You are on page 1of 10

การวางแผนด้วยแนวคิด “แผนที่ผลลัพธ์”

(Outcome Mapping: OM)

เรียบเรียงจากการบรรยายของ ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด
ผอ.สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)

เดินชมสวนทบทวนตนเอง
แผนงาน/โครงการ ของท่าน . . อยู่บันไดขั้นไหน?

๔ วางแผน - ทา - M&E (+ L)
๓ วางแผน - ทา - M&E แต่ “ไม่มีการเรียนรู”้
๒ Plan - ทา แต่ “ไม่มี M&E” – ไม่มีการติดตาม
๑ Plan แต่นิ่ง มีแผนแต่ “ไม่ทา” – Planning but NO ACTION
No Planning – ไม่มีการวางแผน

เป็นการทบทวนตนเองก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการวางแผนด้วยแนวคิด “แผนที่ผลลัพธ์” (Outcome
Mapping: OM) ว่าโครงการหรือแผนงานได้มีการวางแผนอย่างไร โดยแบ่งออกเป็นบันใด ๔ ขั้น ดังนี้
บันไดขั้นที่ ๐ ไม่มีแผน ไม่มีอะไรเลย อยากทาอะไรก็ทา
บันไดขั้นที่ ๑ มีแผน แต่ไม่ทา ไม่เกิด Action ย่อมไม่เกิดผล (ยกตัวอย่างเช่น ถ้าอยากถูก
ล๊อตเตอรี่รางวัลที่ ๑ แต่ไม่ซื้อล๊อตเตอรี่ ย่อมไม่มีทางที่จะได้รางวัลที่ ๑)

โดย สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)

บันไดขั้นที่ ๒ มีแผนและมีการดาเนินการตามแผน แต่ไม่มีการติดตามประเมิน ผลว่าได้ทา
ตามแผนนั้นหรือไม่ ผลเกิดขึ้นเป็นอย่างไร
บันไดขั้นที่ ๓ มีแผน ทาตามแผน มี ระบบติดตามประเมิน ผล แต่เป็นการประเมินที่จัดทาขึ้น
เพื่อให้ครบกระบวนการ ได้ชื่อว่าโครงการมีการประเมินแล้ว หรือประเมิน
เพียงจับผิดว่าทาครบตามแผนหรือไม่ ซึ่งการติดตามประเมินผลในลักษณะ
เช่นนี้ทาให้โครงการขาดการเรียนรู้ ทาให้ไม่เกิดการพัฒนา
บันไดขั้นที่ ๔ มี แผน ทาตามแผน มีระบบติดตามประเมินผลที่ทาให้เกิดการเรียนรู้ (Learning)
คือ ติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่องเมื่อพบปัญหาก็นามาปรับปรุง แก้ไขการ
ดาเนินการนั้นๆ ในรูปแบบใหม่หรือวิธีการอื่น มีการนาการทางานที่ประสบ
ความสาเร็จมีแลกเปลี่ยน มาคุยกัน เพื่อพัฒนาต่อยอดวิธีการทางานที่สาเร็จให้
ประสบความสาเร็จยิ่งๆ ขึ้นไปอีก การเรียนรู้ทาให้เกิดการพัฒนา (การมี
Learning ด้วยเปรียบเหมือนมี KM ในโครงการ)
การเรียนรู้ของแต่ละคนแตกต่างกัน เนื่องจากมีการใช้สมองที่แตกต่างกัน สมองคนเรามี ๒ ฝั่ง
คือ สมองฝั่งซ้าย เป็นการคิดวิเคราะห์ ใช้เหตุและผล มีหลักการ เป็นการคิดแบบวิทยาศาสตร์ ในขณะ
ที่ สมองฝั่งขวา เป็นการใช้อารมณ์ความรู้สึก แรงบันดาลใจ เป็นการคิดแบบศิลปะ ซึ่งคนส่วนใหญ่จะ
เน้นการคิดโดยใช้สมองฝั่งซ้ายคือมีเหตุมีผล มีหลักการมาประกอบการคิดและตัดสินใจในเรื่องต่างๆ
โดยใช้สมองฝั่งขวาน้อย การคิดที่ใช้สมองฝั่งซ้ายมากกว่าฝั่งขวามักจะทาให้การคิดหรือตัดสินใจมีความ
เด็ดขาด ตัดสินถูกผิด โดยไม่คานึกถึงจิตใจหรือความคิดเห็นของผู้อื่นหรือเพื่อนร่วมงาน จนในบางครั้ง
อาจทาให้ติดสินใจผิดพลาดขึ้น แต่ในขณะเดียวกันการคิดโดยใช้สมองฝั่งขวาเพียงฝั่งเดียวที่มีแต่
อารมณ์ ความรู้สึก โดยไม่มีเหตุผลหรือหลักการรองรับย่อมไม่ทาให้ความคิดหรือการตัดสินใจนั้นๆ ครบ
ทุกด้านและลุ่มลึกเท่าที่ควร ดังนั้นการคิดและการไตร่ตรองที่ครบถ้วนต้องมีการใช้สมองทั้ง ๒ ฝั่งอย่าง
สมดุล ความคิดนั้นจึงจะมีทั้งมิติของเหตุผลและอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งเป็นผลทาให้การคิดและการติด
สินใจนั้นครบถ้วนและถูกต้องยิ่งขึ้น
การวางแผนด้วยแนวคิด OM เป็นการวางแผนที่ทาให้เราใช้สมองทั้ง ๒ ฝั่ง เพราะ OM ถือเป็น
ศิลปะในการวางแผน เป็นแผนที่มีความโยงใยรอบด้าน คือ OM ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การวางแผน แต่ OM
เป็นการวางแผนเพื่อทางานกับกลุ่มคนต่างๆ รอบด้าน ทาให้เห็นผู้เล่นหลัก รู้ว่าเราต้องทาอะไร ทา
อย่างไร มียุทธศาสตร์อะไร ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอะไรในหน่วยงาน จึงจะทาให้การดาเนินงานเป็นไป
ตามพันธกิจและวิสัยทัศน์ได้ OM เป็นการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในระดับองค์กร เรียกได้ว่าเป็น
Change Management เป็นการบริหารการเปลี่ยนแปลง OM เป็นแผนทีเ่ หมือนเห็นภาพใหญ่ของการ

โดย สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)

ต่อจิ๊กซอแต่ละชิ้น OM จึงไม่ใช่กิจกรรมแบบ Action Plan และแนวคิด OM จะทาให้ท่านถึงบันไดขั้น
ที่ ๔ ได้

นาเข้าสู่การวางแผนตามแนวคิด “แผนที่ผลลัพธ์” (Outcome Mapping: OM)
การวางแผนตามแนวคิด “แผนที่ผลลัพธ์”
(Outcome Mapping: OM) จะเรียงลาดับตามขั้นตอน
การวางแผน OM ทั้งหมด ๗ ขั้นตอนดังนี้ ๑. วิสัยทัศน์ (Vision) ๒. พันธกิจ (Mission) ๓. ระบุภาคีที่
เราทางานด้วย (ซึ่งประกอบด้วย ภาคีโดยตรง (Direct Partners) และภาคีกลยุทธ์ (Strategic Partners))
๔. ความท้าทายเชิงผลลัพธ์ (Outcome Challenges: OC) ๕. เป้าหมายรายทาง (Progress Markers:
PM) ๖. แผนที่ยุทธศาสตร์ (Strategy Maps: SM) ๗. แนวปฏิบัติขององค์กร (Organizational
Practices: OP) และขั้นตอนการวางแผนนี้ได้รวมถึงการวางแผนเพื่อการติดตามและประเมินผลด้วย
ในตอนท้าย
แต่ละขั้นตอนการวางแผน
OM ที่จะดังกล่าวต่อไปนี้ สคส. ได้ปรับและประยุกต์การใช้ศัพท์และ
วิธีคิดบางขั้นตอนของ OM ต้นฉบับของ ศูนย์พัฒนาระหว่างประเทศ (International Development
Research Centre: IDRC) ประเทศแคนาดา เพื่อให้เข้าใจง่ายและสอดคล้องกับบริบทการทางานของคน
ไทยมากขึ้น

๗ ขั้นตอนการวางแผนด้วยแนวคิด OM มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
๑. วิสัยทัศน์ (Vision)
การเขียนวิสัยทัศน์เป็น Step แรกในการวางแผนตามแนวคิด OM โดยการเขียนวิสัยทัศน์มี
แนวคิดดังนี้
• เป็นการวาด “ภาพที่เราปรารถนา” เป็นการบอกว่า “เราอยากเห็นอะไร” ซึ่งไม่ใช่ภาพฝัน
ของคนอื่น “ภาพที่เราปรารถนา” นี้เป็นเรื่องที่ใหญ่พอสมควร ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่ คนๆ
เดียว หรือ หน่วยงานๆ เดียวทาสาเร็จได้ ต้องอาศัยคนหลายกลุ่ม หน่วยงานหลาย
หน่วยงาน มาร่วมมือกันทา
• “ภาพที่ปรารถนา” ต้องเป็นฝันที่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับฝันใหญ่หรือวิสัยทัศน์ของ
องค์กรหรือหน่วยงาน
• เป็น “Possible Dream” เป็นฝันที่มีความเป็นไปได้ เป็นฝันที่มีความมุ่งมั่น ไม่ใช่ฝันลมๆ
แล้งๆ แต่เป็น “Possible Dream” ที่มีจินตนาการ มีพลัง เมื่อคนอื่นเห็นแล้วอยากร่วมทา
ฝันนี้ให้เป็นจริงด้วย

โดย สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)

• เป็นฝันที่ “เรา” ต้องการ “ทาให้” มันเกิดขึ้นและมีเราเป็นแกนนา ไม่ใช่เราฝันให้ “คนอื่น”
ทา
• เป็นฝันที่มี “ผู้รับประโยชน์สุดท้าย” ไม่ใช่ฝันในสิ่งที่เรา “อยากทา” แต่ไม่มีผู้รับประโยชน์
• การเขียนวิสัยทัศน์ตามแนวคิด OM ต้องเขียนให้ “ชัดเจน” “เข้าใจง่าย” เมื่อคนอื่นอ่านแล้ว
เข้าใจเหมือนกับที่เราเข้าใจ ซึ่งควรหลีกเลี่ยงการใช้คาใหญ่ๆ หรือคาหรูๆ เพราะเมื่อนาน
ไปคาเหล่านี้อาจทาให้คนทางานหรือคนอื่นเข้าใจไม่ตรงกัน

๒. พันธกิจ (Mission)
ถ้าเปรียบวิสัยทัศน์เป็นผลแอปเปิ้ล ๑ ผล พันธกิจก็คือ
ส่วนที่เราจะเลือกกัดแอปเปิ้ลนั้น หรือถ้าเปรียบวิสัยทัศน์เป็น
ป่าทั้งป่า พันธกิจก็คือ เราจะเลือกรดน้าส่วนไหนของป่า หรือ
เราจะเลือกปลูกต้นไม้ตรงส่วนไหนของป่า เพราะเราคนเดียวไม่
สามารถรดน้าหรือปลูกต้นไม้ได้ทั้งป่า
ดังนั้นพันธกิจึงเป็นสิ่งที่เราระบุอย่างชัดเจนว่าเราจะทา
อะไรในวิสัยทัศน์ พันธกิจและวิสัยทัศน์ต้องเชื่อมโยงกัน
การเขียนพันธกิจของ OM มีแนวคิดดังนี้
• พันธกิจต้องตอบโจทย์วิสัยทัศน์ แต่ไม่จาเป็นต้อง
ตอบทั้งหมด ดังนั้นพันธกิจจึงเป็นสิ่งที่เรา Focus
ว่าเราจะทาอะไรที่จะมีส่วนทาให้วิสัยทัศน์หรือฝัน
นั้นเป็นจริงขึ้นมาได้
• การเขียนพันธกิจต้องระบุให้ชัดเจนว่าจะใช้เวลากี่ปีพันธกิจนั้นจึงจะสาเร็จ ส่วนใหญ่จะ
กาหนด ๑-๒ ปี เพราะถ้านานกว่านี้จะทาให้รู้สึกว่าเป็นงานยากแล้วหมดกาลังใจ
• เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถทาได้เพียงคนเดียวหรือคนอื่นก็ทาคนเดียวไม่ได้เช่นกัน แต่พันธกิจ
เป็นสิ่งที่ทั้งเราและเขาต้องทาร่วมกัน พันธกิจนั้นจึงจะสาเร็จ
• พันธกิจคือ กิจที่ผูกพัน ไม่ใช่กิจกรรม ไม่ใช่ Action Plan ไม่ใช่ Process และไม่ใช่กลยุทธ์
แต่พันธกิจเป็นการบอกว่า “ทาไมจึงต้องมีโครงการนี้”
• การเขียนพันธกิจต้องย้อนดูวิสัยทัศน์เสมอ เพราะทั้ง ๒ ส่วนนี้ต้องเชื่อมโยงกัน และต้อง
เขียนให้ชัดเจนและมีพลัง

โดย สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)

๓. ระบุภาคีที่เราทางานด้วย
ภาคีที่เราทางานด้วยตามแนวคิด
OM นั้นแบ่งออกเป็น ๒ ส่วนคือ ภาคีโดยตรง (Direct
Partners: DP) และ ภาคีกลยุทธ์ (Strategic Partners: SP) ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
๓.๑ ภาคีโดยตรง (Direct Partners: DP)
• เป็นคน กลุ่มคน หรือ องค์กร ที่อยากมีฝันหรือวิสัยทัศน์เดียวกับเรา
• เป็นภาคีที่เราทางานด้วยโดยตรง (ร่วมหัวจมท้าย) เป็นผู้ลงมือปฏิบัติหรือดาเนินการ แล้ว
ส่งผลต่อความสาเร็จของพันธกิจ
• เป็นภาคีที่มีใจพร้อมจะ “ปรับเปลี่ยนวิธีคิดหรือพฤติกรรม” เพื่อให้พันธกิจสัมฤทธิ์ผล
• ในอนาคตแม้โครงการจะสิ้นสุดแล้วหรือ “เรา” ถอดตัวออกไปแล้ว แต่ “เขา” ยังพร้อมจะเป็น
เจ้าของงาน (Ownership) หรือยังดาเนินงานนั้นต่อไปเพื่อให้ฝันหรือวิสัยทัศน์เป็นจริงขึ้นมา
หมายเหตุ : ภาคีโดยตรง (Direct Partners) นี้ ต้นฉบับของ IDRC ใช้คาว่า ภาคีหุ้นส่วน หรือ
Boundary Partners
๓.๒ ภาคีกลยุทธ์ (Strategic Partners: SP)
• เป็นคน กลุ่มคน หรือ องค์กร ที่อยากมีฝันหรือวิสัยทัศน์เดียวกับเรา
• เป็นภาคีที่มีใจและให้การสนับสนุนงบประมาณ แนวคิด นโยบาย หรือเป็นที่ปรึกษาใน
บางครั้ง คอยช่วยเหลืออยู่ห่างๆ แต่เราไม่สามารถทาให้เขาเปลี่ยนวิธีคิดหรือพฤติกรรมได้
• เป็นภาคีช่วยคิด ช่วยฝัน ร่วมกันวางกลยุทธ์ เพื่อที่จะส่งเสริมและสนับสนุน “เรา” หรือ
“ภาคีโดยตรง” ให้บรรลุพันธกิจและวิสัยทัศน์
• เป็นภาคีที่มีส่วนในความสาเร็จของพันธกิจและวิสัยทัศน์

๔. ความท้าทายเชิงผลลัพธ์ (Outcome Challenges: OC)
เมื่อระบุภาคีเครือข่ายได้แล้ว ให้นา DP ทั้งหมดมาเขียนความท้าทายเชิงผลลัพธ์ (Outcome
Challenges: OC) โดยมีแนวคิดในการเขียนดังนี้
• ถ้าจะให้พันธกิจที่เขียนไว้บรรลุผลแล้ว “Outcome เชิงพฤติกรรม” (ศักยภาพหรือขีด
ความสามารถหรือลักษณะอันพึงประสงค์) ของ DP ที่ต้องการ หรือ ที่เห็นว่า DP
จาเป็นต้องมีคืออะไร จึงจะทาให้งานสาเร็จตามพันธกิจ

โดย สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)

• ต้องเป็นพฤติกรรมที่มีความท้าทายพอสมควรและเป็นพฤติกรรมที่ “เรา” หรือ
“โครงการ” สามารถทาให้เกิดขึ้นได้กับ DP
• เป็นพฤติกรรมของ DP ที่สามารถพัฒนาให้เกิดขึ้นได้ภายใน ๑-๒ ปี
• การเขียน OC จะมีลักษณะคล้ายการเขียนพันธกิจ และ OC ต้องสอดคล้องมีผลทาให้
บรรลุพันธกิจได้จริง OC จึงเป็นพฤติกรรมที่ท้าทายว่า “ถ้าเขาเปลี่ยนแปลงได้แล้ว
พันธกิจจะสาเร็จแน่นอน”
หมายเหตุ:
- แต่ละ DP อาจมี OC ที่เหมือนหรือแตกต่างกันก็ได้
- OC เปรียบเหมือน “พันธกิจ” ของ DP ดังนั้นลักษณะการเขียน OC จึงคล้ายการเขียน
พันธกิจของโครงการ
- ความท้าทายเชิงผลลัพธ์ บางท่านใช้คาว่า ผลลัพธ์ที่ท้าทายหรือผลลัพธ์ที่พึงประสงค์

๕. เป้าหมายรายทาง (Progress Markers: PM)
หลังจากเขียน
OC ของ DP แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเขียนเป้าหมายรายทาง (Progress
Markers: PM) ที่สอดคล้องกับ OC นั้นๆ โดย PM เป็นสิ่งบ่งชี้ว่า OC ที่กาหนดไว้นั้นโครงการได้
ดาเนินการมาถูกทางแล้วใช่หรือไม่ หรือมีความก้าวหน้าถึงขั้นไหนแล้ว หรือใกล้บรรลุผลสาเร็จแล้ว
หรือยัง ดังนั้น PM ก็คือ Markers หรือ Sign หรือเป็นเครื่องหมายบอกทางในการดาเนินงานของ
โครงการนั่นเอง แต่ PM ไม่ใช่เครื่องหมายบอกทางเชิงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้รับประโยชน์สุดท้าย
หากแต่เป็นเครื่องหมายบอกทางที่เป็น ผลลัพธ์เชิงพฤติกรรม (ศักยภาพหรือขีดความสามารถหรือ
ลักษณะอันพึงประสงค์) ที่เกิดขึ้นกับ DP ซึ่งแท้จริงแล้ว PM ก็คือ OC ที่ถูกแบ่งย่อยออกมาเป็นส่วนๆ
นั่นเอง
PM แบ่งออกเป็นบันได ๓ ขั้น ดังต่อไปนี้

โดย สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)

ขั้นที่ ๓ Love to See:
พฤติกรรมของ DP ทีถ่ ้าเกิดขึ้นได้ก็ดี
(เป็นพฤติกรรมหรือศักยภาพที่เกิดขึ้นเมื่อใกล้จะสิ้นสุด
โครงการหรือโครงการสิ้นสุดแล้ว ซึ่งถ้าพฤติกรรมนี้
เกิดขึ้นหมายความว่า OC บรรลุผลแล้ว)
ขั้นที่ ๒ Like to See:
พฤติกรรมของ DP ทีอ่ ยากจะให้เกิดขึ้น
(เป็นพฤติกรรมที่มีการพัฒนาขึ้นหลังจากเราดาเนินการไปแล้ว
พอสมควร)
ขั้นที่ ๑ Expect to See:
พฤติกรรมของ DP ที่คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นได้
(เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นหลังจากที่เราดาเนินการไปแล้วในช่วงแรกของการเริ่มโครงการ)

บันไดในแต่ละขั้นนั้นอาจมีบันไดขั้นย่อยๆ เรียงลาดับอยู่ในนั้นได้อีก
การเขียน




PM มี สคส. มีเคล็ดลับดังนี้
เป็นพฤติกรรมของ DP ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่กิจกรรมหรือสิ่งที่ DP ควรทา
เป็นพฤติกรรมของ DP ที่ยังไม่เคยทาได้มาก่อน
เป็นพฤติกรรมของ DP ที่เกิดขึ้นจากการดาเนินงานของ “เรา” หรือ “โครงการเรา”
ไม่ใช่เกิดจากผู้อื่น
เป็นพฤติกรรมหลักๆ ของ DP ที่ควรเกิดขึ้นแล้วส่งผลให้ OC บรรลุผล
การเขียนบันไดแต่ละขั้นนั้น (ทั้งบันไดขั้นย่อยและ ๓ ขั้นหลัก) ควรเขียนให้เห็นถึง
พฤติกรรมที่ชัดเจน และมีความต่อเนื่อง เห็นความสัมพันธ์ที่จะทาให้เกิดขั้นต่อๆ ไปได้
(คือ เรียงลาดับจากพฤติกรรมที่เกิดง่ายที่สุดไปยากที่สุด) โดยขั้นย่อยๆ ใน ๓ ขั้นหลัก
นั้นรวมกันแล้วไม่ควรเกิน ๑๕ ขั้น เพราะจะทาให้เห็นความแตกต่างได้ไม่ชัดเจน

หมายเหตุ:
- เมื่อโครงการดาเนินการไปแล้ว บางครั้งถ้าพบว่าพฤติกรรมที่เกิดยาก เกิดขึ้นก่อน
พฤติกรรมที่เกิดขึ้นง่าย เราก็ไม่จาเป็นต้องพยายามทาให้พฤติกรรมที่เกิดขึ้นง่าย

โดย สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)

นั้นเกิดขึ้นอีกเพราะถือว่าถ้าพฤติกรรมที่เกิดยากเกิดขึ้น แสดงว่าพฤติกรรมง่ายนั้น
เกิดขึ้นแล้ว
- เป้าหมายรายทาง บางท่านใช้คาว่า เส้นทางสู่ผลลัพธ์ที่พึงประสงค์

๖. แผนที่ยุทธศาสตร์ (Strategy Maps: SM)
ทั้ง OC และ PM จะเกิดขึ้นได้นั้น เราเองก็ต้องมีแนวทางหรือวิธีการหลักๆ ที่คอยส่งเสริม
สนับสนุนให้ DP มีพฤติกรรมเป็นไปตาม OC และ PM ด้วย ซึ่งแนวทางหรือวิธีการเหล่านี้ OM เรียกว่า
แผนที่ยุทธศาสตร์ (Strategy Maps: SM) ที่มุ่งเน้นไปที่ ๒ ส่วนหลักๆ คือ
Individuals (I) :

มุ่งที่ DP โดยตรง เช่น แนะนา ชักจูง ให้กาลังใจ ส่งเสริมความรู้
ให้ DP มีความมั่นใจ เห็นประโยชน์ และความเป็นไปได้ที่จะไป
ถึง วิสัยทัศน์ , ร่วมวางแผนและร่วมปฏิบัติการกับ DP ในทุก
กระบวนการ, จัดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องต่างๆ ที่
เสริมสร้างศักยภาพให้ DP ไปถึง OC, สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์
ทางเทคนิคที่สาคัญบางอย่างให้ DP เพื่อให้การทางานของ DP
ประสบความสาเร็จ เป็นต้น

Environment (E) :

มุ่งที่ปัจจัยแวดล้อมของ DP เช่น เผยแพร่ข้อมูล ประชาสัมพันธ์
ผลงานหรือการทางานของ DP ให้สาธารณะได้รับรู้เพื่อสร้าง
ขวัญและกาลังใจในการทางาน, สร้างเครือข่ายการทางานให้ DP
ทางานง่ายขึ้น , จัดเวทีแลกเปลี่ยนความสาเร็จในการทางานของ
DP กับหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ที่ทางานลักษณะเดียวกัน
เพื่อเผยแพร่และต่อยอดการทางานให้ดียิ่งๆ ขึ้น เป็นต้น

การเขียน

SM ทั้ง ๒ ส่วนนี้มีแนวคิดดังต่อไปนี้
• เป็นวิธีการหรือแนวทางหลักๆ ของ “เรา” หรือ “โครงการ” ที่จะส่งเสริม สนับสนุน DP
แต่ไม่ใช่ “กิจกรรมย่อยๆ”
• เป็นวิธีการหรือแนวทาง ของ “เรา” หรือ “โครงการ” ที่จะทาให้ DP ก้าวไปสู่ OC ได้
• เป็นวิธีการหรือแนวทาง ของ “เรา” หรือ “โครงการ” ที่เชื่อว่ามีพลังทาให้เกิดการพัฒนา
เปลี่ยนแปลงได้

หมายเหตุ: แผนที่ยุทธศาสตร์ บางท่านอาจเรียกว่า แผนที่กลยุทธ์
โดย สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)

๗. แนวปฏิบัติขององค์กร (Organizational Practices: OP)
แนวปฏิบัติขององค์กร (Organizational Practices: OP) เป็น Practices ที่ต้นสังกัดหรือ SP
เกื้อหนุนหรือส่งเสริม “เรา” หรือ “โครงการ” ให้มีพฤติกรรมหรือศักยภาพไปสนับสนุน DP ได้ตาม SM ที่
วางไว้ โดยการเขียน OP นั้นมีแนวคิดดังนี้
• หน่วยงานต้นสังกัดต้องมี วิธีการทางาน การปฏิบัติงาน หรือวัฒนธรรมการทางาน
อย่างไร ที่จะสนับสนุนให้ “เรา” หรือ “โครงการ” ทา SM ให้เกิดพลังได้
• หน่วยงานต้นสังกัด หรือ SP จะมีการสนับสนุนอย่างไร ที่จะช่วยทาให้ “เรา” หรือ
“โครงการ” ทางานได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ
• หน่วยงานต้นสังกัด หรือ SP จะมีการสนับสนุนอย่างไร ที่จะช่วยสะท้อน (Feedback)
การทางานทั้งทางบวกและทางลบ หรือช่วยติดตามการทางานของ “เรา” หรือ
“โครงการ” เพื่อจะได้เรียนรู้และพัฒนาการทางานให้ดียิ่งขึ้น
หมายเหตุ:

แนวปฏิบัติขององค์กร บางท่านใช้คาว่า การสนับสนุนขององค์กร

โดย สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)

ภาพสรุปความเชื่อมโยง
การวางแผนโดยการใช้แนวคิด “แผนที่ผลลัพธ์” Outcome Mapping (OM)
ทั้ง ๗ ขั้นตอน

คาอธิบาย
Group A
Group B
Group C

: เป็นการทางานในกลุ่มของ SP หรือ ต้นสังกัด หรือ หน่วยเหนือ ในการช่วย
สนับสนุน “เรา” หรือ “โครงการ” คือ ช่วย “เรา” คิดในขั้นตอน SM และ OP
: เป็นการทางานในกลุ่มของ “เรา” หรือ “โครงการ” ในการเขียนวิสัยทัศน์และ
พันธกิจเพื่อหา DP และ SP ร่วมฝัน แล้วสนับสนุน DP ในการคิด SM
: เป็นการทางานในกลุ่มของ DP ที่มีหน้าที่ลงมือปฏิบัติ แล้วมีพฤติกรรม
เปลี่ยนไปตาม OC และ PM

โดย สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)

๑๐