เอกสารเผยแพร

โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงาน
ในอุตสาหกรรมปโตรเคมี

LOGO

เอกสารเผยแพร
โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงาน
ในอุุตสาหกรรมปโตรเคมี

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ.)

บทนํา
อุตสาหกรรมปโตรเคมี (Petrochemical Industry) เปนอุตสาหกรรมพื้นฐานที่มีความสําคัญ
อยางยิ่งตอระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย เนื่องจากเปนรากฐานของอุตสาหกรรมการผลิตอื่นๆ อยางกวางขวาง
เชน อุตสาหกรรมพลาสติกและบรรจุภัณฑ อุตสาหกรรมเสนใยและสิ่งทอ อุตสาหกรรมยางหรือวัสดุยืดหยุน และ
อุตสาหกรรมปุยเพื่อการเกษตร เปนตน ซึ่งสรางมูลคาการสงออกใหกับประเทศไทยเปนจํานวนมาก โดยมูลคาการ
สงออกผลิตภัณฑปโตรเคมี ขั้นตน ขั้นกลาง และขั้นปลายในป พ.ศ. 2549 มีมูลคา 27,694 41,729 และ 151,468
ลานบาท ตามลําดับ (สํานักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม. 2550) และยังลดหรือทดแทนการนําเขาจากตางประเทศป
ละหลายลา นบาท นอกจากนี้ ยังเปน การตอยอดเพิ่ม คุณค า ใหกั บกา ชธรรมชาติ ที่ ใ ชเปน วัตถุดิบตนทางใน
อุตสาหกรรมปโตรเคมี ซึ่งเปนผลิตภัณฑที่มีประโยชนตอเศรษฐกิจและสังคมไทยเปนอยางมาก โดยอุตสาหกรรม
ประเภทนี้มีแนวโนมที่จะขยายตัวอยางตอเนื่องตอไปในอนาคต
กระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมปโตรเคมี ถือไดวาเปนอุตสาหกรรมประเภทหนึ่งที่มีความตองการใช
พลังงานสูง และยังมีแนวโนมที่จะใชพลังงานเพิ่มสูงมากขึ้น เพื่อสอดรับกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอนาคต จึง
จําเปนที่จะตองจัดหาแนวทางที่จะสงเสริมอุตสาหกรรมดังกลาว ใหมีการจัดการพลังงานอยางมีประสิทธิภาพและ
ก อ ให เ กิ ด ประโยชน สู ง สุ ด นอกจากจะส ง ผลดี ใ นเรื่ อ งการช ว ยอนุ รั ก ษ แ ละส ง เสริ ม การใช พ ลั ง งานอย า งมี
ประสิทธิภาพแลว ยังเปนการชวยเพิ่มศักยภาพในการแขงขันทางการคากับตางประเทศไดอีกทางหนึ่งดวย ดังนั้น
กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ.) ในฐานะผูรับผิดชอบในการจัดการการใชพลังงานใน
ภาคอุ ต สาหกรรม จึ ง ถื อ เป น ยุ ท ธศาสตร แ ละภารกิ จ ที่ สํ า คั ญ ยิ่ ง ที่ จ ะส ง เสริ ม ให อุ ต สาหกรรมป โ ตรเคมี เ พิ่ ม
ประสิทธิภาพในการใชพลังงาน โดยมี พระราชบัญญัติสงเสริมการอนุรักษพลังงาน พ.ศ. 2535 เปนกรอบและ
แนวทางในการดําเนินงาน
กลยุ ท ธ อ ย า งหนึ่ ง ที่ ก รมพั ฒ นาพลั ง งานทดแทนและอนุ รั ก ษ พ ลั ง งานได นํ า มาใช เ พื่ อ กระตุ น ให
อุตสาหกรรมทราบถึงประสิทธิภาพในการใชพลังงาน คือ การวิเคราะหการใชพลังงานตอหนวยผลผลิต ดังนั้น พพ.
จึงเห็นควรใหมีโครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมีขึ้น เพื่อใหสามารถนําคาการใช
พลังงานของอุตสาหกรรมประเภทนี้มากําหนดเปนมาตรฐานการใชพลังงาน (Energy Benchmarking) นอกจากนี้
แลวยังสามารถนํามาใชเปนสวนหนึ่งของการจัดทําดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพการใชพลังงานและการอนุรักษพลังงาน
ในแตละสถานประกอบการได อีกทั้งผลการศึกษาของโครงการนี้จะนําไปสูการกําหนดแนวทางการสงเสริมการ
อนุรักษพลังงานที่มีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับอุตสาหกรรมปโตรเคมีตอไปในอนาคต
เอกสารฉบับนี้จัดทําขึ้น เพื่อการเผยแพรผลการศึกษาของโครงการ ซึ่งประกอบไปดวย ผลการวิเคราะห
ดัชนีชี้วัดการใชพลังงานของอุตสาหกรรมปโตรเคมี แนวทางการสงเสริมและอนุรักษพลังงานรวมถึงมาตรการใน
การใชพลังงานอยางมีประสิทธิภาพ ซึ่งทางคณะผูจัดทําหวังวาจะเปนประโยชนแกผูที่เกี่ยวของและผูที่สนใจในการ
นําไปใชประโยชนตอไป

โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ.)
 

สารบัญ
หนา

 
บทนํา
บทที่ 1 : ภาพรวมอุตสาหกรรมปโตรเคมี
1.1
1.2
1.3
1.4
1.5

1

โครงสรางอุตสาหกรรมปโตรเคมี
ประเภทของอุตสาหกรรมปโตรเคมี
วัตถุดิบสําหรับอุตสาหกรรมปโตรเคมี
ความสําคัญของอุตสาหกรรมปโตรเคมีตอระบบเศรษฐกิจ
ภาพรวมการใชพลังงานของอุตสาหกรรมปโตรเคมีในประเทศไทย

1
4
6
7
12

บทที่ 2 : การจัดกลุมอุตสาหกรรมปโตรเคมี

14

2.1 แนวคิดการจัดกลุมอุตสาหกรรมปโตรเคมี
2.2 กระบวนการผลิตผลิตภัณฑปโตรเคมี

14
15

บทที่ 3 : การวิเคราะหดัชนีชี้วัดการใชพลังงานของอุตสาหกรรมปโตรเคมี

22

3.1 การประเมินคาดัชนีชี้วัดการใชพลังงาน
3.2 ผลการวิเคราะหคาดัชนีชี้วัดการใชพลังงานของโรงงานปโตรเคมี (SEC)
3.3 ผลการประเมินการใชพลังงานของโรงงานปโตรเคมี (EI)

22
23
29

บทที่ 4 : แนวทางการสงเสริมการอนุรักษพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี

31

4.1 ปญหาที่พบในอุตสาหกรรมปโตรเคมี
4.2 การวิเคราะห SWOT ของอุตสาหกรรมปโตรเคมี
4.3 แผนการสงเสริมการอนุรักษพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี

31
32
33

บทที่ 5 : เทคโนโลยีและมาตรการอนุรักษพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี

36

5.1 การพัฒนาและปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต
5.2 การจัดการและปรับปรุงประสิทธิภาพการใชพลังงาน
ของอุปกรณที่ใชในกระบวนการผลิต

36

บทสรุปโครงการ

48

เอกสารอางอิง

50

ทําเนียบอักษรยอ

52

40

โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี 

กรมพัฒนาพลัังงานทดแทนและะอนุรักษพลังงาน (พพ.)

1. ภาพรววมอุตสาหกรรมปโตรเคมี

สารปโตรเคมี

(Petrrochemical) หมายถึง สารอินทรียเคมี
เ (Organic Chemical) ประเภท
ไฮโดดรคารบอน (HHydrocarbon) ที่ผลิตขึ้นโดยใช

ผลิตภัณฑ
ณ จากสารปโตรเลียมเปนวัตถุดิบ สารปปโตรเลียม
(Petrroleum) คือ สารประกอบระ

หวางไฮโดรเจจน (Hydrogenn) กับคารบอนน (Carbon) ที่เกิดขึ้นเองตามมธรรมชาติ
ซึ่งแบบงออกไดเปนหลายประเภท

ท เชน ประเภททที่อยูในสภาพพ ของเหลว ขอองหนืด และขของแข็งนั้น รววมเรียกวา
น้ํามัันดิบ (Crude Oil) ประเภททที่อยูในสภาพกกาซ เรียกวา กาซธรรมชาติติ (Natural Gaas) สวนประเภภทที่อยูใน
สภาพพใตผิวโลกซึ่งเมื
เ ่อขึ้นสูผิวโลกกแลวกลายเปน ของเหลว เรียกวา กาซธรรรมชาติเหลว (CCondensate)

1.11 โครงสรางอุ
ง ตสาหกรรรมปโตรเคคมี 
อุตสาหกรรมปโตรเคมีมี(Petrchemicaal
Industryy)จัดเปนสวนหหนึ่งของอุตสาาหกรรมเคมี (Chemical
(
Industry) และแตตกตางจากอุตสาหกรรมการก

กลั่นน้ํามัน คืออุตสาหกรรมปปโตรเคมีใชผลิตภัณฑที่ไดจากโรงกลั

่น
ด างๆ โดยทั่วไปแล

วบริษัทที่ผลิตผลิตภัณ
ณฑปโตรเคมีมักไมไดทํา
น้ํามัันเปนสารตั้งตนสําหรับผลิตเคมีภัณฑชนิดต
การกกลั่นน้ํามันเอง แมจะมีบริษัทน้นํามันบางบริษัษทั ที่ทําทั้งการกกลั่นน้ํามันและผลิตผลิตภัณฑปโตรเคมีดวย ก็มักจะมี
องคกรบริ
ก หารโรงกกลั่นแยกตางหหากจากองคกรบริ
ร หารของอุตสาหกรรมป


โตรเคมี
หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเป
อ าหมาย
หลักของธุรกิจอุตสาหกรรมน้

ํามัน คือการผลิตเชื
ต ้อเพลิงกับการมีวัตถุดิบสําหรับผลิตภััณฑปโตรเคมีเปนธุรกิจ

ปโตรเคมี
ต จึงมีเปาหมายหลั

กเปนการผลิ

ตเคมีภัภณฑประเภทตางๆ ดังแสดงงในรูปที่ 1
ขางเเคียง ดังนั้นอุตสาหกรรม
ปริมาณผลผลิ

ตของงอุตสาหกรรมปปโตรเคมีของไไทยตั้งแตป ค.ศศ. 2003 ถึงป ค.ศ. 2006
18,000
16,000

Production (KTA)

14,000
12,000
10,000
8,000
6,000
4,000
2,000
20033

2004

Total Production

Yeaar

20055

2006

Upstream Petrochemicals
P

ที่มา: สถาบบันปโตรเลียมแหหงประเทศไทย (PPTIT), 2550

รูปที่ 1 ปริมาณผลผลิตของอุตสาหกรรมปโตรเคคมีของไทย
โครงการศึกษาาเกณฑการใชพลังั งานในอุตสาหกรรรมปโตรเคมี 

) 2  โดยทั่ ว ไป อุต สาหกรรมปโ ตรเคมีจ ะนํา วัต ถุดิบ จากอุต สาหกรรมป โ ตรเลีย มไปผลิตต อเนื่ องจนเป น เม็ดพลาสติก เสนใยสังเคราะห ยางสังเคราะห สารเคลือบผิว และกาวตางๆ ผลิตภัณฑเหลานี้ถือเปนวัตถุดิบ พื้นฐานที่สําคัญในการผลิตเครื่องอุปโภคบริโภคพื้นฐานของมนุษย ตลอดจนอุปกรณเครื่องมือเครื่องใชในการ ประกอบอาชีพ รวมไปจนถึงสิ่งอํานวยความสะดวกตางๆ ที่ทําใหมนุษยมีความเปนอยูที่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยรูปที่ 2 แสดงการเชื่อมโยงของอุตสาหกรรมปโตรเลียมและปโตร โครงสรางของอุตสาหกรรมปโตรเคมีเปน อุตสาหกรรมที่มีความซับซอน เนื่องมาจากกระบวนผลิตหลายขั้นตอนเพื่อใหไดผลิตภัณฑและผลพลอยไดหลาย ชนิด ที่สามารถนําไปใชวัตถุดิบในอุตสาหกรรมตอเนื่องไดอยางหลากหลาย แสดงในรูปที่   ที่มา : สถาบันปโตรเลียมแหงประเทศไทย (PTIT). 2549  รูปที่ 2 การเชื่อมโยงของอุตสาหกรรมปโตรเลียมและปโตรเคมีของไทย โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  .กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ.

กรมพัฒนาพลัังงานทดแทนและะอนุรักษพลังงาน (พพ. 2549 รูปที่ 3 โครงสรางกลุมของอุตสาหหกรรมปโตรเคมีมีในประเทศไททย โครงการศึกษาาเกณฑการใชพลังั งานในอุตสาหกรรรมปโตรเคมี  .) 3  ทีมมา: ่ สถาบันปโตรรเลียมแหงประเทศไทย (PTIT).

PMMA) Synthetic Fibre . Nylon 6. Logistic.ParaXylene Note: * No local production. PET) Engineering (PC. PVC.Propylene • Aromatics .Acrylic Syn. ** Investment in progress • Olefins .EO**/EG** . PS.Ethylbenzene** . Coating/ Adhesives .PVA*. Rubber/ Elastomers . Rules& Regulations Key activities • E&P • Oil Refinery • Gas separation • Olefins .2 ประเภทของอุตสาหกรรมปโตรเคมี  อุตสาหกรรมปโตรเคมี จําแนกออกไดเปน 3 ประเภทใหญๆ ตามประเภทของผลิตภัณฑที่ไดดังนี้ (แสดงในรูปที่ 4) ˜ อุตสาหกรรมปโตรเคมีขั้นตน (Upstream Petrochemical Industry) 4  ˜ อุตสาหกรรมปโตรเคมีขั้นกลาง (Intermediate Petrochemical Industry) ˜ อุตสาหกรรมปโตรเคมีขั้นปลาย (Downstream Petrochemical Industry) Value chain component Oil & Gas Upstream Intermediate Conversion Industries Downstream Supporting: Infrastructure.Polypropylene .Polyester .Cumene/Phenol** . Silicone รูปที่ 4 ภาพรวมของอุตสาหกรรมปโตรเคมีในประเทศไทย 1.BR.EDC/VCM .Acrylonitrile* • Aromatics . PBT*.Benzene .Caprolactam . EPDM* Syn.Cyclohexane** .Oxo Alcohol* .PTA . PP.PA • Plastic Resins • Compounding Commodity (PE. SBR. HR.Ethylene .Styrene . POM. Finance.) 1.กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ.2.1 อุตสาหกรรมปโตรเคมีขั้นตน (Upstream Petrochemical Industry) อุตสาหกรรมปโตรเคมีขั้นตน เปนการผลิตผลิตภัณฑปโตรเคมีลําดับแรกที่ใชเปนวัตถุดิบสําหรับการ ผลิตผลิตภัณฑปโตรเคมีขั้นตอเนื่องตอไป อุตสาหกรรมกลุมนี้มีผลิตภัณฑหลักอยู 7 ชนิด (The Seven Sisters) โดยสารประกอบหลักทั้ง 7 ตัวนี้ สามารถแบงไดเปน 3 กลุมตามโครงสรางพื้นฐานของโมเลกุลที่ตางกันดังนี้ ˜ กลุมอัลเคน (Alkane) ประกอบดวย มีเทน (Methane) ˜ กลุมโอเลฟนส (Olefins) ประกอบดวย เอทิลีน (Ethylene) โพรพิลีน (Propylene) และมิกซซีโฟร (Mixed C4) ˜ กลุมอะโรเมติกส (Aromatics) ประกอบดวย เบนซีน (Benzene) โทลูอีน (Toluene) และไซลีน (Xylene) โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  . EPS.Nylon 6 .6*.

EG) ผลิตภัณฑจากโพรพิลีน (เชน ออกโซแอลกอฮอล (Oxo Alcohol) และอะคริโลไนทริล (Acrylonitrile) ˜ ผลิตภัณฑปโตรเคมีขั้นกลางสายอะโรเมติกส (Aromatic Intermediates) ผลิตภัณฑปโตรเคมีที่ ใชวัตถุดิบจากผลิตภัณฑอะโรเมติกสขั้นตน ไดแก ผลิตภัณฑจากเบนซีน เชน เอทิลเบนซีน (Ethyl Benzene. EO) และเอทิลีนไกลคอล (Ethylene Glycol. SM) ไซโคลเฮกเซน (Cyclohexane) คาโปร แลกแทม (Carprolactam) และผลิตภัณฑจากพาราไซลีน เปนตน 1.กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ.2. VCM) เอทิลีนออกไซด (Ethylene Oxide.2.3 อุตสาหกรรมปโตรเคมีขั้นปลาย (Downstream Petrochemical Industry) อุตสาหกรรมปโตรเคมีขั้นปลาย เปนอุตสาหกรรมที่ใชผลิตภัณฑจากอุตสาหกรรมปโตรเคมีขั้นตน หรือ ขั้นกลางมาเปนวัตถุดิบ เพื่อผลิตผลิตภัณฑขั้นปลายหรือขั้นสุดทายกอนที่จะนําไปแปรรูปในอุตสาหกรรมตอเนื่อง จากอุตสาหกรรมปโตรเคมีตอไป โดยอุตสาหกรรมปโตรเคมีขั้นปลายสามารถแบงเปนกลุมหลักๆ ตามลักษณะ ผลิตภัณฑที่ไดดังนี้ ˜ กลุมพลาสติก (Plastic Resins) ˜ กลุมเสนใยสังเคราะห (Synthetic Fibres) ˜ กลุมยางสังเคราะห (Synthetic Rubbers and Elastomers) ˜ กลุมสารเคลือบผิวและผลิตภัณฑกาว (Synthetic Coating and Adhesive Materials) วัตถุดิบสําหรับการผลิตอุตสาหกรรมปโตรเคมี โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  5  .2 อุตสาหกรรมปโตรเคมีขั้นกลาง (Intermediate Petrochemical Industry) อุตสาหกรรมปโตรเคมีขั้นกลาง เปนอุตสาหกรรมที่ใชผลิตภัณฑปโตรเคมีขั้นตนเปนวัตถุดิบในการผลิต เพื่อปอนใหกับอุตสาหกรรมขั้นปลาย แบงผลิตภัณฑไดตามสายของปโตรเคมีขั้นตนดังนี้ ˜ ผลิตภัณฑปโตรเคมีขั้นกลางสายอัลเคน (Alkane Intermediates) ผลิตภัณฑปโตรเคมีขั้นกลาง สายอัลเคน ไดแก ผลิตภัณฑจากมีเทนขั้นตน เชน เมทานอล (Methanol) หรือเมทิลแอลกอฮอล (Methyl Alcohol) ฟอรมัลดีไฮด (Formaldehyde) แอมโมเนีย (Ammonia) ฟอสจีน (Phosgene) เปนตน ˜ ผลิตภัณฑปโตรเคมีขั้นกลางสายโอเลฟนส (Olefin Intermediates) ผลิตภัณฑปโตรเคมีที่ใช วัตถุดิบจากผลิตภัณฑโอเลฟนสขั้นตน ไดแก ผลิตภัณฑจากเอทิลีน (เชน เอทิลีนไดคลอไรด (Ethylene Dichloride. EB) สไตรีนมอนอเมอร (Styrene Monomer.) 1. EDC) ไวนิลคลอไรดมอนอเมอร (Vinyl Chloride Monomer.

Diesel Fuel Oil Bitumen Etc.กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ. Jet.3 วัตถุดิบสําหรับอุตสาหกรรมปโตรเคมี 6  วัตถุดิบ (Feedstock) สําหรับการผลิตของอุตสาหกรรมปโตรเคมีมีดวยกัน 2 ประเภท คือ กาซ ธรรมชาติ (Natural Gas) และแนฟทา (Naphtha) ที่ไดจากน้ํามันดิบและคอนเดนเสท ทั้งนี้การเลือกใชวัตถุดิบ ประเภทใดในการผลิตจะขึ้นอยูกับขอไดเปรียบเสียเปรียบของการจัดหาวัตถุดิบ ซึ่งแตกตางกันไปในแตละประเทศ กล า วคื อ การผลิ ต ป โ ตรเคมี จ ากก า ซธรรมชาติ จ ะทํ า ในประเทศที่ มี ก า ซธรรมชาติ เ ป น จํ า นวนมาก อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และประเทศในตะวันออกกลาง สวนประเทศที่ขาดแคลนกาซธรรมชาติ อาทิ ญี่ปุน เกาหลี สิงคโปร และประเทศในยุโรป จะใชแนฟทาแทนเนื่องจากขนสงไดงายและมีขายทั่วไปในตลาดโลก สําหรับประเทศ ไทยนั้นมีการใชทั้งกาซธรรมชาติและแนฟทาทั้ง 2 ประเภท นอกจากนี้ รูปแบบของกระบวนการที่จะใชในโรงงาน อุตสาหกรรมปโตรเคมีก็จะแตกตางกันไปตามประเภทของวัตถุดิบที่ใชดวย โดยรูปที่ 5 แสดงแหลงของวัตถุดิบที่ใช ในอุตสาหกรรมปโตรเคมี กาซธรรมชาติ (Wet gas) โรงแยกกาซ Petrochemical Feedstocks Dry gas น้ํามันดิบ (Crude oil) คอนเดนเสท (Condensate) โรงกลั่นฯ • • • • Methane Ethane Propane-Butane (LPG) NGL • • • Petrochemical Feedstocks • • • LPG Naphtha-Gasoline Gas Oil – Kerosene.) 1. LPG Naphtha Gas Oil Petrochemical Feedstocks • • LPG Naphtha Refined products • • • Condensate Splitter Residue รูปที่ 5 วัตถุดิบสําหรับอุตสาหกรรมปโตรเคมี โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  .

104.) 1.0% 153.812 182. Ind.760 ลานบาท หรือคิดเปนรอยละ 6 ของรายไดผลิตภัณฑมวลรวมประชาชาติภายในประเทศ (GDP) โดยมีรายไดสุทธิประมาณ 260.578 244.4% 4.257 2.975 6.7% 3.150 382.202 188.กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ.427 160.500 432.4% 2.2% 3.918 239.060 290.423.8% 3. 2548 โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  7  .4.643 5.829 181. 2549 (ค.714 ลานบาทหรือคิดเปนรอยละ 3. 2549 estimate GDP growth 4.5%.5 ของผลิตภัณฑมวลรวมประชาชาติภายในประเทศ นอกจากนี้ อุตสาหกรรมปโตรเคมีเปนอุตสาหกรรมสําคัญที่มีบทบาทตอการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งทางตรงและทางออม อุตสาหกรรมประเภทนี้นอกจากจะเปนอุตสาหกรรมที่เพิ่มมูลคาใหกับน้ํามันและกาซ ธรรมชาติของไทยแลว ยังมีความสําคัญในฐานะที่เปนอุตสาหกรรมพื้นฐาน และตอเนื่องกับอุตสาหกรรมอื่นๆ อีก หลายสาขา เชน อุตสาหกรรมการบรรจุหีบหอ อะไหลรถยนต ชิ้นสวนอิเล็กทรอนิกส สิ่งทอและกอสราง เปนตน ตารางที่ 1 มูลคาของอุตสาหกรรมปโตรเคมีในประเทศไทย (Economic Contribution) GDP: Current Price (MM Baht) 2545 2546 2547 2548 2549 5.8% 2.228 7. FX = 38 Bath/$ ที่มา : PTIT Focus.458 143.488 7.: Exclude Import and Feedstocks (MM Baht) Compare to GDP Note: B.231 260.9% 6.450.486 264.4 ความสําคัญของอุตสาหกรรมปโตรเคมีตอระบบเศรษฐกิจ  1.2% Petrochemical Status • Total Revenue (MM Baht) Compare to GDP •Net Revenue: Exclude Import Portion (MM Baht) Compare to GDP •Value Added of Petrochem.714 2.ศ.3% 2.645 447.5% 128.760 4.503.928.9% 5.1 มูลคาและบทบาทของอุตสาหกรรมปโตรเคมีในประเทศ อุตสาหกรรมปโตรเคมีชวยสรางรายไดใหกับประเทศจํานวนมหาศาลอยางตอเนื่อง ตารางที่ 1 แสดงให เห็นวาประเทศไทยมีรายไดจากอุตสาหกรรมปโตรเคมีในป พ.6% 2.E.ศ.8% 3. 2006) ประมาณ 447.1% 6.

ศ. 2548 คิดเปนรอยละ 4.กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ. 2547 รูปที่ 6 มูลคาของอุตสาหกรรมปโตรเคมีขั้นปลายที่สงตอไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ อุตสาหกรรมปโตรเคมีในปจจุบันนอกจากจะดําเนินการผลิตเพื่อตอบสนองความตองการภายในประเทศ อยางเพียงพอแลว ยังมีผลผลิตสวนเกินที่สงออกไดมากกวาปละ 2 แสนลานบาท ในป พ.85 ของมูลคาการสงออกของประเทศ อยางไรก็ตาม การพัฒนาอุตสาหกรรมปโตรเคมีระยะตอไปจําเปนตองพิจารณาความสามารถทางการ แขงขันเปนสําคัญ การนํากาซธรรมชาติในอาวไทยมาใชเปนวัตถุดิบตั้งตนสําหรับผลิตภัณฑปโตรเคมีจะตองมี ความสอดคลองกับนโยบายการใชกาซธรรมชาติของประเทศเพื่อใหเกิดประโยชนสูงสุด ซึ่งสงผลโดยตรงถึง นโยบายไฟฟ า และนโยบายอุต สาหกรรมปโ ตรเลียม ทั้ งนี้เนื่องจากอุต สาหกรรมปโ ตรเคมีจ ะสามารถใชกา ซ ธรรมชาติเปนวัตถุดิบได ก็ตอเมื่อมีนโยบายการพัฒนากาซธรรมชาติขึ้นมาใชผลิตไฟฟาเสียกอน เนื่องจากการจะ พัฒนาแหลงกาซใหคุมคาตองมีอุตสาหกรรมรองรับกาซปริมาณหลักกอน (รอยละ 70-80) อุตสาหกรรมไฟฟาจึง เหมาะสมที่สุดสําหรับรองรับการพัฒนากาซธรรมชาติ เพราะสามารถนํากาซธรรมชาติไปใชไดทั้งหมด ในขณะที่ อุตสาหกรรมปโตรเคมีสามารถนํากาซธรรมชาติเพียงบางสวน นั่นคือ อีเทน (Ethane) และสวนที่หนักกวาอีเทนไป ใชประโยชนเทานั้น ซึ่งโดยปกติมีปริมาณประมาณรอยละ 10 ถึง 20 ของกาซธรรมชาติทั่วไป โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  .) Total sale 214.097 million Baht 8  Unit : Million Baht ที่มา : PTIT Focus.

E&P 29.802 9.57.899 .749 9 .-imported 183.E.828 Gas Prod.ศ.676 = 11.223 electricity added) electricity .080 Financial MMSCF MMSCF Benefit • Industry Value 79.957 – Royalty .443 9  Value Valuelost lost ifif import import fuels fuels (194.701 9 (Condensate) * 25.743 790.0% – Petrochemical –LPG (excl.899 . PTIT) จากรูปที่ 7 จะเห็นไดวาอุตสาหกรรมปโตรเคมีซึ่งใชกาซธรรมชาติเพียงรอยละ 11.899 ลานบาท พบวารายไดจากอุตสาหกรรมปโตรเคมีคิดเปนรอยละ 80 ของรายไดจากการผลิตไฟฟา โดยประมาณ แตใชกาซธรรมชาติเพียงประมาณรอยละ 14 ของกาซธรรมชาติที่ใชผลิตไฟฟา ดังนั้นการศึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑปโตรเคมีที่สรางมูลคาเพิ่มใหกับทรัพยากรธรรมชาติจึงเปนเรื่อง สําคัญ เพื่อใหเกิดการพัฒนารประเทศและการใชทรัพยากรอยางยั่งยืน โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  .576 9 (NG) 158. LPG for feedstock) 194.3% • Government Take – Income Tax .223 (194.100.1% 11.400 – Electricity 183.กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ.183.899 9 230.277 .676 Direct 414.imported fuel = value added) 66.3 สามารถสรางรายได ถึง 158. and import and import fuel fuelinstead instead 9 = each industry has economic multiplier effect which is not quantified here ที่มา : PTIT Focus.277 ลานบาท ในขณะที่อุตสาหกรรมการผลิตไฟฟาที่ใชกาซธรรมชาติถึงรอยละ 79. 2548.E&P 36.676 fuel = value = 11.6 สรางรายได 197. used. Gas Used Incremental Incremental values valuesforgone forgone ififindigenous indigenous gas gasnot notused. 2548 Unit: Million Baht Economic Multiplier 835.6% – E&P 100.) Values Generated by Natural Gas – B. 2547 รูปที่ 7 คุณคาของกาซธรรมชาติ (ขอมูล ณ ป พ.

5 แสนตัน ในขณะที่อุตสาหกรรม ปโตรเคมีขั้นกลาง และขั้นปลายมีการ ขยายตัวประมาณ 2.E.ศ. 2548 และคาดวาเกินกวา 16 ลานตันในป พ.2549 is estimation data ที่มา : สถาบันปโตรเลียมแหงประเทศไทย.) 1.5 ลานตัน ผลิตภัณฑปโตรเคมีขั้นกลาง 4.4.ศ. 2545-2549 มีการขยายตัวถึง 4 ลานตัน โดยอุตสาหกรรมปโตรเคมีขั้นตนมี การขยายกําลังการผลิตประมาณ 8.ศ.ศ. 2545 อุตสาหกรรมปโตรเคมีของประเทศไทยมีการขยายตัว อยางตอเนื่อง โดยในชวงตั้งแตป พ.2 การผลิต การใช การนําเขา และการสงออกผลิตภัณฑปโตรเคมี 1) การผลิตผลิตภัณฑปโตรเคมี 10  • กําลังการผลิตผลิตภัณฑปโตรเคมี (Capacity) ในป พ. 2549 รูปที่ 8 กําลังการผลิตปโตรเคมีรวมของไทย • การผลิตผลิตภัณฑปโตรเคมีและอัตราการใชกําลังการผลิต ประเทศไทยมีการผลิตของผลิตภัณฑปโตรเคมีไทย ประมาณเกือบ 16 ลานตันในป พ.1 และ 2. 2548 มากที่สุด เนื่องจากมีการเริ่มการผลิตของโรงงานผลิตผลิตภัณฑใหมๆ ในกลุมนี้หลายตัว เชน ไซโคลเฮกเซน (Cyclohexane) และพีทีเอ (PTA) สวนผลิตภัณฑปโตรเคมีขั้นกลางก็มีปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นเชนกัน ในขณะที่กลุมผลิตภัณฑปโตรเคมีขั้นตนมีปริมาณการผลิตลดลงเนื่องจากหลายโรงงานมีการหยุดซอมบํารุงประจําป โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  .5 ลานตัน และผลิตภัณฑปโตรเคมีขั้น ปลาย 8 ลานตัน ดังรูปที่ 8 จะเห็นไดวาตั้งแตป พ. 2549 ประเทศไทยมีกําลังการผลิตปโตรเคมีประมาณ 19 ลานตัน ประกอบดวย ผลิตภัณฑปโตรเคมีขั้นตน 6.2 ลานตัน ตามลําดับ 2545 2546 2547 2548 2549 B. 2549 (รูปที่ 9) ทั้งนี้ การผลิตในกลุมผลิตภัณฑปโตรเคมีขั้นปลาย มีปริมาณ เพิ่มขึ้นจากป พ.ศ.ศ.กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ.

000 14. 2545 – 2549 ตารางที่ 2 อัตราการใชกําลังการผลิตเฉลี่ยของปโตรเคมีไทยระหวางป พ. 2549 ต่ํา กวาปกติเนื่อ งจากมีก ารเริ่ม ดําเนินการผลิตของโรงงานใหมในกลุมนี้ ซึ่งยังดําเนินการผลิตไมเต็มที่ ผลจากการวิเคราะหอุตสาหกรรมปโตรเคมีไทยในชวงที่ผานมาพบวา ทั้งดานการผลิตและการตลาดยังคง เติบโตไดดี โดยป พ.000 6.ศ.000 2.000 8.000 16.ศ.000 0 11  2545 2546 2547 Upstream Intermediate 2548 2549 Downstream หมายเหตุ ขอมูลป 2549 เปนขอมูลโดยประมาณ ที่มา : สถาบันปโตรเลียมแหงประเทศไทย.000 10.กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ. 2545-2549 มีแนวโนมเพิ่มขึ้นและดวยผลจากการเปดเสรีปโตรเคมีมาแลวกวา 10 ป ประกอบกับการฝามรสุมวิกฤตเศรษฐกิจชวงป พ.ศ.000 4. 2549 รูปที่ 9 ปริมาณการผลิตของอุตสาหกรรมปโตรเคมีระหวางป พ.000 12. 2549 อุตสาหกรรมปโตรเคมีขั้นตนและขั้นกลางมีอัตราการใชกําลังการผลิตเฉลี่ยที่ประมาณรอยละ 90-95 ในขณะที่อุตสาหกรรมปโตรเคมีขั้นปลายมีอัตราการใชกําลังการผลิตเฉลี่ยที่ประมาณรอยละ 85 อยางไรก็ตาม อัต ราการใชกํา ลัง การผลิต ของผลิตภัณฑปโ ตรเคมีขั้น ปลายในป พ. 2545-2549 อุตสาหกรรมปโตรเคมี ขั้นตน ขั้นกลาง ขั้นปลาย 2545 89 85 86 อัตราการใชกําลังการผลิตเฉลี่ย (%) 2546 2547 2548 99 98 94 98 100 90 87 88 86 2549 90 81 85 หมายเหตุ ขอมูลป 2549 เปนขอมูลโดยประมาณ ที่มา : สถาบันปโตรเลียมแหงประเทศไทย. 2540 มีสวนทําใหผูประกอบการไทยแข็งแกรงขึ้น โดยมีการ สําหรับดานการตลาดมีการขยายตัวสูงทั้งตลาด รวมตัวกันมากขึ้นเพื่อเพิ่มศักยภาพในการดําเนินธุรกิจ ภายในประเทศ และตลาดตางประเทศ โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  .ศ.) Thailand Petrochemical Production KTA 18.ศ.

152 .01 21. 2. 6.) 1.5.1 ของ พพ.ศ.48 14.00 . 24.390 . . . . รอยละ 64. 475 .172 213 768 3. .186 .กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ. 100.) พบว า ปริม าณการใช พ ลั ง งานของ อุตสาหกรรมปโตรเคมีคิดเปนประมาณรอยละ 15-17 ของการใชพลังงานทั้งหมดในภาคอุตสาหกรรม และมีสัดสวนการใชพลังงานตามชนิดของพลังงานดังแสดงในหัวขอถัดไป โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  .33 . 729 . ปริมาณการใชพลังงาน (Ktoe) รอยละ ป 2549 68.91 . . อยางไรก็ตาม หากพิจารณาปริมาณการใชพลังงานของอุตสาหกรรมปโตรเคมีทั้งหมดที่ประมาณการไว (ตารางที่ 3) เปรียบเทียบกับปริมาณการใชพลังงานในภาคอุตสาหกรรมทั้งประเทศ ไดแก อุตสาหกรรมอาหารและ เครื่องดื่ม สิ่งทอ ไม กระดาษ เคมี อโลหะ โลหะมูลฐาน ผลิตภัณฑโลหะ/เครื่องจักรอุปกรณ และอื่นๆ (อางอิงจาก ขอมูล การใชพลังงานของโรงงานควบคุม หรือแบบ บพร.1 ปริมาณการใชพลังงานของอุตสาหกรรมปโตรเคมีของประเทศไทย จากผลการสํารวจ และรวบรวมขอมูลการใชพลังงานของอุตสาหกรรมปโตรเคมีในประเทศไทย โดยครอบคลุมอุตสาหกรรมปโตรเคมีขั้นตน ขั้นกลาง และขั้นปลาย รวมทั้งสิ้น 30 โรงงาน พบวา อุตสาหกรรม ปโตรเคมีขั้นตน มีการใชพลังงานมากที่สุดในกลุม (สํารวจทุกโรงงานในประเทศ) และผลการประเมินปริมาณการ ใชพลังงานของอุตสาหกรรมปโตรเคมีโดยรวมแสดงในตารางที่ 3 ตารางที่ 3 ภาพรวมการใชพลังงานของอุตสาหกรรมปโตรเคมีของประเทศไทย พ. .5 ภาพรวมการใชพลังงานของอุตสาหกรรมปโตรเคมีในประเทศไทย 12  อุตสาหกรรมปโตรเคมีถือเปนอุตสาหกรรมหนึ่งที่มีการใชพลังงานสูง และมีแนวโนมที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ เนื่องจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมดังกลาว ประกอบกับในแตละโรงงานพยายามที่จะปรับฐานกําลังการ ผลิตใหสูงขึ้นอยูตลอดเวลา การที่แตละโรงงานมีกําลังการผลิตที่สูงขึ้นยอมมีการบริโภคพลังงานทั้งไฟฟา ไอน้ํา และเชื้อเพลิงในปริมาณที่มากขึ้น ถึงแมผูประกอบการแตละรายจะมุงเนนในเรื่องการประหยัดพลังงานเปนสําคัญ 1.76 . 3. 2548 และ 2549 อุตสาหกรรม ปโตรเคมี ขั้นตน ขั้นกลาง ขั้นปลาย รอยละของ โรงงานที่สํารวจ 100 43 32 รวม ป 2548 2.00 .50 100.

ศ.) 1.2 สัดสวนการใชพลังงานของอุตสาหกรรมปโตรเคมีของประเทศไทย จากขอมูลการใชพลังงานของโรงงานตัวอยาง ในป พ. ฯลฯ) รวม สัดสวนการใชพลังงาน (%)** 42 38 6 1. 2549 จากสัดสวนการใชพลังงานในอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมปโตรเคมีมีปริมาณการใชพลังงานที่สําคัญอันดับ แรกคือ กาซธรรมชาติ ซึ่งสวนใหญใชเปนเชื้อเพลิงโดยตรงในเตาเผา (Direct Heat) และรองลงมา คือ ไอน้ํา ใช ในการใหความรอนเพื่อใหเกิดปฏิกิริยาเคมีสวนพลังงานอื่นๆ มีปริมาณการใชที่ไมสูงนัก ซึ่งปริมาณการใชพลังงาน ดังกลาวประเมินจากการใชพลังงานในกระบวนการผลิตเปนหลัก โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  13  .7 0.6 11. 2549 ชนิดของพลังงาน กาซธรรมชาติ ไอน้ํา ไฟฟา น้ํามันเตา น้ํามันดีเซล กาซปโตรเลียมเหลว อื่นๆ (Process Off-Gas. Fuel Gas. 2549 สามารถประเมินสัดสวนการใชพลังงาน ของอุตสาหกรรมนี้ได คือ พลังงานสวนใหญที่ใชในกระบวนการผลิตในกลุมนี้ จะประกอบดวย ไฟฟา ไอน้ํา กาซ ธรรมชาติ (NG) กาซปโตรเลียมเหลว (LPG) น้ํามันสําเร็จรูป (ดีเซล) น้ํามันเตา (Fuel Oil) และอื่นๆ โดยสัดสวน การใชพลังงานแสดงดังตารางที่ 4 และรูปที่ 10 ตารางที่ 4 สัดสวนการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมีป พ.กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ.ศ.5.1 100 **ประเมินจากขอมูลโรงงานตัวอยาง รูปที่ 10 สัดสวนการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมีป พ.ศ.6 0.

ABS. SAN.กลุม อะโรเมติกส (Aromatics Group) ˜ อุตสาหกรรมปโตรเคมีขั้นกลาง (Intermediate Petrochemical Industry) ˜ อุตสาหกรรมปโตรเคมีขนั้ ปลาย (Downstream Petrochemical Industry) - HDPE PS. การจัดกลุมอุตสาหกรรมปโตรเคมี 2. EPS Emulsion PVC. การจัดกลุมอุตสา 2. PP.กลุมโอเลฟนส (Olefins Group) .) 2.กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ.1 แนวคิดการจัดกลุมอุตสาหกรรมปโตรเคมี  14  อุตสาหกรรมปโตรเคมี เปนอุตสาหกรรมที่มีความหลากหลายของผลิตภัณฑ และกระบวนการผลิตในแต ละผลิตภัณฑมักมีความแตกตางกัน แมแตผลิตภัณฑเดียวกันบางชนิดยังมีการใชวัตถุดิบ และกระบวนการผลิตที่ ตางเทคโนโลยีกัน ทําใหมีความซับซอนของสายการผลิตรวมไปถึงเครื่องจักร/อุปกรณในหลายรูปแบบ ซึ่งสงผลไป ถึงการใชพลังงานในการผลิตที่แตกตางกัน อยางไรก็ตาม จากการศึกษาของโครงการ และการศึกษาการเปรียบเทียบการใชพลังงานในระดับสากล สามารถจําแนกอุตสาหกรรมปโตรเคมีใหมีความสอดคลองเหมาะสมกับ สภาพการใชพลังงานและกระบวนการผลิต ที่แตกตางกัน อันจะนําไปสูการเสนอผลการวิเคราะหคาดัชนีชี้วัดการใชพลังงานของอุตสาหกรรมดังกลาวที่ถูกตอง และเกิดประโยชนสูงสุดโดยไมกระทบตอธุรกิจของโรงงานผูประกอบการตัวอยางที่อนุเคราะหขอมูล ทั้งนี้การ นําเสนอผลการศึกษาจะอิงตามการจัดกลุมเปนหลัก ซึ่งเนนไปที่การแสดงคาออกมาในภาพรวมของแตละกลุมที่ มิไดเฉพาะเจาะจงลงไปในรายผลิตภัณฑใดผลิตภัณฑหนึ่ง เนื่องจากโรงงานอุตสาหกรรมปโตรเคมีในประเทศไทย มีจํานวนนอยราย และแตละรายมักผลิตผลิตภัณฑที่ตางชนิดกัน จึงนําเสนอเปนขอมูลโดยรวมตามลักษณะของ กระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ ดังนั้นจึงมีการจัดกลุมการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมีไดเปน 3 กลุมหลักๆ ดังนี้ ˜ อุตสาหกรรมปโตรเคมีขั้นตน (Upstream Petrochemical Industry) . PC โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  .

2.) 2. 2549) ซึ่งมีผลิตภัณฑหลัก 7 ชนิด คือ มีเทน เอทิลีน โพรพิลีน มิกซ ซีโฟร เบนซีน โทลูอีน และไซลีน เปนสารพื้นฐานที่สําคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมปโตรเคมี ทั้งนี้กระบวนการ หลักในการผลิตปโตรเคมีขั้นตน มีดวยกัน 2 กระบวนการ ไดแก กระบวนการแตกโมเลกุล และกระบวนการ เปลี่ยนโครงสรางโมเลกุล 1) กระบวนการแตกโมเลกุล (Cracking) เปนกระบวนการแตกโมเลกุลของวัตถุดิบที่มีโมเลกุลใหญใหเปนโมเลกุลที่เล็กลง ซึ่งมีดวยกัน 2 ประเภท ไดแก กระบวนการแตกตัวโมเลกุลดวยความรอนและไอน้ํา และใชตัวเรงปฏิกิริยาเขาชวย กระบวนการแตกตั ว โมเลกุ ล ด ว ยความร อ นและ ไอน้ํา (Thermal Steam Cracking) กระบวนการแตกตัวโมเลกุลดวยความรอนและไอน้ํา หรือสตีมแครกคิ่ง (Steam Cracking) เปนกระบวนการ แตกตัวโมเลกุลของวัตถุดิบ เชน อีเทน โพรเพน ทําใหได ผลิตภัณฑปโตรเคมีขั้นตนที่สําคัญ คือ เอทิลีน และ โพรพิลีน นอกจากนี้จะไดผลิตภัณฑรวม เชน มิกสซีโฟร ไพโรไลซิสกาซโซลีน กาซมีเทน และกาซไฮโดรเจน กระบวนการแตกตัวโมเลกุลโดยใชตัวเรงปฏิกิริยา เขาชวย (Catalytic Cracking) กระบวนการแตกตัวโมเลกุลของวัตถุดิบโมเลกุลใหญ ที่ยากตอการแตกตัว จึงจําเปนตองมีตัวเรงปฏิกิริยาเขา ชวย เชน วัตถุดิบจําพวกกาซออยล และน้ํามันเตาที่ได จากการกลั่ นน้ํ ามั นดิ บ เมื่ อนํ าวั ตถุ ดิ บ เหล า นี้ ม าผ า น กระบวนการดังกลาว จะไดน้ํามันเบนซินและน้ํามันดีเซล เปนหลัก และเกิดโพรพิลีนเปนผลพลอยได 2) กระบวนการเปลี่ยนโครงสรางโมเลกุล (Reforming) เปนกระบวนการเปลี่ยนโครงสรางโมเลกุลไฮโดรคารบอน โดยอาจใช ความรอน ความดัน และ/หรือ ตัวเรงปฏิกิริยาเขารวม เพื่อใหไดผลิตภัณฑตามตองการ กระบวนการนี้ใชเปลี่ยนโมเลกุลของแนฟทาชนิดหนัก ไปเปนผลิตภัณฑอะโรเมติกสอันประกอบดวย เบนซีน โทลูอีน และไซลีน ไดกาซไฮโดรเจน เปนผลิตภัณฑ รวมดวย โดยกระบวนการเปลี่ยนโครงสรางโมเลกุล สามารถทําไดหลายวิธีดังนี้ ˜ Dehydrogenation คือ กระบวนการดึงไฮโดรเจนออกจากโครงสรางของไฮโดรคารบอนอิ่มตัว เพื่อ เปลี่ยนเปนไฮโดรคารบอนไมอิ่มตัว อาทิ กระบวนการดีไฮโดรจิเนชัน (Dehydrogenation) ของไซโคลเฮ กเซน (Cyclohexanes) เพื่อเปลี่ยนเปนสารอะโรเมติกส ˜ Dehydrocyclization คือ กระบวนการดึงไฮโดรเจนออกจากโครงสรางของไฮโดรคารบอนที่โมเลกุลเปน โซตรงเพื่อเปลี่ยนเปนสารอะโรเมติกส อาทิ กระบวนการ Dehydrocyclization ของพาราฟนส ˜ Dealkylation คือ กระบวนการดึงหมูอัลเคิล (Alkyl) ออก เชน การดึงหมูอัลเคิลออกจากโทลูอีนและไซลีน เพื่อใหไดเบนซีน ˜ Transalkylation หรือ Disproportionation คือ กระบวนการที่สารสองโมเลกุลแตกตัวและรวมตัวใน เวลาเดียวกัน แลวใหสารใหมสองโมเลกุลที่มีขนาดโมเลกุลเล็กกวาและใหญกวาเดิม อาทิ กระบวนการ Transalkylation ของโทลูอีน ไดผลิตภัณฑเปนเบนซีนและไซลีน ทั้งนี้จําเปนตองใชตัวเรงปฏิกิริยาใน กระบวนการ ˜ Isomerization คือ กระบวนการแปลงโครงสรางโมเลกุลของสาร โดยมีการจัดตัวของอะตอมใหมภายใน โมเลกุลและจํานวนอะตอมในโมเลกุลยังคงเทาเดิม อาทิ กระบวนการไอโซเมอไรเซชัน(Isomerization) ของ ออโท-ไซลีน และเมตา-ไซลีน เปนพารา-ไซลีน โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  15  .1 กระบวนการผลิตผลิตภัณฑปโตรเคมีขั้นตน อุตสาหกรรมปโตรเคมีขั้นตน เปนการผลิตผลิตภัณฑปโตรเคมีลําดับแรก เพื่อใชเปนวัตถุดิบตั้งตน สําหรับการผลิตผลิตภัณฑปโตรเคมีขั้นตอเนื่องตอไป โดยกระบวนการผลิตปโตรเคมีขั้นตนแสดงในรูปที่ 11 ถึง 13 (ที่มา : สถาบันปโตรเลียมแหงประเทศไทย.2 กระบวนการผลิตผลิตภัณฑปโตรเคมี 2.กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ.

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ.) 16  รูปที่ 11 กระบวนการผลิตมีเทน เอทิลีน โพรพิลีน และมิกซซีโฟร จากของเหลวกาซธรรมชาติ หรือโพรเพน รูปที่ 12 กระบวนการผลิตมีเทน เอทิลีน โพรพิลีน และมิกซซีโฟร จากแนฟทาหรือกาซออยล รูปที่ 13 กระบวนการผลิตเบนซีน โทลูอีน และไซลีน โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  .

2 กระบวนการผลิตผลิตภัณฑปโตรเคมีขั้นกลาง อุตสาหกรรมปโตรเคมีขั้นกลาง เปนอุตสาหกรรมที่ใชผลิตภัณฑปโตรเคมีขั้นตนมาเปนวัตถุดิบในการ ผลิตผลิตภัณฑ เพื่อปอนใหกับอุตสาหกรรมปโตรเคมีขั้นปลาย สามารถแบงไดตามสายของผลิตภัณฑ ดังนี้ ˜ ผลิตภัณฑปโตรเคมีขั้นกลางสายโอเลฟนส (Olefin Intermediates) ˜ ผลิตภัณฑปโตรเคมีขั้นกลางสายอะโรเมติกส (Aromatic Intermediates) ˜ ผลิตภัณฑปโตรเคมีขั้นกลางสายอัลเคน (Alkane Intermediates) ทั้งนี้ อุตสาหกรรมปโตรเคมีขั้นกลางมีกระบวนการผลิตที่ซับซอน อีกทั้งมีกระบวนการผลิตที่แตกตางกัน ไปตามแตละผลิตภัณฑ นอกจากนี้ กระบวนการผลิตปโตรเคมีขั้นกลางมักจะดําเนินการตอเนื่องกับกระบวนการ ผลิตปโตรเคมีขั้นปลาย โดยกระบวนการผลิตปโตรเคมีขั้นกลางบางชนิด แสดงในรูปที่ 14 ถึง 16 (ที่มา : สถาบันปโตรเลียมแหงประเทศไทย. SM) โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  17  .) 2.กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ. VCM) รูปที่ 15 กระบวนการผลิตสไตรีนมอนอเมอร (Styrene Monomer.2. 2549) รูปที่ 14 กระบวนการผลิตไวนิลคลอไรดมอนอเมอร (Vinyl Chloride Monomer.

3 กระบวนการผลิตผลิตภัณฑปโตรเคมีขั้นปลาย อุตสาหกรรมปโตรเคมีขั้นปลายใชผลิตภัณฑจากอุตสาหกรรมปโตรเคมีขั้นตนหรือขั้นกลางเปนวัตถุดิบ เพื่อ ผลิตผลิตภัณฑขั้นสุดทายกอนที่จะนําไปแปรรูปเปนผลิตภัณฑสําเร็จรูป โดยมีผลิตภัณฑที่สามารถแบงเปนกลุม หลักๆ ไดดังนี้ ˜ กลุมพลาสติก (Plastic Resins) ซึ่งประกอบดวย .พลาสติกคุณสมบัติพิเศษ (High Performance Plastics) ˜ กลุมเสนใยสังเคราะห (Synthetic Fibers) ˜ กลุมยางสังเคราะห (Synthetic Rubbers.พลาสติกวิศวกรรม (Engineering Plastics) .กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ. PTA) 2.2.) 18  รูปที่ 16 กระบวนการผลิตกรดทาเรฟทาลิก (Pure Terephthalic Acid.พลาสติกทั่วไป (Commodity Plastics) . Elastomers) ˜ กลุมสารเคลือบผิวและผลิตภัณฑกาว (Synthetic Coating and Adhesive Materials) กระบวนการหลั ก ที่ สํ า คั ญ ที่ สุ ด ในการผลิ ต ผลิ ต ภั ณ ฑ ป โ ตรเคมี ขั้ น ปลาย คื อ กระบวนการต อ อณู (Polymerization) ซึ่งเปนกระบวนการเชื่อมตออณู หรือมอนอเมอร (Monomer) เขาดวยกันเปนสาย เรียกวาพอลิ เมอร (Polymer) โดยทั่วไปในกระบวนการตออณู มักจําเปนตองใชตัวเรงปฏิกิริยา ความรอน หรือความดันเขา ชวยในขั้นตอนการทําปฏิกิริยา เพื่อใหกระบวนการเกิดไดอยางสมบูรณ กระบวนการผลิตสารปโตรเคมีขั้นปลาย บางชนิด (ไดแก LDPE LLDPE PVC PP และ ABS) แสดงในรูปที่ 17 ถึง 25 (ที่มา : สถาบันปโตรเลียมแหง ประเทศไทย. 2549) ทั้งนี้กระบวนการตออณู สามารถทําไดหลายวิธีดังนี้ ˜ Gas Phase Polymerization ใชความดันและอุณหภูมิสูง (200oc) ˜ Solution Phase Polymerization ใชความดันและอุณหภูมิปานกลาง (-70O ถึง 70O C) ˜ Bulk หรือ Batch Polymerization ใชความดันปานกลางและอุณหภูมิ 150Oc ˜ Suspension Polymerization ใชความดันปานกลางและอุณหภูมิ 60o ถึง 80oc ˜ Emulsion Polymerization ใชความดันปานกลางและอุณหภูมิ -20o ถึง 60oc โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  .

) 19  รูปที่ 17 กระบวนการผลิตพอลิเอทิลีนความหนาแนนต่ํา (LDPE) รูปที่ 18 กระบวนการผลิตพอลิเอทิลีนความหนาแนนต่ําชนิดโซตรง (LLDPE) โดยกระบวนการ Solution Phase Polymerization รูปที่ 19 กระบวนการผลิต LLDPE โดยกระบวนการ Solution Phase Polymerization โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  .กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ.

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ.) 20  รูปที่ 20 กระบวนการผลิตพอลิไวนิลคลอไรด (PVC) โดยกระบวนการ Suspension Polymerization รูปที่ 21 กระบวนการผลิต PVC โดยกระบวนการ Emulsion Polymerization รูปที่ 22 กระบวนการผลิตพอลิโพรพิลีน (PP) โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  .

) 21  รูปที่ 23 กระบวนการผลิตโพลิไวนิลคลอไรดเรซิน (PVC Resin) รูปที่ 24 กระบวนการผลิตโพลิโพรพิลีน (PP) โดยกระบวนการ Gas Phase Polymerization รูปที่ 25 กระบวนการผลิตอะคริโลไนทริล-บิวตาไทอีน-สไตรีน โคพอลิเมอร (ABS) โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  .กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ.

1 การประเมินคาดัชนีชี้วัดการใชพลังงาน  22  วิธีการคํานวณคาดัชนีชี้วัดการใชพลังงานของอุตสาหกรรมปโตรเคมีที่มีความเหมาะสม และใชกันอยาง แพรหลายทั้งในและตางประเทศ คือ คาการใชพลังงานจําเพาะ (Specific Energy Consumption.) 3. EI) ซึ่งการดําเนินงานเพื่อนําไปสูการพัฒนาประสิทธิภาพการใชพลังงาน ของโรงงานนั้น จําเปนตองมีการประเมินการใชพลังงานของโรงงานเสียกอน โดยใช คา SEC ซึ่งเปนคาดัชนี สําหรับชี้วัดปริมาณการใชพลังงานตอหนวยผลผลิตในระดับกระบวนการผลิต ซึ่งคํานวณจากปริมาณพลังงานที่ โรงงานใชในชวงเวลาหนึ่งวัฎจักรทํางาน เชน หนึ่งเดือนตอปริมาณผลผลิตในชวงเดียวกัน และ คา EI หาไดจาก สัดสวนระหวางปริมาณพลังงานที่ใชในกระบวนการผลิต ตอ ผลิตภัณฑมวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product หรือ GDP) หรือหนวยกายภาพอื่นๆ เชน ตันของผลผลิต มูลคาผลิตภัณฑ มูลคาการ ทั้งนี้ในสวนของ พลังงานที่ใชในกระบวนการผลิตก็สามารถวิเคราะหไดหลายรูปแบบตามประเภทของ แหลงพลังงานดวยเชนกัน ตัวอยางเชน พลังงานความรอน พลังงานไฟฟา หรือพลังงานรวม ซึ่งมีวิธีการคํานวณดังตอไปนี้ Specific Energy Consumptio n (SEC ) = Energy  Consumptio n (MJ) Primary Products  (Ton) Energy Consumption = Purchased Fuel + Plant Fuel – Export Utilities Primary Products = ผลิตภัณฑหลัก (Main Products) Energy Intensity (EI) = Energy Consumptio n Value of Primary Products ⎛ TOE ⎞ ⎟ ⎜ ⎝ MMBaht ⎠ เมื่อ Energy Consumption ในหนวย Toe (เทียบเทาตันของน้ํามันดิบ) และ Value of Primary Products หมายถึง มูลคาของผลิตภัณฑหลักตอตัน (ลานบาท) คาดัชนีการใชพลังงานจะมีประโยชนอยางมากในการติดตาม และควบคุมการใชพลังงาน ซึ่งโรงงานควร จะจัดทําและวิเคราะหคาดังกลาวทุกเดือน คาที่ไดนี้สามารถนํามาใชในการควบคุม และติดตามการใชพลังงาน ซึ่ง ยังสามารถสะทอนใหเห็นถึงประสิทธิภาพการใชพลังงานจากอดีตจนถึงปจจุบันวามีการพัฒนาดีขึ้นหรือลดลง และ ยังสามารถนําไปเทียบเคียงกับคาดัชนีการใชพลังงาน (SEC Benchmarking) เพื่อประเมินวาโรงงานมีการใช พลังงานอยูในระดับใดไดอีกดวย อยางไรก็ตาม ในการศึกษานี้มุงเนนที่โรงงานในกลุมอุตสาหกรรมปโตรเคมี (ไมรวมไปถึงโรงแยกกาซ และโรงกลั่นน้ํามัน) โดยจะพิจารณาที่ผลิตภัณฑเปนหลัก ซึ่งมีขอบเขตการประเมินตั้งแตโรงงานที่อยูในกลุม อุต สาหกรรมปโ ตรเคมีขั้ น ตน คือ โรงงานผลิตสารโอเลฟน ส และโรงงานผลิต สารอะโรเมติ ก ส ไปจนถึ ง โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  .กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ. SEC) และคา ความเขมพลังงาน (Energy Intensity. การวิเคราะหดัชนีชี้วัดการใชพลังงานของอุตสาหกรรมปโตรเคมี 3.

X) 3. 2546-2549 อุตสาหกรรมปโตรเคมี ผลิตภัณฑ SEC (MJ/Ton) – กลุมโอเลฟนส Olefins (Ethylene.1 ถึง 3.000 ขั้นปลาย .24.HDPE .500 ขั้นตน คา SEC จากโรงงานปโตรเคมีที่เขารวมโครงการ จํานวน 30 แหง (ตารางที่ 5) มีชวงที่คอนขางกวาง ทั้งนี้เนื่องมาจากอุตสาหกรรมปโตรเคมีของประเทศไทย มีจํานวนผูประกอบการนอยราย และแตละรายก็ยังมีการ ผลิตผลิตภัณฑที่ตางชนิดกัน หรือแมแตผลิตภัณฑชนิดเดียวกันยังอาจมีการใชเทคโนโลยี หรือกระบวนการผลิตที่ แตกต า งกั น ดั ง นั้ น จึ ง ทํ า ให ค า SEC ที่ ป ระเมิ น ออกมามี ค วามแตกต า งกั น พอสมควร อย า งไรก็ ต าม เมื่อ เปรียบเทียบคา ปริม าณการใชพลังงานดังกลา ว กับคา SEC ของอุต สาหกรรมปโ ตรเคมีใ นประเทศ สหรัฐอเมริกา (ตารางที่ 10) พบวาคาปริมาณการใชพลังงานนั้นมีคาอยูในชวงที่ใกลเคียงกัน และยังพบอีกวา โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  23  . SAN.900 . EB. SM.EMULSION PVC. Propylene) 16.ศ. EG.17.PS. POLYOL 1.) อุตสาหกรรมปโตรเคมีขั้นปลาย ซึ่งจะพิจารณาสิ้นสุดถึงการผลิตเม็ดพลาสติกเรซินไมรวมการทําพลาสติกคอม ปาวน (Compounding) และอุตสาหกรรมตอเนื่องอื่นๆ ขอมูลการใชพลังงานที่นํามาประเมินจะพิจารณาที่กระบวนผลิตเปนหลัก ไมรวมระบบสาธารณูปโภค (Utility) ที่นอกเหนือจากกระบวนการผลิตหลัก การขนสง (Transportation) และสวนสํานักงาน (Office) ในกรณีที่ กระบวนการผลิตมีผลิตภัณฑหลายชนิด การวิเคราะหคาดัชนีการใชพลังงานจะคํานวณจากปริมาณการใชพลังงาน ตอผลิตภัณฑหลัก สําหรับกระบวนการผลิตมีผลิตภัณฑรวม เชน โรงงานผลิตสารโอเลฟนส จะพิจารณาสัดสวน ปริมาณโอเลฟนสที่ผลิตไดในผลิตภัณฑทั้งหมด ทั้งนี้ โอเลฟนส ที่กลาวถึง คือ เอทิลีน และโพรพิลีน เทานั้น มิได รวมถึงมิกสซีโฟร และโอเลฟนสอื่นๆ ที่มีปริมาณเพียงเล็กนอย เนื่องจากมีราคาไมแนนอน และไมไดเปน ผลิตภัณฑที่เปนจุดประสงคหลักของการผลิต เปนตน   3. EPS .900 – กลุมอะโรเมติกส Aromatics (B. PA. T.2. PP.000 2. 2546-2549 แสดงในตารางที่ 5 และหัวขอ 3.2 ผลการวิเคราะหคาดัชนีชี้วัดการใชพลังงานของโรงงานปโตรเคมี (SEC) ผลการศึกษาปริมาณการใชพลังงานหรือดัชนีการใชพลังงานของโรงงานอุตสาหกรรมปโตรเคมีจาก โรงงานที่เขารวมโครงการ จํานวน 30 โรงงาน ไดนําเสนอคาดังกลาวออกมาในรูปแบบ คาเฉลี่ยรวม และคาเฉลี่ย ต่ําสุดและสูงสุด และเปนคาเฉลี่ยเปนรายป ของป พ.200 .100 ขั้นกลาง PTA.27.700 – 3. PC 2. ABS.กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ.700 – 12.600 1.3 ตารางที่ 5 คาการใชพลังงานจําเพาะ (SEC) เฉลี่ยต่ําสุดและสูงสุดของกลุมอุตสาหกรรมปโตรเคมีขั้นตน ขั้นกลาง และขั้นปลายของป พ.900 .ศ.000 – 2.2.

1 การใชพลังงานของอุอุตสาหกรรมปโ ตรเคมีขนต ั้น น Aromatic Production Aromatic 2 25.000 505.0000-24.000 500. 727.888 Production O Olefin 839.466 900.979 300.000 Productivity (Ton) Specific Energy Consumption (MJ/Ton) Olefins 200.2.000 100.000 400.000 700.227 จากตารางการรใชพลังงานอุตสาหกรรมป ต โตรเคมี ต ขั้นตน-กกลุมโอเลฟนส (ตารางที่ 6) จจะเห็นไดวาคา SEC ในกลุมนี้มีมีคาคอนขางสูสูงกวากลุมอื่น ทั้งนี้เนื่องจากกการผลิตสารโอเลฟนสตองใชกระบวนการรที่ซับซอน และสวน โครงการศึกษาเกณฑ ก การใชพลังงานในอุตสาหหกรรมปโตรเคมี .000 5.900 เฉลี่ย เฉลี่ย เฉลี่ย 20.000 2944.100 16.502 15.000 800.000 10.300.354 510.045 600.500 เฉลี่ย 199.419 21.000-24.1688 เฉลีย่ ป (2546-25449) 21.000 721.กรมพัฒนาพลังงานททดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ.164 7771.000 2 20.000 280.892 อุตสาาหกรรมปโตรรเคมีขั้นตน – กลุมโอเลฟนส น SEC เฉลี เ ่ย (MJ/Tonn) ป 2547 ป 2548 ป 25499 17.)) ปริมาณการใชพลังงานใในการผลิตผลิตภัณฑชนิดตางๆ า มีคาไมเทากั ท น หรือกลาวอีกนัยหนึ่งวา ปริมาณพลังงานที ง ่ ใชจะขึ้นกับชนิดของผลิตภัณฑ ซึ่งปริมาณการใชพลังงานที่แตกตางกั า นนี้จะขึ้นอยูกับหลายปจจจัยแตกตางกัน อาทิ ชนิดของววัตถุดิบ เทคโนนโลยี กระบวนกการผลิต อายุของโรงงาน ข ขนนาดของโรงงานน และกําลังการรผลิต 24  3.0000-25.500-244.8800 17.000 0 0 ป 2546 ป 2547 ป 2548 ป 2549 รูปที่ 26 คาการใชชพลังงานจําเพาาะ (SEC) ของงอุตสาหกรรมปปโตรเคมีขั้นตน ˜ กลุมโอเลฟนสส ตารางที่ 6 คาการใชพลังงานจําเพาะะ (SEC) ของอุตสาหกรรมปโตรเคมีขั้นตน-กกลุมโอเลฟนส ป 2546 16.092 21.

700 เฉลี่ย 5.000 เฉลี่ย เฉลี่ย เฉลี่ย 5.17.8.300 .ศ. 2548-2549 ทั้งนี้เนื่องจากโรงงาน ตัวอยางบางโรงงานไมสามารถสงคาการใชพลังงานของโรงงานตนมาใหได ดังนั้นคา SEC ที่ใกลเคียงความเปนจริง ที่สุด คือคา SEC ของชวงปจจุบัน ป พ.987 หมายเหตุ กรณี ป พ.100 .425 8. 2546 และ พ.ศ.) ใหญเปนเทคนิคการแตกตัวดวยความรอน (Thermal Cracking) ซึ่งเปนกระบวนการที่ใชพลังงานสูงเมื่อเทียบกับ โรงงานปโตรเคมีขั้นกลาง หรือขั้นปลาย แตอยางไรก็ตามโรงงานปโตรเคมีที่ผลิตสารดังกลาว (โรงงานโอเลฟนส) มักใชพลังงานจากไอน้ําที่ผลิตขึ้นเองระหวางกระบวนการผลิตเปนหลัก นอกจากนี้โรงงานโอเลฟนสเหลานี้ยังมี ไอน้ําที่เหลือพอที่จะสงขายใหกับโรงงานใกลเคียงได แตสําหรับผลการคํานวณขางตนได คิดแตปริมาณการใช พลังงานจริงในการผลิตผลิตภัณฑเทานั้นและตัดสวนที่สงขายออกแลว ผลการศึกษาคา SEC ของอุตสาหกรรมปโตรเคมีขั้นตน-กลุมโอเลฟนสนี้ จากโรงงานโอเลฟนสทั้ง ประเทศ พบวาคาที่ไดมีความใกลเคียงกับขอมูลการใชพลังงานของอุตสาหกรรมเดียวกันในตางประเทศ (แสดงใน ตารางที่ 10) แตการที่คา SEC มีชวงที่คอนขางกวางก็เนื่องมาจาก ปจจุบันโรงงานโอเลฟนสในประเทศไทยมี ทั้งหมดเพียง 4 โรงงาน แตละโรงงานมีเทคโนโลยีการผลิตที่แตกตางกันอยางชัดเจน รวมไปถึงเมื่อพิจารณา วัตถุดิบที่ใชมีเพียง 2 ประเภทหลักๆ คือ อีเทนและแนฟทาเปนวัตถุดิบ หากพิจารณาเพียงการผลิตสารโอเลฟนส (เอทิลีน และโพรพิลีน) โรงงานที่ใชอีเทนเปนสารตั้งตนยอมใชพลังงานนอยกวาโรงงานที่ใชแนฟทา เพราะอีเทน เปนสารที่มีโมเลกุลเล็กและแตกตัวไดงายกวา แตมิไ ดหมายถึงโรงงานที่ผลิตโดยใชแนฟทาเปนสารตั้งตนจะ เสียเปรียบหรือมีประสิทธิภาพการใชพลังงานที่ดอยกวาแตอยางใด เนื่องจากโรงงานที่ใชแนฟทาเปนวัตถุดิบยัง สามารถผลิตผลิตภัณฑรวม (By-Product) ที่มีมูลคาสงขายออกไปไดอีก ซึ่งเกิดความคุมคาทางเศรษฐศาสตรได ˜ กลุมอะโรเมติกส ตารางที่ 7 คาการใชพลังงานจําเพาะ (SEC) ของอุตสาหกรรมปโตรเคมีขั้นตน-กลุมอะโรเมติกส ป 2546 3. 2548-2549 อุตสาหกรรมปโตรเคมีขั้นตน-กลุมอะโรเมติกส ซึ่งมีทั้งหมด 4 โรงงานทั่วประเทศ โดยโรงงานที่ผลิต สารอะโรเมติกสมักใหความสําคัญกับการผลิตสารที่มีมูลคาสูง 3 ชนิด คือ เบนซีน (Benzene) โทลูอีน (Toluene) และไซลีน (Xylene) จากผลการศึกษาคา SEC ในกลุมนี้ (ตารางที่ 7) พบวามีชวงการใชพลังงานที่คอนขางกวาง เชนกัน ทั้งนี้เนื่องมาจากแตละโรงงานอะโรเมติกสในประเทศไทยมีเทคโนโลยีกระบวนการผลิต และการใชวัตถุดิบ ที่แตกตางกัน โดยโรงงานที่ใชคอนเดนเสต (Condensate) เปนวัตถุดิบ มีความซับซอนของกระบวนการผลิต มากกวาโรงงานที่ผลิตโดยใชผลพลอยได (By-Product) เชน ราฟฟเนต (Raffinate) และ มิกซ-ไซลีน (Mixed- โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  25  .ศ.146 7.ศ.8.กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ.000 3.960 เฉลี่ย ป (2546-2549) 6.17. 2547 ที่ผลการประเมินออกมานอยกวาป พ.500 3.000 .800 .708 อุตสาหกรรมปโตรเคมีขั้นตน – กลุมอะโรเมติกส SEC เฉลี่ย (MJ/Ton) ป 2547 ป 2548 ป 2549 2.

0000 50.300 เฉฉลี่ย 4.454 15.100 .685** หมายเหตุตุ * กรณี ป พ. 2549 ที่กลาวถึงข ง างตนเพียงโรงงานเดียว โครงการศึกษาเกณฑ ก การใชพลังงานในอุตสาหหกรรมปโตรเคมี .0000 174.553 อุตสาหกรรรมปโตรเคมีขัข้ันกลาง SEC เฉลี่ย (MJ/Ton) ป 2547 ป 2548 ป 2549* 1.ศ.กรมพัฒนาพลังงานททดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ.000 200.10.0000 146. 2549 ที่ผลการรประเมินออกมามากกวาปอื่นๆ ทั้งนี้เนื่องจากมีโรงงานตั โ วอยางทีที่เริ่มผลิตตั้งแตปป พ.5500 1. 2546-25499 ยกเวนโรงงานที่ใชพลังงานสูงที่เริ่ม ผลิตป พ.841 เฉลี่ย ป (2546-25549) 4.0000 100.500 1.900 .659 4.000 10.287 1399.ศ.22 การใชพลังงานของอุ ง ตสาหกรรมป ส โ โตรเคมี ขั้นกลลาง   26  Intermediate Production 20.28.277 1335.000 เฉลี่ย เฉลี่ย เฉลี่ย 4.10.ศศ.ศ.9000 .0000 - ป 2546 ป 2547 ป 2548 2 ป 2549 รูปที่ 27 2 คาการใชพลั พ งงานจําเพาะ (SEC) ของออุตสาหกรรมปโตรเคมี โ ขั้นกลาาง ตารางที่ 8 คาการใชพลังงานจําเพาะะ (SEC) ของอุตสาหกรรมปโตรเคมีขั้นกลาง ป 2546 2.900 . 2549 ซึ่งเปปน โรงงานที่ใชพลั พ งงานสูงเพิ่มขึ้นมา น 1 โรงงาน ** เปนคาเฉลี่ยที่คํานวณจากคา SEC ของโรงงานนทั้งหมดตั้งแตป พ.368 250.)) Xylene) สงผลใหโรงงงานที่ใชคอนเดนเสตใชพลัังงานตอผลิตภัภณฑที่สูงกวา อยางไรก็ตามโรงงานประเเภทนี้ สามารถผผลิตผลิตภัณฑทีท่หลากหลายแและมีปริมาณทีสู่ งกวา 3.659 4.000 150.000 5.000 0 Productivity (Ton) Specific Energy Consumption (MJ/Ton) 25.10.2.

PA.000 900-11.2.000 - ป 2546 ป 25547 ป 2548 ป 25499 รู ่ 28 คาการใชพลังงานจําเพาะ รปที า (SEC) ของอุ ข ตสาหกรรรมปโตรเคมีขนั้นปลาย ข ตสาหกรรรมปโตรเคมีขนปลาย นั้ ตาราางที่ 9 คาการรใชพลังงานจําเพาะ (SEC) ของอุ ป 2546 อุตสาหหกรรมปโตรเคมีขั้นปลาย S เฉลี่ย (MJJ/Ton) SEC ป 2547 ป 2548 ป 2549 900-12. SM.กรมพัฒนาพลัังงานทดแทนและะอนุรักษพลังงาน (พพ.739 1500.0000 0 Productivity (Ton) Specific Energy Consumption (MJ/Ton) 25. EB.000 10.2225 121.8000-11.000 เฉลี่ย 3.000 2500.0669 139.000 1000. 2549 ที่มีโรงงาน EG และ ตัวอยางที่พึ่งเริ่มดําเนิ า นกิจการ และยั แ งมีมาตรกการอนุรักษพลัังงาน และ/หรือการปรั อ บแตงกกระบวนการผลิตที่ยังไม ส ล จึงทําใหมีคาการใชพลังงานที่สูงผิดปกติ ป นอกจากนีนี้ดังที่ชี้ใหเห็นแลววาในแตละกลุมอุตสาหกกรรมปโตร เขาสมดุ เคมีทีที่ทําการศึกษานั้น มีผลิตภัณฑ ณ ที่หลากหลาย (เฉพาะขั้นกลาง ก เชน PTAA.000 2000.000 15. แ POLYOL) พบวามีคา SEC S คอนขางมีมีชวงที่กวางมาาก (ตารางที่ 8) 8 โดยเฉพาะป พ.993 เฉลี่ยี 3.900 900-15. SM.601 เฉลี่ย ป (25446-2549) 3.) จากการศึศึกษาอุตสาหกรรมปโตรเคมีขัข้นกลาง (โรงงงานที่ผลิตสารปปโตรเคมีขั้นกลลาง PTA.. PPA.ศ.000 124.7122 โครงการศึกษาาเกณฑการใชพลังั งานในอุตสาหกรรรมปโตรเคมี  27  .6652 เฉลี่ย 3.623 147.0000 1. EG และ POLYOL) ซึ่งแตตละผลิตภัณฑมีเทคโนโลยีการผลิ ก ต และวัตถุ ต ดิบที่ใชคอนข น างแตกตางกกันอยางสิ้นเชิง อยางไรก็ตามมโดยปกติ การผผลิตผลิตภัณฑปโตรเคมีที่มีมูมูลคาสูงมักมีการใช า พลังงานทีที่สูงตามมา แลละบางกรณีที่มีกการใชพลังงานนสูงก็จะได ผลิตภัณฑขางคียง (By-Product) ที่เปนผลพลอยไดและมีมูลคาสูงออกมาดวย ว เชนกัน 3. EB.3 การใชพลังงานของงอุตสาหกรรมปโตรเคมีขัข้นั ปลาย SEC Downstream Downnstream Producction 20.610 เเฉลี่ย 3 3.000 50.000 5.

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ.488 .310 .993 2.3.3. 2000 โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  (MJ/Ton) 18.263 Styrene Monomer (SM) 33. ABS.561 .45.483 . PVC.917 Ethylene Glycol (EG) 3.396 . PS.25.841 .ศ.145 4.1.134 Polyethylene (PE) 1. PP.896 ผลิตภัณฑ Olefins (MJ/Ton) 12.028 . SAN และ PC) พบวาคา SEC เฉลี่ยรายป (ชวงป พ.753 Ethylbenzene 3.255 Terephthalic Acid (PTA) 3.5.3. EPS.129 .6.2.498 3. 2546-2549) มีคา SEC เปนชวงคอนขางกวาง (แสดงดังตารางที่ 9) ทั้งนี้เนื่องจากการผลิตผลิตภัณฑปโตรเคมีขั้นปลายสวนใหญ (จากกลุมโรงงานที่เขารวมการศึกษา) จะเนนที่การผลิตพลาสติกเรซิน (Plastic Resin) แตเม็ดพลาสติกมีทั้ง พลาสติกชนิดธรรมดา (Commodity Plastics) และพลาสติกชนิดพิเศษ (Specialty Plastics) ซึ่งปกติพลาสติกชนิด พิเศษ (เชน Thermosetting Plastics) มักใชพลังงานในการผลิตที่สูงกวาพลาสติกชนิดธรรมดา เพราะกระบวนการ ผลิตคอนขางซับซอนและตองการใชพลังงานมาก นอกจากนี้พลาสติกชนิดธรรมดาดวยกันยังมีการใชพลังงานที่ แตกตางกัน โดยกรณีที่ผลิตพลาสติกเกรดที่มีคุณภาพพิเศษ เชน เกรดทางเวชภัณฑ (Medical Grade) ก็มักใช พลังงานสูงกวาการผลิตพลาสติกเกรดต่ํา เปนตน 3.120 Polyvinyl Chloride(PVC) ที่มา: Energetics Incorporated.521 2.121 .017 4.195 - 2.113 39.4 การใชพลังงานของผลิตภัณฑปโตรเคมีบางชนิดในตางประเทศ จากขอมูลการใชพลังงานของผลิตภัณฑปโตรเคมีในตางประเทศ ตามตารางที่ 10 จะเห็นไดวาการใช พลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี ตามที่มีการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา พบวาปริมาณการใชพลังงานในการ ผลิตผลิตภัณฑปโตรเคมีชนิดตางๆ จะมีคาไมเทากัน หรือกลาวอีกทางหนึ่งวาปริมาณพลังงานที่ใชจะขึ้นกับชนิด ของผลิตภัณฑ โดยบางผลิตภัณฑมีคาความแตกตางกันถึง 3 เทา ทั้งนี้ก็ดวยเหตุผลเดียวกับที่กลาวขางตน คือ ความแตกตางกันของวัตถุดิบ และ/หรือเทคโนโลยีกระบวนการผลิตที่ใช บางครั้งการผลิตผลิตภัณฑชนิดเดียวกัน อาจใชวัตถุดิบที่ตางชนิดกันก็เปนได ตารางที่ 10 ปริมาณการใชพลังงานของอุตสาหกรรมปโตรเคมี (SEC) ในตางประเทศของผลิตภัณฑแตละชนิด SEC SEC Average Aromatics (BTX) 2.738 Polypropylene (PP) 1.) 28  ผลการศึกษาคา SEC จากโรงงานที่ไดทําการศึกษาในกลุมของโรงงานผลิตสารปโตรเคมีขั้นปลาย (HDPE.260 1.

140 อุตสาหกรรมปโตรเคมี ขั้นตน โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  29  .483 .396 . SAN.993 2.121 .145 Polyethylene (PE) 1.028 .113 Terephthalic Acid (PTA) 3. T.900 – 24.3.000 บาท) – กลุมโอเลฟนส Olefins (Ethylene.200 – 17.79 – 5. 2549 (สถาบันปโตรเลียมแหงประเทศไทย.000 Ethylene Glycol (EG) 3.3 ผลการประเมินการใชพลังงานของโรงงานปโตรเคมี (EI) การประเมินคาการใชพลังงาน (Energy Intensity.000 Polyvinyl Chloride(PVC) - 3.017 Ethylbenzene 3.488 .561 .98 – 1. PA. X) 2.4 – 10.3.900 Aromatics (BTX) 2.5 100 – 440 ขั้นกลาง PTA.1.498 ผลิตภัณฑ Olefins 1. EG.521 3.310 .500 Styrene Monomer (SM) 33. ABS. EB.000 – 2.45. TOE) ตอมูลคาของผลิตภัณฑ 1 ตัน (ลานบาท) โดยจะใชขอมูลการใช พลังงานที่รวบรวมมาจากการเขาทําการตรวจติดตามการใชพลังงาน (Energy Audit) ของโรงงานที่เขารวม โครงการ และราคากลางของผลิตภัณฑปโตรเคมีป พ.ศ.3. 2546-2549 ผลิตภัณฑ EI (TOE/ลานบาท) EI (MJ/1. EI) ในรูปแบบของปริมาณการใชพลังงานเทียบเทาตัน ของน้ํามันดิบ (Ton of Oil Equivalent. PP.0 30 – 210 ขั้นปลาย HDPE.5.กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ. 2550) ตารางที่ 12 คาดัชนีการใชพลังงาน EI (TOE/ลานบาท) คาเฉลี่ยรวม และคาเฉลี่ยต่ําสุดและสูงสุดของแตละกลุม อุตสาหกรรมปโตรเคมี ตั้งแต ป พ.ศ.129 . PC 0. SM.900 – 10. PVC.) ตารางที่ 11 การเปรียบเทียบคา SEC ของผลิตภัณฑปโตรเคมีบางชนิดของประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกา สหรัฐอเมริกา ประเทศไทย SEC (MJ/Ton) SEC (MJ/Ton) 12.700 – 3.25. PS.6. POLYOL 0.600 Polypropylene (PP) 1.120 16.26 – 3.5 410 – 630 – กลุมอะโรเมติกส Aromatics (B. Propylene) 0.260 1.3 10 . EPS.

55 DDownstream 1.01 2.04 11.23 รูปที่ 29 2 การใชพลังงาน ง (Energy Intensity.00 U Upstream: Oleefins ป 2546 11.35 1.733 10.44 12.51 3.30 2.57 1.01 I Intermediate 2.51 2.57 2.566 1.73 ป 2547 12.22 1.996 5.00 1 4.49 12.04 ป 2548 12.35 5.49 U Upstream: Aroomatic 3.30 4.56 2.18 1.00 3. EI) เฉลี่ยของอุตสาหกรรมป ส โตรรเคมี ขั้นตน-ขัน้ั กลาง-ขั้นปลาาย โดยภาพรวมขของอุตสาหกรรรมปโตรเคมีมีมีแนวโนมการใใชพลังงาน หรืรือมีคาความเขขมพลังงาน ที่ลดลง เรียงตามลลําดับจากอุตสาหกรรมป ส โตรเคมีขั้นตนกลุมโอเลฟ ม นสและะกลุมอะโรเมติกส ขั้นกลาง และขั้นปลาย ทีท่เปน เชนนี้ เนื่องมาจาก อ สารรปโตรเคมีขั้นตนมีกระบวนกาารผลิตที่ซับซอน อ และตองใชชพลังงานที่สูงกกวาสารปโตรเคคมีขั้น ตอเนื่องอือื่นๆ อีกทั้งมูลคคาของผลิตภัณฑ ณ ตอตันของสสารปโตรเคมีขั้นตนมักมีราคาาที่ถูกกําหนดตตามกลไกของตลาด ในทางกลัลับกัน สารปโตรเคมี ต ขั้นปลายยสวนใหญมีการใชพลังงานในนการผลิตที่ไมสูสงนัก อีกทั้งราาคาของผลผลิตส ต วน ใหญจะสูง โดยเฉพาะเม็ม็ดพลาสติกชนิดพิเศษจะมีราคาที่สูงมาก ดวยเหตุ ว ผลดังกลาวทําใหคา EEI ของสารปโตรเคมี ต จึงมีแนวโโนมลดลงจากขัขัน้ ตนมาขั้นปลลายดังแสดงใหเห็นในรูปที่ 299 ขางตน อยางไรก็ตาม การที่อุตสาหกกรรมปโตรเคมีเปนอุตสาหกรรรมที่มีการใชพลั พ งงานสูง จึงททําใหการลดปริริมาณ การใชพลังงานในอุตสาาหกรรมปโตรเคเพียงเล็กนอย เชน รอยละ 2-5 ของการใใชพลังงานทั้งหหมด จะมีผลกัับการ ลดการใชชพลังงานโดยรววมของภาคอุตสาหกรรม โครงการศึกษาเกณฑ ก การใชพลังงานในอุตสาหหกรรมปโตรเคมี .996 5.00 1 122.57 3.)) 30  Energy Intensity (TOE/ลา นบท) 15.557 2.กรมพัฒนาพลังงานททดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ.44 ป 2549 12.233 0.55 2.18 1.22 1.

แนวทางการสงเสริมการอนุรักษพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี อุตสาหกรรมปโตรเคมีเปนอุตสาหกรรมที่มีค วามตองการในการใชพลังงานสูง ดังนั้นในการแขงขัน ทางดานธุรกิจ การใชพลังงานจึงเปนสวนหนึ่งที่ทําใหเกิดการแขงขันในดานคาใชจายสําหรับตนทุนการผลิตของ กลุมอุตสาหกรรมปโตรเคมีนี้ ดังนั้นทั้งหนวยงานภาครัฐ และเอกชนที่มีสวนเกี่ยวของตางตื่นตัวในการสงเสริมการ ที่จะใหมีการอนุรักษพลังงาน ไมวาจะเปน การจัดกิจกรรมภายในองคกร การโฆษณาประชาสัมพันธเพื่อสราง จิตสํานึก รวมไปถึงการกําหนดมาตรการประหยัดพลังงานในดานตางๆ ทั้งในภาคการผลิต และการบริการ แต เนื่องจากอุตสาหกรรมปโตรเคมีเปนอุตสาหกรรมที่ใชเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญเฉพาะดานสงผลใหมีมูลคา การลงทุนสูง (Capital Intensive) จึงแตกตางจากอุตสาหกรรมอื่นๆคอนขางมาก จากศึกษาไดทําการรวบรวม ขอมูลและประมวลผล ทําการการวิเคราะหจุดแข็ง จุดออน โอกาส และภัยคุกคาม (SWOT) และนําเสนอแนว ทางการสงเสริมการอนุรักษพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี เพื่อใหเกิดความเชื่อมโยงและนําไปสูแผนการ สงเสริมการอนุรักษพลังงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น 4.กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ.1 ปญหาที่พบในอุตสาหกรรมปโตรเคมี ปญหาดานการอนุรักษพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี สามารถแบงไดเปน 4 ดานหลัก ดังนี้ 1) ดานการจัดการพลังงาน ˜ ขาดฐานขอมูลอุตสาหกรรมปโตรเคมีที่รวมเปนแหลงเดียว ทั้งในขอมูลดานการผลิต และขอมูล การใชพลังงาน ˜ ขาดหนวยงานกลางที่ทําหนาที่ประสาน รวบรวมฐานขอมูล ใหคําปรึกษา/แนะนํา เพื่อใหเกิดการ จัดการที่ดีและมีประสิทธิภาพ ˜ ขาดการสนับสนุนการศึกษาวิจัย พัฒนาเทคโนโลยีการผลิต และการจัดการอุตสาหกรรมปโตร เคมีแบบครบวงจร 2) ดานเทคโนโลยี และการผลิต ˜ ตองพึ่งพาเครื่องจักร เทคโนโลยีขั้นสูงจากตางประเทศเปนสวนใหญ 3) ดานเศรษฐจ ˜ เปนอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูง (Capital Intensive) เนื่องจากตองพึ่งพาเครื่องจักรและ เทคโนโลยีเปนหลัก ทําใหการบํารุงรักษา มีคาใชจายสูงตามไปดวย ˜ วัตถุดิบบางสวน เชน กาซธรรมชาติ น้ํามันดิบ หรืออะไหลเครื่องจักร ยังตองนําเขาจาก ตางประเทศ 4) ดานบุคลากร ˜ ตองพึ่งพาการถายทอดเทคโนโลยี คําแนะนําของผูเชี่ยวชาญจากตางประเทศ ˜ ขาดผูเชี่ยวชาญ/ใหคําปรึกษาดานพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  31  .)   4.

2 การวิเคราะหห SWOT ของอุตสาหกกรรมปโตรเเคมี Strenngths : จุดแข็ข็ง 32  Weakkness : จุดออน อ ˜ มีแหล แ งทรัพยากกรธรรมชาติในปประเทศ ˜ โรรงงานอุ ต สาห กรรมป โ ตรเคคมี ส ว นใหญ อ ยู ใ น พื้นที่เดียวกัน (CCluster) ˜ มีหน ห วยผลิตที่ทันสมั น ย อายุการรใชงานนอย ˜ มีตลาดในประเท ต ทศที่ใหญพอสมมควร Oppoortunities : โออกาส ˜ กาารจัดการดานโลลจิสติกสยังไมดดีีเทาที่ควร ˜ กาารพัฒนาดานเททคโนโลยียังตอองพึ่งพา เทคโนโลยีของตางชาติ า ˜ จํานวนบุคลากรทที่มีอยูในปจจุบบันไมเพียงพอตอ คววามตองการ Threaats : ภัยคุกคาาม ˜ กาารขยายตลาดตตางประเทศ ˜ กาารขยายตลาดใในประเทศ ˜ ภาาวะพลังงานมีราคาสู ร ง ˜ คูแข แ งมีความไดเปรี ป ยบทางการแขงขัน ˜ วัฏจั ฏ กรของอุตสาาหกรรมกําลังเขขาสูชวงขาลง (O Oversupply) ˜ กาารกําหนดมาตรรการกีดกันที่มใิใชภาษี ขอเสนอแนะจาก เ กการศึกษาขของโครงการร ดานกการจัดการพลังงานควรวางแผผนอุตสาหกรรมมปโตรเคมีโดยยการบูรณาการรอยางครบวงจร (Integrated Compplex) เพื่อใหสามารถประหยั า ด งงานไดอยยางยั่งยืน ดังนี้ ดพลั ˜ กาารที่ผูประกอบการรวมใชสาธธารณูปโภคตางๆ ง รวมกัน ทําให า สามารถลดดการสูญเสียพลลังงาน และบริหาร กาารใชพลังงานจจากหนวยการผผลิตไดทั้งระบบบ ทั้งยังชวยลดดความเสี่ยงดานอุ น ปสงคและอุปทานไดอีกดวย ว ˜ การวางแผนกา ก รจัดการนําผลพลอยได (By Product) มาเพพิ่มมูลคา (Value Added) อยยางครบวงจร หรื หอ นําผลพลอยได า ทีท่ีเหลือจากการผผลิตมาใชผลิตพลังงาน เปนตตน แผนนระยะสั้น แผนรระยะกลาง แผนรระยะยาว • 1-2 ป 1) ดานกาารจัด การพลังงาน ง 2)) ดาน เทคคโนโลยี 3) ดาน บุคลากกร 4)) ดาน เศรษษฐศาสตร • 3-5 ป • 5 ป ขึ้นไปป รูปที ป ่ 30 แผนกาารสงเสริมการออนุรักษพลังงานในอุตสาหกรรรมปโตรเคมี โครงการศึกษาเกณฑ ก การใชพลังงานในอุตสาหหกรรมปโตรเคมี .)) 4.กรมพัฒนาพลังงานททดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ.

สงเสริมให ผูประกอบการทั้ง รายยอย เชน การรายใหญปรับปรุง/ อุตสาหกรรมมีความ ผูประกอบการในกลุม พัฒนาการจัดการ ตื่นตัวที่จะพัฒนาการ อุตสาหกรรมตอเนื่อง พลังงานของตนเอง จัดการพลังงานของ (Converter) ใหมีการใช เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ตนเองอยางตอเนื่อง พลังงานอยางมี การใชพลังงาน ประสิทธิภาพ 3.กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ. สรางวัฒนธรรมการ 1. จัดสรรสาธารณูปโภค 3. สงเสริมผูประกอบการ 2. ปลูกจิตสํานึกให ประหยัดพลังงานอยาง สรางสรรในการอนุรักษ ตระหนักถึงความ ยั่งยืน (Energy Saving พลังงาน (Create จําเปนในการอนุรักษ Culture) Creativity) พลังงาน (Awareness) 2.) 4. วางแผน/จัดสราง บูรณาการ (Integrated สวนกลางใหสามารถใช สาธารณูปโภค Complex) ทั้งดานการ ประโยชนรวมกันได สวนกลางสําหรับภาค ใชสาธารณูปโภค อยางเพียงพอ เชน การผลิตเพื่อใชรวมกัน รวมกัน เชน การนํา บอบําบัดน้ําเสีย ความรอนกลับมาใชใหม โรงไฟฟาที่ผลิต รวมทั้ง บริหารจัดการ พลังงานในหลาย รูปแบบเพื่อการใชงาน ผลพลอยไดของ ในอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมอยางมี ประสิทธิภาพ เปาหมาย 4 4 4 4 4 4 4 สรางวัฒนธรรมใน การอนุรักษพลังงาน ลดการใชพลังงานได อยางยั่งยืน มีการใชพลังงาน อยางมีประสิทธิภาพ เพิ่มประสิทธิภาพใน การผลิต และลด ผลิตภัณฑที่ไมได มาตรฐาน การลดคาใชจาย ดานพลังงาน โดยรวม ลดการสูญเสีย พลังงาน หรือ สามารถนํากลับมา ใชใหม เพื่อใหการผลิตของ อุตสาหกรรมเปน การผลิตแบบครบ วงจรและมี ประสิทธิภาพสูงสุด โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  33  . สงเสริมใหผูประกอบ 2. พัฒนาความคิด 1. สงเสริมการจัดการแบบ 3.3 แผนการสงเสริมการอนุรักษพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี ป ญ หาที่ พ บในอุ ต สาหกรรมป โ ตรเคมี จ ากการศึ ก ษาของโครงการ การวิ เ คราะห ส ภาพแวดล อ มใน อุตสาหกรรม (Swot) และขอเสนอแนะจากคณะที่ปรึกษาโครงการขางตน นํามาซึ่งแนวทางการสงเสริมการอนุรักษ พลังงานของอุตสาหกรรมปโตรเคมี ดังสามารถจําแนกออกไดเปนดานตางๆ ที่สําคัญ ไดแก การจัดการพลังงาน เทคโนโลยี เศรษฐศาสตรและบุคลากร ทั้งนี้ ไดแบงตามระยะเวลาของการดําเนินงาน ไดแก แผนระยะสั้น (0–3 ป) แผนระยะกลาง (3–5 ป) และแผนระยะยาว (5 ปขึ้นไป) มีรายละเอียด ดังนี้ แผนการสงเสริมการอนุรักษพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี ระยะสั้น (0-3 ป) ระยะกลาง (3-5 ป) ระยะยาว (5 ปขึ้นไป) การจัดการดานพลังงาน (Energy Management) 1.

จัดตั้งหนวยงานกลาง 4. สงเสริมการเรียนรู พัฒนาเทคโนโลยีการ เทคโนโลยีการผลิตอยาง เทคโนโลยีชั้นสูง ผลิตและนํามาใชกับ ตอเนื่อง (Know How) จาก ผูประกอบการที่มี ตางประเทศ พรอมทั้ง ˜ มีการเผยแพรความรู ศักยภาพ สนับสนุนการวิจัย และการจัดการที่ดี เทคโนโลยีการผลิตที่ จัดตั้งการวิจัยและพัฒนา ˜ สนับสนุนให เพิ่มประสิทธิภาพการ เทคโนโลยี เชน ผูประกอบการนํา ใชพลังงาน ผลการวิจัย/พัฒนา ˜ การพัฒนาประสิทธิภาพ ปรับปรุงใชกับ การใชพลังงานของ กระบวนการผลิตของ อุปกรณ ตนเองเพื่อยกระดับให ˜ การพัฒนาระบบตรวจ อุตสาหกรรมมีการใช สอบรอยรั่ว-จุดอุดตัน พลังงานอยางมี ˜ พัฒนาตัวเรงปฏิกิริยา ประสิทธิภาพ ˜ การออกแบบถังปฏิกรณ ˜ การนําความรอนกลับมา ใช ˜ การพัฒนาการใช Software ดานพลังงาน โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  4 4 มีการจัดการองค ความรูที่ดี โดยการ สรางฐานขอมูลและ ปรับปรุงใหทันสมัย อยูเสมอ (Knowledge Assets) สนับสนุนใหมีการ แลก เปลี่ยนเผยแพร องคความรูอยางมี ประสิทธิภาพ (Knowledge Sharing) สนับสนุนใหการ พัฒนาอุตสาหกรรม ทั้งดานการผลิต การ บริหารจัดการ สอดคลองและเปนไป ในทิศทางเดียวกัน นําองคความรู การ จัดการของ Best มา เปนตัวอยางปรับใช เพื่อพัฒนา ผูประกอบการ ยกระดับการผลิต ของอุตสาหกรรมป โตรเคมีทั้งระบบ เชน ลดการปลอย ของเสียจากการผลิต (Emission Reduction) ใช พลังงานอยางมี ประสิทธิภาพ (Energy Efficiency) และเพิ่มมูลคาของ สินคา (Value Added) . หนวยงานกลางมีการ จัดการองคความรู ดานพลังงานสําหรับ (Knowledge อุตสาหกรรมปโตรเคมี Management) พรอม เพื่อรวบรวมฐานขอมูล ทั้งสามารถเผยแพร (Database) ของ ขอมูลที่ทันสมัย/ให อุตสาหกรรมปโตรเคมี คําปรึกษา/ใหคาํ แนะนํา แกผูประกอบการได ระยะสั้น (0-3 ป) 4. มีการวิจัยและพัฒนา 1.) แผนการสงเสริมการอนุรักษพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี (ตอ) 34  ระยะสั้น (0-3 ป) ระยะสั้น (0-3 ป) 1. หนวยงานกลางสามารถ นําองคความรู มาจัดทํา Energy Benchmarking อุตสาหกรรม รวมทั้ง ชวยพัฒนาการบริหาร จัดการได ระยะสั้น (0-3 ป) 4 4 4 2. ดานเทคโนโลยี (Technology Management) 1.กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ. การจัดการดานพลังงาน (Energy Management) 4. สงเสริมการวิจัยและ 1.

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ.สรางบุคลากรที่ 4 เพิ่มจํานวนผูเชี่ยว เชี่ยวชาญดานพลังงาน ชาญดานพลังงานให ชาญดานพลังงาน ชาญในอุตสาหกรรม สําหรับอุตสาหกรรม ครอบคลุมการศึกษาทุก สําหรับอุตสาหกรรมป ปโตรเคมี ปโตรเคมีโดยเฉพาะ ระดับ โตรเคมีโดยเฉพาะ 4 ลดการพึ่งพา ˜ หลั ก สู ต รการเรี ย นการ ˜ จัดหลักสูตรอบรม สงบุคลากร (ทั้งภาครัฐ ผูเชี่ยวชาญจาก สอนดานพลังงาน เชน เสริมสรางความเขาใจ และเอกชน) ไปอบรม/ ตางประเทศ การอนุรักษพลังงาน ดานการอนุรักษ ทัศนศึกษาดานพลังงาน การจัดการพลังงาน พลังงานและเพิ่ม ยังตางประเทศ โดย อยางยั่งยืน ประสิทธิภาพการใช บุคคลเหลานี้ จะเปน พลังงาน ตัวแทนผูเชี่ยวชาญที่จะ ˜ หลักสูตรอบรมระยะสั้น มาใหความรูกับบุคลากร สําหรับผูประกอบการ อื่นๆตอไปในอนาคต อุตสาหกรรมปโตรเคมี ขั้นตน ขั้นกลางและขั้น ปลายและผูประกอบการอุตสาหกรรม ตอเนื่อง (Converter) โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  35  .ใชเครื่องมือทาง 1. สรางบุคลากรที่เชี่ยว.) แผนการสงเสริมการอนุรักษพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี (ตอ) ระยะสั้น (0-3 ป) ระยะกลาง (3-5 ป) ระยะยาว (5 ปขึ้นไป) เปาหมาย 3 ดานเศรษฐศาสตร (Economics) 1. ดานบุคลากร (Human Resource Development) 1.ใชเครื่องมือทาง 1.1.สรางบุคลากรที่เชี่ยว 1.ใชเครื่องมือทาง 4 เพื่อใหอุตสาหกรรม เศรษฐศาสตรและ เศรษฐศาสตรและ เศรษฐศาสตรและ ปโตรเคมีมีการพัฒนา การเงินกระตุนให การเงิน สนับสนุนให การเงินกระตุนให ประสิทธิภาพการใช ผูประกอบการสามารถ ผูประกอบการเพิ่ม ผูประกอบการมี พลังงานไดอยาง พัฒนาเทคโนโลยีการ ประสิทธิภาพการใช แรงจูงใจในการ แข็งแรงและมั่นคง ผลิตที่เพิ่มประสิทธิภาพ พลังงานไดอยางยัง่ ยืน ประหยัดพลังงาน 4 เพื่อกระตุนให การใชพลังงาน ˜ ใหสิทธิพิเศษ/ยกเวน ˜ ลดภาษีการนําเขา ผูประกอบการสนใจ ภาษีเพิ่มขึ้นเพื่อให เครื่องจักร/ อุปกรณที่ ˜ มีการลดหยอน/ใหสิทธิ เขารวมโครงการ พิเศษดานภาษีแก ผูประกอบการที่เขารวม ชวยเพิ่มประสิทธิภาพ ผูประกอบการที่ลดการ การลดการใชพลังงาน การใชพลังงาน ใชพลังงาน หรือ เขารวม เดิมแลว ดําเนินการลด การใชพลังงานอยาง การลดภาษีการนําเขา ตอเนื่อง เครื่องจักร/ อุปกรณที่ ชวยเพิ่มประสิทธิภาพ การใชพลังงาน 4.

Power Recovery โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  . Dividing-Wall Column 5) เทคโนโลยีชีวภาพ (Bio-Technology) Bio-Feedstock. Low Maintenance Pump 8) การผลิตไฟฟา (Power Generation) Co-Generation. Increase Life Time 4) การออกแบบถังปฏิกรณขั้นสูง (Reactor Design) Process Intensification. Gasification. Site Integration.1 การพัฒนาและปรับปรุงเทคโนโลยีในการผลิต กระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมปโตรเคมี มีการใชพลังงานใน 2 รูปแบบหลักๆ คือ พลังงานความรอน และพลังงานกล ซึ่งพลังงานกลจะใชในการควบคุมสภาวะการทํางานของอุปกรณตางๆ เชน การเปลี่ยนความดัน ของระบบ หรือการผสมสารใหเขากัน โดยพลังงานกลที่ใชในกระบวนการผลิตสวนใหญจะมาจากพลังงานไฟฟา สําหรับพลังงานความรอนที่ใชในกระบวนการผลิตมักจะใชเพื่อกิจกรรมตางๆ เชน เพิ่มอุณหภูมิใหกับวัตถุดิบกอน ปอนเขาสูเครื่องปฏิกรณ ใชเปนพลังงานความรอนสําหรับการเกิดปฏิกิริยาเคมี และใชเปนพลังงานในกระบวนการ แยกสารออกจากกัน เปนตน การอนุรักษพลังงานในหัวขอนี้จะเปนการพัฒนาปรับปรุงหรือการเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิต เพื่อให สามารถผลิตผลิตภัณฑที่ตองการไดภายใตสภาวะการปฏิบัติงานที่ใชพลังงานลดนอยลง เชน ใชอุณหภูมิในการ ผลิตที่ต่ําลง หรือใชความดันในระบบลดลง การพัฒนาและการปรับปรุงเทคโนโลยีในการผลิตที่จะกลาวตอไปนี้จะ เปนเพียงบางเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาขึ้น และนํามาใชในอุตสาหกรรมปโตรเคมีเทานั้น เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นสําหรับในอุตสาหกรรมปโตรเลียมและปโตรเคมี เทคโนโลยี ตัวอยางเทคโนโลยี 1) ระบบควบคุมการผลิต (Process Control) Natural Networks.) 5.กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ. Reactive Distillation. Advance Process Control 3) ตัวเรงปฏิกิริยา (Catalysts) Higher Selectivity. เทคโนโลยีและมาตรการอนุรักษพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  36  มาตรการอนุรักษพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี สามารถแบงออกไดเปน 2 ระดับคือ 1) การพัฒนาและปรับปรุงเทคโนโลยีในการผลิต 2) การจัดการและปรับปรุงประสิทธิภาพการใชพลังงานของอุปกรณที่ใชในกระบวนการผลิต 5. Knowledge Based System 2) ระบบการปรับปรุงการผลิต (Process Optimization and Integration) Analytical Tools. Bio-Treatment 6) เทคโนโลยีในการเผาไหม (Combustion Technology) Low Nox Burner. High Efficientcy Burner 7) สาธารณูปโภค (Utilities) Reverse Osmosis (RO).

En.Com ที่มา Http://Amtintl.Htm ลักษณะตัวเรงปฏิกิริยา โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  37  .1 เทคโนโลยีตัวเรงปฏิกิริยา (Catalysts) ในการผลิตผลิตภัณฑปโตรเคมี ตัวเรงปฏิกิริยาอาจถือไดวาเปนกุญแจสําคัญที่ใชในกระบวนการ เปลี่ยนแปลงสารเคมี (Conversion Process) กระบวนการที่มีการใชตัวเรงปฏิกิริยา เชน กระบวนการไฮโดรฮีทติ้ง (Hydroheating) การเปลี่ยนโครงสรางโมเลกุล (Reforming) ไฮโดรแครกกิ้ง (Hydrocracking) อัลคิลเลชัน (Alkylation) และไอโซเมอไรเซชัน (Isomerization) เปนตน ตัวเรงปฏิกิริยาแบบใหมในปจจุบันจะผลิตมาใหมี ประสิทธิภาพในการทํางานสูง คือสามารถเพิ่มอัตราการเปลี่ยนแปลงสารของปฏิกิริยาเคมี (Conversion Rate) และเพิ่มประสิทธิภาพในการทําปฏิกิริยาเฉพาะตอสารและทําใหเกิดผลิตภัณฑขางเคียงนอยที่สุด (Selectivity) นอกจากนี้ ยังสามารถทําปฏิกิริยาภายใตสภาวะตางๆ เชน ภายใตสภาวะที่มีความดันและอุณหภูมิที่ต่ํา ในปจจุบันการพัฒนาความสามารถในการทํางานของตัวเรงปฏิกิริยา จะมุงเนนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพใน กระบวนการผลิต อยางไรก็ดี ตัวเรงปฏิกิริยาแตละชนิดจะมีการทํางานที่เฉพาะเจาะจงกับกระบวนการผลิตของ ผลิตภัณฑนั้นๆ ไมสามารถนํามาใชกับทุกโรงงานที่มีการผลิตผลิตภัณฑชนิดเดียวกัน และกระบวนการผลิตหรือ เทคโนโลยีที่ตางกันได ดังนั้นในการที่จะเลือกใชตัวเรงปฏิกิริยาที่เหมาะสม จึงตองมีการศึกษาวิจัยอยางถูกตอง เสียกอน เพื่อใหเกิดผลผลิตที่ไดตรงตามตองการ ประโยชนของตัวเรงปฏิกิริยา ˜ ชว ยลดการใช พ ลั ง งานสํ า หรั บ กระบวนการแตก โมเลกุล โดยตัวเรงปฏิกิริยาจะใชพลังงานในการ กระตุ น เพื่ อ ให เ กิ ด ปฏิ กิ ริ ย าข า งเคี ย งน อ ยกว า กระบวนการแตกโมเลกุ ล ด ว ยไอน้ํ า (Steam Cracking) เชน ตัวเรงปฏิกิริยาจะสามารถทํางาน ได ณ ความดันและอุณหภูมิปานกลาง เมื่อเทียบ กับกระบวนการแตกโมเลกุลดวยไอน้ํา ˜ ทําหนาที่ในการชวยเพิ่มผลผลิต โดยการเพิ่มอัตรา การทําปฏิกิริยาที่เฉพาะเจาะจง (Selectivity) ˜ ชวยลดปริมาณการเกิดการเกิดเขมา (Coke) ใน ระหวางกระบวนการแตกโมเลกุลดวยไอน้ํา และทํา การ De-Coke เมื่ อ ทํ า การนํ า ตั ว เร ง ปฏิ กิ ริ ย า กลับมาใชใหม (Catalyst Regeneration) ซึ่งจะทํา ใหเกิดการปรับปรุงประสิทธิภาพการใชพลังงาน มาก เพราะเขมาเปนสาเหตุหนึ่งของการสูญเสีย พลังงานในระบบ ที่มา Http://Hisina.Com/Reactorinternals.) 5.1.Alibaba.กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ.

Advance Distillation Column (ADC) และระบบ Combine Refrigeration System เปนตน โดยที่ระบบ VSA เปนการใชวัสดุดูดซับชนิดของแข็งสําหรับกระบวนการดูดซับ สารโอเลฟนสที่มีโมเลกุลขนาดเล็ก (มีมวลโมเลกุลสูงกวาพาราฟนส) สวน MVR เปนระบบที่นิยมใชใน Propane/Propylene Splitter ระบบเหลานี้จะชวยลดการใชพลังงานไดประมาณรอยละ 5 นอกจากนี้ เทคโนโลยีที่มี ความพยายามในการลดการใชพลังงาน เชน การออกแบบถาด (Tray) หรือวัสดุบรรจุ (Packing) ภายในหอกลั่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแยกสารที่อุณหภูมิต่ําลง อันเปนการชวยลดการใชพลังงานทางหนึ่งดวย ระบบแยกสารโดยการกลั่นขั้นสูง (Advanced Distillation Column) ระบบแยกสารโดยการกลั่นไดรับการพัฒนามาอยางตอเนื่อง เพื่อใหไดประสิทธิภาพในการแยกสารที่ สูงขึ้น และลดการใชพลังงานลง อาทิเชน Divided-Wall Column ของกระบวนการผลิตบิวตาไดอีน (Butadiene) ซึ่งจะสามารถชวยลดพลังงานในการกลั่นแยกบิวตาไดอีนไดถึงประมาณรอยละ 15 ของระบบ หอกลั่ น ขั้ น สู ง อื่ น ๆ นอกจากนี้ ก ารพั ฒ นาระบบแยกสารโดยการรวมการสกั ด และการกลั่ น เข า ด ว ยกั น (Extractive Distillation) การทําใหเกิดปฏิกิริยาและการกลั่นพรอมกัน (Reactive Distillation) หรือการกลั่น แยกสารเอสิโอโทรป (Azeotropic Distillation) ก็เปนเทคโนโลยีการกลั่นขั้นสูงที่มีการใชพลังงานที่มี ประสิทธิภาพ ซึ่งทําใหสามารถลดการใชพลังงานลงไดสวนหนึ่ง 5.3 เทคโนโลยีระบบเยื่อกรอง (Membrane Technology) ระบบเยื่อกรอง (Membrane) เปนระบบการแยกสารที่รูจักกันมานาน แตไมเปนระบบที่นิยมใชใน อุตสาหกรรมปโตรเคมี การผลิตที่มีการใชระบบเยื่อกรอง อาทิเชน การผลิตพอลิเมอร (เชน พอลิโพรพิลีน) หรือ สารอนินทรีย โดยใชในกระบวนการแยกสาร (Separation) ยกตัวอยางเชน การแยกโอลิฟนส/พาราฟนส (Olefins/Paraffin. Mechanical Vapor Recompression (MVR).กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ.2 เทคโนโลยีระบบแยกสารขั้นสูง (Distillation and Separation) 38  แนวทางในการพัฒนาเทคโนโลยีระบบแยกสาร เชน การใช Vacuum Swing Adsorption Process (VSA).1.1.) 5. C2/C3) การแยกกาซ (การนําไฮโดรเจนกลับมาใชใหม) และการแยกเขมากับน้ํา (Coke/Water Purification) เปนตน อยางไรก็ดีระบบเยื่อกรองในอุตสาหกรรมปโตรเคมี ยังเปนเทคโนโลยีที่ใหมและยังไม สมบูรณ เนื่องจากกระบวนการที่ใชระบบเยื่อกรองเปนกระบวนการที่มีความซับซอน และตองการการซอมบํารุง และการเปลี่ยนแผนกรองอยางสม่ําเสมอ โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  .

กรมพัฒนาพลัังงานทดแทนและะอนุรักษพลังงาน (พพ. CHP) หรือโรงไฟฟ โ าพลังงานความรอนรรวม (Co-Geneeration) ในโรงงานปโตรเคมีจะมี จ การใช พลังงานในหลายรูรปแบบ เชน ความรอน ไอน้้ํา ความเย็น และไฟฟ แ า ซึ่งการผลิ ก ตพลังงาานในรูปแบบตตางๆ จาก โรงไไฟฟาพลังงานความรอนรวม อาจถือไดวาเปนการผลิตและการนํ แ าพลังงานไปใช ง ไดออยางมีประสิทธิภาพเมื่อ เทียบกั บ บโรงไฟฟาทีท่ทําการผลิตไฟฟ ไ าเพียงอยางเดี า ยว เนื่องจจากโรงไฟฟาพลั พ งงานความรรอนรวมจะมีขอได อ เปรียบ ในกาารนําพลังงานคความรอนที่ถือเป อ นพลังงานทีที่ตองสูญเสียไปปจากการผลิต สามารถนํากลัลับมาใชใหเกิดประโยชน ด ไดอีก นอกจากนี้ การที ก ่โรงไฟฟาตั้งอยูบริเวณใกกลกับโรงงานจจะลดการสูญเสีสียพลังงานในกการขนสงไดอีกดวย การประะยุกตใชเทคโนนโลยีที่กลาวมาาขางตน กับกรระบวนการผลิตของอุ ต ตสาหกรรรมปโตรเคมี จะตองมี การศึกษาถึงขอดี-ขอเสีย และผผลกระทบตอกระบวนการผลิ ก ลิตอยางชัดเจนนเสียกอน เนื่องงจากเทคโนโลยีที่ใชใน อุตสาหกรรมป ต โตรเคมี ต นั้นเปนเทคโนโลยี น และระบบการผลิ ล ลิตที่นําเขามาจจากตางประเททศ ดังนั้นจึงตองไดรับ คววามยินยอมจากผูผลิต หรือเจ เ าของเทคโนนโลยี (Licensoor) การผลิลิตนั้นๆ เสียกอน อยางไรก็ดีในการ เปลี่ยนแปลงเทคคโนโลยีในกระบวนการผลิตอาจจะทํ อ าใหมีการใช ก พลังงานนลดลง แตมูลคคาของเทคโนโโลยีนั้นๆ อาจสูงเกินกวามูลคาของพลังงานที ง ่ลดลงได ทําใหเทคโนโโลยีนั้นไมสามาารถนํามาประยุกตใชในกระบบวนการ ผลิลิตไดอยางเหมมาะสม เชน ใ นกรณีการเป ลี่ียนชนิ ดของตัวเร งปฏิ กิริยาในกระบวนก ย การผลิ ตใหเปนตั ป วเร ง ปฏิฏิกิริยาชนิดใหหมที่สามารถทํทํางานไดที่ชวงอุ ง ณหภูมิต่ําลงจากเดิม จําเป เ นจะตองไดรับความเห็นชอบจาก ช เจาของเทคโนโล า ลยีเดิมเสียกอน เพราะกระบววนการผลิตที่ไดรับการออกแแบบมาเพื่อใชกกับตัวเรงปฏิกิริริยาชนิด หนึนึ่ง เมื่อเปลี่ยนตัวเรงปฏิกิริยาเปนชนิดใหมมแลวอาจสงผลลกระทบตออุปกรณ ป ชนิดอื่นๆ ในกระบวนกการผลิต ดวย ว นอกจากนี้ตัตัวเรงปฏิกิริยาชนิ า ดใหม มักจะมี จ ราคาสูงกววาชนิดเดิม ในการนําไปใชจริงกับกระบวนการผลิต จึงตองมีการประเเมินความคุมคาทางเศรษฐศา า าสตรกอนเสมออ โครงการศึกษาาเกณฑการใชพลังั งานในอุตสาหกรรรมปโตรเคมี  .1.) 39  ที่มา: U. 2002 รูปที่ 31 กาารทํางานของกการนําซีโอไลทมาประยุกตใชในระบบเยื่อกรรอง 5. Deppartment of Eneergy.S.4 เทคโนนโลยีการพัฒนาการผลิตไฟฟ ไ า (Poweer Generatioon) โรงงานอุตสาหกรรมปโตรเคมี โ โดยเฉพพาะโรงงานที่ผลิ ผ ตปโตรเคมีขัข้นตน จะมีการรใชพลังงานมาาก ในบาง ว ่ ผ ลิ ต พลั ง งานหรื ง อ โรงไ ฟฟ า เป น ของ ตนเอง ดั ง นั้ นเทคโนโลยี น ใ นนการผลิ ต พลัั ง งานจึ ง มี โรงงงานอาจมี ห น วยที ความมสําคัญ เชน โรงผลิ โ ตไฟฟาชนิ ช ดที่เปนการผลิตพลังงานไไฟฟาและความมรอนรวมกัน ((Combined Heat H and Powwer Generationn.

2. EMS]    การใชแนวทางการจัดการพลังงาน เริ่มจากการมี ขอตกลงที่จะมีการพัฒนาและปรับปรุงการใชพลังงาน อย า งต อ เนื่ อ งอย า งจริ ง จั ง และการมี ส ว นร ว มของ ผูบริหารระดับสูงของโรงงาน การจัดตั้งนโยบายดาน การใชและการอนุรักษพลังงาน การจัดตั้งทีมงานใน การดูแลดานการใชพลังงาน ในการดําเนินงานจะมี การกําหนดขั้นตอนการดําเนินงานเปนขั้นๆและมีการ ประเมินประสิทธิภาพในการดําเนินงาน โดยใชการ ทบทวนขอมูลการใชพลังงาน การประเมินทางเทคนิค และการเปรียบเทียบประสิทธิภาพการใชพลังงานของ โรงงาน (Energy Benchmarking) โดยผลการประเมิน ประสิ ท ธิ ภ าพของการใช พ ลั ง งานนี้ ทางหน ว ยงาน บริ ห ารจะสามารถนํ า ไปพั ฒ นาข อ มู ล พื้ น ฐาน (Baseline) ของประสิทธิภาพการใชพลังงานและ สามารถกําหนดเปาหมายของการพัฒนาและปรับปรุง ระบบไดในอนาคตตอไป โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  .กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ.2 การจัดการและปรับปรุงประสิทธิภาพการใชพลังงานของอุปกรณที่ใชในกระบวนการผลิต และปรับปรุงที่ใชในกระบวนการผลิต 5.) 5.1 การจัดการและควบคุมการใชพลังงาน (Energy Management) 40  การควบคุมการใชพลังงานอยางเปนระบบ เปนแนวทางหนึ่งในการจัดการการใชพลังงานในโรงงาน นอกจากจะประสบผลสําเร็จในเรื่องการใชพลังงานอยางมีประสิทธิภาพแลว ยังสามารถประหยัดคาใชจายไดอีก ดวย ระบบการจัดการพลังงานจะทําใหเกิดหนวยงานกลาง ที่ทําหนาที่ในการปรับปรุงและใหคําแนะนําในการ จัดการการใชพลังงาน อยางไรก็ดีสวนใหญในโรงงานปโตรเคมีจะมีหนวยงานที่ดูแล และรับผิดชอบดานการใช พลังงานของโรงงานอยูแลว ยกเวนโรงงานขนาดเล็กอาจไมมีหนวยงานกลางที่ทําหนาที่รับผิดชอบการใชพลังงาน ของทั้งระบบ เนื่องมาจากขอจํากัดบางประการ เชน การขาดการประสานงานกันระหวางแตละหนวยงานในโรงงาน การมีความเขาใจผิดในการสนับสนุนโครงการที่ทําใหเกิดการใชพลังงานอยางมีประสิทธิภาพ การมีขอจํากัดดาน การเงินหรือมาตรการในการจัดการดานการเงินที่ไมพรอม เปนตน ระบบการจัดการการใชพลังงาน (Energy Management System)  [Energy Management System.

2 การผลิตไอน้ํา (Steam Generation) การผลิตไอน้ํา (Steam Generation) เปนหนวยปฏิบัติการหนึ่งที่สําคัญในกระบวนการผลิต (รูปที่ 32) พลังงานจากไอน้ําในกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมปโตรเคมีถือไดวาเปนพลังงานหลักๆ ที่ใชในระบบ โดยไอน้ําที่ใชในโรงงานจะสามารถผลิตไดจากหลายกระบวนการ และพลังงานในรูปแบบไอน้ํานี้เปนพลังงานที่มี ราคาในการผลิตคอนขางสูง และไมสามารถกักเก็บไวใชได ดังนั้นการใชพลังงานรูปนี้จึงตองมีการพิจารณาและ ประเมินการใชพลังงานอยางมีประสิทธิภาพเพื่อใหเกิดประโยชนสูงสุด ที่มา: Worrell and Galitsky. 2005) แนวทางการประหยัดพลังงานสําหรับหมอไอน้ํา • • • • • • • • • ปรับปรุงคุณภาพน้ําใหเหมาะสมกอนปอนสูหมอไอน้ํา (Boiler Feed Water Preparation) ปรับปรุงระบบควบคุมกระบวนการใหเหมาะสมแมนยํา (Improved Process Control) ลดปริมาณของกาซจากปลอง (Reduce Flue Gas Quantities) ปรับลดปริมาณอากาศสวนเกินใหเหมาะสม (Reduce Excess Air) ปรับปรุงฉนวนหุมใหอยูในสภาพดีอยูเสมอ (Improve Insulation) ซอมบํารุงใหหมอไอน้ํามีสภาพการใชงานที่ดี นําความรอนจากกาซที่ปลอยออกกลับมาใชใหม (Recover Heat from Flue Gas) นําไอน้ําจากการระบายปรับระดับกลับมาใชใหม (Recover Steam from Blow Down) ลดความสูญเสียจากระบบหมอไอน้ําสํารอง (Reduce Standby Loss) โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  41  .) 5. 2005 รูปที่ 32 ระบบการผลิตไอน้ํา (Steam Generation Process) กระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมปโตรเคมี มีการใชไอน้ําในหลายกระบวนการ เชน การใหความรอน การ ทําระเหยแหง/การทําใหสารมีความเขมขนขึ้น (Drying/Concentration) การแตกตัวดวยไอน้ํา (Steam Cracking) และการกลั่น (Distillation) เปนตน รูปที่ 33 แสดงอุปกรณในระบบการผลิตไอน้ําที่มีโอกาสการสูญเสียพลังงาน (U.กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ.2. Department of Energy.S.

2.3 ระบบจายไอน้ํา (Steam Distribution System) 42  ปจจัยที่ตองคํานึงถึงในการออกแบบระบบจายไอน้ํา คือ ความเร็ว (Velocity) และความดันลด (Pressure Drop) ภายในทอ ซึ่งจะเปนตัวแปรในการควบคุมขนาดของทอสงไอน้ําที่จะนํามาใช เมื่อมีการใชทอที่มีขนาดไม เหมาะสมจะสงใหเกิดการสูญเสียพลังงานความรอนหากทอมีขนาดใหญเกินความจําเปน และในขณะเดียวกันถา ทอสงมีขนาดเล็กเกินไปอาจทําใหเกิดการสึกกรอน และเกิดความดันลดที่มากเกินไปได ในการติดตั้งทอสงไอน้ํา ตอปริมาณความตองการไอน้ําที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งอาจทําใหเกิดการสงกระจายไอน้ําอยางไมเต็ม ประสิ ท ธิภ าพ ในการควบคุ ม ระบบส งไอน้ํา ที่มี ป ระสิท ธิ ภาพอาจต อ งใชเ งิ นลงทุ น ที่ค อ นข า งสูง จึง ควรมีก าร ตรวจสอบเพื่อหาทอสงไอน้ําที่ทํางานเกินความจําเปนและทําการปดการใชงานทอเหลานั้น เพื่อเปนการลดการ สูญเสียไอน้ํา ขั้นตอนอื่นในการดูแลรักษาระบบสงไอน้ํามีดังตอไปนี้ รูปที่ 33 อุปกรณในระบบการผลิตไอน้ําที่มีโอกาสการสูญเสียพลังงาน แนวทางการอนุรักษพลังงานในระบบจายไอน้ํา • • • • • • • • ปรับปรุงฉนวนหุมใหมีประสิทธิภาพที่ดี (Improve Insulation) ซอมบํารุงฉนวนใหอยูในสภาพที่ดี (Maintain Insulation) ปรับเปลี่ยนอุปกรณดักไอน้ําควบแนนเปนแบบที่มีประสิทธิภาพสูง (Improve Steam Trap) ซอมบํารุงตัวดักไอน้ําควบแนนใหอยูในสภาพดี (Maintenance Steam Trap) ติดตั้งอุปกรณตรวจสอบตัวดักไอน้ําควบแนนโดยอัตโนมัติ (Automatically Monitoring of Steam Trap) เพื่อควบคุมการทํางานอยางมีประสิทธิภาพตลอดเวลา ซอมบํารุงรอยรั่วตางๆ (Repair Leaks) การนําไอน้ําฉับพลันกลับมาใชใหม (Recover Flash Steam) การนําไอน้ําควบแนนกลับมาใชใหม (Return Condensate) โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  .กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ.) 5.

4 อุปกรณแลกเปลี่ยนความรอน (Heat Exchangers) อุ ป กรณ แ ลกเปลี่ ย นความร อ นและความเย็ น เป น อุ ป กรณ ที่ พ บได ทั่ ว ไปในโรงงานป โ ตรเคมี โดยมี กระบวนการงายๆ คือการทําใหไอน้ํามีอุณหภูมิสูงขึ้น และเย็นตัวลงในหลายชวงเวลา โดยที่การควบคุมการ ทํางานและการออกแบบของอุปกรณแลกเปลี่ยนความรอนเปนสิ่งสําคัญอยางหนึ่งในเรื่องของการใชพลังงานใหมี ประสิทธิภาพ อุ ป กรณ แ ลกเปลี่ ย นความร อ นมี ห น า ที่ ใ นการแลกเปลี่ ย นความร อ น และส ง ผ า นความร อ นไปยั ง กระบวนการตางๆ ซึ่งอุปกรณเหลานี้โดยสวนใหญจะทํางานภายใตอุณหภูมิสูงและความดันตางกัน จึงเปนจุดที่มี ความนาสนใจในการอนุรักษพลังงาน ดังนั้นในการจัดการและควบคุมการใชพลังงานของอุปกรณแลกเปลี่ยนความ รอนใหมีประสิทธิภาพ และในกรณีที่ระบบแลกเปลี่ยนความรอนเกิดการเสื่อมสภาพ เนื่องจากการเกิดการสะสม ของสิ่งสกปรกภายในระบบ และภายในทอจะทําใหประสิทธิภาพการถายเทความรอนลดลง และทําใหตองใช พลังงานเพิ่มมากขึ้น การอุดตันของอุปกรณแลกเปลี่ยนความรอน (Fouling) การอุดตันอาจเกิดมาจากหลายสาเหตุ มีหลายวิธีที่จะชวยลดการเสื่อมสภาพของอุปกรณแลกเปลี่ยน ความรอน เชน การใชอุปกรณตรวจวัดสัญญาณ (Sensor) เพื่อตรวจวัดการเกิดการเสื่อมสภาพตั้งแตเริ่มตน และการเลือกใชวัสดุเคลือบผิวที่ทนตออุณหภูมิสูง โดยไมตองมีการปรับเปลี่ยนอุปกรณบอยๆ รวมทั้งการใช เทคนิคอัลตราซาวด (Ultrasound) และออกแบบใหอุปกรณมีสภาพการใชงานที่ยาวนานขึ้น เปนตน งานวิจัย เกี่ยวกับเรื่องดังกลาวในปจจุบันจะเนนในไปที่กลไกการเกิดการอุดตัน และการออกแบบอุปกรณแลกเปลี่ยน ความรอน และเตาปฏิกรณ วิธีในการลดการอุดตันนี้จะใหความสําคัญในเรื่องของ การควบคุมระบบ การ ควบคุมอุณหภูมิ การบํารุงรักษา และการทําความสะอาดอุปกรณแลกเปลี่ยนความรอน รวมทั้งการติดตั้งทอ ปฏิกรณใหม (Retrofit of Reactor Tube) เปนตน 5.5 กระบวนการใหความรอน (Process Heater) เตาเผา (Furnace) และหม อ ไอน้ํ า ในโรงงานป โ ตรเคมี มี ก ารใช เ ชื้ อ เพลิ ง กว า ร อ ยละ 60 ของการใช เชื้อเพลิงทั้งหมด โดยประสิทธิภาพของอุปกรณใหความรอน (Heater) สามารถปรับปรุงไดโดยการปรับปรุง ลักษณะการถายเทความรอน การเพิ่มความสวางของเปลวไฟ (Flame Luminosity) การติดตั้ง Recuperator หรือ เครื่องอุนอากาศ และการปรับปรุงระบบควบคุม อยางไรก็ดี หัวเผาที่ไดรบั การออกแบบใหมๆ จะมีการปรับปรุงให สามารถมี ก ารผสมของอากาศ และเชื้ อ เพลิ ง รวมทั้ ง สามารถถ า ยเทความร อ นได ดี ขึ้ น อี ก ทั้ ง ได มี ก ารพั ฒ นา ประสิทธิภาพของหัวเผาชนิดอื่นๆ อีกดวย เชน Lean-Premix Burner. Pulsating Burner และ Rotary Burner เปนตน ในขณะเดียวกัน การออกแบบเตาเผาและหัวเผา ยังตองคํานึงถึงเรื่องความปลอดภัย และ การปลอยมลพิษอีกดวย โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  43  .กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ.2. Swirl Burner.2.) 5.

2.6 การกลั่น (Distillation) กระบวนการกลั่นเปนการใชพลังงานความรอนแยกสารตามจุดเดือดของสาร โดยพลังงานความรอนไดมา จากเครื่องทําความรอน หรือพลังงานไอน้ํา ศักยภาพในการอนุรักษพลังงานไดมาจากการควบคุมการใหความรอน และการปรับปรุงอุณหภูมิในหอกลั่นใหเหมาะสม แนวทางการอนุรักษพลังงานในระบบการกลั่น • • • • ปรับปรุงกระบวนการทํางานและการผลิตใหเหมาะสม (Operation Procedure) ตรวจสอบความบริสุทธิ์ของผลิตภัณฑใหอยูในระดับที่เหมาะสม (Check Product Purity) ปรับปรุงสภาพภายในหอกลั่นใหเหมาะสม (Upgrade Column Internal) ควบคุมหนวยแยกสวนใหมีการทํางานที่เหมาะสม (Stripper Optimization) 5.2.กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ. VSDs) โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  .7 มอเตอร (Motor) โรงงานปโตรเคมีมีการใชมอเตอรไฟฟาในหลายขั้นตอนการผลิต ซึ่งคิดเปนพลังงานไฟฟามากกวารอยละ 80 ของพลังงานไฟฟาที่ใชในโรงงาน อุปกรณที่ใชมอเตอรไฟฟาเปนหลัก ไดแก เครื่องสูบจาย (Pump) ประมาณ รอยละ 60 เครื่องอัดอากาศ (Compressor) รอยละ 15 ใบพัด (Fan) รอยละ 9 และอุปกรณอื่นๆ ประมาณรอยละ 16 ของพลังงานที่ใชในมอเตอร ในการอนุรักษพลังงานในมอเตอร จะตองคํานึงถึงความตองการในการใชพลังงาน และปริมาณพลังงานสํารอง (Demand and Supply) เชน ในระบบการสูบจายที่มีการใชเครื่องสูบจายหลายตัว หากทําการประเมินประสิทธิภาพการทํางานของเครื่องสูบจายแตละตัว ความเร็วในการสูบจาย และปริมาณการ สูบจาย และทําการปรับมอเตอรใหมีความเหมาะสมกับขนาดของกระบวนการผลิต จะสงผลใหระบบการสูบจาย ทั้งหมดทํางานรวมกันไดอยางมีประสิทธิภาพ และสามารถประหยัดพลังงานได แนวทางการอนุรักษพลังงานในมอเตอร • • • • • ปรับขนาดของมอเตอรใหเหมาะสม (Sizing of Motors) ใชมอเตอรที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น (High Efficiency Motors) ควบคุมตัวประกอบกําลังใหมีคาที่เหมาะสม (Power Factor) ควบคุมแรงดันไฟฟาใหมีความสม่ําเสมอ (Voltage Unbalance) ใชอุปกรณปรับความเร็วรอบอัตโนมัติ (Variable Speed Drives.) แนวทางการอนุรักษพลังงานในอุปกรณแลกเปลี่ยนความรอน • • 44  • บํารุงรักษาหัวเผา อุปกรณควบคุม (Draft Control) และอุปกรณแลกเปลี่ยนความรอนใหมี สภาพที่พรอมใชงาน อุนอากาศกอนเขาระบบ หรืออุปกรณแลกเปลี่ยนความรอน (Air-Preheating) ติดตั้งหัวเผาใหมใหเหมาะสมกับการใชงาน เพื่อการประหยัดพลังงานและชวยลดมลพิษ 5.

ASDs และระบบการทํางานของมอเตอรทั้งชุด ดังนั้น แนวทางในการปรับปรุงประสิทธิภาพการทํางานของอุปกรณสูบจาย มีแนวทางหลักๆ คือ การลดแรงเสียดทานใน ระบบ (Friction) หรือการปรับแตงใหมีการใชงานเพื่อใหใกลเคียงกับคาประสิทธิภาพสูงสุด (Best Efficiency Point.) 5. Bep) ที่กําหนดไวใน Pump Curve นอกจากนี้ การปรับปรุงขนาดของอุปกรณสูบจาย การใชวัสดุเคลือบผิว และ การปรับอัตราการสูบที่เหมาะสมจะชวยลดแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นซึ่งทําใหเกิดการใชพลังงานอยางมีประสิทธิภาพ แนวทางการอนุรักษพลังงานในอุปกรณสูบจาย 1) การควบคุมการทํางานและซอมบํารุง (Operation and Maintenance) • เปลี่ยนชิ้นสวนของใบพัดที่หมดสภาพการทํางาน (Worn Impellers) • ตรวจสอบและซอมบํารุงอยางสม่ําเสมอ (Bearing Inspection and Repair) • เติมสารหลอลื่น (Bearing Lubrication Replacement) ทุก 6 เดือน หรือ 1 ป • ตรวจสอบและการเปลี่ยนวัสดุที่ปองกันการรั่วไหลใหอยูในสภาพพรอมใชงาน (Inspection and Replacement of Packing Seals) • ตรวจสอบและการเปลี่ยนยางรองอุปกรณ (Inspection and Replacement of Mechanical Seals) • เปลี่ยนยาง วงแหวน และใบพัด (Wear Ring and Impeller Replacement) • ตรวจสภาพเครื่องสูบจายและมอเตอรอยางสม่ําเสมอ (Pump/Motor Alignment Check) 2) การติดตามตรวจสอบ (Monitoring) • ตรวจวัสดุและยางรองตางๆ (Wear Monitoring) • ติดตามตรวจสอบโดยใชการวิเคราะหแรงสั่นสะเทือน (Vibration Analysis) • ติดตามตรวจสอบโดยพิจารณาความดันในระบบ (Pressure Flow Monitoring) • ติดตามตรวจสอบโดยพิจารณากระแสไฟฟาในระบบ (Current of Power Monitoring) • ติดตามตรวจสอบโดยพิจารณาคาความตางของเฮด (Head) หรือการเปลี่ยนแปลงของ อุณหภูมิ (Differential Head and Temperature Rise Across Pump หรือ Thermodynamic Monitoring) • ตรวจสอบทอสงไมใหมีการตกตะกอนหรือสะสมของสิ่งสกปรก (Distribution System Inspection For Scaling or Contaminant Build-Up) 3) ลดจํานวนอุปกรณสูบจายใหเหมาะสมกับการใชงาน (Reduce Need) โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  45  .กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ.2.8 อุปกรณสูบจาย (Pumps) อุปกรณสูบจายมีการใชไฟฟาในปริมาณที่สูง เพื่อการผลิตแรงดันในการสงของเหลวไปตามสวนตางๆ ของกระบวนการผลิต หากมีการควบคุมการทํางานของอุปกรณเหลานี้ใหทํางานไดอยางตอเนื่อง จะสามารถ ประหยัดพลังงานไดกวารอยละ 20 จากพลังงานที่ใชอยูเดิม อยางไรก็ดี คาใชจายในการลงทุนในสวนนี้ อาจถือได วาเปนสิ่งที่ตองคํานึงถึงเปนอันดับแรกๆ ของผูประกอบการ เนื่องจากปกติอุปกรณสูบจายจะมีอายุการใชงาน ยาวนานถึง 20 ป ระบบการทํางานของอุปกรณสูบจาย จะประกอบดวย อุปกรณสูบจาย ตัวขับเคลื่อน (Driver) ทอสง หนวยควบคุมการทํางาน เชน Adjustable Speed Drives.

) แนวทางการอนุรักษพลังงานในอุปกรณสูบจาย 46  4) ใชเครื่องสูบจายที่มีประสิทธิภาพ (More Efficient Pumps) 5) การปรับปรุงแกไขขนาดอุปกรณสูบจายใหเหมาะสมกับสภาพการทํางาน และการเลือกอุปกรณ สูบจายใหเหมาะสมกับงาน (Correct Sizing of Pump and Matching Pump to Intended Duty) 6) การใชอุปกรณสูบจายขนาดเล็กหลายตัวแทนการใชงานอุปกรณสูบจายขนาดใหญ (Use Multiple Pump) 7) การตกแตงใบพัดใหมีขนาดเหมาะสม (Trimming Impeller or Shaving Shaves) 8) ใชงานอุปกรณสูบจายเทาที่มีความจําเปน (Controls) 9) การใชอุปกรณปรับความเร็วรอบอัตโนมัติ (Adjustable Speed Drive.กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ. VSDs) 10) หลีกเลี่ยงการใชวาลวลดความดัน (Avoid Throttling Valve) 11) เลือกขนาดทอสงใหเหมาะสม (Correct Size of Pipes) 12) เปลี่ยนสายพานใหมีสภาพพรอมใชงาน (Replace Belt Drives) 13) เคลือบอุปกรณดวยสารเคลือบผิวเพื่อใหเกิดความเรียบจะชวยลดการสูญเสียพลังงานได (Precision Castings. ASDs) 8) เลือกใชมอเตอรที่มีประสิทธิภาพสูง (High Efficient Motors) โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  .2. ASDs หรือ Variable Speed Drives.9 เครื่องอัดอากาศ (Air Compressors) เครื่องอัดอากาศ เปนอุปกรณที่ใชพลังงานมากอันหนึ่งในเตาเผา โดยที่เครื่องอัดอากาศขนาดใหญอาจ ขับเคลื่อนไดโดยใชมอเตอรไฟฟา หรือกังหันไอน้ํา (Steam Turbine) หรือกังหันกาซ (Gas Turbine) แนวทางการอนุรักษพลังงานเครื่องอัดอากาศ 1) การตรวจสอบเครื่องอัดอากาศ ดังนี้ • ตรวจสอบการอุดตันของแผนกรองในทอสง (Poor Motor Cooling) • ตรวจสอบระบบหนวยกักเก็บน้ําระบายทิ้ง (Drain Trap) เพื่อใหอยูในสภาพที่สะอาด และพรอม ใชงาน • บํา รุ ง รั ก ษาระบบทํ า ความเย็ น ในเครื่ อ งอั ด อากาศ เพื่ อ ให ร ะบบสามารถทํ า อุ ณ หภู มิ ไ ด ต ามที่ ตองการโดยเร็ว 2) ติดตามควบคุมการทํางาน (Monitoring) 3) ลดรอยรั่ว (ในทอสงและอุปกรณ) 4) ลดอุณหภูมิอากาศกอนเขาเครื่องอัดอากาศ (Reduce the Inlet Air Temperature) 5) ใชงานเครื่องอัดอากาศอยางเหมาะสมเทาที่จําเปน (Controls) 6) เลือกใชขนาดทอจายใหเหมาะสม 7) ติดตั้งอุปกรณปรับความเร็วรอบอัตโนมัติเพิ่มเติม (Adjustable Speed Drives. Surface Coatings and Polishing) 14) การปดรอยเชื่อมตอหรือรอยรั่ว เพื่อลดการสูญเสียพลังงาน (Sealing) 5.

2.กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ.) 5.10 ใบพัด (Fans) ระบบใบพัดในอุตสาหกรรมปโตรเคมี จะมีการใชงานสวนใหญที่หมอไอน้ํา เตาเผา และหอหลอเย็ น เปนตน ซึ่งประสิทธิภาพการใชงานของระบบใบพัดจะแตกตางกันออกไปตามชนิดของใบพัด แนวทางในการอนุรักษพลังงานในระบบใบพัด 1) การปรับขนาดของใบพัดใหเหมาะสมกับการใชงาน 2) การใชอปุ กรณปรับความเร็วรอบได (Adjustable Speed Drives. ASDs) 3) การใชสายพานที่มีประสิทธิภาพสูง รูปที่ 34 ลักษณะสายพานแบบตางๆ โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  47  .

ศ.) บทสรุปโครงการ 48  โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมีไดดําเนินการจัดกลุมอุตสาหกรรมปโตร เคมี และทําการประเมินคาดัชนีการใชพลังงานของแตละกลุม เพื่อประเมินศักยภาพและมาตรฐานการอนุรักษ พลังงาน และจัดทําแนวทางการสงเสริมสนับสนุนการดําเนินการใชและการอนุรักษพลังงานของอุตสาหกรรมปโตร เคมีอยางเปนระบบและมีประสิทธิภาพ ในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว อีกทั้งทําการศึกษา ขอมูล เทคโนโลยี และมาตรการในการอนุรักษพลังงาน และนํามาขยายผลใหกับโรงงานตางๆ ในกลุมอุตสาหกรรมปโตรเคมีไดอยาง เปนรูปธรรม ในการจั ด กลุ ม อุ ต สาหกรรมป โ ตรเคมี เ พื่ อ ทํ า มาตรฐานการใช พ ลั ง งานมี ผ ลสรุ ป ว า ควรแบ ง กลุ ม อุตสาหกรรมปโตรเคมีออกเปนขั้นตน ขั้นกลาง และขั้นปลาย เพื่อทําการศึกษาขอมูลในป พ.กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ.2549 จาก โรงงานในกลุมตัวอยางดังกลาวรวมทั้งสิ้น 30 โรงงาน และใชดัชนีในการศึกษาเกณฑการใชพลังงานคือ Specific Energy Consumption (SEC) และ Energy Intensity (EI) ประกอบการพิจารณาซึ่งผลของการเปรียบเทียบการใช พลังงานพบวา โดยทั่วไปโรงงานสามารถควบคุมปริมาณการใชงานใหคงที่ไดเปนอยางดี นอกจากเกิดปญหาการ ผลิตไมเต็มความสามารถหรือมีการปดซอม เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบการใชพลังงานระหวางโรงงาน จะเห็นวาคา ดัชนีชี้วัดการใชพลังงานแตกตางกันอยางมาก แมจะผลิตสารชนิดเดียวกันเนื่องจากความแตกตางกันของวัตถุดิบ และ/หรือเทคโนโลยีกระบวนการผลิตที่ใชอีกทั้งจํานวนผูประกอบการที่มีนอยราย อยางไรก็ดีผลการวิเคราะหที่ได เมื่ อ เปรี ย บเที ย บกั บ ข อ มู ล จากต า งประเทศแล ว พบว า อยู ใ นเกณฑ ใ กล เ คี ย งกั น และการใช พ ลั ง งานใน อุตสาหกรรมปโตรเคมีของประเทศโดยรวมมีแนวโนมลดลงตามลําดับ ในสวนของการอนุรักษพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมีนั้น สามารถแบงออกไดเปน 2 ระดับคือ การ พัฒนาและปรับปรุงเทคโนโลยีในการผลิตและการจัดการและปรับปรุงประสิทธิภาพการใชพลังงานของอุปกรณที่ใช ในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะเทคโนโลยีตัวเรงปฏิกิริยาจะมีบทบาทสําคัญที่จะทําใหสามารถผลิตผลิตภัณฑที่ ตองการได ภายใตสภาวะการปฏิบัติการที่ใชพลังงานลดนอยลง ที่สําคัญคือ ตัวเรงปฏิกิริยาในกระบวนการรีฟอรมิ่ง ไฮโดรแครกกิง แอลคิลเลชัน และไอโซเมอรไรเซชัน ในขณะที่เทคโนโลยีการออกแบบถังปฏิกรณและระบบ แยกสารขั้นสูง เชน การใชเยื่อกรองก็จะมีผลเพิ่มประสิทธิภาพในการทํางานอยางชัดเจน การปรับปรุงระบบผลิต ไฟฟาใหเปนแบบพลังงานความรอนรวมและใชระบบกังหันกาซก็จะสงผลดีตอประสิทธิภาพของระบบเชนกัน การ พัฒนาระบบใหไดผลดีจะตองทําควบคูไปกับการจัดการและปรับปรุงประสิทธิภาพการใชพลังงานของอุปกรณที่ใช อยูแลวในกระบวนการผลิต และควรมีระบบติดตามตรวจสอบและควบคุมกระบวนการผลิตที่ชัดเจน แนวทางการสงเสริมการอนุรักษพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมีซึ่งเปนอุตสาหกรรมที่ใชเทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญเฉพาะดานที่สูง จะแตกตางจากอุตสาหกรรมอื่นๆ มาก ปญหาและอุปสรรคใหญ คือ ขาด ฐานขอมูลอุตสาหกรรมปโตรเคมีที่รวมเปนแหลงเดียว ขาดหนวยงานกลางที่ทําหนาที่ประสาน รวบรวมฐานขอมูล เพื่อใหเกิดการจัดการที่ดีและมีประสิทธิภาพ ขาดการสนับสนุนการศึกษาวิจัย พัฒนาเทคโนโลยีการผลิต และการ จัดการอุตสาหกรรมแบบครบวงจร อีกทั้งอุตสาหกรรมนี้ตองพึ่งพา เครื่องจักร เทคโนโลยีขั้นสูงจากตางประเทศ ทั้งหมดจึงมีการลงทุนสูงทําใหการปรับปรุงแกไขมีคาใชจายสูงตามไปดวย และวัตถุดิบบางสวนตองนําเขาจาก ต า งประเทศ จึ ง ทํ า ให ต น ทุ น สู ง และขึ้ น อยู กั บ ราคาตลาดโลกและความผั น ผวนของค า เงิ น บาท และยั ง ขาด ผูเชี่ยวชาญที่สามารถใหคําปรึกษาดานพลังงาน ดังนั้นแนวทางในการสงเสริมการอนุรักษพลังงานจะเนนไปที่การ แกปญหาดังกลาวทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยจะมีดัชนีชี้วัดความสําเร็จเปนรูปธรรมที่ชัดเจน โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  . 2546.

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ.) เพื่อใหเกิดการตอยอดการอนุรักษพลังงานในอุตสาหกรรมฯ ตอไปจึงไดมีการจัดทําหลักสูตรปูพื้นฐาน ดานการอนุรักษพลังงานและการปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใชพลังงาน และเสริมสรางศักยภาพผูเขารวม อบรมไปสูการเปนผูเชี่ยวชาญดานการอนุรักษพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี โดยเนนไปที่มาตรฐานการจัดการ ดานพลังงาน การตรวจวิเคราะหการใชพลังงานและโครงการอนุรักษพลังงาน อีกทั้งยังไดพัฒนาระบบฐานขอมูลที่ ใชในการบันทึก และแสดงผลขอมูลตางๆ ที่ใชในโครงการ เชน ขอมูลการใชพลังงาน ขอมูลการผลิต ดัชนีชี้วัดการ ใชพลังงาน เทคโนโลยี/มาตรการอนุรักษพลังงาน ลงบนฐานขอมูลกลางของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและ อนุรักษพลังงานเพื่อใชประโยชนตอไปในอนาคต จะเห็นไดวาโครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมีไดถูกดําเนินการขึ้นเพื่อนําไปสู การนําเสนอแนวทางการสงเสริมการใชพลังงานอยางมีประสิทธิภาพที่เปนรูปธรรม ทั้งในรูปแบบของเทคโนโลยี การผลิตและการจัดการพลังงาน รวมถึงมาตรการอนุรักษพลังงานเชิงลึกที่มีประสิทธิภาพ และการพัฒนาบุคลากร อยางยั่งยืน ทั้งนี้ เพื่อใหภาคอุตสาหกรรมของประเทศมีการใชพลังงานอยางคุมคา และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่ง จะเปนการชวยยกระดับขีดความสามารถในการแขงขันกับตางประเทศ รวมทั้งสามารถรับมือกับสถานการณ วิกฤติการณดานพลังงานทั้งในปจจุบันและอนาคตได ************************************************ โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  49  .

6. 12. Rungsiri Publishing: Bangkok. and Rachabungsa. The Energy Research Centre of The Netherlands (ECN).Asp. จุลสาร บริษัทอุตสาหกรรมปโตรเคมีกัลไทย จํากัด. Worrell. ความรูเกี่ยวกับอุตสาหกรรมปโตรเคมีและการพัฒนาอุตสาหกรรมปโตรเคมีใน ประเทศไทย. 2006.Energystar. 2535. Margaret. (2004). Who’s Who In The Petroleum and Petrochemical Industries of Thailand. Gielen. 5.. Phylipsen. Guidelines For Energy Management Overview. Energy Policy. เอกสารสรุปผลการประชุมกลุมยอยทาง วิชาการครั้งที่ 2. 2006. ตุลาคม 2549. จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. 16. วีรพล จีรประดิษฐกุล. M. K. Mcgraw-Hill.Oie. Handbook of Petrochemicals Production Processes.. 2533. Robert . 10. and Blok.. D. J. The Petroleum Institute of Thailand (PTIT).Gov On September.Go. 663-679. Kruesarn. Boon-Long.. (1995). Energy Efficiency Roadmap For Petroleum Refineries In California (Draft Final Report) 9. J. 2002. The Petrochemical Industry and Its Energy Use: Prospects For The Dutch Energy Intensive Industry (1996). E. โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  . Vos. Parallel Session Innovative Energy Efficiency Examples of Different Industrial Sectors -Energy Efficiency In The Cement. Metal and Petrochemical Industry. 2005..กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ. R. G.Ecn. Parameters Affecting Energy Consumption In The Petrochemical Industry.Nl/Publications/Default. 4. California Energy Commission.. Patel. ความรูเบื้องตนปโตรเคมี. โครงการฐานข อมู ลด านการผลิ ต และการซื้ อขายผลิ ตภั ณฑ ป โตรเคมี .. Proceedings Eceee 1995 Summer Study. K. Ren. PTIT Focus Special Annual Issue 2005. 8. Retrieved from Http://Www. (Ecn-C-96-029). K. M. D. Retrieved from Http://Www. 2548. Benchmarking The Energy Efficiency of Dutch Industry: An Assessment of The Expected Effect on Energy Consumption and Co2 Emissions. 1991. 50  2. W. A. 2536. 7.Aspx?Nr=Ecn-C--96-029 On September. and Beer. Handbook of Petrochemicals and Process.Th/Industrystatus2_Th. Usa.. (2004). 5th Ed. 2005. D. Blok. and Blok. ภาควิชาวิทยาการและวิศวกรรมวัสดุ คณะวิศวกรรมศาสตร และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร.N. Vt: Gower. D. Van A. สํานักงานเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม. เอกสารการวิ จั ย วิ ท ยาลั ย ปโตรเลียมและปโตรเคมี. June 2-6. 2531. Worrell. T.1995. จาก Http://Www. and Drill. วีรพจน ลือประสิทธิ์สกุล. ภาวะอุตสาหกรรมปโตรเคมี. France 15.. บริษัท เดียรบุค จํากัด: กรุงเทพ ฯ. Phylipsen. 3. Manlieu. อุตสาหกรรมปโตรเคมี. 14. S. D. 13. E. 2005. K.W. สถานการณและนโยบายพลังงานไทย. สํานักงานนโยบายและแผนพลังงาน. 30. 11. อํานาจ สิทธัตตระกูล. Energy Efficiency and Innovative Emerging Technologies For Olefin Production.) เอกสารอางอิง 1. Brookfield.

Berkeley.. Olefin Recovery from Chemical Industry. (2005). Department of Energy Office of Industrial Technologies (2000). (2004). Chemical Industry (Lbnl-44314). The Office of Energy Efficiency and Renewable Energy (2004). 21. (1994). N. The U. A. Columbia. K. C. Worrell. Chemical Industry. Ca. โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  51  . and Martin. 18. Department of Energy (2002). Department of Energy Project Fact Sheet. P 1073-1085.S.S. D. Energy and Environmental Profile of The U. P. U. U. D.. 23.S. E. Worrell.S. 24.S. An Energy Star® Guide For Energy and Plant Managers. Department of Energy (2002). 22. Profile of The Petroleum Refining Industry In California. Separation of Olefin/Paraffin Mixtures With Carrier-Facilitated Transport Membranes Use of Membranes Could Significantly Reduce Energy Costs. 19. Faaij. Waste Steams Membrane Separation Recovers Olefins from Gaseous Waste Steams For Use As Chemical Feedstocks. U. Office of Industrial Technologies Energy Efficiency and Renewable Energy — U. Potential Energy Savings In The Production Route For Plastics. Lawrence Berkeley National Laboratory. G.S. Phylipsen. Maryland. C. (2002). Energy Convers. J. Mgmt 35.กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ. California Industries of The Future Program. C. Office of Industrial Technologies Energy Efficiency and Renewable Energy — U. E.. Industrial Technologies Program. E. and Galitsky. Worrell. and Galitsky. Ernest Orlando Lawrence Berkeley National Laboratory. Department of Energy. E. De Beer. Einstein. Industrial Materials For The Future. and Blok. Novel Modified Zeolites For Energy-Efficient Hydrocarbon Separations.. Department of Energy Project Fact Sheet.S. Worrell.S.) เอกสารอางอิง (ตอ) 17. Energy Use and Energy Intensity of The U. Energy Efficiency Improvement and Cost Saving Opportunities For Petroleum Refineries. 20. Prepared By Energentic Incorporated.

) ทําเนียบอักษรยอ อักษรยอชื่อผลิตภัณฑและหนวยตางๆ 52  ABS ACN BMA BR Acrylonitrile Butadiene Styrene Acrylonitrile Butyl Methacrylate Butadiene Rubber CFR Cost and Freight DDI E&P EDC EG EO EPS EVA FDI GDP HDPE HR Domestic Direct Investment Exploration and Production Ethylene Dichloride Ethylene Glycol Ethylene Oxide Ethylene Propylene (Diene) Monomer Expandable Polystyrene Ethylene Vinyl Acetate Foreign Direct Investment Gross Domestic Product High Density Polyethylene Human Resource IMP.R/M Imported Raw Material KTA LDPE Kilo Ton Per Annual Low Density Polyethylene Linear Low Density Polyethylene Liquefied Natural Gas Monoethylene Glycol Methyl Metacrylate Million Standard Cubic Feet Methyl Tertiary-Butyl Ether EPDM LLDPE LPG MEG MMA MMSCF MTBE โครงการศึกษาเกณฑการใชพลังงานในอุตสาหกรรมปโตรเคมี  MUSD MX NG NGV OX OR OXYLENE PA PBT PDH PE PET Million United State Dollar Mixed Xylene Natural Gas Natural Gas For Vehicles PMMA Polymethyl Methacrylate POM PP PS PTA PVA PVC PX OR PXYLENE SAN SBL Polyoxymethylene Polypropylene Polystyrene Pure Terephthalic Acid Polyvinyl Alcohol Polyvinyl Chloride SBR Styrene Butadiene Rubber SEA SM UPR VCM South East Asia Styrene Monomer Unsaturated Polyester Resin Vinyl Chloride Monomer Ortho-Xylene Phthalic Anhydride Polybutyl Terapthalate Propane Dehydrogenation Polyethylene Polyethylene Terephthalate Para-Xylene Styrene Acrylonitrile Styrene Butadiene Latex .กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ.

themegallery. 10330 โทรศัพท 0-2223-2311 www.สํานักกํากับและอนุรก ั ษพลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงาน (พพ.com โทรสาร 0-2226-3943 LOGO .) กระทรวงพลังงาน เลขที่ 17 ถนนพระราม 1 แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กทม.

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful