คู่มือปฏิบตั ิธรรม

สวดมนต์ และ เจริญภาวนา

“จงพึงสารวม กาย วาจา ใจ หมั่นเจริญ ทาน ศีล ภาวนา มีสติ
อย่าตกเป็ นทาสความโง่ เพราะอวิชชา
และอย่าตกเป็ นทาสความบ้ าด้ วยกิเลสตัณหา อีกต่ อไป”

สารบัญ
ส่ วนที่ 1 การเจริญภาวนา
บทบูชาพระรัตนตรัย ...................................................................... 1
บทจําเริ ญคุณพระไตรสรณาคมณ์ .................................................. 1
บทขอขมาคุณพระ ......................................................................... 2
คําสมาทานพระกรรมฐาน .............................................................. 3
บทแผ่เมตตาก่อนเวลานัง่ ภาวนา .................................................... 4
อาราธนาเมื่อจะนัง่ ......................................................................... 5
ขั้นตอนการเจริ ญภาวนาและทําสมาธิ ............................................. 7
วิธีถอนจากสมาธิ ............................................................................ 9
บทแผ่เมตตา อุทิศส่ วนบุญส่ วนกุศล ............................................. 10
(ภายหลังการเจริ ญภาวนา)

ส่ วนที่ 2 บทสวดมนต์ สาคัญประจาวัน
บทบูชาคุณพระศรี รัตนตรัย ..........................................................
บทขอขมาคุณพระศรี รัตนตรัย ......................................................
บทอัญเชิญเทวดาฯ ........................................................................
พระไตรสรณคมน์ ........................................................................

13
14
16
17

คําอาราธนาและสมาทานศีล 5 ..................................................... 18
บทสวดสัมพุทเธ .......................................................................... 19
บทสวดนะโมการะอัฏฐะกะ ........................................................ 20
บทสวดเมตตานิสงั สะสุ ตตะปาโฐ ............................................... 20
บทสวดสักกัตวาฯ ........................................................................ 21
บทสวดอะภะยะปะริ ตตัง ............................................................. 22
บทสวดอิติปิโสฯ (เจริ ญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ) ........... 23
บทสวดพาหุงฯ ............................................................................ 24
บทสวดมหาการุ ณิโกฯ ................................................................. 26
บทสวดพระมหาจักรพรรดิ .......................................................... 27
บทกรวดนํ้าอิมินาฯ ...................................................................... 28
บทเจริ ญพระคาถาชินบัญชร ........................................................ 29
บทอัญเชิญเทวดาเสด็จกลับฯ ....................................................... 32
บทแผ่เมตตาและอุทิศบุญกุศล .................................................... 32
(ภายหลังการสวดมนต์)

ส่ วนที่ 3 บทสวดมนต์ สาคัญเพิม่ เติมพิเศษ
บทสวดพระอาการวัตตาสู ตร ........................................................ 36
(อานิสงส์มากมายและให้ผลคุม้ ครองอย่างน้อย 4 เดือน)

.................... 66 บทสวดสอนเจ้ากรรมนายเวร ............. 71 บทสวดมนต์ตอนก่อนนอนและพระคาถาต่ออายุ .......................... 52 พระคาถากรณี ยเมตตสู ตร (ป้ องกันภูตผีปีศาจ) ............. 61 พระคาถาขันธปริ ตร (ป้ องกันอสรพิษ) ..................................................................................................................... 74 บทสวดมนต์ตอนตื่นนอนและพระคาถาเงินล้าน ............................ 64 พระคาถาโมรปริ ต (แคล้วคลาด) .. 69 ........................................พระคาถารัตนสู ตร (เสริ มสิ ริมงคล) ....................................

ส่ วนที่ 1 การเจริญภาวนา บทบูชาพระรัตนตรัย โยโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ อิเมหิ สักกาเรหิ ตัง ภะคะวันตัง อะภิปูชะยามิ โยโส สวากขยาโต ภะคะวะตา ธัมโม อิเมหิ สักกาเรหิ ตัง ธัมมัง อะภิปูชะยามิ โยโส สุ ปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อิเมหิ สักกาเรหิ ตัง สังฆัง อะภิปูชะยามิ บทจาเริญคุณพระไตรสรณาคมณ์ อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบ 1 หน) สวากขยาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นมัสสามิ (กราบ 1 หน) สุ ปะฏิปันโณ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบ 1 หน) .

.......... .........................บทขอขมาคุณพระ อุกาสะ อัจจะโยโน ภันเต อัชฌะคะมา ยะถาพาเล ยะถามุฬเห ยะถาอะกุสะเล เยมะยัง อะกริ มหา เอวัมภันเต อัจจะโยโน ปฏิคณั หถะ อายะติง สังวเรยยามิ พุทโธ เม นาโถ ธัมโม เม นาโถ สังโฆ เม นาโถ สมถกัมมัฏฐาโน เม นาโถ อาจะริ โย เม นาโถ ทสปาระมิโย เม นาโถ (จงเพ่ งว่ าระลึกนึกถึงองค์ ท้ัง 5 นีใ้ ห้ มนั่ ) ...

คาสมาทานพระกรรมฐาน นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สั มมา สั มพุทธัสสะ (3 จบ) อิมาหัง ภะคะวา อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปะริจจะชามิ ข้าแต่สมเด็จพระผูม้ ีพระภาคเจ้าผูเ้ จริ ญ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอมอบกายถวายชีวิต แด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระปั จเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระธรรม และพระอริ ยสงฆ์ ทั้งหลาย ครู บาอาจารย์ท้ งั หลายสื บ ๆ กันมา มีสมเด็จองค์ปฐม และ พระพุทธมงคลรัศมีเป็ นที่สุด ขอได้โปรดยกจิตของข้าพเจ้า ขึ้นสู่ ภาวะ พระกรรมฐานทั้ง 40 ทัศ พระปิ ติท้ งั 5 และวิปัสสนาญาณทั้ง 9 ขอพระกรรมฐานทั้ง 40 ทัศ พระปิ ติท้ งั 5 และวิปัสสนาญาณทั้ง 9 จงมาบังเกิดปรากฏ ในกายทวาร ในวจีทวาร ในมโนทวาร ของข้าพระพุทธเจ้า ณ กาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด ขอได้โปรดยกจิตของข้าพเจ้า ขึ้นสู่ ภาวะแห่งเมฆจิต สามารถ กําหนดจิตรู ้ภาวะการณ์ต่าง ๆ ทั้งเหตุ ผล อดีต อนาคต และปั จจุบนั ได้ทุกขณะจิตที่ปรารถนาจะรู ้ และเมื่อรู ้แล้วขอให้เห็นภาพนั้น ได้ชดั เจนแจ่มใส และพยากรณ์ได้ตามความเป็ นจริ งทุกประการ .

...................... ........เหตุใดที่จะพึงบังเกิดแก่ขา้ พเจ้า ขอให้ขา้ พเจ้าได้รู้เหตุน้ นั ได้โดยมิตอ้ ง กําหนดจิต แม้แต่ประการใด ณ กาลบัดเดี๋ยวนี้เถิดฯ บทแผ่ เมตตาก่ อนเวลานั่งภาวนา อะเวรา สัตว์ท้ งั หลาย ที่เป็ นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันหมดทั้งสิ้ น อย่าได้มีเวรซึ่ งกันซึ่ งกันและกันเลย อัพพะยา ปัชฌา อย่าได้อาฆาตพยาบาท เบียดเบียน สั พเพ สั ตตา ซึ่ งกันและกันเลย อะนีฆา อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย สุ ขี อัตตานัง จงมีความสุ ขกาย สุ ขใจ รักษาตน ให้พน้ จากทุกข์ภยั ทั้งสิ้ นเทอญ ........

อาราธนาเมื่อจะนั่ง อุกาสะ อุกาสะ ข้าพเจ้าจะขอปฏิบตั ิบูชาตามคําสัง่ สอนของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และขอมอบกายถวายชีวิต เพื่อปฏิบตั ิเป็ น พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา และขออัญเชิญ ▫ ▫ ▫ ▫ ▫ คุณพระศรี รัตนตรัยไว้เหนือเกล้ากระหม่อม (พึงระลึกตาม) คุณครู บาอาจารย์ไว้ก่ ึงกลางหน้าผาก (พึงระลึกตาม) คุณบิดาไว้บ่าขวา (พึงระลึกตาม) คุณมารดาไว้บ่าซ้าย (พึงระลึกตาม) คุณพระธรรมกายไว้ศูนย์กลางกายของข้าพเจ้าเป็ นที่สุด อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปั นโน สุ คะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ “สั มมาอะระหัง สั มมาอะระหัง สั มมาอะระหัง อะระหัง อะระหัง อะระหัง” .

ยกมือพนมตั้งจิตอธิษฐานในใจว่ า “ธรรมอันใด ที่ครู บาอาจารย์ อันมีสมเด็จพระผูม้ ีพระภาคเจ้า ได้บรรลุโดยชอบแล้ว ขอให้ขา้ พเจ้าสามารถเข้าถึง และบรรลุข้ นั ธรรมเหล่านั้นได้โดยเร็ วด้วยเทอญ” เมื่อนัง่ ขัดสมาธิเรี ยบร้อยแล้วให้กาํ หนดภาพพระพุทธนิมิต ไว้ที่ ศูนย์กลางกายตําแหน่งเหนือสะดือประมาณ 1 นิ้ว เพื่อระลึกถึง พุทธานุสสติกรรมฐานในเบื้องต้น แล้วใช้ความรู ้สึกเพ่งภาพ พระพุทธรู ปที่ระลึกถึงในกลางช่องท้อง ให้ชดั เจนเท่าที่จะทําได้ พร้อมภาวนาในใจว่า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สั งฆัง สะระณัง คัจฉามิ ในขณะที่จิตเกิดปิ ติจากพุทธานุสสติในเบื้องต้นแล้ว ให้นึกอธิษฐาน ให้ภาพพระพุทธนิมิตนั้นหายไป จนรู ้สึกว่างโล่งในบริ เวณศูนย์กลาง ของกายภายในแล้วตั้งสติเพื่อกําหนดรู ้ลมหายใจเข้าออก ในการเจริ ญ อานาปานสติต่อไป โดยใช้คาํ ภาวนาใดก็ได้ แต่ให้พิจารณาลมหายใจ เข้า-ออก แบบอานาปานสติที่ถูกต้อง ตามที่จะได้อธิบาย ดังต่อไปนี้ .

หายใจเข้าออกลึก ๆ เพื่อปรับลมปราณและกําหนดสภาวะจิต ให้ละ และเลิกความคิดฟุ้ งซ่านเกี่ยวกับ อดีต อนาคต และเรื่ องต่างๆ ให้จิต มีสติอยูก่ บั ปั จจุบนั และลมหายใจเข้าออกเท่านั้น กําหนดจิตตามรู ้ลมหายใจเข้าออก โดยปล่อยระบบการหายใจ ให้เป็ นไปตามธรรมชาติ ไม่บีบบังคับหรื อตั้งใจมากเกินไป ควรจะ กําหนดตามรู ้ลมหายใจตามความเป็ นจริ ง โดยให้พิจารณาลมหายใจ และวางอารมณ์อุเบกขาเพื่อทําหน้าที่เพียงตามรู ้เท่าทันลมหายใจ ในปั จจุบนั เท่านั้น หากจิตยังคิดวอกแวกหรื อฟุ้ งซ่านไป ให้พยายามดึงจิตกลับมาตามรู้ ลมหายใจอยูเ่ รื่ อยๆ หากต่อสู ้กบั ความวุน่ วายของจิตไม่ได้จริ งๆ ให้ พยายามหาอุบายให้จิตสงบ เช่น การนึกถึงภาพท้องฟ้ าโปร่ ง ภาพ ผืนนํ้าใส หรื อภาพพระพุทธรู ป และลองถามใจตนเองว่า หากเรา ตายเวลานี้ เรื่ องที่ฟุ้งซ่านอยูจ่ ะเป็ นประโยชน์ต่อเรา เมื่อตายไปแล้ว หรื อไม่ เพราะจิตที่เศร้าหมองขุ่นมัวด้วยกิเลสที่ฟุ้งซ่านอยู่ ย่อมจะ นําไปสู่ อบายภูมิได้ พยายามฝึ กเช่นนี้ เพื่อให้จิตสงบและรวมตัว เป็ นสมาธิ รู ้อยูก่ บั ลมหายใจได้มากขึ้นเรื่ อย ๆ . 3. 2.ขั้นตอนการเจริญภาวนาและทาสมาธิเพือ่ เป็ นบาทฐานต่ อ วิปัสสนาณาณอย่ างง่ ายและถูกวิธี 1.

4. 2. เมื่อจิตเริ่ มสงบมากขึ้น จะรู ้อยูก่ บั ร่ างกายตามลมหายใจ ตั้งแต่ ปลายจมูก หน้าอก และท้อง หากองค์ภาวนาตามลมหายใจหายไป ก็ไม่ตอ้ งวิตกกังวล ให้ดูลมหายใจให้แนบแน่นต่อไป นี่เป็ นธรรมะ ของแท้ที่พระพุทธองค์ทรงสัง่ สอนเกี่ยวกับอานาปานสติ และเมื่อ ตามรู ้ไปเรื่ อยๆ จิตก็จะรวมตัวเป็ นสมาธิ หากเกิดอาการปิ ติ หรื อ นิมิตใดๆ ให้วางอารมณ์เฉยแค่รู้ แต่ไม่ตอ้ งใส่ ใจ ให้กลับไปตามรู ้ ลมหายใจเข้าออกเป็ นพอ และหากเกิดเวทนาปวดเมื่อยสังขาร ก็ให้ มีขนั ติอดทน หรื ออาจจะเปลี่ยนอิริยาบทได้ แต่ไม่ควรให้สมาธิจิต จากการตามรู ้ลมหายใจวอกแวกไปเมื่อเปลี่ยนท่านัง่ เมื่ออารมณ์ตามรู ้ลมหายใจแนบแน่นขึ้นตามลําดับ จิตจะสงบ จะเริ่ มเข้าสู่ รูปฌาณที่ 1. 3 และ 4 ตามลําดับ แต่หากไปไม่ถึง ฌาณก็ไม่ตอ้ งกังวล อย่างน้อยผูป้ ฏิบตั ิกเ็ ข้าใกล้เขตฌานไม่มาก ก็นอ้ ย ขอให้ทาํ สมาธิได้สงบก็จะได้บาทฐานสําคัญต่อการเข้าสู่ อารมณ์พิจารณาวิปัสสนาญาณ ซึ่ งจะทําให้ไม่ติดกับการหนีทุกข์ ชัว่ คราว ในขั้นฌาณทั้ง 4 ทั้งนี้ผปู ้ ฏิบตั ิจะพึงสังเกต ความสุ ขของใจ ที่สงบจากกิเลสในแต่ละระดับฌาณได้ดว้ ยตนเอง และการแนะนํา วิปัสสนาญาณจะ ใช้จงั หวะช่วงจิตสงบนี้ เพื่ออบรมฟอกจิตใจ ให้ผอ่ งใส อันจะนําไปสู่ การเกิดปั ญญาญาณได้อย่างแท้จริ งต่อไป . 5.

6. หลังการเจริ ญภาวนาได้ตามกําหนดเวลาที่ต้ งั ใจแล้ว ให้ต้ งั จิต ค่อยๆ ถอนสมาธิตามขั้นตอนที่ถูกต้อง กล่าวคือ ต้องแผ่เมตตาให้ตนเอง และสรรพสิ่ งทั้งหลายที่รายรอบตนเอง รวมทั้งต้องไม่ลืมอุทิศ ส่ วนบุญส่ วนกุศล ซึ่ งถือเป็ นบุญใหญ่จากการทําสมาธิทุกครั้ง ให้กบั ผูท้ ี่เกี่ยวข้องกันมาทุกรู ปทุกนาม ทั้งในอดีตชาติ จวบจนถึง ปั จจุบนั ชาติเสมอ และควรอัญเชิญท่านพญายมราช และท่านท้าว จตุโลกบาลทั้ง 4 เสด็จมาเป็ นสักขีพยาน เพื่ออนุโมทนาบุญด้วย ทุกครั้งไป วิธีถอนจากสมาธิ แผ่ เมตตา อุทิศส่ วนบุญส่ วนกุศล หลังจากนั่ง สมาธิเสร็จแล้ว 1. กําหนดความรู ้สึกไปที่กลางกระหม่อมแล้วทําความรู ้สึกเหมือน เทนํ้าราดลงมาตั้งแต่ศีรษะ อาบมาที่หวั ไหล่ท้ งั 2 ข้าง . กําหนดความรู ้สึกผ่อนคลายสมาธิ มากําหนดรู ้ลมหายใจเข้าออก สู ดลมหายใจให้เต็มปอดและแผ่ความรู ้สึกรู ้ตวั ทัว่ พร้อมไปยังทุกๆ ส่ วนของร่ างกาย ให้กายสังขารทุกส่ วนเกิดความปิ ติสุข แล้วจึงสูด ลมหายใจพร้อมกับนึกดันลมหายใจไปเลี้ยงสมองให้สดชื่นแล้วจึง กําหนดสติรู้ลมหายใจเข้าออกแบบสบาย ๆ อีกครั้ง 2.

ยกมือขึ้นพนมพร้อมตั้งจิตให้แน่วแน่เพื่อแผ่เมตตาให้กบั ตนเอง และผูอ้ ื่น รวมทั้งอุทิศส่ วนบุญ ส่ วนกุศลตามลําดับ ดังนี้ บทแผ่ เมตตาให้ ตนเอง อะหัง สุ ขโิ ต โหมิ นิททุกโข โหมิ อะเวโร โหมิ อัพพะยา ปัชโฌ โหมิ อะโรโค โหมิ อะนีโฆ โหมิ สุ ขี อัตตานัง ปะริหะรามิ ขอให้ขา้ พเจ้ามีความสุ ข ปราศจากทุกข์ ปราศจากเวร ปราศจากอุปสรรคอันตราย ทั้งหลายทั้งปวง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน ปราศจากความทุกข์กายทุกข์ใจ ขอให้ขา้ พเจ้าได้รับความสุ ขกาย สบายใจ รักษาตนให้พน้ จากทุกข์ภยั ทั้งหลายทั้งสิ้ นได้ดว้ ยเทอญ .ต้นแขนทั้ง 2 ข้าง แล้วลงไปที่ขอ้ ศอก ปลายแขน ข้อมือ และ ฝ่ ามือทั้ง 2 ข้างตามลําดับ 3.

บทแผ่ เมตตาให้ ผู้อนื่ สั พเพ สั ตตา อะเวรา โหนตุ อัพพะยา ปัชฌา โหนตุ อะนีฆา โหนตุ สุ ขอี ตั ตานัง ปะริหะรันตุ สัตว์ท้ งั หลาย ที่เป็ นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้ น จงเป็ นสุ ข เป็ นสุ ขเถิด อย่าได้มีเวร ซึ่ งกันซึ่ งกันและกันเลย จงเป็ นสุ ข เป็ นสุ ขเถิด อย่าได้อาฆาต พยาบาท เบียดเบียนซึ่ งกันและกันเลย จงเป็ นสุ ข เป็ นสุ ขเถิด อย่าได้มีความ ทุกข์กายทุกข์ใจเลย จงมีความสุ ขกาย สุ ขใจ รักษาตนให้ พ้นจากทุกข์ภยั ทั้งหลายทั้งสิ้ นได้ ด้วยเทอญ .

กล่ าวคาอุทิศบุญกุศลให้ ใช้ โดยย่ อ และมีผลครอบคลุม ดังนี้ “อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุ ขติ า โหนตุ ญาตะโย” ด้วยบุญแห่งการปฏิบตั ิกศุ ลจิตของข้าพเจ้าในครั้งนี้ ขออุทิศส่ งให้ บิดามารดา ครู บาอาจารย์ ญาติสนิทมิตรสหาย เจ้ากรรมนายเวร ตลอดจนผูท้ ี่เกี่ยวข้องกันมาทุกรู ปทุกนาม ทุกชาติทุกภพ ขอให้ท่าน ทั้งหลายจงได้มาร่ วมโมทนารับส่ วนบุญส่ วนกุศลในครั้งนี้ โดยทัว่ ถึง กัน ที่มีทุกข์ให้พน้ ทุกข์ ที่มีสุขให้สุขยิง่ ขึ้นไป และขอให้เจ้ากรรม นายเวรจงได้อโหสิ กรรมให้แก่ขา้ พเจ้า นับตั้งแต่บดั นี้เป็ นต้นไป ตราบเท่าเข้าสู่ พระนิพพานได้สาํ เร็ จด้วยเทอญ “พุทธังอะนันตัง ธัมมังจักกะวาลัง สั งฆังนิพพานะปัจจะโย โหตุ” ด้วยบุญแห่งการปฏิบตั ิกศุ ลจิตของข้าพเจ้าในครั้งนี้ ขออุทิศส่ งให้ พรหมเทพเทวาและสรรพวิญญาณทั้งหลายทัว่ สากลพิภพจนถึง สุ ดขอบจักรวาล อนันตจักรวาลอันหาที่สุดมิได้ ตลอดจนพรหมเทพที่ รักษาตัวของข้าพเจ้าก็ดี ที่สิงสถิตย์ ณ สถานที่แห่งนี้กด็ ี สรรพวิญญาณ ทั้งหลายก็ดี จงได้มาโมทนารับส่ วนบุญส่ วนกุศลในครั้ง นี้โดยทัว่ ถึง กัน และขออัญเชิญท่านพญายมราช และท่านท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 เสด็จมาร่ วมโมทนาบุญ และเป็ นสักขีพยานให้กบั ข้าพเจ้าด้วยเทอญ .

ส่ วนที่ 2 บทสวดมนต์ สาคัญประจาวัน บทบูชาคุณพระศรีรัตนตรัย อะระหังสัมมา สัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อภิวาเทมิ (กราบ) สวากขยาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นมัสสามิ (กราบ) สุ ปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบ) (ตั้งนะโมฯ 3 จบ) พุทธะราธนา วิมาโน พุทโธ ภะคะวาติ ธัมมะราธนา วิมาโน พุทโธ ภะคะวาติ สังฆะราธนา วิมาโน พุทโธ ภะคะวาติ ปะฏิ ปะฏิ ราธนา ธัมมะราธนา สังฆะราธนา ราธนาคุณพระบิดามารดา คุณครู อุปัชฌาย์อาจารย์ นะปฏิโยโหตุ (ยกมือพนมจบอธิษฐาน) พุทธะบูชา มหาเตชะวันโต ธัมมะบูชา มหาปั ญโญ สังฆะบูชา มหาโภ คะวะโห บูชาทะยามิ (กราบ) .

น้ อมศีรษะก้ มลงเล็กน้ อย พร้ อมกล่ าวขอกรรมสิ ทธิ ให้ กับตนเองในการ เจริ ญบทสวดมนต์ ดังต่ อไปนี ้ (ตั้งนะโมฯ 3 จบ) อุกาสะ อุกาสะ วันทามิ ภันเต สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต มะยากะตัง ปุญญัง มัยหัง ทาตัพพัง สาธุ สาธุ อนุโมทะนามิ ข้าพเจ้าจะทําการสิ่ งใด ขอให้เป็ นกรรมสิ ทธิแก่ขา้ พเจ้าด้วย นะมะพะทะ นะโมพุทธายะ ยะนะกันตัง อะระหังพุทโธ (กราบ) บทขอขมาคุณพระศรีรัตนตรัย (ตั้งนะโมฯ 3 จบ) สั พพัง อะปะราทัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทวาระตะเยนะกะตัง สั พพัง อะปะราทัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ขะมามิภันเต กรรมอันใด ที่ขา้ พเจ้าได้เคยประมาทพลาดพลั้งในพระรัตนตรัยเจ้า ตั้งแต่อดีตชาติจวบจนปั จจุบนั กาล ด้วยกายกรรมก็ดี ด้วยวจีกรรมก็ดี .

............................ .ด้วยมโนกรรมก็ดี ด้วยเจตนาก็ดี ด้วยมิได้เจตนาก็ดีหรื อรู ้เท่ามิถึงการณ์ ก็ดี ขอพระรัตนตรัยเจ้า อันมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็ นองค์ประธานสู งสุ ด ได้โปรดอดโทษแก่ขา้ พเจ้า นับตั้งแต่บดั นี้ เป็ นต้นไปตราบเท่าเข้าสู่ พระนิพพานได้สาํ เร็ จ ด้วยเทอญ (กราบ) ........

......อัญเชิญเทวดาเสด็จเป็ นสั กขีพยาน (ควรเป็ นช่วงพิธีกรรมหรื อกลางคืน) (ตั้งนะโมฯ 3 จบ) ผะริ ตวานะ เมตตัง สะเมตตา ภะทันตา อะวิกขิตตะจิตตา ปะริ ตตัง ภะณันตุ สัคเค กาเม จะรู เป คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน ทีเป รัฏเฐ จะ คาเม ตะรุ วะนะคะหะเน เคหะ วัตถุมหิ เขตเต ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละวิสะเม ยักขะคันธัพพะนาคา ติฏฐันตา สันติเก ยัง มุนิวะระวะจะนัง สาธะโว เม สุ ณนั ตุ ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา .... ............................

พระไตรสรณคมน์ (ตั้งนะโมฯ 3 จบ) พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยมั ปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยมั ปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยมั ปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยมั ปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยมั ปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยมั ปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ กล่ าวคาอาราธนาศีล 5 มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปั ญจะ สี ลานิ ยาจามะ ทุติยมั ปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปั ญจะ สี ลานิ ยาจามะ .

.......................ตะติยมั ปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปั ญจะ สี ลานิ ยาจามะ คาสมาทานศีล 5 ▫ ▫ ▫ ▫ ▫ ปาณาติปาตา เวระมะณี สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ อทินนาทานา เวระมะณี สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ กาเมสุ มิจฉาจารา เวระมะณี สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ มุสาวาทา เวระมะณี สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ สุ ราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ อิมานิ ปัญจะ สิ กขาปะทานิ สี เลนะ สุ คะติง ยันติ (อธิษฐาน “สาธุ”) สี เลนะ โภคะสั มปะทา (อธิษฐาน “สาธุ”) สี เลนะ นิพพุตงิ ยันติ ตัสมา สี ลงั วิโสธะเย (อธิษฐาน “สาธุ”) .............. .

บทสวดบูรณาการก่ อนเจริญพระรัตนคุณ บทสวดสั มพุทเธ สัมพุทเธ อัฏฐะวีสัญจะ ปั ญจะสะตะ สะหัสสานิ เตสัง ธัมมัญจะ สังฆัญจะ นะมะการานุภาเวนะ อะเนกา อันตะรายาปิ ทวาทะสัญจะ สะหัสสะเก นะมามิ สิ ระสา อะหัง อาทะเรนะ นะมามิหงั หันตวา สัพเพ อุปัททะเว วินสั สันตุ อะเสสะโต ฯ สัมพุทเธ ปั ญจะปั ญญาสัญจะ ทะสะสะตะ สะหัสสานิ เตสัง ธัมมัญจะ สังฆัญจะ นะมะการานุภาเวนะ อะเนกา อันตะรายาปิ จะตุวีสะติ สะหัส สะเก นะมามิ สิ ระสา อะหัง อาทะเรนะ นะมามิหงั หันตวา สัพเพ อุปัททะเว วินสั สันตุ อะเสสะโต ฯ สัมพุทเธ นะวุตตะระสะเต วีสะติสะตะ สะหัสสานิ เตสัง ธัมมัญจะ สังฆัญจะ นะมะการานุภาเวนะ อะเนกา อันตะรายาปิ อัฏฐะจัตตาฬีสะสะหัสสะเก นะมามิ สิ ระสา อะหัง อาทะเรนะ นะมามิหงั หันตวา สัพเพ อุปัททะเว วินสั สันตุ อะเสสะโต ฯ .

บทสวดนะโมการะอัฏฐะกะ
นะโม อะระหะโต สัมมานะโม อุตตะมะธัมมัสสะ
นะโม มะหาสังฆัสสาปิ
นะโม โอมาตยารัทธัสสะ
นะโม โอมะกาตีตสั สะ
นะโมการัปปะภาเวนะ
นะโมการานุภาเวนะ
นะโมการัสสะ เตเชนะ

สัมพุทธัสสะ มะเหสิ โน
สวากขาตัสเสวะ เตนิธะ
วิสุทธะสี ละทิฏฐิโน
ระตะนัตตะยัสสะ สาธุกงั
ตัสสะ วัตถุตตะยัสสะปิ
วิคจั ฉันตุ อุปัททะวา
สุ วตั ถิ โหตุ สัพพะทา
วิธิมหิ โหมิ เตชะวา ฯ

เมตตานิสังสะสุ ตตะปาโฐ
เอวัมเม สุ ตงั ฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา สาวัตถิยงั วิหะระติ
เชตะวะเน อะนาถะปิ ณฑิกสั สะ อาราเมฯ ตัตระ โข ภะคะวา ภิกขู
อามันเตสิ ภิกขะโวติฯ ภะทันเตติ เต ภิกขู ภะคะวะโต ปั จจัสโสสุ ง
ภะคะวา เอตะทะโวจะ
เมตตายะ ภิกขะเว เจโตวิมุตติยา อาเสวิตายะ ภาวิตายะ
พะหุลีกะตายะ ยานีกะตายะ วัตถุกะตายะ อะนุฎฐิตายะ
ปะริ จะตายะ สุ สะมารัทธายะ เอกาทะสานิสงั สา ปาฏิกงั ขาฯ กะตะเม

เอกาทะสะฯ สุ ขงั สุ ปะติ สุ ขงั ปะฏิพชุ ฌะติฯ นะ ปาปะกัง สุ ปินัง
ปั สสะติฯ มะนุสสานัง ปิ โย โหติฯ อะมะนุสสานัง ปิ โย โหติฯ
เทวะตา รักขันติฯ นาสสะ อัคคิ วา วิสงั วา สัตถัง วา กะมะติฯ
ตุวะฏัง จิตตัง สะมาธิยะติฯ มุขะวัณโณ วิปปะสี ทะติฯ อะสัมมุฬโห
กาลังกะโรติฯ อุตตะริ ง อัปปะฏิวิชฌันโต พรัหมะโลกูปะโค โหติฯ
เมตตายะ ภิกขะเว เจโตวิมุตติยา อาเสวิตายะ ภาวิตายะ
พะหุลีกะตายะ ยานีกะตายะ วัตถุกะตายะ อะนุฎฐิตายะ ปะริ จิตายะ
สุ สะมารัทธายะ อิเม เอกาทะสานิสงั สา ปาฏิกงั ขาติฯ อิทะมะโวจะ
ภะคะวาฯ อัตตะมะนา เต ภิกขู ภะคะวะโต ภาสิ ตงั อะภินนั ทุนติฯ

บทสวดสั กกัตวาฯ
(ตั้งนะโมฯ 3 จบ)
สักกัตวา พุทธะระตะนัง
หิ ตงั เทวะมะนุสสานัง
นัสสันตุปัททะวา สัพเพ
สักกัตวา ธัมมะระตะนัง
ปะริ ฬาหูปะสะมะนัง
นัสสันตุปัททะวา สัพเพ

โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง
พุทธะเตเชนะ โสตถินา
ทุกขา วูปะสะเมนตุ เต
โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง
ธัมมะเตเชนะ โสตถินา
ภะยา วูปะสะเมนตุ เต

สักกัตวา สังฆะระตะนัง
อาหุเนยยัง ปาหุเนยยัง
นัสสันตุปัททะวา สัพเพ

โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง
สังฆะเตเชนะ โสตถินา
โรคา วูปะสะเมนตุ เตฯ

สัพพีติโย วิวชั ชันตุ
มา เต ภะวัตวันตะราโย
อะภิวาทะนะสี ลิสสะ
จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ

สัพพะโรโค วินสั สะตุ
สุ ขี ทีฆายุโก ภะวะ
นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน
อายุ วัณโณ สุ ขงั พะลังฯ

บทสวดอะภะยะปะริตตัง
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โย จามะนาโป สะกุณสั สะ สัทโท
ปาปั คคะโห ทุสสุ ปินัง อะกันตัง พุทธานุภาเวนะ วินาสะเมนตุฯ
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โย จามะนาโป สะกุณสั สะ สัทโท
ปาปั คคะโห ทุสสุ ปินัง อะกันตัง ธัมมานุภาเวนะ วินาสะเมนตุฯ
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โย จามะนาโป สะกุณสั สะ สัทโท
ปาปั คคะโห ทุสสุ ปินัง อะกันตัง สังฆานุภาเวนะ วินาสะเมนตุฯ
.....................................

บทสวดอิติปิโสฯ
(ตั้งนะโมฯ 3 จบ)
พระพุทธคุณ
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปั นโน
สุ คะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา
เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติฯ
พระธรรมคุณ
สวากขยาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิ ปัสสิ โก
โอปะนะยิโก ปั จจัตตัง เวทิตพั โพ วิญํูหีติฯ
พระสังฆคุณ
สุ ปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต
สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทงั จัตตาริ
ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณี โย อะนุตตะรัง
ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติฯ
.....................................

บทสวดพาหุงฯ พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธนั ตัง ครี เมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง ทานาทิธมั มะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ มาราติเรกะมะภิยชุ ฌิตะสัพพะรัตติง โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง ขันตีสุทนั ตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมตั ตะภูตงั ทาวัคคิจกั กะมะสะนีวะ สุ ทารุ ณนั ตัง เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ อุกขิตตะขัคคะมะติหตั ถะสุ ทารุ ณนั ตัง ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง อิทธีภิสงั ขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ กัตวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ .

......... ..................สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ สัจจัง วิหายะ มะติสจั จะกะวาทะเกตุง วาทาภิโรปิ ตะมะนัง อะติอนั ธะภูตงั ปั ญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพธุ งั มะหิ ทธิง ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุ ทฏั ฐะหัตถัง พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิ พะกาภิธานัง ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถา โยวาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที หิ ตวานะเนกะวิวธิ านิ จุปัททะวานิ โมกขัง สุ ขงั อะธิคะเมยยะ นะโร สะปั ญโญฯ ...........

บทสวดมหาการุณโิ กฯ มะหาการุ ณิโก นาโถ ปูเรตวา ปาระมี สัพพา เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ หิ ตายะ สัพพะปาณิ นงั ปั ตโต สัมโพธิ มุตตะมัง โหตุ เต ชะยะมังคะลังฯ ชะยันโต โพธิยา มูเล เอวัง ตะวัง วิชะโย โหหิ อะปะราชิตะปั ลลังเก อะภิเสเก สัพพะพุทธานัง สุ นกั ขัตตัง สุ มงั คะลัง สุ ขะโณ สุ มุหุตโต จะ ปะทักขิณงั กายะกัมมัง ปะทักขิณงั มะโนกัมมัง ปะทักขิณานิ กัตวานะ สักยานัง นันทิวฑั ฒะโน ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล สี เส ปะฐะวิโปกขะเร อัคคัปปั ตโต ปะโมทะติฯ สุ ปะภาตัง สุ หุฏฐิตงั สุ ยฏิ ฐัง พรัหมะจาริ สุ วาจากัมมัง ปะทักขิณงั ปะณิ ธี เต ปะทักขิณา ละภันตัตเถ ปะทักขิเณฯ ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง สัพพะพุทธานุภาเวนะ รักขันตุ สัพพะเทวะตา สะทา โสตถี ภะวันตุ เตฯ ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง สัพพะธัมมานุภาเวนะ รักขันตุ สัพพะเทวะตา สะทา โสตถี ภะวันตุ เตฯ .

................. ............. บทสวดพระมหาจักรพรรดิ (ของหลวงปู่ ดู่ วัดสะแก จ............ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง สัพพะสังฆานุภาเวนะ รักขันตุ สัพพะเทวะตา สะทา โสตถี ภะวันตุ เตฯ .พระนครศรี อยุธยา) (ตั้งนะโมฯ 3 จบ) นะโมพุทธายะ พระพุทธะ ไตรรัตนะญาณ มณี นพรัตน์ สี สะหัสสะ สุ ธรรมมา พุทโธ ธัมโม สังโฆ ยะธาพุทโมนะ พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา อัคคีทานัง วะรังคันธัง สิ วลี จะมหาเถรัง อะหังวันทามิ ทูระโต อะหังวันทามิ ธาตุโย อะหังวันทามิ สัพพะโส พุทธะ ธัมมะ สังฆะ ปูเชมิ .................................

....... ....บทกรวดนา้ อิมินาฯ อิมินา ปุญญะกัมเมนะ อาจาริ ยปู ะการา จะ อุปัชฌายา คุณุตตะรา มาตาปิ ตา จะ ญาตะกา ปิ ยา มะมัง สุ ริโย จันทิมา ราชา พรัมมะมารา จะ อินทรา จะ ยะโมมิตตา มะนุสสา จะ สัพเพ สัตตา สุ ขีโหนตุ สุ ขงั จะ ติวิธงั เทนตุ คุณะวันตา นะราปิ จะ โลกะปาลา จะ เทวะตา มัชฌัตตา เวริ กาปิ จะ ปุญญานิ ปะกะตานิ เม ขิปปั ง ปาเปถะ โว มะตัง อิมินา ปุญญะกัมเมนะ อิมินา อุททิเสนะ จะ ขิปปาหัง สุ ละเภ เจวะ ตัณหุปาทานะเฉทะนัง เย สันตาเน หิ นา ธัมมา ยาวะ นิพพานะโต มะมัง นัสสันตุ สัพพะทา เยวะ ยัตถะ ชาโต ภะเว ภะเว อุชุจิตตัง สะติปัญญา สัลเลโข วิริยมั หิ นา มารา ละภันตุ โนกาสัง กาตุญจะ วิริเยสุ เม พุทธาทิปะวะโร นาโถ ธัมโมนาโถ วะรุ ตตะโม นาโถ ปั จเจกะพุทโธ จะ สังโฆ นาโถตตะโร มะมัง เตโสตตะมานุภาเวนะ มาโรกาสัง ละภันตุมา ...........................

*** (หากเป็ นวันพระสําคัญหรื อมีพิธีกรรมเพิม่ เติม ให้เจริ ญบทสวด พุทธมนต์สาํ คัญเพิ่มเติมในส่ วนที่ 3 ก่อนที่จะสวดพระคาถาชินบัญชร ปิ ดท้าย) *** บทเจริญพระคาถาชินบัญชร (ตั้งนะโมฯ 3 จบ) ปุตตะกาโม ละเภ ปุตตัง ธะนะกาโม ละเภ ธะนัง อัตถิกาเยกา ยะญายะ เทวานัง ปิ ยะตัง สุ ตตะวา อิติปิโส ภะคะวา ยะมะราชาโน ท้าวเวสสุ วณั โณ มรณังสุ ขงั อะระหัง สุ คะโต นะโมพุทธายะ ชะยาสะนากะตา พุทธา จะตุสจั จาสะภัง ระสัง เชตะวา มารัง สะวาหะนัง เย ปิ วิงสุ นะราสะภา ตัณหังกะราทะโย พุทธา สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง อัฏฐะ วีสะติ นายะกา มัตถะเก เต มุนิสสะรา สี เส ปะติฏฐิโต มัยหัง สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง พุทโธ ธัมโม ทวิโลจะเน อุเร สัพพะคุณากะโร หะทะเย เม อะนุรุทโธ โกณฑัญโญ ปิ ฏฐิภาคัสมิง สารี ปุตโต จะ ทักขิเณ โมคคัลลาโน จะ วามะเก .

ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง กัสสะโป จะ มะหานาโม อาสุ ง อานันทะราหุโล อุภาสุ ง วามะโสตะเก เกสะโต ปิ ฏฐิภาคัสมิง นิสินโน สิ ริสมั ปั นโน สุ ริโยวะ ปะภังกะโร โสภีโต มุนิปุงคะโว กุมาระกัสสะโป เถโร โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง มะเหสี จิตตะวาทะโก ปะติฏฐาสิ คุณากะโร ปุณโณ อังคุลิมาโล จะ เถรา ปั ญจะ อิเม ชาตา อุปาลี นันทะสี วะลี นะลาเฏ ติละกา มะมะ เสสาสี ติ มะหาเถรา เอเตสี ติ มะหาเถรา ชะลันตา สี ละเตเชนะ วิชิตา ชินะสาวะกา ชิตะวันโต ชิโนระสา อังคะมังเคสุ สัณฐิตา ระตะนัง ปุระโต อาสิ ธะชัคคัง ปั จฉะโต อาสิ ทักขิเณ เมตตะสุ ตตะกัง วาเม อังคุลิมาละกัง ขันธะโมระปะริ ตตัญจะ อากาเส ฉะทะนัง อาสิ อาฏานาฏิยะสุ ตตะกัง เสสา ปาการะสัณฐิตา ชินา นานา วะระสังยุตตา วาตะปิ ตตาทิสญ ั ชาตา สัตตัปปาการะลังกะตา พาหิ รัชฌัตตุปัททะวา .

..อะเสสา วินะยัง ยันตุ วะสะโต เม สะกิจเจนะ อะนันตะชินะเตชะสา สะทา สัมพุทธะปั ญชะเร ชินะปั ญชะระมัชฌัมหิ สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ วิหะรันตัง มะหี ตะเล เต มะหาปุริสาสะภา อิจเจวะมันโต ชินานุภาเวนะ ธัมมานุภาเวนะ สังฆานุภาเวนะ สัทธัมมานุภาวะปาลิโต สุ คุตโต สุ รักโข ชิตูปัททะโว ชิตาริ สงั โฆ ชิตนั ตะราโย จะรามิ ชินะปั ญชะเรติ ฯ พุทธะ พุทธา พุทเธ พุทโธ พุทธัง อะระหังพุทโธ อิติปิโส ภะคะวา นะโมพุทธายะ (สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี ) .............................. ......

....................บทอัญเชิญเทวดาเสด็จกลับและเชิญพลังพระเสริมมงคล ทุกขัปปั ตตา จะ นิททุกขา โสกัปปั ตตา จะ นิสโสกา เอตตาวะตา จะ อัมเหหิ สัพเพ เทวานุโมทันตุ ทานัง ธะทันตุ สัทธายะ ภาวะนาภิระตา โหนตุ ภะยัปปั ตตา จะ นิพภะยา โหนตุสพั เพปิ ปาณิ โน สัมภะตัง ปุญญะสัมปะทัง สัพพะสัมปั ตติสิทธิยา สี ลงั รักขันตุ สัพพะทา คัจฉันตุ เทวะตาคะตา ฯ สัพเพ พุทธา พะลัปปั ตตา อะระหันตานัญจะ เตเชนะ ปั จเจกานัญจะ ยัง พะลัง รักขัง พันธามิ สัพพะโส ฯ .......... บทแผ่ เมตตาและอุทศิ บุญกุศล (ภายหลังการเจริ ญบทสวดมนต์แต่ละครั้ง) ให้น้อมนําจิ ตระลึ กถึ งคุ ณพระศรี รัตนตรั ย คุ ณบิ ดามารดา คุ ณครู บา อาจารย์ และเหล่าพรหมเทพเทวา สิ่ งศักดิ์สิทธิ์ ทุก ๆ พระองค์เสี ยก่อน แล้วตั้งใจแผ่เมตตาและอุทิศบุญกุศลตามลําดับ ดังนี้ ........

บทแผ่ เมตตาให้ ตนเอง อะหัง สุ ขโิ ต โหมิ นิททุกโข โหมิ อะเวโร โหมิ อัพพะยา ปัชโฌ โหมิ อะนีโฆ โหมิ สุ ขี อัตตานัง ปะริหะรามิ ขอให้ขา้ พเจ้ามีความสุ ข ปราศจากทุกข์ ปราศจากเวร ปราศจากอุปสรรคอันตราย ทั้งหลาย ทั้งปวง ปราศจากความทุกข์กายทุกข์ใจ ขอให้ขา้ พเจ้าได้รับความสุ ขกาย สบายใจ รักษาตนให้พน้ จากทุกข์ภยั ทั้งหลายทั้งสิ้ นได้ดว้ ยเทอญ บทแผ่ เมตตาให้ ผู้อนื่ สั พเพ สั ตตา อะเวรา โหนตุ อัพพะยา ปัชฌา โหนตุ สัตว์ท้ งั หลาย ที่เป็ นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้ น จงเป็ นสุ ข เป็ นสุ ขเถิด อย่าได้มีเวร ซึ่ งกันซึ่ งกันและกันเลย จงเป็ นสุ ข เป็ นสุ ขเถิด อย่าได้อาฆาต พยาบาทเบียดเบียนซึ่ งกันและกันเลย .

อะนีฆา โหนตุ สุ ขอี ตั ตานัง ปะริหะรันตุ จงเป็ นสุ ข เป็ นสุ ขเถิด อย่าได้มีความ ทุกข์กายทุกข์ใจเลย จงมีความสุ ขกาย สุ ขใจ รักษาตน ให้พน้ จากทุกข์ภยั ทั้งหลายทั้งสิ้ น ได้ดว้ ยเทอญ บทอุทศิ ส่ วนบุญส่ วนกุศล ▫ อิทัง เม มาตาปิ ตูนัง โหตุ สุ ขติ า โหนตุ มาตา ปิ ตะโร ขอส่ วนบุญนี้จงสําเร็ จ แด่มารดา และบิดาของข้าพเจ้า ขอให้ มารดาและบิดาของข้าพเจ้า จงมีความสุ ข ▫ อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุ ขติ า โหนตุ ญาตะโย ขอส่ วนบุญนี้จงสําเร็ จ แด่ญาติท้ งั หลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติ ทั้งหลายของข้าพเจ้า จงมีความสุ ข ▫ อิทัง เม คุรูปัชฌายาอาจะริยานัง โหตุ สุ ขติ า โหนตุ คุรูปัชฌายาอาจะริยา ขอส่ วนบุญนี้จงสําเร็ จ แด่ครู อุปัชฌาย์อาจารย์ท้ งั หลายของข้าพเจ้า ขอให้ครู อุปัชฌาย์อาจารย์ท้ งั หลายของข้าพเจ้า จงมีความสุ ข .

....▫ อิทัง สั พพะ เทวานัง โหตุ สุ ขติ า โหนตุ สั พเพ เทวา ขอส่ วนบุญนี้จงสําเร็ จ แด่พรหมเทพเทวาทั้งหลายทั้งปวง ขอให้ พรหมเทพเทวาทั้งหลายทั้งปวง จงมีความสุ ข ▫ อิทัง สั พพะ เปตานัง โหตุ สุ ขติ า โหนตุ สั พเพ เปตา ขอส่ วนบุญนี้จงสําเร็ จ แด่เปรตและอสุ รกายทั้งหลายทั้งปวง ขอให้ เปรตและอสุ รกายทั้งหลายทั้งปวง จงมีความสุ ข ▫ อิทัง สั พพะ เวรีนัง โหตุ สุ ขติ า โหนตุ สั พเพ เวรี ขอส่ วนบุญนี้จงสําเร็ จ แด่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง ขอให้ เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง จงมีความสุ ข ▫ อิทัง สั พพะ สั ตตานัง โหตุ สุ ขติ า โหนตุ สั พเพ สั ตตา ขอส่ วนบุญนี้จงสําเร็ จ แด่สตั ว์ท้ งั หลายทั้งปวง ขอให้สตั ว์ท้ งั หลาย ทั้งปวง จงมีความสุ ข .............................. ....

ส่ วนที่ 3 บทสวดมนต์ สาคัญ (เพิม่ เติมพิเศษ) โดยเฉพาะวันพระ 8 คา่ และ 15 คา่ และวันสาคัญทางพระพุทธศาสนา ควรเพิ่มบทสวดมนต์ เหล่ านีเ้ สี ยก่ อน แล้ วจึ งปิ ดท้ ายด้ วยบทพระคาถา ชิ นบัญชร และบทอัญเชิ ญเทวดาเสด็จกลับฯ บทสวดพระอาการวัตตาสู ตร เอวัมเม สุ ตงั เอกัง สะมะยัง ภะคะวา ราชะคะเห วิหะระติ คิชฌะกูเฏ ปั พพะเต เตนะ โข ปะนะ สะมะเยนะ สัพพะสัตตานัง พุทธะคุโณ ธัมมะคุโณ สังฆะคุโณ อายัสมา อานันโท อะนุรุทโธ สารี ปุตโต โมคคัลลาโน มะหิ ทธิโก มะหานุภาเวนะ สัตตานัง เอตะทะโวจะฯ อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง อิติปิ โส ภะคะวา สัมมาสัมพุทโธ อิติปิ โส ภะคะวา วิชชาจะระณะสัมปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา สุ คะโต อิติปิ โส ภะคะวา โลกะวิทู อิติปิ โส ภะคะวา อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ .

อิติปิ โส ภะคะวา สัตถาเทวะมะนุสสานัง อิติปิ โส ภะคะวา พุทโธ อิติปิ โส ภะคะวา ภะคะวาติ พุทธะคณ ุ ะวัคโค ปะฐะโม อิติปิ โส ภะคะวา อะภินิหาระ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา อุฬารัชฌาสะยะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ปะณิ ธานะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา มะหากะรุ ณา ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ญาณะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ปะโยคะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ยุติ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ชุตติ ปาระมิสัมปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา คัพภะโอกกันติ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา คัพภะฐิติ ปาระมิสมั ปั นโน อะภินิหาระวัคโค ทุติโย อิติปิ โส ภะคะวา คัพภะวุฏฐานะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา คัพภะมะละวิระหิ ตะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา อุตตะมะชาติ ปาระมิสมั ปั นโน .

อิติปิ โส ภะคะวา คะติ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา อะภิรูปะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา สุ วณั ณะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา มะหาสิ ริ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา อาโรหะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ปะริ ณามะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา สุ นิฏฐะ ปาระมิสมั ปั นโน คัพภะวุฏฐานะวัคโค ตะติโย อิติปิ โส ภะคะวา อะภิสมั โพธิ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา สี ละขันธะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา สะมาธิขนั ธะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ปั ญญาขันธะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ทะวัตติงสะมะหาปุริสะลักขะณะ ปาระมิสมั ปั นโน อะภิสัมโพธิวัคโค จะตุตโถ อิติปิ โส ภะคะวา มะหาปั ญญา ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ปุถุปัญญา ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา หาสะปั ญญา ปาระมิสมั ปั นโน .

อิติปิ โส ภะคะวา ชะวะนะปั ญญา ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ติกขะปั ญญา ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา นิพเพธิกะปั ญญา ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ปั ญจะจักขุ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา อัฏฐาระสะพุทธะกะระ ปาระมิสมั ปั นโน มะหาปัญญาวัคโค ปัญจะโม อิติปิ โส ภะคะวา ทานะ ปาระมิสัมปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา สี ละ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา เนกขัมมะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ปั ญญา ปาระมิสัมปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา วิริยะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ขันติ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา สัจจะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา อะธิฏฐานะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา เมตตา ปาระมิสัมปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา อุเปกขา ปาระมิสมั ปั นโน ปาระมิวัคโค ฉัฏโฐ .

อิติปิ โส ภะคะวา ทะสะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ทะสะอุปะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ทะสะปะระมัตถะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา สะมะติงสะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ตังตังฌานะฌานังคะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา อะภิญญาณะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา สะติ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา สะมาธิ ปาระมิสัมปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา วิมุตติ ปาระมิสัมปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา วิมุตติญาณะ ปาระมิสมั ปั นโน ทะสะปาระมิวัคโค สัตตะโม อิติปิ โส ภะคะวา วิชชาจะระณะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา วิปัสสะนาญาณะวิชชา ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา มะโนมะยิทธิวิชชา ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา อิทธิ วิชชา ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ทิพพะโสตะวิชชา ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ปะระจิตตะปะริ ยะญาณะวิชชา ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ปุพเพนิวาสานุสสะติวิชชา ปาระมิสมั ปั นโน .

อิติปิ โส ภะคะวา ทิพพะจักขุวิชชา ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา อาสะวักขะยะญาณะวิชชา ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา จะระณะวิชชา ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา จะระณะธัมมะวิชชา ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา อะนุปุพพะวิหาระ ปาระมิสมั ปั นโน วิชชาวัคโค อัฏฐะโม อิติปิ โส ภะคะวา ปะริ ญญาณะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ปะหานะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา สัจฉิ กิริยา ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ภาวะนา ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ปะริ ญญาปะหานะ สัจฉิ กิริยาภาวะนา ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา จะตุธมั มะสัจจะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ปะฏิสมั ภิทาญาณะ ปาระมิสมั ปั นโน ปะริญญาวัคโค นะวะโม อิติปิ โส ภะคะวา โพธิปักขิยะธัมมะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา สะติปัฏฐานะปั ญญา ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา สัมมัปปะธานะปั ญญา ปาระมิสัมปั นโน .

อิติปิ โส ภะคะวา อิทธิปาทะปั ญญา ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา อินทรี ยะปั ญญา ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา พะละปั ญญา ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา โพชฌังคะปั ญญา ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา อัฏฐังคิกะมัคคะธัมมะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา มะหาปุริสะสัจฉิ กิริยา ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา อะนาวะระณะวิโมกขะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัตตะผะละวิมุตติ ปาระมิสัมปั นโน โพธิปักขิยะธัมมะวัคโค ทะสะโม อิติปิ โส ภะคะวา ทะสะพะละญาณะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ฐานาฐานะญาณะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา วิปากะญาณะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา สัพพัตถะคามินีปะฏิปะทาญาณะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา นานาธาตุญาณะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา สัตตานังนานาวิมุตติกะญาณะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา อินทรี ยะปะโรปะริ ยตั ติ ปาระมิสัมปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา นิโรธวะวุฏฐานะญาณะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ฌานาทิสงั กิเลสาทิญาณะ ปาระมิสมั ปั นโน .

อิติปิ โส ภะคะวา ปุพเพนิวาสานุสสะติญาณะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา จุตูปะปาตะญาณะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา อาสะวักขะยะญาณะ ปาระมิสมั ปั นโน ทะสะพะละญาณะวัคโค เอกาทะสะโม อิติปิ โส ภะคะวา โกฏิสะหัสสานังปะโกฏิสะหัสสานัง หัตถีนงั พะละธะระ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ปุริสะโกฏิทะสะสะ หัสสานังพะละธะระ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ปั ญจะจักขุญาณะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ยะมะกะญาณะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา สี ละคุณะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา คุณะปาระมิสะมาปั ตติ ปาระมิสัมปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ปั ญญาคุณะ ปาระมิสมั ปั นโน กายะพะละวัคโค ทะวาทะสะโม อิติปิ โส ภะคะวา ถามะพะละ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ถามะพะละญาณะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา พะละ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา พะละญาณะ ปาระมิสมั ปั นโน .

อิติปิ โส ภะคะวา ปุริสะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ปุริสะญาณะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา อะตุละยะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ญาณะ ปาระมิสัมปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา อุสสาหะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา คะเวสี ญาณะ ปาระมิสมั ปั นโน ถามะพะละวัคโค เตระสะโม อิติปิ โส ภะคะวา จะริ ยา ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา จะริ ยาญาณะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา โลกัตถะจะริ ยา ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา โลกัตถะจะริ ยาญาณะ ปาระมิสัมปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ญาตัตถะจะริ ยา ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ญาตัตถะจะริ ยาญาณะ ปาระมิสัมปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา พุทธะจะริ ยา ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา พุทธะจะริ ยาญาณะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ติวิธะจะริ ยา ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ปาระมิอุปะปาระมิ ปะระมัตถะ ปาระมิสมั ปั นโน จะริ ยาวัคโค จะตุททะสะโม .

อิติปิ โส ภะคะวา ปั ญจุปาทานักขันเธสุ อะนิจจะลักขะณะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ปั ญจุปาทานักขันเธสุ ทุกขะลักขะณะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ปั ญจุปาทานักขันเธสุ อะนัตตะลักขะณะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา อายะตะเนสุ ติลกั ขะณะญาณะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา อัฏฐาระสะธาตู สุ ติลกั ขะณะญาณะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา วิปะริ ณามะลักขะณะ ปาระมิสมั ปั นโน ลักขะณะวัคโค ปัญจะทะสะโม อิติปิ โส ภะคะวา คะตัฏฐานะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา คะตัฏฐานะญาณะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา วะสี ตะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา วะสี ตะญาณะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา สิ กขา ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา สิ กขาญาณะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา สังวะระ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา สังวะระญาณะ ปาระมิสัมปั นโน คะตัฏฐานะวัคโค โสฬะสะโม .

.. ความเป็ นมาของพระคาถาอาการะวัตตาสู ตร ครั้งหนึ่งพระสารี บุตรเป็ นห่วงมนุษย์ท้ งั หลายที่เต็มไปด้วยอวิชชา คือ โลภะ โทสะ โมหะ ก็จะทําซึ่ งการอันเป็ นอกุศลเป็ นอาจิณกรรม มนุษย์ ทั้งหลายก็จะพากันไปอบายภูมิ พระสารี บุตรจึงทูลถามพระผูม้ ีพระภาคเจ้าว่า จะทําอย่างไรจะช่วย มนุษย์ได้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงแสดงอานิสงส์ของ ................อิติปิ โส ภะคะวา พุทธะปะเวณิ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา พุทธะปะเวณิ ญาณะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ยะมะกะปาฏิหาริ ยะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา ยะมะกะปาฏิหาริ ยะญาณะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา จะตุพรหมะวิหาระ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา อะนาวะระณะญาณะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา อะปะริ ยนั ตะญาณะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา สัพพัญํุตะญาณะ ปาระมิสมั ปั นโน อิติปิ โส ภะคะวา จะตุวีสะติโกฏิสะตะวะชิระญาณะ ปาระมิสมั ปั นโน ปะเวณิวัคโค สัตตะระสะโม ....................

พระคาถาอาการะวัตตาสู ตรว่า ถ้าผูใ้ ดได้เจริ ญอยูเ่ สมอแล้ว บาปกรรม ทั้งปวงก็จะไม่มีโอกาสหยัง่ ลงไปในสันดาน ถึงแม้สวดสักครั้งหนึ่งก็ จะสามารถคุ้มภัยอันตรายไปได้ ถึง 4 เดือน ถ้าผูใ้ ดสาธยายนอบน้อมพร้อมด้วยการถึงพระไตรสรณคมน์แล้ว ปรารถนาสิ่ งใดจะสมประสงค์ทุกอย่าง พระพุทธเจ้าทั้ง 28 พระองค์ ที่ล่วงไปแล้วก็ดี พระพุทธเจ้าในปั จจุบนั นี้กด็ ี ได้เจริ ญพระคาถานี้ ติดต่อกันมาทุก ๆ พระองค์ พระสู ตรนี้เป็ นพระสู ตรอันใหญ่ยงิ่ จะหา พระสู ตรอื่นเปรี ยบปานมิได้ เพราะมีท้ งั พระสู ตร พระวินยั พระปรมัตถปิ ฎก ขอท่านทั้งหลายอย่าได้ทิ้งได้วางในที่อนั ไม่ควรเลย จงทําสักการะบูชาสวดมนต์ภาวนา และสดับฟังตามสติปัญญา และ ความสามารถทัว่ กันจนทุกคนเทอญฯ ความหมายแห่ งการสวดพระคาถาอาการะวัตตาสู ตร พระคาถาอาการะวัตตาสู ตร นี้ถือกันว่า เป็ นพุทธมนต์อนั ศักดิ์สิทธิ์ สําหรับสวดและภาวนาทุกเช้าคํ่า เพื่อความสวัสดีเป็ นสิ ริมงคล แก่ผู ้ สาธยาย บันดาลให้เกิดกําลังกายกําลังใจดีข้ ึนไม่ตกใจง่าย ไม่สะดุง้ สะเทือน เสี ยวสยองต่อภยันตรายทั้งปวง .

วรรคที่ 1 พุทธคุณ กล่าวสรรเสริ ญพระผูม้ ีพระภาคเจ้า ผูท้ รงเป็ นพระอรหันต์ตรัสรู ้ชอบ ด้วยพระองค์เอง และพุทธคุณมีประการต่าง ๆ เป็ นการเจริ ญ พุทธานุสติกรรมฐานอันเป็ นแดนเกิดของสมาชิก วรรคที่ 2 อภินิหาร บรรยายถึงความพร้อมด้วยพระบารมีทางด้านอภินิหารบารมีแห่ง ความเพียร ไปจนถึงบารมีแห่งการตั้งอยูใ่ นครรภ์ วรรคที่ 3 การออกจากครรภ์ กล่าวสรรเสริ ญบารมีแห่งการออกจากครรภ์ อย่างไม่มีมลทินของ พระพุทธองค์ ผูท้ รงเพียบพร้อมไปด้วยรู ปและผิวพรรณอันดีฯ วรรคที่ 4 การตรัสรู้ อนั ยิง่ กล่าวสรรเสริ ญพระบารมีอนั สมบูรณ์เพียบพร้อมด้วยการตรัสรู ้ ซึ่ งประกอบด้วย ศีล สมาธิ ปั ญญา และลักษณะมหาบุรุษ 32 ประการ วรรคที่ 5 มหาปัญญา สาธยายพระบารมี ด้านปั ญญาของพระพุทธองค์ ตลอดจนถึง พระบารมีแห่งพุทธการกธรรมทั้ง 18 ประการ .

วรรคที่ 6-7 บารมี 10 แห่ งวิมุตติญาณ บรรยายถึงพระบารมีอนั ประกอบด้วยทาน ศีล เนกขัมมะเป็ นต้นไป จนถึงบารมีแห่งวิมุตติญาณ วรรคที่ 8 วิชชา กล่าวสรรเสริ ญพระบารมีอนั สมบูรณ์เพียบพร้อมด้วยวิชชาต่างๆ เช่น วิปัสสนาวิชชา มโนมยิทธิวิชชา อิทธิวิชชา ทิพโสตวิชชา ปรจิตวิชชา ปุพเพนิวาสานุสติวิชชา ทิพจักขุวิชชา จรณวิชชา จรณธรรมวิชชา และ อนุปุพวิหารธรรม วรรคที่ 9 การกาหนดรู้ บรรยายถึงพระบารมีแห่งการกําหนดรู ้ การละ การทําให้แจ้ง การภาวนา สัจธรรมทั้ง 4 และปฏิสมั ภิทาญาณ วรรคที่ 10 โพธิปักขิยธรรม กล่าวสรรเสริ ญพระบารมีแห่งโพธิ ปักขิยธรรมของพระพุทธองค์ ซึ่ ง รวมทั้งบารมีแห่งสติปัฏฐานปั ญญา สัมมัปปธานปั ญญา อิทธิบาท ปั ญญา อินทรี ยปั ญญา พลปั ญญา โพชฌงคปั ญญา ธรรมแห่งมรรค มีองค์ 8 การทําให้แจ้งในลักษณะมหาบุรุษ ความหลุดพ้นซึ่ งไร้นิวรณ์ เพราะผลแห่งการบรรลุอรหันต์ .

วรรคที่ 11 ทศพลญาณ สาธยายถึงพระบารมีแห่งทศพลญาณ ญาณหยัง่ รู ้ฐานะและไม่ใช่ฐานะ ญาณหยัง่ รู ้วิบากปฏิปทาอันเป็ นทางดําเนินไปแห่งทางทั้งปวง ญาณ หยัง่ รู ้ความแตกต่างแห่งธาตุ และความแตกต่างแห่งการหลุดพ้นของ สรรพสัตว์ ญาณหยัง่ รู ้อินทรี ยข์ องผูอ้ ื่น ญาณอันเป็ นเครื่ องออกจาก นิโรธ ญาณอันเป็ นเครื่ องระลึกชาติแห่งหนหลัง ญาณหยัง่ รู ้จุติและ อุบตั ิ และญาณหยัง่ รู ้ในธรรมอันเป็ นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย วรรคที่ 12 กาลังกาย บรรยายถึงพระบารมีทางด้านกําลังกาย กล่าวคือ ทรงไว้ซ่ ึ งกําลัง ทั้งพันโกฏิ หมื่นโกฏิของบุรุษ รวมทั้งจักขุญาณทั้ง 5 ยถกญาณ ศีลคุณ และคุณบารมีสมาบัติ วรรคที่ 13 พละกาลัง กล่าวสรรเสริ ญพระบารมีแห่งพละกําลัง บารมีแห่งพละ บารมีแห่ง พลญาณ บารมีแห่งบุรุษ บารมีที่ไม่มีใดเปรี ยบ บารมีแห่งญาณ บารมี แห่งอุตสาหะ และบารมีแห่งญาณอันเป็ นเครื่ องแสวงหา วรรคที่ 14 จริยา กล่าวสรรเสริ ญพระบารมีแห่งจริ ยา ญาณจริ ยา โสกัตถจริ ยา ญาณแห่ ง โลกัตถจริ ยา ญาตัตถจริ ยา ญาณแห่งญาตัตถจริ ยา พุทธจริ ยา ญาณแห่ง .

............พุทธจริ ยา จริ ยา 3 อีกทั้งพระองค์ยงั ทรงถึงพร้อมด้วยบารมี อุปบารมี และปรมัตถบารมี วรรคที่ 15 ลักษณะ บรรยายถึงพระบารมี เพราะเห็นอนิจจาลักษณะ ทุกขลักษณะ อนัตต ลักษณะในอุปาทานขันธ์ 5 ทรงไว้ซ่ ึ งญาณอันเป็ นเครื่ องรู ้ไตรลักษณ์ ในอายตนะทั้งปวง และในธาตุท้ งั 18 ทรงเห็นลักษณะความแปรปรวน ของสังขารธรรม วรรคที่ 16 ฐานอันเป็ นเครื่องไป กล่าวถึง พระบารมีอนั สมบูรณ์ดว้ ยฐานะอันเป็ นเครื่ องไป ญาณหยัง่ รู ้ ฐานะอันเป็ นเครื่ องไปตลอดจนถึงสังวรญาณ วรรคที่ 17 ประเพณี กล่าวถึงพระบารมีอนั สมบูรณ์พร้อมด้วย พุทธประเพณี ญาณหยัง่ รู ้ พุทธประเพณี ยมกปาฏิหาริ ย ์ ญาณหยัง่ รู ้ยมกปาฏิหาริ ย ์ พรหมวิหาร 4 ญาณซึ่ งไร้นิวรณ์ ญาณซึ่ งไม่มีที่สิ้นสุ ดและวชิรญาณ ซึ่ งมีกาํ ลังถึง แปดพันโกฏิ ......................... .

พระคาถาเสริมสิ ริมงคล (รัตนสู ตร) ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข สัพเพ วะ ภูตา สุ มะนา ภะวันตุ อะโถปิ สักกัจจะ สุ ณนั ตุ ภาสิ ตงั ตัสมา หิ ภูตา นิสาเมถะ สัพเพ เมตตัง กะโรถะ มานุสิยา ปะชายะ ทิวา จะ รัตโต จะ หะรันติ เย พะลิง ตัสมา หิ เน รักขะถะ อัปปะมัตตาฯ ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง วา สัคเคสุ วา ยัง ระตะนัง ปะณี ตงั นะ โน สะมัง อัตถิ ตะถาคะเตนะ อิทมั ปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณี ตงั เอเตนะ สัจเจนะ สุ วตั ถิ โหตุฯ ขะยัง วิราคัง อะมะตัง ปะณี ตงั ยะทัชฌะคา สักยะมุนี สะมาหิ โต นะ เตนะ ธัมเมนะ สะมัตถิ กิญจิ อิทมั ปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณี ตงั เอเตนะ สัจเจนะ สุ วตั ถิ โหตุฯ ยัมพุทธะเสฏโฐ ปะริ วณั ณะยี สุ จิง สะมาธิมา นันตะริ กญั ญะมาหุ สะมาธินา เตนะ สะโม นะ วิชชะติ อิทมั ปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณี ตงั เอเตนะ สัจเจนะ สุ วตั ถิ โหตุฯ เย ปุคคะลา อัฏฐะ สะตัง ปะสัฏฐา จัตตาริ เอตานิ ยุคานิ โหนติ เต ทักขิเณยยา สุ คะตัสสะ สาวะกา เอเตสุ ทินนานิ มะหัปผะลานิ อิทมั ปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณี ตงั เอเตนะ สัจเจนะ สุ วตั ถิ โหตุฯ เย สุ ปปะยุตตา มะนะสา ทัฬเหนะ นิกกามิโน .

โคตะมะสาสะนัมหิ เต มุธา นิพพุติง ภุญชะมานา เอเตนะ สัจเจนะ สุ วตั ถิ โหตุฯ จะตุพภิ วาเตภิ วะทามิ โย อะริ ยะสัจจานิ ระตะนัง ปะณี ตงั เอเตนะ วิภาวะยันติ คัมภีระปั ญเญนะ ภุสปั ปะมัตตา นะ เต ภะวัง ระตะนัง ปะณี ตงั เอเตนะ ทัสสะนะสัมปะทายะ สักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉิ ตญั จะ จะตูหะปาเยหิ จะ วิปปะมุตโต อิทมั ปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณี ตงั กิญจาปิ โส กัมมัง กะโรติ อะภัพโพ โส ตัสสะ ทิฏฐะปะทัสสะ วุตตา สัจเจนะ สุ วตั ถิ โหตุฯ คิมหานะมาเส ปะฐะมัสมิง ปั ตติปัตตา อะมะตัง วิคยั หะ ลัทธา อิทมั ปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณี ตงั ยะถินทะขีโล ปะฐะวิง สิ โต สิ ยา อะสัมปะกัมปิ โย ตะถูปะมัง สัปปุริสงั อเวจจะ ปั สสะติ อิทมั ปิ สังเฆ สัจเจนะ สุ วตั ถิ โหตุฯ เย อะริ ยะสัจจานิ สุ เทสิ ตานิ กิญจาปิ เต โหนติ อัฏฐะมะมาทิยนั ติ อิทมั ปิ สังเฆ สัจเจนะ สุ วตั ถิ โหตุฯ สะหาวัสสะ ตะยัสสุ ธัมมา ชะหิ ตา ภะวันติ สี ลพั พะตัง วาปิ ยะทัตถิ กิญจิ ฉะจาภิฐานานิ อะภัพโพ กาตุง เอเตนะ สัจเจนะ สุ วตั ถิ โหตุฯ ปาปะกัง กาเยนะ วาจายุทะ เจตะสา วา ปะฏิจฉะทายะ อะภัพพะตา อิทมั ปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณี ตงั เอเตนะ วะนัปปะคุมเพ ยะถา ผุสสิ ตคั เค คิมเห ตะถูปะมัง ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ .

นิพพานะคามิง ปะระมัง หิ ตายะ อิทมั ปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณี ตงั เอเตนะ สัจเจนะ สุ วตั ถิ โหตุฯ วะโร วะรัญํู วะระโท วะราหะโร อะนุตตะโร ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ อิทมั ปิ พุทเธ ระนะนัง ปะณี ตงั เอเตนะ สัจเจนะ สุ วตั ถิ โหตุฯ ขีณงั ปุราณัง นะวัง นัตถิ สัมภะวัง วิรัตตะจิตตา ยะติเก ภะวัสมิง เต ขีณะพีชา อะวิรุฬหิ ฉนั ทา นิพพันติ ธีรา ยะถายัมปะทีโป อิทมั ปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณี ตงั เอเตนะ สัจเจนะ สุ วตั ถิ โหตุฯ ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตงั พุทธัง นะมัสสามะ สุ วตั ถิ โหตุฯ ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตงั ธัมมัง นะมัสสามะ สุ วตั ถิ โหตุฯ ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตงั สังฆัง นะมัสสามะ สุ วตั ถิ โหตุฯ ความเป็ นมาของพระคาถารัตนสู ตร สมัยหนึ่ง พระผูม้ ีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ ณ พระเวฬุวนั มหาวิหาร ณ เบญจคีรีนคร เพราะมีภูเขา 5 ลูก แวดล้อมเป็ นราชสี มา มณฑล อยูใ่ นอาณาเขตมคธรัฐ .

ครั้งนั้น พระนครไพสาลีแห่งแคว้นวัชชี เกิดทุพภิกขภัยพิบตั ิ คือ ฝนแล้ง ข้าวกล้าในนาตาย เพราะไม่มีน้ าํ เป็ นส่ วนมาก ข้าวปลาหายาก ในขั้นแรกคนยากจน คนเกียจคร้าน ต้องอดอาหารตายมาก เมื่อตาย แล้วหาญาติที่จะอนุเคราะห์ศพไม่มี คนมีกาํ ลังก็ไม่สงสารศพเพราะ มัววุน่ วายแต่งานของตัว เห็นไปว่า ธุระไม่ใช่ ไม่ใส่ ใจ เมื่อมีคนตาย ที่ไหน ศพก็ถูกทอดทิ้งอยูน่ นั่ ยิง่ กว่านั้น อหิ วาตกโรคก็เข้าคุกคาม เพราะโทษที่ศพปฏิกลู อยูต่ ามถนนหนทาง ในแม่น้ าํ ลําธาร เมื่อโรคร้าย ได้ระบาดรุ นแรงขึ้น มนุษย์อีกเป็ นจํานวนมากได้ลม้ ตายลง เกลื่อนกลาดดาษดา ครั้นเมื่อพื้นดินสกปรกด้วยศพมากเข้า ภูตผีปีศาจที่ดุร้ายต่างพา กันเข้าเมือง เพื่อกินซากศพเป็ นอาหาร ครั้นแล้วก็ลุกลามไปถึงคนป่ วย ไข้ ดูดโลหิ ตและกินตับไตไส้พงุ เป็ นอาหารจนผูป้ ่ วยถึงแก่ความตาย เมื่อความมืดโรยตัวเข้าแทนที่ความสว่าง หลังดวงอาทิตย์ลบั ขอบฟ้ า ไปแล้ว อํานาจมืดของภูตผีปีศาจได้ดลบันดาลให้บรรยากาศในเมือง เงียบสงัด เย็นเยือก จนน่าสะพรึ งกลัว ชาวเมืองต่างถูกหลอกหลอน ต่าง ๆ นานา จนไม่มีใครกล้าออกจากเรื อนชานในยามวิกาล ชาวเมืองไพสาลี ประสบภัยร้ายกาจ 3 ประการ คือ ขัดสนเงิน ทองและข้าวปลาอาหาร โรคภัยไข้เจ็บระบาด และภูตผีปีศาจอาละวาด ต่างพากันอพยพไปอยูเ่ มืองอื่นเป็ นจํานวนมาก ครั้งนั้นชาวเมืองต่างก็ .

พากันกล่าวโทษพระราชาที่ประตูพระราชวังว่า พระองค์คงจะ ประพฤติผดิ พระราชประเพณี อย่างใดอย่างหนึ่งเป็ นแน่ ถึงได้เกิดภัย พิบตั ิเช่นนี้ข้ ึน แม้เมื่อพระองค์จะได้โปรดให้ต้ งั คณะกรรมการพิจารณา หาความผิดก็หาได้พบความผิดใด ๆ ไม่ ในที่สุดก็พากันเซ่นสรวงเทพยดาอารักษ์ และสิ่ งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ แม้กาลเวลาได้ล่วงเลยมานานก็ตามทีแต่ภยั พิบตั ิก็หาบรรเทาลงไปไม่ ครั้งนั้น อํามาตย์ผหู ้ นึ่งได้กราบทูลพระเจ้าลิจฉวีวา่ พระผูม้ ีพระภาคเจ้า เป็ นพระอรหันต์บริ สุทธิ์จากสรรพกิเลสมีพระหฤทัยประกอบด้วยพระ กรุ ณาเสมอด้วยมหาสมุทร เสด็จประกาศพระธรรมบริ สุทธิ์บริ บูรณ์ สิ้ นเชิง เป็ นครู ของเทวดา และมนุษย์ท้ งั หลาย บัดนี้เสด็จประทับ ณ พระเวฬุวนั มหาวิหาร ณ เบญจคีรีนคร พระเจ้าพิมพิสารมหาราช ทรง สักการะบํารุ งอยู่ ถ้าจะได้กราบทูลอัญเชิญให้มายังพระนครนี้ ภัยพิบตั ิ ทั้งปวงย่อมจะพินาศไปด้วยพุทธานุภาพเป็ นแน่ ลําดับนั้น พระเจ้าลิจฉวีจึงโปรดให้เจ้าชายมหาลีพร้อมด้วย อํามาตย์ 5 นาย เป็ นราชทูตเชิญเครื่ องราชบรรณาการไปเฝ้ าพระเจ้า พิมพิสารมหาราชเพื่อกราบทูลขอประทานโอกาสให้พระผูม้ ีพระภาค เจ้าได้เสด็จไปบําบัดภัยพิบตั ิในพระนครไพสาลี โดยเวลาเพียง 3 วัน คณะราชทูตนั้นก็เข้าเฝ้ าพระเจ้าพิมพิสารและทูลขอพระราชทานพระ กรุ ณาตามพระราชบัญชาของพระเจ้าลิจฉวี .

พระเจ้าพิมพิสารมหาราชทรงเห็นใจและยินดีสนับสนุนในเรื่ องนี้ หากพระบรมศาสดาทรงเล็งเห็นประโยชน์ในการเสด็จแล้ว จะทรง อนุเคราะห์เป็ นแน่ ครั้นแล้วก็โปรดให้ราชบุรุษนําราชทูตนครไพสาลี เข้าเฝ้ ากราบทูลอาราธนาพระผูม้ ีพระภาคเจ้า ณ เวฬุวนั มหาวิหาร พระ พุทธองค์ทรงรับนิมนต์ดว้ ยนํ้าพระทัยอันเปี่ ยมล้นด้วยพระกรุ ณา เมื่อ พระเจ้าพิมพิสารทรงทราบจากเจ้าชายมหาลีวา่ พระบรมศาสดาทรง พระกรุ ณาจึงรี บเสด็จมาเฝ้ าทูลขอให้ยบั ยั้งการเดินทางไว้ก่อนสัก 3 วัน เพื่อตกแต่งเส้นทางที่พระองค์จะทรงดําเนินผ่าน ครั้นได้เวลากําหนด พระผูม้ ีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์ 500 รู ป ก็เสด็จออกจากพระนครด้วยเกียรติอนั สู ง โดยระยะทาง 5 โยชน์ กําหนดวันละ 1 โยชน์ แล้วทรงประทับสิ้ นเวลา 5 วัน ก็ถึงฝั่ง แม่น้ าํ คงคา สุ ดพระราชอาณาเขต ต้องทรงพระดําเนินต่อโดยเรื อ พระที่นงั่ ซึ่ งพระเจ้าพิมพิสารจัดถวายงดงามสมพระเกียรติยศยิง่ กว่า พระเจ้าพิมพิสารทรงตามเสด็จพระพุทธดําเนินตลอดทางและ เสด็จลงประคองเรื อพระที่นงั่ ให้เคลื่อนจากท่านํ้าคงคา ทรงตามเรื อ พระที่นงั่ ไปในนํ้าเพียงพระศอ เมื่อเรื อพระท่านัง่ แล่นไปตามแม่น้ าํ จนลับทิวไม้แล้ว จึงเสด็จกลับพระนคร พระผูม้ ีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์สาวกเสด็จทางชลมารค สิ้ นระยะทาง 1 โยชน์ ก็ถึงท่าพระราชอาณาเขตพระนครไพสาลี .

จึงเสด็จขึ้นจากเรื อพระที่นงั่ รับสักการะปฏิสนั ถารซึ่ งเจ้าชายมหาลี ครั้นแล้วก็ทรงพระดําเนินสู่ พระนครไพสาลี เมื่อถึงชานพระนคร ไพสาลีกา้ วแรก พระผูม้ ีพระภาคเจ้าทรงประทับยืน จ้องพระเนตร จับท้องฟ้ า ทรงระลึกถึงพระบารมีที่บาํ เพ็ญมาแต่ชาติก่อน ๆ ในทันใด นั้นมหาเมฆสี ครามได้เคลื่อนจากปั จฉิ มทิศปกคลุมพระนครไพสาลี พร้อมกับส่ งเสี ยงคํารามกึกก้องสนัน่ หวัน่ ไหว และแล้วห่าฝนใหญ่ก็ตก ลงสู่ พระนครไพสาลี เสมือนหนึ่งจงใจชะล้างผืนแผ่นดินให้สะอาด เพื่อต้อนรับพระบรมศาสดา ในไม่ชา้ นํ้าฝนได้ท่วมท้นพระนครพัดพาเอาซากศพมนุษย์ สัตว์ และสิ่ งสกปรกโสโครก ซึ่ งปฏิกลู แผ่นดินอยูใ่ ห้ไหลลงสู่ แม่น้ าํ และ ทะเลใหญ่สิ้นเชิง ดังนั้นพอฝนขาดเม็ดแล้ว พื้นดินก็สะอาด ความอบอ้าวเร่ าร้อนของอากาศก็สงบบรรเทาโรคได้ถึงครึ่ ง ในเวลา เย็นวันนั้นเองพระบรมศาสดาทรงรับสัง่ ให้พระอานนท์เตรี ยมเจริ ญ มนต์ “รัตนสู ตร” แล้วประคองบาตรของพระบรมศาสดา ซึ่ งเต็ม ไปด้วยนํ้ามุ่งหน้าสู่ กาํ แพงเมืองไพสาลี ลําดับนั้น พระอานนท์เถระหยุดยืนสถิตนิ่งท่ามกลางบรรยากาศ ของความตายที่ชวนให้ขนพองสยองเกล้าแม้เช่นนั้นก็หาให้ท่าน หวัน่ ไหวไม่ ท่านได้กาํ หนดจิตที่กอปรไปด้วยความเมตตาระลึกถึง พระพุทธคุณ คือ พระบารมี 10 อุปบารมี 10 และปรมัตถบารมี 10 .

ซึ่ งทรงบําเพ็ญมาและบารมีในชาติสุดท้ายนี้ จําเดิมแต่เสด็จลงสู่ พระครรภ์จนตรัสรู ้อนุตรสัมมาโพธิญาณ ออกประกาศโลกุตรธรรม 9 ประการ พระอานนท์เถระ เจริ ญมนต์ “รัตนสู ตร” พร้อมกับพรมนํ้ามนต์ ไปจนรอบพระนคร มนุษย์ที่กาํ ลังประสบภัยจากปี ศาจและโรคพอถูก นํ้ามนต์ที่พระเถระเจ้าพรมเท่านั้น ทุกขเวทนาอันเกิดจากปี ศาจและ โรคต่าง ๆ ก็ปลาสนาการไปสิ้ น กําลังกาย กําลังใจ ได้คืนมาดุจเดิม เฝ้ าติดตามห้อมล้อมพระเถระเจ้า โห่ร้องแซ่ซอ้ งสาธุการ ดังสนัน่ มวลภูตผีปีศาจที่เข้ามาเบียดเบียนมนุษย์ต่างสะดุง้ ตกใจกลัว พากัน หลบหนีเป็ นพัลวัน ที่ยงั ดื้อแอบหลบอยูต่ ามแง้มฝาเรื อนและประตู เมื่อถูกหยาดนํ้ามนต์ของพระเถระเจ้าก็เจ็บปวดแทบดับจิต ทนอยูไ่ ม่ได้ พากันเผ่นหนีโดยไม่เหลียวหลัง ลําดับนั้น พระอานนท์เถระได้พามหาชนซึ่ งติดตามมาเป็ นอัน มากเข้าเฝ้ าพระบรมศาสดายังที่ประทับ พระองค์ทรงพระกรุ ณา ประทานพระธรรมเทศนาตั้งแต่เบื้องต้นจนประกาศจตุราริ ยสัจให้ มหาชนชื่นชมโสมนัส ปรี ดาปราโมทย์ เกิดศรัทธากล้าหาญประกาศ ตนเป็ นพุทธมามกะเป็ นอันมากตลอด 7 วัน ครั้งทรงทราบว่า ภัย 3 ประการสงบลงแล้วและประชาชนมีความ ผาสุ กดีแล้ว ก็ทรงอําลฃาพระเจ้าลิจฉวีเสด็จกลับไปยังเบญจคีรีนคร .

ด้วยพระเกียรติยศซึ่ งพระเจ้าลิจฉวีและมหาชนพร้อมกันจัดบูชา อย่างมโหฬาร แม้พระเจ้าพิมพิสารและข้าราชบริ พารในพระนครก็มี ความยินดีพากันมาต้อนรับพระบรมศาสดา ริ มฝั่งแม่น้ าํ คงคา ให้เสด็จ กลับมาพัก ณ พระเวฬุวนั มหาวิหาร สมดังมโนปณิ ธานที่ทรงตั้งไว้ นัน่ แล คาแปลพระคาถารัตนสู ตร ขอหมู่ภูตซึ่ งสถิตอยูใ่ นที่ต่าง ๆ จงพากันมาฟังคาถาศักดิ์สิทธิ์น้ ี โดยเคารพ รัตนะอันใดในโลกนี้ จะเสมอเหมือนด้วยพระตถาคตเจ้าเป็ นไม่มี เพราะพระตถาคตเจ้านั้น มีพระทัยที่ต้ งั มัน่ ได้บรรลุธรรม สิ้ นกิเลสแล้ว สิ้ นใด ๆ ในโลกที่จะเสมอด้วยพระธรรมนั้นเป็ นไม่มี แม้พระ ธรรมนี้กจ็ ดั เป็ นรัตนะอันประเสริ ฐในโลก หรื อแม้แต่สมาธิ ซึ่ งพระพุทธองค์ทรงตรัสสรรเสริ ญว่า เป็ น ธรรมอันสะอาดนั้น ก็จดั เป็ นรัตนะอันประณี ตในพระธรรมประการ หนึ่ง พระอริ ยบุคคลเหล่าใดที่มีใจมัน่ คง ไม่หวัน่ ไหวด้วยโลกธรรม ตั้งแต่พระโสดาบันผูล้ ะสังโยชน์ 3 ได้แล้ว จึงเป็ นผูพ้ น้ จากอบายทั้ง 4 นี้ ก็เป็ นรัตนะอันประณี ตในพระสงฆ์ประการหนึ่ง .

......................... พระคาถาป้ องกันภูตผีปีศาจ (กรณียเมตตสู ตร) กะระณี ยะมัตถะกุสะเลนะ สักโก อุชู จะ สุ หุชู จะ สันตุสสะโก จะ สุ ภะโร จะ สันตินทริ โย จะ นิปะโก จะ นะ จะ ขุททัง สะมาจะเร กิญจิ สุ ขิโน วา เขมิโน โหนตุ เย เกจิ ปาณะภูตตั ถิ ทีฆา วา เย มะหันตา วา ทิฏฐา วา เย จะ อะทิฏฐา ภูตา วา สัมภะเวสี วา นะ ปะโร ปะรัง นิกพุ เพถะ ยันตัง สันตัง ปะทัง อะภิสะเมจจะ สุ วะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติมานี อัปปะกิจโจ จะ สัลละหุกะวุตติ อัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุคิทโธ เยนะ วิญํู ปะเร อุปะวะเทยยุง สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุ ขิตตั ตา ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะวะเสสา มัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถูลา เย จะ ทูเร วะสันติ อะวิทูเร สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุ ขิตตั ตา นาติมญั เญถะ กัตถะจิ นัง กิญจิ ..ภูตประจําถิ่นเหล่าใดประชุมกันในอากาศก็ดี หรื อในเมืองก็ดี จงพากันมานมัสการพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า ผูอ้ นั เทพยดาและมนุษย์บูชาแล้ว ขอความสวัสดีจงมีแด่ทุก ๆ ท่าน เทอญ ..........

พยาโรสะนา ปะฏีฆะสัญญา นาญญะมัญญัสสะ ทุกขะมิจเฉยยะ มาตา ยะถา นิยงั ปุตตัง อายุสา เอกะปุตตะมะนุรักเข เอวัมปิ สัพพะภูเตสุ มานะ สัมภาวะเย อะปะริ มาณัง เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริ มาณัง อุทธัง อะโธ จะ ติริยญั จะ อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปั ตตัง ติฏฐัญจะรัง นิสินโน วา สะยาโน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ พรัหมะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุ ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ สี ละวา ทัสสะเนนะ สัมปั นโน กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติฯ อานิสงส์ และความเป็ นมา กรณี ยเมตตสู ตร เป็ นพุทธมนต์ที่ศกั ดิ์สิทธิ์ และประกาศซึ่ ง เมตตาธรรม สอนให้ทุกคนตลอดจนสรรพสัตว์โดยทัว่ ไปถึงพวก อทิสมานกาย คือพวกที่ไม่ปรากฏรู ป เช่น เทวดา ภูตผี เป็ นต้น ให้มี เมตตาต่อกัน ปรารถนาความสุ ข ความไม่มีเวร ไม่มีภยั แก่กนั เว้นจาก การเบียดเบียนกัน ทํากิจทุกอย่าง เพื่อประโยชน์สุขของกันและกัน ดังนั้น พุทธมนต์บทนี้ จึงทรงอานุภาพควรคารวะยิง่ นัก กรณี ยเมตตสู ตรนี้ เป็ นอาวุธเล่มหนึ่งที่เรี ยกว่า “พุทธาวุธ” กล่าวคือ .

หลับเป็ นสุ ข 2. เป็ นที่รักใคร่ แม้แต่อมนุษย์ตลอดจนสัตว์เดรัจฉาน . ไม่ฝันร้าย 4.พระบรมศาสดาทรงพอพระทัยที่จะประทานแก่สาวก คราวเข้าไปใน แดนอมนุษย์ที่ดุร้าย เพื่อป้ องกันรักษาความปลอดภัยเนือง ๆ ฉะนั้น พระพุทธมนต์น้ ี จึงทรงอานุภาพ ควรแก่การศึกษาภาวนาและเจริ ญ เป็ นเนืองนิตย์ ในพระฝ่ ายอรัญญวาสี จําพวกอยูป่ ่ าก็ดี พวกรุ กขมูล ถือธุดงค์กด็ ี นิยมเจริ ญกรณี ยเมตตสู ตรเป็ นประจํา ทราบว่าเมื่อเดินทางผ่าน เทวสถาน คือ ศาลเจ้าของเจ้าป่ าเจ้าเขาใดๆ เช่น ศาลเจ้าพ่อเขาตก เส้นทางไปพระพุทธบาท เมืองสระบุรี เป็ นต้น ซึ่ งถ้าเป็ นคฤหัสถ์ ทุกคนจะต้องเคารพบูชา แต่สาํ หรับพระท่านสอนให้เจริ ญ “เมตตัญจะสั พพะโลกัสมิง” อันเป็ นคาถาอยูใ่ นตอนกลางของ กรณีย เมตตสู ตร นัน่ เอง สุ ดแต่เวลาจะอํานวยให้ ความจริ งนั้นเมตตาธรรมนี้ควรเจริ ญให้มากเหตุเพราะผูท้ ี่เจริ ญ เมตตา พระบรมศาสดาตรัสว่า จะได้รับอานิสงส์อย่างน้อย 11 ประการ ตามที่ทรงประทานไว้ในเมตตานิสังสะสุ ตฯ ว่า 1. เป็ นที่รักใคร่ ของหมู่มนุษย์ 5. ตื่นเป็ นสุ ข 3.

..... หน้าตาย่อมผ่องใส 10................ เจริ ญสมาธิ ได้รวดเร็ ว 9. ย่อมล่วงพ้นจากยาพิษ และศัสตราวุธทั้งมวล 8...6..... เทวดารักษา 7.... เมื่อดับชีวิตแล้ว จะไปเสวยความสุ ข ในพรหมโลก .. พระคาถาป้ องกันอสรพิษ (ขันธปริตร) วิรูปักเขหิ เม เมตตัง ฉัพยาปุตเตหิ เม เมตตัง อะปาทะเกหิ เม เมตตัง จะตุปปะเทหิ เม เมตตัง เมตตัง เอราปะเถหิ เม เมตตัง กัณหาโคตะมะเกหิ จะ เมตตัง ทิปาทะเกหิ เม เมตตัง พะหุปปะเทหิ เม มา มัง อะปาทะโก หิ งสิ มา มัง หิ งสิ ทิปาทะโก มา มัง จะตุปปะโท หิ งสิ มา มัง หิ งสิ พะหุปปะโท ... มีสติไม่หลง เมื่อใกล้สิ้นชีวิต 11....

สัพเพ สัตตา สัพเพ ปาณา สัพเพ ภัทรานิ ปั สสันตุ สัพเพ ภูตา จะ เกวะลา มา กิญจิ ปาปะมาคะมา อัปปะมาโณ พุทโธ อัปปะมาโณ ธัมโม อัปปะมาโณ สังโฆ ปะมาณะวันตานิ สิ ริงสะปานิ อะหิ วิจฉิ กา สะตะปะที อุณณานาภี สะระพู มูสิกา กะตา เม รักขา กะตา เม ปะริ ตตา ปะฏิกกะมันตุ ภูตานิ โสหัง นะโม ภะคะวะโต นะโม สัตตันนัง สัมมาสัมพุทธานังฯ ความเป็ นมาของพระคาถาขันธปริตร ในครั้งพุทธกาล มีภิกษุรูปหนึ่งถูกงูกดั จนถึงแก่มรณภาพ พระพุทธองค์ทรงทราบความ จึงได้ตรัสบอกว่า “ชะรอยพวกเธอจะไม่ได้แผ่เมตตาไปถึงตระกูลพญางูท้ งั 4 หาก พวกเธอรู ้จกั แผ่เมตตา งูกจ็ ะไม่กดั พวกเธอเลย เพราะฉะนั้น ตั้งแต่บดั นี้ เป็ นต้นไป พวกเธอจงพากันแผ่เมตตาไปยังสรรพสัตว์ทุกหมู่เหล่าเถิด” หลังจากนั้นจึงได้ตรัสขันธปริ ตรให้ภิกษุท้ งั หลายได้กาํ หนด จดจํา นําไปสาธยาย เพื่อป้ องกันภัยอันตรายจากงู .

.................พระคาถาขันธปริ ตรนี้ ท่านถือว่าเป็ นมนต์ป้องกันภัยจากอสรพิษ ต่าง ๆ เวลาที่พระท่านเดินธุดงค์ ท่านมักจะใช้มนต์บทนี้ เพื่อเป็ นการ แผ่เมตตาให้แก่สตั ว์เลื้อยคลานที่อยูใ่ นบริ เวณนั้น ................ พระคาถาแคล้ วคลาด (โมรปริตร) อุเทตะยัญจักขุมา เอกะราชา หะริ สสะ วัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริ สสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ ทิวะสัง เย พราหมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา อิมงั โส ปะริ ตตัง กัตวา โมโร จะระติ เอสะนาฯ อะเปตะยัญจักขุมา เอกะราชา หะริ สสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริ สสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง .....

ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ รัตติง เย พราหมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิ ยา นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา อิมงั โส ปะริ ตตัง กัตวา โมโร วาสะมะกัปปะยีติฯ ความเป็ นมาของพระคาถาโมรปริตร สมัยที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็ นนกยูงทอง ก่อนออกไปหา กินในตอนเช้า จะต้องสวดโมรปริ ตรเสี ยก่อน และพอกลับมาในตอน เย็นก็จะต้องสวดโมรปริ ตรอีกครั้งหนึ่ง ด้ วยอานาจแห่ งโมรปริตรนั้นจึงทาให้ นกยูงทองแคล้ วคลาดจาก ภยันตรายทั้งปวง ท่านกล่าวกันว่า ครั้งหนึ่งพระเจ้าพรหมทัต สัง่ ให้จบั นกยูงทอง มาถวายเพราะพระอัครมเหสี ใคร่ จะทอดพระเนตร พวกนายพรานถึงแม้วา่ จะวางกับดัก เพื่อจะจับนกยูงทองอย่างไร ก็ตาม แต่กห็ าสําเร็ จไม่ บางครั้งพอนกยูงทองเข้ามาใกล้เครื่ องดัก เหล่านั้น ก็มีอนั ทําให้เครื่ องดักเหล่านั้นล้มระเนระนาดลงไปเอง ดูเป็ น .

ที่น่าอัศจรรย์ ทั้งนี้กเ็ ป็ นด้วยอานุภาพแห่งโมรปริ ตรที่นกยูงทองได้ สวดทุกเช้าคํ่านัน่ เอง กล่าวฝ่ ายพระอัครมเหสี ของพระเจ้าพรหมทัต เมื่อไม่ได้ ทอดพระเนตรนกยูงทองตามประสงค์ ก็เสด็จทิวงคต ทําให้พระเจ้าพรหมทัตรู ้สึกขัดเคืองพระราชหฤทัยเป็ นที่ยงิ่ ด้วยทรงเห็นว่านกยูง ทองเป็ นต้นเหตุทาํ ให้มเหสี ของพระองค์ตอ้ งมาถึงแก่ความตาย จึงหา อุบายที่จะฆ่านกยูงทองเสี ย โดยแกล้งจารึ กลงไปในแผ่นทองว่า “ถ้าผูใ้ ดได้กินเนื้อของนกยูงทองผูน้ ้ นั จะไม่รู้จกั แก่ ไม่รู้จกั เจ็บ ไม่รู้จกั ตายเลย” เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว กษัตริ ยอ์ งค์ต่อ ๆ มาเมื่อพบคํา จารึ กนั้น ต่างก็ให้พวกนายพรานพยายามจับนกยูงทองตัวนั้นมาให้ได้ แต่กาลล่วงเลยมาถึง 7 ช่วงกษัตริ ย ์ ก็ยงั จับนกยูงทองนั้นไม่ได้ ทั้งนี้กเ็ ป็ นด้วย อานุภาพของโมรปริตรคอยคุ้มครองป้ องกันภัยให้ กบั นกยูงทองตัวนั้นอยู่ จวบจนกระทัง่ มาถึงกษัตริ ยอ์ งค์ที่ 7 จึงได้มีนายพรานคนหนึ่ง ได้นาํ นางนกยูงไปล่อให้นกยูงทองนั้นลงมาที่เชิงเขา นกยูงทองพอได้ยนิ เสี ยงนางนกยูงร้อง ก็หลงใหลไปด้วยอํานาจ แห่งกิเลส จึงลืมระลึกถึงมนต์โมรปริ ตรที่ได้เคยปฏิบตั ิมา ผลปรากฏว่า .

นกยูงทองเกิดไปติดบ่วงที่นายพรานดักไว้ และถูกจับไปถวาย พระราชาในที่สุด นกยูงทองได้ทูลถามถึงสาเหตุที่ทรงให้ดกั จับ พระราชาก็ตรัส เล่าตามที่ปรากฏในคําจารึ กนั้น นกยูงทองจึงทูลว่า “ทาไมพระองค์ จึงทรงเชื่ออย่ างนั้น ถ้ าเนือ้ ของข้ าพเจ้ าวิเศษถึงกับทาให้ คนกินไม่ แก่ ไม่ ตายจริงแล้ ว ตัวข้ าพเจ้ าเองก็คงไม่ ตายน่ ะซิ แต่ นี่ข้าพเจ้ าเองต้ อง ตาย ไฉนผู้กนิ เนือ้ ข้ าพเจ้ าจะไม่ ตายเล่ า” นกยูงทองได้เตือนสติพระราชาอย่างนี้แล้ว ก็แสดงให้เห็น อานิสงส์ของการไม่เบียดเบียนสัตว์ จนพระราชาเกิดความเลื่อมใส รับสัง่ ให้ปล่อยนกยูงทองไป และทรงออกหมายประกาศมิให้ผใู ้ ด ทําร้ายสัตว์ในพระราชอาณาเขตของพระองค์อีกต่อไป เราจะเห็นได้ชดั ว่า ถึงแม้นกยูงทองจะถูกจับได้เพราะลืมสาธยาย มนต์ แต่อาศัยที่ได้เคยสาธยายมนต์โมรปริ ตรมานาน จึงได้บนั ดาลให้ ถูกปล่อยตัวในที่สุด มนต์โมรปริ ตร ซึ่ งนกยูงทองได้ใช้สวดรําลึกเป็ นประจําทุกคํ่าเช้า นี้ จึงถือกันว่า มีผลทําให้ผสู ้ วดเกิดการแคล้วคลาดจากสรรพภัยพิบตั ิ ทั้งมวลฉะนั้น จึงมีผนู ้ ิยมสวดกัน จนกระทัง่ ปั จจุบนั .

คาแปลพระคาถาโมรปริตร พระอาทิตย์ อันเปรี ยบประดุจดวงตาของโลก มีรัศมีเพียงดัง่ ทอง คอยส่ องแสงให้ความสว่างแก่โลก ข้าพเจ้าขอระลึกถึงคุณแห่งพระอาทิตย์น้ นั ที่คอยให้แสงสว่างแก่ ข้าพเจ้า ขอให้ขา้ พเจ้าพึงอยูเ่ ป็ นสุ ขตลอดทั้งวัน ผูล้ อยบาปออกจากใจทั้งหลายเหล่าใดซึ่ งเป็ นผูเ้ ข้าถึงธรรมทั้งปวง ขอให้ผลู ้ อยบาปออกจากใจทั้งหลายเหล่านั้น จงรับความนอบน้อมของ ข้าพเจ้าและขอให้ท่านจงแผ่บารมีมารักษาข้าพเจ้าด้วย ข้าพเจ้าขอนอบน้อมบูชา แด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอนอบน้อมบูชา แด่พระโพธิญาณ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมบูชา แด่ท่านผูพ้ น้ จากกิเลสแล้วทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอนอบน้อม แด่วิมุตติธรรม (ธรรมเครื่ องพ้นทุกข์) นกยูงทอง เมื่อได้สวดพระปริ ตรอันนี้แล้ว จึงได้เที่ยวบินไปเพื่อหา อาหาร เมื่อกลับมาจากหาอาหารในเวลาเย็น ก็ได้กล่าวสวดนอบน้อม อีก ดังต่อไปนี้ พระอาทิตย์ อันเปรี ยบประดุจดวงตาของโลก มีสีเพียงดัง่ ทอง คอยส่ องแสงให้ความสว่างแก่โลก และกําลังจะลับขอบฟ้ าไปในบัดนี้ .

..ข้าพเจ้าขอระลึกถึงคุณแห่งพระอาทิตย์น้ นั ที่คอยให้แสงสว่างแก่ ข้าพเจ้า ขอให้ขา้ พเจ้าพึงอยูเ่ ป็ นสุ ขตลอดทั้งคืน ผูล้ อยบาปออกจากใจทั้งหลายเหล่าใด ซึ่ งเป็ นผูเ้ ข้าถึงธรรมทั้งปวง ขอให้ผลู ้ อบบาปออกจากใจทั้งหลายเหล่านั้น จงรับความนอบน้อม ของข้าพเจ้า และขอให้ท่านจงแผ่บารมีมารักษาข้าพเจ้าด้วย ข้าพเจ้าขอนอบน้อมบูชา แด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอนอบน้อมบูชา แด่พระโพธิญาณ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมบูชา แด่ท่านผูพ้ น้ จากกิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอนอบน้อม แด่วิมุตติธรรม (ธรรมเครื่ องพ้นทุกข์) นกยูงทองได้สวดพระปริ ตรบทนี้แล้ว จึงได้อยูอ่ ย่างสุ ขสบายแล ... บทสวดมนต์ สอนเจ้ ากรรมนายเวร (เพื่อให้เกิดพลังคุม้ ครองตัวเองและผูป้ ่ วย) สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ อัพพะยา ปั ชฌา โหนตุ อะนีฆา โหนตุ .................................

สุ ขี อัตตานัง ปะริ หะรันตุ (เมตตา) สัพเพ สัตตา สัพพะทุกขา ปะมุญจันตุ (กรุ ณา) สัพเพ สัตตา สัทธะสัมปั ตติโน มา วิคจั ฉันตุ (มุทิตา) สัพเพ สัตตา กัมมัสสะกา กัมมะทายาทา กัมมะโยนี กัมมะพันธุ กัมมะปฏิสสะระณา ยัง กัมมัง กริ สสันติ กัลญาณัง วา ปาปะกังวา ตัสสะ ทายาทา ภะวิสสันติ (อุเบกขา) ทุกกโต ทุกขะฐานันติ วะทันติ พุทธา นะ หิ เวเรนะ เวรานิ สะมันตีธะ กุทาจะนัง อะเวเรนะ จะ สัมมันติ เอสะ ธัมโม สะนันตะโนฯ พุทโธ พุทธัง รักษา ธัมโม ธัมมัง รักษา สังโฆ สังฆัง รักษาฯ พุทโธ พุทธัง อะระหัง ธัมโม ธัมมัง อะระหัง สังโฆ สังฆัง อะระหัง ฯ พุทโธ พุทธัง กัณหะ ธัมโม ธัมมัง กัณหะ สังโฆ สังฆัง กัณหะ อายุ วัณโณ สุ ขงั พะลัง ภะวันตุเม (สวดเพือ่ ผู้อนื่ ภะวันตุ เต) นะสาเปเส พุรุอะกัง ปะริ ปัตตัง ปะริ ขนั ตัง มัจจุราชา นะ ภาสะติ มัจจุราชา นะ ปั สสะติฯ สุ ญญะโต โลกัง อะเวกขัสสุ บุญชู (สมมุติคนป่ วยชื่ อ บุญชู) สะทา สะโต เอวัง โลกัง อเวกขันตัง มัจจุราชา นะ ปั สสะติฯ .

อิมงั สัจจะ วาจัง อธิฏฐามิ ทุติยมั ปิ อิมงั สัจจะ วาจัง อธิฏฐามิ ตะติยมั ปิ อิมงั สัจจะ วาจัง อธิฏฐามิ โย ทัณเฑนะ อทัณเฑสุ อัปปะทฎเฐสุ ทุสสะติ ทะสันนะมัญญัตตะรัง ฐานัง ขิปปะเมวะ นิคจั ฉะติ เวทะนัง ผะรุ สงั ชินงั สะรี สสั สะวะ เภทะนัง คะรุ กงั วาปิ อาพาธัง จิตตักเขปั ง วะปาปุเณ ราชะโต วา อุปะสัคคัง อัพภักขาณัง วะ ทารุ ณงั ปะริ กขะยัง วะ ญาตีนงั โภคานัง วะ ปะภังคุณงั อะถะวาสสะ อะคะรานิ อัคคิ ฑะหะติ ปาวะโก กายัสสะ เภทา ทุปปั ญโญ นิระสัง โส อุปะปั ชชติฯ หันทะทานะ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว ขะยะ วะยะ ธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถาติ อะยัง ตะถาคะตัสสะ ปั จฉิ มา วาจาฯ อุทิฏฐังโข เตนะ ภะคะวะตา ชานะตา ปั สสะตา อะระหะตา สัมมาสัมพุทเธนะ โอวาทะปาติโมกขัง ตีหิ คาถาหิ ปะระมังตะโป ตีติกขา นิพพานัง ปะระมัง วะทันติ พุทธา นะ หิ ปั พพะชิโต ปะรู ปะฆาตี สะมะโณ โหติ ปะรัง วิเหฐะยันโต สัพพะปาปั สสะ อะกะระณัง กุสะลัสสู ปะสัมปะทา สจิตตะปะริ โยทะปะนัง เอตัง พุทธานะสาสะนัง อนูปะวาโท อนูปะฆาโต ปาฏิโมกเข จะ สังวะโร มัตตัญํุตา จะ ภัตตัสมิง ปั นตันจะ สะยะนาสะนัง อะธิจิตเต จะอาโยโค เอตัง พุทธานะสาสะนันติฯ .

บทสวดมนต์ ตอนก่ อนนอน (ตั้งนะโมฯ 3 จบ) “สั มมาสั มพุทธัสสะ พระอะระหังพุทโธ นะโมพุทธายะ” (สวด 7 จบ) *** หากมีเวลาให้เจริ ญบทสวดพระคาถาต่ออายุเพิม่ เติม ดังนี้ *** พระคาถาต่ ออายุ (ตั้งนะโมฯ 3 จบ) อิติปิโส ภะคะวา อิติปิโส ภะคะวา อิติปิโส ภะคะวา อิติปิโส ภะคะวา อิติปิโส ภะคะวา อิติปิโส ภะคะวา อิติปิโส ภะคะวา อิติปิโส ภะคะวา อิติปิโส ภะคะวา พระอาทิตย์เทวา พระจันทร์เทวา พระอังคารเทวา พระพุธเทวา พระพฤหัสเทวา พระศุกร์เทวา พระเสาร์เทวา พระราหูเทวา พระเกตุเทวา วิญญาณะสัมปั นโน วิญญาณะสัมปั นโน วิญญาณะสัมปั นโน วิญญาณะสัมปั นโน วิญญาณะสัมปั นโน วิญญาณะสัมปั นโน วิญญาณะสัมปั นโน วิญญาณะสัมปั นโน วิญญาณะสัมปั นโน .

..... บทสวดมนต์ ตอนตื่นนอน (ตั้งนะโมฯ 3 จบ) “อรุ ณยะโตหัง นะชาลีติ มะสุ คะโล กายะหังโข ชีวติ ยะนังวา หิตายะ ชีวติ ยะตังโข สั มมาอะระหังพุทโธ พระอะระหัง พระอะระหังชีโว .............................อิติปิโส ภะคะวา อิติปิโส ภะคะวา อิติปิโส ภะคะวา อิติปิโส ภะคะวา อิติปิโส ภะคะวา อิติปิโส ภะคะวา อิติปิโส ภะคะวา อิติปิโส ภะคะวา อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปั นโน สุ คะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะ สาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวา ภะคะวาติ ***(สวดวันละ 3 จบ เป็ นการต่ออายุขยั ตนเองได้)*** ....

อุทยั ธานี) (ตั้งนะโมฯ 3 จบ) สั มปจิตฉามิ (คาถาสนองกลับ) นาสั งสิ โม (คาถาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระพุทธกัสสป) พรหมมา จะ มหาเทวา สั พเพยักขา ปะรายันติ (คาถาปัดอุปสรรค) พรหมมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม (คาถาเงินแสน) มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม (คาถาลาภไม่ขาดสาย) มิเตพาหุหะติ (คาถาเงินล้าน) .พุทโธภะคะวาติ หิตายะ สุ ขายะ ธัมมะสุ คะโต ชีวิตยะนังโข พระอะระหัง พระอะระหังพุทโธ สั มมาอะระหังพุทโธ ภะคะวาติ สั งโฆหิตายะ ชีวติ ยะนังวา พระอะระหัง พระอะระหังพุทโธ ภะคะวาติ” (สวด 1 จบ) *** หากมีเวลา ให้เจริ ญบทสวดพระคาถาเงินล้านเพิ่มเติมต่อดังนี้*** บทสวดพระคาถาเงินล้ าน (ของหลวงพ่อฤาษีลิงดํา วัดท่าซุง จ.

........พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม (คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า) สั มปติจฉามิ (คาถาเมตตาและเร่ งลาภให้ได้เร็วขึ้น) เพ็ง ๆ พา ๆ หา ๆ ฤา ๆ เคล็ดลับ: สวด 9 จบ และหมัน่ อธิ ษฐานทําบุญตักบาตร หรื อถวาย สังฆทานประจําสมํ่าเสมอ พร้อมทั้งเจริ ญภาวนาพระคาถาบทนี้ แบบอานาปานสติ จะส่ งผลดีในด้านโภคทรัพย์ได้ ......................... .....

.อู๋) ......“กายเดียว.้ ..สิงห์ บุรี *** ) ขอบคุณ อาจารย์อ๋ ู และคณะศิษย์ ขอขอบคุณผูม้ ีจิตศรัทธาทุกท่านที่มีส่วนในการทําให้ หนังสื อธรรมทานเล่มนี้สาํ เร็จลุล่วงตามเจตนารมณ์ทุกประการ ขอให้ทุกท่าน จงเจริ ญด้วย อายุ วรรณะ สุ ขะ พละ ปฎิภาณ ธนสารสมบัติ ทุกประการเทอญ (อ....จิตเดียว.....ไปนิพพานได้ ..” ( *** คาสอนหลวงป่ บู ุดดา ถาวโร พระอริยเจ้า จ...หนังแผ่ นเดียว. เรียนเท่ านี.

อานิสงส์ ของการแจกหนังสื อธรรมเป็ นทาน กรรมเวรจากอดีตชาติจะได้ลบล้าง 2. บุตรจะเฉลียวฉลาดรุ่ งเรื อง 8. 08-9106-9622. 08-7711-8820 . 08-1422-2259. วิญญาณของเด็กที่อยูใ่ นท้องจะได้ไปเกิดใหม่ 6. พิมพ์ครั้งที่ 1: พฤศจิกายน 2553 ผู้สนใจร่ วมบริจาคสร้ างหนังสือเล่มนีเ้ ป็ นธรรมทาน กรุณาติดต่ อที่ โทร 08-4680-5065. สามี ภรรยา ที่แตกแยกจะคืนดีกน 5. วิญญาณของบรรพบุรุษ ผูท้ ี่เคารพและรัก จะได้ไปสู่ สุคติ 1. โรคภัยไข้เจ็บจากเจ้ากรรมนายเวรจะพ้นไป ั 4. กิจการงานจะราบรื่ นสมความปรารถนา 7. บารมีคุม้ ครองลูกหลานให้อยูเ่ ย็นเป็ นสุ ข 9. ลูกหลานที่เกเรดื้อรั้น จะกลายเป็ นคนดี 10. หนี้เวรจะได้คลี่คลาย พ้นภัยจากทะเลทุกข์ 3.

(ฝ่ ามือและพระยันต์ ประจาตัวอาจารย์อู)๋ .

ท่านท้าวจตุโลกบาลทัง้ 4 ท่านท้าววิรุฬหก ท่านท้าววิรูปกั ษ์ ท่านท้าวธตรส ท่านท้าวเวสสุวรรณ .

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful