ�เนินการจะส่งผลต่อพัฒนาการ

ของทักษะชีวิตนักเรียนได้เพียงใด
๒.๒.๕ สือ่ การเรียนรูส้ ำ�หรับจัดกิจกรรมความสุขในชุมชน ได้แก่ บัญญัตสิ ขุ ๑๐ ประการ

พัฒนาขึ้นจากงานวิจัยเรื่องความสุขคนไทย งานวิจัยจากต่างประเทศและข้อคิด

ของปราชญ์ชาวบ้าน จัดทำ�เป็นคำ�แนะนำ�สำ�หรับประชาชนเพือ่ ช่วยเติมความสุข

ให้แก่ผู้สนใจในชุมชนต่างๆ
๓. ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ
๓.๑ สถานการณ์และแนวโน้ม
ปัจจุบัน องค์การอนามัยโลก ได้จัดลำ�ดับความสำ�คัญของปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผล
กระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพของประชากรโลกไว้ ๖ ประเด็น คือ ๑) ปัญหาสิ่งแวดล้อม
ที่ทำ�ให้เกิดการระบาดของโรคนำ�โดยแมลง (โดยเฉพาะมาลาเรีย ไข้เลือดออก) ๒) ปัญหา
สิง่ แวดล้อมในเขตเมือง ๓) มลภาวะอากาศในบ้าน (จากเตาทีใ่ ช้ไม้หรือถ่าน) ๔) การขาดแคลน
นํ้าสะอาด (เชื่อมโยงกับระบบนิเวศ) ๕) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ๖) มลพิษจาก
สารเคมี ซึง่ ปัญหาสิง่ แวดล้อมดังกล่าวมีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อประชากรในกลุม่
ประเทศกำ�ลังพัฒนามากกว่าในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว
ที่ผ่านมา แผนควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ได้พิจารณาเลือกการทำ�งานใน ๓ ประเด็น
คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษจากสารเคมี (เน้นในภาคอุตสาหกรรม) และ
ปัญหาหมอกควันในภาคเหนือ ซึง่ เป็นปัญหาเร่งด่วนทีส่ ง่ ผลกระทบต่อประชาชนจำ�นวนมาก
ซึ่งในระยะที่ผ่านมาสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับทั้งสามประเด็นดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลง
ที่สำ�คัญ ดังนี้
๓.๑.๑ ปัญหาด้านมลพิษอุตสาหกรรม

จากผลของการพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดการเปลีย่ นแปลงทัง้ ด้าน

เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน

อย่างรุนแรง ทิศทางการพัฒนาจากสังคมเกษตรกรรมไปเป็นประเทศอุตสาหกรรม

ก่อผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในหลายด้าน โดยเฉพาะปัญหาด้านสิง่ แวดล้อม

ทีเ่ กิดจากการปล่อยสารพิษหรือมลพิษและขยะพิษ จากการผลิตทางอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและนิเวศวิทยา รวมทั้งปัญหา

89

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
90

สภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่แบบสังคมเมือง ยิ่งส่งผลให้ปัญหาสุขภาพที่มี
ต้นเหตุจากมลพิษต่างๆ ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
ในรอบสิบปีที่ผ่านมา มีการนำ�สารอันตรายมาใช้ในการพัฒนาประเทศทั้งด้าน
อุตสาหกรรมและเกษตรกรรมประมาณ ๓๐ ล้านตัน สารอันตรายที่นำ�มาใช้
ส่วนใหญ่นำ�เข้าจากต่างประเทศ และมีแนวโน้มนำ�มาใช้สงู ขึน้ โดยตลอด สารเคมี
เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน ซึ่งมีผู้ป่วยที่ได้รับพิษ
จากสารเคมีเฉลีย่ ประมาณ ๑,๐๐๐ รายต่อปี จำ�นวนอุบตั ภิ ยั จากสารเคมีทเี่ กิดขึน้
มักเกิดในโรงงานอุตสาหกรรม โกดังเก็บสารเคมีและจากการขนส่ง ส่วนใหญ่
เป็นการรั่วไหลของสารเคมีและวัตถุอันตราย นอกจากนี้ ยังพบการปนเปื้อนสาร
อันตรายในสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการจัดการบรรจุภัณฑ์และสารอันตรายหมดอายุ
ที่ไม่มีประสิทธิภาพ (แผนจัดการมลพิษ พ.ศ. ๒๕๕๕ - ๒๕๕๙, กรมควบคุม
มลพิษ)
ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงพื้นที่เป้าหมาย
การพัฒนาอุตสาหกรรมหนัก มีความตืน่ ตัวมากขึน้ ซึง่ จะเห็นได้จากการรวมกลุม่
และใช้ข้อต่อสู้ทางกฎหมายเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกรณีการฟ้องร้อง
ต่อศาลปกครองกลาง กระทั่งศาลมีคำ�สั่งให้ระงับการเดินหน้า ๗๖ โครงการ
ในพื้นที่มาบตาพุดในช่วงต้นปี ๒๕๕๓ จนกว่าจะมีการดำ�เนินการให้เป็นไปตาม
มาตรา ๖๗ ของรัฐธรรมนูญ เหตุการณ์นี้ส่งผลให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาโดยการ
แต่งตั้งคณะกรรมการองค์การอิสระสิ่งแวดล้อม (ชั่วคราว) ขึ้นมาทำ�งาน และเร่ง
ผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ
และสุขภาพ เพื่อให้มีกลไกทำ�งานตามรัฐธรรมนูญโดยเร็ว อย่างไรก็ตามเมื่อ
มีการเปลีย่ นรัฐบาลใหม่ ในปี ๒๕๕๔ ความเคลือ่ นไหวของกลไกคณะกรรมการฯ
และการร่างกฎหมายดังกล่าวได้ชะลอลง
ในขณะเดียวกัน ประเทศต่างๆ ทัว่ โลก ได้เสนอทิศทางใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจ
ควบคูก่ บั การพัฒนาคุณภาพชีวติ โดยคำ�นึงถึงการอนุรกั ษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อมให้มีความสมดุลตามหลักการของความยั่งยืนในการใช้ประโยชน์
ร่วมกัน โดยในปี ๒๕๕๒ องค์การสิง่ แวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ได้เสนอ
แนวทาง “Green Economy” ซึ่งเป็นทิศทางที่หลายประเทศเริ่มนำ�ไปใช้กำ�หนด
และวางแผนการพัฒนาประเทศ เพือ่ เตรียมเสนอความก้าวหน้าต่อทีป่ ระชุมระดับโลก
ในเรื่องนี้ที่กรุงริโอเดอจาไนโร ในปี ๒๕๕๕ หลังจากองค์การสหประชาชาติ
ได้จัดการประชุมสุดยอดผู้นำ�ระดับโลก (Earth Summit) และริเริ่มเรือ่ งนี้ครั้งแรก
เมือ่ ปี ๒๕๓๕ ขณะนีป้ ระเทศไทยมีหน่วยงานทัง้ ภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชน
กำ�ลังริเริม่ ดำ�เนินการในเรือ่ งนี้ ได้แก่ กรมองค์การระหว่างประเทศ (กต.) สำ�นักงาน

๓.๑.๒























กองทุนสนับสนุนการวิจัย สถาบันธรรมรัฐ (Good Governance for Social
Development and The Environment Institute : GSEI) กรมส่งเสริมคุณภาพ
สิ่งแวดล้อม สำ�นักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม และสำ�นักงานคณะกรรมการ
พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ในอนาคตอันใกล้ แนวทาง
“Green Economy” จึงเป็นทางเลือกที่สำ�คัญของประเทศในการพัฒนาเศรษฐกิจ
ที่จะต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีจุดเน้นที่การลดความยากจน และ
การอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมไปถึงการลดการ
ปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงด้วย
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ในปี ๒๕๕๕ องค์การบริหารสมุทรศาสตร์และชั้นบรรยากาศแห่งชาติของ
สหรัฐอเมริกา (NOAA: National Oceanic and Atmospheric Administration)
ได้รายงานอย่างเป็นทางการว่า มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยนื ยันสาเหตุทสี่ ภาพ
อากาศอันเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ ว่ามีสาเหตุสำ�คัญจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่
มาจากการกระทำ�ของมนุษย์ เป็นเหตุให้ภาวะเรือนกระจกรุนแรงกว่าที่ควรจะ
เป็นตามธรรมชาติ และส่งผลให้อุณหภูมิใกล้พื้นผิวโลกสูงขึ้น ที่เรียกว่า “ภาวะ
โลกร้อน” กิจกรรมสำ�คัญทีส่ ง่ ผลให้ “ภาวะโลกร้อน” รุนแรงขึน้ เรือ่ ยๆ ได้แก่ การผลิต
และใช้พลังงานจากฟอสซิล (นํา้ มัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน) รวมถึงการใช้พลังงาน
ในภาคอุตสาหกรรม การใช้เครือ่ งใช้ไฟฟ้าในทีท่ ำ�งานและทีพ่ กั อาศัย (โดยเฉพาะ
เครือ่ งปรับอากาศ) การใช้เชือ้ เพลิงในเครือ่ งยนต์ทกุ ชนิด ระบบการเกษตรสมัยใหม่
ที่ใช้สารเคมีจำ�นวนมาก ก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากอุตสาหกรรมบางประเภท
การตัดไม้ทำ�ลายป่า
สภาวการณ์ที่ทั่วโลกกำ�ลังตื่นตัวอยู่ในขณะนี้ คือ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพ
ภูมอิ ากาศของโลก ทีย่ งั ไม่สามารถคาดการณ์ได้ชดั เจนถึงขนาดและความรุนแรง
ของผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่าจะมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
และมีบางปรากฏการณ์สุดขั้วที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๕๓ - ๒๕๕๕ ที่แสดงถึงการ
เปลีย่ นแปลงดังกล่าว เช่น การเกิดฝนตกหนักและนํา้ ท่วมใหญ่ อย่างรวดเร็วและ
กว้างขวางในประเทศจีน ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา ภาวะแห้งแล้งอย่างหนัก
และอากาศร้อนจัดในพื้นที่ตอนล่างของสหรัฐอเมริกา และในช่วงกลางปี ๒๕๕๔
เกิดฝนตกหนักและนํา้ ท่วมอย่างกว้างขวางในหลายจังหวัดของภาคเหนือตอนล่าง
และส่งผลต่อเนื่องให้เกิด “มหาอุทกภัย” ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ รวมทั้ง
กรุงเทพมหานคร และปริมณฑลในช่วงตุลาคม - ธันวาคม ๒๕๕๔ ทีท่ �ำ ให้มผี เู้ สียชีวติ
กว่า ๗๐๐ ราย สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนและพืน้ ทีอ่ ตุ สาหกรรมจำ�นวนมาก
และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศ

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

91

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
92

๓.๒

ในด้านที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพโดยตรง ผลการศึกษาเกี่ยวกับโรคที่เกิดจากแมลง

ได้พบการเปลี่ยนแปลงของยุงพาหะโรคไข้เลือดออก มาลาเรีย และชิคุนกุนยา

ซึ่งบ่งชี้ว่า อาจทำ�ให้เกิดการระบาดรุนแรงได้มากขึ้น เนื่องจากอากาศที่อุ่นขึ้น

ส่งผลให้ยุงออกหากินนานขึ้น และมีรัศมีการบินไกลขึ้น ทั้งในประเทศเขตร้อน

อย่างประเทศไทย และในประเทศเขตอบอุน่ จึงควรมีการเตรียมตัวรับมือ ด้วยการ

เร่งพัฒนาความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ในการรวบรวม สร้าง และจัดการความรู้

เพื่อพัฒนาระบบเฝ้าระวังและแนวทางการรับมือ

เมือ่ กิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์เป็นสาเหตุหลักของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำ�ให้

เกิดแนวคิดในการคำ�นวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกิจกรรมต่างๆ

เหล่านั้น โดยมีการเปรียบเทียบก๊าซเรือนกระจกต่างๆ ให้เทียบเท่ากับการปล่อย

“ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์” หรือทีเ่ รียกกันว่า “คาร์บอน อีมสิ ชัน่ ” (Carbon Emission)

หรือ “คาร์บอนฟุตปริ๊นท์” (Carbon Footprint) หรือ รอยเท้าคาร์บอน เมื่อระบุ

แหล่งกำ�เนิดคาร์บอนและวิธกี ารคิดคำ�นวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ ทำ�ให้มี

การพัฒนาแนวทางในการปรับตัวรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศใน

๒ แนวทางหลักๆ คือ การแก้ที่ต้นเหตุหรือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

(Mitigation) และการปรับตัวรับมือกับการเปลีย่ นแปลงสภาพภูมอิ ากาศ (Adaptation)
๓.๑.๓ ปัญหาหมอกควันในภาคเหนือ

ในปี ๒๕๕๕ ปัญหาหมอกควันในภาคเหนือเริ่มเกิดขึ้นและเป็นปัญหารุนแรง

ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือตอนบนเกือบทุกจังหวัดตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์

ต่อเนือ่ งจนเกือบตลอดเดือนมีนาคม ๒๕๕๕ โดยภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็น

จุด “ฮอทสปอต” ทั้งในพื้นที่ประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน รายงานจาก

เครือ่ งตรวจวัดสภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษแสดงให้เห็นว่า มีจ�ำ นวนวันที่

ฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า ๑๐ ไมครอนสูงเกินมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิด

ผลกระทบต่อสุขภาพ โดยในตัวเมืองเชียงใหม่ มีข้อมูลว่า พบผู้ป่วยโรคระบบ

ทางเดินหายใจเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ ๔๐ ส่วนที่อำ�เภอรอบนอก เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ

๕๐ (ทพ.สุรสิงห์ วิศรุตรัตน์ สำ�นักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่, ๒๕๕๕)

ปัญหาเริ่มคลี่คลายเมื่อกระแสลมตะวันตกพัดแรงขึ้นในช่วงปลายเดือนมีนาคม

รวมถึงมีฝนตกกระจายเพิม่ ขึน้ ในภาคเหนือ โดยทีย่ งั ไม่มมี าตรการใดทีม่ ปี ระสิทธิผล

ในการแก้ไขปัญหา แม้ว่าในช่วงเวลาที่เกิดปัญหา
ผลสำ�เร็จสำ�คัญ ที่เกิดจากการดำ�เนินงานในปี ๒๕๕๔ - ๒๕๕๕
๓.๒.๑ รายงานและแผนผังแสดงสถานการณ์ปญั หา กฎหมายต่างๆ ทีเ่ กีย่ วข้องกับข้อมูล

มลพิษอุตสาหกรรม ซึ่งจะนำ�ไปใช้ประโยชน์ในการประมวลสังเคราะห์ที่นำ�ไปสู่

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

การผลักดันมาตรการป้องกันและข้อเสนอแนะทางนโยบาย ว่าด้วยสิทธิของชุมชน

ในการเข้าถึงข้อมูล ซึ่งเป็นผลผลิตที่ได้จากการสนับสนุนโครงการขับเคลื่อนสู่

การพัฒนากฎหมายการรายงานข้อมูลการปล่อยมลพิษ
๓.๒.๒ หนังสือ “เกษตรยั่งยืน ความหวังสร้างโลกเย็น : พลิกวิกฤตโลกร้อน ด้วยวิถี

เกษตรกรรมทีย่ งั่ ยืน” และหนังสือ “การเปลีย่ นแปลงภูมอิ ากาศ : ความเปราะบาง

และแนวทางการปรับตัวเพือ่ รับมือกับภูมอิ ากาศเปลีย่ นแปลง” แปลและเรียบเรียง

จากหนังสือ ๒ เล่ม คือ Climate Change and Adaptation และ Climate Change

and Vulnerability ซึง่ เป็นหนังสือทีร่ วบรวมงานศึกษาวิจยั ภาคสนามเกีย่ วกับความ

เปราะบางและการปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในกว่า

๒๔ ประเทศทัว่ โลกเพือ่ เผยแพร่ให้กบั ประชาชนทัว่ ไป และกลุม่ เกษตรกรในประเทศ

ซึง่ เป็นผลผลิตทีไ่ ด้จากการสนับสนุนโครงการปรับตัวเพือ่ รับมือกับการเปลีย่ นแปลง

ของภูมิอากาศ
๓.๒.๓ ผลงานวิจัยเพื่อการจัดการไฟป่าและหมอกควันภาคเหนือ คือ (๑) การศึกษา

ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมไฟกับการเติบโตของพืชในระบบนิเวศของป่า

เต็งรัง โดย ดร. วัชรพงษ์ ธัชยพงษ์ (๒) การศึกษาผลกระทบและความไม่เป็นธรรม

จากนโยบายและมาตรการการห้ามเผา โดย อาจารย์พฒ
ุ พิ งศ์ นวกิจบำ�รุง ร่วมกับ

ดร.อัจฉรา รักยุตธิ รรม เพือ่ เผยแพร่ทวั่ ไปและคนทำ�งานทีเ่ กีย่ วข้อง ซึง่ เป็นผลผลิต

จากการสนับสนุนโครงการความร่วมมือเพื่อลดปัญหาหมอกควัน-ไฟป่า
๓.๒.๔ การผลักดันมาตรการทางกฎหมาย/ข้อบัญญัติในระดับท้องถิ่น โดยมีองค์การ

บริหารส่วนตำ�บลทาเหนือ อำ�เภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ได้มีคำ�สั่ง ประกาศ

เป็นข้อบัญญัติเรื่องการแก้ปัญหาหมอกควัน-ไฟป่าแล้ว ๑ แห่ง และอยู่ระหว่าง

การจัดทำ�นโยบาย แผนการจัดการไฟป่าเบื้องต้นอีกกว่า ๑๐ ตำ�บล โดยผ่านการ

สนับสนุนของโครงการความร่วมมือเพื่อลดปัญหาหมอกควัน-ไฟป่า
๓.๒.๕ เครือ่ งมือการจัดเก็บข้อมูลสำ�หรับการคำ�นวณ Carbon Footprint ในระดับองค์กร

ซึง่ มีการดำ�เนินงานแล้วเสร็จ ๑ แห่ง คือ โรงพยาบาลพระปกเกล้าจังหวัดจันทบุรี

โดยอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลและออกแบบเครื่องมือที่เหมาะสมกับองค์กรเพื่อ

การวิเคราะห์อีก ๒ แห่ง
๔. ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวเนื่องกับการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพและระบบยา
๔.๑ สถานการณ์และแนวโน้ม
ระบบคุม้ ครองผูบ้ ริโภคของไทยในปัจจุบนั กำ�หนดให้ภาครัฐมีบทบาทหลักในการคุม้ ครอง
ผู้บริโภคเพียงลำ�พัง จึงไม่อาจก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์การตลาดที่ทวีความ
ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งริเริ่มจากภาคเอกชนที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องและยังมีส่วนกำ�หนด

93

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
94

ทิศทางนโยบายของรัฐ ตลอดจน กฎเกณฑ์ทางกฎหมาย ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
ในขณะทีก่ ลุม่ ผูบ้ ริโภคยังมีสว่ นร่วมน้อยในการสร้างกลไกคุม้ ครองผูบ้ ริโภค เป็นเหตุให้ขาด
ความเชือ่ มโยงระหว่างปัญหากับแนวทางแก้ไข ส่งผลให้ไม่อาจป้องกันแก้ไข หรือเยียวยา
ปัญหา ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทันการณ์
อย่างไรก็ตาม ในระยะ ๒ - ๓ ปีที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวจากภาคประชาชนที่อาจเป็น
จุดเปลีย่ นทีส่ �ำ คัญ โดยกลุม่ ผูบ้ ริโภคที่ได้รบั ความเดือดร้อนจากปัญหาเฉพาะด้านหลายกลุม่
ได้ท�ำ งานร่วมกับเครือข่ายองค์กรผูบ้ ริโภค ทำ�การศึกษาเรียนรูก้ ฎหมายและมาตรการต่างๆ
ที่เกี่ยวข้อง กระทั่งส่งผลให้การเคลื่อนไหวในประเด็นสำ�คัญๆ บางประเด็นได้รับการแก้ไข
รวมทั้งมีการผลักดันกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ที่จะส่งผลต่อการปฏิรูประบบการคุ้มครอง
ผู้บริโภคอย่างสำ�คัญในอนาคต เช่น พระราชบัญญัติความรับผิดต่อการผลิตสินค้าที่ไม่
ปลอดภัย พ.ศ. ๒๕๕๑ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ การรวบรวม
รายชื่อประชาชนกว่า ๑ หมื่นคน เพื่อเสนอ ร่าง พระราชบัญญัติองค์กรอิสระคุ้มครอง
ผู้บริโภค ฉบับประชาชน ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่ต้นปี ๒๕๕๓ ซึ่งได้ผ่านการ
พิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาแล้ว และกำ�ลังอยู่ในขั้นการพิจารณาของสภา
ผู้แทนราษฎรอีกครั้ง เนื่องจากมีการขอแก้ไขบางมาตราในชั้นการพิจารณาของวุฒิสภา
ระบบยาเป็นอีกส่วนที่สำ�คัญของระบบการคุ้มครองผู้บริโภค โดยปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ
ทีเ่ กิดจากระบบยา ประกอบด้วย การขาดแคลนยาจำ�เป็น การมียาไม่เหมาะสมในประเทศ
การกระจายยาที่ไม่เหมาะสม การเข้าไม่ถึงยาจำ�เป็น ตลอดจนการใช้ยาในลักษณะที่ไม่
เหมาะสม ส่งผลให้ประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายด้านยาสูงกว่าร้อยละ ๓๕ ของค่าใช้จ่ายด้าน
สุขภาพ สาเหตุต่างๆ เหล่านี้มีเงื่อนไขมาจากการขาดการพัฒนาระบบยาในภาพรวม
ขาดการพัฒนาจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพและภาคธุรกิจ มีการส่งเสริมการขายยา
ที่ไม่เหมาะสม ตลอดจนปัจจัยภายนอก เช่น กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิบัตรยา
และข้อตกลงเขตการค้าเสรี รวมถึงการขาดระบบเฝ้าระวังและติดตามที่เข้มแข็ง เท่าทัน
ต่อเหตุการณ์ โดยการมีส่วนร่วมจากภาคประชาสังคม
จึงมีความจำ�เป็นที่ภาคส่วนต่างๆ ด้านสุขภาพ ต้องเร่งเข้ามาดูแลเพื่อสร้างกลไกเฝ้าระวัง
ระบบยา ให้เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพ และลดปัจจัยเสี่ยง ทั้งนี้ กลไกสมัชชาสุขภาพ
แห่งชาติ เป็นกลไกสร้างการมีส่วนร่วมที่สำ�คัญ และส่งผลให้เกิดมติสมัชชา ที่สำ�คัญ
ในประเด็นนีแ้ ล้ว ๒ เรือ่ ง คือ “ยุทธศาสตร์การเข้าถึงยาถ้วนหน้าของประชากรไทย” (๒๕๕๑)
และ “การยุติการส่งเสริมการขายยาที่ขาดจริยธรรม” (๒๕๕๒) ซึ่งกำ�ลังอยู่ระหว่างการ
ขับเคลื่อนให้เกิดผลทางปฏิบัติโดยหลายภาคส่วน

๔.๒




























ผลสำ�เร็จสำ�คัญ ที่เกิดจากการดำ�เนินงานในปี ๒๕๕๔ - ๒๕๕๕
๔.๒.๑ ร่วมกับสภาที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจและสังคมฯ จัดสัมมนาเรื่อง “องค์การอิสระ

เพือ่ การคุม้ ครองผูบ้ ริโภค ตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ และ รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ และ

ข้อเสนอเพื่อการบรรลุผล”
๔.๒.๒ การผลักดันและขับเคลือ่ นมาตรการต่อสินค้าที่ไม่ปลอดภัย ทีม่ มี ติสมัชชาสุขภาพ

และมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว ได้แก่

• มาตรการทำ�ให้สังคมไทยไร้แร่ใยหิน ทำ�งานร่วมกับภาคธุรกิจไร้แร่ใยหิน

เพือ่ ออกแบบการสือ่ สารสร้างความเข้าใจอันตรายของฝุน่ ใยหิน และเริม่ สือ่ สาร

วงกว้างช่วงปลายปี

• มาตรการป้องกันการใช้นาํ้ มันทอดซํา้ เสือ่ มสภาพ โดยทำ�งานร่วมกับกระทรวง

สาธารณสุข และพัฒนากลไกขับเคลือ่ นร่วมกันระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในระดับ

พื้นที่
๔.๒.๓ การพัฒนาแผนปฏิบัติการตามยุทธศาสตร์เพื่อการเข้าถึงยา โดยคณะกรรมการ

สุขภาพแห่งชาติที่ ได้เห็นชอบแผนปฏิบัติการตามยุทธศาสตร์การเข้าถึงยา

ถ้วนหน้าของประชากรไทย พ.ศ. ๒๕๕๔ - ๒๕๕๘ ซึง่ คณะกรรมการพัฒนาระบบ

ยาแห่งชาติได้จัดทำ�เป็นนโยบายแห่งชาติด้านยา พ.ศ. ๒๕๕๔ และการจัดทำ�

แผนปฏิบตั กิ ารตามยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบยาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๔ - ๒๕๕๙
๔.๒.๔ การพัฒนาและหนุนเสริมเครือข่ายเฝ้าระวังคุณภาพยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ

ผ่าน “ระบบข้อมูลคุณภาพยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ” (Single Window) เพื่อใช้

ในการเฝ้าระวังคุณภาพยาและผลิตภัณฑ์สขุ ภาพ ได้ด�ำ เนินการจัดอบรมเภสัชกร

ผู้รับผิดชอบงานบริหารเวชภัณฑ์ ในหน่วยงานต่างๆ ซึ่งพัฒนาเป็นเครือข่าย

เภสัชกรคุ้มครองผู้บริโภคด้านข้อมูลคุณภาพยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ
๔.๒.๕ นโยบายด้านการผลิตชื่อสามัญและการใช้ชื่อสามัญทางยา ได้จัดแถลงข่าวเรื่อง

“ข้อเท็จจริงของคุณภาพยาชื่อสามัญ และความท้าทายในปี ๒๐๑๒” เพื่อให้มี

นโยบายในสถานบริการสุขภาพ และเพือ่ ให้ประชาชนเข้าใจและเกิดความตระหนัก
๔.๒.๖ ร่วมกับ สำ�นักยา (อย.) ดำ�เนินโครงการขับเคลือ่ นยุทธศาสตร์การส่งเสริมจริยธรรม

ผู้สั่งใช้ยาและยุติการส่งเสริมการขายที่ขาดจริยธรรม ภายใต้นโยบายแห่งชาติ

ด้านยา พ.ศ. ๒๕๕๔ และยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบยาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๔
๒๕๕๙ ระยะที่ ๒ ได้พฒ
ั นาร่างเกณฑ์จริยธรรมฯ ของประเทศเสร็จแล้ว อยูร่ ะหว่าง

กระบวนการนำ�ไปสู่การปฏิบัติ

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

95

๕. บทสรุปสถานการณ์ของปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพในปัจจุบัน
โดยภาพรวม นอกเหนือจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่ส่งผลลบต่อสุขภาพคนไทยดังกล่าวแล้ว ยังมี
สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะด้านพฤติกรรมการบริโภคและการใช้ชีวิตของคนไทย ซึ่งถูก
กระตุน้ ด้วยกลไกการโฆษณาและการตลาดในระบบทุนนิยมผนวกกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
การสื่อสาร ส่งผลต่อพฤติกรรมยึดติดการบริโภคตามสมัยนิยม ประกอบกับความอ่อนแอของ
กลไกการควบคุมโดยภาครัฐ และความอ่อนแอของความสัมพันธ์ ในครอบครัวรวมถึงระบบ
การศึกษา ส่งผลให้สุขภาพคนไทยอยู่ในภาวะถูกคุกคาม และมีแนวโน้มปัญหาสุขภาพด้านต่างๆ
เพิม่ มากขึน้ โดยมีปญั หาทีม่ กี ารให้ความสำ�คัญสูงทัง้ จากภาครัฐและภาคส่วนอืน่ ๆ ได้แก่ การตัง้ ครรภ์
ไม่พร้อมในวัยรุ่น สุขภาพจิต ปัญหาที่เกิดจากการบริโภคสินค้าที่ไม่ปลอดภัย ปัญหามลพิษจาก
อุตสาหกรรม และภาวะคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ขณะเดียวกัน ความซับซ้อนทางสังคมของประเทศไทยก็จะยิ่งมีมากขึ้น เนื่องจากสังคมชนบท
ในประเทศไทยกำ�ลังจะเปลี่ยนเป็นสังคมเมืองมากขึ้น ทำ�ให้วิถีการบริโภคเปลี่ยนแปลงไป และ
รูปแบบการดำ�เนินชีวิตเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ มีความ
ยากลำ�บากยิ่งขึ้น จึงจำ�เป็นต้องเร่งพัฒนาองค์ความรู้ และสนับสนุนให้ภาคส่วนต่างๆ ในสังคม
สามารถรูเ้ ท่าทันการเปลีย่ นแปลงและความซับซ้อนของสังคมดังกล่าว เพือ่ ป้องกันและหลีกเลีย่ ง
ทั้งปัจจัยเสี่ยงที่มีอยู่เดิม และปัจจัยเสี่ยงใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมไปกับการเร่งพัฒนา
ปัจจัยปกป้องและปัจจัยสร้างเสริมสุขภาพ เพือ่ เป็นภูมคิ มุ้ กันต่อปัจจัยเสีย่ งต่างๆ ทีน่ บั วันทวีปริมาณ
และความรุนแรงมากขึ้น

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

จุดเน้นของแผน

96

คณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ ๒ ได้กำ�หนดให้กระบวนการปรับปรุงแผนควบคุมปัจจัยเสี่ยงทาง
สุขภาพ เน้นการสร้างพลังร่วมของภาคส่วนต่างๆ และมุ่งให้เกิดความสอดคล้องกับทิศทาง เป้าหมายและ
ยุทธศาสตร์ ๑๐ ปี และแผนหลัก สสส. ปี ๒๕๕๕ - ๒๕๕๗ จึงได้นำ�องค์ประกอบต่างๆ ดังต่อไปนี้ มาเป็น
ปัจจัยนำ�เข้าในการปรับปรุงแผนดำ�เนินงานปี ๒๕๕๖ ของแผนควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ อันได้แก่
๑. การประเมินและสังเคราะห์ผลการดำ�เนินงานทีผ่ า่ นมาร่วมกัน ของทีมงาน สสส. และทีมผูร้ บั ผิดชอบ
แผนงานต่างๆ และกำ�หนดเป็นเป้าหมายการทำ�งานร่วมกันของภาคีภายใต้แผนควบคุมปัจจัยเสีย่ ง
ทางสุขภาพ
๒. ผลลัพธ์ที่สำ�คัญของการทำ�งานในทุกแผนงาน/โครงการ ในปีที่ผ่านมา
๓. สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่สำ�คัญของปัจจัยเสี่ยงต่างๆ และบริบทที่เกี่ยวข้อง
๔. ข้อเสนอแนะจากการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อปรับปรุงแผนการดำ�เนินงานปี ๒๕๕๖ ของ สสส.
เมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๕๕

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

ทั้งนี้ สำ�นัก ๒ ได้จัดการประชุมปฏิบัติการปรับปรุงแผนร่วมกับผู้แทนจากคณะกรรมการบริหารแผน
เมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๕ และได้ข้อสรุปที่นำ�มายกเป็นร่างแผนควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ
ในแผนดำ�เนินงาน สสส. ปี ๒๕๕๖ เพื่อนำ�เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกองทุน ต่อไป โดยมีข้อสรุป
ทิศทางการปรับปรุงแผนควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ในแผนดำ�เนินงาน สสส. ปี ๒๕๕๖ ที่มีจุดเน้น
การดำ�เนินงานที่ชัดเจนมากขึ้น และสอดคล้องตามนโยบายข้างต้น ดังนี้
๑. แผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ (รวมงานป้องกันและแก้ไขปัญหาการตัง้ ครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุน่ )
๑.๑ ให้เน้นบูรณาการการทำ�งานระหว่างแผนงานและโครงการต่างๆ ภายใต้แผนงานนีใ้ ห้มากขึน้
ตามข้อเสนอแนะจากผลการประเมิน โดยเน้นทิศทางการทำ�งานเพื่อลดพฤติกรรมเสี่ยง
ทางเพศ โดยเฉพาะมาตรการที่ส่งเสริมการเข้าถึง และการใช้ถุงยางอนามัยในการมี
เพศสัมพันธ์ทกุ ครัง้ ทีส่ ามารถส่งผลไปสูก่ ารลดผูต้ ดิ เชือ้ เอชไอวีรายใหม่ และลดปัญหาการ
ตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น
๑.๒ ควรพัฒนาให้มีบริการ “คลินิกปรับประจำ�เดือน” เพื่อกระตุ้นให้วัยรุ่นและเยาวชนพยายาม
แสวงหาบริการตั้งแต่แรกเริ่มมีความผิดปกติของประจำ�เดือน โดยอาจให้ศูนย์เขตของ
กรมอนามัยเป็นหน่วยริเริ่ม
๑.๓ ในโครงการป้องกันการแท้งที่ไม่ปลอดภัย ซึง่ เดิมเน้นอบรมการใช้เครือ่ งมือ MVA ควรปรับ
จุดเน้นไปที่การพัฒนาในโรงเรียนแพทย์ เพื่อให้นักศึกษาแพทย์ ได้เรียนรู้ในหลักสูตร
พร้อมไปกับการสร้างเจตคติที่ดีด้วย
๑.๔ การทำ�งานเรือ่ งเพศศึกษา ควรเน้นการมีสว่ นร่วมของเจ้าภาพหลักให้มากขึน้ เช่น กระทรวง
ศึกษาธิการในส่วนกลาง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ ทีด่ แู ลรับผิดชอบโรงเรียนในระดับ
พื้นที่
๒. แผนงานสร้างเสริมสุขภาพจิต
๒.๑ การบูรณาการงานสุขภาพจิต เข้าไปสู่การทำ�งานของแผนอื่นๆ ของ สสส. เพื่อสนับสนุน
การสร้างเสริมสุขภาพทั้ง ๔ มิติ โดยเติมมิติสุขภาพจิตให้กับแผนอื่นๆ
๒.๒ การขยายผลจากสื่อที่แผนงานได้ผลิตขึ้น ให้มีการนำ�ไปใช้จริงอย่างเป็นระบบและจัดให้มี
การประเมินเพื่อให้ข้อเสนอแนะในการขยายผลอย่างกว้างขวาง
๒.๓ การใช้รายงานผลการสำ�รวจสถานการณ์สุขภาพจิตรายจังหวัด และคู่มือสร้างสุขระดับ
จังหวัด ไปขับเคลื่อนในระดับจังหวัด เพื่อทำ�ให้เกิดแผนและการปฏิบัติตามแผน ที่จะนำ�
ไปสู่การเป็นจังหวัดที่มีผู้มีความสุขเพิ่มขึ้น
๒.๔ หาแนวทางการทำ�งานสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อป้องกันหรือลดปัญหาโรคซึมเศร้า

97

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
98

๓. แผนงานด้านสิ่งแวดล้อมกับสุขภาพ
๓.๑ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประกอบด้วยงาน ๒ ด้าน คือ
• ด้านการเตรียมความพร้อมรับมือ (Adaptation) จะเน้นการสร้างองค์ความรู้ การพัฒนา
ระบบเฝ้าระวัง และการเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผล
กระทบต่อสุขภาพ โดยเน้นการทำ�งานในระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
• ด้านลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) จะพัฒนาเครือข่ายองค์กรขับเคลื่อนสู่
การเป็นองค์กรคาร์บอนตํา่ (Carbon Neutral Organization) โดยเน้นการสนับสนุนด้าน
วิชาการที่จำ�เป็น และการสื่อสารสังคมเพื่อกระตุ้นให้เกิดการขยายผล
๓.๒ การป้องกันและลดปัญหามลพิษจากอุตสาหกรรม
• เน้นการพัฒนาและสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมาย เรื่องการเข้าถึงข้อมูลการปล่อย
สารพิษจากสถานประกอบการเพือ่ นำ�ไปสูร่ ะบบการควบคุมการก่อมลพิษ โดยประชาชน
มีส่วนร่วม
๓.๓ ศึกษาวิเคราะห์ เพื่อกำ�หนดประเด็นสิ่งแวดล้อมที่เป็นปัญหาเร่งด่วนและส่งผลกระทบต่อ
สุขภาพประชาชนวงกว้าง หรือค้นหาแนวทางขับเคลือ่ นงานด้านสิง่ แวดล้อมทีเ่ ชือ่ มโยงกับ
สุขภาพ ตามกรอบบทบาทภารกิจของ สสส. ที่เอื้อให้การขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อม
ของภาคส่วนต่างๆ มีโอกาสบรรลุผลสัมฤทธิ์ในการสร้างสุขภาวะในสังคมไทยมากขึ้น
๔. แผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพและการพัฒนาระบบยา
๔.๑ การป้องกันและลดปัญหามลพิษจากอุตสาหกรรม คงจุดเน้นที่ดำ�เนินการได้ดีอยู่แล้ว คือ
พัฒนามาตรการครบวงจร ในการควบคุมป้องกันและจัดการกับปัญหาจากสินค้ายา และ
บริการ ที่ส่งผลกระทบสูงต่อสุขภาพประชาชน
๔.๒ สนับสนุนและพัฒนาศักยภาพให้กับภาคประชาสังคมเพื่อสนับสนุนความเข้มแข็งให้กับ
องค์กรอิสระคุม้ ครองผูบ้ ริโภค ทีจ่ ะมีการตัง้ ขึน้ ตามกฎหมายฉบับใหม่ เพือ่ เป็นกลไกสำ�คัญ
ในการหนุนเสริมให้ระบบคุม้ ครองผูบ้ ริโภคทีม่ อี ยูเ่ ดิม สามารถทำ�งานเชือ่ มโยงกันได้มากขึน้
และปิดช่องว่างที่เคยมีระหว่างกลไกต่างๆ ในระบบดังกล่าว
๔.๓ ในด้านระบบยา ควรเน้นเชื่อมโยงการทำ�งานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้าง
กลไกเฝ้าระวังระบบยาทั้งในภาครัฐและภาคประชาสังคม ให้มีความเข้มแข็ง และเสริม
การทำ�งานซึ่งกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
๕. ศึกษาวิเคราะห์ผลที่จะเกิดจากการมีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ต่อปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพด้าน
ต่างๆ เพื่อเสนอมาตรการหรือแนวทางการดำ�เนินงานที่เหมาะสม

วัตถุประสงค์
๑. เชื่อมโยงภาคีหลัก (Boundary Partner) และภาคียุทธศาสตร์ (Strategic Partner) รวมถึง
หน่วยงานที่เป็นเจ้าของเรื่อง เพื่อสร้างเป้าหมายการทำ�งานร่วมกันในแต่ละประเด็นปัจจัยเสี่ยง
และร่วมกันค้นหาจุดคานงัดในการดำ�เนินงานทีจ่ ะสามารถเปลีย่ นหรือพลิกสถานการณ์ของปัญหา
และนำ�ไปสู่การลดปัจจัยเสี่ยงและเพิ่มปัจจัยเสริมสร้างสุขภาพ ที่ยั่งยืนได้
๒. พัฒนาระบบการเฝ้าระวังและเตือนภัย รวมถึงพัฒนานวัตกรรมทีเ่ หมาะสม เพือ่ มุง่ ลดหรือควบคุม
ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบสูงต่อสุขภาพของประชาชน
๓. สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสาธารณะเพือ่ ป้องกันหรือลดปัจจัยเสีย่ งต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิผล
๔. ศึกษาติดตามและพัฒนากลไกเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงใหม่ๆ ที่อาจส่งผลกระทบสูงต่อสุขภาวะของ
ประชาชนจำ�นวนมาก และเตรียมพัฒนาแผนการดำ�เนินงานเพื่อรองรับ

เป้าหมาย ๑ ปี และตัวชี้วัด



แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

๑. กระทรวงศึกษาธิการ มีมาตรการสนับสนุนการเรียนการสอนเพศศึกษา ในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา
และอาชีวศึกษาทั่วประเทศ โดย
๑.๑ มีการเรียนการสอนในโรงเรียน ๒๒๐ แห่ง (อาชีวศึกษา ๑๐๐ แห่ง มัธยมศึกษา ๑๒๐ แห่ง)
๑.๒ มีกลไกการทำ�งานร่วมกันระหว่างภาคส่วนต่างๆ ระดับจังหวัด โดยเฉพาะกับองค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่นใน ๓๔ จังหวัด เพื่อขับเคลื่อนและสนับสนุนให้มีการเรียนการสอนเพศศึกษา
ในโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง
๒. พืน้ ทีต่ น้ แบบความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในระดับจังหวัด เพือ่ ดำ�เนินงานป้องกันและแก้ไข
ปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่นในพื้นที่ โดย
๒.๑ มี ๒ จังหวัด ทำ�งานต่อเนื่องจากปี ๒๕๕๕ มีกลไกความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ
โดยมีแผนการดำ�เนินงานของแต่ละภาคส่วนและการร่วมสนับสนุนทรัพยากรและเริม่ มีการ
ถอดบทเรียน เป็นองค์ความรู้ เพื่อเตรียมนำ�ไปขยายผลในพื้นที่อื่น ในจังหวัดเดียวกัน
๒.๒ มี ๒ จังหวัดใหม่ ที่เริ่มสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ และเริ่มจัดทำ�แผน
๓. ร่างกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิทางเพศและสิทธิอนามัยเจริญพันธ์ุส�ำ หรับประชาชนทุกเพศ ทุกวัย
ที่จัดทำ�แล้วเสร็จ เพื่อนำ�ไปใช้รณรงค์สื่อสารสร้างความเข้าใจกับภาคประชาสังคม
๔. การใช้ “คู่มือสร้างสุขระดับจังหวัด” เป็นเครื่องมือช่วยในการวางแผนพัฒนาและดำ�เนินงานด้าน
ต่างๆ ในระดับจังหวัด โดยมีอย่างน้อย ๒ จังหวัดนำ�ร่องที่มีกระบวนการขับเคลื่อนและจัดทำ�เป็น
แผนชี้ทิศทางการทำ�งานระดับจังหวัด

99

๕. องค์กรคุ้มครองผู้บริโภค (ตามนิยาม “องค์กรคุ้มครองผู้บริโภค” ในร่างพระราชบัญญัติองค์การ
อิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคฯ) ๓ องค์กร ที่ได้รับการพัฒนาให้มีระบบและกลไกการทำ�งาน
ด้านคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพในระดับพื้นที่ที่มีประสิทธิผล โดยมีรายงานผลงานคุ้มครอง
ผู้บริโภคด้านสุขภาพที่สามารถเป็นตัวอย่างให้กับพื้นที่อื่นๆ ได้นำ�ไปศึกษาเรียนรู้
๖. นโยบายหรือมาตรการทีส่ �ำ คัญด้านระบบยาทีเ่ ชือ่ มโยงกับนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบ
ยาแห่งชาติ ในประเด็นเสีย่ งทีส่ �ำ คัญ เช่น ระบบการเพิกถอนทะเบียนยาที่ไม่เหมาะสม การป้องกัน
เชื้อดื้อยา การจัดการปัญหาการกระจายยาสเตียรอยด์ที่ไม่เหมาะสม
๗. ร่างพระราชบัญญัติการรายงานข้อมูลการปล่อยมลพิษและการเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณะ ๒๙
ที่ได้จัดทำ�แล้วเสร็จ เพื่อนำ�ไปใช้รณรงค์สื่อสารสร้างความเข้าใจกับภาคประชาสังคม
๘. องค์ความรู้และเครื่องมือในการเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำ�หรับองค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น ๓ เรื่อง
๙. องค์กรขับเคลื่อนสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนตํ่าที่เข้าร่วมเป็นเครือข่ายกับ สสส. ๓ องค์กร และ
มีผลการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม มีวิธีวัดและมีการวัด Carbon footprint ที่เทียบเคียงกับ
องค์กรระหว่างประเทศได้

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

แนวทางการดำ�เนินงาน

100

๑. สร้าง รวบรวม และจัดการความรู้ ที่มุ่งเป้าเฉพาะ เพื่อนำ�ไปใช้ในการดำ�เนินงานได้จริง
๒. พัฒนาขีดความสามารถทีจ่ �ำ เป็นสำ�หรับภาคีหลักและเครือข่าย เพือ่ ให้มสี มรรถนะในการขับเคลือ่ น
การทำ�งานในแผนงานต่างๆ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
๓. ขับเคลื่อนสังคม ผ่านการสื่อสารสาธารณะ และการรณรงค์ในรูปแบบต่างๆ บนพื้นฐานของการ
ถ่ายทอดข้อมูลสำ�คัญในแต่ละประเด็นปัจจัยเสีย่ ง ทีส่ งั เคราะห์จากองค์ความรูท้ ผี่ ลิต และรวบรวมได้
เพื่อสร้างความตระหนักและนำ�ไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมระดับบุคคล ชุมชน รวมถึงเป็นแรง
สนับสนุนในการผลักดันนโยบาย
๔. พัฒนาพื้นที่ต้นแบบ ในการควบคุมหรือลดปัจจัยเสี่ยง เพื่อถอดบทเรียน และประสาน ให้เกิด
กระบวนการต่อยอดและขยายผล โดยบูรณาการและเชื่อมโยงการทำ�งานกับแผนอื่นๆ ของ สสส.
๕. พัฒนาและผลักดันนโยบายสาธารณะ รวมถึงมาตรการ หรือกลไกที่จำ�เป็น ทั้งในระดับประเทศ
และระดับท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงนั้นๆ
๖. สนับสนุนหน่วยงานที่เป็นเจ้าของเรื่อง และภาคีที่เกี่ยวข้องกับประเด็นปัจจัยเสี่ยงเป้าหมาย เพื่อ
กำ�หนดเป้าหมายร่วม รวมถึงการวางแผนยุทธศาสตร์ร่วมกัน ในการควบคุมปัจจัยเสี่ยงนั้นๆ
๒๙

เป็นกฎหมายที่จะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลการปล่อยสารพิษจากกิจการต่างๆ เพื่อนำ�ไปสู่การมีส่วนร่วมของ
ภาคประชาชนในการสร้างมาตรการป้องกันปัญหาที่จะเกิดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

กลุ่มแผนงาน

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

๑. แผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ (รวมถึงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมใน
วัยรุ่น)
วัตถุประสงค์
๑. ขยายจำ�นวนภาคีผู้นำ�การเปลี่ยนแปลง เพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนานวัตกรรม และ
สานพลังภาคีให้เป็นเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศที่เข้มแข็งทั้งแนวคิดและแนวทาง
ดำ�เนินงานร่วมกัน
๒. ทำ�งานร่วมกับทุกภาคส่วน ที่เกี่ยวข้องในการพัฒนามาตรการเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี
รายใหม่ ป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ ไม่พร้อมในวัยรุ่น ที่สอดคล้องกับแผนการ
ดำ�เนินงานระยะยาว และมาตรการหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องในระดับชาติ เช่น ยุทธศาสตร์
ป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์แห่งชาติ ร่าง พระราชบัญญัติการอนามัยเจริญพันธ์ุ
แนวทางการดำ�เนินงาน
๑. พัฒนาศักยภาพภาคีผนู้ �ำ การเปลีย่ นแปลงโดยเน้นการปรับฐานคิดเรือ่ งเพศวิถี เพือ่ สร้างความ
ฉลาดรู้ในเรื่องเพศ (Sexual literacy) และเพิ่มพูนขีดความสามารถในการปฏิบัติงาน
๒. ทำ�งานร่วมกับหน่วยงานหลักและภาคีทเี่ กีย่ วข้อง พัฒนาพืน้ ทีป่ ฏิบตั กิ ารนำ�ร่องในระดับจังหวัด
ที่เชื่อมโยงการทำ�งานกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับ เพื่อ
สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการทัง้ ด้านสุขภาพ การศึกษา และด้านสังคม ระบบให้ค�ำ ปรึกษา
และระบบส่งต่อที่จำ�เป็น ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ ไม่พร้อมในวัยรุ่น
๓. สนับสนุนให้วัยรุ่นกลุ่มเป้าหมายในสถานศึกษาในพื้นที่ปฏิบัติการ ได้เรียนรู้เรื่องเพศศึกษา
เพื่อนำ�ไปสู่การมีพฤติกรรมทางเพศที่เหมาะสม และการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย
๔. สร้างและจัดการความรู้ที่สำ�คัญและจำ�เป็นเพื่อให้การดำ�เนินโครงการมีประสิทธิภาพและ
ประสิทธิผล ครอบคลุมทั้งการวิจัยเพื่อพัฒนา การถอดบทเรียน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และ
รวบรวมความรู้/บทเรียนอย่างเป็นระบบ
๕. ร่วมกับแผนสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม ในการทำ�งานสื่อสารสาธารณะเพื่อสร้างบรรยากาศ
ทีเ่ อือ้ ให้คนทุกกลุม่ ในสังคม ได้เปิดโอกาสให้ตนเองและคนรอบข้าง เรียนรูเ้ รือ่ งการมีพฤติกรรม
ทางเพศที่เป็นสุขและปลอดภัย และนำ�ไปสู่การปรับฐานคิดเรื่องเพศเชิงบวกในระยะยาว
๒. แผนงานสร้างเสริมสุขภาพจิต
วัตถุประสงค์
๑. พัฒนานวัตกรรม เพื่อการเข้าถึงกิจกรรมและบริการสร้างเสริมสุขภาพจิต สำ�หรับเยาวชน
ครอบครัว และกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ

101

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
102

๒. พัฒนาระบบข้อมูลสุขภาพจิตระดับจังหวัดและระดับประเทศ เพื่อนำ�มาใช้เป็นกรอบกำ�หนด
นโยบายทางสังคมที่จะส่งผลต่อสุขภาพจิตและความสุขของคนในแผนพัฒนาระดับพื้นที่
๓. จัดการความรู้ พัฒนาเครื่องมือและรูปแบบบริการ เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนและกลุ่ม
เป้าหมายเฉพาะ เข้าถึงแหล่งเรียนรู้และหลักธรรมคำ�สอนทางศาสนาที่เหมาะสม
๔. พัฒนาภาคีและเครือข่าย ทัง้ ภาคีภาควิชาการ หน่วยบริการ และภาคีทางสังคม เพือ่ สนับสนุน
และเสริมหนุนการสร้างเสริมสุขภาพจิตในกลุ่มเป้าหมายต่างๆ
๕. สังเคราะห์ความรูแ้ ละพัฒนาเครือ่ งมือเพือ่ สนับสนุนการจัดทำ�แผนสุขภาพตำ�บลด้านสุขภาพจิต
และการดำ�เนินงานสร้างเสริมสุขภาพจิตในชุมชน
แนวทางการดำ�เนินงาน
๑. พัฒนาเครื่องมือที่เป็นนวัตกรรมเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพจิต และเพื่อสนับสนุนการทำ�งาน
ของภาคีในแผนต่างๆ ของ สสส. ใช้เป็นสื่อการเรียนรู้สำ�หรับ ผู้ปกครอง เยาวชน และ
คนทำ�งาน ได้แก่ คุยกับลูกเรื่องเพศ ทักษะชีวิตสำ�หรับเด็กวัยเรียน การปรับพฤติกรรม
การดูแลตนเองและการดูแลสุขภาพผู้อื่น และคู่มือปัจจัยความสุข
๒. พัฒนารูปแบบการดำ�เนินงาน คลินิกให้คำ�ปรึกษาในระบบศาลอาญา พื้นที่นอกเวลาสำ�หรับ
เยาวชน การดูแลจิตใจผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ร้ายแรง ระยะสุดท้าย โดยความร่วมมือระหว่างสถาน
พยาบาลและพระสงฆ์ในชุมชน เครือข่ายพระสงฆ์เพื่อการดูแลและพัฒนาจิตใจเด็กในระบบ
กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และพื้นที่สาธารณะสำ�หรับเยาวชน
๓. พัฒนาระบบข้อมูลเชิงพื้นที่ ความสุขรายจังหวัด เพื่อนำ�ไปใช้ออกแบบวางแผนการพัฒนา
จังหวัด-พื้นที่ โดยคำ�นึงถึงปัจจัยกำ�หนดสุขภาพจิต
๔. บูรณาการการใช้สื่อนวัตกรรมที่สร้างขึ้น กับงานเชิงประเด็น กลุ่มประชากร และเชิงพื้นที่
ร่วมกับภาคี สสส. ที่ทำ�งานเชิงพื้นที่ (จังหวัดน่าอยู่ ตำ�บลสุขภาวะ) เชิงองค์กร (Happy
workplace) เชิงกลุม่ ประชากร (เยาวชนในสถานศึกษา) และเชิงประเด็น (กลุม่ แผนงานป้องกัน
การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น แผนงานด้านภาวะนํ้าหนักเกินและโรคอ้วน)
๕. จัดกระบวนการทบทวนยุทธศาสตร์แผนงาน ร่วมกับแผนอื่นๆ ของ สสส. นักวิชาการ และ
ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
๓. แผนงานด้านสิ่งแวดล้อมกับสุขภาพ
วัตถุประสงค์
๑. สนับสนุนการสร้างและจัดการความรู้ และประสานให้เกิดการทำ�งานร่วมระหว่างภาคีและ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาร่างกฎหมาย นโยบาย มาตรการหรือกลไกที่มีประสิทธิภาพ
ในการดูแลและจัดการปัญหามลพิษจากอุตสาหกรรม

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

๒. สนับสนุนการสร้างเครือข่ายองค์กร ที่ร่วมขับเคลื่อนสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนตํ่า
๓. พัฒนาระบบเฝ้าระวังและการเตรียมมาตรการทีส่ ำ�คัญในการรับมือกับผลของการเปลีย่ นแปลง
สภาพภูมิอากาศต่อสุขภาพของประชาชน
๔. เสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนและ อปท. ในการทำ�งานร่วมกับหน่วยงานหลักและ
ภาควิชาการ เพื่อพัฒนาต้นแบบระดับพื้นที่ รวมถึงการพัฒนานโยบายมาตรการที่สำ�คัญ
ในการจัดการไฟป่าและปัญหาหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ
๕. จัดกระบวนการทบทวนยุทธศาสตร์แผนงานฯ ร่วมกับแผนอื่นๆ ของ สสส. นักวิชาการ และ
ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
แนวทางการดำ�เนินงาน
๑. ศึกษา แลกเปลีย่ น และรวบรวมข้อมูลข้อคิดเห็น จากหน่วยงานและภาคส่วนต่างๆ ทีเ่ กีย่ วข้อง
กับการควบคุมมลพิษอุตสาหกรรม เพือ่ พัฒนาแนวทางหรือมาตรการทีเ่ ป็นทีย่ อมรับของทุกฝ่าย
และทดลองมาตรการดังกล่าวในการลดปัญหามลพิษ ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางแห่ง
๒. สร้าง รวบรวม และจัดการความรู้ เพื่อพัฒนา ร่าง พระราชบัญญัติเพื่อการเข้าถึงข้อมูล
การปล่อยสารพิษจากสถานประกอบการ และสนับสนุนให้มกี ารรณรงค์สอื่ สารสร้างความเข้าใจ
กับภาคประชาสังคมและภาคส่วนต่างๆ อย่างกว้างขวาง เพื่อผลักดันให้มีการนำ�เข้าสู่การ
พิจารณาของรัฐสภา
๓. ประสานและทำ�งานร่วมกับนักวิชาการทีเ่ กีย่ วข้อง ในการพัฒนาเครือ่ งมือตรวจวัดและแนวทาง
การปรับปรุงองค์กรสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนตํ่า รวมทั้งประสานและเชื่อมโยงองค์กรภาคี
ที่สนใจ ร่วมเป็นเครือข่ายขับเคลื่อนในเรื่องนี้
๔. ประสานและสนับสนุนหน่วยงานด้านสุขภาพและสถาบันวิชาการทีเ่ กีย่ วข้อง ในการสังเคราะห์
ข้อมูลและองค์ความรู้ เพือ่ พัฒนา ระบบเฝ้าระวังและการเตรียมมาตรการทีส่ �ำ คัญในการรับมือ
กับผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อสุขภาพของประชาชน
๕. ติดตาม สนับสนุน และจัดเวทีเพื่อเชื่อมประสานการทำ�งานระหว่างภาคีโครงการจัดการไฟป่า
และปัญหาหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ (สนับสนุนโดยแผนควบคุมปัจจัยเสี่ยงฯ) กับภาคี
ภาควิชาการ และหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาต้นแบบระดับพื้นที่ รวมถึงการพัฒนา
นโยบายมาตรการที่สำ�คัญ ในการจัดการไฟป่าและปัญหาหมอกควัน
๔. แผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพและการพัฒนาระบบยา
วัตถุประสงค์
๑. เสริมสร้างความเข้มแข็งและคุณภาพของกลไกการคุ้มครองผู้บริโภคในระดับชาติและระดับ
พื้นที่ที่ส่งเสริมบทบาทและศักยภาพของภาคประชาสังคม

103

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
104

๒. พัฒนาความเข้มแข็งของกลไกการเฝ้าระวังระบบยา และเสนอมาตรการจัดการปัญหาที่มี
ประสิทธิภาพ
๓. พัฒนาและขับเคลื่อนให้เกิดนโยบาย มาตรการ และแนวทางปฏิบัติ ในการคุ้มครองผู้บริโภค
และผู้ป่วยจากสินค้า/บริการรวมทั้งระบบยา ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพผู้บริโภคในวงกว้าง
๔. พัฒนาต้นแบบความร่วมมือในการบูรณาการงานคุ้มครองผู้บริโภค งานเฝ้าระวังและพัฒนา
ระบบยา ร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และสื่อสารมวลชน
๕. เสริมสร้างความเข้มแข็งของประชาชนและเครือข่ายระบบยาและคุ้มครองผู้บริโภคผ่านการ
จัดการความรู้และสื่อสารสาธารณะ
แนวทางการดำ�เนินงาน
๑. สร้างและจัดการองค์ความรู้ เพื่อนำ�ไปใช้ในการสร้างความเข้มแข็ง ให้กับภาคประชาสังคม
ที่ทำ�งานพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค รวมถึงกลไกการคุ้มครองผู้บริโภคและกลไกการเฝ้าระวัง
ระบบยา
๒. พัฒนากลไกและรูปแบบต่างๆ ในการเฝ้าระวังและการจัดการอย่างเหมาะสม กับปัญหาจาก
ผลิตภัณฑ์หรือบริการ พฤติกรรมการบริโภค หรือการใช้ยา ที่ไม่เหมาะสม โดยเน้นการพัฒนา
รูปแบบและเตรียมความพร้อมรองรับ พระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อผู้บริโภค และตัวชี้วัด
การคุ้มครองผู้บริโภคระดับชาติ เพื่อเป็นกลไกสำ�คัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบ
คุ้มครองผู้บริโภค
๓. สร้างและพัฒนาสมรรถนะที่จำ�เป็น ให้กับภาคีเครือข่ายทั้งด้านวิชาการและกลุ่มประชาสังคม
ในระดับต่างๆ รวมทั้งสนับสนุนให้มีการทำ�งานร่วมกัน เพื่อเป็นกลไกในการคุ้มครองผู้บริโภค
และการเฝ้าระวังระบบยาที่เข้มแข็ง
๔. ศึกษารวบรวมข้อมูลและองค์ความรู้ที่ทันสมัย เพื่อใช้สื่อสารสู่สังคม ให้เกิดการรับรู้ และ
สร้างความเข้าใจในวงกว้างถึงสถานการณ์ความเสี่ยงจากระบบยา และผลิตภัณฑ์หรือบริการ
ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ
๕. พัฒนาและผลักดันนโยบาย และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนและยกระดับการคุ้มครอง
ผู้บริโภคที่เชื่อมโยงถึงสุขภาพ และการเฝ้าระวังระบบยา

โครงสร้าง และการบริหารจัดการแผน


๑. โครงสร้าง
เพื่อให้การควบคุมปัจจัยเสี่ยงตามแผนนี้ มีการขับเคลื่อนโดยมุ่งประสิทธิผลในการควบคุมแต่ละ
ปัจจัยเสีย่ งอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการพิจารณาดำ�เนินงานควบคุมปัจจัยเสีย่ งใหม่ทมี่ แี นวโน้ม

คุกคามต่อสุขภาพคนไทยมากขึน้ สอดคล้องตามเป้าประสงค์ที่ ๒ ของ สสส. พัฒนากลไกทีจ่ �ำ เป็น
สำ�หรับการลดปัจจัยอื่น โดย สสส. ลงทุนแต่น้อยในส่วนที่จำ�เป็นและก่อให้เกิดผลกระทบสูง
คณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ ๒ จึงกำ�หนดแผนงานไว้รองรับ ดังนี้
๑.๑ แผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ รวมถึงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์
ไม่พร้อมในวัยรุ่น
๑.๒ แผนงานสร้างเสริมสุขภาพจิต
๑.๓ แผนงานสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะ
๑.๔ แผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพและการพัฒนาระบบยา
๒. การบริหารจัดการและการบูรณาการ
กำ�กับดูแลโดยคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ ๒ โดยแต่ละแผนงานมีคณะกรรมการกำ�กับทิศ
ทำ�หน้าที่กำ�กับดูแลโดยเฉพาะ และมีผู้จัดการแผนงานเป็นผู้รับผิดชอบการบริหารจัดการ
รวมทั้งให้ทีมงานสำ�นัก ๒ พัฒนากลไกในการประสานเชื่อมโยงบูรณาการการทำ�งานระหว่าง
แผนงานต่างๆ ทั้งภายในแผนควบคุมปัจจัยเสี่ยงฯ และระหว่างแผนต่างๆ ของ สสส. รวมถึง
การพัฒนาระบบข้อมูลเพื่อการติดตามและพัฒนาการดำ�เนินงาน ตลอดจนการพัฒนาระบบการ
ประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อนำ�ไปสู่การยกระดับการดำ�เนินงานอย่างต่อเนื่อง

ภาคีหลัก

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

กลุ่มภาคีที่ร่วมกับ สสส. ขับเคลื่อนการดำ�เนินงานตามแผนงานต่างๆ ได้แก่ กรมสุขภาพจิต
คณะเภสัชศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.) มูลนิธิ
ธรรมรัฐฯ ภาคีแผนอื่นๆ ของ สสส.ที่เกี่ยวข้อง
กลุ่มภาคีหน่วยงานรัฐ ที่มีบทบาทหน้าที่ โดยตรง ในการดำ�เนินงานเกี่ยวข้องกับประเด็นปัจจัย
เสี่ยงต่างๆ ในแผน ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะกรมควบคุมโรค กรมอนามัย กรมสุขภาพจิต
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สำ�นักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวง
การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวง
อุตสาหกรรม สำ�นักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำ�นักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
(สคบ.)
กลุม่ ภาคียทุ ธศาสตร์ ทีม่ บี ทบาทด้านการเสนอนโยบาย ได้แก่ สำ�นักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ
(สช.) สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.)
กลุม่ ภาคีทเี่ ข้าร่วมหรือสนับสนุนการดำ�เนินงานในระดับพืน้ ที่ ได้แก่ หน่วยงานด้านสุขภาพ หน่วยงาน
ด้านการศึกษา สถาบันระดับอุดมศึกษา ภาคประชาสังคม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับ

105

งบประมาณ

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

106

กลุ่มแผนงานหลัก

งบประมาณ (ล้านบาท)

๑. สร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ (รวมงานป้องกันและแก้ไขปัญหา
การตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น)
๒. สร้างเสริมสุขภาพจิต (สนับสนุนการบูรณาการกับแผนอื่น)
๓. สิ่งแวดล้อมกับสุขภาพ
๔. คุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพและการพัฒนาระบบยา
๕. สนับสนุนการสื่อสารรณรงค์ในประเด็นสำ�คัญ
๖. การพัฒนาโครงการ การพัฒนากลไกประเมินปัจจัยเสี่ยงใหม่ๆ
รวมถึงการจัดการความรู้ การติดตามงานและการประเมินผล

รวม

๔๕
๔๐
๓๐
๓๐
๔๐
๑๕
๒๐๐

แผนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ
สถานการณ์ แนวคิด และความสำ�คัญของแผน

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

ในช่วง ๒๐ ปีที่ผ่านมา ภาวะความยากจนของประเทศไทยลดลงจาก ร้อยละ ๔๒.๒ ในปี ๒๕๓๑
เหลือเพียง ร้อยละ ๘.๑ ในปี ๒๕๕๒ ส่งผลให้สัดส่วนของคนจนลดลงกว่า ๕ เท่า บ่งชี้ถึงความมั่นคง
ในชีวติ ของคนไทย การเปลีย่ นแปลงเชิงโครงสร้างประชากรและวิถชี วี ติ ของคนในสังคมไทย โดยเฉพาะอัตรา
การเกิดที่ลดลง อายุขัยเฉลี่ยที่สูงขึ้น สะท้อนว่าประเทศไทยกำ�ลังก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ อย่างไร
ก็ตาม การขยายตัวและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียมกันได้ผลักให้แรงงานในภาค
เกษตรกลายเป็นแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ เกิดการอพยพย้ายถิน่ ของประชาชนในประเทศ
เพือ่ นบ้านเข้ามาเป็นแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย เกิดความเหลือ่ มลํา้ ทางรายได้ ซึง่ ตลอด ๒๐ ปีทผ่ี า่ นมา
ช่องว่างทางรายได้ของคนไทยอยู่ในระดับที่สูง รายได้เฉลี่ยของคนรวยที่สุด ๒๐% เมื่อเทียบกับคนจนที่สุด
๒๐% สูงถึง ๑๑ - ๑๕ เท่า กลุ่มคนรวยที่สุด มีรายได้ถึงร้อยละ ๕๔ - ๕๙ ของรายได้รวมทั้งประเทศ ขณะที่
คนจนทีส่ ดุ มีสดั ส่วนน้อยกว่าร้อยละ ๕ ซึง่ สะท้อนให้เห็นความเหลือ่ มลํา้ ของคุณภาพการดำ�รงชีวติ โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งเมื่อขาดหลักประกันพื้นฐานทางสังคมที่จำ�เป็นต่อการดำ�รงชีพ เช่น ผู้ใช้แรงงานแทบทุกกลุ่ม และ
ผู้สูงอายุเข้าไม่ถึงบริการทางสุขภาพที่จำ�เป็น หรือไม่มีเงินออม ทำ�ให้เสี่ยงต่อการมีปัญหาหนี้สิน ผู้พิการ
มีขอ้ จำ�กัดในการเข้าถึงและได้รบั การบริการทางสังคม ความเป็นผูห้ ญิงทำ�ให้ยากต่อการได้รบั ความเป็นธรรม
และมีความเสมอภาคในสังคม และกลุ่มคนที่ยากจนที่สุดของเมืองยังเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน บริการ และ
สวัสดิการของรัฐ เมื่อประเมินในภาพรวม การที่ประชากรกลุ่มต่างๆ ขาดคุณภาพชีวิต มีสาเหตุและปัจจัย
ที่เกี่ยวข้องหลายประการ ได้แก่
๑. สภาวะสุขภาพ ประชากรกลุ่มที่มีสภาพร่างกายไม่สมบูรณ์ เช่น คนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะ
ขาดอาหาร ผู้ที่มีโรคประจำ�ตัวต่างๆ ทำ�ให้มีโอกาสเจ็บป่วยได้ง่ายกว่าประชากรทั่วไปโดยอาจเกิด
โรคหรือการเจ็บป่วยที่เป็นลักษณะจำ�เพาะบางอย่าง
๒. การขาดการรวมกลุ่ม มีผลให้ขาดความเข้มแข็งของกลุ่มและขาดอำ�นาจต่อรองเพื่อผลักดัน
นโยบายหรือสร้างโอกาสในการเข้าถึงการมีสุขภาวะที่ดี
๓. การขาดการสนับสนุนทางนโยบายของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ส่งผลต่อการเข้าไม่ถึงสิทธิ
และโอกาสเช่นคนอื่นๆ ในสังคมไทย เช่น กลุ่มคนพิการ กลุ่มชาติพันธ์ุ กลุ่มคนที่มีปัญหาสถานะ
บุคคล และกลุ่มแรงงานข้ามชาติต่างๆ

107

๔. การขาดความตระหนักของสังคมโดยรวม ต่อความแตกต่างทางศาสนา วัฒนธรรม หรือการขาด
การศึกษาทำ�ความเข้าใจในปัญหาของกลุม่ ประชากรเฉพาะต่างๆ ทีอ่ ยูร่ ว่ มกันในสังคม ทำ�ให้ขาด
การรับรู้ของสังคม นำ�ไปสู่การละเลยทางนโยบาย กฎหมายและการสนับสนุนทางสังคมโดยรวม
ส่งผลให้เกิดความรู้สึกถูกกีดกันแบ่งแยก เช่น กลุ่มมุสลิมไทย กลุ่มหลากหลายทางเพศ กลุ่มคน
ไร้บ้าน
ดังนั้นการทำ�ให้ประชากรที่มีความเปราะบาง ได้รับโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยเฉพาะ
การได้รบั การส่งเสริมทางการศึกษา การประกอบสัมมาชีพ การเข้าถึงสวัสดิการสังคม และการปกป้อง
ทางสังคมจึงยังคงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำ�คัญอย่างต่อเนื่อง

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

สถานการณ์ของประชากรกลุ่มเฉพาะในกลุ่มที่มีแผนงานกำ�ลังขับเคลื่อนในปัจจุบัน

108

๓๐

๑.















กลุ่มคนพิการ
จากข้อมูลของสำ�นักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นับถึงวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๕ มีคนพิการ
ที่จดทะเบียนเพื่อรับสิทธิตามกฎหมายแล้ว จำ�นวน ๑,๒๖๘,๖๑๔ คน๓๐ โดยร้อยละ ๓๙.๖ อยู่ใน
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ ๒๓.๘ อยู่ในภาคเหนือ ร้อยละ ๒๑.๕ อยู่ในภาคกลางและ
ภาคตะวันออก ร้อยละ ๑๑.๕ อยู่ในภาคใต้ และร้อยละ ๓.๖ ไม่สามารถระบุถนิ่ ทีอ่ ยูไ่ ด้ เมือ่ จำ�แนก
ตามประเภทความพิการทีแ่ จ้งขอมีบตั รคนพิการตามกฎหมาย พบว่า เป็นประเภทการเคลือ่ นไหว
และร่างกาย ร้อยละ ๔๖.๑ รองลงมาเป็นคนพิการทางการได้ยินและสื่อความหมาย ทางการเห็น
ทางสติปัญญา ทางจิต/พฤติกรรม และทางการเรียนรู้ คิดเป็นร้อยละ ๑๕.๕, ๑๑.๒, ๘.๔, ๖.๗
และ ๐.๒๒ ตามลำ�ดับ ทั้งนี้ คนที่มีความพิการซํ้าซ้อนมีจำ�นวนมากถึงร้อยละ ๗.๓
จากการวิเคราะห์ผลสำ�รวจความพิการของสำ�นักงานสถิติแห่งชาติในปี ๒๕๕๐๓๑ เปรียบเทียบกับ
ผลการสำ�รวจในปี ๒๕๔๕ พบว่า ประเทศไทยมีประชากรที่เป็นคนพิการประมาณ ๑.๗๔ ล้านคน
เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก ๑.๖๘ ล้านคน ทั้งนี้คิดเป็นสัดส่วนคนพิการต่อประชากรทั้งสิ้นเท่ากัน คือ
ร้อยละ ๒.๗ โดยคนพิการมากกว่าร้อยละ ๗๐ กระจายตัวอยู่นอกเขตเทศบาลเมื่อวิเคราะห์การ
กระจายตามกลุม่ อายุ พบว่ามากกว่าร้อยละ ๕๐ อยู่ในกลุม่ อายุ ๖๐ ปีขนึ้ ไป รองลงมาคือคนพิการ
ในวัยทำ�งาน (๑๕ - ๕๙ ปี) ในขณะที่คนพิการในกลุ่มอายุ ๐ - ๑๔ ปี มีเพียงประมาณร้อยละ ๓
ซึง่ น่าจะตํา่ กว่าความเป็นจริงมาก เนือ่ งจากข้อจำ�กัดของเครือ่ งมือและวิธกี ารสำ�รวจ โดยเด็กพิการ
ที่อยู่นอกเขตเทศบาลมีจำ�นวนเป็นเกือบ ๗ เท่าของเด็กพิการที่อยู่ในเขตเทศบาล ในปี ๒๕๕๐

สำ�นักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวติ คนพิการ. สถิตขิ อ้ มูลคนพิการทีม่ บี ตั รประจำ�ตัวคนพิการจำ�แนกตามเพศ และภูมภิ าค
ตั้งแต่วันที่ ๑ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๗ ถึงวันที่ ๓๑ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :
http://ecard.nep.go.th/nep_all/file/Stat_Jun55.pdf (วันที่ค้นข้อมูล : 14 กรกฎาคม 2555)
๓๑
สำ�นักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ. (๒๕๕๕) เอกสารรายงานเบื้องต้น “สถานการณ์คนพิการในสังคมไทย”
โดยการวิเคราะห์ ข้อมูลการสำ�รวจความพิการของสำ�นักงานสถิติแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ และ ๒๕๕๐

๓๒

มีเด็กพิการร้อยละ ๓๕.๐ ที่กำ�ลังศึกษาระดับประถม (เพิ่มจากร้อยละ ๘.๖) และเพียงร้อยละ ๖.๙
กำ�ลังศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (เพิ่มจากร้อยละ ๐.๔) โดยมีเด็กพิการเกินร้อยละ ๕๐
ที่ไม่มีโอกาสได้รับการศึกษา ทั้งนี้อุปสรรคสำ�คัญยังเป็นเรื่องความไม่พร้อมในการจัดการเรียนรู้
สำ�หรับเด็กพิการ สถานที่ไม่เอือ้ อำ�นวยความสะดวกสำ�หรับเด็กพิการ การเดินทางลำ�บาก และการ
ที่ครอบครัวไม่มีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ให้ลูกที่มีความพิการ การเข้าไม่ถึงการศึกษาของ
เด็กพิการ ส่งผลให้เมือ่ เขาเติบโตขึน้ โอกาสการเข้าถึงการมีอาชีพและรายได้ทเี่ พียงพอก็ลดน้อยลง
ไปด้วย สำ�หรับคนพิการในวัยทำ�งาน พบว่าเป็นชายมากกว่าหญิง โดยคนพิการชายมีแนวโน้ม
เพิ่มขึ้น จากร้อยละ ๕๕.๔ เป็นร้อยละ ๖๐.๑ ซึ่งคนพิการวัยทำ�งานนี้ เมื่อจำ�แนกตามชั้นที่จบ
การศึกษา พบว่าร้อยละ ๓๙ ไม่เคยเรียน ร้อยละ ๕๔ จบชั้นประถมศึกษา ร้อยละ ๕.๕
จบมัธยมศึกษาหรืออนุปริญญามีเพียงร้อยละ ๐.๓ จบระดับมหาวิทยาลัย
ผลการศึกษาระดับรายได้เปรียบเทียบกันระหว่างคนพิการวัยทำ�งาน กับคนวัยทำ�งานทัว่ ไป พบว่า
คนวัยทำ�งานทั่วไปมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าคนที่พิการถึง ๓ เท่า (๔,๘๙๒ กับ ๑,๗๑๔ บาท/คน/
เดือน) และเมื่อเทียบระหว่างคนพิการวัยทำ�งานชายกับหญิง ก็พบว่า ชายมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่า
หญิงประมาณ ๑ เท่า (๒,๑๔๗ กับ ๑,๑๓๙ บาท/คน/เดือน) ในทำ�นองเดียวกันรายได้เฉลี่ยของ
คนพิการสูงอายุกน็ อ้ ยกว่าคนสูงอายุทวั่ ไปกว่า ๔ เท่า (๕๑๔ กับ ๒,๒๔๐ บาท/คน/เดือน) นอกจากนี้
ยังพบว่า มีคนพิการประมาณ ๑ ใน ๓ อยู่ในครัวเรือนยากจน โดยเด็กพิการทีอ่ าศัยอยู่ในครัวเรือน
ยากจนมีมากถึงร้อยละ ๔๐.๑ และคนพิการในวัยทำ�งานอาศัยอยู่ในครัวเรือนยากจนถึงร้อยละ
๔๔.๕ ในขณะที่ผู้สูงอายุพิการอาศัยอยู่ในครัวเรือนที่ยากจนร้อยละ ๓๕.๗ ของผู้สูงอายุที่พิการ
ทั้งหมด
๒. กลุ่มผู้ใช้แรงงาน
ผลการสำ�รวจในปี ๒๕๕๔ โดยสำ�นักงานสถิติแห่งชาติ๓๒ ระบุจำ�นวนประชากรอายุ ๑๕ ปี
ขึ้นไป (ผู้ที่อยู่ในวัยแรงงาน) ทั้งสิ้น ๕๔ ล้านคน โดยเป็นผู้ที่พร้อมจะทำ�งาน ๓๘.๙๒ ล้านคน
คิดเป็นร้อยละ ๗๒.๑ ซึ่งประกอบด้วย ผู้มีงานทำ� ๓๘.๔๖ ล้านคน ผู้ว่างงาน ๒.๖ แสนคน
และผู้รอฤดูกาล ๒ แสนคน อีกส่วนเป็นผู้ที่ ไม่มีความพร้อมที่จะทำ�งาน ๑๕.๐๘ ล้านคน
คิดเป็นร้อยละ ๒๗.๙ ได้แก่ แม่บ้าน ๔.๖๕ ล้านคน ผู้เรียนหนังสือ ๔.๓๒ ล้านคน และอื่นๆ
๖.๑๑ ล้านคน
กลุ่มผู้มีงานทำ�ที่เป็นประชากรไทยจำ�แนกออกเป็นกลุ่มแรงงานในระบบจำ�นวน ๑๔.๗๓ ล้านคน
คิดเป็น ร้อยละ ๓๗.๔ ของกำ�ลังแรงงานทั้งหมด แรงงานนอกระบบ จำ�นวน ๒๔.๕๙ ล้านคน
คิดเป็น ร้อยละ ๖๒.๖ ของกำ�ลังแรงงานทั้งหมด เมื่อพิจารณาตามลักษณะทางเศรษฐกิจที่สำ�คัญ
ของแรงงานนอกระบบ พบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกรรมร้อยละ ๖๑.๔ ของแรงงานนอกระบบ
สำ�นักงานสถิติแห่งชาติ, การสำ�รวจภาวการณ์ทำ�งานของประชากร พ.ศ. 2554, 2555

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

109

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
110

๓๓

ทั้งหมด รองลงมาอยู่ในภาคบริการและการค้าร้อยละ ๒๙.๗ และภาคการผลิตร้อยละ ๘.๙ จาก
การสำ�รวจของกองแผนงานและวิชาการ กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน และสำ�นักบริหาร
แรงงานต่างด้าว ยังมีก�ำ ลังแรงงานจากประเทศเพือ่ นบ้านทัง้ กลุม่ ทีเ่ ข้าเมืองแบบถูกกฎหมาย และ
กลุ่มเข้าเมืองที่ผิดกฎหมาย มีราว ๑.๙๖ ล้านคน และคาดว่ามีแรงงานข้ามชาติในกิจการต่างๆ
ที่หลบซ่อนและไม่สามารถระบุจำ�นวนได้อีกจำ�นวนมากกว่า ๑ ล้านคน
กลุม่ ผูท้ มี่ งี านทำ�ดังกล่าว มีผทู้ ี่ได้รบั การคุม้ ครองและมีหลักประกันทางสังคม ตามพระราชบัญญัติ
ประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ และระบบสวัสดิการราชการเพียง ๑๔.๖ ล้านคน คิดเป็นร้อยละ ๓๗.๗
ของกำ�ลังแรงงานทัง้ ประเทศ จะเห็นได้วา่ กลุม่ ผูใ้ ช้แรงงานอีกเป็นจำ�นวนมากยังขาดการคุม้ ครอง
ทางสังคม โดยไม่สามารถใช้สิทธิหรือเข้าถึงสิทธิต่างๆ ตามกฎหมาย ได้แก่ กองทุนเงินทดแทน
ระบบสุขภาพและความปลอดภัยในการทำ�งาน ระบบประกันสังคม และการได้รับความคุ้มครอง
ตามกฎหมายคุม้ ครองแรงงาน กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ และกระบวนการยุตธิ รรม ทัง้ ยังมีปญั หา
ด้านค่าแรงที่ไม่เป็นธรรม แม้ว่าจะมีบทบัญญัติของกฎหมายและกลไกทางกฎหมายที่ค่อนข้าง
ชัดเจน จึงทำ�ให้เกิด “ช่องว่าง ความเหลือ่ มลํา้ และความไม่เป็นธรรมในกลุม่ ผูใ้ ช้แรงงานอย่างชัดเจน”
ดังจะเห็นจากปรากฏการณ์ด้านการละเมิดสิทธิอย่างต่อเนื่อง เช่น การร้องเรียนเนื่องจากการ
เข้าไม่ถงึ สิทธิดา้ นประกันสังคม ด้านสุขภาพความปลอดภัย และการเลิกจ้างหรือได้รบั ค่าตอบแทน
ที่ไม่เป็นธรรมที่มีเพิ่มมากขึ้นเป็นลำ�ดับ ปัญหาความไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการจ้างงานยังเกิดกับ
กลุ่มแรงงานข้ามชาติอีกด้วย ทำ�ให้เกิดเป็นปัญหาที่ซ้อนทับกันและมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น
จากปัญหาพื้นฐานเดิม
๓. กลุ่มผู้สูงอายุ
ข้อมูลจาก “กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ” (United Nations Population Fund : UNFPA)
ระบุว่า จากการสำ�รวจประชากรโลก พบว่าจะมีผู้สูงอายุ ตั้งแต่อายุ ๖๐ ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นมากกว่า
ประชากรกลุ่มอื่น โดยเฉพาะในประเทศกำ�ลังพัฒนา ซึ่งหมายความว่า โลกกำ�ลังก้าวเข้าสู่สังคม
ผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว สำ�หรับประเทศไทยในปี ๒๕๕๒ มีสัดส่วนผู้สูงอายุอยู่ที่ร้อยละ ๑๑.๘ หรือ
๗.๕ ล้านคน และคาดการณ์วา่ ในปี ๒๕๖๘ จำ�นวนผูส้ งู อายุในประเทศไทยจะมีจ�ำ นวน ๑๔.๔ ล้านคน
และในปี ๒๕๙๓ ผู้สูงอายุอาจมีจำ�นวนมากถึงร้อยละ ๒๗ ของพลเมืองทั้งประเทศ ซึ่งเป็นสัดส่วน
ที่ผกผันกับอัตราการเกิดของคนไทยที่ลดลงเหลือเพียงร้อยละ ๐.๗๗ ในช่วงปี ๒๕๔๓ - ๒๕๕๓๓๓
ในช่วง ๕ ปีทผี่ า่ นมา ผูส้ งู อายุมแี นวโน้มทำ�งานเพิม่ ขึน้ เป็นร้อยละ ๓๗.๓ ซึง่ เป็นสัญญาณทีแ่ สดง
ให้เห็นถึงการเปลีย่ นแปลงโครงสร้างประชากรและสถาบันสังคม โดยแนวโน้มครอบครัวในสังคมไทย
จะมีขนาดเล็กลง และผูส้ งู อายุจะต้องพึง่ พาตนเองมากขึน้ สาเหตุสว่ นหนึง่ อาจเกิดจากความจำ�เป็น
ทางเศรษฐกิจและสังคม แต่อกี ส่วนหนึง่ เป็นความสมัครใจทีส่ ะท้อนให้สงั คมได้ตระหนักถึงศักยภาพ
ในการดำ�รงชีวิตของผู้สูงอายุที่มีคุณค่า (Active Aging) ไม่ต้องการเป็นภาระแก่บุตรหลานและ

ผู้จัดการออนไลน์. อัตราการเพิ่มประชากรไทยลด เหตุการณ์เกิดตํ่าอย่างรวดเร็ว [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9540000044325 (วันที่ค้นข้อมูล : 14 กรกฎาคม 2555)

๓๔

สังคม ดังนั้น ผู้สูงอายุจำ�นวนมากจึงยังคงทำ�งานเพื่อหารายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว แม้จะ
อายุเกินวัยเกษียณแล้วก็ตาม
จากสถานการณ์ของผูส้ งู อายุในปัจจุบนั และทีค่ าดว่าจะเกิดขึน้ ในอนาคต เป็นสิง่ ยืนยันว่าประเทศไทย
อยูร่ ะหว่างการปรับเปลีย่ นโครงสร้างทางประชากรและสังคม เพือ่ ก้าวเข้าสูก่ ารเป็นสังคมผูส้ งู อายุ
โดยสมบูรณ์ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำ�เป็นต้องเตรียมการรองรับสภาวการณ์ดังกล่าวในด้าน
ต่างๆ เช่น ระบบบริการทางสุขภาพและสังคม ระบบเศรษฐกิจ โครงสร้างการผลิต โครงสร้าง
แรงงาน การปรับสภาพแวดล้อมในพื้นที่สาธารณะเพื่อรองรับการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ ฯลฯ
ดังนั้น เพื่อให้กลุ่มผู้สูงอายุสามารถดำ�รงชีวิตอย่างมีคุณภาพได้ใกล้เคียงกับคนวัยอื่นๆ ในสังคม
จึงต้องลดข้อจำ�กัดให้เหลือน้อยทีส่ ดุ ในการเข้าถึงบริการพืน้ ฐานต่างๆ ทีจ่ �ำ เป็นในชีวติ กรอบทิศทาง
การขับเคลื่อนจึงควรมุ่งการสร้างระบบที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้สูงอายุเป็นสำ�คัญ ได้แก่
การเตรียมความพร้อมของประชากรเพื่อเข้าสู่วัยสูงอายุอย่างมีคุณภาพ ส่งเสริมการรวมกลุ่ม
ผูส้ งู อายุในการทำ�กิจกรรมต่างๆ ทีเ่ ป็นประโยชน์ การสร้างอาชีพและมีรายได้ทเี่ หมาะสม และการ
สร้างหลักประกันทางสังคมสำ�หรับผูส้ งู อายุ เช่น การส่งเสริมการออมตัง้ แต่ในวัยทำ�งาน การคุม้ ครอง
ด้านรายได้ การมีหลักประกันสุขภาพ มาตรการด้านครอบครัวและผู้ดูแล ตลอดจนการปรับปรุง
ระบบบริการและเครือข่ายบริการทั้งด้านสุขภาพและสังคม ให้เพียงพอและกระจายทั่วถึง
ทั้งนี้ มาตรการระยะสั้นที่ควรเร่งดำ�เนินการเพื่อลดความเหลื่อมลํ้าของกลุ่มผู้สูงอายุในสังคมไทย
ได้แก่ การเร่งพัฒนาฐานข้อมูลและองค์ความรูเ้ กีย่ วกับผูส้ งู อายุเพือ่ เป็นฐานในการขับเคลือ่ นงาน
เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคต การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันและรักษาโรคเพื่อลดโอกาส
การเจ็บป่วยเรื้อรัง การสนับสนุนการรวมกลุ่มผู้สูงอายุพร้อมส่งเสริมอาชีพที่เหมาะสม การปรับ
สถานที่สาธารณะต้นแบบเพื่อรองรับการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ และการสร้างความเข้มแข็งให้แก่
ชุมชนเพื่อการดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว
๔. กลุ่มมุสลิมไทย
มีการประมาณการว่าประเทศไทยมีประชากรทีเ่ ป็นชาวมุสลิมราว ๖,๐๐๐,๐๐๐ คน อาศัยอยูใ่ นทุกภาค
ของประเทศ โดยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในภาคใต้ คนไทยมุสลิมถือเป็นกลุม่ ประชากรทีม่ ลี กั ษณะเฉพาะ
อันเนือ่ งมาจากมีความเชือ่ วัฒนธรรม และวิถชี วี ติ เฉพาะตัว ซึง่ คุณลักษณะดังกล่าวอาจเป็นข้อจำ�กัด
ทีม่ ผี ลกระทบต่อคุณภาพชีวติ ได้ ดังเช่นผลการศึกษา ในปี ๒๕๕๑ - ๒๕๕๒ ของหน่วยระบาดวิทยา
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์๓๔ ที่ได้ศึกษาวิเคราะห์สุขภาวะและพฤติกรรม
ทีม่ คี วามเสีย่ งต่อสุขภาพของคนไทยมุสลิม เปรียบเทียบกับคนไทยทีน่ บั ถือศาสนาอืน่ โดยใช้ขอ้ มูล
จากการสำ�รวจสุขภาพของประชากรไทย ครั้งที่ ๔ เมื่อปี ค.ศ. ๒๐๐๙ และพบข้อมูลที่ส�ำ คัญ
บางประการ เช่น คนไทยมุสลิมมีแนวโน้มออกกำ�ลังกายน้อยกว่า มีแนวโน้มที่จะมีดัชนีมวลกาย

Rassamee Sangthong, Wit Wichaidit, Virasakdi Chongsuvivatwong. Health-Related Behaviors and Health Status
among Muslims in Thailand: Preliminary Results from the 4th Thai National Health Examination Survey (NHES.
Epidemiology Unit, Faculty of Medicine, Prince of Songkla University, 2008.

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

111

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

112

๓๕

(Body Mass Index) สูงกว่า รับประทานอาหารทอด อาหารที่มีส่วนผสมของกะทิในปริมาณสูง
คนไทยมุสลิมเป็นโรคเบาหวานและโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองมากกว่ากลุม่ คนไทยศาสนาอืน่
ผลการศึกษาดังกล่าว สอดคล้องกับงานวิจยั ของศูนย์เศรษฐศาสตร์สาธารณสุข คณะเศรษฐศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ ปี ๒๕๔๘ ที่ระบุว่าโรคที่พบในกลุ่มคนไทยมุสลิมมากที่สุด คือ
โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ฯลฯ๓๕
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจโดยพิจารณาจากรายได้เฉลี่ยต่อเดือนจากกลุ่ม
ตัวอย่าง พบว่ารายได้เฉลีย่ ของคนไทยมุสลิมตํา่ กว่าคนไทยทีน่ บั ถือศาสนาอืน่ เล็กน้อย โดยจังหวัด
ที่มีคนไทยมุสลิมในสัดส่วนที่สูง เช่น ปัตตานี และนราธิวาส ก็จัดอยู่ในกลุ่มจังหวัดที่ประชาชน
มีรายได้เฉลี่ยตํ่าที่สุดของประเทศด้วยเช่นกัน๓๖
ทัง้ นี้ ปัญหาความยากจนดังกล่าว ส่วนหนึง่ อาจเกิดจากปัญหาความไม่สงบในพืน้ ทีท่ เี่ ป็นอุปสรรค
ต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเข้าถึงบริการสาธารณสุขในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงมิได้
ในด้านการศึกษา ประชากรมุสลิมไทยอายุ ๖ - ๒๔ ปี ที่ไม่ได้เรียนหนังสือมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ
๔๗.๗ สูงกว่าเด็กไทยโดยเฉลีย่ ทีไ่ ม่ได้เรียนหนังสือซึง่ มีอยูร่ อ้ ยละ ๓๘.๙ แต่เมือ่ ดูระยะเวลาการศึกษา
เฉลีย่ กลับพบว่ากลุม่ มุสลิมไทยมีการศึกษาเฉลีย่ ๑๐.๕ ปี ซึง่ สูงกว่าค่าเฉลีย่ ของคนไทยโดยทัว่ ไป
สาเหตุหนึง่ น่าจะเกิดจากการศึกษาอิสลามนัน้ ถือเป็นสิง่ จำ�เป็นสำ�หรับผูน้ บั ถือศาสนาอิสลามทุกคน
สังคมมุสลิมจึงส่งเสริมการเรียนรู้และบริการทางการศึกษาในหลายระดับ๓๗ รวมทั้งการศึกษา
นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อาทิ โรงเรียนปอเนาะ ข้อมูลด้านการศึกษาข้างต้น ชี้ให้เห็น
ถึงช่องว่างทางการศึกษาระหว่างกลุ่มไทยมุสลิมกับกลุ่มคนไทยทั่วไป และช่องว่างในกลุ่มไทย
มุสลิมกันเองด้วย
จากข้อเท็จจริงต่างๆ ข้างต้น บ่งชี้ข้อจำ�กัดในการสร้างเสริมสุขภาวะของชาวไทยมุสลิม และ
พร้อมกันนัน้ ก็ชี้ให้เห็นช่องว่างทีค่ วรเร่งดำ�เนินการ อันได้แก่ การส่งเสริมสุขภาพโดยเน้นการสร้าง
พฤติกรรมการบริโภคและการใช้แรงกายทีเ่ หมาะสม การส่งเสริมการศึกษา และการลดความยากจน
ซึ่งแนวทางดำ�เนินการในระยะสั้น ได้แก่ การส่งเสริมและสนับสนุนเครือข่ายมุสลิมไทยทั้งในส่วน
กลางและระดับพืน้ ที่ให้มคี วามเข้มแข็ง เพือ่ เป็นกลไกหลักในการสร้างสุขภาวะและความเท่าเทียม
ของชาวมุสลิมในสังคมไทย

กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. ผลวิจยั สุขภาวะ “มุสลิมไทย” อยูด่ มี สี ขุ ด้วยภูมปิ ญั ญาท้องถิน่ [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :
http://www.dmh.go.th/sty_libnews/news/view.asp?id=2093 (วันที่ค้นข้อมูล : 14 กรกฎาคม 2555)
๓๖
Google guru. “อยากทราบว่าจังหวัดใดในประเทศไทยที่ยากจนที่สุด”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=369aabb0ad0cdb9a. (วันที่ค้นข้อมูล : 13 กรกฎาคม 2555)
๓๗
ณัฐพร ปุย๋ รักษา. สภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนอิสลามศึกษาในโรงเรียนมัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร [ออนไลน์] .
เข้าถึงได้จาก : http://www.thaiedresearch.org/thaied/sites/all/modules/thaied/thaied-results.tpl.php?- table=thaied_
results&-action=browse&-cursor=96&-skip=90&-limit=30&-mode=list&- recordid=thaied_results%3Fid%3D8832.
(วันที่ค้นข้อมูล : ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๕)

๓๘

๕. กลุ่มผู้หญิง
ผลการสำ�รวจประชากรในปี ๒๕๕๓๓๘ พบว่า มีประชากรทัง้ หมด ๖๓,๘๗๘,๒๖๗ คน โดยแบ่งเป็น
ชาย ๓๑,๔๕๑,๘๐๑ คน และหญิง ๓๒,๔๒๖,๔๖๖ คน (ร้อยละ ๕๐.๗๖) การที่จำ�นวนประชากร
หญิงมากกว่าจำ�นวนประชาการชายไม่ได้หมายความว่า ผูห้ ญิงจะมีโอกาสเข้าถึงทรัพยากร โอกาส
ทางสังคม การศึกษา และการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองเท่าเทียมกับผู้ชาย แม้ที่ผ่านมาจะมี
แผนพัฒนาสตรีในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมทัง้ การดำ�เนินงานเพือ่ แก้ไขปัญหา
โดยองค์กรด้านผูห้ ญิงในประเทศไทยจำ�นวนไม่นอ้ ย ซึง่ ต่างมีความพยายามในการลดความเหลือ่ มลํา้
ความไม่เป็นธรรมทางเพศได้ แต่ยงั คงพบปัญหาความเหลือ่ มลํา้ ความไม่เป็นธรรมทางเพศ ปรากฏ
ในผูห้ ญิงแทบทุกกลุม่ โดยเฉพาะผูห้ ญิงชนบท ผูห้ ญิงทีต่ กอยู่ในภาวะยากลำ�บาก ผูห้ ญิงชาติพนั ธ์ุ
ทั้งปัญหาเดิมที่ยังแก้ไขไม่ได้ และปัญหาใหม่ที่เกิดจากการพัฒนาที่ไม่สมดุล
แม้ประเทศไทยจะให้ความสำ�คัญกับการพัฒนาผูห้ ญิงมายาวนาน โดยนับย้อนหลังได้ถงึ แผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๑๕ - ๒๕๑๙) จนถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ
สังคมแห่งชาติฉบับปัจจุบนั ยังคงเขียนระบุให้การพัฒนาผูห้ ญิงเป็นส่วนหนึง่ ของการพัฒนาประเทศ
และในแผนพัฒนาผูห้ ญิงระยะยาว ๒๐ ปีฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๓๕ - ๒๕๕๔) มีความพยายามในการ
รวมผูห้ ญิงเข้ามาเป็นส่วนหนึง่ ของการพัฒนากระแสหลักทีม่ งุ่ ก้าวไปสูส่ งั คมทีม่ งั่ คัง่ ทางเศรษฐกิจ
การผลักดันขององค์กรผูห้ ญิงในภาคประชาสังคม และการได้รบั ความร่วมมือจากภาครัฐบางส่วน
ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นแก่ผู้หญิงในสังคมไทยหลายเรื่อง ได้แก่ โอกาสด้าน
การศึกษาทุกระดับ ทุกสาขา โอกาสเลือกประกอบอาชีพได้ตามความสามารถ ได้รับการยอมรับ
เข้าสูอ่ าชีพทีเ่ คยถูกปิดกัน้ หน่วยงานราชการมีการจ้างงานผูห้ ญิงในสัดส่วนทีด่ ขี นึ้ เมือ่ เปรียบเทียบ
กับชายและข้าราชการหญิงก็มีโอกาสได้ก้าวขึ้นสู่ตำ�แหน่งหัวหน้าหน่วยงานหรือส่วนราชการ
รวมทั้งตำ�แหน่งระดับสูงทัดเทียมข้าราชการชายมากขึ้น การได้รับโอกาสให้เข้าไปมีส่วนร่วม
ทางการเมือง ทัง้ ระดับชาติและระดับท้องถิน่ ดีขนึ้ การมีสมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎร และวุฒสิ มาชิก
เป็นผู้หญิงเพิ่มขึ้น รวมทั้งการมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้หญิง ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงสิทธิทางกฎหมาย ความเสมอภาค ความเป็นธรรม รวมทั้งโอกาสทาง
เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของผู้หญิงยังเต็มไปด้วยอุปสรรค ทั้งอุปสรรคที่มาจากวิธีคิดของ
ตัวผู้หญิงเองและของคนในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้กำ�หนดนโยบาย ผู้ร่างกฎหมาย ผู้นำ�
นโยบายและกฎหมายไปปฏิบตั ิ ผูใ้ ห้บริการสาธารณะด้านต่างๆ ยังมีสว่ นน้อยทีเ่ ปลีย่ นแปลงความ
คาดหวังและทัศนคติทมี่ ตี อ่ ผูห้ ญิง ในขณะทีจ่ �ำ นวนมากยังคงใช้มมุ มองและความคุน้ ชินแบบเดิมๆ
ในการตัดสินผู้หญิง ดังนั้น จึงยังพบผู้หญิงจำ�นวนมากที่เผชิญอยู่กับปัญหาเดิมๆ ที่ยังแก้ไขไม่ได้
อีกทั้งยังมีปัญหาใหม่ๆ ที่เกิดจากผลกระทบของการพัฒนาไม่สมดุลอีกด้วย
กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย, ๒๕๕๓

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

113

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
114

๓๙

๖.














ผลการวิเคราะห์ภาพรวมของขบวนการเคลือ่ นไหวเรือ่ งผูห้ ญิงในปัจจุบนั โดยภาคีเครือข่ายร่วมกับ
สสส. พบว่ามีช่องว่างในการทำ�งานที่สำ�คัญอยู่ ๓ ด้าน๓๙ ได้แก่ ๑) การสร้างเสริมศักยภาพและ
ความเข้มแข็งของผู้ปฏิบัติงานขององค์กรผู้หญิงในภาคส่วนต่างๆ ๒) การสานพลังการทำ�งาน
ระหว่างองค์กรในภาคส่วนต่างๆ ที่มีการทำ�งานด้านสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ
๓) ด้านการสื่อสารสาธารณะ
ดังนั้นการดำ�เนินงานด้านผู้หญิงจึงจำ�เป็นต้องเติมเต็มช่องว่างเหล่านี้ เพื่อให้เกิดเป็นจุดคานงัด
(Leverage point) ทีส่ �ำ คัญในการสร้างการเปลีย่ นแปลง อันจะนำ�ไปสูก่ ารลดปัญหาความไม่เป็นธรรม
ทางเพศในสังคม และเอื้อให้ผู้หญิงในสังคมไทยสามารถเข้าถึงสุขภาวะด้านต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ยังจำ�เป็นต้องพัฒนาองค์กรด้านผู้หญิงให้เข้ามามีบทบาท หรือทำ�หน้าที่เป็นตัวเชื่อม
ประสาน เอือ้ อำ�นวยและสนับสนุนให้เกิดการเปลีย่ นแปลงในการขับเคลือ่ นงานสุขภาวะผูห้ ญิงและ
ความเป็นธรรมทางเพศในสังคมไทย
กลุ่มคนเร่ร่อน /คนไร้บ้าน
ข้อมูลการสำ�รวจของมูลนิธิอิสรชน พบว่า ในปี ๒๕๕๔ มีผู้ใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะ๔๐ จำ�นวน
๒,๕๖๑ คน แบ่งเป็นเพศชาย ๑,๖๓๐ คน เพศหญิง ๙๓๑ คน โดยพบจำ�นวนเพิ่มมากกว่าในปี
๒๕๕๓ ส่วนจำ�นวนคนไร้บ้านถาวร๔๑ ที่มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย สำ�รวจไว้เมื่อต้นปี ๒๕๕๓ พบว่า
มีคนไร้บ้านถาวรจำ�นวน ๑,๐๙๓ คน แยกเป็นเพศชาย ๙๒๒ คน หญิง ๑๔๑ คน เด็ก ๓๐ คน
ในจำ�นวนนีม้ ผี สู้ งู อายุ ๑๔๒ คน และมีลกั ษณะเป็นครอบครัว ๒๕ ครอบครัว นอกจากนี้ในปี ๒๕๕๓
มูลนิธิกระจกเงาได้ทำ�การสำ�รวจจำ�นวนผู้ป่วยข้างถนนใน ๑๒ จุดตามเส้นทางถนนสายหลัก
ในกรุงเทพฯ พบผู้ป่วยข้างถนนจำ�นวน ๒๒ คน เป็นชาย ๒๐ คน หญิง ๒ คน
สภาพปัญหาสำ�คัญของคนไร้บ้าน คือ ปัญหาสุขภาพ และการเข้าถึงสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่ควร
ได้รบั แม้วา่ หน่วยงานของรัฐจะมีแนวทางการให้สทิ ธิประโยชน์แก่ผใู้ ช้ชวี ติ ในพืน้ ทีส่ าธารณะ เช่น
การคุ้มครองสวัสดิภาพให้ได้รับการฟื้นฟูร่างกาย จิตใจ และพัฒนาศักยภาพให้สามารถเข้าถึง
สิทธิขนั้ พืน้ ฐาน และมีทางเลือกในการประกอบอาชีพ และการเสริมสร้างศักยภาพในการประกอบ
อาชีพ เพื่อให้มีรายได้เพียงพอสำ�หรับการมีที่พักอาศัยเป็นของตนเองแต่เนื่องด้วยข้อจำ�กัดของ
กลุ่มคนเหล่านี้โดยเฉพาะการขาดหลักฐานในการแสดงสถานภาพบุคคล (บัตรประชาชน และ
ทะเบียนบ้าน) รวมทั้งกฎเกณฑ์ข้อบังคับต่างๆ ของหน่วยงานภาครัฐ ทำ�ให้กลุ่มผู้ใช้ชีวิตในพื้นที่
สาธารณะไม่สามารถเข้าถึงสิทธิเหล่านี้ได้ นอกจากนี้ การมองกลุ่มผู้ใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะ

สมาคมเพศวิถีศึกษา สำ�นักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, ๒๕๕๕
“ผู้ใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะ” หมายถึงกลุ่มคนที่ใช้ชีวิต กิน นอน และดำ�เนินกิจกรรมอื่นๆ ในชีวิตประจำ�วันในพื้นที่สาธารณะ
โดยเป็นคำ�ที่ใช้แทนคำ�ว่า “คนเร่ร่อน จรจัด” ซึ่งเป็นคำ�ที่มีนัยของการเบียดขับอยู่ในตัว
๔๑
“คนไร้บา้ นถาวร” หมายถึงผูท้ พี่ กั อาศัยในทีส่ าธารณะ โดยมีเจตนา และพฤติกรรมการอยูอ่ าศัยในพืน้ ที่ ไม่มคี วามสามารถทีจ่ ะ
เข้าถึงที่อยู่อาศัยในรูปแบบใดๆ ได้ ไม่มีบ้านเป็นของตนเอง
๔๐

อย่างไม่เห็นคุณค่า และความสำ�คัญของความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกับบุคคลอื่นๆ ในสังคมทำ�ให้
ปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขได้ เนื่องจากการแก้ปัญหาที่มักเน้นในการสงเคราะห์ จัดระเบียบ
มากกว่าการพัฒนาคุณภาพชีวิต สุขภาพ และสวัสดิการ
๗. กลุ่มผู้มีปัญหาสถานะบุคคล
ผู้มีปัญหาสถานะบุคคล หมายถึง บุคคลที่ตกอยู่ในสถานะไร้รัฐ หรือไร้สัญชาติ๔๒ หรือไม่มีสถานะ
ที่ ได้รับการรับรองอย่างถูกกฎเกณฑ์ทางกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องของประเทศไทย
ตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร กฎหมายสัญชาติ กฎหมายคนเข้าเมือง และกฎหมาย
การทำ�งานของคนต่างด้าว รวมถึงภาวการณ์ ไร้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานตามบทบัญญัติในหมวด
๓ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ข้อมูลล่าสุดเมื่อ ๔ เมษายน ๒๕๕๔ ของสำ�นักบริหารการทะเบียน
กรมการปกครอง แสดงจำ�นวนผู้มีปัญหาสถานะบุคคล ๔ กลุ่ม รวมทั้งสิ้น ๓,๒๖๑,๐๕๘ คน
แบ่งเป็น (๑) แรงงานข้ามชาติจากประเทศพม่า ลาว กัมพูชา (มีเลข ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข
๐๐) รวม ๒,๕๘๑,๓๖๐ คน (๒) ชนกลุ่มน้อยที่เกิดหรืออาศัยอยู่ในประเทศไทยมานานแล้ว แต่ยัง
ไม่ได้รับสัญชาติไทย รวม ๓๒๓,๐๘๔ คน (๓) คนไร้รัฐ/ไร้สัญชาติ/ไร้รากเหง้า หรือบุคคลผู้ไม่มี
สถานะทางทะเบียน ซึ่งกรมการปกครองได้เริ่มสำ�รวจตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๘ จำ�นวน
๒๑๘,๕๓๘ คน และ (๔) ผู้ลี้ภัยในพื้นที่พักพิงชั่วคราวแถบชายแดนไทย-พม่าทั้ง ๙ แห่ง รวม
๑๓๘,๐๗๖ คน ซึง่ กลุม่ ดังกล่าวมักไม่ได้รบั การปกป้องคุม้ ครองจากรัฐ ทำ�ให้อยู่ในสภาพเปราะบาง
และมีโอกาสสูงที่จะถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกแสวงหาประโยชน์ และถูกเลือกปฏิบัติ
ดังนั้นภาวะคุกคามความมั่นคงในชีวิตที่สำ�คัญระดับปัจเจกชนสำ�หรับคนกลุ่มนี้๔๓ คือ การขาด
สิทธิขั้นพื้นฐานในการดำ�รงชีวิตอย่างเป็นปกติเกือบทุกด้าน ได้แก่ (๑) สิทธิในการรับรองสถานะ
บุคคลตามกฎหมาย (๒) สิทธิในการรักษาพยาบาลและบริการ (๓) สิทธิในการทำ�งานและได้รับ
การคุม้ ครองแรงงานตามกฎหมาย (๔) สิทธิในการศึกษา (๕) สิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุตธิ รรม
และ (๖) สิทธิในการเข้าถึงคุณภาพชีวิตของมนุษย์อื่นๆ ได้แก่ สิทธิในการเดินทางออกนอกพื้นที่
ที่อาศัยอยู่ สิทธิในการเคลื่อนไหว สิทธิในการก่อตั้งครอบครัวตามกฎหมาย และสิทธิในการ
ครอบครองทรัพย์สิน

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

๔๒

คนไร้สัญชาติ หมายถึง สภาพที่บุคคลที่ไม่มีสัญชาติของรัฐใดรัฐหนึ่งในโลกนี้เลยจากเหตุผลที่ตัวเขาเองหรือบุพการี หรือ
กฎหมายเกีย่ วกับสัญชาติของประเทศต่างๆ ส่งผลให้คนเหล่านัน้ กลายเป็น “คนไร้รฐั ” รวมทัง้ กลายเป็น “คนต่างด้าวทีผ่ ดิ กฎหมาย”
ของทุกรัฐในโลกนี้
๔๓
กฤตยา อาชวนิจกุล. (๒๕๕๔). การจัดระบบคนไร้รฐั ในบริบทประเทศไทย. ใน สุรยี พ์ ร พันพึง่ และ มาลี สันภูวรรณ์ (บรรณาธิการ),
จุดเปลี่ยนประชากร จุดเปลี่ยนสังคมไทย. (หน้า ๑๐๔) นครปฐม: สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล.

115

จุดเน้นของแผน

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

แผนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ ได้วางกรอบการดำ�เนินงานในปี ๒๕๕๖ ให้สอดคล้องกับทิศทาง
เป้าหมาย และยุทธศาสตร์ ๑๐ ปี สสส. (๒๕๕๕ - ๒๕๖๔) และแผนดำ�เนินงาน ๓ ปี (๒๕๕๕ - ๒๕๕๗)
โดยภายหลังกระบวนการทบทวนแผน ร่วมกับคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ ๒ และผู้แทนภาคีหลัก
ที่เกี่ยวข้องแล้ว ได้กำ�หนดจุดเน้นการดำ�เนินงานของแผน ในปี ๒๕๕๖ ดังนี้
๑. พัฒนาหรือสร้างกลไกสนับสนุนด้านวิชาการ และการจัดการความรู้ ให้กับภาคีขับเคลื่อนงาน
ในแต่ละกลุ่มประชากรเฉพาะ เพื่อให้สามารถปรับใช้องค์ความรู้ในการพัฒนานวัตกรรม ที่นำ�ไปสู่
การลดความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพได้คมชัด สามารถนำ�ไปขยายผลได้
๒. ให้ความสำ�คัญในการลดปัจจัยเสี่ยงหลัก โดยเฉพาะการลดการบริโภคยาสูบ การลดการบริโภค
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การพนัน และยาเสพติด ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตในประชากร
กลุ่มเฉพาะ
๓. สนับสนุนการเชื่อมประสานและต่อยอดกับการขับเคลื่อนงานอื่นๆ ของ สสส. ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
งานพัฒนากิจการเพือ่ สังคม กองทุนพัฒนาด้านสังคม และการให้เพือ่ สังคม เพือ่ สร้างโอกาสในการ
หารายได้มาสนับสนุนการดำ�เนินงานพัฒนาที่จำ�เป็นของประชากรกลุ่มเฉพาะต่างๆ ให้มีความ
มั่นคงยิ่งขึ้น
๔. ริเริ่มความร่วมมือในการพัฒนาระบบข้อมูล ที่สามารถแสดงและติดตามความเปลี่ยนแปลงของ
สถานการณ์ความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพในประชากรกลุม่ ต่างๆ โดยใช้แนวทางทีอ่ งค์การอนามัย
โลกแนะนำ�เรื่องปัจจัยทางสังคมที่กำ�หนดสุขภาพ (Social Determinants of Health : SDH)
๕. ให้ความสำ�คัญกับการศึกษาวิเคราะห์เพือ่ เตรียมมาตรการรับมือกับผลกระทบด้านสุขภาพกับกลุม่
ประชากรเฉพาะอันสืบเนื่องจากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

116

วัตถุประสงค์ทั่วไป

เพื่อลดความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพ ในประชากรกลุ่มเฉพาะ

วัตถุประสงค์เฉพาะ

๑. สนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม ทีน่ �ำ ไปสูก่ ารลดความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพในประชากรกลุม่ เฉพาะ
๒. เสริมสร้างเจตคติและความเข้าใจในคุณค่าของประชากรกลุ่มต่างๆ ที่มีความหลากหลาย ให้ดำ�รง
อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างกลมกลืน (Inclusive Society)
๓. ส่งเสริมกลไกการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิต ของภาคีเครือข่าย ให้สามารถขับเคลื่อนการ
ทำ�งานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

๔. พัฒนาองค์ความรู้ในการสร้างสุขภาวะให้กับประชากรกลุ่มเฉพาะ ที่สามารถนำ�ไปต่อยอดสู่การ
พัฒนานโยบายและกลไกการทำ�งานของหน่วยงานต่างๆ

เป้าหมาย ๑ ปีและตัวชี้วัด
๑. มีนวัตกรรม๔๔ ที่ได้รับการพัฒนาจนสามารถขยายผลลงสู่หน่วยงานเจ้าภาพอย่างน้อย ๑ เรื่อง
๒. ได้นวัตกรรมในขั้นทดลองใช้๔๕ ที่เกิดจากกระบวนการทำ�งานของแผนงาน/โครงการเพิ่มขึ้น
อย่างน้อย ๒ ชุด
๓. พัฒนาผู้นำ�การเปลี่ยนแปลง (Change Agent) ที่มีภาวะการนำ�ที่สามารถเชื่อมประสานในการ
ขับเคลื่อนเพื่อลดความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพของประชากรกลุ่มเฉพาะจำ�นวน ๓๐ คน
๔. เกิดชิ้นงานสื่อสารที่มีคุณภาพ สามารถหนุนเสริมการขับเคลื่อนการทำ�งานของภาคีได้อย่างเป็น
รูปธรรม อย่างน้อย ๓ เรื่อง
๕. เกิดพื้นที่สาธารณะต้นแบบที่ทุกคนสามารถใช้บริการได้อย่างสะดวกและปลอดภัยจำ�นวน ๕ แห่ง
เกิดต้นแบบที่พักอาศัยอย่างน้อย ๓๐ หลัง ที่เอื้อต่อการดำ�รงชีวิตอิสระและมีความเหมาะสมกับ
สภาพสังคมแวดล้อม เศรษฐฐานะ สภาพพืน้ ที่ และข้อจำ�กัดของคนทีพ่ กั อาศัยอยู่ (คนพิการ สูงอายุ
ฯลฯ) โดยเป็นต้นแบบที่สามารถทำ�ซํ้าได้
๖. เกิดกลไกและกระบวนการเพื่อผลักดันนโยบายสังคมสวัสดิการ ที่เอื้อต่อการสร้างความเป็นธรรม
ทางสุขภาพในประชากรกลุ่มต่างๆ อย่างน้อย ๑ ประเด็น
๗. ได้แนวทางที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนการลดการบริโภคยาสูบและ/หรือการบริโภคเครื่องดื่ม
แอลกอฮอล์ในประชากรเฉพาะ ๒ กลุ่ม

นวัตกรรมสำ�หรับกลุ่มประชากรกลุ่มเฉพาะ หมายถึง รูปแบบ วิธีการการทำ�งานใหม่ การสร้างสิ่งแวดล้อมหรือเงื่อนไขใหม่
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าทางสังคม เศรษฐกิจ หรือสิ่งแวดล้อม ที่เกิดจากวิถีคิดใหม่ (shifting paradigm) หรืออาจ
ใหม่จากการเปรียบเทียบกับสิ่งที่เคยมี โดยที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงสถานะของความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพในทาง
ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และสามารถนำ�ไปใช้ขยายผลได้กว้างขวาง
๔๕
การวัดและลำ�ดับขั้นของนวัตกรรม (เบญจมาศ หล่อสุวรรณกุล 2550) ประกอบด้วย 1. การประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรม
(Innovation) การแสวงหาทางเลือกในการแก้ปัญหา อาจเป็นการนำ�ของเก่ามาดัดแปลงหรือปรับปรุง เพื่อให้สามารถ
แก้ปัญหาและทำ�ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรืออาจเป็นการคิดขึ้นใหม่ทั้งหมดก็ได้ นวัตกรรมอาจอยู่ในรูปแบบต่างๆ กัน เช่น
อาจมีลักษณะเป็นแนวความคิด หลักการ แนวทาง ระบบ รูปแบบ วิธีการ กระบวนการเทคนิค หรือสิ่งประดิษฐ์ และเทคโนโลยี
2. การทดลองใช้ (Experimentation) ประกอบด้วย 1) การทดลองใช้ 2) การประเมินผล 3) การปรับปรุงแก้ไข 3. การเผยแพร่
ขยายผล (Dissemination) 1) เผยแพร่โดยให้ผู้มีอำ�นาจในการกำ�หนดนโยบาย 2) เผยแพร่สู่ตัวผู้ใช้โดยตรง 3) เผยแพร่แบบ
ผ่านตัวกลางทำ�หน้าที่เชื่อมระหว่างกลุ่มผู้ที่ต้องการเผยแพร่นวัตกรรมกับผู้ที่ต้องการใช้นวัตกรรม

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

๔๔

117

แนวทางการดำ�เนินงาน

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

เพือ่ ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายตามตัวชีว้ ดั ทีก่ ำ�หนดไว้แผนสุขภาวะประชากรกลุม่ เฉพาะ
จึงได้กำ�หนดแนวทางการดำ�เนินงานดังนี้
๑. พัฒนาองค์ความรู้ ที่นำ�ไปสู่การผลักดันนโยบายและกฎหมาย ที่สามารถนำ�ไปบังคับใช้และ
ก่อประโยชน์ในการสร้างสุขภาวะของประชากรกลุ่มเฉพาะได้จริง
๒. สนับสนุนการทำ�งานของภาคีหลักให้เพิ่มขีดความสามารถ ในการดำ�เนินการขับเคลื่อนงานตาม
เป้าหมายเฉพาะกลุ่ม พร้อมทั้งเชื่อมประสานให้เกิดการเชื่อมโยงและสนับสนุนการดำ�เนินงาน
ระหว่างภาคีหลักในแต่ละกลุ่มประชากรในประเด็นขับเคลื่อนที่มีร่วมกัน
๓. สนับสนุนกลไกด้านวิชาการ การจัดการความรู้ และนวัตกรรมสร้างสุขของกลุ่มประชากร เพื่อให้
มีความคมชัดสามารถขยายผลเข้าสู่ระบบและกลไกหลักของสังคมโดยมุ่งเน้นที่ระบบสวัสดิการ
สังคม ระบบสุขภาพ และกลไกการปกครองส่วนท้องถิ่น
๔. พัฒนางานสือ่ สารสาธารณะร่วมกับภาคีและนักสร้างสรรค์สอื่ เพือ่ หนุนเสริมให้ประชากรกลุม่ เฉพาะ
ทุกกลุ่ม เกิดความเชื่อมั่นในพลังและคุณค่าในตนเอง พัฒนาขีดความสามารถในการสื่อสาร
สาธารณะ รวมถึงการสร้างเครือข่ายวิชาชีพด้านการสือ่ สารทีม่ คี วามเข้าใจอย่างลึกซึง้ ผลิตชิน้ งาน
สื่อสารที่มีประสิทธิภาพสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม
๕. ประสานเชื่อมโยงการขับเคลื่อนงานของประชากรกลุ่มเฉพาะกับช่องทางการหารายได้หรือระดม
ทุนทางสังคม อาทิ กิจการเพื่อสังคม กองทุนพัฒนาด้านสังคม และการให้เพื่อสังคม
๖. ริเริ่มความร่วมมือในการพัฒนาระบบข้อมูล ที่สามารถแสดงและติดตามความเปลี่ยนแปลงของ
สถานการณ์ความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพระหว่างประชากรกลุ่มต่างๆ

118

กลุ่มแผนงาน
แผนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ ประกอบด้วย ๔ กลุ่มแผนงาน ซึ่งแต่ละกลุ่มแผนงานมีภารกิจโดย
สังเขปดังนี้
๑. กลุ่มแผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตและนวัตกรรม สำ�หรับประชากรกลุ่มเฉพาะ
ภารกิจและแนวทางการดำ�เนินงาน
๑.๑ สนับสนุน ค้นหา หรือสร้างกลไกสนับสนุนด้านวิชาการ การจัดการความรู้ และการพัฒนา
นวัตกรรมเพื่อลดความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพให้คมชัด มีบทบาทในการเป็นพี่เลี้ยงให้
คำ�ปรึกษา แนะนำ�ด้านวิชาการ สำ�หรับผู้ขับเคลื่อนงานประชากรกลุ่มเฉพาะกลุ่มต่างๆ
๑.๒ สนับสนุนการค้นหาและพัฒนานวัตกรรมสร้างสุข และสร้างพืน้ ทีก่ ารเรียนรูเ้ รือ่ งต่างๆ ทีม่ ี
ความพร้อมสามารถขยายผลได้ เช่น การสร้างสภาพทีท่ �ำ งานทีป่ ลอดภัยจากการถูกคุกคาม

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

ทางเพศ สถานประกอบการ/สหภาพแรงงานต้นแบบในการจัดระบบสุขภาพความปลอดภัย
ในที่ทำ�งาน การสร้างนวัตกรรมเพื่อลดต้นทุนการผลิตของกลุ่ม ตำ�บลนำ�ร่องเรื่ององค์กร
การเงินท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาสัมมาชีพ
๑.๓ สนับสนุนการขยายผลนวัตกรรมสร้างสุขของประชากรกลุม่ เฉพาะสูเ่ จ้าภาพหลัก เช่น การ
ผลักดันให้มีงบกองทุนส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคของ สำ�นักงานหลักประกันสุขภาพ
แห่งชาติ หรืองบประมาณจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้ามาเป็นส่วนสนับสนุนการ
ต่อยอดหรือขยายผลนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้น
๑.๔ ประสานเครือข่ายนักวิชาการเพื่อจัดการความรู้ที่มีอยู่แล้วให้พร้อมใช้ในการขยายผล
วิจัยสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่จำ�เป็นและตอบสนองการทำ�งานในกลไกต่างๆ และผลักดัน
นโยบาย เช่น ศึกษาสถานการณ์ความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพของประชากรกลุ่มเฉพาะ
จัดการความรู้เรื่องการเตรียมความพร้อมของผู้ใหญ่วัยแรงงานไปจนถึงผู้สูงอายุทั่วไป
ให้มีความพร้อมในการเตรียมตัวสู่การเป็นผู้สูงอายุที่มีศักยภาพ (Active Aging)
๑.๕ สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรกลุ่มเฉพาะ และการขยายแนวร่วมไปยัง
หน่วยงานและเครือข่ายคนทำ�งานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ และเอกชน เพื่อ
สนับสนุนและเสริมพลังให้กับเครือข่ายในการลดความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพ
๑.๖ เชือ่ มประสานและต่อยอดการทำ�งานประชากรกลุม่ เฉพาะกับ การพัฒนากิจการเพือ่ สังคม
กองทุนด้านการพัฒนาสังคม และการให้เพื่อสังคม เพื่อสร้างโอกาสในการหารายได้มา
สนับสนุนการดำ�เนินงานพัฒนาที่จำ�เป็นของประชากรกลุ่มเฉพาะต่างๆ ให้มีความมั่นคง
ยิง่ ขึน้ เช่น การเพิม่ โอกาสการสร้างอาชีพและขยายเครือข่ายการประกอบอาชีพเป็นกิจการ
เพื่อสังคมของคนพิการ
แผนงานโครงการหลัก
ประกอบด้วย แผนงานพัฒนาคุณภาพชีวติ ผูส้ งู อายุ/แผนงานคุณภาพชีวติ แรงงาน/ แผนงานสร้าง
เสริมสมรรถนะบุคคลและสภาพแวดล้อมเพื่อการดำ�รงชีวิตในสังคมที่พึ่งพาตนเองได้/ แผนงาน
สร้างเสริมสุขภาวะมุสลิมไทย/แผนงานสุขภาวะผูห้ ญิงและความเป็นธรรมทางเพศ/แผนงานพัฒนา
คุณภาพชีวติ กลุม่ ผูม้ ปี ญั หาสถานะบุคคล/โครงการด้านการพัฒนาสังคม/โครงการขับเคลือ่ นสังคม
ไทยสู่วัฒนธรรมการให้เพื่อสังคม และ การสร้างเสริมสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะอื่นๆ
๒. กลุ่มแผนงานพัฒนาศักยภาพภาคีและการสื่อสารสาธารณะ
ภารกิจและแนวทางการดำ�เนินงาน
๒.๑ ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพภาคีหลัก โดยประเมินความต้องการในการพัฒนาศักยภาพ
เครือข่ายคนทำ�งาน ทั้งด้านทักษะการบริหารจัดการ กระบวนการคิดวิเคราะห์หรือจัดการ
ความรู้ และสนับสนุนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของคนทำ�งาน และนักวิชาการ รวมทั้งพัฒนา

119

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
120

เครือข่ายของภาคีคนทำ�งาน เพื่อเสริมพลังให้สามารถขับเคลื่อนการทำ�งานได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ และให้องค์กรภาคีมีความเข้มแข็งเป็นหน่วยเรียนรู้ที่สำ�คัญของสังคม
๒.๒ สนับสนุนให้เกิดการสือ่ สารสาธารณะเพือ่ สร้างความตระหนักในการสร้างสุขภาวะของกลุม่
ประชากรเป้าหมาย ด้วยการพัฒนาสื่อให้มีประสิทธิภาพสามารถหนุนเสริมการทำ�งาน
ขับเคลื่อนสุขภาวะของภาคี และสร้างการเรียนรู้ของเครือข่ายวิชาชีพด้านการสื่อสารที่มี
ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งกับกลุ่มประชากรเฉพาะ มีกระบวนการผลิตสื่อที่ประณีต สร้างการ
เรียนรูร้ ว่ มกันระหว่างนักสือ่ สารกับภาคี รวมทัง้ ให้ความสำ�คัญกับการพัฒนาศักยภาพภาคี
เครือข่ายในการกำ�หนดประเด็นการสื่อสารที่คมชัดเพื่อการปรับเปลี่ยนการรับรู้ของสังคม
และประชาชนทั่วไป
แผนงานโครงการหลัก
ประกอบด้วย โครงการเสริมสร้างภาวะการนำ�เพือ่ สร้างความเป็นธรรมทางสุขภาพ/ โครงการพัฒนา
นวัตกรรมและการดำ�เนินงานกระบวนการสร้างสื่อสร้างสรรค์ด้วยความเข้าใจเชิงลึกสำ�หรับกลุ่ม
ประชากรเฉพาะผ่านเครือข่ายนักสร้างสรรค์เพื่อสังคม และโครงการอื่นๆ
๓. กลุ่มแผนงานพัฒนาสภาพแวดล้อมทางกายภาพให้สอดคล้องกับการดำ�เนินชีวิตและสุขภาพ
ภารกิจและแนวทางการดำ�เนินงาน
๓.๑ ส่งเสริมภาคีหลักให้มีการพัฒนานวัตกรรม ด้านการปรับสภาพแวดล้อมทางกายภาพให้
สอดคล้องกับประชากรเป้าหมายในพื้นที่ต้นแบบ เช่น เกิดพื้นที่ต้นแบบในโรงพยาบาล
โรงเรียน มัสยิด วัด สนามเด็กเล่น ทางเดินเท้า รถโดยสารสาธารณะ ศูนย์พักคนไร้บ้าน
ที่สามารถนำ�เสนอเพื่อการเรียนรู้สู่สาธารณะได้
๓.๒ ส่งเสริมกลไกพัฒนาองค์ความรู้ ทั้งด้านการออกแบบ ศึกษาสถานการณ์และประโยชน์
ของประชากรกลุ่มเฉพาะและสังคมที่จะได้จากการปรับสภาพแวดล้อมทางกายภาพ เพื่อ
นำ�มาผลักดันให้เกิดนโยบายสาธารณะ
๓.๓ สนับสนุนการขยายเครือข่ายความร่วมมือในการผลักดันให้เป็นประเด็นสาธารณะ ทั้งการ
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ พัฒนาองค์ความรู้ และร่วมลงทุนเรื่องการปรับสภาพแวดล้อมทาง
กายภาพให้สอดคล้องกับการดำ�เนินชีวิตของกลุ่มประชากร จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น การสนับสนุนหน่วยงานด้านการปรับสภาพแวดล้อมและ
เทคโนโลยีส�ำ หรับผูพ้ กิ ารและผูส้ งู อายุภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประสาน
สมาคมสถาปนิกสยามฯ เพื่อเป็นหน่วยจัดการการออกแบบ ประสานองค์การบริหารส่วน
ตำ�บลเพื่อสนับสนุนงบประมาณระดับพื้นที่ในการปรับปรุง
๓.๔ สนับสนุนการสร้างกระแสการรับรู้ในวงกว้างเพื่อให้ประชาชนทั่วไปเกิดความตระหนัก
เห็นประโยชน์ ในการปรับสภาพแวดล้อมทางกายภาพให้เอื้อต่อการใช้ชีวิตในสังคมของ

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

กลุ่มประชากรต่างๆ ทั้งการปรับโครงสร้างทางกายภาพและการแก้ปัญหาความเสี่ยงทาง
กายภาพอย่างง่ายโดยประชาชนเอง
๓.๕ สนับสนุนให้เกิดการประกวดพื้นที่สาธารณะหรือจังหวัดต้นแบบที่เอื้อต่อการดำ�รงชีวิต
อิสระของผู้พิการและผู้สูงอายุ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ วิธีประสานเครือข่าย
ประสานงบประมาณ ระหว่างหน่วยงานระดับจังหวัด เพื่อให้เกิดการขยายผลบทเรียนที่ดี
ในวงกว้าง
แผนงานโครงการหลัก
ประกอบด้วย โครงการพัฒนาสภาพแวดล้อมทางกายภาพเพือ่ คนทัง้ มวล โครงการพัฒนาเครือข่าย
ขับเคลือ่ นงานความพิการเป็นศูนย์ โครงการความร่วมมือกับหน่วยงานภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี
๔. กลุ่มงานวิชาการและการสนับสนุนการขับเคลื่อนทางนโยบาย
๔.๑ สนับสนุนการพัฒนาข้อมูลบ่งชีค้ วามเหลือ่ มลํา้ ของประชากรกลุม่ ต่างๆ สำ�หรับใช้เป็นฐาน
งานวิชาการเพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย และติดตามความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์
ความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพระหว่างประชากรกลุม่ ต่างๆ โดยใช้แนวทางทีอ่ งค์การอนามัย
โลกแนะนำ�เรื่องปัจจัยทางสังคมที่กำ�หนดสุขภาพ
๔.๒ สนับสนุนการจัดกระบวนการทบทวน วางยุทธศาสตร์ และเป้าหมายทีต่ อ้ งการบรรลุในแต่ละ
กลุ่มประชากร โดยในปี ๒๕๕๖ นี้เน้นเรื่อง ผู้พิการ ผู้สูงอายุ แรงงาน และมุสลิมไทย
๔.๓ สนับสนุนงานวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้ การถอดบทเรียนการทำ�งาน เพือ่ นำ�ไปสูก่ าร
ผลักดันนโยบาย ให้เกิดการบังคับใช้กฎหมาย และให้สามารถขับเคลื่อนงานด้านต่างๆ ได้
อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น งานวิชาการเพือ่ สนับสนุนกลไกบังคับใช้กฎหมาย นโยบายการออม
การศึกษากลไกการบริหารจัดการรายได้จากสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อการพัฒนาสังคม
การศึกษาเรื่องผลกระทบของต่อสุขภาพของประชากรกลุ่มต่างๆ
๔.๔ สนับสนุนกระบวนการผลักดันนโยบายและกฎหมายที่สำ�คัญ ส่งผลกระทบสูงต่อประชากร
กลุ่มเฉพาะ เช่น กองทุนพัฒนาสังคม การบริจาคเพื่อสังคม ความปลอดภัยในการทำ�งาน
พระราชบัญญัตปิ ระกันสังคม รวมถึงสนับสนุนการวางแผนการติดตามประเมินการขับเคลือ่ น
นโยบายต่างๆ
๔.๕ สนับสนุนโอกาสในการสร้างเงินทุนสำ�หรับการทำ�งานด้านสังคมเพื่อการดำ�เนินงานด้าน
สังคมอย่างยั่งยืน ผ่านการสร้างกลไกความร่วมมือการขับเคลื่อนกองทุนด้านการพัฒนา
สังคมของภาคีเครือข่ายที่ทำ�งานเกี่ยวข้องกับกลุ่มประชากรเฉพาะ เช่น เด็กและเยาวชน
ผู้หญิง ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ครอบครัว และกลุ่มประชากรอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสร้าง
กระแสเรื่องวัฒนธรรมการให้เพื่อสังคมที่เป็นการให้แบบมีส่วนร่วม เป็นระบบ พลังของ

121

การให้จะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ทั้งกับผู้ให้ ผู้รับ และสังคมโดยรวม เพื่อสนับสนุน
กลไกการทำ�งานพัฒนาสังคม เช่น องค์กรสาธารณประโยชน์ และ องค์กรอิสระที่ให้บริการ
สาธารณะ ให้มีความมั่นคงยั่งยืน
๔.๖ สนับสนุนให้เกิดกลไกการติดตาม กำ�กับ ประเมินผล ทีม่ ปี ระสิทธิภาพ โดยพัฒนาระบบข้อมูล
ติดตามความก้าวหน้าในการดำ�เนินการการขับเคลื่อนในประเด็นสำ�คัญเพื่อสะท้อนการ
ทำ�งานให้สามารถปรับการดำ�เนินงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
แผนงานโครงการหลัก
ประกอบด้วย แผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ/แผนงานคุณภาพชีวิตแรงงาน แผนงาน
สร้างเสริมสุขภาพคนพิการฯ แผนงานสร้างเสริมสุขภาวะมุสลิมไทย แผนงานสุขภาวะผูห้ ญิงและ
ความเป็นธรรมทางเพศ โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มผู้มีปัญหาสถานะบุคคล โครงการ
ขับเคลื่อนสังคมไทยสู่วัฒนธรรมการให้เพื่อสังคม โครงการพัฒนาและขับเคลื่อนกองทุนด้านการ
พัฒนาสังคม

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

ภาคีหลัก

122

หน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความ
มัน่ คงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงยุตธิ รรม กระทรวงการคลัง สำ�นักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
สถาบันการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำ�นักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ สถาบันวิจัยระบบ
สาธารณสุข สถาบันสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ วิทยาลัยราชสุดา สถาบันวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและ
เทคโนโลยีสิ่งอำ�นวยความสะดวก สำ�นักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ สถาบันพัฒนาวิสาหกิจ
ขนาดกลางและขนาดย่อม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย สำ�นักงาน
สภาความมั่นคงแห่งชาติ
ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และอื่นๆ อาทิ มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ เครือข่ายศิลปะดนตรีคนพิการ
สมาคมล่ามภาษามือไทย สมาคมพยาบาลเวชปฏิบัติทางตา สถาบันคนตาบอดเพื่อการวิจัยและพัฒนา
สมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย สมาคมคนหูหนวกระดับภูมภิ าค Disabled Peoples’ International AsiaPacific Region สถาบัน ChangeFusion สมาคมสถาปนิกสยาม มูลนิธิผู้หญิง มูลนิธิเพื่อนหญิง มูลนิธิหญิง
ชายก้าวไกล มูลนิธิธีรนาถกาญจนอักษร ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาสิทธิผู้หญิง ศูนย์ฝึกอบรมโครงการผู้หญิง
เพือ่ สันติภาพและความยุตธิ รรม ศูนย์การศึกษาและพัฒนาสิทธิมนุษยชน สมาคมเพศวิถศี กึ ษา หน่วยจัดการ
ความรู้เรื่องความรุนแรงในครอบครัว สมาคมส่งเสริมสิทธิชุมชนสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ สมาคม
บัณฑิตสตรีทางกฎหมายแห่งประเทศไทยฯ มูลนิธเิ พือ่ นเยาวชนเพือ่ การพัฒนา เครือข่ายสตรีชนเผ่า เครือข่าย
ผู้หญิงพลิกโฉมประเทศไทย มูลนิธิสร้างสุขมุสลิมไทย ชมรมผู้นำ�สุขภาวะมุสลิมไทย เครือข่ายชุมชนรักษ์
สุขภาวะ มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย สมาคมวิถีทางเลือกเพื่อการ
พัฒนาทีย่ งั่ ยืน ศูนย์วชิ าการและศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบ สถาบันการเงิน หอการค้าจังหวัด สมาคม

ผู้ประกอบการ สภาอุตสาหกรรมฯ คณะกรรมการสมานฉันทน์แรงงานไทย เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
และเกษตรกรพันธสัญญา มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ศูนย์ประสานงาน
การรณรงค์เพื่อแรงงานไทย สมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทย เครือข่ายสื่อมวลชน

งบประมาณ

กลุ่มแผนงานหลัก

งบประมาณ (ล้านบาท)

๑. กลุ่มแผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตและนวัตกรรม สำ�หรับประชากร
กลุ่มเฉพาะ
๒. กลุ่มแผนงานพัฒนาศักยภาพภาคีและการสื่อสารสาธารณะ
๓. กลุ่มแผนงานพัฒนาสภาพแวดล้อมทางกายภาพให้สอดคล้องกับ
การดำ�เนินชีวิตและสุขภาพ
๔. กลุ่มงานวิชาการและการสนับสนุนการขับเคลื่อนทางนโยบาย

รวม

๑๔๐
๑๐
๑๐
๒๐
๑๘๐

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
123

แผนสุขภาวะชุมชน
สถานการณ์และแนวโน้ม

๔๖

เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ หมายถึง ภาคีเครือข่ายที่ร่วมขับเคลื่อนงานสุขภาวะชุมชนและได้รับการสนับสนุน
งบประมาณจากแผนสุขภาวะชุมชนซึง่ ประกอบด้วย ศูนย์เรียนรูด้ า้ นการจัดการสุขภาวะสีม่ ติ แิ ละสมาชิกในเครือข่าย เครือข่าย
จังหวัดน่าอยู่ สถาบันการศึกษา และองค์กรชุมชน

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

แผนสุขภาวะชุมชนยังคงยึดทิศทาง เป้าหมาย และยุทธศาสตร์ ระยะ ๑๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๕๕ - ๒๕๖๔)
ของกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ภาพรวมของเป้าหมายและตัวชี้วัดของแผน สุขภาวะชุมชน
ในระยะ ๓ ปี โดยในแผนการดำ�เนินงานปี ๒๕๕๖ ได้มีการปรับแนวทางการดำ�เนินงานอันเนื่องจากการสรุป
บทเรียนของภาคีและเครือข่าย ผลการประเมินภาพรวมของแผนสุขภาวะชุมชนปี ๒๕๕๒ - ๒๕๕๔ และ
ผลการประเมินระดับโครงการ โดยมีสถานการณ์และแนวโน้มที่สำ�คัญดังนี้
๑. เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิน่ น่าอยู๔๖่ มีการทำ�งานร่วมกันมาอย่างต่อเนือ่ งกว่า ๓ ปี ได้สร้างฐาน
(Platform) ทีม่ คี วามพร้อมในการบูรณาการภารกิจและกิจกรรมกับแผนภายใน สสส. ตามข้อชีแ้ นะ
ของคณะผู้ประเมินแผนสุขภาวะชุมชนว่า ควรให้ความสำ�คัญกับการทำ�งานเชิงการบูรณาการกัน
ภายในองค์กรทั้งภารกิจและการจัดการ โดยเฉพาะการบูรณาการกับแผนที่มีการดำ�เนินการเพื่อ
ลดปัจจัยเสีย่ งทางสุขภาพ เช่น การลดการบริโภคยาสูบทีก่ ลับมีแนวโน้มเพิม่ ขึน้ การบริโภคอาหาร
ทีป่ ลอดภัยและไม่บริโภคเกิน รวมถึงกลุม่ ประชากรทีม่ คี วามเปราะบาง เช่น เด็ก เยาวชน ผูส้ งู อายุ
คนยากจนที่ป่วยแล้วถูกทอดทิ้ง
๒. แผนสุขภาวะชุมชนได้ใช้ยทุ ธศาสตร์การขับเคลือ่ นด้วยการค้นหาทุนและศักยภาพของพืน้ ทีม่ าเป็น
เงื่อนไขในการพัฒนาขบวนการสร้างเสริมสุขภาวะชุมชนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ ซึ่งคณะ
ผู้ประเมินเห็นว่าเป็นทิศทางที่ถูกต้องที่ควรจะดำ�เนินการต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยคณะผู้ประเมิน
ได้เสนอแนะให้แผนสุขภาวะชุมชนมีการพัฒนาศักยภาพชุมชนท้องถิ่นด้านการเผชิญกับภาวะ
คุกคามหรือวิกฤต ทั้งที่เป็นปัญหาร่วมในระดับชาติและปัญหาเฉพาะบริบท ซึ่งจากประสบการณ์
และการสรุปบทเรียนของเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ก็สอดคล้องกับข้อแนะนำ�ของ
ผู้ประเมิน นั่นหมายความว่า แผนสุขภาวะชุมชนจะต้องออกแบบการดำ�เนินงานให้ครอบคลุมถึง
การจัดการกับภาวะวิกฤตทีช่ มุ ชนเผชิญอยูใ่ นปัจจุบนั และอนาคต เช่น การจัดการภัยพิบตั ิ ความรุนแรง
ในสังคม คุณภาพการศึกษา

125

๓. การเห็นโอกาสในการบูรณาการเพื่อสานพลังของภาคียุทธศาสตร์ โดยเฉพาะภาคียุทธศาสตร์
ที่มีภารกิจและการดำ�เนินงานสนับสนุนการพัฒนาในเชิงพื้นที่และมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนและ
ส่งเสริมการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่น เช่น การขับเคลื่อนของกองทุนหลักประกันสุขภาพ
ตำ�บลกับตำ�บลสุขภาวะ (ตำ�บลน่าอยู่) การจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนท้องถิ่น กองทุนสวัสดิการ
ชุมชนกับการดูแลสุขภาพชุมชน เกษตรกรรมยั่งยืนกับอาหารปลอดภัย การลดภาวะโลกร้อนกับ
การจัดการขยะ การจัดการภัยพิบตั โิ ดยชุมชนทีส่ นับสนุนโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การ
มหาชน)

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

จุดเน้นของแผน

126

การดำ�เนินงานของแผนสุขภาวะชุมชน ปี ๒๕๕๖ ยังคงอยู่ในกรอบของแผนสุขภาวะชุมชนปี ๒๕๕๕ ๒๕๕๗ โดยกำ�หนดแนวทางการดำ�เนินงานให้ตอบสนองต่อสถานการณ์และแนวโน้มที่กล่าวมาข้างต้น การ
ดำ�เนินงานในปี ๒๕๕๖ จึงมีจุดเน้น ๖ ประการ ดังนี้
๑. สืบเนื่องมาจากการที่เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ได้กำ�หนดเป้าหมายร่วมในการ
ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ๗ ประเด็น๔๗ โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเครือข่ายเป็น
เจ้าภาพหลักในขับเคลื่อนและผลักดันให้เกิดปฏิบัติการในพื้นที่ของตน อันส่งผลต่อสุขภาวะของ
กลุม่ ต่างๆ ในชุมชนอย่างกว้างขวาง จึงเป็นโอกาสทีแ่ ผนสุขภาวะชุมชนจะใช้ศกั ยภาพของเครือข่าย
ร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่เป็นฐาน ในการประสานเชื่อมโยงทั้งความเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง
เฉพาะประเด็นจากแผนต่างๆ ภายใน สสส. เพื่อร่วมกันรณรงค์ให้มีปฏิบัติการสร้างเสริมสุขภาพ
และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนในพื้นที่ของเครือข่าย รวมถึงการผลักดันให้มีการ
กำ�หนดเป็นแนวทางการดำ�เนินงานหรือนโยบายสาธารณะของท้องถิ่นและของจังหวัด
๒. บทเรียนของแผนสุขภาวะชุมชนที่ได้สนับสนุนการพัฒนาระบบข้อมูลตำ�บลและมีการใช้ข้อมูล
ในกระบวนการตัดสินใจของผู้นำ�ชุมชนทั้งที่เป็นผู้นำ�ท้องถิ่น ท้องที่ กลุ่ม และภาคประชาชน โดย
ในกระบวนการเน้นเรือ่ งการเรียนรูข้ องผูน้ �ำ และประชาชนจากข้อมูลตัง้ แต่ระดับครัวเรือน หมูบ่ า้ น
หรือชุมชน และตำ�บล ได้สร้างความตื่นตัวให้ผู้นำ�ใช้ข้อมูลในกระบวนการตัดสินใจ รวมถึงแผน
สุขภาวะชุมชนได้มีการรณรงค์ด้วยการกระตุ้นให้มีการศึกษาดูงานที่เกี่ยวกับการใช้ข้อมูลในการ
ตัดสินใจของผูน้ ำ�อย่างต่อเนือ่ งเพือ่ สร้างวัฒนธรรมการใช้ความรูใ้ ห้เกิดขึน้ ในองค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่นและผู้นำ�ชุมชน แผนสุขภาวะชุมชนจึงจะใช้โอกาสนี้ในการสนับสนุนให้มีการพัฒนาระบบ
ข้อมูลตำ�บลของเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิน่ น่าอยู่ให้เป็นเครือ่ งมือในการกระตุน้ ชุมชนท้องถิน่
กำ�หนดทิศทางการพัฒนาสุขภาวะอย่างสมเหตุสมผลและมีการลงทุนในการพัฒนาอย่างคุ้มค่า
ทัง้ ที่ใช้งบประมาณจากภาครัฐและเงินของชุมชนเองก็ตาม ซึง่ หมายรวมถึงการลดปัจจัยเสีย่ งทาง
สุขภาพที่บ่งชี้ถึงความสุขของประชาชนในชุมชน
๔๗

ประกอบด้วย ๑) การบริหารจัดการท้องถิ่นแบบมีส่วนร่วม ๒) การจัดการสวัสดิการสังคมโดยชุมชน ๓) เกษตรกรรมยั่งยืน
๔) การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ๕) การเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน ๖) การดูแลสุขภาพชุมชน และ ๗) การ
จัดการภัยพิบัติ

๓. การสร้างความร่วมมือกับสถาบันวิชาการหรือสถาบันการศึกษามีความจำ�เป็นมากยิง่ ขึน้ เนือ่ งจาก
สถาบันวิชาการหรือสถาบันการศึกษามีทักษะและความสามารถในการสร้างและจัดกระบวนการ
จัดการความรู้จากปฏิบัติการในพื้นที่และสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ที่ชุมชนท้องถิ่นได้น�ำ ไปใช้ใน
การปรับวิถชี วี ติ อย่างสมเหตุสมผล และขยายกลุม่ หรือเครือข่ายอย่างรูท้ นั ข้อจำ�กัดของแต่ละบริบท
แผนสุขภาวะชุมชนจึงให้ความสำ�คัญกับการสนับสนุนให้มกี ลไกการวิจยั และพัฒนาสุขภาวะภายใน
สถาบันวิชาการหรือสถาบันการศึกษาทีม่ สี มรรถนะในการสร้างนักวิจยั ของตนเอง นักวิจยั ในพืน้ ที่
พัฒนาโจทย์การวิจัยที่มาจากความจำ�เป็นต่อการใช้ข้อค้นพบโดยชุมชนท้องถิ่น พัฒนาเครื่องมือ
ที่อำ�นวยความสะดวกในการเรียนรู้ร่วมกันของคนในชุมชน และร่วมเป็นผู้สนับสนุนวิชาการใน
ขบวนการขับเคลือ่ นนโยบายสาธารณะเพือ่ สุขภาพทุกระดับของเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิน่
น่าอยู่
๔. แผนสุขภาวะชุมชนได้สนับสนุนให้เกิด “ศูนย์เรียนรูด้ า้ นการจัดการสุขภาวะสีม่ ติ ”ิ และปฏิบตั กิ ารที่
เรียกว่า “แหล่งเรียนรู้” ให้มีการดำ�เนินงานจนเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการสร้างเสริม สุขภาวะ
อย่างชัดเจนและมีการขยายการดำ�เนินงานเหล่านั้นด้วยการจัดการเรียนร่วมกันของแกนนำ� โดย
การศึกษาดูงาน การบอกเล่าต่อกันมา และบางส่วนจากการจัดกิจกรรมรณรงค์ของหน่วยงาน
ทั้งภาครัฐและเอกชน ด้วยวิธีการสื่อสารที่กล่าวมานั้น ส่งผลให้ปฏิบัติการดีๆ ในชุมชนได้ขยาย
ขอบข่ายจากพื้นที่ของตนเองไปสู่ภายนอกชุมชน แผนสุขภาวะชุมชนจะสนับสนุนให้เครือข่าย
สื่อสารมวลชนได้เข้าไปเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้จนเชื่อมั่นในศักยภาพของชุมชนท้องถิ่นในการ
จัดการสุขภาวะของตนเองได้ อันจะส่งผลต่อมุมมองในการนำ�เสนอข่าวสารของสื่อมวลชนอย่าง
ต่อเนือ่ ง และเรือ่ งการจัดการสุขภาวะโดยชุมชนเองจะได้มพี นื้ ที่ในการสือ่ สารโดยสือ่ มวลชนแขนง
ต่างๆ อย่างกว้างขวาง ซึ่งเป็นกระบวนการหนึ่งที่จะทำ�ให้เกิดการขยายผลในเชิงพื้นที่และขยาย
แนวคิดในการจัดการสุขภาวะ
๕. ในปี ๒๕๕๘ ข้อตกลงของประชาคมอาเซียนจะมีผลต่อประเทศไทย โดยเฉพาะการเตรียมการทีจ่ ะ
มีการทำ�งานร่วมกัน การประกอบอาชีพร่วมกัน การใช้บริการสาธารณะที่ต้องรองรับประชากร
ในประชาคมอาเซียน และด้านการดูแลสุขภาพจะมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น แผนสุขภาวะชุมชน
จึงจะให้ความสำ�คัญกับการสร้างความตระหนักและกระตุน้ ให้เครือข่ายได้มกี ารปรึกษาหารือถึงการ
ปรับตัวและเตรียมประชาชนในพื้นที่ของตนเอง
๖. การบูรณาการภารกิจและกิจกรรมภายใน สสส. และภาคียุทธศาสตร์ เป็นทิศทางที่แผนสุขภาวะ
ชุมชนให้ความสำ�คัญโดยเฉพาะการทำ�หน้าที่เป็นผู้ร่วมออกแบบขบวนการขับเคลื่อนในระดับ
ตำ�บลและจังหวัดที่เป็นการพัฒนาเชิงระบบที่ผูกโยงเข้าไปในภารกิจภายในโครงสร้างขององค์กร
ในพืน้ ที่ รวมถึงการร่วมกับแผนอืน่ ในการกำ�หนดแนวทางการขับเคลือ่ นและรณรงค์ในระดับพืน้ ที่
และผลักดันให้เป็นระเบียบวาระสำ�คัญของเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

127

วัตถุประสงค์

๑. เพือ่ สนับสนุนและส่งเสริมให้มศี นู ย์เรียนรูด้ า้ นการจัดการสุขภาวะสีม่ ติ ทิ มี่ ศี กั ยภาพในการเป็นกลไก
ขับเคลื่อนเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่
๒. เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนศูนย์เรียนรู้ด้านการจัดการสุขภาวะสี่มิติให้มีการพัฒนาต่อยอดทุนและ
ยกระดับความรูส้ กู่ ารเป็นศูนย์บรู ณาการด้านการจัดการสุขภาวะชุมชนทีม่ คี วามชำ�นาญเฉพาะประเด็น
๓. เพือ่ สนับสนุนสถาบันวิชาการให้มกี ารจัดตัง้ กลไกการจัดการงานวิจยั และพัฒนาสุขภาวะชุมชนทีม่ ี
การบูรณาการร่วมกับศูนย์บรู ณาการด้านการจัดการสุขภาวะชุมชนและศูนย์เรียนรูด้ า้ นการจัดการ
สุขภาวะสี่มิติ
๔. เพือ่ สนับสนุนให้เกิดกลไกในระดับพืน้ ทีใ่ นการทำ�หน้าทีเ่ ป็นฐาน ในการบูรณาการการพัฒนาสุขภาวะ
เฉพาะเรื่อง เฉพาะประเด็น
๕. เพือ่ สนับสนุนการสร้างและการจัดการความรูท้ ี่ใช้ในกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะทีเ่ อือ้ ต่อ
สุขภาพและการจัดการสุขภาวะชุมชนทั้งในระดับตำ�บล ระดับจังหวัด และระดับเครือข่าย รวมถึง
หนุนเสริมการขับเคลื่อนนโยบายการกระจายอำ�นาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
๖. เพื่อสนับสนุนให้เกิดกระบวนการทบทวนตัวชี้วัดที่เกี่ยวกับความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นและ
สร้างการเรียนรู้จนเกิดการยอมรับและกำ�หนดเป็นเป้าหมายพัฒนาสุขภาวะของทุกภาคส่วน

เป้าหมาย ๑ ปี และตัวชี้วัด

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

128

๑. องค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ ทีม่ กี ารพัฒนาระบบการจัดการสุขภาวะชุมชนมีศกั ยภาพในการทำ�หน้าที่
เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการจัดการสุขภาวะสี่มิติ ไม่น้อยกว่า ๒๕ แห่ง
๒. ศูนย์เรียนรู้ด้านการจัดการสุขภาวะสี่มิติร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำ�นวนไม่น้อยกว่า
๕๐๐ แห่ง เป็นเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ที่ทำ�หน้าที่พัฒนาระบบการเรียนรู้ร่วมกัน
และนำ�ไปสู่การปรับแนวคิดในการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่นในการดำ�เนินกิจกรรมด้านการ
สร้างเสริมสุขภาวะด้วยวิธีการที่เหมาะสมตามบริบททางสังคมวัฒนธรรมและสภาพภูมินิเวศของ
แต่ละพื้นที่
๓. ศูนย์เรียนรูด้ า้ นการจัดการสุขภาวะสีม่ ติ ริ ว่ มเป็นเครือข่ายกับสถาบันวิชาการในการทำ�หน้าทีส่ ร้าง
และพัฒนาชุดองค์ความรู้ด้านการจัดการสุขภาวะตามความชำ �นาญเฉพาะและยกระดับไปเป็น
ศูนย์บูรณาการด้านการจัดการสุขภาวะชุมชน จำ�นวน ๒ แห่ง
๔. องค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ องค์กรชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และภาคียทุ ธศาสตร์ ร่วมพัฒนากลไก
และระบบการทำ�งานร่วมกันในระดับจังหวัดต่อเนื่องจากจำ�นวน ๑๗ จังหวัดและดำ�เนินการในปี
๒๕๕๖ อีก ๔ จังหวัด

๕. สถาบันวิชาการหรือสถาบันการศึกษา จำ�นวน ๑ แห่ง มีระบบและกลไกการจัดการงานวิจัยและ
พัฒนาสุขภาวะชุมชนร่วมกับศูนย์บูรณาการด้านการจัดการสุขภาวะชุมชน
๖. เกิดชุดองค์ความรูด้ า้ นการจัดการระบบสุขภาวะชุมชนทีม่ กี ารใช้กระบวนการเรียนรูแ้ ละการขับเคลือ่ น
นโยบายสาธารณะที่เอื้อต่อสุขภาพของเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่๔๘ และเครือข่าย
เฉพาะประเด็นในระดับจังหวัด จำ�นวนไม่น้อยกว่า ๒ ประเด็น
๗. เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิน่ น่าอยูม่ ศี กั ยภาพในการผลักดันให้มกี ารกำ�หนดนโยบายสาธารณะ
ระดับเครือข่ายทีม่ กี ารบูรณาการการขับเคลือ่ นนโยบายกับภาคียทุ ธศาสตร์และแผนอืน่ ๆ ใน สสส.
และนำ�ไปสู่การปฏิบัติใน ๗ เรื่อง๔๙ เรื่องละ ๒ ประเด็น
๘. เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิน่ น่าอยูท่ ำ�หน้าทีเ่ ป็นฐาน ในการลดปัจจัยเสีย่ งทางสุขภาพและลด
ความเสีย่ งทางสุขภาพในกลุม่ ประชากรทีม่ คี วามเปราะบาง โดยบูรณาการการดำ�เนินงานกับแผนที่
เกีย่ วข้อง อย่างน้อย ๕ เรือ่ ง๕๐ ในศูนย์เรียนรูด้ า้ นการจัดการสุขภาวะชุมชนสีม่ ติ ิ อย่างน้อย ๒๐ แห่ง
๙. เกิดชุดองค์ความรูท้ นี่ �ำ ไปใช้ในกระบวนการเรียนรูแ้ ละผลักดันนโยบายการกระจายอำ�นาจให้องค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นและการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน
๑๐. เกิดแนวทางหรือรูปแบบการบูรณาการภารกิจและการทำ�งาน๕๑ ร่วมกันภายใน สสส. และภาคียทุ ธศาสตร์

กรอบการดำ�เนินงานของแผน

๔๘

ประกอบด้วย ศูนย์เรียนรู้ด้านการจัดการสุขภาวะสี่มิติและสมาชิกในเครือข่าย ศูนย์บูรณาการด้านการจัดการสุขภาวะชุมชน
และสมาชิกในเครือข่าย และจังหวัดน่าอยูท่ ี่ได้รบั การสนับสนุนผ่านสำ�นักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน รวมถึงผูร้ บั ผิดชอบโครงการ
และชุดโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากแผนสุขภาวะชุมชน
๔๙
ประกอบด้วย ๑) การบริหารจัดการท้องถิ่นแบบมีส่วนร่วม ๒) การจัดการสวัสดิการสังคมโดยชุมชน ๓) เกษตรกรรมยั่งยืน
๔) การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ๕) การเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน ๖) การดูแลสุขภาพชุมชน และ ๗) การ
จัดการภัยพิบัติ
๕๐
หัวข้องานบูรณาการในปีงบประมาณ ๒๕๕๖ จำ�นวน ๕ เรือ่ ง ได้แก่ การควบคุมยาสูบ การควบคุมเครือ่ งดืม่ แอลกอฮอล์ อุบตั ภิ ยั
อาหาร และเด็กและเยาวชน
๕๑
พัฒนาสู่การเป็นนวัตกรรม

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

ประกอบด้วย ๔ แผนงาน คือ แผนงานสนับสนุนการจัดการเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่
แผนงานพัฒนาศูนย์บูรณาการด้านการจัดการสุขภาวะชุมชน แผนงานส่งเสริมการจัดการความรู้และสร้าง
องค์ความรู้ และแผนงานพัฒนานโยบายสาธารณะและการรณรงค์ โดยมีรายละเอียดแนวทางการดำ�เนินงาน
เป้าหมาย และตัวชี้วัด ที่เป็นการต่อเนื่องจากการดำ�เนินงานปี ๒๕๕๕ ดังนี้
๑. แผนงานสนับสนุนการจัดการเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่
เป็นการสนับสนุนการเรียนรู้ร่วมกันเพื่อยกระดับเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการจัดการสุขภาวะสี่มิติ
ทีท่ �ำ หน้าที่ ๒ ประการคือ ๑) สร้างกระบวนการเรียนรูร้ ว่ มกันของผูน้ �ำ ชุมชนทัง้ ในชุมชนและเครือข่าย
และ ๒) เป็นกลไกการขับเคลื่อนและจัดการเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่และบูรณาการ
ข้ามเครือข่าย โดยมีกิจกรรมที่สำ�คัญ ดังนี้

129

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
130

(๑) การสรุปบทเรียนเป็นระบบและชุดความรูจ้ ากการปฏิบตั จิ ริงของทุกแหล่งเรียนรู้ ทีแ่ สดงให้เห็น
ศักยภาพในภาพรวมของตำ�บลและแต่ละแหล่งเรียนรู้แสดงให้เห็นถึงแนวคิดหรือหลักการ
สำ�คัญ วิธีการทำ�งานและการจัดการปัจจัยที่จำ�เป็นในการทำ�งาน เช่น การจัดการคนที่เป็น
แกนนำ�และผู้ปฏิบัติ การจัดการงานและกิจกรรมของแหล่งเรียนรู้ การจัดการข้อมูลความรู้
ที่มาออกแบบหรือหนุนเสริมงานและกิจกรรม การจัดการความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับแหล่ง
เรียนรู้อื่น เครือข่าย หรือหน่วยงาน องค์กรอื่นที่มาหนุนเสริม
(๒) การจัดทำ�ระบบข้อมูลของตำ�บล ให้เป็นเครือ่ งมือทีส่ �ำ คัญในการทำ�ให้เกิดการรับรูข้ อ้ มูลอย่าง
ทั่วถึงของคนในตำ�บล สร้างความเข้าใจ และการมีส่วนร่วม ในการพัฒนาการดำ�เนินการ
โดยที่คนในตำ�บลต้องเป็นผู้เรียนรู้ข้อมูลเอง สามารถใช้ประโยชน์เพื่อให้เห็นศักยภาพและ
ปัญหา และใช้เพื่อการพัฒนานโยบายสาธารณะร่วมของคนในชุมชน รวมทั้งใช้เป็นข้อมูล
สำ�คัญในการกำ�หนดแผนพัฒนาไปสู่ตำ�บลสุขภาวะ
(๓) การจัดกระบวนการเรียนรูท้ เี่ หมาะสม โดยออกแบบแนวทางการเรียนรูท้ นี่ �ำ แต่ละแหล่งเรียนรู้
ของศูนย์การเรียนรูด้ า้ นการจัดการสุขภาวะสีม่ ติ มิ าจัดวางให้มคี วามต่อเนือ่ งและเชือ่ มโยงกัน
มีการจัดภาวะแวดล้อมทีม่ คี วามเหมาะสมแก่การเรียนรูอ้ ย่างมีพลังพอเพียงทีท่ ำ�ให้ผนู้ �ำ มีการ
ปรับเปลี่ยนวิธีคิดและมีแรงบันดาลใจในการนำ�ไปขับเคลื่อนในพื้นที่ของตนเอง
(๔) การจัดการทรัพยากรของชุมชนทีเ่ อือ้ ต่อการเรียนรู ้ โดยศูนย์เรียนรูด้ า้ นการจัดการสุขภาวะสีม่ ติ ิ
มีการอำ�นวยความสะดวกให้แก่ผู้นำ�ของตำ�บลเครือข่ายที่มาเรียนรู้ร่วมกัน เช่น การจัดที่พัก
ที่มีมาตรฐานตามบริบทของพื้นที่โดยที่พักจะต้องทำ �หน้าที่เป็นเสมือนแหล่งเรียนรู้หนึ่ง
ทีเ่ จ้าของบ้านมีขอ้ มูลแต่ละแหล่งเรียนรู้ สามารถถ่ายทอดสาระสำ�คัญของกระบวนการในพืน้ ที่
และมีทกั ษะในการแลกเปลีย่ นความรูก้ บั ผูม้ าพัก จัดบริการอาหารทีป่ ลอดภัยและกระจายรายได้
ให้แต่ละชุมชนและกลุม่ การจัดการเดินทางสำ�หรับผูม้ าเรียนรูจ้ ะต้องคำ�นึงถึงความปลอดภัย
และกระจายโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการในชุมชน
(๕) ค้นหาสมาชิกเครือข่าย (ตำ�บล “เพือ่ น”) ทีม่ ีใจและยินดีเข้าร่วมเป็นเครือข่ายเรียนรูข้ า้ มพืน้ ที่
แบบ “เพือ่ นช่วยเพือ่ น” และการสร้างเครือข่ายกับสถาบันการศึกษาและภาคีทหี่ นุนเสริมการ
ทำ�งาน ทัง้ ในด้านการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิน่ และด้านวิชาการทีส่ นับสนุนการจัดการ
ตนเองของชุมชนท้องถิ่น โดยมุ่งเน้นให้ “เพื่อน” พัฒนาระบบและวิธีการทำ�งานร่วมกันของ
องค์กรหลักในพื้นที่ อันประกอบด้วย ภาคท้องถิ่น ภาคท้องที่ ภาคองค์กรชุมชน และภาครัฐ
ซึ่งเป็นพื้นฐานสำ�คัญของการพัฒนาไปสู่ตำ�บลสุขภาวะ
(๖) การกำ�หนดพัฒนานโยบายสาธารณะร่วมของเครือข่าย เป็นข้อตกลงร่วมกันของศูนย์เรียนรู้
ด้านการจัดการสุขภาวะสี่มิติในฐานะ “แม่ข่าย” กับสมาชิกเครือข่าย (ลูกข่าย) ที่จะผลักดัน
ให้มกี ระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะทีเ่ ป็นประเด็นเด่นร่วมกันของเครือข่าย อย่างน้อย
๓ ประเด็น

๕๒

แนวทางการดำ�เนินงาน
(๑) สนับสนุนการพัฒนาตำ�บลทีม่ คี วามเข้มแข็งให้ท�ำ หน้าทีเ่ ป็นศูนย์เรียนรูด้ า้ นการจัดการ สุขภาวะ
สี่มิติที่มีการสรุปบทเรียนจากการปฏิบัติจริงของทุกแหล่งเรียนและร่วมกับสถาบันวิชาการ
หรือสถาบันการศึกษาในการออกแบบแนวทางการเรียนรูท้ นี่ ำ�แต่ละแหล่งเรียนรูข้ องศูนย์การ
เรียนรู้ด้านการจัดการสุขภาวะสี่มิติมาจัดวางให้มีความต่อเนื่องและเชื่อมโยงกัน มีการจัด
ภาวะแวดล้อมที่มีความเหมาะสมแก่การเรียนรู้อย่างมีพลังพอเพียงที่ทำ�ให้ผู้นำ�มีการ
ปรับเปลี่ยนวิธีคิดและมีแรงบันดาลใจในการนำ�ไปขับเคลื่อนในพื้นที่ของตนเอง
(๒) สนับสนุนการจัดทำ�ระบบข้อมูลตำ�บล๕๒ โดยการมีสว่ นร่วมของภาคีหลักในพืน้ ทีแ่ ละมีการนำ�
ไปใช้ในทุกระดับของการตัดสินใจ รวมถึงเป็นเครือ่ งมือของเครือข่ายในการใช้ในกระบวนการ
ผลักดันเชิงนโยบายและใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารให้สังคมยอมรับ รวมถึงสนับสนุนให้
ศูนย์เรียนรูด้ า้ นการจัดการสุขภาวะสีม่ ติ ทิ �ำ หน้าทีเ่ ป็นศูนย์ฝกึ อบรมด้านการพัฒนาระบบข้อมูล
ตำ�บลให้กับตำ�บลเครือข่าย
(๓) สนับสนุนตำ�บลเครือข่ายดำ�เนินการวิจัยชุมชนโดยใช้กระบวนการวิจัยชุมชนเชิงชาติพันธ์ุ
วรรณาแบบเร่งด่วน๕๓ เพื่อค้นหาทุนและศักยภาพตำ�บลและประมวลเป็นระบบและแหล่ง
เรียนรู้ที่มีการสรุปบทเรียนเป็นชุดความรู้จากการปฏิบัติจริง
(๔) สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการและเพิ่มขีดความสามารถของศูนย์เรียนรู้
แม่ข่ายด้านการจัดการสุขภาวะสี่มิติ ในการพัฒนาระบบการจัดการเครือข่ายที่เอื้อต่อการ
เรียนรูร้ ว่ มกันและการสานพลังขับเคลือ่ นนโยบายสาธารณะสูก่ ารปฏิบตั ิ รวมถึงการสนับสนุน
การแลกเปลีย่ นรูเ้ ทคนิคการค้นหาเพือ่ นและจัดการกลุม่ เครือข่ายทีป่ ระกอบด้วยพืน้ ทีร่ บั ผิดชอบ
ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๓ กลุ่ม คือ ขนาดเล็ก ๓๐ แห่ง ขนาดกลาง ๔๕ แห่ง และ
ขนาดใหญ่ ๖๐ แห่ง
(๕) สนับสนุนให้เกิดเครือข่ายนักวิชาการพืน้ ทีแ่ ละทำ�งานร่วมกับนักวิชาการจากสถาบันการศึกษา
หรือสถาบันวิชาการในการวิเคราะห์และสังเคราะห์เพื่อยกระดับความรู้จากการปฏิบัติให้
สามารถนำ�ไปใช้เพือ่ การขยายผลไปยังพืน้ ทีท่ มี่ บี ริบทแตกต่างกัน การพัฒนาวิธกี ารและกลไก
ในการหนุนเสริมกระบวนการเรียนรูข้ องภาคีเครือข่าย และพัฒนานโยบายสาธารณะร่วมของ
เครือข่าย
(๖) สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพนักวิชาการของเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ให้มี
สมรรถนะในการจัดการความรู้ การประมวลผลข้อมูลทีเ่ กิดจากระบวนการทำ�งานและพัฒนา
เป็นคูม่ อื การดำ�เนินงานของแต่ละงานหรือกิจกรรม การทำ�หน้าทีน่ กั วิจยั ท้องถิน่ การใช้ขอ้ มูล

Thailand Community Network Appraisal Program : TCNAP
Rapid Ethnography Community Assessment Program : RECAP

๕๓

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

131

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

๕๔

132

ประกอบการจัดทำ�ข้อเสนอต่อผู้บริหารท้องถิ่น และการสร้างระบบการจัดการเพื่อสร้างการ
เรียนรู้ร่วมกันของเครือข่ายและข้ามเครือข่าย
(๗) สนับสนุนการสร้างนวัตกรรมของแหล่งเรียนรู้เพื่อการแก้ปัญหาที่เป็นวิกฤตในพื้นที่และการ
เตรียมตัวเผชิญกับวิกฤตในอนาคต
(๘) สนับสนุนการวิจัยและสังเคราะห์ความรู้เรื่องการจัดการของชุมชนท้องถิ่นเพื่อนำ�ไปใช้ใน
กระบวนการพัฒนาแหล่งเรียนรูใ้ ห้ขยายแนวคิดและปฏิบตั กิ าร ยกระดับคุณภาพชีวติ ประชาชน
และนำ�ไปใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพระดับพื้นที่ ระดับจังหวัด ระดับ
เครือข่าย และระดับชาติ
(๙) พัฒนาระบบการสื่อสารที่เป็นการนำ�ประสบการณ์ชุมชนท้องถิ่นมาแปลงเป็นสารสำ�หรับ
สื่อสารภายในชุมชนท้องถิ่น เครือข่าย และสังคม
เป้าหมายและตัวชี้วัด
(๑) เกิดศูนย์เรียนรู้ด้านการจัดการสุขภาวะสี่มิติ ไม่น้อยกว่า ๒๕ แห่ง๕๔
(๒) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำ�นวนไม่น้อยกว่า ๕๐๐ แห่ง เป็นเครือข่ายร่วมสร้างชุมชน
ท้องถิ่นน่าอยู่ที่ทำ�หน้าที่พัฒนาระบบการเรียนรู้ร่วมกันและนำ�ไปสู่การปรับแนวคิดในการ
จัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่นในการดำ�เนินกิจกรรมด้านการสร้างเสริมสุขภาวะสี่มิติ
(๓) เกิดผู้นำ�ที่มีทักษะในการถ่ายทอดแนวคิดและองค์ความรู้จากปฏิบัติการของศูนย์เรียนรู้ด้าน
การจัดการสุขภาวะสี่มิติ จำ�นวนไม่น้อยกว่า ๑๐๐ คนต่อแห่ง
(๔) เกิดหลักสูตรหรือแนวทางการจัดการเรียนรูแ้ ละชุดความรูท้ สี่ ามารถนำ�ไปประยุกต์ใช้ได้อย่าง
สอดคล้องกับกลุม่ เป้าหมาย๕๕ และแนวทางการจัดการเรียนรูส้ �ำ หรับเครือข่ายร่วมสร้างชุมชน
ท้องถิ่นน่าอยู่
(๕) เกิดศูนย์ฝกึ อบรมการพัฒนาระบบข้อมูลตำ�บล ไม่นอ้ ยกว่าร้อยละ ๕๐ ของจำ�นวนศูนย์เรียนรู้
ด้านการจัดการสุขภาวะสี่มิติ
(๖) เกิดระบบข้อมูลตำ�บลและรูปธรรมในการนำ�ไปใช้กำ�หนดนโยบายสาธารณะที่เอื้อต่อสุขภาพ
ครอบคลุมตำ�บลในเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕๐
(๗) เกิดผูน้ �ำ การเปลีย่ นแปลง๕๖ ทีม่ สี มรรถนะในการทำ�งานร่วมกันและมีการทำ�งานเชิงยุทธศาสตร์
จำ�นวนไม่น้อยกว่า ๕๐ คน

ศูนย์เรียนรู้ด้านการจัดการสุขภาวะสี่มิติที่มีเครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำ�นวน ๓๐, ๔๕ และ ๖๐ แห่งตามลำ�ดับ
ซึง่ ทีผ่ า่ นมามีเฉพาะเครือข่ายจำ�นวน ๖๐ แห่ง ทำ�ให้มแี นวโน้มทีต่ �ำ บลทีม่ ศี กั ยภาพจะพัฒนาทักษะในการบริหารจัดการเครือข่าย
ในขนาดเล็กมีจำ�นวนมากขึ้น
๕๕
กลุ่มผู้เข้าสู่กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งรวมถึงหน่วยงานภาคีอื่นๆ ที่สนใจเข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้
๕๖
ผู้นำ�การเปลี่ยนแปลง หมายถึง ผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วมคิด ร่วมทำ� ร่วมรับผลประโยชน์ ในการดำ�เนินงานโครงการ ซึ่งรวมถึง
๑) นักบริหาร ๒) นักวิชาการ ๓) นักจัดการ และ ๔) นักสื่อสาร

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

(๘) เกิดเครือข่ายนักบริหาร นักวิชาการ นักจัดการ นักสื่อสาร ของศูนย์เรียนรู้ด้านการจัดการ
สุขภาวะสี่มิติและตำ�บลเครือข่ายที่เป็นกำ�ลังสำ�คัญในการขับเคลื่อนขบวนการสร้างเสริม
สุขภาวะชุมชน
(๙) เกิดนโยบายสาธารณะที่เอื้อต่อสุขภาพและมีการนำ�ไปสู่การปฏิบัติครอบคลุมพื้นที่ทุกตำ�บล
เครือข่าย จนเกิดผลที่เป็นรูปธรรม อย่างน้อย ๒ เรื่อง
๒. แผนงานพัฒนาศูนย์บูรณาการด้านการจัดการสุขภาวะชุมชน
เป็นการยกระดับศูนย์เรียนรูด้ า้ นการจัดการสุขภาวะสีม่ ติ ทิ ม่ี กี ารสัง่ สมประสบการณ์และมีคณุ ลักษณะ
เฉพาะ ๔ ประการ คือ ๑) มีความชำ�นาญเฉพาะและแต่ละแหล่งเรียนรู้เชื่อมโยงหรือมีการ
บูรณาการจากความชำ�นาญเฉพาะและสร้างผลกระทบทางบวกต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ รวมถึงมีการ
พัฒนาศักยภาพของผู้นำ�และการใช้ข้อมูลอย่างเป็นระบบของแต่ละแหล่งเรียนรู้ จนเห็นผลการ
เปลี่ยนแปลงต่อสุขภาวะทั้งสี่มิติ ๒) ร่วมเป็นเครือข่ายกับสถาบันวิชาการในการสร้างชุดความรู้
ด้านการจัดการสุขภาวะและความเชี่ยวชาญเฉพาะ ๓) การมีผู้ทำ�หน้าที่เป็น “ครู” ที่เป็นผู้นำ�
เชิงยุทธศาสตร์ นักจัดการ ผู้นำ�การปฏิบัติที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ และผู้นำ�ที่มีการใช้วิชาการ
ในกระบวนการตัดสินใจ และ ๔) การบริหารจัดการมีการออกแบบการดำ�เนินงานให้สามารถพัฒนา
ไปเป็นองค์กรธุรกิจเพื่อสังคม
กระบวนการยกระดับศูนย์เรียนรู้ด้านการจัดการสุขภาวะสี่มิติสู่การเป็น “ศูนย์บูรณาการด้านการ
จัดการสุขภาวะชุมชน” มีกิจกรรมที่ต้องดำ�เนินการ ดังนี้
(๑) ศูนย์เรียนรู้ด้านการจัดการสุขภาวะสี่มิติหรือกลไกขับเคลื่อนชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ มีการสรุป
บทเรียนตนเองให้เห็นความเชีย่ วชาญเฉพาะของตนตามคุณลักษณะทัง้ ๔ ประการทีก่ ล่าวมา
(๒) พัฒนาโครงสร้างการจัดการและหนุนเสริมการทำ�บทบาทหน้าที่ของผู้นำ�ที่เป็น “ครู” ในศูนย์
บูรณาการด้านการจัดการสุขภาวะชุมชน
(๓) แปลงชุดความรูท้ เี่ กิดจากการปฏิบตั จิ ริงทีเ่ ป็นความชำ�นาญเฉพาะของศูนย์บรู ณาการด้านการ
จัดการสุขภาวะชุมชน โดยมีสถาบันวิชาการหรือสถาบันการศึกษาเข้ามาร่วมออกแบบการ
จัดการความรูเ้ พือ่ สกัดความรูท้ แี่ สดงถึงความเชือ่ มโยงของแต่ละแหล่งเรียนรูอ้ นั เนือ่ งมาจาก
การบูรณาการจากความชำ�นาญเฉพาะ เพื่อนำ�ไปใช้ในการเรียนรู้ร่วมกันสำ�หรับนักบริหาร
นักวิชาการ นักจัดการ และนักสือ่ สาร ของเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิน่ น่าอยู่ โดยเฉพาะ
ผูน้ �ำ ด้านต่างๆ ของศูนย์เรียนรูด้ า้ นการจัดการสุขภาวะสีม่ ติ แิ ละนักวิชาการในสถาบันการศึกษา
หรือสถาบันวิชาการที่เข้ามาร่วมพัฒนานโยบายสาธารณะ
แนวทางการดำ�เนินงาน
(๑) พัฒนาคุณลักษณะทีพ่ งึ ประสงค์เป็นเกณฑ์ในการกระตุน้ ให้ศนู ย์เรียนรูด้ า้ นการจัดการสุขภาวะ
สี่มิติพัฒนาตนเองเป็นศูนย์บูรณาการด้านการจัดการสุขภาวะชุมชน

133

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
134

(๒) สนับสนุนสถาบันการศึกษาหรือสถาบันวิชาการร่วมกับศูนย์เรียนรู้ด้านการจัดการสุขภาวะ
สีม่ ติ เิ พือ่ ยกระดับเป็นศูนย์บรู ณาการด้านการจัดการสุขภาวะชุมชนทีม่ สี มรรถนะในการจัดการ
ความรู้ การสร้างนวัตกรรม การสร้างเครื่องมือการทำ�งาน การนำ�ไปใช้ การประเมิน และ
ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย
(๓) สนับสนุนสถาบันการศึกษาหรือสถาบันวิชาการพัฒนาระบบและกลไกการจัดงานวิจัยและ
พัฒนาสุขภาวะชุมชนเพือ่ หนุนเสริมการดำ�เนินงานของศูนย์บรู ณาการด้านการจัดการสุขภาวะ
ชุมชนและให้มีการออกแบบระบบบริหารจัดการที่สามารถพัฒนาไปเป็นกิจการเพื่อสังคม
(๔) สนับสนุนการจัดทำ�หลักสูตรหรือแนวทางการเรียนรู้ของศูนย์บูรณาการด้านการจัดการ
สุขภาวะชุมชนสำ�หรับตำ�บลในเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ที่ต้องการพัฒนา
สุขภาวะเฉพาะเรื่องเฉพาะประเด็นที่สอดคล้องกับความชำ�นาญของศูนย์บูรณาการด้านการ
จัดการสุขภาวะชุมชน
(๕) สนับสนุนการเสริมสร้างศักยภาพของเครือข่ายนักวิชาการ นักบริหาร นักจัดการ และนักสือ่ สาร
ในการยกระดับการทำ�งานในเชิงบูรณาการมากขึ้นและพัฒนาเป็นวัฒนธรรมขององค์กร
เป้าหมายและตัวชี้วัด
(๑) ศูนย์เรียนรู้ด้านการจัดการสุขภาวะสี่มิติมีสมรรถนะในการทำ�หน้าที่เป็นศูนย์บูรณาการด้าน
การจัดการสุขภาวะชุมชน อย่างน้อย ๔ แห่ง
(๒) เกิดชุดความรูแ้ ละนวัตกรรมเพือ่ การพัฒนานโยบายสาธารณะทีเ่ อือ้ ต่อสุขภาพเฉพาะประเด็น
โดยมีศูนย์บูรณาการด้านการจัดการสุขภาวะชุมชนเป็นกลไกการขับเคลื่อน
(๓) เกิดหลักสูตรหรือแนวทางการจัดการเรียนรูข้ องศูนย์บรู ณาการด้านการจัดการสุขภาวะชุมชน
ที่มีการนำ�ไปใช้เพื่อการเรียนรู้ของเครือข่ายระดับตำ�บลและระดับจังหวัด
(๔) เกิดเครือข่ายนักบริหาร นักวิชาการ และนักจัดการ ทีม่ สี มรรถนะในบูรณาการงานและกิจกรรม
ในพืน้ ทีท่ มี่ เี ป้าหมายเพือ่ การพัฒนาระบบการจัดการสุขภาวะชุมชนและสร้างนวัตกรรมในพืน้ ที่
ตนเอง
๓. แผนงานส่งเสริมการจัดการความรู้และสร้างองค์ความรู้
เป็นการร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่โดยการสร้างความร่วมมือกับสถาบันวิชาการหรือสถาบัน
การศึกษา หน่วยงาน องค์กร หรือเครือข่าย ให้เกิดการจัดการความรู้และสร้างความรู้ใหม่ เพื่อ
หนุนเสริมการพัฒนาตำ�บลและจังหวัดทีม่ ศี กั ยภาพและมีใจ ให้ท�ำ หน้าทีศ่ นู ย์บรู ณาการด้านจัดการ
สุขภาวะชุมชน ศูนย์เรียนรูด้ า้ นการจัดการสุขภาวะสีม่ ติ ิ ขับเคลือ่ นจังหวัดน่าอยู่ พร้อมทัง้ ผลักดัน
กระบวนการกำ�หนดยุทธศาสตร์ในการสร้างการเปลีย่ นแปลงของสังคมไทย ทัง้ นีอ้ าศัยกระบวนการ
และเครือ่ งมือทางวิชาการที่ให้คณุ ค่ากับบริบททางสังคมวัฒนธรรมของชุมชนท้องถิน่ และการเสริม
พลังกับผู้น�
ำ แกนนำ� ให้สามารถก้าวข้ามอุปสรรคหรือเงื่อนไขบางประการได้ เช่น การสำ�รวจ

ศักยภาพของศูนย์เรียนรูด้ า้ นการจัดการสุขภาวะสีม่ ติ แิ ละเครือข่าย การเพิม่ ทักษะการวิจยั ชุมชน
และสังเคราะห์ชุดความรู้จากการปฏิบัติจริงเพื่อยกระดับให้เป็นชุดความรู้ทั่วไป การออกแบบ
กระบวนการเรียนรู้ การพัฒนาระบบข้อมูลทีเ่ อือ้ ต่อการนำ�ไปใช้ของชุมชนและนำ�ไปสังเคราะห์เพือ่
สนับสนุนกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะจากประสบการณ์ต่างพื้นที่ต่างสถานการณ์และ
ปัญหา โดยมีกิจกรรมที่สำ�คัญพอสังเขป ดังนี้
(๑) สถาบันวิชาการหรือสถาบันการศึกษา ศูนย์บรู ณาการด้านการจัดการสุขภาวะชุมชน และศูนย์
เรียนรูด้ า้ นการจัดการสุขภาวะสีม่ ติ ิ ร่วมแปลงชุดความรูจ้ ากปฏิบตั กิ ารจริงเป็นความรูเ้ ฉพาะ
ประเด็นที่เป็นชุดความรู้ที่นำ�ไปใช้ได้ตามบริบทของแต่ละพื้นที่และแต่ละองค์กร
(๒) พัฒนาเครือข่ายสถาบันวิชาการและสถาบันการศึกษา เครือข่ายนักวิจยั ชุมชน และเครือข่าย
องค์กรในพืน้ ที่ โดยมีสถาบันวิชาการหรือสถาบันการศึกษาให้การหนุนเสริมจนสามารถสร้าง
นวัตกรรมและขยายผลในพื้นที่และเครือข่าย
แนวทางการดำ�เนินงาน
(๑) สนับสนุนสถาบันวิชาการหรือสถาบันการศึกษามีการจัดตัง้ ศูนย์วจิ ยั และพัฒนาสุขภาวะชุมชน
ที่ทำ�งานร่วมกับศูนย์เรียนรู้ด้านการจัดการสุขภาวะสี่มิติและศูนย์บูรณาการด้านการจัดการ
สุขภาวะชุมชน
(๒) สนับสนุนสถาบันวิชาการหรือสถาบันการศึกษาให้เป็นภาคีหนุนเสริมการทำ�งานวิชาการและ
การจัดการความรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพนักวิชาการของเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่
(๓) สนับสนุนให้มีการจัดทำ�หลักสูตรเฉพาะในการเพิ่มสมรรถนะให้แก่นักวิชาการ นักบริหาร
นักจัดการ และนักสื่อสาร ของเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่
(๔) สนับสนุนสถาบันวิชาการหรือสถาบันการศึกษาให้มีการสังเคราะห์ผลปฏิบัติการของชุมชน
ให้เป็นความรู้ทั่วไปที่นำ�ใช้ในการขยายพื้นที่ปฏิบัติการและพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย
ภาครัฐที่ผูกเข้าเป็นภารกิจประจำ�ของหน่วยงานรัฐและการรณรงค์
เป้าหมายและตัวชี้วัด
(๑) สถาบันวิชาการหรือสถาบันการศึกษามีการจัดตั้งหน่วยวิจัยและพัฒนาสุขภาวะชุมชน
อย่างน้อย ๑ แห่ง
(๒) เกิดงานวิจยั และพัฒนาเพือ่ ยกระดับความชำ�นาญเฉพาะทีเ่ ป็นความโดดเด่น (อัตลักษณ์) ของ
ศูนย์บูรณาการด้านการจัดการสุขภาวะชุมชน
(๓) เกิดเครือข่ายนักวิชาการท้องถิ่นที่มีความสามารถในการทำ�วิจัยและพัฒนานวัตกรรมการ
สร้างเสริมสุขภาวะชุมชน
(๔) เกิดเครือข่ายสถาบันวิชาการหรือสถาบันการศึกษาและภาคีที่หนุนเสริมการทำ�งานวิชาการ
และบริหารจัดการวิชาการโดยเครือข่ายนักวิชาการในพื้นที่

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

135

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
136

(๕) เกิดความร่วมมือระหว่างสถาบันทางวิชาการหรือสถาบันการศึกษาและเครือข่ายร่วมสร้าง
ชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ เพื่อยกระดับความรู้จากการปฏิบัติเป็นความรู้ทั่วไปเพื่อนำ�ใช้ในการ
ขยายผลและพัฒนานโยบายสาธารณะตามบริบทของพื้นที่และเครือข่าย
๔. แผนงานพัฒนานโยบายสาธารณะและการรณรงค์๕๗
เป็นการรวมพลังพัฒนานโยบายสาธารณะเพือ่ สร้างการเปลีย่ นแปลงให้สงั คมไทย โดยเน้นการนำ�
ข้อมูลความรูจ้ ากการปฏิบตั จิ ริงทีเ่ กิดบังเกิดผลในพืน้ ทีข่ องศูนย์เรียนรูด้ า้ นการจัดการสุขภาวะสีม่ ติ ิ
ศูนย์บรู ณาการด้านการจัดการสุขภาวะชุมชน ตำ�บลและจังหวัดในเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิน่
น่าอยู่ เครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครือข่ายเชิงประเด็น สถาบันวิชาการ หน่วยงาน
ภาครัฐ องค์กรอิสระ มาวิเคราะห์และสังเคราะห์เทียบเคียงกับหลักวิชาที่เกี่ยวข้อง จนเกิดเป็น
ข้อเสนอเพือ่ การพัฒนานโยบายสาธารณะในการจัดการกับอุปสรรคและปัจจัยเงือ่ นไขบางประการ
ทีม่ ตี อ่ ขบวนการสร้างเสริมสุขภาวะ ทัง้ นีอ้ าศัยการสร้างกลไกหนุนเสริมการจัดการความรู้ การเรียนรู้
ข้ามเครือข่าย และการพัฒนาระบบการสื่อสารหลายทิศทางที่เหมาะสมกับสังคมและวัฒนธรรม
ของพื้นที่อันนำ�ไปสู่การสร้างความเข้าใจร่วมต่อขบวนการขับเคลื่อน “ตำ�บลน่าอยู่” และ “จังหวัด
น่าอยู่” รวมทั้งการประสานพลังกับเครือข่ายที่หลากหลายในการผลักดันให้มีการกระจายอำ�นาจ
ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
การพัฒนาขบวนการขับเคลือ่ นจังหวัดน่าอยูเ่ ป็นภารกิจทีท่ กุ องคาพยพใน สสส. ร่วมกันดำ�เนินการ
และได้การกำ�หนดให้มกี ารพัฒนาความร่วมมือจนเกิดการบูรณาการภารกิจและกิจกรรมข้ามแผน
อย่างน้อย ๓ แผนโดยมีแผนสุขภาวะชุมชนร่วมออกแบบขบวนการการขับเคลื่อนในระดับพื้นที่
และเครือข่ายระดับจังหวัด
แนวทางการดำ�เนินงาน
(๑) สนับสนุนให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดทำ�หน้าที่เป็นเจ้าภาพหลักในการพัฒนานโยบาย
สาธารณะแบบมีส่วนร่วมจากเครือข่ายในระดับพื้นที่
(๒) สนับสนุนให้มีการพัฒนากลไกระดับจังหวัดเพื่อให้ภาคีเครือข่ายที่หลากหลายมีส่วนร่วม
ในการขับเคลื่อนการเสริมสร้างสุขภาวะภายใต้ทุนและศักยภาพของพื้นที่อันจะนำ�ไปสู่การ
จัดการสุขภาวะของเครือข่ายเฉพาะประเด็นในพื้นที่จังหวัด
(๓) สนับสนุนและหนุนเสริมให้มีระบบการเรียนรู้และการขยายขับเคลื่อนขบวนการสร้างเสริม
สุขภาวะและนโยบายสาธารณะของจังหวัด
(๔) สนับสนุนให้มีการเชื่อมร้อยเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่กับเครือข่ายองค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อเป็นการผสานพลังในการผลักดันการกระจายอำ�นาจให้องค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น
๕๗

แนวทางการบูรณาการงานสร้างเสริมสุขภาพมีรายละเอียดเพิ่มเติมและสอดคล้องในส่วนอื่นๆ ที่มีการระบุถึงการบูรณาการ
รวมถึงงบประมาณเพื่อสนับสนุน “จังหวัดน่าอยู่” ได้จัดสรรไว้ในแผนสุขภาวะชุมชน

(๕) สนับสนุนให้เกิดสำ�นักข่าวชุมชนที่เป็นช่องทางการสื่อสารกับระบบการสื่อสารมวลชนและ
พัฒนาศักยภาพนักการสือ่ สารของท้องถิน่ ให้มสี มรรถนะในการจัดการสาระและสร้างช่องทาง
การสื่อสารภายในเครือข่ายและข้ามเครือข่าย
เป้าหมายและตัวชี้วัด
(๑) เกิดจังหวัดน่าอยู่ (จังหวัดสุขภาวะ) ทีม่ กี ลไกหรือระบบการทำ�งานร่วมกันของภาคียทุ ธศาสตร์
มีระบบข้อมูลประกอบการตัดสินใจและเกิดการพัฒนานโยบายสาธารณะที่ขับเคลื่อนสู่การ
เป็นจังหวัดน่าอยู่ ที่มีการดำ�เนินงานต่อเนื่องจากปี ๒๕๕๕ และดำ�เนินการเพิ่ม อย่างน้อย
๓ จังหวัด
(๒) เกิดนโยบายสาธารณะที่เอื้อต่อสุขภาพของเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่และ
เครือข่ายเฉพาะประเด็นในระดับจังหวัด (ส่วนท้องถิ่นหรือส่วนภูมิภาค) ที่มีการบูรณาการ
การทำ�งานร่วมอย่างน้อย ๓ แผนภายใน สสส. จำ�นวนไม่น้อยกว่า ๒ เรื่อง
(๓) เกิดองค์ความรูจ้ ากการปฏิบตั กิ ารจริงทีพ่ ฒ
ั นาเป็นนโยบายสาธารณะระดับพืน้ ทีเ่ พือ่ สนับสนุน
การทำ�งานเชิงยุทธศาสตร์ ในระดับจังหวัด อย่างน้อย ๓ เรื่อง
(๔) เกิดกลไกและช่องทางการสื่อสารภายในเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่และข้าม
เครือข่ายอันเป็นพืน้ ฐานในการบูรณาการงานและกิจกรรม รวมถึงการสร้างการเปลีย่ นแปลง
ของสังคมไทย
(๕) เกิดเวทีนโยบายสาธารณะระดับชาติ จำ�นวน ๑ ครัง้ และกลุม่ จังหวัด อย่างน้อย ๖ ครัง้ ทีเ่ ป็นการ
สานพลังของเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิน่ น่าอยูเ่ พือ่ ผลักดันให้นโยบายสาธารณะนำ�ไปสู่
การปฏิบัติการของทุกภาคส่วนในพื้นที่และเครือข่าย

๑. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
๒. องค์กรชุมชนหรือภาคประชาสังคม
๓. องค์กรพัฒนาเอกชน
๔. สถานบริการสุขภาพทุกระดับ
๕. หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่
๖. สถาบันการศึกษาในพื้นที่

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

ภาคีร่วมพัฒนา

137

ภาคีเชิงยุทธศาสตร์







๑. สำ�นักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
๒. สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
๓. สำ�นักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ
๔. สำ�นักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
๕. กระทรวงมหาดไทย
๖. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
๗. กระทรวงสาธารณสุข
๘. กระทรวงศึกษาธิการ

งบประมาณ

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

138

กลุ่มแผนงานหลัก

งบประมาณ (ล้านบาท)

๑. แผนงานสนับสนุนการจัดการเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่น
น่าอยู่
๒. แผนงานพัฒนาศูนย์บูรณาการด้านการจัดการสุขภาวะชุมชน
๓. แผนงานส่งเสริมการจัดการความรู้และสร้างองค์ความรู้
๔. แผนงานพัฒนานโยบายสาธารณะและการรณรงค์

รวม

๓๑๐
๑๐๐
๑๐๐
๑๐๐
๖๑๐

แผนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว
สถานการณ์และแนวโน้ม

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

แผนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว ได้ดำ�เนินงานโดยยึดทิศทาง เป้าหมาย และยุทธศาสตร์
ระยะ ๑๐ ปี (๒๕๕๕ - ๒๕๖๔) และแผนหลักปี ๒๕๕๕ - ๒๕๕๗ ของสำ�นักงานกองทุนสนับสนุนการ
สร้างเสริมสุขภาพ โดยให้ความสำ�คัญกับการดำ�เนินงานตามสาระสำ�คัญ ดังนี้
๑. สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาวะ ๔ มิติ ให้กับกลุ่มเป้าหมายเด็ก เยาวชน และครอบครัว โดย
คำ�นึงถึงการพัฒนาให้เหมาะสมตามช่วงวัยของเด็กและเยาวชน และการสร้างเสริมสุขภาวะของ
ครอบครัว ดังนี้
๑.๑ สนับสนุนการพัฒนาเด็กปฐมวัย ผ่านการพัฒนาศูนย์พฒ
ั นาเด็กเล็ก สังกัดกรมส่งเสริมการ
ปกครองท้องถิน่ ให้เป็นต้นแบบถ่ายทอดความรูแ้ ละสร้างเครือข่ายร่วมเรียนรูเ้ พือ่ ขยายผล
๑.๒ สนับสนุนการเรียนรู้ด้านสุขภาวะแบบบูรณาการให้เด็กวัยเรียน (๖ - ๑๑ ปี) ที่เชื่อมโยงกับ
ระบบการเรียนการสอน ระบบดูแลช่วยเหลือ และระบบกิจกรรมนักเรียนอย่างเป็นรูปธรรม
รวมถึงสนับสนุนกิจกรรมเชิงประเด็น อันจะส่งผลให้เด็กเกิดทักษะชีวิตที่เป็นพื้นฐานการ
ดำ�รงชีวิตและการเป็นพลเมืองที่ดี
๑.๓ สนับสนุนพลังทางบวกของวัยรุ่นและเยาวชน (๑๒ - ๒๕ ปี) ให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ด้วย
การเปิดพื้นที่สำ�หรับกิจกรรมสร้างสรรค์สำ�หรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว
๑.๔ สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพแกนนำ�เด็กและเยาวชน แกนนำ�คนทำ�งานด้านเด็ก เยาวชน
และครอบครัว รวมถึงการสร้างผู้นำ�รุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
๑.๕ สนับสนุนการสร้างระบบพี่เลี้ยงเยาวชนในพื้นที่ด้วยการพัฒนาคณะทำ�งานกลางระดับ
ประเทศ และระดับพื้นที่
๑.๖ สนับสนุนการพัฒนาระบบกลไก และการเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลเด็กด้อยโอกาส ได้แก่
เด็กในกระบวนการยุติธรรม เด็กพิการแต่กำ�เนิด และเด็กในสถานสงเคราะห์
๑.๗ สนับสนุนการสร้างสุขภาวะครอบครัว โดยการพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรมและผลงาน
วิชาการ การขับเคลื่อนเครือข่ายครอบครัว และการพัฒนาตัวชี้วัดครอบครัวหรือตัวชี้วัด
เทียบเคียง (Comparative Indicators) ครอบครัวอบอุ่น

139

๑.๘ สนับสนุนการบูรณาการงานด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว ผ่านองค์กรและพื้นที่
๒. สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพภาคีในระดับบุคคล องค์กร และเครือข่าย โดยการแลกเปลีย่ นเรียนรู้
เวทีวิชาการ การศึกษาดูงาน รวมทั้งติดตามประเมินผลโครงการเพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
๓. สนับสนุนการพัฒนาระบบ กลไก นวัตกรรม และนโยบายสาธารณะ โดยเฉพาะการสนับสนุนการจัดตัง้
องค์กรเพือ่ ส่งเสริมการเรียนรู้ การพัฒนาระบบข้อมูลด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว และการสำ�รวจ
สภาวการณ์ด้านเด็กและเยาวชน เพื่อใช้ข้อมูลในการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย รวมถึงการสนับสนุน
การสร้างและพัฒนาคนทำ�งานด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

จุดเน้นของแผน

140

จากสถานการณ์และแนวโน้มของการดำ�เนินงานตามที่กล่าวข้างต้น พบว่าแผนสุขภาวะเด็ก เยาวชน
และครอบครัว ยังมีชอ่ งทางการปรับปรุงเพือ่ พัฒนาประสิทธิภาพของการดำ�เนินงาน ให้บรรลุตามเป้าหมาย
ที่กำ�หนดไว้ ดังนี้
๑. ยกระดับการทำ�งานของแผนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว ให้เป็นพื้นที่ฐานการทำ�งาน
ของการแก้ปญั หาและการพัฒนาประเด็นเฉพาะ โดยเน้นฐานกลุม่ ผูน้ �ำ เยาวชน โรงเรียนสร้างเสริม
สุขภาวะและครอบครัว และให้ความสำ�คัญกับการบูรณาการการทำ�งานร่วมกับแผนต่างๆ ใน สสส.
ภาคียทุ ธศาสตร์ (Strategic Partner) และภาคีรว่ มพัฒนา (Boundary Partner) เพือ่ กำ�หนดผลลัพธ์
ที่ตอบสนองต่อเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งเป้าหมายทั่วไปและเป้าหมายเฉพาะ
๒. เน้นสนับสนุนการสร้างสุขภาวะองค์รวมทัง้ ๔ มิติ ให้กบั เด็ก เยาวชน และครอบครัว และคำ�นึงถึง
การสร้างความเป็นธรรมทางสุขภาพ การสร้างโอกาสเพือ่ ลดความเหลือ่ มลํา้ ทางสังคม โดยเฉพาะ
ในกลุ่มเด็กปฐมวัย และครอบครัวในสภาวะยากลำ�บาก
๓. เน้นการนำ�นวัตกรรมจากการทำ�งานของแผนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัวไปเชือ่ มโยงและ
บูรณาการกับแผนเชิงประเด็นและพื้นที่ เพื่อต่อยอดการดำ�เนินงาน อันจะส่งผลต่อความยั่งยืน
ในระยะยาว
๔. เน้นการสนับสนุน และทำ�งานร่วมกับแผนอื่น รวมถึงการทำ�งานร่วมกับหน่วยงานภายนอก
ทีเ่ กีย่ วข้อง เพือ่ กำ�หนดวิธที �ำ งาน และเป้าหมาย โดยให้ความสำ�คัญกับเป้าหมายเฉพาะ ทีก่ �ำ หนด
ไว้ในแผนหลัก สสส. ๒๕๕๕ - ๒๕๕๗ โดยเฉพาะตัวชี้วัดด้านครอบครัว ซึ่งแผนสุขภาวะเด็ก
เยาวชน และครอบครัว เป็นผู้รับผิดชอบหลัก
๕. สนับสนุนต่อเนือ่ งสำ�หรับแผนงาน/โครงการ ที่ให้ความสำ�คัญกับการดำ�เนินงานทีจ่ ะบรรลุผลลัพธ์
ที่เป็นเป้าหมายเฉพาะ เช่น การลดอัตราการสูบบุหรี่ การลดอัตราการบริโภคแอลกอฮอล์ และ
การเพิ่มอัตราการบริโภคผักและผลไม้อย่างพอเพียง ทั้งนี้คำ�นึงถึงบริบทของกลุ่มเป้าหมาย
ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นต่างๆ เป็นหลัก

๖. ทบทวนการกำ�หนดเป้าหมายและตัวชี้วัดของแผนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว
๗. ทั้งเป้าหมายหลัก เป้าหมายร่วมกับแผนอื่น และเป้าหมายของ สสส. ให้สอดคล้องกับบริบทและ
การนำ�ไปใช้เป็นรูปธรรม

วัตถุประสงค์

๑. เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนทุกกลุ่ม มีสุขภาวะที่ดีทั้งด้านกาย ใจ ปัญญา และ
สังคม รู้จักคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ และมีทักษะทั้งเรื่องวิชาการและทักษะชีวิต เห็นคุณค่าตัวเอง
รู้เท่าทันสังคม พึ่งตนเองได้ และอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข
๒. เพือ่ เสริมสร้างศักยภาพของครอบครัว ให้มบี ทบาทและความรับผิดชอบ ในการดูแลสมาชิก มีการ
เรียนรู้ มีทักษะ มีสัมพันธภาพที่ดี ปรับตัวได้ในสภาพสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะนำ�ไปสู่การ
มีสุขภาวะที่ดีของครอบครัวและสังคมอย่างยั่งยืน
๓. เพื่อพัฒนาศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากร ระดับปัจเจกบุคคล และหน่วยงาน
ทีร่ บั ผิดชอบการพัฒนาเด็ก เยาวชน และครอบครัว ทัง้ ระดับชาติ ระดับจังหวัด ระดับชุมชนท้องถิน่
ระดับองค์กร ให้มีความเข้มแข็ง สามารถสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพเด็ก เยาวชน
และครอบครัวอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
๔. เพื่อพัฒนาระบบ กลไก นวัตกรรมการสร้างเสริมสุขภาพ และนโยบายสาธารณะ ที่เอื้อต่อการลด
ความเหลื่อมลํ้าด้านสุขภาพของกลุ่มเด็ก เยาวชน และครอบครัว

เป้าหมาย ๑ ปี และตัวชี้วัด
เป้าหมายและตัวชี้วัดของแผนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว ดังนี้
๑. กลุ่มเด็กปฐมวัย (แรกเกิด - ๕ ปี) ในปี ๒๕๕๖ แผนกำ�หนดเป้าหมายและตัวชี้วัดของการพัฒนา
กลุ่มเด็กปฐมวัย ใน ๒๐ จังหวัดนำ�ร่อง ให้มีพัฒนาการสมวัย อย่างน้อยร้อยละ ๘๐ โดยมี
รายละเอียด ดังนี้
๑.๑ มีระบบคัดกรอง ส่งต่อ แก้ไขปัญหา และป้องกันความผิดปกติทางพัฒนาการของเด็กปฐมวัย
โดยมีการทำ�งานที่เชื่อมโยง และสนับสนุนกันระหว่างระบบบริการสาธารณสุข องค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ชุมชน และผู้ปกครอง ใน ๒๐ จังหวัดนำ�ร่อง
๑.๒ เด็กปฐมวัย ใน ๒๐ จังหวัดนำ�ร่อง ได้รบั การคัดกรองพัฒนาการ และได้รบั การฟืน้ ฟู แก้ไข
เมื่อพบความผิดปกติ
๑.๓ ศูนย์พฒ
ั นาเด็กเล็กต้นแบบ และศูนย์พฒ
ั นาเด็กเล็กเครือข่าย ใน ๒๐ จังหวัดนำ�ร่อง มีคณุ ภาพ
ตามเกณฑ์มาตรฐาน และมีการดำ�เนินงานที่มีประสิทธิภาพ

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
141

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

142

๑.๔ ครูปฐมวัย และผู้ดูแลเด็ก มีความรู้และทักษะในการดูแลเด็กปฐมวัยที่ถูกต้อง
๑.๕ เด็กปฐมวัย ในศูนย์เด็กเล็กต้นแบบ มีพัฒนาการที่สมวัยทั้ง ๔ ด้าน คือ ด้านร่างกาย ด้าน
อารมณ์-จิตใจ ด้านสติปญั ญา และด้านสังคม และมีการเจริญเติบโตทีเ่ หมาะสมตามเกณฑ์
มาตรฐาน ร้อยละ ๘๐
ทั้งนี้ เด็กปฐมวัย ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบ ต้องมีลักษณะนิสัยรักการอ่าน และมีพฤติกรรม
การบริโภคที่เหมาะสม ถูกต้องตามหลักโภชนาการ
๒. กลุ่มเด็กและเยาวชน ในระบบโรงเรียน (๑๒ - ๒๕ ปี) ในปี ๒๕๕๖ แผนกำ�หนดเป้าหมายและ
ตัวชี้วัดในการพัฒนาโรงเรียนที่พร้อมยกระดับเป็นโรงเรียนสร้างเสริมสุขภาวะ และพื้นที่ฐานการ
ทำ�งาน เพื่อรองรับการส่งเสริมสุขภาวะประเด็นที่เป็นเป้าหมายเฉพาะของ สสส. ไม่น้อยกว่า
๑,๓๐๐ โรง โดยมีรายละเอียด ดังนี้
๒.๑ มีโรงเรียนที่มีการพัฒนาเชิงประเด็น เช่น ความปลอดภัยทางสภาพแวดล้อม ความฉลาด
ทางสุขภาวะ อาหารและโภชนาการ อารมณ์ กิจกรรมสร้างสรรค์ และนวัตกรรมด้านสุขภาวะ
๑,๐๐๐ โรง ทีพ่ ร้อมยกระดับเป็นโรงเรียนสร้างเสริมสุขภาวะ และพืน้ ทีฐ่ านการทำ�งานเพือ่
รองรับการส่งเสริมสุขภาวะเชิงประเด็นที่เป็นเป้าหมายเฉพาะของ สสส.
๒.๒ มีโรงเรียนทีม่ กี ารพัฒนาเชิงระบบ เช่น ระบบการเรียนรู้ ระบบกิจกรรมนักเรียน และระบบ
การเรียนรู้ หลักสูตรลูกเสือเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต หลักสูตรเพศศึกษา สุขศึกษา พลศึกษา
๓๐๐ โรง ที่ยกระดับเป็นโรงเรียนสร้างเสริมสุขภาวะ และพื้นที่ฐานการทำ�งานเพื่อรองรับ
การส่งเสริมสุขภาวะเชิงประเด็นที่เป็นเป้าหมายเฉพาะของ สสส.
ทัง้ นี้ โรงเรียนสร้างเสริมสุขภาวะที่ได้รบั การยกระดับแล้ว จะต้องมีการบูรณาการการทำ�งานร่วมกับ
แผนต่างๆ เพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายเฉพาะของ สสส. ดังนี้
๑) โรงเรียนระดับประถมศึกษา อาทิ การเพิ่มอัตราการบริโภคผักและผลไม้อย่างเพียงพอ
การลดความชุกของภาวะนํ้าหนักตัวเกิน และโรคอ้วนในเด็ก
๒) โรงเรียนระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา อาทิ การลดอัตราการสูบบุหรี่ และการลดอัตรา
การตายจากอุบัติเหตุทางถนน
๓. กลุ่มเด็กและเยาวชน นอกระบบโรงเรียน (๑๒ - ๒๕ ปี) ในปี ๒๕๕๖ แผนกำ�หนดเป้าหมายและ
ตัวชีว้ ดั การพัฒนากลุม่ เด็กและเยาวชน นอกระบบโรงเรียน คือ มีกลุม่ ผูน้ �ำ เยาวชนเข้มแข็ง ๒๐๐ กลุม่
ที่พร้อมยกระดับเป็นพื้นที่ฐานการทำ�งานรองรับการส่งเสริมสุขภาวะในประเด็นที่เป็นเป้าหมาย
เฉพาะของ สสส. โดยมีรายละเอียด ดังนี้
๓.๑ ผู้แทนจากกลุ่มเยาวชน ที่ได้รับการพัฒนาเป็นผู้นำ�เยาวชนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลง
สังคม ๕๐ กลุ่ม
๓.๒ มีกลุม่ ผูน้ �ำ เยาวชนเข้มแข็ง ๕๐ กลุม่ จากระดับตำ�บล ๕๐ ตำ�บล ในตำ�บลสุขภาวะ ๓๐ ตำ�บล
และระดับจังหวัด ๒ จังหวัด เช่น จังหวัดอุบลราชธานี

๓.๓ มีกลุม่ ผูน้ �ำ เยาวชนเชิงประเด็น ๑๐๐ กลุม่ (เช่น การสร้างเสริมสุขภาพ กิจกรรมสร้างสรรค์
และเศรษฐกิจพอเพียง) และรวมตัวกันทำ�งานในรูปแบบของศูนย์ประสานงานหรือองค์กร
เยาวชน
๓.๔ มีเครือข่ายเด็กและเยาวชน ๒๐๐ เครือข่าย จากกลุ่มเยาวชนเชิงประเด็น และกลุ่มผู้นำ�
เยาวชนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม
ทั้งนี้ กลุ่มผู้นำ�เยาวชน ต้องมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางสุขภาวะ อาทิ การลดอัตราการ
บริโภคยาสูบ การลดอัตราการบริโภคเครือ่ งดืม่ แอลกอฮอล์ และการลดอัตราการตายจากอุบตั เิ หตุ
ทางถนน
๔. กลุม่ เด็กด้อยโอกาส ในปี ๒๕๕๖ แผนกำ�หนดเป้าหมายและตัวชีว้ ดั ในการพัฒนากลุม่ เด็กด้อยโอกาส
ให้มคี ณ
ุ ภาพชีวติ ทีด่ ขี นึ้ จากการได้รบั การบริการ และการดูแลผ่านระบบการจัดการและกลไกของ
องค์กรที่เกี่ยวข้องอย่างบูรณาการและต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มความเป็นธรรมทางสุขภาพและลด
ความเหลือ่ มลํา้ ทางสังคมให้กบั กลุม่ เด็กด้อยโอกาส และสร้างความตระหนักและการมีสว่ นร่วมของ
สังคมทุกภาคส่วน กับเด็กด้อยโอกาส ๓ กลุม่ ได้แก่ เด็กและเยาวชนในกระบวนการยุตธิ รรม เด็ก
พิการแต่กำ�เนิด และเด็กและเยาวชนในสถานสงเคราะห์ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
๔.๑ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนนำ�ร่อง ๓ ศูนย์ ที่มีระบบการทำ�งานเชื่อมโยง และ
สนับสนุนกันระหว่างศาลเยาวชนและครอบครัว กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
กรมคุมประพฤติ และโรงพยาบาลตุลาการเฉลิมพระเกียรติฯ
๔.๒ หน่วยงานทีเ่ กีย่ วข้องในพืน้ ที่ ๑๙ จังหวัดนำ�ร่อง ในเขตพืน้ ทีบ่ ริการของสำ�นักงานหลักประกัน
สุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จำ�นวน ๘ เขต มีการทดลองใช้เครื่องมือคัดกรอง จำ�แนก
จดทะเบียนและดูแลรักษาเด็กพิการแต่กำ�เนิด
๔.๓ สถานสงเคราะห์เด็กและเยาวชน ๔ แห่ง คือ สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพญาไท สถานสงเคราะห์
เด็กอ่อนปากเกร็ด สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพิการทางสมองและปัญญา (บ้านเฟื่องฟ้า)
และสถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี เป็นต้นแบบการพัฒนาระบบอาสาสมัคร
๔.๔ มีครูสอนดี จำ�นวน ๕๐๐ คน ทีส่ ามารถเป็นแกนนำ�ในการพัฒนาและดูแลกลุม่ เด็กด้อยโอกาส
๕. ครอบครัว ในปี ๒๕๕๖ แผนกำ�หนดเป้าหมายและตัวชี้วัดในการสร้างเสริมสุขภาวะครอบครัว คือ
มีศูนย์พัฒนาครอบครัวนำ�ร่อง ระดับตำ�บล ๓๐๐ ศูนย์ ที่พร้อมยกระดับเป็นพื้นที่ฐานการทำ�งาน
ในประเด็นที่เป็นเป้าหมายเฉพาะของ สสส. โดยมีรายละเอียด ดังนี้
๕.๑ ในแต่ละตำ�บล มีครอบครัวที่เป็นแกนนำ�เพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะครอบครัว อย่างเป็น
รูปธรรม จำ�นวน ๕ ครอบครัว
๕.๒ ในแต่ละตำ�บล มีกจิ กรรมการดูแลครอบครัวในสภาวะยากลำ�บากทีเ่ หมาะสมกับบริบทของ
แต่ละพื้นที่ ๒ กิจกรรม

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

143

๕.๓ ในแต่ละตำ�บล มีกิจกรรมการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีของครอบครัว
ทั้งนี้ มีศูนย์พัฒนาครอบครัวนำ�ร่อง ในเครือข่ายของตำ�บลสุขภาวะ ๑๐๐ ศูนย์
๖. องค์ความรู้ ผลงานวิชาการ และนวัตกรรม ในปี ๒๕๕๖ แผนกำ�หนดเป้าหมายและตัวชีว้ ดั การพัฒนา
องค์ความรู้ ผลงานวิชาการ และนวัตกรรมเพื่อสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาวะเด็ก เยาวชน และ
ครอบครัว โดยมีรายละเอียดดังนี้
๖.๑ ผลการศึกษา การวิจัย การสังเคราะห์ และถอดบทเรียน จำ�นวน ๑๐ เรื่อง
๖.๒ เครือ่ งมือคัดกรอง ประเมิน จำ�แนก ส่งต่อ บำ�บัด แก้ไข ฟืน้ ฟู และติดตามเด็กและเยาวชน
ในกระบวนการยุติธรรม
๖.๓ รูปแบบหรือตัวอย่างการดูแลสมาชิกของครอบครัวในสภาวะยากลำ�บาก เช่น ครอบครัว
พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว และครอบครัวที่มีผู้พิการ
๖.๔ ข้อมูลสภาวการณ์ด้านเด็กและเยาวชน รายปี (ระดับภูมิภาคและระดับประเทศ)
๖.๕ ผลการศึกษาและพัฒนาตัวชีว้ ดั ครอบครัวอบอุน่ ตามเป้าหมายเฉพาะของ สสส. หรือตัวชีว้ ดั
เทียบเคียงกับครอบครัวอบอุน่ เช่น ครอบครัวเข้มแข็ง ทัง้ นี้ ต้องเป็นตัวชีว้ ดั ทีไ่ ด้รบั การยอมรับ
จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

แนวทางการดำ�เนินงาน

144

๑. การเสริมสร้างขีดความสามารถของเด็กและเยาวชนทุกช่วงวัย ตั้งแต่ปฐมวัย (แรกเกิด - ๕ ปี)
วัยเรียน (๖ - ๑๑ ปี) วัยรุ่นและเยาวชน (๑๒ - ๒๕ ปี) และครอบครัว ให้มีภูมิคุ้มกันต่อการ
เปลี่ยนแปลง ดังนี้
๑.๑ เด็กปฐมวัย เน้นการพัฒนาอย่างเป็นองค์รวมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ ปัญญา และสังคม
โดยให้ความสำ�คัญกับการเตรียมความพร้อมของพ่อแม่และผู้ดูแลเด็กในการเลี้ยงดูเด็ก
ตามความเหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพของศูนย์
พัฒนาเด็กเล็กในชุมชน สถานประกอบการ และหน่วยงานของรัฐและเอกชนให้มมี าตรฐาน
สอดคล้องกับบริบทของพืน้ ที่ รวมทัง้ การให้ความสำ�คัญกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างเป็น
องค์รวมในสถานรับเลี้ยงเด็กเล็กทุกประเภท
๑.๒ เด็กวัยเรียน เน้นการพัฒนาและปรับกระบวนการเรียนการสอน ให้มกี ารจัดการเรียนรูส้ ขุ ภาวะ
แบบบูรณาการ ที่เอื้อต่อการเรียนรู้เพื่อสุขภาวะของผู้เรียน
๑.๓ เด็กวัยรุ่นและเยาวชน เน้นการพัฒนาและปรับกระบวนการเรียนการสอนแบบบูรณาการ
โดยเฉพาะสาระหลักสูตรสุขศึกษา และพลศึกษา เสริมสร้างทักษะชีวติ สร้างจิตสำ�นึกความ
เป็นพลเมือง และสร้างค่านิยมพฤติกรรมสุขภาพทีเ่ หมาะสมและถูกต้องให้กบั เด็กวัยรุน่ และ
เยาวชน โดยเน้นการนำ�พลังทางบวกของเยาวชนมาใช้สร้างสรรค์กจิ กรรมอย่างมีคณ
ุ ภาพ

๑.๔ เด็กด้อยโอกาส และเด็กที่มีความสามารถพิเศษ เน้นการพัฒนาระบบการดูแลปฏิบัติ
กระบวนการคัดกรอง บำ�บัด แก้ไข ฟืน้ ฟู ปกป้อง ทีบ่ รู ณาการระหว่างหน่วยงานทัง้ ภาครัฐ
เอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน และชุมชนท้องถิ่น เพื่อให้เด็กกลุ่มนี้ได้รับความเป็นธรรม
ทางสุขภาพ รวมทั้งตระหนักและให้ความสำ�คัญกับการสร้างความเป็นธรรมกับกลุ่มเด็ก
ด้อยโอกาส เช่น เด็กต่างด้าว เด็กไร้รัฐ เด็กชายขอบ
๑.๕ ครอบครัว เน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว โดยการพัฒนาศักยภาพ
ของครอบครัว สนับสนุนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์เพื่อให้เกิดสัมพันธภาพที่ดี
ระหว่างสมาชิกในครัวเรือน ทัง้ ในครอบครัวปกติและครอบครัวทีม่ สี ภาวะยากลำ�บาก เช่น
ครอบครัวพ่อแม่เลีย้ งเดีย่ ว ครอบครัวทีม่ คี วามรุนแรงในครอบครัว ครอบครัวทีม่ ผี ปู้ ว่ ยซึมเศร้า
๒. การเสริมสร้างขีดความสามารถของหน่วยงาน/องค์กร ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิน่ องค์กรพัฒนาเอกชน สถาบันศาสนา และแหล่งเรียนรูต้ า่ งๆ ให้เอือ้ ต่อการพัฒนาเด็ก
เยาวชน และครอบครัว โดยเน้นการมีสว่ นร่วมกันทำ�งานเป็นเครือข่าย เพือ่ บรรลุเป้าหมายเดียวกัน
๓. มุ่งสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการพัฒนานโยบายสาธารณะที่เอื้อต่อการส่งเสริมการลดปัจจัย
เสี่ยงทางสุขภาพสำ�หรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว รวมถึงการสนับสนุนการนำ�นโยบายสู่การ
ปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
๔. การสร้างปัจจัยสนับสนุนให้เด็ก เยาวชน และครอบครัวเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยสนับสนุน
ให้มีการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ที่เหมาะสม เช่น ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ ศูนย์กีฬา สวนสัตว์ รวมถึง
การเปิดพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันทั้งทางกายภาพและทางปัญญาให้เด็ก เยาวชน และครอบครัวได้มา
แลกเปลีย่ นเรียนรู้ รวมถึงการผลักดันกฎ ระเบียบ และกฎหมายทีเ่ กีย่ วข้องกับการเรียนรูต้ ลอดชีวติ

กลุ่มแผนงาน
แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

เพือ่ ตอบสนองวัตถุประสงค์และยุทธศาสตร์ แผนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว ได้แบ่งแผนงาน
เป็น ๓ กลุ่มแผนงาน ได้แก่
๑. กลุม่ แผนงานสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว ซึง่ มีภารกิจและแนวทางการดำ�เนินงาน
. ดังนี้
๑.๑ สนับสนุนการพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เป็นศูนย์
เรียนรู้ต้นแบบ และพัฒนากลุ่มแกนนำ�ที่มีศักยภาพในการถ่ายทอดความรู้และขยายผล
การดำ�เนินงาน โดยใช้นวัตกรรมและระบบเครือข่ายในการพัฒนา
๑.๒ พัฒนาระบบการเรียนรู้ด้านสุขภาวะแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงกับระบบการเรียนการสอน
ในโรงเรียน เช่น การพัฒนากระบวนการเรียนรู้สาระสุขศึกษา พลศึกษา ความฉลาดทาง
สุขภาวะ หรือระบบกิจกรรมนักเรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม อันจะส่งผลให้เกิดทักษะชีวติ ทีเ่ ป็น
พื้นฐานการดำ�รงชีวิตและความเป็นพลเมืองที่ดี

145

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
146

๑.๓ สนับสนุนพลังทางบวก โดยการเน้นจุดเด่น ให้เด็กได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์
ตระหนักรูใ้ นตน รูจ้ กั การสร้างสัมพันธภาพทีด่ ี ตัดสินใจและแก้ปญั หาได้ เพือ่ สร้างความนับถือ
ตนเอง ด้วยการเปิดพื้นที่สำ�หรับกิจกรรมสร้างสรรค์สำ�หรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว
๑.๔ สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพแกนนำ�คนทำ�งานด้านเด็ก เยาวชนและครอบครัว ให้มคี วามรู้
และความสามารถในการจัดกระบวนการเพือ่ พัฒนากลุม่ เป้าหมายให้คณุ ลักษณะทีพ่ งึ ประสงค์
รวมถึงการสร้างผูน้ �ำ รุน่ ใหม่เพือ่ การเปลีย่ นแปลงสังคม ด้วยกระบวนการเรียนรูแ้ บบบูรณาการ
๑.๕ สนับสนุนการสร้างระบบพีเ่ ลีย้ งเยาวชนในพืน้ ที่ ด้วยการพัฒนาคณะทำ�งานกลางระดับประเทศ
และระดับพื้นที่
๑.๖ สนับสนุนการสร้างระบบฐานข้อมูล ระบบคัดกรอง ฟื้นฟู ดูแลและระบบส่งต่อกลุ่มเด็กใน
กระบวนการยุตธิ รรม และเด็กพิการแต่ก�ำ เนิด เพือ่ ให้เกิดระบบปฏิบตั ติ อ่ เด็กในกระบวนการ
ยุติธรรม และระบบการดูแล ป้องกันความพิการแต่กำ�เนิด
๑.๗ สนับสนุนการสร้างระบบอาสาสมัครในสถานสงเคราะห์เด็ก และเยาวชนด้วยการสร้างต้นแบบ/
รูปแบบการทำ�งาน งานวิจัย/คู่มือ/เครื่องมือระบบอาสาสมัครในสถานสงเคราะห์
๑.๘ สนับสนุนการพัฒนาเครื่องมือ/คู่มือสำ�หรับการสร้างสัมพันธภาพของครอบครัวในบริบท
ต่างๆ เช่น สังคมเมือง ชุมชนท้องถิ่น สถานประกอบการ ครอบครัวในสภาวะยากลำ�บาก
๑.๙ สนับสนุนการสร้างและเปิดพืน้ ทีเ่ รียนรูร้ ว่ มกันของครอบครัว ทัง้ ในเขตเมือง ชุมชนท้องถิน่
เพื่อเพิ่มสัดส่วนครอบครัวที่มีสัมพันธภาพที่ดีขึ้น
๑.๑๐ ส่งเสริมให้เกิดการขับเคลือ่ นและผลักดันนโยบายสำ�คัญทีส่ ง่ ผลให้ครอบครัวได้รบั สิทธิและ
สวัสดิการที่เหมาะสม เด็กและเยาวชนได้รับการคุ้มครองสิทธิอย่างเที่ยงธรรม รวมถึงเด็ก
เยาวชน และครอบครัวได้รับการดูแลช่วยเหลืออย่างถูกต้อง
๒. กลุม่ แผนงานสังเคราะห์ความรู้ ติดตาม ประเมินผล และพัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่าย ซึง่ กำ�หนด
ภารกิจและแนวทางการดำ�เนินงาน ดังนี้
๒.๑ สนับสนุนการรวมพลังเครือข่ายภาคีที่ทำ�งานด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว ทั้งภาครัฐ
เอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
การถอดบทเรียน/องค์ความรู้ และนำ�ผลการดำ�เนินงานจากแผนงาน/โครงการมาจัดการ
ความรู้ และขยายผลสู่สาธารณะ รวมถึงเปิดโอกาสให้ภาคีได้เชื่อมโยง ส่งต่อองค์ความรู้
เครื่องมือ/คู่มือ และนวัตกรรม เพื่อพัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพของการดำ�เนินงาน
ในรูปแบบของเครือข่ายทั้งเชิงประเด็นและเชิงพื้นที่
๒.๒ สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพภาคีทงั้ ในระดับบุคคล องค์กร และเครือข่าย ด้วยการแลกเปลีย่ น
เรียนรู้และการศึกษาดูงาน ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งปรับกลไกและวิธีการติดตาม
ประเมินแผนงาน/โครงการ เพื่อพัฒนาคุณภาพ เพิ่มประสิทธิภาพการทำ�งาน เกิดการ
บูรณาการระหว่างแผนงาน/โครงการให้ดีขึ้น

๓. กลุม่ แผนงานสนับสนุนการพัฒนาระบบ กลไก นวัตกรรม และนโยบายสาธารณะ ซึง่ มีภารกิจและ
แนวทางการดำ�เนินงาน ดังนี้
๓.๑ สนับสนุนการพัฒนาระบบข้อมูลด้านเด็กและเยาวชน รวมถึงการขับเคลือ่ นและผลักดันระบบ
ข้อมูลดังกล่าวให้เป็นที่ยอมรับและใช้ประโยชน์ ได้อย่างครอบคลุม
๓.๒ สนับสนุนการยกระดับงานการสร้างเสริมสุขภาวะในสถาบันอุดมศึกษาไปสู่การเป็น ๑
มหาวิทยาลัย : ๑ จังหวัด โดยให้สถาบันอุดมศึกษาเป็นฐานทางวิชาการในการหนุนเสริม
การทำ�งานของชุมชนท้องถิ่น องค์กร/หน่วยงานในพื้นที่ให้เกิดการทำ�งานแบบบูรณาการ
ทั้งเชิงประเด็นและพื้นที่ เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาชุมชนตามบริบทของพื้นที่
๓.๓ สนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ ให้มคี วามสามารถในการดูและจัดบริการทีเ่ หมาะสม
สำ�หรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว
๓.๔ สนับสนุนการพัฒนาศูนย์/สถาบันทางวิชาการด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว เพื่อสร้าง
และพัฒนาคนทำ�งานด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัวให้มคี วามรู้ ความสามารถทีต่ อบสนอง
ความต้องการของสังคม รวมถึงเป็นฐานวิชาการที่สนับสนุนการขับเคลื่อนประเด็นเชิง
นโยบายที่สำ�คัญ

ภาคีหลัก

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมัน่ คงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงยุตธิ รรม กระทรวง
มหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิน่ กรมสุขภาพจิต สำ�นักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว สำ�นักงาน
ส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ
สำ�นักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน สำ�นักงานเขตพืน้ ทีก่ ารศึกษา สำ�นักงานคณะกรรมการสุขภาพ
แห่งชาติ สำ�นักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
สำ�นักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรูแ้ ละคุณภาพเยาวชน สำ�นักงานกองทุนสนับสนุนการวิจยั สถาบัน
แห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว สถาบันรามจิตติ องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรเอกชน สถาบัน
ศาสนา สถาบันการศึกษา สื่อมวลชน องค์กรและเครือข่ายครอบครัว องค์กรและเครือข่ายเด็กและเยาวชน

147

งบประมาณ

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

148

กลุ่มแผนงานหลัก

งบประมาณ (ล้านบาท)

๑. กลุ่มแผนงานสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว
๒. กลุ่มแผนงานสังเคราะห์ความรู้ ติดตาม ประเมินผล และพัฒนา
ศักยภาพภาคีเครือข่าย
๓. กลุ่มแผนงานสนับสนุนการพัฒนาระบบ กลไก นวัตกรรม และ
นโยบายสาธารณะ

รวม

๑๕๐
๕๐
๒๙
๒๒๙

แผนสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร
สถานการณ์และแนวโน้ม

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

องค์กร ทัง้ องค์กรทีจ่ ดั ตัง้ ขึน้ เพือ่ ประโยชน์สาธารณะและองค์กรภาคเอกชนมุง่ กำ�ไร ล้วนมีโครงสร้างและ
ระบบการบริหารจัดการ มีหน่วยงานในความรับผิดชอบ และมีบคุ ลากรผูป้ ฏิบตั งิ านในองค์กรทีเ่ ป็นกลุม่ ก้อน
ดังนั้น องค์กรจึงเป็นทั้งเป้าหมายและกลไกที่สำ�คัญในการขับเคลื่อนไปสู่สุขภาวะที่ดีขึ้นของบุคลากรภายใน
องค์กร ครอบครัว และผูท้ เี่ กีย่ วข้องกับองค์กร รวมทัง้ การใช้ศกั ยภาพขององค์กรในขับเคลือ่ นการสร้างเสริม
สุขภาพในวงกว้างด้วย
องค์กรในแผนนี้หมายถึง องค์กรภาคสาธารณะ และองค์กรภาคเอกชนมุ่งกำ�ไร
๑. องค์กรภาคสาธารณะ หมายถึง หน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นเพื่อดำ�เนินการอันมุ่งประโยชน์สาธารณะ
ได้แก่
๑.๑ หน่วยงานภาครัฐ ทั้งราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ทุกระดับ
รวมถึงสถาบันทางทหารและตำ�รวจ สถานศึกษา สถานพยาบาล รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงาน
ของรัฐอื่นๆ
๑.๒ องค์กรทางศาสนาทุกศาสนา
๑.๓ องค์กรเอกชนสาธารณประโยชน์
๑.๔ กิจการหรือธุรกิจเพื่อสังคม
๑.๕ องค์กรอื่นๆ ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อประโยชน์สาธารณะ
สำ�หรับข้าราชการรวมทัง้ ครอบครัว ซึง่ มีจ�ำ นวนประมาณ ๔.๓ ล้านคน (ข้อมูลจากกรมบัญชีกลาง
ณ เดือนสิงหาคม ๒๕๕๔ และเป็นข้อมูลของผู้มีสิทธิในระบบจ่ายตรง) ส่วนมากจะเป็นผู้ที่มี
การศึกษา มีความรู้ ควรจะเป็น “ทุนทางสังคม” ที่สำ�คัญในการสร้างเสริมสุขภาพ แต่กลับพบว่า
บุคคลเหล่านี้มีปัญหาสุขภาพมากกว่าประชาชนทั่วไป
จากรายงานศึกษาของสำ�นักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) พบว่า ข้าราชการมีปญั หา
สุขภาพมากขึ้นตามวัย โดยข้าราชการในช่วงอายุระหว่าง ๕๑ - ๖๐ ปี มีโรคประจำ�ตัวคิดเป็น
ร้อยละ ๔๙ และข้าราชการช่วงอายุระหว่าง ๔๑ - ๕๐ ปีมนี าํ้ หนักเกินและเป็นโรคอ้วนคิดเป็นร้อยละ

149

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
150

๔๙ และเพิ่มเป็นร้อยละ ๕๖.๔ ในกลุ่มข้าราชการช่วงอายุระหว่าง ๕๑ - ๖๐ ปี ในปี ๒๕๕๒
พบว่ากลุ่มที่มีสิทธิสวัสดิการข้าราชการนี้ มีความชุกของการป่วยเป็นเบาหวานถึงร้อยละ ๑๐
และความดันโลหิตสูงถึงร้อยละ ๓๔ เมือ่ เทียบกับประชากรทีม่ สี ทิ ธิในระบบสวัสดิการสุขภาพทัว่ ไป
(บัตรทอง) ซึง่ พบความชุกของเบาหวาน ร้อยละ ๖.๗ และความดันโลหิตสูงร้อยละ ๒๐.๘ ตามลำ�ดับ
และกลุม่ ทีม่ สี วัสดิการข้าราชการยังเป็นกลุม่ ทีม่ คี า่ ใช้จา่ ยด้านบริการสุขภาพสูงทีส่ ดุ โดยมีคา่ ใช้จา่ ย
ในการรักษาพยาบาลของข้าราชการเพิม่ ขึน้ จาก ๕๙,๙๐๔ ล้านบาท ในปีงบประมาณ ๒๕๕๑ เป็น
๖๒,๑๙๕ ล้านบาทในปีงบประมาณ ๒๕๕๓
ในส่วนขององค์กรพุทธศาสนา จากข้อมูลของสำ�นักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม
๒๕๕๔ พบมีวัดประมาณ ๓๐,๐๐๐ วัด มีพระภิกษุ ๒๙๑,๑๑๖ รูปและสามเณร ๗๐,๔๐๘ รูป
เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความรู้ที่ดีระดับหนึ่ง และมักเป็นที่ยอมรับอย่างสูงของคนในสังคม จึงเป็น
“ทุนทางสังคม” ทีส่ �ำ คัญในการสร้างเสริมสุขภาพองค์รวมของคนในสังคมได้ แต่จากผลการศึกษา
ของสถาบันวิจยั สังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (โครงการศึกษาแนวทางการสร้างเสริมสุขภาวะทีด่ ี
ของพระภิกษุสงฆ์เพื่อทำ�นุบำ�รุงพระพุทธศาสนา) พบว่า พระภิกษุสงฆ์มีปัญหาสุขภาวะทางกาย
เป็นประเด็นสำ�คัญ จากการวิเคราะห์ดชั นีมวลกายพบว่ามีพระภิกษุสงฆ์ทอี่ ยู่ในเกณฑ์อว้ น ร้อยละ
๔๕.๐ โรคประจำ�ตัวทีพ่ ระภิกษุสงฆ์ก�ำ ลังรักษาตัวอยู่ คือ โรคภูมแิ พ้ โรคกระเพาะอาหารและลำ�ไส้
ความดันโลหิตสูง โรคตา เบาหวาน และกล้ามเนือ้ /กระดูกและข้อ โดยมีพระภิกษุสงฆ์ทสี่ นใจตรวจ
สุขภาพเป็นประจำ�ทุกปีเพียงร้อยละ ๒๑.๑ เท่านั้น ส่วนผู้ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อโรคเบาหวานและ
มะเร็งอีกร้อยละ ๖.๕
ทีผ่ า่ นมาแผนสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร ได้ให้การสนับสนุนการสร้างเสริมคุณภาพชีวติ ในหลาย
องค์กรภาคสาธารณะ อันได้แก่ กองทัพไทย ตำ�รวจ โรงพยาบาล และวัด การถอดบทเรียนต้นแบบ
องค์กรสุขภาวะและการสร้างเวทีเพือ่ เชือ่ มต่อองค์ความรูภ้ ายในเครือข่ายของกลุม่ องค์กรภาคสาธารณะ
ต่างๆ และการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากการทำ�เรื่ององค์กรแห่งความสุขจากภาคเอกชนอันจะเป็น
การแลกเปลี่ยนต่อยอดแนวคิดเพื่อให้เกิดเครือข่ายองค์กรสุขภาวะอย่างยั่งยืน
๒. องค์กรภาคเอกชน หมายถึง องค์กรภาคธุรกิจทีด่ �ำ เนินงานโดยภาคเอกชน ทีม่ งุ่ เน้นการสร้างผลกำ�ไร
จากการลงทุน ครอบคลุมสถานประกอบการภาคอุตสาหกรรม การค้าและบริการ รวมทัง้ ภาคการเงิน
การธนาคาร
ในปัจจุบันพบว่ามีจำ�นวนสถานประกอบการประมาณ ๔๐๖,๑๒๑ ราย และมีผู้ประกันตนในระบบ
(ตามมาตรา ๓๓, ๓๙ และมาตรา ๔๐) ประมาณ ๑๐,๖๕๖,๒๕๔ ราย (สถิติของสำ�นักงานประกัน
สังคม, มีนาคม ๒๕๕๕) และจากข้อมูลสำ�นักงานสถิตแิ ห่งชาติไตรมาสที่ ๓ ประจำ�ปี ๒๕๕๔ พบว่า
ปัจจุบันมีประชากรใน วัยแรงงานอายุ ๑๕ ปี ขึ้นไปจำ�นวนโดยประมาณ ๕๔ ล้านคน เป็นผู้อยู่ใน
กำ�ลังแรงงานร้อยละ ๓๘.๒ ล้านคน คิดเป็นร้อยละ ๗๑.๑ และเป็นผูอ้ ยูน่ อกกำ�ลังแรงงาน ๑๕.๐๘
ล้านคน คิดเป็นร้อยละ ๒๗.๙ ซึ่งเป็นแรงงานในระบบร้อยละ ๓๗.๔ (ภาคการค้าและการบริการ)
และแรงงานนอกระบบร้อยละ ๖๒.๖ (ภาคเกษตรกรรม)

จากรายงานสถานการณ์คณุ ภาพชีวติ คนทำ�งานในภาคอุตสาหกรรมและบริการ สถาบันวิจยั ประชากร
และสังคม มหาวิทยาลัยมหิดลประจำ�ปี ๒๕๕๔ พบว่า
ด้านสุขภาพและการออกกำ�ลังกาย พบว่า เกือบครึง่ หนึง่ ของคนทำ�งาน ๔๖.๕% ไม่ออกกำ�ลังกาย
เลย และมีเพียง ๑ ใน ๔ ของคนทำ�งานที่ออกกำ�ลังกายอย่างน้อย ๓ วันต่อสัปดาห์ โดยผู้ชาย
ออกกำ�ลังกายมากกว่าผู้หญิง (ร้อยละ ๓๐.๕ และ ๒๑.๒)
ด้านเศรษฐกิจ พบว่า คนทำ�งานส่วนใหญ่มีปัญหาหนี้สิน ร้อยละ ๗๑ กู้เงินแบบต้องผ่อนชำ�ระ
โดยแบ่งเป็นกูน้ อกระบบ ร้อยละ ๕๙.๕ กูใ้ นระบบร้อยละ ๔๐.๗ และกูโ้ ดยไม่เสียดอกเบีย้ ร้อยละ ๖.๗
ด้านสภาพแวดล้อมในการทำ�งานพบว่า สถานประกอบการร้อยละ ๘๔ มีอุปกรณ์ป้องกันอันตราย
ส่วนบุคคลจากการทำ�งานและใช้การได้เกือบทัง้ หมด แต่ทงั้ นีก้ ม็ คี นทำ�งานร้อยละ ๔๗.๓ ทีใ่ ช้อปุ กรณ์
ป้องกันอันตรายเป็นประจำ� อย่างไรก็ตาม มีคนทำ�งานถึง ๑ ใน ๓ ที่ไม่เคยใช้อุปกรณ์เหล่านี้
ด้านการสูบบุหรี่ พบว่า คนทำ�งานชายร้อยละ ๒๓.๒ สูบบุหรีป่ ระจำ� ขณะทีค่ นทำ�งานหญิงทีส่ บู บุหรี่
เป็นประจำ�มีเพียง ร้อยละ ๐.๘ อย่างไรก็ตาม มีคนทำ�งานชายที่เคยสูบบุหรี่และปัจจุบันเลิกแล้ว
ถึงร้อยละ ๒๐.๗
ปัจจุบันการทำ�งานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ คนเราใช้เวลากว่า ๑ ใน ๓ ของชีวิตในแต่ละวัน
ไปกับการทำ�งานหรืออาศัยอยู่ในที่ทำ�งาน และพบว่าปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมในการทำ�งาน
เป็นปัจจัยสำ�คัญที่ส่งผลต่อความสุขของชีวิตในแต่ละด้านเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ความสุขของ
คนในที่ทำ�งานยังส่งผลต่อไปยังประสิทธิภาพการทำ�งานหรือผลิตภาพของแรงงาน โดยมีผล
มากกว่าปัจจัยอืน่ ๆ ดังนัน้ การสร้างให้องค์กรเป็นองค์กรสุขภาวะจึงส่งผลต่อผลิตภาพของคนทำ�งาน
อันจะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและความกินดีอยู่ดีของประเทศในภาพรวมในที่สุด ดังนั้น
ในช่วงที่ผ่านมาแผนงานสนับสนุนสุขภาวะองค์กรภาคเอกชนได้ร่วมพัฒนาโครงการเสริมสร้าง
องค์กรสุขภาวะ พัฒนาชุดองค์ความรู้ จัดเวทีแลกเปลีย่ นเรียนรูร้ ะหว่างองค์กรต้นแบบ และพัฒนา
ชุดเครือ่ งมือในการสร้างองค์กรสุขภาวะ ร่วมกับหลายองค์กรทีร่ ว่ มขับเคลือ่ น ได้แก่ กระทรวงแรงงาน
โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ภายใต้บันทึกข้อตกลงว่าด้วย
ความร่วมมือ “งานดีมีคุณค่า” (Decent Work by Happy Workplace) สภาอุตสาหกรรมแห่ง
ประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมจังหวัด และองค์กรเอกชนอื่นๆ ศูนย์พัฒนาธุรกิจครอบครัว
และ SMEs และทีมนักวิชาการเพื่อพัฒนา สร้างและขยายพื้นที่องค์กรสุขภาวะสู่สาธารณะต่อไป

จุดเน้นของแผน
สำ�นักสนับสนุนสุขภาวะในองค์กร (สำ�นัก ๘) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ ๔ ในฐานะ
ที่รับผิดชอบการดำ�เนินงานของแผนสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร ได้จัดการประชุมหารือเพื่อพิจารณา
ปรับปรุงแนวทางการดำ�เนินงานแผนสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร ให้สอดคล้องกับ “ทิศทาง เป้าหมายและ
ยุทธศาสตร์ระยะ ๑๐ ปี” รวมทั้งนโยบายของคณะกรรมการกองทุน สสส. เพื่อการพัฒนาแผนหลัก พ.ศ.

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

151

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
152

๒๕๕๕ - ๒๕๕๗ เมือ่ วันที่ ๑๐ - ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ทีป่ ระชุมได้สรุปแนวทางสำ�คัญในการดำ�เนินงาน
ดังนี้
๑. สาระสำ�คัญและโครงสร้างกลุ่มแผนงาน แผนสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร ตามแผนหลัก สสส.
ปี ๒๕๕๕ - ๒๕๕๗ ได้แก่
๑.๑ เน้นการพัฒนาขีดความสามารถขององค์กร เพือ่ ให้เกิดระบบการสร้างเสริมสุขภาวะองค์รวม
๔ มิติภายในองค์กร ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของบุคลากร ในองค์กรและเป็นทุน
ทางสังคมที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยและประเทศไทยโดยรวม
๑.๒ ให้ความสำ�คัญกับการบูรณาการระหว่างแผนงาน/โครงการเพื่อสนับสนุนการนำ�รูปแบบ
และนวัตกรรมที่ได้ผล ไปขับเคลื่อนให้เกิดนโยบายและการดำ�เนินการที่จะขยายผลสู่การ
ปฏิบัติอย่างกว้างขวางและสามารถวัดผลในเชิงปริมาณและคุณภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม
๑.๓ พัฒนาให้องค์กรทีด่ �ำ เนินการในแผนการสร้างเสริมสุขภาพในองค์กรสร้างเสริมสุขภาพ เป็น
ฐาน (Platform) ในการพัฒนาสุขภาวะในประเด็นเฉพาะต่างๆ ของคนในองค์กร
๑.๔ สนับสนุนการสร้างและจัดการความรู้ โดยการสนับสนุนการศึกษาวิจัย การพัฒนาระบบ
ข้อมูล และการถอดบทเรียน/องค์ความรู้ จากกรณีศึกษาต่างๆ รวมทั้งการวิเคราะห์
มาตรฐานคุณภาพองค์กร โดยนำ�ผลสำ�เร็จหรือต้นแบบที่ดีไปแลกเปลี่ยนและจัดการ
ความรู้เพื่อการขยายผล
๒. ปรับทิศทางการดำ�เนินงานภาพรวม เพือ่ ตอบสนองนโยบายการพัฒนาแผนหลัก สสส. ปี ๒๕๕๕ ๒๕๕๗ ดังนี้
๒.๑ คำ�นึงถึงการทำ�งานโดยเชือ่ มโยงเป้าหมายสุขภาวะองค์รวม ๔ มิตภิ ายในองค์กร กับตัวชีว้ ดั
ตามทิศทางเป้าหมายและยุทธศาสตร์ ๑๐ ปีของ สสส.
๒.๒ ให้ความสำ�คัญกับการทำ�งานในลักษณะของการจัดการเครือข่ายองค์กรสร้างเสริมสุขภาวะ
๒.๓ สนับสนุนการทำ�งานในเชิงบูรณาการในภาคีเครือข่ายทั้งภาคีองค์กรภาคสาธารณะ และ
องค์กรภาคเอกชน รวมทั้งการบูรณาการกับแผนงานอื่นๆ ของ สสส.
๒.๔ ปรับกลไกและวิธกี ารติดตาม ประเมินแผนงาน/โครงการ เพือ่ พัฒนาคุณภาพ เพิม่ ประสิทธิภาพ
การทำ�งาน รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพภาคีทงั้ ในระดับบุคคล องค์กร และเครือข่าย
ด้วยจัดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการศึกษาดูงาน

วัตถุประสงค์

๑. สนับสนุนการพัฒนานโยบายทีเ่ อือ้ ต่อการสร้างเสริมสุขภาพในองค์กรและผลักดันสูก่ ารปฏิบตั อิ ย่าง
เป็นรูปธรรม

๒. สนับสนุนการพัฒนาระบบและกลไกการบริหารจัดการภายในองค์กรทีส่ ง่ ผลต่อสุขภาวะของบุคลากร
ครอบครัวและผู้ที่เกี่ยวข้องในองค์กร
๓. ส่งเสริมการพัฒนาและส่งเสริมการขยายเครือข่ายองค์กรภาคสาธารณะและองค์กรภาคเอกชน
สร้างเสริมสุขภาพ
๔. สนับสนุนให้องค์กรได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และจัดการความรู้ เพื่อยกระดับการดำ�เนินงาน
ด้านการสร้างเสริมสุขภาพขององค์กร และให้มีการสื่อสารแนวคิดเรื่ององค์กรสร้างเสริมสุขภาพ
ในวงกว้าง

เป้าหมาย ๑ ปีและตัวชี้วัด
๑.




















องค์กรอย่างน้อย ๒,๐๐๐ องค์กร มีการนำ�นโยบายสร้างเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตไปสู่การ
ปฏิบัติในองค์กร
๑.๑ มีการส่งเสริมให้เกิดนโยบายสร้างเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตในองค์กรภาคสาธารณะ
ได้แก่
• องค์กรภาคข้าราชการพลเรือน จำ�นวน ๕๐ แห่ง โดยมีการขับเคลือ่ นในรูปแบบเครือข่าย
การพัฒนาระบบคุณภาพชีวิตการทำ�งานในระบบราชการ โดยพัฒนาร่วมกับสถาบัน
การศึกษา เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
• องค์กรกองทัพ จำ�นวน ๕๐ แห่ง โดย การขับเคลื่อนเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพ
ด้วยการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตจาก เครือข่ายกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ
กองบัญชาการกองทัพไทย และสำ�นักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และขยายไปสู่ชุมชน
ใน 8 พื้นที่
• องค์กรตำ�รวจ จำ�นวน ๕๐ แห่ง โดยการถอดบทเรียนผลสัมฤทธิ์การดำ�เนินงานเรื่อง
สถานีต�ำ รวจสร้างเสริมสุขภาพ ผ่านรูปแบบของสถานีต�ำ รวจทีป่ ระสบความสำ�เร็จในการ
ส่งเสริมการสร้างเสริมสุขภาพในมิติต่างๆ เช่น การลด ละ เลิกสุรา และการสูบบุหรี่
• สถานพยาบาล จำ�นวน ๕๐ แห่ง โดยการสนับสนุนให้สถานพยาบาลมีการสร้างระบบ
การดูแลคุณภาพชีวติ บุคลากรในโรงพยาบาลชุมชนของกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาล
ของกองทัพ
• องค์กรทางพุทธศาสนา จำ�นวน ๓๐๐ แห่ง โดยมีการดำ�เนินงานศึกษาวิจยั คุณภาพชีวติ
ของพระสงฆ์ การให้ความรูพ้ ระสงฆ์เกีย่ วการดูแลสุขภาพ พฤติกรรมการบริโภคอาหาร
การสูบบุหรี่และการบริหารจัดการองค์กรทางพุทธศาสนา
๑.๒ มีการส่งเสริมให้เกิดนโยบายสร้างเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวติ ในองค์กรภาคเอกชน โดย
แบ่งเป็น ๓ ระดับ จำ�นวน ๑,๕๐๐ แห่ง ได้แก่

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

153

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
154

• การขับเคลื่อนนโยบายสร้างเสริมสุขภาพในระดับชาติ อาทิ กระทรวงแรงงาน โดยกรม
พัฒนาฝีมอื แรงงาน และกรมสวัสดิการและคุม้ ครองแรงงาน ภายใต้แนวคิด “งานดีมคี ณุ ค่า”
(Decent work By Happy workplace) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
• การขับเคลื่อนนโยบายสร้างเสริมสุขภาพในระดับกลุ่มอุตสาหกรรม อาทิ สมาคม
อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์แห่งประเทศไทย สมาพันธ์โลจิสติกส์ ไทย มูลนิธิ
พัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย และเครือข่ายวิศวการ
• การขับเคลื่อนนโยบายสร้างเสริมสุขภาพในระดับองค์กร โดยขับเคลื่อนให้สถาน
ประกอบการภาคอุตสาหกรรมทัง้ ขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ตระหนัก
ถึงความสำ�คัญในเรื่องการดูแลคุณภาพชีวิตของบุคลากรในสถานประกอบการโดย
การปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้บริหารและพนักงาน โดยร่วมกับสภาอุตสาหกรรมระดับ
จังหวัด อาทิ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดตาก จังหวัดตรัง และจังหวัดสงขลา
๒. องค์กรอย่างน้อย ๑,๕๐๐ องค์กรมีการดำ�เนินงานเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิต
โดยเป็นองค์กรภาคสาธารณะอย่างน้อย ๔๐๐ แห่ง และองค์กรภาคเอกชนอย่างน้อย ๑,๑๐๐ แห่ง
๒.๑ องค์กรภาคสาธารณะอย่างน้อย ๔๐๐ แห่ง มีบทบาทในการกำ�หนดทิศทางในการดำ�เนินงาน
สร้างเสริมคุณภาพชีวติ และเป็นแกนหลัก หรือเป็นหน่วยงานทีท่ �ำ หน้าทีข่ ยายผลเรือ่ งการ
สร้างเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตไปสู่สังคมและชุมชน
๒.๒ องค์กรภาคเอกชนอย่างน้อย ๑,๑๐๐ แห่ง โดยมีการดำ�เนินงานสร้างเสริมสุขภาพและ
คุณภาพชีวิตโดยมีกิจกรรมในการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตบุคลากรในสถานประกอบการ
ด้วยกิจกรรมสร้างสุข 8 ประการ อาทิ การส่งเสริมให้พนักงานมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง
โดยการออกกำ�ลังการ การลด ละเลิก เหล้าและบุหรี่ การผ่อนคลายจากการปฏิบตั งิ าน ฯลฯ
และมีการนำ�เครือ่ งมือขับเคลือ่ นองค์กรสุขภาวะไปใช้ ซึง่ ได้แก่ ชุดรูปแบบองค์กรสุขภาวะ
ที่หลากหลาย (happy model) เครื่องมือวัดสุขภาวะองค์กรเอกชน (happy workplace
index) เครื่องมือวัดสุขภาวะระดับบุคคล (happinometer) ระบบฐานข้อมูล (happy
workplace menu) และเครื่องมือวัดผลตอบแทนทางธุรกิจ (happy workplace ROI) โดย
ขับเคลือ่ นร่วมกับภาคีเครือข่ายองค์กรสุขภาวะ อาทิ กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมอื
แรงงาน และกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ
สภาอุตสาหกรรมระดับจังหวัด เช่น สภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดตาก จังหวัดตรัง
และจังหวัดสงขลา สมาคมอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์แห่งประเทศไทย สมาพันธ์
โลจิสติกส์ไทย มูลนิธิพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย และเครือข่ายวิศวการ
๓. สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพ๕๘ ไม่น้อยกว่า ๑,๕๐๐ แห่ง โดยมีการดำ�เนินงาน
ปรับปรุงสภาพแวดล้อมในสถานทีท่ �ำ งานเพือ่ เอือ้ ต่อคุณภาพชีวติ และสุขภาพของพนักงานในสถาน

๕๘

สภาพแวดล้อมนีห้ มายความรวมถึงสภาพแวดล้อมทางกายภาพ และบรรยากาศในการทำ�งานตลอดจนความสัมพันธ์ทด่ี ใี นการทำ�งาน

ประกอบการ อาทิ การจัดให้มสี ถานทีอ่ อกกำ�ลังกาย การจัดสถานทีป่ ฏิบตั งิ านให้มคี วามปลอดภัย
การจัดให้มสี ถานทีผ่ อ่ นคลายระหว่างการปฏิบตั งิ าน สถานทีป่ ฏิบตั ธิ รรม มุมความรู้ และช่องทาง
การสื่อสารเรื่องสุขภาพในองค์กร
๔. ประชาชนได้รบั การพัฒนาทักษะด้านการสร้างเสริมสุขภาพ โดยเฉพาะทักษะด้านการลดปัจจัยเสีย่ ง
ต่อสุขภาพ เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ และทักษะด้านการสร้างสุขนิสัยในการออกกำ�ลังกาย
พฤติกรรมการบริโภคอาหารรวม ๑,๕๐๐,๐๐๐ คน
ทั้งนี้ การดำ�เนินงานของแผนสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กรปี ๒๕๕๖ นั้นจะให้ความสำ�คัญกับการเพิ่ม
ประเด็นสนับสนุนการลดการบริโภคแอลกอฮอล์ บุหรี่ ในทุกเป้าประสงค์

ตัวชี้วัด

๔,๐๐๐
องค์กร

๒,๐๐๐
องค์กร

๔,๐๐๐
องค์กร

๑,๕๐๐
องค์กร

๑,๕๐๐
องค์กร

๒,๐๐๐
องค์กร

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

๑. นำ�นโยบายสร้างเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตไปสู่
การปฏิบัติในองค์กรจำ�นวน ๑๐,๐๐๐ องค์กร
๑.๑ องค์กรภาคสาธารณะ จำ�นวน ๒,๐๐๐ องค์กร
- สถานพยาบาล จำ�นวน ๔๕๐ แห่ง
- องค์กรทางพุทธศาสนา จำ�นวน ๑,๐๐๐ แห่ง
- องค์กรกองทัพ จำ�นวน ๒๐๐ แห่ง
- องค์กรภาคข้าราชการพลเรือน จำ�นวน ๑๕๐ แห่ง
- องค์กรตำ�รวจ จำ�นวน ๒๐๐ แห่ง
๑.๒ องค์กรภาคเอกชน จำ�นวน ๘,๐๐๐ องค์กร
- กลุ่มสถานประกอบการขนาดกลางและ
ขนาดย่อม (SMEs) จำ�นวน ๗,๐๐๐ แห่ง
- กลุ่มสถานประกอบการขนาดใหญ่ จำ�นวน
๑,๐๐๐ แห่ง
๒. มีการดำ�เนินงานเรือ่ งการสร้างเสริมสุขภาพและคุณภาพ
ชีวิตอย่างจริงจังและต่อเนื่องจำ�นวน ๕,๐๐๐ องค์กร
๒.๑ องค์กรภาคสาธารณะอย่างน้อย จำ�นวน ๑,๐๐๐ แห่ง
- สถานพยาบาล จำ�นวน ๒๐๐ แห่ง
- องค์กรทางพุทธศาสนา จำ�นวน ๕๐๐ แห่ง
- องค์กรกองทัพ จำ�นวน ๑๐๐ แห่ง
- องค์กรภาคข้าราชการพลเรือน จำ�นวน ๑๐๐ แห่ง
- องค์กรตำ�รวจ จำ�นวน ๑๐๐ แห่ง
๒.๒ องค์กรภาคเอกชนอย่างน้อย จำ�นวน ๔,๐๐๐ แห่ง
- กลุ่มสถานประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม
(SMEs) จำ�นวน ๓,๐๐๐ แห่ง
- กลุ่มสถานประกอบการขนาดใหญ่ จำ�นวน
๑,๐๐๐ แห่ง

ปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗

155

ตัวชี้วัด

ปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗

๓. ประชาชนที่ได้รับการพัฒนาทักษะด้านการสร้างเสริม ๑,๕๐๐,๐๐๐ ๑,๕๐๐,๐๐๐ ๒,๐๐๐,๐๐๐
สุขภาพ จำ�นวน ๕,๐๐๐,๐๐๐ คน
คน
คน
คน
๔. มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพ
๑,๕๐๐
๑,๕๐๐
๒,๐๐๐
จำ�นวน ๕,๐๐๐ แห่ง
องค์กร
องค์กร
องค์กร

แนวทางการดำ�เนินงาน

๑. กระตุน้ สนับสนุน และจุดประกายให้เกิดนโยบายการดำ�เนินงานเกีย่ วกับการสร้างสุขภาวะในองค์กร
ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดี
๒. สนับสนุนให้เกิดการทำ�งานแบบบูรณาการของทุกภาคส่วนทีเ่ กีย่ วข้อง ให้เกิดกลไกการทำ�งานไปใน
ทิศทางร่วมกัน เพื่อให้เกิดองค์กรสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในองค์กร
๓. กระตุน้ และสนับสนุนองค์กรให้เกิดกระบวนการสร้างองค์ความรู้ เพือ่ นำ�ไปใช้ประโยชน์ในการสร้าง
องค์กรสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในองค์กร

ยุทธศาสตร์การดำ�เนินงาน

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

156

๑. กลุ่มแผนงานการสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กรภาคสาธารณะ
(๑) ให้ความสำ�คัญกับการสร้างเสริมศักยภาพของหน่วยงานภาคสาธารณะและสนับสนุนการปรับ
พื้นฐานเชิงโครงสร้างและนโยบายด้านสร้างเสริมคุณภาพชีวิต
(๒) เน้นการดำ�เนินงานร่วมกับหน่วยงานหลักทีร่ บั ผิดชอบเพือ่ ผลักดันเรือ่ งการสร้างเสริมสุขภาวะ
ให้อยู่ในระบบปกติของการดำ�เนินงานในองค์กร
๒. กลุ่มแผนงานการสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กรภาคเอกชน
(๑) ให้ความสำ�คัญกับการปรับเปลี่ยนทัศนคติในเรื่องการให้ความสำ�คัญกับคุณภาพชีวิตของ
บุคลากรในสถานประกอบการของผู้บริหารและพนักงานในองค์กรเพื่อให้เกิดนโยบายและ
การดำ�เนินงานด้านองค์กรสุขภาวะ (Happy workplace)
(๒) มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรม ด้านการดำ�เนินงานเพื่อให้เกิดองค์กรสุขภาวะ
(๓) สนับสนุนพัฒนาให้องค์กรภาคเอกชนเป็นฐานที่สามารถรองรับแนวคิดและนวัตกรรมในการ
พัฒนาสุขภาวะของคนในองค์กร

๓. กลุ่มงานสนับสนุนแผนการดำ�เนินงานองค์กรสุขภาวะ
ยุทธศาสตร์การท�ำงาน : แผนสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร
ทุกคนบนแผ่นดินไทยมีขีดความสามารถ
สังคม สิ่งแวดล้อม ที่เอื้อต่อสุขภาวะ

สร้างความ
เป็นธรรม

กรอบยุทธศาสตร์

บูรณาการ

นวัตกรรมสังคม

เพื่อให้เกิด
ความยั่งยืน

Policy

ยุทธศาสตร์
เฉพาะแผน

Knowledge

บูรณาการ

Network

วิสัยทัศน์ : องค์กรมีขีดความสามารถที่จะสร้างสังคม สิ่งแวดล้อม ที่เอื้อต่อการเป็นองค์กรสุขภาวะ
ความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) และความรับผิดชอบด้านการเงิน (FL)
กลุ่มงานสนับสนุนแผนการด�ำเนินงานสุขภาวะองค์กร
เสริมศักยภาพ
และปรับพื้นฐาน ผลักดันสู่ระบบ
เชิงโครงสร้าง ปกติขององค์กร

ปรับเปลี่ยนทัศนคติ
พัฒนาเป็น
สร้

งนวั

กรรม
ของผู้บริหาร
ฐานรองรับ
องค์กรสุขภาวะ งานสุขภาวะ
และพนักงาน

องค์กรภาคสาธารณะ
กลุ่มเป้าหมาย

ภาค องค์กร
ข้าราชการ ทหาร
พลเรือน

องค์กร สถาน องค์กร
ต�ำรวจ พยาบาล ทางพุทธศาสนา

องค์กรภาคเอกชน
สถาน
ประกอบการ
ขนาดใหญ่

สถานประกอบการ
ขนาดกลางและ
ขนาดย่อม (SMEs)

ภาพ : ยุทธศาสตร์การทำ�งานแผนสร้างเสริมสุขภาวะองค์กร

๑.





กลุ่มแผนงานการสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กรภาคสาธารณะ
ภารกิจ
กลุ่มแผนงานนี้มีเป้าประสงค์ ในการพัฒนาขีดความสามารถในการวางระบบการบริหารจัดการ
และการพัฒนากลไกการดำ�เนินงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพภายในองค์กรภาคสาธารณะ โดย
องค์กรภาคสาธารณะหมายรวมถึง องค์กรภาคพลเรือน องค์กรทหาร องค์กรตำ�รวจ องค์กร
โรงพยาบาล และองค์กรทางศาสนา ให้มงุ่ ไปสูก่ ารทีบ่ คุ ลากร ครอบครัวและผูท้ เี่ กีย่ วข้องมีคณ
ุ ภาพ
ชีวิตที่ดีขึ้น

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

กลุ่มแผนงาน

157

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
158

แนวทางการดำ�เนินงาน
(๑) สนับสนุนให้องค์กรภาคสาธารณะพัฒนานโยบายด้านคุณภาพชีวิตขององค์กร
(๒) พัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรมการทำ�งานในรูปแบบต่างๆ เช่น การถอดบทเรียน การดำ�เนินงาน
ขององค์กรต้นแบบเพื่อขยายผล
(๓) ส่งเสริมความร่วมมือในการทำ�งานในลักษณะเครือข่ายองค์กรทีเ่ ชือ่ มโยงการดำ�เนินงานภายใน
และภายนอกกลุม่ องค์กรภาคสาธารณะ ตลอดจนความร่วมมือกับกลุม่ องค์กรภาคธุรกิจเอกชน
(๔) สนับสนุนให้มีการสื่อสารสาธารณะในประเด็นด้านนโยบาย เครื่องมือ และองค์ความรู้เพื่อ
มุ่งเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสังคม
๒. กลุ่มแผนงานการสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กรภาคเอกชน
ภารกิจ
(๑) พัฒนาเครือข่ายสุขภาวะองค์กรพื้นที่ระดับจังหวัด ผ่านสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
(๒) สนับสนุนและส่งเสริมให้กลุ่มธุรกิจประเภท SMEs มีการพัฒนาอย่างเป็นระบบ มีการเรียนรู้
เกิดการถ่ายทอดความสำ�เร็จจากสถานประกอบการต้นแบบ เพื่อพัฒนาตนเองให้อยู่รอด
อย่างยั่งยืน
(๓) การทำ�งานเชิงบูรณาการร่วมกับหน่วยงานส่วนกลาง ส่งเสริมให้หน่วยงานส่วนกลางและ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมสวัสดิการและ
คุม้ ครองแรงงาน สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย ตระหนักถึงความสำ�คัญของ
คุณภาพชีวิตแรงงานในสถานประกอบการร่วมผลักดันให้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำ�เนินงาน
ร่วมกัน
(๔) สร้างนวัตกรรม Happy workplace พัฒนาองค์กรต้นแบบเป็นศูนย์เรียนรู้ รวบรวมชุดองค์ความรู้
เกิดระบบฐานจัดเก็บข้อมูล ขยายเครือข่ายแบบองค์กรพี่เลี้ยง/ที่ปรึกษา จัดเวทีแลกเปลี่ยน
เรียนรู้ พัฒนาห้องทดลองปฏิบัติการเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างองค์กรสุขภาวะ
แนวทางการดำ�เนินงาน
(๑) สนับสนุนให้องค์กรมีการกำ�หนดนโยบายการสร้างเสริมสุขภาพภายในองค์กรและสนับสนุน
การนำ�นโยบายไปสู่การปฏิบัติ รวมทั้งกระตุ้นให้องค์กรสามารถบูรณาการงานด้านการ
สร้างเสริมสุขภาพเข้ากับตัวชี้วัดหรือมาตรฐานเดิมขององค์กร
(๒) สนับสนุนการพัฒนาทักษะการจัดการแก่องค์กรเรือ่ งการสร้างเสริมสุขภาพ ผ่านการฝึกอบรม
การแลกเปลีย่ นเรียนรูร้ ะหว่างเครือข่าย และการจัดการความรูเ้ พือ่ ยกระดับขีดความสามารถ
ในการพัฒนาสูก่ ารเป็นองค์กรสร้างเสริมสุขภาพ รวมทัง้ สนับสนุนองค์กรต้นแบบการสร้างเสริม
คุณภาพชีวิต

(๓) สนับสนุนให้องค์กรทำ�งานร่วมกับหน่วยงานทีเ่ กีย่ วข้อง และชุมชนแบบเครือข่าย เพือ่ ให้เกิด
การบูรณาการการทำ�งานเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ และขับเคลื่อนให้เกิดกระแสองค์กร
สร้างเสริมสุขภาพในวงกว้าง
๓. กลุ่มงานสนับสนุนแผนการดำ�เนินงานองค์กรสุขภาวะ
ภารกิจ
กลุ่มแผนงานนี้เกี่ยวข้องกับการดำ�เนินการประสานและสนับสนุนการปฏิบัติงาน การติดตามและ
ประเมินผลภายนอก การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ภาพรวมของการสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร
สนับสนุนการทำ�งานในเชิงบูรณาการงานสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร งานด้านความรับผิดชอบ
ต่อสังคม (Corporate Social Responsibility: CSR) และความรับผิดชอบด้านการเงิน โดยพัฒนา
ชุดความรู้เรื่องความรับผิดชอบทางการเงิน
แนวทางการดำ�เนินงาน แบ่งออกเป็น ๒ งานดังนี้
(๑) งานขับเคลือ่ นยุทธศาสตร์ภาพรวม : สนับสนุนการติดตามและประเมินผลภายนอก การขับเคลือ่ น
ยุทธศาสตร์ภาพรวมของการสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร ตลอดจนงานสนับสนุนการทำ�งาน
ของสำ�นักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร
(๒) ความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) และความรับผิดชอบด้านการเงิน (Financial Literacy) :
สนับสนุนการทำ�งานในเชิงบูรณาการงานสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กรโดยใช้ประเด็นความ
รับผิดชอบต่อสังคมและความรับผิดชอบด้านการเงินเป็นประเด็นเชื่อมโยง

ภาคีหลัก
แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

สำ�นักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน กระทรวงกลาโหม กองทัพไทย สำ�นักงานตำ�รวจแห่งชาติ
กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย องค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่น โรงพยาบาล สถานีตำ�รวจ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมหอการค้าไทย สมาคม
การจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสถานประกอบการภาคธุรกิจ

159

งบประมาณ

กลุ่มแผนงานหลัก

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

๑. กลุ่มแผนงานการสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กรภาคสาธารณะ
๒. กลุ่มแผนงานการสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กรภาคเอกชน
๓. กลุ่มงานสนับสนุนแผนการดำ�เนินงานองค์กรสุขภาวะ

รวม

160

งบประมาณ (ล้านบาท)
๑๐๕
๑๑๐
๒๐
๒๓๕

แผนส่งเสริมกิจกรรมทางกาย
การออกกำ�ลังกาย และกีฬาเพื่อสุขภาพ
สถานการณ์และแนวโน้ม

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

องค์การอนามัยโลกได้คาดประมาณว่า ภายในปี ๒๕๕๘ จะมีประชากรโลกเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อ
เรื้อรังถึง ๔๐ ล้านคน นับเป็นอัตราเพิ่มที่รวดเร็วที่สุด โดยเฉพาะในโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรค
เบาหวาน ซึ่งเกี่ยวพันกับพฤติกรรมบริโภคและการขาดกิจกรรมทางกายที่เพียงพอในชีวิตประจำ�วัน
สถานการณ์สุขภาพของไทยสะท้อนวิกฤติข้างต้นอย่างชัดเจน โดยที่อัตราการออกกำ�ลังกายประจำ�
เพิม่ ขึน้ อย่างช้าๆ แต่อตั ราโรคอ้วนกลับพุง่ ขึน้ อย่างรวดเร็ว นัน่ คือสัดส่วนผูท้ มี่ ภี าวะอ้วนและอ้วนลงพุง เพิม่ ขึน้
จากร้อยละ ๒๘.๗ ในปี ๒๕๔๗ เป็นร้อยละ ๓๔.๗ ในปี ๒๕๕๒ สำ�หรับภาวะอ้วน และร้อยละ ๒๖.๑ ในปี
๒๕๔๗ เป็นร้อยละ ๓๒.๑ ในปี ๒๕๕๒ สำ�หรับอ้วนลงพุง หรือคิดเป็นร้อยละ ๓๕ ของจำ�นวนประชากรที่
มีอายุ ๓๕ ปีขนึ้ ไป ซึง่ ไม่สอดรับกับอัตราการออกกำ�ลังกายประจำ�ทีข่ ยับเพิม่ ขึน้ อย่างช้าๆ จากร้อยละ ๒๙.๑
ในปี ๒๕๔๗ เป็นร้อยละ ๒๙.๗ ในปี ๒๕๕๒ และกลับลดลงในปี ๒๕๕๔ อยู่ที่ร้อยละ ๒๗ โดยกลุ่มวัยที่มี
อัตราการออกกำ�ลังกายประจำ�ตํ่าสุด คือวัยทำ�งาน (๒๕ - ๕๙ ปี) ที่ร้อยละ ๑๙.๗ อันเป็นวัยที่มีความชุก
ของการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและการเพิ่มขึ้นของโรคอ้วนสูงสุด
ในขณะที่กลุ่มเด็กเล็กและเด็กวัยเรียนนั้นแม้อัตราการออกกำ�ลังกายประจำ�จะอยู่ที่ร้อยละ ๗๑ แต่ด้วย
พฤติกรรมการบริโภคอาหารทีม่ ไี ขมัน นํา้ ตาลและให้พลังงานสูง มีแนวโน้มการใช้เวลาหน้าจอทีวหี รือคอมพิวเตอร์
มากขึน้ (เฉลีย่ ๖ - ๘ ชัว่ โมงต่อวัน) ถูกแวดล้อมด้วยโฆษณาชวนเชือ่ ทางการตลาดของสินค้าบริโภคและรูปแบบ
การใช้ชีวิตที่เน้นความสะดวกสบายมากขึ้น ทำ�ให้คาดการณ์ว่าในอีก ๔ ปีข้างหน้า จะมีเด็กไทยถึง ๑ ใน ๕
ที่อยู่ในภาวะอ้วน และงบประมาณสาธารณสุขของประเทศต้องจ่ายให้กับโรคกลุ่มนี้คิดเป็นมูลค่าประมาณ
เกือบสองแสนล้านบาทต่อปี
การเปลีย่ นพฤติกรรมให้คนไทยมีกจิ กรรมทางกายในชีวติ ประจำ�วันให้มากขึน้ และอยู่ในสภาพแวดล้อม
ที่มีสุขภาวะเอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย เช่น มีทางเท้า-ทางจักรยาน ระบบขนส่งมวลชนที่ส่งเสริมให้คน
ลดการใช้รถยนต์ลง และมีสวนสาธารณะหรือพื้นที่สร้างสรรค์ทั้งในเมือง โรงเรียน และสถานประกอบการ
ทีร่ องรับการมีกจิ กรรมทางกายและการพักผ่อนของประชาชน จึงเป็นภารกิจท้าทายอย่างยิง่ ในฐานะที่ สสส.
เป็น ๑ ใน ๓๖ ประเทศสมาชิกที่ลงนามในกฎบัตรโตรอนโตเพื่อกิจกรรมทางกายเมื่อปี ๒๕๕๓ สสส. จึงมี
พันธกิจทีจ่ ะขับเคลือ่ นให้เกิดการบูรณาการของทัง้ ภาครัฐ เอกชน ท้องถิน่ และชุมชน เพือ่ ให้เกิดการดำ�เนินการ
และลงทุนในเรื่องการเพิ่มกิจกรรมทางกายสำ�หรับทุกคน ตลอดจนบูรณาการความร่วมมือข้ามสาขาวิชา

161

ทั้งด้านสุขภาพ ผังเมืองและการก่อสร้าง ขนส่งและคมนาคม สิ่งแวดล้อม กีฬาและนันทนาการ การศึกษา
และวัฒนธรรม
แผนส่งเสริมกิจกรรมทางกาย การออกกำ�ลังกายและกีฬาเพือ่ สุขภาพ จึงกำ�หนดยุทธศาสตร์ให้มงุ่ เน้น
สนับสนุนการมีกจิ กรรมทางกายในชีวติ ประจำ�วันของคนทัง้ ประเทศ โดยจะดำ�เนินการควบคูไ่ ปกับการส่งเสริม
การสร้างพืน้ ทีส่ ขุ ภาวะหรือปัจจัยแวดล้อมทีเ่ อือ้ ต่อการมีกจิ กรรมทางกาย การสร้างความร่วมมือกับหน่วยงาน
ระดับชาติและท้องถิ่นเพื่อให้เกิดการจัดการพื้นที่หรือองค์กรต้นแบบที่มีการส่งเสริมกิจกรรมทางกายและ
ปัจจัยแวดล้อมที่เป็นตัวอย่างนำ�ร่องและวัดผลลัพธ์ทางสุขภาพได้ ตลอดจนใช้การสื่อสารรณรงค์เพื่อทำ�ให้
การมีกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำ�วันเป็นพฤติกรรมที่ทุกคนปฏิบัติได้ง่าย กลายเป็นส่วนหนึ่งของค่านิยม
และวิถีชีวิตของคนในประเทศ เพื่อลดความสูญเสียและเพิ่มความสุขให้ทุกคนในสังคมไทย

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

จุดเน้นของแผน

162














เน้นการดำ�เนินการทีเ่ ข้าถึงกลุม่ เป้าหมายหลักในองค์กร (Settings) สำ�คัญ 3 ประเภท คือ โรงเรียน
สถานประกอบการ/ทีท่ �ำ งาน และ พืน้ ทีส่ ว่ นกลางของชุมชนหรือเมือง เพือ่ ส่งเสริมให้องค์กรเหล่านี้
มีมาตรการ มีปัจจัยแวดล้อม และมีการดำ�เนินงานส่งเสริมกิจกรรมทางกายอย่างต่อเนื่อง
เน้นยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมทุกช่วงวัย เพื่อให้มีกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำ�วัน และกิจกรรม
ออกกำ�ลังกายทีเ่ หมาะสมกับสภาพร่างกายและความต้องการของทุกช่วงวัย เพือ่ ยกระดับไปสูก่ าร
มีวถิ ชี วี ติ สุขภาวะ โดยให้ความสำ�คัญกับกลุม่ ทีข่ าดโอกาสหรือเข้าไม่ถงึ กิจกรรมการออกกำ�ลังกาย
เน้นการบูรณาการกับแผนชุมชนสุขภาวะ เพือ่ พัฒนาความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิน่
หน่วยงานด้านขนส่งมวลชน และหน่วยงานด้านผังเมือง เพือ่ ส่งเสริมให้มตี น้ แบบของพืน้ ทีส่ ขุ ภาวะ
ที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย การเดินและการใช้จักรยานในชีวิตประจำ�วัน
เน้นการบูรณาการกับแผนอาหารเพือ่ สุขภาวะ เพือ่ กำ�หนดตัวชีว้ ดั ร่วมในการลดพฤติกรรมเสีย่ งจาก
การขาดการมีกจิ กรรมทางกายทีเ่ พียงพอและการบริโภคอาหาร เพือ่ ลดภาวะนํา้ หนักเกินและโรคอ้วน
ที่นำ�ไปสู่การเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
เน้นการพัฒนากลไกการให้ทนุ อุปถัมภ์กฬี า เพือ่ สร้างค่านิยมและสนับสนุนมาตรการให้กฬี าปลอด
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ และการพนัน

วัตถุประสงค์
๑. เพือ่ เพิม่ การมีกจิ กรรมทางกายในชีวติ ประจำ�วันของประชาชน ด้วยการสร้างทัศนคติ ค่านิยม และ
พฤติกรรม รวมทั้งปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย
๒. เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะภาวะนํ้าหนักเกินและโรคอ้วน ด้วยการ
ส่งเสริมกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำ�วันและการออกกำ�ลังกายที่เพียงพอในทุกกลุ่มวัย

๓. เพือ่ เพิม่ พืน้ ทีส่ ขุ ภาวะทีร่ องรับกิจกรรมทางกายในชีวติ ประจำ�วันของประชาชน ทัง้ ในโรงเรียน ทีบ่ า้ น
ที่ทำ�งาน และที่สาธารณะของชุมชน ทั้งในเขตเมืองและท้องถิ่น
๔. เพื่อพัฒนาและเผยแพร่ องค์ความรู้ นวัตกรรม และเครื่องมือชี้วัดผลลัพธ์ ที่ส่งผลต่อการเพิ่ม
กิจกรรมทางกายในชีวิตประจำ�วัน และการออกกำ�ลังกายเพื่อสุขภาพ ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต
ความจำ�เป็นและความต้องการของแต่ละกลุ่มวัย
๕. เพื่อสร้างความร่วมมือกับองค์กรกีฬาภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคมกีฬา และสื่อมวลชนกีฬา
ให้สนับสนุนแนวทางสร้างค่านิยมกีฬาที่ปลอดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล บุหรี่ และการพนัน และ
กำ�หนดเป็นพันธกิจขององค์กร

เป้าหมาย ๑ ปี และตัวชี้วัด
เป้าหมายระดับชาติ/เป้า ๑๐ ปี สสส.
๑. เพิม่ อัตราการมีกจิ กรรมทางกายในชีวติ ประจำ�วันทีเ่ พียงพอของประชากรวัย ๑๑ ปีขนึ้ ไป (อยูร่ ะหว่าง
การประเมินผล โดยจะแสดงผลลัพธ์ภาพรวมในปี ๒๕๕๗)
๑.๑ กลุม่ เป้าหมายทีม่ กี จิ กรรมทางกายไม่พอเพียง ได้แก่ กลุม่ วัยรุน่ (๑๕ - ๒๔ ปี) และวัยทำ�งาน
(๒๕ - ๕๙ ปี) มีกจิ กรรมทางกายอย่างพอเพียง จำ�นวนเพิม่ ขึน้ ร้อยละ ๑๐ ในปลายปี ๒๕๕๖
โดยวัดจากกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมกิจกรรมกับ สสส.
๑.๒ เฉลีย่ ร้อยละ ๖๐ ของกลุม่ วัยรุน่ และวัยทำ�งาน มีการรับรู้ ทัศนคติ และมีแนวโน้มปรับพฤติกรรม
การมีกิจกรรมทางกายเป็นวิถีชีวิต
๑.๓ มีปัจจัยแวดล้อมที่สนับสนุนการมีกิจกรรมทางกาย ไม่น้อยกว่า ๕ รูปแบบ
๑.๔ มีนโยบาย/มาตรการ (ด้านบริหาร สังคม และวัฒนธรรม) ทีส่ นับสนุนให้ประชาชนมีกจิ กรรม
ทางกายในชีวิตประจำ�วัน ไม่น้อยกว่า ๑๐ เรื่อง/กรณี
๒. ควบคุมอัตราชุกของภาวะนํ้าหนักตัวเกินและโรคอ้วน ในเด็กวัยเรียนอายุ ๖ - ๑๔ ปี ไม่ให้เกิน
ร้อยละ ๑๑ (ปัจจุบัน คือ ร้อยละ ๑๑) (อยู่ระหว่างการประเมินผล โดยจะแสดงผลลัพธ์ภาพรวม
ในปี ๒๕๕๗)
๒.๑ เฉลี่ยร้อยละ ๕๐ ของครู ผู้ปกครองและเพื่อน มีทัศนคติ ความเชื่อ และความรู้ที่ถูกต้อง
ต่อนํ้าหนักตัวของเด็ก (วัดจากกลุ่มเป้าหมายที่ สสส. มีการดำ�เนินงาน)
๒.๒ มีปจั จัยแวดล้อมทีส่ นับสนุนการมีกจิ กรรมทางกาย ไม่นอ้ ยกว่า ๕ รูปแบบ และต่อการบริโภค
อาหารสุขภาพของเด็ก ไม่นอ้ ยกว่า ๕ รูปแบบ (ใช้ตวั ชีว้ ดั ร่วมกับแผนอาหารเพือ่ สุขภาวะ)
๒.๓ ร้อยละ ๑๐ ของเด็กและเยาวชนทีร่ ว่ มกิจกรรมมีการเปลีย่ นแปลงพฤติกรรมในด้านกิจกรรม
ทางกาย และด้านการบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพในปริมาณที่เหมาะสม (ใช้ตัวชี้วัดร่วม
กับแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ)

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

163

เป้าหมายระดับแผน
๓. มีพนื้ ทีส่ ขุ ภาวะต้นแบบทีเ่ อือ้ ต่อการมีกจิ กรรมทางกาย การออกกำ�ลังกายและกีฬาเพือ่ สุขภาพ ทีม่ ี
ชุมชน หน่วยงานท้องถิ่น และสถานประกอบการซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ร่วมดำ�เนินการและสามารถ
เป็นต้นแบบขยายผลได้ อย่างน้อย ๒๐ แห่งทั่วประเทศ
๔. มีงานวิชาการทีต่ อบสนองยุทธศาสตร์ของแผน และศักยภาพของภาคีเครือข่าย และเป็นแนวทาง
ไปสู่การตอบเป้าหมายระยะ ๑๐ ปีของ สสส. อย่างน้อย ๑๐ เรื่อง
๕. จำ�นวนองค์กรกีฬา* ทีม่ ที ศั นคติและค่านิยมสนับสนุนแนวทางกีฬาปลอดเครือ่ งดืม่ แอลกอฮอล์ บุหรี่
และการพนัน เพิม่ ขึน้ อย่างน้อยร้อยละ ๑๐ ขององค์กรกีฬา (องค์กรกีฬา ในทีน่ ี้ ได้แก่ องค์กรทีเ่ ป็น
ทางการ เช่น กกท. สมาคม ชมรมกีฬา คณะกรรมการกีฬาระดับชาติ ระดับจังหวัด และระดับท้องถิน่
รวมถึงสมาคม/ชมรมสื่อมวลชนกีฬา)

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

แนวทางการดำ�เนินงาน

164

ประสานการดำ�เนินงานด้านการรณรงค์ขบั เคลือ่ นสังคม การพัฒนามาตรการและข้อเสนอนโยบาย และ
การพัฒนางานวิชาการ ให้รว่ มกันสนับสนุนเป้าหมายระยะ ๑ ปีของแผน อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งผลกระทบ
ต่อเนื่องถึงเป้าหมายของแผนระยะ ๓ ปี และเป้าหมายระยะ ๑๐ ปีของ สสส. โดยมีแนวทางการดำ�เนินงาน
ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์หลักของแผนระยะ ๓ ปี ดังนี้
๑. บูรณาการกับหน่วยงานยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ โรงเรียน สถานศึกษา สถานประกอบการ
ชุมชน หน่วยงานท้องถิ่น ให้เกิดการขับเคลื่อนทั้งในด้านกิจกรรม มาตรการ และการจัดสรร
ทรัพยากร เพื่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายของประชาชนกลุ่มเป้าหมาย
อย่างเพียงพอ และให้เกิดเจ้าภาพในการดำ�เนินงานอย่างต่อเนื่อง
๒. บูรณาการทั้ง ๓ กลุ่มแผนงานของแผน และร่วมกับแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ เพื่อสร้างเป้าหมาย
ร่วมในการรณรงค์และขับเคลื่อนให้เกิดการสร้างวิถีชีวิตสุขภาวะและลดปัจจัยเสี่ยงจากโรคอ้วน
โดยการปรับเปลี่ยนทัศนคติ พฤติกรรม และค่านิยม เพื่อให้มีกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำ�วัน
ที่เพียงพอ ในประชากรกลุ่มเป้าหมายตามช่วงวัย โดยมีจุดเน้นอยู่ที่กลุ่มวัยเด็ก ๖ - ๑๔ ปี ซึ่งมี
อัตราชุกของภาวะนํ้าหนักตัวเกินและโรคอ้วน และกลุ่มวัยทำ�งานซึ่งมีอัตราการออกกำ�ลังกาย
ประจำ�ตํ่าสุด รวมถึงกลุ่มขาดโอกาสทางสังคม
๓. บูรณาการกับแผนเชิงรุกด้านประเด็นปัจจัยเสีย่ งทางสุขภาพ ด้านประชากร (เด็ก เยาวชน ครอบครัว
และกลุม่ เฉพาะ) ด้านพืน้ ที่ และด้านองค์กร เพือ่ ให้เกิดประสิทธิผลในการพัฒนามาตรการในระดับ
พืน้ ทีแ่ ละองค์กร ทัง้ มาตรการด้านการสร้างเสริมกิจกรรมทางกายในชีวติ ประจำ�วัน-การออกกำ�ลังกาย
และมาตรการด้านการสร้างพื้นที่สุขภาวะ
๔. พัฒนางานวิจัย วิชาการ เครื่องมือชี้วัดและประเมินผล และเชื่อมโยงกับเครือข่ายวิชาการระดับ

สากลด้านการส่งเสริมกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำ�วันและการออกกำ�ลังกาย อาทิ Global
Advocacy for Physical Activity (GAPA) ที่สนับสนุนยุทธศาสตร์ของแผน และนำ�ไปสู่การพัฒนา
เป้าหมายตามยุทธศาสตร์ระยะ ๑๐ ปีของ สสส. ตลอดจนพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานด้านสุขภาพ
ที่เกี่ยวข้องกับการมีกิจกรรมทางกายและการออกกำ�ลังกาย ที่ใช้เป็นมาตรฐานร่วมในหน่วยงาน
พันธมิตร
๕. พัฒนากลไกการให้ทุนอุปถัมภ์กีฬาที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดการทดแทนทุนอุปถัมภ์จากธุรกิจ
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ และเพื่อสร้างเครือข่ายสมาคมกีฬาที่สนับสนุนแนวทางการสร้าง
ค่านิยมกีฬาเพื่อสุขภาพ

กลุ่มแผนงาน

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

ประกอบด้วย ๓ กลุ่มแผนงาน มีรายละเอียดโดยสังเขป ดังนี้
๑. กลุ่มแผนงานส่งเสริมกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำ�วันและการออกกำ�ลังกาย
ภารกิจและแนวทางการดำ�เนินงาน
๑. รณรงค์สร้างความตระหนักในความสำ�คัญ และเผยแพร่ความเข้าใจในวิธกี ารของการมีกจิ กรรม
ทางกายในชีวิตประจำ�วัน และการออกกำ�ลังกายที่เพียงพอต่อการมีวิถีชีวิตสุขภาวะในกลุ่ม
เป้าหมาย ผ่านกิจกรรมและการรณรงค์อย่างกว้างขวาง ให้สอดคล้องกับกลุม่ เป้าหมายทีจ่ �ำ แนก
ตามกลุม่ วัย ได้แก่ กลุม่ หญิงตัง้ ครรภ์ กลุม่ เด็กปฐมวัย กลุม่ เด็กวัยเรียน กลุม่ วัยรุน่ กลุม่ วัยทำ�งาน
และกลุ่มผู้สูงอายุ โดยจะให้ความสำ�คัญลำ�ดับต้นกับกลุ่มเด็กวัยเรียน และกลุ่มวัยทำ�งาน
๒. สนับสนุนกลุม่ หน่วยงาน องค์กร ชุมชนและท้องถิน่ ให้เป็นภาคีรว่ มขับเคลือ่ นการออกแบบ
และดำ�เนินงานกิจกรรมทางกายและการออกกำ�ลังกายทีเ่ หมาะสมสอดคล้องกับกลุม่ วัยต่างๆ
ในโรงเรียน ทีบ่ า้ น ทีท่ �ำ งานและสถานประกอบการ และยกระดับให้เป็นกิจกรรมทีม่ คี วามต่อเนือ่ ง
ยั่งยืน
๓. ส่งเสริมและเผยแพร่องค์ความรูแ้ ละนวัตกรรมด้านกิจกรรมทางกายในชีวติ ประจำ�วัน และการ
ออกกำ�ลังกาย ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการสร้างเสริมสุขภาพ และลดปัจจัยเสี่ยงจากภาวะ
นํ้าหนักตัวเกินและโรคอ้วน ผ่านงานวิจัย งานทดลองปฏิบัติ และการถอดบทเรียน
๔. พัฒนาเครื่องมือสำ�รวจและประเมินผลลัพธ์ทางสุขภาพจากการดำ�เนินงานกิจกรรมทางกาย
ที่นำ�มาใช้ประโยชน์ต่อการดำ�เนินยุทธศาสตร์ของแผน และเพื่อสร้างเป็นมาตรฐานร่วมใน
เครือข่ายของหน่วยงานพันธมิตร
๕. ร่วมมือกับกลไกระดับชาติทเี่ กีย่ วข้องกับการส่งเสริมการมีกจิ กรรมทางกายเพือ่ สุขภาพ อาทิ
คณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สุขภาพดีวิถีไทย สมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่มีมติว่าด้วย
การจัดการปัญหาภาวะนํ้าหนักเกินและโรคอ้วน

165

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
166

๖. เชือ่ มโยงกับเครือข่ายวิชาการ และนโยบายในระดับสากล ในด้านของการแลกเปลีย่ นองค์ความรู้
งานวิจัย การพัฒนาศักยภาพเครือข่าย และการผลักดันนโยบายสาธารณะด้านการส่งเสริม
กิจกรรมทางกาย
๗. บูรณาการการดำ�เนินงานในระดับพืน้ ทีแ่ ละสถานประกอบการ ร่วมกับแผนต่างๆ ทีเ่ กีย่ วข้อง
ของ สสส.
โครงการหลัก
ประกอบด้วยโครงการหลัก อาทิ โครงการเครือข่ายคนไทยไร้พงุ โครงการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย
ในโรงเรียน สถานประกอบการ และชุมชน โครงการส่งเสริมการออกกำ�ลังกายขนาดใหญ่ ขนาดกลาง
และขนาดเล็ก โครงการเดิน-วิ่งทั่วประเทศ โครงการส่งเสริมนวัตกรรมการมีกิจกรรมทางกาย
โครงการวิจัยและวิชาการเพื่อพัฒนาความรู้และเครื่องมือชี้วัดด้านกิจกรรมทางกายและการออก
กำ�ลังกาย และโครงการพิเศษต่างๆ ที่มีการกำ�หนดกลุ่มเป้าหมายและผลลัพธ์เพื่อการลดปัจจัย
เสี่ยงจากภาวะนํ้าหนักเกินและโรคอ้วน ฯลฯ
๒. กลุม่ แผนงานส่งเสริมพืน้ ทีส่ ขุ ภาวะทีเ่ อือ้ ต่อกิจกรรมทางกายในชีวติ ประจำ�วันและการออกกำ�ลังกาย
ภารกิจและแนวทางการดำ�เนินงาน
๑. สนับสนุนองค์กรภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กร
ชุมชน ในพืน้ ทีเ่ ขตเมือง เทศบาล ตำ�บล และย่านชุมชน ให้มมี าตรการและจัดสรรทรัพยากร
ในการสร้างหรือปรับปรุงหรือดูแลจัดการให้เกิดพืน้ ทีส่ ขุ ภาวะและปัจจัยแวดล้อมทีเ่ อือ้ ต่อการ
มีกจิ กรรมทางกายในชีวติ ประจำ�วัน และการออกกำ�ลังกายเพือ่ สุขภาพของประชาชนในพืน้ ที่
เช่น เส้นทางเดินเท้าและขี่จักรยาน ลานหรือสนามออกกำ�ลังกาย สวนสาธารณะ ฯลฯ
๒. พัฒนาต้นแบบของพื้นที่สุขภาวะ ที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำ�วันและการ
ออกกำ�ลังกายของประชาชน โดยสร้างพันธมิตรร่วมดำ�เนินงานกับเครือข่ายวิชาชีพออกแบบ ผังเมือง เครือข่ายสิ่งแวดล้อม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนสร้างกระบวนการ
มีส่วนร่วมกับชุมชนและประชาคมในพื้นที่
๓. พัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะและขับเคลื่อนกระแสสังคม เพื่อให้เกิดการดำ�เนินงาน
โดยหน่วยงานต่างๆ ทีเ่ กีย่ วข้อง ในการจัดการพืน้ ทีห่ รือปัจจัยแวดล้อมทางกายภาพทีเ่ อือ้ ต่อ
การเดินและใช้จักรยานในชีวิตประจำ�วัน และการออกกำ�ลังกายเพื่อสุขภาพ
๔. ผลักดันหน่วยงานระดับท้องถิ่น ให้มีการจัดการพื้นที่สุขภาวะเพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกาย
ในชีวิตประจำ�วันและการออกกำ�ลังกายสำ�หรับกลุ่มขาดโอกาส เพื่อลดช่องว่างของความ
ไม่เป็นธรรมทางสุขภาพ
๕. ดำ�เนินงานให้มกี ารพัฒนาเครือ่ งมือชีว้ ดั และติดตามประเมินผล เพือ่ แสดงให้เห็นผลลัพธ์จาก
การดำ�เนินยุทธศาสตร์พื้นที่สุขภาวะกับการเปลี่ยนแปลงทางสุขภาวะของประชาชน

ภาคีหลัก




๑. หน่วยงานภาครัฐระดับชาติและท้องถิ่น ที่มีนโยบายส่งเสริมกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำ�วัน การออกกำ�ลังกายและกีฬาเพื่อสุขภาพ อาทิ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การกีฬาแห่ง
ประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม
กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ องค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ กรุงเทพมหานคร คณะกรรมการสุขภาพ
ดีวิถีไทย คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ฯลฯ

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

โครงการหลัก
ประกอบด้วยโครงการหลัก อาทิ โครงการส่งเสริมนโยบายการเดินและใช้จกั รยานในชีวติ ประจำ�วัน
โครงการจักรยานในสถานศึกษา โครงการพื้นที่สุขภาวะในย่านเมืองและชุมชน โครงการพื้นที่
สุขภาวะในชุมชนการเคหะฯ โครงการส่งเสริมลานออกกำ�ลังกายชุมชน โครงการส่งเสริมการจัดการ
สวนสาธารณะเพื่อการออกกำ�ลังกาย โครงการสนับสนุนงานวิจัยและวิชาการ และโครงการพิเศษ
ต่างๆ ที่มีการกำ�หนดกลุ่มเป้าหมายและผลลัพธ์เพื่อการเพิ่มพื้นที่สุขภาวะ ฯลฯ
๓. กลุ่มแผนงานทุนอุปถัมภ์กีฬา
ภารกิจและแนวทางการดำ�เนินงาน
๑. สนับสนุนกิจกรรมกีฬาให้เป็นกีฬาปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์-บุหรี่และการพนัน และ
สนับสนุนพื้นที่ในและรอบบริเวณสนามกีฬาให้ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ตาม
กฎหมาย โดยใช้กลไกทุนอุปถัมภ์กฬี าและการสือ่ สารรณรงค์เพือ่ สร้างความตระหนักในกลุม่
เป้าหมาย
๒. สนับสนุนกิจกรรมกีฬาให้เป็นกลไกสำ�คัญในการสร้างกระแสสังคมและค่านิยมให้คนออกกำ�ลัง
กายและเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชน
๓. แสวงหาองค์กรพันธมิตรร่วม ในการขับเคลื่อนกิจกรรมการออกกำ�ลังกายเพื่อสุขภาพ และ
กีฬาที่ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่
๔. สนับสนุนการสร้างพืน้ ทีต่ น้ แบบของเมืองสุขภาวะในจังหวัดทีเ่ ป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬา
ระดับชาติประจำ�ปี ในด้านของการสนับสนุนองค์ความรู้และกิจกรรมการมีส่วนร่วมของ
เครือข่ายในพื้นที่
โครงการหลัก
ประกอบด้วยโครงการหลัก อาทิ โครงการทุนอุปถัมภ์กีฬาแห่งชาติ โครงการทุนอุปถัมภ์กีฬา
เยาวชนแห่งชาติ โครงการทุนอุปถัมภ์กฬี าระดับภูมภิ าค โครงการสนับสนุนความร่วมมือกับสมาคม
กีฬา โครงการสนับสนุนกิจกรรมกีฬาตามนโยบายและทิศทางประจำ�ปีของ สสส. ฯลฯ

167

๒. องค์กรกีฬาภาครัฐและเอกชนที่ดำ�เนินกิจกรรมส่งเสริมการออกกำ�ลังกายและกีฬาเพื่อสุขภาพ
อาทิ สมาคมกีฬาระดับชาติและระดับจังหวัด หน่วยงานกีฬาภาครัฐ สมาพันธ์และชมรมกีฬาเพื่อ
สุขภาพ สมาคมสื่อมวลชนกีฬา ฯลฯ
๓. สถาบันวิชาการ หน่วยงานวิจยั และภาคประชาสังคม ทีส่ ง่ เสริมกิจกรรมทางกายในชีวติ ประจำ�วัน การออกกำ�ลังกายและกีฬาเพือ่ สุขภาพ อาทิ สถาบันการพลศึกษา สถาบันวิชาการด้านวิทยาศาสตร์
การกีฬา เครือข่ายการออกกำ�ลังกายเพือ่ สุขภาพ สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ สือ่ มวลชนด้านสุขภาพ
และกีฬา กลุม่ วิชาชีพทางการแพทย์ กลุม่ วิชาชีพด้านอาหารและโภชนาการ กลุม่ วิชาชีพด้านการ
ออกแบบและพัฒนาผังเมือง เครือข่ายสิ่งแวดล้อม ฯลฯ
๔. เครือข่ายสากลด้านกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำ�วัน เช่น International Society for Physical
Activity and Health (ISPAH), Global Advocacy for Physical Activity (GAPA) ฯลฯ

งบประมาณ

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

168

กลุ่มแผนงานหลัก

งบประมาณ (ล้านบาท)

๑. กลุ่มแผนงานส่งเสริมกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำ�วันและ
การออกกำ�ลังกาย
๒. กลุ่มแผนงานส่งเสริมพื้นที่สุขภาวะที่เอื้อต่อกิจกรรมทางกาย
ในชีวิตประจำ�วันและการออกกำ�ลังกาย
๓. กลุ่มแผนงานทุนอุปถัมภ์กีฬา
๔. การสื่อสารสังคม


รวม

๑๐๐
๔๔
๕๖
๑๓
๒๑๓

แนวทางการบริหารความเสี่ยง








วิเคราะห์สถานการณ์ด้านสุขภาพให้สอดคล้องกับทิศทางที่เป็นปัจจุบันอย่างสมํ่าเสมอ เพื่อวาง
หรือปรับยุทธศาสตร์ของการเพิ่มการมีกิจกรรมทางกายให้เหมาะสม สร้างความเปลี่ยนแปลงได้
เร็วและเป็นรูปธรรม
เร่งรัดการพัฒนาและการใช้เครื่องมือชี้วัดและประเมินผล เพื่อให้สามารถนำ�ผลลัพธ์ด้านสุขภาพ
จากการดำ�เนินงานเพิ่มการมีกิจกรรมทางกายของประชาชน มาสื่อสารเผยแพร่ได้อย่างเห็นผล









ดำ�เนินงานเชิงรุกเพือ่ ให้เกิดการเชือ่ มโยงงานกับภาคนโยบาย ทีส่ อดคล้องกับเป้าหมายและหลักการ
ของแผน ในขณะเดียวกันจะดำ�เนินงานสร้างความเข้าใจในด้านยุทธศาสตร์สร้างเสริมสุขภาพของ
สสส. เพื่อขยายแนวร่วมการสนับสนุน
ทำ�งานในลักษณะพันธมิตรกับภาคีเครือข่าย ร่วมพัฒนาศักยภาพของภาคีอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้
ภาคีเกิดความรู้สึกมีส่วนร่วมและภาคภูมิใจในการขับเคลื่อนงาน
รักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับสื่อมวลชนและสมาคมกีฬาต่างๆ เพื่อให้เกิดการสนับสนุนแนวทางการ
ดำ�เนินงานกีฬาเพื่อสุขภาพและงานสร้างเสริมสุขภาพของ สสส. ในภาพรวม
ให้ความละเอียดอ่อนและระมัดระวังอย่างเคร่งครัดกับกระบวนการพัฒนาโครงการและการทำ�สัญญา
เพื่อป้องกันความผิดพลาดใดๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖
169

๑๐

แผนสื่อสารสุขภาวะและ
สื่อสารการตลาดเพื่อสังคม
สถานการณ์และแนวโน้ม

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

ปรากฏการณ์ทางสังคมทุกวันนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนไหวและความเปราะบางของคนในสังคมไทย
ที่มีขีดความสามารถเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ รอบตัวลดน้อยลง บวกกับการเผชิญสิ่งเร้าจากสื่อที่
เป็นปัจจัยแวดล้อมและแหล่งเรียนรูท้ ี่ใกล้ตวั ผูค้ นมากทีส่ ดุ ในสังคมยุคนี้ ทำ�ให้คณ
ุ ภาพชีวติ และสุขภาวะของ
ผู้คนมีแนวโน้มตกตํ่าลง
ผลกระทบด้านสุขภาวะที่เกี่ยวเนื่องจากสื่อนั้นมีมากมาย อาทิ อัตราเพิ่มขึ้นของความเสี่ยงจากการ
เจ็บป่วยด้วยโรคไม่ตดิ ต่อเรือ้ รัง ทีม่ สี าเหตุมาจากการบริโภคอาหารที่ไม่มคี ณุ ค่าทางโภชนาการ (ร้อยละ ๑๗.๗
ของคนไทยทีม่ อี ายุ ๖ ปีขนึ้ ไปบริโภคอาหารทีม่ ไี ขมันสูง ร้อยละ ๒๕.๓ ดืม่ นํา้ อัดลมและเครือ่ งดืม่ ทีม่ รี สหวาน
ทุกวัน) ซึ่งสัมพันธ์กับระบบการตลาดที่สร้างค่านิยมการบริโภคอาหารสำ�เร็จรูปที่บริโภคได้สะดวกรวดเร็ว
การสำ�รวจตลาดอาหารในโรงเรียนของเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน ช่วงปี ๒๕๕๒ - ๒๕๕๓ พบว่า ๑ ใน ๓
ของเด็กซือ้ ขนมในโรงเรียนจากโฆษณาทีเ่ ห็นตามสือ่ และครึง่ หนึง่ ซือ้ เพราะการโฆษณาทางตรงด้วยการแจก
สินค้าทีเ่ ป็นขนมขบเคีย้ วให้เด็กนักเรียนได้ทดลอง กระตุน้ ให้เกิดวงจรการผลิตแบบอุตสาหกรรมทีท่ �ำ ลายฐาน
ทรัพยากรอาหารของประเทศ การทำ�เกษตรทีใ่ ช้สารเคมี ซึง่ ทำ�ให้สขุ ภาพของผูบ้ ริโภคและเกษตรกรเสือ่ มทรุดลง
นอกจากนี้ ยังมีสถานการณ์เรื่องพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ของเด็กและเยาวชน เช่น คนไทยอายุ ๑๕ ปี
ขึ้นไปสูบบุหรี่ประจำ� ๑๐.๙ ล้านคน มีนักดื่มหน้าใหม่ที่เป็นเยาวชนเพิ่มขึ้นจากช่วงปี ๒๕๓๙ - ๒๕๕๐ ถึง
ร้อยละ ๗๐ เยาวชนร้อยละ ๓๐ เสี่ยงต่อการติดกับดักของวงจรการพนัน ร้อยละ ๔๑.๒ มีประสบการณ์
ใช้ความรุนแรงกับผู้อื่นและตัวเอง
เมือ่ มาดูรปู แบบการใช้สอื่ ของเด็กและเยาวชนไทย พบว่าเฉลีย่ ใช้เวลาอยูก่ บั สือ่ ทุกประเภทวันละ ๖ - ๘
ชั่วโมง หรือเท่ากับครึ่งชีวิตยามตื่นของเด็ก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในสื่อคอมพิวเตอร์ ในขณะที่
รายการทีวีวิทยุที่เหมาะสมสำ�หรับเด็กมีน้อยกว่าร้อยละ ๑๐ ของสัดส่วนรายการทั้งหมด เมื่อมาบวกกับ
สภาพครอบครัวปัจจุบนั ทีม่ ีจ�ำ นวนของความไม่พร้อมในการปกป้องดูแลเด็กมากขึ้น จำ�นวนเด็กด้อยโอกาส
ที่มีกว่า ๕ ล้านคน และระบบการศึกษาที่ยังไม่สามารถรองรับการเตรียมพร้อมด้านทักษะการรู้เท่าทันสื่อ
ของเด็กได้เพียงพอ ในขณะที่ภูมิทัศน์การใช้สื่อของเด็กเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โรงเรียนในสังกัดสำ�นักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเพียง ๔๐๐ แห่งจากทั้งหมด ๓ หมื่นกว่าแห่งที่มีหลักสูตรการสอนเรื่อง
เท่าทันสื่อ ก็ยิ่งทำ�ให้เห็นถึงผลกระทบจากสื่อต่อพัฒนาการของเด็กและเยาวชนไทยได้เด่นชัดขึ้น

171

อย่างไรก็ตาม ในด้านบวก ทั้งในเชิงทฤษฎีและบทเรียนจากทั่วโลก สะท้อนว่าหากมีการส่งเสริมสื่อให้
เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างเสริมสุขภาพ จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างทรงพลังยิ่ง ดัง
ตัวอย่างของการใช้กลไกสื่อสารการตลาดสนับสนุนการรณรงค์เลิกบุหรี่ ที่คู่ขนานไปกับการให้ความรู้และ
การบังคับใช้กฎหมาย
นอกจากการสื่อสารการตลาดเพื่อสังคมแล้ว การสื่อสารสุขภาวะในรูปแบบอื่นๆ ต่างก็มีส่วนช่วย
สร้างเสริมการเรียนรู้ได้ในมิติที่แตกต่างแต่เสริมหนุนกัน อาทิ การใช้สื่อศิลปวัฒนธรรมที่นำ�เอาสุนทรียะมา
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและสร้างสุขภาวะทางปัญญา การใช้สื่อสร้างสรรค์ที่เหมาะสมกับกลุ่มวัยต่างๆ โดย
เฉพาะเด็กปฐมวัยและวัยเรียนตอนต้น ที่มีผลต่อการพัฒนาระดับสติปัญญาและสร้างตัวแบบทางพฤติกรรม
และค่านิยม
การขับเคลือ่ นกระบวนการสือ่ สารสุขภาวะและสือ่ สารการตลาด ที่ สสส. และเครือข่ายมีบทบาทในระยะ
๑๐ ปีที่ผ่านมา ได้สร้างบทเรียนและความรู้ในการส่งเสริมพลังด้านบวกของสื่อ การบ่มเพาะความตื่นรู้และ
การเท่าทันของผูใ้ ช้สอื่ โดยเฉพาะผลต่อการสร้างค่านิยมในวิถชี วี ติ สุขภาวะให้กบั สังคมไทย สสส. มีความเชือ่
มั่นว่า การกำ�หนดยุทธศาสตร์อย่างมีส่วนร่วมเพื่อให้เกิดระบบการสื่อสารที่ดี จะเป็นหนึ่งในรากฐานสำ�คัญ
ของการสร้างคนที่มีขีดความสามารถและอยู่ในสังคมสุขภาวะที่ยั่งยืน

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

จุดเน้นของแผน

172
















เน้นยุทธศาสตร์สอื่ สารการตลาดเพือ่ สังคมเพือ่ สนับสนุนเป้าหมายการขับเคลือ่ นงานลดปัจจัยเสีย่ ง
ของ สสส. ได้แก่ การลดการสูบบุหรี่ การดื่มสุรา อุบัติเหตุจราจร การเพิ่มปัจจัยเสริม ได้แก่
การมีกจิ กรรมทางกาย การบริโภคอาหารสุขภาพและโภชนาการ ร่วมกับแผนหลักต่างๆ ของ สสส.
โดยในปี ๒๕๕๖ นี้ จะเพิ่มนํ้าหนักของงานที่ประเด็นการลดการสูบบุหรี่และลดการดื่มเครื่องดื่ม
แอลกอฮอล์จากเดิมที่ทำ�อยู่แล้ว
เน้นยุทธศาสตร์สอื่ สารสุขภาวะเพือ่ ขับเคลือ่ นงานเชิงรุกให้เกิดกระบวนการเรียนรูผ้ า่ นสือ่ สร้างสรรค์
ของประชาชนกลุม่ เป้าหมาย โดยจะเน้นการเรียนรูแ้ ละทักษะการเท่าทันสือ่ ขีดความสามารถของ
ผู้ใช้สื่อ ในประเด็นที่ส่งผลต่อค่านิยมและพฤติกรรมสุขภาวะ ทั้งปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยเสริม
ให้ความสำ�คัญกับการสร้างโอกาสเข้าถึงสือ่ สร้างสรรค์ของกลุม่ คนในภาวะยากลำ�บาก เพือ่ ให้เกิด
ความรูค้ วามเข้าใจและมีแนวโน้มจะสามารถจัดการวิถชี วี ติ ตนเองให้อยูอ่ ย่างมีสขุ ภาวะได้ตามทีค่ วร
ขับเคลื่อนงานบูรณาการโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง เพื่อให้เกิดเมืองหรือชุมชนต้นแบบของการใช้สื่อ
อย่างสร้างสรรค์เพือ่ สุขภาวะ และมีเครือ่ งมือชีว้ ดั ทีแ่ สดงให้เห็นผลลัพธ์ของการเปลีย่ นแปลงด้าน
สุขภาวะ โดยจะร่วมมือกับแผนด้านพื้นที่ ชุมชน และองค์กรของ สสส.
ให้ความสำ�คัญกับการสร้างนวัตกรรมทางการสือ่ สารในรูปแบบต่างๆ เพือ่ กระตุน้ ให้เกิดความตืน่ ตัว
และความเปลี่ยนแปลงในแวดวงวิชาการและวิชาชีพสื่อ หรือให้เกิดต้นแบบและการผลิตซํ้าใน
เครือข่ายด้านสุขภาวะของ สสส.

วัตถุประสงค์
๑. เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ ค่านิยม และพฤติกรรมสุขภาวะของประชาชน และการ
ขับเคลื่อนนโยบายตามเป้าหมายของแผนหลัก สสส. ด้วยการสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม และ
การสื่อสารสุขภาวะ
๒. เพือ่ ส่งเสริมกระบวนการสือ่ สารสุขภาวะ ทีส่ ง่ ผลต่อการเพิม่ คุณภาพและปริมาณของสือ่ สร้างสรรค์
รวมทัง้ เพิม่ ขีดความสามารถของผูใ้ ช้สอื่ เรือ่ งการรูเ้ ท่าทันสุขภาพ โดยเฉพาะกลุม่ ขาดโอกาสทีเ่ ข้า
ไม่ถึงสื่อสร้างสรรค์
๓. เพื่อพัฒนานวัตกรรมการสื่อสารสุขภาวะ ให้เกิดเป็นทุนความรู้ ทุนทรัพยากร ทุนเครือข่ายสังคม
และทุนด้านนโยบาย ที่สนับสนุนการขับเคลื่อนสร้างสังคมสุขภาวะอย่างยั่งยืน


เป้าหมาย ๑ ปี และตัวชี้วัด
๑. ประชาชนได้รับรู้ข่าวสาร เกิดความเข้าใจ มีการยอมรับ ปรับเปลี่ยนทัศนคติ เฉลี่ยร้อยละ ๖๕
ของกลุม่ เป้าหมาย อันนำ�ไปสูแ่ นวโน้มการเปลีย่ นพฤติกรรม ในประเด็นทีม่ กี ารขับเคลือ่ นโดยแผน
เชิงรุกของ สสส. โดยวัดจาก
๑.๑ ความตระหนัก การรับรู้สื่อ ในประเด็นต่างๆ ที่รณรงค์
๑.๒ ทัศนคติ ความรู้ความเข้าใจ ในประเด็นที่เป็นปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยเสริมทางสุขภาวะ เช่น
ลดอัตราการสูบบุหรี่ การดื่มสุรา อุบัติเหตุทางถนน การมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ
โรคอ้วน ฯลฯ
๒. ร้อยละ ๕๐ ของกลุ่มเป้าหมายสื่อสร้างสรรค์เพื่อสุขภาวะมีความสามารถ ดังนี้
๒.๑ เกิดความรู้ความเข้าใจในประเด็นสุขภาวะ (เน้นประเด็นปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ เช่น บุหรี่
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อุบัติเหตุ เอดส์ โรคอ้วน และปัจจัยเสริม เช่น การบริโภคผักผลไม้
กิจกรรมทางกาย) จากการเข้าถึงสื่อสุขภาวะ
๒.๒ เกิดทักษะรู้เท่าทันสื่อ จากกระบวนการเรียนรู้สื่อสุขภาวะ
๒.๓ เกิดศักยภาพทีจ่ ะเปลีย่ นพฤติกรรมของตัวเองและกลุม่ จากกระบวนการเรียนรูแ้ ละประยุกต์
สื่อด้วยตนเอง
๓. ร้อยละ ๕๐ ของประชากรกลุ่มเป้าหมายที่ขาดโอกาส (ที่แผนดำ�เนินการเองและหรือร่วมกับแผน
อื่นๆ) เกิดความรู้ความเข้าใจในประเด็นที่สื่อสารจากการเข้าถึงสื่อสุขภาวะ
๔. มีนวัตกรรมการสือ่ สารสุขภาวะ ในด้านผลผลิตสือ่ ด้านกิจกรรมสือ่ ด้านช่องทางสือ่ ด้านวิชาการสือ่
หรือมีระบบ กลไก และการจัดการสื่อที่นำ�ไปสู่การผลักดันด้านนโยบายสื่อ อย่างน้อย ๑๐ ชิ้นงาน
หรือกรณี

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

173

แนวทางการดำ�เนินงาน
วางแผนการดำ�เนินงานให้มีการเชื่อมประสานกันอย่างใกล้ชิดระหว่างหลักการสื่อสารการตลาดเพื่อ
สังคม ที่เน้นเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย กับหลักการสื่อสารสุขภาวะที่เน้นสร้างการ
เรียนรู้และทักษะการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ให้แก่กลุ่มเป้าหมาย เพื่อร่วมกันสนับสนุนเป้าหมายระยะ ๑ ปี
ของแผนอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งผลกระทบต่อเนือ่ งถึงเป้าหมายของแผนระยะ ๓ ปี และเป้าหมายระยะ
๑๐ ปีของ สสส. โดยมีแนวทางการดำ�เนินงานที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์หลักของแผน ระยะ ๓ ปี ดังนี้
๑. บูรณาการภายในแผน เพื่อสร้างเป้าหมายร่วมในการขับเคลื่อนให้เกิดผลลัพธ์จากกระบวนการ
สือ่ สารทีม่ ปี ระสิทธิผล และจะบูรณาการกับแผนเชิงรุกด้านประเด็นปัจจัยเสีย่ งและปัจจัยเสริมทาง
สุขภาพ ด้านประชากร (เด็ก เยาวชน ครอบครัวและกลุ่มเฉพาะ) ด้านพื้นที่ และด้านองค์กร
ให้เกิดการพัฒนากระบวนการสือ่ สารร่วมกัน และนำ�ผลผลิตสือ่ และกระบวนการสือ่ สุขภาวะทีแ่ ผน
พัฒนาขึ้น ไปใช้เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนงานตามเป้าหมาย
๒. กำ�หนดยุทธศาสตร์ที่มีความเฉพาะเจาะจงกับกลุ่มเป้าหมายในภาวะยากลำ�บากหรือกลุ่มที่ขาด
โอกาสทางสังคม เพื่อพัฒนากระบวนการสื่อสร้างสรรค์ที่มีความละเอียดอ่อน สามารถเข้าถึงและ
เอื้อประโยชน์ด้านสุขภาวะให้แก่กลุ่มเป้าหมายเฉพาะได้
๓. พัฒนานวัตกรรมการสือ่ สารสุขภาวะ ด้วยการแสวงหารูปแบบและองค์ความรูท้ สี่ อดคล้องทันสมัย
กับการเปลี่ยนแปลงของสื่อในประเทศและสากล รวมทั้งข้อเสนอเชิงนโยบายสื่อสร้างสรรค์ต่างๆ
ที่จะสนับสนุนการขับเคลื่อนสังคมสุขภาวะ

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

กลุ่มแผนงาน

174

เพื่อตอบสนองเป้าหมาย วัตถุประสงค์ และยุทธศาสตร์ของแผนสื่อสารสุขภาวะและสื่อสารการตลาด
เพื่อสังคม ลักษณะการดำ�เนินงาน จึงประกอบด้วย ๒ กลุ่มแผนงาน โดยมีรายละเอียดโดยสังเขป ดังนี้
๑. กลุ่มแผนงานสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม
ภารกิจและแนวทางการดำ�เนินงาน
๑. ใช้หลักสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม ดำ�เนินงานเพื่อให้เกิดงานสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในการ
ปรับเปลีย่ นทัศนคติและพฤติกรรมของกลุม่ เป้าหมาย ประกอบด้วย การวิเคราะห์กลุม่ เป้าหมาย
การออกแบบและวางแผนการผลิตสือ่ และกิจกรรม การวางแผนการเผยแพร่สอื่ ผ่านช่องทาง
ต่างๆ และกิจกรรมส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ โครงการรณรงค์ และการประเมินผลเชิง
ประสิทธิภาพของการสื่อสารการตลาด
๒. ใช้กลไกของทุนอุปถัมภ์ เพือ่ แสวงหาโอกาสและพืน้ ทีใ่ หม่ๆ ของการสือ่ สารรณรงค์ให้กว้างขวาง
และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น ตลอดจนสนับสนุนสื่อและกิจกรรมสร้างสรรค์ของภาคี

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

เยาวชนเพื่อให้เกิดการจุดประกายและการมีส่วนร่วมของเยาวชน รวมทั้งการแสวงหาความ
ร่วมมือกับกลุ่ม/องค์กรสื่อทุกประเภทและพันธมิตรภาคเอกชน เพื่อสร้างพันธมิตรร่วมทุน
๓. บูรณาการกับแผนหลักต่างๆ ของ สสส. เพื่อร่วมวางแผนและพัฒนาการสื่อสารการตลาด
เพื่อสังคมและสื่อสารสุขภาวะ ให้เกิดประสิทธิผล และร่วมตอบเป้าหมายหลักทั้ง ๑๐ เรื่อง
ตามยุทธศาสตร์ ๑๐ ปี สสส.
๔. พัฒนาต้นแบบสื่อรณรงค์ รายการโทรทัศน์ กิจกรรมสื่อสร้างสรรค์ ทั้งในรูปแบบของสื่อสาร
มวลชน สือ่ ออนไลน์ สือ่ ทางเลือก สือ่ ชุมชน-สือ่ ภาคประชาชน และสือ่ เฉพาะ ทีม่ ปี ระสิทธิผล
ต่อการสื่อสารสาธารณะ และการสื่อสารที่เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย
๕. ร่วมมือกับพันธมิตรสื่อ ให้เกิดการสนับสนุนและขยายประสิทธิผลของการสื่อสารรณรงค์
ได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น
๖. พัฒนาเครื่องมือชี้วัดการประเมินผลลัพธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมของ
ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย
โครงการหลัก
ประกอบด้วยแผนงานและโครงการหลัก อาทิ แผนงานรณรงค์สอื่ สารการตลาดเพือ่ สังคม แผนงาน
ทุนอุปถัมภ์สื่อและกิจกรรมสร้างสรรค์ โครงการพัฒนารายการโทรทัศน์และแอนิเมชั่นต้นแบบ
สำ�หรับครอบครัว โครงการสือ่ สารรณรงค์ตามวาระพิเศษ โครงการความร่วมมือกับพันธมิตรสือ่ ต่างๆ
เพื่อพัฒนาสื่อต้นแบบหรือแนวทางรณรงค์ อาทิ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ
สมาคมเคเบิลทีวีฯ สมาคมทีวีดาวเทียมฯ สมาคมโฆษณาธุรกิจฯ สมาคมเว็บไทย ฯลฯ
๒. กลุ่มแผนงานสื่อสร้างสรรค์เพื่อสุขภาวะ
ภารกิจและแนวทางการดำ�เนินงาน
๑. สนับสนุนกระบวนการและกลไกของการสือ่ สารสุขภาวะ ผ่านการพัฒนาสือ่ สร้างสรรค์ตน้ แบบ
ช่องทางสือ่ พืน้ ทีส่ อื่ นโยบายสือ่ เพือ่ เด็ก เยาวชน และครอบครัว ทีม่ ปี ระสิทธิผลต่อการเรียนรู้
และสร้างทักษะการรู้เท่าทันสื่อ การประยุกต์ใช้สื่อ ที่เอื้อต่อสุขภาวะทั้ง ๔ มิติ โดยให้ความ
สำ�คัญกับกลุ่มขาดโอกาสที่มีความเปราะบางจากผลกระทบของสื่อด้วย
๒. สนับสนุนกระบวนการขับเคลือ่ นรณรงค์ การสร้างองค์ความรู้ การสร้างนวัตกรรม และการผลักดัน
ข้อเสนอเชิงนโยบาย เพือ่ ให้ประชาชนกลุม่ เป้าหมาย โดยเฉพาะเด็กปฐมวัยและเด็กวัยเรียน
๒ - ๑๖ ปี มีทักษะและค่านิยมในเรื่องการอ่าน อันจะนำ�ไปสู่การสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคม
แห่งการอ่านและการเรียนรู้ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่สำ�คัญต่อการพัฒนาสุขภาวะทางปัญญา
๓. สนับสนุนการพัฒนาสื่อศิลปวัฒนธรรมให้เกิดการนำ�เอาคุณค่าของสุนทรียะและภูมิปัญญา
ชุมชน มาส่งเสริมการเรียนรู้ และการสร้างสุขภาวะทางปัญญาของกลุม่ เป้าหมาย ทัง้ ในระดับ
บุคคล ครอบครัว และชุมชน

175

๔. บูรณาการกับแผนหลักต่างๆ ของ สสส. เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ร่วมจากกระบวนการสื่อ
สุขภาวะทีก่ ลุม่ แผนงานได้พฒ
ั นาขึน้ ตามยุทธศาสตร์ และร่วมกับแผนชุมชนสุขภาวะและแผน
สุขภาวะเด็กและเยาวชน เพื่อขับเคลื่อนเมืองสื่อสร้างสรรค์นำ�ร่อง
๕. สนับสนุนงานวิจยั และพัฒนาเพือ่ สร้างองค์ความรูด้ า้ นการสือ่ สารสุขภาวะทีจ่ ำ�เป็นสำ�หรับการ
ขับเคลือ่ นสังคมสุขภาวะ อาทิ แนวทางการสือ่ สารเพือ่ ลดความเสีย่ งจากภัยพิบตั แิ ละสุขภาพ
แนวทางการสือ่ สารเพือ่ ลดความขัดแย้งและความรุนแรง แนวทางการสือ่ สารเพือ่ สร้างความ
เป็นธรรมทางสังคม ฯลฯ
๖. พัฒนาศักยภาพของนักวิชาชีพและนักวิชาการด้านการสือ่ สาร เพือ่ ส่งเสริมแนวทางการสือ่ สาร
สุขภาวะให้แพร่หลาย ผ่านการสัมมนา ฝึกอบรม หลักสูตรระยะสั้น และการสนับสนุนกลไก
ทีย่ งั่ ยืน เช่น ศูนย์ขอ้ มูลข่าวสารด้านนโยบาย ศูนย์นโยบายและยุทธศาสตร์สอื่ ฯลฯ ตลอดจน
สนับสนุนให้เกิดเครือข่ายสื่อสุขภาวะเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายสังคมที่มีสุขภาวะ
อย่างเป็นธรรม
โครงการหลัก
ประกอบด้วยแผนงานและโครงการหลัก อาทิ แผนงานสือ่ สร้างสรรค์เพือ่ เด็ก เยาวชน และครอบครัว
แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน แผนงานสือ่ ศิลปวัฒนธรรมเพือ่ สุขภาวะ โครงการวิทยุเด็ก
และครอบครัว โครงการส่งเสริมการสือ่ สารเพือ่ ความเป็นธรรมทางสังคม โครงการส่งเสริมระบบสือ่
เพือ่ สุขภาวะ โครงการวิจยั และพัฒนาเพือ่ สร้างแนวทางการสือ่ สารสุขภาวะ โครงการพัฒนาศักยภาพ
นักสื่อสารสุขภาวะชุมชน โครงการสื่อสารสุขภาวะเพื่อคนชายขอบ และโครงการตามวาระพิเศษ
ต่างๆ ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของกลุ่มแผนงาน

แผนการด�ำเนินงานประจ�ำปี ๒๕๕๖

ภาคีหลัก

176

๑. ภาคีดา้ นการขับเคลือ่ นรณรงค์ อาทิ เครือข่ายสือ่ เพือ่ เด็ก เยาวชน และครอบครัว เครือข่ายเฝ้าระวัง
สื่อ เครือข่ายวิทยุเพื่อเด็กและครอบครัว เครือข่ายส่งเสริมการอ่าน เครือข่ายนักสื่อสารสุขภาวะ
เครือข่ายสือ่ ศิลปวัฒนธรรมเพือ่ สุขภาวะ เครือข่ายสือ่ พืน้ บ้านเพือ่ สุขภาวะ และเครือข่ายเชิงประเด็น
อื่นๆ
๒. ภาคีดา้ นนโยบายทีเ่ กีย่ วข้องกับสือ่ สร้างสรรค์ อาทิ กสทช. คณะกรรมการสือ่ ปลอดภัยและสร้างสรรค์
แห่งชาติ คณะกรรมการส่งเสริมการอ่านเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต คณะกรรมการปฏิรูปสื่อ
คณะกรรมการรณรงค์เพือ่ การปฏิรปู สือ่ หน่วยงานภาครัฐทีก่ ำ�กับดูแลนโยบายด้านสือ่ และส่งเสริม
สื่อสร้างสรรค์ ฯลฯ
๓. ภาคีพันธมิตรด้านสื่อ อาทิ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ สมาคมนักข่าว
นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ ไทย สภาการหนังสือพิมพ์

แห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ ไทย สถาบันอิศรา-มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่ง
ประเทศไทย สมาพันธ์สมาคมผูป้ ระกอบวิชาชีพวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย สมาคมเคเบิล
ทีวแี ห่งประเทศไทย สมาคมทีวดี าวเทียมแห่งประเทศไทย สมาคมโฆษณาธุรกิจ เครือข่ายพลังบวก
พันธมิตรสื่อต้นทุนชีวิตเด็ก สถานีโทรทัศน์ วิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อเครือข่ายสังคม และสื่อโฆษณา
ประชาสัมพันธ์ ฯลฯ
๔. ภาคีดา้ นวิชาการ อาทิ สถาบันวิชาการด้านนิเทศศาสตร์และสือ่ สารมวลชนทัว่ ประเทศ สถาบันวิจยั
ด้านระบบสุขภาพ สถาบันวิจัยด้านสังคม ด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว ฯลฯ
๕. ภาคีด้านสื่อภาคประชาชน อาทิ สมาพันธ์วิทยุชุมชน สภาองค์กรวิทยุชุมชนฯ สถาบันพัฒนาสื่อ
ภาคประชาชน มูลนิธอิ าสาสมัครเพือ่ สังคม เครือข่ายนักข่าวพลเมือง เครือข่ายสือ่ ภาคประชาชน
ในภูมิภาคต่างๆ ฯลฯ

งบประมาณ

กลุ่มแผนงานหลัก
๑. กลุ่มแผนงานสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม
๒. กลุ่มแผนงานสื่อสร้างสรรค์เพื่อสุขภาวะ

รวม

งบประมาณ (ล้านบาท)
๒๘๒
๒๐๒
๔๘๔

แนวทางการบริหารความเสี่ยง







บริหารย