You are on page 1of 60

คำนำ
การจัดกิจกรรมการเรี ยนการสอน กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้คณิ ตศาสตร์ ซึ่ งเป็ นกลุ่มสาระวิชา
ที่ตอ้ งอาศัยเทคนิคการคิดวิเคราะห์ ดังนั้น กระบวนการถ่ายทอดความรู ้ให้นกั เรี ยน ครู ผสู้ อนจึงต้อง
หาวิธีและรู ปแบบการจัดการเรี ยนการสอน เพื่อให้นกั เรี ยนเรี ยนเนื้ อหาได้บรรลุจุดประสงค์ตาม
หลักสู ตร และมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรี ยนที่ดี
ชุดแบบฝึ กทักษะ เรื่ อง การแยกตัวประกอบของพหุนาม ฉบับนี้ จัดทาขึ้นเพื่อประกอบการ
เรี ยนการสอนรายวิชาคณิ ตศาสตร์ พ้นื ฐาน (ค31101) ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4 ที่ครู ผสู ้ อนได้สร้างขึ้น
ก็เป็ นสื่ อชนิดหนึ่งที่มุ่งหวังเสริ มสร้างความรู ้ ความเข้าใจในเนื้ อหาเพิม่ ขึ้น ประกอบด้วย ใบความรู ้
แบบฝึ กทักษะ และแบบทดสอบหลังเรี ยน เนื่ องจากในห้องเรี ยนมีนกั เรี ยนที่มีความแตกต่างกัน
ในหลาย ๆ ด้าน ชุดแบบฝึ กทักษะฉบับนี้ ได้จดั เนื้ อหาจากง่ายไปหายากให้นกั เรี ยนได้ศึกษาเนื้อหา
แต่ละตอน โดยมีการเสริ มให้นกั เรี ยนได้ทากิจกรรมฝึ กทักษะ พร้อมทั้งให้นกั เรี ยนได้ตรวจสอบ
ความถูกต้องด้วยตนเอง จึงเป็ นการเสริ มแรงให้นกั เรี ยนด้วย
ผูจ้ ดั ทาหวังเป็ นอย่างยิง่ ว่า ชุดแบบฝึ กทักษะ ฉบับนี้ จะเป็ นประโยชน์ต่อครู และนักเรี ยน
ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4 ที่จะนาทางให้นกั เรี ยนได้เกิดความรู ้ ความเข้าใจ มีทกั ษะกระบวนการทาง
คณิ ตศาสตร์ และสามารถเพิ่มผลสัมฤทธิ์ ทางการเรี ยนให้มีประสิ ทธิ ภาพดียงิ่ ขึ้น

ธนินทรา บุญชู

สำรบัญ
หน้า
คาแนะนาการใช้ชุดแบบฝึ กทักษะ
สาระสาคัญ
จุดประสงค์การเรี ยนรู้
ใบความรู้ที่ 3.1 เรื่ อง การแยกตัวประกอบของพหุนามโดยใช้สมบัติการแจกแจง
แบบฝึ กทักษะที่ 3.1 เรื่ อง การแยกตัวประกอบของพหุนามโดยใช้สมบัติการแจกแจง
ใบความรู้ที่ 3.2 เรื่ อง การแยกตัวประกอบของพหุนามในรู ป x2 + bx + c
แบบฝึ กทักษะที่ 3.2 เรื่ อง การแยกตัวประกอบของพหุนามในรู ป x2 + bx + c
ใบความรู้ที่ 3.3 เรื่ อง การแยกตัวประกอบของพหุนามในรู ป ax2 + bx + c
แบบฝึ กทักษะที่ 3.3 เรื่ อง การแยกตัวประกอบของพหุนามในรู ป ax2 + bx + c
ใบความรู้ที่ 3.4 เรื่ อง การแยกตัวประกอบของพหุนามโดยการทาให้เป็ นผลต่างกาลังสอง
แบบฝึ กทักษะที่ 3.4 เรื่ อง การแยกตัวประกอบของพหุนามโดยการทาให้เป็ นผลต่างกาลังสอง
ใบความรู้ที่ 3.5 เรื่ อง การแยกตัวประกอบของพหุนามโดยการทาให้เป็ นกาลังสองสมบูรณ์
แบบฝึ กทักษะที่ 3.5 เรื่ อง การแยกตัวประกอบของพหุนามโดยการทาให้เป็ นกาลังสองสมบูรณ์
แบบทดสอบหลังเรี ยนชุดที่ 3
กระดาษคาตอบ
ภาคผนวก
เฉลยแบบฝึ กทักษะที่ 3.1 เรื่ อง การแยกตัวประกอบของพหุนามโดยใช้สมบัติการแจกแจง
เฉลยแบบฝึ กทักษะที่ 3.2 เรื่ อง การแยกตัวประกอบของพหุนามในรู ป x2 + bx + c
เฉลยแบบฝึ กทักษะที่ 3.3 เรื่ อง การแยกตัวประกอบของพหุนามในรู ป ax2 + bx + c
เฉลยแบบฝึ กทักษะที่ 3.4 เรื่ อง การแยกตัวประกอบของพหุนามโดยการทาให้เป็ น
ผลต่างกาลังสอง
เฉลยแบบฝึ กทักษะที่ 3.5 เรื่ อง การแยกตัวประกอบของพหุนามโดยการทาให้เป็ น
กาลังสองสมบูรณ์
เฉลยแบบทดสอบหลังเรี ยนชุดที่ 3
บรรณานุกรม

1
2
3
4
6
7
9
13
16
21
23
24
30
34
37
38
39
40
44
49
50
56
57

1 คำแนะนำกำรใช้ ชุดแบบฝึ กทักษะ ชุดแบบฝึ กทักษะ เรื่ อง จานวนจริ ง เป็ นสื่ อประกอบการจัดการเรี ยนการสอน รายวิชา คณิ ตศาสตร์ พ้ืนฐาน (ค31101) ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4 เพื่อเสริ มสร้างความรู้ความเข้าใจ ให้ผเู้ รี ยน มีทกั ษะกระบวนการทางคณิ ตศาสตร์ และสามารถเพิ่มผลสัมฤทธิ์ ทางการเรี ยนให้มีประสิ ทธิ ภาพ ดียงิ่ ขึ้น ประกอบด้วยเนื้ อหาทั้งหมด 6 ชุด ดังนี้ ชุดที่ 1 เรื่ อง จานวนจริ ง และสมบัติของจานวนจริ ง ชุดที่ 2 เรื่ อง การบวก การลบ และการคูณพหุนาม ชุดที่ 3 เรื่ อง การแยกตัวประกอบของพหุนาม ชุดที่ 4 เรื่ อง การแก้สมการกาลังสองตัวแปรเดียว ชุดที่ 5 เรื่ อง การไม่เท่ากันและการแก้อสมการ ชุดที่ 6 เรื่ อง ค่าสัมบูรณ์ของจานวนจริ ง โดยมีข้ นั ตอนในการใช้ชุดแบบฝึ กทักษะ ดังนี้ 1. นักเรี ยนควรศึกษาความรู้เพิ่มเติมและทบทวนความรู ้อยูเ่ สมอ เพื่อเป็ นพื้นฐานในการศึกษา เนื้อหาในลาดับต่อไป . นักเรี ยนที่ได้คะแนนจากการทาแบบทดสอบไม่ผา่ นเกณฑ์ที่กาหนดไว้ ต้องกลับไปศึกษา ใบความรู ้และทาแบบฝึ กทักษะอีกครั้งโดยมีครู ผสู ้ อนหรื อเพื่อนคอยแนะนาหรื อสอนซ่อมเสริ ม แล้ว กลับมาทาแบบทดสอบหลังเรี ยนอีกครั้ง จนกว่าจะผ่านเกณฑ์ 7. นักเรี ยนศึกษาสาระสาคัญและจุดประสงค์การเรี ยนรู้ 3. นักเรี ยนทาแบบทดสอบหลังเรี ยนชุดที่ 3 เรื่ อง การแยกตัวประกอบของพหุนาม และ ตรวจสอบคาตอบจากเฉลยในภาคผนวก 6. นักเรี ยนทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรี ยน ก่อนเรี ยน เรื่ อง จานวนจริ ง แล้ว ตรวจคาตอบจากเฉลย 2. นักเรี ยนทาแบบฝึ กทักษะตามคาชี้แจงในแต่ละกรอบและตรวจสอบความถูกต้องจากเฉลย ในภาคผนวก 5. นักเรี ยนศึกษาใบความรู ้แต่ละตอนให้เข้าใจ 4.

การแยกตัวประกอบของพหุ นามตัวแปรเดียวดีกรี สองในรู ป x2 + bx + c เมื่อ b และ c เป็ นค่าคงตัวที่ c  0 ทาได้โดย การหาจานวนเต็มสองจานวนที่คูณกันได้ c และบวกกันได้ b 3. b และ c เป็ นค่าคงตัวที่ a  0 และ c  0 ทาได้โดย ขั้นที่ 1 สร้างทางเลือกพจน์หน้าโดยหาพหุ นามดีกรี หนึ่ง สองพหุ นามที่คูณกันได้ ax2 เขียนพหุ นามนั้นเป็ นพจน์หน้า ของพหุนามสองพหุนาม ขั้นที่ 2 สร้างทางเลือกพจน์หลังโดยหาจานวนสองจานวน ที่คูณกันแล้วได้ c ขั้นที่ 3 สร้างทางเลือกการแยกตัวประกอบโดยนาจานวน ทั้งสองที่หาได้ในขั้นที่ 2 เป็ นพจน์หลังของพหุ นามในขั้นที่ 1 ขั้นที่ 4 ตรวจสอบพจน์กลาง โดยหาพจน์กลางของพหุนาม ที่เป็ นผลลัพธ์จากผลคูณของพหุ นามแต่ละคู่ในขั้นที่ 3 ขั้นที่ 5 ตัดสิ นใจเลือกทางเลือกที่ถูกต้องและสรุ ปคาตอบ 4. การแยกตัวประกอบของพหุนามตัวแปรเดียวดีกรี สองในรู ป ax2 + bx + c เมื่อ a .2 สำระสำคัญ 1. พหุ นามที่เป็ นกาลังสองสมบูรณ์ คือ พหุ นามตัวแปรเดียว ดีกรี สองที่แยกตัวประกอบได้เป็ นพหุ นามที่ซ้ ากัน นัน่ คือ สามารถจัดในรู ป x2 + 2ax + a2 = (x + a )2 x2 – 2ax + a2 = (x – a )2 . พหุ นามที่เป็ นผลต่างกาลังสอง คือ พหุ นามตัวแปรเดียว ดีกรี สองที่เขียนได้ในรู ป x2 – a2 สามารถแยกตัวประกอบได้ ดังนี้ x2 – a2 = (x + a)(x – a) 5. การแยกตัวประกอบของพหุ นามโดยใช้สมบัติการแจกแจง 2.

แยกตัวประกอบของพหุนามตัวแปรเดียวดีกรี สองในรู ป x2 + bx + c เมื่อ b และ c เป็ นค่าคงตัวที่ c  0 ได้ 3. แยกตัวประกอบของพหุนามตัวแปรเดียวดีกรี สองในรู ป ax2 + bx + c เมื่อ a . แยกตัวประกอบของพหุนามโดยใช้สมบัติการแจกแจงได้ 2. b และ c เป็ นค่าคงตัวที่ a  0 และ c  0 ได้ 4. แยกตัวประกอบของพหุ นามตัวแปรเดียวดีกรี สองโดยการทาให้เป็ น กาลังสองสมบูรณ์ได้ ยินดีตอ้ นรับนักเรี ยนทุกคน สู่ บรรยากาศการเรี ยนรู ้ โดยใช้แบบฝึ กทักษะนะคะ! .3 จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 1. แยกตัวประกอบของพหุ นามตัวแปรเดียวดีกรี สองโดยการทาให้เป็ น ผลต่างกาลังสองได้ 5.

1 เรื่อง กำรแยกตัวประกอบของพหุนำม โดยใช้ สมบัตกิ ำรแจกแจง กำรแยกตัวประกอบของพหุนำมโดยใช้ สมบัติกำรแจกแจง เมื่อเขียน 10 ในรู ปการคูณกันของจานวนเฉพาะ ได้ 10 = 2  5 เราเรี ยก 10 = 2  5 ว่า “การแยกตัวประกอบของ 10” และเรี ยก 2 และ 5 ว่าเป็ น “ตัวประกอบของ 10” ถ้าเขียนพหุนามในรู ปการคูณกันของพหุนาม เช่น x2 + 3x = x (x+3) เราเรี ยก x2 + 3x = x (x+3) ว่า กำรแยกตัวประกอบของพหุนำม ต่อไปนี้ เป็ นตัวอย่างการแยกตัวประกอบของพหุ นามโดยใช้สมบัติการแจกแจง ตัวอย่ำงที่ 1 จงแยกตัวประกอบของ ax + bx วิธีทำ ax + bx = (x)(a) + (x)(b) = x (a + b) ตัวอย่ำงที่ 2 จงแยกตัวประกอบของ ax – bx วิธีทำ ax – bx = (x)(a) – (x)(b) = x (a – b) ตัวอย่ำงที่ 3 จงแยกตัวประกอบของ 3x2 – 3x วิธีทำ 3x2 – 3x = (3x)(x) – (3x)(1) = 3x (x – 1) ตัวอย่ำงที่ 4 จงแยกตัวประกอบของ 6x + 9 วิธีทำ 6x + 9 = (3)(2x) + (3)(3) = 3 (2x + 3) ตัวอย่ำงที่ 5 จงแยกตัวประกอบของ 2x2 – 4x วิธีทำ 2x2 – 4x = (2x)(x) – (2x)(2) = 2x (x – 2) .4 ใบควำมรู้ที่ 3.

5 ตัวอย่ำงที่ 6 จงแยกตัวประกอบของ x3 + x2 + x วิธีทำ x3 + x2 + x = (x)(x2) + (x)(x) + (x)(1) = x (x2 + x + 1) ตัวอย่ำงที่ 7 จงแยกตัวประกอบของ 5x5 + 10x4 – 15x3 วิธีทำ 5x5 + 10x4 – 15x3 = (5x3)(x2) + (5x3)(2x) – (5x3)(3) = 5x3 (x2 + 2x – 3) หนูพร้อมที่จะทาแบบฝึ กแล้วคะ! ผมด้วยครับ! .

6. 10. พหุนาม 5x + 20 9 – 3x 6 + 3x2 4t2 – 16t s3 + 2s2 3x4y4 + 6x3y3 2x4y4 + 8x2y2 z3 – 2z2 + 9z 2v4 + 2v3 + 2v2 3x2 – 6x3 – 27x ผลการแยกตัวประกอบของพหุนาม . 4. 8.6 แบบฝึ กทักษะที่ 3. 3. 2. 5. 9.1 เรื่อง กำรแยกตัวประกอบของพหุนำม โดยใช้ สมบัตกิ ำรแจกแจง จงแยกตัวประกอบของพหุนำมต่ อไปนี้ โดยใช้ สมบัติกำรแจกแจง ข้อที่ 1. 7.

7 ใบควำมรู้ที่ 3.2 เรื่อง กำรแยกตัวประกอบของพหุนำม ในรูป x2 + bx + c กำรแยกตัวประกอบของพหุนำมตัวแปรเดียวดีกรีสอง ในรู ป x2 + bx + c เมื่อ b และ c เป็ น ค่ ำคงตัวที่ c  0 ทำได้ โดย กำรหำจำนวนเต็มสองจำนวนทีค่ ูณกันได้ c และบวกกันได้ b ให้ d และ e แทนจำนวนเต็มสองจำนวนดังกล่ำว ดังนี้ ถ้า de = c และ d + e = b จะได้วา่ x2 + bx + c = x2 + (d + e)x + de = x2 + dx + ex + de = (x + d)(x) + (x + d)(e) = (x + d)(x + e) ดังนั้น x2 + bx + c แยกตัวประกอบได้เป็ น (x + d)(x + e) ตัวอย่ำงที่ 1 จงแยกตัวประกอบของ x2 + 6x + 8 วิธีทำ หาตัวประกอบของ 8 และหาผลรวมของตัวประกอบโดยเลือกผลรวมเท่ากับ 6 จะได้วา่ (2)(4) = 8 และ 2 + 4 = 6 ดังนั้น x2 + 6x + 8 = x2 + (2 + 4)x + (2)(4) = x2 + 2x + 4x + (2)(4) = (x + 2)(x) + (x + 2)(4) = (x + 2)(x + 4) ดังนั้น x2 + 6x + 8 แยกตัวประกอบได้เป็ น (x + 2)(x + 4) .

8 ตัวอย่ำงที่ 2 จงแยกตัวประกอบของ x2 – 7x + 12 วิธีทำ หาตัวประกอบของ 12 และหาผลรวมของตัวประกอบโดยเลือกผลรวมเท่ากับ –7 จะได้วา่ (–3)(–4) = 12 และ (–3) + (–4) = –7 ดังนั้น x2 – 7x + 12 = x2 + ((–3) + (–4))x + (–3)(–4) = x2 + (–3)x + (–4)x + (–3)(–4) = (x – 3)(x) + (x – 3)(–4) = (x – 3)(x – 4) ดังนั้น x2 – 7x + 12 แยกตัวประกอบได้เป็ น (x – 3)(x – 4) ตัวอย่ำงที่ 3 จงแยกตัวประกอบของ x2 + 6x – 16 วิธีทำ หาตัวประกอบของ –16 และหาผลรวมของตัวประกอบโดยเลือกผลรวมเท่ากับ 6 จะได้วา่ (–2)(8) = –16 และ (–2) + 8 = 6 ดังนั้น x2 + 6x – 16 = x2 + ((–2) + 8)x + (–2)(8) = x2 + (–2)x + 8x + (–2)(8) = (x – 2)(x) + (x – 2)(8) = (x – 2)(x + 8) ดังนั้น x2 + 6x – 16 แยกตัวประกอบได้เป็ น (x – 2)(x + 8) ตัวอย่ำงที่ 4 จงแยกตัวประกอบของ x2 – 5x – 24 วิธีทำ หาตัวประกอบของ –24 และหาผลรวมของตัวประกอบโดยเลือกผลรวมเท่ากับ –5 จะได้วา่ (–8)(3) = –24 และ (–8) + 3 = –5 ดังนั้น x2 – 5x – 24 = x2 + ((–8) + 3)x + (–8)(3) = x2 + (–8)x + 3x + (–8)(3) = (x – 8)(x) + (x – 8)(3) = (x – 8)(x + 3) 2 ดังนั้น x – 5x – 24 แยกตัวประกอบได้เป็ น (x – 8)(x + 3) .

…………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………. . ………………………………………………………………………………………….9 แบบฝึ กทักษะที่ 3. …………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………. x2 + 8x + 12 วิธีทา …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………. 2. x2 + 15x + 26 วิธีทา …………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………….2 เรื่อง กำรแยกตัวประกอบของพหุนำม ในรูป x2 + bx + c จงแยกตัวประกอบของพหุนำมต่ อไปนี้ 1.

x2 – 11x + 24 วิธีทา …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………. . …………………………………………………………………………………………. 4. …………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………. x2 – 16x + 60 วิธีทา …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………. x2 – 12x + 32 วิธีทา …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………. 5. ………………………………………………………………………………………….10 3. …………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………………….

…………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………. 7. …………………………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………………….11 6. …………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………. x2 + 6x – 27 วิธีทา …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………. 8. x2 + 3x – 54 วิธีทา …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………. . x2 + 7x – 8 วิธีทา …………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………….

…………………………………………………………………………………………. ขยันอ่านหนังสื อจังเลยดูเป็ นตัวอย่างนะครับ ครับ . …………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………. 10. x2 – 14x – 15 วิธีทา …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………. x2 – x – 12 วิธีทา …………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………….12 9.

c เป็ นค่ ำคงตัวที่ a  0 และ c  0 พิจารณาการแยกตัวประกอบของ 3x2 + 7x + 2 ดังนี้ ขั้นที่ 1 สร้างทางเลือกพจน์หน้าโดยหาพหุ นามดีกรี หนึ่งสองพหุ นามที่คูณกันได้ 3x2 นัน่ คือ 3x กับ x เขียนพหุ นามนั้นเป็ นพจน์หน้าของพหุ นามสองพหุ นาม ดังนี้ (3x )(x ) ขั้นที่ 2 สร้างทางเลือกพจน์หลังโดยหาจานวนสองจานวนที่คูณกันแล้วได้ 2 ซึ่งอาจเป็ น (2 )(1) หรื อ (1)(2) ขั้นที่ 3 สร้างทางเลือกการแยกตัวประกอบโดยนาจานวนทั้งสองที่หาได้ ในขั้นที่ 2 เป็ นพจน์หลังของพหุ นามในขั้นที่ 1 ดังนี้ (3x + 2)(x + 1) หรื อ (3x + 1)(x + 2) ขั้นที่ 4 ตรวจสอบพจน์กลาง โดยหาพจน์กลางของพหุนามที่เป็ นผลลัพธ์ จากผลคูณของพหุ นามแต่ละคู่ในขั้นที่ 3 2x (3x + 2)(x + 1) ได้พจน์กลาง คือ 3x + 2x = 5x 3x x หรื อ (3x + 1)(x + 2) ได้พจน์กลาง คือ 6x + x = 7x 6x จะเห็นว่าผลคูณของ (3x + 1)(x + 2) ได้พจน์กลาง 7x ขั้นที่ 5 ตัดสิ นใจเลือกทางเลือกที่ถูกต้องและสรุ ปคาตอบ ดังนั้นพหุ นาม 3x2 + 7x + 2 แยกตัวประกอบได้เป็ น (3x + 1)(x + 2) .13 ใบควำมรู้ที่ 3.3 เรื่อง กำรแยกตัวประกอบของพหุนำม ในรูป ax2 + bx + c กำรแยกตัวประกอบพหุนำมในรู ป ax2 + bx + c เมื่อ a. b.

14

ตัวอย่ำงที่ 1 จงแยกตัวประกอบของ 2x2 + 9x + 4
วิธีทำ
พิจารณา 2x2 + 9x + 4
ทางเลือกพจน์หน้า ทางเลือกพจน์หลัง
ทางเลือกการแยก
(ขั้นที่ 1)
(ขั้นที่ 2)
ตัวประกอบ (ขั้นที่ 3)
(2x)(x)
(1)(4)
(2x + 1) (x + 4)
(4)(1)
(2x + 4) (x + 1)
(2)(2)
(2x + 2) (x + 2)
ดังนั้น 2x2 + 9x + 4 = (2x + 1) (x + 4)

ตรวจสอบพจน์กลาง
(ขั้นที่ 4)
8x + x = 9x
2x + 4x = 6x
4x + 2x = 6x

(ขั้นที่ 5)

ตัวอย่ำงที่ 2 จงแยกตัวประกอบของ 2x2 – 13x + 15
วิธีทำ
พิจารณา 2x2 – 13x + 15
ทางเลือกพจน์หน้า ทางเลือกพจน์หลัง
ทางเลือกการแยก
(ขั้นที่ 1)
(ขั้นที่ 2)
ตัวประกอบ (ขั้นที่ 3)
(2x)(x)
(–1)(–15)
(2x – 1)(x – 15)
(–15)(–1)
(2x – 15)(x – 1)
(–3)(–5)
(2x – 3) (x – 5)
(–5)(–3)
(2x – 5) (x – 3)
ดังนั้น 2x2 – 13x + 15 = (2x – 3) (x – 5)

(ขั้นที่ 5)

ตรวจสอบพจน์กลาง
(ขั้นที่ 4)
(–30x) + (–x) = –31x
(–2x) + (–15x) = –17x
(–10x) + (–3x) = –13x
(–6x) + (–5x) = –11x

15

ตัวอย่ำงที่ 3 จงแยกตัวประกอบของ 10x2 + 5x – 5
วิธีทำ
พิจารณา 10x2 + 5x – 5
ทางเลือกพจน์หน้า ทางเลือกพจน์หลัง
ทางเลือกการแยก
(ขั้นที่ 1)
(ขั้นที่ 2)
ตัวประกอบ (ขั้นที่ 3)
(10x)(x)
(1) (–5)
(10x + 1)(x– 5)
(5x)(2x)
(–5)(1)
(10x – 5)(x + 1)
(–1) (5)
(10x – 1)(x + 5)
(5)( –1)
(10x + 5)(x – 1)
(5x + 1)(2x – 5)
(5x – 5)(2x + 1)
(5x – 1)(2x + 5)
(5x + 5)(2x– 1)

ตรวจสอบพจน์กลาง
(ขั้นที่ 4)
(–50x) + x = –49x
10x + (–5x) = 5x
50x + (–x) = 49x
(–10x) + 5x = –5x
(–25x) + 2x = –23x
5x + (–10x) = –5x
25x + (–2x) = 23x
(–5x) + 10x = 5x

ดังนั้น 10x2 + 5x – 5 = (10x – 5)(x + 1) หรื อ (5x + 5)(2x– 1) หรื อ 5(x + 1) )(2x– 1) (ขั้นที่ 5)
ตัวอย่ำงที่ 4 จงแยกตัวประกอบของ 2x2 – 5x – 3
วิธีทำ
พิจารณา 2x2 – 5x – 3
ทางเลือกพจน์แรก
(ขั้นที่ 1)
(2x)(x)

ทางเลือกพจน์หลัง
(ขั้นที่ 2)
(1) (–3)
(–3)(1)
(–1) (3)
(3)( –1)

ทางเลือกการแยกตัว
ประกอบ(ขั้นที่ 3)
(2x + 1) (x – 3)
(2x – 3)(x + 1)
(2x– 1) (x + 3)
(2x + 3)(x – 1)

ดังนั้น 2x2 – 5x – 3 = (2x + 1) (x – 3)

(ขั้นที่ 5)

ตรวจสอบพจน์กลาง
ของพหุนาม(ขั้นที่ 4)
(–6x) + x = –5x
2x + (–3x) = –x
6x + (–x) = 5x
(–2x) + (3x) = x

16

แบบฝึ กทักษะที่ 3.3
เรื่อง กำรแยกตัวประกอบของพหุนำม
ในรูป ax2 + bx + c
กำรแยกตัวประกอบของพหุนำม
จงแยกตัวประกอบของพหุนำมต่ อไปนี้
1. 2x2 + 12x + 18
ทางเลือกพจน์หน้า ทางเลือกพจน์หลัง
ทางเลือกการแยก
(ขั้นที่ 1)
(ขั้นที่ 2)
ตัวประกอบ (ขั้นที่ 3)
………………… ………………….. …………………..
...……………….. ...………………..
………………….. …………………..
...……………….. ...………………..
………………….. …………………..
...……………….. ...………………..
ดังนั้น ……………………………………………………

ตรวจสอบพจน์กลาง
(ขั้นที่ 4)
…………………..
...………………..
…………………..
...………………..
…………………..
...………………..
(ขั้นที่ 5)

2. 3x2 + 11x + 10
ทางเลือกพจน์หน้า ทางเลือกพจน์หลัง
ทางเลือกการแยก
(ขั้นที่ 1)
(ขั้นที่ 2)
ตัวประกอบ (ขั้นที่ 3)
………………… ………………….. …………………..
...……………….. ...………………..
………………….. …………………..
...……………….. ...………………..
ดังนั้น ……………………………………………………

ตรวจสอบพจน์กลาง
(ขั้นที่ 4)
…………………..
...………………..
…………………..
...………………..
(ขั้นที่ 5)

. ………………….………………..………………... ดังนั้น …………………………………………………… ตรวจสอบพจน์กลาง (ขั้นที่ 4) …………………. ... .... . …………………... …………………..………………. …………………... …………………... (ขั้นที่ 5) ... ...………………. …………………... .………………...... ....……………….. . (ขั้นที่ 5) 4... ………………… ...………………. …………………..……………….. …………………. ......... 3x2 – 46x + 15 ทางเลือกพจน์หน้า ทางเลือกพจน์หลัง ทางเลือกการแยก (ขั้นที่ 1) (ขั้นที่ 2) ตัวประกอบ (ขั้นที่ 3) ………………… …………………. …………………. .... . ดังนั้น …………………………………………………… ตรวจสอบพจน์กลาง (ขั้นที่ 4) …………………. …………………. ..17 3. . ………………….. ...……………….……………….... 6x2 – 16x + 8 ทางเลือกพจน์หน้า ทางเลือกพจน์หลัง ทางเลือกการแยก (ขั้นที่ 1) (ขั้นที่ 2) ตัวประกอบ (ขั้นที่ 3) ………………… …………………..………………....……………….... . …………………... .……………….……………….……………….……………….

. …………………..... .. .. ..………………. 3x2 + 3x – 6 ทางเลือกพจน์หน้า ทางเลือกพจน์หลัง ทางเลือกการแยก (ขั้นที่ 1) (ขั้นที่ 2) ตัวประกอบ (ขั้นที่ 3) ………………… …………………. ..………………. ..... …………………..………………....………………. …………………... ........ . …………………....………………. …………………. ………………….... (ขั้นที่ 5) 6.....………………..………………... …………………. 9x2 + 3x – 2 ทางเลือกพจน์หน้า ทางเลือกพจน์หลัง ทางเลือกการแยก (ขั้นที่ 1) (ขั้นที่ 2) ตัวประกอบ (ขั้นที่ 3) ………………… ………………….………………......………………. …………………...………………. ………………… . ………………….. …………………... . ..………………. .....………………..………………. ………………….………………....………………. ... . …………………. .. …………………... (ขั้นที่ 5) . ...………………. ดังนั้น …………………………………………………… ตรวจสอบพจน์กลาง (ขั้นที่ 4) …………………. .. ..18 5...……………….. .. ………………….………………..... …………………..………………. ดังนั้น …………………………………………………… ตรวจสอบพจน์กลาง (ขั้นที่ 4) …………………. . …………………......……………….

... …………………... ... …………………. …………………. . ………………….………………. .……………….……………….………………. .. ดังนั้น …………………………………………………… ตรวจสอบพจน์กลาง ของพหุนาม(ขั้นที่ 4) ………………….. ....... ………………….………………. (ขั้นที่ 5) . ... …………………. (ขั้นที่ 5) 8..………………... ..... .………………...………………. …………………. …………………..………………. …………………..……………….. . …………………...………………. …………………. . ทางเลือกการแยกตัว ประกอบ(ขั้นที่ 3) …………………...……………….19 7.. 8x2 – 2x – 3 ทางเลือกพจน์แรก (ขั้นที่ 1) ………………… ………………… ทางเลือกพจน์หลัง (ขั้นที่ 2) …………………....………………... …………………..……………….. ดังนั้น …………………………………………………… ตรวจสอบพจน์กลาง (ขั้นที่ 4) …………………...……………….. …………………..........………………..... .. ………………….………………. . …………………. ..... ………………… .....………………... …………………....………………..………………... …………………. . .. ... ... .. 4x2 + 5x – 9 ทางเลือกพจน์หน้า ทางเลือกพจน์หลัง ทางเลือกการแยก (ขั้นที่ 1) (ขั้นที่ 2) ตัวประกอบ (ขั้นที่ 3) ………………… ………………….. ...……………….. .. ………………….

... . …………………..………………... ………………….......……………….. …………………. ..………………. ดังนั้น …………………………………………………… ตรวจสอบพจน์กลาง ของพหุนาม(ขั้นที่ 4) …………………..………………. ………………….. ทางเลือกการแยกตัว ประกอบ(ขั้นที่ 3) ………………….... .………………. ... …………………..……………….. ... . (ขั้นที่ 5) 10. .. ...……………….... ทางเลือกพจน์หลัง (ขั้นที่ 2) …………………....………………. ………………….………………..……………….………………...……………….. …………………..………………... .. 10x2 – 3x – 1 ทางเลือกพจน์แรก (ขั้นที่ 1) ………………… ………………… ทางเลือกพจน์หลัง (ขั้นที่ 2) ………………….. .. …………………....20 9..... . .... …………………. . ………………….………………... ... .. . ทางเลือกการแยกตัว ประกอบ(ขั้นที่ 3) ………………….………………. …………………. …………………... ..………………. ………………….. .. . .... (ขั้นที่ 5) . ………………….. …………………... ดังนั้น …………………………………………………… ตรวจสอบพจน์กลาง ของพหุนาม(ขั้นที่ 4) …………………....……………….………………....……………….……………….……………….. ………………….... 4x2 – 3x – 10 ทางเลือกพจน์แรก (ขั้นที่ 1) ………………… ………………..………………....... .. ..

(2x)2 – 32 เรี ยกว่า “ผลต่างกาลังสอง” ให้นกั เรี ยนพิจารณาการคูณพหุ นามต่อไปนี้ (x + a)(x – a) = (x + a)(x) – (x + a)(a) = (x2 + ax) – (ax + a2) = x2 + ax – ax – a2 = x 2 – a2 จะเห็นว่า พหุ นามตัวแปรเดียวดีกรี สองที่เขียนได้ในรู ป x2 – a2 สามารถแยกตัวประกอบ ได้ดงั นี้ x2 – a2 = (x + a)(x – a) เรี ยกพหุ นามดีกรี สองที่มีลกั ษณะเช่นนี้วา่ “ผลต่างกาลังสอง” ดังนั้น พหุ นามที่เป็ นผลต่างกาลังสอง คือ พหุนามตัวแปรเดียวดีกรี สองที่เขียนได้ในรู ป x2 – a2 สามารถแยกตัวประกอบได้ ดังนี้ x2 – a2 = (x + a)(x – a) .4 กำรแยกตัวประกอบของพหุนำม โดยกำรทำให้ เป็ นผลต่ ำงกำลังสอง กำรแยกตัวประกอบของพหุนำมโดยกำรทำให้ เป็ นผลต่ ำงกำลังสอง พหุนามตัวแปรเดียวดีกรี สองที่เขียนได้ในรู ป x2 – a2 เมื่อ a เป็ นจานวนจริ งบวก เช่น x2 – 42 .21 ใบควำมรู้ที่ 3.

22 ตัวอย่ำงที่ 1 จงแยกตัวประกอบของ x2 – 25 วิธีทำ x2 – 25 = x2 – 52 = (x + 5)(x – 5) ตัวอย่ำงที่ 2 จงแยกตัวประกอบของ x2 – 100 วิธีทำ x2 – 100 = x2 – 102 = (x + 10)(x – 10) ตัวอย่ำงที่ 3 จงแยกตัวประกอบของ 4x2 – 9 วิธีทำ 4x2 – 9 = (2x)2 – 32 = (2x + 3)(2x – 3) ตัวอย่ำงที่ 4 จงแยกตัวประกอบของ x2 – 5 วิธีทำ x2 – 5 = x2 – ( 5 )2 = (x + 5 )(x – 5 ) ตัวอย่ำงที่ 5 จงแยกตัวประกอบของ 64 – x2 วิธีทำ 64 – x2 = 82 – x2 = (8 + x)(8 – x) ตัวอย่ำงที่ 6 จงแยกตัวประกอบของ (x + 2)2 – 9 วิธีทำ (x + 2)2 – 9 = (x + 2)2 – 32 = (x + 2 + 3)(x + 2 – 3) = (x + 5)(x – 1) .

............. 4 – x2 .................................. 3...................................................... x2 – 36 ... .................................................... 10.......... ................................... x2 – 64 .......................... x2 – 1 ..................................................... .. หมัน่ ทบทวนความรู ้อยูเ่ สมอนะคะ! ................................................................... ............. 2................................................................................................. x2 – 49 ......................................................... (x + 1)2 – 400 ...... 3x2 – 5 ....... 5.... ... ..........................................................................4 กำรแยกตัวประกอบของพหุนำม โดยกำรทำให้ เป็ นผลต่ ำงกำลังสอง จงแยกตัวประกอบของพหุ นามต่อไปนี้ ข้อที่ พหุนาม เขียนในรู ปผลต่างกาลังสอง แยกตัวประกอบได้ 1....................................................... 9......... 6... ....... 7...... x2 – 169 .. .................................... ............................ 8................................... ................ 4........ 25 – 4x2 ......................23 แบบฝึ กทักษะที่ 3........................... x2 – 18 ............................

24 ใบควำมรู้ที่ 3.5 กำรแยกตัวประกอบของพหุนำม โดยกำรทำให้ เป็ นกำลังสองสมบูรณ์ กำรแยกตัวประกอบของพหุนำมตัวแปรเดียวดีกรีสองโดยกำรทำให้ เป็ นกำลังสองสมบูรณ์ ให้นกั เรี ยนพิจารณาการแยกตัวประกอบของพหุ นามต่อไปนี้ เนื่องจาก (x + 3)2 = (x + 3)(x + 3) = (x + 3)(x) + (x + 3)(3) = x2 + 3x + 3x + 32 = x2 + 2(3) x + 9 = x2 + 6x + 9 ดังนั้น x2 + 6x + 9 = x2 + 2(3) x + 32 = (x + 3)2 จะได้วา่ x2 + 2ax + a2 = (x + a )2 และทานองเดียวกัน x2 – 6x + 9 = x2 – 2(3) x + 32 = (x – 3)2 จะได้วา่ x2 – 2ax + a2 = (x – a )2 เรี ยกพหุ นามดีกรี สองที่มีลกั ษณะเช่นนี้วา่ “กาลังสองสมบูรณ์” ดังนั้น พหุนามที่เป็ นกาลังสองสมบูรณ์ คือ พหุ นามตัวแปรเดียวดีกรี สองที่แยกตัวประกอบ ได้เป็ นพหุ นามที่ซ้ ากัน นัน่ คือ สามารถจัดในรู ป x2 + 2ax + a2 = (x + a )2 x2 – 2ax + a2 = (x – a )2 .

แทน a  2  2 2 . x2 – 14x + 49 = x2 – 2(7)x + 62 = (x – 7)2 4. x2 + 8x + 16 = x2 + 2(4)x + 42 = (x + 4)2 3. x2 + 4x + 4 = x2 + 2(2)x + 42 = (x + 2)2 2.25 ตัวอย่ำงที่ 1 จงแยกตัวประกอบของพหุ นามต่อไปนี้ 1. 9x2 – 12x + 4 = (3x)2 – 2(2)(3x) + 22 = (3x – 2)2 พหุ นามที่อยูใ่ นรู ป x2 + bx + c ที่ไม่เป็ นกาลังสองสมบูรณ์ สามารถแยกตัวประกอบได้ โดยการทาให้เป็ นกาลังสองสมบูรณ์ ใช้สมบัติการบวกเข้าและลบออกด้วย จานวนที่เท่ากัน ดังต่อไปนี้ กำหนดพหุนำม x2 + bx + c b 2 ขั้นที่ 1 : เขียน b ใหม่ในรู ป 2a เมื่อ a  จะได้ x2 + bx + c = x2 + 2ax + c ขั้นที่ 2 : บวกเข้าและลบออกด้วย a2 จะได้ x2 + bx + c = x2 + 2ax + c + a2 – a2 = (x2 + 2ax + a2 ) + c – a2 = (x + a)2 + c – a2 b 2 b 2 b     x    c    . x2 – 12x + 36 = x2 – 2(6)x + 62 = (x – 6)2 3. 4x2 + 4x + 1 = (2x)2 + 2(1)(2x) + 12 = (2x + 1)2 ตัวอย่ำงที่ 2 จงแยกตัวประกอบของพหุ นามต่อไปนี้ 1. x2 + 16x + 64 = x2 + 2(8)x + 82 = (x + 8)2 5. x2 – 20x + 100 = x2 – 2(10)x + 102 = (x – 10)2 5. x2 + 10x + 25 = x2 + 2(5)x + 62 = (x + 5)2 4. x2 – 2x + 1 = x2 – 2(1)x + 12 = (x – 1)2 2.

4.26 2 b พิจารณา c    2 b 2  1. 2 2 2 2 x  8x  9  [x  2( 4 ) x  4 ]  4  9 2  ( x  4 )  16  9 2  ( x  4 )  25 2 2  (x  4)  5  ( x  4  5)(x  4  5)  ( x  9)(x  1) . 8. ถ้า c     0 สามารถแยกตัวประกอบ x 2  bx  c ได้โดยใช้สูตร 2 ผลต่างกาลังสอง นัน่ คือ A2 – B2 = (A + B)(A – B) b 2 b 2 2   2. ถ้า c     0 จะได้วา่ x 2  bx  c ไม่สามารถแยกตัวประกอบได้ 2 ตัวอย่ำงที่ 3 จงแยกตัวประกอบของพหุ นามต่อไปนี้ โดยการทาให้เป็ นกาลังสองสมบูรณ์ 1. 3. x  2 x  3  [x  2(1)x  1 ]  1  3 2  ( x  1)  4 2 2  ( x  1)  2  ( x  1  2)(x  1  2) A2 – B2 = (A + B)(A – B)  ( x  3)(x  1) 2. x 2  2x  3 x 2  12 x  13 2 x  2x  4 2 x 2  7x  3 2. 5. ถ้า c     0 จะได้วา่ x  bx  c   x   2  2 2 b 3. 7. 6. x 2  8x  9 x 2  7x  18 3x 2  11x  6 2  x  3x  5 วิธีทำ 2 2 2 2 1.

27 2 2 2 2 3. x  12 x  13  [x  2(6)x  6 ]  6  13 2  ( x  6)  36  13 2  ( x  6)  49 2 2  ( x  6)  7  ( x  6  7)(x  6  7)  ( x  13)(x  1)  2  7   7 2   7 2 4. x 2  2x  4   x 2  2(1)x  12   12  4   x  1 2  5   x  1 2   5 2  x  1  5 x  1  5   a 2  a. a  0 . x  7x  18  x  2 x         18 2 2  2  7  2 49    x     18  2 4 7  2  49   a  b  (a  b)   x      18   2  4  7  2  49  72   x      2  4  7  2 121  x    4  2 7  2  11  2  x      2  2  7 11 7 11  x  x  2 2 2 2 4 18   x   x    2  2    x  2  x  9  2    5.

28 11 2 2 6. 3x  11x  6  3 x  x  2  3    2  11   11  2  11  2   3  x  2  x        2  6 6 6    11  2 121   3 x     2   6  36   11  2 121 72   3 x       6  36 36   11  2  49   3 x       6   36   11  2  7  2   3 x        6   6   11 7 11 7  3 x    x     6 6  6 6  2  3 x  3 x    3 2 2  3 x   x  3 3 x     3x  2   3  3   3x  2  x  3  7 3 7. 2x 2  7x  3  2  x 2  x   2 2   2  7   7 2  7 2 3   2  x  2  x          4   4   4  2   7  2 49 3   2  x       4  16 2   7  2 49 24   2  x       4  16 16   7  2 73   2  x      4  16  มีต่อค่ะ .

 x 2  3x  4  1x 2  3x  4  3 3 2 3 2   2  1  x  2 x    4 2 2 2   2  3 9     x     4   2  4   3  2 9 16     x       2  4 4   3  2  9 16     x        2   4 4   3  2 25     x      2  4   3  2  5  2     x        2   2   3 5 3 5    x    x     2 2  2 2  3  5  3  5    x   x    2  2    2  8   x   x    2  2  – (x –1 ) = 1 – x   x  4  x  1  x  41  x  หรือ    .29  7  2  73  2   2  x       4 4       73  7 73   7  2  x   x      4 4  4 4   7  73  7  73   2 x   x  4  4    8.

............................ x  8x  12 วิธีทำ…………………………………………………………………… ................................................................................. .......................................................................................................................................................................................................................................... ......................................................... .......................... ................................... ................................................. ...................................................................................................... ............................................................................................................................. ..................................................................................................................................................................................................................................................... ตั้งใจทำข้ อต่ อไปเลยค่ ะ! ...................................................................... .......................................................... ................................................................ x  3x  18 วิธีทำ…………………………………………………………………… ............................................................ 2 2..........................................................................................30 แบบฝึ กทักษะที่ 3...................................5 กำรแยกตัวประกอบของพหุนำม โดยกำรทำให้ เป็ นกำลังสองสมบูรณ์ จงแยกตัวประกอบของพหุ นามต่อไปนี้ โดยการทาให้เป็ นกาลังสองสมบูรณ์ 2 1.

................................................................................................................................................................ ..... .................................................................................................................................. ............................................................................................................. x  7x  10 วิธีทำ…………………………………………………………………… ................................................................................................................................... ........................................................................................................ ....... ......................... .......................................................................................................................................................... x  5x  24 วิธีทำ…………………………………………………………………… ........................ .................... x  2 x  3 วิธีทำ…………………………………………………………………… ....................... ......................................................................................................................................................................................................................................................................... 2 5............................................................................... ................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................... ............................................................ ................. ................................................................................................................................ ........................................31 2 3......................................................... 2 4....................... ................................................................................. .........

.............................................................................................................................................. ............................. x  9x  14 วิธีทำ…………………………………………………………………… ............................................................................................................. ......................................................................................................................................................... ............ ............................................................................................................................................................................. ................ ............................................................................................................... 8...... ............... ............................. .......................................................... ........................................................................................... ........................................... 2 7.......................................................................................................................... ........................................................................................................ x  15x  5 วิธีทำ…………………………………………………………………… ......................................................................... .............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................. x 2  10 x  75 วิธีทำ…………………………………………………………………… ...........................................................................................................................................................................................................................32 2 6................................... .......... .............................. ............................................................................................................................

................................................................. ................................ ........ ................................................................. 4 x  11x  3 วิธีทำ…………………………………………………………………… ... 2 10............................................................................................... ........................................................................................................................................................... ............ ..................................................................... .................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 3x  19 x  14 วิธีทำ…………………………………………………………………… ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ....... ...................................33 2 9............................................................................................................................................. ..................

x2 – 13x + 42 = (x – 7)(x + 6) 4. 6x2 + 9x = 6x(x + 9) ข.34 แบบทดสอบหลังเรียนชุ ดที่ 3 คำชี้แจง : แบบทดสอบชนิดเลือกตอบมี 4 ตัวเลือก จานวน 10 ข้อ ใช้เวลา 30 นาที ให้นกั เรี ยน ทาเครื่ องหมาย  ลงในช่อง ก . 2x(x + 2) ค. ค หรื อ ง ในกระดาษคาตอบให้ถูกต้องเพียงคาตอบเดียว 1. ข้อใดเป็ นการแยกตัวประกอบของพหุนาม 2x2 + 2x ก. x3 + x2 – 4x = x(x2 + x – 4) ค. x2 + 25x + 100 = (x + 20)(x – 5) ค. 2x2 – 8x + 2 = 2(x2 – 4x + 1) 3. 2x(x + 1) ข. (x + 2)(x +1) 2. ข้อใดแยกตัวประกอบของพหุนามถูกต้อง ก. 20 – 10x3 = 10(2 – x3) ง. ข . x2 – 10x – 11 = (x – 11)(x + 1) ง. x2 + 6x – 16 = (x – 8)(x + 2) . x(2x + 1) ง. ข้อใดแยกตัวประกอบของพหุนามถูกต้อง ก. x2 + 4x – 5 = (x – 5)(x – 1) ค. x2 – 4x + 3 = (x – 3)(x + 1) ข. x2 + 7x – 30 = (x + 10)(x – 3) ง. x2 + 9x + 18 = (x + 9)(x + 2) ข. ข้อใดแยกตัวประกอบของพหุนามไม่ ถูกต้อง ก.

ข้อใดแยกตัวประกอบของพหุนามไม่ ถูกต้อง ก. ข้อใดแยกตัวประกอบของพหุนามถูกต้อง ก. 4x2 – 49 = (2x + 7) (2x – 7) 8. (3x – 1)(2x + 1) ข. ข้อใดแยกตัวประกอบของพหุนามไม่ ถูกต้อง ก. (2x + 5)(5x – 1) ค. 9x2 – 2 = (3x + 2) (3x – 2) ง. (6x + 1)(x – 1) 6. ข้อใดแยกตัวประกอบของพหุนาม 10x2 + 5x – 5 ไม่ ถูกต้อง ก. (5x + 5)(2x – 1) ง. (3x + 1)(2x – 1) ค. x2 + 2x – 5 = (x + 1 + 6 )(x + 1 – ข. 81x2 – 5 = (9x +5) (9x – 5) ค. x2 – 4x + 2 = (x – 2 + 2 )(x – 2 – ง. (10x – 5)(x + 1) 7.35 5. ข้อใดเป็ นการแยกตัวประกอบของพหุนาม 6x2 + x – 1 ก. 5(2x – 1)(x + 1) ข. (x+1)2 – 16 = (x + 5) (x – 3) ง. x2 + 8x – 5 = (x + 8 + 21 )(x + 8 – 6) 11 ) 2) 21 ) . x3 – 25x = x(x + 5) (x – 5) 9. x2 – 6x – 2 = (x – 3 + 11 )(x – 3 – ค. x2 – 1 = (x – 1) (x – 1) ข. x2 – 100 = (x +10) (x – 10) ข. (6x – 1)(x + 1) ง. x2 – 9 = (x + 9) (x – 9) ค.

ค.36 10. ง. ข.  1  5  1  x   2 x    2  2   1  5  1  x   2 x  2  2   1  3  1  x   2 x    2  2   1  3  1  x   2 x    2  2  5    5    3    3    . ข้อใดเป็ นการแยกตัวประกอบของพหุนาม –2x2 + 2x + 1 ก.

................คงทำ ถูกต้ องทุกข้ อนะจ๊ ะ ...........................................โรงเรียน............................................................................่ ........37 กระดำษคำตอบ ชื่อ..... วิชำ................... ข้ อ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ก ข ค ง หวังว่ำ....ชั้น........................................................................เลขที..................................

38 .

9. 10. 8. 5.39 เฉลยแบบฝึ กทักษะที่ 3. 4. 2. 3.1 เรื่อง กำรแยกตัวประกอบของพหุนำม โดยใช้ สมบัตกิ ำรแจกแจง จงแยกตัวประกอบของพหุนำมต่ อไปนี้ โดยใช้ สมบัติกำรแจกแจง ข้อที่ 1. 7. พหุนาม 5x + 20 9 – 3x 6 + 3x2 4t2 – 16t s3 + 2s2 3x4y4 + 6x3y3 2x4y4 + 8x2y2 z3 – 2z2 + 9z 2v4 + 2v3 + 2v2 3x2 – 6x3 – 27x ผลการแยกตัวประกอบของพหุนาม 5(x + 4) 3(3 – x) 3(2 + x2) 4t(t – 4) s2(s + 2) 3x3y3(xy + 2) 2x2y2(x2y2 + 4) z(z2 – 2z + 9) 2v2(v2 + v + 1) 3x(x – 2x2 – 9) . 6.

40 เฉลยแบบฝึ กทักษะที่ 3.2 เรื่อง กำรแยกตัวประกอบของพหุนำม ในรูป x2 + bx + c จงแยกตัวประกอบของพหุนำมต่ อไปนี้ 1. x2 + 8x + 12 วิธีทา หาตัวประกอบของ 12 และหาผลรวมของตัวประกอบโดยเลือกผลรวมเท่ากับ 8 จะได้วา่ (2)(6) = 12 และ 2 + 6 = 8 ดังนั้น x2 + 8x + 12 = x2 + (2 + 6)x + (2)(6) = x2 + 2x + 6x + (2)(6) = (x + 2)(x) + (x + 2)(6) = (x + 2)(x + 6) ดังนั้น x2 + 8x + 12 แยกตัวประกอบได้เป็ น (x + 2)(x + 6) 2. x2 + 15x + 26 วิธีทา หาตัวประกอบของ 26 และหาผลรวมของตัวประกอบโดยเลือกผลรวมเท่ากับ 15 จะได้วา่ (2)(13) = 26 และ 2 + 13 = 15 ดังนั้น x2 + 15x + 26 = x2 + (2 + 13)x + (2)(13) = x2 + 2x + 13x + (2)(13) = (x + 2)(x) + (x + 2)(13) = (x + 2)(x + 13) 2 ดังนั้น x + 15x + 26 แยกตัวประกอบได้เป็ น (x + 2)(x + 13) .

41 3. x2 – 16x + 60 วิธีทา หาตัวประกอบของ 60 และหาผลรวมของตัวประกอบโดยเลือกผลรวมเท่ากับ –16 จะได้วา่ (–6)(–10) = 60 และ (–6) + (–10) = –16 ดังนั้น x2 – 16x + 60 = x2 + ((–6) + (–10))x + (–6)(–10) = x2 + (–6)x + (–10)x + (–6)(–10) = (x – 6)(x) + (x – 6)(–10) = (x – 6)(x – 10) 2 ดังนั้น x – 16x + 60 แยกตัวประกอบได้เป็ น (x – 6)(x – 10) 5. x2 – 12x + 32 วิธีทา หาตัวประกอบของ 32 และหาผลรวมของตัวประกอบโดยเลือกผลรวมเท่ากับ –12 จะได้วา่ (–4)(–8) = 32 และ (–4) + (–8) = –12 ดังนั้น x2 – 12x + 32 = x2 + ((–4) + (–8))x + (–4)(–8) = x2 + (–4)x + (–8)x + (–4)(–8) = (x – 4)(x) + (x – 4)(–8) = (x – 4)(x – 8) 2 ดังนั้น x – 12x + 32 แยกตัวประกอบได้เป็ น (x – 4)(x – 8) . x2 – 11x + 24 วิธีทา หาตัวประกอบของ 24 และหาผลรวมของตัวประกอบโดยเลือกผลรวมเท่ากับ –11 จะได้วา่ (–3)(–8) = 24 และ (–3) + (–8) = –11 ดังนั้น x2 – 11x + 24 = x2 + ((–3) + (–8))x + (–3)(–8) = x2 + (–3)x + (–8)x + (–3)(–8) = (x – 3)(x) + (x – 3)(–8) = (x – 3)(x – 8) ดังนั้น x2 – 11x + 24 แยกตัวประกอบได้เป็ น (x – 3)(x – 8) 4.

x2 + 7x – 8 วิธีทำ หาตัวประกอบของ –8 และหาผลรวมของตัวประกอบโดยเลือกผลรวมเท่ากับ 7 จะได้วา่ (–1)(8) = –8 และ (–1) + 8 = 7 ดังนั้น x2 + 7x – 8 = x2 + ((–1) + 8)x + (–1)(8) = x2 + (–1)x + 8x + (–1)(8) = (x – 1)(x) + (x – 1)(8) = (x – 1)(x + 8) ดังนั้น x2 + 7x – 8 แยกตัวประกอบได้เป็ น (x – 1)(x + 8) 7. x2 + 3x – 54 วิธีทำ หาตัวประกอบของ –54 และหาผลรวมของตัวประกอบโดยเลือกผลรวมเท่ากับ 3 จะได้วา่ (–6)(9) = –54 และ (–6) + 9 = 3 ดังนั้น x2 + 3x – 54 = x2 + ((–6) + 9)x + (–6)(9) = x2 + (–6)x + 9x + (–6)(9) = (x – 6)(x) + (x – 6)(9) = (x – 6)(x + 9) ดังนั้น x2 + 3x – 54 แยกตัวประกอบได้เป็ น (x – 6)(x + 9) . x2 + 6x – 27 วิธีทำ หาตัวประกอบของ –27 และหาผลรวมของตัวประกอบโดยเลือกผลรวมเท่ากับ 6 จะได้วา่ (–3)(9) = –27 และ (–3) + 9 = 6 ดังนั้น x2 + 6x – 27 = x2 + ((–3) + 9)x + (–3)(9) = x2 + (–3)x + 9x + (–3)(9) = (x – 3)(x) + (x – 3)(9) = (x – 3)(x + 9) ดังนั้น x2 + 6x – 27 แยกตัวประกอบได้เป็ น (x – 3)(x + 9) 8.42 6.

x2 – x – 12 วิธีทำ หาตัวประกอบของ –12 และหาผลรวมของตัวประกอบโดยเลือกผลรวมเท่ากับ –1 จะได้วา่ (–4)(3) = –12 และ (–4) + 3 = –1 ดังนั้น x2 – x – 12 = x2 + ((–4) + 3)x + (–4)(3) = x2 + (–4)x + 3x + (–4)(3) = (x – 4)(x) + (x – 4)(3) = (x – 4)(x + 3) ดังนั้น x2 – x – 12 แยกตัวประกอบได้เป็ น (x – 4)(x + 3) 10.43 9. x2 – 14x – 15 วิธีทำ หาตัวประกอบของ –15 และหาผลรวมของตัวประกอบโดยเลือกผลรวมเท่ากับ –14 จะได้วา่ (–15)(1) = –15 และ (–15) + 1 = –14 ดังนั้น x2 – 14x – 15 = x2 + ((–15) +1)x + (–15)(1) = x2 + (–15)x + x + (–15)(1) = (x – 15)(x) + (x – 15)(1) = (x – 15)(x + 1) ดังนั้น x2 – 14x – 15 แยกตัวประกอบได้เป็ น (x – 15)(x + 1) .

2x2 + 12x + 18 ทางเลือกพจน์หน้า ทางเลือกพจน์หลัง ทางเลือกการแยก (ขั้นที่ 1) (ขั้นที่ 2) ตัวประกอบ (ขั้นที่ 3) (2x)(x) (1)(18) (2x + 1)(x + 18) (18) (1) (2x + 18)(x + 1) (2)(9) (2x + 2)(x + 9) (9)(2) (2x + 9)(x + 2) (3)(6) (2x + 3)(x + 6) (6)(3) (2x + 6)(x + 3) ตรวจสอบพจน์กลาง (ขั้นที่ 4) 36x + x = 37x 2x + 18x = 20x 18x + 2x = 20x 4x + 9x = 13x 12x + 3x = 15x 6x + 6x = 12x ดังนั้น 2x2 + 12x + 18 = (2x + 6)(x + 3) หรื อ 2(x + 3)(x + 3) (ขั้นที่ 5) 2.44 แบบฝึ กทักษะที่ 3. 3x2 + 11x + 10 ทางเลือกพจน์หน้า ทางเลือกพจน์หลัง ทางเลือกการแยก (ขั้นที่ 1) (ขั้นที่ 2) ตัวประกอบ (ขั้นที่ 3) (3x)(x) (1)(10) (3x + 1)(x + 10) (10) (1) (3x + 10)(x + 1) (2)(5) (3x + 2)(x + 5) (5)(2) (3x + 5)(x + 2) ดังนั้น 3x2 + 11x + 10 = (3x + 5)(x + 2) (ขั้นที่ 5) ตรวจสอบพจน์กลาง (ขั้นที่ 4) 30x + x = 31x 3x + 10x = 13x 15x + 2x = 17x 6x + 5x = 11x .3 เรื่อง กำรแยกตัวประกอบของพหุนำม ในรูป ax2 + bx + c กำรแยกตัวประกอบของพหุนำม จงแยกตัวประกอบของพหุนำมต่ อไปนี้ 1.

6x2 – 16x + 8 ทางเลือกพจน์หน้า ทางเลือกพจน์หลัง ทางเลือกการแยก (ขั้นที่ 1) (ขั้นที่ 2) ตัวประกอบ (ขั้นที่ 3) (6x)(x) (–1)(–8) (6x – 1)(x – 8) (3x)(2x) (–8)(–1) (6x – 8)(x – 1) (–2)(–4) (6x – 2) (x – 4) (–4)(–2) (6x – 4) (x – 2) (3x – 1)(2x – 8) (3x – 8)(2x – 1) (3x – 2) (2x – 4) (3x – 4) (2x – 2) ตรวจสอบพจน์กลาง (ขั้นที่ 4) (–48x) + (–x) = –49x (–6x) + (–8x) = –14x (–24x) + (–2x) = –26x (–12x) + (–4x) = –16x (–24x) + (–2x) = –26x (–3x) + (–16x) = –19x (–12x) + (–4x) = –16x (–6x) + (–8x) = –14x ดังนั้น 6x2 – 16x + 8 = (6x – 4)(x – 2) หรื อ (3x – 2)(2x – 4) หรื อ 2(3x – 2) (x – 2) (ขั้นที่ 5) .45 3. 3x2 – 46x + 15 ทางเลือกพจน์หน้า ทางเลือกพจน์หลัง ทางเลือกการแยก (ขั้นที่ 1) (ขั้นที่ 2) ตัวประกอบ (ขั้นที่ 3) (3x)(x) (–1)(–15) (3x – 1)(x – 15) (–15)(–1) (3x – 15)(x – 1) (–3)(–5) (3x – 3) (x – 5) (–5)(–3) (3x – 5) (x – 3) ดังนั้น 3x2 – 46x + 15 = (3x – 1)(x – 15) ตรวจสอบพจน์กลาง (ขั้นที่ 4) (–45x) + (–x) = –46x (–3x) + (–15x) = –18x (–15x) + (–3x) = –18x (–9x) + (–5x) = –14x (ขั้นที่ 5) 4.

46 5. 3x2 + 3x – 6 ทางเลือกพจน์หน้า ทางเลือกพจน์หลัง ทางเลือกการแยก (ขั้นที่ 1) (ขั้นที่ 2) ตัวประกอบ (ขั้นที่ 3) (3x)(x) (1) (–6) (3x + 1)(x – 6) (–6)(1) (3x – 6)(x + 1) (–1) (6) (3x – 1)(x + 6) (6)( –1) (3x + 6)(x – 1) (2) (–3) (3x + 2)(x – 3) (–3)(2) (3x – 3)(x + 2) (–2) (3) (3x – 2)(x + 3) (3)( –2) (3x + 3)(x – 2) ตรวจสอบพจน์กลาง (ขั้นที่ 4) (–18x) + x = –17x 3x + (–6x) = –3x 18x + (–x) = 17x (–3x) + 6x = 3x (–9x) + 2x = –7x 6x + (–3x) = 3x 9x + (–2x) = 7x (–6x) + 3x = –3x ดังนั้น 3x2 + 3x – 6 = (3x + 6)(x – 1) หรื อ (3x – 3)(x + 2) หรื อ 3(x – 1) (x + 2) (ขั้นที่ 5) . 9x2 + 3x – 2 ทางเลือกพจน์หน้า ทางเลือกพจน์หลัง ทางเลือกการแยก (ขั้นที่ 1) (ขั้นที่ 2) ตัวประกอบ (ขั้นที่ 3) (9x)(x) (1) (–2) (9x + 1)(x – 2) (3x)(3x) (–2)(1) (9x – 2)(x + 1) (–1) (2) (9x – 1)(x + 2) (2)( –1) (9x + 2)(x – 1) (3x + 1)(3x – 2) (3x – 1)(3x + 2) ดังนั้น 9x2 + 3x – 2 = (3x – 1)(3x + 2) ตรวจสอบพจน์กลาง (ขั้นที่ 4) (–18x) + x = –17x 9x + (–2x) = 7x 18x + (–x) = 17x (–9x) + 2x = –7x (–6x) + 3 x = –3x 6x + (–3x) = 3x (ขั้นที่ 5) 6.

4x2 + 5x – 9 ทางเลือกพจน์หน้า ทางเลือกพจน์หลัง ทางเลือกการแยก (ขั้นที่ 1) (ขั้นที่ 2) ตัวประกอบ (ขั้นที่ 3) (4x)(x) (1) (–9) (4x + 1)(x – 9) (2x)(2x) (–9)(1) (4x – 9)(x + 1) (–1) (9) (4x – 1)(x + 9) (9)( –1) (4x + 9)(x – 1) (3) (–3) (4x + 3)(x – 3) (–3)(3) (4x – 3)(x + 3) (2x + 1)(2x – 9) (2x – 1)(x + 9) (2x + 3)(2x – 3) ดังนั้น 4x2 + 5x – 9 = (4x + 9)(x – 1) ตรวจสอบพจน์กลาง (ขั้นที่ 4) (–36x) + x = –35x 4x + (–9x) = –5x 36x + (–x) = 35x (–4x) + 9x = 5x (–12x) + 3x = –9x 12x + (–3x) = 9x (–18x) + 2x = –16x 18x + (–x) = 17x (–6x) + 6x = 0 (ขั้นที่ 5) 8. 8x2 – 2x – 3 ทางเลือกพจน์แรก (ขั้นที่ 1) (8x)(x) (4x)(2x) ทางเลือกพจน์หลัง (ขั้นที่ 2) (1) (–3) (–3)(1) (–1)(3) (3) (–1) ทางเลือกการแยกตัว ประกอบ(ขั้นที่ 3) (8x + 1) (x – 3) (8x – 3)(x + 1) (8x – 1)(x + 3) (8x + 3) (x – 1) (4x + 1) (2x – 3) (4x – 3)(2x + 1) (4x – 1)(2x + 3) (4x + 3) (2x – 1) ดังนั้น 8x2 – 2x – 3 = (4x – 3) (2x + 1) (ขั้นที่ 5) ตรวจสอบพจน์กลาง ของพหุนาม(ขั้นที่ 4) (–24x) + x = –23x 8x + (–3x) = 5x (24x) + (–x) = 23x (–8x) + 3x = –5x (–12x) + 2x = –10x 4x + (–6x) = –2x 12x + (–2x) = 10x (–4x) + 6x = 2x .47 7.

48 9. 10x2 – 3x – 1 ทางเลือกพจน์แรก (ขั้นที่ 1) (10x)(x) (5x)(2x) ทางเลือกพจน์หลัง (ขั้นที่ 2) (1) (–1) (–1)(1) ทางเลือกการแยกตัว ประกอบ(ขั้นที่ 3) (10x + 1) (x – 1) (10x – 1)(x + 1) (5x + 1) (2x – 1) (5x – 1)(2x + 1) ดังนั้น 10x2 – 3x – 1 = (2x + 1) (x – 3) ตรวจสอบพจน์กลาง ของพหุนาม(ขั้นที่ 4) (–10x) + x = –9x 10x + (–x) = 9x (–5x) + (2x) = –3x 5x + (–2x) = 3x (ขั้นที่ 5) 10. 4x2 – 3x – 10 ทางเลือกพจน์แรก (ขั้นที่ 1) (4x)(x) (2x)(2x) ทางเลือกพจน์หลัง (ขั้นที่ 2) (1) (–10) (–10)(1) (–1)(10) (10)(–1) (2) (–5) (–5)(2) (–2)(5) (5)(–2) ทางเลือกการแยกตัว ประกอบ(ขั้นที่ 3) (4x + 1) (x – 10) (4x – 10)(x + 1) (4x – 1)(x + 10) (4x + 10) (x – 1) (4x + 2) (x – 5) (4x – 5)(x + 2) (4x – 2)(x + 5) (4x + 5) (x – 2) (2x + 1) (2x – 10) (2x – 1)(2x + 10) (2x + 2) (2x – 5) (2x – 2)(2x + 5) ดังนั้น 10x2 – 3x – 10 = (4x + 5) (x – 2) (ขั้นที่ 5) ตรวจสอบพจน์กลาง ของพหุนาม(ขั้นที่ 4) (–40x) + x = –39x 4x + (–10x) = –6x (40x) + (–x) = 39x (–4x) + 10x = 6x (–20x) + 2x = –18x (8x) + (–5x) = 3x (20x) + (–2x) = 18x (–8x) + 5x = –3x (–20x) + 2x = –18x (20x) + (–2x) = 18x (–10x) + 4x = –6x (10x) + (–4x) = 6x .

4 – x2 22 – x2 (2 + x)(2 – x) 8.4 กำรแยกตัวประกอบของพหุนำม โดยกำรทำให้ เป็ นผลต่ ำงกำลังสอง จงแยกตัวประกอบของพหุ นามต่อไปนี้ ข้อที่ พหุนาม เขียนในรู ปผลต่างกาลังสอง แยกตัวประกอบได้ 1. 3x2 – 5 (3x)2 – (5) 2 (3x + 5)(3x – 5) 10. x2 – 64 x2 – 72 (x + 7)(x – 7) 5. x2 – 49 x2 – 72 (x + 7)(x – 7) 2. x2 – 1 x2 – 12 (x + 1)(x – 1) 3. 25 – 4x2 52 – (2x)2 (5 + 2x)(5 – 2x) 9. x2 – 36 x2 – 62 (x + 6)(x – 6) 6.49 เฉลยแบบฝึ กทักษะที่ 3. x2 – 18 x2 – (18)2 (x + 18)(x – 18) 7. x2 – 169 x2 – 132 (x + 13)(x – 13) 4. (x + 1)2 – 49 (x + 1)2 – 72 (x + 1 + 7)(x + 1 – 7) = (x + 8)(x – 6) .

x  8x  12 2 วิธีทำ x  8x  12 = = = = x 2  2(4 )x  4 2  4 2  12 ( x  4 ) 2  16  12 (x  4 )2  4 (x  4)2  2 2 ( x  4  2)(x  4  2) = ( x  2)(x  6) 2 2. x  3x  18  2  3   3 2   3 2 x  2 x         18 2 2 2  2 วิธีทำ x  3x  18 =  2  x  3   9  18   =  2 4 2  x  3   9  72     2 4 = 2  x  3   81     4 2 = 2 2 x  3   9        2 2 = 3 9 3 9 x  x  2 2 2 2 == ( x  3)(x  6)    .50 เฉลยแบบฝึ กทักษะที่ 3.5 กำรแยกตัวประกอบของพหุนำม โดยกำรทำให้ เป็ นกำลังสองสมบูรณ์ จงแยกตัวประกอบของพหุ นามต่อไปนี้ โดยการทาให้เป็ นกาลังสองสมบูรณ์ 2 1.

x 2  5x  24  2  5   5 2   5 2 2 วิธีทำ x  5x  24 = x  2 x         24 2 2  2  5  2 25  =  x     24  2 4 5  2 25  96  = x     2 4 2 5 121 =  x     2 4 5  2 11 2  = x     2 2 5 11 5 11 =  x    x     2 2  2 2   = ( x  3)(x  8) 2 4. x  2 x  3 2 วิธีทำ x  2 x  3 = = = = = = x 2  2(1)x  (1)2  (1)2  3 ( x  1) 2  1  3 ( x  1) 2  4 ( x  1) 2  2 2 ( x  1  2)(x  1  2) ( x  1)(x  3) .51 3.

x  9x  14  2  9   9 2   9 2 2 วิธีทำ x  9x  14 = x  2 x         14 2 2  2  9  2 81  =  x     14  2 4 9  2 81  56  = x     2 4 2 9 25 =  x     2 4 9 2  5 2  = x      2 2 9 5 9 5 =  x    x     2 2  2 2  = ( x  7)(x  2) .52 5. x 2  7x  10  2  7   7 2   7 2 2 วิธีทำ x  7x  10 = x  2 x         10 2 2  2  7  2 49  =  x     10  2 4 7  2 49  40  = x     2 4 2 7 9 =  x     2 4 7 2  3 2  = x      2 2 7 3 7 3 =  x    x     2 2  2 2  = ( x  5)(x  2) 2 6.

x 2  10 x  75 วิธีทำ x 2  10 x  75 = = = = = = x 2  2(5)x  52  52  75 ( x  5) 2  25  75 ( x  5) 2  100 ( x  5) 2  10 2 ( x  5  10 )(x  5  10 ) ( x  15)(x  5) .53 7. x 2  15x  5  2  15   15  2   15  2 2 วิธีทำ x  15x  5 = x  2 x         5 2 2  2  15  2 225  = x    5  2 4 2 15 225  20 =  x     2 4 2 15 245 =  x     2 4 2 15  2  245   = x      2  2  2 15  2  7 5   = x      2  2   15 7 5  15 7 5  = x    x    2  2 2   2  15  7 5  15  7 5  = x  x  2  2    8.

3x 2  19 x  14 19 14 วิธีทำ 3x 2  19 x  14 = 3 x 2  x    3 3  2  19   19  2  19  2 14  = 3  x  2  x         6 6 6 3   19  2 361 14  = 3 x      6  36 3    19  2 361 168  = 3 x      6  36 36    19  2 529  = 3 x     6  36    2 19  2  23  2  = 3 x       6 6   19 23 19 23 = 3 x    x     6 6  6 6  2 = 3 x  7  x    3 2 = 3 x   (x  7)  3 = (3x  2)(x  7) .54 9.

55 10. 4 x 2  11x  3  2  11   11  2  11  2 3  2 วิธีทำ 4 x  11x  3 = 4 x  2 x          8   8   8  4   11  2 121 3  = 4  x      8  64 4    11  2 121 48  = 4  x      8  64 64    11 2 169  = 4  x      8  64   11  2  13  2  = 4  x       8 8   11 13 11 13   = 4  x    x      8 8  8 8   1 = 4 x  (x  3) 4 = ( 4 x  1)(x  3)   .

ง 10. ข 7. ข 9.56 เฉลยแบบทดสอบหลังเรียน ชุดที่ 3 1. ค 4. ก 6. ง 8. ก 3. ค 5. ก d 2. ง .

. เอกสารประกอบการบรรยาย วิชา 211730 ภาควิชาพื้นฐานการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. กรุ งเทพฯ : สุ วรี ิ ยาสาส์น.57 บรรณำนุกรม กมล เอกไทยเจริ ญ. ถนอมวรรณ ประเสริ ฐเจริ ญสุ ข. จันทรา ตันติพงศานุรักษ์. 2544. 2545. 2541. กรุ งเทพฯ : สุ วรี ิ ยาสาส์น. 2553. แนวทำงกำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ เพือ่ พัฒนำทักษะ กำรคิด ตำมหลักสู ตรแกนกลำงกำรศึกษำขั้นพืน้ ฐำน พุทศักรำช 2551 กลุ่มสำระกำรเรี ยนรู้ คณิตศำสตร์ ระดับมัธยมศึกษำ. คณิตศำสตร์ พนื้ ฐำน + เพิม่ เติมชั้นมัธยมศึกษำ ปี ที่ 4-6. นนทบุรี : พิมพ์ที่ เทพเนรมิตการพิมพ์. กรุ งเทพฯ : สานักพิมพ์แม็ค จากัด. สมัย เหล่าวานิชย์ และพัวพรรณ เหล่าวานิชย์. หนังสื อเรียนรำยวิชำพืน้ ฐำนคณิตศำสตร์ เล่ม 1 ชั้นมัธยมศึกษำปี ที่ 4-6. นพพร แหยมแสง. วัลลภา บุญวิเศษ และสงบ ศิริบูรณ์. กรุ งเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตร แห่งประเทศไทย จากัด. 2543. กรุ งเทพฯ : พัฒนาคุณภาพวิชาการ จากัด. หนังสื อสำระกำรเรี ยนรู้ พนื้ ฐำน คณิตศำสตร์ ม. พิมพ์ครั้งที่ 2. ณรงค์ ปั้ นนิ่ม และคณะ. หนังสื อเรียนเสริมมำตรฐำนแม็คคณิตศำสตร์ เพิม่ เติม ชั้ นมัธยมศึกษำปี ที่ 4. ลาดพร้าว. 2544. กรุ งเทพฯ : บริ ษทั ไฮเอ็ดพับลิชชิ่ง จากัด. คณิตศำสตร์ พนื้ ฐำน ชั้นมัธยมศึกษำปี ที่ 4 เล่มที่ 1. 2547. ทรงวิทย์ สุ วรรณธาดา. สถาบัน.4 เล่ม1. คณิตศำสตร์ ช้ ันมัธยมศึกษำปี ที่ 4. กรุ งเทพฯ : พัฒนาคุณภาพวิชาการ จากัด. สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. รู ปแบบกำรสอนแบบร่ วมมือกันเรี ยนรู้ (Cooperative Leaning Model). วิธีกำรทำงสถิติสำหรับกำรวิจัย เล่ม 1. แบบฝึ กกำรเรียนและเสริมประสบกำรณ์คณิตศำสตร์ (ค011) ชั้นมัธยมศึกษำปี ที่ 4. ส่ งเสริ มการสอนวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี. การวิจยั เบื้องต้น. กรุ งเทพฯ : สานักพิมพ์มลั ติมีเดียพับลิเชอร์ส. บุญชม ศรี สะอาด. 2552. 3(12) : 37. 2537. 2543. . ธันวาคม. พิมพ์ครั้งที่ 1 : พิมพ์ที่โรงพิมพ์ สกสค. 2533. 2547. วำรสำรวิชำกำรเรื่องกำรจัดกำรเรี ยนรู้ แบบร่ วมมือ (Cooperative Leaning).