ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับมนุษยสัมพันธ์

ความหมายของมนุษยสัมพันธ์
ได้มีผู้ให้ความหมายของมนุษยสัมพันธ์ไว้หลายลักษณะ ในที่นี้จะสรุปไว้เป็น 3 ลักษณะ
คือ ความหมายทั่ว ๆ ไป ความหมายในลักษณะที่เป็นวิชา และความหมายที่ใช้ในองค์การ
1. ความหมายทั่ว ๆ ไป มีผู้ให้ความหมายของคำาว่ามนุษยสัมพันธ์ ดังนี้
ดิ ว บริ น (Dubrin. 1981 : 4) ให้ ค วามหมายว่ า มนุ ษ ยสั ม พั น ธ์ หมายถึ ง
ศิลปะและการปฏิบัติในการนำาความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์มาใช้ในการติดต่อเกี่ยวข้องกัน
เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ส่วนตัวและส่วนรวม
นิพนธ์ คันธเสวี (2525 : 4) ให้ความหมายว่า มนุษยสัมพันธ์ หมายถึง สภาพ
ความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่เอื้ออำานวยต่อการดำารงชีวิตร่วมกันอย่างราบรื่นหรือทำางานร่วมกันอย่างมี
ประสิทธิภาพ และทุกฝ่ายต่างก็มีความพึงพอใจทุกด้าน
โยธิน คันสนยุทธ์ (2525 : 1) ให้ความหมายว่า มนุษยสัมพันธ์ หมายถึง การ
เข้ากับคนอื่นได้
วิจิ ต ร อาวะกุ ล (2527 : 25) กล่ าวว่า มนุ ษ ยสั มพั น ธ์ หมายถึ ง การติ ด ต่ อ
เกี่ ยวข้อ งกั นเพื่อ เป็น สะพานทอดไปสู่ความเป็นมิตร รวมทั้ง การที่พั ฒนาตนเองให้เ ป็น ที่รั กใคร่
ชอบพอ และได้รับความร่วมมือสนับสนุนจากผู้อื่น
2. ความหมายในลักษณะวิชา มีความหมายดังนี้
มนุ ษยสัมพัน ธ์ หมายถึง วิชาที่ว่า ด้วยศาสตร์แ ละศิล ป์ในการสร้ า งเสริ มความ
สัมพันธ์ระหว่างบุคคลเพื่อให้ได้มาซึ่งความรักใคร่นับถือ จงรักภักดีและความร่วมมือ ตลอดจนการ
อยู่ร่วมกับคนอืน่ อย่างมีความสุข (ธรรมรส โชติกุญชร. 2524 : 6)
3. ความหมายที่ใช้ในองค์การ มีผู้ให้ความหมายไว้ดังนี้
เดวิ ส (Davis. 1957 : 9) ให้ ค วามหมายว่ า มนุ ษ ยสั ม พั น ธ์ หมายถึ ง
กระบวนการจูงใจคนให้ทำางานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลโดยมีความพอใจเป็นพื้น
ฐาน
ฟลิปโป (Fippo. 1966 : 15) ให้ความหมายว่า มนุษยสัมพันธ์ หมายถึง การ
รวมคนให้ทำางานร่วมกันในลักษณะที่มุ่งให้เกิดความร่วมมือ สมานฉันท์เพื่อให้งานบรรลุเป้าหมาย
หรือเป็นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในองค์การที่มุ่งหมายให้เกิดความร่วมมือในการทำางานอย่างมี
ประสิทธิภาพและเกิดความเข้าใจอันดีต่อกัน

ลักษณะของมนุษยสัมพันธ์
จากความหมายต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นพอจะสรุปได้ว่า มนุษยสัมพันธ์เป็นเรื่องราวที่
เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของคนในสังคมที่เป็นการอยู่ร่วมกัน และการทำางานร่วมกันเพื่อให้บรรลุเป้า
หมาย จึงอาจจะสรุปลักษณะของมนุษยสัมพันธ์ได้ดังนี้
1. มนุษยสัมพันธ์ เน้นตัวบุคคลมากกว่าเครื่องจักรกลหรือเศรษศาสตร์
2. บุคคลดังกล่าวรวมกันเป็นกลุ่มสังคมที่มีระบบ และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเป็น
ความสัมพันธ์ที่มีระบบระเบียบ
3. กิจกรรมสำาคัญของมนุษยสัมพันธ์ คือ การจูงใจให้บุคคลเกิดพลังในการติดต่อสัมพันธ์
และแสดงพฤติกรรมตอบสนองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
กล่าวโดยสรุป มนุษยสัมพันธ์ หมายถึง การติดต่อเกี่ยวข้องกันระหว่างบุคคลในสังคมทั้ง
ทีเ่ ป็นส่วนตัว และที่เกี่ยวข้องกับการทำางาน ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการเพื่อให้เกิดความรัก
ใคร่ ศรัทธา ช่วยเหลือและร่วมมือร่วมใจกันทำางานให้บรรลุเป้าหมาย ทั้งนี้เพื่อให้ตนเองเป็นสุข ผู้
อื่นมีความสุข และสังคมมีประสิทธิภาพ
แนวทางศึกษามนุษยสัมพันธ์
1. ศึ ก ษาตามแนวทฤษฎี หมายถึ ง ศึ ก ษาวิ ท ยาการสาขาต่ า ง ๆ เช่ น สั ง คมวิ ท ยา
มานุษยวิทยา จิตวิทยา ศาสนวิทยา ปรัชญา และศาสตร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ จุดเน้น คือ
การศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ทั้งที่เป็นพฤติกรรมส่วนตัว พฤติกรรมทางสังคม มารยาทในสังคมตาม
แนวทฤษฎี ต่ า ง ๆ ดั ง คำา กล่ า วของฮิ ว เนอร์ ย าเกอร์ (Huneryager. 1965 : 72) ที่ ว่ า
“มนุษยสัมพันธ์ คือ มวลแห่งความรู้ที่มีระบบระเบียบซึ่งได้รับการพัฒนามาเพื่ออธิบายพฤติกรรม
ของแต่ละบุคคลในองค์การวิชามนุษยสัมพันธ์เป็นการนำาเอาหลักวิชาพฤติกรรมศาสตร์ทั้งมวลมาใช้
ในการบริหารบุคคล”
2. ศึกษาแนวปฏิบัติที่เป็นศิลป์ หมายถึง ศึกษาปฏิกิริยาโต้ตอบระหว่างบุคคลว่า เมื่อ
บุคคลอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มแล้วจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบต่อกันอย่างไร แนวทางที่บุคคลโต้ตอบกันนั้นเน้น
ศิลปะในการปฏิบัติต่อกัน โดยอาศัยหลักทฤษฎีในแนวทางแรกศึกษาธรรมชาติของบุคคล ความ
ต้องการ ความรู้สึกนึกคิด ประเพณี วัฒนธรรม และอื่น ๆ ว่าเหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร
ประวัติความเป็นมาของมนุษยสัมพันธ์
อาริ เพชรผุด (ม.ป.ป. : 4-9) กล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์นั้นไม่สามารถระบุ
ได้ว่าเริ่มเมื่อใด แต่มนุษย์เริ่มอยู่รวมกันเป็นกลุ่มสังคมก็ต้องมีการติดต่อสัมพันธ์กันเพื่อความมั่นคง

ปลอดภัย และเพื่อความอยู่รอด ฯลฯ ดังได้กล่าวมาแล้ว ความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นความสัมพันธ์ที่
ไม่เป็นทางการและเป็นไปโดยอัตโนมัติ เมื่อสังคมเริ่มเปลี่ยนแปลง ประชาชนพลเมืองเพิ่มขึ้น มีการ
แข่งขันด้านธุรกิจมากขึน้ มนุษยสัมพันธ์เริ่มมีความสำาคัญยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในองค์การต่าง ๆ เช่น
องค์การอุตสาหกรรม องค์การธุรกิจ เป็นต้น ทั้งนี้เพราะการบริหารงานของนายจ้างนั้นต้อง
เกี่ยวข้องกับกับคนที่เป็นลูกจ้างหรือผู้ใช้แรงงาน ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับมนุษยสัมพันธ์เริ่มเด่นชัด
กลางศตวรรษที่ 19 คือ เริ่มเปลี่ยนแนวคิดการบริหารมาให้ความสำาคัญแก่ตัวบุคคล ทั้งนี้ก่อนการ
ปฏิวัติอุตสาหกรรม นายจ้างในโรงงานอุตสาหกรรมไม่เห็นความสำาคัญของลูกจ้าง ไม่สนใจความ
ต้องการ และอารมณ์ความรู้สึกของคน และไม่รู้วา่ ความต้องการของคนมีอิทธิพลต่อผลผลิตอย่าง
สูง ผู้บริหารคิดแต่เพียงว่าแรงงานเปรียบเสมือนสินค้าสำาหรับซื้อขาย คนก็กลายเป็นเครื่องจักรที่
ต้องการทำางานตลอดเวลาโดยเขาไม่รู้ว่า คนต้องการพักผ่อน ต้องการความเห็นอกเห็นใจ และ
อื่น ๆ คนงานในสมัยนั้นต้องทำางานวันละหลายชั่วโมงได้รับค่าจ้างในอัตราตำ่า อยู่ในสภาพแวดล้อม
ทีไ่ ม่ดี คนงานมีสุขภาพทรุดโทรมยากจน เจ็บป่วยเสมอ ทัง้ นี้เพราะนายจ้างขาดความเห็นอกเห็นใจ
ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือ สภาพการทำางานเลวร้ายลง ผลผลิตเสื่อมคุณภาพ โรงงานก็ประสบภาวะ
การขาดทุน
ต่อมาจึงมีการปฏิวัติอุตสหากรรม หลังการปฎิวัติอุตสาหกรรมใหม่ ๆ แม้จ ะมีการจั ด
ระบบงานที่ดีขึ้นแต่สถานการณ์ต่าง ๆ ยังไม่ดีขึ้นเพราะคนงานยังขาดอิสรภาพในการทำา งาน ไม่มี
เวลาว่างสำา หรับพักผ่อน และยังไม่มีความพอใจในการทำา งาน ต่อมาประมาณปี ค.ศ. 1800 โร
เบิร์ท โอเวน (Robert Owen) นักอุตสาหกรรมชาวเวลล์ เป็นบุคคลแรกที่คำานึกถึงความต้องการ
พื้นฐานของคนงาน เช่น เขาคิดว่า เด็กยับมีพัฒนาการไม่เหมือนคนผู้ใหญ่ โอเวน จึงไม่ยอมรับ
เด็กเข้าทำางานในโรงงานอุตสาหกรรม เขาเชื่อว่า ความสะอาด และความเหมาะสมของงานมีความ
สัมพันธ์กับการทำางานเป็นอย่างยิ่ง เขาจึงได้จัดสถานที่ทำางานให้สะอาด และจัดสภาพการทำางาน
ให้เหมาะสมขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นการเริ่มต้นการสร้างสัมพันธภาพกับคนงาน
ต่อมาปี ค.ศ. 1835 แอนดรู ยูรี (Andreww Urie) เป็นอีกผู้หนึ่งที่ให้ความสำาคัญแก่คน
ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำา คัญในอุตสหกรรมการผลิต เช่น การจัดให้มีการหยุดพักดื่มนำ้า ชา ให้การ
รักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย การปรับปรุงห้องทำางาน ให้มีพัดลมระบายอากาศ จ่ายค่าจ้างเมื่อคน
งานเจ็บป่วย เป็นต้น
ต้นปี ค.ศ.1900 เทย์เลอร์ (Taylor) วิศวกรชาวอเมริกาซึ่งเป็นผู้จัดการโรงงานถลุงเหล็ก
ได้พัฒนาทฤษฎีและการจัดการบริหารเชิงวิทยาศาสตร์ขึ้น เขาจึงได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งการบริหารเชิง
วิทยาศาสตร์ (Owen. 1969 : 8-11) โดยที่เขาได้ริเริ่มวางพื้นฐานมนุษย์สัมพันธ์ด้านธุรกิจขึ้น
เมื่อได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ควบคุมงานเขาได้พยายามวางมาตรฐานเวลาที่ใช้ในการทำางานแต่ละอย่าง

ทีต่ ้องใช้เครื่องจักรกลทุกด้าน (Spriege. 1955 : 2.1-2.6) และพิจารณาศึกษาการทงำาานของคน
งานในแต่ละวันว่าทำางานวันละกี่ชั่วโมงจึงจะเหมาะสมที่สุด ระยะการพักงานแต่ละวันควรมีกี่ระยะ
และระยะหนึ่ง ๆ นานเท่าใด เขาได้ทำา การทดลองวิธีการทำา งานที่ถูกต้องกับคนกลุ่มหนึ่งและพบ
ว่าการทำางานที่ถูกวิธีจะทำาให้ผลผลิตสูงขึ้น เขาเป็นบุคคลแรกที่เรียกร้องให้ผู้บริหารสนใจสภาพการ
ทำางานของคนงานเพราะคนงานเป็นองค์ประกอบสำาคัญในการผลิต จึงนับได้ว่าทำาให้เกิดการสร้าง
มนุษยสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างอีกระดับหนึ่ง
ต่อมาได้มีการจัดประชุมสัมมนาด้านมนุษยสัมพันธ์ในวงการอุตสาหกรรมขึ้นที่กรุงนิวยอร์ค
และได้จดั เรื่อยมาจึงปัจจุบันซึ่งเป็นการจัดสัมมนาที่เริ่มใช้คำาว่า “มนุษยสัมพันธ์”
ความสำาคัญของมนุษยสัมพันธ์
1. ความสำาคัญที่มีต่อการดำาเนินชีวิตในสังคม มีดังนี้
1.1 ความสำาคัญที่มีต่อการดำารงอยู่ของชีวิต มนุษยสัมพันธ์มีความสำาคัญต่อการดำาเนิน
ชีวิต ดังนี้
1.1.1 มนุษยสัมพันธ์จะช่วยให้มนุษย์ไม่ว้าเหว่ โดยธรรมชาติมนุษย์ส่วนมากจะเกิด
ความเงียบเหงาและว้าเหว่เมื่ออยู่คนเดียว และไม่อาจทนต่อความเงียบเหงาได้นาน มนุษย์จึงต้องหา
เพื่อนหรือกลุ่มคนไว้เป็นเพื่อนคลายความเงียบเหงา มนุษย์จึงต้องสร้างความสัมพันธ์กัน
1.1.2 มนุษยสัมพันธ์ทำาให้มนุษย์ได้รับความช่วยเหลือและได้รับความสำาเร็จ
ความสำาเร็จเป็นยอดปรารถนาของมนุษย์เพราะความสำาเร็จย่อมนำามาซึ่งความสุข
1.1.3 มนุษยสัมพันธ์จะช่วยให้มนุษย์มีความมั่นคงปลอดภัย มนุษย์มีความต้องการ
ความมั่นคงปลอดภัยทั้งด้านร่างกายและจิตใจเป็นพื้นฐานสำาคัญ มนุษยสัมพันธ์จะช่วยสนองความ
ต้องการดังกล่าวได้ เพราะการมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ย่อมทำาให้เกิดการช่วยเหลือปกป้องคุ้มครอง
ให้แก่กัน
1.1.4 มนุ ษ ยสั ม พั น ธ์ จ ะช่ ว ยให้ ม นุ ษ ย์ ไ ด้ รั บ ความรั ก และการยอมรั บ เมื่ อ มนุ ษ ย์
ต้องการให้คนอื่นรักตน และยอมรับตน เขาก็จะสร้างความสัมพันธ์โดยการให้ความรักและยอมรับผู้
อื่นก่อน
1.2 ความสำาคัญของมนุษยสัมพันธ์ที่มีต่อคุณภาพชีวิต ชีวิตที่มีคุณภาพ คือ ชีวิตที่ดี
มีความสุข มนุษยสัมพันธ์ย่อมทำาให้บรรลุเป้าหมายได้ เพราะจุดมุ่งหมายสุดท้ายของมนุษยสัมพันธ์
คือ การทำาให้ตนเองมีความสุข ผู้อนื่ มีความสุข และสังคมมีคุณภาพ
2. ความสำาคัญของมนุษยสัมพันธ์ที่มีต่อการบริหารงาน คำาว่ามนุษยสัมพันธ์นอกจากนำา
ไปใช้ในชีวิตส่วนตัวในครอบครัว ในหมู่เพื่อนฝูง ซึ่งนับได้ว่าเป็นความสัมพันธ์แบบไม่เป็นทางการ

แล้ว ยัง สามารถปรั บเป็นความสั มพั น ธ์แ บบทางการใช้ในองค์การต่าง ๆ ได้อ ย่างกว้างขวางทุ ก
องค์การ
2.1 พนักงานในองค์การล้วนแต่มีความแตกต่างกันทั้งทางด้านภูมิหลัง ความต้องการ
สติปัญญา อารมณ์ และความรู้สึก ผู้บริหารจำาเป็นต้องรู้หลักในการครองใจพนักงาน และหลักใน
การสนองความต้องการ นั่นคือการสร้างมนุษยสัมพันธ์เพื่อให้การทำางานราบรื่น
2.2 ความเจริญทางด้านสังคม เศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ประกอบกับความซับซ้อน
ในการบริหารงาน เช่น มนุษย์มีความต้องการมากขึ้นและซับซ้อนขั้น ผูบ้ ริหารจะต้องใช้ความรู้และ
ศิลปะในการสนองความต้องการเหล่านั้น
2.3 พนักงาน หรือข้าราชการที่มีวุฒิสูงขึ้นย่อมจะเรียกร้องสิ่งต่าง ๆ เพิ่มขึ้น พนักงาน
หรือข้าราชการเหล่านั้นต้องการผู้นำาที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่เยี่ยมยอด
2.4 ผลจากการวิจัยเกี่ยวกับหน้าที่ความรับผิดชอบของหัวหน้างานเป็นจำานวนมากพบ
ว่า ผู้บริหารส่วนใหญ่ใช้เวลา 50-75% ทำางานเกี่ยวข้องกับคนผู้บริหารจำาเป็นต้องใช้กลวิธีในการ
สร้างมนุษยสัมพันธ์เพื่อให้เกิดความร่วมมือร่วมใจ และเพื่อให้การทำางานบรรลุเป้าหมาย
นอกจากนี้ แชปแมน (Chapman. 1983 : 11) ให้เหตุผลว่าเหตุใดในสมัยปัจจุ บัน
มนุษยสัมพันธ์มีความสำาคัญมากกว่าเมื่อ 40 ปีที่แล้ว คือ
1. องค์การธุรกิจ อุตสาหกรรม และองค์การรัฐบาลเจริญเติบโตและมีความซับซ้อน
ขึ้น กลุ่มบุคคลต่าง ๆ จะต้องทำางานเกี่ยวข้องกับผู้อื่นจึงจำาเป็นต้องสร้างมนุษยสัมพันธ์มากขึ้น
2. ปัจจุบันมีอาชีพบริการเพิ่มขึ้น คนเหล่านี้จะต้องบริการให้ลูกค้าอย่างดีที่สุด เพื่อให้
ลูกค้าพอใจ การสร้างมนุษยสัมพันธ์จึงมีความสำาคัญขึ้น
3. ผลผลิตที่สูงขึ้นย่อมนำา ไปสู่ผลกำาไรที่มากขึ้น เพื่อให้ผลผลิตสูงขึ้นผู้บริหารจะต้อง
สร้างมนุษยสัมพันธ์ให้พนักงานร่วมมือร่วมใจในการผลิตมากขึ้น
4. ผู้บริหารเป็นจำานวนมากที่ได้ฝึกฝนมนุษยสัมพันธ์ จะเข้าใจเพื่อนร่วมงานมากขึ้น
และสามารถใช้มนุษยสัมพันธ์กับผู้ร่วมงานอย่างมีประสิทธิภาพ
5. ปัจจุบันลูกจ้างมีการเคลื่อนย้ายจากที่ต่าง ๆ เข้ามาทำา งานในบริษัทและโรงงาน
มากกว่ า 40 ปีที่ แ ล้ว ดัง นั้ น คนงานจึ ง มี ค วามแตกต่ า งกั น ในเรื่ อ งบุค ลิ ก ภาพและในเรื่ อ งของ
วัฒนธรรมผู้บริหารจึงจำาเป็นต้องเข้าใจและยอมรับความแตกต่างนั้น

ประโยชน์ของวิชามนุษยสัมพันธ์
1. ทำาให้เข้าใจธรรมชาติดา้ นต่าง ๆ ของมนุษย์
2. ทำาให้เข้าใจความต้องการพื้นฐานของมนุษย์และสามารถสนองความต้องการพื้นฐานที่
เหมือนกันและแตกต่างกันได้
3. ทำาให้เกิดความราบรื่นในการคบหาสมาคมกับผู้อื่น
4. ทำาให้ได้รับความรักใคร่ เชื่อถือ ศรัทธา จากบุคคลในครอบครัว องค์การและสังคมได้
5. ทำาให้เกิดความร่วมมือร่วมใจในการทำางานให้บรรลุเป้าหมายได้ โดยเฉพาะผู้บริหาร
มนุษยสัมพันธ์จะช่วยให้งานสำาเร็จได้
6. ช่วยลดปัญหาความขัดแย้งในการทำางานและในการอยู่ร่วมกัน
7. ทำาให้บุคคลมีแรงจูงใจในการทำางาน มีความสามัคคีกลมเกลียว รักองค์การและทำาให้
องค์การมีความมั่นคงเป็นปึกแผ่น
8. เป็นปัจจัยสำาคัญในการประสานประโยชน์ของสังคม ป้องกันและแก้ปัญหาสังคมและ
เศรษฐกิจ การเมืองได้
9. มนุษยสัมพันธ์ทำาให้ทุกคนมีความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน พร้อมที่จะต่อสู้เพื่อประโยชน์
ร่วมกัน
10. ทำาให้ตนเองมีความสุข ผู้อื่นมีความสุข และสังคมมีความสุข
จุดมุ่งหมายของมนุษยสัมพันธ์
1. เพื่อให้รู้จักและเข้าใจตนเอง
2. เพื่อให้รู้จักและเข้าใจผู้อื่น
3. เพื่อให้เกิดความรักใคร่ เชื่อถือ ศรัทธา และไว้วางใจผู้อื่น
4. เพื่อให้ความร่วมมือร่วมใจในการทำางานไปสู่เป้าหมาย
5. เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งในการทำางานและการอยู่ร่วมกัน
6. เพื่อให้ตนเองมีความสุข ผู้อนื่ มีความสุข และสังคมมีความสุข
ปรัชญาพื้นฐานของมนุษยสัมพันธ์
ปรัชญาพื้นฐาน หมายถึง ความเชื่อพื้นฐานเกี่ยวกับมนุษยสัมพันธ์ในเรื่องมนุษย์ ซึ่งมี
ดังนี้ คือ

1. มนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรี ในการติดต่อสัมพันธ์กับมนุษย์นั้นต้องยอมรับว่ามนุษย์ทุก
คนมีคุณ ค่าของความเป็นคนเท่า กัน มนุ ษย์ มีความสามารถเฉพาะตั ว ทุ ก คนอยากจะได้ รั บการ
ยอมรับนับถือ การยกย่องสรรเสริญ แต่ไม่ปรารถนาจะได้รับการดูถูกเหยียดหยามไม่ว่าเขาจะเป็นใคร
2. มนุษย์ต้องการการจูงใจ โดยเฉพาะการปฏิบัติงานของมนุษย์ย่อมเกิดจากแรงจูงใจ
ภายใน อันได้แก่ ความต้องการพื้นฐานซึ่งมาสโลว์ กล่าวไว้ในแนวคิดข้อหนึ่งว่า “มนุษย์ทุกคนมี
ความต้องการและความต้องการเกิดขึ้นตลอดเวลาไม่มีที่สิ้นสุด”
แนวคิดเกี่ยวกับมนุษยสัมพันธ์
แนวคิ ด เกี่ ย วกั บ มนุ ษ ยสั ม พั น ธ์ เ ป็ น ความรู้ เ บื้ อ งต้ น ที่ ใ ช้ เ ป็ น แนวทางในการสร้ า ง
มนุษยสัมพันธ์แนวคิดของมนุษยสัมพันธ์แบ่งออกเป็น 3 แนวคิด คือ แนวคิดในเรื่องธรรมชาติของ
มนุษย์ แนวคิดในเรื่องของสังคมไทยและแนวคิดในเรื่องขององค์การ ดังนี้ คือ
1. แนวคิดในเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ ได้แก่ ความแตกต่างระหว่างบุคคล การคำานึง
ถึงบุคคลในลักษณะผลรวม พฤติกรรมของมนุษย์ย่อมก่อให้เกิดขึ้นได้และจูงใจได้ มนุษย์มีคุณค่า
และศักดิศ์ รี มนุษย์มีความซับซ้อน มีรายละเอียดดังนี้
1.1 ความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual differences) นอกจากบุคคลจะมี
ความคล้ายคลึงกันแล้วบุคคลยังมีความแตกต่างกันมากมายหลายประการ
1.2 การคำา นึ ง ถึ ง บุ ค คลในลั ก ษณะรวม (A whole person) เราไม่ อ าจศึ ก ษา
บุคคลโดยการแยกศึกษาเป็นส่วนย่อย ๆ แต่ละส่วน
1.3 พฤติ ก รรมเป็น สิ่ ง ก่ อ ให้ เ กิ ด ขึ้ น ได้ แ ละจู ง ใจได้ (A eaused behavior) ทาง
จิตวิทยาเชื่อว่า พฤติกรรมเกิดจากความต้องการ ซึ่งถือว่าความต้องการเป็นแรงขับหรือแรงจูงใจ
ภายในที่ทำาให้เกิดพฤติกรรม นอกจากพฤติกรรมจะเกิดจากแรงจูงใจภายในแล้วเรายังสามารถทำาให้
มนุษย์แสดงพฤติกรรมโดยใช้สิ่งจูงใจภายนอกได้
1.4 มนุ ษ ย์ ทุ ก คนมี ศั ก ดิ์ ศ รี ข องความเป็น คน (Dignity) มนุ ษ ย์ ทุ ก คนเป็ น คนมี
คุณค่า มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ฉะนั้นการปฏิบัติต่อผู้ร่วมงานในองค์การควารเป็นไปในลักษณะของ
การยกย่องให้เกียรติ สุภาพ อ่อนน้อม ไม่วางอำานาจ หรือขู่บังคับ
1.5 มนุษย์มีความซับซ้อนและมีความผันแปรเป็นอย่างมาก (Complex) มนุษย์
เป็นสัตว์ชั้นสูงที่มีความซับซ้อนและพฤติกรรมผันแปรอยู่ตลอดเวลาตามความต้องการหรือแรงจูงใจ
ทีม่ ีอยู่
2. แนวคิดในเรื่องลักษณะของสังคมไทย ลักษณะสังคมไทยที่เกี่ยวข้องมนุษยสัมพันธ์
มีหลายประการ เช่น เป็นสังคมที่เน้นตัวบุคคลมากกว่าปัญหาเป็นสังคมอำานาจนิยม

2.1 เป็นสังคมที่เน้นตัวบุคคลมากกว่าปัญหา คือ คนไทยจะให้ความสำาคัญแก่ตัว
บุคคลมากกว่าหลักการ
2.2 เป็นสังคมอำานาจนิยม (Thinapan Nakata. 1975 : 55) ความสัมพันธ์
ระหว่างบุคคลจึงเป็นไปในลักษณะของผู้ใหญ่กับผู้น้อย
3. แนวคิดในเรื่องธรรมชาติขององค์การ มีข้อสมมติฐานว่า องค์การมีธรรมชาติ ดังนี้
3.1 องค์การเป็นระบบสังคม กิจกรรมทางสังคมภายในองค์การจึงอยู่ภายใต้กฎ
ของสังคม
3.2 องค์การเป็นศูนย์รวมความสนใจ องค์การเกิดขึ้นเพราะคนมีความสนใจร่วม
กัน
แนวคิดดังกล่าวจะเป็นแนวทางให้บุคคลในองค์การ ในสังคม ได้ตระหนักและใช้เ ป็น
ประโยชน์ในการสร้างมนุษยสัมพันธ์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ขอบเขตและหัวเรื่องพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับมนุษยสัมพันธ์
การศึกษามนุษยสัมพันธ์จะต้องศึกษาหัวเรื่องพื้นฐานต่อไปนี้ คือ
1. การพัฒนาศักยภาพของตนเอง ได้แก่ การศึกษาตนเอง ยอมรับตนเองและพัฒนา
ศักยภาพที่มีอยู่ให้ดีที่สุดเพื่อสร้างมนุษยสัมพันธ์ให้ตนเป็นสมาชิกที่ดีมีประสิทธิภาพในสังคม และ
เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและสังคม การรู้จักตนเองเป็นปัจจัยที่สำาคัญที่สุดในการสร้างมนุษยสัมพันธ์
2. การจูงใจ การจูงใจเป็นการกระตุ้นให้บุคคลมีความกระตือรือร้น หรือมีแรงจูงใจใน
การแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ทั้งพฤติกรรมทางสังคมและพฤติกรรมการทำา งาน เช่น การกระตุ้นให้
บุคคลพูดคุย ร่วมทำากิจกรรมทางสังคม ขยันทำางาน เป็นต้น
3. การติดต่อสื่อสาร การติดต่อสื่อสารเป็นการถ่ายทอด อารมณ์ ความรู้สึก และข้อ
เท็จจริงเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ทำาให้บุคคลได้รับรู้ข้อเท็จจริง อารมณ์ ความรู้สึก การติดต่อ
สื่อสารทำาให้เกิดการรวมกลุ่มองค์การและสังคมที่กว้างขวางและเกิดความเข้าใจอันดีต่อกัน
4. ความรับผิดชอบ ความรับผิดชอบ หมายถึง การปฏิบัติหน้าที่ให้สำา เร็จตามเป้า
หมายความสำา เร็ จ นั้ น จะต้ อ งเกี่ ย วข้ อ งกั บ ความผู ก พั น อยู่ กั บ งาน (Obligation) การทำา หน้ า ที่
(Function) และวัต ถุ ประสงค์ (Objectives) หรื ออาจกล่า วได้ ว่า ความรั บผิ ด ชอบนั้ น เป็น การ
ปฏิบัติงานให้ทันเวลา ตรงเวลา มีความห่วงใย และวิตกกังวลเมื่องานไม่เสร็จตามเวลา
5. การเห็นใจหรือเข้าใจคนอื่น การเห็นใจและเข้าใจคนอื่นนั้นเป็นความสามารถที่จะ
รับรู้อารมณ์ หรือ ความรู้สึกของบุคคลอื่น หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็น “การรู้สึกอย่างที่คนอื่นรู้สึก”

เหมือนกับความสามารถที่ทำาให้เราเข้าไปอยู่ในสภาพของผู้อื่นไม่ว่าผู้อื่นจะอยู่ในสภาพความทุกข์
ทรมาน เศร้าโศกเสียใจหรือ มีความสุขความรู้สึกเห็นใจและเข้าใจดังกล่าวจะแสดงออกทางวาจา
สีหน้า ดวงตา และกิริยาท่าทาง ซึ่งทำา ให้ผู้อื่นเกิดความสุข ความสบายใจอันเป็นสิ่งที่ทำา ให้เกิด
สัมพันธภาพที่ดีต่อกัน
ลักษณะของผู้มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี
- ทำาตนให้มีชีวิตชีวา ยิ้มแย้มแจ่มใส
- รู้จักควบคุมอารมณ์ของตน
- มีบุคลิกภาพที่ดี
- มีสัมมาคารวะ
- เป็นนักฟังที่ดี
- รู้จักใช้คำาพูดหรือภาษาพูดให้เหมาะสม
- ไม่เป็นผู้เย่อหยิ่งถือตัว
- มีไมตรีจิตและมีนำ้าใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
- แสดงความชื่นชมบุคคลอื่นด้วยความจริงใจ
- พยายามจดจำาลักษณะเด่น ๆ รวมทั้งชื่อ นามสกุล ของบุคคลให้ได้มากที่สุด
- แสวงหาความสนใจร่วมกัน คุยกันเรื่องที่สนใจหรือชอบเหมือน ๆ กัน
- ช่างซักถาม แต่อย่าให้มากจนเกินไป
- สนใจบุคคลอื่น ศึกษาความต้องการและความแตกต่างของบุคคลอื่น
- รู้จักทำาตัวให้เป็นประโยชน์แก่บุคคลอื่น
- ใจกว้างยอมรับฟังความคิดเห็นของบุคคลอื่น
- ต้องการให้ผู้อื่นมีความสุขและอยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
- รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา
- ให้ความเคารพนับถือและให้ความร่วมมือที่ดี
เทคนิคในการสร้างมนุษยสัมพันธ์
1. มีการทำางานร่วมกันแบบประชาธิปไตย บุคคลส่วนใหญ่มักต้องการมีส่วนร่วมใน
กลุ่มทีต่ นเป็นสมาชิก ซึ่งการทำางานร่วมกันแบบประชาธิปไตยจะสนองความต้องการได้ โดยที่ทุกคน
ต่างมีสิทธิมีเสียงในการแสดงความคิดเห็นต่องาน รับฟังความคิดเห็นของกันและกัน และเคารพใน
มติของเสียงส่วนใหญ่ ซึ่งจากผลการศึกษาวิจัยของเลอวิน นักจิตวิทยากลุ่มทฤษฎีสนาม พบว่าการ
ทำางานร่วมกันแบบประชาธิปไตย ช่วยให้กลุ่มมีความร่วมมือ และงานสำาเร็จดีกว่ากลุ่มเผด็จการหรือ

กลุ่มเสรีนิยม จึงกล่าวได้ว่าการทำางานร่วมกันแบบประชาธิปไตย ช่วยเสริมสร้างมนุษยสัมพันธ์ใน
หน่วยงานได้
2. มีความไว้วางใจและเชื่อในความสามารถซึ่งกันและกัน บุคคลทั่วไปมักต้องการ
ความเชื่อถือไว้วางใจจากผู้อื่น ดังนั้น ในการทำางานร่วมกัน ทุกคนควรต้องให้ความไว้วางใจซึ่งกัน
และกัน ให้เกียรติและเชื่อถือในความสามารถของเพื่อนร่วมงาน ไม่เข้าไปก้าวก่ายถ้าเขาไม่ขอความ
ช่วยเหลือ การก้าวก่ายเกินหน้าที่มักก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง สร้งผลเสียต่องานมากกว่าผลดี
3. มีการติดต่อสื่อสารที่ดีในหน่วยงาน มนุษย์ทุกคนมักต้องการความชัดเจน ในงาน
และต้องการความสบายใจในการอยู่ร่วมกันด้วย ซึ่งการติดต่อสื่อสารที่ดี นอกจากช่วยสร้างความ
เข้าใจในงานร่วมกันแล้วยังช่วยเสริมความสัมพันธ์ส่วนตัวกันด้วย ถ้ากลุ่มมีการติดต่อสื่อสารที่ดีจะมี
ส่วนส่งเสริมทั้งประสิทธิภาพของงาน และการอยู่ร่วมกัน ในกลุ่มทำางานที่ดีนั้นมักใช้การสื่อสารสอง
ทาง หรือทางหลายทางมากกว่าสื่อสารทางเดียว คือ ให้มีการตอบโต้ อภิปราย แสดงความเห็น หรือ
ซักถามข้อสงสัยร่วมกันมากกว่าที่จะรับคำาสั่ง หรือรับฟังความคิดอยู่ข้างเดียว ขณะเดียวกันในการใช้
ภาษา เพื่อสื่อสารไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือเขียน ก็ให้เป็นไปตามทางสร้างสรรค์ให้เกิดผลดีต่อกันและ
กัน
4. มีการช่วยเหลือกันในขอบเขตที่เหมาะสม ในการทำางานและอยู่ร่วมกันในกลุ่ม
ถ้าทุกคนพร้อมต่อการเป็นผูใ้ ห้ย่อมทำาให้เกิดความสุขในกลุ่มได้ การช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานจัดว่า
เป็นการให้อีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นมิตร ซาบซึ้งใจ พึงพอใจและเกิดความสัมพันธ์ที่
ดีต่อกัน แต่ทั้งนี้ต้องเป็นการให้ในขอบเขตที่เหมาะสม เช่น ให้เมื่ออีกฝ่ายต้องการความช่วยเหลือให้
โดยไม่มีผลกระทบในทางเสียหายต่องานส่วนรวม หรือช่วยเหลือโดยเลือกที่รักมักที่ชัง คือขาดความ
ยุติธรรม ซึ่งบางทีนำาไปสู่การแตกสามัคคีหรืออิจฉาริษยากันในหน่วยงาน การช่วยเหลือกัน ใน
ขอบเขตที่เหมาะสม ไม่วา่ จะอยู่ในสถานะของผู้บังคับบัญชา ผู้อยู่ระดับเดียวกัน หรือผู้อยู่ใต้บังคับ
บัญชา ก็ย่อมนำามาซึ่งการอยู่ร่วมกันโดยราบรื่นสงบสุข
5. มีการทำางานร่วมกันอย่างเป็นระบบ การทำางานร่วมกันโดยหลายคนนั้น ถ้ามีทีม
งาน (Team work) ที่เหมาะสม คือ มีระบบงานที่ดี มีสายงานบังคับบัญชาที่ชัดเจน ทุกคนรับบทบาท
หน้าที่ และมีขอบข่ายงานที่กำาหนดเด่นชัด การดำาเนินงานเป็นไปอย่างมีขั้นตอน และมีการร่วมมือ
ประสานงานกันเป็นอย่างดี มักส่งผลให้งานสำาเร็จ และมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันด้วย
6. มีการร่วมมือที่ดี การร่วมมือ เป็นพฤติกรรมของกลุ่มที่มีลักษณะไปในทาง
เดียวกันของสมาชิกกลุ่ม คือ แต่ละบุคคลจะได้รับความสำาเร็จตามจุดมุ่งหมายก็ต่อเมื่อกลุ่มได้รับ
ความสำาเร็จ ดังนัน้ จึงจัดได้ว่าในการทำางานร่วมกันนั้น ถ้าทำาให้ทุกคนร่วมมือกันทำาเพื่อให้กลุ่ม

ทำางานสำาเร็จได้ ก็จัดว่า กลุ่มดังกล่าวมีความสามัคคี และมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน วิธีนี้จะเป็นที่
ยอมรับของนักจิตวิทยา ทำาให้ผลงานของกลุ่มดีขึ้น แต่ในแง่ของสัมพันธภาพมักเสียไป
7. ผู้มาร่วมกลุ่มทำางานมีลักษณะที่เอื้อต่อการมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ในการทำางานร่วม
กัน ถ้าผู้มาร่วมกลุ่มทำางานมีลักษณะบางประการ ที่เอื้อต่อการมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี คือมีลักษณะส่วน
ตัว ที่พร้อมอยู่แล้วก็ย่อมส่งผลให้การทำางานกลุ่มเป็นไปด้วยไมตรีอันดี เช่นสมาชิกกลุ่มมีความสมัคร
ใจในการทำางานนั้น รู้สึกมีส่วนร่วมในกลุ่ม รู้วิธีดำาเนินงานกลุ่ม รู้นโยบายและเป้าหมายของงานมี
ความเป็นกันเอง คบคนง่าย มีลักษณะให้กำาลังใจผู้อื่น ฯลฯ ด้วยลักษณะของสมาชิกกลุ่มดังกล่าวนี้
มักส่งผลให้เกิดมนุษยสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนร่วมงาน (วนิดา เสนีเศรษฐและคณะ, 2530 : 82-83)
“…ผูกสนิทชิดเช้ือ น่ีเหลือยาก
ถึงเหล็กฟากผูกไว้ ก็ไม่มัน

จะผูกด้วยมนต์เสกลงเลขยันต์
ก็ไม่มัน
่ เหมือนผูกไว้ด้วยไมตรี…”
“…จะพูดจาปราศรัยกับใครนัน

อย่าตะคัน
้ ตะคอกให้เคืองหู
ไม่ควรพูดอ้ืออึงขึ้นมึงกู
คนจะหลู่ลว่ งลามไม่ขามใจ…”
“…แม้จะเรียนวิชาทางค้าขาย
อย่าปากร้ายพูดจาอัชฌาสัย
จะซ้อ
ื ง่ายขายดีมีกำาไร
ด้วยเขาไม่เคืองจิตระอิดระอา…”
สุนทรภู่

การสร้างมิตรในที่ทำางานเป็นสิ่งจำาเป็น และทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์เป็นทักษะจำาเป็นที่คน
ทำางานต้องมี เพื่อให้สามารถทำางานสอดประสานร่วมกับคนอืน่ ได้เป็นอย่างดี
การทำางานร่วมกับคนมากหน้าหลายตาที่มีความคิดแตกต่างจากเรา มีบุคลิก แตกต่างจาก
เรา มีวิธีการทำางานแตกต่างจากเรา จึงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่สำาหรับ คนที่มีทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์
ทีด่ ีแล้ว การต้องทำางานร่วมกับคนหลากหลาย เหล่านี้ไม่น่าจะเป็นปัญหา

นักวิชาการให้ความหมายของมนุษยสัมพันธ์วา่ หมายถึง “กระบวนการของศาสตร์และศิลป์
ทีส่ ร้างความพอใจ รักใคร่ ศรัทธา เคารพนับถือ โดยแสดงพฤติกรรมให้เหมาะสมทั้งทางกาย วาจา
และใจ เพื่อโน้มนำาให้มีความรู้สึก ใกล้ชิดเป็นกันเอง จูงใจให้ร่วมมือร่วมใจ ในอันที่จะบรรลุสิ่งซึ่งพึง
ประสงค์อย่าง ราบรื่น และอยู่ในสังคมได้อย่างสันติสุข”
คนทำางานที่มีมนุษยสัมพันธ์จะสามารถทำางานร่วมกับคนอื่นได้เป็นอย่างดี โดยเริ่มต้นจาก
การทำาความเข้าใจตนเอง ทำาความเข้าใจคนอื่น และยอมรับความแตกต่างระหว่างตนเองและคนอื่น
ปรับตัวให้เข้ากับคนและสถานการณ์รอบตัว เพื่อให้การประสานงานระหว่างกันเป็นไปอย่างราบรื่น
ลดความขัดแย้งและสร้างความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน นำาไปสู่ผลสำาเร็จในงาน
คนทำางานหลายคนมีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับคนได้หลากหลายประเภท และก็มี
คนทำางานอีกหลายคนที่ปรับตัวเข้ากับคนอื่นได้ยาก จะอย่างไรก็ตามในที่นี้สามารถกล่าวได้ว่า การ
แสวงหามิตร เป็นสิ่งที่ควรทำาและการสร้างศัตรูเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ จะมีไหมทีใ่ ครคนหนึ่งคนใดจะมีมนุษยสัมพันธ์ดีเลิศ สามารถเป็น
มิตรสนิทสนมได้กับคนทุกคน ทุกประเภท ไม่ว่าเขาคนนั้นจะเป็นคนที่มีลักษณะนิสัยอย่างไร มีจิตใจ
เป็นอย่างไร มีวิธีคิดและวิธีแสดงออกอย่างไร คนที่มีมนุษยสัมพันธ์เป็นเยี่ยมนั้นก็จะสามารถ ปรับตัว
ปรับวิธีคิด ปรับวิธที ำางานให้เข้ากับคนเหล่านั้นได้
เช่นในตอนนี้เขาอาจจะเป็นคู่แข่งของเรา แต่ในอนาคตหากเราต้องทำางานร่วมกับเขา เราก็
สามารถปรับตัวเป็นเพื่อนทำางานร่วมกับเขาได้ หรือตอนนี้เราอยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับเขา มีความคิด
เห็นขัดแย้งกับเขาโดยสิ้นเชิง แต่หากเราพลิกเปลี่ยนขั้วมาเป็นฝ่ายเดียวกับเขา เราก็สามารถปรับ
ความคิดให้สอดคล้องกับเขาได้เช่นกัน
หรือเข้าทำานองที่เรียกกันว่า “ไม่มีมิตรแท้ ศัตรูถาวร” ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เพราะในวันนี้กับ
อนาคตในวันข้างหน้านั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้ เราอาจไม่เห็นด้วยกับคนบางคนในวันนี้
แต่ในวันข้างหน้าไม่แน่
สิ่งที่ชวนสงสัยตามมาก็คือ การยึดหลักไม่มีมิตรแท้ ศัตรูถาวร สอดคล้องกับหลักคิดของการ
มีทักษะมนุษยสัมพันธ์ที่ดีจริงหรือ เพราะความคิดแบบนี้จะนำาไปสู่การทำางานร่วมกันกับคนแตกต่าง
หลากหลายได้เป็นอย่างดี
เพราะฉะนั้น ใครๆ ก็เป็นมิตรกับเราได้ และเราก็สามารถเป็นมิตรกับใครๆ ได้เช่นเดียวกัน

จงอย่าได้ปักใจเชื่อว่าคนที่อยู่รอบตัวเราจะมีใครเป็นมิตรแท้หรือศัตรูถาวรของเรา
เพราะในวันนี้เขาเป็นมิตร แต่ในวันข้างหน้าเขาคนเดียวกันนี้ก็พร้อมที่จะแปรเปลี่ยนเป็นศัตรู
ตัวร้ายของเราได้ และในทางตรงข้าม ในวันนี้เขาเป็นศัตรูขัดขวางความสำาเร็จของเรา แต่ในวันข้าง
หน้าเขาคนเดียวกันนี้ ก็อาจกลายเป็นมิตรที่สร้างคุณประโยชน์ส่งเสริมให้เราประสบความสำาเร็จได้
เช่นเดียวกัน
การมีวิธีคิดแบบนี้ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับสถานการณ์ในสังคมปัจจุบัน เพราะการ
สร้างความร่วมมือระหว่างกันเป็นสิ่งสำาคัญและจำาเป็นเพื่อลดความขัดแย้งที่กำาลังทวีความรุนแรงขึ้น
แต่ก่อนที่จะด่วนสรุปเป็นอย่างนั้น ขอนำาเสนอสุภาษิตกรีกโบราณเกี่ยวกับมิตรและศัตรูที่ถูก
ถอดความเป็นภาษาอังกฤษบางสุภาษิตที่น่าสนใจและชวนให้ขบคิดเป็นอย่างยิ่ง ดังนี้

“The enemy of my enemy is my friend.”
“ศัตรูของศัตรูของฉันคือมิตรของฉัน”
“An open enemy is better than a false friend.”
“การมีศัตรูท่ีเปิ ดเผยตัวดีกว่าการมีมิตรเทียมท่ีเสแสร้ง”
และสุภาษิตสุดท้ายท่ีได้ใจและตรงประเด็นกับบทความนีม
้ ากท่ีสุด คือ
“A friend to all is a friend to none.”
“คนท่ีเป็ นมิตรกับทุกคน คือคนท่ีไม่เป็ นมิตรแท้กับใครเลย”

สรุปได้ว่า แท้ที่จริงในชีวิตเราทุกคนควรมีมิตรแท้และศัตรูถาวร
มิตรแท้ที่เราควรคบหาและรักษาความสัมพันธ์ใกล้ชิดไว้ตลอดชีวิต คือ “ความดี” และศัตรู
ถาวรที่เราควรหลีกให้ไกลและ ตัง้ ตัวเป็นปฏิปักษ์ไม่คบหาสมาคมด้วย คือ “ความชั่ว”(วิชัย อุตสาห
จิต คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์)
บทสรุป

ความหมายของมนุษยสัมพันธ์มีหลายความหมายทั้งที่เป็นความหมายทั่วไป ความหมาย
ในลักษณะวิชาและความหมายที่ใช้ในองค์กร ในที่นี้ขอสรุปว่ามนุษยสัมพันธ์ หมายถึง การติดต่อ

เกี่ยวข้องกันระหว่างบุคคลในสังคมทั้งที่เป็นเรื่องส่วนตัวและที่เกี่ยวข้องกับการทำา งาน ทั้งที่เป็น
ทางการและไม่เป็นทางการเพื่อให้เกิดความรักใคร่ ศรัทธา ช่วยเหลือและร่วมมือร่วมใจในการ
ทำางานให้บรรลุเป้าหมาย ทั้งนี้เพื่อให้ตนเองมีความสุข ผู้อื่นมีความสุข และสังคมมีประสิทธิภาพ
มนุษยสัมพันธ์มีลักษณะทีส่ ำาคัญ คือ เน้นตัวบุคคลมากกว่าเครื่องจักรกล บุคคลดังกล่าวมารวมกัน
เป็นกลุ่มสังคมที่มีระบบ กิจกรรมสำา คัญของมนุษยสัมพันธ์คือการจูงใจ การจูงใจนั้นเกิดจากการ
ผสมผสานวิทยาการต่าง ๆ กับความสามารถเฉพาะตัวในการติดต่อสัมพันธ์เพื่อให้คนเกิดความร่วม
มือร่วมใจในการทำางานเป็นหมู่คณะ การจูงใจที่มีประสิทธิภาพคือการจูงใจที่สนองความต้องการ

อ้างอิง : i-kool.2544.เทคนิคการสร้างทีมงานที่ดี. [online]. Available :
URL : http://www.jobs.i-kool.com/humanresource/form.asp?headid=HR&id=4

วิชัย อุตสาหจิต คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful