You are on page 1of 208

1

อัญญมณีชีวิต*
พระพุทธ

พระธรรม พระสงฆ์ ทั้งสามประการนี้

พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติช่ อ
ื เฉพาะไว้ว่า รัตนะ ข้อ

บัญญัติน้ ม
ี ีปรากฏอย่่ในรัตนส่ตรพระไตรปิ ฎกภาษาบาลี

เล่มที่ ๒๕ หน้า ๕ หรือในสวดมนต์ฉบับหลวงอันว่า
ที่ยึดถือของชาวพุทธนั้น ท่านเรียกว่าพระรัตนตรัยใคร

ถือพระรัตนตรัยคนนั้นก็เป็ นพุทธมามกะ เป็ นคนมีพุทธ
ศาสนาอย่่กับตน ใครเลิกถือพระรัตนตรัย คนนั้นก็ขาด

จากศาสนาพุทธ กลายเป็ นคนนอกศาสนาในวงการพุทธ
ศาสนามีภาษาบาลีสำาหรับให้พุทธศาสนิกชนสวด เพื่อ
แสดงความที่ตนนับถือพระรัตนตรัยเรียกว่าสรณคมน์
ดังที่นย
ิ มรับนิยมสวดกันอย่่เสมอว่า
พุทฺธํ สรณํ

คจฺฉามิ

สงฺฆํ สรณํ

คจฺฉามิ

ธมฺมํ

สรณํ

คจฺฉามิ

แปลว่า ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็ นที่พ่งึ ที่

ระลึก ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมว่าเป็ นที่พ่งึ ที่ระลึก

2

ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์ว่าเป็ นที่พ่งึ ที่ระลึก...ผ้่ท่จ
ี ะรับ

นับถือพระพุทธศาสนา ต้องปฏิญาณตนถึงพระรัตนตรัย
เป็ นเบื้ องแรก คำาว่า ถึง ในที่น้ ห
ี มายความว่า เข้าถึง
การถึงพระรัตนตรัยนั้น นิยมกระทำาครั้งแรกเมื่อเริ่ม
นับถือพระพุทธศาสนา พระรัตนตรัยนั้นเมื่อผ้่ใดรับ

นับถือ ท่านมีช่ อ
ื บัญญัติเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สรณะ
เหตุท่พ
ี ระรัตนตรัยท่านเรียกว่าสรณะก็เพราะ สําหรับ

เป็ นที่ยึดเหนีย
่ วของจิตใจ และการนับถือพระรัตนตรัย
นั้นจะบังเกิดผล ก็โดยที่ผ้่นบ
ั ถือระลึกนึกถึงอย่่เนืองๆ

และเมื่อมีเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น เช่น เกิด
ความกลัว เกิดทุกขเวทนา เกิดความหวาดหวัน
่ ก็ให้

ระลึกถึงพระรัตนตรัย จิตใจก็จะกล้าหาญหายหวาดหวัน

เป็ นจิตใจที่มน
ั ่ คงขึ้นมาได้

ทีน้ ก
ี ลับมาด่องค์ประกอบของพระรัตนตรัยอีกครั้ง

หนึ่ง องค์ประกอบสำาคัญคือ

อันดับที่ ๑. คือ พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า คือ

ผ้่ต้ งั ศาสนา พุทธหรือบุคคลผ้่พิจารณาเห็นความทุกข์

ของปวงชน แล้วทรงสละโลกียสมบัติออกแสวงหาทาง

3

แก้ ทรงค้นพบสัจจธรรม และอุบายกำาจัดทุกข์ได้สำาเร็จ
ด้วยความเพียรพยายาม และสติปัญญาของพระองค์เอง
อาศัยพระกรุณาจึงทรงนำาสิ่งที่ค้นพบมาประกาศเผยแพร่
ให้ชาวโลกได้ร้่ตาม และบรรลุผลเช่นเดียวกับพระองค์

อันดับที่ ๒. พระธรรม คือคำาสอนของศาสนาพุทธ

ได้แก่หลักความดีและความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติ
และค้นพบ อันเป็ นเหตุให้พระองค์ทรงหลุดพ้นจาก
ความทุกข์และทรงนำามาสัง่ สอนชาวโลกให้ประพฤติ

ปฏิบัติตาม เพื่อจะได้ร้่แจ้งเห็นจริงและหลุดพ้นจาก
ความทุกข์เช่นเดียวกับพระองค์

อันดับที่ ๓. พระสงฆ์ คือคณะสาวกของ

พระพุทธเจ้าหรือหม่่สาวกผ้่ยอมรับและประพฤติปฏิบัติ
ตามคำาสัง่ สอนของพระพุทธเจ้า ได้ร บ
ั ผลแห่งการ

ประพฤติปฏิบัติน้ น
ั แล้ว นำามาเผยแพร่สงั ่ สอนผ้่อ่ น
ื ให้

ปฏิบัติตามเพื่อจะได้ร้่สัจจธรรม และหลุดพ้นจากความ
ทุกข์ เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า

พระพุทธคุณ

4

พระพุทธเจ้า พระองค์ทรงประกอบด้วยพระคุณ

อเนกประการเมื่อกล่าวโดยย่อเฉพาะที่เป็ นหลักใหญ่มี
สาม ประการ คือ

๑. พระปั ญญาคุณ ได้แก่ความฉลาดรอบร้่ในธรรม

ทั้งปวง

๒. พระวิสุทธิคุณ

์ มดจด
ได้แก่ความบริสุทธิห

๓. พระกรุณาคุณ

ได้แก่ความมีน้ าำ พระทัยสงสาร

ปราศจากกิเลสโดยสิ้นเชิง

คิดช่วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์

ในส่วนพระปั ญญาคุณนั้น จะเห็นได้ว่าพระองค์ทรง

มีพระปั ญญาเป็ นเลิศ ร้่ว่าอะไรเป็ นกุศล อกุศล ทรง

แนะให้เว้นความชัว่ ทรงนำาให้ทำาความดี นี้เป็ นตัวอย่าง
พระวิสุทธิคุณ.. พระองค์ทรงประกาศพระศาสนา

ด้วยความยากลำาบาก เสด็จไปโปรดสัตว์ตามคามนิคม
น้อยใหญ่ โดยไม่เลือกว่าจะเป็ นคนยากดีมีจนอย่างไร
พระองค์ไม่หวัน
่ ไหวหรือย่อท้อ

สมฺมาสมฺพุทฺโธ ได้ตรัสร้่เป็ นพระพุทธเจ้า คือ พระองค์ได้ทรงทำาความเพียรทางจิตจน เกิดดวงปั ญญาอันแก่กล้า ร้่แจ้งแทง ตลอดว่าอะไรทำาให้เกิดทุกข์อะไรทำาให้ พ้นทุกข์ พระองค์ระลึกถึงเหตุการณ์ ย้อนหลังได้ ที่เรียกว่า ปุพเพนิวาสา นุสสติญาณ ทรงเล็งพระญาณระลึกถึง เหตุการณ์ข้างหน้าได้ ซึ่งเรียกว่า อนาคตังสญาณ ๓.5 หากจะกล่าวถึงพระคุณโดยละเอียดแล้ว สำาหรับ พระพุทธเจ้าของเรานั้น พระองค์ทรงมีความดีเป็ นเลิศถึง ๙ ประการคือ ๑. อรหํ เป็ นผ้่หมดกิเลส ไม่มค ี วามคิดโลภโมห์โท สัน ไม่คิดที่จะทำา ความเดือดร้อนเสื่อมเสียให้แก่ใคร ไม่คิดที่จะยึดเอาบ้านใครเมือง ใครมีแต่ความเมตตา กรุณาไม่มีศาสดาใดจะประเสริฐเท่าเทียมได้ ๒. วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน พระองค์เพียบพร้อมด้วยความ ร้่และความประพฤติดี คือทางด้าน .

6 ความร้่ พระองค์ก็ทรงรอบร้ห ่ ลักธรรม อย่าง กว้างขวางนับเป็ นข้อๆ ได้ถึง แปดหมื่นสี่พันข้อทางด้านความ ประพฤติ พระพุทธองค์ก็ทรง สงบเสงี่ยมสมเป็ นกษัตริย์ เป็ นผ้่ดีทุก กระเบียดนิ้วนิ้ว อย่าว่าแต่จะให้ด่าให้ดี ใครเลยแม้แต่จะทรงกระทำาสิ่งหนึ่งสิ่งใด ให้คนอื่นได้ร ับความเจ็บชำ้าทุกข์ทรมาน ๔. สุคโต ทั้งกายและใจ พระองค์ก็ไม่ทรงกระทำา พระองค์เสด็จไปประเทศไหนๆ ก็นำา แต่ความสงบร่มเย็นไปส่่สถานที่น้ น ั ๆ ไม่เคยไปยุแหย่ให้ใครเขาโกรธหรือ เกลียดกัน หรือให้เขารบราฆ่าฟั นกันมี แต่ทรงทำาให้คนรักกันนับถือกัน ล่กที่ ไม่ร ักพ่อแม่ พระองค์ก็ทรงสอนให้ร ัก พ่อแม่ พ่อแม่ท่ไี ม่เอาใจใส่ด่แลล่ก พระองค์ก็ทรงสอนให้เลี้ยงล่กดี ๆ ทรงสอนให้นายจ้างรักล่กจ้าง คนที่ .

โลกวิทู แนะนำาให้เขาวางอาวุธเสีย ทรงร้่แจ้งโลก คือทรงร้ค ่ วามเป็ นไป ของโลกอย่างถ่กต้อง ทรงร้่จนกระทัง่ ความต้องการของมวลสัตว์โลกทั้งหลาย ทรงร้่ว่าแผ่นดินแผ่นนำ้า แบ่งออก เป็ นเขตเป็ นประเทศ ผ้ค ่ รอบครอง ย่อมมีสิทธิใ์ นการอย่อ ่ าศัยทรงร้่และ เข้าใจว่าสังคมของมนุษย์ควรจะ ปกครองกันอย่างไรถึงจะปลอดภัย ทรงร้่ในเรื่องร่างกาย และจิตใจทั้งของ มนุษย์และสัตว์พระองค์จึงทรงสอนให้ ์ องกันและกัน เคารพในกรรมสิทธิข ๖. อนุตฺตโร ปุรส ิ ทมฺมสารถิ ทรงเป็ นยอดเป็ นจอม แห่งบุคคล ผ้่ฝึกฝนอบรมคน ความ สามารถของพระองค์ ในข้อนี้จะเห็นได้ จากการฝึ กสอนพระสาวกและการนำา .7 กำาลังเงือดเงื้ อศาสตราอาวุธจะประหัต ประหารกันพระองค์ทรงเตือนและ ๕.

สตฺถา เทวมนุสฺสานํ ทรงเป็ นคร่ของเทวดาและ มนุษย์ท้ งั หลายคือทรงสอนธรรมแก่สัตว์ โลกไม่เลือกหน้าความสัมพันธ์ระหว่าง พระองค์กับประชาชนอย่ใ่ นฐานะคร่กับ .8 พระศาสนาเข้าไปเผยแพร่ในประเทศ ต่างๆ สำาเร็จได้ด้วยพระองค์เอง และ การที่พระองค์ทรงเข้าไปเปลี่ยนแปลง เหตุการณ์ในประเทศนั้นๆ พระองค์ไม่ เคยใช้ปืนสักกระบอก ไม่เคยเสีย กระสุนแม้แต่นด ั เดียวไม่เคยใช้ดาบ หลาวแหลนข่่เข็ญใครและไม่เคยทำาให้ ใครเลือดตกยางออกแม้แต่หยดเดียว การฝึ กสอนของพระองค์ใช้วิธีช้ ถ ี ่กชี้ผิด ให้ผ้่น้ น ั กระทำาดีเอง เว้นชัว่ เอง เช่น ในเรื่องการออมทรัพย์ แทนที่จะให้คน หนึ่งมารับเอาทรัพย์ของคนอื่นไปรวมไว้ พระองค์ก็ทรงสอนให้ทุกคนร้่จักออม ทรัพย์ด้วยตนเอง ๗.

พุทฺโธ กลัว พระองค์ก็หาทรงปฏิบัติเช่นนั้นไม่ พระองค์ทรงเบิกบานพระทัยอย่างเต็มที่ ไม่มีความหดห่่ทอ ้ แท้ไม่มีความลุ่มหลง ในร่ป รส กลิ่น เสียง อย่างใดอย่าง หนึ่ง ความแจ่มใสของพระองค์น้ น ั ไม่มีโอกาสขุ่นมัว เพราะตั้งอย่่บนพื้ น ฐานคือพระธรรม ถึงใครจะกระตุ้นด้วย เหล้า เล้าโลมด้วยนารีเอายศศักดิ ์ และ อามิสเข้ามาล่อ ก็ไม่เกิดผล นี่เพราะ อำานาจพุทโธ.. ภควา ร้่ ผ้่เบิกบานร้่เท่าทันในทุกสิ่งทุกอย่าง พระองค์ทรงสามารถยอดเยี่ยม ในการ จำาแนกหลักธรรม เช่น ระหว่างสามี ภรรยาต้องถือปฏิบัติธรรมะหมวดนี้ ระหว่างผ้่ใหญ่ผน ้่ ้องต้องถือธรรมะ หมวดนี้ และทรงจำาแนกไว้หมดทุกข้อ ..9 ศิษย์ แทนที่จะวางพระองค์เป็ นนาย กดขี่บังคับให้คนอื่นจำายอมด้วยความ ๘.! ที่พระองค์เป็ นผ้่ต่ น ื ผ้่ ๙.

10 ทุกกระทง ข้อธรรมที่พระองค์ทรง จำาแนกไว้ ตั้งสองพันห้าร้อยยี่สิบกว่าปี ปั จจุบันก็ยังใช้ได้ ทันสมัยอย่่ทุกข้อ เช่นพระองค์ทรงสอนหลักธรรม สำาหรับการตั้งตัวให้เป็ นหลักฐาน ทรง สอนให้ขยันทำามาหากิน แล้วก็ทรง สอนให้ร้่จักประมาณในการใช้จ่ายให้เอา ทรัพย์ไปเก็บไว้ในที่อันปลอดภัย ทรง สอนให้ร้่จักคบคนดีเป็ นมิตรและให้ร้่จัก วางตัวให้เหมาะสมกับฐานะของตน พระคุณอันประเสริฐทั้ง ๙ ประการนี้ มีครบบริบร่ ณ์ในองค์สมเด็จพระบรม ศาสดาสัมพุทธเจ้า พระธรรมคุณ คำาว่า ธรรมะ คือกฎแห่งความเป็ นจริง เป็ นหลัก เกณฑ์บ่งว่าอะไรดี อะไรชัว่ อะไรผิด อะไรถ่ก อะไร .

เมื่อก่อนพระพุทธเจ้าตรัสร้่ไม่มีใครร้่กฎแห่งความ จริงถ่กต้อง ที่มีผร้่ ้่กันก็มักไม่แน่นอน ร้่ไม่ครบถ้วน บ้าง ร้่ไม่แจ่มแจ้งพอบ้าง จนกระทัง่ พระพุทธเจ้าได้ ตรัสร้่ พระองค์จึงทรงร้่อย่างถ่กต้อง และร้่อย่างครบ ถ้วน เมื่อร้่แล้วยังทรง พระกรุณาบอกให้คนอื่นร้่ตามพ ระองค์ด้วย การที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบกฎแห่งความ เป็ นจริงหรือ สัจจธรรมนี้เราเรียกว่า พระธรรมคุณซึ่งมี ทั้งหมด ๖ ประการด้วยกันคือ ๑. สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม พระธรรมอัน รักษาผ้่ประพฤติปฏิบัติมิให้ตกไปส่่ท่ช ี ว ั ่ นั้น เป็ นสิ่งที่ พระผ้่มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว ไม่เปลี่ยนแปลง เป็ นอย่างอื่น ...11 เป็ นประโยชน์ อะไรไม่เป็ นประโยชน์ กฎแห่งความเป็ น จริงดังกล่าวนี้ไม่มีใครบัญญัติตกแต่งขึ้น แต่เป็ นกฎที่มี อย่แ ่ ล้วไม่ว่าพระพุทธเจ้าจะตรัสร้่หรือไม่ก็ตาม กฎ ธรรมดาหรือธรรมชาติอันนี้ก็มีอย่่อุปมาเหมือนตัวยาที่ รักษาโรคได้น้ น ั ความจริงมีสรรพคุณทางแก้โรคอย่่ในตัว มานานแล้ว ไม่ว่าจะมีหมอค้นพบหรือไม่ก็ตาม แต่ ว่า.

สนฺทฏ ิ โก เป็ นธรรมชาติท่ผ ี ้่ปฏิบัติ จะพึงเห็น ผลได้ด้วยตนเอง ๓. เอหิปสฺสิโก เป็ นสิ่งที่เรียกร้องเชิญชวนให้เข้า มาพิส่จน์ ๕.12 ๒. ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิูหิ เป็ นสิ่งที่วิญญ่ จะพึงร้่ได้เฉพาะตน พระธรรมนั้นเป็ นสิ่งประเสริฐมีคุณอันเลิศแก่ผ้่ปฏิบัติ ตามจนเกิดผลดังเช่นที่พระองค์ทรงสอนว่าทำาดีได้ดี ทำา ชัว่ ได้ชว ั ่ อย่างนี้เป็ นต้น พระสังฆคุณ พระสงฆ์ หมายถึงเหล่าสาวกของพระบรมศาสดา สัมมาสัมพุทธเจ้าได้ศึกษาพระธรรมคำาสอนและปฏิบัติจน ร้่แจ้งเห็นจริงแล้วนำาเอาพระธรรมคำาสอนนั้นไปเผยแพร่ . อกาลิโก เป็ นสิ่งที่ศึกษาได้ ปฏิบัติได้ และให้ ผลได้ ไม่จำากัดกาล ๔. โอปนยิโก เป็ นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาไว้ในตัวเรา ๖.

อฺชลิกรณีโย อัญชลี คือกราบไว้ เป็ นผ้่ควรแก่การรับทักษิณา เป็ นผ้่ท่บ ี ุคคลทัว่ ไปควรทำา ๙. สุปฏิปนฺโน ๒.13 แก่ประชาชนอีกต่อหนึ่ง ท่านกล่าวคุณของพระสงฆ์ไว้ ถึง ๙ ประการ ดังนี้ ๑. อุชุปฏิปนฺโน เป็ นผ้่ปฏิบัติดีงาม เป็ นผ้่ปฏิบัติตรง ๓. ายปฏิปนฺโน เป็ นผ้่ปฏิบัติ เพื่อความพ้น ทุกข์ ๔. สามีจิปฏิปนฺโน เป็ นผ้่ปฏิบัติชอบ ทั้งกาย วาจา ใจ ๕. อาหุเนยฺโย เป็ นผ้่ท่ค ี วรแก่การน้อมนำามา ๖. อนุตฺตรํ ปุฺกฺเขตฺตํ โลกสฺส เป็ นเนื้ อนา บุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า . ทกฺขิเณยฺโย (ไทยธรรม) ๘. ปาหุเนยฺโย เป็ นผ้่ควรแก่การต้อนรับ ซึ่งสักการบ่ชา ๗.

ทำาให้เราร้่ดี ร้่ชว ั่ . พระองค์ตอ ้ งการให้ทุกคนดีและมีความสุข ๓. พระองค์มค ี วามดี มีปัญญา และเมตตา ๒.. คุณพระพุทธเจ้า ๑. พระองค์ทรงสอนให้ร ักกันและช่วยเหลือกัน คุณของพระธรรม ๑. หมายถึง ประโยชน์ ก็ได้ คุณที่ หมายถึง ความดีของผ้่น้ น ั . พระองค์สอนให้ทุกคนทำาความดี ๔. เรียกว่า คุณ ประโยชน์ หากจะสรุปประโยชน์หรือความดีของพระ รัตนตรัย แต่ละรัตนะอีกครั้งเพื่อให้เห็นชัดจักได้ดังนี้. ผ้่น้ น ั .14 จะเห็นได้ว่าทั้งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่ง รวมเรียกว่าพระรัตนตรัยนี้ล้วนมีพระคุณปรากฏเด่นชัด ทั้งสิ้น คำาว่า พระคุณ นั้น มีความหมายเป็ นหลายนัย ด้วยกัน เช่น คำาว่า คุณ หมายถึง ความดี ก็ได้.. เราเรียกว่า คุณความดี คุณ ที่หมายถึง ประโยชน์อน ั มีอย่ใ่ นสิ่งนั้น. สิ่งนั้น.

ทำาให้ชีวิตมีความเจริญก้าวหน้า ๔. ท่านเป็ นผ้่สืบต่ออายุพระพุทธศาสนา ๔. ทำาให้เป็ นคนดีมค ี วามสุข และดับทุกข์ได้ คุณของพระสงฆ์ ๑. ทำาให้ร ักกันและช่วยเหลือกัน เห็นใจกัน ไม่ เบียดเบียนกัน ๓. ท่านเป็ นผ้่ศึกษาร้่ธรรม แล้วนำามาสอนให้ผอ ้่ ่ น ื ร้่ ตามด้วย ที่พ่งึ ของคนเรานั้นมีหลายอย่างดังกล่าวมาข้างต้น แต่ท่พ ี ่งึ อันประเสริฐนั้นได้แก่พระรัตนตรัย ซึ่งมีพระคุณ อเนกประการดังได้วิสัชนามาฯ . ท่านเป็ นตัวอย่างที่ดีในทางธรรมและแนะนำาให้ เราประพฤติดีตามด้วย ๓. ท่านเป็ นผ้่ประพฤติดีปฏิบัติชอบตามธรรมวินย ั ๒.15 ๒.

16 ร้รู ัก . ขมขื่น. มีท้ งั ความรัก มีท้ งั ความขัง มีท้ งั กลมเกลียว และ แตกแยก เพราะฉะนั้น เดือนพฤษภาคมจึงเป็ นโอกาส ที่ชวนให้หวนรำาลึกนึกถึงความหลัง เรียกกันว่ามา “เจาะเวลาหาอดีต” เพื่อที่จะกำาหนดปั จจุบันแล้ว สร้างสรรค์อนาคต ในระยะเวลาสองปี เศษที่ผ่านมานี้ เราทุกคนได้ วิเคราะห์วิจัยปรับปรุงแก้ไขประสบการณ์ ที่ผ่านพบนั้น นำามาปฏิบัติการ ให้เกิดเป็ นสิทธิการ คือความสำาเร็จ ความดีงามอะไรขึ้นมาบ้าง อะไรที่เป็ นความดีท่ไี ด้ทำาไว้ .สามัคคี เจริญสุข พี่นอ ้ งชาวไทยที่ร ักทุกท่าน วันนี้รายการ “กองทัพบกพบประชาชน” ได้มอบหมายถวายโอกาสให้ อาตมภาพ มาพบกับพี่นอ ้ งชาวไทยทุกท่าน ทั้งนี้ด้วย ปรารภว่า เดือนนี้เป็ นเดือนสำาคัญที่เราจะได้รำาลึกนึกถึง ความหลังหรือประวัติศาสตร์ของชาติไทย เราต่างได้ ประสบเหตุการณ์ในอดีตมากมาย มีท้ งั ชื่นชม.

ปิ้ งปลาหมองอแล้วกลับนีค ่ ําขํา เจ็บแล้วจําใส่กบาลเร่งขานไข ผิดแล้วจงกลับตัวเปลี่ยนหัวใจ จะมีใครมาวอนไม่สอนตน อยากดีต้องแก้ไข อยากบรรลัยให้แก้ตัว เราจะต้อง ระวังสังวรในสิ่งที่คิดและในสิ่งที่ทำา ถ้าระวังแล้ว ความ ระแวงก็จะไม่เกิดปกติ คนเรามักจะมืดบอดในความผิด ..17 ก็ให้ร ักษาความดีน้ น ั ดุจเกลือรักษาความเค็ม อะไรที่ เป็ นความชัว่ เสียหาย ผิดพลาด ควร ลด ละ เลิก และอย่าตกเบิกในโอกาสต่อไป เรียกว่า ทบทวนความ หลัง แต่ไม่ใช่ฟื้นความหลัง หรือฟื้ นฝอยหาตะเข็บ เอาความหลังนั้นมาเป็ นอุทาหรณ์ด้วยระวังสังวรเพื่อ ความสงบสุขของตน และประเทศชาติ อะไรที่เคยผิด พลาดมาแล้ว นั้นเป็ นบทเรียนอันแสนวิเศษ ดังคำาว่า “บุคคลจะฉลาดเมื่อพลาดแล้ว” ความผิดพลาดในอดีต จะเป็ นความถูกต้องในปั จจุบัน ถ้าเราท่านร้่จักแก้ไข ปรับปรุง ทุกวันนี้เรานิยมแก้ตัวมากกว่าแก้ไข ความ วุ่นวายจึงเกิดขึ้นอย่่บอ ่ ยๆ คนแต่ก่อนท่านสอนว่า.

18 พลาดของตนแต่จะไปสว่างไสวในความผิดพลาดของคน อื่น ดังกลอนอุทานธรรมที่ว่า โทษคนอื่นมองเห็นเช่นภ่เขา โทษของเรามองเห็นเท่าเส้นขน ลมคนอื่นเหม็นเบื่อเราเหลือทน ลมของตนถึงเหม็นไม่เป็ นไร คนเรามักจะหลงผิดคิดเข้าข้างตนเองเสมอ และก็ มักจะเพ่งร้ายป้ ายโทษให้แก่คนอื่น เช่น เมื่อเราจับกลุ่มนินทาผ้่อ่ น ื เราคิดว่า เป็ นการ วิพากษ์ วิจารณ์ เมื่อคนอื่นจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ เราคิดว่า เป็ นการติฉินนินทา เมื่อเราใช้จ่ายอย่างไม่อ้ น ั คนกว้างขวาง เราคิดว่า เมื่อคนอื่นใช้จ่ายอย่างไม่อ้ น ั เราคิดว่า เป็ นคนสุรุ่ยสุร่าย เมื่อเราตระหนี่ ประหยัด เราคิดว่า เป็ น เขา เป็ นการ .

19 เมื่อคนอื่นตระหนี่ คนขี้เหนียว เราคิดว่า เขาเป็ น เมื่อเราเสียเปรียบผ้่อ่ น ื เราคิดว่า เรา เมื่อผ้อ ่ ่น ื เสียเปรียบเรา เราคิดว่า เขา เป็ นคนซื่อสัตย์ เป็ นคนโง่ เมื่อเราได้เปรียบ เราคิดว่า เป็ นคน เมื่อผ้อ ่ ่น ื ได้เปรียบ เราคิดว่า เขาขี้โกง เราคิดว่า เขาเป็ น ฉลาด เมื่อเราทำาผิด พลั้งเผลอ เมื่อผ้อ ่ ่น ื ทำาผิด คนเซ่อ เราคิดว่า เป็ นความ เราจะต้องเตือนจิตของเราให้ร้่จักยอมรับผิดชอบ คำาว่าร้่จักรับผิดชอบ ส่วนใหญ่มักจะรับแต่ชอบ ส่วน ผิดปฏิเสธ เราเตือนจิตของเรา เพื่อที่จะป้ องกันไม่ให้ ผิดพลาด ที่แม้ความผิดพลาดนั้นจะเป็ นเรื่องปกติ .

. อัตตาธิปไตย ๒.20 เป็ นวิสัยของมนุษย์ ดังที่ท่านกล่าวว่า “สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังร้ผ ู ิด บรรพชิตยังรู้เผลอ” บ้านเมืองของเรานั้น เป็ นประเทศที่ปกครองโดย ระบอบประชาธิปไตย และอย่ใ่ นห้วงเวลาของการฟื้ นฟ่ ทั้งเสถียรภาพและภาพพจน์ ต้องพัฒนาทั้งส่วนบุคคล วัตถุ และจิตใจ การที่เราเป็ นคนรักประชาธิปไตยนั้น ก็ เพื่อที่จะก่อให้เกิดความยุติธรรม ความเป็ นธรรมความ เที่ยงธรรม และความเป็ นกันเอง คำาว่า ประชาธิปไตย นั้นเป็ นคำากลางๆ แปลว่า ความเป็ นใหญ่ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ๓ ระดับ คือ. โลกาธิปไตย ๓.. ๑.มีปกติตาใจผ้่อ่ น ื ถือข้างพวกมาก ลากไปผิดถ่กเอากฎเกณฑ์ไม่ได้ . ธรรมาธิปไตย อัตตาธิปไตย .มีลักษณะตามใจตัวเอง ถือ ความคิดเห็นของตนเป็ นใหญ่ โลกาธิปไตย .

21 ธรรมาธิปไตย เกณฑ์ .ถือเหตุผลความถ่กต้องเป็ น ด้วยเหตุน้ ี ประชาธิปไตยที่สมบ่รณ์ จึงเป็ นพื้ นฐาน ของความถ่กต้อง และอย่่บนพื้ นฐานของความถ่กใจ ที่ ใดหากถือเอาความถ่กใจเป็ นที่ต้ ัง โดยมองข้ามความถ่ก ต้องก็จะกลายเป็ น กิเลสาธิปไตย คือ ถือกิเลสเป็ นใหญ่ทันที เข้าลักษณะที่ว่า “ทําอะไรได้ ตามใจคือไทยแท้” นัน ่ แหละ จะเป็ นเหตุให้ประเทศ ชาติล่มจม ! ทุกวันนี้สังคมวิปริต เพราะเอากิเลสมาอวดกัน แม้ จะนิยมฟั งเสียงส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่วายเอาอารมณ์ของตน เป็ นที่ต้ งั โดยธรรมชาติอารมณ์ของคนมักจะวิปริต ไม่ มัน ่ คง ไม่ตรงที่ แล้วแต่กิเลสหรือสิ่งที่มากระทบ บาง ครั้งก็ใจดี บางทีก็ใจดํา คนใจสูงบางทีก็กลายเป็ นคน ใจตํา่ คนใจงามก็กลายเป็ นคนใจง่าย คนที่ไว้ใจได้ ก็ กลายเป็ นคนใจโลเล คนมีเสน่ห์กลายเป็ นคนน่าชัง คนพูดน่าฟั ง กลายเป็ นคนพูดไม่เข้าหูคน .

22 เพราะฉะนั้น นักพ่ด นักคิด นักปกครอง ต้องพ่ด ให้น่าฟั ง พ่ดให้เข้าห่คน พ่ดในโอกาสที่ควรพ่ด นิ่งใน กาลที่ควรนิ่ง ทีเรียกว่า ร้่จักกาลเทศะ หากเวลาควรนิ่ง กลับอยากจะพ่ด หรือเวลาควรพ่ดแต่กลับไปนิ่ง มันก็ เข้าลักษณะว่า “ถึงคราวพูดแล้วไม่พูดมีแต่บูดกับเน่า ถึงคราวเล่าแล้วไม่เล่ามีแต่เน่ากับบูด” ท่านผ้่ฟังทั้งหลาย ตราบใดที่อย่่ร่วมสังคมกัน ยิ่ง นานวันเข้าก็ยอมจะเห็นความตื้ นลึกหนาบางของกันและ กันมากขึ้น ด้วยเหตุน้ จ ี ึงจะต้องศึกษาบรรยากาศของ โลก ของสังคมให้ดี ในระยะนี้ธรรมชาติทำาให้คน หงุดหงิด อากาศร้อนเป็ นพิเศษ ถ้าร้อนแต่ภายนอกยัง พอไหว แต่ถ้าร้อนภายในต้องรีบหาทางแก้ไข วิธีแก้ คือ “ติดแอร์ให้แก่หัวใจ” แล้วความเร่าร้อนต่างๆ มัน จะลด นำ้าใจเราควรจะมีให้แก่กันและกัน นำ้าธรรมชาติ ตามห้วยหนองคลองบึงต่างๆ มันอาจจะเหือดแห้งไป บ้างตามฤด่กาล แต่ไม่ช้าเมื่อฝนตกมันก็จะมีให้เราดื่ม ให้เราใช้ แต่น้ าำ ใจนั้นไม่ควรจะขาดตลาด เพราะ “นํ้า บ่อนํ้าคลองยังเป็ นรองนํ้าใจ นํ้าที่ไหนๆ ก็สู้น้ าํ ใจไม่ .

รักที่เป็ นคุณธรรม รักที่เป็ นกิเลส .เป็ นรักที่ปราศจากกิเลสแต่ เจือด้วยคุณธรรม คือ เมตตา ความรักชนิดนี้มุ่ง ระบายกระจายสุขไปส่่คนที่ตนรัก เช่น พ่อแม่ร ักล่ก .เป็ นรักชนิดที่เจือด้วยราคะ มุ่ง ข่ดเอาความสุขจากผ้่อ่ น ื มาใส่ตัว รักที่เป็ นคุณธรรม . รักที่เป็ นกิเลส ๒.23 ์ ิทธิ์ เป็ นนำ้ามีฤทธิ ์ บันดาล ได้” นำ้าใจเป็ นนำ้าศักดิส ความรัก ความสามัคคี ให้เกิดให้มีข้ น ึ ในนามของทาง พระศาสนา อยากจะเรียกร้องคุณธรรมสำาคัญ ซึ่งเป็ น พระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอย่่หัว ที่ ได้พระราชทานแก่ผ้่บริหารบ้านเมือง ผ้่กุมชะตาชีวิต ของประเทศชาติ ในการแก้ไขสถานการณ์เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๓๔ คุณธรรมสำาคัญ ๒ ประการนี้ คือ “รักรัก-สามัคคี” คำาว่า “ร้ร่ ัก” นั้น ท่านผ้่ฟังคงจะเคยได้ยิน และ ร้่จักคำาว่า รักกันอย่างทัว่ ถึง รักนั้นมีอย่่ ๒ ลักษณะ คือ ๑.

24 ก็มุ่งสละสลัดประโยชน์ตนเพื่อความสุขของล่ก คร่ อาจารย์ร ักศิษย์ ก็มุ่งสละสุขและประโยชน์ส่วนตน เพื่อ ประโยชน์และความสุขของศิษย์ ดังที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอย่่หัวพระองค์ทรงประทานพระเมตตาแก่พสก นิกร พระเวสสันดรประทานพระเมตตาแก่คนเข็ญใจ พี่ น้องชาวไทยที่ร ักทุกท่าน ขอให้ทุกคนสำานึกว่า “ความ รักมีเพราะสามัคคีมา ความรักโรยราเพราะไม่มาของ สามัคคี” คนเรานั้นมักจะมีอะไรแปลกๆ เช่น “เวลารัก กันก็สารพันว่าดี โกรธกันเข้าซีอัปรีย์ไปสารพัน” หรือ “เวลารักนํ้าต้มผักก็ว่าหวาน เวลาชังนํ้าผึ้งหัวรังก็ว่า ขื่น” หาดีไม่ได้ หาความผ่องใสไม่พบ ความรักนั้น เกิดจากจิตใจที่หมายสุขต่อกันและกัน ด้วยเหตุน้ ี คำา ว่า “ร้่ร ัก” จึงได้แก่การที่เรามุ่งดี มีไมตรีตอ ่ กัน หวัง ความปลอดภัยไร้ทุกข์ให้เกิดมีแก่กัน โดยเฉพาะผ้่คนใน ชาติบ้านเมืองของเรา ใคร่จะฝากท่านผ้่ฟังทั้งหลายผ่าน รายการ “กองทัพบกพบประชาชน” วันนี้ ว่าสิ่งที่เรา ควรจะรัก และควรจะสร้างความรักชนิดนี้ให้เกิดมีให้ได้ .

ด้วยการตั้งมัน ่ อย่ใู นศีลใน ธรรมประพฤติตนให้เป็ นคนมีระเบียบวินัย . รักคน ๓.ด้วยทําดี รักของ .ด้วยเมตตา และเสียสละ .25 เพราะเป็ นความรักที่สร้างสรรค์ ไม่ใช่ความรักที่ทำาลาย คือ.. รักสถาบันพระมหากษัตริย์ รักตน .ด้วยการไม่ทําลายป่ า . รักธรรมชาติ ๕. รักพระพุทธศาสนา ๗. รักของ ๔. รักตน ๒. ๑.ด้วยรู้จักรักษา รักคน รักธรรมชาติ รักประเทศชาติ ทําลายชาติ .ด้วยสามัคคี และไม่บ่อน รักพระพุทธศาสนา .. รักประเทศชาติ ๖.

ด้วยการเทิดทูน พี่น้องชาวไทยที่ร ักทุกท่าน ความรักจะเกิดขึ้น ก็ ด้วยการที่เราทุกคนมุ่งหวังและส่งเสริมซึ่งกันและกันใน ทางที่ดี ไม่หวาดระแวงและไม่มุ่งร้ายหมายพยาบาท ผิดพลาดร้่จักให้อภัย เพราะ ถ้าไม่มีการให้อภัยผิด และไม่คิดที่จะลืมซึ่งความหลัง จะหาสามัคคียากลําบากจัง ความพลาดพลั้งย่อมมีทัว่ ทุกตัวคน ความรักจะทำาให้เทิดท่นบ่ชาคารวะ ไม่ลบหล่่ด่หมิ่น ร้่จักยกย่องให้เกียรติ ทะนุถนอมซึ่งกันและกัน ความ รักทำาให้เสียสละตรงกันข้าม ความชังทำาให้คนเห็นแก่ ตัว คิดมุ่งร้ายหมายประหัตประหารซึ่งกันและกัน บัน ่ ทอนลิดรอนประโยชน์ซ่งึ กันและกัน นี้เป็ นเรื่องที่เรา ท่านจะต้องคำานึง นอกจากจ้่ร ักแล้ว ก็อย่าลืมว่าจะต้อง ร้่ “สามัคคี” อีกด้วย อันความสามัคคีเกี่ยวข้องกับ .26 รักสถาบันพระมหากษัตริย์ และจงรักภักดี .

วัย. และ . การกระทำาทางวาจา อันผสมผสานด้วย เมตตา จะกลายเป็ นความอ่อนหวาน. การกระทำาทาง ใจอันประกอบด้วยเมตตา จะกลายเป็ นความอ่อนโยน คุณธรรม คือ ความอ่อนน้อม อ่อนหวาน และอ่อน โยน ทั้ง ๓ ประการนี้ เป็ นธรรมที่จะผดุงสังคมของ มนุษย์ให้น่าอย่่อาศัย อ่อนน้อม .หมายถึง กริยาอาการทางกาย ที่ แสดงต่อบุคคลอื่นด้วยอาการที่สุภาพและคารวะ ปราศจากความกระด้าง แสดงออกถึงการคารวะต่อ บุคคลที่ส่งกว่ากว่าตนด้วยชาติตระก่ล.27 ความรักในแง่ท่ว ี ่า ถ้าไม่มีความรัก ความสามัคคีก็ไม่ เกิด ถ้าขาดสามัคคีเสียความรักก็จางหาย ความรักที่ผสมผสานด้วยคุณธรรม คือเมตตานั้นมี อานิสงส์ คือทำาให้โลกน่าอย่่ เกิดความร่มเย็นเป็ นสุข ถ้าผ้่ใดปล่กเมตตา คือ ความรักให้เกิดขึ้นได้แล้ว พฤติกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะแสดงออกทางกาย ทางวาจา ทางใจ ล้วนเป็ นพฤติกรรมที่น่ายกย่อง การกระทำาทาง กายที่ประกอบไปด้วยเมตตา นัน ่ จะเกิดเป็ นความ อ่อนน้อม.

28 คุณธรรม ให้ความสนิทสนมคุ้นเคยเป็ นกันเอง ต่อ บุคคลผ้่เสมอกันไม่ล่วงเกินหรือด่หมิ่นด่แคลนต่อบุคคล ผ้่ตำ่าต้อยด้อยกว่า อีกประการหนึ่ง ความอ่อนน้อม หมายถึงน้อมผ้อ ่ ่น ื มาหาตนด้วยความอ่อนและใช้ความ อ่อนนัน ่ เองมัดใจไว้ ทำาให้เกิดความสนิทสนม เอื้ อเฟื้ อ เผื่อแผ่ โอบอ้อมอารี มีไมตรีตอ ่ กันตลอดไป อ่อนหวาน . หวาน มีไว้สำาหรับเชื่อม. หวาน หมายถึง วาจาหรือถ้อยคำาที่สร้างความเป็ น มิตร ฟั งแล้วประทับใจ ยังมีอ่อนอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งอ่อน แต่ไม่หวาน ทั้งสองอย่างนี้มีผสมผสานกันอย่่เสมอ อ่อนแต่ไม่หวาน ท่านเรียกว่า “ปากร่ายแต่ใจดี” อีก ชนิดหนึ่ง หวานแต่ไม่อ่อนคือมีแต่คำาหวาน ส่วนหัวใจ นั้นแข็งกระด้าง ท่านเรียกว่า “ปากปราศรัยนํ้าใจเชือด คอ” ยังเป็ นชนิดที่ต้องระวังอย่างหนัก อ่อนไม่หวานก็ ยังดี แต่ถ้าอ่อนด้วยหวานด้วย เป็ นดีท่ส ี ุด . อ่อน หมายถึง มีเมตตาในจิต.หมายถึง การเปล่งคำาพ่ดที่ไม่บาดห่ ฟั งแล้วไม่แสลงใจ อ่อนนั้นท่านมีไว้สำาหรับมัด.

.29 อ่อนโยน . ไฟแรงแสงร้อนลํ้ายังแพ้น้ าํ เป็ นนิจมา ไฟ เหล็กแข็งและแกร่งกล้ายังพาอ่อนเมื่อร้อน ..หมายถึง นำ้าใจที่ปราศจากความ กระด้าง ร้จ ่ ักเห็นใจผ้่อ่ น ื ร้่อกเขาอกเรา ว่าตนเป็ น อย่างไร ผ้่อ่ น ื ก็เป็ นอย่างนั้น ตนรักตนเพียงใด คนอื่น ก็ร ักตนเพียงนั้น ตนเป็ นยอดรักของตนอย่างไร ผ้อ ่ ่น ื ก็ มีความร้่สำานึกคิดอย่่ในใจ เช่นเดียวกับที่ตนรัก ที่ตน คิด ถ้าเรามีความอ่อนโยนให้ผ้่อ่ น ื แล้ว ก็จะทำาให้มีแต่ ความคิดดี หวังดี มุ่งแต่จะให้ทุก ๆ คนมีสุข แผ่ เมตตาปรารถนาดีไปอย่างกว้างขวาง ถึงสรรพสัตว์ผ้่ ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย โดยทัว่ กัน ความอ่อนทั้ง ๓ อย่างนี้ ไม่ว่าจะเป็ นอ่อนน้อม อ่อนหวาน หรืออ่อนโยน จัดเป็ นอ่อนที่สร้างเสน่ห์ มี แต่ดี ไม่มีโทษ ความอ่อนมีในผ้่ใด ช่วยให้ผ้่น้ น ั มี คุณค่า ความอ่อนนั้นด่ๆ ไปเหมือนไม่มค ี ่าอะไร แต่ สามารถซื้ อได้ทุกอย่าง สามารถเอาชนะความแข็ง กระด้างได้ ดัง่ คำาว่า.

.30 ลมพัดสะบัดแรงต้นไม้แข็งย่อมโค่นไป ์ ิสตรี ชายเรืองฤทธิไกรยังพ่ายฤทธิอ อีกประการหนึ่ง ท่านกล่าวว่า อ่อนนั้น ท่านใช้ สำาหรับมัด เช่น จะมัดสิ่งใดๆ ให้เป็ นกำาเป็ นก้อน ท่านก็ใช้อ่อนมัด จะเอาแข็งมามัดหาได้ไม่ ดังคำาที่ท่าน กล่าวว่า.. ถ้าจะอ่อนอ่อนให้เป็ นดังเช่นไหม อาจจะใช้มัดเสือโคร่งมาโยงเฆี่ยน ถ้าจะแข็งแข็งให้เป็ นเช่นวิเชียร อาจจะเจียรตัดกระจกได้ดงั ่ ใจปอง ส่วนหวาน ท่านใช้สำาหรับเชื่อม เช่นนำ้าหวานที่ใส่ กับวุ้น ท่านบัญญัตศ ิ ัพท์เรียกว่า “นำ้าเชื่อม” เพราะนำ้า หวานเชื่อมลิ้นกับวุ้นให้กลมเกลียวถึงกลมกลืนกันที เดียว ท่านผ้่ฟังทุกท่าน นอกจากจะได้ร้่จักอานุภาพ ของความรัก ซึ่งจะบันดาลให้เกิดผสมผสานเข้าหากัน แล้ว เราจะร้่จักคุณค่าและความสำาคัญของคุณธรรมอีก ข้อหนึ่ง ได้แก่ ความสามัคคี มีปัญหาว่า สามัคคีน้ น ั คืออะไร? สามัคคีน้ น ั ดีอย่างไร? ทำาอย่างไรจึงจะเกิด .

31 สามัคคี และวิธีแก้และป้ องกันการแตกสามัคคีน้ น ั จะ ทำาอย่างไร ? สามัคคีมี ๒ ชนิด คือ กายสามัคคี และ จิต สามัคคี การพร้อมเพรียงกันทางกาย เรียกว่า กาย สามัคคี. การเห็นพ้องต้องกันทางความร้่สึกนึกคิด ไม่ ขัดแย้งโต้ต้านซึ่งกันและกัน เรียกว่า จิตสามัคคี. การ แสดงออกซึ่งความสามัคคี หรือความพร้อมเพรียงกัน นั้น จะต้องเป็ นการพร้อมเพรียง และร่วมใจกันในทาง ที่ถ่กเท่านั้น ถ้าร่วมใจกันทำาความผิด เช่น ร่วมใจกัน ฉ้อโกง ร่วมใจกันโกงกิน ร่วมใจกันปล้นจี้ ร่วมใจกันส ไตร้ค์ท่ผ ี ิดกฎหมาย ร่วมใจกันก่อความไม่สงบ อย่างนี้ ท่านไม่เรียกว่าสามัคคี แต่เรียกว่า “รวมหัว” หรือ ซ่องสุม! อีกประการหนึ่ง คนที่เข้าไปยัดเยียดเบียดเสียดกัน ในโรงภาพยนตร์ สนามม้า สนามมวย และแหล่ง อบายต่างๆ ก็ไม่แน่ว่าคนเหล่านั้นจะสามัคคีกัน ทั้งๆ ที่ด่พร้อมกัน หัวเราะพร้อมกัน ฉะนั้น คำาว่า สามัคคี จะต้องใช้ไปในทางที่ถ่กที่ควร การที่คนเราจะสามัคคีกัน .

มีความเสียสละ ๔.มีหัวใจพระพรหม คือ มีเมตตา มีความรักใคร่ และความหวังดีต่อผ้่อ่ น ื เว้นอารมณ์ เกลียด อารมณ์โกรธ มีความกรุณา ช่วยเหลือผ้่ท่ี ประสบทุกข์ภัยโดยไม่น่งิ ด่ดาย มีมุทิตาพลอยยินดีเมื่อผ้่ อื่นได้ดี มีอุเบกขา ทรงไว้ซ่งึ ความเป็ นธรรมและ ยุติธรรม ไม่เอนเอียงเบี่ยงบ่ายเข้าข้าง หรือโยนผิดให้ แก่ผ้่อ่ น ื ประการที่ ๒ .32 ได้ ก็ด้วยการที่แต่ละคนต้องสลัดมานะทิฏฐิออกไป ท่านที่เป็ นใหญ่ในบ้านในเมือง ไม่ว่าจะเป็ นนักปกครอง นักบริหารท่านจะต้องเสกสร้างคุณธรรมสำาคัญ คือ สามัคคีให้เกิดให้มีข้ น ึ ให้ได้ ๔ ประการ คือ.นิยมสามัคคี คือ ร้จ ่ ักประคอง และถนอมนำ้าใจผ้่อ่ น ื ไว้ด้วยบำาเพ็ญสังคหวัตถุธรรม อัน . มีหัวใจพระพรหม ๒.. ๑. ลดมานะทิฏฐิ ประการที่ ๑ . นิยมสามัคคี ๓.

.ลดมานะทิฏฐิ คือ ยึดเหตุผล หรือความถ่กต้องเป็ นหลัก เรื่องของมานะทิฏฐิน้ ี คน เก่าๆ ท่านเล่าสืบๆ กัน มาว่า.เทวดาองค์หนึ่ง มี ความปรารถนาดี ได้อุตส่าห์ลงไปชักชวน หนอนซึ่ง เคยเป็ นเพื่อนกันมาก่อนสมัยเป็ นมนุษย์ แต่ชอบ ทำาบาปเลยเกิดมาเป็ นหนอนในส้วม เทวดาได้พรรณนา ถึงความสุขความสบายในสวรรค์ ว่าต้องการสิ่งใดก็ เนรมิตเอาได้ตามประสงค์ ผลสุดท้ายก็ชวนหนอนให้ไป อย่บ ่ นสวรรค์ด้วย แต่หนอนกลับปฏิเสธโดยอ้างว่า ที่น่ี สบายกว่าสวรรค์หลายเท่านัก เพราะไม่ต้องมานัง่ เนรมิต ให้เสียเวลา ด้วยว่ามีผ้่อ่ น ื คอยเนรมิตให้อย่างเหลือเฟื อ .33 ได้แก่ “โอบอ้อมอารี วจีไพเราะ สงเคราะห์ทุกคน วางตนพอดี” ประการที่ ๓ .มีความเสียสละ นักปกครองที่ดี นักบริหารที่ดี ที่เก่ง ต้องเข้าไปนัง่ อย่่ในหัวใจคน มิใช่ ขึ้นไปนัง่ อย่่บนหัวคน ต้องมีน้ าำ ใจกล้าได้กล้าเสีย และ พร้อมที่จะอุทิศตนให้เป็ นประโยชน์แก่ผ้่อ่ น ื อย่่เสมอ ทำา ตนดุจสระนำ้า ที่ขังนำ้าไว้เพื่อให้ผ้่อ่ น ื ได้ใช้อาศัยดื่ม อาบ ประการที่ ๔ ..

34 อุดมสมบ่รณ์กินไม่หวาดไม่ไหว ผลสุดท้ายเทวดาก็ต้อง กลับวิมานด้วยความผิดหวัง นักปกครองนอกจากมีคุณธรรมอย่างอื่นๆ แล้ว จำา ต้องลดมานะทิฏฐิลงมาด้วย จึงจะสมกับเป็ นผ้่หลัก ผ้่ใหญ่ เป็ น ป่ชนียบุคคลที่น่ากราบไหว้บ่ชา เป็ น ร่มโพธิร์ ่มไทร เป็ นที่พ่งึ พาอาศัยของประชาชนและผ้่ น้อย พร้อมทั้งเป็ นแนวทางให้อนุชนคนรุ่นหลังยึดถือ ปฏิบัติต่อไปด้วย คนที่มีมานะทิฏฐิ ถือว่าเป็ นคนอาภัพ เช่นเดียวกับหนอนที่ตอ ้ งจมอย่่ในส้วมตลอดชาติ ไม่มี โอกาสได้ไปอย่่ในสวรรค์กับเทวดา นักปกครองนักบริหาร จะต้องทำาตนให้ยืดหยุ่นได้ ในบางสถานการณ์ เคร่งครัดบางสถานการณ์ เป็ นนัก บริหารนักปกครองจะเป็ นผ้่แทนราษฎร นักการเมือง หรือจะเป็ นทหาร หรือตำารวจเป็ นข้าราชการ จะเป็ นผ้่ ใดก็ตามที่มีอำานาจวาสนา ในอันที่จะต้องบันดาลความ ทุกข์ความสุขให้แก่โลกแก่สังคมแล้ว จะต้องหัดยิ้มให้ ใจเย็น เห็นชอบ ตอบรับ และสนับสนุน .

คือลงมือสนองข้อเสนอ ด้วยการ ดำาเนินงานให้เป็ นไปด้วยดี สนับสนุน .ร้่จักเห็นดี.แสดงถึงความเป็ นมิตร และยังแสดงถึง พลานามัยทางกายและใจที่ดีอีกด้วย ดังคำาที่ว่า “ยิ้ม ไว้ใจสดชื่น อายุยืนไร้โรคา รูปร่างงามโสภา เป็ น เสน่ห์แก่ปวงชน” ใจเย็น .ขาดอะไรก็คอยเติม ไม่มีก็คอยให้ นี่ แหละเป็ นคุณธรรมสำาหรับผ้่ใหญ่ท่จ ี ะสร้างสามัคคีให้เกิด มีข้ น ึ อันความสามัคคีน้ น ั ถ้าเรามองไปในจิตสำานึกของ คนไทย ก็จะพบว่า ธาตุแห่งความสามัคคี ได้ชมชโลม อย่แ ่ ทบทัว่ ทุกดวงใจอย่างเพียงพอ เพราะอาศัยคนไทย มีธาตุแห่งสามัคคีประจำาใจนี้เองจึงเป็ นชาติท่ม ี ีความ มัน ่ คงเป็ นปึ กแผ่น และธาตุชนิดนี้ เราไม่ต้องสัง่ มาจาก .ไม่ว่วาม มีขันติธรรม มีความอดทน และอดกลั้น ไม่หุนหันพลันแล่น เอาแต่อารมณ์ เห็นชอบ .35 ยิ้มให้ . เห็นด้วย ในข้อเสนอแนะ หลักการ วิธีการ ไม่ขัดขวาง ตอบรับ .

ความเป็ นเชื้ อชาติไทย ๒. ความเป็ นผ้่มีศาสนาประจำาชาติไทย ๓..36 ต่างประเทศหรือเมืองนอก เพียงแต่ช่วยกันรักษาแหล่ง สามัคคีธาตุเอาไว้ให้ดี ร้อยวันพันปี ไทยเราก็จะไม่มีวัน อัตคัดสามัคคีแน่นอน แหล่งแห่งความสามัคคีของ คนในชาติ ไม่ได้มอ ี ะไรอื่นไกลนอกเหนือไปจาก. ความเป็ นผ้่มีพระมหากษัตริย์ท่เี ป็ นขวัญ ของคนในชาติไทย ซึ่งเราเรียกกันสั้นๆ ว่า ชาติ ศาสนา พระมหา กษัตริย์ เราจะต้องช่วยกันรักษาแหล่งทั้งสามนี้ไว้จนสุด ความสามารถ แล้วเราจะรักกันเหมือนพี่ดีกันเหมือน น้องปรองดองกันเสมือนญาติ สามัคคีอย่่ท่ไี หน ความ ร่มเย็น ความสำาเร็จ ความเป็ นปึ กแผ่นแน่นหนา และ ความสุข ย่อมอย่่ ณ ที่น้ น ั ดังท่านกล่าวว่า... ๑. สามัคคีน้ น ั อยู่ไหนนัน ่ ใกล้สุข แม้มีทุกข์อยู่บ้างย่อมห่างหนี สามัคคีกันเถิดเกิดผลดี สุขจักมีภัยไม่เกิดประเสริฐพลันฯ .

37 สามัคคีน้ ด ี ีเลิศ ช่วยก่อเกิดความสมหวังดัง่ เฉลย การเกี่ยงงอนค่อนแคะไค้ไม่ดีเลย แม้ใครเคยจงระงับคิดกลับใจ ช่วงนี้อากาศร้อนรุ่ม ซึ่งเป็ นปรากฏการณ์ตาม ธรรมชาติ จงพยายามปรับตัวให้เข้ากับภาวะ ได้แก่การ ยอมรับ และเอาธรรมชาติมาเป็ นเครื่องสอนใจ ธรรมชาติน้ น ั ได้แก่ “นำ้า” เพราะนำ้าเป็ นเครื่องหมาย ของความเย็น เอานำ้ามาดับความเร่าร้อนเสีย และนำ้าจะ เป็ นตัวเชื่อมประสานไม่ให้เกิดการแตกแยก นอกจากนี้ ประโยชน์ของนำ้าที่เราจะเอามาสอนใจ ก็คือการเชื่อม ประสาน อันเป็ นอาการของสามัคคี ความชุ่มเย็นและเยือกเย็น เป็ นอาการของเมตตา การรักษาระดับไม่เอียงเอน เป็ นอาการของความ ซื่อตรง เที่ยงธรรม ไม่ลำาเอียง อาการอ่อนไหว ไม่กระด้าง เป็ นลักษณะของการ ปรับตัวเข้ากับทุกสิ่งทุกอย่างได้ ได้แก่ไร้มานะทิฏฐิ .

38 ท่านผ้่ฟังทั้งหลาย อาตมภาพมาพบกับท่านผ้่ฟัง ในโอกาสนี้ ใคร่ท่จ ี ะเรียกร้องและเชิญชวนให้ทุกท่าน ย้อนกลับไปด่อดีต แล้วหันมาคิดวิจัยวิจารณ์และสำานึก ว่า ประเทศชาติของเราอย่่รอดปลอดภัย พ้นจากความ ล่มสลายมาได้ด้วยคุณธรรมสำาคัญ ๒ ประการ คือ “ร้่ รัก – สามัคคี” ซึ่งเป็ นพระบรมราโชวาท เป็ นพระราช กระแสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อาตมภาพได้ แต่งขยายเพื่อเทิดพระเกียรติและพระบารมีไว้ว่า.. “อันตรายทั้งนั้นมีแต่แพ้” คือต่างคนต่างแย่แพ้ท้ งั นั้น จะทะนงว่าชนะอะไรกัน เมื่อร่องรอยโทษทัณฑ์น้ น ั เกลื่อนกรุง “แพ้ท่ส ี ุดก็คือประเทศชาติ” กี่เวลาจะสามารถจัดเรืองรุ่ง กลิ่นสยามเมืองยิ้มเคยจรุง กลับคละคลุ้งสยามเราน่าเศร้าใจ “ให้รร้่ ักสามัคคี” ที่ล้ าำ เลิศ จะประเสริฐส่งค่ากว่าไหนไหน ..

39 ให้ความยุติธรรมนำาเมืองไทย จะเป็ นไทสงบสุขทุกผ้่คน ฯ ด้วยเดชะพระบารมีปก จึงหยิบยกปั ญหาที่ถาถม ชาวประชาชีพชื่นพ้นขื่นตรม ด้วยบรมกษัตริย์ปัดป้ องภัย ฯ พระบาทสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า รัชกาลที่ ๖ ได้ พระราชนิพนธ์บทเตือนใจไว้บทหนึ่งว่า อันชาติใดไร้ร ักสมัครสมาน จะทำาการสิ่งใดย่อมไร้ผล แม้นชาติย่อยยับอับจน บุคคลจะสุขอย่่อย่างไร เพราะฉะนั้น “การสมานสามัคคีให้ดอ ี ย่่ จะส้่ศึก ศัตร่ท้ งั หลายได้” และอีกบทหนึ่งว่า. ชาติเดียวกันทุกคน รักแต่ตนจะเสียที ..

40 ควรการ ทหาร มัวแก่งและแย่งดี จะแตกพวกมิ ทหารอย่าข่มเพื่อน พลเรือนก็เท่า พลเรือนอย่าใจพาล อย่าชิงชังซึ่งโยธา อย่าเป็ นศัตร่ซ่งึ กันและกัน ทั้งในความคิดและการก ระทำา พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระธรรมดิลก วัดป่ า ดาราภิรมย์ จังหวัดเชียงใหม่ ได้นพ ิ นธ์คติธรรมเรื่องรัก กันฉันพี่น้องไว้บทหนึ่งว่า สามัคคีร ักกันฉันพี่น้อง ข้องใจไม่ถือสา ให้อภัยยกโทษไม่โกรธา กันไม่ฟั่นเฟื อน ลิ้นกับฟั นอย่่ด้วยกันมันกระทบ ขบห้อเลือดเหมือนเชือดเฉือน เรื่องมัวหมอง ต่างเมตตารัก บางครั้ง เพื่อนร่วมชาติเหมือนญาติอย่ใ่ นเรือน ดุจดัง เพื่อนร่วมตายอย่าหน่ายกัน .

.41 แม้ผิดบ้างพลั้งหน่อยอย่าพลอยชำ้า ระกำาชำ้าจิตคิดเหหัน ควรผ่อนสั้นผ่อนยาวเข้าหากัน ผ่กพันฉันน้องพี่น้ ด ี ีเอย ให้ ความ ก่อนจนรายการ “กองทัพบกพบประชาชนวันนี้” ขอฝากข้อคิดจากแหล่.. จะทำาจะคิดโปรดพิจารณาพุทธวาจาตรัส เตือนเราท่าน สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี นั้น แปลสั้นๆ ว่า จะนำาความสุขมาถึงหม่่คณะ โปรดอย่าเลย ความมุ่งหมายในพระบาลี พระองค์ทรงชี้ “ความสามัคคี” ละความข้อนี้ ให้คนรักกัน พระบาทสมเด็จพรเจ้าอย่่หัว ไทยทัว่ ถิ่นฐาน ปกป้ องผองตัว .. ที่อาตมภาพได้ประพันธ์ไว้ เป็ นการเทิดพระเกียรติอีกบทหนึ่งว่า..

42 เมืองไทยร่มเย็นเป็ นสุขร่วมกัน พระองค์ท่านแผ่พระบารมี เพราะ พระดำารัสตรัสให้ตระหนัก คำาว่า “ร้ร่ ัก ผ้่ใหญ่ผ้่เยาว์หากเข้าใจดี ฟั งแล้วจงมี ปฏิบัติเคร่งครัดแน่วแน่ ตามพระ ไม่มีชนชั้นแบ่งกันนานา ทัว่ โลกจะพา – สามัคคี” นี้ จิตเมตตา กระแสจะสุขหรรษา กันยกย่องไทย ความชัว่ ร้าย ขออำานาจคุณพระไตรรัตน์ ปกป้ องขจัด ดับทุกข์คลายโศกมิโชคสิ้นภัย ประสงค์ส่งิ ใด ขอพระบารมีพระเจ้าอย่่หัว คุ้มครองผอง ให้คนชาติไทยรักใคร่ปรองดอง ทุกคนเรียก ได้ดงั ่ ใจปอง ตัวไทยทัว่ ทั้งผอง ร้อง “ร้ร่ ัก – สามัคคี” .

รัตนกวีศรีสงฆ์ไทย การจัดให้มีเทศน์มหาชาติเฉลิมพระเกียรติ ใน วโรกาสครบรอบวันประส่ติ ประจำาปี ๒๕๓๖ ของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส รัตนกวีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และรัตนกวีเอกของโลก ซึ่งศ่นย์วัฒนธรรมแห่งชาติร่วมกับวัดพระเชตุพนวิมล มังคลาราม ได้จัดให้มีข้ น ึ ติดต่ออันมาเป็ นเวลา ๔ ปี แล้ว นับว่าเป็ นงานที่สำาคัญที่แสดงออกซึ่งความกตัญญ่ กตเวทีต่อพระองค์ท่าน เป็ นการเชิดช่บ่ชาพระ เกียรติคุณ และผลงานที่มิใช่แต่ประเทศไทยเท่านั้นที่ ประจักษ์ในพระปรีชา แม้ทว ั ่ โลกต่างก็ยอมรับและ ยกย่องดังทราบพระเกียรติคุณโดยทัว่ กันและนั้น อีก .43 บัดนี้ เวลาของรายการหมดลงแล้ว อาตมภาพต้อง จากลาผ้่ฟังแต่เพียงเท่านี้ ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ทุก ท่านทุกคน เทอญ.

44 ประการหนึ่งก็เพื่อที่จะอนุร ักษ์และกระตุ้นจิตสำานึกของ คนไทยได้ร้่ซ้ งึ ถึงคุณค่า และผลงานของพระองค์ท่ท ี รงมี ต่อประเทศชาติ และพระพุทธศาสนา สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมปรมานุชิตชิโนรส นอกจากจะทรงเป็ นรัตนกวีของกรุงรัตนโกสินทร์แล้วยัง ทรงดำารงตำาแหน่งประมุขการพระศาสนาของชาติ. และ เป็ นอธิบดีสงฆ์วัดพระเชตุพน ฯ ในขณะทรงพระ พรรษาเพียง ๓ พรรษาเท่านั้น ในส่วนแห่งความเป็ น รัตนกวี พระองค์ได้ทรงรจนาคัมภีร์สำาคัญทางพระพุทธ ศาสนาไว้มากมาย ตลอดถึง กาพย์ กลอน โคลง ฉันท์ เป็ นสมบัติอันลำ้าค่าของชาติและของพระพุทธ ศาสนา ผลงานที่พระองค์ได้ทรงนิพนธ์ไว้ในครั้งนั้น ได้ ส่งผลดีให้ท้ งั แก่พระพุทธศาสนาและแก่ชาติไทยเป็ น อมตะตราบเท่าทุกวันนี้ คัมภีร์อมตะ .

“พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ โททนต์เสน่งคง สถิตทัว่ แต่ชว ั ่ ดี สำาคัญหมายในกายมี ประดับไว้ในโลกา ซึ่งใครๆ ก็ยอมรับว่ามีอิทธิพลลึกซึ้ง ในการปล่กฝั ง จริยธรรมลงไปในดวงใจของคนไทยทั้งชาติ ความดี เป็ นทั้งเสน่ห์ท้ งั อำานาจที่ดึงด่ให้ผ้่คนระลึก ถึงและสักการบ่ชา ไม่ว่าเจ้าของจะมีชีวิตอย่่หรือแม้จะ ลงไปนอนสงบสติอารมณ์อย่ใ่ นหลุมฝั งศพแล้วก็ตาม ความดีจึงยิ่งใหญ่กว่าเงินตราและเกรียงไกรกว่าอาวุธ เพราะทั้งเงินทั้งอาวุธ แม้รวมกันเข้าแล้วก็มีอำานาจให้ .45 เมื่อเอ่ยถึงพระนามของพระองค์ท่าน สิ่งแรกที่ผุด ขึ้นมาในความทรงจำาของผ้ค ่ นทั้งหลาย เห็นจะได้แก่ คัมภีร์มหาชาติเรื่อง พระเวสสันดรชาดก ที่เป็ นผลงาน พระนิพนธ์ถึง ๑๑ กัณฑ์ และโคลงสุภาษิตอันอมตะ ของพระองค์อีกบทหนึ่ง ที่ว่า...

๒๓๓๓ ตรงกับเดือนอ้าย ปี จอ.ศ. ประส่ติ และเป็ นอธิบดี สงฆ์ตรงกับปี จอ. ผนวชเป็ นสารเณร เมื่ออายุ ๑๒ พรรษา ตรง กับขึ้น ๘ คำา่ เดือน ๘ ปี จอ พ.46 คนมหาหมอบศิโรราบได้ เฉพาะเมื่อเจ้าของยังมีลม หายใจอย่่เท่านั้น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส มีพระนามเดิมว่า “พระองค์เจ้าวาสุกรี” ประส่ติเมื่อวัน เสาร์ท่ี ๑๑ ธันวาคม พ.๒๓๕๕ ผนวช เป็ นพระภิกษุ เมื่อปี มะแม พ.๒๓๙๖ รวมพระ ชนมายุ ๖๔ พรรษา ความสําคัญ .ศ.ศ.ศ.๒๓๕๔ โดยมีสมเด็จ พระสังฆราช (สุก) ทรงเป็ นพระอุปัชฌาย์ และ สมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพนฯ พระอาจารย์ของ พระองค์ เป็ นพระกรรมวาจาจารย์ ทรงได้ร ับฉายา ว่า “สุวณฺณรํสี” ที่น่าอัศจรรย์คือ ปี ที่ทรงผนวช ตรงกับ ขึ้น ๘ คำา่ เดือน ๘ ปี จอ. สิ้นพระชนม์วันศุกร์ ขึ้น ๙ คำา่ ตรงกับวันที่ ๙ ธันวาคม พ.

47 ทุกวันแรม ๑ คำ่า เดือน ๘ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอย่่หัวองค์พระประมุขของชาติ ได้เสด็จมาถวาย พุ่มเทียนสักการะพระอัฐ ิเป็ นพระราชประเพณี ทุกวันแรม ๕ คำา่ เดือน ๘ คือหลังมาอีก ๔ วันสมเด็จพระสังฆราช องค์พระประมุขแห่งคณะสงฆ์ ไทยได้เสด็จมาสักการะพระอัฐ ิเช่นกัน ทุกวันแรม ๘ คำ่า เดือน ๑๑ เจ้าหน้าที่สำานัก พระราชวังจะมาอัญเชิญพระอัฐ ิบนบุษบก ไป ประดิษฐาน ณ พระอุโบสถ เมื่อพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอย่่หัว พระราชทานผ้าพระกฐินเสร็จแล้ว พระ ราชกิจที่สำาคัญต่อจากนั้นก็คือทรงทอดผ้าไตร ๑๐ ไตร เพื่อให้พระสงฆ์สดับปกรณ์พระอัฐ ิเป็ นการบำาเพ็ญพระ ราชกุศลถวายประจำาปี นับเป็ นหลักฐานที่พิส่จน์ยืนยัน ถึงความสำาคัญของพระองค์ ว่ามีความดีอันลำ้าเลิศเหลือ ไว้เป็ นอาภรณ์ประดับโลกอย่างสง่างาม โดยเฉพาะอย่าง ยิ่ง คือประเทศไทย .

48 เพื่อช่วยให้ท่านผ้่ฟังเห็นงาน. เห็นความดีของ พระองค์ท่านว่าดีเด่นเป็ นอมตะมีผลมาถึงพวกเรา ทั้ง ในด้านชาติ และพระพุทธศาสนาอย่างชัดเจน จะได้ยก ตัวอย่างให้ท่านทั้งหลายได้สดับศึกษาเป็ นสังเขป ดังนี้ งานต่ออายุพระพุทธศาสนา งานสร้างชาติในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งจะต้อง ควบค่่กันไปกับงานขับไล่ข้าศึกศัตร่ ก็คือการฟื้ นฟ่ สมบัติของชาติ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ส่ญเสียไปให้กลับฟื้ น คืนชีพขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานปล่กฝั งความรัก ชาติ. และการบำารุงขวัญแก่ประชาชนคน ไทย ซึ่งเป็ นงานรีบด่วนที่สุด มิฉะนั้น ชาติไทยจะต้อง ส่ญสลายอย่างแน่ๆ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าจุฬาโลก พระบาท สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และพระบาทสมเด็จ พระนัง่ เกล้าเจ้าอย่่หัว พระมหากษัตริยย ์ ุคต้นแห่งกรุง รัตนโกสินทร์ ทั้ง ๓ ประองค์ต่างถือว่าเป็ นพระราช . รักแผ่นดิน.

49 ภารกิจสำาคัญและต่างก็ทรงมีพระบรมราโชบายสอดคล้อง ต้องกัน ว่าจะต้องเข้าแก้ไขส่งเสริมการพระศาสนาซึ่ง เป็ นจุดศ่นย์รวมของคนทั้งชาติเป็ นจุดแรก เพราะจาก พระพุทธศาสนาที่สุกใส ชาติไทยจะได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ ส่ญเสียไปกลับคืน ไม่ว่าจะเป็ นขวัญ วรรณคดี สถาปั ตยกรรม ศิลปกรรม และแม้วิทยาการที่เป็ นประ โยชน์อ่ น ื ๆ งานชิ้นแรกและทันที ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธ ยอดฟ้ าจุฬาโลกทรงปฏิบัติ เมื่อเสด็จเถลิงถวัลย์ราช สมบัติแล้ ก็คอ ื งานต่ออายุพระพุทธศาสนา งานต่ออายุ พระพุทธศาสนาของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าฯ นอกจากทรงปราบปรามพระอลัชชี ส่งเสริมพระสงฆ์ ผ้่ทรงสีลาธิคุณ ทรงอุปถัมภ์ในการทำาสังคายนา ทรง สถาปนาวัดโพธารามให้เป็ นพระอารามหลวงสมเป็ นวัดวัง หลวง ซึ่งต้องใช้เวลาก่อสร้างถึง ๑๒ ปี และ พระราชทานนามใหม่ไว้ว่า “วัดพระเชตุพน” แล้วยังมี งานต่ออายุพระศาสนาที่สำาคัญและมีผลยิ่งใหญ่กว่านั้น คือ ทรงถวายราชโอรสพระองค์หนึ่ง ซึ่งมีพระชนมายุ .

ศ.ศ.50 เพียง ๑๒ พรรษา ให้เป็ นสมบัติแก่พระศาสนา โดย ทรงส่งเสริมให้ผนวชเป็ นสามเณรใน พ.๒๓๔๕ แล้ว มอบให้เป็ นศิษย์อย่่กับสมเด็จพระวันรัตตลอดมา พระเจ้าล่กยาเธอพระองค์น้ ี มีพระนามว่า “พระองค์เจ้า วาสุกรี” ประส่ติเมื่อ ๑๑ ธันวาคม ๒๓๓๓ เป็ น พระเจ้าล่กยาเธอองค์ท่ี ๒๘ และเป็ นพระราชโอรส พระองค์เดียวในเจ้าจอมมารดาจุ้ย ฟ้ าบันดาล ์ รี น่าจะเป็ นด้วยฟ้ าบันดาล ให้อุบัติมาเพื่อเป็ นศักดิศ แก่ชาติไทย และเพื่อเป็ นหลักของพระพุทธศาสนาโดย แท้ พระองค์เจ้าชายวาสุกรี จึงทรงมีศรัทธาปสาทะใน พระพุทธศาสนาอย่างดื่มดำ่า ทรงผนวชเป็ นสามเณร ตลอดมาจนสิ้นรัชกาลที่ ๑ แล้วทรงผนวชเป็ นพระ ภิกษุใน พ.๒๔๕๗ ทั้ง ๆ ที่ทรงผนวชเป็ นภิกษุได้ เพียง ๓ พรรษา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า .๒๓๕๔ ซึ่งเป็ นปี ที่ ๒ ในรัชกาลที่ ๒ และในปี พ.ศ.

ศ.๒๔๖๔ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอย่่หัว ก็ได้ทรงประกาศสถาปนาสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส เป็ น สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส . อีก ๒ ปี ต่อมา – พ.๒๓๕๙ ก็ได้ร ับสถาปนาเป็ น กรมหมื่นนุชิตชิโนรส ศรีสุคตขัตติวงศ์ ล่วงเข้ารัชกาลที่ ๓ เมื่อพระบาทสมเด็จพระนัง่ เกล้าเจ้าอย่่หัว ทรงปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนฯ สำาเร็จ แล้ว ก็ทรงตั้งให้เป็ นเจ้าคณะกลางปกครองวัดในเขต กรุงเทพฯ ครั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอย่่หัว เสวยราชย์แล้วในปี ๒๓๙๔ ก็ทรงสถาปนาให้เป็ น กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ตำาแหน่งสกลมหา สังฆปรินายก ทรงดำารงตำาแหน่งสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ได้เพียง ๒ ปี ก็ส้ น ิ ประชนม์ เมื่อ ๙ ธันวาคม ๒๓๙๖ รวมพระชนมายุได้ ๖๔ พรรษา หลังจากสิ้นพระชนม์แล้ว ต่อมาอีก ๖๘ ปี คือ พ.51 นภาลัย ก็ทรงแต่งตั้งให้เป็ นอธิบดีสงฆ์ วัด พระเชตุพนฯ สืบต่อจากสมเด็จพระวันรัต ผ้่อาจารย์ ซึ่งมรณภาพในพรรษาปี เดียวกันนี้.ศ.

.52 นี่คืองานต่ออายุพระพุทธศาสนาในยุคต้นกรุง รัตนโกสินทร์ งานของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า ฯ คราวนี้ จะได้สดับศึกษางานของสมเด็จฯ ซึ่งจะขอ สรุปผลงานของพระองค์ลงใน ๒ ประการหลัก ๆ ด้วย กัน คือ.. งานเพื่อพระพุทธศาสนา ๒. งานเพื่อชาติไทย งานเพื่อพระพุทธศาสนา ด้วยเวลาถึง ๑๒ ปี คือตั้งแต่พระชนมายุ ๑๒ พรรษา ถึง ๒๓ พรรษา สำาหรับการศึกษาภาษาไทย วรรณคดี ประวัติศาสตร์ ภาษาขอม ภาษาบาลีตลอด ถึงคาถาอาคม จากสมเด็จพระวันรัต นั้นย่อมเป็ นการ เพียงพอแล้วที่กรมสมเด็จฯ จะทรงถ่ายทอดวิทยาการ . ๑.

53 ทั้งทางโลกและทางธรรมจากพระอาจารย์มาไว้จนหมด สิ้น ยิ่งพระองค์อย่่ในฐานะส่งส่งเป็ นพระบรมวงศ์ผ้่ใหญ่ ด้วย พระองค์ก็ย่งิ ค่่ควรแก่ตำาแหน่ง พระอุปัชฌายา จารย์ – พระมหาราชคร่ของพระบรมวงศานุวงศ์ และ พุทธศาสนิกชนในยุคนั้นเป็ นอย่างยิ่ง ซึ่งยากจะหาผ้่ใด เสมอเหมือนได้แม้ในยุคต่อมา งานด้านศาสนาแท้ๆ ก็คอ ื งานเผยแพร่พระพุทธ ศาสนาปล่กศรัทธาปสาทะลงในดวงใจของชนชาติไทย ปั้ นชาวไทยให้เป็ นพุทธศาสนิกชนที่ร้่เรื่องราวในศาสนา ของตนดีพอที่จะไม่ต้องอายศาสนิกอื่น กรมสมเด็จฯ ได้ทรงนิพนธ์หนังสือตำาราสำาหรับศึกษาพระพุทธศาสนา ขึ้นเล่มหนึ่ง ให้ท้ งั ความร้่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาให้ท้ งั ความดื่มดำ่าในรสธรรมะ อ่านสนุกไม่แพ้หนังสือกามนิต วาสิฏฐี ตำาราเล่มนี้ มีช่ อ ื ว่า พระปฐมสมโพธิกถา แบ่งออกเป็ น ๒๙ บท เป็ นหนังสือขนาด ๘ หน้ายก หนากว่า ๕๐๐ หน้า บทที่เรียกนำ้าตาผ้่อา่ นได้มาก ที่สุดด่เหมือนจะได้แก่ พิมพาพิลาป ใครได้อ่านแล้วก็ จะหายสงสัยว่า ทำาไมกรมสมเด็จฯ จึงทรงนิพนธ์เรื่อง .

54 รัก ๆ ใคร่ๆ ตามโกลิยวิสัยในวรรณคดีต่าง ๆ ได้แนบ เนียนนัก หนังสือปฐมสมโพธิน้ ี กล่าวได้ว่า เป็ น “ยอดแห่งวิทยานิพนธ์” ซึ่งพิส่จน์ว่า พระองค์ทรงเป็ น ดุษฎีบัณฑิต ทางพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ค่าแห่งมหาชาติ งานเพื่อพระศาสนาอีกชิ้นหนึ่ง คือ ทรงนิพนธ์ มหาชาติข้ น ึ ใหม่ ๑๑ กัณฑ์ ในจำานวนของเดิมซึ่งมีอย่่ แล้วทั้งหมด ๑๓ กัณฑ์ กัณฑ์ท่ท ี รงเว้นไม่นพ ิ นธ์ใหม่ คือ กัณฑ์มหาพนกับกัณฑ์มัทรี ทั้งนี้เพราะผ้่อ่ น ื ไว้ดีถึง ขั้นแล้ว งานนิพนธ์มหาชาติ ๑๑ กัณฑ์น้ ี ท่านผ้่ฟังอาจจะ ยังไมเห็นว่าเป็ นการเผยแพร่ศาสนาปล่กฝั งคุณธรรมและ เสริมสร้างศรัทธาได้อย่างไร แท้จริงคุณธรรมที่ซึมซาบ เข้าไปหล่อหลอมดวงใจของคนไทยทุกชั้น จนโลก ยกย่องว่าเป็ นสัญลักษณ์ท่ด ี ีเด่นของชาติไทยนั้นล้วนเป็ น ผลมาจากฟั งเทศน์มหาชาติท้ งั สิ้น ความเมตตากรุณา .

55 ยิ้มแย้มแจ่มใส ร้่จักให้อภัยและยินดีในการต้อนรับแขก ซึ่งหาชาติอ่ น ื เทียบได้ยากนั้น ชาติไทยถ่ายทอดมาจาก คุณสมบัติของพระเวสสันดรที่ทรงยินดีในการให้ทาน และจากคุณธรรมของพระอัจจุตฤาษีท่ต ี ้อนรับตาช่ชก ด้วยมธุรวาจาว่า “เชิญธชี ชําระเท้าเสียให้ส้ น ิ ธุลีใน โรงนํ้า กระทําภัตตกิจกินผลไม้มีอยู่มากครัน ผิจะฉันก็ จงฉันเถิด นํ้าฉันเราก็ตักไว้ในตุ่มเต็มตามแต่ปรารถนา” ์ ่อสมี คุณลักษณะของแม่ศรีเรือนภรรยา-ผ้่สวามิภักดิต ด้วยชีวิต ก็ถ่ายแบบฉบับมาจากนางแก้ว-มัทรี “ครั้น ลูกจะไม่ไปหรือก็ใช่ที่ ด้วยพระราชสามีสิตกไร้ใครเขาจะ อิงนัง ลูกจะนอนลอยนวลอย่ใู นวังมิบังควร” ถ้าจะด่ คุณสมบัติของล่ก ก็จะเห็นความเคารพอ่อนน้อมเชื่อฟั ง ต่อบิดามารดาซึ่งเป็ นจุดเด่นได้จากพระเวสสันดร ซึ่ง ทรงปฏิบัติต่อพระเจ้ากรุงสญชัย และจากสองกุมารกัณ หาชาลี ซึ่งเคารพรักเชื่อฟั งพระเวสสันดรอย่างยิ่ง เหตุท่ค ี ุณธรรมในเรื่องของเวสสันดรชาดก สามารถ เข้าไปซึมซาบและเร้าใจให้คนทั้งชาติดำาเนินตามได้น้ น ั เราต้องยอมรับว่าเป็ นความสำาเร็จในวิธีการเผยแผ่ศาสนา .

56 ของบ่รพาจารย์ท่น ี ่าศึกษา นอกจากจะอุตส่าห์ร้อยกรอง ถ้อยคำาให้เกิดความไพเราะกินใจแล้ว ท่านยังสร้าง ประเพณีฟังเทศน์มหาชาติจนถึงขั้นเป็ นสถาบันของคน ไทยทั้งชาติอีกด้วย เริ่มแต่องค์พระมหากษัตริย์ทรงถือ การเทศนามหาชาติเป็ นเทศน์สำาหรับแผ่นดิน ใน หนังสือพระราชพิธี ๑๒ เดือน พระราชนิพนธ์ของ รัชกาลที่ ๕ ว่า “เป็ นพระราชกุศล ซึ่งทรงกระทําใน เดือนอ้าย ธรรมเนียมแต่เดิมมามีการเทศน์มหาชาติ ๒ จบ ๒๖ กัณฑ์ อริยสัจ ๔ กัณฑ์ เดือนสิบสอง ๓ กัณฑ์ รวมเป็ นเทศนาวิเศษสําหรับแผ่นดิน ๓๓ กัณฑ์” แล้วประเพณีน้ ก ี ็ขยายออกไปทุกวัดทุกหม่่บ้าน ตกลงว่าวัด ๓๐.๐๐๐ กว่าวัด จะมีเทศน์มหาชาติทุก วัด อย่างน้อยปี ละ ๑ ครั้ง ทั้งประชาชนก็ถือขลังว่า ผ้่ใดได้ฟังเทศน์มหาชาติจนครบทั้ง ๑๓ กัณฑ์ จะได้ ผลานิสงส์มาก ซึ่งเป็ นย่อมเป็ นความจริง เพราะผ้่ฟัง จะจดจำาแบบฉบับที่ดีงามเอาไปใช้ได้อย่างครบครัน ท่านผ้่ฟังลองนึกทบทวนด่ว่าเคยมีปาฐกถาของใครบ้าง ไหม ? ที่คนได้ฟังทั้งประเทศ ทุกหม่่บ้าน และต้อง .

พุทธัตถจริยา งานเพื่อพระพุทธศาสนา ๒. ในรัชกาลที่ ๒ ใครเป็ นกวีก็ . โลกัตถจริยา งานเพื่อพระญาติ งานเพื่อชาวโลก งานของกรมสมเด็จฯ ที่กล่าวมาแล้ว อย่ใ่ นส่วน แห่งพุทธัตถจริยาคืองานเพื่อพระพุทธศาสนา ส่วนงาน เพื่อญาติและงานเพื่อชาวโลก จะได้พ่ดถึงในตอนว่าด้วย งานเพื่อชาติไทยของพระองค์ต่อไป งานเพื่อชาติไทย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวิร ย ิ าลง กรณ์ทรงกล่าวไว้ว่า “ในรัชกาลที่ ๑ ใครแข็งแรงเรื่อง รบทัพจับศึกก็โปรด. ญาตัตถจริยา ๓.57 ฟั งซำ้าแล้วซำ้าอีกทุกปี ก็ตอบได้ทันทีว่า ปาฐกถา มหาชาติ อย่างไรเล่า ? พระพุทธเจ้าทรงแบ่งงานที่พระองค์ปฏิบัติอย่่ตลอด เวลา ๔๕ ปี ออกเป็ น ๓ ส่วน คือ ๑.

ในรัชกาลที่ ๔ ใครร้ภ ู าษาฝรัง่ ก็โปรด” ในฐานะที่กรมสมเด็จฯ เป็ นทั้งหลักชัยของศาสนา เป็ นทั้งหลักใจของชาติไทย และเป็ นทั้งมิ่งขวัญที่สักกา ระของราชวงศ์จักรีอีกด้วย เพราะฉะนั้น นอกจากงาน เพื่อพระศาสนาแล้ว พระองค์จึงไม่สามารถจะทรงนิ่ง ด่ดายอย่่ได้ ต้องทรงยอมเหนื่อยยากเข้าไปปลุกปลำ้า บำาเพ็ญประโยชน์แก่ญาติและแก่บ้านเมืองพร้อมกันไป กับงานด้านพระศาสนาอีกด้วย ขอให้ติดตามด่ว่า กรม สมเด็จฯ ทรงสร้างงานเพื่อบ้านเมืองไว้อย่างไรบ้าง ? ในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ต้องการนักรบที่ แข็งแกร่งไว้ปกป้ องคุ้มครองบ้านเมือง จึงเป็ นความ จำาเป็ นอย่างยิ่งที่จะต้องปลุกใจชาวไทยให้ห้าวหาญในการ รบ ให้มีความสัตย์ซ่ อ ื กตัญญ่ต่อประเทศชาติและพระ มหากษัตริย์ วรรณคดีท่ส ี ำาคัญยิ่งซึ่งผลิตขึ้นในรัชกาลที่ ๑ จึงตั้งเป้ าหมายเพื่อสร้างเสริมคุณธรรมด้านนี้บท ละครเรื่องรามเกียรติ ์ สามก๊ก และราชาธิราช ล้วนมี เนื้ อเรื่องเต็มไปด้วยการสงครามเร้าใจผ้่อ่านให้เกิดความ .58 โปรด. ในรัชกาลที่ ๓ ใครมีใจศรัทธาสร้างวัดวาก็ โปรด.

.59 กล้าหาญ จัดว่าเป็ นยุท่ป ี ่พนชาติ ื้ นย ิ มให้แก่ชาติไทยของ เรา แต่วรรณคดีท้ งั ๓ เรื่องนั้นเป็ นเรื่องราวของ ชนชาติอ่ น ื เขา ไม่ใช่ชาติไทของเราจึงเร้าใจคนไทยให้ เกิดความภาคภ่มิใจได้ยังไม่ถึงขนาด ชาติไทยต้องการ วรรณคดีท่เี ป็ นเรื่องราววีรกรรมของคนไทยเอง แต่ยัง ไม่มีใครทำาผลที่สุดกรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ จึงต้อง ทรงเข้าช่วยทำาสิ่งที่ชาติไทยต้องการ แต่ยังไม่มี. ให้มี ขึ้น. และทรงทำาได้เยี่ยมยอดเพียงไร ลิลิตเตลงพ่าย เป็ นประจักษ์พยานที่พิส่จน์ตัวเองให้เราทราบได้ดอ ี ย่่แล้ว ว่าเป็ นเอกทั้งเนื้ อเรื่องและทำานองแต่ง เป็ นเรื่อง ประกาศความเกรียงไกรของชาติไทย เป็ นการรบที่ ทหารไทยได้แสดงความกล้าหาญทรหดไว้อย่างงดงาม ที่สุด ศิลปะสอดแทรกธรรมะ .

60 นอกจากจะทรงมุ่งนิพนธ์เตลงพ่ายให้เป็ นสมบัติของ ชาติในมุมด้านศาสนา พระองค์ก็มิได้ทรงละเลย ได้ ทรงพยายามสอดแทรกหยิบยื่นธรรมะให้แก่ผ้่อ่านอย่างดี ที่สุด จากเตลงพ่ายท่านจะพบ “ทศพิธราชธรรม” ซึ่ง เป็ นหัวใจของนักปกครองจะต้องมีไว้สำาหรับครองใจพสก นิกรสอดแทรกอย่่ ทรงว่าไว้ละเอียดลออแล้ว สรุปท้าย ว่า ไป่ วางขัตติยวัตรเว้น ทัว่ ทศพิธราชธรรม์ สงเคราะห์จัตุรบรร สังคฤหพัสดุอ้าง สักอัน ท่านสร้าง ษัทสุข เสมอนา สี่ไซร้สืบผล ในด้านกวีซ่งึ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า นภาลัย ทรงโปรด กรมสมเด็จพระองค์น้ ก ี ็ทรงเป็ น รัตนกวีสมพระนาม ซึ่งจารึกไว้ในพระสุพรรณบัฏตอน หนึ่งว่า “พุทธศาสนดิลกโลกุตตรมหาบัณฑิต สุนทร วิจิตรปฏิภาณ ไวยัติญาณมหากวี” พระองค์ทรง .

61 สามารถในทางโคลงและฉันท์เป็ นอย่างเยี่ยม เป็ นหลัก แก้วแห่งกาพย์กลอน ซึ่งนักวรรณคดีต่างรับรองว่า ส่งส่งกว่าหลักใดๆ ทั้งในยุคกรุงศรีอยุธยา และยุคกรุง รัตนโกสินทร์ ข้อยืนยันว่าทรงเป็ นมหากวีช้ น ั ยอด จะ เห็นได้จาก ตําราฉันท์ วรรณพฤติ และมหาพฤติ จาก สมุทรโฆษคําฉันท์ ซึ่งพระมหาราชคร่แต่งค้างไว้ และสมเด็จพระนารายณ์ทรงพระราชนิพนธ์ต่อ แต่ก็ไม่ จบ ค้างมากกว่า ๑๕๐ ปี แต่มาจบสมบ่รณ์เพราะ กรมสมเด็จพระองค์น้ ี โดยมุมานะหฤทัย อดสูคู่ไขษย์ กวีฤาแล้ง แหล่ง สยาม งานด้านกวีของพระองค์ นอกจากมุ่งรสในด้าน วรรณคดีอันเฉิดฉายแล้ว พระองค์ยังทรงมุ่งเผยแผ่ ธรรมะลงไปในดวงใจของชาวไทยอีกด้วย นับว่าเป็ นวิธี การเผยแผ่ศาสนาชั้นยอด แม้พระพุทธเจ้าก็ทรงใช้ ที่ เรียกกันว่า คาถา (ร้อยกรอง) ค่ก ่ ันกับ เ วยยากรณะ .

62 (ร้อยแก้ว) ในกฤษณาสอนน้อง ก็จะพบคติธรรมที่ ซาบซึ้งหลายตอน เช่น ผูกงูด้วยมนตรา ผูกสารบ่เคลื่อนคลาย กระสันพัน ผูกคนด้วยไมตรี รักคุ้งชีวาวัน เพื่อยืนยันว่า พิทยาอาคมหมาย ด้วยเชือกบาศ จิตปรีดีหฤหรรษ์ มรณา ฤ หน่ายแหนง งานกวีน้ น ั พระองค์ทรงใช้เป็ น สะพานเชื่อมโยงให้ธรรมะเดินเข้าส่่ดวงใจของปวงชน และใช้เป็ นเรือนแหวนรองรับธรรมรัตนเพชรอันลำ้าค่า และเป็ นปณิธานของพระองค์ท่จ ี ะใช้เป็ นวิธีการเผยแผ่ พระพุทธศาสนาตลอดไปทุกชาติจนกว่าจะบรรลุพระ นิพพาน จึงขออ้างโคลงในท้ายเตลงพ่ายซึ่งทรงอธิษฐาน ไว้ว่า ผิว์วงว่ายวัฏฏ์เวิ้ง บ่ลุโลกุตตรโมลี วารรี โอฆฤา เลิศล้น .

มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา เพราะเป็ นแหล่ง ศึกษาธรรมะและบาลีอย่่เดิมแล้ว และมีจารึกเรื่องสาวก เอตทัคคะ ทั้งเป็ นแหล่งรวมพระพุทธร่ปปางต่างๆ ที่ มากที่สุด ๒.63 จงเจนจิตกวี ตราบล่วงบ่วงภพพ้น วรวากย์ เฉลียวเฮย เผด็จเสี้ยนเบียนสมร มหาวิทยาลัยพุทธศาสนา ในด้านการสร้างวัดวาอาราม ซึ่งเป็ นงานโปรดของ พระบาทสมเด็จพระนัง่ เกล้าเจ้าอย่่หัว กรมสมเด็จฯ ก็ เป็ นพระมหาเถระที่เป็ นจักรกลสำาคัญ บันดาลให้งาน สร้างวัดพระเชตุพนเป็ นมหาวิทยาลัยรวมของชาติ ได้ บรรลุความสำาเร็จให้เป็ นแหล่งเล่าเรียนวิชาความร้่และ จรรยาของมหาชนไม่เลือกชั้น ลองคำานวณด่แล้วมีถึง ๔ สาขาด้วยกัน คือ- ๑. มหาวิทยาลัยศิลปากร เพราะเป็ นแหล่งชุมนุม งานช่างฝี มือดีท่ส ี ุดของยุค ทั้งในด้านสถาปั ตยกรรม .

มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ เพราะมีจารึก สมุฏฐานโรค-ยารักษาโรค และภาพฤาษีดัดตน ตกลงจินตนาการได้ว่า ซีกที่เรียกว่า พุทธาวาส ก็ คือตัวมหาวิทยาลัยและห้องสมุดมหึมา ส่วนซีกที่เรียก ว่า สังฆาวาส ก็คือบ้านพักของอธิการบดีและคณบดี รวมทั้งหอพักนิสิต ซึ่งอย่่ประจำาด้วย งานมหาวิทยาลัยรวมแห่งชาติ จะดำาเนินไปได้ผล สมพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ ๓ ก็จำาต้องอาศัย อธิการบดี ซึ่งมีสมรรถภาพส่ง กระทรวงศึกษาธิการ แห่งชาติได้อุบัตข ิ ้น ึ แล้วโดยพฤตินย ั แต่ครั้งกระโน้น ถ้า ์ รีของพระองค์จนเกิน ไม่เป็ นการลดพระเกียรติและศักดิศ .64 วิจิตรศิลปะและประติมากรรม ถึงสุนทรภ่่ก็ออกปากชม ไว้ว่า “เห็นวัดโพธิ์ โสภาสถาพร สง่างอนงามพริ้งทุก สิ่งอัน” ๓. มหาวิทยาลัยอักษรศาสตร์ โดยกรมเสด็จพระ ปรมานุชิตฯ ทรงแต่งตำาราฉันท์ สมเด็จกรมพระยา เดชาดิศร ทรงแต่งโลกนิติคำาโคลงและมีตัวอย่างเพลง ยาวกลบท ซึ่งกวีหลายท่านช่วยกันแต่งจารึกไว้ ๔.

เป็ นรัตนกวีของชาติไทย ที่ได้ร ับการ ประกาศเกียรติคุณจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และ วัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ย่เนสโก) ว่าเป็ นบุคคล ผ้่มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมของโลก (รัตนกวีเอก) ผ้่หนึ่ง กล่าวสำาหรับสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรง เป็ นพระสงฆ์ร่ปแรกของโลกและของชาติไทย ที่ได้ร ับ เกียรติประกาศยกย่อง เป็ นรัตนกวีเอกของโลกนับเป็ น บุคคลสำาคัญระดับโลก พระองค์ที่ ๗ ของไทย นับว่า พระองค์ทรงเป็ นรัตนมณีท่ท ี รงคุณค่าของชาติและของ พระพุทธศาสนา ...65 ไป กล่าวได้ว่า อธิการบดี มหาวิทยาลัยคนแรกของ เมืองไทย และเสนาบดีกระทรวงศึกษาธิการคนปฐม แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ไม่ใช่ใครอื่น ท่านผู้น้ น ั คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส นีเ่ อง ! สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ กับ สุนทรภู่ สุนทรภู่.

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า .. ๑. สุนทรภ่่เป็ น กวีร้อยกรองเพียงอย่างเดียว. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตฯ ทรง เป็ น กวีท้ งั ร้อยแก้วและร้อยกรอง.. สมเด็จพระมหา สมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรสทรงเป็ นกวีปราชญ์ ในแบบมหากาพย์ สิ่งที่สุนทรภ่่แสดงออกมาในผลงาน เป็ นไปในทำานองความร้่สึกนึกคิดที่เกิดในเหตุการณ์และ ประสบการณ์ สำาหรับสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระ ปรมานุชิตฯ จะทรงแสดงหลักฐานและเหตุผลมีการ อ้างอิงเชิงปราชญ์ แต่ท่ส ี ำาคัญก็คือ การใช้ผ้่เล่าเรื่องที่ สร้างความเชื่อถือด้วยความหนักแน่นของเนื้ อหา สำานวนและเอกภาพในบทพระนิพนธ์ ๒. สุนทรภ่่เป็ นกวีเชิงอารมณ์. สุนทรภ่่แสดงออก ด้วยร้อยกรองคำากลอนเป็ นส่วนใหญ่ ถ้อยคำาความคิด ของสุนทรภ่่จึงมีความคมคายกะทัดรัด เมื่อใช้สัมผัส และมีความต่อเนื่องของเสียง.66 ผลงานของรัตนกวีของชาติและของโลกทั้ง ๒ ท่าน มีข้อแตกต่างหลากหลายของกวีนพ ิ นธ์ อาจสรุป ได้ ๓ ประเด็นที่สำาคัญคือ.

67

กรมพระปรมานุชิตฯ ทรงใช้คำาและเสียงในเชิงความ
หมายทางสติปัญญา

๓. สุนทรภ่่ เสนอผลงานต่อความเป็ นมนุษย์ของผ้่

อ่านจึงได้ช่ อ
ื ว่า เป็ น “กวีของประชาชน” สมเด็จพระ
มหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตฯ ทรงทำาให้ผ้่อ่าน

ตระหนัก ถึงความสืบเนื่องของวรรณคดีไทย ตั้งแต่ยค

สุโขทัย ยุคอยุธยา มีสรรพวิทยาการต่างๆ อย่าง

มากมาย จึงนับว่าทรงเป็ น “กวีมรดกวัฒนธรรม” ที่
ทำาให้ผอ
้่ ่านร้่ตอ
่ ความปั จจุบันของอดีต ผลงานของ

พระองค์จึงเป็ นเครื่องยืนยังถึงความเป็ น “รัตนกวีศรี
สงฆ์ไทย” ได้อย่างดี ฯ

กลอนยอพระเกียรติ

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส*
พระครูวิวิธธรรมโกศล

68

เชลงถ้อยร้อยรสพจนาท

กราบพระบาทเถิด

พระคุณอดุลยศักดิ ์

ด้วยดวงจิตศรัทธาสามิภักดิ ์

ยึดเป็ นหลัก

พระทรงคุณเลิศลบจบสยาม

ระบือความโลกแซ่

จรรโลงใจในทุกกาล

ซร้อง, สรรเสริญสาร

ถวายพระเกียรติเกริกไกรในจักรวาล เพราะผล

งานการประพันธ์วรรณกรรม

องค์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า

สถิตด้าวแดนใดใน

ภพสาม

ทรงทิพโสตโปรดสดับทรงรับความ

ประชาไทยทุก

ธรรมเนียมไทยวัฒนะพระทรงชี้

วรรณคดี

เอกราชเอกลักษณ์ไทยได้พ่งึ บุญ

จึงมีส่ญค่าลด

เขตคามสำานึกพระคุณ

กาพย์โคลงฉันท์อ่านกันคุ้น
หมดราคา
ทัว่ หล้า

กวีโลกกวีร ัฐรัตนกวี

์ รีไป
ไทยโชคดีมีศักดิศ

69

เพราะพระองค์ทรงสร้างดีดุจตีตรา

เสริมค่าประชาไทย

ทรงอุบัติมาเพื่อชาติศาสนา

กษัตริย์, อันยิ่งใหญ่

บทกวีน้ ี

เพื่อพระมหา

ทรงอุทิศพระชีพชนม์กมลฤทัย

มอบไว้ใน

จากพระราชสกุลอดุลย์ดิลกเลิศ

แสนประเสริฐ

พระพุทธศาสน์มิคลาดคลา
ส่่เพศครองกาสาว์

พระองค์เจ้าวาสุกรีน้ ต
ี ่อมา

ศาสนาเป็ นสามเณร

ทรงผนวชสืบพระ

สถิตพระอารามนามพระเชตุพน

ชนมายุ,บรรลุเช่น

จวบพระ

ชายชาวพุทธอายุ, ครบตามเกณฑ์

ผนวชเป็ น, พระสงฆ์ไทย

ทรงประพฤติศิลาจารวัตร

ตลอดพระชนมายุไชย

ทรงศึกษาพุทธธรรมปิ ฎกไตร

พระสุคต

พระทรง

โดยเคร่งครัด
ครรลองในธรรมะ

70

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า

ปวงไทยเราเทิด

กรมพระปรมานุชิตชิโนรส

เกล้าประณตจด

บ่ชาเกียรติปรากฏ

จารจำา, พระปรีชา

อาศัยพระบารมีกวีนพ
ิ นธ์

บทคาถา

เวสสันดรชาดกสาธกมา

สาธุชน

ได้ท่องบ่นจำาจด
เทศนาโปรดบรรดา

ล้วนไพเราะเสนาะลำ้าสำานวนเทศน์

คุณค่าสถาผล

มวลนักปราชญ์ชาติเมธีกวีชน

เลิศ, ประเสริฐจริง

สุดจะเสกสรรคำา, รำ่าพรรณนา

วรรณกรรมนำาทุกสิ่ง

ที่นำาเรื่องเวสสันดรมาอ้างอิง

มาจำานรรจ์

แสนวิเศษทรง

น้อมกลมกล่าวว่า
พระปรีชาเชิง
ก็ยากยิ่งหาถ้อยคำา

นี้ร่วมกัน คลังกำาลังบุญ ทุกเผ่าเพศ ขอจงพลันเป็ น น้อมถวายพระกุศล. ดลหนุนเรื่อง เบื้ องแห่งพระองค์. ทรงภาสุข ทรงโปรดรับโมทนาด้วยการุณ ปุณภาพตราบนิร ันดร์ แทบบาท เสวยบุญสัม เกล้ากระหม่อม “พระคุณวิวิธธรรมโกศล” ตั้งกมลกตเวทีตามัน ่ น้อมเศียรเกล้าบ่ชาปทวลัญข์ สลายมลายลง ได้นอ ้ มนำาวรรณกรรมมหาชาติ โยมญาติดังประสงค์ ผิดพลั้งพลาดมิใช่อาจทรนง เรียนน้อยด้อยปั ญญา ขอพระองค์ทรงโปรดยกโทษให้ พระพรชัยนัยกถา ตราบชีวันแตก ออกแสดงแก่ เป็ นเพราะคงแก่ โปรดประทาน .71 ในนามชนชาวไทยทั้งประเทศ ตลอดรอบขอบเขตขัณฑ์ บำาเพ็ญสรรพกรณี.

72 ชี้หนทางสว่างไสวในมรรคา พลังสร้างวรรณกรรม แจ่มเจิดจ้าเพิ่ม อย่อ ู ย่างไรให้ใจเป็ นสุข เจริญสุข พี่น้องสาธุชน ผู้สดับรับฟั งทุกท่าน วันอาทิตย์น้ ส ี ถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ได้ให้เกียรติอาตมภาพ มาแสดงปาฐกถาธรรมต่อพี่น้อง ทั้งหลาย บังเอิญกาลเวลาได้เวียนมาถึงวันอาทิตย์ สุดท้ายของเดือนเมษายน ซึ่งอย่ใ่ นช่วงที่อุณหภ่มิกำาลัง ร้อนรุ่มเป็ นที่สุด หากร้อนแต่เพียงภายนอกคือร้อนกาย อันเกิดจากธรรมชาติ ก็พอทนไหว แต่ถ้าร้อนภายใน คือร้อนใจ อันเกิดจากไฟกิเลส ก็เป็ นเหตุให้บางคน บางท่านถึงกับมีอันเป็ นไปต่างๆ นานา เข้าลักษณะว่า “อย่รู ้อนนอนทุกข์” กระสับกระส่ายวุ่นวายทางจิตใจ ถึงกับโรคภัยแทรกแซง โรคนั้นมี ๒ ชนิด คือโรคทางกายกับโรคทางใจ ผ้่ ที่มีทุกข์ มีปัญหาทางกาย ก็เพราะถ่กโรคภัย .

.73 เบียดเบียน ผ้่ท่ม ี ีทุกข์มีปัญหาทางใจ ก็เพราะถ่กกิเลส เบียดเบียน หากท่านทั้งหลายศึกษาหาทางยับยั้ง ป้ องกันสรรพกิเลสน้อยใหญ่มใิ ห้มีโอกาสแสดงบทบาท หรือประกาศอิทธิพลได้แล้ว ท่านก็จะพ้นจากสภาพ “อย่รู ้อนนอนทุกข์” หันมา “อยู่สุขเย็นใจ” เมื่อนั้น เป็ นที่น่าสังเกตว่าโรคที่บน ั ่ ทอนพลานามัยและเป็ นภัยต่อ สังคมอย่่ขณะนี้มี ๓ โรค เรียกว่า โรค ๓ อ..... ใครเด่น. ใคร ดังเกินหน้าแล้วทนไม่ไหวทำาใจไม่ได้ กลายเป็ นคนเจ้า ทุกข์ จ้องหาจังหวะที่จะทำาลายผ้่อ่ น ื ให้พินาศด้วยอุบาย วิธีต่างๆ ดังพระบาลีท่ว ี ่า อรติ โลกนาสิกา ความ ริษยายังโลกาให้พินาศ นี่แหละที่ท่านเรียกว่าโรค “อิจฉาตาร้อน” ปาฐกถาธรรม เรื่อง “อย่อ ู ย่างไรให้ใจเป็ นสุข” ของอาตมภาพวันนี้ หวังที่จะเชิญชวนทุกท่านหันมา “ติดแอร์ให้แก่หัวใจ” มุ่งสลายคลายความร้อน ทั้งร้อน . ไม่มีจะกินจะใช้.. เพราะสำาส่อน. โรคอิจ. โรคเอดส์. คือโรคตาร้อนตาลุก เป็ นอาการไม่ปกติทาง จิตชนิดหนึ่ง คือ อิจฉาริษยา ใครดี.. คือ โรคอด.

74 นอกร้อนใน ให้กลับกลายเป็ นความร่มเย็นเป็ นสุขแก่ ทุกท่าน หากท่านทั้งหลายยินดีพลีหัวใจให้ศีลธรรมทาง ศาสนา ได้มีโอกาสชำาแรกเข้าไปสมานเยียวยาบ้าง ชีวิต ก็จะเป็ นชีวิตที่สมบ่รณ์แบบ มิใช่ภายนอกสดใสแต่ ภายในฟอนเฟะอย่างนี้เห็นทีจะเข้าตำาราว่า “มีเกลือแต่ ปล่อยให้เนื้ อเน่า” เหมือนมีโอสถพิเศษ คือธรรมะ แต่ กลับปล่อยให้โรคร้ายคือกิเลสรุมกัดรุมเกาะ ก็ไม่ต่าง อะไรกับยาที่อย่่ในต้่แต่โรคอย่่ในตัว ซึ่งช่วยอะไรไมได้ไร้ ประโยชน์ บัณฑิตแต่โบราณท่านกล่าวไว้น่าคิดตอนหนึ่งว่า “มี ลูกไว้พึ่งพา มีศาสนาไว้พึ่งใจ” ทั้งนี้ก็เพื่อจะให้ชีวิตมีท่ี พึ่งที่ยึดเหนี่ยวศีลธรรมทางศาสนานัน ่ แหละ คือยอด ของโอสถหรืออาหารใจ ท่านทั้งหลายอย่าเพลินแต่ แสวงหาอาหารบำาเรอกาย จนลืมเติมอาหารบำารุงใจ มิ ฉะนั้นจะกลายเป็ นว่า “อิม ่ เพียงท้องแต่พร่องทางใจ” ตรงกันข้าม ผ้่ใด ฉีดชาร์ดวัคซีนทางศาสนาเข้าส่่จิตใจ ได้มาก ชีวิตก็มีความผ่องแผ้วบริสุทธิ ์ ประดุจปุ ุยที่ช่วย .

.75 บำารุงชีวิตให้งอกงามช่วยบันดาลให้ “เป็ นอะไรก็ดี มี อะไรก็สวย แม้เมื่อม้วยก็สุข” ดังบทประพันธ์ท่ว ี ่า อย่เ่ รือนแคบยังดีไม่มีทุกข์ ตะรางที่กว้างใหญ่ จนก็มีศีลธรรมประจำาใจ ไม่ราคี อันเงาร่มชายเรือนเหมือนสวรรค์ ์ รี เสกสรรให้บริสุทธิศ จึงจะอย่่สุขทุกทิวาและราตรี ธรรมนำาพาไป ดีกว่าคุก มีหวังได้สุขา ต้อง ก็ต้องมีศีล ยอดปรารถนาแห่งชีวิต ท่านสาธุชนทุกท่าน ความสุข..เป็ นยอดปรารถนา ของชีวิตทุกคนจึงดิ้นรนไขว่ค้า บางคนต้องการเงินบาง รายต้องการเกียรติ บางท่านต้องการคำาชม บางคน นิยมให้คนเอาอกเอาใจ หรือไม่ก็ต้องการไปจากเสียสิ่ง ที่ตนไม่ต้องการ .

. เงินนิ่งงานชะงัก” หรือ. “งานเดินเงินดี. เงินเกินงาน วิ่ง.76 ที่ยกตัวอย่างมานี้ ล้วนแต่ปรารภเหตุข้ น ึ มากล่าวทั้ง สิ้น แท้จริงความสุขนั้น เป็ นผล. เงินนิ่งงานชะงัก” หรือ.. เงินนิ่งงานก็หยุด” นี่ล้วนแต่เน้นเรื่อง เงิน เน้นคนจนงกเงินกันไปหมดใจจดใจจ่ออย่่กับเงิน จะมีคนไม่นอ ้ ยหลงเงิน จนลืมความหมายของเงิน เอาแต่มุ่งหามุ่งเก็บ เก็บเท่าไรมีเท่าไร ก็หาได้ร ับ ประโยชน์อน ั แท้จริงจากเงินไม่ ประโยชน์อันแท้จริง .. หาใช่ตัวเหตุไม่ แต่เมื่อกล่าวถึงผลที่ต้องการแล้วก็ตรงกัน คือความสุข เช่น ต้องการเงิน ต้องการไปทำาไม ถ้าไม่ใช่เพื่อจะใช้ ซื้ อความสุขให้แก่ตน เงินจึงเป็ นเหตุของความสุข ดัง คำาขวัญสมัยหนึ่งซึ่งซ่่ซ่ามาก คือ “งานคือเงิน เงินคือ งานบันดาลสุข” ซึ่งมีความหมายอย่่ในตัวมันเองแล้ว คนอยากได้เงินชอบเงิน ก็ต้องทำางาน ถ้าไม่ทำางาน แล้ว ไหนเลยจะมีเงิน ในทำานองกลับกัน ถ้าไม่มีหวัง ได้เงินแล้ว ก็คงไม่มีใครยอมทำางานเช่นกัน ฉะนั้น จึงมีคำาพ่ดว่า “เงินดีงานเดิน. เงินมีงานวิ่ง. “งานเดินเงินดี. เงินมี งานวิ่ง...

ก็เพื่อ ความสุขเกี่ยวแก่ส่งิ ต่างๆ มาสนองความปรารถนาของ ตน สรุปแล้ว บ้านก็ดี ค่ค ่ รองก็ดี ข้าวปลาอาหารก็ดี . มีข้าวกิน ก็เป็ นสุขในด้านความอิ่ม..! คำาขวัญอีกคำาหนึ่ง ที่เคยฟั งกันทัว่ ไป ซึ่งเป็ น คำาขวัญที่แสดงถึงการมุ่งเอาความสุขเป็ นที่หมาย คือคำา ว่า “ศึกษาดี มีเงินใช้ ไร้โรคา พาให้สุขสมบ่รณ์” การศึกษาก็ดี การหาเงินก็ดี การทำาตัวให้สมบ่รณ์ด้วย พลานามัยก็ดี.. ล้วนแต่เป็ นเหตุท่จ ี ะช่วยให้ชีวิตมีความ สุขทั้งนั้น อีกคำาหนึ่ง แสดงถึงความต้องการของคนทัว่ ๆ ไป ตามวิสัยโลกิยชน แต่คงไม่ได้ยินกันหนาห่นก ั นัน ่ คือ คำาว่า “มีบ้านอย่่ มีค่เคล้า มีขา้ วกิน มีสินใช้... มีสินใช้..เป็ นความสุขทางเพศ ทางมิ่งขวัญเพื่อร่วมทุกข์... มีค่ เคล้า.” นี่ก็ เป็ นเหตุของความสุขเฉพาะอย่างบ้านเป็ นความสุขก็ เพราะไม่ต้องระเหเร่ร่อน นัง่ ไม่เป็ นบ่อน นอนไม่เป็ นที่ เพื่อความสุขในแง่น้ ี จึงจำาต้องมีบ้านอย่่........77 ของเงิน ก็คือซื้ อหาสิ่งที่จะให้เกิดความสะดวกสบาย เรียกง่าย ๆ ว่า ความสุข..

78 เงินทองทรัพย์สินก็ดี เป็ นปั จจัยหรือเป็ นสะพานเพื่อให้ ชีวิตผ่านไปส่่ความสุขทั้งสิ้น ว่าถึงงานหาความสุขแล้วต้องถือว่าเป็ นงานที่จำาเป็ น รีบด่วนและสำาคัญมาก เรียกได้ว่างานอะไรจะสำาคัญ เท่ากับงานหาความสุขเป็ นไม่มีแล้ว งานหาความสุขเป็ น เรื่องที่หนักและเหน็ดเหนื่อยเพื่อจะได้ความสุข คนเราก็ ยอมยากยอมเหนื่อย ดังคำาที่ว่า ปลาย มือ” “ตอนต้นส้่ทนทุกข์ จะได้สุขเมื่อตอน ตอนต้นชอบสบาย จะได้ร้ายเมื่อปลาย หรือ “จะเป็ นสุขก็ต้องทุกข์ลงทุนก่อน จะเป็ นก้อนที ละน้อยค่อยผสม” ที่ว่างานหาความสุขเป็ นงานใหญ่ ก็ จะเห็นได้จากการบริหารบ้านเมืองของรัฐบาล ที่แยก เป็ นกระทรวงทบวงกรมต่างๆ ยังได้ถือเอาความสุขนั้น เป็ นกระทรวง กระทรวงหนึ่ง เรียกว่า “กระทรวง สาธารณสุข” มีกิจที่ต้องปฏิบัติเพื่อบำาบัดทุกข์บำารุงสุข ของประชาชนมากมาย .

.. มีปัญหาแทรกอีกว่าคนมีเงินมาก มีบ้านเรือนใหญ่โต มีค่เคล้า มีขา้ วกิน มีรา่ งกายแข็ง แรง และมียศมีเกียรติ อะไร ๆ อีกเยอะแยะนั้น มี ความสุขไปทุกคนจริงหรือ ? ท่านผ้่ท่ม ี งั ่ มี ดังกล่าว. หากท่านไม่มีความสุข ทั้งๆ ที่ท่านมีอะไรๆ มากมาย แต่หาความสุขไม่เจอ ...79 สุขสองแบบ แต่เมื่อสรุปความหมายให้แคบเข้า ก็ได้ความสุข เป็ นสองประการ คือ สุขกายและสุขใจ ด่เหมือนว่า กระทรวงสาธารณสุขนี้ จะมีหลักบริหารเน้นไปทางสุข กายมากกว่า โดยเฉพาะมุ่งหมายด้านปล่กฝั งสุขภาพ อนามัยของประชาชน โดยถือเอาความไม่มีโรคภัยไข้ เจ็บเป็ นความสุข ตามทัศนะของโลก ถือว่าใจขึ้นอย่่กับ กาย ถ้าร่างกายดี ใจก็สดชื่น ปั ญหาว่า ความสุขอย่่ ที่ไหน? ถ้าจะตอบโดยมติโลกแล้วก็ตอบว่า อย่่ท่เี งิน อย่ท ่ ่ศ ี ึกษาดี มีเงินใช้ไร้โรคา อย่่ท่ม ี ีบ้านอย่่ มีค่เคล้า มีข้าวกิน มีสินใช้.

สุขเกิดจากการไม่เป็ นหนี้ โทษ ๔.80 อยากจะขอเสนอให้ท่านหันมาสนใจวิธีหาความสุขในทาง ธรรมด่บ้าง การหาความสุขทางธรรมนี้ จะหาได้โดย ท่านไม่ตอ ้ งทอดทิ้งสละละวางสิ่งที่ท่านมีอย่่แล้ว ขอให้ ท่านเข้าใจว่า วิธีทางธรรมจะช่วยทำาให้ท่านอย่่กับความ มัง่ มีโดยที่มันจะไม่เป็ นอันตรายต่อตัวท่านเอง อันการแสวงหาความสุขโดยธรรมวิธีน้ ี พระพุทธ องค์ก็ตรัสสอนและรับรองมติทางโลกไว้เหมือนกัน ไม่ ได้ทรงปฏิเสธเหตุแห่งความสุขทางโลกแต่อย่างใด ดังที่ ตรัสเรื่อง ความสุขของฆราวาสไว้ด้วยหลักธรรม ๔ ประการ คือ ๑. สุขเกิดจากการประกอบการงานที่ปราศจาก นี่จะเห็นได้ว่า ทรงตรัสรับรองอำานาจทรัพย์ไว้ แต่ จะต้องเป็ นทรัพย์ท่จ ี ่ายเพื่ออำานวยความสะดวกสบาย มิใช่มีแล้วก็เอาแต่นงั ่ เฝ้ านอนเฝ้ า เป็ นทาสของทรัพย์ . สุขเกิดจากการใช้ทรัพย์ ๓. สุขเกิดจากการมีทรัพย์ ๒.

81 เหมือนป่ ่โสม อย่างนี้ถึงจะเป็ นความสุข ก็สุขแบบลมๆ แล้ง ๆ เท่านั้น จึงตรัสถึงสุขจากการใช้จ่ายไว้ด้วย อนึ่ง คนมีทรัพย์แล้วแต่ไม่ยอมใช้ทรัพย์ให้เป็ น ประโยชน์แก่ตน เขาเรียกว่า คนโกงตัวเอง ใช้ตัวของ ตัวเที่ยวเสาะแสวงหาและสะสมไว้ แล้วก็ปล่อยให้ตัว อดๆ อยากๆ แร้นแค้น เอาแต่กลัวจะหมดจะเปลือง คนอย่างนี้น่าสงสาร ฉะนั้น ความสุขจะเกิดมีได้ก็ต้อง ใช้ทรัพย์ท่ม ี อ ี ย่่ตามสมควรตามโอกาส สุขอีกอย่างหนึ่ง คือการไม่เป็ นหนี้ “คนเป็ นหนี้ ต้องอยู่เป็ นทุกข์” จิตใจถ่กกระตุก. ถ่กทักถ่กทวงอย่่ เรื่อย ต้องกังวลอย่่ตลอดเวลา อีกอย่างหนึ่ง สุขอัน เกิดจากการงานที่ปราศจากโทษ เป็ นความสุขที่สนิทใจ เงินที่หาได้ด้วยงานสุจริต เป็ นเงินที่บริสุทธิ ์ เป็ นทาง แห่งความสุขอีกทางหนึ่ง ซึ่งไม่ได้กล่าวว่า ผลจากงาน ทุกอย่างจะเป็ นทางให้สุขเสมอไป แต่ตรัสว่า เป็ นสุข เฉพาะผลงานที่สุจริตเท่านั้น ส่วนผลงานที่ได้จากความ ทุจริตไม่ร ับรองว่า เป็ นทางแห่งความสุข แต่เป็ นทาง แห่งความทุกข์ .

...82 ผลงานที่ได้จากทางมิจฉาชีพ เมื่อนำามาบำารุงชีวิต แล้วจะมีผลเช่นเดียวกับบริโภคอาหารที่สกปรก มีเชื้ อ โรค แม้ขณะบริโภคจะเอร็ดอร่อยเพียงใด แต่สุดท้าย ปลายเหตุ ก็ท้องเสีย เพลียแรง ฉันใดผลงานจาก ความทุจริต ผิดศีลธรรม ถือว่าเป็ นที่โสโครกสกปรก นำามาบริโภคบำารุงตน เลือดเนื้ อที่เกิดจากการบำารุงด้วย ผลงานทุจริตอิงทรัพย์น้ น ั ต้องมีข้อแม้.สำาหรับคนบางคนสมัยนี้ฟังแล้ว อาจหัวเราะเพราะถือมติว่า “ได้เป็ นดี” ส่วนวิธีใดนั้นไม่ คำานึง หากมัวคำานึงปฏิบัติตามเงื่อนไขของพระแล้ว เมื่อไรจะรวยขึ้นมาได้เล่า ? หากคนส่วนใหญ่คิดกัน เสียอย่างนี้แล้ว ท่านสาธุชนก็โปรดตรองด่เถิดมนุษย์จะ เบียดเบียนกัน เอารัดเอาเปรียบกันมากเพียงใด หาก ทุกคนต่างก็มุ่งถือมติว่า ได้เป็ นดี มือใครยาวสาวได้ สาวเอา ท่านนึกวาดภาพด่เถิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น ในด้านส่วนตัวนั้นเล่า คนเราจะมีสุขได้อย่างไร ใน เมื่อตัวเองร้่อย่่แก่ใจว่า สิ่งที่ได้มาบำารุงชีวิตและ .. ว่าต้องเป็ น ทรัพย์ท่บ ี ริสุทธิ ์ อันได้มาจากงานที่ปราศจากโทษด้วย คำาสอนของพระ.

เห็นความ เหลวเห็นความสกปรก ลามกของตน ยิ่งเห็นชัดมากก็ ยิ่งเดือดร้อนมาก แล้วความสุขจะเหลือค้างอย่ใ่ นชีวิต จิตใจได้อย่างไร? ทางแห่งสุข ฉะนั้น การหาความสุขด้วยวิธีพ่งึ ทรัพย์ท่พ ี ระพุทธ องค์ตรัสไว้ จึงเป็ นสัจจธรรม ควรแก่การประพฤติ ปฏิบัติอย่างยิ่ง พร้อมกันนี้ก็น่าจะร้่ไว้ด้วยว่า มติท่ว ี ่า “ได้เป็ นดี” นั้น เป็ นวิธีท่น ี ่าอับอาย อย่างยิ่งเช่นกัน คนดีมีหัวคิดมีความสำานึกของสาธุชนเขาไม่ทำากันหรอก ! ..83 ครอบครัวนั้น ตัวไปแย่งไปปล้น ไปฉ้อฉลหลอกลวงมา แล้ว ถ้าไม่ละอายข้อนี้ ก็เรียกว่า แววจิต หรือสกุล รุณชาติของความเป็ นมนุษย์ได้หมดไป แต่แท้ท่จ ี ริงนั้น ความถือตัวของเราย่อมจะมีอย่่ด้วย กันยามนั้นแหละ หมายถึงยามหันมาเคารพตัวเองด้วย ความสำานึกใฝ่ ส่งนัน ่ แหละ จะหมดความสุข..

..84 ทางหาความสุขอีกประการหนึ่ง ซึ่งจะเสนอต่อไป เป็ นเรื่องเก่า อาจจะฟั งเชยๆ ไปหน่อย ความสุขอย่่ ที่ไหน ? ตอบว่าอย่่ท่บ ี ุญ.การสัง่ สมบุญ นำามาซึ่งความสุข ข้อนี้ก็ชัดเจนอย่่ แล้วไม่ต้องอธิบาย ว่าบุญมีส่วนแห่งชีวิตอย่างไร โบราณท่านกล่าวไว้ว่า “ยามบุญมากไก่กลายเป็ นหงส์ ยามบุญลงหงส์กลายเป็ นไก่” ท่านพระครูพศ ิ าลธรรม โกศล “หลวงตา” หรือ “แพรเยื่อไม้” วัดประยุร วงศาวาส ท่านได้ประพันธ์ไว้ว่า... ยามบุญมาวาสนาช่วย หน่ายก็ร ัก ที่ป่วยก็หายที่ . ท่าน ทั้งหลายอย่ากลัวบุญเลย เพราะคำาว่าบุญ เป็ นชื่อของ ความสุขข้อนี้ชัดมาก บอกว่าบุญกับความสุขเป็ นเรื่อง เดียวกัน การหาความสุขก็ต้องหาที่บุญ อีกแห่งหนึ่ง ได้ยน ิ กันชินห่ คือ “สุโข ปุฺสฺส อุจฺจโย” แปล ว่า.. เป็ นมติทางศาสนาที่ ปรากฏในตำาราธรรมะมากแห่งเป็ นต้นว่า “มา ปุฺานํ ภายิตฺถ สุขสฺเสตํ อธิวจนํ” แปลว่า...

ผวาบุญ มีเรื่องขำาๆ เล่าไว้ ซึ่งน่าจะเป็ นเรื่องจริงอย่่ มากกว่า หญิงคนหนึ่ง อย่บ ่ ้านริมคลองกับล่กหลานๆ ซึ่งเป็ นเด็กเล็กๆ พอได้ยินเสียงเรือบอกบุญ โฆษณา ด้วยเครื่องกระจายเสียงผ่านมาทางบ้านแกก็ลนลานปิ ด ประต่หน้าบ้าน พาล่กหลานเล็ก ๆ หลบออกหลังบ้าน กะประมาณเวลาว่า พอเรือเรี่ยไรเลยไปก็หันกลับ พอ เปิ ดประต่หน้าบ้านมองไปที่หัวตะพานตีนท่า ก็ถึงกับ ..85 ยามบุญไม่มาวาสนาไม่ช่วย หน่าย ที่ป่วยก็หนักที่ร ักก็ ปั ญหาข้อนี้มีอย่่ว่า ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ร้่จักบุญใน แง่ท่ท ี ำาให้ส้ น ิ เปลือง พ่ดถึงทำาบุญแล้วก็ต้องนึกถึงการ เสียเงินกันละ จนอาจจะทำาให้ไม่เห็นด้วยกับภาษิตที่ว่า บุญเป็ นชื่อของความสุข มันน่าจะเป็ นชื่อของความทุกข์ มากกว่า และหลายคนก็ทุกข์เพราะบุญถึงกับหนีบุญก็มี ยายตา..

... เราอุตส่าห์ไมเงยหน้า แล้วยังดันทักออกมาได้จึงตอบไปว่า “ครับ... ปี นี้ก็ได้พอสมควร ถ้าพระไม่กวน ก็คงจะ พอกินพอใช้..86 ผงะ เพราะพบตัวบุญวางพาดอย่่ท่ส ี ะพานท่านำ้า คือถุง ข้าวเปลือก ! อีกเรื่องหนึ่งมีว่า ผ้่เฒ่าสองตายาย เกี่ยวข้าวอย่่ท่ี กลางทุ่งนา แดดเปรี้ยงๆ ตาเงยหน้ามองเห็นพระองค์ หนึ่งเดินตรงมาที่แกทั้งสอง. ตาจึงกระซิบยายว่า แก อย่าเงยหน้านะ เราทำามองไม่เห็นเสีย แล้วทั้งสองก็ก้ม หน้าเกี่ยวข้าวต่อไป ฝ่ ายพระสงฆ์องค์น้ น ั เดินเข้ามาใกล้ เห็นคนแก่ทำางานเกี่ยวข้าวกลางแดด นึกสงสาร นึก ตำาหนิล่กหลานว่า ปล่อยคนแก่ให้ต้องตรากตรำาลำาบาก แต่พอมาถึงก็เอ่ยปากทักถามด้วยความอยากจะแสดง นำ้าใจว่า “โยมทั้งสอง ปี นี้พอจะได้ดีอย่่หรอกหรือ ?” ฝ่ าย ตาได้ยินก็ชักฉุนนึกว่า หน็อย..!” .

.! มีกลอนพ้อบุญอย่่กลอนหนึ่ง เล่ากันว่าเขียนไว้ท่ี ศาลา “ดู่หก” เมืองนครศรีธรรมราชว่า บ้านก็ขัดวัดก็ข่ดพ่ดไม่ออก วัดก็บอกบ้านก็บ่นทนไม่ไหว บ้านได้บุญส่วนวัดได้ปัจจัย สักเมื่อไรจะเลิกบุญพ่อคุณเอย. มารู้จักบุญกันเถอะ การที่ทุกวันนี้ พากันกลัวบุญด้วยอาการต่างๆ ก็ เพราะหัวหน้านักบุญพวกหนึ่งพากันบิดเบือนความหมาย ของบุญอย่างร้ายแรงโดยที่พากันเน้นเรื่องบุญ เฉพาะ การให้ทานอย่างเดียว ถึงกับเกิดสำานวนไทยขึ้นประโยค หนึ่ง “ทำาบุญให้ทาน” และทำาให้ฟังด่กลายเป็ นว่าบุญนี้ เหมาะแก่คนมีสตางค์มาก ๆ หรือเงินเดือนเยอะๆ . มหา. สมุห์.87 อย่างนี้กระมังที่ใครคนหนึ่งบอกว่า พระนี้ข้าฯ ไม่ กลัวว่าจะเป็ นสมเด็จ. เจ้าคุณ. ปลัดฯ ไม่กลัวทั้งนั้น กลัวแต่ใบฎีกา. พระคร่..

..การนอบน้อมคารวะ สิ่งที่ควรคารวะ การพลอย . กลอนบทนี้ ท่านเจ้าคุณพระธรรมทัศนาธร อดีตเจ้า อาวาสวัดชนะสงคราม ได้แต่งแก้ไว้ เมื่อหลายสิบปี มา แล้ว แท้จริง บุญ มีสองลักษณะ คือ โดยผลกับโดย เหตุ โดยผลก็คือ ใจที่ร่าเริง เบิกบาน เป็ นสุข ปลอดโปร่งแจ่มใส อันเป็ นสำานึกที่ได้มาจากการได้ ทำาความดี คือ บุญโดยเหตุ ซึ่งมีอย่่ด้วยกันหลาย อย่าง มิใช่เฉพาะต้องการให้ทานเท่านั้น เช่น รักษาศีล เจริญภาวนา ขวนขวายช่วยเหลืองานที่มีประโยชน์ของ เพื่อน.88 เท่านั้นคนจนคนสตางค์นอ ้ ย หรือคนขี้เหนียวก็เลยพา กันกลัว แต่ต่อมากลอนตัดพ้อบุญดังกว่า ก็ถ่กแก้ไข ใหม่ให้เกิดคุณเห็นค่าของบุญว่า บ้านก็ขัดวัดก็ข่ดคร่ดกิเลส บ้านเป็ นเหตุวัดเป็ นผลพ้นทุกข์ได้ บุญช่วยคนให้พ้นทุกข์เป็ นสุขใจ หากเมื่อไรขืนเลิกบุญโลกวุ่นเอย.

ล่กเตุา. ถัว่ โป. ชอบ มวย. ก็ถ่กเหมือนกัน แต่สุขอย่างนี้อันตราย เพราะใครชอบอะไรก็มักจะอ้างว่า สิ่งที่ตนชอบนัน ่ แหละสุข เช่น ชอบเหล้าก็อ้างว่าเหล้า ดีทำาให้มีสุข.. ชอบเที่ยว. ไฮโล. ชอบม้า. ชอบหวย.. ก็ .89 ยินดีกับกิจที่ดีของผ้่อ่ น ื เป็ นต้น แต่ละเรื่องมุ่งให้เกิด ผลที่จิตใจ คือสภาพจิตที่ดี แจ่มใส สะอาด บริสุทธิ ์ รวมความว่า บุญเป็ นเครื่องชำาระใจ ใจที่ถ่กชำาระอย่าง ถ่กวิธี ก็สะอาดผ่องใส เป็ นสาเหตุสำาคัญที่จะบันดาลให้ ชีวิตพบกับความสุข ถ้าเราระดมปล่กฝั งสร้างความ เข้าใจแก่ปวงชนดังนี้เสมอๆ แล้ว คนกลัวบุญก็จะไม่มี แล้วจะทำาบุญได้เสมอหน้ากัน ไม่ว่าจะจนหรือจะรวย ต่อคำาถามที่ว่า ความสุขอย่ไ่ หน ? ก็ตอบได้อีก ตอนหนึ่งว่า สุขอย่่ท่จ ี ิตอันผ่องใส ใจที่สะอาด เพราะ ตามพุทธทัศนะมีว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมีใจเป็ นหัวหน้า ถ้า จิตใจใสสะอาด ผ่องแผ้วแล้วไซร้ จะทำาจะพ่ดหรือจะ คิด ฉายาว อนุปายินี ความสุขย่อมติดตาม เสมือน เงาติดตามตนฉะนั้น บางท่านบอกว่าสุขอย่่ท่ี ชอบ. ชอบไพ่. ชอบหุ้น.

ว่าเป็ นบรมสุข พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอย่่หัว รัชกาลที่ ๖ ได้พระราช นิพนธ์โคลง ๔ สุภาพไว้บทหนึ่งว่า สุขใดไม่มาตร์แม้น ความสงบ มนุษย์จะประสบ ต่อเมื่อทุกข์ภัยลบ สุขแท้ ส่ญหมดนั้นแล ยามสุขสราญแม้ ทุกข์กลั้ว สุขไฉน ? สงบสี่มีสุข มีปัญหาว่า สงบจากอะไรจึงจะเป็ นบรมสุข ท่าน อธิบายว่า ต้องสงบให้ได้ ๔ ชั้น คือ ชั้นที่ ๑ สงบจน ชั้นที่ ๓ สงบเวรภัย ชั้นที่ ๒ ชั้นที่ ๔ สงบใจ สงบกิเลส .90 อ้างว่าสิ่งเหล่านั้นเป็ นสุข แล้วสุขจริงๆ อย่่ท่ไี หน? ใน เรื่องนี้พระผ้่มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า นตฺถิ สนฺติปรำ สุขำ แปลว่า..

จนแต้มไม่มีทางเดิน.. หมดหวัง. ทุกข์เพราะไม่มีที่จะ เก็บ..ขึ้นชื่อว่าจนแล้วไม่มีใคร ปรารถนา เพราะความจนทำาให้เป็ นทุกข์ ชีวิตขาด ความสุข ไม่ว่าจะจนทรัพย์หรือ จนปั ญญา ล้วนทำาให้ ขัดสน พ่ายแพ้. จนมุมไม่มี ทางหนี” มีพระบาลีร ับรองบทหนึ่งว่า ทลิทฺทิยํ ทุกฺขํ โลเก ความจนเป็ นทุกข์ในโลก โดยเฉพาะความจน ทรัพย์ ต้องดิ้นรนแสวงหา “ไม่มีก็ต้องหา ไม่มาก็ ต้องไป” แม้จะก้่หนี้ยืมสินก็ยอม ว่าถึงความมีความจน แล้ว มิใช่แต่เฉพาะความจนเท่านั้นที่เป็ นทุกข์ แม้ เศรษฐีผ้่มอ ี ันจะกินก็ทุกข์เหมือนกัน คนจน.. มันต่างกันตรงนี้ อนึ่ง การก้่ยืมทรัพย์สินของผ้่อ่ น ื ท่านก็บอกว่าเป็ น ทุกข์อีก ดังพระบาลีว่า อิณาทานํ ทุกฺขํ โลเก เป็ น หนี้เขาเป็ นทุกข์ในโลกไหนจะคำานึงต้น. ไหนจะพะวง ดอก. หนทางตัน ดังที่ท่าน กล่าวว่า “จนทรัพย์ไม่มีเงินใช้ จนตรอกไม่มีทางไป. จนใจไม่มีทางคิด. แต่คนรวย. ทุกข์ เพราะไม่มีจะกิน..91 ประการที่ ๑ สงบจน . ครั้นไม่มีจะคืนให้ตามกำาหนดเขาก็ฟ้องร้องกลาย .

92 เป็ นบุคคลล้มละลาย ต้องสิ้นเนื้ อประดาตัว ต้องเสียใจ เสียหน้า เสียเกียรติ เสียเปรียบไปทุกอย่าง เพราะเหตุ นี้ ท่านจึงบอกว่า เงินนั้น “เป็ นมิตรเมื่อกู้ แต่เป็ น ศัตรูเมื่อทวง” มีเงินเขานับว่าน้อง มีทองเขานับว่าพี่ ไม่มีเงินไม่มีทองไม่มีน้องไม่มีพ่ี มีเงินมีทองเจรจาได้ มีไม้มีไร่ปล่กเรือนงาม ในเรื่องจนนี้ก็น่าคิดบางคนจน เพราะไม่มี น่าเห็นใจ. บางพวกจนเพราะไม่พอ น่า สงสาร..ทำาหน้า ใหญ่ใจเติบ “ตัวเท่าเสาเงาเท่าพ้อม” เข้าตำาราที่ท่าน กล่าวว่า มีเงินเพลินจ่ายสบายจิต บทมีไม่คิดแลหลังหน้า ทำาตนใหญ่ใจกว้างทางช้างมา พอเงินหมดงำ้าหน้าอุราโรย ให้ภาวนาไว้เสมอ ๆ ว่า “ทุกข์แล้วต้องทน จนแล้ว ต้องเจียม” ต้องร้่จักพอดี พอเหมาะ พอควร แล้วจะ พอกินพอใช้ . บางท่านจนเพราะไม่เจียม น่าเศร้า..

มีกัลยาณมิตร อุฏฐานสัมปทา อารักขสัมปทา ได้แก่ กัลยาณมิตตตา ๔.. เลี้ยงชีวิตเหมาะสม ได้แก่ สมชีวิตา อีกที่หนึ่งพระผ้่มีพระภาคเจ้า ตรัสถึงอุบายเลี้ยงชีพ และวิธีสร้างฐานะไว้ว่า ปฏิรูปการี ธุรวา อุฏ ฺ าตา วินฺทเต ธนํ แปลว่า. ผ้ข ู ยัน หมัน ่ เอาธุระ ทํางาน เหมาะแก่จังหวะ ย่อมหาทรัพย์ได้ ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยาได้กล่าวถึง อุบายสงบจนไว้น่าคิดว่า “มีเกินใช้ ได้เกินเสีย” อย่าง นี้รวย ถ้า “เสียเกินได้ ใช้เกินมี” อย่างนี้จน นอกจากนี้ยังได้บอกส่ตรสำาเร็จ หรือเหตุท่จ ี ะทำาให้ต้ งั เนื้ อตั้งตัวได้น้ น ั ต้องมัน ่ ในธรรม ๔ ประการ คือ . รักษาดี ได้แก่ ได้แก่ ๓.93 มนต์เศรษฐี ในเรื่องนี้ ท่านสอนให้แก้ท่เี ศรษฐกิจ ให้หาอุบาย สงบจนด้วยปฏิบัติ ตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ในทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ๔ ประการ คือ ๑.. ขยันหา ๒.

ซื่อสัตย์สุจริต ๒. หันหลังทางอบาย หรือจำาง่ายๆ ว่า “อยากสบายให้ขวนขวายทําดี อยาก เป็ นเศรษฐีให้รู้จักประหยัด” ประการที่ ๒ สงบใจ . เป็ นนิตย์ขยัน ๓.94 ๑.ในตัวของเรานี้ธรรมชาติ แบ่งเป็ น ๒ ส่วน คือ กายกับใจ ท่านกล่าวว่า “ใจ เป็ นนาย กายเป็ นบ่าว” ดังพระบาลีท่ว ี ่า จิตฺเตน นี ยติ โลโก โลกอันจิตย่อมนำาไป เพราะฉะนั้น จะดี หรือชัว่ จะมัวหมองหรือผ่องใส ก็เพราะใจนำาพา ใจที่ ฟ้ ุงซ่านไม่สงบก็เพราะมีกิเลสมากระทบ ทะเลไม่สงบก็ เพราะมีคลื่น ถ้าคลื่นธรรมดา ก็ไม่ส้่กระไร ถ้าคลื่น ใหญ่ก็ทำาให้ถึงกับอัปปาง กัมมัฏฐานบันดาลสุข . ประหยัดให้มน ั่ ๔.

วิปัสสนากัมมัฏฐาน อุบายยังปั ญญาให้สว่าง เกิดการร้่แจ้ง เห็นจริงในสิ่งทั้งปวงที่เป็ นจริงด้วย ปั ญญา การเห็นแจ้งในแง่ของการเกิดทุกข์และการดับ ทุกข์ เป็ นชั้นที่ส่กงว่าสมถะ ทำาให้ร้่เท่าทันใน ไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โดยมีสติ ควบคุมป้ องกันมิให้มัวเมา. สมถกัมมัฏฐาน อุบายยังใจให้สงบ สำาหรับ ระงับนิวรรณ์มีกามฉันทะความหมกหมุ่นในกาม.. หลงเข้าไปยึดมัน ่ ถือมัน ่ ท่านกล่าวว่า “ถ้าสติมาปั ญญาก็เกิด ถ้าสติเตลิดจะเกิด ปั ญหา” ถึงความร้่ดี ถ้าไม่มีสติคุม ก็อาจถลำาหลุม อบาย ประพฤติเสียหายได้.95 วิธีท่จ ี ะทำาให้สงบ ท่านสอนให้ปฏิบัติกัมมัฏฐาน ทั้ง สมถกัมมัฏฐาน และวิปัสสนากัมมัฏฐาน เรียกว่า กัมมัฏฐานบันดาลสุข ๑. พยาบาท ความคิดปองร้ายถีนมิทธะ ความเคลิบเคลิ้ม หดห่่แห่งจิต. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยตกลงใจไม่ได้ ๒.. เพราะเหตุน้ ี สติจึง จำาเป็ นต่อการดำาเนินชีวิตและการทำางานทุกเรื่อง การ . อุทธัจจกุกกุจจะ อาการที่จิตฟ้ ุงซ่านหวัน ่ ไหว.

หมายถึงการกระทำา ที่ตนได้ทำาขึ้น มีผลเป็ นความทุกข์ ความเดือดร้อนแก่ผ้่อ่ น ื ๓.96 เข้าเกี่ยวข้องทุกกรณี ต้องมีสติทุกขณะ สติ สพฺพตฺถ ปตฺถิยา สติจำาปรารถนาในที่ท้ งั ปวง สติ เตสํ นิวา รณํ สติป้องกันสรรพภัยทุกอย่างได้ ประการที่ ๓ สงบเวรภัย . เวรก่อ .หมายถึงตัวเราเป็ นผ้่ก่อเวรขึ้น เริ่ม แต่เบียดเบียนผ้อ ่ ่น ื ให้ ตก หรือ ตาย คําว่า เบียด แปลว่า ทําให้ตก ส่วนคําว่า เบียน แปลว่า ทําให้ ตาย หมายถึงทำาให้ตกหรือทำาให้ตายจากคุณความดี จากอำานาจวาสนาบารมี จากหน้าที่การงานหรือแม้ชีวิต ๒.หมายถึงเวรที่ผ้่อ่ น ื ได้กระทำาแก่เรา หรือตัวเราได้กระทำาแก่ผ้่อ่ น ื แล้วก่อให้เกิดความเจ็บใจ แค้นใจ และผ่กใจเจ็บไว้ไม่ยอมเลิกราหาจังหวะตอบโต้ . เวรก่อ . เวรผูก .ทุกวันนี้ ตามหน้า หนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนต่างๆ ข่าวที่น่าชื่นใจหา ยาก ส่วนมากมีแต่ข่าวประเภทประหัตประหารซึ่งกัน และกัน ก่อเวรสร้างกรรมกันไม่เว้นแต่ละวัน เป็ นเรื่อง ที่น่าเศร้าใจ อนึ่ง ท่านจัดเวรไว้เป็ น ๔ ประเภท คือ ๑.

เป็ นตัวอย่าง ท่านสาธุชน พี่น้องทุกท่าน อย่าลืมว่า ให้ทุกข์แก่ ท่านทุกข์น้ น ั ถึงตัว เพราะฉะนั้น สุขจิตพิชิตภัย ท่าน ทั้งหลายพึงปฏิบัติตามหลักธรรมที่พระผ้่มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ว่า น หิ เวเรน เวรานิ สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ แปลถอดใจความว่า..เวรทั้ง ๓ ดังกล่าวมาแล้ว ล้วน เป็ นเหตุแห่งทุกข์ทำาให้โลกและสังคมไม่สงบสุขหากจะ แก้ต้องแก้ด้วยคุณธรรมด้วยความเข้าใจ ด้วยความ เห็นใจ เห็นโทษจากการกระทำานั้นๆ ทุกท่านจะต้อง เห็นแก่ประเทศชาติมากกว่าที่จะเห็นแก่ประโยชน์ส่วน ตน หรือหม่่คณะของตนเป็ นที่ต้ งั ควรหันหน้าเข้าหา ..97 ไม่ยอมอโหสิกรรมยกโทษให้ หรืออภัยกัน ท่านจึงเรียก ว่า เวรผ่ก หรือผ่กเวร ดังเรื่องกากับนกเค้า ง่เห่ากับ พังพอน. แม้สถานกาลไหนในโลกนี้ อันเวรีดบ ั เวรีไม่มีเห็น เหมือนนำ้ามันราดไฟไหนจะเย็น เวรก็เช่นเดียวกันฉันนั้นแล ๔. เวรแก้ ..

98 กันสมานสามัคคีกัน “รักกันเหมือนพี่ ดีกันเหมือนน้อง ปรองดองกันเสมือนญาติ” ควรทำาตัวให้เหมือนนำ้าที่มุ่ง สมานสามัคคีกลมเกลียวกัน นำ้ามันสอนคุณธรรมเราอย่่ ์ ิทธิข ์ องนำ้า ทุกวัน แต่คนมักไม่คิดถึงไม่เห็นความศักดิส นำ้านั้นใคร ก็ตาม “เอาไม้เข้าไปกรีดเอามีดเข้าไปฟั น เอาขวานเข้าไปผ่า” ยกมีดยกไม้ข้ น ึ มาหารอยแยกไม่ เจอ มันสอนวิชาสามัคคี หรือวิชาปรับตัวแก่เรา สอน ให้รร้่ ักร้่สามัคคี ให้มีไมตรีต่อกัน มิฉะนั้น จะเข้า ลักษณะที่ว่า อันชาติใดไร้ร ักสมัครสมาน จะทำาการสิ่งใดย่อมไร้ผล แม้ชาติย่อยยับอับจน บุคคลจะสุขอย่่อย่างไร ? นี่เป็ นพระราชนิพนธ์ท่พ ี ระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้า อย่ห ่ ัวรัชกาลที่ ๖ ทรงพระราชนิพนธ์เตือนใจไว้ อย่าเสียศูนย์ .

.. เมืองไทยทุกวันน่าหวัน ่ ยิ่งนัก แบ่งพวกแบ่งพรรคต่างจ้องข่มขี่ ลืมความสมัครร่วมสามัคคี ตัวอย่างเคยมีแต่ก่อนมา บทเรียนมีไว้ในประวัติศาสตร์ . พระมหา กษัตริย์.. ศาสนา. เคารพสักการบ่ชาและ นับถือน้อมนำาเอาหลักธรรมไปปฏิบัติ.เราจะต้องรัก.เราจะต้องเทิดท่นไว้เหนือเกล้า. หยุด..99 พี่น้องผ้่สดับรับฟั งทุกท่าน ชาติ.. อะไรที่จะเป็ น ์ ิทธิส ์ น เหตุให้สถาบันอันศักดิส ั ่ คลอน ประชาชนเกิด ความหวัน ่ ไหว ไม่มน ั ่ ใจ พึงระงับยับยั้งหาทางแก้ไข ด้วยสติด้วยปั ญญา ให้เกิดความมัน ่ คงมัน ่ ใจขึ้นมาให้ได้ ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการร้่จักเบรก คือยั้ง.เราจะต้องหวงแหน... เย็น และยอม แต่ถึงกระนั้นคนเราก็มักจะมีมานะทิฏฐิไม่คิดที่ จะหยุด และไม่พยายามที่จะยอม มักถือภาษิตว่า “ทํา อะไรได้ตามใจคือไทยแท้” จุดนี้แหละ ที่จะทำาให้ ์ ิทธิส ์ น ประเทศชาติเสียศ่นย์ และสถาบันอันศักดิส ั ่ คลอน ทำาให้คิดไปว่า..

100 ชะตาเมืองขาดคนไทยเป็ นข้า เสียสามัคคีศรีอยุธยา เป็ นทาสพม่าอย่่ต้ งั หลายปี กว่าจะก้่นครให้คงกลับคืน ์ รี ต้นทนขมขื่นหมดสิ้นศักดิศ ยังจำากัดได้ใช่ไหมน้องพี่ อันความถือดีตัวใครตัวมัน เหมือนกองกรวดทรายที่ขาดนำ้าแทรก ก็จะแตกแยกถึงความร้าวฉาน เมื่อถ่กศัตร่จ่เข้ารุกราน มิอาจต้านอำานาจริป่ คิดแล้วหวัน ่ ใจชาติไทยเมืองทอง ขาดความปรองดองแยกพรรคแยกหม่่ มานะดื้ อดึงโน่นมึงนี่ก่ ไม่ขอรับร้่ความดีของใคร เกิดเป็ นช่องว่างในทางสังคม บ้างปลุกระดมน่าหวัน ่ เหตุร้าย เอ็งไพร่ขา้ เจ้ามึงบ่าวก่นาย .

101 แกขวาข้าซ้ายพวกใครพวกมัน เหมือนดังจิ้งหรีดกิเลสปั ่ นหัว กลับใจกลับตัวเสียเถิดทุกท่าน เราใช่อ่ น ื ไกลเป็ นไทยด้วยกัน หันมายึดมัน ่ คำาสอนสัมมาฯ เราเกิดมาได้ร่วมพิภพ ต้องเจอจุดจบวันหนึ่งข้างหน้า ทั้งหญิงทั้งชายล้วนไปป่ าช้า ทั้งศักดินาและกรรมกร ทั้งขวาและซ้ายทั้งนายและบ่าว ทั้งข้าทั้งเจ้าล้วนเป็ นเหยื่อหนอน ตายแล้วเหม็นน่าเป็ นที่แน่นอน เกยเชิงตะกอนทุกคนด้วยกัน ถึงเป็ นเศรษฐีหรือมีอำานาจ ก็จะมิอาจติดสินบนท่าน องค์มัจจุราชและยมบาล ให้ไว้ชีวันต์น้ น ั อย่าหวังเลย นี่เป็ นความจริงท่านหญิงท่านชาย .

102 กระทำาในใจไว้เถิดท่านเอุย อย่าหลงขึ้งเครียดเบียนเบียดกันเลย ไม่นานก็เกยซึ่งเชิงตะกอน มีทุกข์กันอย่่แล้วเต็มแบกเต็มบ่า ควรจะมุ่งหน้าเข้ามาผันผ่อน บรรเทาทุกข์โศกโรคร้ายหนาวร้อน แก่ปวงนิกรร่วมพื้ นโลกา ยิ่งเราเป็ นไทยอย่่ร่วมเมืองทอง เหมือนเกิดร่วมท้องบิดรมารดา ยิ่งมิควรแยกแตกสาขา น่าจะคิดว่าเราพี่นอ ้ งกัน เศรษฐีนายทุนหรืออนาถา ควรมีเมตตาสมัครสมาน เหมือนพี่ร่วมท้องเหมือนน้องร่วมครรภ์ ช่วยเหลือเจือจานกันด้วยนำ้าใจ เมตตาปรานีมีความเอื้ อเฟื้ อ พริกอย่่เรือนเหนือเกลืออย่่เรือนใต้ พี่ให้ไก่มาน้องเอาปลาไป .

แม้ธรรมชาติจะแห้ง แล้วแต่น้ าำ ใจไม่ควรจะเหือดแห้งไปด้วย อย่าลืมว่า “นำ้า .103 วิสัยคนไทยย่อมมีเมตตา ลืมประเพณีกันแล้วหรือพี่น้อง มาถอยหลังเข้าคลองกันอีกเถิดหนา ขืนส่งเกินสอยจะลอยเกินฟ้ า เราท่านเกิดมาร่วมพื้ นเดียวกัน คอยสอดคอยส่องคอยมองคอยเมียง บ้านใกล้เรือนเคียงคอยเรียกขาน ไต่ถามยามทุกข์ข้าวสุกข้าวสาร ขาดเหลือเจือจานกันไปตามมี เนกาสี ลภเต สุขํ องค์พระพุทธังท่านตรัสชี้ ว่ากินคนเดียวความสุขบ่มี ถึงจะอ้วนพีก็ไม่ก่ว ี ัน ถูกใจอาจไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลาย...

104 ล่อนำ้าคลองยังเป็ นรองนำ้าใจ นำ้าที่ไหนๆ ก็ส้่น้ าำ ใจไม่ ได้” เมื่อท่านต้องการความสุขต้องไม่สร้างทุกข์ให้แก่ ใคร โดยถือปฏิบัติตามคติธรรมที่ว่า อพฺยาปชฺณำ สุขำ โลเก การไม่เบียดเบียนกันเป็ นสุขในโลก หมัน ่ เตือน ตนไว้เสมอไม่พึงมุ่งหวังเอาชนะคะคานซึ่งกันและกันใน ทางมิชอบ พึงยึดหลักไว้เสมอว่า “อย่าพ่ดให้ใครชำ้า อย่าทำาให้ใครเจ็บอย่าเหน็บให้ใครเคือง” ปั ญหาทุกอย่าง ในบ้านในเมืองล้วนแก้ไขได้ หากมุ่งหวังที่จะเป็ น ประชาธิปไตย จงลดอัตตาธิปไตยลง ระวังอย่าใช้กิเลส าธิปไตย คือเอาความถ่กใจพอใจของตนเป็ นหลัก แต่ จงถือธรรมาธิปไตย คือความถ่กต้องเป็ นแนวทาง มิ เช่นนั้นจะก่อให้เกิดปั ญหาขึ้น ดังที่ท่านสอนให้เตือนตน ไว้เสมอว่า... เตือนใคร ฝึ กอะไร ฟ้ องใคร ตัดสินใคร ไม่ดีเท่า ไม่เดีเท่า ไม่ดีเท่า ไม่ดีเท่า เราเตือนตัว เราฝึ กตัว เราฟ้ องตัว เราตัดสินตัว .

.ความโง่เขลาไม่ร้่เท่าทันด้วยอำานาจอวิชชาพาให้ หลงผิด ทำาให้ “เห็นกงจักรเป็ นดอกบัว เห็นชัว่ เป็ น ดี” กิเลสเหล่านี้มีในผ้่ใด ทำาให้ผ้่น้ น ั หมดเสน่ห์ พึงหา ทางขจัดและแก้ไขเสียด้วย ทาน.ความเป็ นผ้่มีอารมณ์ฉุนเฉียวเกรี้ยวกราด โมหะ..105 ด่อะไร ไม่ดีเท่า เราด่ตัว ชนะใคร ไม่ดีเท่า เราชนะตัว ร้่อะไร ไม่ดีเท่า เราร้่ตัว ประการที่ ๔ สงบกิเลส .คำาว่า กิเลส แปลว่า เหตุแห่งความชัว่ หรือความมัวหมอง กิเลสตระก่ ใหญ่ๆ ที่มีอิทธิพลต่อจิตใจมากที่สุด มีอย่่ ๓ ตระก่ล คือ โลภะ.. การเสียสละ. ปรารถนาให้เกิดสุข. ด้วย เมตตา.. มีอกุศลจิตคิดอยากได้ในทางมิชอบ โทสะ......ยังให้ถึง ซึ่งความพ้นทุกข์ เพราะ ปฺา นรานํ รตนํ ปั ญญาเป็ นแก้วของนรชน ปฺา โลกสฺมิ ปชฺโช โต ปั ญญาเป็ นแสงสว่างในโลก ผ้่มีปัญญาย่อมนำาพา ชีวิตให้พ้นวิกฤตได้ดังที่ท่านประพันธ์ไว้ว่า มีปัญญาพาตนให้พ้นผิด .... ด้วยปั ญญา.

อยากรวยต้องประหยัด อยากอัตคัดให้ สุรุ่ยสุร่าย เมื่อสามารถระงับดับปั ญหาความจนดังกล่าว ได้แล้ว พึงขวนขวายสร้างความดีให้ย่งิ ขึ้นไป ดังคติ สอนใจที่ว่า “เกิดเป็ นคนอย่าให้จนความดี เกิดมาทั้งที ควรสร้างดีให้ติดตน” สงบใจ.. สงบเวรภัย.แก้ด้วยปฏิบัติสมถะและ วิปัสสนา.แก้ด้วยไม่เบียดเบียนกัน ทั้ง .. ทั้ง ๓ ระดับ คือ จนเพราะไม่มี แก้ด้วยทำาให้มี.106 ร้่จักคิดเหตุผลพ้นกังขา ทำาอะไรเหมาะเจาะเพราะปั ญญา ช่วยรักษาตัวตนให้พ้นภัย หลักธรรมนําสุข พี่น้องทั้งหลาย ทุกคนต่างปรารถนาให้โลกและ สังคมร่มเย็นเป็ นสุข เพราะฉะนั้น จงช่วยกันเสกสร้าง ทางสงบให้เกิดขึ้นให้ได้ นับแต่สงบจน. จนเพราะไม่เจียม แก้ด้วยการร้่จักใช้ร้่จัก ประหยัด..จนเพราะไม่พอ แก้ ใจมิให้ร ว ั ่ .

พอ มี. พอควร. มีสันโดษไม่โลภเกินขอบเขต “พอใจ ตามมี ยินดีตามได้” ไม่ทุกข์ .พอเหมาะ. พอดี. พอเพียง... ร้จ ู ักพอ .107 ทางกายทางวาจาและทางใจ หากผิดพลาดพลั้งไปร้่จัก อโหสิกรรม ยกโทษให้หรืออภัยกัน ดังบทประพันธ์ท่ว ี ่า หากไม่มีการให้อภัยผิด และไม่คิดที่จะลืมซึ่งความหลัง ก็หาสามัคคียากลำาบากจัง ความพลาดพลั้งย่อมมีทว ั ่ ทุกตัวคน สงบกิเลส.แก้ด้วยการค้นหาเหตุของกิเลสนั้นๆ แล้ว นำาหลักธรรมะดังได้แสดงมาแต่ต้น นำาไปปฏิบัติขัดเกลา จิต ทําใจได้ไม่ทุกข์ หลักปฏิบัติหรือมรรควิธีท่จ ี ะยังใจให้เกิดสุข มี ๔ วิธี ดังนี้ ๑.

เสีย.เสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ ตระหนี่ ไม่เห็นแก่ตัว สละประโยชน์ตนเพื่อชนร่วม ชาติ ๓. ร้จ ู ักปล่อยวาง . ทุกข์ ได้. เห็นทุกอย่างเป็ นธรรมดา . เช่น ไก่สลัด ขนคนสลัดผ้า วางลงปลงตก จิตจะเป็ นอิสระ เบาและว่าง ๔. ดีใจ. เสียใจ ล้วนธรรมดาทั้ง สิ้นเพราะ ยํ กิฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ สิ่งใดเกิดขึ้นเป็ นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็ นธรรมดา ไม่มีอะไรนอกเหนือเหนือไปจากธรรมดา เกิดก็ธรรมดา แก่ก็ธรรมดา เจ็บก็ธรรมดา ตายก็ธรรมดา ผ้่ใดเข้าถึง หลักธรรมดาได้ ผ้่น้ น ั ชื่อว่า “ได้ดวงตาเห็นธรรม” ก้าวเข้าส่่กระแสแห่งพระนิพพาน สุดท้ายขอฝากข้อคิดแด่ท่านว่า จะทำา จะพ่ด จะ คิด อะไรก็ตาม “พึงรักษาจิตให้ดี ทําหน้าที่ให้ถูกต้อง มีสติอย่าให้พร่องแล้วความเศร้าหมองจะหมดไป” หาก “รักษาจิตไม่ดี ทําหน้าที่ไม่ถูกต้อง มีสติบกพร่อง . ผิดหวัง.108 ๒.ร้จ ่ ักสละ. สมหวัง.สุข. ร้จ ู ักให้ . ละ. วาง.

บ่วงชีวิต ขอเจริญพร อันธรรมดาชีวิตของคนเรานั้นไม่มีใครที่ปราศจาก “บ่วง” หรือ “ห่วง” อันได้แก่พันธะที่ผ่กพัน มีมากก็ กังวลมาก มีน้อยก็กังวลน้อย ปกติเมื่อมีชีวิตก็มีการ เคลื่อนไหว มีจิตใจก็มีการครุ่นคิด มีส่งิ ยึดติดก็ทำาให้ หมดอิสระ เพราะฉะนั้น พระผ้่มีพระภาคเจ้า จึงได้ ... ถึงยามได้ได้ให้ดไี ม่มีทุกข์ ถึงยามเป็ นเป็ นให้ถ่กตามวิถี ถึงคราวตายให้เป็ นเห็นสุดดี ได้อย่างนี้มีแต่สุขทุกเวลา ปาฐกถาธรรม เรื่อง “อย่อ ่ ย่างไรให้ใจเป็ นสุข” เช้าวันนี้ เวลาหมดลงแล้ว ขอยุติไว้เพียงเท่านี้ ขอ ความผาสุกสวัสดีจงมีแด่ทุกท่านทุกคน เทอญ.109 ความมัวหมองจะมากมาย” แล้วความสุขจักมีแต่ท่ไี หน สมนัยที่นักปราชญ์ท่านได้ประพันธ์ไว้เป็ นเครื่องเตือนใจ ว่า.

110 ตรัสเตือนให้ดำาเนินชีวิตด้วยสติปัญญา อันสติน้ น ั เป็ นตัว เตือน คือสะกิดให้ร้่ ส่วนปั ญญาเป็ นตัว ตัด คือ อารมณ์ รัก โกรธ โลภ หลง ต่างๆ เมื่อมีสติก็ เหมือนมีสัญญาณคอยเตือนอย่่ตลอดเวลาดุจรถหรือ เครื่องบิน ยามมีส่งิ ใดผิดปกติก็จะมีสัญญาณไฟเป็ น เครื่องเตือนให้ร้่ ว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น แม้แต่ ไฟฟ้ ายังต้องมีระบบเตือน-ตัด ที่เรียกว่า “เซฟ คัท” ตัดก่อนตาย คนเราก็ควรจะมีระบบเตือน-ตัด ที บ้าง เรียกว่า “เซฟ ที ฮาร์ต” ตัดก่อนพลาดหรือตัด ก่อนช็อค ฉะนั้น สติจึงเป็ นเรื่องสำาคัญมาก ดังท่าน กล่าวว่า “ถ้าสติมาปั ญญาจะเกิด ถ้าสติเตลิดจะเกิด ปั ญหา” สติ สพฺพตฺถ ปตฺถิยา สติจำาปรารถนาในที่ ทั้งปวง แต่หากพลาดเพราะขาดสติ ก็ต้องใช้ข้ น ั ที่สอง คือปั ญญา การที่เราจะไม่ถลำานอกจากมีสติปัญญาจะ ต้องมีสมาธิคือความมัน ่ คงของจิต คนที่มีสมาธิจิตจะ มัน ่ คงไม่หวัน ่ ไหว ระวังอย่าให้เป็ นเสมาแทะคือวอกแวก หวัน ่ ไหว ฟ้ ุงซ่านพล่านไปพล่านมา .

๑.111 เพราะเหตุน้ ี คนที่มีสติ มีปัญญา มีสมาธิ จะ สามารถดำาเนินชีวิตด้วยความสงบสุข มากกว่าคนที่ขาด คุณธรรมดังกล่าว บางรายการอาการหนักเข้าลักษณะ “วัดก็เข้า เหล้าก็กิน ศีลก็ถือ มือก็ฆ่า บุญก็ทำา กรรมก็สร้าง” สุดท้ายเอาดีไม่ได้สักอย่าง อนึ่ง ตัวตน คนเรานั้นท่านแบ่งเป็ น ๒ ส่วน คือ กาย กับ ใจ ในส่วนกายนั้นปั ญหาน้อย แต่จิตใจปั ญหามาก เพราะ “ใจเป็ นนายกายเป็ นบ่าว” ยามใดที่จิตถ่กกระทบหรือมี ปั ญหา กายก็พลอยถ่กกระทบไปด้วย ดังได้กล่าวไว้แต่ ต้นว่าทุกชีวิตเกิดมามีบ่วง สุดแต่ใครจะมีมากหรือน้อย บ่วงที่คอยคล้องให้คนเราต้องวนเวียนอย่่ในวัฏสงสาร หมุนคว้างไปตามแรงเหวี่ยงแห่ง กิเลส กรรม วิบาก การเวียนว่ายตายเกิด ไปนิพพานกันไมได้ ก็มีอย่่ ๓ บ่วง คือ... ภริยาเป็ นบ่วงผ่กมือ .. ภริยา หตเถ - ๒. ปุตฺโต คีเว - บุตรเป็ นบ่วงผ่กคอ ๓.. ธนำ ปาเท - ทรัพย์เป็ นบ่วงล่ามเท้า ท่านผ่กเป็ นโคลงเอาไว้ว่า.

112 บุตร เป็ นบ่วงเกี้ยว ภริยา เป็ นเยี่ยงอย่างปอ ทรัพย์ มือนา สามบ่วงนี้ เป็ นบาทาคลอ ใครพ้นได้ พันคอ ล่ามเท้า ผ่กมัด จึ่งพ้น สงสาร เจ้าชายสิทธัตถะ ก่อนที่จะอุบัติมาเป็ นพระสัมมาสัม พุทธเจ้า ก็ทรงเบื่อหน่ายบ่วงทั้งหลายเหล่านี้ เห็นทุก สิ่งทุกอย่างไม่น่าอภิรมย์เป็ นอนิจจัง ไม่ยงั ่ ยืน เป็ นสุข จอมปลอม มีพราก มีจาก มีจร จึงหาทางสละสลัด สุขจอมปลอมนั้นเสีย เข้าลักษณะ ว่า. สุขจับสุขจ่บสุขล่บสุขโลม สุขชัว่ คำ่าเช้า สุขเชยสุขชมก็ เหมือนเกิดทุกข์ยามคันเราก็หันมาเกา พอทุเลาไปได้ชว ั ่ เวลา อยากจะสุขสนิทเราต้องคิดสลัด ตัดเจ้าบ่วงตัณหาฯ มันก็ หาทางกำาจัด ฉะนั้น ตราบใดที่ยังตัดบ่วงไม่ขาด การแสวงหา นิพพานก็ไร้ผล เพราะจิตต้องถ่กกระตุกจากสิ่งที่ผ่กพัน ..

ถือ- .. แบก-ต้องร้่จักปลง.. ค่่ร ัก ยามพลัดพรากก็ เฝ้ าโสกาอาลัย ดังที่พระผ้่มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ปิ ยโต ชายเต โสโก แต่คนและของที่ตนรัก แปลว่า ความโศกย่อมเกิด ปิ ยโต ชายเต ภยํ แปลว่า ความหวาดกลัวย่อม เกิดแต่คนและของที่ตนรัก ปิ ยโต วิปฺปมุตฺตสฺส แปลว่า เมื่อสละสลัดตัด ความรักออกเสียได้ นตฺถิ โสโก กุโต ภยํ แปลว่า ความโศกและ ความหวาดกลัวจักมีแต่ท่ไี หน ? สรุปได้ว่า “มีรักที่ไหนมีทุกข์ที่นน ั ่ .113 ไม่ว่าจะเป็ น คนรัก.!” ท่านเจ้าคุณพระธรรมโกศาจารย์ หรือหลวงพ่อพุทธ ทาส กล่าวไว้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเป็ นสภาพที่ “ไม่น่า เอา-ไม่น่าเป็ น” คือ มันเอาไม่ได้ เป็ นไม่ได้ เป็ นของ สมมติท้ งั นั้น ที่ว่า “ของเราๆ” ล้วนแต่มาต่่เอาเองทั้ง สิ้น เพราะเหตุน้ ี จึงมีพระบาลีร ับรองว่า สพฺเพ ธมฺ มา นาลํ อภินเิ วสาย สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมัน ่ ถือมัน ่ ต้องร้่จักปล่อยวาง. ของรัก.

114 ต้องร้่จักวาง. ร้เ่ กาะ. กำา-ต้องร้่จัก แบ. ด้วยกัน รู้ก้าว - ร้่ถึงวันที่จะก้าวไป คือร้่ก้าวหน้า ร้่เหตุทำาให้ก้าวหน้า .. ร้เ่ ก็บ เป็ น ๓ ก.เพราะถ้ากำาแล้วไม่แบจะไม่และเห็น กรรม! สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่จะ ปรินพ ิ พานได้มีพระดำารัสสัง่ เป็ นครั้งสุดท้าย ว่า หนฺท ทานิ ภิกฺขเว อามนฺตยามิ โว วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ แปลว่า ดูก่อนภิกษุท้ งั หลาย เราขอเตือนเธอทั้งหลายเป็ นครั้งสุดท้ายว่า สังขารไม่ เที่ยง ย่อมเสื่อมสิ้นไปเป็ นธรรมดา เธอทั้งหลายจงตั้ง อย่ใู นความไม่ประมาทเถิด คือตรัสให้ร้่จักเตรียมพร้อม- ซ้อมตายเอาไว้ ด้วยการรีบบำาเพ็ญเพียรเพื่อความสิ้นไป แห่งอาสวะกิเลส “เกิดเป็ นคนควรสร้างตนให้มีดี เกิด มาทั้งที่ควรสร้างดีให้ติดตน” ความดีมีทุกโอกาส ความประมาทจะทําให้พลาดจากความดี ความดีไม่มี ขายใครอยากได้ต้องทําเอง ! อนึ่ง ชีวิตที่ไม่ประมาทไม่พลาดจากความดี ต้อง เป็ นชีวิตที่ร้่ก้าว.. ยึด-ต้องร้่จักปล่อย.

115 รู้เกาะ ข้างหน้า เพื่ออนาคตที่ดีงาม - คือจะก้าวไปข้างหน้าต้องหาที่เกาะ มีท่เี กาะ คือมีท่ย ี ึด มีผ้่ เป็ นหลักประกัน รู้เก็บ คำ้า คือธรรมะเป็ นเครื่องยึดเหนี่ยวและ - คือร้่จักเก็บหอมรอมริบทรัพย์สิน เก็บความดี ไม่ทำาลาย ความดี ตลอดถึงทรัพย์สินต้นทุน ปล่กต้นไม้ต้องรอให้ผลิดอกออกผล อย่าด่วนไปถอน รากถอนโคนหรือหักก้านรานกิ่ง ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ร้่จักสร้างที่พ่งึ สร้างขุมทรัพย์ ให้แก่ชีวิต ที่พ่งึ หรือขุมทรัพย์ท่ค ี วรสร้างมี ๔ ขุม ด้วยกัน คือ... ๑. ถาวรนิธิ - ขุมทรัพย์ติดที่ ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน เคลื่อนย้ายได้ เรือกสวนไร่ นา ต้นไม้ ที่ไม่สามารถ .

116

๒. ชังฆมนิธิ

-

ขุมทรัพย์เคลื่อนที่ ได้แก่

สังหาริมทรัพย์ คือทรัพย์สินที่เคลื่อนที่
ได้ เช่น ญาติมิตรพี่นอ
้ ง บริวาร

สหาย ยานพาหนะ และสัตว์เลี้ยง
ต่างๆ

๓. อังคสมนิธิ -

ขุมทรัพย์ติดตัว ได้แก่ วิชา

ปั ญญา ความร้่สำาหรับประกอบอาชีพ,

ดำาเนินชีวิต, แก้ปัญหาชีวิต เป็ นสิ่งที่
ใครจะพรากหรือขโมยไปไม่ได้ เป็ น
สมบัติติดอย่่เฉพาะตัว

๔. อนุคามิกนิธิ -

ขุมทรัพย์ตามตัว

ได้แก่ บุญกุศล คุณความดี ที่ตนได้สงั ่ สมไว้ ทรัพย์

ขุมนี้เป็ น ฉายา ว อนุปายินี คือเงาที่คอยติดตามตน
ไปทุกหนแห่ง พระพุทธเจ้าตรัสรับรองไว้ว่า

ปฺานิ

ปรโลกสฺมึ ปติฏ
ฺ า โหนฺติ ปาณิณํ แปลว่า บุญเป็ น
ที่พึ่งของสัตว์ท้ งั หลาย ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า บุญมี
สภาพตรงข้ามกับบาปเมื่อยามให้ผลเพราะบาปตามไป

117

เหยียบยำ่าซำ้าเติม มีผลเป็ นทุกข์ ส่วนบุญตามไป
สนับสนุนส่งเสริม มีผลเป็ นสุข

วิธีสร้างที่พึ่ง
อุบายสำาหรับสร้างขุมทรัพย์หรือที่พ่งึ ที่จะติดตามตน

ไปทุกหนแห่ง มี ๔ วิธี ซึ่งพระเดชพระคุณพระธรรม

วิสุทธาจารย์อธิบดีสงฆ์วัดประยุรวงศาวาส ท่านได้แสดง
ไว้จับใจให้ข้อคิดดีมากจะได้ขออัญเชิญมาถ่ายทอดส่่ท่าน
ทั้งหลาย เพื่อสดับศึกษา ณ ที่น้ ี ดังนี้
๑. รักษาหน้าที่ให้เคร่งครัด
๒. ตัดอาลัย
๓. ไร้กังวล

๔. สนใจธรรม

รักษาหน้าที่ให้เคร่งครัด -

มีหน้าที่เป็ นอะไร

เป็ นพ่อ เป็ นแม่ เป็ นบุตร-ธิดา หรืออุบาสกอุบาสิกา
ก็ต้ งั ใจปฏิบัติหน้าที่ให้ดี ให้ซ่ อ
ื สัตย์ สุจริต หน้าที่จะ
ได้ไม่บันดาลทุกข์ภัยให้โทษแก่ตนและคนแวดล้อม

118

ตัดอาลัย - อย่าเป็ นปลิง, ทาก, หรือตุ๊กแก

ต้องวางลงปลกตก ในสมบัติ, สังขาร เกิดแล้วมีแก่

มีเจ็บ มีตาย เป็ นของธรรมดา จะแก่ เจ็บ หรือตาย
เฉพาะเราเท่านั้นก็หาไม่

ไร้กังวล - อย่ามัวห่วงล่กหลาน “อย่ารักผู้อ่ น
ื ยิ่ง

กว่าตัว อย่ารักเหายิ่งกว่าหัว” ต้องรักตนเองให้ย่งิ กว่า
ผ้่อ่ น
ื ต้องรักหัวให้ย่งิ กว่าเหา ที่พ่งึ ของเราคือบุญที่ได้
สร้างสมอบรมไว้ต้องหมัน
่ เพิ่มพ่นอย่าลืมว่า “เงินทอง
จะส่งเราได้แค่เตียงโรงพยาบาล ลูกหลานจะส่งเราได้

เพียงเชิงตะกอน” ถึงนั้นแล้วพ่อเถอะแม่ก็แม่เถอะตัว

ใครตัวมันฉันไม่ไปด้วย แม้แต่คนรักที่ร ักนักหนา พอ

มรณาไม่ช้าก็หมดอาลัย ดังความในแหล่เทศน์ตอนหนึ่ง
ว่า..

เมื่อยามรักกันข้าวมันปลาใหม่

ใจจริงหนอท่นหัว

แต่พอล้มตายกลับพากันกลัว

ผัวจะฟื้ นขึ้นมา

มันน่าชื่น
เกรงเมียเกรง

119

คิดด่น่าขันเราท่านย่อมทราบ

แต่ไม่เห็นเข็ด

ความจริงประจำามีอย่่ตำาตา

ไม่เห็นระอา

หลาบกันบ้างเลยพับผ่า
กันเสียบ้างเลยฯ

การที่จะไร้กังวลจริงๆ ต้อง “ตัด” และต้อง

“เตรียม” ตัวไว้อย่าคิดรอล่กหลานว่าตายแล้วเขาคงจะ
กรวดนำ้าไปให้ซ่งึ ไม่แน่นก
ั ขึ้นอย่่กับสำานึกและสติปัญญา
ของล่กหลาน “หากลูกหลานดีที่เขามีปัญญา ไม่ลืม

คุณาพ่อแม่มีพระคุณ ก็บุญของผีที่มีลูกหลาน เขาส่ง
บุญทําทานตามไปเกื้ อหนุน พอได้โมทนากิรย
ิ าบุญ

หากว่าเขาลืมคุณแล้วท่านจะเฝ้ าคอยใคร” ทำาของเราไว้

เตรียมพร้อมของเราไว้ ดีกว่ายืมจม่กคนอื่นหายใจ มัน
มัน
่ ใจ อิ่มใจดี หากคิดพึ่งผ้อ
่ ่น
ื มันก็พ่งึ ได้เป็ นบางคน

แต่หลายผีตอ
้ งนอนรอส่วนบุญเฝ้ าป่ า ช้าบ้าง, กุดังบ้าง
น่าอนาถ....

บางผีเคยพบต้องเป็ นศพตกค้าง

ขุดมาเผากันไม่ได้

อย่ใ่ นกุดัง

อันว่าการสนใจธรรมคือไม่ทอดทิ้ง ธรรมนัน ่ เอง ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ แปลว่า ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม พ่ดง่ายๆ ก็คอ ื “ดี ย่อมรักษาดี” เหมือนเกลือคอยสมานเนื้ อไม่ให้เน่า ถ้า .120 อนาถอย่างยิ่งเพราะล่กหญิงล่กชาย เขามัวแต่ ขึ้นโรงขึ้นศาลประหารวงศ์ญาติ แย่งชิง ว่ากันแหลกเหลวเรื่องเลวกาลี แสนสม นอนเฝ้ าป่ าช้าคิดแล้วน่าอนาถ นี่ก็เพราะ จ้างทนายต่อส้่คดี สมบัติของผ้่เป็ นผี เพศแต่ผีตอ ้ งมาถ่กลอยแพ สมบัติของเราท่านแท้ๆ ท่านผ้่ฟังทุกท่าน “สมบัติ” จะกลายเป็ น “วิบัติ” เพราะล่กเต้าเหล่าหลานขาดคุณธรรม แต่ “สมบัติ” จะกลายเป็ น “วิวัฒน์” ถ้าล่กหลานมีคุณธรรม สนใจธรรม .

ถูก.121 มีธรรมแล้วปฏิบัติธรรม ธรรมก็ย่อมติดตามรักษาให้ “อย่่ก็สบาย ไปก็สะดวก อย่เ่ ขาก็ร ัก จากเขาก็อาลัย. ตายก็มีคนเสียดายคิดถึง” ด้วยประการฉะนี้ ! แม่ การเข้าถึงธรรมมิใช่เรื่องยากหากสนใจศึกษา เพราะ ธรรมะนั้นอย่่ท่ค ี วาม ดี. และตรง ซึ่งตรงกัน ข้ามกับ ชัว่ . นัง่ นอน ยืน เดิน ฟั ง เหมือนกันหมด ให้ดีให้ถ่ก ให้ตรง เท่านั้นล้วนเป็ นอาการของการ . และคด หรือโกง เหล่านี้มิใช่ส่งิ ที่ เป็ นธรรม การปฏิบัตธ ิ รรมสามารถทำาได้ทุกขณะและ อิร ย ิ าบถ อย่าเข้าใจผิดคิดว่า ปฏิบัติธรรมจะต้องไปนัง่ หลับตา ภาวนาพองหนอ-ยุบหนอ และต้องเสียเวลาไป ทำาที่วัดเท่านั้น ทำาที่ไหนก็ได้ทุกลมหายใจเข้าออก ทุก ขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ขอให้มีสติกำากับอย่่ตลอดเวลา เรา จะไม่เผลอไม่พลาด ยามใด ทําดีช่ อ ื ว่าทําแบบมีธรรมะ พูดดี ชื่อว่าพูดแบบมีธรรมะ. ผิด. คิดดี ชื่อว่า คิดแบบมี ธรรมะ.

คำาที่ล่กเรียก หญิงผ้่ให้กำาเนิดตน. คำาที่ใช้เรียกหญิงที่ประกอบกิจการ บางอย่าง เช่น ค้าขาย เรียกว่า แม่ค้า. ทำาอาหาร เรียกว่า แม่ครัว.122 ปฏิบัติธรรมทั้งสิ้น ตรงกันข้ามผ้่ใดทอดทิ้งการงานที่ร ับ ผิดชอบแล้วอ้างว่ามาปฏิบัติธรรมนั้นเป็ นข้ออ้างที่กำาลัง เดินสวนทางกับธรรมะ และกำาลังทอดทิ้งการปฏิบัติ หน้าที่เสียอีกด้วย เพราะฉะนั้น การประพฤติธรรมเมื่อ ขมวดแล้ว อย่่ท่ี ละผิด. แม่บ้านฯ เรียกผ้่เป็ นหัวหน้าหรือ นายโดยไม่จำากัดว่าชายหรือหญิง เช่น แม่ทัพ แม่กอง. คำาที่ผ้่ใหญ่สตรีรุ่นล่กอย่างสุภาพ ด้วยความ . ปลูกความดี เท่านั้น! แม่น้ น ั สําคัญไฉน ? ์ ิทธิค ์ ่กับคำาว่า พ่อ คำาแรกที่ล่ก แม่ เป็ นคำาศักดิส พ่ดได้คอ ื คำาว่า แม่ ดวงหน้าแรกที่ล่กพบ คือดวง หน้าแม่ เสียงแรกที่ล่กได้ยินโดยธรรมชาติ คือเสียงแม่ แม่ หมายถึงหญิงผ้่ให้กำาเนิดแก่ล่ก. ทําถูก.

123 รักและเอ็นด่ เช่น แม่หน่ แม่นาง แม่คุณ แม่เจ้า ประคุณ แม่ศรีเรือน แม่พระ ฯ แม่ ใช้เรียกชื่อถิ่นที่อย่่อาศัย เช่น ทางภาคเหนือ จะอุดมไปด้วยแม่ นับแต่ แม่สอด แม่สาย แม่อาย แม่แจ่ม แม่โจ้ แม่จัน แม่สรวย แม่สะเรียง แม่ฮ่องสอน แม่ร ิม แม่ใจ แม่ทะ แม่ทา แม่ยะ แม่ขจาน แม่แตง แม่พริก ฯ แม่ ใช้เรียกธรรมชาติ เช่น สายนำ้าต่างๆ ก็นย ิ ม เรียกว่าแม่ เช่น แม่น้ าำ ปิ ง แม่น้ าำ วัง แม่น้ าำ ยม แม่น้ าำ น่าน แม่น้ าำ เจ้าพระยา แม่น้ าำ แม่กลอง แม่น้ าำ บางปะกอง แม่น้ าำ คงคา แม่น้ าำ อจิรวดี แม่น้ าำ เหือง ฯ แม่ ใช้เรียกธรรมชาติอ่ น ื ๆ เช่น แม่โพสพ (ข้าว) แม่พระธรณี (แผ่นดิน) แม่เหล็ก (มีพลังดึงด่ด) บารมีแม่ที่แผ่กว้าง .

124 แม่ เป็ นคำาที่ได้ยินได้ฟังและปรากฏทัว่ ทุกแห่ง ที่ ใดไร้แม่ท่น ี ้น ั จะขาดพลังและความอบอุ่น แม่จึงต้อง ติดตามล่กไปทุกทิศทางทุกสาขาอาชีพ เช่น แม่แห่งชาติ ได้แก่ สมเด็จพระนางเจ้า แม่ฟ้าหลวง ได้แก่ สมเด็จพระศรีนครินทราบ แม่ของลูก เรียก แม่บังเกิดเกล้า พระบรมราชินน ี าถ พระแม่เจ้าของ เราชาวไทย รมราชชนนี หรือ “สมเด็จย่า” แม่ของบ้าน เรียก แม่ของรถ-เรือ เรียก แม่ของลิเก แม่ของขี้เมา แม่ของนักมวย เรียก เรียก แม่ศรีเรือน แม่ย่านาง แม่ยก แม่โขง เรียก แม่โม้ แม่ของชายที่มีรัก เรียก แม่ท่นหัว แม่ของนักเรียน เรียก แม่ของหญิงที่ไร้ชาย เรียก แม่ของนักเล่นแชร์ เรียก แม่หม้าย แม่ชม้อย แม่พิมพ์ .

125 แม่ที่เลี้ยงลูกผู้อ่ น ื เรียก แม่เลี้ยง. แม่อุ๊ย. ย่า แม่ทัพ แม่ส่ อ ื แม่ชัก แม่นาค แม้เล้า แม่ร ีแม่แรด ฯ สิ่งที่แม่ให้ แม่ ท่านกล่าวว่าเป็ นยอดนักเสียสละของล่ก ไม่มี สิ่งใดที่จะแหนหวง แม้แต่เลือดในทรวงยังรองให้ด่ ม ื ได้ ถึงแม้ชีวิตแม่ก็ยอมสละได้ หากเป็ นไปเพื่อความอย่่ . แม่ผัว บุญธรรม. มี แม่ของหญิงชายที่มีคู่ เรียก แม่ยาย. แม่นม แม่ของนักก่อสร้าง แม่ของแม่ แม่ของทหาร เรียก เรียก เรียก แม่ของคนอยากมีคู่ เรียก แม่ของชาวพระโขนงเรียก แม่ของโสเภณี แม่ที่ไม่ดี เรียก เรียก แม่แบบ แม่ใหญ่.

.. เหมือน แม่จ๋า.126 รอดปลอดภัย และอนาคตของล่ก สรุปสิ่งที่แม่ให้ล่ก ทุกคน คือ. ๑.. อินทรปาลิต นักประพันธ์นามอุโฆษ ได้สดุดีพระคุณ มารดาไว้จับใจตอนหนึ่ง ว่า. ให้บรมธรรม . ให้การเลี้ยงดู - เฝ้ าทะนุถนอมกล่อมเกลี้ยง ๓.. ให้น้ าํ นม เมื่อยังเล็กแม่ให้น้ าำ นมคือเลือด ยุงมิให้ไต่ ไรมิให้ตอม ด้วยความรัก - ที่กลัน ่ ออกมาจากอกด้วยความรัก ๔.. ให้กําเนิด - ส้่อุ้มท้องประคองครรภ์ทรมาน ถึง ๙ เดือน กว่าจะเคลื่อนคลอด ๒.. พระคุณนั้นสุดจะหาสิ่งใด นำ้าใจแม่โชติช่วงดัง่ ดวงเดือน เตือนให้ล่กกตัญญ่ รักอะไรหรือจะแท้เท่าแม่ร ัก ผ่กสมัครสายเลือด มิร้่วาย มิเหือดหาย .ให้คำาแนะนำาพรำ่าสอน ให้ร้่จัก ดี-ชัว่ บาป-บุญ คุณและโทษ ป.

127 รักอื่นยังประจักษ์ว่ารักกลาย จืดจางง่ายไม่จีร ัง ตั้งแต่เล็กอุปถัมภ์ค้ าำ ช่ล่ก ให้ความสุขถนอม ยามกินแม่เคยป้ อนโภชนา ยามนิทรากล่อมเห่ ดัง่ มารดา นักเลี้ยงรักษา ใส่เปลไกว ยามเจ็บไข้ยากเย็นแม่เป็ นทุกข์ ปลื้ มลืมทุกข์ได้ ดี ล่กมีสุขแม่จึง รักล่กแสนแหนหวงดัง่ ดวงใจ ตีด่าก็เพื่อให้ล่กได้ เฝ้ าอบรมจรรยามารยาท ไม่ประมาทกลัวล่ก ให้เล่าเรียนวิชาหาความดี สุดที่จะกล่าวสรร รักจักเสียศรี พรรณนา จะเปรียบเทียบสิ่งใดย่อมไม่ได้ ไซร้มากนักหนา เมื่อแม่อย่่อุ่นใจล่กทุกเวลา ชื่นระรื่นใจ พระคุณแม่น้ น ั ได้เห็นหน้าแสน .

ฯลฯ เลี้ยงล่กมาตั้งแต่น้อยจน แสนลำาบากยากเย็นเป็ นพ้นไป จะเท่าคุณมารดา ฯ พระคุณใครฤา ดวงใจแม่ ท่านกล่าวว่า ล่กนั้นคือแก้วตาดวงใจของแม่ ใน ทางพระพุทธศาสนาจัดประเภทล่กไว้ ๓ ระดับ คือ. ๑.128 ใหญ่ แม่จ๋า. อภิชาตบุตร ได้แก่ ล่กเชิดช่วงศ์ตระก่ล จัดเป็ น แก้วตาแฉะ จัดเป็ น แก้วตาธรรมดา จัดเป็ น แก้วตาชนิดพิเศษ ในคัมภีร์มหาชาติกัณฑ์กุมาร ได้พรรณนาถึงความ รักความห่วงใยของแม่ท่ม ี ีต่อล่ก ตอนที่พระมัทรีจะนำา ... อนุชาตบุตร ได้แก่ ล่กรักษาตระก่ล ๓. อวชาตบุตร ได้แก่ ล่กผลาญตระก่ล ๒...

129 กัณหาชาลีไปฝากพระเวสสันดร ความว่า “ชาลีกัณหา ของแม่เอ่ย เมื่อคืนนี้แม่ฝันร้ายผิดประหลาดฯ เจ้าอย่่ หลังระวังน้องให้จงดี ผิดชอบ อย่าด่าตีกันฟั งแม่ว่า ถ้ากายแม่น้ แ ี ล่ได้ออกเป็ นภาคๆ พอที่แม่จะแบ่ง แม่ก็ จะแบ่งแล่งออกไว้ ภาคหนึ่งแม่จะไป อีกภาคหนึ่ง แม่ จะอย่่ จะได้ประโลมเลี้ยงพระล่กรักทั้งค่่มิให้เดือดร้อน เคืองพระทัย โอ้ความเข็ญใจในครั้งนี้น่เี หลือขนาด เจ้า เกิดมากำาพร้าญาติไร้ประย่รวงศา แต่จะได้เห็นหน้า พระมารดาเล่าก็ไม่เต็มวันต่อเพลาสายัณห์เย็นระย่อยำ่า แม่จึงจะได้กลับเข้ามาอุปถัมภ์ถนอมเชยให้ช่ น ื ช่ พอเช้า ตร่่ก็พลัดแม่เป็ นกำาพร้า จะมีใครเลี้ยงรักษาพระล่กเล่า เลี้ยงกันเองเถิดสินะเจ้าแต่พ่ีกับน้อง ได้เห็นหน้ากันแต่ เพียงสองตามประสายาก เพราะมีกรรมแล้วจึงจำาจาก ด้วยจำาเป็ น อกแม่น้ แ ี ทบจะเด็ดกระเด็นเสียแล้วนะ กัณหาชาลีล่กแก้วจงค่อยอย่่ พระล่กรักทั้งค่่ของแม่ เอ่ยฯ” ในกัณฑ์มัทรี ภายหลังจากที่พระมัทรีเสด็จเข้าป่ า เพื่อแสวงหาผลาผลไม้ ด้วยความที่ห่วงใยในพระ .

130 ราชโอรสพระราชธิดาและพระสวามี พระนางก็ยกหาบใส่ บ่ารีบจรดล ครั้นมาถึงช่องแคบหว่างคีร ีเป็ นตรอกน้อย รอยวิถีทางที่เฉพาะจร พบสองเสือสามสัตว์มานัง่ นอน สกัดหน้า นางก็ปลงหาบของคอนลงวอนไหว้ขอหนทาง แล้วรีบเหยาะย่างมายังพระคันธกุฏี เมื่อไม่พบกัณหาชา ลีเช่นทุกวันพระนางก็ร้องเรียกหา ว่า “ชาลีกัณหาแม่ มาถึงแล้ว เหตุไฉนใยพระลูกแก้วจึงมิมารับแม่เล่า หลากแก่ใจ แต่ก่อนแต่ไรสิพร้อมเพรียง เจ้าเคยวิ่ง ระรีเ่ รียงเคียงแข่งกันมารับพระมารดา เคยแย้มสรวล สํารวลร่าระรื่นเริงรีบรับเอาขอคาน แล้วกราบกรานพระ ชนนี พ่อชาลีก็จะรับเอาผลไม้ แม่กัณหาก็ฉะอ้อนวอน ไหว้จะเสวยนม บรรทมเหนือพระเพลาพลาง เจ้า ฉอเลาะแม่ต่างๆ ตามประสาทารกเจริญใจฯ” พระนาง เพ้อรำาพันถึงแก้วตาดวงใจเมื่อไม่พบก็เซซังเที่ยวเสาะ แสวงหา ตามมรรคาที่คิดว่าชาลีกัณหาจะไป ดังความ ในแหล่ ว่า “แม่เที่ยวเซซังเสาะแสวงทุกแห่งห้อง หิมเวศ ทัว่ ประเทศทุกราวป่ า สุดสายนัยน์นาที่แม่จะ ตามไปเล็งแลสุดโสตแล้วที่แม่จะซับซาบฟั งสําเนียง สุด .

.. พ่อยอดดวงใจจะไปไหนสักนิด ใจแม่หรือก็ตด ิ ตามรักษา จะล้มตัวลงนอนยังไหว้วอนเทวา .131 พระสุรเสียงที่แม่จะรํา่ เรียกพิไรร้อง สุดฝี เท้าที่แม่จะ เยื้ องย่องยกย่างลงเหยียบดิน ก็สุดสิ้นสุดปั ญญาสุดจะ หาสุดจะค้นเห็นสุดคิด จะได้พานพบประสบรอยพระลูก น้อยสักนิดไม่มีเลยฯ จึงตรัสว่า โอ้เจ้าดวงมณฑาทอง ทั้งค่่ของแม่เอ่ย หรือว่าเจ้าทิ้งขว้างวางจิตไปเกิดอื่น เหมือนแม่ฝันเมื่อคืนนี้แล้วแลฯ” ความปรารถนาของแม่ จะเห็นได้จากคำารำาพันของพระมัทรีท่ม ี ีต่อล่กนั้นกิน ใจเพียงใด ใครที่ไม่เคยมีล่กอาจจะไม่ซ้ งึ ถึงอารมณ์ดุจผ้่ ที่เคยมีล่กก็ได้ ความรัก ความผ่กพันจะอย่่กับล่ก ตลอดเวลา เข้าลักษณะว่า.

รักเอ๋ยรักแท้ รักอะไรของใครแน่ยังสงสัย เพราะรักของสาวหนุ่มชุ่มชื่นใจ ก็ยังไม่ดํารงคงเส้นวา หรือรักของพีน ่ ้องผองญาติมิตร รักชีวิตรักชาติศาสนา ยังเปลี่ยนแปลงตะแบงบิดฤทธิเ์ งินตรา .132 ให้พิทักษ์ลูกยาได้พ้นโพยภัย ฯ แม่ทุกคนต่างปรารถนาให้ล่กดี ปรานีคอยแนะนำา ว่าล่กเอุยจงทำาอย่างนี้ จงหลีกลี้อย่างนั้น ส้่อดกลั้น ทุกข์ยาก ทนลำาบากสัง่ สอน เพื่อหวังให้ล่กได้ดี ยาม ใดที่แม่จำาจากเจ้าก็ไม่ต่างอะไรกับหม่่วิหคนกกา ห่วง หน้าพะวงหลัง ละล้าละลังเกรงภัยจะมีแก่เจ้าดังคำากล่าว ที่ว่า “ออกจากเรือนดุจนกจากรัง พะว้าพะวังห่วงนัก ห่วงหนา” นี่แหละรักของแม่ไม่แปรผัน ดังคำาประพันธ์ ที่ว่า....

133 รักของแม่นน ั ่ แลว่ารักแท้เอย อานิสงส์กตัญู ในมงคลส่ตร พระพุทธเจ้าตรัสถึงการตอบแทน พระคุณแม่พระคุณพ่อว่าเป็ นทางให้เกิดมงคลแก่ชีวิตไว้ ว่า ชัดว่า มาตาปิ ตุอุปฏฐานำ พระองค์ตรัสอ้างชี้ อันการบำารุงบิดรมารดา เป็ นการนำามาซึ่ง คือความสุขกายสบายดวงจิต สมควรจะคิดด้วย อันหญิงชายใดให้กำาเนิดตน ก่อกายสกนธ์แล้ว ท่านทั้งสองคือพ่อแม่เรา ตั้งแต่วัยเยาว์ท่าน มงคล เหตุผล เลี้ยงด่มา เฝ้ ารักษา .

134 ถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงล่กมา ใหญ่กว่าธรณี ฯ พระคุณล้นฟ้ า สมัยโบราณ มีชาวจีนท่านหนึ่งอพยพมาจากเมือง จีน เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ขยันทำามาหากิน หนักเอาเบาส้่ทุกอย่าง ไม่ร ังเกียจว่าอาชีพจะตำ่าต้อย ต่อมาเก็บหอมรอมริบจนมีฐานะดีข้ น ึ ได้ร ับพระราชทาน บรรดาศักดิ ์ จากเดิม นาย “ลิบุนฮวด” ขยับฐานะ เป็ น “พระบริบ่รณ์โกษากร” คุณพระท่านนี้แม้เมื่อมี ฐานะดีข้ น ึ ทั้งทางทรัพย์สินและยศศักดิ ์ ก็หาได้ลืมตัว ลืมตนไม่ กลับสอนให้ล่กๆ ขยันขันแข็งในการสร้าง ฐานะ ให้ร้่จักประหยัด และที่สำาคัญที่สุด ก็คือสอนให้ ร้่จักกตัญญ่ ไม่ว่าจะเป็ นบุคคล สถาบัน หรือสิ่งของที่ มีบุญคุณทุกอย่าง อย่าลบหล่่ด่หมิ่น ต้องกตัญญ่เชิดช่ บ่ชา ในห้องพระของท่านจะมีส่งิ ที่ผ้่พบเห็นแล้วแปลก ตาแปลกใจอย่่ส่งิ หนึ่งวางไว้บนหิ้งและปิ ดทองสวยงาม แล้วก็ช้ ใี ห้ล่กได้ร้่จักและเห็นคุณของสิ่งนั้น ว่าที่สร้าง เนื้ อสร้างตัวมีฐานะมัน ่ คงเพราะพ่อเคยอาศัยสิ่งนี้ เมื่อ .

. หงี. ห่าว. ตง - ให้มีความกตัญญ่กตเวที เทิดท่น ต่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอย่่หัว สมเด็จพระ นางเจ้าพระบรมราชินน ี าถ และพระบรมราชจักรีวงศ์ทุก พระองค์ ห่าว- ให้มีความกตัญญ่ต่อบิดามารดา ผ้่มีพระคุณ หงี - ให้มีความซื่อสัตย์ จริงใจ สุจริต ยุติธรรม และสิ่งที่มีคุณ อย่าทรยศต่อผ้ใ่ หญ่. และบริวาร ท่านผ้่น้ ี ต่อมาได้เลื่อนยศเป็ น “พระยา” คือ พระยาโชฎึกราชเศรษฐี ต้นตระกูล “โชติกเสถียร” และตระกูล “โชติกพุกกะณะ” ชาวบ้านสรรเสริญ ว่า เป็ นเศรษฐีผ้่ไม่ลืมคุณไม้คาน ! .. ตง.135 เสร็จภาระไม่ได้ใช้พ่อก็ไม่โยนทิ้งเก็บไว้ให้พวกเจ้าด่และ บ่ชา สิ่งนั้นก็คือ “ไม้คาน” ที่ท่านเคยหาบขวดหาบ กระดาษขาย นับเป็ นสิ่งลำ้าค่าสำาหรับตระก่ล ท่านมีกุ สโลบายสอนล่กเป็ นประจำาอย่่ ๓ คำา คือ. มิตร.

เขียว-สด ตลอดเวลา - ล่กดีแม่มีความสดชื่น เบิกบาน สุขใจ ล่กร้ายเหมือนหนอนบอนไส้ชอนไชจน แม่ตรอมใจตาย สีขาวบริสุทธิ์ - ใจแม่ไม่มีราคีสำาหรับล่ก รัก ด้วยความบริสุทธิ ์ มุ่งความสุขของ ล่กเป็ นที่ต้ งั ..136 ของขวัญในวันแม่ มีคำากล่าวน่าคิดอย่่คำาหนึ่งว่า “ความมีแก่ใจของลูก” นัน ่ แหละคือของขวัญอันลำ้าค่าสำาหรับแม่ เป็ นโอสถอัน แสนวิเศษ ปั จจุบันถือว่าดอกมะลิ เป็ นสิ่งที่มีคุณค่า สำาหรับบ่ชาพระคุณของแม่เพียงดอกไม้แม่ก็ช่ น ื ใจหาย เหนื่อย หากสิ่งนั้นมันมาจากนำ้าใจของล่ก มะลิมีค่า หรือความหมายอย่างไร? ท่านจึงนิยมใช้มะลิเป็ นสื่อ ์ ิทธิส ์ ำาหรับบ่ชาผ้่ทรงพระคุณเช่นแม่ แทนสิ่งศักดิส เห็นจะได้แก่ความแตกต่างที่มะลิมีพิเศษเหนือกว่า ดอกไม้ชนิดอื่น คือ..

137 กลิ่นหอมไม่สร่าง - ล่กได้ดีมีช่ อ ื เสียงแม่ช่ น ื ใจ มากด้วยมุทิตา ไม่ร ิษยาล่กเกียรติ ของล่กคือนำ้าทิพย์ชโลมใจแม่ ถามว่า. โรง .. โรงเรียน. โรงพยาบาล. ท่านมีแม่ท่านเคยให้อะไรแก่แม่บ้าง? ท่านเคยแสดงความรักแม่เหมือนที่แม่แสดงต่อท่านหรือ ไม่ ? ท่านเคยให้อะไรแก่แม่เหมือนที่แม่เคยให้บา้ ง ไหม? หากยัง? รีบทำาเสียขณะที่ท่านยังมีลมหายใจ อย่ารอไปแสดงละครตอนหมดลม ที่หน้าหีบศพกันเลย มันน่าขำาและสังเวชนะ จะบอกให้ ! ความรักที่ปราศจากเอดส์ เจริญพร ท่านผู้มีเกียรติ ท่านนายกสมาคมส่งกําลังบํารุง และ ปกติเราจะพบพระเทศน์พระแสดงธรรมตามวัด และสถานที่ราชการต่างๆ แต่วันนี้เปลี่ยนบรรยากาศ และสถานที่ความจริงก็เคยไปมาหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็ น โรงพัก. โรงภาพยนตร์.

.ต. และประเด็นที่พระจะพ่ด อาจจะไม่ตรงหรือ เป็ นไปตามที่ท่านคิดก็ได้ คงจะไม่ทำาให้ถึงกับชา.หรือ เสียเวลาฟั ง ปกติชาวบ้าน มักจะมองพระไปในร่ปแบบ ต่างๆ เช่น พ่ดเรื่องความรัก ก็จะสงสัยว่าพระมีความ ..พ.138 เหล้า. แม้ในคุกตะราง ไปมาแล้วก็ร้่สึกเฉยๆ แต่วันนี้ พระเข้าโรงแรม ร้ส ่ ึกแปลกๆ หรือจะผิดกลิ่นก็ได้ อะไรที่ไม่คุ้นชินทำาให้ร้่สึกเปิ่ นๆ อย่างไรก็ตามขอ อนุโมทนา ที่ให้พระมีส่วนร่วมในกิจกรรมของสมาคม สำาหรับเรื่องที่ทางสมาคมกำาหนดให้พ่ด ออกจะ เสี่ยงสำาหรับภาวะอย่่บ้าง คือเรื่อง “ความรักที่ ปราศจากเอดส์” ก็นบ ั ว่าเป็ นเรื่องใหม่สำาหรับพระ มีผ้่ สงสัยและวิจารณ์ว่าพระอย่่แต่ในวัดส้่ตัดสังคมไม่ชมเชย แล้วท่านจะร้่ได้อย่างไร? หรือว่าท่านแอบไปมี ประสบการณ์ ก็ขอบอกให้ทราบทัว่ กันว่าอย่าได้วิตกเลย เพราะ “การร้่” กับ “การเป็ น” มันคนละเรื่อง เหมือนทฤษฎีกับปฏิบัติการ “ร้่” ไม่จำาเป็ นต้อง “ลอง” ก็ได้ ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ หรือเลขาฯ ที่จะต้อง ช.

139 รักด้วยหรือ? พ่ดเรื่องเอดส์แล้วพระร้่เรื่องเอดส์ได้ อย่างไร? เพราะฉะนั้นผ้่ท่จ ี ะพ่ดเรื่องนี้ได้แสดงว่าจะต้อง มีอดีตอะไรทำานองนั้น อย่างไรก็ตามจะได้พยายามฉลอง ศรัทธาแสดงทัศนะ ตามแนวคิดที่พระมองว่าจะเป็ น ประโยชน์ต่อทุกท่าน การอย่่ร่วมโลกร่วมสังคม ชีวิตจะ มีค่าต่อเมื่อสังคมไม่ปฏิเสธ ได้ร ับเกียรติจากเพื่อนร่วม ์ รีเชิดหน้าช่ตาทัดบ่าเทียมไหล่ โลก มีสิทธิและมีศักดิศ เขาได้ นัน ่ หมายความว่า เราไม่มีส่งิ ที่ทำาให้สังคมกิน แหนงรังเกียจ ปั จจุบันทางรัฐบาล โดยกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำาลังหาอุบายที่จะป้ องกัน รักษามิให้สมาชิกของสังคมพิกลพิการ โดยอาศัย วิชาการทางแพทย์และหลักธรรมในพุทธศาสนาเป็ น เครื่องเยียวยารักษาสังคม แท้จริงทุกคนเกิดมาถือว่า เป็ นผ้่โชคดี มีชีวิตยืนยาวอย่่ในโลกก็ถือว่าเป็ นผ้่โชคดี เพราะมีชีวิตก็มีการเคลื่อนไหว ความเคลื่อนไหวของ ชีวิตนั้น มันเคลื่อนไหวตั้งแต่หัวใจของเราเต้นตุ๊บๆ ตั้งแต่เกิดมา แม้ต้นไม้มันก็แสดงอาการเคลื่อนไหวด้วย .

140 การงอกออกราก คนที่มีจิตใจก็มีการครุ่นคิด คนคิด สัตว์คิด รากไม้ก็คิด มันคิดที่จะหันดอกโน้มใบไปหา แสงซึ่งเป็ นเครื่องบำารุงชีวิตให้แก่มัน ต้นไม้ท่ม ี ีหนาม หรือเถา ก็เลื้ อยเพื่อขยายความเจริญเติบโตของมันออก ไป นกมีปีกก็บินไป มันบินเพราะต้องการหาอาหารกลับ รังที่พักผ่อนของมัน คนเรามีเท้าก็เดินกันไป เดินหา งานหรือเดินเล่น หรือไม่ก็เดินเพราะอำานาจกิเลสบงการ ให้เดิน เพราะฉะนั้น ตำาราหิโตปเทส กล่าวไว้น่าคิดว่า “คน โง่ตุหรัดตุเหร่ไป แต่คนฉลาดท่องเที่ยวไป” แต่จะท่อง เที่ยวไปทางไหน เป็ นอีกเรื่องหนึ่ง จะอิ่ม. หรืออด หรือจะ “เอดส์” เป็ นเรื่องต้องนำามาพ่ดส่่กันฟั งในวันนี้ เรื่องเอดส์น้ น ั ถือว่าเป็ นโรคใหม่และมีผลร้ายที่ทุกวงการ หวาดหวัน ่ และยังไม่มียารักษาให้หายได้แถมกำาลัง ระบาดไปทัว่ โลก เป็ นเรื่องที่เราต้องคิดคำานึงหาทาง ป้ องกันจึงต้องจัดประชุมสัมมนาอบรมเรื่องนี้ข้ น ึ พิษภัยจากเอดส์ .

141 พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า อาโรคฺยปรมา ลาภา แปล เป็ นไทยว่า ความไม่มีโรค ทางศาสนาถือว่าเป็ นโชค ความไม่มีโรคเป็ นลาภอย่างยิ่ง โดยเฉพาะโรคเอดส์ ถือว่าเป็ นโรคอกุศล โรคเวรโรคกรรม ตัวเองก็ทุกข์ ทรมานสังคมก็ไม่ปรารถนา จัดว่าเป็ นโรคที่มีผลกระทบ ทั้งร่างกายและจิตใจ อาตมาได้แต่งแหล่พิษภัยจาก เอดส์ไว้ตอนหนึ่งว่า ยุคปั จจุบันสื่อสารก้าวหน้า ราวทุกสิ่ง ส่งข่าวส่งภาพให้ทราบเรื่องจริง หลายอย่างน่าจำา ทุกชาติภาษาเรื่อง หลักฐานอ้างอิง เช่นข่าวเตือนภัยโรคร้ายชื่อเอดส์ เชื้ อไวรัสเป็ นเหตุ ภ่มิคุ้มกันตำ่า ใครเป็ นโรคนี้มีแต่จะชำ้า ชีพวาย ระทมระกำารอวัน รักษาไม่หายตายกับตายล่กเดียว ร่างกายซ่บเซียว ความหวังสลาย .

142 บัน ่ ทอนพลังทั้งใจและกาย แถมยังน่าอายเมื่อ โรคร้ายรุม ไม่อยากติดเอดส์ก็ต้องยอมอด กำาหนดในเรื่องกำาหนัด ไม่ใช่ค่เราค่่เขาอย่านัด ต้องคิด ความเผลอพลั้ง พลาดมันอาจจะมี เพศสัมพันธ์ต้องเลือกสรรค์พิเศษ เพราะเป็ นต้นเหตุ ของโรคนี้ กาเมสุมิจฉา (จารา) เวรมณี จะพาเสียการ ศีลข้อสามตามหลักศีลห้า แก่นสาร เคร่งครัดรักษาไว้เป็ น จะป้ องกันเอดส์สาเหตุประจาน ฉานในเรื่องกาลกาม รักษาประเพณีอันดีงามไว้ ไม่ตกตำ่า สำาส่อนโลกีย์ ไม่ต้องร้าว วัฒนธรรมไทยจะ โบราณสอนสัง่ น่าฟั งทำาตาม รักนวลสงวนนามใคร จะหยามเหยียดไทย .

สองห้าสองเจ็ด เอดส์ไม่อย่่กับที่ ไอ้เจ้าโรค .ศ. สองห้าสองสี่ พบโรคนี้ เมื่อ “ร็อคฮัตสัน” ผ้่เป็ นดารา ขวัญใจประชา แต่ก่อนร่างกายลำ่าสันหล่อเหลา ซ่บซีดซบเซา ใหญ่คืออเมริกา แพทย์เริ่มกังขา ชาวอเมริกัน เพราะถ่กเอดส์บน ั่ ผลสุดท้ายเธอก็วายชีวัน โรคเอดส์ราวี ทัว่ โลกไหวหวัน ่ ครั้นถึง พ.ศ.143 ประวัติโรคเอดส์ ประวัติโรคเอดส์สาเหตุจากสัตว์ คนแพร่โรคร้าย ลิงเขียวมันกัด จากแอฟริกาแพร่มาเร็วไว ถึงประเทศ เมื่อ พ.

144 เลือกมาถึงไทยใน พ.. นี้ เล่นงาน คนโชคไม่ดีถ่กมัน คือ “นายฉะอ้อน” นามสกุล “เสือสุ่ม” โรคอื่นมัน รุมสุดแสนสงสาร ผ่าตัดรับเลือดจากโรงพยาบาล ผิดธรรมดา ร่างกายสังขาร ครั้นแพทย์ตรวจซำ้าเจ้ากรรมพบเอดส์ นี่คือสาเหตุให้ โรคหายช้า กรรมของโยมฉะอ้อนก่อนมรณา พวกเราว่าให้เร่งสังวร จะรับจะให้เลือดใครต้องด่ เสียก่อน เหมือนเตือน พิส่จน์ให้ร้่แน่ชัด หากไม่ปลอดเอดส์เป็ นเสร็จแน่นอน ดังโยมฉะอ้อน แกตายก่อนในไทย อุบาย.ยั้งเอดส์ ..ศ.

145 ข้อควรระวังยับยั้งโรคเอดส์ เป็ นเรื่องใหญ่ มีเพศสัมพันธ์ดังฉันกล่าวไว้ ร้่ว่าใครป่ วยด้วยโรคเอดส์ ถ้วนถี่ ระวังระไวให้จงดี อย่ายุ่งเรื่องเพศจำาไว้ อย่าเปลี่ยนค่่นอนสำาส่อนแหละดี ต้องสวมถุงอนามัย หนึ่งเรื่องทางเพศ ถ้าหากเต็มที่ ประการต่อมาฉีดยาทุกคราว อย่านำาเข็มเก่ามา ร่วมกันใช้ เจ็บป่ วยขึ้นมากรุณาอย่าไป ให้โลหิตใครจะเป็ น โรคเอดส์จะแพร่ถึงแก่คนรับ เมื่อท่านได้ทราบ ตามหลักที่หมอให้ข้อแนะนำา เชื่อถ้อยฟั งคำาโรค บาปกรรม แล้วอย่าถลำา เอดส์ไม่เยือน .

146 มวลโรคทั้งหลายไม่ร้ายกาจเท่า ไม่มีแม้นเหมือน โรคเอดส์น้ เี ล่า ค่ารักษาแพงมากอยากจะขอเตือน เพื่อนเกิดแก่เจ็บตาย ในฐานะ พระพุทธศาสน์ประกาศหลักการ ศีลธรรมเป็ น ประมาทพลาดพลั้งหนทางอบาย จะพบความ ฐานเท่าอย่าเบนหน้าบ่าย ตายน่าเวทนา มีค่า อปฺปมาโท อมตํ ปทํ จะสุขสมหวังชีวิต ความไม่ประมาทในอาตมา ท่านกล่าวไว้ว่าเป็ น ระวังสังวรไว้ก่อนดีแน่ ร้่กันไว้แก้ก่อนที่ เศรษฐกิจสังคมจะล้มละลาย ถ้าหยุดเอดส์ไมได้ ทางรัฐบาลประสานประชา ชาวไทยทัว่ หน้า ทางไม่ตาย จะสาย จะเสียไปทุกทาง กระทำาทุกอย่าง .

147 ชาวบ้านชาววัดช่วยรัฐไม่วาง จากพี่น้องไทยฯ หวังให้เอดส์ห่าง ชนิดของเอดส์ ว่าถึงปกระเภทหรือชนิดของเอดส์ มีมากมายหลาย ชนิดหากจะมุ่งความหมายของเอดส์ว่าเป็ นโรคร้ายเป็ น ภัยของสังคมเป็ นอันตรายต่อมนุษย์ ซึ่งจะแบ่งออกเป็ น ๖ ประเภท ดังนี้ ๑. เอดส์ทางกาม ๓. เอดส์ทางวัฒนธรรม ๔.การแสดงออกทางกิร ิยามารยาท การพ่ด การเดิน มักจะวิปริตหรือเพี้ยน จนบางครั้ง พ่อแม่ย้ ม ิ ก็ไม่ได้ ร้องไห้ก็ไม่ออก กับพฤติกรรมอันลำ้า . เอดส์ทางความคิด ๖. เอดส์ทางอารมณ์ ๕. เอดส์ทางการเมือง เอดส์ทางกาย . เอดส์ทางกาย ๒.

นักแสดง ต่างๆ แม้ท่ป ี รากฏโฉมทางจอทีวี ก็มีให้เห็นอย่่บ่อยๆ ศัพท์ แสงที่ใช้เรียกกันปั จจุบันก็แปลกๆ เช่น เกย์ ต็ด แตุว อีแอบ ฯ เอดส์ทางกาม . นะครับ ไม่เอ็นไร ให้ระวังพวก นะฮะ. ดารา.แสดงออกทางภาษาและการ แต่งกาย ซึ่งส่วนใหญ่ลอกเลียนมาจากฝรัง่ ต่างชาติท้ งั ที่มาเมืองไทยและในภาพยนตร์ ทางภาษามักจะเป็ น ภาษาที่ยากแก่การเข้าใจ หรือหวือหวาจนค้นหา พจนานุกรมไม่เจอ ไม่ว่าจะเป็ นการสื่อคำาพ่ดปากต่อ ปาก หรือวิวัฒนาการไปถึงชื่อภาพยนตร์ต่างๆ มักจะมี .พวกไม่สำารวมในกาม มีปกติ สำาส่อนทางเพศ เสพไม่เลือกที่. พวกนะคะ.148 สมัยของล่ก โดยเฉพาะพฤติกรรมทางเพศนับว่าน่าเป็ น ห่วงมาก เอดส์ทางกายนี้ ต้องพยายามเสก นะเข้าไว้. นะยะ ให้ดี แล้วจะปลอดภัย ทุกวันนี้คนดัง ๆ ใน สังคม ตามมหาวิทยาลัย . เลือกค่่. คิดเพียงเพื่อ จะเปลื้ องความใคร่ประมาทขาดการป้ องกัน นี้ก็อันตราย เอดส์ทางวัฒนธรรม .

149 ศัพท์แปลกๆ เช่น โหลยโท่ย. อัว๊ ะ. ฯ ในวงการผ้่พิทักษ์สันติราษฎร์ ที่ นิยมนำามาใช้กับชาวบ้านทัว่ ไป เว้นกับผ้ใ่ หญ่หรือผ้่มี อำานาจวาสนาถึงจะไม่กล้าใช้ เช่น ลื้ อ. กึ๋ยทู. มึง. เว่อ ร์. สยึมกึ๋ย. สะแด่วแห้ว. ระบาด คือ กางเกงยีนส์ เสื้ อยืด ผมยาว รองเท้ายาง สะพายย่าม ปั จจุบันสถาบันการศึกษาบาง แห่งยังอนุร ักษ์การแต่งกายชนิดนี้ไว้ บางทีด่ไม่ออกว่านี่ หรือนักศึกษา มันคล้ายไปทางกุ๊ยหรือขี้ยา มากกว่า ! ลัทธิเอาอย่าง ว่าถึงนิสัยคนไทยเราเป็ นพวกไวต่อความร้่สึก ใคร เสนออะไรมารับหมด และ “รับ” โดย “ไม่เลือก” . กู เป็ นต้น นี่ว่าเฉพาะบางคนเท่านั้น ผ้่พิทักษ์สันติราษฎร์ ที่พ่ดจาภาษาดอกไม้ยังมีอีกเยอะ ท่านที่ชอบใช้ภาษา ดั้งเดิมกับประชาชน เห็นจะเป็ นพวกปากเป็ นเอดส์ อีกประการหนึ่ง ที่เห็นชัดระบาดทัว่ บ้านทัว่ เมืองอย่่ ขณะนี้คือเอดส์ทางการแต่งกาย สมัยก่อนมีพวก ๕ ย.

150 ไม่พิจารณา อย่างฝรัง่ เขาไว้ผมยาว หนวดเครารุงรัง ก็เพราเมืองเขาเป็ นเมืองหนาวต้องการความอบอุ่น ฝรัง่ ร้องไปเต้นไป ก็เพราะเมืองเขาเป็ นเมืองหนาวต้อง ยืดเส้นยืดสาย ให้ร่างกายอบอุ่น แต่เมืองเราร้อนแทบ ชัก เหงื่อใครไหลย้อยยังเต้นอย่างเขาอย่่ นี่ก็เป็ นมุม มองของพระมันอาจจะไม่ถ่กก็ได้ พ่ดถึงลัทธิเอาอย่าง เมื่อไม่นานมานี้ นักร้องชื่อก้องโลก คือ ไมเคิ้ล แจ๊ค สัน มาเปิ ดคอนเสิร์ต “แดน เจอรัส ทัวร์” ที่บ้าน เรา คนไทยต่างแตกตื่นไม่ว่า เยาวชน หรือ ชราชน แย่งกันซื้ อตัว๋ เข้าไปชมแพงเท่าไรก็ไม่บ่น ภายหลังการ แสดง สิ่งที่เหลือเป็ นมรดกตกทอดให้ล่กหลานคนไทย เอาอย่างคือ อะไร? คือท่าเต้นอันหวือหวา อาตมา อยากจะเรียกว่า “หายนะ ธรรมคลําเป้ า” จะเหมาะ กว่า อนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้เช่นกัน รายการ “สี่ทุ่มส แคว์” ได้นำา เด็กมาโชว์การร้องเพลงและเต้น ก็ไม่ พ้นท่าที่ไมเคิ้ล แจ๊คสัน ทำาให้ด่ นี่แหละอิทธิพล ของนอก อย่าว่าแต่เด็กเลยแม้แต่นก ั ร้องชื่อดัง ที่ .

.151 แสดงและร้องโชว์ตาบาร์ตามคลับ ก็ยังเอาอย่าง ที่ อนาถคือแม่เจ้าประคุณเป็ นนักร้องหญิง เวลาร้องและ เต้นท่าไมเคิ้ล แจ๊คสัน ภาพลักษณ์จะเป็ นอย่างไรก็นก ึ เอาเองก็แล้วกัน ที่ร้่น่ไี ม่ได้ไปเห็นมา แต่หนังสือพิมพ์ ฉบับหนึ่งเขาลงข่าว ก็นำามาเล่าส่่กันฟั ง อีกประการหนึ่ง คนสมัยนี้แปลก ทีพ่อแม่ว่าอะไรก็ ไม่ฟัง สัง่ อะไรก็ไม่เชื่อ ใช้ไม่ทำานำาไม่ตาม ลิ้นกระด้าง คางแข็ง แต่เวลานักร้องคนโปรดที่ไม่เคยแม้แต่จะคุ้น หรือเคยให้คุณ สัง่ ให้ทำาอะไรก็ทำาบอกให้ปรบมือ..เพราะเสีย ท่านทั้งหลายคงจะเคยศึกษา ประวัติพระเทวทัต พระเทวทัตเป็ นยอดของพระที่มี เอดส์ทางอารมณ์ โดยเฉพาะความอิจฉาริษยารุนแรง .. ให้โห่.....ปกติอารมณ์ทว ั ่ ไปของคนเรา มักจะมีอย่่ ๒ อย่าง คือ อารมณ์ชอบ กับอารมณ์ชัง ชอบ...เพราะผิดหวัง. ชัง. ชอบ..เพราะสมหวัง. หรือ กรี๊ด ล้วนทำาด้วยความเต็มใจ ดังที่เห็นกันอย่่เป็ นประจำา เอดส์ทางอารมณ์ ... ไม่มีปัญหา แต่ชัง.เพราะ ได้. ให้ ร้องตาม. มักจะมีปัญหา ชอบ.. ชัง.

152 มาก จนกระทัง่ ก่อเวรสร้างกรรมต่อพระพุทธเจ้าไม่ส้ น ิ สุด สุดท้ายก็ถ่กธรณีส่บ เพราะอำานาจเอดส์คือริษยา อยากจะเป็ นใหญ่แต่เป็ นไม่ได้ พยายามประทุษร้าย พระพุทธเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่าก็ไม่สำาเร็จ จึงถ่กกรรม ลงโทษเพราะริษยาแท้ๆ ท่านกล่าวว่า “อิฐปูนอิฐดิน นั้นแน่นหนา แต่อิจฉาริษยานั้นพังทลาย อิฐปูนอิฐดิน มีไว้สําหรับก่อกําแพง แต่อิจฉาริษยารุนแรงก่อเวรก่อ กรรม” ไม่เกิดประโยชน์มีแต่ทุกข์โทษ ความจริง คำาว่า “อิจฉา” เป็ นภาษาที่เราใช้เรียก กันเข้าใจและชิน ที่ถ่กคือคำาว่า “ริษยา” หมายถึงเห็น ใครดีเกินหน้าไมได้แต่เรานิยมเรียกรวมกันไปว่า “อิจฉา ริษยา” ท่านบอกว่าจะร้่ว่าใครอิจฉาริษยาให้ด่ท่ต ี า ถ้า ตาร้อนแสดงว่าอิจฉา จึงมีคำาว่า “อิจฉาตาร้อน” ผล ของการอิจฉา ทำาให้สังคมเกิดเผ็ดร้อน เช่น อิจฉาจับที่ตา ทำาให้ตาร้อน อิจฉาจับที่ปาก ทำาให้ปากร้อน แง่ร้าย นินทาว่าร้ายผ้อ ่ ่น ื มองคนอื่นใน จ้องจะ .

153 อิจฉาจับที่ใจ โค่นล้มแก้แค้น.ปั จจุบันเอดส์ชนิดนี้กำาลังแพร่ หลายเพราะมีลัทธิอุบาทว์เข้ามาแทรกซึม ที่เรียกว่า “ลัทธิมูนซ ิ ึ่ม” สอนให้คนมีความคิดวิปริต ไม่ให้คน เคารพพ่อแม่ คร่อาจารย์ สมณพระสงฆ์ หรือร่ปสักกา ระต่างๆ สอนให้คนไม่ร้่จักคุณพ่อแม่ ไม่ตอ ้ งสนอง พระคุณพ่อแม่ นี่แหละปั ญหาที่เราจะต้องช่วยกันแก้ บางคนมีฐานะแล้วลืมพ่อลืมแม่ อ้างว่าทำามาหากินตั้ง เนื้ อตั้งตัวได้เพราะลำาแข้งของตนเอง ทำาให้สงสัยว่า แข้งที่เอาไปทำามาหากินนั้นเอามาแต่ไหน? มิใช่พ่อแม่ ท่านให้มาดอกหรือ? หากพ่อแม่ท่านหักแข้งของท่านไว้ . ทำาให้ใจร้อน คิดวางแผน ทำาลายหมายพยาบาลผ้่อ่ น ื รวมความว่า อิจฉาริษยามีผลเผ็ดร้อน คือ ร้อน ปาก ร้อนตา ร้อนใจ “ร้อนปากทําให้นน ิ ทา ร้อนตา ทําให้คอ ้ น ร้อนใจทําให้หงุดหงิด” นี่แหละโทษของ เอดส์ทางอารมณ์ท้ งั สิ้น เอดส์ทางความคิด .

๑..เอดส์ชนิดนี้จะมักจะเกิดแก่ผ้่ มีอำานาจวาสนาทางการเมืองการปกครอง หรือมีอิทธิพล ที่จะบันดาลความดี ความชอบ ความผิดความถ่ก ให้ แก่ใครๆ ได้ มักจะแสดงออกในลักษณะ ๕ ก. โกงกิน วิธีป้องกันเอดส์ทางกายที่ได้ผล อุบายหรือมนต์ท่จ ี ะป้ องกันไม่ให้เกิดเอดส์ทางกาย อย่างได้ผลนั้น มีอย่่ ๔ วิธี ซึ่งเป็ นวิธีปฏิบัติธรรมไป ในตัว คือ. ๑..154 อยากร้่นก ั ว่าจะเอาแข้งที่ไหนไปหากินนี่แหละเอดส์ท่รี ้าย คือการตั้งจิตไว้ผิดมีโทษอย่างมหันต์ เอดส์ทางการเมือง .. ก่อกวน ๓. กอบโกย ๕.. เกะกะ ๒. คือ. กลัน ่ แกล้ง ๔. ไม่เห็นแก่กาม - ไม่ตกเป็ นทาสของกาม ความใคร่หรือสุขทางเนื้ อหนัง .

. ทางเลือด ๒. ไม่มากคู่เคียง ..ไม่ประมาทในการใช้เข็ม ความต้องการที่ไร้ขอบเขต หญิงหลายชาย ระวังค่่ขา.155 ๒. ไม่เสี่ยงสิ่งเสพติด . ทางรัก ทางเลือดติดต่อโดยใช้เข็ม ฉีดยาร่วมกัน หรือเข็มที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้ อ ส่วนทาง รัก ก็คือความเป็ นผ้่มักมากในกามเข้าตำาราว่า “เพราะ รักสนุกจึงต้องทุกข์ถนัด” เมื่อร้่เหตุท่เี อดส์จะติดต่อแล้ว ก็หันมาแก้หรือป้ องกันที่ต้นเหตุ คือ ไม่ประมาท และ ฉลาดในเรื่องกาม ร้จ ่ ักเลือกร้่จักรัก ร้่จักพอดี เท่านี้ ์ ะพิชิตเรา ที่กล่าวมานี้เป็ นการสรุป เอดส์ก็หมดสิทธิจ เอดส์ท่จ ี ะเกิดทางกาย ส่วนเอดส์ทางจิตหรือทางอารมณ์ มีโลภ โกรธ หลง และริษยา ก็ต้องแก้ด้วยธรรมะ ด้วยการปฏิบัตธ ิ รรม ดังคำาที่ว่า. ไม่ตามใจอยาก - ไม่ตกเป็ นทาสของตัณหา ๓.ไม่เป็ นฉาบหลายฉิ่ง ๔. ชนะร้าย ด้วยดี . ค่่นอน ไม่ควรใช้เข็มเก่าที่ใช้แล้ว โดยปกติโรคเอดส์จะติดต่อกันได้ใน ๒ ทาง คือ ๑. ค่ค ่ วง.

156 ชนะตระหนี่ ด้วยให้ ชนะเหลวไหล ด้วยจริง ชนะหยิ่ง ด้วยอ่อนโยน ชนะโหด ด้วยเมตตา ชนะโกรธ ด้วยไม่โกรธ ชนะริษยา ด้วยยินดี ฯลฯ ก่อนจะจากกันก็ขออนุโมทนาทุกท่าน ที่ถวาย โอกาสให้พระมีส่วนร่วมในกิจกรรม ขอความปรารถนา ของทุกท่านจงสำาเร็จสมความตั้งใจ ที่ได้สละแรงกาย แรงใจจัดงานนี้ข้ น ึ เพื่อความสวัสดีของสังคม ขออำานวย พรเพื่อทุกท่าน ณ บัดนี้ ว่า.. เลื่อมใส ดี รัตนัตยานุภาเวนะ ในคุณแห่งพระรัตนตรัย อำานาจคุณพระที่ท่าน ด้วยดวงใจที่มุ่งทำา ..

157 ขอจงสำาเร็จปราบเอดส์ได้หมด ตั้งแต่บัดนี้ อายุวรรณะสุขะทวี สุขสมสรรเสริญเจริญอารมณ์ พละให้มีกำาลังแข็งแรง ทุกแห่ง สุขสมฐานะดังอาตมะแสดง เพราะกำาลังบุญ ความเจ็บความไข้โรคภัยนานา ลายสิ้นส่ญ สมดังวาทะพระวัดประย่รฯ ทรัพย์ย่งิ ภิญโญฯ สมมโนรถ มีคนชื่นชมทุกหน กายใจเข้มแข็ง พินาศล้างลาม ให้ทุกท่านเพิ่มพ่น ขอเจริญพร ยาใจ ขอเจริญพร ท่านผ้่ร ับชมรับฟั งรายการพุทธประทีป ทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง ๕ ทุก ๆ ท่าน ในนามของทางพระศาสนา ขออนุโมทนาต่อทางราชการ .

และการงานใหม่ จะเห็นได้ว่าอะไรๆ ก็ เปลี่ยนแปลงกันมากในเดือนนี้ รัฐบาลก็เปลี่ยนแปลง งบประมาณใหม่ ฝ่ ายค้านก็เปลี่ยนอุดมการณ์จากต่าง คนต่างอย่่หันมาสามัคคีเป็ นนำ้าหนึ่งใจเดียวกัน ท่านที่ เป็ นข้าราชการบ้างก็เปลี่ยนยศ เปลี่ยนหน้าที่ เปลี่ยน สถานที่ เปลี่ยนอะไรใหม่ๆ จึงถือว่าเป็ นเดือนที่จะต้อง ศัลยกรรมความร้่สึก หากใครไม่ผ่านการ “พลาสเจ . หน้าที่.158 กองทัพบก และกรมการทหารสื่อสาร ที่มีน้ าำ ใจไมตรี เอื้ อเฟื้ อให้เสียงศีลเสียงธรรม ได้มีโอกาสแพร่หลาย กระจายออกส่่ประชาชน เป็ นประจำาทุกวันอาทิตย์ กิจ อันนี้นบ ั ว่าสำาคัญยิ่ง เพราะว่าสังคมจะอย่่เย็นเป็ นสุข ปราศจากการอย่ร่ ้อนนอนทุกข์ ก็ด้วยการที่คนในชาติมี ความร้่ มีสติปัญญา มีคุณสมบัติและคุณธรรม สามารถที่จะแก้ปัญหาข้อขัดข้องของชีวิตได้ ว่าถึงโอกาสเวลาขณะนี้ เดือนกันยายนถือว่าเป็ น เดือนสำาคัญยิ่งเดือนหนึ่ง โดยเฉพาะท่านที่ร ับราชการ ท่านจะต้อง “ศัลยกรรม” ความร้่สึก เพราะเป็ นเดือน แห่งการเปลี่ยนแปลงเป็ นสมัยที่จะต้องปรับเปลี่ยนชีวิต.

ก่อทุกข์ ท่านทั้งหลายคงจะเคยได้ยน ิ คำาว่า “ยาเรือยาแพยา ข้างนอน ยาขันยาจอกยาข้างใน” โดยเฉพาะศีลธรรม นั้น เป็ นโอสถขนานสำาคัญที่จะเยียวยารักษาจิตมิให้ร ว ั่ หรือร้าว ธรรมะจะเป็ นเครื่องสมานเยียวยาให้คนที่โศก จะกลับเป็ นสุข คนที่ทุกข์ก็จะบรรเทา คนที่เหงาก็จะมี ชีวิตชีวา ว่าถึงตำาแหน่งหน้าที่ราชการ เดือนนี้เป็ น เดือนที่มีท้ งั คน “สมหวัง” และ “ผิดหวัง” มีท้ งั คน ขึ้น. ลง. ก.159 อร์ไลส์” ทำาจิตทำาใจไม่ได้ ยอมรับความเป็ นอนิจจัง ของโลกของสังคมไม่ได้ ก็จะเฝ้ าระทมรมทุกข์ เฝ้ าวิตก กังวล กลายเป็ นคนเศร้าหมอง ๖. และคงที่ หากพิจารณาด่ให้ดีและถ่องแท้ตาม สภาพการณ์ของสังคม ก็จะเห็นได้ว่าเดือนกันยายนนี้ .

เขาเป็ น . อยากจะ เป็ น อย่างที่คนอื่นเขาได้. กระสับกระส่าย ๔. อยากจะดี. มาแล้วก็ไป. พบแล้วก็ พราก ก.160 เป็ นเดือนที่ชีวิตจะประสบกับปรากฏการณ์ ถึง ๖ ก.หมายถึง ท่านที่ร ับราชการ ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ พระศาสนา และสังคม มาเป็ นเวลานาน เมื่อสิ้นกาลกำาหนดคืออายุ ๖๐ ปี แล้วก็จะต้องจากไป คำาว่า “เกษียณ” ก็คือ สิ้น. หยุด. ๑. ได้แล้วก็เสีย.ผ้่ท่ย ี ังไม่เกษียณบางท่านก็ กระสัน อยากจะได้. กระสือ ๖. อยากจะมี. เกษียณ ๒.. ๑ เกษียณ . กระเสาะกระแสะ ก. เขาดี. กระสัน ๓. เขามี. ๒ กระสัน . กระเสือกกระสน ๕.. สุด. หมด. ด้วยกัน คือ.

. วิ่งจับเส้นบ้าง. ์ ากวิ่งขึ้นหลังคาบ้าน วิ่งเข้าหลังบ้านบ้าง. ๓ กระสับกระส่าย .161 บ้างก็ต้องดิ้นรน ขวนขวาย หาช่องหาโอกาส ที่จะได้ จะเป็ น ก.. วิ่งจนลํ้าเส้นบ้าง.วิ่งหา เส้นบ้าง.เมื่อมีความกระสันก็เกิด ความกระสับกระส่าย เป็ นทุกข์ คิดวางแผนการว่าทำา อย่างไรหนอ ? จึงจะได้. ๔ กระสือกระสน .เมื่อมีกระสับกระส่ายแล้ว ก็มักจะมีอาการกระเสือกกระสน เดือนกันยายน มีกีฬา ยอดฮิตอย่่ชนิดหนึ่ง ได้แก่ กรีฑา (วิ่ง) กรีฑาเป็ น กีฬาหน้าโยกย้าย ฤด่กาลนี้จะอุดมไปด้วยนักวิ่ง. คือวิ่งเข้าหาท่านผ้่มอ ี ำานาจ วาสนา ที่จะบันดาลความหวังให้ได้โดยตรง แต่บาง ท่านไม่เล่นด้วย เมื่อเข้าหน้าบ้านไม่ได้ เพราะหน้าบ้าน ประต่ปิด ก็ว่งิ ย้อนเข้าหลังบ้าน (แม่บ้านท่านผ้่มี . บางรายฤทธิม ก็มี ที่ว่าวิ่งเข้าหน้าบ้าน.. จะเป็ น ดังที่คนอื่นเขาได้. เขาเป็ น บ้าง ? ก. ที่ภาษา ฟุตบอล เรียกว่า “ออฟไซด์” วิ่งเข้าหน้าบ้านบ้าง..

ในเดือนกันยายนนี้ มักจะมี พวกกระสือปรากฏร่างอย่่ทว ั ่ ไป ลักษณะของกระสือคือ หิวอย่่เรื่อย จะคอยสัมภาษณ์ ตรวจสอบ ว่าใครบ้างที่ หิวกระหาย (อยากได้ใคร่ดี) ก็จะเข้าไปตีสนิทหาทาง ควักไส้ (กินค่าคอมมิชชัน ่ ) ซึ่งหากร้่ไม่เท่าทันก็จะเป็ น เหยื่อ คนที่ทำาตัวเป็ นกระสือ คือเป็ นหน้าม้า วิ่งเต้น ค้าตำาแหน่ง ถึงกับเสียเงินเสียทอง. เสีย เหลี่ยม. เสียเกียรติ. เสียชื่อเสียง ดังเป็ นข่าวครึกโครมสะเทือนไป ทัว่ ทุกระบบทุกวงการ .162 อำานาจ) หากหลังบ้านท่านเกิดเล่นด้วย ก็มักจะก่อให้ เกิดปั ญหาแก่หน้าบ้านและหน่วยงาน หากหลังบ้านไม่ เล่นด้วย ปั ญหาก็มักไม่เกิด บางคนเข้าหน้าบ้านประต่ ก็ไม่เปิ ด เข้าหลังบ้านประต่ก็ปิด ก็หันไปใช้วิธีพิเศษ คือหันไปปี นหลังคาบ้านแทน คือใช้อำานาจและบารมี ของผ้่ท่เี หนือกว่า มาบีบบังคับหรือฝากลงมา และ กำาลังเป็ นที่นย ิ มจนกลายเป็ นเรื่องปกติของระบบราชการ หรือสังคมไทย ก. ๕ กระสือ .

163

ก. ๖ กระเสาะกระแสะ - พวกที่กระเสาะ

กระแสะ ไม่สมหวังดังปรารถนา ไม่ได้เลื่อนยศ เลื่อน
ขั้น แถมถ่กโยกย้าย ก็มักจะเกิดอาการป่ วยทางจิต
พยาธิทางจิต
อาการป่ วยทางจิต คือ งอน, ไม่ชอบใจ, ไม่

พอใจ, เมื่อเกิดกระเสาะกระแสะขึ้นในความร้่สึก ก็จะ
แสดงออกด้วยการ ประท้วง, ประชด, ประจบ, และ
ประจาน

ประท้วง - แสดงออกถึงการไม่พอใจให้ปรากฏ

และไม่ยอมรับในคำาสัง่ นั้นๆ
ประชด

- แสดงความเป็ นศิลปิ น ด้วยการ

ร้องเพลง “อย่างนี้ต้องลาออก...ๆ” หรือก็ไม่ลากพัก
ถือว่าทำาดีแล้วไม่ได้ดี อะไรทำานองนั้น

ประจบ - ใจดีเข้าส้่... ต่อรองขออย่่ท่เี ดิม

หรือย้ายไปในแหล่งที่ตนพึงใจ

164

ประจาน - หากไม่เป็ นไปตามที่ตนหวังตนขอ

ก็ขุดคุ้ยความหลังที่เป็ นความสับของกันและกันขึ้นมา

ประจาน คนที่มีนส
ิ ัยเยี่ยงนี้จะทำางานเก่งอย่่อย่างเดียว

คือทำา “บัตรสนเท่ห์” เที่ยวป้ ายร้ายให้โทษคนโน้นคน
นี้สารพัดอย่าง ดังที่ปรากฏทัว่ ไปในฤด่โยกย้าย

ชีวิตทุกชีวิตนั้น มีได้, มีเสีย, มีข้ น
ึ , มีลง, มี

สมหวัง, มีผิดหวัง จะได้ท้ งั หมดก็ผิดวิสัย จะเสีย

ทั้งหมดก็เป็ นไปไม่ได้ เราจะต้องยาใจของเราไม่ให้ร ว
ั่

ให้ร้่จักหนักแน่น อดทนอดกลั้น ไม่ให้ความร้่สึกที่ไม่ดี
มันไหลซึมออกมาส่่โลกภายนอก อย่าไปเที่ยวประจบ

อย่าไปเที่ยวประชด อย่าไปเที่ยวประท้วง และอย่าไป

เที่ยวประจาน เพราะ “ประจบทําให้เสียงาน ประจาน
ทําให้เสียสังคม” เห็นได้ชัดว่า การกระทำาเช่นนี้ แสดง
ให้เห็นถึงความเป็ นผ้่ “หมดดี” !
อยู่ที่ดวง

165

บางท่านบอกว่าจะได้ดีหรือได้ร้าย ชีวิตจะเจริญหรือ

ก้าวหน้าขาดทุนหรือกำาไร ล้วนขึ้นอย่่กับ “ดวง” คำาว่า
ดวงตามความหมายของนักโหราศาสตร์ ก็ไปอีกอย่าง

ดวงของข้าราชการก็ไปอีกอย่าง บางท่านเอาไปแยกแยะ
ชำาแหละศัพท์เป็ นส่ตรพิเศษว่า ดวง มาจากอักษร ๓
ตัว คือ ด, ว, ง

-

มาจากคำาว่า เด็กของใคร ?

-

มาจากคำาว่า เงินถึงหรือเปล่า ?

-

มาจากคำาว่า วิ่งเก่งไหม ?

เพราะฉะนั้น สมัยก่อนท่านบอกว่า “ค่าของคนอย่่

ที่ผลของงาน ค่าของงานอย่่ท่ก
ี ารกระทำา ค่าของการก
ระทำาอย่่ท่ท
ี ำาดี” แต่ปัจจุบันนี้ ค่านิยมออกจะไขว้เขว
กลายเป็ นว่า...

ค่าของคนอย่่ท่ค
ี นของใคร ?

ค่าของคนอย่่ท่ค
ี ุณมีอะไร ?

ค่าของคนอย่่ท่ค
ี ุณมีเท่าไร ?

ถ้าเด็กดี, มีเส้น, วิ่งเก่ง, เงินถึง ก็แสดงว่า ดวง

ดี...ที่ดีก็ได้, ถ้าดวงร้าย...ที่ได้ก็ไม่ดี ด้วยเหตุน้ ย
ี ุค

166

ปั จจุบัน จึงเกิดค่านิยมว่า....ถ้าอยากได้อยากดี ต้องมี
๓ S คือ...

๑. เส้น
๒. สาย

๓. ซอง

-

-

อิงบารมีผู้ใหญ่

-

ติดสินบน ใช้นโยบายพ่อ

อาศัยพวกมาก

บุญทุ่ม แม่บุญแจก เท่าไรไม่
!

อั้น

ทฤษฎี ๓ S นี้ แม้จะเป็ นเรื่องที่ชอบใจ แต่ก็

ไม่ใช่เรื่องที่ถ่กต้องและถ่กธรรม ทำาให้เกิดคำาว่า “ค่า
ของคนอย่่ท่ผ
ี ลของเงิน” ขึ้นมา

ธนาธิปไตย
บางคนบางท่าน ไปคาดหวังอนาคตไว้กับอามิสสิน

จ้างหรืออำานาจเงินตรา เป็ นนัก ธนาธิปไตย นับถือ

เงินเป็ นใหญ่ พระเจ้าเงินตราศาสนาแบงค์ สตํ สรณํ
คจฺฉามิ ยอมทุ่มเท ทุ่มทุน ถือเงินเป็ นใหญ่ จนมี

ส่ตรยอดฮิต ว่า ๔, ๓, ๒ ที่โด่งดังในยุคหนึ่ง ว่าถึง

มีเงินเขานับว่าน้อง มีทองเขานับว่าพี่ ยากเงินจนทองพวกพ้องไม่มี เงินมีพวกมากเงินจากพวกหนี แหวน มีเงินหรือจะไร้ของมีทองหรือจะไร้ คนมีเงินทำาอะไรไม่น่าเกลียดฯ ล้วนเป็ นคำาบรรยายขยายให้เห็นอานุภาพของเงินทั้ง สิ้นแม้เพลงล่กทุ่งยังเอาไปร้องว่า “สระ เอ...167 เรื่องเงินก็นบ ั ว่าเป็ นเรื่องสำาคัญ เพราะเป็ นเครื่อง อำานวยอวยประโยชน์ให้แก่ชีวิตได้สารพัด เพราะเงินนั้น บันดาลอะไรก็ได้ ดังคำาว่า “มีเงินมีทองเจรจาได้ มีไม้ มีไร่ปลูกเรือนงาม คนมีเงินทํางานด้วยปาก คนทุกข์ ยากทํางานด้วยแรง” หรือคำาที่แสดงถึงค่าของเงินว่า. ง ิน. เงิน มีอํานาจเหลือเกิน เงินเอ๋ยเงินตรามีเงินใช้แสน สบายอุรา เกิดมาปรารถนากันแต่เงิน” นอกจากนี้เงิน ยังบันดาลอะไร ๆ ให้อีกมากมาย เช่น .

อาคารสถานที่งาม ได้ท้ งั นั้น เงินทำาให้ง่าย - ทำาให้พ่ดง่าย. ร้่บอกไม่ร้่. ไม่ติดขัด พัฒนาตนและทรัพย์ให้เกิดประโยชน์ เงินทำาให้เงียบ - เห็นบอกไม่เห็น. เข้าออกง่าย. เข้าใจง่าย. เงินทำาให้ง่วง - เกิดความประมาท ไม่คิด งานเสร็จง่าย.168 เงินทำาให้งาม - ทำาให้หน้างาม. ร่ปงาม. เครื่องประดับงาม. ทำาบอกไม่ได้ทำา เพราเงินทำาให้อ้าปาก ไม่ข้ น ึ พ่ดมากปากโป้ ง เงินอุดเดี๋ยวก็ เงียบ เงินทำาให้งอน - ได้นอ ้ ยก็ไม่พอใจ เกิดประท้วง เงินทำาให้งง - เงินเป็ นมนตราที่ทำาให้คนตะลึงทำา เงินทำาให้งัด - ผลประโยชน์ขัดกันก็งัดข้อกันเสีย ฟ้ องร้องขึ้นโรงศาล ค้าความเพราะเงิน อะไรไม่ถ่ก ไมตรีจิตมิตรภาพต่อกันและกัน .

.. .. ไม่มีป้อมแห่งใดที่ในโลก เงินเข้าโยกจะไม่แยกและแตกฉาน ไหนว่าแข็งแกร่งกล้าถ้าต้านทานพอทหาร เงินดีก็บ้ แ ี บน จะเห็นได้ว่าป้ อมไหนๆ ก็ทลายเพราะอำานาจเงิน ที่ เที่ยงธรรมกลายเป็ นลำาเอียงก็เพราะสิ่งเดียว คือ เงิน.169 เงินทำาให้หงาย - ทำาให้กล้าพ่ด กล้าเปิ ดเผย เรื่องลับเป็ นเรื่องแจ้ง เพราะฉะนั้น จึงมีคำาที่ท่านกล่าวไว้น่าคิดว่า “เงิน นั้นสามารถบันดาลอะไรได้หลายๆ อย่าง เป็ นได้ท้ งั คุณและโทษ” ทำาให้ทุกข์ก็ได้สุขก็ได้ สร้างสรรค์ก็ได้ ทำาลายก็ได้ ดังบทประพันธ์ท่ว ี ่า...ยิ่งได้ ยิ่งดี ยิ่งมี ยิ่งอยาก...! เงินทำาให้งก - ทำาให้เกิดกิเลส ไม่ร้่จักพอ.. ยิ่งมากยิ่ง บุคคลเช่นนี้จะร้่สึกจนตลอดชาติ ! จน ๓ แบบ ชอบ อันว่าความจนนั้น มี ๓ ลักษณะ คือ.

สามารถดี. จนเพราะไม่มี .ถมเท่าไรไม่ร้่จักเต็ม ประเภทตุ่มก้นรัว่ น่าเวทนา ๓. จนเพราะไม่พอ . และประพฤติดี หรือไม่ ? ถ้ามีดีครบ ๓ ชั้นนี้ร ับรองดวงต้องดีแน่ แต่ถ้าขาดไปอย่างใดอย่าง หนึ่ง แสดงว่าดวงยังดีไม่ถึงขั้นหรือถึงที่สุด ท่านเจ้า คุณพระธรรมโกศาจารย์ หรือพุทธทาส กล่าวไว้คมคาย น่าคิดตอนหนึ่งว่า.ขัดสนมาแต่กำาเนิด น่า ๒. เราดี ดีกว่า ดวงดี ทำาดี นัน ่ แหละ เราหน่วง เพราะดีน้ น ั เอาดีท้ งั ปวง มีท่เี รา มาทำาให้ ดีกว่าที่ดวง ดวงเรามันดี .170 สงสาร ๑..ตัวเท่าเสาเงาเท่า พ้อม เข้าลักษณะว่า “เสียเกินได้ใช้เกินมี” ประเภทนี้ น่าสมนำ้าหน้า ย้อนกลับไปพิจารณาเรื่องดวงกันอีกสัก นิดว่า ดวงในทางพุทธศาสนานั้นอย่่ท่ไี หน? ท่านบอก ว่าอย่่ท่ต ี ัวเรา เรามีดีครบส่ตรหรือเปล่า ? ร้ด ่ ี. จนเพราะไม่เจียม .

171 อยากได้ดีต้องมีธรรม ๗ ท่านที่ต้องการความเจริญก้าวหน้า ในเรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ พระพุทธศาสนาก็มีอุบายหรือคำาสอน เรียกว่า “คาถาเจริญยศ” ซึ่งเป็ นคำาสอนที่มุ่งให้ ประพฤติไปในตัวว่า. มการิโน ยโสภิวฑฺฒติ อุฏานวโต สตีมโต สุจิกมฺมสฺส นิสมฺ สญฺญตสฺส จ ธมฺมชีวิโน อปฺปมตฺตสฺส แปลความว่า ยศย่อมเจริญยิ่ง แก่บุคคลผ้่มค ี วาม ขยันหมัน ่ เพียร มีสติ มีการงานสะอาด ใคร่ครวญ ถี่ถ้วนแล้วจึงทำา มีความสำารวมระวัง ดำาเนินชีวิตโดย ชอบธรรม และมีความไม่ประมาท ดังนี้ แปลถอด ความให้จำาง่าย สบายต่อการนำาไปปฏิบัติว่า. ผ้่ใด.... เป็ นนิจขยัน .

เมาตัวลืมตาย เมากายลืมแก่ เมาสามีภรรยาลืมพ่อลืมแม่ เมาเหล้าเมากระแช่ลืมคุกลืมตะราง ..... คือเมาตัวลืมตนดังคำาที่ คนแต่ก่อนท่านสอนว่า.172 ตั้งมัน ่ สติ ดำาริงานชอบ รอบคอบก่อนทำา สำารวมอินทรีย์ ใจมีธรรมะ ละความประมาท ผ้่น้ น ั .ปราชญ์รอ ้ งสรรเสริญว่าเจริญยศยิ่งแล ฯ มนต์กันเมา โดยปกติคนเรา หากเผลอพลาดปราศจากสติเมื่อใด ยามได้ยามดีมักจะมีอาการเมา..

ได้ทรง หัวโขนสวมหัวคนเต้น หมายเป็ นลิงยักษ์สักคร่่ ถอดโขนแล้วคนเดิมด่ ใช่ผ้่ยักษ์ลิงสิ่งลวง เพราะฉะนั้น ได้ก็อย่าไปดีใจจนเหลิง เสียก็อย่าไป เศร้าจนหมดสุข เพราะทุกอย่างล้วนอนิจจัง มาแล้วก็ ไป ได้แล้วก็เสีย. ก้าวหน้าได้ก็ถอยหลังได้. ฟ่ได้ก็ ....173 มีคาถากันเมายศอย่่บนหนึ่ง ว่า ยโส ลทฺธา น มชฺเชยฺย แปลว่า ได้ยศแล้วไม่พึงเมา จะทำาให้เสียคน เสียชื่อ เสียเกียรติ เสียมิตร ดังภาษิตที่ท่านกล่าวไว้ว่า “นักปราชญ์เมาวิชา นักวิปัสสนาเมาความดี ทายกเมา บุญ ท่านขุนเมายศ นักบวชเมาโบสถ์ นักเป่ าเมาปี่ ” ไม่ดีท้ งั นั้น ผ้่ท่ไี ด้ก็อย่าไปเมา ผ้่ท่เี สียก็อย่าไปเศร้า แต่ให้ร้่เท่าร้่ทันว่าสิ่งเหล่านี้คือหัวโขน ที่เขาสวมให้เรา แสดงบทบาทไปตามนั้นเท่านั้น พอถอดหัวโขนก็เป็ น คนเดิม ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์) วัดราชบพิธ นิพนธ์ธรรมคติสอนใจไว้บทหนึ่งว่า.

สุขได้ก็โศกได้. หัวเราะได้ก็ร้องไห้ได้. ์ ค ได้ยศศักดิอ ั รฐานเพราะงานดี ยศจะมีเพราะหมัน ่ การศึกษา แล้วตั้งตนให้งามตามฐานา ์ ักเสื่อมคลาย ไม่ร ักษายศศักดิจ ควรรักษาแต่อย่ามัวเมายศ จะพาลดญาติชิดมิตรสหาย ... ฉะนั้น- ท่านอย่ามัวหลงพะวงแต่โลก สุขแล้วกลับโศกไม่เป็ นแก่นสาร ถึงแม้จะเมาก็พอประมาณ จงหมัน ่ วิจารณ์ไปตามเป็ นจริงฯ อย่าไปหลงยึดถือเอาเป็ นจริงจังกับสมมติบัญญัติจนเกิน ์ ิใช่เหล้าเมาแต่พอ ถ่กเขายอเหมือน ไป “อันยศศักดิม เขาเกาให้เราคัน” บางรายหลงสมมติถึงกับกินข้าวกับล่ก เมียไม่ได้ เพียงถ่กทางการแต่งตั้งให้เป็ นกำานันเท่านั้น นักปราชญ์ท่านหนึ่งเขียนเตือนใจไว้ ณ ที่แห่งหนึ่งว่า.174 แฟบได้.

ปลงใจ.วางภาระที่เคยแบกหามลง จากป่ า คือความรับผิดชอบ ๒. ดังนี้ ๑. ปลดเปลื้ อง . อย่าเป็ นทุกข์เพราะยึด จงทำาใจไว้เสมอว่า “ยามบุญมากาไก่กลายเป็ นหงส์ .175 เมาทำาไมใช่เหล้าอย่าเมามาย ยศจะคลายพิษชัว่ ถ้ามัวเมา ฯ ยา (ทํา) ใจ สำาหรับท่านที่จะเกษียณอายุราชการ ก็ขอฝากชรา ธรรมอันเป็ นดุจโอสถที่จะเยียวยารักษาจิตในวัยชรา เรียกว่า ธรรมะ ๓ ป. ปลงอนิจจัง. ปลงบริขาร ปลงสังขาร. ปลงอาบัติฯ ปลงได้จะไม่หนัก อิสระ ๓. ปลงผม. ปลดปลง - วางลง.ไม่ยึดมัน ่ ถือมัน ่ จิตเป็ น จงอย่าเป็ นทุกข์เพราะยศ. ปลดปล่อย . ปลงสังเวช. ปลงตก ทำาใจได้ เช่น ปลงกัมมัฏฐาน.

อย่าท้อ. จะได้เพิ่มอุตสาหะวิร ิยะยิ่งๆ ขึ้นไป อย่าฝ่ อ. ดีตรงที่จะได้เปลี่ยนบรรยากาศได้ งานใหม่ ได้มิตรใหม่ ได้ประสบการณ์ใหม่ เพราะฉะนั้น คนที่มย ี าใจ หรือทำาใจได้จะเป็ นคนที่ มีความสุข “จะยิ้มได้เมื่อภัยมา ไม่ ภัยมี” ชีวิตจะมีสุขทุกสถานธรรมกถา เรื่อง โสกาเมื่อ “ยาใจ” ของอาตมาวันนี้ ก็สมสมัยได้เวลา ขออนุโมทนาและขอ ยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ทุกท่าน. อย่าถอย. ยังไม่ได้ก็คิดว่า ดี จะได้ร้่ ว่า ดี เรายังไม่ถึงขนาด. สุดท้าย แม้ถ่ก ย้ายก็ให้คิดว่า ดี. ได้เลื่อนยศเลื่อนตำาแหน่งก็ดี แสดง ว่าความดีปรากฏ. ดีถึงขั้น.176 ยามบุญลงหงส์กลายเป็ นไก่” ทำาใจได้ดีไม่มีทุกข์ ทำาใจ ไม่ได้จะไร้สุข วิธีทำาใจคือคิดและมองให้เห็น ดี ในสิ่ง นั้นๆ เช่น เกษียณก็คิดว่า ดี จะได้พักผ่อน มีเวลา ให้กับครอบครัว. วิชาเกิน* .

วิธีการ ที่ท่านทั้งหลายจะได้จากการ อบรมนี้เอาไปใช้ในการเผยแผ่ ทุกท่านได้สาระได้ความร้่ ได้ประโยชน์ อย่าลืมขอบคุณคณะสงฆ์วัดปากนำ้า ที่ได้ จัดงานประชุมอบรมนี้ข้ น ึ ได้ถวายความสะดวกในด้าน ที่พัก ข้าวปลาอาหาร อย่างสะดวกสบายทุกอย่าง เรื่องที่ผมจะบรรยายต่อไปนี้ เป็ นวิชาเกินไม่ใช่ วิชาการ ขอท่านพระธรรมท่ตทุกร่ปได้ โปรดทำาใจว่า ผมไม่ได้สอนแต่ผมมาเสริม เดี๋ยวจะคิดว่าผม “เอานํ้า มาสอนปลา เอาฟ้ ามาสอนนก เอานรกมาสอนเปรต เอาสังฆาทิเสสมาสอนพระ” อันจะทำาให้ไม่สบายใจ .177 ท่านพระธรรมท่ต ท่านักเผยแผ่ วันนี้ผมโชคดีท่ม ี ี โอกาสได้มาพบและได้มาบรรยายถวายความร้่แด่ทุกท่าน ทั้งนี้ด้วยเมตตาของ พระเดชพระคุณพระธรรมปั ญญา บดี อธิบดีสงฆ์วัดปากนำ้า กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าคณะภาค ๗ ได้คำานึงถึงชีวิตของพระศาสนา หรืองานที่จะจรรโลงพระพุทธศาสนาให้มน ั ่ คงได้น้ น ั สิ่ง สำาคัญก็คืองานเผยแผ่ ด้วยเหตุน้ ี ทางคณะสงฆ์จึงได้ อาราธนาท่านทั้งหลายมาร่วมประชุม เพื่อที่จะเพิ่มเติม ความร้่. เทคนิค.

178 เป็ นอันว่าสิ่งที่จะได้บรรยายถวายวันนี้ เป็ น ประสบการณ์ เป็ นความร้่ท่ผ ี มได้พบได้ผ่านมา ท่าน พระธรรมท่ต คงจะจำาพุทธโอวาทที่ประทานแก่พระสงฆ์ ชุดแรกก่อนที่จะส่งไปประกาศพระศาสนาที่ตรัสว่า จรถ ภิกฺขเว จาริกํ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺ ปาย บอกว่า เธอทั้งหลายจงจาริกไปเพื่อประโยชน์แก่ คนหม่่มาก เพื่อความสุขแก่คนหม่่มาก เพื่อเกื้ อก่ล เพื่ออนุเคราะห์แก่คนหม่ม ่ าก เป้ าหมายนักเทศน์ ทีน้ ี ก็มาถึงบทบาทที่ท่านทั้งหลายจะได้ไปสัมผัสกับ ประชาชน เพื่อนำาอุบายแห่งความผาสุกไปบอกแก่คน ทั้งหลาย ภาวะฐานะของพระธรรมท่ตก็คือการเอาความร้่ เอาแสงสว่างหรือเอาธรรมะไปแนะไปนำาเขา ที่เรียกว่า ชี้ทางบรรเทาทุกข์ ชี้สุขเกษมศานติ ์ ชี้ทางพระนฤพาน .

179 อันพ้นโศกวิโยคภัย พระธรรมท่ตก็ดี พระที่เป็ นนักเผยแผ่ท่เี รียกกันว่า นักเทศน์ก็ดี มีฐานะที่เกี่ยวข้องผ่กพันกับประชาชนคือ นักเทศน์ เป็ นเพื่อนยามสบาย นักเทศน์ เป็ นมิตรนิจนิร ันดร์ นักเทศน์ นักเทศน์ เป็ นสหายยามโศกศัลย์ เป็ นขวัญของปวงชน อย่าลืมว่าพระที่ทำาหน้าที่เผยแผ่น้ น ั เป็ น “ขวัญของ ประชาชน” นักเผยแผ่ธรรมะหรือพระธรรมท่ตเป็ นนัก ปั้ นอารมณ์เป็ นผ้่จ่งจิตวิญญาณของประชาชนจะไปนรก หรือไปสวรรค์ ก็อย่่กับทุกท่านนี้แหละ ! กติกาพิจารณานักเทศน์ ที่น้ ท ี ำาอย่างไร ? เราจึงจะเป็ นพระธรรมท่ต เป็ น นักเผยแผ่หรือเป็ นนักเทศน์ได้ อันนี้เป็ นเรื่องที่เราจะ ต้องขบคิดวิจัยวิจารณ์กัน พระในเมืองไทยท่านสรุปเอา ไว้รวมทั้งพระทั้งเณรประมาณสามแสนร่ปแต่หาพระที่พ่ด .

หุ่นให้ .180 ให้ประชาชนร้่เรื่อง เข้าใจ จนนัง่ อย่่ในหัวใจ หรือเป็ น ขวัญใจของประชาชน เป็ นความหวังของพุทธศาสนามี สักกี่เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ เพราะอะไร ? มีเหตุผลหลาย อย่าง ผมจะกล่าวถึงผ้่ท่ม ี ีคุณสมบัติจะเป็ นนักเผยแผ่ เป็ นพระธรรมท่ต หรือเป็ นนักเทศน์ได้ จะต้องมีองค์ ประกอบที่สำาคัญอย่างน้อย ๕ ประการ คือ ๑. กล้าแสดง ประการที่ ๑. หลักธรรม ๔. หุ่นให้ ๒. ใจรัก ๓.ความจริงมันเป็ นเรื่อง ของประชาชนเหมือนกัน ถ้าพระร่ปร่างขี้ร้ ว ิ ขี้เหร่ บางทีก็ไม่ค่อยศรัทธา ถ้าพระร่ปงามๆ ผิวพรรณดี หุ่นดีไปเทศน์ท่ไี หนญาติโยมก็ฮอ ื ฮา คนเรานี่มัน ชอบ สวยชอบงาม ถึงมีข้อที่ท่านกำาหนดไว้ว่า รูปัปปมาณิกา แปลว่า ถือร่ป (ทรง) เป็ นประมาณ ถ้าพระร่ปงามก็ ชักนำาศรัทธาให้เกิดได้ หุ่นไม่เอาไหนหาคะแนนลำาบาก . นําศรัทธา ๕.

181 ประการที่ ๒..ได้แก่ วัตรปฏิบัติ กิร ิยามารยาทหรือจริยาวัตรของพระนี่ครับสำาคัญมาก โบราณท่านบอกว่าอยากจะด่สมบัติผ้่ดีให้ไปด่ท่พ ี ระ อย่างพระอัสสชิ.ถึงหุ่นให้ ถ้าใจไม่ร ักเสีย อย่างเดียว มีความร้่แค่ไหนก็ไม่อยากเป็ น ผมมีเพื่อน ล่กศิษย์ท่ม ี ีความร้่ส่งๆ แต่ชวนให้ไปเทศน์ไปบรรยายไม่ เอา เพราะอะไร? ใจไม่ร ัก...บางร่ปอยากจะเป็ น เหลือเกิน แต่บังเอิญภ่มิไม่มี พื้ นฐานไม่มี มีคนมาขอ เป็ นศิษย์ฝึกเทศน์ฝึกบรรยายกับผมหลายร่ป ถามว่า เรียนจบอะไรมาบ้าง? บางร่ปยังไม่จบนักธรรมตรีเลย ครับ ผู้ที่จะเป็ นนักเทศน์ได้จะต้องมีภูมิรู้ มีภูมิธรรม คือมีท้ งั คุณวุฒิและคุณธรรมเป็ นพื้ นฐาน ถ้าเราไม่มี ความร้่เราจะเอาอะไรไปสอนไปแนะประชาชนกลายเป็ น ตาบอดจ่งตาบอด ประการที่ ๔ นําศรัทธา .เรียบร้อยมาก เวลาจะเดินจะ . ใจรัก .คือ ฉันทะไม่มี เมื่อ ฉันทะไม่มี วิร ย ิ ะมันก็ไม่เกิด เห็นไหมครับใจไม่ร ักก็ เป็ นไม่ได้ ประการที่ ๓ หลักธรรม..

ถึงมีความร้่ความ สามารถส่งส่งเพียงไหน ถ้าไม่กล้า.182 เยื้ องกรายแต่ละย่างก้าวด่ละไมพร้อมละม่อมพริ้มอุปติส สะคือพระสารีบุตร จึงเกิดศรัทธาปสาทะนิยมยกย่องที่ เรียก ว่าเลื่อมใสเพราะฉะนั้น จรรยามารยาทและการ วางตัวเป็ นเรื่องที่สำาคัญมาก ประการที่ ๕ กล้าแสดง ..ไปไม่รอดหรอก ครับ เพราะฉะนั้น ท่านที่จะเป็ นนักเทศน์ นักเผยแผ่ หรือพระธรรมท่ต ผมขอเสนอว่าต้องใช้อย่างหนาตาช้าง ไม่ใช่ชวนให้หน้าด้าน แต่ให้กล้าแสดง กล้าตัวนี้คือ วิสารทะ แกล้วกล้า ไม่ใช่กล้าแบบบ้าบิ่น อย่า อาย..บางท่านมีความร่่แต่พอให้แสดงจริงๆ แหม ! สัน ่ เป็ นนกตกนำ้า ที่วัดผมเมื่อก่อนนี้มีเทศน์ทุกวัน พระ เณรร่ปไหนมีใจชอบเขาจะนิมนต์ข้ น ึ เทศน์และก็มี ญาติโยมฟั งเป็ นประจำา บางองค์ข้ น ึ ไปตั้งนะโมวนอย่่ ๔ เที่ยว เดินคาถาไม่ได้ มือไม้สน ั ่ เหงื่อกาฬแตก โยม ต้องนิมนต์ลง ..

อร่อยต้องมีคำากลอน ๔. สุภาษิตหน่อย ๓. ไม่ง่วงนอนต้องมีขำาขัน . ต้องมีคำาคมนิด ๒.183 เฉพาะฉะนั้น ถ้ารักจะเป็ นนักเผยแผ่ เป็ นพระ ธรรมท่ตหรือเป็ นนักเทศน์ ต้องมีองค์ประกอบสำาคัญดัง กล่าว เทศน์ดีต้องมีศิลปะ ทีน้ วี ่าถึงการที่จะไปจ่งจิตวิญญาณของชาวบ้าน ไป สื่อสารหลักการให้เขาเข้าใจ นักเผยแผ่จะต้องมีข้อม่ล ประกอบ ผมจะเรียนถวายเป็ นส่ตรสำาเร็จเป็ นอาหาร กระปุ อง ผมชอบทำาเป็ นส่ตรสำาเร็จเป็ นข้อ ๆ เพื่อจะได้ จำาง่าย ส่ตรการพ่ดการบรรยายจะให้ประสบความสำาเร็จ และเป็ นที่สนใจ จะต้องอาศัยหลัก ดังนี้ ๑.

นัน ่ คือมีมุข. คือ ส. มีตลก. ขำา ขัน เกินนั้นผิดสมณวิสัย ไม่งามและเสียสมณสาร่ป สรุปแล้วนักเผยแผ่ท่ด ี ีจะต้องมี ๓ ส.เอาไว้เสริมแต่อย่าให้มาก มากเกินไปคนฟั งจับประเด็นไมได้ ทั้งเรื่องมีแต่กลอน เลยไม่ร้่จะจับประเด็นตรงไหน ? ไม่ง่วงนอนต้องมีขำาขัน .184 หลวงพี่หลวงพ่อหลายร่ปอาจจะเก่งอย่่แล้วแต่ สำาหรับท่านที่ยังไม่มีประสบการณ์และอยากจะได้ความร้่ ผมเรียนถวายอย่างนี้ ต้องมีคำาคมนิด .คำาคมทำาให้คำาพ่ดกินใจ สะกิด ใจ และจำาแม่น สุภาษิตหน่อย . ที่ ๑ ต้องสนุก .ทำาให้คำาพ่ดสละสลวยไพเพราะ น่าฟั ง อร่อยต้องมีคำากลอน . แต่ระวังอย่าให้เลยไปถึงสัปดน มันจะมีแก๊กของมันอย่่ มีมุข มีขำาขัน มีตลก ถ้าเลยตลกแล้วจะกลายเป็ น สัปดนและจะกลายเป็ นลามก เพราะฉะนั้น พระเรามีขีดจำากัดพ่ดได้แค่ตลก.

ไม่วกวน การใช้ภาษา เข้าใจง่าย สนิท - เนื้ อเรื่องที่นำามาเทศน์มาพ่ดเชื่อได้สนิท ใจ มีเหตุผลอุปมาสาธกชวนให้สนใจใคร่ปฏิบัติตาม คุณสมบัตินักเทศน์ ทีน้ ม ี าถึงประเด็นสำาคัญ คือ คุณสมบัตินก ั เทศน์ หลายท่านอาจจะเคยฟั งหรืออาจจะได้ฟังมาแล้ว คุณสมบัติของนักเทศน์หรือนักเผยแผ่ มีท้ งั แบบเก่า และแบบใหม่ แบบเก่านั้น คือ .185 ส. สนใจ. ไม่เบื่อ หน่าย. จังหวะดี. ที่ ๓ ต้องเสนาะ ต้องสนิท ถ้าไม่สนุก ไม่เสนาะ ไม่สนิท รังรอง สลีฟ ล่กเดียว ! สนุก - คือฟั งแล้วเพลิดเพลิน ไม่ง่วง. ที่ ๒ ส. ใคร่อยากฟั งอีก เสนาะ - คือเสียงไพเราะระดับเสียงพอดีไม่ดัง หรือเบาเกินไป.

หน้าด้าน ๔. จิตใจสะอาด ๕..186 ๑. มีความร้่พอเพียง ๒. ใจกล้า ๓.ไม่กลัว กล้าพ่ด กล้าถาม กล้าแสดง ผิดถ่กค่อยว่ากันอีกที หน้าด้าน . มารยาทเรียบร้อย .แต่ก่อนนี้ไม่มีเครื่องขยาย ถ้าเสียงดัง ฟั งชัด แล้วโยมชอบ เพราะร้่เรื่อง. เสียงดัง ปากไว .เขาไม่นม ิ นต์เที่ยวเสนอหน้าไป อันนี้ ไม่พึงปฏิบัติ ไม่มีใครนิยมคนหน้าด้าน หรือไม่ละอาย เสียงดัง . ไม่รำาคาญ แต่ในยุคปั จจุบันนี้ซ่งึ เป็ นสมัยใหม่ ก็วิวัฒนาการ จากปากไว ใจกล้า หน้าด้าน เสียงดัง เป็ น. จำาได้. ปากไว ๒.เขาถามมาต้องตอบทันที ไม่อ้ าำ อึ้ง ใจกล้า . ๑. เสียงมีกังวาน ๓. ปฏิภาณว่องไว ๔..

187 มีความรู้พอเพียง .เจ้าพระคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (เสงี่ยม) วัดสุทัศน์ ฯ ท่านเคยบรรยายอบรมนัก เผยแผ่ท่ว ี ัดประยุรวงศ์ หลวงพ่อสมเด็จฯ บอกว่า นัก เผยแผ่หรือนักเทศน์ถ้าเสียงเป็ นแมลงหวี่บินเข้าหม้อ แล้ว อย่าคิดเป็ นเด็ดขาด มันน่ารำาคาญ เพราะฉะนั้น เสียงมีกังวาน คือ หมายความว่าเสียงต้องดังฟั ง ชัดเจนแจ่มใสนัน ่ เอง ปฏิภาณว่องไว .มีความร้ใ่ นเรื่องที่เราจะไป แสดงไปเทศน์ไปสอนพอเพียงไหม ? เสียงมีกังวาน . แฉลบ (ปฏิภาณ) เอาตัวรอดได้ แก้ไข สถานการณ์ได้ จิตใจสะอาด . ฉลาด (ปั ญญา). เสียศ่นย์ .คือมีความเฉลียว (สติ).คือไม่เห็นแก่เล็กแก่น้อย นัก เทศน์บาง ท่านใจไม่ค่อยสะอาด ใจไม่ค่อยบริสุทธิ ์ ไม่ คํานึงถึงงาน แต่ไปคํานึงถึงผลงาน ว่าจะได้เท่าไร่ ไป คิดแต่เรื่องนั้น ผิดหลัก.

จน . จะเดินจะพ่ดการแสดงออกเป็ นเรื่องสำาคัญ ทฤษฎี ๓ K. ทีน้ วี ่าถึงความร้่ ความร้่ก็มีหลายลักษณะเช่น ความ รู้หลักกับ ความร้รู อบ ความร้่หลักคือ ความร้่ท่ี เป็ นต้นทุนที่เรียนจบมามีใบประกาศรับรองเป็ นหลักฐาน ความร้่หลักทำาให้คนเชื่อถือ เพราะเรามีภ่มิ เหมือนคน ที่มีความร้่ส่ง กับคนที่มีความร้่นอ ้ ยไปแสดงด้วยกัน เขาย่อมเชื่อถือผ้่มีความร้่มากกว่า แม้วิธีการแสดงคนที่ มีความร้่นอ ้ ยอาจจะเก่งกว่าดีกว่า แต่เวลาผลออกมามัก ส้่คนที่เขามีความร้่หลักไม่ได้ แต่ถ้าร้่หลักอย่างเดียว ไม่รร้่ อบ มันทื่ออีกละครับเรียกว่าขาดศิลปะ เหมือน มวยไทยไปต่อยสากล บางทีก็กลายเป็ นสากลปนสาเก ขาดฟุตเวอร์ค เราจะต้องมีความร้่รอบ คือ ความร้่ ทัว่ ๆ ไปด้วย ซึ่งจะทำาให้เราเป็ นคนไม่จนมุม.ก็ดังที่ผมได้เรียนไว้ต้ งั แต่ต้น แล้วละครับว่า จรรยามารยาท ความสงบ. ความเสงี่ยม.188 มารยาทเรียบร้อย .

ท่อง ได้ ร้แ ่ บบนี้มันร้่ไม่นานจนมุมง่าย พอลืมเข้าไม่ร้่จะไป ท่าไหน หันซ้ายหันขวา บางท่านมีความร้่แบบวิชา คือ ร้่แจ้ง อย่างนี้ทะลุปรุโปร่ง ไม่จนคำาพ่ด นักเทศน์นัก พ่ดนักเผยแผ่บางท่านมีสติปัญญาเป็ นเลิศ มีร่ปร่างดี มีอะไรๆ ดีหมด มีทุนเดิมดี อย่างนี้เรียกว่า มี พรสวรรค์ ! แต่สำาหรับผมเองผมไม่มีพรสวรรค์ ร่ปก็ไม่งาม เสียงก็ไม่เพราะ เมื่อไม่มีพรสวรรค์ผมต้องอาศัยพรแสวง คือเสาะแสวงหาความร้่อย่าอย่่น่งิ ผมมีทฤษฎีประจำาตัว ว่านักพ่ดนักเทศน์นักเผยแผ่ท่จ ี ะนำาความร้่ไปสื่อแก่ ประชาชน ต้องใช้ทฤษฎี ๓ K คือ คิด. จะหาหลักฐานที่ไปที่มาก็ต้อง ค้น..... นั้น จะทำาให้เรามีอะไรใหม่ๆ ย่อยให้มัน แตกแขนงออกไป.. คว้า. คิด. บางท่านมีความร้่แบบ สัญญา คือ จำาได้. ..189 แต้ม... ใครเขาพ่ดเขาบรรยายดีๆ ต้องคอย จดจำา นี่แหละครับ คือคว้า. แต่บางเรื่องบางสิ่งคิดก็ไม่ออกค้นก็ไม่เจอ ต้อง อาศัย คว้า.. ค้น..

ปั จจุบัน การเทศน์แบบใหม่แตกต่างกับแบบเก่าอย่างไร? ผมจะเรียนถวายข้อแตกต่างการเทศน์สมัยนี้กับสมัยเก่า เอาแบบเก่าก่อนการเทศน์แบบเก่านั้น ท่านนิยมใช้วิธี ท่องจำาเป็ นหลัก ต้องว่าเป็ นทำานองว่าเป็ นสัมผัสสละ สลวย หลายท่านคงจะเคยได้ยน ิ ลีลา เช่น “ขอเชิญ ท่านสาธุชนสัปบุรุษพุทธมามกบริษัททั้งหลาย จงเงี่ย โสตประสาทของตนให้โสภณประดุจว่าภาชนะทองมารอง รับรสพระพุทธพจน์เทศนาฯ” นี่แหละครับแบบโบราณ ท่านว่าคล้องจองมีสัมผัส แล้วเวลาที่ท่านจะเยื้ องกราย เข้าไปทักทายกันจะมีลีลา เช่น “ครั้นอาตมภาพจะ อารัมภบทพจนกถานานเกินไป เวลาก็จะเจิ่นเนิ่นช้า เป็ นอัจจายิกสมัย” นี่คือแบบโบราณร่ายรำาหรือออกแขก นานเวลาไม่จำากัด และสมัยก่อนนี้เทศน์ต้องบอกศักราช ที่ต้องบอกศักราชก็ไม่ใช่อะไรหรอก แต่ก่อนนี้ปฏิทิน ไม่มี พระเทศน์จะต้องบอกว่าวันนี้ วันอะไร? เดือน .190 อดีต .

.! ก่จะไปทางไหน เขาจะถามเรื่องอะไร ก่จะตอบ ได้หรือเปล่า? มันกลัวไปสารพัด เป็ นการรวมอารมณ์ เสียก่อน และข่มคนฟั ง ข่มในที่น้ ห ี มายความว่าข่มใจ ให้บรรยากาศมันสงบเงียบเรียกความสนใจและตั้งพื้ น เสียง บางท่านยังไม่ร้่ว่าเสียงหนักเสียงเบาเสียงค่อยแค่ ไหน? ช่วงบอกศักราชนี่แหละครับเราจะกำาหนดระยะ เสียงได้ ..ศ. ตั้งพื้ นเสียง บางท่านเทศน์ใหม่ๆ ยังประหม่า ใจยังว้าวุ่น เอ.. ข่มคนฟั ง ๓.191 อะไร? ปี อะไร? พ. ๑.. รวมอารมณ์ ๒.อะไร? ขึ้นแรมกี่คำ่าต้องบอกหมด ปั จจุบันนี้ปฏิทินมีแล้ว ก็ไม่นย ิ มบอกกัน เพราะจะ ทำาให้เสียเวลาด้วย การบอกศักราชนั้นก็มีประโยชน์ บางท่านคิดว่าไม่มีประโยชน์ บอกศักราชนั้นมีประโยชน์ แน่ เพราะเป็ นการเตรียมตัวของผ้่ท่จ ี ะเทศน์ไปในตัว คือ.

192 อีกอย่างหนึ่ง แตก่อนนี้เวลาไปเทศน์ พระรุ่นเก่า ท่านจะมีล่กศิษย์แบกคัมภีร์นำาหน้า แต่ปัจจุบันนี้ไม่มี แล้ว ศิษย์ก็ไม่ได้แบกคัมภีร์ บางทีข้ น ึ ไปหาคัมภีรไ์ มได้ ว่ากันสดๆ ไปเสียก็มี และก่อนนี้เขาเทศน์เอาแพ้ เอาชนะกัน คนที่จะได้ร บ ั การนิมนต์บ่อย จะต้องเป็ น องค์ท่เี ทศน์ชนะคนจึงจะนิยม องค์ไหนแพ้นอนเฝ้ ากุฏิ ไปเถอะ แต่ก่อนเขาจึงพยายามแข่งขันฝึ กฝนหาวิชากัน ขนาดว่าบางทีต้องไปหาคาถาเพื่อที่จะข่มกัน เทศน์ถาม ตอบหรือปุจฉา-วิสัชนา เอาแพ้เอาชนะกัน สมัยก่อน เรียกว่า เทศน์โจทก์ หมายความว่าองค์หนึ่งเป็ นโจทก์ อีกองค์หนึ่งเป็ นจำาเลย หรือบางแห่งเรียกว่า เทศน์ไล่ ก็คือ ไล่กันให้ละเอียดบางคราวถึงกับจนตรอกจนมุม เช่น ถามว่าข้อนี้มีเท่าไหร่? สมมติว่ามี ๕ แต่เกิดนึก ไม่ได้ว่าไปได้ ๓ แล้วบอกว่าเป็ นต้น.ไม่ได้! องค์ไล่ หรือองค์ปุจฉาท่านจะไม่ยอม เป็ นต้นไม่ได้ สมัยก่อน เขาจึงท่องจำากัน แล้วลีลาการเดินเข้าไปหาแต่ก่อนโอ้.! ยืดเยื้ อครับกว่าจะอถ โข สกวาทาจริโย รโห คโต พุทฺธสาสนํ วิจาเรตฺวาฯ ว่าไปเรื่อย เตนุป .....

... เป็ นนาง.คือเล่นกันหน้าดำาครำ่า เครียดแทบเป็ นแทบตาย ถ้าหากาว่าไม่ใช่พวกกันจริงๆ ละก็ มันสาหัสสากรรจ์อย่่ อีกอย่างหนึ่งแต่ก่อนนี้ เขา เทศน์แบบสมมติตัวกันเป็ นพระ. เป็ นผ้่ร้าย. เป็ นผ้่ดี นี่ว่ากันแบบเก่า สาม ป.193 สงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา วนฺนทํ กตฺวาฯ กว่าจะเจอกัน ได้เกือบชัว่ โมง และไม่ใช่แค่น้ น ั ครับ อาจารย์รุ่นเก่าที่ ผมมีโอกาสดัทันฟั งทันเห็น ได้ประสบมานี้ ท่านไม่ ยอมกันง่ายๆ เช่น องค์น้ อ ี ารัมภกถาไปแล้ว จะปุจฉา แล้วอีกองค์หนึ่งไม่ยอม ต้องอารัมภกถาทับอีก องค์ นั้นสรุปแล้วองค์น้ ไี ม่ยอม ต้องสรุปทับอีก องค์น้ น ั ให้ พรเสร็จแล้วองค์น้ ต ี ้องให้พรอีกนี่ครับแต่ก่อน เอาแพ้ เอาชนะกัน แล้วเรื่องถามไล่กันนี่แหม ! ถึงขนาด ญาติโยมบอกว่าสงสัยเอากันแน่. พอดี ทีน้ ม ี าถึงแบบใหม่ แบบใหม่ต่างกับแบบเก่า อย่างไร? แบบใหม่น้ ผ ี มเรียกว่า เทศน์แบบ ๓ ป.

ประยุกต์ ๒. รวดเร็ว ๒.คือ หยิบยกเอาเฉพาะเนื้ อหาที่เหมาะ ควรแก่เวลา และเหมาะแก่ผ้่มาฟั งเทศน์ ประหยัด . ประโยชน์ ประยุกต์ .. คือ. ร้่เรื่อง ถ้ามี ๓ ร. ประหยัด ๓.คือ ประหยัดเวลา เพราะเวลามีน้อย ประโยชน์ . แล้วการเทศน์จะสำาเร็จผล เทศน์ใน ยุคปั จจุบันไม่ต้องมีพิธีร ีตองมาก ศักราชก็ไม่ค่อยได้ บอกกัน และการแสดงธรรมในสมัยนี้มันก็มีหลายร่ป แบบ นัง่ บรรยายก็มี ยืนแสดงที่เรียกว่าปาฐกถาก็มี นัง่ ธรรมาสน์ถือคัมภีร์ท่เี รียกว่าเทศน์ก็มี ชนิดที่เด็กแบก .. นี่เป็ นส่ตรของผมเอง ๓ ป. ๑. รวบรัด ๓.194 หรือ ๓ ร.. ซึ่งเป็ นการ เทศน์แบบสมัยใหม่ คือ ๑.คือ เรื่องที่นำามาแสดงนั้นต้องเป็ น เรื่องที่มีสาระเกิดประโยชน์แก่ผ้่ฟัง ส่วน ๓ ร.

กถาเตะห่ ๕. ตรวจด่คนฟั ง ๖.195 คัมภีร์นำาหน้าและแบบมีตัวพระตัวนางเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมี แล้วประเภทไล่กันให้จนมุมเหมือนแต่ก่อนก็ไม่มี สมัย ที่เรียกกันว่านักเทศน์ซ่เอี๋ย. เตรียมตัวให้พร้อม ๒. ท่าทีเตะตา ๔.. ซักซ้อมให้ดี ๓. ทักทายชุมชน . คือ ช่วยกัน. ต้องนัง่ ผึ่งผาย ๗. ไม่หักหาญ กันองค์หนึ่งแย่องค์หนึ่งก็ยกช่วยประคอง องค์หนึ่งตอบ ผิดอีกองค์หนึ่งก็หาวิธีเลาะจนกระทัง่ ตอบถ่กหรือถ้าตอบ ไม่ถ่กก็ต้องหาวิธีอธิบายให้ถ่กจนได้ เตรียมพร้อม-ซ้อมเทศน์ ที่น้ ม ี าถึงประเด็นสำาคัญอีกประเด็นหนึ่ง ที่นก ั เทศน์ นักเผยแผ่จะต้องเตรียม คือ ๑.

สุดทางทิ้งท้าย รวมความว่า เทศน์แบบสมัยใหม่ เผยแผ่แบบสมัยใหม่ เมื่อประมวลแล้วต้องอาศัยหลักทั้ง ๕ คือ ๑.ปั จจุบันนี้เวลามีจำากัด เป็ นนัก เทศน์อย่าพยายามให้มันเกินพอดี ดังคำาที่ว่า. เป็ นนักปราชญ์อย่าให้เกินศาสนา เป็ นนักปาฐกถาอย่าให้เกินขอบเขต เป็ นนักเทศน์อย่าให้เกินเวลา เป็ นนักศรัทธาก็อย่าให้เกินกำาลัง บางร่ปไม่เคารพกติกาไม่ร้่จักเวลา แสดงเกินเวลาที่ กำาหนด ทำาให้งานเสีย. ร่ปอื่นต้องรอ หรือมาถึงงานช้า . ต้องคำานึงถึงเวลา ๒. ปลุกปลอบใจด้วยสาระ ๔. ยึดแนวสอนแบบพุทธ คํานึงถึงเวลา .196 ๘. แทรกธรรมะตามขั้นตอน ๕.. ใช้ภาษาให้ทันสมัย ๓. เสนาะท่ามกลาง ๑๐. ขึ้นต้นไพเราะ ๙.

คืออย่าให้เป็ นโจ๊ก ต้อง มีเนื้ อหาประเทืองปั ญญา อย่าลืมว่าแสดงธรรม ม ใช่ “จําอวด” ! แทรกธรรมะตามขั้นตอน . ไปอีสาน พ่ดอีสาน เขาจะเข้าใจทันที และร้่สึกเป็ นกันเอง ปลุกปลอบใจด้วยสาระ ..คำาว่า ทันสมัย คือสื่อสาร ให้เขาเข้าใจ ไปท้องถิ่นใดสามารถพ่ดภาษาท้องถิ่นนั้น ได้เป็ นยอด ไปใต้พ่ดใต้. ไปเหนือพ่ดเหนือ.ก็เสียหายอีก ต้องกะให้พอดีๆ อย่าเมานำ้าลาย จนคนฟั งเฝื อ จะรำาคาญมากกว่าศรัทธา ใช้ภาษาให้ทันสมัย .คนเรานี่ชอบอะไรชอบ หวานๆ แต่หวานมักเป็ นลม ขมมักเป็ นยา ธรรมะนี่ เหมือนของขมคนไม่ค่อยชอบ ท่านทั้งหลายไปด่วิธีการ ของแพทย์ ยาขมคนกินยากเขาทำาเป็ นแค็ปซ่ล จะได้ กินง่าย เพราะฉะนั้น พระเราจะต้องมีศิลปะมีวิธีการใน การที่นำาธรรมะเข้าส่่จิตใจในร่ปของ “ธรรมะบันเทิง” ยึดแนวสอนแบบพุทธ .197 เกินไป.การเทศน์การสอนของ พระพุทธเจ้าแต่ละครั้ง มีผไ้่ ด้ดวงตาเห็นธรรมหรือบรรลุ เท่านั้นเท่านี้ แต่เราท่านทั้งหลายไม่ต้องถึงขั้นนั้นหรอก ..

198 ครับ เพียงเปลี่ยนความร้่สึกนึกคิด คนที่กำาลังมีทุกข์ให้ คลายทุกข์ มีโศกให้เขาสุข คนคิดจะฆ่าตัวตายให้เขา กลับใจเปลี่ยนอารมณ์ให้ได้ ให้เขาเห็นแสงทางสว่างไสว แห่งชีวิตเท่านั้นแหละครับเป็ นสุดยอดของนักเทศน์นก ั สอน ชอบแบบไหน ? ทีน้ ม ี าอีกประเด็นหนึ่ง เทศน์ปัจจุบันนี้ มีหลาย หลากวิธี ผมนัง่ คิดในรถก่อนจะขึ้นมาบรรยายเห็นว่า เทศน์เดี๋ยวนี้ ถ้าหากวิเคราะห์จากพระที่เทศน์ทว ั ่ ๆ ไป พอสรุปได้ ๕ วิธี ดังนี้ ๑. เทศน์เล่น ๒. เทศน์เรื่อง ๕. เทศน์เล่า ๔. เทศน์หลัก ๓. เทศน์ร้อง .

ได้แก่ แสดงธรรมมีทำานอง ที่เรียกว่า โฆสัปปมาณิกา เช่น เทศน์มหาชาติ มีเสียงดี ก็รอ ้ งก็ แหล่กันไป ญาติโยมก็ชอบ นิยมเทศน์นย ิ มฟั งแม้ ปั จจุบันนี้ หัวใจพระธรรมทูต .เอาเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาสมมติเทศน์ เช่น เรื่องลีลาวดี.บางท่านไม่มีปฏิภาณไหวพริบก็ใช้วิธี อ่านบ่อยๆ จนจำาเรื่องได้ เช่น นิทานชาดกอะไรต่างๆ เล่าให้ญาติโยมฟั ง เทศน์เรื่อง . เรื่องทสชาติต่างๆ เทศน์รอ ้ ง . เรื่องชนก.บาองค์ถือว่างานเทศน์งานเผยแผ่เป็ น งานเล่นๆ ไม่เห็นความสำาคัญ เรื่องที่เทศน์ก็มักจะเป็ น เรื่องที่ไม่เป็ นสาระมีแต่โจ๊ก เขาเรียกว่า นักเทศน์ย่าน ไทร หรือ นํ้าท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง ! เทศน์หลัก . เรื่องพุทธประวัติ. เรื่องเตมีย์ใบ้. เรื่องสุวรรณ สาม.อันนี้ต้องมีเนื้ อหาสาระ มีหลักฐาน เชื่อถือได้ เทศน์เล่า .199 เทศน์เล่น .

ปั ญหาการบ้าน หลักการเผยแผ่ .การเผยแพร่พระพุทธศาสนานั้น เป็ นพระประสงค์แท้จริงของพระพุทธเจ้า งานประกาศ พระศาสนา เป็ นพระประสงค์ท่ม ี ีมาแต่ด้ งั เดิม พระองค์ ได้ทรงอุทศ ิ ชีวิตทั้งหมดตลอดระยะเวลา ๔๕ พรรษา เพื่อการเผยแผ่ ทรงลำาบากตรากตรำาพระวรกาย เรียก ว่า “เดินกลางดอน นอนกลางดิน กินกลางทราย ตายกลางป่ า” หรรษาแรกหลังจากตรัสร้่ พระองค์ทรง .. วิธีการเผยแผ่ ๓. ๑.200 ก่อนจะจบการบรรยายซึ่งเป็ นส่วนที่เรียกว่า ผมจะ ได้ถวายหัวใจของพระธรรมท่ตซึ่งเป็ นส่วนสำาคัญ นัก เผยแผ่หรือพระธรรมท่ต ที่จะเป็ นผ้่นำาจิตวิญญาณของ ชาวบ้าน หากไร้หัวใจทำาอะไรก็ไม่สำาเร็จ หัวใจที่เราจะ ต้องวิเคราะห์ศึกษา เพื่อเป็ นแนวสำาหรับนำาไปปฏิบัติ คือ. ความต้องการของสังคม ๔. หลักการเผยแผ่ ๒..

การจาริกไปหาประชาชน .รับสัง่ ให้แยก ย้ายกันไปคนละทาง มิให้ไปซำ้าทางเดียวกัน แม้ พระองค์เองก็เสด็จไปอีกทางหนึ่งต่างหาก ข้อนี้แสดงว่า พระองค์ทรงมุ่งขยายอำานาจการเผยแผ่อย่างฉับพลัน เพราะขณะนั้นคนทั้งหลายต่างนับถือลัทธิอ่ น ื อย่่ตอ ้ งใช้วิธี กระจายกำาลังออกทำาการ โดยไม่ทรวงห่วงเรื่อง เกียรติยศชื่อเสียง หรือความสะดวกสบาย .201 มุ่งฝึ กฝนพระนักเผยแผ่ ซึ่งรวบรวมได้ ๖๐ ร่ป พอ ออกพรรษาแล้วดินฟ้ าอากาศ ธรรมชาติเป็ นใจ เหมาะ แก่การจาริก พระองค์ทรงประชุมบรรดาพระสาวกที่จะ ออกทำาการเผยแผ่ หรือเรียกว่า “พระธรรมทูตชุดแรก” ซักซ้อมทำาความเข้าใจและล่่ทางที่จะปฏิบัติ ถ้าพ่ดอย่าง สมัยปั จจุบันก็คือทรงทำา “ปฐมนิเทศก์” ซึ่งเป็ นวิธี ทำางานที่ทันสมัยอย่ใ่ นเวลานี้ หลักการที่พระธรรมท่ตชุดแรก จะเข้าไปสัมผัสกับ ประชาชนนั้น พระองค์ทรงกำาหนดวิธีปฏิบัตไิ ว้ ๓ วิธี ดังนี้ ๑.

. สอนให้เขา ร้่จักประโยชน์ในโลกนี้.ที่ทรงวางหลักไว้เป็ นบันได ๓ ขั้น ก็เพราะคนที่จะรับฟั ง มี ๓ ระดับ บางพวกต้องการ ประโยชน์ในชาติน้ เี ท่านั้นเขาสนใจเพียงแต่ว่า ทำา อย่างไรจึงจะมีข้าวหุงกิน ทำาอย่างไรจึงจะมีบ้านอย่่ ทำา อย่างไรจึงจะหายเจ็บหายไข้ ต้องช่วยกันแก้ปัญหา เหล่านี้ให้เขาก่อน จะไปยัดเยียดสวรรค์นพ ิ พานให้เขาที เดียว เขายังรับไมได้ เหมือนอย่างคนเป็ นไข้ผอมโซจะ ให้ขา้ วสารเขาสักกระสอบ เราจะทำาอย่างไร? จะโยนให้ เขาทันก็ตายเปล่า ทางที่ดีต้องช่วยเขารักษาไข้ให้หาย ให้เขามีกำาลังวังชาก่อน ๓.ตอนแรกที่ รับสัง่ ให้พระแยกกันไปร่ปละทิศทางนั้น ความจริงก็เป็ น เรื่องน่าห่วงแต่พระสงฆ์ชุดนั้นท่านเป็ นพระอรหันต์แล้ว ทรงอบรมใกล้ชิดมาตลอดพรรษา จึงไว้วางใจได้ ที่จะ .. ความประพฤติของผ้่เผยแผ่ .. หลักการสัง่ สอน .ทรงกำาหนดให้พระ สาวกสอนในหลักทั้ง ๓ ประการ คือ. และสอนให้เขาร้่จักประโยชน์อย่างยิ่งคือพระ นิพพาน เหตุผล. สอนให้เขาร้่จักประโยชน์ในโลก หน้า..202 ๒.

203

ไปแอบบอกใบ้ให้หวย ทำาเสน่ห์, แจกปลัดไม่มี
กระทรวง...หรือปั กกลดกลางตลาดคงไม่มีแน่

คุณสมบัติสําคัญของนักเผยแผ่
พระพุทธองค์ทรงกำาหนดคุณสมบัตินก
ั ประกาศพระ

ศาสนาไว้ ๖ ประการ ตามที่ได้ทรงแสดงไว้ในที่
ประชุมจาตุรงคสันนิบาต คือ...

๑. ต้องไม่ว่าร้ายป้ ายสีใคร

๒. ต้องไม่บีบบังคับข่มเหงใคร

๓. ต้องเคร่งครัดในสิกขาวินย
ั ตลอดจนกิร ิยา

มารยาท ต้องสงบเสงี่ยม
แก่ได้

๔. ต้องไม่เห็นแก่ปากแก่ท้อง หรือเห็นแก่กิน
๕. ต้องพำานักอย่่ในที่อันสงัด

๖. ต้องอบรมจิตของตนด้วย

204

วิธีการเผยแผ่ - หลักวิชาในการเผยแผ่ ต้องทำา

อย่างมีหลักเกณฑ์ มีระบบ ไม่ใช่นก
ึ คิดเอาเองตามความ
คิดเห็นที่พ่ดกันมาแต่เดิมๆ ทีเล่นทีจริงว่า “ใครปากไว
ใจกล้า หน้าด้าน เสียงดัง ก็เป็ นนักเทศน์ได้” นั้น
น่าจะหมดสมัยแล้ว ถ้าใครถือหลักนี้เพื่อเผยแพร่พระ

ศาสนา นอกจากจะเป็ นการด่ถ่กด่หมิ่นประชาชนคนฟั ง
แล้ว ยังเป็ นการด่เบาพระศาสนาอีกด้วย ซึ่งว่าไปแล้ว
ในยุคปั จจุบันก็มีอย่่ไม่นอ
้ ย อย่าลืมว่านักเผยแพร่หรือ
นักประกาศพระศาสนา กับนักโฆษณางานวัด หรือ

โฆษณาขายยา ขายหนัง ขายเครื่องรางของขลังแตก
ต่างกันมาก จุดมุ่งหมายก็ส่งส่งกว่ากัน

วิธีหาความรู้ในการเผยแผ่ - ต้องเป็ นนัก “ค้น”

และเป็ น “นักคว้า” ศึกษาประวัติของพระเถระที่ดีเด่น
ในการเผยแผ่ต้ งั แต่อดีต-ปั จจุบัน หมัน
่ ติดตามฟั งนัก

เผยแผ่ท่ม
ี ีช่ อ
ื เสียงและได้ร ับความนิยมจะทำาให้ได้วิธีการ
เพื่อนำามาปฏิบัติมากมาย ส่วนการนำาข้อธรรมและ
ปั ญหาสังคมมา “ขบคิด” ต้องมีตลอดเวลา

205

ความต้องการของสังคม - คือความต้องการของ

คนในสังคมที่จะฟั งเทศน์ฟังธรรม เป็ นนักเทศน์อย่าเอา

กิเลสไปอวด คือ อวดว่ามีความร้่ส่งก็เทศน์เสียเลิศลอย
ชาวบ้านเข้าไม่ถึง ฟั งไม่เข้าใจ แล้วจะเกิดประโยชน์

ตรงไหน? นักเทศน์ต้องโง่เป็ น อย่างที่โบราณท่านว่า

“โง่ไม่เป็ นเป็ นใหญ่ยาก” ต้องเทศน์ในเรื่องที่เขาอยาก
ฟั ง ไม่ใช่เทศน์เรื่องที่เราอยากพูด ความต้องการมัน
สวนทางกัน เหมือนยาแม้จะมีสรรพคุณวิเศษเพียงใด
ถ้าใช้ไม่ถ่กกับโรคยานั้นก็ไร้ประโยชน์ จะไปโทษว่ายา

ไม่มีคุณไม่ได้ เทศน์ก็เช่นเดียวกันต้องให้ตรงกับปั ญหา
หรือทุกข์ของเขา แล้วางยาคือธรรมะให้ตรงกับโรคคือ
ปั ญหา จึงจะเกิดสรรพคุณ คือ แก้ทุกข์ของเขาได้
ปั ญหาการบ้าน - พระธรรมท่ตหรือนักเทศน์

ต้องใจกว้าง “ไม่เลือกที่รักไม่ผลักที่ชัง” คือไม่ร ังเกียจ

ที่จะโปรดประชาชน ไม่ว่าผ้่น้ น
ั จะมัง่ มีศรีสุขหรือยากจน
เข็ญใจ ในกรุงหรือต่างจังหวัด, ใกล้หรือไกล, และ

ต้องไม่เห็นแก่เล็กแก่น้อย อีกประการหนึ่ง การอธิบาย

ธรรมะให้ประชาชนเข้าใจ คล้ายกับที่ผมได้พ่ดไว้เมื่อสัก

206

คร่่ว่า ต้องด่ระดับของประชาชนด้วย ต้องนึกถึงพ่อครัว
ที่ทำากับข้าวให้คนรับประทาน ถ้าจะให้แก่เด็ก ก็ต้อง

เป็ นอาหารที่เหลว, อ่อน เพื่อจะได้ยอ
่ ยง่าย ถ้าให้แก่

คนโตๆ ก็เป็ นอาหารแข็ง อาหารหยาบ และปล่อยให้
เขาเคี้ยวเอง และอาหารนั้นต้องถ่กกับรสนิยมของผ้่รบ

ประทาน อาหารแม้จะเลิศรส แต่ไม่ตรงกับรสนิยมก็

หมดอร่อย เทศน์ก็เช่นกันแม้เรื่องจะวิเศษชวนไปสวรรค์
นิพพาน แต่ชาวบ้านยังยุ่งอย่่กับหม้อข้าวเตาแกงเรื่อง
ปากท้องการทำามาหากิน แม้สวรรค์นพ
ิ พานจะดีน่าไป
ก็หาได้มีความสำาคัญชวนให้ใฝ่ ฝั นอยากจะไปไม่?

สรุปความว่า พระธรรมท่ต นักเทศน์ นักเผยแผ่

ต้องไปทำาให้เขาได้ ไม่ใช่ไปทำาให้เขาเสีย พระต้องเข้าส่่
ตระก่ลดุจแมลงภ่่หม่่ภมร ที่ไปคลึงเคล้าเอานำ้าต้อยนำ้า

หวานจากเกสรดอกไม้ ในขณะเดียวกันก็ทะนุถนอมไม่

ทำาให้ดอกหรือเกสรนั้นชอกชำ้าดังความในแหล่เทศน์ตอน
หนึ่ง ว่า...

ไปช่วยญาติโยมผสมเกสร

ก็มิให้โยมชอกชำ้า

ถึงจะเฟ้ นจะฟอน

207 ประกอบศรัทธาสาธุกรรม ให้เกิดผลงามจีร ังกาล ช่วยทำาทรัพย์นอกให้เป็ นทรัพย์ใน ฝั งไว้ในที่แก่นสาร ช่วยสร้างประโยชน์โพธิญาณ นิพพานโดยทัว่ กันฯ เชิญปล่ก ให้พบสวรรค์ ผมได้ถวายความร้่เรื่อง “วิชาเกิน” มาก็เหมาะ ควรแก่เวลามากไปก็จะกลายเป็ นเกินพอดี ต่อนี้ไปก็จะ เป็ นภาคปฏิบัติ ตามที่เจ้าหน้าที่ได้กำาหนดไว้ในตารางว่า เป็ นการแสดงตัวอย่างเทศน์ปุจฉา-วิสัชนา แบบสมัย ใหม่ ซึ่งผมและท่านเจ้าคุณ พระพิพิธธรรมสุนทร วัด สุทัศนเทพวราราม จะได้แสดงถวาย ผมขอยุติการ บรรยายไว้เพียงเท่านี้ ฝากไว้ให้คิด การเผยแผ่.คืองานที่เป็ นหัวใจและเป็ นชีวิตของ พระศาสนา ศาสนาจะอย่ไ่ ด้ เพราะอาศัยการเผยแผ่ ...

208 ศาสนาจะอย่ไ่ ม่ได้ ถ้าไร้การเผยแผ่ ศาสนาเจริญดี เพราะมีเผยแผ่ ศาสนาจะแย่ เพราะเผยแผ่ไม่มี ศาสนาจะก้าวหน้า ถ้าพัฒนาการเผยแผ่ ศาสนาจะหมดความก้าวหน้า ถ้าไม่ช่วยกันเผยแผ่ ศาสนาจะแย่ ถ้าเผยแผ่ไม่สำาคัญ สรุป.. ศาสนาจะสิ้นสุด ถ้าหยุดเผยแผ่ ! ..