1

41212

กฎหมายแพ่ง 2 : หนี้ ละเมิด

Civil Law 2: Obligation and Delicts
หน่วยที่ 1 ความหมายบ่อ เกิด และว ัตถุแห่ง หนี้

ิ ธิหรือสท
ิ ธิเ รียกร ้องนัน
1. หนี้ ซงึ่ เรียกอีกอย่างหนึง่ ว่า บุ คคลสท

คือ ความเกีย
่ วพันทาง
กฎหมายระหว่างบุคคลสองฝ่ าย คือ ระหว่างเจ ้าหนีแ
้ ละลูกหนี้
2. บ่อเกิดแห่งหนีม
้ ี 2 ประการ ได ้แก่ นิตก
ิ รรมและนิตเิ หตุ
3. วัตถุแห่ งหนี้คอ
ื สงิ่ ทีเ่ จ ้าหนีเ้ รียกให ้ลูกหนีช
้ าระได ้แก่ การกระทาการ การงดเว ้นการกระทา


และการสงมอบทรั พย์สน
1.1 ความหมาย บ่อเกิด และล ักษณะแห่งหนี้

1. หนีค
้ อ
ื ความผูก พันทางกฎหมายระหว่างบุคคลสองฝ่ าย บุคคลฝ่ ายหนึง่ เรียกว่าลูกหนี้ ผู ้มี
ิ ต่อบุคคลอีกฝ่ ายหนึง่ ซงึ่ เรียกว่า
หน ้าทีต
่ ้องกระทาการ งดเว ้นการกระทา หรือ สง่ มอบทรั พย์สน
เจ ้าหนี้
ิ ธิในหนี้นน
ิ ธิ ซ งึ่ เป็ นทรัพย์สน

2. หนีเ้ กิดจากนิตก
ิ รรม และนิตเิ หตุ ลักษณะสท
ั ้ เป็ นบุ คคลสท
ิ ธิท ี่จากัดอยู่ในวั ตถุแ ห่งหนี้ โดยเป็ นสท
ิ ธิเหนือกองทรัพย์สน
ิ ของลูกหนี้
ประเภทหนึง่ และเป็ นสท
3. หนีอ
้ าจแบ่งเป็ นประเภทต่างๆ ได ้ดังต่อไปนี้คอ
ื หนีม
้ เี งือ
่ นไข หนีม
้ เี งือ
่ นเวลา หนีแ
้ บ่งได ้
(มาตรา 290) และหนีแ
้ บ่งไม่ไ ด ้ (มาตรา 301 และ 302)
4. หนีป
้ ระธาน และหนีอ
้ ุปกรณ์
มาตรา 290 ถ ้าการชาระหนีเ้ ป็ นการอันจะแบ่งกันชาระได ้ และ มีบุคคลหลายคนเป็ นลูกหนีก
้ ็ด ี มี

บุคคลหลายคนเป็ นเจ ้าหนีก
้ ็ด ี เมือ

กรณีเป็ นทีส
่ งสย
ท่านว่าลูกหนีแ
้ ต่ละคนจะตองรั
้ บผิดเพียงเป็ นสว่ น
เท่าๆกัน และเจ ้าหนีแ
้ ต่ละคนก็ชอบทีจ่ ะได ้รับแต่เพียงเป็ นสว่ นเท่า ๆ กัน
มาตรา 301 ถ ้าบุคคลหลายคนเป็ นหนีอ
้ น
ั จะแบ่งกันชาระมิได ้ ท่านว่าบุคคลเหล่านัน
้ ต ้องรับผิด
่ อย่างลูกหนีร้ ว่ มกัน
เชน
มาตรา 302 ถ ้าการชาระหนีเ้ ป็ นการอันจะแบ่งกันชาระมิได ้และ มีบุคคลหลายคนเป็ นเจ ้าหนี้ ถ ้า
บุคคลเหล่านัน
้ มิได ้เป็ นเจ ้าหนีร้ ว่ มกัน ไซร ้ ท่านว่าลูกหนีไ้ ด ้แต่จะชาระหนีใ้ ห ้ไดประโยชน์

แก่บุคคล
เหล่านัน
้ ทัง้ หมดด ้วยกัน และเจ ้าหนีแ
้ ต่ละคนจะเรียกชาระหนีไ้ ด ้ก็แต่เพือ
่ ได ้ ประโยชน์ด ้วยกันหมดทุกคน
เท่านัน
้ อนึง่ เจ ้าหนีแ
้ ต่ละคนจะเรียก ให ้ลูกหนีว้ างทรัพย์ทเี่ ป็ นหนีน
้ น
ั ้ ไว ้เพือ
่ ประโยชน์แห่งเจ ้าหนีห
้ มดทุก



คนด ้วยกันก็ได ้ หรือถ ้าทรัพย์นน
ั ้ ไม่ควรแก่การจะวางไว ้ ก็ให ้สงแก่ ผู ้พิทก
ั ษ์ทรัพย์ซงศาลจะไดตั้ ง้ แต่งขึน

นอกจากนี้ ข ้อความจริงใดทีเ่ ท ้าถึงเจ ้าหนีค
้ นหนึง่ เท่านัน
้ หา เป็ นไปเพือ
่ คุณหรือโทษแก่เจ ้าหนีค
้ น
อืน
่ ๆ ด ้วยไม่
1.1.1 หนีค
้ อ
ื อะไร

ความหมายของคาว่าหนี้
ิ ธิหรือ สท
ิ ธิเรียกร ้อง คือความเกีย
หนีเ้ ป็ นบุ คคลสท
่ วพั นทางกฎหมายระหว่า งบุ คคล 2 ฝ่ าย
่ หนีท
คือเจ ้าหนีแ
้ ละลูกหนี้ เชน
้ เี่ กิดจากสัญญาต่า งๆ ซ งึ่ เป็ นนิตก
ิ รรม 2 ฝ่ าย ต ้องมีเจ ้าหนีแ
้ ละ
ลูกหนี้
ิ แห่งหนี้
1.1.2 บ่อเกิดและล ักษณะของสทธิ

บ่อเกิดแห่งหนีม
้ ก
ี อ
ี่ ย่าง ยกตัวอย่างประกอบ
บ่อเกิดแห่งหนีม
้ ี 2 อย่าง คือ
ก.
นิตก
ิ รรมและสัญญา
นิตก
ิ รรมฝ่ ายเดียวซ งึ่ ต ้องมีผู ้รับการแสดงเจตนาก็เป็ นเหตุ

ก่อให ้เกิดหนีไ้ ด ้เช นกัน
่ หนี้
ข. นิตเิ หตุ ได ้แก่ จัดการงานนอกสงั่ ลาภมิควรได ้ ละเมิด และตามกฎหมายอืน
่ เชน
ค่าภาษี อากรซงึ่ เกิดจากบทบัญญัตป
ิ ระมวลรัษฎากร
ิ ธิในหนีท
ลักษณะของสท
้ ส
ี่ าคัญมีอะไรบ ้าง

ิ ธิหรือสท
ิ ธิเรียกร ้องทีใ่ ชบั้ งคับกันระหว่างคูก
ลักษณะแห่งสทธิในหนี้
เป็ นบุคคลสท
่ รณี
ิ ธินน
ิ ประเภทหนึง่
ิ ธิในหนี้นน
บุคคลสท
ั ้ ถือเป็ นทรั พย์สน
สท
ั ้ จากัดอยู่ใ นวัตถุแห่งหนี้เท่านัน

จะ
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

2
เรียกร ้องให ้ลูกหนีป
้ ฏิบัตกิ ารนอกเหนือจากวัตถุแห่งหนีไ้ ม่ได ้
ิ ของลูกหนี้
ได ้รับชาระหนีจ
้ ากกองทรัพย์สน

ิ ธิของเจ ้าหนีม
สท
้ โี ดยเท่าเทียมกันทีจ่ ะ

1.1.3 ประเภทต่างๆของหนี้

เราแบ่งหนีอ
้ อกได ้เป็ นกีป
่ ระเภท ยกตัวอย่างประกอบ
หนีอ
้ าจแบ่งออกได ้เป็ นประเภทต่างๆ ดังต่อไปนี้ คือหนีม
้ เี งือ
่ นไข หนีม
้ เี งือ
่ นเวลา หนีแ
้ บ่ง
ได ้ (มาตรา 290) และหนีแ
้ บ่งไม่ไ ด ้ (มาตรา 301 และ มาตรา 302) หนีป
้ ระธานและหนีอ
้ ุปกรณี
1.2 ว ัตถุแห่ง หนี้

1. วัตถุแห่งหนีม
้ ี 3 ประการได ้แก่ การกระทาการ การงดเว ้นกระทาการ และการงดเว ้นการ

กระทา และการส่งมอบทรัพย์สน
ิ ธิเรียกร ้องให ้ลูกหนีช
2. เมือ
่ เกิดหนีข
้ น
ึ้ เจ ้าหนีม
้ ส
ี ท
้ าระหนีไ้ ด ้ เว ้นแต่หนีน
้ ัน
้ จะเป็ นหนีข
้ าดอายุ
ั ทีจ
ความ หนีข
้ าดหลักฐานหรือ หนีก
้ ลายเป็ นพ ้นวิสย
่ ะชาระ
3. ทรัพย์อันเป็ นวัตถุแห่งหนี้คอ

ทรั พย์อันเป็ นวัตถุในการชาระหนี้ อาจเป็ นทรั พย์ทย
ี่ ังมิไ ด ้
กาหนดแน่ นอน หรือเป็ นทรั พย์เ ฉพาะสงิ่
4. การเลือกวัตถุแห่งหนีน
้ ัน
้ ถ ้าไม่ได ้ตกลงกันไว ้เป็ นอย่างอืน
่ ลูกหนี้จะเป็ นฝ่ ายเลือก หรือ
อาจตกลงให ้เจ ้าหนี้หรือบุคคลภายนอกเป็ นผู ้เลือกได ้ การเลือกทาโดยการแสดงเจตนาต่ออีกฝ่ าย
หนึง่
1.2.1 ชนิดของว ัตถุแ ห่ง หนี้

วัตถุแห่ งหนี้คอ
ื อะไร แตกต่างจากวั ตถุประสงค์แห่ งนิตก
ิ รรมสัญญาอย่า งไร
วัตถุแห่งหนีม
้ อ
ี ยู่ 3 ประการ คือ การกระทาการ การงดเว ้นกระทาการ หรือการสง่ มอบ
ิ วัตถุแห่งหนีแ
ทรัพย์สน
้ ตกต่างกับวัตถุประสงค์แห่งนิตก
ิ รรม เพราะวัตถุแห่งหนี้อยู่ในขัน
้ ผล คือ
เกิดหนี้ขน
ึ้ แล ้ว สว่ นวั ตถุทป
ี่ ระสงค์แห่งนิตก
ิ รรมอยู่ใ นขัน
้ มูลฐานอันจะก่อให ้เกิดหนี้ วัตถุแห่งหนีม
้ ี
อยู่ในมูลหนีท
้ ุกชนิด วัตถุทป
ี่ ระสงค์มไี ด ้เฉพาะในเรือ
่ งนิตก
ิ รรมสัญญา วั ตถุแ ห่งหนีม
้ ี 3 ประการ
แต่วัตถุทป
ี่ ระสงค์แห่งนิตก
ิ รรมมีไ ด ้ไม่จากัด
ิ ธิจะเรียกให ้ลูกหนีช
ทีว่ ่า “เจ ้าหนี้ย่อมมีสท
้ าระหนีไ้ ด ้” ท่านเข ้าใจว่าอย่างไร อธิบายและ
ยกตัวอย่างประกอบ

ั เพราะพฤติการณ์ อันใดอันหนึง่ ซงึ่ เกิดขึน
มาตรา 219 ถ ้าการชาระหนีก
้ ลายเป็ นพ ้นวิสย
้ ภายหลัง
ทีไ่ ด ้ก่อหนี้ และซงึ่ ลูกหนีไ้ ม่ต ้องรับ ผิดชอบนัน
้ ไซร ้ท่านว่าลูกหนีเ้ ป็ นอันหลุดพ ้นจากการชาระหนีน
้ น
ั้
ถ ้าภายหลังทีไ่ ด ้ก่อหนีข
้ น
ึ้ แลวนั
้ น
้ ลูกหนีก
้ ลายเป็ นคนไม่สามารถ จะชาระหนีไ้ ด ้ไซร ้ ท่านให ้ถือ
ั ฉะนัน
เสมือนว่าเป็ นพฤติการณ์ทท
ี่ าให ้การ ชาระหนีต
้ กเป็ นอันพ ้นวิสย

ิ ธิเรียกให ้ลูกหนีช
ทีว่ ่า “เจ ้าหนีม
้ ส
ี ท
้ าระหนีไ้ ด ้” เป็ นหลักทั่วไป แต่มข
ี ้อยกเว ้น ซงึ่ เจ ้าหนีไ้ ม่
อาจเรียกให ้ลูกหนีช
้ าระหนีไ้ ด ้ 3 กรณี คือ
ก. หนีป
้ ระเภทนี้ เป็ นหนีซ
้ งึ่ มีอยู่ จริงแต่กฎหมายห ้ามฟ้ องร ้อง เพราะเหตุว่าเป็ นหนีท
้ ข
ี่ าด


อายุความ หรือหนีข
้ าดหลักฐานในกรณีซ งหนี้นัน
้ เป็ น
ข.
หนีข
้ าดหลักฐานในกรณีซ งึ่ หนี้นน
ั ้ เป็ นประเภททีก
่ ฎหมายบัญญัตใิ ห ้ต ้องทาเป็ น

หลักฐานเป็ นหนังสอ
ั จะชาระกันได ้ (มาตรา 219 วรรคแรก)
ค. หนีอ
้ ันเป็ นการพ ้นวิสย
1.2.2 ทร ัพย์อ ันเป็นว ัตถุแห่งหนี้

กฎหมายบัญญัตใิ นเรือ
่ งทรัพย์อันเป็ นวัตถุแห่งหนีไ้ ว ้อย่างไรบ ้าง
ประกอบ

อธิบายและยกตัวอย่าง

มาตรา 195 เมือ
่ ทรัพย์ซงึ่ เป็ นวัตถุแห่งหนีน
้ น
ั ้ ได ้ระบุไว ้แต่เพียง เป็ นประเภท และถ ้าตามสภาพ
แห่งนิตก
ิ รรม หรือตามเจตนาของ คูก
่ รณีไม่อาจจะกาหนดได ้ว่าทรัพย์นน
ั ้ จะพึงเป็ นชนิดอย่างไรไซร ้ ท่าน
ว่าลูกหนีจ
้ ะต ้องสง่ มอบทรัพย์ชนิดปานกลาง

สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

3
ตามมาตรา 195 บัญญัตเิ กีย
่ วกับทรั พย์ซงึ่ เป็ นวัตถุแห่งหนี้ อันหมายถึงทรั พย์อันเป็ นวั ตถุ
ในการชาระหนีไ้ ว ้เป็ น 2 ประการคือ ทรัพย์ไ ด ้ระบุไว ้แต่เป็ นเพียงประเภทและทรัพย์เ ฉพาะสงิ่ คือ
ทรัพย์ซงึ่ ได ้กาหนดเพือ
่ จะส่งมอบแล ้ว
ก. ตกลงขายข ้าวให ้ ข. จานวน 100 กระสอบ ขณะตรวจนับข ้าวสารอยู่ไ ด ้ 50 กระสอบ ข.
ติดธุระไม่อาจจะอยู่เ ลือกต่อไปได ้ ตกลงกับ ก. ว่า จะมาเลือกวันรุ่งขึน
้ ในคืนนัน
้ เองไฟไหม ้โรง
เก็ บข ้าวสารหมดโดยไม่ใช ่ความผิดของ ก. ผลในกฎหมายจะเป็ นอย่างไร
แยกเป็ น 2 ประเด็น คือ
ก. ยังคงต ้องรับผิดชาระข ้าวสารอีก 50 กระสอบ เพราะเป็ นกรณีต ้องตามมาตรา 195 วรรค
แรก โดยสง่ มอบข ้าวสารชนิดปานกลาง
ข. ก. ไม่ต ้องรับผิดชดใชข้ ้าวสารอีก 50 กระสอบ ซงึ่ ได ้เลือกโดยความยินยอมของ ข.
แล ้ว ข ้าวสาร 50 กระสอบดังกล่าวเป็ นทรั พย์เ ฉพาะสงิ่
1.2.3 การเลือกว ัตถุแห่งหนี้

กฎหมายบัญญัตก
ิ ารเลือกวัตถุแห่งหนีไ้ ว ้อย่างไร อธิบายและยกตัวอย่าง
ิ ธิทจ
โดยหลักแล ้วสท
ี่ ะเลือกทาการอย่างใดนัน
้ ตกอยู่กับฝ่ ายลูกหนี้ หากการกระทาเพือ

ิ ธิเลือกก็
การชาระหนี้นน
ั ้ มีหลายอย่าง แต่คก
ู่ รณีอาจตกลงให ้เจ ้าหนี้ หรือบุคคลภายนอกเป็ นผู ้มีสท
ได ้
การเลือกนัน
้ ต ้องกระทาโดยการแสดงเจตนา
หากเป็ นกรณีทบ
ี่ ุคคลภายนอกเป็ นผู ้เลือก
บุคคลภายนอกนัน
้ ต ้องแสดงเจตนาเลือกต่อลูกหนี้ แล ้วลูกหนี้จงึ แจ ้งความนั น
้ ให ้เจ ้าหนีท
้ ราบ
แบบประเมินผลตนเองหน่วยที่ 1
ิ ธิหรือสท
ิ ธิเรียกร ้องอันเป็ นความเกีย
1. หนีค
้ อ
ื บุคคลสท
่ วพันทางกฎหมายระหว่างบุคคล 2 ฝ่ ายคือ
เจ้าหนีแ
้ ละลูกหนี้
2. บ่อเกิดแห่งหนีม
้ ี 2 ประการคือ นิตก
ิ รรมและนิตเิ หตุ


3. วัตถุแห่งหนีค
้ อ
ื สงทีจ
่ ะเรียกร้องให้ชาระในมูลหนีน
้ น
ั้
่ มอบทร ัพย์สน

4. วัตถุแห่งหนีม
้ ี 3 อย่างคือ การกระทาการ งดเว้นกระทาการ และการสง
ิ้ เชงิ มีข ้อยกเว ้นคือ หนีข
5. เมือ
่ เกิดหนีข
้ น
ึ้ เจ ้าหนีเ้ รียกให ้ลูกหนีช
้ าระหนีไ้ ด ้ โดยสน
้ าดอายุความ หนี้

ขาดหล ักฐาน และหนีท
้ ก
ี่ ลายเป็นพ้นวิสย
6. ทรัพย์อน
ั เป็ นวัตถุแห่งหนี้ คือ ทร ัพย์ซงึ่ เข้ามาเกีย
่ วก ับว ัตถุแห่งหนี้ หรืออาจเรียกว่าทร ัพย์
ซงึ่ เป็นว ัตถุในการชาระหนี้
7. วัตถุแห่งหนีม
้ ห
ี ลายอย่าง ผู ้เลือก ได ้แก่ (ก) ลูกหนี้ (ข) เจ้าหนี้ (ค) บุคคลภายนอก
8. การเลือกวัตถุแห่งหนีน
้ น
ั ้ ต ้องทา โดยการแสดงเจตนา
ั บางอย่างผู ้มีสท
ิ ธิเลือก ต้องเลือกสงที
ิ่ ย
9. วัตถุแห่งหนีม
้ ห
ี ลายอย่าง หากตกเป็ นพ ้นวิสย
่ ังเป็นวิสยั

10. เมือ
่ ผู ้มีสทธิเลือกได ้เลือกวัตถุแห่งหนีเ้ ป็ นอย่างใดแล ้ว จะกล ับใจไม่ได้

หน่วยที่ 2 การไม่ชาระหนี้
เมือ
่ เกิดหนีข
้ น
ึ้ ย่อมมีเจ ้าหนี้ลก
ู หนี้ ลูกหนี้ต ้องชาระหนีแ
้ ก่เจ ้าหนีใ้ ห ้ต ้องตามความประสงค์อัน
ี เลย หรือชาระหนีข
แท ้จริงแห่งหนี้ หากลูกหนีไ้ ม่ชาระหนีเ้ สย
้ าดตกบกพร่อง กล่าวคือ ช าระหนี้
้ ดเวลา ผิดสถานที่ หรือผิดวัตถุแห่งหนี้ ย่อมทาให ้เจ ้าหนีไ้ ด ้รับความเสย
ี หาย เพือ
ล่าชาผิ
่ ชดเชย
ี หาย
ี หายจากการไม่ชาระหนีม
ิ ธิทจ
ความเสย
จาเป็ นทีจ
่ ะให ้เจ ้าหนีซ
้ งึ่ เป็ นผู ้ได ้รับ ความเสย
้ ส
ี ท
ี่ ะ
ฟ้ องร ้องบังคับชาระหนีไ้ ด ้
การฟ้ องร ้องบังคับช าระหนี้ต ้องเป็ นไปตามกฎเกณฑ์แห่งการบังคับ
ชาระหนี้
2.1 การถึงกาหนดชาระหนี้

1. ถ ้าเวลาอันพึงชาระหนีน
้ ัน
้ มิได ้กาหนดลงไว ้หรือจะอนุมานจากพฤติการณ์ทั ง้ ปวงก็ไม่ได ้
เจ ้าหนี้ย่อมจะเรียกชาระหนีไ้ ด ้โดยพลัน และฝ่ ายลูกหนีก
้ ็ ย่อมจะชาระหนีข
้ องตนโดยพลันดุจกัน


2. ถ ้าหนีไ้ ด ้กาหนดเวลาชาระไว ้ แต่หากกรณีเป็ นทีส
่ งสยให ้สนนิษ ฐานไว ้ก่อ นว่ า เจ ้าหนีจ
้ ะ
เรียกให ้ชาระหนีก
้ ่อนถึงเวลานัน
้ หาได ้ไม่ แต่ฝ่ายลูกหนีจ
้ ะชาระหนีก
้ ่อนกาหนดนัน
้ ได ้
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

4

2.1.1 หนีท
้ ไี่ ม่มก
ี าหนดเวลาชาระ

หนีท
้ ไี่ ม่มก
ี าหนดเวลาชาระนั น
้ ถึงกาหนดชาระเมือ
่ ใด
และมีผ ลต่อเจ ้าหนีแ
้ ละลูกหนี้
อย่างไรบ ้าง
ยกตัวอย่างประกอบ
ปพพ. ได ้บัญญัตห
ิ ลักทั่วไปในเรือ
่ งหนีทม
ี่ ไิ ด ้กาหนดเวลาในมาตรา 203 วรรคแรก ว่าดังนี้
“ถ ้าเวลาอันจะพึงชาระหนีน
้ น
ั ้ มิไ ด ้กาหนดลงไว ้หรือจะอนุม านจากพฤติการณ์ทั ง้ ปวงก็ ไม่ได ้ไซร ้
ท่านว่าเจ ้าหนี้ย่อมจะเรียกให ้ชาระหนี้โดยพลันและฝ่ ายลูก หนีก
้ ็ ย่อมชาระหนีข
้ องตนโดยพลันดุจ
กัน ซงึ่ หมายถึงว่า ถ ้าหนีไ้ ม่ได ้กาหนดเวลาชาระเอาไว ้ หรือ จะอนุมานจากพฤติการณ์ใดๆ ก็ ไม่
อาจทราบได ้ว่าถึงกาหนดชาระเมือ
่ ใด ย่อมถือว่าเมือ
่ มีหนีเ้ กิดขึน

กาหนดชาระหนีย
้ ่อมเกิดขึน



พร ้อมกันในทันที มีผ ลให ้เจ ้าหนีม
้ ส
ี ทธิเ รียกให ้ลูก หนีชาระหนีท
้ ันที่ และลูก หนีก
้ ็ มส
ี ทธิทจ
ี่ ะชาระ
หนีไ้ ด ้ทันทีดจ
ุ กัน ”
ตัวอย่าง ก. กู ้เงิน ข. โดยมิไ ด ้กาหนดเวลาว่า จะชาระหนีใ้ ห ้ ข. เมือ
่ ใด และอนุมานจาก
พฤติการณ์ทงั ้ ปวงก็ไม่ได ้ ข. ย่อมเรียกให ้ ก. ช าระหนี้ได ้โดยพลัน และ ก. ก็ ย่อมชาระหนีใ้ ห ้ ข.
ได ้โดยพลันดุจกัน
2.1.2 หนีม
้ ก
ี าหนดเวลาชาระและหนีม
้ ก
ี าหนดชาระตามพฤติการณ์

ก. ยืมเครือ
่ งบวชนาคของ ข. เพือ
่ เอาไปอุปสมบทบุ ตรชายโดยไม่ได ้กาหนดเวลาสง่ คืน
ข. เรียกเครือ
่ งอุปสมบทคืนจาก ก. ได ้เมือ
่ ไร เพราะเหตุใด
ปพพ. มาตรา 203 วรรคแรกบัญญัตห
ิ ลักในเรือ
่ งเวลาชาระหนี้ตามพฤติการณ์ ดงั นี้ ถ ้าเวลา
อันพึงจะชาระหนีม
้ ไิ ด ้กาหนดลงไว ้หรือ จะอนุมานจากพฤติการณ์ทงั ้ ปวงก็ไม่ไ ด ้ไซร ้ ท่านว่าเจ ้าหนี้
ย่อมจะเรียกให ้ชาระหนีไ้ ด ้โดยพลัน และฝ่ ายลูกหนีก
้ ็ ย่อมจะชาระหนี้ของตนได ้โดยพลันดุจกัน
ตามบทบัญญัตด
ิ งั กล่าวย่อมหมายความว่า
ถ ้าเวลาชาระหนีม
้ ไิ ด ้กาหนดกันไว ้ แต่พอ
ิ ธิ
อนุมานจากพฤติการณ์ทงั ้ ปวงได ้ว่าจะชาระหนีก
้ ันได ้เท่าใด ลูกหนี้ต ้องชาระหนีแ
้ ละเจ ้าหนีม
้ ีสท
เรียกให ้ชาระหนีต
้ ามพฤติการณ์ทพ
ี่ งึ อนุมานได ้
ตามอุทาหรณ์ แม ้ไม่ได ้กาหนดเวลาช าระหนี้ แต่ก็ พออนุมานได ้ว่า ก. ต ้องคืนเครือ
่ ง
อุปสมบทนาคให ้ ข. เมือ
่ อุปสมบทบุตรชายเสร็จแล ้ว ดังนัน
้ ข. จะเรียกเครื่องอุปสมบทคืนก่อน
ิ้ แล ้ว
เสร็ จงานอุปสมบทไม่ไ ด ้ จะเรียกคืนได ้เมือ
่ งานอุปสมบทเสร็ จสน

2.1.3 หนีม
้ ก
ี าหนดเวลาชาระแต่กรณีเป็นทีส
่ งสย
ทีว่ ่า “ประโยชน์แห่งเงือ
่ นเวลาได ้แก่ฝ่ายลูกหนี้” และ “หนีท
้ ถ
ี่ งึ กาหนดเวลาชาระแต่กรณี
เป็ นทีส
่ งสัย” เราเข ้าใจว่าอย่างไร มีผลต่อเจ ้าหนีและลูกหนีอ
้ ย่างไร อธิบาย

มาตรา 203 ถ ้าเวลาอันจะพึงชาระหนีน
้ น
ั ้ มิได ้กาหนดลงไว ้ หรือ จะอนุมานจากพฤติการณ์ทงั ้ ปวง
ก็ไม่ไดไซร

้ ท่านว่าเจ ้าหนีย
้ ่อม จะเรียกให ้ชาระหนีไ้ ด ้โดยพลัน และฝ่ ายลูกหนีก
้ ็ย่อมจะชาระหนีข
้ อง ตนได ้
โดยพลันดุจกัน

ปพพ. มาตรา 203 วรรคสองบัญญัตเิ กี่ยวกับหลักทีว่ ่า “เงือ
่ นประโยชน์แห่งเวลาย่อมได ้แก่
ั ท่านให ้สน
ั นิษฐานไว ้ก่อนว่ า
ฝ่ ายลูกหนี้” ไว ้ว่า ถ ้าได ้กาหนดเวลาไว ้ แต่หากกรณีเป็ นทีส
่ งสย
เจ ้าหนี้จะเรียกให ้ชาระหนีก
้ ่อนถึงกาหนดเวลานัน
้ หาได ้ไม่ แต่ฝ่ายลูก หนี้จะชาระหนีก
้ ่อนกาหนด
นัน
้ ก็ได ้
ั ว่ า ประโยชน์
หลักกฎหมายดังกล่าวเป็ นเรือ
่ งหนีม
้ ก
ี าหนดเวลาช าระ แต่กรณีเกิดเป็ นสงสย
ั นิษฐานไว ้ก่อนว่าเป็ นประโยชน์แก่ฝ่าย
แห่งเวลาเป็ นของเจ ้าหนีห
้ รือลูกหนี้
กฎหมายจึงให ้สน
ลูกหนีฝ
้ ่ ายเดียว เจ ้าหนี้จะเรียกให ้ชาระหนีก
้ ่อนกาหนดเวลาไม่ได ้ แต่ฝ่ายลูกหนีจ
้ ะชาระหนีก
้ ่อน
ถึงกาหนดเวลาย่อมทาได ้ ทัง้ นีก
้ ฎหมายประสงค์จะให ้ลูก หนีไ้ ด ้เตรียมการชาระหนีไ้ ว ้ให ้พร ้อม ถ ้า
จะให ้เจ ้าหนีเ้ รียกให ้ชาระหนีไ้ ด ้ก่อนกาหนดเวลา ลูก หนีอ
้ าจจะยั งไม่พร ้อมทีจ
่ ะชาระหนี้ จะทาให ้
ั แจ ้งในตราสารว่า
ลูกหนีเ้ ดือดร ้อน
แต่ถ ้าอนุมานจากพฤติการณ์ไ ด ้ หรือมีข ้อความปรากฏชด
กาหนดเวลาชาระหนีม
้ ไี ว ้เพือ
่ ประโยชน์ของเจ ้าหนี้ ก็ ย่อมเป็ นไปตามนัน
้ ซ งึ่ จะมีผลให ้เจ ้าหนีเ้ รียก

ชาระหนีก
้ ่อนกาหนดเวลาได ้ แต่ลก
ู หนีไ้ ม่มส
ี ทธิทจ
ี่ ะชาระหนีไ้ ด ้ก่อ นเวลากาหนด
2.2 การผิด น ัด
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

5
้ ดเวลา
1. ลูกหนีผ
้ ด
ิ นั ดหมายถึงการทีล
่ ก
ู หนีช
้ าระหนี้ลา่ ชาผิ
ื่ ว่าผิดนั ด
2. ลูกหนีไม่มก
ี าหนดเวลาชาระ ถ ้าเจ ้าหนีเ้ ตือนให ้ชาระหนีไ้ ม่ชาระ ลูกหนีไ้ ด ้ชอ
เพราะเขาเตือ นแล ้วถ ้าได ้กาหนดเวลาชาระหนีไ้ ว ้ตามวั นแห่งปฏิทน

และลูก หนีม
้ ไิ ด ้ชาระหนี้ตาม
กาหนด ลูกหนีต
้ กเป็ นผู ้ผิดนัดโดยมิพักต ้องเตือน
ื่ ว่าผิดนัดมาแต่เวลาทีท
3. ในกรณีหนีอ
้ ั นเกิดมู ลละเมิด ลูกหนีไ้ ด ้ชอ
่ าละเมิด


4. ลูกหนีย
้ ั งไม่ชาระหนีเ้ พราะพฤติการณ์อันใดอันหนึง่ ซ งลูกหนีไ้ ม่ต ้องรับผิดชอบ ลูก หนีย
้ ัง
ไม่ผด
ิ นัด
ิ ไหม
5. เมือ
่ ลูกหนีไ้ ม่ชาระหนีใ้ ห ้ต ้องตามความประสงค์แห่งหนี้ ลูกหนีต
้ ้องรับผิดชดใชค่้ าสน
ทดแทน
ิ ไหมทดแทนได ้
6. ลูกหนีช
้ าระหนี้ลา่ ชา้ เจ ้าหนีบ
้ อกปั ดไม่ยอมรับชาระหนี้ และเรียกค่าสน

ั ใน
7. ลูกหนี้ต ้องรับผิดชอบในความเสยหายตลอดจนการชาระหนีก
้ ลายเป็ นหนี้พ ้นวิสย
ระหว่างผิดนัด

8. ลูกหนี้ต ้องรับผิดใชดอกเบี

้ หนีเ้ งินในระหว่า งผิดนัด
9. เมือ
่ ลูกหนีไ้ ด ้ขอปฏิบัตก
ิ ารชาระหนี้โดยชอบแล ้ว เจ ้าหนีไ้ ม่ยอมรับชาระหนี้โดยปราศจาก
มูลเหตุทอ
ี่ ้างได ้โดยชอบด ้วยกฎหมาย เจ ้าหนี้ตกเป็ นผู ้ผิดนัด
10. ถ ้าลูกหนีจ
้ าต ้องชาระหนีส
้ ่วนของตนต่อเมือ
่ เจ ้าหนีช
้ าระหนี้ตอบแทนด ้วยหากเจ ้าหนี้พร ้อม
ื่ ว่าผิดนั ด
จะชาระหนีแ
้ ต่ไม่เสนอที่จะชาระหนีต
้ อบแทน เจ ้าหนีไ้ ด ้ชอ
11. ในเวลาทีล
่ ก
ู หนีข
้ อปฏิบัตก
ิ ารชาระหนีห
้ รือในเวลาทีก
่ าหนดให ้เจ ้าหนีท
้ าการอย่ างใดอย่าง
หนึง่ ถ ้าลูกหนีม
้ ไิ ด ้อยู่ในฐานะทีจ
่ ะสามารถชาระหนีไ้ ด ้เจ ้าหนีย
้ ังไม่ผด
ิ นั ด
ิ ธิทช
12. ถ ้ามิได ้กาหนดเวลาชาระหนีไ้ ว ้ หรือ ถ ้าลูกหนีม
้ ส
ี ท
ี่ าระหนีไ้ ด ้ก่อนเวลากาหนด การที่
เจ ้าหนีม
้ ีเหตุขด
ั ข ้องชวั่ คราวไม่อาจรับชาระหนีท
้ ล
ี่ ก
ู หนีข
้ อปฏิบัตแ
ิ ก่ตนได ้ เจ ้าหนีย
้ ังไม่ผ ด
ิ นั ด เว ้น
แต่ลก
ู หนีไ้ ด ้บอกกล่าวชาระหนีไ้ ว ้ล่ว งหน ้าโดยเวลาอันสมควร
13. หนีเ้ งินจะเรียกดอกเบีย
้ ในระหว่างเจ ้าหนีผ
้ ด
ิ นัดไม่ไ ด ้
14. เมือ
่ ขอปฏิบัตก
ิ ารชาระหนีโ้ ดยชอบแล ้วเจ ้าหนี้ผด
ิ นั ด บรรดาความรับผิดชอบอันเกิดแก่การ
ไม่ชาระหนีเ้ ป็ นอั นปลดเปลือ
้ งไปนับแต่เวลาทีข
่ อปฏิบัตก
ิ ารชาระหนีแ
้ ละเพือ
่ ให ้หลุดพ ้นจากหนี้
ลูกหนี้ต ้องจัดการวางทรัพย์ไว ้เพือ
่ ประโยชน์ของเจ ้าหนี้
2.2.1 กรณีทถ
ี่ อ
ื ว่าลูกหนีผ
้ ด
ิ น ัด

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัตใิ ห ้ลูกหนีต
้ กเป็ นผู ้ผิดนัดโดยมิพักต ้องเตือนเลย
ในกรณีใดบ ้าง
มาตรา 204 ถ ้าหนีถ
้ งึ กาหนดชาระแล ้ว และภายหลังแต่นน
ั ้ เจ ้าหนี้ ไดให
้ ้คาเตือนลูกหนีแ
้ ล ้ว
ื่ ว่าผิดนัด เพราะเขาเตือนแลว้
ลูกหนีย
้ ังไม่ชาระหนีไ้ ซร ้ ลูกหนีไ้ ด ้ชอ
ถ ้าได ้กาหนดเวลาชาระหนีไ้ ว ้ตามวันแห่งปฏิทน
ิ และลูกหนีม
้ ไิ ด ้ ชาระหนีต
้ ามกาหนดไซร ้ ท่านว่า
ลูกหนีต
้ กเป็ นผู ้ผิดนัดโดยมิพักต ้อง
เตือนเลย
วิธเี ดียวกันนีท
้ า่ นให ้ใชบั้ งคับแก่กรณีทต
ี่ ้องบอกกล่าว
ล่วงหน ้า ก่อนการชาระหนี้ ซงึ่ ได ้กาหนดเวลาลงไว ้ อาจคานวณนับได ้โดย ปฏิทน
ิ นับแต่วน
ั ทีไ่ ดบอกกล่

าว
ื่ ว่าผิดนัด มาแต่เวลาทีท
มาตรา 206 ในกรณีหนีอ
้ น
ั เกิดแต่มูลละเมิด ลูกหนีไ้ ด ้ชอ
่ าละเมิด

ป.พ.พ. บัญญัตใิ ห ้ลูก หนีต
้ กเป็ นผู ้ผิดนัดโดยมิพักต ้องเตือนเลยในกรณีดงั ต่อไปนี้
1. ตามมาตรา 204 วรรคสอง ถ ้าได ้กาหนดเวลาชาระหนีไ้ ว ้ตามวั นแห่งปฏิทน
ิ และลูกหนี้
มิได ้ชาระหนีต
้ ามกาหนด ลูกหนีย
้ ่อมตกเป็ นผู ้ผิดนัดโดยมิพักต ้องเตือน
2. ตามมาตรา 204 วรรคสองตอนท ้าย ถ ้าได ้มีการบอกกล่าวกันล่ว งหน ้าก่อ นการชาระหนี้
และการบอกกล่าวนัน
้ ได ้กาหนดเวลาลงได ้ อาจคานวณนับได ้โดยปฏิทน
ิ นับแต่วันทีไ่ ด ้บอกกล่าว
เมือ
่ ครบกาหนดวันบอกกล่าวแล ้ว ลูกหนีไ้ ม่ชาระหนีล
้ ก
ู หนีย
้ ่อมตกเป็ นผู ้ผิดนัดโดยมิพักต ้องเตือน
ื่ ว่าผิดนั ดมาแต่เวลาทีท
3. ตามมาตรา 206 ในกรณี หนีอ
้ ันเกิดแต่มูลละเมิด ลูกหนีไ้ ด ้ชอ
่ า
ละเมิด หมายความว่าทาละเมิดเมือ
่ ใด ลูก หนีย
้ ่อมตกเป็ นผู ้ผิดนัดตัง้ แต่เ วลาทีท
่ าละเมิดโดยมิพัก
ต ้องเตือ นเลย
2.2.2 กรณี ทไ
ี่ ม่ถอ
ื ว่าลูกหนีผ
้ ด
ิ น ัด

แดงกู ้เงินขาวไป 10,000 บาท กาหนดชาระเงินต ้นคืนในวั นที่ 31 ธันวาคม 2524 ครัน
้ หนี้
ถึงกาหนดชาระแล ้ว แดงได ้นาเงินต ้นไปชาระแก่ขาว บังเอิญในวันนัน
้ ฝนตกหนักน้าท่วมทางที่จะ
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

6
ไปบ ้านนายขาว จนเป็ นเหตุให ้แดงไม่สามารถนาเงินต ้นไปช าระให ้ขาวได ้ตามกาหนดเวลา ดังนี้
จะถือว่าแดงตกเป็ นผู ้ผิดนัดหรือไม่ เพราะอะไร หลักกฎหมายเกีย
่ วกับเรือ
่ งนีม
้ ีว่าอย่างไร

มาตรา 205 ตราบใดการชาระหนีน
้ น
ั ้ ยังมิได ้กระทาลงเพราะพฤติการณ์อน
ั ใดอันหนึง่ ซงึ่ ลูกหนีไ้ ม่
ื่ ว่าผิดนัดไม่
ต ้องรับผิดชอบ ตราบนัน
้ ลูกหนี้ ยังหาได ้ชอ

ป.พ.พ. มาตรา 205 บั ญญัตเิ ป็ นหลักซงึ่ ถือเป็ นข ้อยกเว ้นซ งึ่ ยังไม่ ถอ
ื ว่า ลูกหนีผ
้ ด
ิ นั ด แม ้
ลูกหนีไ้ ม่ชาระหนี้ตามเวลากาหนด
ดังนี้
“ตราบใดการชาระหนีน
้ น
ั ้ ยังไม่ได ้กระทาลงเพราะ


ื่ ว่ าผิดนั ดไม่ ”
พฤติการณ์อันใดอันหนึง่ ซงลูก หนีไ้ ม่ต ้องรับผิดชอบ ตราบนัน
้ ลูกหนีย
้ ังได ้ชอ
ิ ธิและ
ตามหลักทั่วไปในเรือ
่ งกาหนดเวลาชาระหนี้นน
ั ้ เมือ
่ มีลก
ู หนีเ้ กิดขึน
้ คูก
่ รณีตา่ งก็ มส
ี ท
หน ้าทีผ
่ ูกพั นซงึ่ กันและกั น ลูกหนีย
้ ่อมมีหน ้าทีท
่ จ
ี่ ะชาระหนีใ้ ห ้แก่เจ ้าหนีแ
้ ละต ้องชาระหนีใ้ ห ้ต ้อง
ตามประสงค์อันแท ้จริงแห่ งมูลหนี้ เจ ้าหนีก
้ ็ มห
ี น ้าทีท
่ ี่จะรับชาระหนีเ้ มือ
่ ลูกหนีข
้ อปฏิบัตก
ิ ารชาระ
หนีโ้ ดยชอบด ้วยกฎหมาย หากหนี้ถงึ กาหนดช าระแล ้ว และภายหลังเจ ้าหนี้ได ้ให ้คาเตือนลูกหนี้
ื่ ว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล ้ว ถ ้าหนีน
แล ้ว ลูก หนีย
้ ั งไม่ชาระหนี้ ลูกหนีไ้ ด ้ชอ
้ ัน
้ ได ้กาหนดเวลาชาระ
ไว ้ตามวันแห่ งปฏิทน

หรือหนีท
้ ไี่ ด ้บอกกล่า วล่ว งหน ้าก่อ นการชาระหนี้ ซงึ่ ได ้กาหนดเวลาลงไว ้
อาจคานวณกันได ้โดยปฏิทน
ิ นับแต่เวลาทีไ่ ด ้บอกกล่าว
และลูกหนีม
้ ไิ ด ้ชาระหนี้ตามกาหนด
ลูกหนี้ตกเป็ นผู ้ผิดนัด โดยมิพัก ต ้องเตือ นเลย กรณีท ี่ลก
ู หนี้ตกเป็ นผู ้ผิดนัด ต ้องเป็ นพฤติการณ์ซ งึ่
ลูกหนี้ต ้องรับผิดชอบในการทีต
่ นไม่ชาระหนีต
้ ามกาหนดนัน
้ แต่ถ ้าการทีล
่ ก
ู หนี้ไม่ชาระหนี้ตรงตาม
ื เนือ
กาหนดเวลา สบ
่ งมาจากพฤติการณ์อันใดอันหนึง่ ซ งึ่ ลูกหนีไ้ ม่ต ้องรับผิดชอบแล ้ว ลูกหนี้ยังหา
ื่ ว่าผิดนัดไม่
ได ้ชอ
ตามอุทาหรณ์ การทีฝ
่ นตกน้าท่วมทางทีจ
่ ะไปบ ้านขาว จนเป็ นเหตุให ้แดงไม่สามารถนา
ั เป็ นพฤติการณ์ซ งึ่ แดงไม่ต ้องรับผิดชอบ แม ้
เงินต ้นไปชาระให ้ขาวตามกาหนดนั น
้ เป็ นเหตุสด
ุ วิสย
แดงจะไม่ไ ด ้ชาระหนีใ้ ห ้ขาวได ้ตามเวลากาหนด แดงยั งไม่ตกเป็ นผู ้ผิดนั ด
2.2.3 ผลแห่งการผิดน ัดของลูกหนี้

เมือ
่ ลูกหนีต
้ กเป็ นผู ้ผิดนัด ลูกหนีจ
้ ะต ้องรับผิดชอบต่อเจ ้าหนีป
้ ระการใดบ ้างหรือไม่
มาตรา 215 เมือ
่ ลูกหนีไ้ ม่ชาระหนีใ้ ห ้ต ้องตามความประสงค์ อันแท ้จริงแห่งมูลหนีไ้ ซร ้ เจ ้าหนีจ
้ ะ


เรียกเอาค่าสนไหมทดแทนเพือ
่ ความเสยหายอันเกิดแต่การนัน
้ ก็ได
มาตรา 216 ถ ้าโดยเหตุผด
ิ นัด การชาระหนีก
้ ลายเป็ นอันไร ้ ประโยชน์แก่เจ ้าหนี้ เจ ้าหนีจ
้ ะบอกปั ด
ิ ไหมทดแทนเพือ
ไม่รบ
ั ชาระหนี้ และจะเรียก เอาค่าสน
่ การไม่ชาระหนีก
้ ็ได ้
ี หายบรรดาที่ เกิดแต่ความประมาทเลินเล่อใน
มาตรา 217 ลูกหนีจ
้ ะต ้องรับผิดชอบในความเสย
ั เพราะอุบัตเิ หตุ อัน
ระหว่างเวลาทีต
่ นผิดนัด ทัง้ จะต ้อง รับผิดชอบในการทีก
่ ารชาระหนีก
้ ลายเป็ นพ ้นวิสย
เกิดขึน
้ ในระหว่างเวลาทีผ
่ ด
ิ นัดนัน
้ ด ้วย เวนแต่

ความเสยี หายนัน
้ ถึงแม ้ว่าตนจะได ้ชาระหนีท
้ น
ั เวลากาหนดก็
คงจะต ้องเกิดมีอยู่นน
ั่ เอง
ั จะทาได ้ เพราะพฤติการณ์อน
มาตรา 218 ถ ้าการชาระหนีก
้ ลายเป็ นพ ้นวิสย
ั ใดอันหนึง่ ซงึ่ ลูกหนี้
ิ ไหมทดแทนให ้แก่เจ ้าหนีเ้ พือ
ี หายอย่างใด ๆ อัน
ต ้องรับผิด ชอบไซร ้ ท่านว่าลูกหนี้ จะต ้องใชค่้ าสน
่ ค่าเสย
เกิดแต่การไม่ชาระหนีน
้ น
ั้
ั แต่เพียงบางสว่ น ถ ้าหากว่าสว่ นทีย
ั จะทาไดนั้ น
ในกรณีทก
ี่ ารชาระหนีก
้ ลายเป็ นพ ้นวิสย
่ ังเป็ นวิสย
้ จะ
ั จะทาได ้นัน
เป็ นอันไรประโยชน์

แก่เจ ้าหนีแ
้ ลว้ เจ ้าหนีจ
้ ะไม่ยอมรับชาระหนีส
้ ว่ นทีย
่ ังเป็ นวิสย
้ แลวและ

เรียก
ิ ไหมทดแทนเพือ
ี ทัง้ หมดทีเดียวก็ได ้
ค่าสน
่ การไม่ชาระหนีเ้ สย
ั เพราะพฤติการณ์ อันใดอันหนึง่ ซงึ่ เกิดขึน
มาตรา 219 ถ ้าการชาระหนีก
้ ลายเป็ นพ ้นวิสย
้ ภายหลังที่
ได ้ก่อหนี้ และซงึ่ ลูกหนีไ้ ม่ต ้องรับ ผิดชอบนัน
้ ไซร ้ท่านว่าลูกหนีเ้ ป็ นอันหลุดพ ้นจากการชาระหนีน
้ น
ั้
ถ ้าภายหลังทีไ่ ด ้ก่อหนีข
้ น
ึ้ แลวนั
้ น
้ ลูกหนีก
้ ลายเป็ นคนไม่สามารถ จะชาระหนีไ้ ด ้ไซร ้ ท่านให ้ถือ
ั ฉะนัน
เสมือนว่าเป็ นพฤติการณ์ทท
ี่ าให ้การ ชาระหนีต
้ กเป็ นอันพ ้นวิสย


มาตรา 220 ลูกหนีต
้ ้องรับผิดชอบในความผิดของตัวแทนแห่งตน กับทัง้ ของบุคคลทีต
่ นใชในการ
ชาระหนีน
้ น
ั ้ โดยขนาดเสมอกับว่าเป็ น ความผิดของตนเองฉะนัน
้ แต่บทบัญญัตแ
ิ ห่ง มาตรา 373 หาใช ้
่ นีด
บังคับ แก่กรณีเชน
้ ้วยไม่
มาตรา 221 หนีเ้ งินอันต ้องเสยี ดอกเบีย
้ นัน
้ ท่านว่าจะคิดดอกเบีย
้ ในระหว่างทีเ่ จ ้าหนีผ
้ ด
ิ นัดหาได ้
ไม่
ี หายนัน
ิ ไหมทดแทนเพือ
ี หายเชน
่ ที่
มาตรา 222 การเรียกเอาค่าเสย
้ ได ้แก่เรียกค่าสน
่ ความเสย
ตามปกติย่อมเกิดขึน
้ แต่การไม่ชาระ หนีน
้ น
ั้
ิ ไหมทดแทนได ้ แม ้กระทัง่ เพือ
ี หาย อันเกิดแต่พฤติการณ์พเิ ศษ หาก
เจ ้าหนีจ
้ ะเรียกค่าสน
่ ความเสย
่ นัน
ว่าคูก
่ รณีทเี่ กีย
่ วข ้องได ้คาดเห็ นหรือ ควรจะไดคาดเห็

นพฤติการณ์เชน
้ ล่วงหน ้าก่อนแล ้ว
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

7
ี หายด ้วย
มาตรา 223 ถ ้าฝ่ ายผู ้เสยี หายไดมี้ สว่ นทาความผิดอย่างใด อย่างหนึง่ ก่อให ้เกิดความเสย




ไซร ้ ท่านว่าหนีอ
้ น
ั จะต ้องใช
ค่าสนไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู ้เสยหายมากน ้อยเพียงใดนัน

ต ้องอาศย
พฤติการณ์เป็ นประมาณ ข ้อสาคัญก็คอ
ื ว่าความเสยี หายนัน
้ ได ้เกิดขึน
้ เพราะฝ่ ายไหนเป็ นผู ้ก่อยิง่ หย่อนกว่า
กันเพียงไร
้ ้ทัง้ ทีค
ี หายจะ มีแต่เพียงละเลยไม่เตือนลูกหนีใ้ ห ้
วิธเี ดียวกันนี้ ท่านให ้ใชแม
่ วามผิดของฝ่ ายผู ้ทีเ่ สย
ึ ถึงอันตราย แห่งการเสยี หาย อันเป็ นอย่างร ้ายแรงผิดปกติ ซงึ่ ลูกหนีไ้ ม่รหรื
รู ้สก
ู ้ อไม่อาจจะรู ้ได ้ หรือ
เพียงแต่ละเลยไม่บาบัดปั ดป้ อง หรือบรรเทาความเสยี หายนัน
้ ด ้วย อนึง่ บทบัญญัตแ
ิ ห่ง มาตรา 220 นัน

ท่านให ้นามาใชบั้ งคับด ้วยโดยอนุโลม
มาตรา 224 หนีเ้ งินนัน
้ ท่านให ้คิดดอกเบีย
้ ในระหว่างเวลาผิดนัด ร ้อยละเจ็ดกึง่ ต่อปี ถ ้าเจ ้าหนี้
ั เหตุอย่างอืน
อาจจะเรียกดอกเบีย
้ ได ้สูงกว่านัน
้ โดย อาศย
่ อันชอบดวยกฎหมาย

ก็ให ้คงสง่ ดอกเบีย
้ ต่อไป
ตามนัน


ท่านห ้ามมิให ้คิดดอกเบีย
้ ซอนดอกเบี

้ ในระหว่างผิดนัด
ี หายอย่างอืน
การพิสจ
ู น์คา่ เสย
่ นอกกว่านัน
้ ท่านอนุญาตให ้พิสจ
ู น์ได ้
ิ ไหมทดแทนเพือ
ื่ มเสยี ไประหว่างผิดนัด
มาตรา 225 ถ ้าลูกหนีจ
้ าต ้องใชค่้ าสน
่ ราคาวัตถุ อันได ้เสอ

ก็ด ี หรือวัตถุอน
ั ไม่อาจสงมอบได ้ เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึง่ อันเกิดขึน
้ ระหว่างผิดนัดก็ด ี ท่านว่า เจ ้าหนี้
้ นค่าสน
ิ ไหมทดแทน
จะเรียกดอกเบีย
้ ในจานวนทีจ่ ะต ้องใชเป็
คิดตัง้ แต่เวลาอันเป็ นฐานทีต
่ งั ้ แห่งการกะ

ิ ไหมทดแทน เพือ
ประมาณราคานัน
้ ก็ได ้ วิธเี ดียวกันนี้ ท่านให ้ใชตลอดถึ
งการทีล
่ ก
ู หนีจ
้ าต ้องใชค่้ าสน
่ การที่



ราคาวัตถุตกตา่ เพราะวัตถุนน
ั ้ เสอมเสยลงในระหว่างเวลา ทีผ
่ ด
ิ นัดนัน
้ ด ้วย

ิ ธิ
1. เมือ
่ ลูกหนีไ้ ม่ชาระหนีใ้ ห ้ต ้องตามความประสงค์อันแท ้จริงแห่งมู ลหนี้
เจ ้าหนีม
้ ส
ี ท
ิ ไหมทดแทนเพือ
ี หายอันเกิดแก่การนั น
เรียกเอาค่าสน
่ ความเสย
้ ได ้ (มาตรา 215)
2. โดยเหตุท ี่ลก
ู หนีผ
้ ด
ิ นัด การชาระหนี้นน
ั ้ กลายเป็ นอันไร ้ประโยชน์แก่เจ ้าหนี้ เจ ้าหนีม
้ ี
ิ ธิบอกปั ดไม่รับชาระหนี้ และเรียกค่าสน
ิ ไหมทดแทนเพือ
สท
่ การไม่ชาระหนีข
้ องลูกหนี้ได ้ (มาตรา
216)
ี หาย
3. ลูกหนี้จะต ้องรับผิดชอบในความเสย
บรรดาทีเ่ กิดแก่ความประมาทเลินเล่อใน
ระหว่างที่ตนผิดนั ด ทัง้ จะต ้องรับผิดชอบในการชาระหนีก
้ ลายเป็ นพ ้นวิสัย
เพราะอุบัตเิ หตุอัน

เกิดขึน
้ ในระหว่า งเวลาทีต
่ นผิดนั ดนั น
้ ด ้วยเงิน แต่ความเสยหายนัน
้ ถึงแม ้ตนจะได ้ชาระหนีท
้ ันเวลา
กาหนด ก็คงจะต ้องเกิดมีอยู่นน
ั ้ เอง (มาตรา 217)
ิ ธิเ รียกดอกเบีย
4. สาหรับหนีเ้ งินในระหว่ างทีล
่ ก
ู หนีผ
้ ด
ิ นัด เจ ้าหนีม
้ ส
ี ท
้ จากลูกหนีไ้ ด ้ร ้อย
ละเจ็ ดครึง่ ต่อปี แต่เจ ้าหนีอ
้ าจเรียกได ้สูงกว่านั น

โดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด ้วยกฎหมาย
(มาตรา 224)
ิ ธิเรียกค่าสน
ิ ไหมทดแทน เพือ
ื่ มเสย
ี ไประหว่าง
5. กรณีทเี่ จ ้าหนีม
้ ส
ี ท
่ ราคาวั ตถุอันได ้เสอ
ิ ธิเรียกดอกเบีย
ิ ไหม
ผิดนัด หรือวั ตถุไม่อาจสง่ มอบได ้ในระหว่างผิดนั ด เจ ้าหนีม
้ ีสท
้ ในจานวนค่า สน
ทดแทนนับแต่เวลาอันเป็ นฐานทีต
่ งั ้ แห่งการกะประมาณราคานั น
้ (มาตรา 225)
ในกรณีหนีเ้ งิน เมือ
่ ลูกหนีต
้ กเป็ นผู ้ผิดนัด ลูกหนี้จะต ้องรับผิดชอบต่อเจ ้าหนีป
้ ระการใดบ ้าง
หนีเ้ งินนัน
้ ป.พ.พ. มาตรา 224 บัญญัตห
ิ ลักเกณฑ์ท ี่ลก
ู หนี้จะต ้องรับผิดชอบในระหว่างผิด
ิ ธิเรียกดอกเบีย
นัดดังนี้ เจ ้าหนีม
้ ีสท
้ ร ้อยละเจ็ ดครึง่ ต่อปี และเจ ้าหนีจ
้ ะเรียกดอกเบีย
้ ให ้สูงกว่านั น
้ ก็
ั เหตุอน
ิ ธิเรียกดอกเบีย
ได ้ โดยอาศย
ื่ อันชอบด ้วยกฎหมาย เจ ้าหนีม
้ ีสท
้ สูงกว่า ร ้อยละเจ็ ดครึง่ ต่อปี ก็
ิ ธิแก่เจ ้าหนีท
ได ้ แต่ห ้ามมิให ้คิดดอกเบีย
้ เสมือ นดอกเบีย
้ ในระหว่า งผิดนัดและให ้สท
้ ี่จะเรียกร ้อง
ี หายอย่า งอืน
ี หายอย่ างอืน
ค่าเสย
่ ได ้ ถ ้าสามารถพิสูจน์ไ ด ้ว่ามีความเสย
่ นอกจากดอกเบีย
้ ดังกล่าว
มาแล ้ว
ิ ธิของเจ ้าหนีท
การเรียกดอกเบีย
้ ในระหว่า งผิดนัดนี้ เป็ นสท
้ จ
ี่ ะเรียกได ้ โดยไม่จาเป็ นต ้อง
ี ดอกเบีย
พิสจ
ู น์และไม่ จาเป็ นต ้องมีข ้อตกลงว่าลูกหนีจ
้ ะต ้องเสย
้ ในระหว่า งผิดนั ดเพราะกฎหมาย

ี หายไว ้เป็ นการแน่ นอน
ถือว่าหนีเ้ งินนัน

เมือ
่ ผิดนั ดชาระ เจ ้าหนีย
้ ่อมเสยหายและกาหนดค่าเสย
ตายตัว คือคิดให ้เป็ นดอกเบีย
้ ร ้อยละเจ็ดครึง่ ต่อปี

้ นแต่งงานของดาน ้องชาย เมือ
ิ้ ลงเขียว
เขียวยืม รถยนต์ขาวไปใชในวั
่ งานแต่งงานเสร็ จสน
๊ ตไหม ้บ ้านและโรงรถของเขียวเป็ นเหตุให ้
ได ้นารถยนต์เก็บไว ้ในโรงรถ ต่อมาอีก 2 วัน ไฟฟ้ าชอ


รถยนต์ของขาวถูกไฟไหม ้เสยหายทัง้ คันไปด ้วย
เขียวต ้องรับผิดชอบใชราคารถยนต์
ให ้แก่ขาว
หรือไม่ เพราะเหตุใด
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

8
ี หาย
ป.พ.พ. มาตรา 217 บัญญัตห
ิ ลักเกณฑ์ไว ้ว่า “ลูกหนีจ
้ ะต ้องรับผิดชอบในความเสย
บรรดาทีเ่ กิดแก่ความประมาทเลินเล่อในระหว่างทีต
่ นผิดนัด
ทัง้ จะต ้องรับ ผิดชอบในการทีก
่ าร
ั เพราะอุบัตเิ หตุอั นเกิดขึน
ชาระหนีก
้ ลายเป็ นพ ้นวิสย
้ ในระหว่างเวลาทีผ
่ ด
ิ นัดนั น
้ ด ้วย เว ้นแต่ความ
ี หายนัน
เสย
้ ถึงแม ้ว่า ตนจะได ้ชาระหนีท
้ ั นเวลากาหนดก็ คงจะต ้องเกิดมีอยู่ นั่นเอง” และตามมาตรา
203 วรรคแรกบัญญัตวิ ่า “ถ ้าเวลาวันจะพึงชาระหนีน
้ น
ั ้ มิไ ด ้กาหนดลงไว ้ หรือจะอนุม านจาก
พฤติการณ์ทงั ้ ปวงก็ ไม่ได ้ไซร ้ ท่า นว่าเจ ้าหนีย
้ ่อมจะเรียกให ้ชาระหนีไ้ ด ้โดยพลัน และฝ่ ายลูกหนีก
้ ็
ย่อมจะชาระหนีข
้ องตนได ้โดยพลันดุจกั น ”
ตามอุทาหรณ์แม ้หนีจ
้ ะไม่กาหนดระยะเวลาเอาไว ้ คือไม่ได ้กาหนดเวลาตามปฏิทน
ิ ที่จะคืน
รถยนต์ให ้ขาว แต่พอจะอนุมานได ้ตามพฤติการณ์ว่า เมือ
่ งานแต่งงานของดาเสร็จ เขียวจะต ้องคืน
รถยนต์ให ้ขาว คือเท่ากับว่าหนีค
้ อ
ื รถยนต์ได ้กาหนดเวลาชาระไว ้เป็ นการแน่นอนแล ้ว ฉะนั น
้ เมือ




เขียวได ้สงรถยนต์คน
ื ให ้ขาวภายหลังจากแต่งงานเสร็ จสนแล ้ว
เขียวตกเป็ นผู ้ผิดนัก ตามมาตรา
้ บรถ
203 วรรคหนึง่ และมาตรา 204 วรรคสอง แม ้ต่อมาจะเกิดอุบั ตเิ หตุไฟไหม ้บ ้าน โรงรถ ทีใ่ ชเก็
ี หายหมดก็ ตาม เขียวย่อมต ้องรับผิดชอบใชราคารถยนต์

และไหม ้รถยนต์เสย
ให ้แก่ขาวตามมาตรา
217
2.2.4 กรณี ทถ
ี่ อ
ื ว่าเจ้าหนีผ
้ ด
ิ น ัด

เจ ้าหนี้ตกเป็ นผู ้ผิดนัดในกรณีใ ดบ ้าง
มาตรา 207 ถ ้าลูกหนีข
้ อปฏิบัตก
ิ ารชาระหนี้ และเจ ้าหนีไ้ ม่รบ
ั ชาระหนีน
้ น
ั ้ โดยปราศจากมูลเหตุอน

จะอ ้างกฎหมายไดไซร

้ ท่านว่า เจ ้าหนีต
้ กเป็ นผู ้ผิดนัด
มาตรา 208 การชาระหนีจ
้ ะให ้สาเร็จผลเป็ นอย่างใด ลูกหนีจ
้ ะ ต ้องขอปฏิบัตก
ิ ารชาระหนีต
้ อ

เจ ้าหนีเ้ ป็ นอย่างนัน
้ โดยตรง
แต่ถ ้าเจ ้าหนีไ้ ด ้แสดงแก่ลก
ู หนีว้ า่
จะไม่รบ
ั ชาระหนีก
้ ็ด ี หรือเพือ

ทีจ่ ะชาระหนีจ
้ าเป็ นทีเ่ จ ้าหนี้
จะต ้องกระทาการอย่างใดอย่างหนึง่ ก่อน ก็ด ี ลูกหนีจ
้ ะบอกกล่าวแก่เจ ้าหนีว้ า่ ได ้เตรียมการทีจ่ ะชาระหนีไ้ ว ้
่ นี้ ท่านว่าคาบอก
พร ้อมเสร็จแล ้ว ให ้เจ ้าหนีร้ บ
ั ชาระหนีน
้ น
ั ้ เท่านีก
้ ็นบ
ั ว่าเป็ นการเพียงพอ แล ้ว ในกรณีเชน
กล่าวของลูกหนีน
้ น
ั ้ ก็เสมอกับคาของ ปฏิบต
ั ก
ิ ารชาระหนี้
มาตรา 209 ถ ้าได ้กาหนดเวลาไว ้เป็ นแน่นอนเพือ
่ ให ้เจ ้าหนีก
้ ระทา การอันใด ท่านว่าทีจ่ ะขอ
ปฏิบัตก
ิ ารชาระหนีน
้ น
ั ้ จะต ้องทาก็แต่เมือ
่ เจ ้าหนีท
้ าการอันนัน
้ ภายในเวลากาหนด
มาตรา 210 ถ ้าลูกหนีจ
้ าต ้องชาระหนีส
้ ว่ นของตนต่อเมือ
่ เจ ้าหนี้ ชาระหนีต
้ อบแทนดวยไซร

้ แม ้ถึง
ว่าเจ ้าหนีจ
้ ะได ้เตรียมพร ้อมทีจ่ ะรับชาระหนีต
้ ามทีล
่ ก
ู หนีข
้ อปฏิบัตน
ิ น
ั ้ แล ้วก็ด ี หากไม่เสนอทีจ่ ะทาการชาระ
ื่ ว่าผิดนัด
หนีต
้ อบแทนตามทีจ่ ะพึงต ้องทาเจ ้าหนีก
้ ็เป็ นอันได ้ชอ

เจ ้าหนี้ตกเป็ นผู ้ผิดนัดได ้ใน 2 กรณีคอ

1) ตามมาตรา 207 ซงึ่ บั ญญัตวิ ่า ถ ้าลูกหนีข
้ อปฏิบัตก
ิ ารชาระหนี้ และเจ ้าหนีไ้ ม่ รับชาระ
หนีน
้ น
ั ้ โดยปราศจากมูลเหตุอันจะอ ้างกฎหมายได ้ไซร ้ ท่านว่าเจ ้าหนี้ตกเป็ นผู ้ผิดนัด
2) มาตรา 210 ซ งึ่ บัญญัตวิ ่า ถ ้าลูกหนีจ
้ าต ้องชาหนีส
้ ว่ นของตนต่อเมือ
่ เจ ้าหนี้ชาระหนี้
ตอบแทนด ้วยไซร ้ แม ้ถึงว่ าเจ ้าหนี้จะได ้เตรียมพร ้อมทีจ
่ ะรับชาระหนีต
้ ามทีเ่ ขาพึงต ้องทาเจ ้าหนีก
้ ็


เป็ นอันได ้ชอว่าผิดนั ด
ตามมาตรา 207 บั ญญัตใิ ห ้เจ ้าหนีผ
้ ด
ิ นัด เพราะไม่รับชาระหนี้ การไม่รับชาระหนี้ ก็ คอ
ื การ
ไม่ยอมรับชาระหนีท
้ ี่ลก
ู หนี้ขอปฏิบัตก
ิ ารชาระหนี้ การขอปฏิบัตก
ิ ารชาระหนี้จะต ้องเป็ นการขอชาระ
หนีไ้ ด ้ในขณะทีข
่ อชาระหนี้
ตามมาตรา 210 เป็ นเรือ
่ งสัญญาต่า งตอบแทน คูก
่ รณีฝ่ายหนึง่ จะต ้องขอปฏิบัตก
ิ ารชาระ
หนีต
้ อ
่ อีกฝ่ ายหนึง่ ในเมือ
่ อีกฝ่ ายหนึง่ ไม่เสนอชาระหนี้ตอบแทน ฝ่ ายนัน
้ ก็ เป็ นผู ้ผิดนั ด การผิดนัด
มีได ้ทัง้ สองฝ่ าย
การขอปฏิบัตก
ิ ารชาระหนีจ
้ ะต ้องอยู่ในฐานะพร ้อมทีจ
่ ะชาระหนีไ้ ด ้อย่า งจริงจัง
เจ ้าหนี้จะตกเป็ นผู ้ผิดนัด
2.2.5 ข้อยกเว้นทีไ
่ ม่ถอ
ื ว่าเจ้า หนีผ
้ ด
ิ น ัด

มีกรณีใดบ ้างทีไ่ ม่ถอ
ื ว่าเจ ้าหนี้ตกเป็ นผู ้ผิดนัด

มาตรา 211 ในเวลาทีล
่ ก
ู หนีข
้ อปฏิบัตก
ิ ารชาระหนีน
้ น
ั ้ ก็ด ี หรือในเวลาทีก
่ าหนดไวให
้ ้เจ ้าหนีท
้ า
การอย่างใดอย่างหนึง่ โดยกรณีทบ
ี่ ญ
ั ญัต ิ ไว ้ใน มาตรา 209 นัน
้ ก็ด ี ถ ้าลูกหนีม
้ ไิ ด ้อยู่ในฐานะทีจ่ ะสามารถ
ชาระหนีไ้ ด ้ไซร ้ ท่านว่าเจ ้าหนีย
้ ังหาผิดนัดไม่

สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

9
ิ ธิทจี่ ะชาระหนีไ้ ด ้ก่อนเวลา
มาตรา 212 ถ ้ามิได ้กาหนดเวลาชาระหนีไ้ ว ้ก็ด ี หรือถ ้าลูกหนีม
้ ี สท


กาหนดก็ด ี การทีเ่ จ ้าหนีม
้ เี หตุขด
ั ข ้อง ชวคราวไม่อาจรับชาระหนีท
้ เี่ ขาขอปฏิบัตแ
ิ ก่ตนได ้นัน

หาทาให ้
เจ ้าหนีต
้ กเป็ นผู ้ผิดนัดไม่ เว ้นแต่ลก
ู หนีจ
้ ะได ้บอกกล่าวการชาระหนี้ ไว ้ล่วงหน ้าโดยเวลาอันสมควร
มาตรา 213 ถ ้าลูกหนีล
้ ะเลยเสยี ไม่ชาระหนีข
้ องตน เจ ้าหนีจ
้ ะ ร ้องขอต่อศาลให ้สงั่ บังคับชาระหนี้


ก็ได ้ เว ้นแต่สภาพแห่งหนีจ
้ ะไม่เปิ ด ชองให ้ทาเชนนัน
้ ได ้
่ งให ้บังคับชาระหนีไ้ ด ้ ถ ้าวัตถุแห่งหนี้ เป็ นอันให ้กระทาการอันหนึง่ อัน
เมือ
่ สภาพแห่งหนีไ้ ม่เปิ ดชอ
ี ค่าใชจ่้ ายให ้ก็
ใด เจ ้าหนีจ
้ ะร ้องขอต่อศาลให ้สงั่ บังคับ ให ้บุคคลภายนอกกระทาการอันนัน
้ โดยให ้ลูกหนีเ้ สย
ได ้ แต่ถ ้าวัตถุแห่งหนีเ้ ป็ นอันให ้กระทานิตก
ิ รรมอย่างใดอย่างหนึง่ ไซร ้ ศาลจะสงั่ ให ้ถือเอาตามคาพิพากษา
แทนการแสดงเจตนาของลูกหนีก
้ ็ได ้
สว่ นหนีซ
้ งึ่ มีวต
ั ถุเป็ นอันจะให ้งดเว ้นการอันใด เจ ้าหนีจ
้ ะเรียกร ้อง ให ้รือ
้ ถอนการทีไ่ ดกระท

าลงแล ้ว
นัน
้ โดยให ้ลูกหนีเ้ สยี ค่าใชจ่้ าย และ ให ้จัดการอัน ควรเพือ
่ กาลภายหน ้าด ้วยก็ได ้
ิ ธิทจี่ ะเรียกเอา
อนึง่
บทบัญญัตใิ นวรรคทัง้ หลายทีก
่ ล่าวมาก่อนนี้
หากระทบกระทัง่
ถึงสท
ี หายไม่
ค่าเสย

มีอยู่ 2 กรณี ทีไ่ ม่ถอ
ื ว่าเจ ้าหนี้ตกเป็ นผู ้ผิดนัด คือ
1) ลูกหนีไ้ ม่อยู่ในฐานะที่จะชาระหนีไ้ ด ้อย่ างจริงจัง ซ งึ่ มาตรา 211 บัญญัตวิ ่าในเวลาที่
ลูกหนี้ขอปฏิบัตก
ิ ารชาระหนี้ หรือในเวลาทีก
่ าหนดไว ้ให ้เจ ้าหนีท
้ าการอย่ างใดอย่างหนึง่ โดยกรณี
ทีบ
่ ัญญัตไิ ว ้ในมาตรา 209 ถ ้าลูกหนีม
้ ไิ ด ้อยู่ในฐานะทีจ
่ ะสามารถชาระหนีไ้ ด ้ เจ ้าหนีย
้ ั งหาผิดนัด
ไม่
ในการขอปฏิบัตก
ิ ารชาระหนี้นน
ั้
ลูกหนี้ต ้องอยู่ในฐานะที่จะชาระหนีไ้ ด ้อย่ างจริงจัง คือ
พร ้อมทีจ
่ ะชาระหนีท
้ ผ
ี่ ูกพั นตนอยู่และสามารถที่จะชาระหนีไ้ ด ้ในทั นที
เมือ
่ ลูกหนี้พร ้อมชาระหนี้
และขอปฏิบัตก
ิ ารชาระหนีแ
้ ล ้ว ถ ้าเจ ้าหนีไ้ ม่ รับชาระหนี้ เจ ้าหนี้ตกเป็ นผู ้ผิดนัด หากลูกหนี้ขอ
ปฏิบัตก
ิ ารชาระหนีโ้ ดยตนไม่พร ้อมทีจ
่ ะชาระหนี้ แม ้เจ ้าหนีไ้ ม่ รับชาระหนี้ เจ ้าหนีก
้ ็ ไม่ผด
ิ นั ด
กรณีตามมาตรา 209 ก็ เช ่นเดียวกัน แม ้จะกาหนดเวลาแน่นอนให ้เจ ้าหนีก
้ ระท าการใดแล ้ว
เจ ้าหนี้ไม่กระทาตามกาหนด หากปรากฏว่าในเวลาทีก
่ าหนดไว ้ ลูกหนีย
้ ังไม่อยู่ในฐานะพร ้อมที่จะ
ชาระหนีไ้ ด ้แล ้ว แม ้จะมีการขอปฏิบัตก
ิ ารชาระหนี้ เจ ้าหนี้ยังไม่ผ ด
ิ นั ด
2) เจ ้าหนีม
้ ีเหตุชวั่ คราวทีจ
่ ะไม่รับชาระหนี้ ซ งึ่ มาตรา 212 บัญญัตวิ ่า ถ ้ามิไ ด ้กาหนด
ิ ธิทจ
ระยะเวลาชาระหนีไ้ ว ้ หรือ ถ ้าลูกหนีม
้ ส
ี ท
ี่ ะชาระหนีไ้ ด ้ก่อนกาหนดเวลากาหนดก็ ด ี
การที่
เจ ้าหนีม
้ ีเหตุขด
ั ข ้องชวั่ คราวไม่อาจรับชาระหนีท
้ เี่ ขาขอปฏิบัตแ
ิ ก่ตนได ้นั น
้ หาทาให ้เจ ้าหนีต
้ กเป็ น
ผู ้ผิดนั ดไม่ เว ้นแต่ลก
ู หนีจ
้ ะได ้บอกกล่าวการชาระหนีไ้ ว ้ล่ว งหน ้าโดยเวลาอันควร
ถ ้าหนีไ้ ม่มก
ี าหนดเวลาช าระหรือมีกาหนดเวลาชาระ แต่กาหนดเวลามีไ ว ้เพือ
่ ประโยชน์แก่
ิ ธิทจ
ลูกหนี้ ซงึ่ ลูกหนีม
้ ีสท
ี่ ะชาระหนีไ้ ด ้ก่อนเวลากาหนด หนีท
้ ั ง้ สองประการนี้ลก
ู หนี้ขอปฏิบัตก
ิ าร
ชาระหนีโ้ ดยพลัน หรือจะชาระหนีเ้ มือ
่ ใดก็ ไ ด ้ เจ ้าหนีไ้ ม่มโี อกาสรู ้ตัวล่วงหน ้าว่าลูกหนี้จะชาระหนี้
เมือ
่ ใด ฉะนั น
้ หากลูก หนีข
้ อปฏิบัตก
ิ ารชาระหนีใ้ นเวลาทีเ่ จ ้าหนีม
้ เี หตุจาเป็ นชวั่ คราว ไม่อาจจะรับ
ชาระหนีไ้ ด ้ เจ ้าหนีไ้ ม่รับชาระหนีด
้ ้วยเหตุขัดข ้องดังกล่าว เจ ้าหนีย
้ ั งไม่ตกเป็ นผู ้ผิดนั ด แต่ถ ้า
ลูกหนีไ้ ด ้บอกกล่าวล่วงหน ้าว่า จะขอปฏิบัตก
ิ ารชาระหนีใ้ นเวลาอันกาหนดแน่ นอนซงึ่ เป็ นเวลาทีใ่ ห ้
โอกาสเจ ้าหนีก
้ ็ ถอ
ื ว่าเจ ้าหนีต
้ กเป็ นผู ้ผิดนัด
2.2.6 ผลแห่งการผิดน ัดของเจ้าหนี้

เมือ
่ ลูกหนีข
้ อปฏิบัตก
ิ ารชาระหนีโ้ ดยชอบแล ้ว ลูกหนี้จะหลุดพ ้นจากความรับ ผิดอะไรบ ้าง
อธิบาย ลูกหนีจ
้ ะหลุดพ ้นจากหนีห
้ รือไม่เพราะเหตุใ ด
เมือ
่ ลูกหนีข
้ อปฏิบัตก
ิ ารชาระหนีโ้ ดยชอบแล ้ว และเจ ้าหนีไ้ ม่รับชาระหนี้นัน
้ โดยปราศจาก

มูลเหตุอันจะอ ้างกฎหมายได ้ เจ ้าหนีต
้ กเป็ นผู ้ผิดนัดตามมาตรา 207 มีผลให ้ ลูกหนี้ไม่ต ้องเสย
ี หาย
ดอกเบีย
้ ในหนีเ้ งินตามมาตรา 221 และลูกหนีไ้ ม่ ต ้องรับผิดชอบต่อเจ ้าหนีใ้ นบรรดาความเสย
อันเกิดแต่การไม่ชาระหนี้ นับแต่เวลาทีล
่ ก
ู หนีไ้ ด ้ขอปฏิบัตก
ิ ารชาระหนีน
้ ัน
้ ตามมาตรา 330 บรรดา
ิ ไหมทดแทน เนือ
ความรับผิดชอบคือ ลูกหนีไ้ ม่ ต ้องรับผิดชอบใชค่้ าสน
่ งจากการชาระหนีไ้ ม่ ต ้อง
ตามความประสงค์อันแท ้จริงแห่งมูลหนีต
้ ามมาตรา
215
ไม่ต ้องรับผิดชอบถ ้าการชาระหนี้
ี หายแก่
กลายเป็ นอันไร ้ประโยชน์ตอ
่ เจ ้าหนี้ ตามมาตรา 216 ไม่ต ้องรับผิดชอบ ถ ้าเกิดการเสย
่ วามผิดของลูก หนีต
ทรัพย์อันเป็ นวัตถุแห่งหนีโ้ ดยมิใชค
้ ามมาตรา 217 เมือ
่ เจ ้าหนีผ
้ ด
ิ นัด ลูกหนี้ไม่
ิ ไหมทดแทนความเสย
ี หายอันเกิดจากการไม่ชาระหนีเ้ ท่านัน
รับผิดชอบเฉพาะค่าสน

สว่ นหนีท
้ ี่
ต ้องชาระแก่กันมีอยู่อย่า งไร ลูกหนี้ยังรับ ผิดชอบชาระให ้แก่เจ ้าหนีอ
้ ยู่ หากลูกหนีป
้ ระสงค์ท ี่จะ
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

10
หลุดพ ้นจากหนี้ ต ้องจัดการวางทรัพย์ไว ้เพือ
่ ประโยชน์ของเจ ้าหนีต
้ ามมาตรา 331 ซงึ่ บั ญญัตวิ ่า
ถ ้าเจ ้าหนีบ
้ อกปั ดไม่ ยอมรับชาระหนีก
้ ็ ด ี หรือไม่สามารถจะรับชาระหนีไ้ ด ้ก็ ด ี หากบุคคลผู ้ชาระหนี้
วางทรัพย์อันเป็ นวัตถุแห่งหนีไ้ ว ้เพือ
่ ประโยชน์แก่ เจ ้าหนีแ
้ ล ้ว ก็ย่อมจะเป็ นอันหลุดพ ้นจากหนีไ้ ด ้
มาตรา 330 เมือ
่ ขอปฏิบัตก
ิ ารชาระหนีโ้ ดยชอบแล ้ว บรรดาความรับผิดชอบอันเกิดแต่การไม่ชาระ
หนีก
้ ็เป็ นอันปลดเปลือ
้ งไป นับแต่ เวลาทีข
่ อปฏิบัตก
ิ ารชาระหนีน
้ น
ั้
มาตรา 331 ถ ้าเจ ้าหนีบ
้ อกปั ดไม่ยอมรับชาระหนีก
้ ็ด ี หรือไม่ สามารถจะรับชาระหนีไ้ ด ้ก็ด ี หาก
บุคคลผู ้ชาระหนีว้ างทรัพย์อน
ั เป็ น วัตถุแห่งหนีไ้ ว ้เพือ
่ ประโยชน์แก่เจ ้าหนีแ
้ ล ้ว ก็ย่อมจะเป็ นอันหลุด พ ้น

ิ ธิ หรือไม่รู ้ตัว
จากหนีไ้ ดความข

้อนีท
้ า่ นให ้ใชตลอดถึ
งกรณีทบ
ี่ ุคคลผู ้ชาระหนีไ้ ม่ สามารถจะหยั่งรูถึ้ งสท

เจ ้าหนีไ้ ด ้แน่นอนโดยมิใชเป็ น ความผิดของตน
2.3 การไม่ชาระหนีใ้ ห้ตอ
้ งตามความประสงค์แห่งหนี้

1. การไม่ชาระหนีใ้ ห ้ต ้องตามความประสงค์แห่งหนี้ นั น
้ คือกรณีลก
ู หนีไ้ ด ้กระทาการชาระหนี้
ไม่ถก
ู ต ้องครบถ ้วนตามหน ้าทีท
่ ต
ี่ ้องกระทา คือ ชาระหนีแ
้ ต่เพียงบางสว่ น ชาระหนีช
้ ารุ ดบกพร่อง

ชาระหนี้ลา่ ชาเกินกาหนดเวลา หรือชาระหนีผ
้ ด
ิ สถานทีท
่ ไี่ ด ้ตกลงกันไว ้
ิ ธิทจ
2. เมือ
่ ลูกหนีไ้ ม่ชาระหนีใ้ ห ้ต ้องตามความประสงค์อันแท ้จริงแห่งมู ลหนี้
เจ ้าหนีม
้ ส
ี ท
ี่ ะ
ิ ไหมทดแทนเพือ
ี หายอันเกิดแต่การไม่ชาระหนี้นน
เรียกเอาค่าสน
่ ความเสย
ั ้ ได ้
มาตรา 320 อันจะบังคับให ้เจ ้าหนีร้ บ
ั ชาระหนีแ
้ ต่เพียงบางสว่ น หรือให ้รับชาระหนีเ้ ป็ นอย่างอืน
่ ผิด
ไปจากทีจ่ ะต ้องชาระแก่เจ ้าหนีน
้ น
ั ้ ท่านว่าหาอาจจะบังคับได ้ไม่
มาตรา 321 ถ ้าเจ ้าหนีย
้ อมรับการชาระหนีอ
้ ย่างอืน
่ แทนการ ชาระหนีท
้ ไี่ ด ้ตกลงกันไว ้ ท่านว่าหนี้
ิ้ ไป
นัน
้ ก็เป็ นอันระงับสน
ถ ้าเพือ
่ ทีจ่ ะทาให ้พอแก่ใจเจ ้าหนีน
้ น
ั้
ลูกหนีร้ บ
ั ภาระเป็ นหนีอ
้ ย่างใด อย่างหนึง่ ขึน
้ ใหม่ตอ
่ เจ ้าหนี้
ั ท่านมิให ้ สน
ั นิษฐานว่าลูกหนีไ้ ด ้ก่อหนีน
ไซร ้ เมือ
่ กรณีเป็ นทีส
่ งสย
้ น
ั ้ ขึน
้ แทนการชาระหนี้
ิ คา้ ท่านว่าหนีน
ถ ้าชาระหนีด
้ ้วยออก-ด ้วยโอน-หรือด ้วยสลักหลังตัว๋ เงิน หรือ ประทวนสน
้ น
ั ้ จะระงับ
ิ้ ไปต่อเมือ
ิ ค ้านัน
้ นแล ้ว
สน
่ ตัว๋ เงินหรือประทวน สน
้ ไดใช
้ เงิ
ิ ธิเรียกร ้องจากบุคคลภายนอกก็ด ี หรือสท
ิ ธิอย่างอืน
มาตรา 322 ถ ้าเอาทรัพย์ก็ด ี สท
่ ก็ด ี ให ้แทน
ิ ธิทานองเดียวกับผู ้ขาย
การชาระหนี้ ท่านว่าลูกหนีจ
้ ะต ้องรับ ผิดเพือ
่ ชารุดบกพร่องและเพือ
่ การรอนสท
มาตรา 323 ถ ้าวัตถุแห่งหนีเ้ ป็ นอันให ้สง่ มอบทรัพย์เฉพาะสงิ่ ท่านว่าบุคคลผู ้ชาระหนีจ
้ ะต ้องสง่

มอบทรัพย์ตามสภาพทีเ่ ป็ นอยูใ่ น เวลาทีจ่ ะพึงสงมอบ
่ อย่าง วิญญูชนจะพึงสงวนทรัพย์สน
ิ ของ
ลูกหนีจ
้ าต ้องรักษาทรัพย์นน
ั ้ ไว ้ด ้วยความระมัดระวัง เชน
ตนเอง จนกว่าจะได ้สง่ มอบทรัพย์นน
ั้
มาตรา 324 เมือ
่ มิไดมี้ แสดงเจตนาไว ้โดยเฉพาะเจาะจงว่าจะ พึงชาระหนี้ ณ สถานทีใ่ ดไซร ้ หาก
จะต ้องสง่ มอบทรัพย์เฉพาะสงิ่ ท่านว่าต ้องสง่ มอบกัน ณ สถานทีซ
่ งึ่ ทรัพย์นน
ั ้ ได ้อยูใ่ นเวลาเมือ
่ ก่อ ให ้เกิด
หนีน
้ น
ั ้ สว่ นการชาระหนีโ้ ดยประการอืน
่ ท่านว่าต ้องชาระ ณ สถานทีซ
่ งึ่ เป็ นภูมล
ิ าเนาปั จจุบันของเจ ้าหนี้
2.3.1 การชาระหนีผ
้ ด
ิ ว ัตถุแห่ง หนี้

การชาระหนีผ
้ ด
ิ วั ตถุแห่งหนี้ จะเข ้าใจว่าอย่ างไร อธิบาย
การชาระหนีผ
้ ด
ิ วั ตถุแห่งหนี้คอ
ื การชาระหนีแ
้ ต่เพียงบางสว่ น หรือการชาระหนีเ้ ป็ นอย่า ง
อืน
่ ผิดไปจากทีจ
่ ะต ้องชาระแก่เจ ้าหนีต
้ ามมาตรา 320 แต่ถ ้าเจ ้าหนีย
้ อมรับช าระหนีอ
้ ย่า งอืน
่ แทน
้ ้ทาให ้หนี้ระงับสน
ิ้ ไปตามมาตรา 321 ถ ้าเอาทรั พย์ สท
ิ ธิ
การชาระหนีท
้ ไี่ ด ้ตกลงกันไว ้ก็ ย่อมใชได
ิ ธิอย่า งอืน
เรียกร ้องจากบุคคลภายนอกหรือสท
่ ให ้แทนการชาระหนี้ลก
ู หนี้จะต ้องรับผิดเพือ
่ ชารุ ด
ิ ธิทานองเดียวกับผู ้ขาย ตามมาตรา 322 ถ ้าวัตถุแห่งหนีเ้ ป็ นอันได ้สง่
บกพร่องและเพือ
่ การรอนสท


มอบทรัพย์เ ฉพาะสง บุคคลผู ้ชาระหนี้จะต ้องสง่ มอบทรั พย์ตามสภาพทีเ่ ป็ นอยู่ ในเวลาทีจ
่ ะสง่ มอบ
ตามมาตรา 323 ถ ้าหากชาระหนีฝ
้ ่ าฝื นมาตรา 320 321 322 และ 323 ย่อมถือว่าเป็ นการชาระหนี้
ผิดวัตถุแห่งหนี้
2.3.2 การชาระหนีล
้ า่ ชา้ ผิดเวลา

้ ดเวลานัน
ี หายให ้แก่
การทีล
่ ก
ู หนีช
้ าระหนี้ลา่ ชาผิ

ลูกหนีจะต ้องรับผิดชอบชดใชค่้ าเสย
เจ ้าหนี้เสมอไปหรือไม่ เพราะเหตุใ ด
้ ดเวลานัน
การทีล
่ ก
ู หนีช
้ าระหนี้ลา่ ชาผิ

เป็ นการไม่ชาระหนีใ้ ห ้ต ้องตามความประสงค์อั น

ี หาย บางกรณีก็ไม่ทาให ้เจ ้าหนี้
แท ้จริงแห่งมู ลหนี้ การชาระหนี้ลา่ ชาบางกรณี
ก็ ทาให ้เจ ้าหนีเ้ สย
ี หาย ทัง้ นีส
เสย
้ ด
ุ แล ้วแต่เวลาทีก
่ าหนดให ้ชาระหนีน
้ ัน
้ เป็ นสาระสาคัญหรือไม่ ถ ้าไม่ทาให ้เจ ้าหนี้
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

11
ี หาย เจ ้าหนี้จะเรียกร ้องค่า สน
ิ ไหมทดแทนจากลูกหนีไ้ ม่ไ ด ้ ฉะนัน
้ ดเวลา
เสย
้ การชาระหนีล
้ ่าชาผิ
ี หายให ้แก่เ จ ้าหนีเ้ สมอไป
นัน
้ ลูกหนีไ้ ม่ จาเป็ นต ้องชดใชค่้ าเสย
2.3.3 การชาระหนีผ
้ ด
ิ สถานที่

ั ญาซอ
ื้ รถยนต์ของขาวซ งึ่ มีภูมล
แดงมีภูมล
ิ าเนาอยู่จังหวั ดอุดรธานี
ทาสญ
ิ าเนาอยู่
ื้ ขายรถยนต์คน
กรุงเทพมหานคร ปรากฏว่าในเวลาทีแ
่ ดงกับขาวตกลงกันซอ
ั นั น
้ รถยนต์ของขาว
อยู่ทจ
ี่ ังหวั ดนนทบุรเี พราะจ ้างชา่ งซ่อมเครือ
่ งยนต์ทน
ี่ ั่น ขาวจะต ้องสง่ มอบรถยนต์ให ้แก่แดง ณ

สถานทีใ่ ดจึงจะเป็ นสงมอบโดยชอบด ้วยกฎหมาย ให ้อ ้างหลักกฎหมายประกอบ
การชาระหนีผ
้ ด
ิ สถานทีก
่ ็ เป็ นการชาระหนี้ ทีไ่ ม่ต ้องตามความประสงค์อันแท ้จริงแห่งมูลหนี้
ประการหนึง่
ซงึ่ มาตรา 324 บัญญัตเิ ป็ นหลักกฎหมายไว ้ว่า เมือ
่ มิได ้แสดงเจตนาไว ้โดย

เฉพาะเจาะจงจะพึงชาระหนี้ ณ สถานทีใ่ ดไซร ้ หากต ้องสงมอบทรัพย์เฉพาะสงิ่ ท่านว่า ต ้องส่ง
มอบกัน ณ สถานทีซ
่ งึ่ ทรั พย์นัน
้ ได ้อยู่ใ นเวลาเมือ
่ ก่อให ้เกิดหนี้นน
ั ้ สว่ นการชาระหนีโ้ ดยประการ
อืน
่ ท่านว่าต ้องชาระ ณ สถานทีซ
่ งึ่ เป็ นภูมล
ิ าเนาปั จจุบั นของเจ ้าหนี้
ื้ ขายรถยนต์ ถือว่าเป็ นการชาระหนีท
ตามอุทาหรณ์จากข ้อเท็ จจริงทีป
่ รากฏการซอ
้ จ
ี่ ะต ้อง
สง่ มอบทรัพย์เฉพาะสงิ่ และตามข ้อเท็ จจริงก็ ไม่ปรากฏว่า แดงกับขาวได ้ตกลงให ้ส่งมอบรถยนต์
ื้ รถยนต์ไ ด ้อยู่ในเวลาเมือ
กันทีไ่ หนโดยเฉพาะ ฉะนัน
้ จะต ้องส่งมอบรถยนต์กัน ณ สถานทีซ
่ อ
่ ได ้ตก
ื้ ขายกัน ดังนัน
ลงซอ
้ นายขาวจะต ้องสง่ มอบรถยนต์ให ้แก่นายแดง ณ สถานทีร่ ถยนต์ได ้อยู่ในเวลา
ื้ ขายกัน คือจั งหวั ดนนทบุ รี
ทีต
่ กลงซอ

2.4 การชาระหนีก
้ ลายเป็นพ้นวิสย
1. การทีล
่ ก
ู หนีไ้ ม่ชาระหนีอ
้ าจเป็ นเพราะลูกหนีไ้ ม่ สามารถชาระหนีไ้ ด ้
เพราะการชาระหนี้

กลายเป็ นพ ้นวิสย

2. การชาระหนีก
้ ลายเป็ นพ ้นวิสย
อาจเป็ นเพราะทรั พย์อันเป็ นวั ตถุทใี่ ชช้ าระหนีไ้ ด ้สูญหาย
ิ ธิใ์ นทรั พย์ได ้โอนไปจากลูกหนี้ หรือมีกฎหมายห ้ามโอน
หรือถูกทาลายไป อาจเป็ นเพราะกรรมสท
ทรัพย์หรือลูกหนีก
้ ลายเป็ นคนไม่สามารถชาระหนีไ้ ด ้
ั นัน
3. การชาระหนีก
้ ลายเป็ นพ ้นวิสย
้ อาจกลายเป็ นพ ้นวิสัยทัง้ หมดหรือบางสว่ น
ั เป็ นเพราะความผิดของลูก หนี้ ซ งึ่ ลูกหนีต
4. การชาระหนีก
้ ลายเป็ นพ ้นวิสย
้ ้องรับผิดชอบ
ั เป็ นเพราะเหตุอน
่ วามผิดของลูกหนี้
5. การชาระหนีก
้ ลายเป็ นพ ้นวิสย
ื่ ไม่ใชค
และลูกหนีไ้ ม่
ต ้องรับผิดชอบ

2.4.1 เหตุท ท
ี่ าให้การชาระหนีก
้ ลายเป็นพ้นวิสย

ั มีอะไรบ ้าง
เหตุทท
ี่ าให ้การชาระหนีก
้ ลายเป็ นพ ้นวิสย
ั มีอยู่ หลายเหตุคอ
เหตุทท
ี่ าให ้การชาระหนีก
้ ลายเป็ นพ ้นวิสย

้ าระหนีไ้ ด ้สูญหายหรือ ถูกทาลายไป เช ่น ทาสัญญาขายบ ้าน
1. ทรัพย์อันเป็ นวัตถุทใี่ ชช
ขายรถยนต์ บ ้านและรถยนต์ถก
ู ไฟไหม ้

ิ ที่จะใชช้ าระหนี้ ได ้โอนหลุดมือไปจากลูกหนี้ เชน
่ ทาสญ
ั ญาจะ
2. กรรมสทธิใ์ นทรัพย์สน
ขายทีด
่ น
ิ แต่หลังจากทาสัญญา ที่ดน
ิ ถูกเจ ้าหนีย
้ ด
ึ เอาไปขายทอดตลาด
3. มีกฎหมายออกมาห ้ามโอนทรั พย์ทจ
ี่ ะใชช้ าระหนี้ เช ่น ทาสัญญาจะขายข ้าวออกนอก

ประเทศ ทาสญญาแล ้วมีกฎหมายออกมาห ้ามนาข ้าวออกนอกประเทศ
่ ทาสัญญาจะไปร ้องเพลง แต่ตอ
4. ลูกหนีเ้ ป็ นคนไม่ สามารถจะชาระหนีไ
้ ด ้ เชน
่ มาลูกหนี้
กลายเป็ นใบ ้ไม่สามารถจะร ้องเพลงได ้
ั ได ้
นอกจากกรณี ดงั กล่าวแล ้วอาจมีเหตุอน
ื่ ทีท
่ าให ้การชาระหนีก
้ ลายเป็ นพ ้นวิสย

2.4.2 การชาระหนีก
้ ลายเป็นพ้นวิสยเพราะพฤติ
การณ์ ซงึ่ ลูกหนีต
้ อ
้ งร ับหนี้

ั ญาร ้องเพลงในไนต์คลับแห่ งหนึง่ ก่อนถึงกาหนดจะไปร ้องเพลง หมีขบ
หมีทาสญ
ั รถยนต์
ชนกับราวสะพานโดยประมาทจนเป็ นเหตุใ ห ้หมีบาดเจ็บ สาหัส ปากเบีย
้ ว ไม่สามารถจะร ้องเพลง
ได ้ตามสัญญา หมีจะหลุดพ ้นจากการชาระหนี้หรือไม่ ให ้ยกหลักกฎหมายขึน
้ มาประกอบ
ั จะทาได ้
มาตรา 218 บัญญัตเิ ป็ นหลักกฎหมายไว ้ว่า ถ ้าการชาระหนีก
้ ลายเป็ นพ ้นวิสย
ิ ไหม
เพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึง่ ซงึ่ ลูก หนี้ต ้องรับผิดชอบไซร ้
ท่านว่า ลูกหนี้จะต ้องใชค่้ าสน
ี หายอย่า งใด ๆ อั นเกิดแก่การไม่ชาระหนีน
ทดแทนให ้แก่เจ ้าหนีเ้ พือ
่ ค่าเสย
้ ัน

สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

12
ตามอุทาหรณ์ หมีขบ
ั รถยนต์ไปชนราวสะพานโดยประมาท เป็ นเหตุให ้หมีไ ด ้รับบาดเจ็บ
สาหัส ปากเบีย
้ วไม่สามารถร ้องเพลงได ้ตามสัญญา การชาระหนีก
้ ลายเป็ นพ ้นวิสัยจะทาได ้เป็ น
เพราะความผิดของหมีท ี่ขบ
ั รถยนต์ประมาท หมี่ไม่หลุดพ ้นจากการชาระหนี้ แต่เนือ
่ งจากหมีไม่ม ี
ทางจะชาระหนีใ้ ห ้ได ้เพราะตนเองกลายเป็ นคนไร ้ความสามารถจะชาระหนีไ้ ด ้ เจ ้าหนีไ้ ด ้แต่เรียก
ิ ไหมทดแทนความเสย
ี หายอันเกิดจากการไม่ชาระหนีเ้ ท่านั น
ี หายคิด
เอาค่าสน

ถ ้าไนต์คลับเสย

ี หาย
เป็ นเงินได ้เท่าใดในการทีห
่ มีไปร ้องเพลงไม่ได ้ตามสญญา ไนต์คลับก็ เรียกร ้องเอาเงินค่าเสย
จานวนดังกล่าวได ้จากหมี
ั งหมดหรื
2.4.3 การชาระหนีก
้ ลายเป็นพ้นวิสยท
ั้
อ บางสว่ น

ั แต่เ พียงบางส่วน เจ ้าหนี้จะไม่รับชาระหนีใ้ นสว่ นทีย
ถ ้าการชาระหนีก
้ ลายเป็ นพ ้นวิสย
่ ังเป็ น


วิสยจะทาได ้นั น
้ ได ้หรือไม่ และแตกต่างกับการเป็ นพ ้นวิสยทัง้ หมดอย่า งไร
ั แต่เ พียงบางส่วน
ถ ้าการชาระหนีก
้ ลายเป็ นพ ้นวิสย
เจ ้าหนีจ
้ ะไม่ รับชาระหนีใ้ นสว่ นทีเ่ ป็ น
ั จะทาได ้นั น
วิสย
้ ได ้หรือไม่ มาตรา 218 วรรคสองบัญญัตเิ ป็ นหลักกฎหมายไว ้ว่า ในกรณีทก
ี่ าร
ั แต่เ พียงบางส่วน ถ ้าหากว่าสว่ นทีย
ั จะทาได ้นัน
ชาระหนีก
้ ลายเป็ นพ ้นวิสย
่ ังเป็ นวิสย
้ แล ้วและเรียก
ิ ไหมทดแทนเพือ
ี ทั ง้ หมดทีเ ดียวก็ ไ ด ้
ค่าสน
่ การไม่ชาระหนีเ้ สย
ั ทัง้ หมดถือเท่ากับว่าไม่มก
ตามหลักกฎหมายดังกล่าว
ถ ้าการช าระหนีก
้ ารเป็ นพ ้นวิสย
ี าร
ชาระหนี้ และเจ ้าหนีจ
้ ะเรียกร ้องให ้ชาระหนีไ้ ม่ไ ด ้ เพราะทรั พย์ทเี่ ป็ นวัตถุแห่งหนีไ้ ม่มอ
ี ยู่แล ้วหรือ
บุคคลทีจ
่ ะชาระหนีก
้ ลายเป็ นผู ้ไม่สามารถจะชาระหนีไ้ ม่ไ ด ้ เพราะทรัพย์ทเี่ ป็ นวัตถุแห่งหนีไ้ ม่มอ
ี ยู่
ิ ธิจะเรียกร ้องเอาค่า
แล ้วหรือบุคคลที่จะชาระหนีก
้ ลายเป็ นผู ้ไม่สามารถจะชาระหนีไ้ ด ้ เจ ้าหนีม
้ ีสท
ิ ไหมทดแทนเพือ
ี หายอันเกิดจากการไม่ชาระหนีไ้ ด ้เท่า นัน
สน
่ ความเสย

แต่ถ ้าหากการชาระหนี้
ั บางสว่ น และสว่ นทีย
ั จะทาได ้เป็ นอั นไร ้ประโยชน์แ ก่เจ ้าหนี้ เจ ้าหนีจ
กลายเป็ นพ ้นวิสย
่ ั งเป็ นวิสย
้ ะ
ั อยู่ นน
ิ ไหมทดแทนเหมือนดังว่าไม่มก
ไม่ยอมรับชาระหนีใ้ นสว่ นที่ยังเป็ นวิสย
ั ้ และเรียกเอาค่า สน
ี าร
ั จะได ้ทัง้ ทีไ่ ร ้ประโยชน์แก่เจ ้าหนี้
ชาระหนีไ้ ด ้
แต่ถ ้าเจ ้าหนีย
้ อมรับชาระหนีบ
้ างสว่ นที่ยังเป็ นวิสย



เจ ้าหนีก
้ ็ ทาได ้แต่มส
ี ทธิเ รียกค่าเสยไหมทดแทนความเสยหายอันเกิดจากการไม่ชาระหนีใ้ ห ้ต ้อง
ิ ไหมทดแทนความเสย
ี หายเหมือนดังไม่
ตามประสงค์อันแท ้จริงแห่ งมูลหนีไ้ ด ้ แต่เรียกเอาค่าสน
ี เลยไม่ได ้
ชาระหนีเ้ สย
ิ ธิไม่รับชาระหนีบ
ั จะทาได ้นั น
ั จะทาได ้
เจ ้าหนีม
้ ีสท
้ างสว่ นทีย
่ ั งเป็ นวิสย

สว่ นทีย
่ ั งเป็ นวิสย
ิ ธิเรียกเอาค่าสน
ิ ไหม
ต ้องไร ้ประโยชน์แก่เจ ้าหนี้ถ ้าไม่ไร ้ประโยชน์เจ ้าหนี้ต ้องรับชาระหนี้ แต่ก็มส
ี ท
ี หายอั นเกิดจากการชาระหนีไ้ ม่ต ้องตามความประสงค์อันแท ้จริงแห่งมูลหนีไ้ ด ้
ทดแทนค่าเสย

2.4.4 การชาระหนีก
้ ลายเป็นพ้นวิสยเพราะพฤติ
การณ์ ซงึ่ ลูกหนีไ้ ม่ตอ
้ งร ับผิด

ั เพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึง่ ซงึ่ เกิดขึน
ถ ้าการชาระหนีก
้ ลายเป็ นพ ้นวิสย
้ ภายหลังทีไ่ ด ้ก่อ
หนี้ จะถือได ้เสมอไปหรือไม่ว่า ลูกหนีเ้ ป็ นอันหลุดพ ้นจากการชาระหนี้นน
ั้
ั เพราะ
มาตรา 219 บั ญญัตเิ ป็ นหลักกฎหมายไว ้ว่า ถ ้าการชาระหนีก
้ ลายเป็ นพ ้นวิสย
พฤติการณ์อันใดอันหนึง่ ซงึ่ เกิดขึน
้ ภายหลังได ้ก่อหนี้ และซงึ่ ลูกหนีไ้ ม่ต ้องรับ ผิดชอบนัน
้ ไซร ้ ท่าน
ว่าลูกหนีเ้ ป็ นอันหลุดพ ้นจากการชาระหนี้นน
ั้
ั ลูกหนีก
ตามอุทาหรณ์ แม ้การชาระหนีก
้ ลายเป็ นพ ้นวิสย
้ ็ ไม่หลุดพ ้นจากการช าระหนีเ้ สมอ
ั เพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึง่ ซงึ่ เกิดขึน
ไป ถ ้าการชาระหนีก
้ ลายเป็ นพ ้นวิสย
้ ภายหลังทีไ่ ด ้ก่อหนี้
ลูกหนี้จะหลุดพ ้นจากการชาระหนี้
พฤติการณ์ นน
ั ้ ต ้องเป็ นพฤติการณ์ซงึ่ จะโทษลูกหนีไ้ ม่ได ้หรือ
เป็ นพฤติการณ์ท ี่ลก
ู หนีไ้ ม่ต ้องรับผิดชอบ แต่ถ ้าการชาระหนีก
้ ลายเป็ นพ ้นวิสัย เพราะพฤติการณ์
อันใดอันหนึง่ ซงึ่ เกิดขึน
้ ภายหลังได ้ก่อหนี้ เป็ นพฤติการณ์ซงึ่ จะโทษลูกหนีไ้ ด ้หรือซงึ่ ลูกหนี้ต ้อง
รับผิดชอบแล ้ว ลูกหนีห
้ าหลุดพ ้นจากการชาระหนีไ้ ม่
2.4.5 ลูกหนีต
้ กเป็นคนไม่สามารถจะชาระหนีไ้ ด้

มาตรา 219 วรรคสอง บัญญัตวิ ่า ถ ้าภายหลังทีไ่ ด ้ก่อหนีข
้ น
ึ้ แล ้วนั น
้ ลูกหนีก
้ ลายเป็ นคนไม่
สามารถจะชาระหนีไ้ ด ้ไซร ้ ท่านให ้ถือเสมือนว่าเป็ นพฤติการณ์ทท
ี่ าให ้การช าระหนี้ตกเป็ นอันพ ้น

วิสยนั น
้ ฉะนัน
้ จะเข ้าใจได ้ว่าอย่า งไร
ทีม
่ าตรา 219 วรรคสองบัญญัตวิ ่า ถ ้าภายหลังทีไ่ ด ้ก่อหนีข
้ น
ึ้ แล ้วนั น
้ ลูกหนี้กลายเป็ นคน
ไม่สามารถจะชาระหนีไ้ ด ้ไซร ้ ท่านให ้ถือเสมือนว่าเป็ นพฤติการณ์ทท
ี่ าให ้การชาระหนี้ตกเป็ นอัน
พ ้นวิสัยฉะนัน

หมายความว่าพฤติการณ์อ ย่างหนึง่ ทีก
่ ฎหมายถือว่าเทียบเท่ ากับการชาระหนี้ตก
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

13
ั มีผ ลให ้ลูกหนีห
เป็ นพ ้นวิสย
้ ลุดพ ้นจากการชาระหนี้คอ
ื พฤติการณ์ท ี่ลก
ู หนีก
้ ลายเป็ นคนไม่สามารถ
ชาระหนีไ้ ด ้ ภายหลังทีไ่ ด ้ก่อหนีข
้ น
ึ้ แล ้วคือ ขณะก่อหนี้ ลูกหนี้สามารถชาระหนีไ้ ด ้ แต่ภายหลังก่อ
หนีม
้ พ
ี ฤติการณ์ทท
ี่ าให ้ลูกหนีไ้ ม่ สามารถชาระหนีไ้ ด ้ หนีท
้ ี่ลก
ู หนีก
้ ลายเป็ นคนไม่สามารถชาระหนี้
จะต ้องเป็ นหนีอ
้ ันมีวัตถุแห่งหนีเ้ ป็ นการกระทาของตัวลูกหนีเ้ อง พฤติการณ์ท ี่ลก
ู หนีก
้ ลายเป็ นคน
ไม่สามารถที่จะชาระหนีไ้ ด ้นี้ ลูกหนีจ
้ ะหลุดพ ้นจากการไม่ช าระหนี้ ต ้องเป็ นพฤติการณ์ทจ
ี่ ะโทษ
ลูกหนีไ้ ม่ไ ด ้หรือที่ลก
ู หนีไ้ ม่ต ้องรับผิดชอบ แต่ถ ้าเป็ นพฤติการณ์ท ี่จะโทษลูกหนีไ้ ด ้หรือทีล
่ ก
ู หนี้
จะต ้องรับผิดชอบแล ้ว ลูกหนีก
้ ็หาหลุดพ ้นจากการไม่ชาระหนีไ้ ม่
แบบประเมินผลตนเองหน่วยที่ 2
1. กฎหมายกาหนดหลักเกณฑ์ทวั่ ไปในเรือ
่ งเวลาจะพึงชาระหนีข
้ องลูกหนีไ้ วคื้ อ (ก) ถ ้าเวลาอันพึง
ชาระหนีไ้ ด ้กาหนดไว ้แน่นอนตามวันแห่งปฏิทน
ิ หนีน
้ น
ั ้ ย่อมถึงกาหนดตามตามวันทีท
่ ไี่ ด ้ตกลงกันไว ้ (ข)
ถ ้ามีพฤติการณ์พอจะอนุมานไดว่้ าหนีถ
้ งึ กาหนดเมือ
่ ใด กาหนดเวลาชาระหนีจ
้ ะต ้องเป็ นไปตามทีพ
่ งึ อนุมาน
ได ้นัน
้ (ค) ถ ้าเวลาอันพึงชาระหนีม
้ ไิ ด ้กาหนดไว ้ตามวันแห่งปฏิทน
ิ เจ ้าหนีย
้ ่อมเรียกให ้ลูกหนีช
้ าระหนีไ้ ด ้
โดยพลันและลูกหนีย
้ ่อมชาระหนีใ้ ห ้แก่เจ ้าหนีไ้ ด ้โดยพลันดุจกัน
้ นกู ้คืนภายใน 1 ปี ขาวจะ
2. แดงกู ้เงินขาวไป 10,000 บาท เมือ
่ วันที่ 1 มกราคม 2524 กาหนดใชเงิ
เรียกให ้แดงชาระเงินคืนได ้เมือ
่ ใดและแดงจะชาระเงินคืนให ้ขาวได ้เมือ
่ ใด คาตอบ แดงจะชาระเงินคืน
ให ้แก่ขาวได ้ก่อนวันที่ 1 มกราคม 2525 แต่ขาวจะเรียกให ้แดงชาระเงินคืนก่อนวันที่ 1 มกราคม 2525
ไม่ได ้
3. นาง ก ขอยืมสร ้อยคอมุกจาก นาง ข เพือ
่ ใสไ่ ปงานเลีย
้ งสง่ ผู ้ว่าราชการจังหวัด ในวันที่ 10
กรกฎาคม เมือ
่ พ ้นกาหนดงานเลีย
้ งสง่ แลว้ นาง ข ทวงสร ้อยคอมุกโดยให ้นาง ก คืนสร ้อยไข่มุกแก่นาง ข
ภายในวันที่ 20 กรกฎาคม ครบกาหนด นาง ก ก็ยังไม่คน
ื สร ้อยไข่มุกให ้นาง ข ดังนัน
้ นาง ก ผิดนัดไม่
ชาระหนีเ้ มือ
่ ใด คาตอบ เมือ
่ วันที่ 20 กรกฎาคม
4. ก ขับรถยนต์ชน ข โดยประมาทเป็ นเหตุให ้ ข ได ้รับบาดเจ็บสาหัสเมือ
่ วันที่ 5 เมษายน 2524 ข จะ
ิ ไหมทดแทนจาก ก ไดตั้ ง้ แต่เมือ
ฟ้ องเรียกค่าสน
่ ใด คาตอบ ข ฟ้ องร ้องเรียกได ้ตังแต่

วน
ั ที่ 5 เมษายน
2524
ิ ค ้า กาหนดสง่ คืนในวันที่ 11
5. นายสวัสดิข
์ อยืมชามสงั คโลกจากนายกิต ิ เพือ
่ ไปโชว์ในงานแสดงสน
ธันวาคม 2524 ครบกาหนดนายสวัสดิผ
์ ด
ิ นัดไม่สง่ คืน ต่อมาอีก 10 วัน นายสวัสดิท
์ าชามสงั คโลกแตก
ี ดอกเบีย
ดังนี้ นายสวัสดิจ์ ะต ้องเสย
้ อัตราเท่าไร คาตอบ อัตราร ้อยละ 7 ครึง่ ต่อปี ตังแต่

วน
ั ที่ 11 ธันวาคม
2524
6. นายมากู ้เงินนายมีไป 50,000 บาท กาหนดใชคื้ นในวันที่ 5 ธันวาคม 2523 กรณีตอ
่ ไปนีท
้ ถี่ อ
ื ว่า
เจ ้าหนีต
้ กเป็ นผู ้ผิดนัดคือ นายมานาเงิน 50,000 บาท ไปชาระให ้นายมีในวันที่ 5 ธันวาคม 2523 แต่นายมี
ไม่ยอมรับอ ้างว่าจะเดินทางไปต่างจังหวัดในขณะนัน

นาเงินไปฝากธนาคารไม่ ทน
ั และทีบ
่ ้านก็ไม่มท
ี เี่ ก็บ
รักษาเงิน
ั ญาขายข ้าวแก่นาย ข จานวน 1,000 กระสอบ ราคากระสอบละ 500 บาท ต่อมา ก ไม่
7. ก ทาสญ

ั ญาแก่ ข เพราะภายหลังทาสญ
ั ญาแลว้ ราคาข ้าวสารแพงขึน
สามารถสงมอบขาวสารตามส


้ ถึงกระสอบละ
2,000 บาท ดังนี้ ก จะต ้องรับผิดต่อ ข หรือไม่ คาตอบ ก ต ้องรับผิดต่อ ข เพราะราคาข ้าวสารแพงขึน


ผิดปกติ ไม่เป็ นเหตุให ้การชาระหนีก
้ ลายเป็ นพ ้นวิสย
ื้ น้ าตาลจาก ข 2 กระสอบ ถึงกาหนดสง่ มอบ ข นาข ้าวสาร 2 กระสอบไปสง่ ทีบ
8. ก ซอ
่ ้านของ ก แต่
ก ไม่อยู่ ค. ภรรยาของ ก อยู่บ ้าน รับข ้าวสาร 2 กระสอบไว ้ ต่อมา ก กลับมาบ ้าน ค บอก ก ว่า ข เป็ นคน
นาข ้าวสาร 2 กระสอบมาสง่ ให ้ ก ไม่วา่ อะไร ให ้ ค ใชข้ าวสารดั

งกล่าวหุงรับประทานได ้ดังนี้ ก จะเรียกให ้

ข สงมอบน้ าตาล 2 กระสอบให ้แก่ตนอีกไดหรื
้ อไม่ คาตอบ จะเรียกให ้ ข สง่ มอบน้าตาลอีกไม่ได ้ เพราะ
ั ว่า ก ยอมรับขาวสารแทนการส
ตามพฤติการณ์เป็ นทีแ
่ น่ชด

ง่ มอบน้าตาล หนีก
้ ารสง่ มอบน้ าตาลให ้ระงับแล ้ว
ั เพราะพฤติการณ์อน
9. ถ ้าการชาระหนีก
้ ลายเป็ นพ ้นวิสย
ั ใดอันหนึง่ ซงึ่ เกิดขึน
้ ภายหลังทีไ่ ด ้ก่อหนีจ
้ ะ

ถือได ้เสมอไปหรือไม่วา่ ลูกหนีเ้ ป็ นอันหลุดพ ้นจากการชาระหนีน
้ น
ั ้ คาตอบ จะถือเชนนัน
้ ทุกกรณีเสมอไป
ั นัน
่ วามผิดของของลูกหนี้ ลูกหนีจ
ไม่ได ้ เพราะการชาระหนีก
้ ลายเป็ นพ ้นวิสย
้ เมือ
่ ไม่ใชค
้ งึ จะหลุดพ ้นจาก
ั ในระหว่าง
การชาระหนี้ ถ ้าเป็ นความผิดของลูกหนี้ ลูกหนีก
้ ไ็ ม่หลุดพ ้น แต่ถ ้าการชาระหนีก
้ ลายเป็ นพ ้นวิสย

ผิดนัด แม ้จะไม่ใชความผิดของลูกหนี้ ลูกหนีก
้ ็ไม่หลุดพ ้นจากการชาระหนี้
ื่ เสยี ง ทาสญ
ั ญาจางเสร็
10. ก จ ้าง ข ให ้วาดภาพตัว ก เพราะ ข เป็ นชา่ งวาดฝี มอ
ื ดีและมีชอ

จแล ้ว ยัง
ไม่ทน
ั วาดภาพให ้ ก ข ได ้ขับรถยนต์ไปชนกับรถยนต์ของผู ้อืน
่ โดยประมาท เป็ นเหตุให ้รถยนต์ของ ข ควา่

ข ได ้รับบาดเจ็บสาหัสต ้องตัดแขนขวาทิง้ ซงึ่ เป็ นแขนที่ ข จะต ้องใชวาดภาพ
ข จึงกลายเป็ นคนทีไ่ ม่
สามารถจะชาระหนีค
้ อ
ื วาดภาพให ้ ก ได ้ ดังนี้ ข จะต ้องรับผิดชอบต่อ ก หรือไม่ คาตอบ ข ต ้องผิดชอบ
ั เพราะความผิดของ ข เอง
เพราะการชาระหนีก
้ ลายเป็ นพ ้นวิสย
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

14
หน่วยที่ 3 การไม่ชาระหนี้

1. ลูกหนี้ต ้องรับผิดชอบในความผิดของตัวแทน หรือบุ คคลทีต
่ นใชในการช
าระหนีเ้ สมือนดัง
ว่าเป็ นความผิดของตนเอง
2. มีหนีบ
้ างประเภททีเ่ จ ้าหนีบ
้ ั งคับชาระ โดยเฉพาะเจาะจงได ้ สว่ นหนีบ
้ างประเภทบังคับ
ชาระโดยเฉพาะเจาะจงไม่ได ้
ิ ธิของเจ ้าหนีท
ิ ธิทบ
3. เป็ นสท
้ บ
ี่ ังคับช าระหนี้โดยเฉพาะเจาะจงหรือไม่ก็ไ ด ้ เจ ้าหนีม
้ ีสท
ี่ ังคับ

ชาระหนีไ้ ด ้เฉพาะเจาะจงหรือเรียกค่า สนไหมทดแทนอย่างใดอย่างหนึง่ หรือทั ง้ สองอย่างเลยก็ได ้
ี หายคือการเรียกเอาค่าสน
ิ ไหมทดแทนเพือ
ี หาย
่ ที่
4. การเรียกเอาค่าเสย
่ ความเสย
เชน
ตามปกติย่อมเกิดขึน
้ แต่การไม่ชาระหนี้
ี หายเจ ้าหนีจ
5. กรณีทเี่ จ ้าหนีม
้ ส
ี ว่ นในการกระทาความผิด
ซงึ่ ก่อให ้เกิดความเสย
้ ะเรียกค่า
ิ ไหมทดแทนได ้มากน ้อยเพียงใดต ้องอาศย
ั พฤติการณ์เป็ นประมาณ
สน
ข ้อสาคัญก็ คอ
ื ว่าความ
ี หายได ้เกิดขึน
เสย
้ เพราะฝ่ ายไหนเป็ นผู ้ก่อยิง่ หย่อนกว่ากั นเพียงใด
ี หายอย่า งร ้ายแรงผิดปกติ หรือละเลย
6. การทีเ่ จ ้าหนีไ
้ ม่เตือนลูกหนีถ
้ งึ อั นตรายแห่งการเสย
ี หายได ้ถือเป็ นความผิดอย่างหนึง่ ของเจ ้าหนีซ
ไม่บาบัดปั ดป้ องหรือบรรเทาความเสย
้ งึ่ จะต ้องเฉลีย

ความรับผิดกับเจ ้าหนีด
้ ้วย
3.1 ความร ับผิดชอบของลูกหนีเ้ พือ
่ คนทีใ่ ห้ชาระหนี้


1. ลูกหนี้ต ้องรับผิดชอบในความผิดของตัวแทนของตนและของบุคคลที่ตนใชในการช
าระหนี้
2. ลูกหนี้ต ้องรับผิดชอบแม ้กระทั่งเพือ
่ กลฉ ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร ้ายแรงของ

ตัวแทนของตนหรือของบุ คคลทีต
่ นใชในการชาระหนี้ หากมีข ้อตกลงทีท
่ ากันไว ้ล่วงหน ้า
้ าระหนี้
3.1.1 ขอบเขตของต ัวแทนและผูท
้ ใี่ ชช
มาตรา 220 บัญญัตวิ ่าลูกหนีต
้ ้องรับผิดชอบในความผิดของตัวแทนแห่งตน กับทัง้ ของ

บุคคลทีต
่ นใชในการช
าระหนี้โดยขนาดเสมอกันว่าเป็ นความผิดของตนเองฉะนั น
้ ท่านเข ้าใจ
อย่างไรให ้อธิบาย
กรณีใดก็ตามที่ลก
ู หนี้ต ้องรับผิดชอบเพราะพฤติการณ์ท ี่จะโทษลูกหนีไ้ ด ้แล ้ว หากลูก หนี้

ได ้ใชคนอืน
่ ทาแทน ความผิดของผู ้ทีล
่ ก
ู หนีใ้ ชนั้ น
้ ก็ เ สมอกับเป็ นความผิดของตนเอง ลูกหนี้จะต ้อง
รับผิดชอบ ทัง้ นีเ้ พราะกฎหมายมาตรา 314 บัญญัตใิ ห ้บุคคลภายนอกทาการชาระหนีไ้ ด ้ คาว่า
ั ญาซ งึ่
ตัวแทนนัน
้ มีความหมายตามทีม
่ าตรา 797 บั ญญัตไิ ว ้ว่ า อันว่าสัญญาตัวแทนนัน
้ คือสญ
บุคคลคนหนึง่ เรียกว่าตัวแทนมีอานาจทาการแทนบุคคลอีกคนหนึง่ เรียกว่า ตัวการ และตกลงจะ
ั หรือ โดยปริยายก็ย่อมทา
ทาการดังนัน
้ อันความเป็ นตัวแทนนัน
้ จะเป็ นโดยแต่งตัง้ แสดงออกชด
ได ้ ตัวแทนของลูกหนี้ตามมาตรา 220 นัน
้ จะต ้องเป็ นตัวแทนของลูกหนีใ้ นการไปชาระหนี้ ถ ้า

ไม่ได ้เป็ นตัวแทนในการชาระหนี้ ลูกหนีก
้ ็ ไม่ ต ้องรับผิด สว่ นบุคคลทีใ่ ชในการช
าระหนี้นน
ั ้ จะเป็ น
้ ้บุคคลอืน
บุคคลใดๆ ก็ได ้ไม่จากัด แต่ม ีหนีบ
้ างประเภททีต
่ งั ้ ตัวแทนหรือใชให
่ ไปชาระหนีแ
้ ทน
ไม่ได ้ ลูกหนีจ
้ ะต ้องปฏิบัตก
ิ ารชาระหนีด
้ ้วยตนเอง เพราะเป็ นเรือ
่ งเกีย
่ วกับ ความไว ้วางใจ หรือ
ต ้องการคุณสมบั ตพ
ิ เิ ศษเฉพาะตัว เช ่นจ ้างชา่ งมาวาดภาพ จ ้างนัก ร ้องมาร ้องแพลง เป็ นต ้น
3.1.2 พฤติการณ์ ทต
ี่ ัวแทนและผูท
้ ใี่ ชใ้ นการชาระหนีจ
้ ะต้องร ับผิด

และลูกหนีไ้ ม่
ต้องร ับผิดชอบเพือ
่ กลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่อ อย่างร้ายแรงของต ัวแทน
หรือ

ของผูท
้ ใี่ ชใ นการชาระหนี้
ั ญาขายแร่ ดบ
1. นายแดงทาสญ
ี ุก 500 ตัน ให ้แก่นายดา โดยมีข ้อสัญญาว่ านายแดง
ื้ ขายแร่ดบ
จะต ้องส่งมอบแร่ดบ
ี ุกซงึ่ อยู่จังหวัดภูเก็ ตให ้แก่นายดาทีก
่ รุงเทพฯ
ในสัญญาซอ
ี ุก
ระหว่างคนทัง้ สองมีข ้อตกลงกั นว่า นายแดงจะจ ้างนายเขียวเป็ นผู ้ขนส่งแร่ดบ
ี ุกให ้แก่นายดาตาม
ั ญา และยังตกลงกันไว ้ด ้วยว่า ถ ้ามีความเสย
ี หายใดๆ เกิดขึน
ื้ ขายกัน ไม่ว่าจะ
สญ
้ แก่แร่ดบ
ี ุกทีซ
่ อ
เกิดขึน
้ เพราะการกระทาของนายแดงหรือ ของนายเขียว แล ้วนายแดงจะไม่รับผิดชอบต่อนายดา
ิ้ ปรากฏว่านายดาไม่ไ ด ้รับแร่ดบ
ทัง้ สน
ี ุก จากนายแดงตามสัญญา เพราะนายเขียวขายแร่ ดบ
ี ุกทีข
่ น
ี ประการหนึง่
มาให ้แก่นายขาวแล ้วเบียดบังเอาเงินทีข
่ ายได ้ไปเป็ นประโยชน์ของตนเสย
หรือมาก


เพียงขายแร่ ดบ
ี ุกให ้แก่นายเหลืองตามคาสงของนายแดงอีกประการหนึง่ ทัง้ สองประการนี้นายดา
ิ ไมทดแทนจากนายแดงอีกประการหนึง่ ทั ง้ สองประการนี้นายดาจะฟ้ องเรียกค่า
จะฟ้ องเรียกค่าสน
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

15
ิ ไหมทดแทนจากนายแดงเพือ
ี หายอันเกิดแก่การกระทาของนายเขียวได ้หรือไม่เ พราะ
สน
่ ความเสย
เหตุใด
ตามหลักทั่วไปในมาตรา 220 ลูก หนีต
้ ้องรับผิดชอบในความผิดของตัวแทนแห่งตนหรือ

ของบุคคลที่ตนใชในการช
าระหนีโ้ ดยขนาดเสมอกันว่าเป็ นความผิดของตนเองฉะนัน

และถ ้า
เจ ้าหนี้ลก
ู หนีไ้ ด ้ตกลงกันไว ้ล่วงหน ้า เป็ นข ้อยกเว ้นมิให ้ลูกหนี้ต ้องรับผิดเพือ
่ กลฉ ้อ ฉลหรือความ

ประมาทเลินเล่ออย่างร ้ายแรงของตัวแทนหรือบุ คคลทีล
่ ก
ู หนีใ้ ชในการชาระหนี้ ก็ ทาได ้แต่ถ ้าเป็ น
ข ้อตกลงยกเว ้นมิให ้ลูกหนี้ต ้องรับ ผิดเพือ
่ กลฉ ้อฉลหรือ ความประมาทเลินเล่ออย่างร ้ายแรงของตน
นัน
้ ย่อมทาไม่ได ้ ข ้อตกลงดังกล่าวเป็ นโมฆะตามมาตรา 373
ื้ ขายระหว่ างนายแดงเจ ้าหนี้ นายดาลูกหนี้ เฉพาะข ้อ
ตามอุทาหรณ์ข ้อตกลงในสัญญาซอ
ี หายใดๆเกิดขึน
ทีว่ ่าถ ้ามีความเสย
้ แก่แร่ดบ
ี ุก เพราะการกระทาของนายแดงลูกหนีจ
้ งึ เป็ นโมฆะใช ้
ไม่ได ้ ตามมาตรา 373 เพราะข ้อตกลงดังกล่าวเป็ นข ้อยกเว ้นมิให ้นายแดงลูก หนีต
้ ้องรับผิดเพือ
่ กล
ฉ ้อฉลของตน ในการทีน
่ ายแดงสั่งให ้นายเขียวขายแร่ ดบ
ี ุกให ้นายเหลือง นายแดงลูก หนีย
้ ั งต ้อง
ิ ไหมทดแทนให ้แก่นายดาเจ ้าหนีใ้ นการทีน
รับผิดชดใชค่้ าสน
่ ายดาไม่ไ ด ้รับแร่ดบ
ี ุก



สญญาสว นทีว่ ่า ถ ้ามีความเสยหายใดๆเกิดแก่แร่ดบ
ี ุก เพราะการกระทาของนายเขียวแล ้ว
นายแดงจะไม่รับผิดชอบต่อนายดานัน
้ มีผ ลใชบั้ งคับได ้ เพราะลูกหนีต
้ กลงกับเจ ้าหนีไ้ ว ้ล่ว งหน ้าได ้

ว่าลูกหนี้จะไม่ต ้องรับผิดชอบในความผิดของตัวแทนหรือบุค คลทีต
่ นใชในการช
าระหนี้ตามมาตรา
ิ ไหมทดแทนจากนายแดงเพือ
ี หายอันเกิดจากการทีน
220 นายดาจึงฟ้ องเรียกค่าสน
่ ความเสย
่ าย
เขียวขายแร่ดบ
ี ุก โดยพละการหรือกลฉ ้อฉลของนายเขียวเองไม่ไ ด ้
2. นายเขียวขายรถยนต์ของตนให ้นายขาวเมือ
่ ชาระเงินกันเรียบร ้อยแล ้ว

นายเขียวจะเอา

้ ้นายขาขับ รถของตนเอาไปสง่
รถยนต์ไปส่งมอบให ้ทีบ
่ ้านนายขาวในวันรุ่งขึน
้ รุ่งเชานายเขี
ยวใชให
ั ให ้นายขาว่า ต ้องขับรถยนต์คน
ทีบ
่ ้านของนายขาว โดยนายขาวได ้กาชบ
ั นีไ้ ปสง่ ให ้แก่นายขาวให ้
เรียบร ้อย และนายเขียวยังกล่าวต่อไปอีกว่าถ ้ามีกรณีใดๆเกิดขึน
้ อันเป็ นเหตุให ้นายขาวไม่ได ้ขับ
รถยนต์ตามทีต
่ กลงกันไว ้ นายขาจะต ้องรับ ผิดแต่เ พียงผู ้เดียว โดยทีน
่ ายเขียวจะไม่รับผิดชอบใดๆ
ิ้
ทัง้ สน
นายขาก็ ตกลง ในระหว่างทางทีน
่ ายขาขับรถยนต์ไปเพือ
่ ส่งมอบให ้แก่นายขาวนั่นเอง
นายขาได ้แอบนารถยนต์คน
ั นีไ้ ปขายให ้แก่นายขม แล ้วเอาเงินทีไ่ ด ้หลบหนีไปโดยนายเขียวมิไ ด ้รู ้
เห็นด ้วยเลย
ดังนี้
นายเขียวจะต ้องรับผิดชอบต่อ นายขาวในกรณีท ี่นายขาวไม่ได ้รับมอบรถยนต์คน
ั นี้
หรือไม่เพราะเหตุใ ด

ตามอุทาหรณ์เป็ นเรือ
่ งความรับผิดของลูก หนี้ เพือ
่ บุ คคลทีล
่ ก
ู หนีใ้ ชในการช
าระหนี้ ซงึ่
มาตรา 220 บัญญัตวิ ่า “ลูกหนี้ต ้องรับผิดชอบในความผิดของตัวแทนแห่งตนกั บทัง้ ของบุคคลที่

ตนใชในการช
าระหนีน
้ ัน
้ โดยขนาดเสมอว่าเป็ นความผิดของตนเองฉะนัน

แต่บทบัญญัตแ
ิ ห่ ง
่ นี้ด ้วยไม่ ”
มาตรา 373 หาใชบั้ งคับแก่กรณีเชน
ื้ ขายกั นให ้แก่นายขาวผู ้ซอ
ื้
นายเขียวเป็ นลูกหนี้นายขาวในอันที่จะต ้องสง่ มอบรถยนต์ทซ
ี่ อ

แต่นายเขียวไม่ไ ด ้ใชนายข
าทาการชาระหนีแ
้ ทน ซงึ่ นายเขียวจะต ้องรับผิดชอบในความผิดของ

นายขาที่ตนใชในการช
าระหนี้นน
ั ้ โดยขนาดเสมอกันว่าเป็ นความผิดของตนเอง แต่นายเขียวและ
นายขาวสามารถทาความตกลงไว ้ล่วงหน ้าเป็ นข ้อยกเว ้นมิให ้นายเขียวต ้องรับผิด เพือ
่ กลฉ ้อฉล

หรือความประมาทเลินเล่ออย่า งร ้ายแรงของนายขาซงึ่ เป็ นบุคคลทีน
่ ายเขียวใช ในการช
าระหนีไ้ ด ้
เป็ นทีน
่ ่าสังเกตว่า ข ้อตกลงดังกล่าว จะต ้องเป็ นข ้อตกลงระหว่า งเจ ้าหนีก
้ ั ลป์ ปบลูกหนี้คอ

นาย

เขียวกับนายขาวเท่า นัน

ข ้อตกลงยกเว ้นความรับผิดชอบดังกล่าวจึงจะใชบั งคับได ้
แต่ตาม
อุทาหรณ์ข ้อตกลงยกเว ้นความรับผิดของนายเขียว เป็ นข ้อตกลงระหว่างนายเขียวกับนายขา คือ

ลูกหนีก
้ ับบุคคลที่ลก
ู หนีท
้ ใี่ ชในการช
าระหนี้
ข ้อตกลงยกเว ้นความรับผิดชอบของนายเขียว
ดังกล่า วนีเ้ ป็ นโมฆะใชบั้ งคับไม่ได ้
ดังนัน
้ นายขาได ้แอบนารถยนต์ไปขายให ้แก่นายขม แล ้วเอาเงินทีข
่ ายได ้หลบหนีไปโดยที่
นายเขียวมิได ้รู ้เห็นด ้วยนัน
้ ไม่ทาให ้นายเขียวหลุดพ ้นจากความรับผิดต่อนายขาวได ้ นายเขียวจึง
ต ้องรับผิดต่อนายขาว ในกรณีทน
ี่ ายขาวไม่ไ ด ้รับรถยนต์ตามสัญญา
3.2 การบ ังค ับชาระหนีโ้ ดยเฉพาะเจาะจง

ี ไม่ชาระหนี้ เจ ้าหนีจ
1. ถ ้าลูกหนีล
้ ะเลยเสย
้ ะร ้องขอต่อ ศาลให ้สงั่ บั งคับชาระหนีไ้ ด ้
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

16
่ งให ้บังคับชาระหนีไ้ ด ้ เจ ้าหนี้จะร ้องขอต่อศาลสงั่
2. เมือ
่ สภาพแห่งหนีไ้ ม่เปิ ดชอ
บั งคับให ้
ี ค่าใชจ่้ าย ถ ้าวั ตถุแห่ งหนีเ้ ป็ นอันให ้กระทาการอันหนึง่
บุคคล ภายนอกกระทาการโดยให ้ลูก หนีเ้ สย
อันใด
3. ถ ้าวัตถุแห่งหนีเ้ ป็ นอั นให ้ทานิตก
ิ รรมอย่า งใดอย่า งหนึง่ ศาลจะสั่งให ้ถือเอาตามคาพิพากษา
แทนการแสดงเจตนาของลูกหนีไ้ ด ้
4. ถ ้าวัตถุแห่งหนีเ้ ป็ นอันจะให ้งดเว ้นการอันใด เจ ้าหนีจ
้ ะเรียกร ้องให ้รือ
้ ถอน การทีไ่ ด ้กระทา
ี ค่าใชจ่้ ายและให ้จั ดการอันควรเพือ
ลงโดยให ้ลูกหนีเ้ สย
่ การภายหน ้าได ้ด ้วย
ิ ธิทจ
ิ ไหมทดแทนก็ ได ้
5. เจ ้าหนีม
้ ีสท
ี่ ะบังคับชาระหนีโ้ ดยเฉพาะเจาะจงหรือเรียกค่าสน
ิ ธิทจ
ิ ไหมทดแทนในคราว
6. เจ ้าหนีม
้ ีสท
ี่ ะบังคับชาระหนีโ้ ดยเฉพาะเจาะจงและเรียกค่า สน
เดียวกันก็ไ ด ้
3.2.1 ความหมายของการบ ังค ับชาระหนีโ้ ดยเฉพาะเจาะจง

การบังคับชาระหนี้โดยเฉพาะเจาะจงหมายความว่าอย่ างไร
มาตรา 213 บั ญญัตเิ ป็ นหลักทั่วไปว่าเมือ
่ ลูกหนีไ้ ม่ชาระหนี้ เจ ้าหนีบ
้ ังคับให ้ลูก หนีช
้ าระหนี้
ได ้ หมายความว่าเป็ นหนีก
้ ันอยู่อย่ างไรก็ บั งคับให ้ลูกหนีช
้ าระหนีอ
้ ย่ างนั น
้ ได ้ ทัง้ นีก
้ ็ เ พราะบุคคล






ใดก่อหนีข
้ น
ึ้ ก็ ประสงค์จะได ้สงทีต
่ นต ้องการ เช น อยากได ้รถยนต์ก็ทาสญญาซอรถยนต์ ถ ้าลูกหนี้
ไม่สง่ มอบรถยนต์ใ ห ้ก็ มวี ธิ ก
ี ารบังคับให ้ลูกหนีส
้ ง่ มอบรถยนต์ให ้เพือ
่ ให ้เป็ นไปตามวัตถุป ระสงค์ท ี่
้ ้าหนีไ้ ด ้รับตามสท
ิ ธิดงั กล่าวนั น
ตนต ้องการ สว่ นวิธก
ี ารที่จะใชเจ
้ มีกฎหมายบั ญญัตไิ ว ้เป็ นพิเศษคือ
ประมวลกฎหมายวิธ ีพจิ ารณาความแพ่ง
่ งว่างให ้
กรณีทจ
ี่ ะบังคับชาระหนีโ้ ดยเฉพาะเจาะจงได ้นัน

สภาพแห่งหนี้จะต ้องเปิ ดชอ
่ งว่า งให ้บังคับได ้แล ้ว เจ ้าหนี้จะใชส้ ท
ิ ธิบังคับชาระหนีโ้ ดย
บังคับกันได ้ ถ ้าสภาพแห่ งหนีไ้ ม่ เปิ ดชอ
ิ ธิเป็ นสท
ิ ธิเหนือบุ คคลจะบังคับเอาแก่ตวั ตนของ
เฉพาะเจาะจงไม่ไ ด ้ ทั ง้ นีเ้ พราะหนีเ้ ป็ นบุ คคลสท
ิ ธิบังคับชาระหนีไ้ ด ้เฉพาะแต่ทรั พย์สน
ิ ของลูกหนีเ้ ท่า นัน
่ ก. รับ จ ้าง
ลูกหนีไ้ ม่ไ ด ้ เจ ้าหนีม
้ ส
ี ท
้ เชน

เขียนรูปภาพให ้ ข. ด ้วยฝี มอ
ื ของตนเอง ก. ผิดสญญาไม่เ ขียนรูปภาพให ้ ข. ข. จะร ้องขอต่อ ศาล
ขอให ้บังคับ ก. เขียนรูปภาพให ้แก่ตนไม่ไ ด ้ เพราะเป็ นการบังคับเอาแก่ตวั ตนของลูกหนี้
ั ที่ลก
ั ทีล
นอกจากนีส
้ ภาพแห่งหนีต
้ ้องไม่พ ้นวิสย
ู หนี้จะชาระหนีไ้ ด ้ ถ ้าเป็ นการพ ้นวิสย
่ ก
ู หนี้
่ แดงยืม ถ ้วยลาย
จะชาระหนี้ได ้แล ้ว เจ ้าหนี้ขอให ้ศาลบังคับชาระหนีโ้ ดยเฉพาะเจาะจงไม่ได ้ เชน
ครามของดาไปแล ้วทาแตก ดาจะร ้องต่อศาลบังคับให ้แดงคืนถ ้วยลายครามของตนไม่ไ ด ้ ดาได ้
ี หายแทน
แต่ฟ้องเรียกค่าเสย
ิ เจ ้าหนี้ย่อมขอให ้ลูก หนีช
หนีเ้ งินหรือหนีซ
้ งึ่ มีวั ตถุป ระสงค์เป็ นการสง่ มอบทรั พย์สน
้ าระหนี้

โดยเฉพาะเจาะจงได ้เสมอ เพราะเป็ นการบังคับ เกีย
่ วกับทรัพย์สน
หนีท
้ ม
ี่ ีวัตถุแห่ งหนีเ้ ป็ นการ

กระทา หรืองดเว ้นการกระทา ตามหลักทั่วไปแล ้ว สภาพแห่ งหนีไ้ ม่เปิ ดชองให ้บังคับชาระหนีไ้ ด ้
โดยเฉพาะเจาะจงได ้ เพราะเป็ นการบังคับเอาแก่ตวั ลูกหนี้
3.2.2 กรณี ทบ
ี่ ังค ับชาระหนีโ้ ดยเฉพาะเจาะจงไม่ได้

มีกรณีใดบ ้างทีเ่ จ ้าหนีจ
้ ะบั งคับชาระหนีโ้ ดยเฉพาะเจาะจงไม่ไ ด ้
ิ ธิทบ
เจ ้าหนีม
้ ีสท
ี่ ังคับชาระหนี้โดยเฉพาะเจาะจงได ้ คือเป็ นหนีก
้ ันอย่างไรก็ บังคับเอากัน
อย่างนัน
้ ซงึ่ เป็ นการบังคับเอาตามวัตถุประสงค์แห่งหนี้ แต่มข
ี ้อยกเว ้นทีเ่ จ ้าหนีไ้ ม่อาจที่จะบังคับ
ชาระหนีโ้ ดยเฉพาะเจาะจงได ้คือ
่ งให ้บังคับกันได ้ ซ งึ่ มาตรา 213 วรรค 1 บัญญัตเิ ป็ นหลักไว ้ว่า
1) สภาพแห่งหนีไ้ ม่เปิ ดชอ
ี ไม่ชาระหนี้ของตน เจ ้าหนี้จะร ้องขอต่อศาล ให ้สั่งบังคับ ชาระหนีก
“ถ ้าลูกหนี้ละเลยเสย
้ ็ ได ้เว ้นแต่
่ งให ้ทาเชน
่ นัน
่ งให ้บังคับกันได ้นั น
สภาพแห่งหนีจ
้ ะไม่เปิ ดชอ
้ ได ้” เรือ
่ งสภาพแห่งหนีไ้ ม่เปิ ดชอ
้ เป็ น
การพิจารณาตามสภาพแห่งหนี้ ซงึ่ หมายความว่าเป็ นหนีท
้ ล
ี่ ก
ู หนี้จะต ้องทาเองเฉพาะตัว จะให ้คน
่ จ ้างให ้ร ้องเพลง จ ้างให ้วาดภาพ เป็ นเรือ
อืน
่ ทาแทนไม่ได ้ เชน
่ งว่า จ ้างเกีย
่ วกับความสามารถ
เฉพาะตัวของลูกหนี้ ถ ้าลูกหนีผ
้ ด
ิ นัดไม่ไปร ้องเพลงตามวันเวลากาหนด หรือไม่ยอมวาดภาพให ้
ไม่มวี ธิ ก
ี ารใดจะบังคับให ้ทาได ้ เพราะจะเป็ นการบังคับจิตใจลูกหนีใ้ ห ้ทางาน ผลงานทีอ
่ อกมาจะ
ไม่ดต
ี ามความประสงค์ของเจ ้าหนี้
2) บังคับชาระหนีท
้ ก
ี่ ลายเป็ นพ ้นวิสัยแล ้วไม่ไ ด ้ การบั งคับชาระหนี้โดยเฉพาะเจาะจงจะ
ั ที่จะทาได ้ ถ ้าหนีก
ั จะชาระหนีไ้ ด ้เสย
ี แล ้ว ก็ ย่อมจะ
ทาได ้ก็ ตอ
่ เมือ
่ หนี้ยังเป็ นวิสย
้ ลายเป็ นพ ้นวิสย
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

17
่ ซอ
ื้ ขายม ้า แต่ม ้า
บังคับชาระหนีโ้ ดยเฉพาะเจาะจงไม่ไ ด ้ เพราะวัตถุประสงค์แห่ งหนีไ้ ม่มแ
ี ล ้ว เช น
ทีส
่ ง่ มอบให ้เจ ้าหนีไ้ ด ้ตายไปแล ้ว ก็ ไม่มม
ี ้าที่จะสง่ มอบ จะมาบังคับให ้ส่งมอบม ้าไม่ได ้
้ ท
ิ ธิบ ังค บ
ิ ไหมทดแทน
3.2.3 การใชส
ั ชาระหนีแ
้ ละการบ ังค ับชาระหนีโ้ ดยค่าสน

่ งให ้บังคับชาระหนี้โดยเฉพาะเจาะจงได ้ กฎหมายได ้วาง
1. เมือ
่ สภาพแห่งหนีไ้ ม่เปิ ดชอ
หลักเกณฑ์ การบังคับชาระหนีไ้ ว ้อย่า งไร
่ งให ้บั งคับชาระหนี้โดยเฉพาะเจาะจงได ้ กฎหมายมาตรา 213
เมือ
่ สภาพแห่งนีไ้ ม่ เปิ ดชอ
่ ง
วรรค 2 และ 3 ได ้บัญญัตวิ างหลักเกณฑ์การบังคับชาระหนีไ้ ว ้ว่า “เมือ
่ สภาพแห่งหนีไ้ ม่เปิ ดชอ
ให ้บังคับชาระหนีไ้ ด ้ ถ ้าวั ตถุแห่ งหนีเ้ ป็ นอันให ้กระทาการอันหนึง่ อันใดเจ ้าหนี้จะร ้องขอต่อศาลให ้
ี ค่าใช จ่้ ายให ้ก็ ได ้ แต่ถ ้าวั ตถุแ ห่งนี้
สงั่ บังคับให ้บุคคลภายนอกกระทาการอันนั น
้ โดยให ้ลูกหนีเ้ ส ย
เป็ นอันให ้กระทานิตก
ิ รรมอย่า งใดอย่า งหนึง่ ไซร ้
ศาลจะสั่งให ้ถือเอาตามคาพิพากษาแทนการ
แสดงเจตนาของลูกหนีไ้ ด ้
สว่ นหนีซ
้ งึ่ มีวัตถุแห่งหนีเ้ ป็ นอันจะให ้งดเว ้นการอันใด
เจ ้าหนีจ
้ ะ
ี ค่าใชจ่้ าย และให ้จัดการอันควรเพือ
เรียกร ้องให ้รือ
้ ถอนการทีไ่ ด ้กระทาลงแล ้วนัน
้ โดยให ล
้ ก
ู หนีเ้ สย

การภายหน ้าด ้วยก็ไ ด ้”
1) เมือ
่ วัตถุแห่งหนีเ้ ป็ นการกระทา ถ ้าลูกหนีล
้ ะเลยไม่ชาระหนี้ จะไปบังคับตัวตนของ
ลูกหนีใ้ ห ้กระทาไม่ไ ด ้ เพราะเป็ นการละเมิดต่อเสรีภาพในร่างกายของบุคคล สภาพแห่งหนีท
้ จ
ี่ ะ
่ งให ้ทาได ้ แต่กฎหมายได ้หาทางออกให ้กับเจ ้าหนี้ เมือ
บังคับให ้ลูก หนีก
้ ระทาไม่เปิ ดชอ
่ บังคับตัว
ลูกหนีไ้ ม่ไ ด ้ ก็ ให ้บุ คคลอืน
่ ทาแทนโดยให ้ลูกหนีเ้ ป็ นคนออกค่าใชจ่้ า ย เช ่น ลูกหนีป
้ ลูกโรงเรือน


รุกล้าออกไป ถ ้าลูกหนี้ไม่ยอมรือ
้ ถอน เจ ้าหนี้ฟ้องศาลให ้สงบังคับให ้บุคคลอื่นทาการรือ
้ ถอนโดย
ให ้ลูกหนีเ้ ป็ นผู ้ออกค่าใชจ่้ ายในการรือ
้ ถอนได ้ ถ ้าลูกหนีไ้ ม่ยอมออกค่าใชจ่้ า ย ก็ ขอให ้ศาลออก
ิ ของลูก หนีอ
หมายบังคับยึดทรัพย์สน
้ อกขายทอดตลาดนาเงินมาชาระค่าใชจ่้ า ยได ้
่ วั ลูกหนี้
บุคคลภายนอกนี้จะเป็ นเจ ้าหนีเ้ องหรือบุ คคลใดก็ ได ้ซ งึ่ ไม่ใชต
่ ซอ
ื้ ขายทีด
2) เมือ
่ วัตถุแห่งหนีเ้ ป็ นอันให ้ทานิตก
ิ รรมอย่ างใดอย่า งหนึง่ เชน
่ น
ิ ผู ้ขายไม่
ื้ ขายให ้แก่ผู ้ซอ
ื้
ื้ จะฟ้ อ งร ้องขอให ้ศาลบังคับให ้ผู ้ขายซ งึ่
ยอมไปโอนทีด
่ น
ิ ทีซ
่ อ
เจ ้าหนีซ
้ งึ่ เป็ นผู ้ซอ
เป็ นลูกหนีไ้ ปทานิตก
ิ รรมโอนทีด
่ น
ิ ให ้เจ ้าหนีไ้ ด ้ ถ ้าลูกหนี้ไม่ยอมไปโอนให ้ก็ ขอให ้ศาลพิพากษา
ว่า ให ้ถือเอาคาพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนีเ้ พือ
่ ให ้พนักงานเจ ้าหน ้าทีท
่ เี่ กีย
่ วข ้องทา
นิตก
ิ รรมโอนทีด
่ น
ิ ให ้แก่เจ ้าหนีไ้ ด ้
่ งให ้
3) เมือ
่ วัตถุแห่งหนีเ้ ป็ นอันให ้งดเว ้นการกระทา
เป็ นเรือ
่ งสภาพแห่งหนีไ้ ม่เปิ ดชอ
บังคับชาระหนีไ้ ด ้ประการหนึง่ แต่หนีท
้ จ
ี่ ะชาระนัน
้ เป็ นการยกเว ้นการกระทาอย่ างใดอย่างหนึง่ เมือ


บังคับให ้ลูก หนีช
้ าระหนี้ตอ
่ ตนเองไม่ได ้ กฎหมายก็ ได ้ให ้สทธิแก่เจ ้าหนีใ้ นอันทีจ
่ ะฟ้ องศาลขอให ้
ี ค่าใชจ่้ าย เจ ้าหนี้จะ
ศาลมีคาสงั่ ให ้รือ
้ ถอนสงิ่ ปลูกสร ้างทีท
่ าขึน
้ ผิดวัตถุแห่งหนี้ โดยให ้ลูกหนีเ้ สย
่ ก. สญ
ั ญาจะไม่ สร ้างสงิ่
ขอให ้ศาลอนุญาตให ้ตนเองหรือบุคคลภายนอกทาการรือ
้ ถอนก็ได ้ เชน
ิ ธิฟ้องศาลให ้
ปลุกสร ้างยังบ ้านของ ข. ต่อมา ข. ผิดสัญญาโดยสร ้างสงิ่ ปลูกสร ้างลงไป ข. มีสท
ก. รือ
้ สงิ่ ปลูกสร ้างได ้ ถ ้า ก. ไม่ยอมรือ
้ ถอนก็ ให ้ศาลสงั่ ให ้เจ ้าหนีห
้ รือบุ คคลอืน
่ ทาการรือ
้ ถอนได ้


ไม่ให ้ลูกหนีเ้ สยค่าใช จ่ายในการรือ
้ ถอน
ิ ธิทจ
ี หายหรือ
2. เมือ
่ เจ ้าหนี้ฟ้องขอให ้บั งคับชาระหนีแ
้ ล ้วเจ ้าหนีม
้ ส
ี ท
ี่ ะฟ้ องเรียกค่าเสย
ไม่ให ้อธิบาย
ี หายในกรณีทเี่ จ ้าหนีข
เรือ
่ งการเรียกค่าเสย
้ อบังคับชาระหนีน
้ น
ั ้ มาตรา 213 วรรคสุดท ้าย
ิ ธิ
บัญญัตเิ ป็ นหลักไว ้ว่า “อนึง่ บทบัญญัตใิ นวรรคทัง้ หลายทีก
่ ล่าวมาก่อนนี้ หากระทบกระทั่ งถึงสท
ี หายไม่ ”
ทีจ
่ ะเรียกเอาค่าเสย
ิ ธิของเจ ้าหนีท
หมายความว่าการชาระหนี้โดยเฉพาะเจาะจง
ไม่ ตด
ั สท
้ ี่จะเรียกเอาค่า



สนไหมทดแทนการละเลยไม่ชาระหนี้ สทธิบังคับชาระหนีเ้ ป็ นสทธิเ ฉพาะตัว ของเจ ้าหนี้ คือเจ ้าหนี้
ี หาย
จะใชก็้ ได ้ไม่ใชก็้ ได ้ แม ้ว่าเจ ้าหนีจ
้ ะบั งคับชาระหนีห
้ รือไม่ก็ตาม ถ ้าเจ ้าหนี้ได ้รับความเสย
ิ ธิเรียกเอาค่าเสย
ี หายจากลูกหนีไ้ ด ้
เนือ
่ งจากการทีล
่ ก
ู หนี้ละเลยไม่ชาระหนี้ เจ ้าหนีก
้ ็ มส
ี ท


ในกรณีทเี่ จ ้าหนีข
้ อบั งคับชาระหนี้ ไม่ ว่าจะขอให ้สงมอบทรั พย์สน
ให ้กระท าการหรืองด
เว ้นการกระทา หรือทานิตก
ิ รรมตามมาตรา 213 วรรค 1 2 และ 3 ก็ ตาม และการไม่ชาระหนี้ของ
ี หาย เจ ้าหนีก
ี หายได ้ เชน

ื้ ขาย
ลูกหนีน
้ ัน
้ เป็ นเหตุให ้เจ ้าหนีเ้ สย
้ ็ เรียกร ้องเอาค่าเสย
สัญญาซอ
รถยนต์ ลูกหนี้ไม่สง่ มอบตามเวลากาหนด เจ ้าหนีไ้ ม่มรี ถยนต์ใชก็้ ต ้องเชา่ รถแท็ กซไี่ ปกลับจากที่
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

18
ทางาน เจ ้าหนีฟ
้ ้ อ งขอให ้บังคับให ้ลูก หนีส
้ ง่ มอบรถยนต์ให ้แก่เ จ ้าหนี้ และในเวลาเดียวกันก็ จะ
ี หายซ งึ่ เสย
ี ไปเพราะเชา่ รถแท็ กซไี่ ปกลับมาทีท
ฟ้ องร ้องเอาค่าเสย
่ างาน
ตัง้ แต่วันผิดนั ดจนกว่า
ลูกหนี้จะสง่ มอบรถยนต์ให ้เจ ้าหนีด
้ ้วยก็ ได ้ หรือ ถ ้าหนีม
้ ีวัตถุแห่งหนีเ้ ป็ นการกระทาหรืองดเว ้นการ

ั ญาห ้ามมิให ้ปลุก
กระทา เชน
ปลูกสงิ่ ก่อสร ้างรุก ล้าทีด
่ น
ิ ของเจ ้าหนีโ้ ดยไม่สุจริต หรือมีสญ
สงิ่ ก่อสร ้างในทีด
่ น
ิ ของเจ ้าหนี้ แต่เ จ ้าหนี้ฝ่าฝื นปลูกสร ้างลงไป ในกรณีเจ ้าหนีฟ
้ ้ องขอให ้บังคับ



ลูกหนีท
้ าการรือ
้ ถอนสงปลุก สร ้างโดยฝื นใจลูกหนีไ้ ม่ไ ด ้ เจ ้าหนีก
้ ็ มส
ี ทธิฟ้องขอให ้ศาลมีคาสั่งให ้
ี ค่าใชจ่้ าย และฟ้ องเรียกค่าเสย
ี หาย ถ ้าเจ ้าหนี้
บุคคลภายนอกทาการรือ
้ ถอน โดยให ้ลูก หนีเ้ สย
ี หายอย่างใดได ้อีกด ้วย
พิสจ
ู น์ได ้ว่ าตลอดเวลาทีล
่ ก
ู หนีล
้ ะเมิดสัญญา เจ ้าหนีไ้ ด ้รับความเสย
ิ ไหมทดแทน
3.3 การบ ังค ับชาระหนีโ้ ดยค่าสน

ิ ไหมทดแทน
1. การเรียกค่า เสยหายได ้แก่เรียกค่าส น

ี หายเชน
่ ทีต
เพือ
่ ความเสย
่ ามปกติย่อม

เกิดขึน
้ แต่การไม่ชาระหนี้
ิ ไหมทดแทน เพือ
ี หายอันเกิดแต่พฤติการณ์ พเิ ศษหากว่ า
2. เจ ้าหนี้เรียกเอาค่าสน
่ ความเสย
่ นั น
คูก
่ รณีทเี่ กีย
่ วข ้องได ้คาดเห็ นหรือควรจะได ้คาดเห็ นพฤติการณ์เชน
้ ล่ว งหน ้าก่อนแล ้ว
ี หาย ด ้วยการคานวณค่าเสย
ี หายต ้องอาศัยพฤติการณ์
3. ถ ้าเจ ้าหนีม
้ ส
ี ่วนก่อให ้เกิดความเสย
ี หายได ้เกิดขึน
เป็ นประมาณโดยคานึงว่า ความเสย
้ เพราะฝ่ ายไหนเป็ นผู ้ก่อยิง่ หย่อนเท่ากันเพียงไร
ี หาย เพราะการละเลยไม่เตือ นลูกหนีใ้ ห ้รู ้ถึงอันตรายแห่ง
4. เจ ้าหนี้จะต ้องรับผิดในความเสย
ี หายซงึ่ ร ้ายแรงผิดปกติ หรือ ละเลยไม่บ าบัดปั ดป้ องหรือบรรเทาความเสย
ี หาย
การเสย





5. เจ ้าหนีม
้ ีสทธิทจ
ี่ ะรับชาระหนี้ของตนจากทรั พย์สนของลูกหนีจ
้ นสนเช ง
ิ ไหมทดแทน
3.3.1 หล ักเกณฑ์ใ นการเรียกค่า สน

ิ ไหมทดแทนมีหลักเกณฑ์ป ระการใดบ ้าง
การฟ้ องร ้องค่าสน
ิ ไหมทดแทนเพือ
ี หายอันเกิดจากการไม่ชาระหนีม
การฟ้ องร ้องเรียกค่าสน
่ ความเสย
้ ี
หลักเกณฑ์ดงั ต่อไปนี้
1) ต ้องมีการไม่ชาระหนี้ มาตรา 222 วรรคแรก บัญญัตห
ิ ลักเกณฑ์สาคัญในการเรียกร ้อง
ิ ไหมทดแทน คือ ต ้องมีการไม่ชาระหนี้ การไม่ชาระหนีร้ วมความตลอดถึงการชาระหนีไ้ ม่
ค่าสน
ถูกต ้องตามความประสงค์อันแท ้จริงแห่งมู ลหนีค
้ อ
ื ชาระหนีล
้ ่าชา้ ผิดเวลา ผิดสถานที่ หรือวั ตถุ
แห่งหนี้
2) ต ้องมีพฤติการณ์ท ี่จะโทษลูก หนีไ้ ด ้ การไม่ชาระหนี้ของลูก หนี้ จะเป็ นเหตุใ ห ้เจ ้าหนี้
ิ ไหมทดแทนได ้นั น
เรียกเอาค่าสน
้ จะต ้องเกิดจากพฤติการณ์ทล
ี่ ก
ู หนีจ
้ ะต ้องรับ ผิดพฤติการณ์ท ี่
ลูกหนี้จะต ้องรับผิดชอบก็ คอ
ื ลูก หนีไ้ ม่ชาระหนีใ้ ห ้ต ้องตามประสงค์แห่งหนีต
้ ามมาตรา 215 ลูกหนี้
ผิดนัด เป็ นเหตุให ้การชาระหนีเ้ ป็ นอันไร ้ประโยชน์แก่เ จ ้าหนี้ ตามมาตรา 216 การชาระหนี้
ั เพราะอุบัตเิ หตุหรือเจ ้าหนีไ้ ด ้รับ ความเสย
ี หายอั นเกิดแต่ความประมาทเลินเล่อ
กลายเป็ นพ ้นวิสย
ั เพราะ
ของลูกหนีใ้ นระหว่างที่ลก
ู หนีผ
้ ด
ิ นัดตามมาตรา 217 และการชาระหนีก
้ ลายเป็ นพ ้นวิสย


พฤติการณ์อย่างใดอย่างหนึง่ ซงลูกหนี้ต ้องรับผิดชอบตามมาตรา 218
ี หาย
ิ ไหม
3) ต ้องมีความเสย
การไม่ชาระหนีข
้ องลูกหนี้จะเป็ นเหตุให ้เจ ้าหนีเ้ รียกค่าสน
ี หายจากการไม่ชาระหนี้นน
ื้ น้ า ตาลจาก ข. 1 กิโลกรัม
ทดแทนได ้ เจ ้าหนีจ
้ ะต ้องเสย
ั ้ เช ่น ก. สงั่ ซอ



โดย ข. จะสงน้ า ตาลให ้ ก. ทีบ
่ ้าน ถึงกาหนด ข. ไม่สงน้ า ตาลให ้ ก. แต่สง่ ล่าชาไป
2 วัน แต่
ปรากฏว่าถึงแม ้ ข. จะสง่ ให ้ ก. ภายในกาหนดเวลา ก. ก็ ยังไม่มโี อกาสได ้ใชน้ ้ าตาลของ ข.

่ นี้ ข. จะชาระหนี้ลา่ ชา้ แต่ ก. ก็ ไม่เสย

เพราะน้ าตาลเก่ายั งมีเหลือใชประโยชน์
ไ ด ้อยู่ เชน
ิ ไหมทดแทนจาก ข. ไม่ได ้
ประโยชน์ ก. จะเรียกค่าสน
ี หายจะต ้องคานวณเป็ นเงินได ้
ี หายทางจิตใจทีไ่ ม่ใชต
่ ัวเงินซงึ่ เป็ น
ความเสย
ความเสย

ความเสยหาย เกิดจากการไม่ชาระหนี้ เจ ้าหนีจ
้ ะเรียกร ้องเอาจากลูก หนีไ้ ม่ไ ด ้
ี หายอันเกิดจากการไม่ชาระหนีน
ี หายเป็ นเงินเท่าใด
ความเสย
้ น
ั ้ เจ ้าหนี้จะต ้องพิสจ
ู น์ว่าเสย
ี หายเท่าใดแล ้ว
แต่ถ ้าข ้อเท็ จจริงปรากฏแก่ศาลว่าเจ ้าหนีเ้ สย
ถือว่าศาลทราบเอง
เจ ้าหนีไ้ ม่
จาเป็ นต ้องพิสจ
ู น์
ี หายแล ้ว เจ ้าหนีม
ิ ธิคด
หนีเ้ งินเมือ
่ ผิดนั ดไม่ชาระหนี้ กฎหมายถือว่ าเจ ้าหนีเ้ สย
้ ส
ี ท
ิ ดอกเบีย

ี หาย
ี หายมากกว่า
อัตราร ้อยละเจ็ ดครึง่ ต่อปี
โดยเจ ้าหนีไ้ ม่ ต ้องพิสจ
ู น์ความเสย
ถ ้าเจ ้าหนีเ้ สย
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

19
ี หาย
ดอกเบีย
้ อัตราร ้อยละเจ็ ดครึง่ เจ ้าหนีก
้ ็ สามารถเรียกจากลูกหนีไ้ ด ้ แต่เ จ ้าหนีต
้ ้องพิสูจน์ว่าเสย
มากกว่าเป็ นเป็ นจานวนเท่าใด ถ ้าไม่พส
ิ จ
ู น์ก็เรียกร ้องไม่ได ้
ี หายเพราะการไม่ชาระหนี้ แม ้จะเป็ นความเสย
ี หายทีเ่ กิดขึน
ความเสย
้ ในอนาคต ถ ้าเป็ น
ี หายทีเ่ กิดขึน
ความเสย
้ แน่ นอน เจ ้าหนีก
้ ็ เรียกร ้องเอาจากลูกหนี้ได ้
ิ ธิ ตามมาตรา 114 คูก
4) ต ้องไม่มส
ี ัญญาตัดสท
่ รณีจะตกลงทาสัญญาอย่า งใดก็ ได ้ แม ้
ั ญาตกลงกั นว่า
ข ้อตกลงนัน
้ จะผิดแผกแตกต่างกับทีก
่ ฎหมายบั ญญัตไิ ว ้ เช ่น เจ ้าหนี้ลก
ู หนีท
้ าสญ
ี หาย เจ ้าหนีก
ี หาย
แม ้ลูกหนีจ
้ ะละเลยไม่ชาระหนีเ้ ป็ นเหตุให ้เจ ้าหนีเ้ สย
้ ็ ไม่ตด
ิ ใจเรียกร ้องเอาค่าเสย
จากลูกหนี้ แต่ความข ้อนีม
้ ข
ี ้อยกเว ้นว่า ข ้อตกลงทีผ
่ ด
ิ แผกแตกต่างจากที่กฎหมายบัญญัตไิ ว ้นัน

ี ธรรมอันดีของประชาชน
จะต ้องไม่ ขด
ั ต่อความสงบเรียบร ้อยหรือศล
ิ ไหมทดแทน
3.3.2 หล ักเกณฑ์ใ นการกาหนดค่าสน

ี หายนั น
การละเลยไม่ชาระหนีข
้ องลูกหนี้จนเป็ นเหตุให ้เจ ้าหนี้ ได ้รับความเสย
้ มีหลักเกณฑ์
ี หายอย่างไรบ ้าง อธิบาย
ในการกาหนดค่าเสย
ี หายอันเกิดจากการไม่ชาระหนี้ มาตรา 222 บัญญัตเิ ป็ น
หลักเกณฑ์ในการกาหนดค่าเสย
หลักทั่วไป ดังนี้
ี หายต ้องเป็ นความเสย
ี หาย เชน

1) ความเสย
ทีต
่ ามปกติย่อมเกิดขึน

หมายความว่า
ี หายธรรมดาที่คนทั่วไปรู ้ว่าถ ้าไม่มก
ี หายอะไรจะเกิดขึน
่ ซอ
ื้
ค่าเสย
ี ารชาระหนีแ
้ ล ้ว ความเสย
้ เชน
ี ้าว ลูกหนีไ้ ม่ส่งมอบเครือ
ี ้าวภายในเวลากาหนดเป็ นเหตุให ้เจ ้าหนีไ้ ม่มเี ครือ
ี ้าว
เครือ
่ งสข
่ งสข
่ งสข




สาหรับสข ้าวขาย ทาให ้ขาดรายได ้จากการสข ้าวขายวันละ 1,000 บาท เช นนีเ้ ป็ นความเสยหาย
ธรรมดาทีเ่ กิดจากการไม่ชาระหนี้
เจ ้าหนีเ้ รียกเอาจากลูกหนีไ้ ด ้ตัง้ แต่วั นผิดนัดจนถึงวั นสง่ มอบ
ี ้าว
เครือ
่ งสข
ี หายทีเ่ กิดจากพฤติการณ์พเิ ศษเป็ นความเสย
ี หายทีไ่ ม่มใี ครคาดคิดว่าจะ
2) ความเสย
ี หายทีเ่ กิดจากพฤติการณ์พเิ ศษนีจ
เกิดขึน
้ ได ้ เนือ
่ งจากการไม่ช าระหนี้ ความเสย
้ ะเรียกร ้องเอาจาก
ลูกหนีไ้ ม่ไ ด ้ เว ้นแต่ลก
ู หนีร้ ู ้มาก่อนล่ว งหน ้าแล ้วว่า ถ ้าลูกหนีไ้ ม่ชาระหนี้
เจ ้าหนี้จะได ้รับความ
ี หายพิเ ศษ มาตรา 222 วรรคสอง ใชค้ าว่า “คาดเห็น” หรือ “ควรจะได ้คาดเห็น ” หมายความ
เสย
ี หายจากพฤติการณ์ พเิ ศษนัน
ว่าลูกหนีไ้ ด ้รู ้หรือควรได ้รู ้ว่าความเสย
้ จะเกิดขึน
้ แก่เจ ้าหนี้ หากลูกหนี้



ไม่ชาระหนี้ เชน ก. เชาบ ้านของ ข. เดือนละ 1,000 บาท เมือ
่ หมดสญญาเชา่ ข. บอกให ้ ก. ออก
ั ญาให ้ ค. เชา่ ต่อจาก ก.
จากบ ้านเชา่ เพราะไม่ป ระสงค์จะให ้ ก. เชา่ ต่อ ไปเนือ
่ งจากได ้ทาสญ
ั ญาระหว่า ง ข. และ ค. นี้ ก. ก็ รู ้ แต่ก็ไม่ยอมออกจากบ ้านเชา่
เดือนละ 2,000 บาทซงึ่ การทาสญ
ี หายเดือ นละ 2,000 บาท ซ งึ่ เป็ นความเสย
ี หายทีเ่ กิดขึน
ตามกาหนด ข. จึงได ้รับความเสย
้ จาก
ี หายนีล
ี หายเดือนละ
พฤติการณ์พเิ ศษ แต่ ก. ก็ รู ้ความเสย
้ ว่ งหน ้าแล ้ว ก. จึงต ้องชดใชค่้ าเสย
2,000 บาท ให ้แก่ ข. นับ ตัง้ แต่ผ ด
ิ นัดจนกว่า ก. จะออกจากบ ้านเชา่
ี หายอั นเกิดจากพฤติการณ์ พเิ ศษ
การทีล
่ ก
ู หนี้คาดเห็น หรือควรจะคาดเห็ นความเสย
เนือ
่ งจากการไม่ชาระหนีน
้ น
ั ้ ลูกหนีจ
้ ะได ้คาดเห็ นเอง หรือเจ ้าหนี้หรือบุคคลภายนอกอืน
่ ใดบอกให ้
รู ้ก็ได ้
ี หายธรรมดาหรือความเสย
ี หายพิเศษนั น
ี หายที่เกิดจากการ
ความเสย
้ จะต ้องเป็ นความเสย
ี หายทีไ่ กลต่อเหตุ เช ่น ก. ไปซอ
ื้ เสอ
ื้ กัน
ไม่ชาระหนี้ จะเกิดจากเหตุอน
ื่ ไม่ได ้ เพราะเป็ นความเสย







ฝนลูกหนีไ้ ม่สงมอบเสอกันฝนให ้ ก. ตามสญญา ก. ไม่มเี สอกันฝนใสออกจากบ ้าน น้ าฝนเปี ยก
ื้ ผ ้าเสย
ี หาย เชน
่ นีจ
ี หายจากลูกหนีไ้ ม่ไ ด ้ เพราะเป็ นความเสย
ี หายทีไ่ กล
ทาให ้เสอ
้ ะเรียกร ้องค่าเส ย
ต่อเหตุ
ี หายเกิด จากผูเ้ สย
ี หายเอง
3.3.3 ความเสย

ี หายทีเ่ กิดจากการได ้ชาระหนีผ
ี หายมีสว่ นก่อให ้เกิดขึน
ถ ้าความเสย
้ ู ้เสย
้ ด ้วย มีหลักเกณฑ์
ี หายอย่า งไร
ในการคานวณค่าเสย
ให ้อธิบายมีกรณีใดบ ้างที่ถอ
ื ว่าเจ ้าหนีเ้ ป็ นผู ้มีสว่ นก่อให ้เกิด
ี หายด ้วย
ความเสย
ี หายในกรณีทเี่ จ ้าหนีห
ี หายมี
มาตรา 223 ได ้วางหลักเกณฑ์ในการกาหนดค่า เสย
้ รือผู ้เสย
ี หายขึน
สว่ นก่อให ้เกิดความเสย
้ เนือ
่ งจากการไม่ชาระหนีด
้ งั นี้
ี หายมีสว่ นทาความผิดอยู่ด ้วย ความเสย
ี หายทีเ่ จ ้าหนี้ได ้รับเพราะลูกหนี้ละเลยไม่
1) ผู ้เสย
ี หายทีเ่ กิดขึน
ชาระหนีน
้ ัน
้ ถ ้าความเสย
้ เจ ้าหนีม
้ ส
ี ว่ นก่อให ้เกิด เจ ้าหนี้จะต ้องรั บผิดชอบในสว่ นนีจ
้ ะ
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

20
ี หายทีฝ
ไปเรียกเอาจากลูกหนีไ้ ม่ไ ด ้ ค่าเสย
่ ่ ายใดจะต ้องรับผิดมากน ้อยเพียงใดนัน
้ มาตรา 223
บัญญัตวิ ่าจะต ้องพิจารณาตามพฤติการณ์เป็ นประมาณ ข ้อสาคัญทีส
่ ด
ุ ต ้องพิจารณาว่าฝ่ ายใดเป็ นผู ้
ี หายมากน ้อยเพียงใด ซงึ่ หมายความว่า ลูกหนีก
ี หายเท่าใด
ก่อให ้เกิดความเสย
้ ่อให ้เกิดความเสย
ลูกหนีก
้ ็ รับผิดเพียงเท่า นัน
้ ถ ้าความผิดสว่ นทีเ่ หลือเจ ้าหนีเ้ ป็ นผู ้ก่อขึน
้ เจ ้าหนี้ต ้องรับผิด
ี หายด ้วยมีดงั นี้
2) กรณีทถ
ี่ อ
ื ว่าเจ ้าหนีเ้ ป็ นผู ้มีสว่ นก่อให ้เกิดความเสย


ก) เจ ้าหนีม
้ ีสวนเป็ นผู ้ก่อความเสยหายขึน
้ โดยตรงตามข ้อ (1)
ข) เจ ้าหนีม
้ ีสว่ นผิดโดยละเลยไม่บอกลูกหนี้
ไม่บาบัดปั ดป้ องหรือบรรเทาความ
ี หาย มาตรา 223 วรรคสอง บั ญญัตใิ ห ้เจ ้าหนี้หรือผู ้เสย
ี หายต ้องรับผิดชอบในความเสย
ี หายที่
เสย
ี หายได ้ละเลยไม่เ ตือนลูกหนีใ้ ห ้รู ้สก
ึ ถึงอันตรายแห่ งการเสย
ี หายอั นร ้ายแรง
เกิดขึน
้ จากการทีผ
่ ู ้เสย
ี ไม่บาบั ดปั ดป้ อ ง หรือบรรเทาความ
ผิดปกติ ซ งึ่ ลูกหนีไ้ ม่รู ้หรือไม่อาจรู ้ได ้ หรือเพียงแต่ละเลยเสย



ี หาย
เสยหายนัน

การละเลยเช นนีถ
้ อ
ื เสมือนเท่ากับผู ้เสยหายได ้มีสว่ นก่อให ้เกิดความเสย
ิ ไหมทดแทนความเสย
ี หายในสว่ นนี้ เจ ้าหนีห
ี หายจะเรียกร ้องไม่ไ ด ้
เหมือนกัน ค่าสน
้ รือผู ้เสย
ี หาย การละเลยไม่ตก
ค) การมีสว่ นในการท าความเสย
ั เตือน การละเลยไม่บาบั ดปั ด


ป้ อง หรือไม่บรรเทาความเสยหายของตัวแทนหรือ ของผู ้ทีเ่ จ ้าหนีใ้ ชในการช
าระหนี้ ให ้ถือเสมือ น
ว่าเป็ นการกระทาหรือละเลยของเจ ้าหนีเ้ อง เจ ้าหนี้ต ้องรับผิดชอบด ้วย
ิ ทีจ
้ าระหนี้
3.3.4 ทร ัพย์สน
่ ะใชช

ิ ธิทจ
ิ ของลูกหนีจ
ิ้ เช งิ นั น
ทีว่ ่า เจ ้าหนีม
้ ส
ี ท
ี่ ะให ้ชาระหนี้ของตนจากทรั พย์สน
้ นสน
้ ท่านเข ้าใจ
อย่างไร
ิ ธิทจ
ิ ของลูกหนีจ
ิ้ เช งิ นัน
ทีว่ ่าเจ ้าหนีม
้ ส
ี ท
ี่ ะให ้ชาระหนี้ของตนจากทรั พย์สน
้ นสน
้ หมายความ
ว่า
ิ ทัง้ หมดของลูกหนีน

1) ทรัพย์สน
้ ามาชาระหนีไ้ ด ้
เพราะกฎหมายถือหลักว่า ทรัพย์สน
ี หายอย่างไร มากน ้อย
ทัง้ หมดของลูกหนีเ้ ป็ นประกันการชาระหนี้ เมือ
่ ลูกหนีไ้ ม่ชาระหนี้ เจ ้าหนีเ้ สย

แค่ไหน เจ ้าหนีฟ
้ ้ อ งร ้องเรียกเอาจากทรั พย์สนของลูกหนีไ้ ด ้ ถ ้ามีเงินก็ ขอให ้ยึดเงินมาช าระหนี้ ถ ้า
ิ ของลูกหนีม
ิ ทัง้ หมดของ
ไม่มเี งินก็ ขอให ้ยึดทรั พย์สน
้ าขายทอดตลาดเอาเงินชาระหนีไ้ ด ้ ทรัพย์สน
ิ ๆ ซ งึ่ บุคคลภายนอกค ้างชาระแก่ลก
ลุกหนีห
้ มายความรวมถึงเงินและทรั พย์สน
ู หนีด
้ ้วย ซงึ่ เงินและ
ิ ดังกล่าว แม ้จะอยู่กับบุคคลภายนอกก็ เป็ นเงินและทรั พย์สน
ิ ของลูกหนีน
ทรัพย์สน
้ ั่นเอง
ิ ของลูกหนีท
2) ทรัพย์สน
้ ี่จะนามาช าระหนี้นน
ั ้ มีความหมายตามมาตรา 99 คือเป็ นทัง้ วัตถุ
มีรูปร่างและไม่ม ีรูปร่าง ซงึ่ อาจมีราคาและถือเอาได ้ ทั ง้ ทีเ่ ป็ นสงั หาริมทรั พย์และอสงั หาริมทรัพย์
ิ ธิบางอย่าง
ิ ธิซ
รวมตลอดถึงสท
เช ่นลิขสท
์ งึ่ สามารถที่จะจาหน่า ยจ่า ยโอนนาเงินมาชาระหนีใ้ ห ้
เจ ้าหนี้ได ้
ิ ของลุกหนีโ้ ดยสน
ิ้ เชงิ นั น
3) ทีว่ ่าเจ ้าหนีช
้ อบทีจ
่ ะบังคับชาระหนีเ้ อาจากทรั พย์สน


หมายความว่าเป็ นหนีอ
้ ยู่เท่าใด
เจ ้าหนีบ
้ ังคับชาระหนีไ้ ด ้เท่านัน
้ จะไปยึดเอาเงินหรือทรั พย์สน
ทัง้ หมดของลูกหนีม
้ าเป็ นของเจ ้าหนีท
้ งั ้ หมดไม่ได ้ ถ ้ายึดเงินของลุก หนีม
้ าช าระหนีแ
้ ล ้ว ได ้เงิน
ิ อืน
มายังไม่ครบจานวนหนี้ เจ ้าหนีก
้ ็ ยด
ึ ทรั พย์สน
่ ของลูกหนีม
้ าขายทอดตลาดเอาเงินมาชาระหนีใ้ ห ้
ิ ของลูกหนี้เป็ นทรัพย์สน
ิ มีราคา
เจ ้าหนี้จนครบ เมือ
่ ได ้ครบแล ้วจะไปยึดมาอีกไม่ได ้ ถ ้าทรั พย์สน
มาก เมือ
่ ขายแล ้ว เอาเงินมาชาระหนีจ
้ นครบ ยั งมีเงินเหลือ เงินสว่ นทีเ่ หลือต ้องคืนให ้แก่ลก
ู หนี้
ิ ของลูกหนีท
ิ ธิยด
ทรัพย์สน
้ เี่ จ ้าหนีม
้ ส
ี ท
ึ มาชาระหนีน
้ ัน
้ หมายความถึงทรั พย์ท ี่ลูกหนีม
้ อ
ี ยู่ในปั จจุบัน
และทีจ
่ ะมีในอนาคตด ้วย
ิ บางประเภททีเ่ จ ้าหนี้ยด
4) มีทรัพย์สน
ึ มาชาระหนีไ้ ม่ไ ด ้คือ
ิ ทีห
ิ ของลูกหนีแ
ก) ทรัพย์สน
่ ลุดออกจากกองทรั พย์สน
้ ล ้ว
ิ ต ้องห ้ามมิให ้ยึด เพราะเกีย
ี ธรรมอันดีของ
ข) ทรัพย์สน
่ วกับความสงบเรียบร ้อยหรือ ศล

ิ ของรัฐ ทรั พย์สน
ิ ทีไ่ ม่อยู่ใ นความรับผิดแห่ งการบังคับ คดี เชน

ประชาชน เชน
ทรั พย์สน
้ จ
้ จ


เครือ
่ งนุ่งห่ม หลับนอน หรือเครือ
่ งใชที
่ าเป็ น เครือ
่ งมือเครือ
่ งใชที
่ าเป็ นใชในการประกอบอาช





วัตถุหรืออุปกรณ์ทใี่ ชแทนอวัยวะของลูกหนี้ ทรั พย์สนทีเ่ ป็ นของสวนตัวโดยเฉพาะ เชนจดหมาย
หรือสมุดบั ญช ี เบี้ยเลีย
้ ง เงินเดือน ค่า จ ้างของข ้าราชการหรือลูกจ ้างของรั ฐบาลเป็ นต ้น
ิ ของ
ค) เจ ้าหนี้หลายคนอาจได ้รับชาระหนีเ้ พียงบางสว่ น
เพราะเงินและทรัพย์สน
ลูกหนีม
้ ไี ม่ พอชาระหนี้

สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

21
ิ จานองหลุด และราคาทรัพย์สน
ิ นั น
5) ถ ้าเอาทรัพย์สน
้ มีประมาณตา่ กว่า จานวนเงินทีค
่ ้าง
ิ ซ งึ่ จานองออกขายทอดตลาดใชหนี
้ ้ จานวนสุทธิน ้อยกว่า
ชาระกันอยู่ก็ด ี หรือ ถ ้าเอาทรั พย์สน
จานวนเงินที่ค ้างชาระกันอยู่ก็ได ้ เงินยังขาดจานวนอยู่เท่าใด ลูกหนีไ้ ม่ต ้องรับผิดชอบเงินนัน

ิ ทีจ
นอกจากจะมีข ้อตกลงกันว่า ถ ้านาทรั พย์สน
่ านองออกขายทอดตลาด
ได ้เงินไม่ พอชาระหนี้
ิ ธิยด
ิ อย่า งอืน
เจ ้าหนีม
้ ีสท
ึ ทรัพย์สน
่ ของลูกหนีอ
้ อกขายทอดตลาดเอาเงินมาชาระหนีใ้ ห ้เจ ้าหนีไ้ ด ้
จนครบ
แบบประเมินผลตนเองหน่วยที่ 3
1. ส ี รับจ ้างทาโอ่งมังกรให ้ สา 100 ใบ ทาเสร็จแล ้ว ส ี ไดว่้ าจ ้างให ้ สอน ขนโอ่งมังกรไปให ้ สา

โดยรถยนต์ ระหว่างขับรถยนต์บรรทุกโอ่งมังกรไปสง่ ให ้ สา นัน
้ สอน ได ้ขับรถยนต์ออกนอกเสนทางไป
่ เพือ
่ สอน ขับรถยนต์
บ ้านสา เพือ
่ ไปเยีย
่ ม สอ
่ นของตนก่อนทีจ่ ะเอาโอ่งไปสง่ สา ระหว่างทางไปบ ้าน สอ
บรรทุกโอ่งมังกรโดยประมาทชนกับรถยนต์คน
ั อืน
่ เป็ นเหตุให ้รถยนต์ของ สอน ควา่ โอ่งทีบ
่ รรทุกในรถแตก
ี หายหมด ดังนี้ ส ี จะต ้องรับผิดชอบต่อ สา เพราะสอนไม่มโี อ่งมังกรไปสง่ ให ้ สา หรือไม่ คาตอบ ส ี
เสย
้ ้ไปชาระหนีค
จะต ้องรับผิดชอบต่อสาเพราะสอนเป็ นบุคคลทีส
่ ใี ชให
้ อ
ื สง่ โอ่งมังกรไปให ้สาแทนตน
เป็ น
ความผิดของสอนทีข
่ บ
ั รถประมาทถือเสมือนกับเป็ นความผิดของสเี อง
ั ญาขายข ้าวสารให ้ ข 500 กระสอบ ก. ใชให
้ ้ ค. ขนข ้าวรายนีไ้ ปสง่ มอบให ้แก่ ข. แต่ ค.
2. ก ทาสญ

ี ดังนี้ ก. จะต ้องรับผิดต่อ ข. หรือไม่
ได ้นาขาวรายนี

ไ้ ปขายให ้ ง. แล ้วนาเงินไปใชเป็ นประโยชน์สว่ นตนเสย
้ ้นาข ้าวสารไปสง่ มอบให ้แก่ ข. และ ข.
คาตอบ ก. ต ้องรับผิดชอบต่อ ข. เพราะ ค. เป็ นบุคคลที่ ก. ใชให
ื้ จาก ก.
ยังไม่ได ้รับมอบข ้าวสารทีส
่ งั่ ซอ
3. แดงว่าจ ้างขาวให ้วาดภาพของตน แต่ขาวไดว่้ าจ ้างเขียวให ้วาดภาพของแดงอีกต่อหนึง่ และขาว
่ นี้
ได ้วาดภาพของแดงมาสง่ มอบให ้แดงตามกาหนดเวลาทีต
่ กลงกันไว ้แดงไม่ยอมรับภาพวาดดังกล่าวเชน
ั ญา คาตอบ
ั ญาเพราะการวาดภาพนีข
้ ้
แดงหรือขาวเป็ นผู ้ผิดสญ
ขาวผิดสญ
้ าวจะตัง้ ตัวแทนหรือใชให
บุคคลอืน
่ ทาแทนตนไม่ไดขาวจะต

้องทาด ้วยตนเอง

4. กรณีตอ
่ ไปนีจ
้ ะถือว่าเป็ นการบังคับชาระหนีโ้ ดยเฉพาะเจาจง เชน
แดงขายทีด
่ น
ิ ให ้ดา แดงผิด
ั ญา ดาฟ้ องขอให ้ศาลบังคับให ้แดงโอนกรรมสท
ิ ธิท
สญ
์ ด
ี่ น
ิ ให ้ดา
5. ก. ปลูกบ ้านล้ารุกเขาไปในที


่ น
ิ ของ ข. ข. บอกให ้ ก. รือ
้ ถอนบ ้านออกไป ก. ไม่ยอมทา ดังนี้ ข.
จะฟ้ องขอให ้ศาลบังคับอย่างไร คาตอบ
ฟ้ องขอให ้ศาลบังคับให ้บุคคลภายนอกทาการรือ
้ ถอนบ ้าน
ออกไปโดยให ้ ก. เป็ นผู ้เสยี ค่าใชจ่้ าย
ั ญาขายทีด
ั ญาไม่ยอมขายทีด
6. แดงทาสญ
่ น
ิ ให ้ขาว แดงผิดสญ
่ น
ิ ให ้ ขาวจะฟ้ องขอให ้ศาลบังคับ
ิ ธิใ์ นทีด
ื้ คาตอบ ฟ้ องขอให ้ศาลบังคับให ้แดงโอนกรรมสท
ิ ธิใ์ นทีด
อย่างไร จึงจะได ้กรรมสท
่ น
ิ ทีซ
่ อ
่ น
ิ ให ้ขาว
ิ ธิท
หากแดงไม่ยอมไปโอนกรรมสท
์ ด
ี่ น
ิ ให ้ขาว ก็ขอให ้ถือเอาคาพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของแดง
ั ญาเชา่ ข. ไม่ต ้องการให ้ ก. เชา่ อีก
7. ก. เชา่ อาคารจาก ข. เดือนละ 10,000 บาท ครบกาหนดสญ
ั ญาเชา่ ก. ไม่
และไดบอกให

้ ก. ออกจากอาคารทีเ่ ชา่ โดยบอกว่าจะเอาอาคารให ้ ค. เชา่ ต่อ เมือ
่ ครบสญ
ั ญาเชา่
ยอมออกจากอาคารทีเ่ ชา่ เป็ นเหตุให ้ ข. เอาอาคารทีเ่ ชา่ ไปให ้ให ้ ค. เชา่ ไม่ได ้ ทังนี
้ ้ ค. ทาสญ
อาคารจาก ข. เดือนละ 20,000 บาท และได ้เงินกินเปล่าจาก ค. อีก 100,000 บาท ดังนี้ ฃ. จะเรียก
ี หายจาก ก. เดือนละ 20,000 บาท ในระหว่างผิดนัดและเรียกเงิน 100,000 บาท ทีค
ค่าเสย
่ วรได ้จาก ค.
เอาจาก ก. ได ้หรือไม่ คาตอบ ข. เรียกเงินเดือนละ 20,000 บาท จาก ก. ได ้ เพราะเป็ นค่าเสยี หาย
ธรรมดาทีเ่ กิดจากการไม่ชาระหนี้ คือไม่สง่ มอบอาคารเชา่ ให ้แก่ ข. ตามกาหนด
สว่ นเงินกินเปล่า
ี หายทีเ่ กิดจากพฤติการณ์พเิ ศษซงึ่ ก. ไม่ทราบล่วงหน ้า ข. จะเรียกเงินจาก
100,000 บาทนัน
้ เป็ นค่าเสย
ก. ไม่ได ้
ั ญาซอ
ื้ แร่ดบ
ั ญาว่าเพือ
8. ก. ทาสญ
ี ุกจาก ข. โดยระบุในสญ
่ นาไปขายต่อให ้แก่โรงถลุงแร่ ต่อมา ข.

ั ญาเป็ นเหตุให ้ ก.
ผิดสญญาไม่มแ
ี ร่ดบ
ี ุกขายให ้แก่ ก. ก. จึงไม่มแ
ี ร่ดบ
ี ุกไปขายให ้แก่โรงถลุงแร่ตามสญ
ขาดกาไรทีจ่ ะได ้จากการขายแร่ดบ
ี ุกเป็ นเงิน 50,000 บาท เงินจานวนนี้ ก. จะฟ้ องร ้องเอาจาก ข. ได ้
ี หายทีเ่ กิดจากพฤติการณ์พเิ ศษก็ตาม แต่ ข. ก็รู ้ล่วงหน ้า
หรือไม่ คาตอบ ฟ้ องได ้เพราะแม ้จะเป็ นค่าเสย


่ นี้ ก. ย่อมมีโอกาสจะได ้กาไร เมือ
แล ้วว่า ก. จะนาแร่ดบ
ี ุกทีซ
่ อไปขายต่อให ้โรงถลุงแร่ พฤติการณ์เชน
่ ข.
ี หายและฟ้ องร ้องเอาค่าเสยี หายจาก ข. ได ้
ผิดนัดไม่มแ
ี ร่ดบ
ี ุกขายให ้แก่ ก. ก. ย่อมเสย
ั ญาซอ
ื้ มะพร ้าวจากสวนของนายมั่น เพือ
9. มาทาสญ
่ นาไปขายในตลาดเมืองจานวน 1,000 ลูก ถึง

กาหนดสงมอบ มั่นเก็บมะพร ้าวขายให ้แก่มาได ้เพียง 500 ลูก แลวน
้ าไปสง่ มอบให ้แก่มา แต่มาไม่ยอม
ั ญา หากมัน
ั ญา มาจะขายใน
เพราะสง่ มอบให ้ไม่ครบ 1,000 ลูกตามสญ
่ สง่ มอบให ้ครบ 1,000 ลูกตามสญ
ิ้ 1,000 บาท มาจะฟ้ องเรียกค่าขาด
ตลาดในเมืองได ้กาไรลูกละ 1 บาท เป็ นเงินกาไรทีม
่ าควรได ้ทัง้ สน
กาไรดังกล่าวจากมั่นไดหรื
้ อไม่เพียงใด คาตอบ ฟ้ องเรียกได ้ 500 บาท เพราะมามีสว่ นผิดด ้วยเพราะไม่

สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

22
ี หายที่
ยอมรับมะพร ้าว 500 ลูกทีม
่ น
ั่ นามาสง่ มอบแล ้วนาไปขายเอากาไร 500 บาท เพือ
่ บรรเทาความเสย


เกิดขึน
้ ความเสยหายในสวนนีม
้ าจะต ้องรับผิด จะเรียกเอากับมัน
่ ไม่ได ้
10. แดงนาทีด
่ น
ิ มีโฉนดไปจานองไว ้กับธนาคาร เพือ
่ เป็ นประกันเงินกู ้จานวน 50,000 บาท ต่อมาแดง
ิ อืน
ผิดนัดไม่ชาระหนีใ้ ห ้แก่ธนาคาร ธนาคารยึดทรัพย์สน
่ ของแดงมาขายทอดตลาดชาระหนีท
้ เี่ หลือไม่ได ้


เพราะในสญญาจานองไม่ได ้ระบุไว ้ให ้ทาเชนนัน
้ ได ้
ั ญาซอ
ื้ ไม ้มะค่าโมงจาก ข. โดยตกลงให ้ ข. สง่ ไม ้ไปให ้ ก. เมือ
11. ก. ทาสญ
่ ถึงกาหนด ข. ได ้ให ้ ค.
ลูกจ ้างขับรถยนต์บรรทุกไม ้ไปสง่ ให ้ ก. ระหว่างทาง ค. ขับรถยนต์โดยประมาทไปชนกับรถของคนอืน
่ เป็ น
เหตุให ้ไฟไหม ้รถยนต์และไม ้ทีบ
่ รรทุกมาในรถเสยี หายทัง้ หมด ดังนี้ ข. จะต ้องรับผิดต่อ ก. หรือไม่
้ ้
คาตอบ ข. จะต ้องรับผิดต่อ ก. เพราะความเสยี หายเกิดขึน
้ จากความผิดของ ค. ซงึ่ เป็ นบุคคลที่ ข. ใชให
นาไม ้ไปสง่ ให ้ ก.
ั ญาซอ
ื้ น้ ามันเบนซน
ิ จากขาวจานวน 5,000 ลิตร ถึงกาหนดสง่ มอบ ขาวจ ้างเขียวขน
12. ดาทาสญ
น้ ามันไปสง่ ดาโดยทางรถยนต์ แต่แทนทีเ่ ขียวจะขนน้ ามันไปสง่ ให ้ดา เขียวกับนาน้ ามันไปขายแล ้วนาเงิน
้ นประโยชน์สว่ นตัวเสย
ี ดังนี้ ขาวจะต ้องรับผิดใชราคาน

ทีไ่ ด ้ไปใชเป็
้ ามันให ้ดาหรือไม่ คาตอบ ขาวจะต ้อง

้ ้เขียวนาน้ ามันไปสง่ ให ้ดา เมือ
ี หายแก่
รับผิดใชราคาน
้ ามันให ้แก่ดา เพราะดาใชให
่ เขียวก่อให ้เกิดความเสย

ดา ขาวจะต ้องรับผิดเสมือนกับขาวได ้ก่อความเสยหายขึน
้ เอง
13. โต๊ะขายเครือ
่ งเรือนของตนให ้แก่ต ู ้ โดยชาระราคากันเรียบร ้อยแลว้
และตกลงกันว่าโต๊ะจะเอา
เครือ
่ งเรือนไปสง่ ให ้ทีบ
่ ้านของตู ้ในเย็ นวันเดียวกันเมือ
่ ตู ้กลับบ ้านแล ้ว โต๊ะได ้ว่าจ ้างตัง่ ให ้เอาเครือ
่ งเรือนไป


สงให ้ตู ้โดยมีข ้อตกลงว่าตัง่ จะต ้องนาเครือ
่ งเรือนไปสงให ้ตู ้ถึงบ ้านของตูให
้ ้เรียบร ้อย
ถ ้าหากตู ้ไม่ได ้รับ
ี หายตัง่ จะต ้องรับผิดชอบต่อตู ้แต่เพียงผู ้เดียวโดยโต๊ะจะไม่รบ
เครือ
่ งเรือนหรือเครือ
่ งเรือนชารุดเสย
ั ผิดชอบ
ด ้วยตกลงกันเสร็จแล ้ว ตัง่ ได ้เอาเครือ
่ งเรือนบรรทุกรถยนต์ของตนเพือ
่ นาไปสง่ แต่ในระหว่างทาง ตัง่ กลับ
ั ญาดังนีโ้ ต๊ะจะต ้องรับผิดชอบต่อตูใน
นาเอาเครือ
่ งเรือนไปขายให ้เตียง ตู ้เลยไม่ได ้รับเครือ
่ งเรือนตามสญ

การทีต
่ ู ้ไม่ได ้รับเครือ
่ งเรือนหรือไม่ คาตอบ โต๊ะจะต ้องรับผิดชอบต่อตู ้เพราะตัง่ เป็ นบุคคลทีโ่ ต๊ะให ้ไปชาระ
่ ้อตกลงทีโ่ ต๊ะมีกบ
หนี้ ข ้อตกลงทีโ่ ต๊ะกับตัง่ ให ้ไวต่้ อกันไม่มผ
ี ลบังคับเพราะไม่ใชข
ั ตู ้
่ งให ้บังคับได ้
14. หลักทัว่ ไปของการบังคับชาระหนีโ้ ดยเฉพาะเจาะจงคือ
สภาพแห่งหนีต
้ ้องเปิ ดชอ
ิ และการชาระหนีย
ั ทีก
โดยมีวต
ั ถุแห่งหนีเ้ ป็ นการสง่ มอบทรัพย์สน
้ ังเป็ นวิสย
่ ระทาได ้
ื้ ทีด
15. ก. ซอ
่ น
ิ มีโฉนดแปลงหนึง่ จาก ข. ชาระเงินกันเรียบร ้อยแล ้ว แต่ ข. ไม่ยอมไปจดทะเบียนโอน
ิ ธิท
ิ ธิใ์ นทีด
กรรมสท
์ ด
ี่ น
ิ ให ้ ก. ดังนี้ ก. จะฟ้ องร ้องบังคับอย่างไร ก. จึงจะได ้กรรมสท
่ น
ิ คาตอบ ฟ้ องขอให ้
ิ ธิท
ศาลบังคับให ้ ข. ไปจดทะเบียนโอนกรรมสท
์ ด
ี่ น
ิ ให ้ ถ ้า ข. ไม่ไปก็ถอ
ื เอาคาพิพากษาแทนการแสดง
เจตนาของ ข. ให ้เจ ้าพนักงานทีด
่ น
ิ จดทะเบียนโอนในทีด
่ น
ิ ให ้ ข.



ั โดยมีข ้อตกลงว่า ข. ให ้ ก. ใชถนนส

16. ก. ทาสญญาซอขายทีข
่ อง ข. เพือ
่ ปลูกบ ้านอยู่อาศย
ว่ น
่ นนใหญ่ได ้ ต่อมา ก. กับ ข. มีเรือ
บุคคลของ ข. ทีผ
่ ่านทีด
่ น
ิ ของ ก. เพือ
่ ออกสูถ
่ งไม่ถก
ู กัน ข. จึงทาประตู
้ นทางเดินออกไปสูถ
่ นนใหญ่ได ้ ดังนี้ ก. จะดาเนินการอย่างไรเพือ
ปิ ดกัน
้ ถนนไม่ให ้ ก. ใชเป็
่ ให ้รือ
้ ถอน
ี คาตอบ ก. จะต ้องฟ้ องให ้ศาลสงั่ ให ้บุคคลภายนอกจากตัว ข. จัดการรือ
ประตูออกไปจากถนนเสย
้ ถอน
ี ค่าใชจ่้ ายในการรือ
ประตูออกโดยให ้ ข. เป็ นผู ้เสย
้ ถอน
ิ ลูกหนีผ
ิ ธิทจี่ ะบังคับชาระ
17. กรณีทห
ี่ นีม
้ วี ต
ั ถุแห่งหนีเ้ ป็ นสง่ มอบทรัพย์สน
้ ด
ิ นัดไม่ชาระหนี้ เจ ้าหนีม
้ ส
ี ท
ิ ธิทจี่ ะฟ้ องศาลขอให ้สง่ บังคับให ้ลูกหนีส
ิ และให ้ชดใชค่้ าเสย
ี หายอันเกิดจาก
หนีค
้ อ

มีสท
้ ง่ มอบทรัพย์สน
การไม่ชาระหนี้
ิ ไหมทดแทนจากลูกหนีไ้ ด ้ คาตอบ (ก) ต ้องมีการไม่
18. มีหลักเกณฑ์อะไรบ ้างทีจ่ ะเรียกร ้องค่าสน
ี หาย (ข) การไม่ชาระหนีเ้ ป็ นเพราะพฤติการณ์ ซงึ่ จะโทษลูกหนีไ้ ด ้ (ค)
ชาระหนีแ
้ ละเจาหนี

ไ้ ด ้รับความเสย
ั ญาตัดสท
ิ ธิเจ ้าหนีไ้ ม่ให ้เรียกร ้องค่าเสยี หาย
ต ้องไม่มข
ี ้อสญ
19. มี ว่าจ ้าง มา ให ้สร ้างบ ้านให ้ มาสร ้างบ ้านไม่เสร็จตามกาหนดเวลาทีต
่ กลง มีไม่สามารถเอาบ ้าน
ั ญาทีม
ไปให ้ มา เชา่ ตามสญ
่ ก
ี บ
ั มาทากันไว ้เป็ นเหตุให ้ มี ต ้องถูกปรับ เป็ นเงิน 10,000 บาท และขาด
ประโยชน์ไม่ได ้ค่าเชา่ บ ้านจาก มา เดือนละ 5,000 บาท เป็ นเวลา 4 เดือนเป็ นเงิน 20,000 บาท ดังนี้ มี
ี ไปและขาดประโยชน์ทค
จะฟ้ องเรียกค่าปรับทีเ่ สย
ี่ วรจะได ้จาก มา ได ้หรือไม่ คาตอบ ฟ้ องเรียกค่าปรับ
ี หายทีเ่ กิดจากพฤติการณ์พเิ ศษซงึ่ มา ไม่คาดเห็ นหรือ
และค่าขาดประโยชน์จาก มา ไม่ได ้เพราะเป็ นค่าเสย
ควรจะได ้คาดเห็ น
ิ ธิทจี่ ะให ้ชาระหนีข
ิ ของลูกหนีจ
ิ้ เชงิ
20. มาตรา 214 บัญญัตวิ า่ เจ ้าหน ้าทีม
่ ส
ี ท
้ องตนจากทรัพย์สน
้ นสน
ิ ธิทจี่ ะยึดทรัพย์สน
ิ ของลูกหนีเ้ พียงเท่าทีพ
นัน
้ ท่านเขาใจว่

าอย่างไร คาตอบ เจ ้าหนีม
้ ส
ี ท
่ อจะชาระหนีแ
้ ก่ตน
ิ ของลูกหนีเ้ กินกว่าทีจ่ าเป็ นจะต ้องชาระแก่ตนไม่ได ้
เท่านัน
้ จะยึดทรัพย์สน

สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

23
่ งสท
ิ ธิ การใชส
้ ท
ิ ธิเรีย กร้องของลูกหนีแ
หน่วยที่ 4 การร ับชว
้ ละการเพิกถอน การฉ้อ ฉล
ิ ธิ
1. การรับชว่ งสท
เป็ นผลพิเ ศษแห่งหนีอ
้ ย่างหนึง่
และจะมีไ ด ้เฉพาะทีก
่ ฎหมายระบุไว ้
ิ ธิไว ้ 2 กรณี คือ การรับชว่ งสท
ิ ธิซงึ่
เท่านัน
้ ตามมาตรา 226 กฎหมายบั ญญัตเิ รือ
่ งการรับชว่ งสท
ิ ธิทก
เรียกว่าชว่ งบุ คคล และการรับชว่ งสท
ี่ ฎหมายเรียกว่ าชว่ งทรั พย์
ิ ธิเรียกร ้องของลูกหนี้ เป็ นวิธก
2. การใชส้ ท
ี ารซงึ่ กฎหมายกาหนดให ้เจ ้าหนี้สามารถควบคุม
ิ ของลูกหนีเ้ พือ
ิ ของลูกหนี้
กองทรัพย์สน
่ การทีเ่ จ ้าหนี้
จะได ้บังคับชาระหนีเ้ อาจากกองทรัพย์สน




ิ ที่
เพือ
่ มิให ้เป็ นทีเ่ สยหายแก่ตน
รวมทัง้ ให ้เจ ้าหนีใ้ ชวิธก
ี ารทีจ
่ ะให ้ได ้มาซงทรั พย์สน
บุคคลภายนอกต ้องชาระแก่ลก
ู หนี้ด ้วย
ิ ของลูกหนีอ
3. การเพิกถอนการฉ ้อฉล เป็ นวิธก
ี ารควบคุมกองทรั พย์สน
้ ก
ี อย่างหนึง่ คือ มิให ้
ิ ทีม
้ ไ้ ด ้เพียงพอ
ลูกหนี้จาหน่าย จ่าย โอนทรั พย์สน
่ อ
ี ยู่ไป ทาให ้เจ ้าหนีไ้ ม่สามารถบั งคับให ้ใชหนี
ิ ที่ลก
จากทรัพย์สน
ู หนีม
้ เี หลืออยู่
่ งสท
ิ ธิ
4.1 การร ับชว

ิ ธิของเจ ้าหนีช
ิ ธิทงั ้ หลายบรรดาทีเ่ จ ้าหนีม
1. บุคคลผู ้รับชว่ งสท
้ อบทีจ
่ ะใชส้ ท
้ อ
ี ยู่โดยมูลหนี้
รวมทัง้ ประกันแห่งหนี้นน
ั ้ ได ้ในนามของตนเอง
ิ ธินน
2. กรณีทม
ี่ ก
ี ารรับชว่ งสท
ั้
มีไ ด ้โดยบทบัญญัตแ
ิ ห่งกฎหมายเท่า นัน

โดยกฎหมายได ้
บัญญัตไิ ว ้สามกรณี คือ ตามมาตรา 227 229 และ 230
ิ ธิขน
ิ ธิทงั ้ หลายทีเ่ จ ้าหนี้เดิมมีอยู่ในมู ลหนี้ตกมาเป็ นของผู ้รับชว่ ง
3. เมือ
่ เกิดการรับชว่ งสท
ึ้ สท
ิ ธิ แต่ผู ้รับชว่ งสท
ิ ธิทรี่ ับชว่ งมาให ้เป็ นทีเ่ สอ
ื่ มเสย

สท


ิ อีกอันหนึง่ ในฐานะนิตน
4. ชวงทรัพย์ ได ้แก่ เอาทรั พย์สนอันหนึง่ เข ้าแทนทีท
่ รัพย์สน
ิ ั ยอย่าง
ิ อันก่อน
เดียวกันกับทรั พย์สน
5. กรณีชว่ งทรั พย์นัน
้ มีได ้โดยบทบัญญัตแ
ิ ห่ งกฎหมายเท่านัน
้ โดยกฎหมายบังคับไว ้ 2 กรณี
คือ ตามมาตรา 228 และ 231
ิ ธิของเจ ้าหนี้ ชอบทีจ่ ะใชส้ ท
ิ ธิ ทัง้ หลายบรรดาทีเ่ จาหนี
มาตรา 226 บุคคลผู ้รับชว่ งสท


้ อ
ี ยู่โดย
มูลหนี้ รวมทัง้ ประกันแห่งหนีน
้ น
ั ้ ไดในนามของตนเอง

ิ อันหนึง่ เข ้าแทนทีท
ิ อีก อันหนึง่ ในฐานะนิตน
ชว่ งทรัพย์ ได ้แก่เอาทรัพย์สน
่ รัพย์สน
ิ ัยอย่างเดียวกัน
ิ อันก่อน
กับทรัพย์สน
ิ ไหมทดแทนความเสย
ี หายเต็ม ตามราคาทรัพย์หรือสท
ิ ธิซงึ่
มาตรา 227 เมือ
่ เจ ้าหนีไ้ ด ้รับค่าสน
่ านะเป็ นผู ้รับชว่ งสท
ิ ธิของเจ ้าหนีอ
เป็ นวัตถุแห่งหนีน
้ น
ั ้ แลว้ ท่านว่าลูกหนีย
้ ่อม เข ้าสูฐ
้ น
ั เกีย
่ วกับทรัพย์หรือ
ิ ธิ นัน
สท
้ ๆ ด ้วยอานาจกฎหมาย
ั นัน
มาตรา 228 ถ ้าพฤติการณ์ซงึ่ ทาให ้การชาระหนีเ้ ป็ นอันพ ้นวิสย
้ เป็ นผลให ้ลูกหนีไ้ ด ้มาซงึ่ ของ
ิ ธิเรียกร ้องค่า สน
ิ ไหมทดแทนเพือ
แทนก็ด ี หรือได ้สท
่ ทรัพย์อน
ั จะพึงได ้แก่ตนนัน
้ ก็ด ี ท่านว่าเจ ้าหนีจ้ ะ
ิ ไหม ทดแทนเสย
ี เองก็ได ้
เรียกให ้สง่ มอบของแทนทีไ่ ด ้รับไว ้ หรือจะเข ้าเรียกเอาค่าสน
ิ ธิเรียกร ้องค่าสน
ิ ไหมทดแทนเพราะการไม่ชาระหนี้ และถ ้าใชส้ ท
ิ ธินน
ถ ้าเจ ้าหนีม
้ ส
ี ท
ั ้ ดังได ้ระบุไวใน

ิ ไหมทดแทนอัน จะพึงใชแก่
้ เจ ้าหนีน
วรรคต ้นไซร ้ ค่าสน
้ น
ั ้ ย่อมลดจานวนลงเพียงเสมอราคาแห่งของแทน
ิ ไหมทดแทนทีล
ซงึ่ ลูกหนีไ้ ด ้รับไว ้ หรือเสมอจานวนค่าสน
่ ก
ู หนี้ จะเรียกร ้องไดนั้ น

ิ ธิย่อมมีขน
มาตรา 229 การรับชว่ งสท
ึ้ ด ้วยอานาจกฎหมาย และ ย่อมสาเร็จเป็ นประโยชน์แก่บุคคล
ดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ
้ ใ้ ห ้แก่เจ ้าหนีอ
ิ ธิจะไดรั้ บใชหนี
้ ก
(1) บุคคลซงึ่ เป็ นเจ ้าหนีอ
้ ยู่เอง และมาใชหนี
้ ก
ี คนหนึง่ ผู ้มีสท
้ อ
่ น
ิ ธิ หรือมี สท
ิ ธิจานา จานอง
ตน เพราะเขามีบุรม
ิ สท
ื้ ใชให
้ ้แก่ผู ้รับจานองทรัพย์นน
(2) บุคคลผู ้ได ้ไปซงึ่ อสงั หาริมทรัพย์ใด และเอาเงินราคาค่าชอ
ั ้ เสร็จ
ไป
้ ้ มีสว่ นได ้เสย
ี ด ้วยในการใช ้
(3) บุคคลผู ้มีความผูกพันร่วมกับผู ้อืน
่ หรือเพือ
่ ผู ้อืน
่ ในอันจะต ้อง ใชหนี
้ น
หนีน
้ ัน
้ และเข ้าใชหนี
้ น
ั้
มาตรา 230 ถ ้าในการทีเ่ จ ้าหนีน
้ าบังคับยึดทรัพย์อน
ั หนึง่ อันใด ของลูกหนีน
้ น
ั ้ บุคคลผู ้ใดจะต ้อง
ี่ งภัยเสย
ี สท
ิ ธิในทรัพย์อน
ิ ธิจะเข ้าใชหนี
้ เ้ สย

เสย
ั นัน
้ เพราะ การบังคับยึดทรัพย์ไซร ้ ท่านว่าบุคคลผู ้นัน
้ มีสท
ี่ งภัยเสยี สท
ิ ธิ ครองทรัพย์นน
แทน ได ้ อนึง่ ผู ้ครองทรัพย์อน
ั หนึง่ อันใด ถ ้าจะต ้องเสย
ั ้ ไปเพราะการบังคับยึด
ิ ธิจะทาได ้ เชน
่ เดียวกับทีว่ า่ มานัน
ทรัพย์ ก็ย่อมมีสท

สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

24
้ แ
ถ ้าบุคคลภายนอกผู ้ใดมาใชหนี
้ ทน จนเป็ นทีพ
่ อใจของเจ ้าหนี้ แล ้วบุคคลผู ้นัน
้ ย่อมเข ้ารับชว่ ง





สทธิเรียกร ้องของเจ ้าหนี้ แต่สทธิ เรียกร ้องอันนีจ
้ ะบังคับให ้เป็ นทีเ่ สอมเสยแก่เจ ้าหนีห
้ าไดไม่

ิ ทีจ่ านอง จานา หรืออยูใ่ นบังคับบุรม
ิ ธิประการอืน
มาตรา 231 ถ ้าทรัพย์สน
ิ ะ สท
่ นัน
้ เป็ นทรัพย์อน

ิ ธิ จานอง จานาหรือบุรม
ิ ธิอย่างอืน
ิ ธิทจี่ ะเรียก
ได ้เอาประกันภัยไวไซร

้ท่านว่าสท
ิ สท
่ นัน
้ ย่อมครอบไปถึงสท
ร ้องเอาแก่ผู ้รับประกันภัยด ้วย
ิ ธิ
ในกรณีทเี่ ป็ นอสงั หาริมทรัพย์ ถ ้าผู ้รับประกันภัยได ้รู ้ หรือควร จะได ้รู ้ว่ามีจานองหรือบุรม
ิ ะสท
้ นให ้แก่ผู ้เอาประกันภัย จนกว่าจะได ้บอกกล่าวเจตนา เชน
่ นัน
อย่างอืน
่ ไซร ้ ท่านยังมิให ้ผู ้รับประ กันภัยใชเงิ

ิ ธิคนอืน
้ นนัน
ไปยังผู ้รับจานอง หรือเจ ้าหนีม
้ บ
ี ุรม
ิ ะสท
่ แลว้ และมิได ้ รับคาคัดค ้านการทีจ่ ะใชเงิ
้ มาภายใน
ิ ธิอย่างใด ๆ ทีไ่ ด ้ไปจดทะเบียน ณ หอทะเบียนทีด
เดือนหนึง่ นับแต่วน
ั บอกกล่าว แต่สท
่ น
ิ นัน
้ ท่านให ้ถือว่า

เป็ นอันรู ้ถึงผู ้รับประกันภัย วิธเี ดียวกันนีท
้ า่ นให ้ใชตลอด
ถึงการจานองสงั หาริมทรัพย์ ทีก
่ ฎหมายอนุญาตให ้
ทาได ้นัน
้ ด ้วย
้ นให ้แก่ผู ้เอา ประกันภัยโดยตรงก็ได ้ เว ้นแต่ตน
ในกรณีทเี่ ป็ นสงั หาริมทรัพย์ผู ้รับประกันภัยจะใชเงิ
ิ ธิอย่างอืน
จะได ้รู ้หรือควรจะได ้รู ้ว่าทรัพย์ นัน
้ ตกอยู่ในบังคับจานา หรือบุรม
ิ ะสท

ิ อันได ้เอา ประกันภัยไว ้นัน
ผู ้รับประกันภัยไม่ต ้องรับผิดต่อเจ ้าหนี้ ถ ้าทรัพย์สน
้ ได ้คืนมา หรือได ้จัด


ี หายอันควรจะ
ของแทนให ้วิธเี ดียวกันนีท
้ า่ นให ้อนุโลมบังคับแก่กรณีบังคับซอ กับทัง้ กรณี ทีต
่ ้องใชค่้ าเสย
ิ เพราะเหตุ ทรัพย์สน
ิ ทาลายหรือบุบสลายนัน
ได ้แก่เจ ้าของทรัพย์สน
้ ด ้วย
ิ ที่
มาตรา 232 ถ ้าตามความใน มาตรา ก่อนนีเ้ ป็ นอันว่าจะเอาเงินจานวนหนึง่ ให ้แทนทรัพย์สน

ิ ธิ
ทาลายหรือบุบสลายไซร ้ เงินจานวน นีท
้ า่ นยังมิให ้สงมอบแก่ผู ้รับจานอง ผู ้รับจานา หรือเจ ้าหนีม
้ บ
ี ุรม
ิ สท
คนอืน
่ ก่อนทีห
่ นีซ
้ งึ่ ได ้เอาทรัพย์นเี้ ป็ นประกันไว ้นัน
้ จะถึงกาหนด
และ
ถ ้าคูก
่ รณีไม่สามารถจะตกลงกับ
ิ ธิทจี่ ะเรียกร ้องให ้นาเงินจานวนนัน
ลูกหนีไ้ ดไซร

้ ท่านว่าต่างฝ่ ายต่าง มีสท
้ ไปวางไว ้ ณ สานักงานวาง
ทรัพย์เพือ
่ ประโยชน์อน
ั ร่วมกัน เว ้นแต่ลก
ู หนีจ
้ ะหาประกันให ้ไว ้ ตามสมควร

่ งสท
ิ ธิ (ร ับชว
่ งบุคคล)
การร ับชว
ิ ธิ เกิดขึน
การรับชว่ งสท
้ โดยผลของกฎหมายประการเดียวเสมอไปหรือไม่ และจะมีการรับ
ิ ธิได ้ในกรณีใดบ ้าง
ชว่ งสท
ิ ธิเกิดโดยผลของกฎหมายเสมอไป ไม่อาจเกิดจากข ้อตกลงหรือสญ
ั ญา
การรับชว่ งสท
ิ ธิจะมีได ้ กรณี ตามมาตรา 228 และ 231
ระหว่างคูก
่ รณีไ ด ้ การรับชว่ งสท
4.1.1

่ งทร ัพย์
การร ับชว
ชว่ งทรัพย์ เกิดขึน
้ โดยผลของกฎหมายประการเดียวเสมอไปหรือไม่ และจะมีไ ด ้ในกรณี
4.1.2

ใดบ ้าง

ชว่ งทรัพย์เกิดขึน
้ โดยผลของกฎหมายเสมอไป
ระหว่างคูก
่ รณีไ ด ้ กรณีตามมาตรา 227 229 และ 230

ไม่อาจเกิดจากข ้อตกลงหรือสัญญา

้ ท
ิ ธิเรีย กร้องของลูกหนี้
4.2 การใชส

ิ ธิเรียกร ้อง
ิ ธิเรียกร ้อง
1. ถ ้าลูกหนีข
้ ัดขืนไม่ยอมใชส้ ท
หรือเพิกเฉยไม่ใชส้ ท
เป็ นเหตุให ้
ี ประโยชน์ เจ ้าหนี้จะใชส้ ท
ิ ธิเรียกร ้องนัน
เจ ้าหนี้ต ้องเสย
้ ในนามของตนเองแทนลูกหนี้เพือ
่ ป้ องกัน
ิ ธิของตนในมูลหนีน
สท
้ ัน
้ ก็ ได ้ เว ้นแต่ใ นข ้อทีเ่ ป็ นการของลูกหนีส
้ ่วนตัวโดยแท ้




2. วิธก
ี ารใชสทธิเรียกร ้องของลูก หนีน
้ ัน
้ คือ เจ ้าหนีผ
้ ู ้ใชสทธิเรียกร ้องของลูกหนีน
้ ัน
้ จะต ้องขอ
หมายเรียกลูกหนีม
้ าในคดีนัน
้ ด ้วย
ิ ธิเรียกร ้องของลูกหนีก
ิ มาตามคาพิพากษา
3. ผลของการใชส้ ท
้ ็ คอ

หากมีการได ้รับทรัพย์สน
ิ นัน
ทรัพย์สน
้ ก็ ตกเป็ นของลูกหนีเ้ ดิม
้ ท
ิ ธิเรียกร้องของลูกหนี้
หล ักเกณฑ์การใชส
ิ ธิเรียกร ้องของลูกหนี้
อธิบายหลักเกณฑ์การใชส้ ท
ิ ธิเรียกร ้องของลูกหนี้ อธิบายได ้โดยใชหลั
้ กตามมาตรา 233 และ
หลักเกณฑ์การใชส้ ท
4.2.1

234

้ ท
ิ ธิเรีย กร้องของลูกหนี้
การใชส

ิ ธิเรียกร ้อง หรือเพิกเฉย เสย
ี ไม่ใชส้ ท
ิ ธิเรียกร ้อง เป็ น
มาตรา 233 ถ ้าลูกหนีข
้ ด
ั ขืนไม่ยอมใชส้ ท
ี ประโยชน์ไซร ้ ท่าน ว่าเจ ้าหนีจ
ิ ธิเรียกร ้องนัน
เหตุให ้เจ ้าหนีต
้ ้องเสย
้ ะใชส้ ท
้ ในนามของตนเอง แทนลูกหนี้
ิ ธิของตนในมูลหนีน
เพือ
่ ป้ องกันสท
้ น
ั ้ ก็ได ้ เว ้นแต่ในข ้อทีเ่ ป็ นการของ ลูกหนีส
้ ว่ นตัวโดยแท ้
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

25
ิ ธิเรียกร ้องของลูกหนีน
มาตรา 234 เจ ้าหนีผ
้ ู ้ใชส้ ท
้ น
ั ้ จะต ้องขอ หมายเรียกลูกหนีม
้ าในคดีนน
ั ้ ด ้วย


มาตรา 235 เจ ้าหนีจ
้ ะใชสทธิเรียกร ้องของลูกหนีเ้ รียกเงินเต็ม จานวนทีย่ ังค ้างชาระแก่ลก
ู หนีโ้ ดย
้ นเพียงเท่าจานวนทีล
ไม่ต ้องคานึงถึงจานวนทีค
่ ้างชาระ แก่ตนก็ได ้ ถ ้าจาเลยยอมใชเงิ
่ ก
ู หนีเ้ ดิมค ้าง ชาระ
ื่ เป็ น โจทก์ด ้วย ลูกหนีเ้ ดิมจะขอให ้ศาล
แก่เจ ้าหนีน
้ น
ั ้ คดีก็เป็ นเสร็จกันไป แต่ถ ้าลูกหนีเ้ ดิมได ้เข ้าชอ

พิจารณาพิพากษาต่อไปในสวน จานวนเงินทีย่ ังเหลือติดค ้างอยู่ก็ได ้
แต่อย่างไรก็ด ี ท่านมิให ้เจาหนี

ไ้ ด ้รับมากไปกว่าจานวนทีค
่ ้างชาระ แก่ตนนัน
้ เลย
้ ้าหนีไ้ ด ้ทัง้ นัน
มาตรา 236 จาเลยมีข ้อต่อสูลู้ กหนีเ้ ดิมอยู่อย่างใด ๆ ท่านว่าจะ ยกขึน
้ ต่อสูเจ
้ เวน้
แต่ข ้อต่อสูซ้ งึ่ เกิดขึน
้ เมือ
่ ยืน
่ ฟ้ องแล ้ว

้ ท
ิ ธิเรีย กร้องของลูกหนี้
วิธก
ี ารและผลของการใชส
ข. เป็ นหนีก
้ ู ้ยืม ก. อยู่ 500,000 บาท ก. ฟ้ องเรียกเงินกู ้ดังกล่าวต่อศาลแพ่ง ศาล
พิจารณาแล ้วพิพากษายกฟ้ องของ ก. ให ้ ก. แพ ้คดี ก. อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พพ
ิ ากยืน ก. ไม่ม ี
ิ อืน
ทรัพย์สน
่ นอกจากเงินกู ้จานวนนี้
และไม่ประสงค์จะฎีกาคัดค ้านคาพิพากษาของศาลอุทธรณ์
เพราะเห็ นว่าแพ ้คดีม าแล ้วถึง 2 ศาลแล ้ว ค. จึงเป็ นเจ ้าหนี้ ก. ค ้างจ ้างทาของ เป็ นเงิน 400,000
ิ ธิของ ก. เพือ
บาท จะใชส้ ท
่ ฎีกาคัดค ้านคาพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในนามของตนเองแทน ก.
ได ้หรือไม่ เพราะเหตุใ ด
ค. สามารถฎีกาคัดค ้านคาพิพากษาของศาลอุทธรณ์ไ ด ้ เพราะเป็ นกรณีท ี่ ก. เพิกเฉยไม่
ิ ธิเรียกร ้อง เป็ นเหตุให ้ ค. เจ ้าหนีเ้ สย
ี ประโยชน์ ค. ฎีกาฯ เพือ
ิ ธิของตนในมูลหนี้
ใชส้ ท
่ ป้ องกันสท
ทีต
่ นเป็ นหนีอ
้ ยู่ และการฎีกาหาใชเ่ ป็ นการที่ ก. ลูกหนี้จักต ้องกระทาเป็ นการส่วนตัว โดยแท ้
4.2.2

4.3 การเพิกถอนการฉ้อ ฉล

ี ได ้ซงึ่ นิตก
1. เจ ้าหนีช
้ อบที่จะร ้องขอให ้ศาลเพิก ถอนเสย
ิ รรมใดๆ
อันลูก หนีไ้ ด ้กระทาลงทัง้
ี เปรียบ แต่ความข ้อนีท
รู ้อยู่ว่าจะเป็ นทางให ้เจ ้าหนีเ้ สย
้ ่านมิให ้ใช ้ บังคับ ถ ้าปรากฏว่าในขณะทีท
่ า
นิตก
ิ รรมนัน

บุคคลซ งึ่ เป็ นผู ้ได ้ลาภงอกแต่การนั น
้ มิได ้รู ้เท่ าถึงข ้อเท็ จจริง อั นเป็ นทางให ้เจ ้าหนี้

ต ้องเสยเปรียบนัน
้ ด ้วย แต่หากกรณีเป็ นการทาโดยเสน่หา ท่านว่าเพียงแต่ลก
ู หนีเ้ ป็ นผู ้รู ้ฝ่ ายเดียว
นัน
้ ก็ พอแล ้วที่จะเพิก ถอนได ้ แต่กรณีดังกล่าวมานีม
้ ใิ ห ้ใชบั้ งคับแก่นต
ิ ก
ิ รรมใดอันมิได ้มีวั ตถุเป็ น
ิ ธิในทรัพย์สน

สท
2. ผลของการเพิก ถอนการฉ ้อฉลนั น
้ ย่อมได ้ประโยชน์แก่เ จ ้าหนี้หมดทุกคน แต่การเพิกถอน
ิ ธิของบุ คคลภายนอกอันใดโดยสุจริตก่อนเริม
ไม่กระทบกระทั่งสท
่ คดีขอเพิก ถอน
หล ักเกณฑ์การเพิกถอนการฉ้อฉล
1) การเพิกถอนการฉ ้อฉลมีหลักเกณฑ์และวิธก
ี ารอย่างไรบ ้าง
4.3.1

้ กตามมาตรา 237
การเพิกถอนการฉ ้อฉลให ้ใชหลั
เพิกถอนการฉ้อฉล
ี ได ้ ซงึ่ นิตก
มาตรา 237 เจ ้าหนีช
้ อบทีจ่ ะร ้องขอให ้ศาลเพิกถอนเสย
ิ รรมใด ๆ อันลูกหนีไ้ ด ้กระทา
ลงทัง้ รู ้อยู่วา่ จะเป็ นทางให ้เจ ้าหนี้ เสยี เปรียบ แต่ความข ้อนีท
้ า่ นมิให ้ใชบั้ งคับ ถ ้าปรากฏว่าในขณะที่ ทานิต ิ
กรรมนัน

บุคคลซงึ่ เป็ นผู ้ไดลาภงอกแต่

การนัน
้ มิได ้รู ้เท่าถึง ข ้อความจริง อันเป็ นทางให ้เจ ้าหนีต
้ ้อง
ี เปรียบนัน
เสย
้ ด ้วย แต่หาก กรณีเป็ นการทาให ้โดยเสน่หาท่านว่าเพียงแต่ลก
ู หนีเ้ ป็ นผู ้รู ้ฝ่ ายเดียว เท่านัน
้ ก็
พอแล ้วทีจ่ ะขอเพิกถอนไดบทบั

ญญัตด
ิ งั กล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ท่านมีให ้ใชบั้ งคับแก่นต
ิ ก
ิ รรม ใดอันมิไดมี้
ิ ธิในทรัพย์สน

วัตถุเป็ นสท
ิ ธิของ
มาตรา 238 การเพิกถอนดังกล่าวมาในบท มาตรา ก่อนนัน
้ ไม่อาจ กระทบกระทัง่ ถึงสท
บุคคลภายนอก อันไดมาโดยสุ

จริตก่อนเริม
่ ฟ้ องคดีขอเพิกถอนอนึง่ ความทีก
่ ล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ท่านมิ
ิ ธินน
ให ้ใชบั้ งคับ ถ ้าสท
ั ้ ได ้มาโดยเสน่หา
มาตรา 239 การเพิกถอนนัน
้ ย่อมได ้เป็ นประโยชน์แก่เจ ้าหนีห
้ มด ทุกคน
มาตรา 240 การเรียกร ้องขอเพิกถอนนัน
้ ท่านห ้ามมิให ้ฟ้ องร ้อง เมือ
่ พ ้นปี หนึง่ นับแต่เวลาที่
ิ ปี นบ
เจ ้าหนีไ้ ด ้รูต้ ้นเหตุอน
ั เป็ นมูลให ้เพิกถอน หรือพ ้นสบ
ั แต่ได ้ทานิตก
ิ รรมนัน

2) วันที่ 1 มกราคม 2524 ก. ทาสัญญากู ้เงิน 100,000 บาท โดยกาหนดเงือ
่ นไขไว ้ใน
ั ญากู ้มีผลใชบั้ งคับเมือ
สญ
่ ค. บุตรชายของ ก. เดินทางไปต่างประเทศแล ้ว ค. ออกเดินทางไป
สหรัฐอเมริกา เมือ
่ วันที่ 4 สงิ หาคม 2525

สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

26
ิ เพียงอย่างเดียวคือทีด
ก. มีทรัพย์สน
่ น
ิ และสงิ่ ปลูกสร ้างบนทีด
่ น
ิ ก. ไม่ประสงค์จะให ้ ข.
ได ้รับชาระหนีต
้ ามทีต
่ นกู ้ยืมมา จึงโอนขายให ้ ง. เมือ
่ วันที่ 2 สงิ หาคม 2525 เพือ
่ หลีกเลีย
่ งการ
ื้ ขายทีด
ชาระหนี้ ดังนี้ ข. จะฟ้ อ งเพิก ถอนนิตก
ิ รรมการซอ
่ น
ิ พร ้อมสงิ่ ปลูกสร ้างทีท
่ าขึน
้ ระหว่ าง ก.
กับ ง.ได ้หรือไม่ เพราะเหตุใด
ื้ ขายที่ดน
ข. จะฟ้ อ งให ้เพิก ถอนนิตก
ิ รรมการซอ
ิ พร ้อมสงิ่ ปลูกสร ้างทีท
่ าขึน
้ ระหว่าง ก. กับ


ง. ไม่ได ้ เพราะส ญญากู ้ระหว่าง ก. และ ข. เป็ นสญญาทีม
่ เี งือ
่ นไขบังคับก่อน มีผลใชบั้ งคับ หลัง
ื้ ขายระหว่าง ก. และ ง. และในขณะที่ ก. ขายที่ดน
การซอ
ิ และสงิ่ ปลูกสร ้างให ้ ง. นั น
้ ข. ยังไม่
เป็ นเจ ้าหนี้ ก. โดยสมบูรณ์ตามกฎหมาย
วิธก
ี ารและผลของการเพิกถอนการฉ้อ ฉล
เมือ
่ เจ ้าหนี้ฟ้องให ้เพิกถอนการฉ ้อฉลและ จะมีผ ลต่อบุคคลภายนอกหรือไม่เพียงใด
ิ ธิของบุคคลภายนอกอันได ้มาโดยสุจริตก่อนเริม
1. ไม่กระทบสท
่ ฟ้ องคดีให ้เพิกถอน เว ้น
ิ ธินน
แต่สท
ั ้ จะได ้มาโดยเสน่ หาตามมาตรา 238
2. การเพิกถอนย่อมเป็ นประโยชน์แก่บรรดาเจ ้าหนีท
้ ุกคนตามมาตรา 235
4.3.2

ิ ธิเรียกร ้องของลูกหนีเ้ รียกเงินเต็ม จานวนทีย่ ังค ้างชาระแก่ลก
มาตรา 235 เจ ้าหนีจ
้ ะใชส้ ท
ู หนีโ้ ดย
้ นเพียงเท่าจานวนทีล
ไม่ต ้องคานึงถึงจานวนทีค
่ ้างชาระ แก่ตนก็ได ้ ถ ้าจาเลยยอมใชเงิ
่ ก
ู หนีเ้ ดิมค ้าง ชาระ
ื่ เป็ น โจทก์ด ้วย ลูกหนีเ้ ดิมจะขอให ้ศาล
แก่เจ ้าหนีน
้ น
ั ้ คดีก็เป็ นเสร็จกันไป แต่ถ ้าลูกหนีเ้ ดิมได ้เข ้าชอ
พิจารณาพิพากษาต่อไปในสว่ น จานวนเงินทีย่ ังเหลือติดค ้างอยู่ก็ได ้
แต่อย่างไรก็ด ี ท่านมิให ้เจาหนี

ไ้ ด ้รับมากไปกว่าจานวนทีค
่ ้างชาระ แก่ตนนัน
้ เลย
ิ ธิของ
มาตรา 238 การเพิกถอนดังกล่าวมาในบท มาตรา ก่อนนัน
้ ไม่อาจ กระทบกระทัง่ ถึงสท
บุคคลภายนอก อันไดมาโดยสุ

จริตก่อนเริม
่ ฟ้ องคดีขอเพิกถอน อนึง่ ความทีก
่ ล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ท่านมิ
ิ ธินน
ให ้ใชบั้ งคับ ถ ้าสท
ั ้ ได ้มาโดยเสน่หา
แบบประเมินผลตนเองหน่วยที่ 4
ิ ธิเกิดขึน
1. การรับชว่ งสท
้ ได ้โดย บทบัญญัตข
ิ องกฎหมาย


ิ อีกอันหนึง่ ในฐานะและนิตน
2. ชวงทรัพย์คอ
ื การเอาทรัพย์สนอันหนึง่ เข ้าแทนทีท
่ รัพย์สน
ิ ัยอย่าง
ิ อันก่อน
เดียวกันกับทรัพย์สน
ิ ธิเรียกร ้องแทนลูกหนี้ คือ (ก) เจ ้าหนีเ้ สย
ี ประโยชน์ เพราะการทีล
3. กรณีทเี่ จ ้าหนีจ
้ ะใชส้ ท
่ ก
ู หนีไ้ ม่ใช ้




สทธิเรียกร ้อง (ข) ลูกหนีข
้ ด
ั ขืน หรือเพิกเฉยไม่ใชสทธิเรียกร ้องของตน (ค) สทธิเรียกร ้องของลูกหนีท
้ ี่

่ ท
ิ ธิทเี่ ป็ นการสว่ นตัวของลูกหนีโ้ ดยแท ้
เจ ้าหนีจ
้ ะเขาใช
้ แทนได
้ ต ้องไม่ใชส
4. ผลของการเพิกถอนการฉ ้อฉล ย่อมได ้เป็ นประโยชน์แก่เจ ้าหนีห
้ มดทุกคน


ิ ธิ
5. วิธก
ี ารทีเ่ จ ้าหนีใ้ ชสทธิเรียกร ้องของลูกหนี้ คือ เจ ้าหนีส
้ ามารถฟ้ องในนามของตนเอง และใชส้ ท
เรียกร ้องของลูกหนี้ เรียกเต็มจานวนทีค
่ ้างชาระแก่ลก
ู หนี้ โดยไม่ต ้องคานึงจานวนทีค
่ างช
้ าระแก่ตนก็ได ้
ิ ธิ คือ สท
ิ ธิทงั ้ หลายทีเ่ จ ้าหนีเ้ ดิมมีอยูใ่ นมูลหนี้ ตกมาเป็ นของผู ้รับชว่ งสท
ิ ธิ
6. ผลของการรับชว่ งสท
โดยอานาจของกฎหมาย
ี ก็ได ้ คาตอบ นิตก
7. กรณีใดบ ้างซงึ่ เจ ้าหนีจ
้ ะใชวิ้ ธก
ี ารเพิกถอนการฉ ้อฉลเสย
ิ รรมซงึ่ ลูกหนีท
้ าขึน

เพือ
่ ปลดหนีใ้ ห ้แก่ลก
ู หนีข
้ องตน
8. การเพิกถอนการฉ ้อฉลมีกาหนดอายุความดังนี้
(ก)
ต ้องฟ้ องภายใน
1
ปี นับแต่เวลาที่
บุคคลภายนอกได ้รู ้ถึงสาเหตุทเี่ จ ้าหนีจ
้ ะร ้องขอให ้เพิกถอนได ้ แต่ต ้องไม่เกิน 10 ปี นับแต่ได ้ทานิตก
ิ รรม
นัน
้ (ข) ต ้องฟ้ องภายใน 10 ปี นับแต่ได ้ทานิตก
ิ รรมนัน

ิ ธิคอ
9. การรับชว่ งสท
ื การซงึ่ บุคคลเข ้าเป็ นเจ ้าหนีแ
้ ทนเจ ้าหนีเ้ ดิมโดยเข ้ามาเป็ นเจ ้าหนีค
้ นใหม่หนีเ้ ดิม
ยังคงมีอยู่
10. ชว่ งทรัพย์เกิดขึน
้ โดย บทบัญญัตข
ิ องกฎหมาย

ิ ธิยด
ิ ธิ
หน่วยที่ 5 สท
ึ หน่วงและบุรม
ิ สท
ิ ธิยด
ิ ธิ เป็ นทรัพย์สท
ิ ธิประเภททีเ่ รียกว่าเป็ นอุปกรณ์สท
ิ ธิ
1. สท
ึ หน่วงและบุ รม
ิ สท

2. ผู ้ใดเป็ นผู ้ครอบครองทรัพย์สนของผู ้อืน

และมีหนีอ
้ ันเป็ นคุณประโยชน์แก่ ตนเกีย
่ วด ้วย
ิ ซงึ่ ครองนั น
ิ นัน
ทรัพย์สน
้ ไซร ้ ผู ้นัน
้ จะยึดหน่ว งทรัพย์สน
้ ไว ้จนกว่า จะได ้รับชาระหนีก
้ ็ ได ้ แต่มใิ ห ้ใช ้

สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

27
บังคับเมือ
่ หนี้ยังไม่ ถงึ กาหนด และมิให ้ใชบั้ งคับ ถ ้าการทีเ่ ข ้าครอบครองนั น
้ เริม
่ มาแต่การอันใด
อันหนึง่ ไม่ชอบด ้วยกฎหมาย
ิ ธิทรงไว ้ซงึ่ สท
ิ ธิเ หนือทรั พย์สน
ิ ของลูกหนี้ ในการที่จะได ้รับชาระหนีอ
3. ผู ้ทรงบุรม
ิ สท
้ ันค ้าง
ิ นั น
ชาระแก่ตนจากทรั พย์สน
้ ก่อนเจ ้าหนีอ
้ ื่นๆ โดยนัยดังบั ญญัตไิ ว ้ใน ปพพ. หรือกฎหมายอืน

ิ ธิยด
5.1 สท
ึ หน่วง

ิ ธิยด
ิ ของลูก หนี้
1. หลักเกณฑ์ของสท
ึ หน่ว งต ้องเป็ นการทีเ่ จ ้าหนีค
้ รอบครองทรัพย์สน
การ
ิ ทีเ่ จ ้าหนี้
ครอบครองนัน
้ มิใชเ่ กิดจากการอั นมิชอบด ้วยกฎหมาย
และหนีอ
้ ันเกิดด ้วยทรัพย์สน
ครอบครองอยู่
ิ ธิยด
ิ ธิทแ
ิ ทัง้ ชน
ิ้ ไว ้ได ้ แม ้จะได ้มีการ
2. สท
ึ หน่วงเป็ นสท
ี่ บ่งแยกไม่ได ้ เจ ้าหนี้จงึ ยึดทรั พย์สน


ิ ธิ
ชาระหนีบ
้ างสวนแล ้วตามนัยมาตรา 244 แต่ในสวนดอกผลของทรัพย์ทย
ี่ ด
ึ หน่วงนั น
้ ผู ้ทรงสท
ิ ที่ยด
ยึดหน่วงจะเก็ บดอกผลแห่ งทรัพย์สน
ึ หน่วงไว ้ และจัดสรรเอาไว ้เพือ
่ การชาระหนีแ
้ ก่ตนก่อน
่ ว่ านัน
เจ ้าหนี้คนอื่นก็ ได ้ และดอกผลเชน
้ จะต ้องจั ดสรรเอาชาระดอกเบีย
้ แห่งหนีน
้ ัน
้ ก่อ น ถ ้ายังมี
เหลือจึงให ้จัดสรรให ้ต ้นเงิน
ิ ธิยด
3. กรณีทส
ี่ ท
ึ หน่ว งระงับไปมีดงั นี้ คือ (1.) หนีเ้ ดิมระงับ (2.) ลูกหนีห
้ าประกันให ้แทน
ิ ไว ้โดยจานวนทีส
การยึดหน่วงทรัพย์สน
่ มควรตาม มาตรา 249 (3.) เจ ้าหนีม
้ ไิ ด ้ครอบครองทรัพย์
(มาตรา 250) และ (4.) เจ ้าหนีท
้ าผิดหน ้าที่ของตนในการดูแลรักษาทรัพย์ท ี่ยด
ึ หน่วงไว ้ (มาตรา
246)
ิ ธิยด
สท
ึ หน่วง
ิ ของผู ้อืน
มาตรา 241 ผู ้ใดเป็ นผู ้ครองทรัพย์สน
่ และมีหนีอ
้ น
ั เป็ น คุณประโยชน์แก่ตนเกีย
่ วด ้วย
ิ ซงึ่ ครองนัน
ิ นัน
ทรัพย์สน
้ ไซร ้ ท่านว่าผู ้นัน

จะยึดหน่วงทรัพย์สน
้ ไว ้จนกว่าจะได ้ชาระหนีก
้ ็ได ้ แต่ความที่
กล่าว มานีท
้ า่ นมิให ้ใชบั้ งคับ เมือ
่ หนีน
้ น
ั ้ ยังไม่ถงึ กาหนด
อนึง่ บทบัญญัตใิ นวรรคก่อนนี้ ท่านมิให ้ใชบั้ งคับ ถ ้าการทีเ่ ข ้าครอบครองนัน
้ เริม
่ มาตัง้ แต่ทาการอัน
ใดอันหนึง่ ซงึ่ ไม่ชอบด ้วยกฎหมาย
ิ ธิยด
มาตรา 242 สท
ึ หน่วงอันใด ถ ้าไม่สมกับลักษณะทีเ่ จ ้าหนีร้ บ
ั ภาระในมูลหนีก
้ ็ด ี ไม่สมกับ
ิ นัน
คาสงั่ อันลูกหนีไ้ ดให
้ ้ไว ้ก่อน หรือให ้ใน เวลาทีส
่ ง่ มอบทรัพย์สน
้ ก็ด ี หรือเป็ นการขัดกับความสงบ
ิ ธิยด
่ นัน
เรียบร ้อย ของประชาชนก็ด ี สท
ึ หน่วงเชน
้ ท่านให ้ถือว่าหามีไม่เลย
ิ ลนพ
้ ้ เจ ้าหนีม
ิ ธิจะยึดหน่วง
มาตรา 243 ในกรณีทล
ี่ ก
ู หนีเ้ ป็ นคนสน
้ ้นตัวไม่สามารถใชหนี
้ ส
ี ท


ทรัพย์สนไว ้ได ้แม ้ทัง้ ทีย่ ังไม่ถงึ กาหนดเรียก ร ้องถ ้าการทีล
่ ก
ู หนีไ้ ม่สามารถใชหนีน
้ น
ั ้ ได ้เกิดเป็ นขึน
้ หรือรู ้ถึง
ิ ไซร ้ ถึงแม ้ว่าจะไม่สมกับลักษณะ ทีเ่ จ ้าหนีร้ บ
เจ ้าหนี้ ต่อภายหลังเวลาทีไ่ ด ้สง่ มอบทรัพย์สน
ั ภาระในมูลหนี้
ิ ธิยด
ไว ้เดิมหรือไม่สมกับคาสงั่ อันลูกหนีไ้ ด ้ให ้ ไว ้ก็ดเี จ ้าหนีก
้ ็อาจใชส้ ท
ึ หน่วงได ้



ิ ทัง้ หมดทีย
มาตรา 244 ผู ้ทรงสทธิยด
ึ หน่วงจะใชสทธิของตนแก่ทรัพย์สน
่ ด
ึ หน่วงไวนั้ น
้ จนกว่าจะ
ิ้ เชงิ ก็ได ้
ชาระหนีส
้ น
ิ ธิยด
ิ ที่ ยึดหน่วงไว ้และจัดสรรเอาไว ้เพือ
มาตรา 245 ผู ้ทรงสท
ึ หน่วงจะเก็บดอกผลแห่งทรัพย์สน

การชาระหนีแ
้ ก่ตนก่อนเจ ้าหนีค
้ น อืน
่ ก็ได ้
่ ว่านีจ
ดอกผลเชน
้ ะต ้องจัดสรรเอาชาระดอกเบีย
้ แห่งหนีน
้ น
ั ้ ก่อน ถ ้ายังมีเหลือจึงให ้จัดสรรใชต้ ้นเงิน
ิ ธิยด
ิ ทีย
มาตรา 246 ผู ้ทรงสท
ึ หน่วงจาต ้องจัดการดูแลรักษาทรัพย์สน
่ ด
ึ หน่วงไว ้นัน
้ ตามสมควร
่ จะพึงคาดหมายได ้จากบุคคลในฐานะ เชน
่ นัน
เชน

ิ ซงึ่ ยึดหน่วงไวนั้ น
ิ ธิยด
อนึง่ ทรัพย์สน
้ ถ ้ามิได ้รับความยินยอมของลูกหนี้ ท่านว่าผู ้ทรงสท
ึ หน่วงหา

อาจจะใชสอยหรื
อให ้เชา่ หรือเอาไปทา เป็ นหลักประกันได ้ไม่ แต่ความทีก
่ ล่าวนีท
้ า่ นมิให ้ใชบั้ งคับไปถึง

่ ทีจ่ าเป็ นเพือ
ิ นัน
การใชสอยเช

่ รักษาทรัพย์สน
้ เอง
ิ ธิยด
ถ ้าผู ้ทรงสท
ึ หน่วงกระทาการฝ่ าฝื นบทบัญญัตใิ ดทีก
่ ล่าวมานี้ ท่านว่าลูกหนีจ
้ ะเรียกร ้องให ้ระงับ
ิ ธินน
ี ก็ได ้
สท
ั ้ เสย
ิ ธิยด
ิ อันตนยึด
มาตรา 247 ถ ้าผู ้ทรงสท
ึ หน่วงต ้องเสยี ค่าใชจ่้ ายไปตามที่ จาเป็ นเกีย
่ วด ้วยทรัพย์สน
้ ้ก็ได ้
หน่วงไว ้นัน
้ เพียงใด จะเรียกให ้ เจ ้าทรัพย์ชดใชให
ิ ธิยด
มาตรา 248 ภายในบังคับแห่งบทบัญญัต ิ มาตรา 193/27 การใชส้ ท
ึ หน่วงทาให ้อายุความ
แห่งหนีส
้ ะดุดหยุดลงไม่
ิ ธิยด
มาตรา 249 ลูกหนีจ
้ ะเรียกร ้องให ้ระงับสท
ึ หน่วงด ้วยหาประกันให ้ไว ้ตามสมควรก็ได ้
ิ สูญสน
ิ้ ไป สท
ิ ธิยด
ิ้ ไปดวยแต่
มาตรา 250 การครองทรัพย์สน
ึ หน่วงก็เป็ นอันระงับสน

ความทีก
่ ล่าวนี้

ท่านมิให ้ใชบั้ งคับแก่กรณีทท
ี่ รัพย์สน
อันยึดหน่วงไว ้นัน
้ ไดให
้ ้เชา่ ไปหรือจานาไวด้ ้วยความยินยอมของ
ลูกหนี้
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

28

ิ ธิยด
5.1.1 หล ักเกณฑ์ของสท
ึ หน่วง

ก. ต ้องการได ้สร ้อยคอของ ข. เพือ
่ ใสไ่ ปในงานแต่งงาน จึงบอก ข. ว่าบิดาของ ข. ให ้
ฝากสร ้อยคอนัน
้ แก่ ก. ไว ้ และบิดาของ ข. จะเอามาคืนจาก ก. ทีหลัง ซงึ่ เป็ นความเท็ จ ข.
ื่ จึงมอบสร ้อยคอนั น
้ นจานวนหนึง่ จึงขอกู ้จาก
หลงเชอ
้ แก่ ก. วันรุ่งขึน
้ ข. มีความจาเป็ นต ้องใชเงิ
ก. ก. ตกลงให ้กู ้เงิน 20,000 บาท กาหนดเวลาชาระเงินในวันที่ 5 มีนาคม 2525 ครัง้ ถึง
กาหนดเวลาชาระเงิน ก. ไม่ สามารถชาระเงินแก่ ข. ได ้ และ ข. รู ้ว่าสร ้อยคอทีฝ
่ ากไว ้ยังคงอยู่ท ี่

ก. ข. จึงขอสร ้อยคอคืนดังนี้ ก. จะมีสทธิยด
ึ หน่วงสร ้อยนั น
้ ได ้หรือไม่ เพียงใดเพราะเหตุใด
ิ ธิยด
ก. จะใชส้ ท
ึ หน่ว งสร ้อยนัน
้ ไม่ไ ด ้ ต ้องสง่ มอบคืนแก่ ข. เพราะการเข ้าครอบครอง

ถือเอาสร ้อยคอของ ก. เกิดจาก ก. ใชกลฉ
้อฉล หลอก ข. ให ้ส่งมอบให ้ เป็ นการครอบครอง
ทรัพย์โดยไม่ชอบด ้วยกฎหมายมาแต่เริม
่ แรก ตาม มาตรา 241 วรรคท ้าย
ิ ของผู ้อืน
มาตรา 241 ผู ้ใดเป็ นผู ้ครองทรัพย์สน
่ และมีหนีอ
้ น
ั เป็ น คุณประโยชน์แก่ตนเกีย
่ วด ้วย
ิ ซงึ่ ครองนัน
ิ นัน
ทรัพย์สน
้ ไซร ้ ท่านว่าผู ้นัน

จะยึดหน่วงทรัพย์สน
้ ไว ้จนกว่าจะได ้ชาระหนีก
้ ็ได ้ แต่ความที่
กล่าว มานีท
้ า่ นมิให ้ใชบั้ งคับ เมือ
่ หนีน
้ น
ั ้ ยังไม่ถงึ กาหนด
อนึง่ บทบัญญัตใิ นวรรคก่อนนี้ ท่านมิให ้ใชบั้ งคับ ถ ้าการทีเ่ ข ้าครอบครองนัน
้ เริม
่ มาตัง้ แต่ทาการอัน
ใดอันหนึง่ ซงึ่ ไม่ชอบด ้วยกฎหมาย

ิ ธิยด
5.1.2 ผลของสท
ึ หน่วง

ิ ธิยด
ิ ของลูกหนีแ
ิ ธิยด
ิ ธิและ
เมือ
่ เจ ้าหนีใ้ ชส้ ท
ึ หน่วงทรั พย์สน
้ ล ้ว เจ ้าหนีผ
้ ู ้ทรงสท
ึ หน่ว งมีสท
ิ ทีย
หน ้าทีอ
่ ย่างไรบ ้างเกี่ยวกับทรัพย์สน
่ ด
ึ หน่วง
ิ ธิยด
ิ ของลูกหนีแ
ิ ธิยด
ิ ธิและ
เมือ
่ เจ ้าหนีใ้ ชส้ ท
ึ หน่วงทรั พย์สน
้ ล ้ว เจ ้าหนีผ
้ ู ้ทรงสท
ึ หน่ว งมีสท
หน ้าทีเ่ กีย
่ วกับทรัพย์ทย
ี่ ด
ึ หน่วงดังนี้
ิ ธิ
สท
ิ้ เชงิ ตามมาตรา 244
1.) นาเอาทรัพย์ทย
ี่ ด
ึ ถือไว ้มาชาระหนีแ
้ ก่ตนจนสน
ิ ทีย
2.) เก็ บดอกผลแห่งทรั พย์สน
่ ด
ึ หน่ว ง และจัดสรรเอาไว ้เพือ
่ การชาระหนีแ
้ ก่ตนก่ อน
เจ ้าหนี้คนอื่น ตามมาตรา 245
ิ ธิบังคับ จากทรั พย์สน
ิ ทีย
ิ ธิเ รียกร ้องทีเ่ จ ้าหนีม
3.) เจ ้าหนี้สามารถใชส้ ท
่ ด
ึ ถือไว ้ได ้ แม ้สท
้ ต
ี อ

ลูกหนี้จะขาดอายุความแล ้วก็ ตาม เว ้นแต่จะเรียกดอกเบีย
้ ที่ค ้างชาระเกินกว่า 5 ปี ขึน
้ ไป ทัง้ นี้
เป็ นไปตามมาตรา 189
หน้าที่
1.) ดูแลรักษาทรัพย์ทย
ี่ ด
ึ หน่วง

2.) ห ้ามใชสอย
ให ้เชา่ หรือนาไปเป็ นหลักประกัน
ทัง้ ข ้อ 1 และ 2 ตามมาตรา 246
โมฆะ

ั นิตก
มาตรา 189 นิตก
ิ รรมใดมีเงือ
่ นไขบังคับก่อนและเงือ
่ นไขนัน
้ เป็ น การพ ้นวิสย
ิ รรมนัน
้ เป็ น

ิ ธิยด
ิ ธิของตนแก่ทรัพย์สน
ิ ทัง้ หมดทีย
มาตรา 244 ผู ้ทรงสท
ึ หน่วงจะใชส้ ท
่ ด
ึ หน่วงไวนั้ น
้ จนกว่าจะ
ิ้ เชงิ ก็ได ้
ชาระหนีส
้ น
ิ ธิยด
ิ ที่ ยึดหน่วงไว ้และจัดสรรเอาไว ้เพือ
มาตรา 245 ผู ้ทรงสท
ึ หน่วงจะเก็บดอกผลแห่งทรัพย์สน

การชาระหนีแ
้ ก่ตนก่อนเจ ้าหนีค
้ น อืน
่ ก็ได ้
ิ ธิยด
ิ ทีย
มาตรา 246 ผู ้ทรงสท
ึ หน่วงจาต ้องจัดการดูแลรักษาทรัพย์สน
่ ด
ึ หน่วงไว ้นัน
้ ตามสมควร
่ จะพึงคาดหมายได ้จากบุคคลในฐานะ เชน
่ นัน
เชน

ิ ซงึ่ ยึดหน่วงไวนั้ น
ิ ธิยด
อนึง่ ทรัพย์สน
้ ถ ้ามิได ้รับความยินยอมของลูกหนี้ ท่านว่าผู ้ทรงสท
ึ หน่วงหา

อาจจะใชสอยหรื
อให ้เชา่ หรือเอาไปทา เป็ นหลักประกันได ้ไม่ แต่ความทีก
่ ล่าวนีท
้ า่ นมิให ้ใชบั้ งคับไปถึง

่ ทีจ่ าเป็ นเพือ
ิ นัน
การใชสอยเช

่ รักษาทรัพย์สน
้ เอง
ิ ธิยด
ถ ้าผู ้ทรงสท
ึ หน่วงกระทาการฝ่ าฝื นบทบัญญัตใิ ดทีก
่ ล่าวมานี้ ท่านว่าลูกหนีจ
้ ะเรียกร ้องให ้ระงับ
ิ ธินน
ี ก็ได ้
สท
ั ้ เสย

ิ ธิยด
5.1.3 ความระง ับแห่งสท
ึ หน่วง

ก. นารถยนต์มาซ่อมทีอ
่ ู่ของ ข. และไม่มเี งินชาระค่าซ่อม ข. จึงยึดรถยนต์ของ ก. ไว ้ก่อน
จนกว่า ก. จะมาชาระค่าซ่อมครบถ ้วน แต่ ข. เห็ นว่าอู่ซ่อมรถของตนไม่มท
ี ี่จอดเพียงพอ จึงบอก


แก่ ก. ว่าจะนารถของ ก. ไปฝากไว ้กับ ค. ซงมีทส
ี่ าหรับฝากรถ ก. ตกลงด ้วยตามนั น
้ ต่อมา ก.
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

29
ไปเอารถยนต์ของตนจาก ค. โดยไม่ได ้บอกแก่ ข. ข. รู ้เข ้าจึงไปยึดรถยนต์ของ ก. คันดังกล่าว
เพือ
่ มาไว ้ในความครอบครองของตน ก. ปฏิเสธโดยอ ้างว่า การครอบครองรถดังกล่าวของ ข. สูญ
ิ้ ไปแล ้ว สท
ิ ธิยด
ิ้ ไป ข. อ ้างว่าเมือ
สน
ึ หน่ วงเป็ นอั นระงับ สน
่ ก. อนุญาตยินยอมให ้นารถไปฝากไว ้
ิ้ สูญ สท
ิ ธิยด
กับ ค. แล ้ว ถือว่าการครอบครองของ ข. ยังไม่สน
ึ หน่ว งยังไม่ ระงั บ หาก ก. และ ข.
มาปรึกษาท่าน ท่านจะให ้คาแนะนาอย่างไร
ิ้ ไปแล ้ว แม ้จะเป็ น
เมือ
่ ข. นารถยนต์ไปฝาก ค. ไว ้ การครอบครองรถยนต์ของ ข. สูญสน
ความยินยอมของ ก. ลูกหนีท
้ ใี่ ห ้ ข. นารถยนต์ไปฝาก ค. ก็ ตาม กรณีหาต ้องด ้วยบทบัญญัตข
ิ อง
ิ ธิยด
ิ ธิ
ปพพ. มาตรา 250 ไม่ สท
ึ หน่ว งจึงระงับไป ข. จะยึดรถยนต์ดงั กล่าวจาก ก. ไม่ได ้ ก. มีสท
ปฏิเสธการคืนการครอบครองรถยนต์ให ้ ข.
ิ ธิ
5.2 บุรม
ิ สท

ิ ธิย่อมทรงไว ้ซงึ่ สท
ิ ธิเ หนือทรั พย์สน
ิ ของลูกหนีใ้ นการทีจ
1. ผู ้ทรงบุรม
ิ สท
่ ะได ้รับช าระหนีอ
้ ัน
ิ นั น
ค ้างชาระแก่ตนจากทรัพย์สน
้ ก่อนเจ ้าหนีอ
้ ื่นๆ โดยนับดังบัญญัตไิ ว ้ใน ปพพ. หรือบทกฎหมาย
อืน

ิ ธิ ไม่ว่า จะเป็ นบุรม
ิ ธิสามั ญ หรือบุรม
ิ ธิพเิ ศษ เป็ นทรั พย์สท
ิ ธิแ ละเป็ นทรั พย์
2. บุรม
ิ สท
ิ สท
ิ สท



สทธิประเภททีเ่ รียกว่าอุปกรณ์สทธิ บุรม
ิ สทธินัน
้ แบ่งแยกไม่ได ้
ิ ธิสามัญนัน
3. บุรม
ิ สท
้ ตามมาตรา 253 มีดังนี้
(1) ค่าใชจ่้ ายเพือ
่ ประโยชน์อันร่วมกัน
(2) ค่าปลงศพ
(3) ค่าภาษี อากร
(4) ค่าจ ้างเสมียน คนใช ้ และคนงาน
(5) ค่าเครือ
่ งอุปโภคบริโภคอันจาเป็ นประจาวัน


บุรม
ิ สทธิ
ิ ธิย่อมทรงไว ้ซงึ่ สท
ิ ธิเหนือทรัพย์สน
ิ ของลูกหนีใ้ นการทีจ่ ะได ้รับชาระ
มาตรา 251 ผู ้ทรงบุรม
ิ สท
ิ นัน
หนีอ
้ น
ั ค ้างชาระแก่ตน จากทรัพย์สน
้ ก่อนเจ ้าหนีอ
้ น
ื่ ๆ โดยนัยดังบทบัญญัตไิ วในประมวลกฎหมายนี


หรือบทกฎหมายอืน

ิ ธิด ้วยตามแต่
มาตรา 252 บทบัญญัตแ
ิ ห่ง มาตรา 244 นัน
้ ท่านให ้ใชบั้ งคับ ตลอดถึงบุรม
ิ สท
กรณี
ิ สาม ัญ
บุรม
ิ สทธิ
มาตรา 253 ถ ้าหนีม
้ อ
ี ยู่เป็ นคุณแก่บุคคลผู ้ใดในมูลอย่างหนึง่ อย่างใดดังจะกล่าวต่อไปนี้ บุคคลผู ้
ิ ธิเหนือทรัพย์สน
ิ ทัง้ หมดของลูกหนี้ คือ
นัน
้ ย่อมมีบุรม
ิ สท

1) ค่าใชจ่ายเพือ
่ ประโยชน์อน
ั ร่วมกัน
2) ค่าปลงศพ
ิ ธิได ้รับเพือ
3) ค่าภาษี อากร และเงินทีล
่ ก
ู จ ้างมีสท
่ การงานทีไ่ ด ้ ทาให ้แก่ ลูกหนีซ
้ งึ่ เป็ นนายจ ้าง
4) ค่าเครือ
่ งอุปโภคบริโภคอันจาเป็ นประจาวัน
ิ ธิในมูลค่าใชจ่้ ายเพือ
มาตรา 254 บุรม
ิ สท
่ ประโยชน์อน
ั ร่วมกันนัน
้ ใชส้ าหรับเอาค่าใชจ่้ ายอันได ้
ี ไป เพือ
เสย
่ ประโยชน์ของเจ ้าหนีห
้ มด ทุกคนร่วมกันเกีย
่ วด ้วยการรักษา การชาระบัญช ี หรือการเฉลีย


ทรัพย์สนของลูกหนี้
ี ไป เพือ
ิ ธิย่อมจะใชได
้ ้แต่
ถ ้าค่าใชจ่้ ายนัน
้ มิได ้เสย
่ ประโยชน์ของเจ ้าหนีห
้ มดทุกคน ไซร ้บุรม
ิ ะสท
เฉพาะต่อเจ ้าหนีผ
้ ู ้ทีไ่ ด ้รับประโยชน์ จากการนัน

ิ ธิในมูลค่าปลงศพนัน
มาตรา 255 บุรม
ิ สท
้ ใชส้ าหรับเอาค่าใชจ่้ าย ในการปลงศพตามควรแก่
ฐานานุรป
ู ของลูกหนี้
ิ ธิในมูลค่าภาษี อากรนัน

มาตรา 256 บุรม
ิ สท
้ ใชส้ าหรับเอาบรรดา ค่าภาษี อากรในทีด
่ น
ิ ทรัพย์สน
หรือค่าภาษี อากรอย่างอืน
่ ทีล
่ ก
ู หนีย
้ ัง ค ้างชาระอยู่ในปี ปัจจุบันและก่อนนัน
้ ขึน
้ ไปอีกปี หนึง่
ิ ธิในเงินทีล
ิ ธิได ้รับเพือ
มาตรา 257 บุรม
ิ สท
่ ก
ู จ ้างมีสท
่ การงานที่ ได ้ทาให ้แก่ลก
ู หนีซ
้ งึ่ เป็ น
นายจ ้างนัน
้ ให ้ใชส้ าหรับค่าจ ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทางานในวันหยุด ค่าชดเชย ค่าชดเชยพิเศษ และเงินอืน

ิ ธิได ้รับเพือ
ใดที่ ลูกจ ้างมีสท
่ การงานทีท
่ าให ้ นับถอยหลังขึน
้ ไปสเี่ ดือน แต่รวมกันแลวต
้ ้องไม่เกินหนึง่ แสน
บาทต่อลูกจ ้างคนหนึง่
ิ ธิในมูลค่าเครือ
มาตรา 258 บุรม
ิ สท
่ งอุปโภคบริโภคอันจาเป็ น ประจาวันนัน
้ ใชส้ าหรับเอาค่า
่ ค่าอาหาร เครือ
เครือ
่ งอุปโภคบริโภค ซงึ่ ยังค ้างชาระ อยู่นบ
ั ถอยหลังขึน
้ ไปหกเดือน เชน
่ งดืม
่ โคมไฟ ฟื น

สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

30
ี ของลูกหนีแ
ถ่าน อันจาเป็ นเพือ
่ การทรงชพ
้ ละบุคคลในสกุลซงึ่ อยู่ กับลูกหนี้ และซงึ่ ลูกหนีจ
้ าต ้องอุปการะ

กับทัง้ คนใชของลูกหนีด
้ ้วย

ิ ธิ
5.2.1 ความหมายและล ักษณะสาค ัญของบุรม
ิ สท

ิ ธิ
ให ้อธิบายความหมายคาว่าบุรม
ิ สท
ิ ธิเป็ นสท
ิ ธิประเภทหนึง่
ิ ธิมส
ิ ธิทจ
บุรม
ิ สท
ซงึ่ เจ ้าหนีผ
้ ู ้มีบุรม
ิ สท
ี ท
ี่ ะบั งคับชาระหนีเ้ อาจาก
ิ ของลูกหนีท
ิ ธิไ ด ้ก่อนเจ ้าหนีอ

ทรัพย์สน
้ ี่ตกอยู่ภายใต ้บั งคับ ของบุรม
ิ สท
้ น
ื่ ๆ ตามมาตรา 251 เชน


ก. ติดค ้างช าระค่าภาษี อากรกับกรมสรรพกร และเป็ นหนี้ ข. ซงได ้กู ้ยืมมา ดังนี้ เมือ
่ จะบังคับเอา
ิ ของ ก. กรมสรรพกรมีสท
ิ ธิยด
จากทรัพย์สน
ึ ทรั พย์มาบั งคับเพือ
่ ชาระหนีแ
้ ก่กรมฯ ก่อน ข. ซงึ่ เป็ น
ิ ธิ (ค่าภาษี อากร) ดูม าตรา 253 ประกอบ
เจ ้าหนีอ
้ ก
ี คน เพราะกรมฯ เป็ นผู ้ทรงบุรม
ิ สท
ิ ธิมล
บุรม
ิ สท
ี ก
ั ษณะสาคัญอย่างไร
ิ ธิอาจใชยั้ นบุ คคลอืน
(1) เป็ นทรัพย์สท

นอกจากตัวเจ ้าหนี้ ลูกหนี้เฉพาะรายซ งึ่ เรียกว่า
ิ ธิ
ิ ธิอาจอ ้างบุรม
ิ ธิยันเจ ้าหนีอ
ิ ธิเท่าเทียมกันได ้
บุคคลสท
เจ ้าหนีผ
้ ู ้ทรงบุ รม
ิ สท
ิ สท
้ ื่นทีไ่ ม่มบ
ี ุรม
ิ สท
ิ ธิไว ้ (มาตรา 253 มาตรา 277-280) และผู ้ทรงบุรม
ิ ธิยัง
ตามทีก
่ ฎหมายกาหนดลาดับบุรม
ิ สท
ิ สท


อาจติดตามเอาทรั พย์สนทีต
่ กอยู่ใ ต ้บุรม
ิ สทธิคน
ื จากบุ คคลภายนอกได ้อีกด ้วย (มาตรา 268 วรรค
2)
ิ ธิแบ่งแยกไม่ได ้
ิ ธิบังคับแก่ทรั พย์สน
ิ ทีอ
(2) บุรม
ิ สท
เจ ้าหนีผ
้ ู ้ทรงบุรม
ิ สท
่ ยู่ภายใต ้บังคับ
ิ ธิได ้เต็มทัง้ ชน
ิ้ โดยไม่คานึงว่าได ้มีการชาระหนีบ
แห่งบุรม
ิ สท
้ างสว่ นหรือไม่
ิ ธิทเี่ รียกว่า เป็ นอุปกรณ์สท
ิ ธิในเรือ
(3) เป็ นทรัพย์สท
่ งหนี้ คือมีความสมบูรณ์แ ละคงอยู่โดย
ั หนีเ้ ดิมเป็ นมูลให ้เกิดทรัพย์สท
ิ ธินน
ิ ธิอยู่โดยไม่ม ีหนีเ้ ดิม
อาศย
ั ้ เป็ นพื้นฐาน กล่าวคือ จะมีบุรม
ิ สท
ไม่ได ้นั่นเอง
ลำดับแห่งบุริมสิทธิ
ิ ธิสามัญหลายรายแย ้งกัน ท่านให ้ถือว่า บุรม
ิ ธิทงั ้ หลายนัน
มาตรา 277 เมือ
่ มีบุรม
ิ สท
ิ สท
้ มีลาดับที่
จะให ้ผลก่อนหลัง ดังทีไ่ ด ้เรียงลาดับ ไว ้ใน มาตรา 253
ิ ธิสามัญแย ้งกับบุรม
ิ ธิพเิ ศษ ท่านว่าบุรม
ิ ธิพเิ ศษ ย่อมอยูใ่ นลาดับก่อน แต่
เมือ
่ มีบุรม
ิ สท
ิ สท
ิ สท
ิ ธิในมูลค่าใชจ่้ ายเพือ
ิ ธินน
บุรม
ิ สท
่ ประโยชน์รว่ มกัน นัน
้ ย่อมอยูใ่ นลาดับก่อน ในฐานทีจ่ ะใชส้ ท
ั ้ ต่อเจ ้าหนีผ
้ ู้
ได ้รับ ประโยชน์จากการนัน
้ หมดทุกคนด ้วยกัน
ิ ธิแย ้งกันหลายรายเหนือสงั หาริมทรัพย์ อันหนึง่ อันเดียวกัน ท่านให ้ถือ
มาตรา 278 เมือ
่ มีบุรม
ิ สท
ลาดับก่อนหลังดังทีเ่ รียงไว ้ต่อไปนี้ คือ
ิ ธิในมูลเชา่ อสงั หาริมทรัพย์ พักอาศย
ั ในโรงแรมและ รับขน
(1) บุรม
ิ สท
ิ ธิในมูลรักษาสงั หาริมทรัพย์ แต่ถ ้ามีบค
(2) บุรม
ิ สท
ุ คลหลายคน เป็ นผู ้รักษา ท่านว่าผู ้ทีร่ ก
ั ษา
ภายหลังอยูใ่ นลาดับก่อนผู ้ทีไ่ ด ้รักษามาก่อน
ิ ธิในมูลซอ
ื้ ขายสงั หาริมทรัพย์ ค่าเมล็ดพันธุ ์ ไม ้พันธุ ์ หรือปุ๋ ย และค่าแรงงานกสก
ิ รรม
(3) บุรม
ิ สท
และอุตสาหกรรม
ิ ธิอยู่ในลาดับเป็ นทีห
ถ ้าบุคคลผู ้ใดมีบุรม
ิ ะสท
่ นึง่ และรู ้อยู่ในขณะ ทีต
่ นไดประโยชน์

แห่งหนีม
้ านัน

ิ ธิอยู่ใน ลาดับทีส
ิ ธิในการที่
ว่ายังมีบุคคลอืน
่ ซงึ่ มีบุรม
ิ สท
่ องหรือทีส
่ ามไซร ้ ท่านห ้ามมิให ้บุคคลผู ้นัน
้ ใชส้ ท
่ ว่ามา และท่านห ้ามมิให ้ใชส้ ท
ิ ธิ นีต
ตน อยู่ในลาดับก่อนนัน
้ ต่อบุคคลอืน
่ เชน
้ อ
่ ผู ้ทีไ่ ด ้รักษาทรัพย์ไว ้ เพือ


ประโยชน์แก่บุคคลผู ้มีบุรม
ิ สทธิในลาดับ ทีห
่ นึง่ นัน
้ เองด ้วย
ิ รรมอยูใ่ นลาดับ ทีห
ในสว่ นดอกผล ท่านให ้บุคคลผู ้ได ้ทาการงานกสก
่ นึง่ ผู ้สง่ เมล็ดพันธุ ์ ไม ้พันธุ ์
หรือปุ๋ ย อยู่ในลาดับทีส
่ องและผู ้ให ้ เชา่ ทีด
่ น
ิ อยู่ในลาดับทีส
่ าม
ิ ธิพเิ ศษแย ้งกันหลายรายเหนืออสงั หาริมทรัพย์อน
มาตรา 279 เมือ
่ มีบุรม
ิ สท
ั หนึง่ อันเดียวกัน ท่าน
ให ้ถือลาดับก่อนหลังดังที่ ได ้เรียงลาดับไวใน
้ มาตรา 273
ื้ ขายอสงั หาริมทรัพย์นน
ื ต่อกันไปอีกไซร ้ ลาดับก่อน หลังในระหว่างผู ้ขายด ้วยกันนัน
ถ ้าได ้ซอ
ั ้ สบ



ท่านให ้เป็ นไปตามลาดับทีไ่ ด ้ซอขาย ก่อนและหลัง
ิ ธิในลาดับเสมอกันเหนือทรัพย์อน
มาตรา 280 เมือ
่ บุคคลหลายคนมีบุรม
ิ สท
ั หนึง่ อันเดียวกัน ท่าน
ให ้ต่างคนต่างได ้รับชาระหนีเ้ ฉลีย
่ ตามสว่ นมากน ้อยแห่งจานวนทีต
่ นเป็ นเจ ้าหนี้

ิ ธิสาม ัญ
5.2.2 บุรม
ิ สท

ิ ธิสามัญ มีกป
บุรม
ิ สท
ี่ ระเภท อะไรบ ้าง อธิบายและยกตัวอย่างประกอบ
ิ ธิสามัญแบ่ งออกเป็ น 5 ประเภท ดังนีค
ตามบทบัญญัตม
ิ าตรา 253 บุรม
ิ สท
้ อ

สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

31
1)
2)
3)
4)
5)

ค่าใชจ่้ ายเพือ
่ ประโยชน์อันร่วมกัน
ค่าปลงศพ
ค่าภาษี อากร
ค่าจ ้างเสมียน คนใช ้ และคนงาน
ค่าเครือ
่ งอุปโภคบริโภคอันจาเป็ นประจาวัน

มาตรา 253 ถ ้าหนีม
้ อ
ี ยู่เป็ นคุณแก่บุคคลผู ้ใดในมูลอย่างหนึง่ อย่างใดดังจะกล่าวต่อไปนี้ บุคคลผู ้

ิ ทัง้ หมดของลูกหนี้ คือ
นัน
้ ย่อมมีบุรม
ิ สทธิเหนือทรัพย์สน
(1) ค่าใชจ่้ ายเพือ
่ ประโยชน์อน
ั ร่วมกัน
(2) ค่าปลงศพ
ิ ธิได ้รับเพือ
(3) ค่าภาษี อากร และเงินทีล
่ ก
ู จ ้างมีสท
่ การงานทีไ่ ด ้ ทาให ้แก่ ลูกหนีซ
้ งึ่ เป็ นนายจ ้าง
(4) ค่าเครือ
่ งอุปโภคบริโภคอันจาเป็ นประจาวัน
แบบประเมินผลตนเองหน่วยที่ 5
ิ ธิแบ่งออกเป็ น 2 ประเภทคือ บุรม
ิ ธิสามัญและบุรม
ิ ธิพเิ ศษ
1. บุรม
ิ สท
ิ สท
ิ สท
ิ ธิสามัญได ้แก่ (1) ค่าใชจ่้ ายเพือ
2. บุรม
ิ สท
่ ประโยชน์อน
ั ร่วมกัน (2) ค่าปลงศพ (3) ค่าภาษี อากร
(4) ค่าจ ้างเสมียน คนใช ้ และคนงาน (5) ค่าเครือ
่ งอุปโภคบริโภคอันจาเป็ นประจาวัน
ิ ธิ คือ สท
ิ ธิทจี่ ะบังคับชาระหนีจ
ิ ธินน
3. บุรม
ิ สท
้ ากทรัพย์ทอ
ี่ ยู่ภายใตบั้ งคับบุรม
ิ สท
ั ้ ก่อนเจาหนี

ร้ ายอืน

ิ ธิเกิดขึน
4. บุรม
ิ สท
้ ได ้จาก บทบัญญัตข
ิ องกฎหมาย
ิ ธิมล
ิ ธิซงึ่ อาจใชยั้ นบุคคลอืน
5. บุรม
ิ สท
ี ก
ั ษณะดังนีค
้ อ
ื (ก) ทรัพย์สท
่ นอกจากตัวเจ ้าหนี้ ลูกหนีเ้ ฉพาะ
ิ ธิซงึ่ แบ่งแยกไม่ได ้ (ค) อุปกรณ์สท
ิ ธิ
ราย (ข) สท
ิ ธิยด
ิ ธิของเจ ้าหนีท
ิ ของลูกหนีโ้ ดยทีท
ิ นัน
6. สท
ึ หน่วงคือ สท
้ จี่ ะครอบครองทรัพย์สน
่ รัพย์สน
้ เป็ นมูล
ิ ธิครอบครองทรัพย์สน
ิ นัน
ิ้
ฐานให ้เกิดหนีอ
้ น
ั ทีต
่ นเป็ นเจ ้าหนี้ โดยมีสท
้ ไว ้จนกว่าจะได ้รับชาระหนีเ้ สร็จสน


่ ม กาหนดว่าจะชาระเงินค่าซอ
่ มปากกาและนาฬกาในวัน
7. ก. นาปากกาและนาฬกามาให ้ ข. ซอ
ิ ก. ชาระเพียงค่าซอ
่ มปากกาและนาฬกา
่ ม
เดียวกัน แต่ ก. มารับปากกาไปก่อน พอถึงวันนัดชาระเงินค่าซอ
ิ ดังนี้ คือ ข. ไม่มส


ิ ธิยด
่ มนาฬกาแล
นาฬกา
ี ท
ึ หน่วงนาฬกาไว
้ เพราะ ก. ได ้จ่ายค่าซอ
้ว
ิ ธิยด

8. สท
ึ หน่วงระงับลงเมือ
่ (ก) หนีเ้ ดิมระงับไป (ข) ลูกหนีห
้ าประกันให ้แทนการยึดหน่วงทรัพย์สน
ิ หรือเจ ้าหนีท
ไว ้โดยจานวนทีส
่ มควร (ค) เจ ้าหนีม
้ ไิ ดครอบครองทรั

พย์สน
้ าผิดหน ้าทีข
่ องตนในการดูแล
รักษาทรัพย์ทย
ี่ ด
ึ หน่วงไว ้
ิ ธิยด
ิ ทัง้ อันไวได
9. สท
ึ หน่วงมีผลให ้ (ก) เจาหนี


้ ด
ึ ทรัพย์สน
้ ้แม ้จะไดมี้ การชาระหนีบ
้ างสว่ นแล ้ว (ข)
ิ ธิยด
ิ ธิ
ผู ้ทรงสท
ึ หน่วงสามารถเก็บดอกผลของทรัพย์ทย
ี่ ด
ึ หน่วงไว ้ชาระหนีแ
้ ก่ตนก่อนเจาหนี


้ น
ื่ (ค) เกิดสท
ิ ธิจะยึดหน่วงจนได ้รับชาระหนีจ
พิเศษทีผ
่ ู ้ทรงสท
้ ากทรัพย์ทย
ี่ ด
ึ หน่วงก่อนเจ ้าหนีอ
้ น
ื่
ิ ธิยด
ิ ธิยด
10. สท
ึ หน่วงมีผลให ้อายุความ ไม่สะดุดหยุดลงแต่แม ้หนีจ
้ ะขาดอายุความผู ้ทรงสท
ึ หน่วงก็ยัง
บังคับชาระหนีไ้ ด ้ แต่ห ้ามคิดดอกเบีย
้ ทีค
่ ้างเกินกว่า 5 ปี

ิ ธิ (ต่อ)
หน่วยที่ 6 บุรม
ิ สท
ิ ธิพเิ ศษ แบ่งออกได ้เป็ น 2 ประเภท คือ บุ รม
ิ ธิพเิ ศษเหนือสงั หาริม ทรัพย์ และ
1. บุรม
ิ สท
ิ สท


บุรม
ิ สทธิพเิ ศษเหนือ อสงหาริมทรัพย์
ิ ธิเหนือทรั พย์ทั่วไป
2. เมือ
่ มีเจ ้าหนี้หลายรายในมูลหนีต
้ า่ งๆกัน
มีบุ รม
ิ สท
และเหนือ
ิ ธิซงึ่ จะให ้ผลก่อนหลังเรียง
สงั หาริมทรัพย์ หรืออสงั หาริมทรั พย์อันเดียวกั นจึงต ้องจัดลาดับบุรม
ิ สท
ตามลาดับ
ิ ธิพเิ ศษ
6.1 บุรม
ิ สท

ิ ธิพเิ ศษเหนือสังหาริมทรัพย์ม าตรา 259 บัญญัตไิ ว ้ 7 ประการ คือ
1. บุรม
ิ สท
(1) เชา่ อสงั หาริมทรัพย์
ั ในโรงแรม
(2) พักอาศย
(3) รับขนคนโดยสาร หรือของ
(4) รักษาสงั หาริมทรัพย์
ื้ ขายสงั หาริมทรั พย์
(5) ซอ
(6) ค่าเมล็ ดพันธุ์ ไม ้พันธุ์ หรือปุ๋ ย
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

32
ิ รรม หรืออุตสาหกรรม
(7) ค่าแรงงานกสก
ิ ธิพเิ ศษเหนืออสงั หาริมทรั พย์ มาตรา 273 บัญญัตไิ ว ้ 3 ประการ คือ
2. บุรม
ิ สท
(1) รักษาอสงั หาริมทรัพย์
(2) จ ้างทาของเป็ นการงานท าขึน
้ บนอสงั หาริมทรั พย์
ื้ ขายอสงั หาริมทรั พย์
(3) ซอ
ิ ธิพเิ ศษเหนือสงหาริ

6.1.1 บุรม
ิ สท
มทร ัพย์

ิ ธิสามัญคืออะไร มีกป
บุรม
ิ สท
ี่ ระเภท อะไรบ ้าง
ิ ธิสามัญคือ สท
ิ ธิทเี่ จ ้าหนีผ
ิ ธิสามารถบังคับเอาของทรัพย์ทั ง้ หมดของ
บุรม
ิ สท
้ ู ้ทรงบุ รม
ิ สท
ิ ธิสามั ญ ซงึ่ ได ้แก่
ลูกหนีซ
้ งึ่ ตกอยู่ภายใต ้บั งคับแห่ งบุรม
ิ สท

(1) ค่าใชจ่ายเพือ
่ ประโยชน์อันร่วมกัน
(2) ค่าปลงศพ
(3) ค่าภาษี อากร
(4) ค่าจ ้างเสมียน คนใช ้ และคนงาน
(5) ค่าเครือ
่ งอุปโภคบริโภคอันจาเป็ นประจาวัน
ิ ธิพเิ ศษเหนืออสงหาริ

6.1.2 บุรม
ิ สท
มทร ัพย์

ิ ธิพเิ ศษมีกป
บุรม
ิ สท
ี่ ระเภท อะไรบ ้าง ยกตัวอย่ างในแต่ละประเภท

บุรม
ิ สทธิม ี 2 ประเภทคือ
ิ ธิพเิ ศษเหนือสงหาริ

(1) บุรม
ิ สท
มทร ัพย์ (มาตรา 259)
ิ ธิพเิ ศษเหนืออสงหาริ

(2) บุรม
ิ สท
มทร ัพย์ (มาตรา 273)

ิ พเิ ศษ (ก) บุรม
ิ ธิเหนือสงหาริ

บุรม
ิ สทธิ
ิ สท
มทร ัพย์
มาตรา 259 ถ ้าหนีม
้ อ
ี ยู่เป็ นคุณแก่บค
ุ คลผู ้ใดในมูลอย่างหนึง่ อย่างใดดัง่ จะกล่าวต่อไปนี้ บุคคลผู ้
ิ ธิเหนือสงั หาริมทรัพย์เฉพาะอย่างของลูกหนี้ คือ
นัน
้ ย่อมมีบุรม
ิ สท
(1) เชา่ อสงั หาริมทรัพย์
ั ในโรงแรม
(2) พักอาศย
(3) รับขนคนโดยสาร หรือของ
(4) รักษาสงั หาริมทรัพย์
ื้ ขายสงั หาริมทรัพย์
(5) ซอ
(6) ค่าเมล็ดพันธุ ์ ไม ้พันธุ ์ หรือปุ๋ ย
ิ รรม หรืออุตสาหกรรม
(7) ค่าแรงงานกสก

ิ เหนืออสงหาริ

บุรม
ิ สทธิพเิ ศษ (ข) บุร ิมสทธิ
มทร ัพย์
มาตรา 273 ถ ้าหนีม
้ อ
ี ยู่เป็ นคุณแก่บค
ุ คลผู ้ใดในมูลอย่างหนึง่ อย่างใดดังจะกล่าวต่อไปนี้ บุคคลผู ้
ิ ธิเหนือ อสงั หาริมทรัพย์เฉพาะอย่างของลูกหนี้ คือ
นัน
้ ย่อมมีบุรม
ิ สท
(1) รักษาอสงั หาริมทรัพย์
(2) จ ้างทาของเป็ นการทางานขึน
้ บนอสงั หาริมทรัพย์
ื้ ขายอสงั หาริมทรัพย์
(3) ซอ

ิ ธิ
6.2 ลาด ับและผลแห่งบุรม
ิ สท

ิ ธิสามั ญด ้วยกันตามมาตรา 253 ซงึ่ แบ่งออกเป็ น 5 ลาดับ ผู ้อยู่ใ นลาดับก่อน
1. ลาดับบุรม
ิ สท
ิ ธิดก
มีสท
ี ว่า คือจะได ้รับชาระหนีก
้ ่อนผู ้ทีอ
่ ยู่ในลาดับ ถัดไป


ิ ธิพเิ ศษมาในลาดับก่ อนบุรม
ิ ธิ
2. ถ ้าบุรม
ิ สทธิสามั ญแย ้งกับบุรม
ิ สทธิพเิ ศษแล ้ว
บุรม
ิ สท
ิ สท
ิ ธิสามั ญ
สามัญ (มาตรา 277 วรรค 2) เว ้นแต่ค่าใชจ่้ ายเพือ
่ ประโยชน์ร่วมกั นอันเป็ นบุรม
ิ สท
(มาตรา 253)
ิ ธิพเิ ศษเหนือสงั หาริมทรั พย์เ ดียวกันแย ้งกันขึน
3. กรณีบุรม
ิ สท
้ เอง มาตรา 278 จัดลาดับดังนี้
คือ
ิ ธิในมูลเชา่ อสังหาริมทรัพย์ พักอาศย
ั ในโรงแรมและรับขน
1.) บุรม
ิ สท
ิ ธิในมูลรักษาสังหาริมทรัพย์ แต่ถ ้ามีบุคคลหลายคนเป็ นผู ้รักษา ท่านว่า ผู ้รักษา
2.) บุรม
ิ สท
ภายหลังอยู่ในลาดับก่อนผู ้ทีไ่ ด ้รักษามาก่อน

สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

33
ิ ธิในมูลซอ
ื้ ขาย สังหาริมทรัพย์ ค่าเมล็ ดพั นธุ ์ ไม ้พันธุห
3.) บุรม
ิ สท
์ รือปุ๋ ย และค่าแรงงาน
ิ รรมและอุตสาหกรรม
กสก
ิ ธิในสว่ นบุ รม
ิ ธิสามั ญนั น
ิ ธิสามั ญต ้องรับ ชาระหนีเ้ อา
4. ผลแห่งบุรม
ิ สท
ิ สท

บุคคลผู ้มีบุ รม
ิ สท
จากสงั หา ริมทรัพย์ของลูกหนีก
้ ่อน ต่อเมือ
่ ยังไม่พอจึงให ้เอาชาระจากอสงั หาริมทรัพย์ไ ด ้ ผลของ
ิ ธิอันมีอยู่เหนือ สงั หาริมทรั พย์นัน
้ อ
บุรม
ิ สท

ท่านห ้ามมิให ้ใชเมื
่ บุคคลภายนอกได ้ทรัพย์นน
ั ้ จาก




ลูกหนีแ
้ ละได ้สงมอบทรั พย์ให ้กั นไปเสร็ จแล ้วหากกรณีมบ
ี ุรม
ิ สทธิแย ้งกับสทธิจานาสงหาริมทรัพย์
ิ ธิเป็ นอย่า งเดียวกับผู ้ทรงบุรม
ิ ธิในลาดับทีห
ท่านว่าผู ้รับ จานาย่อมมีสท
ิ สท
่ นึง่ ดังทีเ่ รียงไว ้ในมาตรา
ิ ธิพเิ ศษเหนืออสังหาริมทรัพย์นน
278 สว่ นบุ รม
ิ สท
ั ้ เจ ้าหนีต
้ ้องไปบอกลงทะเบียนไว ้ จึงจะมีผ ล
ิ ธิเหนืออสงั หาริมทรัพย์นน
บังคับเป็ นบุ รม
ิ สท
ั ้ ได ้
ิ ธิ
6.2.1 ลาด ับแห่งบุรม
ิ สท

ิ ธิ
ให ้อธิบายลาดับแห่งบุรม
ิ สท
ิ ธิ
ลาดับแห่ งบุรม
ิ สท
ิ ธิหลายรายแย ้งกันให ้ดูลาดับทีจ
(1) บุรม
ิ สท
่ ะให ้มีผ ลก่อนหลังกัน
ดัง่ ทีเ่ รียงลาดับไว ้ใน
มาตรา 253
ิ ธิสามัญแย ้งกับบุรม
ิ ธิพเิ ศษ ให ้ถือว่าบุรม
ิ ธิพเิ ศษอยู่ในลาดับก่อน แต่
(2) บุรม
ิ สท
ิ สท
ิ สท
ิ ธิในมูลค่าใชจ่้ ายเพือ
บุรม
ิ สท
่ ประโยชน์อันร่วมกันตามมาตรา 253 (1) ย่อมอยู่ในลาดับก่อ น ใน
ิ ธินัน
ฐานะทีจ
่ ะใชส้ ท
้ ต่อเจ ้าหนีผ
้ ู ้ได ้รับประโยชน์จากการนัน
้ หมดทุกคนด ้วยกัน ตามมาตรา 277
วรรค 2
ิ ธิพเิ ศษเหนือสังหาริมทรัพย์อั นเดียวกัน กฎหมายจั ดอันดับไว ้ในมาตรา 278
(3) บุรม
ิ สท
ิ ธิพเิ ศษแย ้งกันหลายรายเหนืออสงั หาริมทรั พย์อันหนึง่ อันเดียวกัน กฎหมายถือ
(4) บุรม
ิ สท
ว่าให ้ต่างคนต่างได ้รับชาระหนีเ้ ฉลีย
่ ตามสว่ นมากน ้อยแห่งจานวนทีต
่ นเป็ นเจ ้าหนีต
้ ามมาตรา 280

ิ ธิสามัญหลายรายแย ้งกัน ท่านให ้ถือว่า บุรม
ิ ธิทงั ้ หลายนัน
มาตรา 277 เมือ
่ มีบุรม
ิ สท
ิ สท
้ มีลาดับที่
จะให ้ผลก่อนหลัง ดังทีไ่ ด ้เรียงลาดับ ไว ้ใน มาตรา 253
ิ ธิสามัญแย ้งกับบุรม
ิ ธิพเิ ศษ ท่านว่าบุรม
ิ ธิพเิ ศษ ย่อมอยูใ่ นลาดับก่อน แต่
เมือ
่ มีบุรม
ิ สท
ิ สท
ิ สท


ิ ธินน
บุรม
ิ สทธิในมูลค่าใชจ่ายเพือ
่ ประโยชน์รว่ มกัน นัน
้ ย่อมอยูใ่ นลาดับก่อน ในฐานทีจ่ ะใชส้ ท
ั ้ ต่อเจ ้าหนีผ
้ ู้
ได ้รับ ประโยชน์จากการนัน
้ หมดทุกคนด ้วยกัน
ิ ธิแย ้งกันหลายรายเหนือสงั หาริมทรัพย์ อันหนึง่ อันเดียวกัน ท่านให ้ถือ
มาตรา 278 เมือ
่ มีบุรม
ิ สท
ลาดับก่อนหลังดังทีเ่ รียงไว ้ต่อไปนี้ คือ
ิ ธิในมูลเชา่ อสงั หาริมทรัพย์ พักอาศย
ั ในโรงแรมและ รับขน
(1) บุรม
ิ สท
ิ ธิในมูลรักษาสงั หาริมทรัพย์ แต่ถ ้ามีบค
(2) บุรม
ิ สท
ุ คลหลายคน เป็ นผู ้รักษา ท่านว่าผู ้ทีร่ ก
ั ษา
ภายหลังอยูใ่ นลาดับก่อนผู ้ทีไ่ ด ้รักษามาก่อน
ิ ธิในมูลซอ
ื้ ขายสงั หาริมทรัพย์ ค่าเมล็ดพันธุ ์ ไม ้พันธุ ์ หรือปุ๋ ย และค่าแรงงานกสก
ิ รรม
(3) บุรม
ิ สท
และอุตสาหกรรม
ิ ธิอยู่ในลาดับเป็ นทีห
ถ ้าบุคคลผู ้ใดมีบุรม
ิ ะสท
่ นึง่ และรู ้อยู่ในขณะ ทีต
่ นไดประโยชน์

แห่งหนีม
้ านัน

ิ ธิอยู่ใน ลาดับทีส
ิ ธิในการที่
ว่ายังมีบุคคลอืน
่ ซงึ่ มีบุรม
ิ สท
่ องหรือทีส
่ ามไซร ้ ท่านห ้ามมิให ้บุคคลผู ้นัน
้ ใชส้ ท
่ ว่ามา และท่านห ้ามมิให ้ใชส้ ท
ิ ธิ นีต
ตน อยู่ในลาดับก่อนนัน
้ ต่อบุคคลอืน
่ เชน
้ อ
่ ผู ้ทีไ่ ด ้รักษาทรัพย์ไว ้ เพือ


ประโยชน์แก่บุคคลผู ้มีบุรม
ิ สทธิในลาดับ ทีห
่ นึง่ นัน
้ เองด ้วย
ิ รรมอยูใ่ นลาดับ ทีห
ในสว่ นดอกผล ท่านให ้บุคคลผู ้ได ้ทาการงานกสก
่ นึง่ ผู ้สง่ เมล็ดพันธุ ์ ไม ้พันธุ ์
หรือปุ๋ ย อยู่ในลาดับทีส
่ องและผู ้ให ้ เชา่ ทีด
่ น
ิ อยู่ในลาดับทีส
่ าม
ิ ธิในลาดับเสมอกันเหนือ ทรัพย์อน
มาตรา 280 เมือ
่ บุคคลหลายคนมีบุรม
ิ สท
ั หนึง่ อันเดียวกัน ท่าน
ให ้ต่างคนต่างได ้รับชาระหนีเ้ ฉลีย
่ ตาม สว่ นมากน ้อยแห่งจานวนทีต
่ นเป็ นเจ ้าหนี้

ิ ธิ
6.2.2 ผลแห่งบุรม
ิ สท

ิ ธิสามั ญ บุรม
ิ ธิพเิ ศษ เมือ
ิ ของลูกหนีม
เจ ้าหนี้ผู ้ทรงบุรม
ิ สท
ิ สท
่ จะบั งคับเอาจากทรั พย์สน
้ ีผล
หรือหลักเกณฑ์อย่างไรบ ้าง อธิบาย
ิ ธิสามัญ
บุรม
ิ สท
(1) ต ้องบังคับเอาจากสังหาริมทรัพย์ก่อน
ต่อเมือ
่ ยั งไม่พอจึงให ้เอาชาระหนีจ
้ าก



อสงหาริมทรั พย์ไ ด ้ และอสงหาริมทรัพย์นน
ั ้ ก็ ต ้องบังคับเอาจากอสงหาริมทรั พย์ทไี่ ม่ได ้ตกอยู่ใน
ฐานเป็ นหลักประกันพิเ ศษ ตามมาตรา 283
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

34
ิ ธิดก
(2) แม ้จะไม่ได ้ไปลงทะเบียนเกีย
่ วด ้วยอสงั หาริมทรั พย์ ย่อมมีสท
ี ว่าเจ ้าหนีใ้ ดๆ ทีไ่ ม่ม ี
ิ ธิไว ้ ตามมาตรา 284
หลักประกันพิเศษ เว ้นแต่บุ คคลภายนอกผู ้ได ้ไปลงทะเบียนสท
ิ ธิพเิ ศษเหนืออสงั หาริมทรั พย์
บุรม
ิ สท
(1) ตามมาตรา 273 (1) 274 เจ ้าหนี้ต ้องจดทะเบียนจานวนหนีค
้ า่ รักษาอสงั หาริมทรัพย์


จึงจะมีผ ลบังคับเป็ นบุ รม
ิ สทธิพเิ ศษเหนืออสงหาริมทรัพย์ตามมาตรา 285
ิ ธิจานองมาหลังบุรม
ิ ธิตามมาตรา 285-286
(2) สท
ิ สท
้ ย
ิ ธิด ้วยตามแต่กรณี
(3) ให ้นาบทบัญญัตใิ นลักษณะจานองมาใชเกี
่ วกับผลแห่งบุ รม
ิ สท
(มาตรา 289)
ิ ธิในราคาทรั พย์สน
ิ และดอกเบีย
(4) ผู ้ขายอสงั หาริมทรั พย์มบ
ี ุ รม
ิ สท
้ ที่ค ้างชาระตาม มาตรา
273 (3) มาตรา 276 ผู ้ขายต ้องจดทะเบียนหนีท
้ ี่ค ้างชาระในเวลาจดทะเบียนการโอนขาย
ิ ธินี้
อสงั หาริมทรั พย์ จึงจะมีบุรม
ิ สท
ิ ธิในมูลจ ้างทาของเป็ นการงานท าขึน
(5) บุรม
ิ สท
้ บนอสงั หาริมทรั พย์ตามมาตรา 273 (2)


ิ ธิ
275 ต ้องทารายการประมาณการราคาชว คราวไปบอกลงทะเบียนไว ้ก่อนเริม ลงมือทาการบุรม
ิ สท
จึงจะมีผ ลบังคับ


ผลแห่งบุรม
ิ สทธิ
ิ ธิอน
มาตรา 281 บุรม
ิ สท
ั มีอยู่เหนือสงั หาริมทรัพย์นน
ั ้ ท่านห ้ามมิ ให ้ใช ้ เมือ
่ บุคคลภายนอกได ้
ทรัพย์นัน
้ จากลูกหนีแ
้ ละไดส้ ง่ มอบทรัพย์ ให ้กันไปเสร็จแล ้ว
ิ ธิแย ้งกับสท
ิ ธิจานาสงั หาริมทรัพย์ ท่านว่าผู ้รับจานาย่อมมีสท
ิ ธิเป็ นอย่าง
มาตรา 282 เมือ
่ มีบุรม
ิ สท
ิ ธิใน ลาดับทีห
เดียวกันกับผู ้ทรงบุรม
ิ สท
่ นึง่ ดังทีเ่ รียงไว ้ใน มาตรา 278 นัน

ิ ธิสามัญต ้องรับชาระหนีเ้ อาจาก สงั หาริมทรัพย์ของลูกหนีก
มาตรา 283 บุคคลผู ้มีบุรม
ิ สท
้ อ
่ น
ต่อเมือ
่ ยังไม่พอจึงให ้เอาชาระหนีจ
้ าก อสงั หาริมทรัพย์ได ้
ในสว่ นอสงั หาริมทรัพย์นน
ั้
ก็ต ้องรับชาระหนีเ้ อาจากอสงั หาริมทรัพย์อน
ั มิได ้ตกอยู่ในฐานเป็ น
ี ก่อน
หลักประกันพิเศษเสย
ิ ธิสามัญและละเลยด ้วยความประมาทเลินเล่อ ไม่สอดเข ้าแย ้งขัดในการแบ่ง
ถ ้าบุคคลใดมีบุรม
ิ สท
ิ ธิของตนต่อ
เฉลีย
่ ทรัพย์ ตามความทีก
่ ล่าวมาใน วรรคทัง้ สองข ้างบนนีไ้ ซร ้ อันบุคคลนัน
้ จะใชบุ้ รม
ิ สท
ิ ธิไว ้แล ้วเพือ

่ ทีต
บุคคลภายนอกผู ้ได ้จดทะเบียนสท
่ จะเอาใชจนถึ
งขนาด เชน
่ นจะหากได ้รับเพราะไดสอด

้ ไม่
เข ้าแย ้งขัดนัน
้ ท่านว่าหาอาจ จะใชได

อนึง่ บทบัญญัตท
ิ ก
ี่ ล่าวมาในวรรคทัง้ สามข ้างตนนี
้ ้
ท่านมิให ้ใชบั้ งคับหากว่าเงินทีข
่ าย
ิ อย่างอืน
อสงั หาริมทรัพย์ได ้นัน
้ จะพึงต ้องเอามาแบ่งเฉลีย
่ ก่อนเงินทีข
่ ายทรัพย์สน
่ ก็ดห
ี รือหากว่าเงินทีข
่ าย
อสงั หาริมทรัพย์อน
ั ตกอยู่ในฐานเป็ นหลักประกันพิเศษนัน
้ จะพึงต ้องเอามาแบ่งเฉลีย
่ ก่อนเงินทีข
่ าย
อสงั หาริมทรัพย์อย่างอืน
่ ก็ดจ
ุ กัน
ิ ธิสามัญนัน
มาตรา 284 บุรม
ิ สท
้ ถึงแม ้จะมิได ้ไปลงทะเบียนเกีย
่ วด ้วยอสงั หาริมทรัพย์ก็ด ี ย่อมจะ
้ ้าหนีใ้ ด ๆ ที่ ไม่มห

ยกขึน
้ เป็ นข ้อต่อสูเจ
ี ลักประกันพิเศษนัน
้ ได ้ แต่ความทีก
่ ล่าวนีท
้ า่ นมิให ้ใชไปถึ
งการ ต่อสู ้

บุคคลภายนอกผู ้ได ้ไปลงทะเบียนสทธิไว ้
ิ ธิในมูลรักษาอสงั หาริมทรัพย์นน
มาตรา 285 บุรม
ิ สท
ั ้ ถาหากว่

า เมือ
่ ทาการเพือ
่ บารุงรักษานัน

ิ ธิก็คงให ้ผลต่อไป
สาเร็จแล ้ว ไปบอกลงทะเบียนไว ้โดย พลันไซร ้ บุรม
ิ ะสท
ิ ธิในมูลจ ้างทาของเป็ นการงานทาขึน
มาตรา 286 บุรม
ิ สท
้ บน อสงั หาริมทรัพย์นน
ั ้ หากทารายการ
ิ ธิก็คงให ้ผลต่อไป แต่ถ ้า
ประมาณราคาชวั่ คราวไปบอก ลงทะเบียนไว ้ก่อนเริม
่ ลงมือการทาไซร ้ บุรม
ิ สท
ิ ธิในสว่ นจานวนทีล
ราคาทีท
่ าจริงนัน
้ ล้าราคาทีไ่ ดประมาณไว

้ชวั่ คราว ท่านว่า บุรม
ิ สท
่ ้าอยู่นน
ั ้ หามีไม่


สวนการทีจ่ ะวินจ
ิ ฉัยว่าอสงหาริมทรัพย์นน
ั ้ มีราคาเพิม
่ ขึน

เพราะ
การอันได ้ทาขึน
้ บน
ี่ วชาญขึน
อสงั หาริมทรัพย์มากน ้อยเพียงใดนัน
้ ท่านให ้ศาล ตัง้ แต่งผู ้เชย
้ เป็ นผู ้กะประมาณ ในเวลาทีม
่ แ
ี ย ้ง
ขัดในการ แบ่งเฉลีย่
ิ ธิใดได ้ไปจดลงทะเบียนแล ้วตามบทบัญญัต ิ แห่ง มาตรา ทัง้ สองข ้างบนนี้
มาตรา 287 บุรม
ิ สท
ิ ธินน
้ ้ก่อนสท
ิ ธิจานอง
บุรม
ิ สท
ั ้ ท่านว่าอาจจะใชได
ิ ธิในมูลซอ
ื้ ขายอสงั หาริมทรัพย์นน
ั ญาซอ
ื้ ขาย
มาตรา 288 บุรม
ิ สท
ั ้ หากว่า เมือ
่ ไปลงทะเบียนสญ

นัน
้ บอกลงทะเบียนไว ้ด ้วยว่าราคา หรือดอกเบีย
้ ในราคานัน
้ ยังมิได ้ชาระไซร ้ บุรม
ิ สทธินน
ั ้ ก็คงให ้ผลต่อไป
ิ ธินอกจากทีไ่ ด ้บัญญัตไิ วใน
มาตรา 289 ว่าถึงผลแห่งบุรม
ิ สท
้ มาตรา 281 ถึง 288 นีแ
้ ล ้ว ท่านให ้
นาบทบัญญัตท
ิ งั ้ หลายแห่งลักษณะจานอง มาใชบั้ งคับด ้วยตามแต่กรณี
ิ ธิพเิ ศษเหนือสงั หาริมทรัพย์
บุรม
ิ สท
ิ ธิเหนือสงั หาริมทรัพย์
(1) หากสงั หาริมทรัพย์นน
ั ้ ลูกหนีไ้ ด ้สง่ มอบให ้บุคคลภายนอกแล ้ว บุรม
ิ สท
ย่อมระงับไปเหนือสงั หาริมทรัพย์นน
ั ้ ตามมาตรา 281
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

35
ิ ธิจานาสงั หาริมทรัพย์ ผู ้รับจานาย่อมมีสท
ิ ธิเป็ นอย่างเดียวกันกับผู ้ทรงบุรม
ิ ธิ
(2) เมือ
่ แย ้งกับสท
ิ สท
ในลาดับทีห
่ นึง่ ดังทีเ่ รียงไวในมาตรา

278
แบบประเมินผลตนเองหน่วยที่ 6
ิ ธิพเิ ศษได ้แก่ บุรม
ิ ธิพเิ ศษเหนือสงั หาริมทรัพย์และเหนืออสงั หาริมทรัพย์
1. บุรม
ิ สท
ิ สท
ิ ธิในมูลซอ
ื้ ขายสงั หาริมทรัพย์หมายถึง
ิ ธิใ์ นทรัพย์สน
ิ ทีต
ื้ ขายโอนไป
2. บุรม
ิ สท
กรณีกรรมสท
่ ้องซอ
ื้ แล ้ว แต่ผู ้ซอ
ื้ ยังต ้องชาระราคาซอ
ื้ และดอกเบีย
เป็ นของผู ้ซอ

ิ ธิพเิ ศษเหนือสงั หาริมทรัพย์ได ้แก่ ค่าเชา่ สงั หาริมทรัพย์ ค่าพักอาศย
ั ในโรงแรม
3. บุรม
ิ สท
ิ ธิพเิ ศษเหนืออสงั หาริมทรัพย์ได ้แก่ ค่าจ ้างทาของเป็ นการงานทาขึน
4. บุรม
ิ สท
้ บนอสงั หาริมทรัพย์
ค่ารักษาอสงั หาริมทรัพย์
ิ ธิพเิ ศษเหนืออสงั หาริมทรัพย์ได ้แก่ ค่ารักษาอสงั หาริมทรัพย์ จ ้างทาของเป็ นการงานทา
5. บุรม
ิ สท
ขึน
้ บนอสงั หาริมทรัพย์
ิ ธิสามัญหลายรายแย ้งกัน เรียงลาดับได ้ดังนีค
6. เมือ
่ มีบุรม
ิ สท
้ อ
ื ค่าใชจ่้ ายเพือ
่ ประโยชน์อน
ั ร่วมกัน ค่า

ปลงศพ ค่าภาษี อากร ค่าจางเสมี

ยน ค่าคนใชคนงาน
และค่าเครือ
่ งอุปโภคบริโภคอันจาเป็ นประจาวัน
ิ ธิสามัญแย ้งกับบุรม
ิ ธิพเิ ศษ กฎหมายบัญญัตวิ า่ ให ้บุรม
ิ ธิพเิ ศษมาเป็ นลาดับก่อน
7. ถ ้าบุรม
ิ สท
ิ สท
ิ สท
ิ ธิสามัญได ้รับยกเว ้นให ้มาก่อนบุรม
ิ ธิพเิ ศษ
เว ้นแต่คา่ ใชจ่้ ายเพือ
่ ประโยชน์รว่ มกันอันเป็ นบุรม
ิ สท
ิ สท
ิ ธิสามัญจะบังคับชาระหนีจ
ิ ของลูกหนีไ้ ด ้โดย ต ้องเข ้าขอเฉลีย

8. เจ ้าหนีบ
้ ุรม
ิ สท
้ ากทรัพย์สน
่ ทรัพย์สน
ของลูกหนีก
้ อ
่ นทีจ่ ะถูกแบ่งชาระเจ ้าหนีอ
้ น
ื่
ิ ธิพเิ ศษเหนือสงั หาริมทรัพย์ ระงับสน
ิ้ ไปเมือ
ิ ธิถก
9. บุรม
ิ สท

สงั หาริมทรัพย์อน
ั เป็ นวัตถุแห่งบุรม
ิ สท

โอนและสง่ มอบให ้แก่บุคคลภายนอก
ิ ธิ พิเศษเหนือสงั หาริมทรัพย์นน
ิ ธิดก
10. ผู ้รับจานาสงั หาริมทรัพย์กบ
ั ผู ้มีบุรม
ิ สท
ั ้ ผู ้รับจานามีสท
ี ว่า
ิ ธิ ดีกว่าเจ ้าหนีส
11. เจ ้าหนีจ
้ านองนัน
้ มีสท
้ ามัญ
ิ ธิพเิ ศษเหนือสงั หาริมทรัพย์ กับผู ้รับจานาสงั หาริมทรัพย์ ผู ้รับจานามีสท
ิ ธิดก
12. ผู ้มีสท
ี ว่า

หน่วยที่ 7 ลูกหนีเ้ จ้า หนีห
้ ลายคน
1. เกีย
่ วกับการชาระหนี้ หนีแ
้ บ่งออกเป็ นสองประเภทคือ หนีท
้ ก
ี่ ารชาระหนี้ แบ่งชาระได ้และ
แบ่งชาระไม่ได ้
2. หนีท
้ ก
ี่ ารชาระหนีแ
้ บ่งชาระได ้ ถ ้ามีลก
ู หนีห
้ ลายคนและเจ ้าหนีห
้ ลายคน ลูก หนีแ
้ ต่ละคน
ิ ธิทจ
จะต ้องรับผิดเพียงเป็ นสว่ นเท่าๆกั น
และเจ ้าหนีแ
้ ต่ละคนก็ มส
ี ท
ี่ ะได ้รับแต่เพียงเป็ นสว่ น
เท่าๆกัน
่ อย่างลูกหนี้
3. ถ ้าบุคคลหลายคนเป็ นหนีอ
้ ันจะแบ่งกั นชาระมิได ้บุ คคลเหล่านั น
้ ต ้องรับผิดเชน
ร่วมกัน
4. ถ ้าการชารับ หนีเ้ ป็ นการอันจะแบ่งกันชาระมิไ ด ้ และมีบุ คคลหลายคนเป็ นเจ ้าหนี้ ถ ้าบุคคล
เหล่านั น
้ มิได ้เป็ นเจ ้าหนี้ร่วมลูกหนีไ้ ด ้แก่จะชาระหนีไ้ ว ้ได ้ประโยชน์แก่บุคคลเหล่านัน
้ ทั ง้ หมด
ด ้วยกัน และเจ ้าหนีแ
้ ต่ละคนจะเรียกชาระหนีไ้ ด ้ก็ แต่เพือ
่ ได ้ประโยชน์ด ้วยกันหมดทุกคนเท่า นัน

5. ลูกหนีร้ ่ วม คือบุ คคลหลายคนซงึ่ มีหน ้าทีร่ ่วมกั นทีจ
่ ะต ้องรับผิดช าระหนี้ตอ
่ เจ ้าหนีจ
้ นกว่าจะ
ิ้ เชงิ
ได ้รับชาระหนีโ้ ดยสน
6. ในระหว่างลูกหนีร้ ่วมกัน ต่างคนต่า งต ้องรับผิดชอบเป็ นสว่ นเท่าๆ กัน เว ้นแต่จะได ้กาหนด
ไว ้เป็ นอย่างอื่น
ิ ธิเรียกร ้องการชาระหนีโ้ ดยทานอง ซ งึ่ แต่ละคนอาจ
7. เจ ้าหนี้ร่วมคือบุ คคลหลายคนซงึ่ มีสท
ิ้ เช งิ ได ้
เรียกให ้ชาระหนีส
้ น
8. ในระหว่างเจ ้าหนีร้ ่วมกั น ต่างคนย่อมทีจ
่ ะได ้รับชาระหนีเ้ ป็ นสว่ นเท่า ๆ กั น เว ้นแต่จะได ้
กาหนดไว ้เป็ นอย่างอืน

9. ลูกหนีร้ ่วมและเจ ้าหนี้ร่วมเกิดขึน
้ ได ้โดยผลของนิตก
ิ รรมและโดยบัญญัตข
ิ องกฎหมาย
7.1 หนีท
้ ก
ี่ ารชาระหนีแ
้ บ่งชาระได้และแบ่งชาระไม่ได้
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

36
1. หนีท
้ ก
ี่ ารชาระหนีแ
้ บ่งชาระได ้หมายถึงหนีท
้ ส
ี่ ามารถแบ่ งชาระได ้เป็ นสัดสว่ น โดยในทีส
่ ุด
้ ้ครบถ ้วนบริบูรณ์หนีท
เมือ
่ รวมกันเข ้าแล ้วก็ จะเป็ นการใชหนี
้ ก
ี่ ารชาระหนีแ
้ บ่งชาระไม่ได ้ คือหนีซ
้ งึ่
ไม่สามารถแยกชาระเป็ นสัดสว่ นได ้ โดยพิจารณาจากสภาพแห่ งหนี้นน
ั ้ โดยบทบัญญัตก
ิ ฎหมาย
หรือโดยเจตนาของคูก
่ รณี
2. ถ ้าการชาระหนีเ้ ป็ นการอันจะแบ่ งชาระได ้
และมีบุคคลหลายคนเป็ นลูกหนี้หรือมีบุคคล

หลายคนเป็ นเจ ้าหนี้ เมือ
่ กรณีเป็ นทีส
่ งสย ลูก หนีแ
้ ต่ละคนจะต ้องรับผิดเพียงเป็ นสว่ นเท่า ๆ กัน
และเจ ้าหนีแ
้ ต่ละคนก็ ชอบทีจ
่ ะได ้รับเพียงเป็ นสว่ นเท่า ๆ กัน
่ อย่า ง
3. ถ ้าบุคคลหลายคนเป็ นหนีอ
้ ันจะแบ่งกั นชาระไม่ได ้
บุคคลเหล่า นัน
้ ต ้องรับ ผิดเชน
ลูกหนีร้ ่วมกัน
4. ถ ้าการชาระหนีเ้ ป็ นการอันจะแบ่ งกันชาระมิไ ด ้ และมีบุคคลหลายคนเป็ นเจ ้าหนี้ ถ ้าบุคคล
เหล่านั น
้ มิได ้เป็ นเจ ้าหนี้ร่วมกัน ลูกหนีไ้ ด ้แต่จะชาระหนีใ้ ห ้ได ้ประโยชน์แก่บุคคลเหล่า นัน
้ ทัง้ หมด
ด ้วยกัน และเจ ้าหนีแ
้ ต่ละคนจะเรียกชาระหนีไ้ ด ้ก็ แต่เ พือ
่ ได ้ประโยชน์ด ้วยกันหมดทุกคนเท่า นัน
้ วิธ ี
เดียวกันนีใ้ ชกั้ บการทีล
่ ก
ู หนี้วางทรัพย์เ พือ
่ ประโยชน์แก่เจ ้าหนีด
้ ้วย
5. ข ้อความจริงใดทีเ่ ท ้าถึงเจ ้าหนีค
้ นหนึง่ เท่านั น

หาเป็ นไปเพือ
่ คุณหรือโทษแก่เจ ้าหนี้คน
อืน
่ ๆด ้วยไม่
หนีท
้ ก
ี่ ารชาระหนีแ
้ บ่งชาระได้
ในหนีท
้ แ
ี่ บ่งกันชาระได ้นั น
้ ถ ้ามีลก
ู หนีห
้ ลายคนหรือมีเจ ้าหนีห
้ ลายคน ลูกหนีห
้ รือเจ ้าหนี้


หลายคนเหล่า นีม
้ ค
ี วามรับผิดซ งกันและกันอย่ างไรบ ้าง
7.1.1

มาตรา 290 บัญญัตวิ า่ ถ ้าหนีเ้ ป็ นอันจะแบ่งกันชาระได ้ และมีบุคคลหลายคนเป็ นลูกหนี้ หรือมี
ั ลูกหนีแ
บุคคลหลายคนเป็ นเจ ้าหนี้ เมือ
่ กรณีเป็ นทีส
่ งสย
้ ต่ละคนจะต ้องรับผิดเพียงเป็ นสว่ นเท่าๆ กัน และ


เจ ้าหนีแ
้ ต่ละคนก็มส
ี ทธิทจี่ ะได ้รับชาระหนีเ้ พียงเป็ นสวนเท่าๆ กัน ทีก
่ ฎหมายบัญญัตวิ า่ เมือ
่ กรณีเป็ นที่
ั เพราะเหตุวา่ การทีห
สงสย
่ นีม
้ ล
ี ก
ู หนีห
้ ลายคนหรือเจ ้าหนีห
้ ลายคนนัน
้ มีความหมายไดสองประการ

คืออาจ
เป็ นลูกหนีห
้ รือเจ ้าหนีธ
้ รรมดา หรืออาจเป็ นลูกหนีร้ ว่ มหรือเจ ้าหนีร้ ว่ มก็ได ้ ซงึ่ มีผลในทางกฎหมายแตกต่าง
ิ้ เชงิ
กันมาก เพราะการเป็ นลูกหนีร้ ว่ มนัน
้ ลูกหนีร้ ว่ มอาจถูกเรียกให ้ชาระโดยสน
และการเป็ นเจ ้าหนีร้ ว่ มก็
่ กันคือเจ ้าหนีม
ิ ธิทจี่ ะเรียกให ้ลูกหนีค
ิ้ เชงิ
เชน
้ ส
ี ท
้ นใดคนหนึง่ ชาระหนีโ้ ดยสน
ฉะนัน
้ เมือ
่ ไม่มพ
ี ฤติการณ์แน่
ั ว่าลูกหนีห
ชด
้ ลายคนหรือเจ ้าหนีห
้ ลายคนนัน
้ เป็ นลูกหนีร้ ว่ มหรือเจ ้าหนีร้ ว่ มแล ้ว
ให ้ถือว่าเป็ นลูกหนีห
้ รือ




เจ ้าหนีธ
้ รรมดา มีผลให ้ลูกหนีแ
้ ต่ละคนมีสวนรับผิดชอบในหนีเ้ พียงเป็ นสวนเท่าๆ กัน สวนเจ ้าหนีก
้ ม
็ ส
ี ทธิท ี่
จะได ้รับชาระหนีเ้ พียงเป็ นสว่ นเท่าๆ กัน ทีก
่ ฎหมายให ้รับผิดชอบและรับชาระหนีเ้ พียงเป็ นสว่ นเท่าๆ กัน
ิ ธิระหว่างลูกหนีแ
เฉพาะสท
้ ละเจ ้าหนีเ้ ท่านัน

สว่ นข ้อตกลงระหว่างลูกหนีห
้ รือเจ ้าหนีม
้ ไี ว ้อย่างไร ก็ย่อม

เป็ นไปตามข ้อตกลงการแบ่งสวนกันก็ต ้องเป็ นไปตามข ้อตกลงระหว่างกัน

หนีท
้ ก
ี่ ารชาระหนีแ
้ บ่งชาระไม่ได้
การชาระหนีท
้ แ
ี่ บ่งกั นชาระไม่ได ้หมายความว่าอย่ างไร กฎหมายบั ญญัตเิ กีย
่ วกั บการชาระ
หนีท
้ แ
ี่ บ่งชาระไม่ไ ด ้และมีบุคคลหลายคนเป็ นเจ ้าหนีแ
้ ต่มใิ ชเ่ จ ้าหนีร้ ่วมไว ้อย่ างไรบ ้าง
ิ ทีไ่ ม่ สามารถแบ่งกันได ้เป็ นสว่ น หากแบ่ง
การชาระหนีท
้ แ
ี่ บ่งชาระกันไม่ได ้หมายถึงหนีส
้ น
ั สว่ นแล ้วจะไม่ทาให ้การชาระหนีถ
ออกเป็ นสด
้ ก
ู ต ้องสมบูรณ์หรือทาให ้สภาพแห่งหนี้เปลีย
่ นแปลง
ไปจากเดิม
หนีท
้ ก
ี่ ารชาระหนีแ
้ บ่งชาระไม่ไ ด ้นั น
้ มาตรา 302 บัญญัตวิ ่าถ ้ามีลก
ู หนีห
้ ลายคนหรือเจ ้าหนี้
หลายคนแต่ไม่ไ ด ้เป็ นลูกหนีร้ ่วมหรือเจ ้าหนีร้ ่วมลูกหนี้จะชาระหนีไ้ ด ้ก็ แ ต่เฉพาะแต่ให ้ได ้ประโยชน์
แก่เจ ้าหนี้ด ้วยกันหมดทุกคนและเจ ้าหนี้จะเรียกให ้ลูกหนีช
้ าระหนีไ้ ด ้ก็ เ ฉพาะแต่ให ้ได ้ประโยชน์แก่
เจ ้าหนี้ด ้วยกันหมดทุก คนเท่านัน

นอกจากนีถ
้ ้าหากมีความจาเป็ น เจ ้าหนี้จะเรียกให ้ลูกหนีว้ าง
ทรัพย์ไว ้ ณ สานักงานวางทรัพย์กระทรวงยุตธิ รรมเพือ
่ ให ้ได ้ประโยชน์แก่เจ ้าหนีด
้ ้วยกันหมดทุก
คน หรือถ ้าทรัพย์ไม่สมควรแก่การจะวางขอให ้ศาลตัง้ ผู ้พิทักษ์ ทรัพย์เ พือ
่ รักษาทรัพย์นัน
้ ก็ได ้
7.1.2

7.2 ลูกหนีร
้ ว่ ม

1. ลูกหนีร้ ่ วมคือ
บุ คคลหลายคนซงึ่ มีหน ้าทีร่ ่วมกั นทีจ
่ ะต ้องรับผิดชาระหนีต
้ อ
่ เจ ้าหนี้จนกว่า
ิ้ เชงิ และเกิดขึน
เจ ้าหนี้จะได ้รับชาระหนีโ้ ดยสน
้ ได ้โดยนิตก
ิ รรมสัญญาและโดยบทบัญญัตข
ิ อง
กฎหมาย

สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

37
2. ลูกหนี้คนหนึง่ ชาระหนีย
้ ่อมเป็ นประโยชน์แก่ลก
ู หนีค
้ นอื่นด ้วยการชาระหนีใ้ ห ้รวมถึงการใดๆ
ิ แทนชาระหนีแ
อันพึงกระทาแทนชาระหนี้ วางทรัพย์สน
้ ละหักกลบลบหนี้ด ้วย
ิ ธิเรียกร ้องอะไรลูกหนี้คนอืน
ิ ธินน
้ กกลบลบหนี้
3. ลูกหนีร้ ่ วมกันคนหนึง่ มีสท
่ ๆ จะเอาสท
ั ้ ไปใช หั
ไม่ได ้
4. การปลดหนีใ้ ห ้แก่ลก
ู หนีร้ ่วมกันคนหนึง่ นัน
้ ย่อมเป็ นประโยชน์แก่ลก
ู หนีค
้ นอืน
่ ๆ เพียงเท่า

สวนของลูกหนีท
้ ไี่ ด ้ปลดให ้ เว ้นแต่จะได ้ตกลงกันเป็ นอย่ างอืน

5. การผิดนัดของเจ ้าหนีต
้ อ
่ ลุกหนี้ร่วมคนหนึง่ ย่อมเป็ นคุณแก่ลก
ู หนีค
้ นอืน
่ ๆ ด ้วย
6. ข ้อความจริงใด เมือ
่ เท ้าถึงตัวลูกหนีร้ ่วมกับ คนใดๆ ย่อมเป็ นไปเพือ
่ คุณและโทษแต่เฉพาะ
แก่ลก
ู หนีค
้ นนัน
้ เว ้นแต่จะปรากฏว่าขัดกับสภาพแห่งหนีน
้ ัน
้ เอง
7. ในระหว่างลูกหนีร้ ่วมกัน ต่างคนต่างต ้องรับผิดเป็ นสว่ นเท่า ๆ กัน เว ้นแต่จะได ้กาหนดไว ้เป็ น
อย่างอืน

8. ถ ้าสว่ นที่ลก
ู หนี้ร่วมกับคนใดคนหนึง่ จะพึงชาระเป็ นอันจะเรียกเอาจากคนนั น
้ ไม่ ได ้ยัง ขาด
จานวนอยู่เท่าไร ลูก หนีค
้ นอืน
่ ๆ ก็ ต ้องรับใช ้ แต่ถ ้าลูกหนีร้ ่วมกันคนใดเจ ้าหนีไ้ ด ้ปลดให ้หลุดพ ้น

จากหนีอ
้ ันร่วมกันนัน
้ สวนที่ลก
ู หนี้คนนั น
้ จะพึงต ้องชาระหนี้ตกเป็ นพับแก่เ จ ้าหนีไ้ ป
ล ักษณะของลูกหนีร้ ว่ ม
ลูกหนีร้ ่ วมมีลก
ั ษณะสาคัญอย่างไร อธิบายและยกตัวอย่างประกอบ
ลักษณะสาคัญของลูก หนีร้ ่วมตามทีบ
่ ั ญญัตไิ ว ้ในมาตรา 291 นัน
้ มีลก
ั ษณะสาคัญดังนีค
้ อ




ลูกหนีร้ ่ วมแต่ละคนอาจถูกเรียกร ้องให ้ชาระหนี้โดยสนเชง ทัง้ นีส
้ ุดแล ้วแต่เ จ ้าหนีจ
้ ะเรียกให ้ลูกหนี้
ิ้ เช งิ แล ้ว เจ ้าหนีจ
ร่วมคนใดชาระ ถ ้าลูก หนีร้ ่วมชาระหนี้โดยสน
้ ะเรียกให ้ลูก หนีค
้ นอืน
่ ชาระหนีอ
้ ก

ไม่ได ้ เพราะลูกหนีม
้ ห
ี น ้าทีช
่ าระหนีเ้ พียงครัง้ เดียวเท่า นัน
้ ถ ้าหากเจ ้าหนีเ้ รียกถ ้าหากเจ ้าหนีเ้ รียก
ให ้ลูกหนี้คนใดชาระหนีแ
้ ล ้วแต่ยังได ้ไม่ ครบ ลูกหนี้ร่วมทุกคนก็ ยังคงต ้องผูกพันทีจ
่ ะถูกเรียกชาระ
ิ้ เชงิ เชน
่ ก. ข. ค. เป็ นลูกหนีร้ ่วมเงินกู ้ ง. ไป 3,000
หนีอ
้ ยู่ จนกว่าเจ ้าหนี้จะได ้รับชาระหนีโ้ ดยสน
บาท เมือ
่ หนี้ครบกาหนดชาระ ง. จะเรียกเก็บให ้ ก. หรือ ข. หรือ ค. คนใดคนหนึง่ หรือทุกคนชาระ
ิ้ เช งิ ได ้ หากเรียกจากคนใดคนหนึง่ ได ้เพียง 1,000 บาท สว่ นทีเ่ หลืออีก 2,000
หนีใ้ ห ้แก่ ง. จนสน
บาท ก. ข. ค. ทัง้ สามคนก็ยังคงต ้องรับผิดร่วมกันชาระหนีใ้ ห ้แก่ ง. อยู่จนกว่า ง. จะได ้รับชาระหนี้
ทัง้ หมด
7.2.1

ผลแห่งการเป็นลูกหนีร้ ว่ ม
ผลประโยชน์ทไี่ ด ้จากการเป็ นลูกหนีร้ ่วมนั น
้ มีอะไรบ ้าง
ี ร่วมกัน ผลประโยชน์ท ี่
การเป็ นลูกหนีร้ ่วมนัน

ลูก หนีแ
้ ต่ละคนย่อมมีผลประโยชน์ได ้เสย
ลูกหนีร้ ่วมได ้ร่วมกันนั น
้ คือ
1) ความไม่สมบูรณ์แห่งหนี้ ไม่ว่าหนี้นน
ั ้ จะไม่สมบูรณ์ด ้วยเหตุใ ดๆ ก็ตาม ย่อมทาให ้หนีน
้ ัน

่ หนีท
เกิดไม่ได ้ เมือ
่ ไม่มห
ี นีเ้ กิดขึน
้ ลูกหนีท
้ ุกคนก็ ไม่ต ้องรับผิดในหนีเ้ ชน
้ เี่ กิดจากการเล่นการพนัน




ซงกฎหมายบัญญัตไิ ว ้ชดแจ ้งว่าเป็ นการขัดต่อ ความสงบเรียบร ้อยและศ ลธรรมอันดีของประชาชน
ถ ้ามีหนีป
้ ระเภทนีเ้ กิดขึน
้ ก็เป็ นหนีท
้ ไี่ ม่ชอบด ้วยกฎหมาย ลูกหนีไ้ ม่ต ้องรับผิดชอบในหนีด
้ ังกล่าว

2) ความระงับแห่งหนี้ หนีน
้ ัน
้ ไม่ว่า จะระงับไปด ้วยประการใดๆ เชน
ลูกหนีช
้ าระหนีใ้ ห ้


เจ ้าหนีท
้ ั ง้ หมด หนีก
้ ็ ระงับทัง้ หมดหรือชาระหนีไ้ ปบางสวนหนีก็ระงับไปบางสว น หรือมีการกระทา
่ การยอมรับเอาทรั พย์สน
ิ อืน
อย่างอืน
่ เทียบได ้กับการชาระหนีเ้ ชน
่ แทนการชาระหนี้ การวางทรั พย์
การกลบในหนี้ การปลดหนีเ้ ป็ นต ้น เมือ
่ หนีร้ ะงับไปด ้วยเหตุตา่ งๆ ดังกล่าว ลูกหนีท
้ ุ กคนย่อมได ้
ประโยชน์ด ้วยกันหมดทุกคน
3) การผิดนัดของเจ ้าหนี้ ตามมาตรา 294 นั น
้ หากเจ ้าหนี้ผด
ิ นัดต่อ ลูกหนี้คนหนึง่ ย่อมถือ
ว่าเจ ้าหนีอ
้ น
ื่ ผิดนัดด ้วย คือลูกหนีไ้ ด ้ประโยชน์ด ้วยกันในการทีเ่ จ ้าหนีผ
้ ด
ิ นัดต่อลูกหนีร้ ่วมกันคนใด
ิ ธิทจ
ิ้ เชงิ
คนหนึง่
ทั ง้ นีก
้ ็ เพราะการเป็ นลูกหนีร้ ่วมนัน

เจ ้าหนีม
้ ส
ี ท
ี่ ะเรียกให ้ลูกหนีช
้ าระได ้โดยสน
และลูกหนี้จะเลือกชาระหนีใ้ ห ้แก่เจ ้าหนี้คนใดก็ ไ ด ้ เมือ
่ ลูกหนีเ้ ลือกชาระหนีใ้ ห ้เจ ้าหนีแ
้ ล ้ว เจ ้าหนี้



ผิดนัดลูกหนีอ
้ น
ื่ ก็ ย่อมได ้ประโยชน์ด ้วยเพราะลูกหนีม
้ ห
ี น ้าที่จะต ้องชาระหนีโ้ ดยสนเชงให ้แก่
เจ ้าหนีแ
้ ต่เพียงครัง้ เดียว
7.2.2

สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

38
นายมั่นกับนายเหมาะได ้กู ้เงินนายหมายไป 6,000 บาท โดยยอมตนผูกพันเป็ นลูกหนี้ร่วม
ต่อมาเมือ
่ หนีเ้ งินกู ้นี้ขาดอายุความแล ้ว นายมั่ นได ้ชาระหนีใ้ ห ้แก่นายหมายไป 3,000 บาท แต่นาย
่ นีใ้ นหมายจะเรียกให ้นายมั่นกับนายเหมาะชาระหนี้ทเี่ หลือให ้แก่ตนได ้
เหมาะไม่ยอมชาระหนี้ เชน
หรือไม่ เพราะเหตุใด
เมือ
่ หนีข
้ าดอายุความแล ้วลูกหนีไ้ ม่ จาเป็ นต ้องชาระหนีใ้ ห ้แก่เจ ้าหนี้ แต่เมือ
่ ลูก หนีช
้ าระหนี้
ให ้แก่เจ ้าหนีแ
้ ล ้วลูกหนีจ
้ ะเรียกคืนไม่ได ้ตามอุทาหรณ์ หนีข
้ าดอายุความแล ้ว นายหมายจะเรียกให ้
นายมั่นนายเหมาะชาระหนีร้ ่วมทีเ่ หลือไม่ได ้ หากนายหมายนาคดีขน
ึ้ ฟ้ อ งศาล ทัง้ นายมั่นกับนาย
ิ ธิทจ
้ อ
เหมาะมีสท
ี่ ะยกอายุ ความขึน
้ ต่อ สูเพื
่ ไม่รับผิดได ้ แต่ถ ้าหากผู ้หนึง่ ผู ้ใดยกอายุความขึน
้ ต่อสู ้
่ นี้ การยกไม่ยกอายุความขึน
แต่อก
ี คนไม่ยกเชน
้ ต่อสูนี้ ้ย่อมเป็ นไปเพือ
่ คุณและโทษแก่ลก
ู หนีร้ ่วม
คนนั น
้ โดยเฉพาะ
ั ันธ์ระหว่างลูกหนีร้ ว่ ม
ความสมพ
นายมิง่ นายมีแ ละนายมา กู ้เงินนายแมนไป 9,000 บาท โดยยอมผูก พันตนเป็ นลูกหนี้ร่วม
เมือ
่ หนีถ
้ งึ กาหนดชาระ นายมิง่ ไม่ชาระหนีแ
้ ละได ้รับอุบัตเิ หตุจากรถชนกั นจนแขนขาขาดทัง้ หมด
ี ไม่ได ้ ไม่มท
ิ อะไรเลยที่จะนาไปชาระหนีไ้ ด ้ นายมีเองมีทรัพย์สน
ิ พอจะชาระ
ประกอบอาชพ
ี รั พย์สน
่ นี้ นาย
หนีแ
้ ต่ก็ไม่ยอมชาระหนี้ นายมาจึงได ้ชาระหนีใ้ ห ้แก่นายแมนไปทัง้ หมด 9,000 บาท เชน
ิ ธิทจ
มามีสท
ี่ ะไล่เบีย
้ เอาจากนายมิง่ และนายมีไ ด ้เพียงใดหรือไม่
มาตรา 296 บั ญญัตวิ ่าในระหว่า งลูกหนีร้ ่วมกันทั ง้ หลายนั น
้ ต่างคนต่างรับผิดเป็ นสว่ นเท่า ๆ

กัน เว ้นแต่จะได ้กาหนดไว ้เป็ นอย่า งอืน
่ ถ ้าสว นทีล
่ ก
ู หนีร้ ่วมกันคนใดคนหนึง่ จะพึงชาระนัน
้ เป็ นอั น
จะเรียกเอาจากคนนัน
้ ไม่ไ ด ้ ยังขาดจานวนอยู่เท่าไร ลูก หนีค
้ นอืน
่ ๆ ซงึ่ จาต ้องออกสว่ นด ้วยนัน
้ ก็
ต ้องรับใช ้
ิ อะไรจะชาระหนี้ นายมาจึงไม่ สามารถจะเรียกให ้
ฉะนัน
้ ตามอุทาหรณ์นายมิง่ ไม่มท
ี รั พย์สน
ิ ธิทจ
นายมิง่ ชาระได ้ แต่นายมามีสท
ี่ ะไล่เบีย
้ เอาสว่ นที่จ่ายเกินไปจากนายมีได ้โดยนายมีต ้องรับผิด
ในสว่ นของตน 3,000 บาท และเนือ
่ งจากไม่สามารถเรียกให ้นายมิง่ ชาระหนี้ได ้ นายมีกับนายมา
ิ ธิไล่เบีย
จะต ้องเฉลีย
่ กันรับผิดชอบในสว่ นของนายมิง่ อีก คนละ 1,500 บาท ฉะนั น
้ นายมามีสท
้ เอา
จากนายมีไ ด ้จานวน 4,500 บาท
7.2.3

7.3 เจ้าหนีร้ ว
่ ม

ิ ธิเ รียกร ้องการชาระหนีโ้ ดย
1. เจ ้าหนี้ร่วมคือ
ในหนี้รายเดียวกันแต่มบ
ี ุ คคลหลายคนมีสท





ิ้ เชงิ แต่ผู ้เดียว
ทานองซงแต่ละคนอาจจะเรียกให ้ชาระหนีส
้ นเชง ถึงแม ้ว่ าลูกหนีจ
้ าต ้องชาระหนีส
้ น
2. ในหนีท
้ ม
ี่ เี จ ้าหนีร้ ่ วม ลูกหนีจ
้ ะชาระหนีใ้ ห ้แก่เจ ้าหนี้คนใดคนหนึง่ ก็ ไ ด ้ตามแต่จะเลือก แม ้
เจ ้าหนี้คนหนึง่ จะได ้ยืน
่ ฟ้ อ งเรียกชาระหนีไ้ ว ้แล ้ว
3. เจ ้าหนี้ร่วมเกิดขึน
้ โดยนิตก
ิ รรมสัญญาและโดยบทบั ญญัตข
ิ องกฎหมาย
4. เจ ้าหนี้ร่วมคนหนึง่ ผิดนัดย่อมเป็ นโทษแก่เจ ้าหนี้คนอืน
่ ๆด ้วย


ิ ธิของ
5. ถ ้าสทธิเรียกร ้องและหนีส
้ นเป็ นอันเกลือ
่ นกลืนกันไปในเจ ้าหนี้ร่วมกันคนหนึง่
สท
เจ ้าหนี้คนอื่นๆ อันมีตอ
่ ลูกหนี้ย่อมระงับไป
6. เจ ้าหนี้ร่วมกันคนหนึง่ รับช าระหนีแ
้ ล ้ว เจ ้าหนีค
้ นอืน
่ ๆจะเรียกให ้ชาระหนีน
้ น
ั ้ อีกไม่ได ้ การรับ

ชาระหนีใ้ ห ้รวมถึงการรับทรั พย์สนอย่างอื่นแทนการชาระหนีแ
้ ละการหักลบหนี้ด ้วย
ิ ธิเรียกร ้องให ้แก่บุคคลอืน
ิ ธิ
7. การทีเ่ จ ้าหนีร้ ่วมกันคนหนึง่ โอนสท
่ ๆไป หากระทบกระทั่งถึงสท
ของเจ ้าหนี้คนอืน
่ ๆ ด ้วยไม่
8. ถ ้าเจ ้าหนีร้ ่ วมกันคนใดคนหนึง่ ปลดหนีใ้ ห ้แก่ลก
ู หนีแ
้ ล ้ว มีผลให ้หนีน
้ ัน
้ ระงับไปตามสว่ นที่
ิ้ เชงิ เจ ้าหนีค
ิ ธิทจ
เจ ้าหนี้ได ้ปลดให ้ ถ ้าปลดหนีใ้ ห ้สน
้ นอืน
่ ๆก็ หมดสท
ี่ ะเรียกให ้ลูกหนีช
้ าระหนีอ
้ ก

9. ถ ้าข ้อความจริงใดเท ้าถึงเจ ้าหนีร้ ่วมกันคนใด
ย่อมเป็ นคุณและโทษแก่เ จ ้าหนี้คนนัน

ิ ธิของเจ ้าหนี้ร่วมคนอืน
โดยเฉพาะ ไม่กระทบกระทั่งถึงสท
่ ๆ
ล ักษณะของเจ้า หนีร้ ว่ ม
เจ ้าหนี้ร่วมมีลก
ั ษณะสาคัญอย่า งไร
และความรับผิดในฐานะเจ ้าหนีร้ ่ วมจะเกิดขึน
้ ได ้ใน
กรณีใดบ ้าง
เจ ้าหนี้ร่วมมีลก
ั ษณะสาคัญตามทีบ
่ ัญญัตใิ นมาตรา 298 ดังนี้
7.3.1

สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

39
1. ในหนีร้ ายเดียว แต่มเี จ ้าหนีห
้ ลายคน
ิ ธิทจ
ิ้ เชงิ
2. เจ ้าหนี้คนใดคนหนึง่ มีสท
ี่ ะเรียกให ้ลูกหนีช
้ าระหนีไ้ ด ้โดยสน
3. ลูกหนี้จะชาระหนีใ้ ห ้แก่เจ ้าหนีค
้ นใดคนหนึง่ ก็ ได ้ตามแต่จะเลือก
แม ้ทัง้ ทีเ่ จ ้าหนี้
ิ ธิทจ
ร่วมคนหนึง่ ได ้ฟ้ อ งเรียกหนีจ
้ ากลูกหนีแ
้ ล ้ว
ลูกหนี้ดงั กล่าวก็ ยังมีสท
ี่ ะเลือกชาระหนีใ้ ห ้แก่
เจ ้าหนี้ร่วมคนอืน
่ ได ้
ความรับผิดในฐานะเจ ้าหนี้ร่วมนัน
้ เกิดขึน
้ ได ้ 2 ประการคือ
ก. โดยนิตก
ิ รรมสัญญา
ข. โดยบทบัญญัตข
ิ องกฎหมาย
ผลแห่งการเป็นเจ้า หนีร้ ว่ ม
นายเด็ด นายดวง นายดา เป็ นเจ ้าหนีร้ ่วมให ้นายเด๋อ กู ้เงินไป 12,000 บาท ต่อมานายเด็ด
ิ มรดกทัง้ หมดของตนให ้แก่นายเด๋อดังนี้ นายดวง กับนายดา
ตายและได ้ทาพินัยกรรมยกทรัพย์สน
จะเรียกให ้นายเด๋อชาระเงินให ้แก่ตนได ้หรือไม่เ พียงใด
ิ ธิเรียกร ้องและหนีส
ิ นัน
มาตรา 299 วรรคสอง บัญญัตวิ ่า ถ ้าสท
้ น
้ เป็ นอันเกลือ
่ นกลืนกันไป
ิ ธิของเจ ้าหนีค
ิ้ ไป
ในเจ ้าหนีร้ ่วมกันคนหนึง่ สท
้ นอืน
่ ๆ อันมีตอ
่ ลูกหนีย
้ ่อมเป็ นอั นระงั บสน
ิ ธิเรียกร ้อง
ฉะนัน
้ ตามอุทาหรณ์ เมือ
่ นายเด็ดตาย และนายเด๋อได ้รับมรดกของนายเด็ด สท
ิ จึงตกแก่นายเด๋อคนเดียว เมือ
่ นีห
และหนีส
้ น
่ เป็ นเชน
้ นี้รายนี้จงึ เป็ นอันระงับไป นายดวงกับนายดา
ิ ธิเรียกให ้นายเด๋อชาระหนีร้ ายนีใ้ ห ้แก่ตนได ้อีกเพราะสท
ิ ธิเรียกร ้องของนายดวงกับนาย
จึงไม่มส
ี ท
ดาทีม
่ ต
ี อ
่ นายเด๋อเป็ นอันระงับไปด ้วย
7.3.2

ั ันธ์ระหว่างเจ้า หนีร้ ว่ ม
ความสมพ
ทีป
่ ระมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 300 บัญญัตวิ ่า “ในระหว่างเจ ้าหนีร้ ่วมกันนั น

เห็นว่าต่างคนต่างชอบทีจ
่ ะได ้รับชาระหนีเ้ ป็ นสว่ นเท่า ๆ กัน เว ้นแต่จะได ้กาหนดไว ้เป็ นอย่างอืน

นัน
้ ” หมายความว่าอย่างไร
หมายความว่า ถ ้าเจ ้าหนีค
้ นใดคนหนึง่ ได ้รับชาระหนีจ
้ ากลูกหนี้ หรือทาการอย่างใดๆ ให ้
หนีร้ ะงับเช ่น รับทรั พย์อ ื่นแทนการชาระหนี้ ปลดหนีใ้ ห ้แก่ลก
ู หนี้ หรือ หนีเ้ กลือ
่ นกลืนกั นไปใน

ิ ธิ
เจ ้าหนี้ร่วมคนใดก็ ตาม เจ ้าหนีร้ ่วมคนอื่นไม่มส
ี ทธิทจ
ี่ ะเรียกให ้ลูกหนีช
้ าระหนีอ
้ ก
ี ซ้ าสอง คงมีสท
ทีจ
่ ะเรียกเอาสว่ นของตนจากลูก หนีท
้ รี่ ับชาระหนีห
้ รือกระทาการเสมือนการรับช าระหนีส
้ ่วนทีว่ ่านี้
ถ ้าไม่ได ้ตกลงกั นไว ้ เจ ้าหนีก
้ ็ มส
ี ว่ นเท่า ๆ กั น ถ ้ามีข ้อตกลงกันไว ้ว่าเจ ้าหนีค
้ นใดมีสว่ นเท่าใดก็ ให ้
เป็ นไปตามทีต
่ กลง
7.3.3

แบบประเมินผลตนเองหน่วยที่ 7
1. หนีอ
้ น
ั จะแบ่งกันชาระมิได ้นัน
้ เกิดขึน
้ ได ้จาก (ก) สภาพแห่งทรัพย์อน
ั เป็ นวัตถุแห่งการชาระหนี้ (ข)
โดยผลของกฎหมาย (ค) โดยเจตนาของคูก
่ รณี
ิ อะไรที่
2. ก. ข. และ ค. เป็ นลูกหนีร้ ว่ มกันกู ้เงิน ง. ไป 3,000 บาท ต่อมา ก. ล ้มละลายไม่มท
ี รัพย์สน
จะชาระหนีใ้ ห ้ ง. ได ้ และ ข. ได ้ชาระเงิน 3,000 บาทให ้แก่ ง. ไปแล ้วดังนี้ ข. จะเรียกเงินจาก ก. และ ค.
ได ้หรือไม่ คาตอบ ข. เรียกจาก ก. ไม่ได ้แต่เรียกจาก ค. ได ้ 1,500 บาท
3. ก. ข. ค. เป็ นลูกหนีร้ ว่ มกันกู ้เงิน ง. ไป 6,000 บาท มีข ้อตกลงระหว่าง ก. ข. และ ค. ว่า ให ้ ก.
รับผิดชอบ 1,000 บาท ข. รับผิดชอบ 2,000 บาท และ ค. รับผิดชอบ 3,000 บาท ดังนี้ ง. จะเรียกร ้อง ก.
ข. หรือ ค. ชาระหนีใ้ ห ้แก่ตนได ้เพียงใด คาตอบ ง. เรียกร ้องให ้ ก. ข. ค. ร่วมกันหรือเรียกให ้คนใดคน
หนึง่ ชาระหนีท
้ งั ้ หมดหรือแต่บางสว่ นก็ได ้
ั ต่อมานายถวิลได ้ขับรถบรรทุกไม ้เพือ
4. นายถวิลกับนายณรงค์ รับจ ้างสร ้างบ ้านให ้นายวิชย
่ จะนาไป
่ นี้ นายถวิล
สร ้างบ ้านไปชนกับรถยนต์บุคคลอืน
่ โดยประมาท ไฟไหม ้รถและไม ้ทีบ
่ รรทุกมาทัง้ หมด เชน
ั จะต ้องรับผิดชอบทีไ่ ม ้เสยี หายไปดังกล่าวหรือไม่ คาตอบ นายถวิลต ้องรับผิด
นายณรงค์หรือนายวิชย
เพียงผู ้เดียว นายณรงค์ไม่ต ้องร่วมรับผิดด ้วยเพราะความเสยี หายเกิดแก่ความผิดของนายถวิล
ั ญากู ้เงินนายขามไป 9,000 บาท ต่อมาปรากฏว่านายขาว
5. นายขาว นายเขียวและนายขม ทาสญ
ั ญากู ้แล ้ว เชน
่ นี้ นายขาว นายเขียว และนายขม จะต ้องรับผิดชาระ
เป็ นผู ้เยาว์ และนายขาวไดบอกล

้างสญ
ั ญากู ้หรือไม่เพียงใด คาตอบ นายขาวไม่ต ้องรับผิด แต่นายเขียวกับนายขมรับผิดคนละ 3,000
หนีต
้ ามสญ
บาท
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

40
6. นายม ้า นายแมว นายหมู เป็ นลูกหนีร้ ว่ มกันกู ้เงินนายเม่นไป 60,000 บาท ต่อมานายเม่นปลดหนี้
่ นี้ นายเม่นจะเรียกให ้นายม ้า นายแมว นายหมูชาระหนีใ้ ห ้แก่ตนไดมากน
ให ้แก่นายม ้า 20,000 บาท เชน

้อย
เพียงใด คาตอบ นายเม่นเรียกให ้นายม ้าชาระหนีไ้ ม่ได ้ แต่เรียกให ้นายแมว นายหมูชาระหนี้ 40,000 บาท
ได ้
ั ทาสญ
ั ญารับจ ้างสร ้างเรือยนต์ให ้แก่นายชต
ิ ต่อมานายชอบตาย นายชย
ั จะต ้อง
7. นายชอบ นายชย
ิ ต่อไปหรือไม่ เพราะเหตุใด คาตอบ นายชย
ั จะต ้องรับผิดสร ้างเรือต่อไปจนเสร็จ
รับผิดสร ้างเรือให ้นายชต
ั ญาแล ้ว นายชอบ นายชย
ั จะต ้องร่วมกันรับผิดสร ้างเรือให ้เสร็จแม ้ว่าอีกคนจะไม่สามารถร่วม
เพราะโดยสญ
สร ้างให ้ได ้
8. ก. ข. ค. เป็ นเจ ้าหนีร้ ว่ มกันให ้ ง. กู ้เงินไป 900 บาท โดยไม่มก
ี าหนดเวลาชาระ ต่อมา ง. ได ้นา
เงิน 900 บาท ไปชาระให ้แก่ ก. แต่ ก. ไม่ยอมรับชาระ อ ้างว่ากาลังจะเดินทางไปต่างจังหวัดไม่อยากเอา
่ นี้ ก. ข. ค. ตกเป็ นผู ้ผิดนัดหรือไม่ เพราะเหตุใด คาตอบ ก. ข. ค. ตก
เงินไปจานวนมากๆ ติดตัวไป เชน
เป็ นผู ้ผิดนัดทุกคน เพราะ ก. ข. ค. เป็ นเจ ้าหนีร้ ว่ ม
9. ก. ข. ค. กู ้เงิน ง. จ. ฉ. ไป 900 บาท กาหนดชาระคืนในวันที่ 10 มกราคม 2526 ถึงกาหนดชาระ
ก. ข. ค. ไม่ชาระหนี้ ง. จ. ฉ. จะเรียกให ้ ก. ข. ค. ชาระหนีอ
้ ย่างไรจึงจะชอบด ้วยกฎหมาย คาตอบ ง. จ.
หรือ ฉ. คนใดคนหนึง่ เรียกให ้ ก. ข. ค. ชาระเงิน 900 บาท ได ้เพราะเป็ นเจ ้าหนีร้ ว่ มกัน
ื้ ม ้า 1 ตัว จาก ง. ถึงกาหนดสง่ มอบม ้าให ้ ดังนี้ ก. ข. ค. จะมีสท
ิ ธิเรียกให ้ ง. สง่ มอบ
10. ก. ข. ค. ซอ
ม ้าให ้ได ้หรือไม่เพราะเหตุใด คาตอบ ก. ข. หรือ ค. คนใดคนหนึง่ หรือทุกคนเรียกให ้ ง. สง่ มอบม ้าให ้ได ้
หากทุกคนยินยอม
11. นายเขียว นายเหลือง กู ้เงินนายขาวไป 5,000 บาท โดยมีข ้อตกลงระหว่างนายเขียว นายเหลือง
ว่า นายเขียวจะรับผิดชอบ 2,000 บาท สว่ นนายเหลืองจะรับผิดชอบ 3,000 บาท ต่อมาหนีถ
้ งึ กาหนดชาระ
นายเขียวนายเหลืองไม่ชาระหนี้ นายขาวจะเรียกให ้นายเขียวและนายเหลืองชาระหนีใ้ ห ้แก่ตนได ้หรือไม่
เพียงใด คาตอบ นายขาวเรียกให ้นายเขียวหรือนายเหลืองชาระหนีค
้ นละ 2,500 บาท
12. ก. ข. ค. เป็ นเจ ้าของรถยนต์ ได ้ขายรถยนต์ให ้แก่ ง. ในราคา 50,000 บาท ง.ชาระเงินแล ้วแต่ ก.
่ นี้ ง. จะดาเนินการอย่างไรจึงจะได ้รับมอบรถยนต์มาโดยชอบด ้วย
ข. ค. ไม่ยอมรับมอบรถยนต์ ให ้ ง. เชน
กฎหมาย คาตอบ ง.เรียกให ้ ก. ข. หรือ ค. คนใดคนหนึง่ สง่ มอบรถยนต์ให ้แก่ตนได ้
13. ลูกหนีร้ ว่ มมีคณ
ุ ลักษณะสาคัญอย่างไร คาตอบ ลูกหนีร้ ว่ มนัน
้ ลูกหนีแ
้ ต่ละคนอาจถูกเจ ้าหนีเ้ รียก



ชาระหนีไ้ ด ้โดยสนเชง
ื สญ
ั ญากู ้ว่า ก.
14. ก. ข. ค. ได ้ว่าจ ้างให ้ ง. ไปฆ่า จ. ในราคาค่าจ ้าง 12,000 บาท โดยทาเป็ นหนังสอ
ข. ค. ได ้ร่วมกันกู ้เงิน จ. ไป 12,000 บาท เมือ
่ ง. ฆ่า จ. ตายแลว้ ก. ข. ค. ไม่ยอมชาระเงินค่าจ ้าง ง. จึง
ั ญาเงินกู ้ดังกล่าวมาฟ้ องศาลเรียกเงินตามสญ
ั ญาเงินกู ้ 12,000 บาท ดังนี้ ก. ข. ค. จะต ้องรับผิด
ได ้นาสญ
ั ญาเงินกู ้หรือไม่เพียงใด คาตอบ ก. ข. ค. ไม่ต ้องรับผิดชาระเงินตามสญ
ั ญากู ้ เพราะ
เงินตามสญ
ั ญาเงินกู ้เป็ นการขัดต่อกฎหมายโดยชด
ั แจ ้ง สญ
ั ญากู ้เป็ นโมฆะ หนีต
ั ญาไม่
วัตถุประสงค์ตามสญ
้ ามสญ
ั ญา
เกิดขึน
้ ลูกหนีทก
ุ คนได ้รับผลประโยชน์เหมือนกันหมดคือไม่ต ้องชาระหนีต
้ ามสญ
15. ก. ข. ค. เป็ นเจ ้าหนีร้ ว่ มกันให ้ ง. กู ้เงินไป 15,000 บาท โดยลักษณะทีใ่ ห ้ ง. ชาระหนีท
้ งั ้ หมด
ให ้แก่ผู ้ใดก็ได ้ เมือ
่ หนีถ
้ งึ กาหนดชาระ ง. นาเงิน 15,000 บาทไปชาระหนีใ้ ห ้แก่ ก. คนเดียว โดย ข. ก็รู ้
่ นี้ ก. ข. ค. ผู ้ใดตกเป็ นผู ้ผิดนัด
แต่ ค. ไม่รู ้ แต่ ก. ไม่ยอมรับชาระหนีโ้ ดยไม่มม
ี ล
ู ทีอ
่ ้างกฎหมายได ้ เชน
เพราะเหตุใด คาตอบ ก. ข. ค. ตกเป็ นผู ้ผิดนัดทุกคนเพราะการผิดนัดของเจ ้าหนีร้ ว่ มคนอืน
่ ด ้วย
16. นายดา นายแดง นายดี ร่วมกันว่าจ ้างนายดืม
่ ให ้สร ้างเรือยนต์ให ้ 1 ลา ในราคา 100,000 บาท
ั ญา สท
ิ ธิ
นายดืม
่ สร ้างเรือให ้แล ้วเสร็จ แต่นายดานายแดง นายดีไม่ยอมชาระค่าจางให

้แก่นายดืม
่ ตามสญ
่ นีม
เรียกร ้องเงินเชน
้ อ
ี ายุความ 2 ปี ต่อมาอีก 3 เดือน จะขาดอายุความ นายดาชาระเงินค่าจ ้าง 30,000
บาท และหลังขาดอายุความแล ้ว 3 เดือน แดงชาระเงินให ้ดืม
่ อีก 20,000 บาท จากนัน
้ ก็ไม่มผ
ี ู ้ใดชาระเงิน
ให ้แก่นายดืม
่ อีก นายดืม
่ จึงฟ้ องเรียกเงินสว่ นทีเ่ หลือ 50,000 บาท จากนายดา นายแดง และนายดี
หลังจากคดีขาดอายุความแลว้ 6 เดือน ทัง้ สามคนได ้อ ้างอายุความขึน
้ ต่อสูว่้ าคดีขาดอายุความแล ้ว นาย

ดืม
่ จะเรียกเงิน 50,000 บาท จากลูกหนีท
้ งั ้ สามคนไม่ได ้ ข ้อต่อสูของนายด
า นายแดง และนายดี จะรับฟั ง

ได ้หรือไม่ เพราะเหตุใด คาตอบ (ก) ข ้อต่อสูของนายด
ารับฟั งไม่ได ้เพราะนายดาชาระหนีบ
้ างสว่ นทาให ้
อายุความสะดุดหยุดลง เป็ นเหตุให ้อายุความเริม
่ นับใหม่ ฟ้ องสาหรับนายดายังไม่ขาดอายุความ (ข) ข ้อ

ต่อสูของนายแดงว่
าคดีขาดอายุความนัน
้ ฟั งขึน
้ เพราะการชาระหนีบ
้ างสว่ นของนายแดงภายหลังทีค
่ ดีขาด

อายุความนัน
้ ไม่ทาให ้อายุความสะดุดหยุดลง (ค) ข ้อต่อสูของนายดี
วา่ ขาดอายุความนัน
้ ฟั งขึน
้ เพราะนาย
ดืม
่ ฟ้ องคดีเมือ
่ เลยเวลา 2 ปี แล ้ว โดยนายดีไม่ได ้ทาให ้อายุความสะดุดหยุดลง
17. นายเอ นายบี และนายซ ี ได ้ร่วมกันกู ้เงินของนายดีไป 9,000 บาท โดยยอมเป็ นลูกหนีร้ ว่ มกัน
ั ญา นายเอเป็ นผู ้เยาว์ นายบีถก
ั ญาเพือ
ต่อมาปรากฏว่าในขณะทาสญ
ู นายซ ี่ ข่มขูใ่ ห ้ทาสญ
่ ชว่ ยนายซ ี แต่




นายบีไม่กลัวคาขูแ
่ ละไดท้ าสญญาเพือ
่ ชวยนายซ ภายหลังทาสญญากู ้แล ้ว นายเอ นายบี ไดบอกล

้าง
ั ญากู ้โดยอ ้างว่าเป็ นผู ้เยาว์และถูกข่มขูต
่ นีน
สญ
่ ามลาดับ เชน
้ ายเอ นายบี นายซ ี จะต ้องรับผิดต่อนายดี
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

41
หรือไม่เพียงใด คาตอบ นายเอไม่ต ้องรับผิด สว่ นนายบีและนายซจี ะต ้องรับผิดในสว่ นของตนรวม 6,000
บาท
ิ นายวิรช
18. นายวินจ
ิ นายวิชต
ั เป็ นเจ ้าหนีข
้ องนายวินัยเป็ นเงิน 6,000 บาท ต่อมาปรากฏว่านายวินจ

ตาย
ก่อนตายนายวินจ
ิ ได ้ทาพินย
ั กรรมยกทรัพย์มรดกของตนทัง้ หมดรวมทัง้ หนีเ้ งินรายนีด
้ ้วยให ้แก่นาย
่ นี้ นายวิชต
ิ และนายวิรช
ิ ธิเรียกให ้นายวินัยชาระเงินให ้แก่ตนได ้เพียงใดหรือไม่ คาตอบ
วินัย เชน
ั จะมีสท
ิ นายวิรช
ิ ธิเรียกให ้นายวินัยชาระเงินให ้แก่ตนได ้คนละ 2,000 บาท
นายวิชต
ั มีสท
19. ณ สานักงานวางทรัพย์ได ้ในกรณี ทีม
่ เี จ ้าหนีร้ ว่ มหลายคนลูกหนีจ
้ ะชาระหนีใ้ ห ้เจ ้าหนีค
้ นใดคนหนึง่
แต่เจ ้าหนีอ
้ น
ื่ ไม่ยน
ิ ยอม
20. ก. ข. ค. เป็ นเจ ้าหนีร้ ว่ มของ ง. เป็ นเงิน 15,000 บาท ต่อมา ก. ได ้ปลดหนีใ้ ห ้แก่ ง. จานวน
ิ ธิทจี่ ะเรียกให ้ ง. ชาระได ้เพียงใดหรือไม่ คาตอบ ชาระคนละ 5,000 บาท
5,000 บาท ดังนี้ ก. ข. ค. มีสท

ิ ธิเรีย กร้อง
หน่วยที่ 8 การโอนสท
ิ ธิเรียกร ้องคือ
ิ ธิ
1. การโอนสท
นิตก
ิ รรมระหว่างเจ ้าหนีก
้ ับบุคคลภายนอก
อันทาให ้สท
เปลีย
่ นแปลงจากเจ ้าหนีผ
้ ู ้โอนไปยังบุคคลภายนอกผู ้รับโอน หนีเ้ ดิมยังคงอยู่
ิ ธิเรียกร ้องอันจะพึงชาระแก่เจ ้าหนี้โดยเฉพาะเจาะจงจะต ้องทาเป็ นหนังสอ

2. การโอนสท
ิ ธิเรียกร ้องในหนีอ
มิฉะนัน
้ จะไม่สมบูรณ์ สว่ นการโอนสท
้ ั นพึงชาระตามเขาสั่ง ทาโดยสลักหลังไว ้
ในตราสารและส่งมอบให ้แก่ผู ้รับโอน
ิ ธิเรียกร ้อง คือผู ้รับโอนไม่มส
ิ ธิดก
3. ผลโดยทั่วไปของการโอนสท
ี ท
ี ว่าผู ้โอน คือรับไปเพียง
ิ ธิอยู่ แต่ใ นบางกรณี ผู ้รับโอนก็ อาจมีสท
ิ ธิดก
เท่าทีผ
่ ู ้โอนมีสท
ี ว่าผู ้โอน
ิ ธิเรียกร ้อง
8.1 หลักเกณฑ์การโอนสท

ิ ธิเรียกร ้องทีส
ิ ธิเ รียกร ้องนัน
สท
่ ามารถโอนกันได ้ไม่ว่าสท
้ จะเกิดจากมูลหนีอ
้ ะไรและมีวัตถุ
ิ ธิเรียกร ้องทีโ่ อนกันไม่ไ ด ้
แห่งหนีเ้ ป็ นอย่างไร แต่มข
ี ้อยกเว ้น 3 ประการ ซงึ่ กฎหมายบัญญัตถ
ิ งึ สท
คือ
ิ ธิเรียกร ้องซ งึ่ มีสภาพแห่ งหนีไ้ ม่เปิ ดชอ
่ งว่า ง
1. สท
ิ ธิเรียกร ้องซ งึ่ คูก
2. สท
่ รณีแสดงเจตนาห ้ามโอน
ิ ธิเรียกร ้องที่ศาลยึดไม่ไ ด ้
3. สท
ิ ธิเรียกร้อง
8.1.1 ล ักษณะทวไปของการโอนส
่ั

ิ ธิเรียกร ้องมีหลักเกณฑ์อย่า งไรบ ้าง อธิบายและยกตัวอย่างประกอบ
การโอนสท
ิ ธิเรียกร ้อง เป็ นนิตก
ิ ธิเปลีย
การโอนสท
ิ รรมระหว่างเจ ้าหนีก
้ ับบุคคลภายนอก อันทาให ้สท
่ น
ิ ธิเ รียกร ้องใดๆ ย่อมมี
จากเจ ้าหนีผ
้ ู ้โอนไปยังบุคคลภายนอกผู ้รับโอน หนี้เดิมยั งคงอยู่ การโอนสท
ิ ธิเรียกร ้องจะเกิดจากมูลหนีอ
ไม่ว่าสท
้ ะไร เว ้นแต่ทก
ี่ ฎหมายบัญญัตห
ิ ้ามโอนไว ้
ิ ธิเรียกร้องทีโ่ อนก ันไม่ได้
8.1.2 สท

ิ ธิเรียกร ้องมีอย่างไร อธิบายและยกตัวอย่างประกอบ
ข ้อยกเว ้นของการโอนสท
ิ ธิเ รียกร ้องทีก
ข ้อยกเว ้นสท
่ ฎหมายห ้ามโอน คือ



่ ง
1. สทธิเรียกร ้องซ งสภาพแห่ งหนีไ้ ม่เปิ ดชอ
ิ ธิเรียกร ้องซ งึ่ คูก
2. สท
่ รณีมเี จตนาห ้ามโอน
ิ ธิเรียกร ้องที่ศาลยึดไม่ไ ด ้
3. สท
ิ ธิเรีย กร้อ ง
8.2 แบบของการโอนสท

ิ ธิเรียกร ้องในหนีอ
1. การโอนสท
้ ันพึงต ้องชาระแก่เจ ้าหนี้คนหนึง่ โดยเฉพาะเจาะจง ถ ้ามิไ ด ้
ื ไม่สมบูรณ์ การโอนนั น
ทาเป็ นหนั งสอ
้ จะยกขึน
้ เป็ นข ้อต่อสูลู้ กหนี้หรือบุคคลภายนอกได ้แต่เมือ
่ ได ้
บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ หรือลูกหนี้จะได ้ยินยอมด ้วย ในการโอนนั น
้ คาบอกกล่าวหรือคา


ยินยอมเชนว่า นี้ ต ้องทาเป็ นหนั งสอ

สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

42
ิ ธิเรียกร ้องในหนีอ
2. การโอนสท
้ ันพึงต ้องชาระตามเขาสงั่
จะยกขึน
้ เป็ นข ้อต่อ สูลู้ กหนี้หรือ
บุคคล ภายนอกได ้ เมือ
่ การโอนนัน
้ ได ้สลักหลังไว ้ในตราสารและได ้สง่ มอบตัวตราสารนัน
้ ให ้แก่
ผู ้รับโอนไปด ้วย
ิ ธิเรีย กร้องในหนีอ
8.2.1 การโอนสท
้ ันพึงต้องชาระแก่เจ้าหนีค
้ นหนึง่ โดย
เฉพาะเจาะจง
ิ ธิเรียกร ้องให ้ ค. โดยทาเป็ น
ก. เป็ นเจ ้าหนีเ้ งินกู ้ ข. 20,000 บาท ต่อมา ก. โอนสท
ื และ ค. ได ้สง่ จดหมายบอกกล่าวการโอนไปยัง ข. โดยโทรศพ
ั ท์ไปบอก ข. แต่ ข. ไม่อยู่
หนังสอ
จึงบอกลูก จ ้างของ ข. ไว ้ แต่ ข. ได ้ชาระหนีใ้ ห ้แก่ ก. ก่อนที่ ข. จะกลับบ ้าน ดังนี้ ค. จะเรียกให ้
ิ ธิเรียกร ้องซงึ่ ตนได ้รับโอนมาจาก ก. ได ้อย่างไร หรือไม่
ข. ชาระหนีต
้ ามสท
ิ ธิเรียกร ้องทีจ
ตามมาตรา 306 การโอนสท
่ ะยกขึน
้ เป็ นข ้อต่อสูลู้ กหนีไ้ ด ้เมือ
่ ได ้บอกกล่าว
ื แต่ ค. มิได ้ทาตามมาตรา 306 และ ข. ได ้ช าระหนีแ
การโอนไปยั งลูกหนีเ้ ป็ นหนังสอ
้ ก่ ก. ผู ้โอน
้ นจานวนนัน
ไปแล ้ว ก. ไม่ ต ้องรับผิดชดใชเงิ
้ ต่อ ค. อีก
มาตรา 306 การโอนหนีอ
้ ันจะพึงต ้องชาระแก่เจ ้าหนีค
้ นหนึง่ โดย เฉพาะเจาะจงนั น
้ ถ ้า
ื ท่านว่าไม่สมบูรณ์ อนึง่ การ โอนหนีน
ไม่ทาเป็ นหนั งสอ
้ ัน
้ ท่านว่ าจะยกขึน
้ เป็ นข ้อต่อสูลู้ กหนี้หรือ
บุคคลภายนอกได ้ แต่เมือ
่ ได ้บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ หรือ ลูกหนี้จะได ้ยินยอมด ้วย ในการ
่ ว่ านีท

โอนนัน
้ คาบอกกล่าวหรือ ความยินยอมเชน
้ ่านว่าต ้องทา เป็ นหนังสอ
้ น หรือด ้วยประการอื่น เสย
ี แต่ก่อนได ้รับบอก
ถ ้าลูกหนีท
้ าให ้พอแก่ใจผู ้โอนด ้วยการใชเงิ
กล่าว หรือก่อนได ้ตกลงให ้โอนไซร ้ ลูก หนีน
้ ัน
้ ก็เป็ นอันหลุดพ ้นจากหนี้
ิ ธิเรีย กร้องในหนีอ
8.2.2 การโอนสท
้ ันพึงต้องชาระตามเขาสง่ ั

ก. เขียนเช็ คสงั่ จ่ายให ้ ข. ข. สลัก หลังโอนเช็ คให ้แก่ ง. แต่ยังไม่ได ้สง่ มอบให ้ ง. ดังนี้
ิ ธิเรียกให ้ธนาคารจ่ายเงินแก่ตนได ้หรือไม่
ง. จะเป็ นผู ้รับ โอนโดยมีสท
ตามมาตรา 309 ผู ้รับ โอนจะยกขึน
้ เป็ นข ้อต่อสูลู้ กหนีไ้ ด ้แต่เฉพาะเมือ
่ การโอนนัน
้ ได ้สลัก
หลังไว ้ในตราสาร และตัวตราสารนัน
้ ได ้สง่ มอบให ้แก่ผู ้รับ โอนไปด ้วย แต่ ง. ยังไม่ได ้รับโอนเช็ ค
ิ ธิเรียกร ้องให ้ธนาคารจ่ายเงินให ้ตน
ง. ยั งไม่มส
ี ท
มาตรา 309 การโอนหนีอ
้ ันพึงต ้องช าระตามเขาสั่งนั น
้ ท่านว่า จะยกขึน
้ เป็ นข ้อต่อสู ้
ลูกหนี้ หรือบุคคลภายนอกคนอื่นได ้แต่เ ฉพาะ เมือ
่ การโอนนัน
้ ได ้สลักหลังไว ้ในตราสาร และตัว
ตราสารนัน
้ ได ้ส่งมอบ ให ้แก่ผู ้รับโอนไปด ้วย
ิ ธิเรียกร้อง
8.3 ผลของการโอนสท
ิ ธิในการโอนต่า งราย โอนรายใดได ้บอกกล่าวหรือตกลงก่อนโอนรายนั น
1. ถ ้าพิพาทอ ้างสท
้ มี

ิ ธิดก
สท
ี ว่าโอนรายอืน
่ ๆ
ิ ธิเรียกร ้อง
ิ ธิเรียกร ้องจากผู ้โอนย่อมตกได ้แก่ผู ้รับโอน
ิ ธิ
2. เมือ
่ มีการโอนสท
สท
หากสท
เรียกร ้องนั น
้ มีทงั ้ หนีป
้ ระธานและหนีอ
้ ุปกรณ์ เมือ
่ หนีป
้ ระธานโอนไปยังผู ้รับ โอนแล ้ว หนีอ
้ ุปกรณ์คอ

จานอง จานา ค้าประกันย่อมโอนไปแก่ผู ้รับ โอนด ้วย
ิ ธิเรียกร ้องแล ้ว ผู ้รับ โอนกลายมาเป็ นเจ ้าหนีใ้ หม่ ลูกหนีต
3. เมือ
่ โอนสท
้ ้องรับชาระหนีแ
้ ก่ผู ้รับ
โอนโดยตรง
ิ ธิเรียกร ้องโดยไม่อด
4. เมือ
่ ลูกหนีใ้ ห ้ความยินยอมในการโอนสท
ิ เอือ
้ น
ลูกหนี้จะยกข ้อต่อสู ้
ผู ้รับโอนไม่ไ ด ้ แต่ถ ้าลูก หนีม
้ ไิ ด ้ยินยอมด ้วยแล ้วเป็ นแต่ไ ด ้รับ คาบอกกล่าวการโอน ลูกหนีม
้ ีข ้อ
ต่อสูผู้ ้โอนอย่ างไรก็ ยกขึน
้ เป็ นข ้อต่อสูผู้ ้รับโอนได ้
ิ ธิเรียกร ้องในมูลหนีอ
้ งึ่ มี
5. ในกรณีการโอนสท
้ ันพึงต ้องชาระตามเขาสงั่ ลูกหนี้จะยกข ้อต่อสูซ

ต่อเจ ้าหนีเ้ ดิมมาเป็ นข ้อต่อสูผู ้รับ โอนโดยสุจริตนัน
้ ไม่ไ ด ้ เว ้นแต่ทป
ี่ รากฏในตัว ตราสารนัน
้ เอง หรือ
ื จากลักษณะแห่งตราสารนั น
ทีม
่ ข
ี น
ึ้ เป็ นธรรมดาสบ

8.3.1 ผลระหว่างผูร้ ับโอนต่างรายและผลระหว่างผูโ้ อนก ับผูร
้ ับโอน

ิ ธิเรียกร ้อง และผู ้รับ โอนสท
ิ ธิเรียกร ้องนั น
ผลในกฎหมายระหว่างผู ้โอนสท
้ มีอย่า งไรบ ้าง

สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

43
ิ ธิเรียกร ้อง คือ สท
ิ ธิเรียกร ้องจากผู ้โอนย่อ
ผลในกฎหมายระหว่างผู ้โอนกับผู ้รับ โอนสท
มตกได ้แก่ผู ้รับโอน โดยทาให ้ผู ้รับโอนเข ้ามาเป็ นเจ ้าหนีแ
้ ทนผู ้โอน และหนี้อุปกรณ์ทงั ้ หลายซงึ่
ิ ธิเรียกร ้อง คือจานอง จานา ค้าประกัน ย่อมโอนไปแก่ผู ้รับโอนด ้วย
เกีย
่ วข ้องกับสท
8.3.2 ผลระหว่างผูร้ ับโอนก ับลูกหนี้

ก. เป็ นเจ ้าหนีเ้ งินกู ้ ข. อยู่ 5,000 บาท ข. ได ้ชาระหนีใ้ ห ้แก่ ก. ไปแล ้ว 3,000 บาท
ิ ธิเรียกร ้องซงึ่ มีอยู่เหนือ ข. ให ้ ค. ค.จึงบอกกล่าวการโอนแก่ ข. เป็ น
ต่อมาภายหลัง ก. โอนสท

หนังสอ โดย ข. มิได ้ยินยอมด ้วย ค. จะเรียกให ้ ข. ชาระหนีแ
้ ก่ตนทั ง้ 5,000 บาท ได ้หรือไม่
ิ ธิยกข ้อต่อสูทุ
้ กอย่างที่ตนมีอยู่ ตอ
ตามมาตรา 308 วรรคสอง ลูก หนีม
้ ส
ี ท
่ ผู ้โอนมาต่อสูกั้ บ
ผู ้รับโอนได ้ ดังนัน
้ เมือ
่ ข. ชาระหนีใ้ ห ้ ก. ไปแล ้ว 3,000 บาท ก็ ชอบทีจ
่ ะยกข ้อต่อสูนี้ ม
้ าสูกั้ บ ค.
ผลคือ ข. ต ้องชาระหนีท
้ ค
ี่ ้างอยู่เ พียง 2,000 บาทให ้แก่ ค.
มาตรา 308 ถ ้าลูกหนีไ้ ด ้ให ้ความยินยอมดังกล่าวมาใน มาตรา 306 โดยมิได ้อิดเอือ้ น ท่านว่า
้ ม
้ นให ้แก่ผู ้
จะยกข ้อต่อสูที
่ ต
ี อ
่ ผู ้โอนขึน
้ ต่อสูผู้ ้รับ โอนนัน
้ หาได ้ไม่ แต่ถ ้าเพือ
่ จะระงับหนีน
้ น
ั ้ ลูกหนีไ้ ดใช
้ เงิ

โอน ไปไซร ้ลูกหนีจ
้ ะเรียกคืนเงินนัน
้ ก็ได ้ หรือถ ้าเพือ
่ การเชนกล่าวมานัน
้ ลูกหนีร้ บ
ั ภาระเป็ นหนีอ
้ ย่างใด
อย่างหนึง่ ขึน
้ ใหม่ตอ
่ ผู ้โอน จะถือเสมือน หนึง่ ว่าหนีน
้ น
ั ้ มิได ้ก่อขึน
้ เลยก็ได ้
ถ ้าลูกหนีเ้ ป็ นแต่ได ้รับคาบอกกล่าวการโอน ท่านว่าลูกหนีม
้ ข
ี ้อ ต่อสูผู้ ้โอนก่อนเวลาทีไ่ ด ้รับคา

ิ ธิเรียกร ้องจากผู ้โอน แต่
บอกกล่าวนัน
้ ฉันใด ก็จะยกขึน
้ เป็ น ข ้อต่อสูแก่ผู ้รับโอนได ้ฉันนัน
้ ถ ้าลูกหนีม
้ ส
ี ท
ิ ธินน
ิ ธิเรียกร ้องนัน
สท
ั ้ ยังไม่ถงึ กาหนดในเวลาบอกกล่าวไซร ้ ท่านว่าจะเอา สท
้ มาหักกลบลบกันก็ได ้ หากว่า
ิ ธินน
้ าเวลาถึงกาหนดแห่งสท
ิ ธิเรียกร ้องอันได ้โอนไปนัน
สท
ั ้ จะได ้ถึงกาหนด ไม่ชากว่

แบบประเมินผลตนเองหน่วยที่ 8
ิ ธิเรียกร ้อง คือนิตก
ิ ธิเปลีย่ นจาก
1. การโอนสท
ิ รรมระหว่างเจ ้าหนีก
้ บ
ั บุคคลภายนอก อันทาให ้สท
เจ ้าหนีผ
้ ู ้โอนไปยังบุคคลภายนอกผู ้รับโอน โดยหนีเ้ ดิมยังคงอยู่
ิ ธิเรียกร ้องอันจะพึงชาระแก่เจ ้าหนีโ้ ดยเฉพาะเจาะจงจะต ้องทาเป็ นหนังสอ

2. การโอนสท



3. การโอนสทธิเรียกร ้องในหนีอ
้ น
ั พึงชาระตามเขาสง
ต ้องทาโดยสลักหลังในตราสารและสง่ มอบ
ให ้แก่ผู ้รับโอน
ิ ธิเรียกร ้องดังต่อไปนี้ โอนกันไม่ได ้ คือ (ก) สท
ิ ธิเรียกร ้องซงึ่ สภาพแห่งหนีไ้ ม่เปิ ดชอ
่ ง (ข)
4. สท






สทธิเรียกร ้องซงคูก
่ รณีแสดงเจตนาห ้ามโอน (ค) สทธิเรียกร ้องซงศาลยึดไม่ได ้
ิ ธิเรียกร ้องโดยไม่บอกกล่าวลูกหนี้ หรือลูกหนีไ้ ม่ยน
5. การโอนสท
ิ ยอมด ้วยมีผลทาให ้ ยกขึน
้ เป็ นข ้อ
ต่อสูลู้ กหนีไ้ ม่ได ้
ิ ธิ
6. ก. เป็ นเจ ้าหนีเ้ งินกู ้ ข. อยู่ 30,000 บาท แต่วา่ หนีน
้ น
ั ้ ขาดอายุความแล ้วต่อมา ก. ได ้โอนสท
เรียกร ้องในหนีน
้ ใี้ ห ้ ค. โดย ข. ก็ให ้ความยินยอมโดยไม่อด
ิ เอือ
้ น ค. จะเรียกให ้ ข. ชาระหนีเ้ งินจานวน
30,000 บาท แก่ตน ได ้เพราะ ข. ยินยอมจึงต ้องชาระเต็มทัง้ 30,000 บาท
ิ ธิเรียกร ้องทีโ่ อนกันได ้คือ สท
ิ ธิในหนีเ้ งินกู ้
7. สท
ิ ธิเรียกร ้องไปยังผู ้อืน
8. ก. กู ้เงิน ข. ไป 5,000 บาท และตกลงกันว่า ข. จะไม่โอนสท
่ ต่อมา ข. โอน
ิ ธิเรียกร ้องในหนีร้ ายนีใ้ ห ้ ค. บุคคลภายนอกผู ้สุจริตซงึ่ เป็ นการฝ่ าฝื นข ้อตกลง ดังนี้ ก. จะปฏิเสธไม่ยอม
สท
ี หายจากข ้อตกลง
ชาระหนีแ
้ ก่ ค. ได้หรือไม่ ไม่ได ้เพราะ ค. เป็ นบุคคลภายนอกซงึ่ สุจริตและต ้องเสย
ดังกล่าว
ิ ธิเรียกร ้องเป็ นการเปลีย
9. การโอนสท
่ นตัวเจ ้าหนี้ แต่หนีเ้ ดิมไม่ระงับ

หน่วยที่ 9 ความระง บ
ั แห่ง หนี้
1. หนีเ้ มือ
่ เกิดขึน
้ และมีผ ลสมบูรณ์ตามกฎหมายแล ้ว อาจระงับลงได ้ในหลายๆ กรณีตา่ งๆ กัน
การชาระหนีเ้ ป็ นวิธก
ี ารหนึง่ ซ งึ่ มีผลทาให ้หนีร้ ะงับ คือ ความผูกพันระหว่า งเจ ้าหนี้ ลูกหนีท
้ ม
ี่ อ
ี ยู่ใน
ิ้ สุดลง
มูลหนี้นน
ั ้ เป็ นอั นสน
แต่การชาระหนีท
้ จ
ี่ ะมีผ ลทาให ้หนี้ระงับ ลงได ้นัน
้ ต ้องเป็ นการช าระหนี้
โดยชอบ
ิ ธิเรียกร ้องทีต
2. การปลดหนีก
้ ็ เป็ นวิธก
ี ารระงับ หนีอ
้ ก
ี วิธห
ี นึง่ ซงึ่ เจ ้าหนีส
้ ละสท
่ นมีอยู่ในมูลหนี้
ให ้แก่ลก
ู หนีโ้ ดยเสน่หา ไม่คด
ิ ค่าตอบแทนใดๆ
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

44
9.1 การชาระหนี้

1. บุคคลทีจ
่ ะมีอานาจชาระหนีไ้ ด ้โดยชอบนัน
้ ปกติได ้แก่ ตัว ลูกหนี้ แต่บุคคลภายนอกก็ อาจ
่ งให ้และไม่เ ป็ นการขัดกับเจตนา
เข ้ามาชาระหนีแ
้ ก่เจ ้าหนีแ
้ ทนลูก หนีไ้ ด ้ หากสภาพแห่งหนีเ้ ปิ ดชอ
อันคูก
่ รณีไ ด ้แสดงไว ้
2. การชาระหนี้โดยชอบต ้องชาระแก่บุคคลผู ้มีอานาจรับชาระหนี้ อันได ้แก่ตวั เจ ้าหนีเ้ องและ
บุคคลอืน
่ ๆ ซงึ่ กฎหมายบั ญญัตใิ ห ้มีการให ้มีอานาจรับชาระหนี้
3. การชาระหนีใ้ ห ้ถูกต ้องตามความประสงค์ทแ
ี่ ท ้จริงของมูลหนี้ ซงึ่ เป็ นการชาระหนีโ้ ดยชอบ
นัน
้ นอกจากจะต ้องพิจารณาในเรือ
่ งผู ้ชาระหนีแ
้ ละผู ้รับชาระหนีแ
้ ล ้ว การชาระหนีน
้ น
ั ้ ต ้องชอบด ้วย
วัตถุแห่ งการชาระหนี้ สถานทีช
่ าระหนี้ และค่าใชจ่้ ายในการชาระหนีด
้ ้วย
4. หลักฐานแห่งการชาระหนีม
้ ไี ว ้เพือ
่ ประโยชน์ของผู ้ชาระหนีใ้ นการทีจ
่ ะพิสจ
ู น์ในเบือ
้ งต ้นว่ า
หนีไ้ ด ้ระงับลงแล ้วด ้วยการชาระหนี้
5. การจัดสรรชาระหนีเ้ ป็ นความจาเป็ นในกรณีท ี่ลก
ู หนีม
้ ีหนีอ
้ ยู่หลายราย หรือหนี้รายเดียวซงึ่
ต ้องชาระหลายอย่าง แล ้วลูกหนีไ้ ม่ สามารถชาระได ้ครบหมดทุกรายหรือทุก อย่างในการชาระหนี้
ครัง้ หนึง่ ๆ
6. เมือ
่ ใดมีการขอปฏิบัตก
ิ ารชาระหนี้โดยชอบแล ้ว
ย่อมมีผลทาให ้บรรดาความรับผิดชอบ
ของลูกหนีอ
้ ันจะเกิดจากการไม่ชาระหนี้ เป็ นอันได ้ปลดเปลือ
้ งไป นับแต่เวลาทีข
่ อปฏิบัตก
ิ ารชาระ
หนีน
้ น
ั้
9.1.1 ผูช
้ าระหนี้

หลักเกณฑ์สาหรับบุ คคลภายนอกทีจ
่ ะเข ้าชาระหนีแ
้ ทนลูกหนีไ้ ด ้โดยชอบนัน

มี
สาระสาคัญอย่ างไร อธิบาย
ผู ้ทีช
่ าระหนีไ้ ด ้โดยชอบได ้แก่บุคคลต่อไปนี้
(1) ตัวลูกหนีเ้ อง
(2) บุคคลภายนอกซงึ่ เข ้าชาระหนีแ
้ ทนลูกหนีไ้ ด ้
ตาม มาตรา 14 วางข ้อยกเว ้นมิให ้บุคคลภายนอกชาระหนีแ
้ ทนลูกหนีไ้ ด ้มี 3 ประการ คือ
่ งให ้บุคคลภายนอกชาระหนีแ
1. เมือ
่ สภาพแห่งหนีไ้ ม่เปิ ดชอ
้ ทนได ้
เพราะเป็ นกรณีท ี่


วัตถุแห่ งหนีเ้ ป็ นการกระทาหรืองดเว ้นการกระทา
ซงโดยสภาพของหนีเ้ ป็ นเรือ
่ งทีเ่ กี่ยวกับ
ความสามารถเฉพาะตัวของลูก หนี้ หรือเป็ นการที่ลก
ู หนี้จะต ้องปฏิบัตก
ิ ารชาระหนีด
้ ้วยตนเอง การ
ชาระหนีน
้ ัน
้ จึงจะสาเร็ จผลตามความประสงค์อันแท ้จริงของมูลหนี้
่ นี้
2. ถ ้าคูก
่ รณีแสดงเจตนาไว ้ว่าบุคคลภายนอกจะทาการชาระหนีไ้ ม่ไ ด ้เชน
บุคคลภายนอกก็ จะเข ้าทาการชาระหนีไ้ ม่ไ ด ้
การแสดงเจตนาต ้องเป็ นเรื่องตกลงกันระหว่ าง
เจ ้าหนีแ
้ ละลูกหนี้
ี ในการช าระหนี้
3. บุคคลภายนอกซงึ่ ไม่มส
ี ว่ นได ้เสย
จะเข ้าชาระหนีโ้ ดยขืนใจลูกหนี้
ื่ เสย
ี งของลูกหนี้
ไม่ได ้ เพราะอาจเป็ นเรือ
่ งเกีย
่ วกับเกียรติยศชอ
มาตรา 314 อันการชาระหนีน
้ น
ั ้ ท่านว่าบุคคลภายนอกจะเป็ นผู ้ชาระก็ได ้ เว ้นแต่สภาพแห่งหนีจ
้ ะ
่ งให ้บุคคลภายนอกชาระ หรือจะขัดกับเจตนาอันคูก
ไม่เปิ ดชอ
่ รณีได ้แสดงไว ้
ี ด ้วยในการชาระหนีน
บุคคลผู ้ไม่มส
ี ว่ นได ้เสย
้ น
ั ้ จะเข ้าชาระหนีโ้ ดย ขืนใจลูกหนีห
้ าไดไม่

ก. และ ข. ร่วมกันกู ้เงินจาก ค. มา 1,000 บาท เมือ
่ ถึงกาหนดชาระ ก. นาเงิน 1,000
บาท พร ้อมดอกเบีย
้ ไปชาระให ้แก่ ค. โดย ข. ไม่ยน
ิ ยอม ค. รับชาระหนีไ้ ว ้ หนีร้ ายนีร้ ะงับ หรือไม่
เพราะเหตุใด
กรณีตามอุทาหรณ์ นีไ้ ม่เข ้าตามมาตรา 314 ก. เป็ นลูกหนีร้ ่วมกับ ข. จึงเข ้าชาระหนีโ้ ดย
ี ตามบทบัญญัตใิ นเรือ
ขืนใจ ข. ได ้ เพราะมีสว่ นได ้เสย
่ งลูกหนีร้ ่ วม (มาตรา 291 และ มาตรา 292)

ก. ไม่ใชบุคคลภายนอกตามมาตรา 314
มาตรา 291 ถ ้าบุคคลหลายคนจะต ้องทาการชาระหนีโ้ ดยทานอง ซงึ่ แต่ละคนจาตองช
้ าระหนี้






สนเชงไซร ้ แม ้ถึงว่าเจ ้าหนีช
้ อบทีจ่ ะได ้รับ ชาระหนีส
้ นเชงได ้แต่เพียงครัง้ เดียว) กล่าวคือลูกหนีร้ ว่ มกัน (ก็
ิ้ เชงิ หรือแต่ โดยสว่ นก็ได ้ตามแต่จะเลือกแต่ลก
ดี เจ ้าหนีจ
้ ะเรียกชาระหนีจ
้ ากลูกหนีแ
้ ต่คนใดคนหนึง่ สน
ู หนี้
ิ้ เชงิ
ทัง้ ปวงก็ยังคงต ้องผูกพันอยู่ ทัว่ ทุกคนจนกว่าหนีน
้ น
ั ้ จะได ้ชาระเสร็จสน
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

45
มาตรา 292 การทีล
่ ก
ู หนีร้ ว่ มกันคนหนึง่ ชาระหนีน
้ น
ั ้ ย่อมได ้เป็ น ประโยชน์แก่ลก
ู หนีค
้ นอืน
่ ๆ ด ้วย


วิธเี ดียวกันนีท
้ า่ นให ้ใชบังคับแก่ การใด ๆ อันพึงกระทาแทนชาระหนี้ วางทรัพย์สนแทนชาระหนี้ และ หัก
กลบลบหนีด
้ ้วย
ิ ธิเรียกร ้องอย่างไร ลูกหนีค
ิ ธิอน
ลูกหนีร้ ว่ มกันคนหนึง่ มีสท
้ นอืน
่ ๆ จะเอาสท
ั นัน
้ ไปใชหั้ กกลบลบ
หนีห
้ าไดไม่

9.1.2 ผูร
้ ับชาระหนี้

บุคคลผู ้มีอานาจรับชาระหนี้ ได ้แก่ บุคคลประเภทใดบ ้าง อธิบาย
บุคคลผู ้มีอานาจรับชาระหนีไ้ ด ้โดยชอบได ้แก่
1) เจ ้าหนีก
้ ับผู ้มีอานาจรับชาระหนี้ ตามมาตรา 315
ิ ธิ ตามมาตรา 316
2) ผู ้ครองตามปรากฏแห่งสท

3) ผู ้ไม่มส
ี ทธิรับชาระหนีไ้ ด ้รับชาระหนี้ ตามมาตรา 317
4) ผู ้ถือใบเสร็จ ตามมาตรา 318
5) กรณีลก
ู หนีไ้ ด ้รับคาสั่งอายั ดจากศาล ตามมาตรา 319
มาตรา 315 อันการชาระหนีน
้ น
ั ้ ต ้องทาให ้แก่ตวั เจ ้าหนีห
้ รือแก่ บุคคลผู ้มีอานาจรับชาระหนีแ
้ ทน
ั ยาบันก็นบ
เจ ้าหนี้ การชาระหนีใ้ ห ้แก่บุคคลผู ้ ไม่มอ
ี านาจรับชาระหนีน
้ น
ั ้ ถ ้าเจ ้าหนีใ้ ห ้สต
ั ว่าสมบูรณ์
ิ ธิในมูลหนี้ ท่านว่าการ
มาตรา 316 ถ ้าการชาระหนีน
้ น
ั ้ ได ้ทาให ้แก่ผู ้ครองตามปรากฏ แห่งสท
ชาระหนีน
้ น
ั ้ จะสมบูรณ์ก็แต่เมือ
่ บุคคล ผู ้ชาระหนีไ้ ด ้กระทาการโดยสุจริต
ิ ธิจะได ้รับ
มาตรา 317 นอกจากกรณีทก
ี่ ล่าวไวใน
้ มาตรา ก่อน การชาระหนี้ แก่บุคคลผู ้ไม่มส
ี ท
นัน
้ ท่านว่าย่อมสมบูรณ์เพียงเท่าทีต
่ วั เจ ้าหนีไ้ ด ้ลาภงอกขึน
้ แต่การนัน

ิ ธิจะได ้ชาระหนี้ แต่ความทีก
มาตรา 318 บุคคลผู ้ถือใบเสร็จเป็ นสาคัญ ท่านนับว่าเป็ นผู ้มีสท
่ ล่าว
ิ ธินน
ิ ธินน
นีท
้ า่ นมิให ้ใช ้ ถ ้าบุคคลผู ้ชาระหนีร้ วู่ ้ าสท
ั ้ หามีไม่ หรือไม่รู ้เท่าถึงสท
ั ้ เพราะความประมาทเลินเล่อ
ของตน
มาตรา 319 ถ ้าศาลสงั่ ให ้ลูกหนีค
้ นทีส
่ ามงดเวนท
้ าการชาระหนีแ
้ ล ้ว ยังขืนชาระหนีใ้ ห ้แก่เจ ้าหนี้
ของตนเองไซร ้ ท่านว่าเจ ้าหนีผ
้ ู ้ทีร่ ้องขอ ให ้ยึดทรัพย์จะเรียกให ้ลูกหนีค
้ นทีส
่ ามนัน
้ ทาการชาระหนีอ
้ ก
ี ให ้
คุ ้มกับ ความเสยี หายอันตนได ้รับก็ได ้
ิ ธิ
อนึง่ ข ้อความซงึ่ กล่าวมาในวรรคข ้างต ้นนีห
้ าเป็ นข ้อขัดขวางใน การทีล
่ ก
ู หนีค
้ นทีส
่ ามจะใชส้ ท
ไล่เบีย
้ เอาแก่เจ ้าหนีข
้ องตนเองนัน
้ ไม่

ี หายต ้อง
ดาขับรถไปชนกับรถของแดงซงึ่ เอาประกันไว ้กับบริษัทประกันภัย รถของแดงเสย
ี ค่าซ่อม 3,000 บาท ซงึ่ บริษัทประกันภัยชาระให ้แก่แดงไปตามสญ
ั ญาประกัน แล ้วเรียกร ้อง
เสย
้ นจานวนดังกล่าว ดาเห็ นว่าบริษัทประกั นภัยไม่ใชเ่ จ ้าของรถที่ถูกรถของตนชน จึง
ให ้ดาชดใชเงิ
ชาระให ้แก่แดงไป การชาระหนี้ของดาเป็ นการชาระหนี้โดยชอบหรือไม่ เพราะเหตุใด
ิ ธิของแดงตามกฎหมาย มาตรา 226
กรณีตามอุทาหรณ์ บริษัทประกั นภัยเข ้ารับช ่วงสท
ิ ธิทแ
มาตรา 227 จึงชอบทีจ
่ ะใชส้ ท
ี่ ดงมีอยู่ ต่อดาผู ้กระทาละเมิดได ้ ในนามของตนเอง บริษัท
ประกันภัยจึงเป็ นผู ้มีอานาจ
รับชาระหนีโ้ ดยชอบ เพราะอานาจรับชาระหนี้ของแดงหมดไปแล ้ว
ิ ธิเรียกร ้องให ้ดา
การทีด
่ าชาระหนีใ้ ห ้แก่แดงไป จึงเป็ นการกระทาโดยมิชอบ บริษัทประกันภัยมีสท
ชาระเงินดังกล่าวซ้ าสองได ้
ิ ธิของเจ ้าหนี้ ชอบทีจ่ ะใชส้ ท
ิ ธิ ทัง้ หลายบรรดาทีเ่ จ ้าหนีม
มาตรา 226 บุคคลผู ้รับชว่ งสท
้ อ
ี ยู่โดย
มูลหนี้ รวมทัง้ ประกันแห่งหนีน
้ น
ั ้ ไดในนามของตนเอง

ิ อันหนึง่ เข ้าแทนทีท
ิ อีก
ชว่ งทรัพย์
ได ้แก่เอาทรัพย์สน
่ รัพย์สน
อันหนึง่ ในฐานะนิตน
ิ ัยอย่าง
ิ อันก่อน
เดียวกันกับทรัพย์สน
ิ ไหมทดแทนความเสย
ี หายเต็ม ตามราคาทรัพย์หรือสท
ิ ธิซงึ่
มาตรา 227 เมือ
่ เจ ้าหนีไ้ ด ้รับค่าสน
่ านะเป็ นผู ้รับชว่ งสท
ิ ธิของเจ ้าหนีอ
เป็ นวัตถุแห่งหนีน
้ น
ั ้ แลว้ ท่านว่าลูกหนีย
้ ่อม เข ้าสูฐ
้ น
ั เกีย
่ วกับทรัพย์หรือ
ิ ธิ นัน
สท
้ ๆ ด ้วยอานาจกฎหมาย
9.1.3 หล ักเกณฑ์ทวไปในการช
่ั
าระหนี้

การชาระหนีใ้ ห ้ถูกต ้องตามความประสงค์ทแ
ี่ ท ้จริงของมูลหนี้
นอกเหนือจากเรือ
่ ง
กาหนดเวลาชาระ และตัวบุ คคลผู ้มีอานาจชาระหนีแ
้ ละรับชาระหนีแ
้ ล ้ว ยังควรต ้องคานึงถึงกรณีใด
อีกบ ้าง อธิบายพอสงั เขป
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

46
ต ้องชอบด ้วยวัตถุแห่งการชาระหนี้ สถานทีใ่ นการชาระหนี้ และค่าใชจ่้ ายในการชาระหนี้
ตามมาตรา 320 –มาตรา 325
มาตรา 320 อันจะบังคับให ้เจ ้าหนีร้ บ
ั ชาระหนีแ
้ ต่เพียงบางสว่ น หรือให ้รับชาระหนีเ้ ป็ นอย่างอืน

ผิดไปจากทีจ่ ะต ้องชาระแก่เจ ้าหนีน
้ น
ั ้ ท่านว่าหาอาจจะบังคับได ้ไม่
มาตรา 321 ถ ้าเจ ้าหนีย
้ อมรับการชาระหนีอ
้ ย่างอืน
่ แทนการ ชาระหนีท
้ ไี่ ด ้ตกลงกันไว ้ ท่านว่าหนี้
ิ้ ไป
นัน
้ ก็เป็ นอันระงับ สน
ถ ้าเพือ
่ ทีจ่ ะทาให ้พอแก่ใจเจ ้าหนีน
้ น
ั ้ ลูกหนีร้ บ
ั ภาระเป็ นหนีอ
้ ย่างใดอย่างหนึง่ ขึน
้ ใหม่ ต่อเจ ้าหนี้
ั ท่านมิให ้สน
ั นิษฐานว่าลูกหนีไ้ ด ้ก่อหนีน
ไซร ้ เมือ
่ กรณีเป็ นทีส
่ งสย
้ น
ั ้ ขึน
้ แทนการชาระหนี้
ิ ค ้า ท่านว่าหนีน
ถ ้าชาระหนีด
้ ้วยออก-ด ้วยโอน-หรือด ้วยสลักหลังตัว๋ เงิน หรือประทวนสน
้ น
ั ้ จะระงับ
ิ้ ไปต่อเมือ
ิ ค ้านัน
้ นแล ้ว
สน
่ ตัว๋ เงินหรือประทวน สน
้ ไดใช
้ เงิ
ิ ธิเรียกร ้องจากบุคคลภายนอกก็ด ี หรือสท
ิ ธิอย่างอืน
มาตรา 322 ถ ้าเอาทรัพย์ก็ด ี สท
่ ก็ด ี ให ้แทน
ิ ธิทานองเดียวกับผู ้ขาย
การชาระหนี้ ท่านว่าลูกหนีจ
้ ะต ้องรับ ผิดเพือ
่ ชารุดบกพร่องและเพือ
่ การรอนสท
มาตรา 323 ถ ้าวัตถุแห่งหนีเ้ ป็ นอันให ้สง่ มอบทรัพย์เฉพาะสงิ่ ท่านว่าบุคคลผู ้ชาระหนีจ
้ ะต ้องสง่
มอบทรัพย์ตามสภาพทีเ่ ป็ นอยูใ่ น เวลาทีจ่ ะพึงสง่ มอบ
่ อย่าง วิญญูชนจะพึงสงวนทรัพย์สน
ิ ของ
ลูกหนีจ
้ าต ้องรักษาทรัพย์นน
ั ้ ไว ้ด ้วยความระมัดระวัง เชน
ตนเอง จนกว่าจะได ้สง่ มอบทรัพย์นน
ั้
มาตรา 324 เมือ
่ มิได ้มีแสดงเจตนาไว ้โดยเฉพาะเจาะจงว่าจะ พึงชาระหนี้ ณ สถานทีใ่ ดไซร ้
หากจะต ้องสง่ มอบทรัพย์เฉพาะสงิ่ ท่านว่าต ้องสง่ มอบกัน ณ สถานทีซ
่ งึ่ ทรัพย์นน
ั ้ ไดอยู
้ ่ในเวลาเมือ
่ ก่อ ให ้
เกิดหนีน
้ น
ั ้ สว่ นการชาระหนีโ้ ดยประการอืน
่ ท่านว่าต ้องชาระ ณ สถานทีซ
่ งึ่ เป็ นภูมล
ิ าเนาปั จจุบันของเจ ้าหนี้
มาตรา 325 เมือ
่ มิไดมี้ แสดงเจตนาไวในข

้อค่าใชจ่้ ายในการชาระ หนีท
้ า่ นว่าฝ่ ายลูกหนีพ
้ งึ เป็ นผู ้


ออกค่าใชจ่าย แต่ถ ้าค่าใชจ่ายนัน
้ มี จานวนเพิม
่ ขึน
้ เพราะเจ ้าหนีย
้ ้ายภูมล
ิ าเนาก็ด ี หรือเพราะการอืน
่ ใด อัน
เจ ้าหนีไ้ ด ้กระทาก็ด ี ค่าใชจ่้ ายเพิม
่ ขึน
้ เท่าใดเจ ้าหนีต
้ ้องเป็ นผู ้ออก
9.1.4 หล ักฐานแห่ง การชาระหนี้

หลักฐานแห่งการชาระหนีม
้ ป
ี ระโยชน์อย่างไรสาหรับผู ้ชาระหนี้ ให ้เหตุผ ลตามมาตรา 326
และ มาตรา 327
หลักฐานแห่งการชาระหนีม
้ ป
ี ระโยชน์ตอ
่ ลูกหนี้ สาหรับการพิสูจน์ข ้อเท็ จจริงว่า หนีไ้ ด ้มีการ
่ ใบเสร็ จรับ เงิน หรือการเวนคืนเอกสารอันเป็ นหลักฐานแห่ง
ชาระแล ้ว ซงึ่ หลักฐานดังกล่าว เชน
หนีน
้ น
ั ้ เป็ นสงิ่ ทีจ
่ ะสามารถนามาพิสจ
ู น์ได ้ดีกว่า พยานบุ คคลซงึ่ อาจมีการหลงลืมหรือเบิกความเท็ จ
ได ้
9.1.5 การจ ัดสรรชาระหนี้

ั เหตุผ ลอย่างไร และมีสาระสาคัญ
หลักเกณฑ์ในเรือ
่ งการจัดสรรชาระหนีเ้ กิดขึน
้ โดยอาศย
อย่างไรบ ้าง อธิบาย
เหตุผลในเรือ
่ งการจั ดสรรชาระหนี้เป็ นลาดับก่อนหลังก็เ พือ
่ ขจัดปั ญหาข ้อโต ้ถียงทีอ
่ าจ
เกิดขึน
้ ได ้ในกรณีลก
ู หนีเ้ ป็ นหนีต
้ อ
่ เจ ้าหนีค
้ นเดียวกั นในมูลหนีห
้ ลายราย เช ่น เป็ นหนีเ้ งินกู ้บ ้าง หนี้
่ เป็ นหนีเ้ งินกู ้ ต ้องช าระทัง้
ค่าเชา่ บ ้าง หรือหนีร้ ายเดียวกันแต่มก
ี ารต ้องชาระหนี้หลายอย่าง เชน
เงินต ้นและดอกเบีย
้ เป็ นต ้น แต่ลก
ู หนีไ้ ม่ สามารถชาระหนีเ้ หล่านีไ้ ด ้หมดทุกราย (ในกรณีมม
ี ูลหนี้
หลายราย) หรือหมดทุกอย่าง (ในกรณีมูลหนีร้ ายเดียวแต่ต ้องชาระหลายอย่ าง) ในการชาระหนี้
ครัง้ หนึง่ ๆ หากไม่มก
ี ฎหมายบั ญญัตจิ ั ดลาดับแห่ งการชาระหนีก
้ ่อนหลังไว ้ ก็จะเป็ นปั ญหาโต ้เถียง

ได ้สวนจะเอาชาระหนีร้ ายใดก่อน จึงจะผ่อนคลายภาระของลูกหนีไ้ ปได ้
มาตรา 328 ถ ้าลูกหนีต
้ ้องผูกพันต่อเจ ้าหนีใ้ นอันจะกระทาการเพือ

ชาระหนีเ้ ป็ นการอย่าง
ิ ไดหมดทุ
เดียวกันโดยมูลหนีห
้ ลายราย และถาการที

่ ลูกหนีช
้ าระหนีน
้ น
ั ้ ไม่เพียงพอจะเปลือ
้ งหนีส
้ น

กราย
ิ รายใด ก็ให ้หนีส
ิ รายนัน
ไซร ้ เมือ
่ ทาการชาระหนี้ ลูกหนีร้ ะบุวา่ ชาระหนีส
้ น
้ น
้ เป็ นอันได ้เปลือ
้ งไป
ิ รายไหนถึงกาหนด ก็ให ้รายนัน
ถ ้าลูกหนีไ้ ม่ระบุ ท่านว่าหนีส
้ น
้ เป็ น อันได ้เปลือ
้ งไปก่อน ใน
ิ หลายรายทีถ
ระหว่างหนีส
้ น
่ งึ กาหนดนัน

รายใดเจ ้าหนีม
้ ป
ี ระกันน ้อยทีส
่ ด
ุ ก็ให ้รายนัน
้ เป็ นอันได ้เปลือ
้ งไป
ิ หลายรายทีม
ก่อน ในระหว่างหนีส
้ น
่ ป
ี ระกันเท่า ๆ กัน ให ้รายทีต
่ กหนัก ทีส
่ ด
ุ แก่ลก
ู หนีเ้ ป็ นอันได ้เปลือ
้ งไป
ิ หลายรายที่ ตกหนักแก่ลก
ิ รายเก่าทีส
ก่อนในระหว่างหนีส
้ น
ู หนีเ้ ท่าๆกัน ให ้หนีส
้ น
่ ด
ุ เป็ นอันได ้เปลือ
้ งไป
ิ หลายรายเก่าเท่า ๆ กัน ก็ให ้หนีส
ิ ทุกรายเป็ น อันได ้เปลือ
ก่อน และถ ้ามีหนีส
้ น
้ น
้ งไปตามสว่ นมากและน ้อย
ี ค่า
มาตรา 329 ถ ้านอกจากการชาระหนีอ
้ น
ั เป็ นประธาน ลูกหนีย
้ ัง จะต ้องชาระดอกเบีย
้ และเสย
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

47
ิ ได ้ทัง้ หมด
ฤชาธรรมเนียมอีกด ้วยไซร ้ หากการ ชาระหนีใ้ นครัง้ หนึง่ ๆ ไม่ได ้ราคาเพียงพอจะเปลือ
้ งหนีส
้ น




ท่านให ้เอาจัดใชเป็ นค่าฤชาธรรมเนียมเสยก่อนแล ้วจึงใชดอกเบีย
้ และ ในทีส
่ ด
ุ จึงให ้ใชในการชาระหนีอ
้ น

เป็ นประธาน
้ นประการอืน
ถ ้าลูกหนีร้ ะบุให ้จัดใชเป็
่ ท่านว่าเจ ้าหนีจ
้ ะบอกปั ดไม่ ยอมรับชาระหนีก
้ ็ได ้
9.1.6 ผลของการขอปฏิบ ัติการชาระหนีโ้ ดยชอบ

การขอปฏิบัตก
ิ ารชาระหนีโ้ ดยชอบ คืออย่างไร มีผ ลตามกฎหมายอย่างไร อธิบาย
ถ ้าได ้ขอปฏิบัตก
ิ ารชาระหนีโ้ ดยชอบแล ้ว บรรดาความรับผิดชอบอันเกิดแต่การไม่ชาระหนี้
ก็ เป็ นอันได ้ปลดเปลือ
้ งไปนับแต่เวลาที่ขอปฏิบัตก
ิ ารชาระหนี้โดยชอบ
เพื่อความเป็ นธรรมแก่
ลูกหนี้ เนือ
่ งจากมีกรณีทล
ี่ ก
ู หนีไ้ ด ้พยายามอย่า งทีส
่ ด
ุ แล ้วทีจ
่ ะปฏิบัตห
ิ น ้าทีข
่ องตนในการชาระหนี้
ให ้แก่เจ ้าหนี้ แต่เจ ้าหนีก
้ ็ บ่ายเบี่ยงไม่ยอมรับชาระหนี้ แม ้ว่าจะเป็ นการขอปฏิบัตก
ิ ารชาระหนีโ้ ดย
่ เป็ นหนีเ้ งินกู ้เขาก็ เอาทัง้ ต ้นและดอกตามจานวนทีจ

ชอบแล ้ว เชน
่ ะต ้องใชจนครบถ
้วนมาชาระโดย
ถูกต ้อง เจ ้าหนีก
้ ็ยังหาทางบ่ายเบีย
่ งจะเอาประโยชน์อย่างอืน
่ โดยมิชอบ เหตุ ขด
ั ข ้องทีย
่ ังไม่มก
ี าร
ชาระหนีเ้ กิดแก่ฝ่ายเจ ้าหนีเ้ อง
มาตรา 330 เมือ
่ ขอปฏิบัตก
ิ ารชาระหนีโ้ ดยชอบแล ้ว บรรดาความรับผิดชอบอันเกิดแต่การไม่ชาระ
หนีก
้ ็เป็ นอันปลดเปลือ
้ งไป นับแต่เวลาทีข
่ อปฏิบต
ั ก
ิ ารชาระหนีน
้ น
ั้

ดาเป็ นหนีเ้ งินกู ้แดงอยู่ 500 บาท เมือ
่ ถึงกาหนดชาระดาขอชาระให ้แดงเพียง 350 บาท
ก่อน แดงไม่ ยอมรับชาระ ดังนี้ ดาจะถือว่าแดงผิดนั ด เพราะตนได ้ขอปฏิบัตก
ิ ารชาระหนีช
้ าระหนี้
โดยชอบแล ้ว ได ้หรือไม่
ตามมาตรา 320 จะบั งคับให ้เจ ้าหนีร้ ับชาระแต่เ พียงบางสว่ นจะกระทาไม่ได ้ เว ้นแต่ลก
ู หนี้
ี ก่อนตามมาตรา 208
จะขอปฏิบัตก
ิ ารชาระหนี้ตอ
่ เจ ้าหนีเ้ สย
ี แต่ว่ าดาจะได ้ขอ
แดงไม่ผด
ิ นัด ยั งไม่ถอ
ื ได ้ว่า ดาได ้ขอปฏิบัตก
ิ ารชาระหนีโ้ ดยชอบ เว ้นเสย
ปฏิบัตก
ิ ารชาระหนีต
้ อ
่ แดงเป็ นอย่า งนัน
้ โดยตรง
มาตรา 207 ถ ้าลูกหนีข
้ อปฏิบัตก
ิ ารชาระหนี้ และเจ ้าหนีไ้ ม่รบ
ั ชาระหนีน
้ น
ั ้ โดยปราศจากมูลเหตุ
อันจะอ ้างกฎหมายได ้ไซร ้ ท่านว่าเจ ้าหนีต
้ กเป็ นผู ้ผิดนัด
มาตรา 208 การชาระหนีจ
้ ะให ้สาเร็จผลเป็ นอย่างใด
ลูกหนีจ
้ ะต ้องขอปฏิบัตก
ิ ารชาระหนีต
้ อ

เจ ้าหนี้ เป็ นอย่างนัน
้ โดยตรง
มาตรา 320 อันจะบังคับให ้เจ ้าหนีร้ บ
ั ชาระหนีแ
้ ต่เพียงบางสว่ น หรือให ้รับชาระหนีเ้ ป็ นอย่างอืน
่ ผิด
ไปจากทีจ่ ะต ้องชาระแก่เจ ้าหนีน
้ น
ั ้ ท่านว่าหาอาจจะบังคับได ้ไม่
มาตรา 330 เมือ
่ ขอปฏิบัตก
ิ ารชาระหนีโ้ ดยชอบแล ้ว บรรดาความรับผิดชอบอันเกิดแต่การไม่ชาระ
หนีก
้ ็เป็ นอันปลดเปลือ
้ งไป นับแต่ เวลาทีข
่ อปฏิบัตก
ิ ารชาระหนีน
้ น
ั้
9.1.7 การวางทร ัพย์

การวางทรัพย์ คืออะไร มีเหตุผลอย่างไร มีหลักเกณฑ์ทค
ี่ วรคานึงถึงอย่างไรบ ้าง อธิบาย
โดยสังเขป
การวางทรัพย์เป็ นทางออกของลูกหนีท
้ ี่จะทาให ้หลุดพ ้นจากหนี้ไ ด ้ หลักเกณฑ์ทผ
ี่ ู ้ชาระ
หนีจ
้ ะวางทรัพย์อันเป็ นวัตถุแห่งหนีไ้ ว ้เพือ
่ ประโยชน์แก่เจ ้าหนี้ มีไ ด ้ 3 ประการคือ
1) เจ ้าหนีบ
้ อกปั ดไม่ยอมชาระหนี้ ทัง้ ๆ ทีผ
่ ู ้ชาระหนีไ้ ด ้ขอปฏิบัตก
ิ ารช าระหนี้โดยชอบแล ้ว
ิ ธิบอกปั ดได ้
ถ ้าเป็ นการขอปฏิบัตก
ิ ารชาระหนี้โดยไม่ชอบ เจ ้าหนีย
้ ่อมมีสท
่ เจ ้าหนี้ถก
2) เจ ้าหนี้ไม่สามารถรับชาระหนีไ้ ด ้ เชน
ู ศาลสงั่ ให ้เป็ นบุคคลไร ้ความสามารถ
หรือมีเหตุขด
ั ข ้องอย่างอืน

ิ ธิหรือไม่รู ้ตัวเจ ้าหนี้โดยแน่ นอน โดยมิใชค
่ วามผิด
3) ผู ้ชาระหนีไ้ ม่สามารถจะหยั่งรู ้ถึงสท

ิ ธิได ้รั บชาระหนีเ้ พราะเป็ น
ของตน
เชน
เจ ้าหนี้ตายและมีบุ คคลอืน
่ หลายคนมาอ ้างเป็ นผู ้มีสท
ทายาทโดยธรรม
มาตรา 331 ถ ้าเจ ้าหนีบ
้ อกปั ดไม่ยอมรับชาระหนีก
้ ็ด ี หรือไม่ สามารถจะรับชาระหนีไ้ ด ้ก็ด ี หาก
บุคคลผู ้ชาระหนีว้ างทรัพย์อน
ั เป็ น วัตถุแห่งหนีไ้ ว ้เพือ
่ ประโยชน์แก่เจ ้าหนีแ
้ ล ้ว ก็ย่อมจะเป็ นอันหลุดพ ้นจาก

ิ ธิ หรือไม่รู ้ตัวเจ ้าหนี้
หนีไ้ ดความข

้อนีท
้ า่ นให ้ใชตลอดถึงกรณีทบ
ี่ ุคคลผู ้ชาระหนีไ้ ม่สามารถจะหยั่งรู ้ถึงสท
ได ้แน่นอนโดยมิใชเ่ ป็ น ความผิดของตน

สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

48
มาตรา 332 ถ ้าลูกหนีจ
้ าต ้องชาระหนีต
้ อ
่ เมือ
่ เจ ้าหนีจ
้ ะต ้องชาระหนี้ ตอบแทนด ้วยไซร ้ ท่านว่า

ลูกหนีจ
้ ะกาหนดว่าต่อเมือ
่ เจ ้าหนีช
้ าระหนี้ ตอบแทนจึงให ้มีสทธิรบ
ั เอาทรัพย์ทวี่ างไว ้นัน
้ ก็ได ้
มาตรา 333 การวางทรัพย์นน
ั ้ ต ้องวาง ณ สานักงานวางทรัพย์ ประจาตาบลทีจ่ ะต ้องชาระหนี้
ถ ้าไม่มบ
ี ทบัญญัตแ
ิ ห่งกฎหมาย หรือกฎข ้อบังคับเฉพาะการใน เรือ
่ งสานักงานวางทรัพย์ เมือ

บุคคลผู ้ชาระหนีร้ ้องขอ ศาลจะต ้อง กาหนดสานักงานวางทรัพย์ และตัง้ แต่งผู ้พิทก
ั ษ์ทวี่ างนัน
้ ขึน

ผู ้วางต ้องบอกกล่าวให ้เจ ้าหนีท
้ ราบการทีไ่ ด ้วางทรัพย์นน
ั ้ โดยพลัน
ิ ธิจะถอนทรัพย์ทวี่ างนัน
มาตรา 334 ลูกหนีม
้ ส
ี ท
้ ได ้ ถ ้าลูกหนีถ
้ อน ทรัพย์นน
ั ้ ท่านให ้ถือเสมือนว่า
ิ ธิถอนทรัพย์นเี้ ป็ นอันขาดในกรณีตอ
มิได ้วางทรัพย์ไว ้เลย สท
่ ไปนี้
ิ ธิท ี่ จะถอน
(1) ถ ้าลูกหนีแ
้ สดงต่อสานักงานวางทรัพย์วา่ ตนยอมละสท
(2) ถ ้าเจ ้าหนีแ
้ สดงต่อสานักงานวางทรัพย์วา่ จะรับเอาทรัพย์นน
ั้
(3) ถ ้าการวางทรัพย์นน
ั ้ ได ้เป็ นไปโดยคาสงั่ หรืออนุมัตข
ิ องศาล และไดบอกกล่

าวความนัน

แก่สานักงานวางทรัพย์
ิ ธิถอนทรัพย์นน
มาตรา 335 สท
ั ้ ตามกฎหมาย ศาลจะสงั่ ยึดหา ได ้ไม่
ิ ของลูกหนีแ
ิ ธิถอนทรัพย์ใน
เมือ
่ ไดฟ้้ องคดีลมละลายเกี


่ วกับทรัพย์สน
้ ล ้ว ท่าน ห ้ามมิให ้ใชส้ ท
ระหว่างพิจารณาคดีลมละลาย

มาตรา 336 ถ ้าทรัพย์อน
ั เป็ นวัตถุแห่งการชาระหนีไ้ ม่ควรแก่การ จะวางไว ้ก็ด ี หรือเป็ นทีพ
่ งึ วิตก
ื่ มเสย
ี หรือ ทาลาย หรือบุบสลายได ้ก็ด ี เมือ
ว่าทรัพย์นน
ั ้ เกลือกจะเสอ
่ ได ้รับอนุญาตจากศาล บุคคลผู ้ ชาระ
หนีจ
้ ะเอาทรัพย์นน
ั ้ ออกขายทอดตลาด แล ้วเอาเงินทีไ่ ด ้แต่ การขายวางแทนทรัพย์นน
ั ้ ก็ได ้ ความข ้อนีท
้ า่ น

ให ้ใชตลอดถึ
งกรณี ทีค
่ า่ รักษาทรัพย์จะแพงเกินควรนัน
้ ด ้วย
มาตรา 337 ท่านไม่อนุญาตให ้เอาทรัพย์ออกขายทอดตลาด จนกว่าจะไดบอกให

้เจ ้าหนีร้ ตั
ู้ ว



ก่อน การบอกนีจ
้ ะงดเสยก็ได ้ ถา้ ทรัพย์นน
ั ้ อาจเสอมทรามลงหรือภัยมีอยู่ในการทีจ่ ะหน่วงการขาย
ทอดตลาดไว ้
ั ชา้ ถ ้าละเลยเสย
ี ไม่
ในการทีจ่ ะขายทอดตลาดนัน
้ ท่านให ้ลูกหนีบ
้ อกกล่าวแก่เจ ้าหนี้ โดยไม่ชก


บอกกล่าว ลูกหนีจ
้ ะต ้องรับผิดใชค่า สนไหมทดแทน
ี ก็ได ้
การบอกให ้รู ้ตัวและบอกกล่าวนี้ ถ ้าไม่เป็ นอันจะทาได ้ จะงดเสย
เวลาและสถานทีท
่ จี่ ะขายทอดตลาดกับทัง้ คาพรรณนาลักษณะแห่งทรัพย์นน
ั้
ท่านให ้ประกาศ
โฆษณาให ้ประชาชนทราบ
มาตรา 338 ค่าฤชาธรรมเนียมในการวางทรัพย์หรือขายทอดตลาด นัน
้ ให ้ฝ่ ายเจ ้าหนีเ้ ป็ นผู ้ออก
เว ้นแต่ลก
ู หนีจ
้ ะได ้ถอนทรัพย์ทวี่ าง
ิ ธิของเจ ้าหนีเ้ หนือทรัพย์ทวี่ างไว ้นัน
ิ้ ไปเมือ
ิ ปี นับแต่
มาตรา 339 สท
้ เป็ นอันระงับ สน
่ พ ้นเวลาสบ
ได ้รับคาบอกกล่าวการวางทรัพย์
ิ ธิของเจ ้าหนีร้ ะงับสน
ิ้ ไปแล ้ว ถึงแม ้ลูกหนีจ
ิ ธิ ถอนทรัพย์ ก็ยังชอบทีจ่ ะ
อนึง่ เมือ
่ สท
้ ะได ้ละสท
ถอนทรัพย์นน
ั ้ ได ้
9.2 ปลดหนี้

ั แต่
1. การปลดหนีเ้ ป็ นวิธก
ี ารระงับหนีอ
้ ก
ี วิธห
ี นึง่ กระทาได ้โดยเจ ้าหนีแ
้ สดงเจตนาที่แจ ้งชด
เพียงฝ่ ายเดียวต่อ ลูกหนี้โดยไม่จาเป็ นต ้องได ้รับ ความยินยอมจากลูกหนีว้ ่าปลดหนีใ้ ห ้โดยเสน่หา
ิ้
ไม่คด
ิ ค่าตอบแทนใดๆทัง้ สน
2. โดยปกติการปลดหนีก
้ ระทาโดยวาจาก็เพียงพอแล ้ว และจะปลดหนีใ้ ห ้ทัง้ หมดหรือแต่

เพียงบางสว นก็ ได ้
3. การปลดหนีม
้ ผ
ี ลให ้หนี้ระงับ ลงเท่าสว่ นทีเ่ จ ้าหนีไ้ ด ้ปลดให ้
9.2.1 หล ักเกณฑ์ใ นการปลดหนี้
9.2.2 ผลของการปลดหนี้

การปลดหนีม
้ ห
ี ลักเกณฑ์ทเี่ ป็ นสาระสาคัญอย่างไรบ ้าง และมีผลตามกฎหมายอย่างไร
อธิบาย

ิ ล ้นพ ้น
นายโตเป็ นหนีเ้ งินกู ้นายเล็กอยู่ 1,000 บาท ต่อมานายโตกลายเป็ นบุ คคลทีม
่ ีหนีส
้ น
ตัว นายเล็กเกิดความเบือ
่ หน่า ยในการติดตามทวงให ้นายโตชาระหนีร้ ายนีแ
้ ก่ตน จึงมีจดหมาย
แจ ้งไปยังนายโตว่ายกหนี้ 1,000 บาท นีใ้ ห ้นายโตทัง้ หมดพร ้อมดอกเบีย
้ ต่อ มานายเล็กตาย และ
นายโตได ้ทราบข่าวการตายของนายเล็กก่อนทีน
่ ายโตจะเปิ ดจดหมายของนายเล็กออกอ่าน
ถ ้า
ทายาทของนายเล็กมาเรียกร ้องให ้นายโตชาระหนี้ 1,000 บาท นี้ นายโตจะอ ้างว่าตนหลุดพ ้นจาก
หนีเ้ พราะนายเล็กปลดหนีใ้ ห ้แล ้วได ้หรือไม่
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

49
การปลดหนีว้ างหลักเกณฑ์เกีย
่ วกับการปลดหนีไ้ ด ้ดังต่อไปนี้
ิ ธิเรียกร ้องในหนีท
1. การปลดหนีเ้ ป็ นนิตก
ิ รรมทีเ่ จ ้าหนี้ แสดงเจตนาสละสท
้ ม
ี่ ต
ี ้อลูกหนีใ้ ห ้
ิ้
โดยเสน่หา คือไม่ คด
ิ ค่าตอบแทนใดๆ ทั ง้ สน
2. การปลดหนีท
้ าให ้สาเร็ จผลได ้ก็ โดยการทีเ่ จ ้าหนีแ
้ สดงเจตนาต่อ ลูกหนีแ
้ ต่เพียงฝ่ าย
เดียวว่าจะปลดหนีใ้ ห ้ก็เป็ นการเพียงพอแล ้วไม่จาเป็ นต ้องรับความยินยอมจากลูกหนี้ หลักสาคัญ
ั การแสดงเจตนานี้
คือการแสดงเจตนานัน
้ ต ้องเป็ นการช ัดแจ ้งโดยปราศจากข ้อเคลือบแคลงสงสย
ต ้องกระทาต่อ ลูกหนี้ด ้วย
ถ ้าเพียงแต่บอกกล่าวคนอืน
่ โดยยังไม่ไ ด ้บอกกล่าวแสดงเจตนาต่อ
ลูกหนี้ จะถือว่าเป็ นการปลดหนีย
้ ังไม่ได ้
3. การปลดหนีน
้ ัน
้ เจ ้าหนี้จะปลดหนีใ้ ห ้ทัง้ หมด
หรือแต่เ พียงบางส่วนก็ ได ้แล ้วแต่ความ
สมัครใจของเจ ้าหนี้ หนีท
้ จ
ี่ ะปลดให ้เพียงบางสว่ นได ้นัน

จะต ้องเป็ นหนีท
้ ม
ี่ ีลก
ั ษณะแบ่งชาระได ้



ซงสวนใหญ่มักจะเป็ นหนีเ้ งิน
4. การปลดหนีน
้ ัน
้ โดยปกติก ระทาโดยทางวาจาก็เป็ นการเพียงพอแล ้ว แต่ถ ้าเป็ นหนีท
้ ม
ี่ ี
ื เป็ นหลักฐาน มาตรา 340 วรรค 2 กล่าวว่า การปลดหนี้ต ้องทาเป็ นหนั งสอ
ื ด ้วย หรือ
หนังสอ
เวนคืนเอกสารอันเป็ นหลักฐานแห่งหนีใ้ ห ้แก่ลก
ู หนีไ้ ป มิฉะนัน
้ การปลดหนีจ
้ ะตกเป็ นโมฆะ มีผลทา
ให ้หนีย
้ ังไม่ระงับ
ิ้ ไป
มาตรา 340 ถ ้าเจ ้าหนีแ
้ สดงเจตนาต่อลูกหนีว้ า่ จะปลดหนีใ้ ห ้ ท่าน ว่าหนีน
้ น
ั ้ ก็เป็ นอันระงับสน
ื เป็ นหลักฐาน การปลดหนีก
ื ด ้วย หรือต ้องเวนคืนเอกสารอันเป็ น
ถ ้าหนีม
้ ห
ี นังสอ
้ ต
็ ้องทาเป็ นหนังสอ

หลักฐานแห่งหนีใ้ ห ้แก่ลก
ู หนี้ หรือขีดฆ่า เอกสารนัน
้ เสย
แบบประเมินผลตนเองหน่วยที่ 9
ิ้ สุดลงไดในกรณี
1. ขาวเป็ นหนีเ้ งินกู ้เขียวอยู่ 200 บาท หนีร้ ายนีอ
้ าจระงับหรือสน

หนีถ
้ งึ กาหนดชาระ
แล ้วเขียวไม่เรียกร ้องให ้ขาวชาระจนเวลาล่วงพ ้น 10 ปี
2. ในกรณีตอ
่ ไปนี้ บุคคลผู ้มีอานาจชาระหนีไ้ ด ้โดยชอบดวยกฎหมาย

แม ้ทัง้ เจ ้าหนีแ
้ ละลูกหนีจ
้ ะไม่
ยินยอมด ้วยคือ ผู ้คาประกันลูกหนี้
3. ผู ้จัดการมรดกของเจ ้าหนี้ เป็ นบุคคลผู ้มีอานาจรับชาระหนีโ้ ดยชอบ
4. ในกรณีทม
ี่ ไิ ดมี้ การตกลงกันไวในเรื


่ งค่าใชจ่้ ายในการชาระหนีต
้ ามปกติ ลูกหนีเ้ ป็ นผู ้ต ้องออก
ค่าใชจ่้ ายนัน

ั นิษฐานไว ้ก่อนว่า
5. กรณีทเี่ ป็ นหนีเ้ งินกู ้ ถ ้าเจ ้าหนีอ
้ อกใบเสร็จให ้เพือ
่ การชาระเงินตนแล

้ว ให ้สน
เจ ้าหนีไ้ ด ้รับดอกเบีย
้ แล ้ว
6. ดาเป็ นหนีแ
้ ดงในมูลหนี้ 2 รายคือ เป็ นหนีเ้ งินกู ้ 800 บาท โดยไม่มก
ี าหนดชาระ และเป็ นหนีค
้ า่ เชา่
บ ้านอีก 800 บาท ถึงกาหนดชาระในวันที่ 31 มีนาคม 2526 ในวันที่ 5 เมษายน 2526 ดานาเงิน 800 บาท
่ นีจ
มาชาระให ้แก่แดงโดยไม่ไดบอกว่

าจะชาระรายใดก่อน เชน
้ ะต ้องจัดสรรเงินจานวน 800 บาทนี้ ชาระ
ให ้แก่แดงอย่างไรจึงจะเป็ นการชอบด ้วยกฎหมาย ต ้องชาระเงิน 800 บาทให ้แก่แดงสาหรับหนีค
้ า่ เชา่ บ ้าน
ก่อน
7. กรณีตอ
่ ไปนี้ เป็ นการขอปฏิบัตก
ิ ารชาระหนีโ้ ดยชอบ ซงึ่ จะมีผลทาให ้ลูกหนีไ้ ม่ต ้องรับผิดชอบใน
ี หายทีเ่ กิดขึน
ั ญาซอ
ื้ ขายทีด
ความเสย
้ เพราะเหตุทไี่ ม่มก
ี ารชาระหนี้ คือ นัดไปทาสญ
่ น
ิ ทีก
่ รมทีด
่ น
ิ เมือ
่ ถึง


วันทีก
่ าหนดผู ้ขายไปตามนัดหมาย แต่ผู ้ซอไม่มา
8. ในกรณีทล
ี่ ก
ู หนีจ
้ ะวางทรัพย์ไว ้ ณ สานักงานวางทรัพย์เพือ
่ ประโยชน์ของเจ ้าหนีซ
้ งึ่ จะมีผลให ้ตน
หลุดพ ้นจากหนีไ้ ด ้คือ เจ ้าหนีเ้ กิดตายลงในเวลาทีล
่ ก
ู หนีม
้ าชาระหนีต
้ ามกาหนด และมีบค
ุ คลหลายคนอ ้าง
ิ ธิรบ
ว่ามีสท
ั ชาระหนีด
้ ก
ี ว่าคนอืน

ิ ที่
9. การปลดหนีไ้ ด ้แก่กรณีดงั ต่อไปนี้ (ก) นายมั่งมีซงึ่ เป็ นเจ ้าหนีพ
้ ูดกับนางสาวโสภายกหนีส
้ น
นางสาวโสภามีอยู่ตอ
่ ตนให ้เพราะเกิดความรักใคร่ในตัวนางสาวโสภาในภายหลัง
แต่นางสาวโสภาไม่
ยินยอมรับ ยืนยันจะชาระหนีใ้ ห ้ดังเดิม (ข) นายมั่งมีพูดกับนางสาวโสภาว่ายกหนีใ้ ห ้เพราะเกิดความเบือ

หน่ายราคาญในการติดตามทวงให ้นางสาวโสภาชาระหนีแ
้ ก่ตน
10. การปลดหนีม
้ ผ
ี ลทาให ้หนีร้ ะงับลงเท่าสว่ นทีเ่ จ ้าหนีป
้ ลดให ้ สว่ นทีไ่ ม่ไดปลดหนี

ใ้ ห ้ลูกหนีย
้ ังคงต ้อง
ผูกพันอยู่ ดังนัน
้ จึงมีการปลดหนีใ้ ห ้บางสว่ นได ้

สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

50
หน่วยที่ 10 ความระง ับแห่งหนี้ (ต่อ)
1. เมือ
่ บุคคลสองคนต่า งเป็ นเจ ้าหนีล
้ ก
ู หนีซ
้ งึ่ กันและกัน ในมู ลหนี้สองรายอันมีวัตถุเป็ นการ
อย่างเดียวกัน และหนีท
้ งั ้ สองรายนั น
้ ถึงกาหนดชาระแล ้ว หนีน
้ ัน
้ อาจระงับ ลงได ้ด ้วยการหักกลบลบ
หนีเ้ ท่าจานวนที่ตรงกัน
2. การแปลงหนีใ้ หม่ก็เป็ นการระงับหนีอ
้ ก
ี วิธห
ี นึง่ โดยคูก
่ รณี ตกลงกันเปลีย
่ นสงิ่ ซ งึ่ เป็ น
สาระสาคัญในหนี้ อันมีผลทาให ้หนีเ้ ดิมระงับไปแล ้วเกิดหนีใ้ หม่ขน
ึ้ มาแทน

3. เมือ
่ มีเหตุทท
ี่ าให ้สทธิเรียกร ้องและความรับผิดในหนีร้ ายใดตกไปอยู่กับบุคคลคนเดียวกัน
ิ้ ไปเพราะหนีเ้ กลือ
ย่อมเป็ นผลให ้หนีน
้ ัน
้ ระงับ สน
่ นกลืนกัน
10.1 ห ักกลบลบหนี้

1. การหักกลบลบหนีก
้ ระทาได ้เมือ
่ บุคคลสองคนต่า งเป็ นเจ ้าหนีล
้ ก
ู หนีซ
้ งึ่ กันและกัน ในมูล


หนีส
้ องรายซงถึงกาหนดชาระ โดยฝ่ ายทีต
่ ้องการให ้มีการหักกลบลบหนีแ
้ สดงเจตนาเพียงฝ่ าย
เดียวไปยังคูก
่ รณี โดยไม่จาต ้องได ้รับความยินยอมจากอีกฝ่ ายนั น

2. การหักกลบลบหนีอ
้ าจกระทาไม่ได ้แม ้จะเข ้าหลักเกณฑ์ทั่วไปของการหักกลบลบหนี้
เนือ
่ งจากมีกรณีทก
ี่ ฎหมายบัญญัตห
ิ ้ามไว ้หลายกรณีด ้วยกัน
3. การหักกลบลบหนีม
้ ผ
ี ลทาให ้หนี้ระงับไปเท่าส่วนทีต
่ รงกันในมู ลหนี้
10.1.1 หล ักเกณฑ์แ ละวิธก
ี ารในการห ักกลบลบหนี้

การหักกลบลบหนีม
้ ีลก
ั ษณะทั่วไปและวิธก
ี ารที่จะต ้องพิจารณาอย่างไรบ ้าง อธิบาย และ
เหตุใดจึงมีการหักกลบลบหนีก
้ ันได ้แม ้จะเป็ นการขืนใจคูก
่ รณีอก
ี ฝ่ ายหนึง่
สรุปหลักเกณฑ์ทจ
ี่ ะต ้องพิจารณาคือ (มาตรา 341 342 343)
1) เป็ นกรณีทบ
ี่ ุคคล 2 คน มีความผูก พันเป็ นเจ ้าหนี้ลก
ู หนีซ
้ งึ่ กั นและกันในหนีส
้ องราย
และหนีด
้ ังกล่าวนัน
้ ฟ้ องร ้องบังคับกันได ้ตามกฎหมาย
2) หนีท
้ งั ้ สองรายนัน
้ มีวัตถุเป็ นอย่างเดียวกัน
3) หนีท
้ งั ้ สองรายนัน
้ ต่างถึงกาหนดชาระในเวลาทีม
่ ก
ี ารขอหักกลบลบหนี้
่ งให ้กระทาได ้
4) สภาพแห่งหนีเ้ ปิ ดชอ
วิธห
ี ักกลบลบหนีค
้ อ

(1) ผู ้ขอหักกลบลบหนีแ
้ สดงเจตนาฝ่ ายเดียวต่อคูก
่ รณีอก
ี ฝ่ ายหนึง่ โดยไม่จาต ้องได ้รับ
ิ้ ไป คูก
ความยินยอมจากคูก
่ รณีอก
ี ฝ่ ายหนึง่ นัน

เพราะเป็ นวิธก
ี ารทีจ
่ ะทาให ้หนีร้ ะงับ สน
่ รณี หมด
ความผูกพัน กฎหมายจึงบัญญัตใิ ห ้กระทาได ้โดยไม่จาเป็ นต ้องให ้คูก
่ รณีอก
ี ฝ่ ายหนึง่ ยินยอม ทั ง้ นี้
การแสดงเจตนาขอหักกลบลบหนีก
้ ็ต ้องเป็ นไปตามหลักเรือ
่ งการแสดงเจตนาในลักษณะนิตก
ิ รรม
ด ้วย
(2) การแสดงเจตนาหักกลบลบหนีจ
้ ะมีเ งือ
่ นไขหรือเงือ
่ นเวลาไม่ไ ด ้
(3) การหักกลบลบหนีก
้ ระทาได ้ แม ้สถานทีซ
่ งึ่ จะต ้องชาระหนีท
้ ั ง้ สองรายจะต่างกั น แต่
ี หายให ้แก่อก
ี หายอย่างใดๆ ขึน
ฝ่ ายทีข
่ อหักกลบลบหนี้ต ้องใชค่้ า เสย
ี ฝ่ ายหนึง่ หากเกิดความเสย

มาตรา 341 ถ ้าบุคคลสองคนต่างมีความผูกพันซงึ่ กันและกันโดย มูลหนีอ
้ น
ั มีวต
ั ถุเป็ นอย่าง
เดียวกัน และหนีท
้ งั ้ สองรายนัน
้ ถึงกาหนด จะชาระไซร ้ ท่านว่าลูกหนีฝ
้ ่ ายใดฝ่ ายหนึง่ ย่อมจะหลุดพ ้นจาก
หนี้ ของตนด ้วยหักกลบลบกันได ้เพียงเท่าจานวนทีต
่ รงกันในมูลหนีท
้ งั ้ สอง ฝ่ ายนัน
้ เว ้นแต่สภาพแห่งหนี้
่ งให ้หักกลบลบกันได ้
ฝ่ ายหนึง่ จะไม่เปิ ดชอ
บทบัญญัตด
ิ งั่ กล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ท่านมิให ้ใชบั้ งคับ หากเป็ น การขัดกับเจตนาอันคูก
่ รณีได ้
่ นีท
แสดงไว ้ แต่เจตนาเชน
้ า่ นห ้ามมิให ้ ยกขึน
้ เป็ นข ้อต่อสูบุ้ คคลภายนอกผู ้กระทาการโดยสุจริต
มาตรา 342 หักกลบลบหนีน
้ น
ั ้ ทาได ้ด ้วยคูก
่ รณีฝ่ายหนึง่ แสดง เจตนาแก่อก
ี ฝ่ ายหนึง่ การแสดง
่ นีท
ิ้ สุดอีกด ้วยหาไดไม่
เจตนาเชน
้ า่ นว่าจะมีเงือ
่ นไขหรือ เงือ
่ นเวลาเริม
่ ต ้นหรือเวลาสน

การแสดงเจตนาดัง่ กล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ท่านว่ามีผลย ้อนหลัง ขึน
้ ไปจนถึงเวลาซงึ่ หนีท
้ งั ้ สอง
ฝ่ ายนัน
้ จะอาจหักกลบลบกันได ้เป็ น ครัง้ แรก
มาตรา 343 การหักกลบลบหนีน
้ น
ั ้ ถึงแม ้ว่าสถานทีซ
่ งึ่ จะต ้อง ชาระหนีท
้ งั ้ สองจะต่างกัน ก็หักกัน
ี หายให ้แก่อก
ี หายอย่างหนึง่ อย่างใด อัน
ได ้ แต่ฝ่ายผู ้ขอหักหนีจ
้ ะต ้องใช ้ ค่าเสย
ี ฝ่ ายหนึง่ เพือ
่ ความเสย
เกิดแต่การนัน

สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

51
10.1.2 กรณี ทห
ี่ ักกลบลบหนีก
้ ันไม่ได้

ข ้อห ้ามมิให ้มีการหักกลบลบหนีม
้ ก
ี ก
ี่ รณี อย่างไรบ ้าง อธิบายพอเป็ นสงั เขป
จากมาตรา 341 และมาตรา 344-347 สรุปได ้คือ จะหักลบกลบหนีก
้ ันไม่ได ้ถ ้า
่ งให ้กระทาได ้
1) สภาพแห่งหนีไ
้ ม่เปิ ดชอ
2) คูก
่ รณีแสดงเจตนาไม่ให ้มีการหักกลบลบหนี้
ิ ธิเรียกร ้องนัน
ิ ธิเรียกร ้องทีย
3) สท
้ เป็ นสท
่ ังมีข ้อต่อสู ้
4) หนีน
้ น
ั ้ เกิดจากการอันมิชอบด ้วยกฎหมาย
ิ ธิเรียกร ้องทีศ
5) หากเป็ นสท
่ าลสั่งยึดไม่ได ้ก็ขอหักกลบลบหนีไ้ ม่ได ้
ึ่ ศาลสงั่ ห ้ามลูกหนีใ้ ชเงิ
้ นแก่ลก
6) เป็ นกรณีซง
ู หนีแ
้ ล ้ว
มาตรา 341 ถ ้าบุคคลสองคนต่างมีความผูกพันซงึ่ กันและกันโดย มูลหนีอ
้ น
ั มีวต
ั ถุเป็ นอย่าง
เดียวกัน และหนีท
้ งั ้ สองรายนัน
้ ถึงกาหนด จะชาระไซร ้ ท่านว่าลูกหนีฝ
้ ่ ายใดฝ่ ายหนึง่ ย่อมจะหลุดพ ้นจาก
หนี้ ของตนด ้วยหักกลบลบกันได ้เพียงเท่าจานวนทีต
่ รงกันในมูลหนีท
้ งั ้ สอง ฝ่ ายนัน
้ เว ้นแต่สภาพแห่งหนี้
่ งให ้หักกลบลบกันได ้
ฝ่ ายหนึง่ จะไม่เปิ ดชอ
บทบัญญัตด
ิ งั่ กล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ท่านมิให ้ใชบั้ งคับ หากเป็ น การขัดกับเจตนาอันคูก
่ รณีได ้


แสดงไว ้ แต่เจตนาเชนนีท
้ า่ นห ้ามมิให ้ ยกขึน
้ เป็ นข ้อต่อสูบุคคลภายนอกผู ้กระทาการโดยสุจริต
ิ ธิเรียกร ้องใดยังมีข ้อต่อสูอยู
้ ่ สท
ิ ธิเรียกร ้องนัน
มาตรา 344 สท
้ ท่านว่าหาอาจจะเอามาหักกลบ
ิ ธิเรียกร ้องขาดอายุความแล ้ว แต่วา่
ลบหนีไ้ ดไม่
้ อนึง่ อายุความย่อมไม่ ตัดรอนการหักกลบลบหนี้ แม ้สท
ิ ธิเรียกร ้องฝ่ ายอืน
ิ ธิยังไม่ขาด
ในเวลาทีอ
่ าจจะหักกลบลบกับสท
่ ได ้นัน
้ สท
มาตรา 345 หนีร้ ายใดเกิดแต่การอันมิชอบด ้วยกฎหมายเป็ นมูล ท่านห ้ามมิให ้ลูกหนีถ
้ อ
ื เอา
ประโยชน์แห่งหนีร้ ายนัน
้ เพือ
่ หักกลบ ลบหนีก
้ บ
ั เจ ้าหนี้
ิ ธิเรียกร ้องรายใด ตามกฎหมาย ศาลจะสงั่ ยึด มิได ้ สท
ิ ธิเรียกร ้องรายนัน
มาตรา 346 สท
้ หา
อาจจะเอาไปหักกลบลบหนีไ้ ด ้ไม่
้ น แล ้ว จะยกเอาหนีซ
มาตรา 347 ลูกหนีค
้ นทีส
่ ามหากได ้รับคาสงั่ ศาลห ้ามมิให ้ใชเงิ
้ งึ่ ตนไดมา


ภายหลังแต่นน
ั ้ ขึน
้ เป็ นข ้อต่อสูเจ ้าหนี้ ผู ้ทีข
่ อให ้ยึดทรัพย์นน
ั ้ ท่านว่าหาอาจจะยกไดไม่

10.1.3 ผลของการห ักกลบลบหนี้

การหักกลบลบหนีท
้ าให ้เกิดผลทางกฎหมายอย่างไรบ ้าง อธิบาย
การหักกลบลบหนีม
้ ี 4 ประการ
1) ผลโดยตรงตามมาตรา 341 คือ เมือ
่ มีการหักกลบลบหนีแ
้ ล ้ว หนี้ของทัง้ สองฝ่ ายก็
ิ้ ไปเท่าสว่ นจานวนที่ตรงกั น เชน
่ ถ ้าต่างเป็ นเจ ้าหนีล
ได ้ระงับสน
้ ก
ู หนีด
้ ้วยเงิน 100 บาทเท่ากัน



เมือ
่ มีการหักกลบลบหนี้ ก็มผ
ี ลทาให ้หนี้ระงับไปโดยสนเชงทั ง้ คู่
แต่ถ ้าทัง้ สองรายมีจานวนไม่
เท่ากันเมือ
่ มีการหักกลบลบหนี้ ผลก็จะเป็ นไปตามมาตรา 341 ทีว่ ่า ลูกหนีฝ
้ ่ ายใดฝ่ ายหนึง่ หลุดพ ้น
จากหนี้ของตนด ้วยหักกลบลบกันได ้เพียงทีจ
่ านวนที่ตรงกัน
2) ผลของการหักกลบลบหนี้ย ้อนไปถึงเวลาซงึ่ หนีท
้ งั ้ สองฝ่ ายนั น
้ อาจจะหักกลบลบกัน
่ ผ
ได ้เป็ นครัง้ แรก มิใชม
ี ลในวันแสดงเจตนา ตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 342
3) การหักกลบลบหนีใ้ นกรณีทส
ี่ ถานทีซ
่ งึ่ จะต ้องชาระหนีท
้ ั ง้ สองนัน
้ ต่างกัน หากเป็ นผล
ี หายแก่อก
ี หายให ้แก่ฝ่าย
ทาให ้เกิดความเสย
ี ฝ่ ายหนึง่
ฝ่ ายทีข
่ อหักกลบลบหนีจ
้ ะต ้องใชค่้ าเสย
หนึง่ นัน
้ ตามมาตรา 343
4) ในกรณีทบ
ี่ ุคคลซงึ่ ต่างเป็ นเจ ้าหนีแ
้ ละลูกหนีซ
้ งึ่ กันและกันอยู่มห
ี นีท
้ จ
ี่ ะหักกลบลบหนี้
กันนัน
้ อยู่หลายราย ปั ญหาว่าจะเอาหนี้รายใดมาหักกลบลบกันก่อน นัน
้ มีบัญญัตไิ ว ้ในมาตรา 348
ก. เป็ นลูก หนีเ้ งินกู ้ของ ข. อยู่ 500 บาท กาหนดชาระในวันที่ 2 มิถน
ุ ายน 2520 ต่อมา
ื้ สน
ิ ค ้าจาก ก. 300 บาท และยั งไม่ได ้ชาระเรือ
วันที่ 10 กรกฎาคม ปี เ ดียวกัน ข. เป็ นหนี้คา่ ซอ
่ ยมา
จนกระทั่งวันที่ 10 มิถน
ุ ายน 2521 ข. เรียกให ้ ก. ชาระหนีเ้ งินกู ้ 500 บาท แก่ตน ก. จะมีทางขอ
ื้ สน
ิ ค ้าซงึ่ ข. มีตอ
หักกลบลบหนีก
้ ับ ข. ในหนีค
้ า่ ซอ
่ ตนอยู่ได ้เพียงใดหรือไม่
ตามอุทาหรณ์ ก. ขอหักกลบลบหนีก
้ ับ ข. ได ้ในจานวนหนีท
้ ต
ี่ รงกัน คือ 300 บาท และ
ผลของการหักกลบลบหนี้ย ้อนหลังไปถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2520
10.2 แปลงหนีใ้ หม่

1. การแปลงหนีใ้ หม่มส
ี าระสาคัญซงึ่ เป็ นลักษณะเฉพาะของตัวมันเอง
ซงึ่ แตกต่างจาก
หลักเกณฑ์ในเรือ
่ งความระงับหนีอ
้ น
ื่ ๆ และหลักเกณฑ์ในลักษณะอืน
่ ที่คล ้ายคลึงกัน
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

52
2. การแปลงหนีใ้ หม่กระทาได ้โดยคูก
่ รณีตกลงทาสัญญาเปลีย
่ นสงิ่ ซงึ่ เป็ นสาระสาคัญในหนี้
นัน

ิ้ ไปโดยมีหนีใ้ หม่
3. ผลของการแปลงหนีใ้ หม่ทาให ้หนีเ้ ดิม รวมทัง้ ประกันของหนีเ้ ดิม ระงับสน
เกิดขึน
้ มาแทนผูก พันคูก
่ รณีตอ
่ ไป
10.2.1 บทนา

การแปลงหนีใ้ หม่มล
ี ก
ั ษณะแตกต่างจากเรือ
่ งต่อไปนีอ
้ ย่างไร
ก. การชาระหนีอ
้ ย่ างอืน
่ ตามมาตรา 321
ิ ธิเรียกร ้อง
ข. การโอนสท
ิ ธิ
ค. การรับชว่ งสท
หลักเกณฑ์ตามมาตรา 321 306 และมาตรา 226 และ 229
มาตรา 321 ถ ้าเจ ้าหนีย
้ อมรับการชาระหนีอ
้ ย่างอืน
่ แทนการชาระหนีท
้ ไี่ ด ้ตกลงกันไว ้ท่านว่าหนี้
ิ้ ไป
นัน
้ ก็เป็ นอันระงับสน
ถ ้าเพือ
่ ทีจ่ ะทาให ้พอแก่ใจเจ ้าหนีน
้ น
ั ้ ลูกหนีร้ บ
ั ภาระเป็ นหนีอ
้ ย่างใด อย่างหนึง่ ขึน
้ ใหม่ตอ
่ เจ ้าหนี้
ั ท่านมิให ้ สน
ั นิษฐานว่าลูกหนีไ้ ด ้ก่อหนีน
ไซร ้ เมือ
่ กรณีเป็ นทีส
่ งสย
้ น
ั ้ ขึน
้ แทนการชาระหนี้
ิ ค ้า ท่านว่าหนีน
ถ ้าชาระหนีด
้ ้วยออก-ด ้วยโอน-หรือด ้วยสลักหลังตัว๋ เงิน หรือ ประทวนสน
้ น
ั ้ จะ




ระงับสนไปต่อเมือ
่ ตัว๋ เงินหรือประทวน สนค ้านัน
้ ไดใช
้ เงินแล ้ว
มาตรา 306 การโอนหนีอ
้ น
ั จะพึงต ้องชาระแก่เจ ้าหนีค
้ นหนึง่ โดย เฉพาะเจาะจงนัน
้ ถาไม่
้ ทาเป็ น
ื ท่านว่าไม่สมบูรณ์ อนึง่ การ โอนหนีน
หนังสอ
้ น
ั ้ ท่านว่าจะยกขึน
้ เป็ นข ้อต่อสูลู้ กหนีห
้ รือบุคคลภายนอกได ้
แต่เมือ
่ ไดบอกกล่

าวการโอนไปยังลูกหนี้ หรือลูกหนีจ
้ ะได ้ยินยอมดวย

ในการโอนนัน
้ คาบอกกล่าวหรือ
่ ว่านีท

ความยินยอมเชน
้ า่ นว่าต ้องทา เป็ นหนังสอ
้ น หรือด ้วยประการอืน
ี แต่กอ
ถ ้าลูกหนีท
้ าให ้พอแก่ใจผู ้โอนด ้วยการใชเงิ
่ เสย
่ นได ้รับบอกกล่าว
หรือก่อนได ้ตกลงให ้โอนไซร ้ ลูกหนีน
้ น
ั ้ ก็เป็ นอันหลุดพ ้นจากหนี้
ิ ธิของเจ ้าหนี้ ชอบทีจ่ ะใชส้ ท
ิ ธิ ทัง้ หลายบรรดาทีเ่ จ ้าหนีม
มาตรา 226 บุคคลผู ้รับชว่ งสท
้ อ
ี ยู่โดย
มูลหนี้ รวมทัง้ ประกันแห่งหนีน
้ น
ั ้ ไดในนามของตนเอง

ิ อันหนึง่ เข ้าแทนทีท
ิ อีก
ชว่ งทรัพย์
ได ้แก่เอาทรัพย์สน
่ รัพย์สน
อันหนึง่ ในฐานะนิตน
ิ ัยอย่าง
ิ อันก่อน
เดียวกันกับทรัพย์สน
ิ ธิย่อมมีขน
มาตรา 229 การรับชว่ งสท
ึ้ ด ้วยอานาจกฎหมายและย่อมสาเร็จเป็ นประโยชน์แก่บุคคล
ดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ
้ ใ้ ห ้แก่เจ ้าหนีอ
ิ ธิจะไดรั้ บใชหนี
้ ้
(1) บุคคลซงึ่ เป็ นเจ ้าหนีอ
้ ยู่เอง และมาใชหนี
้ ก
ี คนหนึง่ ผู ้มีสท
ิ ธิ หรือมี สท
ิ ธิจานา จานอง
ก่อนตน เพราะเขามีบุรม
ิ สท
ื้ ใชให
้ ้แก่ผู ้รับจานองทรัพย์
(2) บุคคลผู ้ได ้ไปซงึ่ อสงั หาริมทรัพย์ใด และเอาเงินราคาค่าชอ
นัน
้ เสร็จไป
้ ้ มีสว่ นได ้เสยี ด ้วยใน
(3) บุคคลผู ้มีความผูกพันร่วมกับผู ้อืน
่ หรือเพือ
่ ผู ้อืน
่ ในอันจะต ้อง ใชหนี
้ น
้ น
การใชหนี
้ น
ั ้ และเข ้าใชหนี
้ น
ั้
10.2.2 หล ักเกณฑ์ของการแปลงหนีใ้ หม่

หลักเกณฑ์เกีย
่ วกับการแปลงหนีใ้ หม่ มีสาระสาคัญอย่างไรบ ้าง อธิบายและยกตัวอย่าง
ประกอบ
หลักเกณฑ์สาคัญตามมาตรา 349-351
ั ญาเปลีย
มาตรา 349 เมือ
่ คูก
่ รณีทเี่ กีย
่ วข ้องได ้ทาสญ
่ นสงิ่ ซงึ่ เป็ นสาระสาคัญแห่งหนีไ้ ซร ้ ท่านว่า
ิ้ ไปดวยแปลงหนี
หนีน
้ น
ั ้ เป็ นอันระงับสน

ใ้ หม่
ถ ้าทาหนีม
้ เี งือ
่ นไขให ้กลายเป็ นหนีป
้ ราศจากเงือ
่ นไขก็ด ี เพิม
่ เติมเงือ
่ นไขเข ้าในหนีอ
้ น
ั ปราศจาก
เงือ
่ นไขก็ด ี เปลีย
่ นเงือ
่ นไขก็ด ี ท่านถือว่าเป็ นอันเปลีย่ นสงิ่ ซงึ่ เป็ นสาระสาคัญแห่งหนีน
้ น
ั้
ถ ้าแปลงหนีใ้ หม่ด ้วยเปลีย
่ นตัวเจ ้าหนี้
ท่านให ้บังคับด ้วยบทบัญญัต ิ
ทัง้ หลายแห่งประมวล
ิ ธิเรียกร ้อง
กฎหมายนีว้ า่ ดวยโอนส


ั ญาระหว่างเจ ้าหนีก
มาตรา 350 แปลงหนีใ้ หม่ด ้วยเปลีย
่ นตัวลูกหนีน
้ น
ั ้ จะทาเป็ น สญ
้ บ
ั ลูกหนีค
้ น
ใหม่ก็ได ้ แต่จะทาโดยขืนใจลูกหนี้ เดิมหาไดไม่

ี เพราะ
มาตรา 351 ถ ้าหนีอ
้ น
ั จะพึงเกิดขึน
้ เพราะแปลงหนีใ้ หม่นน
ั ้ มิได ้เกิด มีขน
ึ้ ก็ด ี ได ้ยกเลิกเสย
มูลแห่งหนีไ้ ม่ชอบด ้วยกฎหมาย หรือ เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึง่ อันมิรู ้ถึงคูก
่ รณีก็ด ี ท่านว่าหนีเ้ ดิมนัน
้ ก็
ิ้ ไปไม่
ยังหาระงับสน
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

53
ก. เป็ นหนี้ ข. อยู่ 3,000 บาท แล ้วไม่มเี งินชาระ จึงตกลงกับ ข. ด ้วยวาจาขายม ้าให ้ ข.
1 ตัว โดยเอาหนี้เงินกู ้ 3,000 บาท เป็ นราคาม ้า กรณีนี้ เป็ นการแปลงหนีใ้ หม่ทม
ี่ ผ
ี ลสมบูรณ์ตาม
กฎหมายหรือไม่
ื้ ขายถ ้าไม่เกิด
ื และจด
ตามอุทาหรณ์
หนีใ้ หม่ คอ
ื การซอ
เพราะไม่ได ้ทาเป็ นหนั งสอ
ิ ธิฟ้องร ้องให ้ชาระหนี้
ทะเบียนต่อพนักงานเจ ้าหน ้าที่ตามมาตรา 456 หนีเ้ งินกู ้ไม่ระงับ ข. ยั งมีสท
เงินกู ้อยู่
ื้ ขายอสงั หาริมทรัพย์ ถ ้ามิได ้ทาเป็ นหนังสอ
ื และจดทะเบียนต่อพนักงาน
มาตรา 456 การซอ
ื้ ขายเรือกาปั่ นหรือเรือมีระวางตัง้ แต่หกตันขึน
เจ ้าหน ้าทีไ่ ซร ้ ท่านว่าเป็ นโมฆะวิธน
ี ใี้ ห ้ ใชถึ้ งซอ
้ ไป เรือกลไฟ



หรือเรือยนต์มรี ะวางตัง้ แต่ห ้าตันขึน
้ ไป ทัง้ ซอขายแพและสตว์พาหนะ ด ้วย
10.2.3 ผลของการแปลงหนีใ้ หม่

การแปลงหนีใ้ หม่ทาให ้เกิดผลในทางกฎหมายในหนี้นน
ั้
แตกต่างจากความระงับหนีใ้ น
ึ ษามาแล ้ว เชน
่ การชาระหนี้ การปลดหนี้ การหักกลบลบหนีอ
ประการอืน
่ ทีไ่ ด ้ศก
้ ย่างไร อธิบายให ้
เหตุผลประกอบ
หลักในมาตรา 349 ซ งึ่ มีผลเกี่ยวเนือ
่ งไปถึงมาตรา 352
การแปลงหนีใ้ หม่ทาให ้เกิดผลโดยตรงตามทีบ
่ ัญญัตไิ ว ้ในมาตรา 349 วรรค 1 ซงึ่
ิ้ ไปโดยมีหนีใ้ หม่เข ้าผูก พันแทนที่
บัญญัตไิ ว ้ช ัดแจ ้งว่ า หนีเ้ ก่าเป็ นอันระงับสน
ั ญาเปลีย
มาตรา 349 เมือ
่ คูก
่ รณีทเี่ กีย
่ วข ้องได ้ทาสญ
่ นสงิ่ ซงึ่ เป็ นสาระสาคัญแห่งหนีไ้ ซร ้ ท่านว่า
ิ้ ไปดวยแปลงหนี
หนีน
้ น
ั ้ เป็ นอันระงับสน

ใ้ หม่
ถ ้าทาหนีม
้ เี งือ
่ นไขให ้กลายเป็ นหนีป
้ ราศจากเงือ
่ นไขก็ด ี เพิม
่ เติมเงือ
่ นไขเข ้าในหนีอ
้ น
ั ปราศจาก
เงือ
่ นไขก็ด ี เปลีย
่ นเงือ
่ นไขก็ด ี ท่านถือว่าเป็ นอันเปลีย่ นสงิ่ ซงึ่ เป็ นสาระสาคัญแห่งหนีน
้ น
ั้
ถ ้าแปลงหนีใ้ หม่ด ้วยเปลีย
่ นตัวเจ ้าหนี้
ท่านให ้บังคับด ้วยบทบัญญัตท
ิ งั ้ หลายแห่งประมวล
ิ ธิเรียกร ้อง
กฎหมายนีว้ า่ ดวยโอนส


ั ญาระหว่างเจ ้าหนีก
มาตรา 350 แปลงหนีใ้ หม่ด ้วยเปลีย่ นตัวลูกหนีน
้ น
ั ้ จะทาเป็ นสญ
้ บ
ั ลูกหนีค
้ น
ใหม่ก็ได ้ แต่จะทาโดยขืนใจลูกหนี้ เดิมหาไดไม่

ี เพราะ
มาตรา 351 ถ ้าหนีอ
้ น
ั จะพึงเกิดขึน
้ เพราะแปลงหนีใ้ หม่นน
ั ้ มิได ้เกิด มีขน
ึ้ ก็ด ี ได ้ยกเลิกเสย
มูลแห่งหนีไ้ ม่ชอบด ้วยกฎหมาย หรือ เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึง่ อันมิรู ้ถึงคูก
่ รณีก็ด ี ท่านว่าหนีเ้ ดิมนัน
้ ก็
ิ้ ไปไม่
ยังหาระงับสน
ิ ธิจานาหรือ จานองทีไ่ ดให
มาตรา 352 คูก
่ รณีในการแปลงหนีใ้ หม่อาจโอนสท
้ ้ไว ้เป็ นประกันหนี้
่ ว่านี้ ถ ้า
เดิมนัน
้ ไปเป็ นประกันหนีร้ ายใหม่ได ้ เพียงเท่าทีเ่ ป็ นประกันวัตถุแห่งหนีเ้ ดิม แต่หลักประกันเชน
บุคคลภายนอกเป็ นผู ้ให ้ไว ้ไซร ้ ท่านว่าจาต ้องได ้รับความยินยอม ของบุคคลภายนอกนัน
้ ด ้วยจึงโอนได ้
10.3 หนีเ้ กลือ
่ นกลืนก ัน

ิ ธิและความรับผิดในหนีร้ ายใดรายหนึง่ มาตก
1. หนีโ้ ดยทั่ว ๆ ไปอาจเกลือ
่ นกลืนกันได ้ถ ้าสท
อยู่ในบุคคลคนเดียวกัน
ิ้ ไปตลอดถึงหนี้
2. การทีห
่ นีเ้ กลือ
่ นกลืนกันไปในบุคคลคนเดียวกัน มีผ ลทาให ้หนีน
้ ัน
้ ระงับสน
อุปกรณ์ด ้วย
ิ้ ไปเพราะเหตุทม
3. มีกรณีทบ
ี่ ุคคลจะอ ้างว่าหนีร้ ะงับ สน
ี่ ก
ี ารเกลือ
่ นกลืนกันไม่ได ้ หากหนีน
้ น
ั้
ิ ธิของบุคคลภายนอก หรือเมือ
ตกไปอยู่บังคับแห่ งสท
่ มีการสลักหลังตัว๋ เงินกลับคืนตามข ้อบั ญญัต ิ
ในเรือ
่ งตัว๋ เงิน
10.3.1 หล ักเกณฑ์ใ นเรือ
่ งหนีเ้ กลือ
่ นกลืนก ัน
10.3.2 ผลของการทีห
่ นีเ้ กลือ
่ นกลืนก ัน

การทีห
่ นีเ้ กลือ
่ นกลืนกันได ้มีหลักเกณฑ์อย่างไร และทาให ้เกิดผลอย่างไร อธิบาย
หลักเกณฑ์ตาม มาตรา 353
ิ ธิและความรับผิดในหนีร้ ายใดตกอยู่แก่บุคคล คนเดียวกัน ท่านว่าหนีร้ ายนัน
มาตรา 353 ถ ้าสท

ิ้ ไป เว ้นแต่ เมือ
ิ ธิของบุคคลภายนอก หรือเมือ
เป็ นอันระงับสน
่ หนีน
้ น
ั ้ ตกไปอยู่ในบังคับแห่งสท
่ สลักหลังตัว๋
เงินกลับคืนตามความใน มาตรา 917 วรรค 3
่ งั่ จ่ายให ้แก่ บุคคลเพือ
มาตรา 917 อันตัว๋ แลกเงินทุกฉบับ ถึงแม ้ว่าจะมิใชส
่ เขาสงั่ ก็ตาม ท่านว่า
ย่อมโอนให ้กันได ้ด ้วยสลักหลังและสง่ มอบ
เมือ
่ ผู ้สงั่ จ่ายเขียนลงในด ้านหน ้าแห่งตัว๋ แลกเงินว่า" เปลีย
่ นมือไม่ได ้" ดัง่ นีก
้ ็ด ี หรือเขียนคาอืน

สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

54
่ เดียวกันนัน
อันได ้ความเป็ นทานองเชน
้ ก็ด ี ท่านว่าตัว๋ เงินนัน
้ ย่อมจะโอนให ้กันได ้แต่โดยรูปการและด ้วยผล
อย่างการ โอนสามัญ
อนึง่ ตัว๋ เงินจะสลักหลังให ้แก่ผู ้จ่ายก็ได ้ ไม่วา่ ผู ้จ่ายจะได ้รับรองตัว๋ นัน
้ หรือไม่ หรือจะสลักหลัง
ั ญาฝ่ ายใด แห่งตัว๋ เงินนัน
ให ้แก่ผู ้สงั่ จ่าย หรือให ้แก่คส
ู่ ญ
้ ก็ได ้ สว่ นบุคคลทัง้ หลายเหล่านีก
้ ็ย่อมจะสลักหลัง
ตัว๋ เงิน นัน
้ ต่อไปอีกได ้

ก. เป็ นหนี้ ข. โดยมี ค. เป็ นผู ้ค้าประกัน ต่อมา ข. ตายโดย ค. ได ้รับมรดกของ ข. แต่
ิ ธิในฐานะเป็ นทายาทของ ข. ฟ้ อ ง ก. ให ้ชาระหนี้รายนี้ จะกระทาได ้
เพียงผู ้เดียว ถ ้า ค. จะใชส้ ท
หรือไม่
กรณีตามอุทาหรณ์ ค. ฟ้ อง ก. ให ้ชาระหนีไ้ ด ้ กรณีนเี้ ป็ นเรือ
่ งหนีเ้ กลือ
่ นกลืนกันเฉพาะ
หนีอ
้ ุปกรณ์ซงึ่ กระทบถึงหนีป
้ ระธาน หนีป
้ ระธานยังไม่ ระงับ
10.3.3 กรณี ทห
ี่ นีเ้ กลือ
่ นกลืนก ันไม่ได้

มีกรณีใดบ ้างที่หนีไ้ ม่ระงับเพราะเหตุทจ
ี่ ะอ ้างทีห
่ นีเ้ กลือ
่ นกลืนกันไม่ได ้
ยกตัวอย่างประกอบ
อ ้างตามมาตรา 353 ตอนท ้าย ซงึ่ มีอยู่ 2 กรณี คือ
ิ ธิของบุ คคลภายนอก
1) เมือ
่ หนีน
้ น
ั ้ ตกอยู่ในบังคับแห่งสท
2) เมือ
่ สลักหลังตัว๋ เงินกลับคืนตามความใน มาตรา 917 วรรค 3

อธิบายและ

แบบประเมินผลตนเองหน่วยที่ 10
1. การหักกลบลบหนีจ
้ ะกระทามิได ้ ถ ้า (ก) คูก
่ รณีตกลงกันไว ้ไม่ให ้มีการหักกลบลบหนี้ (ข) หนีท
้ จี่ ะ
่ งให ้หักกลบลบหนี้
ขอให ้มีการหักกลบลบกับหนีอ
้ ก
ี รายหนึง่ นัน
้ เป็ นหนีล
้ ะเมิด (ค) สภาพแห่งหนีไ้ ม่เปิ ดชอ
ได ้
2. การหักกลบลบหนีม
้ ผ
ี ลตัง้ แต่ เวลาทีห
่ นีท
้ งั ้ สองฝ่ ายจะหักกลบลบกันได ้เป็ นครัง้ แรก
ั ญาระหว่างคูก
3. การแปลงหนีใ้ หม่ เป็ นสญ
่ รณีทเี่ กีย
่ วข ้องเปลีย่ นสงิ่ ซงึ่ เป็ นสาระสาคัญแห่งหนี้ เพือ

เลิกหรือระงับหนีเ้ ดิมแล ้วก่อหนีใ้ หม่ขน
ึ้ มาแทน

4. การเปลีย
่ นสงิ่ ซงึ่ เป็ นสาระสาคัญแห่งหนีใ้ นการแปลงหนีใ้ หม่เชน
เปลีย่ นหนีเ้ งินกูเป็
้ นขายฝาก
ทีด
่ น

ั ญากับลูกหนีค
5. การเปลีย
่ นแปลงหนีใ้ หม่โดยเปลีย
่ นตัวลูกหนี้ กระทาได ้โดย เจ ้าหนีท
้ าสญ
้ นใหม่ได ้
ั ญาด ้วย แต่จะทาโดยขืนใจลูกหนีเ้ ดิมไม่ได ้
เลยโดยลูกหนีค
้ นเดิมไม่ต ้องเข ้าไปเกีย
่ วข ้องในการทาสญ
6. การทีห
่ นีเ้ กลือ
่ นกลืนกันได ้แก่กรณีดงั ต่อไปนี้ ดาเป็ นหนีแ
้ ดง แดงตาย ดาได ้รับมรดกจากแดงแต่
ิ ธิรบ
เพียงผู ้เดียว ดาจึงกลับมาเป็ นเจ ้าหนีต
้ นเองในฐานะทายาทผู ้มีสท
ั ชาระหนีข
้ องแดง
ิ้ ไปโดนสน
ิ้ เชงิ ทัง้ หนีป
7. การทีห
่ นีเ้ กลือ
่ นกลืนกันมีผลทาให ้ หนีน
้ น
ั ้ ระงับสน
้ ระธานและหนีอ
้ ป
ุ กรณ์
ิ ธิ
8. ในกรณีตอ
่ ไปนีบ
้ ุคคลจะยกข ้ออ ้างว่าหนีเ้ กลือ
่ นกลืนกันไม่ได ้ เมือ
่ หนีน
้ น
ั ้ ตกอยูใ่ นบังคับแห่งสท
ของบุคคลภายนอก

หน่วยที่ 11 ความร ับผิด เพือ
่ ละเมิดในการกระทาของตนเอง
1. ความรับผิดเพือ
่ ละเมิดของบุคคลในการกระทาของตน

ต ้องมีการกระทาโดยจงใจหรือ

ี หายนัน
ประมาทเลินเล่อ โดยผิดกฎหมายและมีความเสยหายแก่บุคคลอื่น และความเสย
้ เป็ นผล
ี หาย
มาจากการกระทาของผู ้กระทาความเสย
ึ่ แล ้วแต่ข ้อเท็ จจริงเป็ น
2. ผู ้เยาว์และบุคคลวิกลจริตอาจกระทาละเมิดและมีความรับผิดได ้ ซ ง
กรณีไป
ึ่ ข ้อความอันฝ่ าฝื นความจริงและการร่วมกันกระทาละเมิด
3. การกล่าวหรือไขข่าวแพร่ หลายซง
ก็เป็ นความรับผิดของบุคคลในการกระทาของตนเอง
11.1 ล ักษณะทวไปของความร
่ั
ับผิดของบุคคลในการกระทาของตนเอง
ึ ในความเคลือ
1. การกระทาหมายถึงความเคลือ
่ นไหวของบุ คคลโดยรู ้สก
่ นไหวของตน

หมายถึงการงดเว ้นหรือละเว ้นไม่กระทาการตามหน ้าทีท
่ ต
ี่ ้องกระทา
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

และ

55
ี หายทีจ
2. จงใจ หมายถึงการกระทาโดยรู ้ส านึกถึงผลเสย
่ ะเกิดจากการกระทาของตน


3. ประมาทเลินเล่อ
หมายถึงไม่จงใจ
แต่ไม่ใชความระมั
ดระวั งตามควรทีจ
่ ะใชรวมถึ
งใน
ลักษณะทีบ
่ ุคคลผู ้มีความระมัดระวังจะไม่กระทาด ้วย
่ มายแต่เ พียงฝ่ าฝื นกฎหมายทีบ
4. การกระทาโดยผิดกฎหมายมีความหมายกว ้าง มิใชห
่ ัญญัต ิ
ิ ธิหรือขอแก ้ตัวตามกฎหมาย
ไว ้โดยช ัดแจ ้ง แต่หมายรวมถึงการกระทาโดยไม่มส
ี ท


ิ ธิของบุคคลอื่น
5. ความเสย หายแก่ผู ้อืน
่ หมายถึงความเสยหายทีเ่ กิดแก่สท
ี หายอันเป็ นผลมาจากการกระทาความเสย
ี หายนั น
6. ความเสย
้ ตามกฎหมายไทยเห็ นว่า ควรใช ้
ทฤษฎีความเท่ากันแห่งเหตุ หรือทฤษฎีเงือ
่ นไขบังคับ แต่ศาลอาจให ้จาเลยรับผิดทัง้ หมดหรือแต่
ี เลยก็ ได ้
เพียงบางสว่ นหรือ ยกเว ้นความผิดเสย
11.1.1 ความหมายของการกระทา

ความเคลือ
่ นไหวของบุคคลในเวลาหลับ ถือว่าเป็ นการกระทาหรือไม่
ความเคลือ
่ นไหวของบุคคลในเวลาหลับ ไม่ถอ
ื ว่าเป็ นการกระทา เพราะแม ้ว่าจะมีความ
เคลือ
่ นไหวในอิรย
ิ าบถ แต่ก็ถอ
ื ไม่ได ้ว่าบุคคลทีห
่ ลับรู ้สานึกในความเคลือ
่ นไหวในอิรย
ิ าบถของตน
ทีเ่ รียกว่า “การกระทา” นัน
้ ท่านเข ้าใจว่าอย่างไร
การกระทาหมายถึง ความเคลือ
่ นไหวในอิรย
ิ าบถโดยรู ้สานึกในความเคลือ
่ นไหวนัน

ความเคลือ
่ นไหวของผู ้เยาว์หรือบุคคลวิก ลจริต

จะถือว่าเป็ นการกระทาได ้เสมอไป

หรือไม่
ความเคลือ
่ นไหวของผู ้เยาว์หรือบุคคลวิก ลจริต จะถือว่าเป็ นการกระทาไม่ไ ด ้เสมอไป ถ ้า
ผู ้เยาว์หรือบุ คคลวิกลจริตรู ้สานึกในความเคลือ
่ นไหวในอิรย
ิ าบถของตน ก็เป็ นการกระทา ถ ้าไม่รู ้
สานึกก็ ไม่เป็ น ซ งึ่ เป็ นปั ญหาข ้อเท็ จจริงแต่ละเรือ
่ งๆ ไป
การงดเว ้นไม่กระทา จะเป็ นการกระทาเสมอไปหรือไม่
การงดเว ้นไม่กระทา ไม่เป็ นการกระทาเสมอไป ทีจ
่ ะถือว่าเป็ นการกระทาต ้องเป็ นการงด
เว ้นไม่กระทาการทีม
่ ห
ี น ้าทีต
่ ้องกระทา หน ้าทีน
่ อ
ี้ าจเกิดจากกฎหมายก็ ได ้ หรือ เกิดจากสัญญาหรือ
ั พันธ์ทางข ้อเท็ จจริงทีม
ี หายก็ ได ้ หรือเป็ นผลมาจากฐานะทาง
ความสม
่ อ
ี ยู่ ระหว่า งผู ้งดเว ้นกับผู ้เสย
ข ้อเท็ จจริงซงึ่ ผู ้งดเว ้นได ้ก่อ ขึน
้ ก็ ได ้
ี หายแก่บุคคลอื่น
ให ้ยกตัวอย่า งการงดเว ้นไม่ก ระทาตามสัญญาอันมีผ ลเสย
ตัวอย่างตามเอกสารการสอนนี้ มา 2 ตัวอย่าง

นอกจาก

ั พันธ์ทางข ้อเท็ จจริง
ยกตัวอย่า งการงดเว ้นไม่กระทาตามหน ้าทีอ
่ ันเกิดจากความสม
11.1.2 การกระทาโดยจงใจหรือ ประมาทเลินเล่อ

ความเข ้าใจผิดในข ้อเท็จจริง จะถือว่าเป็ นจงใจได ้หรือไม่ ก. เห็นร่ม ของ ข. วางไว ้บน
โต๊ะทางานของตน คิดว่าเป็ นร่มของตนทีห
่ ายไปแล ้วและได ้คืนมาแล ้ว เพราะมีลก
ั ษณะเหมือนกัน
ทุกอย่าง จึงหยิบเอาไปเป็ นของตน ดังนี้ ก. ได ้กระทาต่อ ข. โดยจงใจหรือไม่
ี หายแก่บุคคลอืน
จงใจหมายถึงความรู ้สานึกว่าจะเกิดผลเสย
่ จากการกระทาของตน ฉะนั น

ความเข ้าใจผิดในข ้อเท็จจริงจะถือว่าเป็ นจงใจหาได ้ไม่
ที่ ก. คิดว่าร่มของ ข. เป็ นของตน จึงมีความเข ้าใจผิดในข ้อเท็ จจริง ก. มิไ ด ้กระทาต่อ
ข. โดยจงใจ หรือประมาทเลินเล่อ
แมวของ จ. เข ้ามาลักอาหารกินในครัว จ. เห็ นเข ้า จึงเอาไม ้ไล่ตบ
ี ังเอิญไม ้พลาดไปถูก

ศรษะของ ส. เพือ
่ นบ ้านของ จ. ทีม
่ าหาและโผล่เข ้ามาทางประตูครัวพอดี โดยที่ จ. ไม่ทันเห็ น
ดังนี้ จ. กระทาต่อ ส. โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อหรือไม่
ี หายทีเ่ กิดแต่เหตุ
ก. มิได ้กระทาโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ข่อ ข. แต่เป็ นความเสย

สุดวิสย
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

56

11.1.3 การกระทาโดยผิด กฎหมาย

ทีว่ ่า “โดยผิดกฎหมาย” ตามมาตรา 420 นั น
้ เข ้าใจว่าอย่างไร
คาว่า “โดยผิดกฎหมาย” ตามมาตรา 420 มีความหมายแต่เ พียงว่า “มิชอบด ้วย
ิ ธิหรือข ้อแก ้ตัวตาม
กฎหมาย” ดังเช ่นทีบ
่ ัญญัตไิ ว ้ในมาตรา 421 เท่านั น
้ ถ ้าได ้กระทาโดยไม่มส
ี ท
กฎหมายให ้ทาแล ้ว ก็ ถอ
ื ว่าเป็ นการกระทาโดยผิดกฎหมาย

ี หายถึง
มาตรา 420 ผู ้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทาต่อบุคคลอืน
่ โดยผิดกฎหมายให ้เขาเสย
ิ หรือสท
ิ ธิอย่างหนึง่ อย่างใดก็ด ี ท่านว่าผู ้นัน
แก่ชวี ต
ิ ก็ด ี แก่รา่ งกายก็ด ี อนามัยก็ด ี เสรีภาพก็ด ี ทรัพย์สน
้ ทา


ละเมิด จาต ้องใชค่าสนไหมทดแทนเพือ
่ การนัน

ิ ธิซงึ่ มีแต่จะให ้เกิดเสย
ี หายแก่บุคคลอืน
มาตรา 421 การใชส้ ท
่ นัน
้ ท่านว่าเป็ นการอันมิชอบด ้วย
กฎหมาย

ิ ธิซงึ่ มีแต่จะให ้เกิดความเสย
ี หายแก่บุคคลอืน
ทีว่ ่า “การใชส้ ท
่ ” นั น
้ ท่านเข ้าใจว่าอย่างไร
ี หายมีสท
ิ ธิตามกฎหมายเสย
ี ก่อน มิใชก
่ ระทาโดยไม่มส
ิ ธิ
หมายถึงกรณีทผ
ี่ ู ้ทาความเสย
ี ท
ิ ธิทม
หรือทาเกินไปกว่าสท
ี่ อ
ี ยู่ ตามกฎหมายแล ้ว ซงึ่ ต ้องพิจารณากันตามมาตรา 420 อันเป็ นหลัก
ิ ธินน
้ อวิธใี ชนั้ น
ทั่วไป ข ้อสาคัญอยู่ทวี่ ่าสท
ั ้ มีอยู่แล ้ว แต่การใชหรื
้ ดาเนินไม่ถูกต ้อง ตามวิธก
ี ารที่
ี หายแก่บุคคลอื่น และต ้องเป็ นการกระทาทีม
เหมาะสมหรือผิดกาลเทศะ จึงเกิดความเสย
่ ุ่งต่อผล
ี หายแก่ผู ้อืน
ิ ธิ
คือความเสย
่ แต่ถา่ ยเดียว ไม่ใชโ่ ดยประสงค์ตอ
่ ผลอันเป็ นธรรมดาแห่งการใชส้ ท
ทีว่ ่า “ลาพังแต่เพียงบทบัญญัตม
ิ าตรา 421 จะเป็ นหลักเกณฑ์อันก่อให ้เกิดความรับผิด
ทางละเมิดไม่ไ ด ้” ท่านเข ้าใจว่าอย่างไร
มาตรา 421 เป็ นบทขยายของคาว่า “โดยผิดกฎหมาย” ในมาตรา 420 ฉะนั น

หลักเกณฑ์ประการอืน
่ ทีจ
่ ะก่อให ้เกิดความรับผิดตามมาตรา
420
นัน
้ ยังคงต ้องพิจารณาให ้
ี หายอยู่ ด ้วย
ครบถ ้วน กล่าวคือ ต ้องมีการกระทาโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อให ้คนอื่ นเสย
ิ ธิ
การทีเ่ จ ้าหน ้าทีต
่ ารวจเข ้าจับกุมผู ้ต ้องหาว่ากระทาความผิดตามหน ้าทีจ
่ ะเป็ นการใชส้ ท
ี หายแก่ผู ้ต ้องหาเสมอไปหรือไม่
ทีม
่ แ
ี ต่จะให ้เกิดความเสย

เกิดความเสยหายแก่ผู ้ต ้องหา ไม่เสมอไป ถ ้าเป็ นการจับตามหน ้าที่ เว ้นแต่เป็ นการใช ้
ิ ธิทม
ี หายแก่ผู ้ถูกจับแต่ถา่ ยเดียว หรือเป็ นการจับทีไ่ ม่ ถก
สท
ี่ ุ่งต่อผลคือความเสย
ู ต ้องตามวิธก
ี ารที่
่ จับผู ้ต ้องหาว่ากระทาผิดโดยแกล ้งไปจับขณะทีเ่ ข ้าพิธส
เหมาะสมหรือผิดกาลเทศะ เชน
ี มรสเป็ น
ต ้น
ก. เป็ นหนีเ้ งินกู ้ ข. อยู่จานวน 10,000 บาท ขณะที่ ก. กาลังพูดคุยกับนางสาว ค. ซ งึ่
เป็ นคูร่ ักกันอยู่ตามลาพัง ข. เห็ นนึกหมั่นไสต้ ้องการจะแกล ้ง ก. ให ้ขายหน ้า จึงพูดทวงหนีต
้ อ
่ หน ้า
ิ ธิมแ
ี หายแก่ ก. หรือไม่
นางสาว ค. ดังนี้ ท่านเห็ นว่า ข. ใชส้ ท
ี ต่จะให ้เกิดความเสย
ิ ธิทวงถามจาก ก. ได ้ แต่การทีไ่ ปทวงถามต่อหน ้า
ข. เป็ นเจ ้าหนีเ้ งินกู ้ของ ก. จึงมีสท
ิ ธิทม
ี หายแก่ ก. ลูกหนีข
นางสาว ค. ย่อมเป็ นการใชส้ ท
ี่ แ
ี ต่จะให ้ความเสย
้ องตน
หลักทีว่ ่า
“ความยินยอมไม่ทาให ้เป็ นละเมิด ”
มีบัญญัตไิ ว ้ในลักษณะละเมิดหรือไม่
เข ้าใจหลักนีก
้ ันอย่างไร
ไม่มบ
ี ัญญัตไิ ว ้ในลักษณะละเมิด
เพียงแต่บัญญัตเิ ป็ นหลักเกณฑ์ท ี่จะถือ ว่าเป็ นการ
กระทาละเมิดหรือความรับผิดเพือ
่ ละเมิดเท่านั น
้ ทีว่ ่า “ความยินยอมไม่ทาให ้เป็ นละเมิด ” นัน
้ เป็ น


ี่ ง
หลักกฎหมายทั่วไป มีความหมายทีบ
่ ุ คคลซงยอมต่อการกระทาอย่างหนึง่ หรือบุคคลทีเ่ ข ้าเสย
ี หาย จะฟ้ องคดีเกีย
ี นัน
ภัยยอมรับความเสย
่ วกับการกระทาหรือความเสย
้ มิไ ด ้ และความยินยอมทา
ี หายไม่ ต ้องรับ ผิดสาหรับ ความเสย
ี หายทีเ่ กิดขึน
ให ้ผู ้กระทาความเสย

และถือว่าไม่มก
ี ารละเมิด
เกิดขึน
้ เลยทีเ ดียว
ก. ยอมให ้ ข. ชกต่อยทีบ
่ ริเ วณใบหน ้า เพือ
่ แสดงความแข็งแรงของ ก. ปรากฏว่าฟันของ
ี หายจาก ข. อ ้างว่าไม่รู ้ว่าการให ้ ข. ชก ฟันจะหลุด
ก. หักหลุดออกมา 1 ซ ี่ ก. จะเรียกค่าเสย

ออกมา จะเรียกค่าเสยหายได ้หรือไม่
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

57
ก. ยอมให ้ ข. ชกต่อ ยแล ้ว เป็ นความยินยอมของ ก. ก. จะอ ้างว่าไม่รู ้ว่าการให ้ ข. ชก
ต่อย จะทาให ้ฟันหักหลุดออกมาไม่ได ้ การที่ ข. ชก ก. ไม่เป็ นละเมิด
้ ้เรียวเฆีย
ค. ยอมให ้ ง. ใชไม
่ น 3 ที แต่ ง. หาไม ้ไม่ได ้ จึงเตะ ค. 3 ที ค. ได ้รับ บาดเจ็บ
ี หายจาก ง. ได ้หรือไม่
ดังนี้ ค. จะเรียกค่าเสย
ค. ยอมให ้ ง. เอาไม ้เรียวเฆีย
่ น จึงเป็ นความยินยอมของ ค. แต่ ง. กับเตะ ค. ซ งึ่ ค.
ี หายจาก ง. ได ้
ไม่ได ้ยินยอม จึงเป็ นการกระทาละเมิดต่อ ค. ค. ย่อมเรียกค่าเสย
ี หายแก่บุคคลอืน
การกระทาการฝ่ าฝื นกฎหมายใดจนเกิดความเสย

จะสันนิษ ฐานไว ้ก่อน
ว่า ผู ้กระทาการฝ่ าฝื นเป็ นผู ้กระทาผิดเสมอไปหรือไม่
ั นิษฐานว่าผู ้กระทาการฝ่ าฝื นกระทาผิด
จะสน
ไม่เสมอไป
ทีถ
่ อ
ื ว่ากระท าการฝ่ าฝื น
ี หายแก่บุคคลอืน
กฎหมายใดจนเกิดความเสย

จะสันนิษ ฐานไว ้ก่อนว่ าผู ้กระท าการฝ่ าฝื นเป็ นผู ้ผิด
นัน
้ จะต ้องเป็ นการฝ่ าฝื นกฎหมายอันมีทป
ี่ ระสงค์เพือ
่ ปกป้ องบุคคลอืน
่ ๆ เท่านั น

ี หายเป็ นผลเนื่องจากการ
ตามบทบัญญัตม
ิ าตรา 422 นั น
้ รวมถึงหลักเกณฑ์ทวี่ ่า ความเสย
กระทาฝ่ าฝื นกฎหมายนัน
้ ด ้วยหรือไม่
ี หายเป็ นผลเนือ
ไม่รวมถึง หลักเกณฑ์ทวี่ ่า ความเสย
่ งจากการกระทาฝ่ าฝื นกฎหมายด ้วย
ี หายเป็ นผลเนือ
หลักเกณฑ์ประการอืน
่ คือได ้มีความเสย
่ งจากการกระทาการฝ่ าฝื นกฎหมายนั น
้ ยั ง
ต ้องพิสจ
ู น์ให ้ได ้ความต่อไป
ี หายแก่บค
11.1.4 การกระทาทีก
่ อ
่ ให้เกิดความเสย
ุ คลอืน

ิ ธินน
ทีเ่ รียกว่า “สท
ั ้ ” เข ้าใจว่าอย่างไร ยกตัวอย่าง

ในบทบัญญัตม
ิ าตรา 420 มีความจาเป็ นต ้องบัญญัตค
ิ าว่า “ชวี ต

ร่างกาย อนามัย
ิ ” ไว ้อย่างไร หรือไม่ เพราะเหตุใด
เสรีภาพ ทรัพย์สน
ิ ธิ”
ไม่มค
ี วามจาเป็ นต ้องบัญญัต ิ เพราะสงิ่ เหล่านี้ย่อมอยู่ในความหมายของคาว่ า “สท
อย่างหนึง่ อย่างใด ดังทีไ่ ด ้บัญญัตใิ นมาตรา 420

ี หายถึง
มาตรา 420 ผู ้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทาต่อบุคคลอืน
่ โดยผิดกฎหมายให ้เขาเสย
ิ หรือสท
ิ ธิอย่างหนึง่ อย่างใดก็ด ี ท่านว่าผู ้นัน
แก่ชวี ต
ิ ก็ด ี แก่รา่ งกายก็ด ี อนามัยก็ด ี เสรีภาพก็ด ี ทรัพย์สน
้ ทา
ิ ไหมทดแทนเพือ
ละเมิด จาต ้องใชค่้ าสน
่ การนัน

ิ ธิซงึ่ มีแต่จะให ้เกิดเสย
ี หายแก่บุคคลอืน
มาตรา 421 การใชส้ ท
่ นัน
้ ท่านว่าเป็ นการอันมิชอบด ้วย
กฎหมาย

ทีว่ ่า “ทาต่อบุคคล” ในมาตรา 420 นัน
้ ท่านเข ้าใจว่าอย่างไร
ิ ธิของบุคคลนั่นเอง
ทีว่ ่า “ทาต่อบุคคล” นัน
้ หมายความว่าทาต่อสท
ก. จองตัว๋ ไปดูภาพยนตร์ ณ โรงภาพยนตร์แห่งหนึง่ แต่ยังไม่ทันเข ้าไปนั่ง ณ ที่จองไว ้
ี ก่อน โดย ก. ไม่อนุญาต โดยที่ ข. ก็รู ้ว่าเป็ นที่นั่งที่ ก. จองไว ้แล ้ว
ข. ก็เข ้าไปนั่งที่ ก. จองไว ้เสย
ดังนี้ ข. กระทาละเมิดต่อ ก. หรือไม่
ิ ธิในทีน
การที่ ก. จองตัว๋ เข ้าดูภาพยนตร์ เป็ นการได ้สท
่ ั่ งทีจ
่ องไว ้ การที่ ข. เข ้าไปนั่ง
โดย ก. ไม่อนุญาต และรู ้ว่าเป็ นที่ของ ก. จองไว ้ เป็ นการที่ ข. กระทาละเมิดต่อ ก.
ี หายในอนาคต” นัน
ทีเ่ รียกว่า “ความเสย
้ ท่านเข ้าใจว่าอย่างไร ยกตัวอย่างประกอบ
ี หายนนเป
ี หาย
11.1.5 ความเสย
ั้ ็ นผลมาจากการกระทาของผูท
้ าความเสย
ทีเ่ รียกว่าทฤษฎีความเท่ากันแห่งเหตุหรือทฤษฎีเงือ
่ นไขกับทฤษฎีมูลเหตุเหมาะสมนัน

ท่านเข ้ใจว่าอย่างไร ยกตัวอย่างประกอบ
เด็กชาย ก. เล่นเตะลูก ฟูตบอลในสนามหญ ้าหน ้าบ ้าน บังเอิญลูกฟูตบอลไปถูกกระจก
ี หายโดย
หน ้าต่างบ ้านของ ข. แล ้วกระดอนไปถูกหน ้าต่างบ ้านของ ค. ซงึ่ อยู่ใกล ้เคียงกันเสย

สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

58
ประมาทเลินเล่อ โดยทีเ่ ด็กชาย ก. ก็ไม่คาดเห็นว่าจะเป็ นดังนี้ เด็กชาย ก. ต ้องรับผิดต่อ ข. และ
ค. หรือไม่
ี หายเป็ นผลโดยตรงจากการที่
เด็กชาย ก. ต ้องรับผิดต่อ ข. และ ค. เพราะความเสย
เด็กชาย ก. เตะลูกฟุตบอล แม ้ตนจะไม่ คาดเห็ นว่า จะเป็ นเช ่นนัน

ส. ขโมยรถยนต์เก๋งของ บ. ทีจ
่ อดอยู่หน ้าทีท
่ าการของ บ. ไป ปรากฏว่าที่ท ้ายรถซงึ่ ที่
ี อง บ. เก็ บไว ้ด ้วย ซงึ่ ขณะทีเ่ อารถไป ส. ไม่คด
เก็ บของมีเครือ
่ งรับโทรทัศน์สข
ิ ว่าจะมีเครือ
่ งรับ
โทรทัศน์ และระหว่างทีเ่ อารถไปนัน
้ ส. ไม่เคยเปิ ดท ้ายรถดู บ. จึงไม่มเี ครือ
่ งรับโทรทัศน์ดู ต ้อง
ไปเชา่ ของผู ้อืน
่ ใช ้ ดังนี้ ส. ต ้องรับผิดต่อ บ. ทีไ่ ปเชา่ เครือ
่ งรับโทรทั ศน์ดห
ู รือ ไม่
ส. ต ้องรับผิดต่อ บ. แม ้จะไม่รู ้ว่าเครือ
่ งรับโทรทัศน์ของ บ. อยู่ท ้ายรถ
11.2 หมิน
่ ประมาททางแพ่ง การพิพากษาคดี และการร่วมก ันทาละเมิด

1. หมิน
่ ประมาททางแพ่งคือการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลาย
ซ งึ่ ข ้อความอันฝ่ าฝื นต่อความ
ี หายแก่บุคคลอื่น
เป็ นจริงอันก่อให ้เกิดความเสย
2. การวินจิ ฉัยความรับ ผิดเพือ
่ ละเมิดในทางแพ่ง
ต ้องเป็ นไปตามกฎหมายสว่ นแพ่ งไม่
จาเป็ นต ้องพิเคราะห์ถงึ การทีผ
่ ู ้กระทาผิดต ้องคาพิพากษาลงโทษทางอาญาหรื อไม่
3. การร่วมกันทาละเมิดเป็ นเรือ
่ งทีบ
่ ุคคลหลายคนร่วมกันกระทาผิด
จะต ้องมีการกระทา


ร่วมกันโดยมีเจตนาหรือความมุ่งหมายร่วมกั นหรือการยุยงสงเสริมหรือชวยเหลือในการทาละเมิด
11.2.1 หมิน
่ ประมาททางแพ่ง

ิ บน ค. ก็นาความที่ ก. กล่าวหานั น
ก. กล่าวหาว่า ข. ซ งึ่ เป็ นเจ ้าพนักงานกินสน
้ เทีย
่ วพูด
ิ บน โดยบอกว่า รู ้จาก ก. อีกทีหนึง่ เท็จจริงอย่างไรอยู่ท ี่ ก. ทัง้ ๆที่ ค.
แก่บุคคลทั่วไปว่า ข. กินสน
ก็รู ้ว่าตามทีก
่ ล่าวหานัน
้ ไม่เป็ นความจริงแต่ประการใด ดังนี้ ค. ต ้องรับผิดต่อ ข. หรือไม่
การไขข่าว คือการพูดข่าวจากคนอื่น ซงึ่ ข ้อความอันฝ่ าฝื นต่อความเป็ นจริงก็ เป็ นละเมิด
ิ บน ทั ง้ ๆ ทีร่ ู ้ว่ าตามทีก
ได ้ ข ้อความที่ ค. ไขข่าวว่า ข. กินสน
่ ล่าวหานัน
้ ไม่เป็ นความจริง ย่อมเป็ น
ี หายแก่ชอ
ื่ เสย
ี งหรือเกียรติคุณของ ค. จึงต ้องรับผิดต่อ ข. ด ้วย
สงิ่ เสย
11.2.2 การพิพากษาคดี

ในคดีอาญาเรือ
่ งหนึง่ ก. ฟ้ อง ข. ว่า ข. บุก รุกเข ้ามาในที่ดน
ิ ของ ก. ศาลพิพากษายก
ฟ้ องอ ้างว่า ข. ไม่มเี จตนาบุกรุก คดีถงึ ทีส
่ ุด ดังนี้ ก. จะฟ้ อง ข. เป็ นคดีแ พ่งว่า ข. บุกรุกเข ้าไปใน
ี หาย จะได ้หรือไม่
ทีด
่ น
ิ ของ ก. อันเป็ นการกระทาละเมิดโดยประมาทเลินเล่อและเรียกค่า เสย
ี หายในมูลละเมิดได ้
ตามมาตรา 424 ดังนัน
้ ก. จึงฟ้ อง ข. เพือ
่ เรียกค่าเส ย

ี หายเกิดแต่การฝ่ าฝื นบทบังคับแห่งกฎหมายใดอันมีทป
มาตรา 422 ถ ้าความเสย
ี่ ระสงค์เพือ
่ จะ


ปกป้ องบุคคลอืน
่ ๆ ผู ้ใดทาการ ฝ่ าฝื นเชนนัน
้ ท่านให ้สนนิษฐานไว ้ก่อนว่าผู ้นัน
้ เป็ นผู ้ผิด
11.2.3 การร่วมก ันทาละเมิด

ทีว่ ่าร่วมกันกระทาละเมิด หมายความว่าอย่างไร
การร่วมกันทาละเมิดจะต ้องมีเ จตนาหรือ ความมุ่งหมายร่วมกัน
เพือ
่ ความมุ่งหมายร่วมกันนัน

และมีการกระทาร่วมกัน

ก. เข ้าไปลักทรัพย์ในบ ้านของ ข. ได ้มาหลายสงิ่ ค. ทราบดังนัน
้ ก็เข ้าไปลักบ ้าง ขณะ
กาลังเก็บทรัพย์อยู่ในบ ้านของ ข. ง. เพือ
่ นกันผ่า นมาพอดีก็ชว่ ยกันรับทรัพย์จาก ค. ออกจาก
ประตูบ ้านได ้ทรั พย์ออกมาหลายสงิ่ ด ้วยกั น ดังนี้ ก. ค. และ ง. ต ้องร่วมกันรับ ผิดต่อ ข. หรือไม่
ก. ค. ต่างคนต่างกระทาละเมิดต่อ ข. มิไ ด ้กระทาละเมิดร่วมกัน จึงไม่ต ้องร่วมกันรับผิด
ต่อ ข. สว่ น ค. ง. ร่วมกันกระทาละเมิดต่อ ข. จึงต ้องร่วมกันรับผิดต่อ ข.
ก. ขับรถจักรยานยนต์ช น ข. โดยประมาทเลินเล่อ ข. นอนเจ็บอยู่กลางถนน ขณะนัน



พอดี ค. ขับรถยนต์ผ่านมาและเฉี่ยวถูก ข. ซงนอนเจ็ บอยู่โดยประมาทเลินเล่อ ค. สลบไป ดังนี้
ก. ค. ต ้องร่วมกันรับผิดต่อ ข. หรือไม่
ก. ค. ต่างกระทาละเมิดต่อ ข. ไม่ไ ด ้ร่วมกันกระทาละเมิด จึงไม่ต ้องร่วมกันรับ ผิดต่อ ข.

สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

59
แบบประเมินผลตนเองหน่วยที่ 11
้ ้ตี ข. โดยไม่ต ้องการให ้ ข. ถึงตาย แต่ ข. บาดเจ็บและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ดังนี้
1. ก. ใชไม
ี หาย
ก. กระทาต่อ ข. โดยจงใจหรือไม่ เป็ นการกระทาโดยจงใจ เพราะรู ้สานึกในผลเสย
2. แดงกับดาเป็ นเพือ
่ นกัน แดงยอมให ้ดาชกต่อยทีห
่ น ้า ดาก็ชกต่อย แดงได ้รับบาดเจ็บเล็กน ้อย ดังนี้
ี หายจากดาไดหรื
แดงจะเรียกค่าเสย
้ อไม่ เรียกไม่ได ้ เพราะแดงยินยอมให ้ทา ไม่เป็ นกระทาละเมิด
ี หาย ดังนี้ ข. จะได ้รับ
3. ก. บุกรุกเข ้าไปในตึกแถวที่ ข. เชา่ จาก ค. แต่ไม่มส
ี งิ่ ของอืน
่ ใดของ ข. เสย
ี หายหรือไม่ ถือว่า ข. ได ้รับความเสย
ี หายแล ้ว แม ้ไม่ใชเ่ จ ้าของตึกแถว
ความเสย
4. ก. ขุดหลุมในถนนสาธารณะซงึ่ เป็ นทางเข ้าบ ้านของ ข. ข. จึงเอารถเข ้าบ ้านไม่ได ้ ดังนี้ ข. ได ้รับ
ี หายหรือไม่ ข. ได ้รับความเสยี หายแล ้วเพราะ ข. เอารถเข ้าบ ้านไม่ได ้
ความเสย

5. ส. ขับรถชน น. ส. หนีไป สว่ น น. บาดเจ็บและสลบอยู่รม
ิ ถนน คนร ้ายฉวยโอกาสขโมยนาฬกา

ข ้อมือของ น. ไป ดังนี้ ส. ต ้องรับผิดต่อ น. ในการทีน
่ าฬกาถูกคนร ้ายรักไปหรือไม่
ต ้องรับผิด เพราะ
เป็ นผลมาจากการกระทาของ ส.
ี หายหรือไม่ ได ้รับความเสย
ี หาย
6. จ. ยืมรถของ ส. ไปใช ้ แล ้วถูก บ. ลักไป ดังนี้ จ. ได ้รับความเสย


แล ้ว เพราะ จ. มีสทธิทจี่ ะขอใชรถ
ี หายต่อไปนีท
่ ค่าทีเ่ สย
ี แขนขาทุพพลภาพพิการตลอดชวี ต
7. ความเสย
้ ค
ี่ านวณเป็ นตัวเงินไม่ได ้เชน

ิ บนจากผู ้ขายเท่าไร
8. ด. กับ ส. เจาพนั

กงานทีด
่ น
ิ สนทนากันต่อหน ้า อ. ด. ถาม ส. ว่า “นายรับสน
ิ บนจากผู ้ขายและ ด. ก็รู ้ ดังนีถ
แล ้ว” ซงึ่ ส. ไม่เคยรับสน
้ อ
ื ว่า ด. กล่าวหมิน
่ ประมาท ส. หรือไม่ เป็ นหมิน

ประมาท แม ้เป็ นคาถามของ ด.
9. ในคดีอาญาเรือ
่ งหนึง่
ศาลพิพากษายกฟ้ องโดยฟั งข ้อเท็จจริงว่าจาเลยมิไดมี้ เจตนาเอารถยนต์
ของโจทย์ไป โจทย์จะฟ้ องทางแพ่งเรียกคืนรถจากจาเลยไดหรื
้ อไม่ ฟ้ องได ้ เพราะเป็ นการฟ้ องทางแพ่ง
ให ้คืนรถ
10. จ. กับ อ. เกิดทะเลาะวิวาทกัน จ. ใชมี้ ดแทง อ. บาดเจ็บลมลง

ต. เห็นเข ้าก็ใชปื้ นยิง อ. อ. ถึงแก่
ความตาย ดังนี้ จ. กับ ต. ร่วมกันกระทาละเมิดต่อ อ. หรือไม่ ไม่เป็ นการร่วมกันทาละเมิด เพราะมิไดมี้
เจตนาและการกระทาร่วมกัน

หน่วยที่ 12 ความร ับผิดในการกระทาของบุคคลอืน

1. ความรับผิดในการกระทาของตนเอง

บุคคลผู ้รับผิดจะต ้องกระทาโดยจงใจหรือประมาท
ี หายแก่บุคคลอืน
ี หายนั น
เลินเล่อโดยผิดกฎหมาย มีความเสย

และความเสย
้ เป็ นผลมาจากการ
ี หาย
กระทาของผู ้ทาความเสย
สว่ นความรับผิดในการกระทาของบุ คคลอืน
่ เป็ นความรับผิดของ
บุคคลหนึง่ ในการกระทาละเมิดของบุคคลอีก คนหนึง่ โดยทีบ
่ ุคคลก่อนทีต
่ ้องรับผิดนั น
้ มิได ้กระทา
ละเมิดเอง ซงึ่ ความรับผิดในการกระทาของบุคคลอื่นเกิดขึน
้ โดยบทบั ญญัตข
ิ องกฎหมาย
2. บุคคลผู ้ต ้องรับผิดในการกระทาของบุ คคลอืน
่ คือ นายจ ้าง ตัวการ บิดามารดา ผู ้อนุบาล
และครูบาอาจารย์ แต่ไม่รวมถึงความรับผิดของผู ้ว่าจ ้างทาของ
ิ ไหมทดแทนไปแล ้ว มีสท
ิ ธิเ รียกร ้องชดใชเอาจากผู

3. บุคคลทีต
่ ้องรับผิด เมือ
่ ใชค่้ าสน
้ก่อการ
ละเมิดตามทีก
่ ฎหมายบัญญัตไิ ว ้
12.1 ความร ับผิดในผลแห่ง การละเมิด ของลูกจ้างในทางการทีจ
่ า้ ง

ั พันธ์ตามสญ
ั ญาจ ้างแรงงาน
1. ทีว่ ่า “นายจ ้าง” “ลูกจ ้าง” หมายถึงความสม
2. ความรับผิดในผลแห่งการละเมิดของลูก จ ้างในทางการที่จ ้าง
เป็ นความรับผิดในการ
กระทาของบุคคลอื่น
3. ความหมายของ “ในทางการทีจ
่ ้าง” ไม่ใชเ่ รือ
่ งมอบอานาจให ้กระทา แต่เป็ นเรือ
่ งที่
เกีย
่ วข ้องกับงานทีจ
่ ้าง
4. เมือ
่ เป็ นเหตุละเมิดทีเ่ กิดขึน
้ ในทางการที่จ ้างแล ้ว วิธป
ี ฏิบัตข
ิ องลูกจ ้างหรือกรณีทน
ี่ ายจ ้าง

มีคาสงั่ ห ้ามไม่เป็ นข ้อต่อสูของนายจ
้าง

ิ ธิของตัวการทีจ
5. โดยเหตุทต
ี่ ัวแทนมิใชลก
ู จ ้าง จึงไม่อ ยู่ในบังคับแห่งสท
่ ะควบคุมตัวแทน
โดยปกติตวั แทนย่อมมีความรับผิดแต่ผู ้เดียว ตัวการไม่ต ้องรับผิดในผลแห่งการละเมิดที่ตวั แทน
ก่อขึน

สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

60
12.1.1 ล ักษณะของนายจ้างลูกจ้างและในทางการทีจ
่ า้ ง

ั ญาอะไร
ทีเ่ รียกว่าเป็ นนายจ ้างลูกจ ้างกันนั น
้ เกิดจากสญ
เกิดจากสัญญาจ ้างแรงงานตามทีบ
่ ั ญญัตไิ ว ้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา
่ ัญญาจ ้างทาของ
575 มิใชส
ทีเ่ รียกว่า “ในทางการจ ้าง” นัน
้ จะเข ้าใจว่าอย่างไร
เข ้าใจว่าเป็ นกรณีท ี่ลก
ู จ ้างได ้ปฏิบัตงิ านตามทีจ
่ ้างมาหรือเกีย
่ วข ้องกับ งานที่จ ้าง ไม่ใช ่


เรือ
่ งทีน
่ ายจ ้างสงให ้ลูกจ ้างกระทาการ
สงั่ ให ้ ข. ลูกจ ้างตีศรี ษะ จ. ลูกค ้าของ ก. ข. ก็ ทาตามคาสงั่ นี้ การกระทาของ ข. เกิดขึน

ในทางการทีจ
่ ้างหรือไม่
ตามตัวอย่างไม่ถอ
ื ว่าเป็ นการกระทาของ ข. เกิดขึน
้ ในทางการที่จ ้าง แต่เป็ นกรณีท ี่

นายจ ้างกระทาละเมิดโดยนายจ ้างเป็ นผู ้ยุยงสงเสริมให ้ลูกจ ้างกระทา
จึงเป็ นการกระทาละเมิด
ร่วมกันตามทีบ
่ ัญญัตไิ ว ้ในมาตรา 432

มาตรา 432 ถ ้าบุคคลหลายคนก่อให ้เกิดเสยี หายแก่บุคคลอืน
่ โดย ร่วมกันทาละเมิด ท่านว่า
ิ ไหมทดแทนเพือ
ี หายนัน

บุคคลเหล่านัน
้ จะต ้องร่วมกันรับผิดใชค่้ าสน
่ ความเสย

ความข ้อนีท
้ า่ นให ้ใชตลอด
ื รู ้ตัวได ้แน่วา่ ในจาพวกทีท
ี หายนัน
ถึงกรณี ทีไ่ ม่สามารถสบ
่ าละเมิดร่วมกันนัน
้ คนไหน เป็ นผู ้ก่อให ้เกิดเสย

ด ้วย
อนึง่ บุคคลผู ้ยุยงสง่ เสริมหรือชว่ ยเหลือในการทาละเมิด ท่านก็ ให ้ถือว่าเป็ นผู ้กระทาละเมิด
ร่วมกันด ้วย
ิ ไหมทดแทนนัน
ในระหว่างบุคคลทัง้ หลายซงึ่ ต ้องรับผิดร่วมกันใชค่้ าสน

ท่านว่าต่างต ้องรับผิด
เป็ นสว่ นเท่าๆ กัน เว ้นแต่โดยพฤติการณ์ ศาลจะวินจ
ิ ฉัยเป็ นประการอืน

12.1.2 การละเมิดโดยประมาทเลินเล่อ

ข. ลูกจ ้าง ก. มีหน ้าทีข
่ บ
ั รถไปส่งบุตรของ ก. ไปโรงเรียน ขณะขับรถอยู่ได ้จุดบุหรีส
่ บ

โดยประมาทเลินเล่อ ข. จึงขับรถชน ค. ทีเ่ ดินอยู่รม
ิ ถนนดังนี้ ก. ต ้องร่วมกับ ข. รับผิดต่อ ค.
หรือไม่
เป็ นเหตุทเี่ กิดขึน
้ ในทางการที่จ ้าง ก. ต ้องร่วมกับ ข. รับผิดต่อ ค.
ื กฎหมายแห่งหนึง่ มีหน ้าทีข
ข. เป็ นลูก จ ้างของ ก. เจ ้าของร ้านขายหนั งสอ
่ ายและรับเงิน
ื จากลูกค ้า ค. มาซอ
ื้ หนังสอ
ื กฎหมายเล่ม หนึง่ ข. ก็ทอนเงินเป็ นธนบัตรปลอมให ้ ค.
ค่าหนั งสอ
ดังนี้ ก. ต ้องร่วมกับ ข. รับผิดต่อ ค. ได ้หรือไม่
เป็ นเหตุทเี่ กิดขึน
้ ในทางการที่จ ้าง ก. ข. ต ้องร่วมกันรับผิดต่อ ค.
12.1.3 การละเมิดโดยจงใจ

ยกตัวอย่างเหตุละเมิดทีเ่ กิดขึน
้ โดยจงใจ นอกจากตัวอย่างในเอกสาร
12.1.4 ล ักษณะต ัวการต ัวแทนและความร ับผิด ของต ัวการ

ก. เป็ นตัวแทนขายรถยนต์ของบริษัท ข. ก. ในฐานะตัวแทนตกลงขายรถยนต์คันหนึง่
ิ้ ต ้องเป็ นของแท ้ กรรมสท
ิ ธิใ์ นรถได ้โอนมาเป็ นของ
ให ้แก่ ส. โดยตกลงกันว่าเครือ
่ งอะไหล่ทุกชน
ส. แล ้ว ก่อนทีจ
่ ะนารถไปสง่ มอบแก่ ส. ก. ได ้ถอดเครือ
่ งอะไหล่แท ้ของรถออกเป็ นประโยชน์แก่
่ ทน แล ้วนารถมาส่งมอบแก่ ส. โดยที่ ส. ลูกค ้าไม่ทราบถึง
ตน แล ้วเอาเครือ
่ งอะไหล่เทียมใสแ
ความจริงดังกล่าว ดังนี้ บริษัท ข. ต ้องร่วมรับผิดต่อ ส. หรือไม่
การที่ ก. ถอดเอาเครือ
่ งอะไหล่แท ้ออก แล ้วเอาของเทียมใสไ่ ว ้แทนนัน
้ เป็ นเหตุละเมิดที่
เกิดขึน
้ ในขอบเขตของการปฏิบัตต
ิ ามหน ้าทีห
่ รือโดยฐานได ้ทาการแทนบริษัท ข. ข. จึงต ้องร่วม
รับผิดต่อ ส. ด ้วย
12.2 ความร ับผิดของผูว
้ า
่ จ้างทาของ
1. ความรับผิดชอบของผู ้ว่า จ ้างทาของมิใชเ่ รือ
่ งความรับ ผิดในการกระทาของบุ คคลอืน
่ ความ

รับผิดของผู ้ว่าจ ้างทาของเป็ นความรับผิดของผู ้ว่าจ ้าง
บัญญัตไิ ว ้ในมาตรา 420
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

ในการกระทาของตนตามกฎเกณฑ์ท ี่

61
ี หายอั นผู ้รับ จ ้างได ้ก่อให ้เกิดขึน
2. ผู ้ว่าจ ้างทาของไม่ ต ้องรับผิดเพือ
่ ความเสย
้ แก่

บุคคลภายนอกในระหว่างทาการงานทีว่ ่ าจ ้าง เว ้นแต่ผู ้ว่า จ ้างจะเป็ นผู ้ผิดในส่ว นการงานทีส
่ งั่ ให ้ทา
หรือในคาสงั่ ทีต
่ นให ้ไว ้ หรือในการเลือกหาผู ้รับ จ ้าง
12.2.1 ความร ับผิดของผูว
้ า
่ จ้างทาของไม่เป็นความร ับผิดในการกระทาของ
บุคคลอืน

่ ทบัญญัตวิ ่ าด ้วยความรับผิด
ทีว่ ่าบทบัญญัตวิ ่าด ้วยความรับผิดของผู ้ว่าจ ้างทาของ ไม่ใชบ
ในการกระทาของบุคคลอืน
่ นัน
้ ท่านเข ้าใจว่าอย่างไร

ี หายอันผู ้ รับจ ้างได ้ก่อให ้เกิดขึน
มาตรา 428 ผู ้ว่าจ ้างทาของไม่ต ้องรับผิดเพือ
่ ความเสย
้ แก่
บุคคลภายนอกในระหว่างทาการงานทีว่ า่ จ ้าง เว ้นแต่ผู ้ว่าจางจะเป็

นผู ้ผิดในสว่ นการงานทีส
่ งั่ ให ้ทา หรือใน
คาสงั่ ทีต
่ น ให ้ไวหรื
้ อในการเลือกหาผู ้รับจ ้าง
12.2.2 ความร ับผิดของผูว
้ า
่ จ้างทาของ

ทีว่ ่าผู ้ว่าจ ้างเป็ นผู ้ผิดตามมาตรา 428 นั น
้ จะเข ้าใจว่าอย่างไร
ทีว่ ่าผู ้ว่าจ ้างเป็ นผู ้ติดตามมาตรา 428 นัน
้ หมายความว่าผู ้ว่าจ ้างกระทาโดยจงใจหรือ
ประมาทเลินเล่อตามหลักเกณฑ์ทบ
ี่ ัญญัตไิ ว ้ในมาตรา 420

ี หายถึง
มาตรา 420 ผู ้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทาต่อบุคคลอืน
่ โดยผิดกฎหมายให ้เขาเสย
ิ หรือสท
ิ ธิอย่างหนึง่ อย่างใดก็ด ี ท่านว่าผู ้นัน
แก่ชวี ต
ิ ก็ด ี แก่รา่ งกายก็ด ี อนามัยก็ด ี เสรีภาพก็ด ี ทรัพย์สน
้ ทา


ละเมิด จาต ้องใชค่าสนไหมทดแทนเพือ
่ การนัน

ั ภาระจั ดทาโดยที่ ข.
ก. จ ้าง ข. ทาโต๊ะเก ้าอีช
้ ุดรับแขก ข. ก็ ลก
ั เอาไม ้ของ ค. มาเป็ นสม
ก็รู ้ว่าเป็ นไม ้ของ ค. แต่ ก. ไม่รู ้เห็นด ้วย ก. และ ข. ต ้องรับผิดต่อ ค. หรือไม่
ก. ไม่ต ้องรับผิดต่อ ค. เพราะมิได ้รู ้เห็นในการที่ ข. เอาไม ้ของ ค. มาทาชุดรับแขก ก.
จึงมิได ้กระทาโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ
12.3 ความร ับผิดของบิดาหรือผูอ
้ นุบาลในการกระทาละเมิด

ของผูเ้ ยาว์หรือบุคคล
หรือบุคคลอืน
่ ในการกระทา

วิกลจริตและความร ับผิดชอบของครูบาอาจารย์ นายจ้าง
ละเมิดของผูไ้ ร้ความสามารถ
1. หลักเกณฑ์ความรับผิดทางละเมิดของผู ้เยาว์หรือบุคคลวิกลจริตย่อมเป็ นไปตามมาตรา
ี หายขึน
420 แต่มไิ ด ้หมายความว่า ถ ้าผู ้เยาว์หรือบุ คคลวิกลจริตก่อความเสย
้ แล ้วจะต ้องรับผิดฐาน
ละเมิดทุกกรณีไป
2. บุคคลใดแม ้ไร ้ความสามารถเพราะเหตุเป็ นผู ้เยาว์หรือวิกลจริตก็ ยังต ้องรับผิดในผลทีต
่ น
ทาละเมิด บิดามารดาหรือผู ้อนุบาล หรือครูบ าอาจารย์ นายจ ้างหรือบุคคลอืน
่ ทีร่ ับดูแล ย่อมต ้อง
รับผิดร่วมกับเขาด ้วย
3. บิดามารดาหรือผู ้อนุบาลทีม
่ ห
ี น ้าทีด
่ แ
ู ล
อาจต ้องรับผิดละเมิดเป็ นสว่ นตัว โดยการกระทา
ผิดตามมาตรา 420
12.3.1 ความร ับผิดของผูเ้ ยาว์หรือ บุคคลวิกลจริตทางละเมิด

ี หายที่ตนก่อขึน
ผู ้เยาว์หรือบุ คคลวิกลจริต จะต ้องรับผิดในความเสย
้ เสมอไปหรือไม่
ี หาย ถ ้ามิไ ด ้กระท าโดยจงใจ
ไม่เสมอไป กรณีทผ
ี่ ู ้เยาว์หรือบุคคลวิกลจริตทาความเสย
หรือประมาทเลินเล่อ ก็ ย่อมไม่เป็ นละเมิด ถ ้าเป็ นเด็กไร ้เดียงสา ไม่รู ้สานึกในการกระทาของตน
หรือบุคคลวิก ลจริตทีไ่ ม่รู ้สภาพของการกระทาของตน
ย่อมจะถือว่าทาโดยจงใจหรือประมาท
ึ ผิดชอบหรือยับยั ง้ ไม่ได ้ อาจเป็ นการ
เลินเล่อไม่ได ้ แต่ถ ้ารู ้ได ้ว่าทาอะไรลงไป เพียงแต่ไม่รู ้สก
กระทาโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อได ้ เพราะผู ้เยาว์หรือบุคคลวิก ลจริตย่อมมีฐานะทางจิตใจอยู่
หลายระดับ ต่างกันไป
12.3.2 ความร ับผิดของบิดามารดาหรือ ผูอ
้ นุบาล

ก. มาเยีย
่ ม ข. เพือ
่ นกัน โดยอุ ้ม น. บุ ตร ซงึ่ เป็ นทารกอายุ 6 เดือ น มาด ้วย ก. นึกสนุก
คิดจะแกล ้ง ข. เล่น โดยรู ้ว่ าบุตรของตนจวนจะได ้เวลาปั สสาวะออกมาแล ้ว จึงสง่ เด็กให ้ ข. อุ ้ม
เด็กปั สสาวะรด ข. จนเปี ยกโชก ดังนี้ ก. และ น. จะต ้องรับผิดต่อ ข. หรือไม่

สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

62
้ กชาย น. บุตรของตนเป็ น
ก. ต ้องรับผิดต่อ ข. เพราะได ้กระทาโดยจงใจโดยใชเด็
เครือ
่ งมือ สว่ นเด็กชาย น. ไม่ต ้องรับผิดต่อ ข. เพราะเป็ นเด็กทารกอายุเ พียง 6 เดือน ไม่มก
ี าร
กระทาโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ
12.3.3 ความระม ัดระว ังตามสมควรแก่หน้าทีด
่ ูแ ล

น ้อยอายุ 5 ขวบ ขณะทีอ
่ ยู่กับนิดซงึ่ เป็ นมารดา เกิดทะเลาะกับปูซงึ่ เป็ นเพือ
่ นเด็กด ้วยกั น
้ ้ไล่ตป
ได ้ใชไม
ี ูบาดเจ็ บดังนี้ นิดและน ้อยต ้องรับผิดต่อปูหรือไม่
้ ้ไล่ตเี ป็ นการกระทาละเมิดตาม
เด็กชายน ้อยต ้องรับผิดต่อเด็กชายปู
เพราะการใชไม
มาตรา 420 429 นิดซงึ่ เป็ นมารดาจึงต ้องร่วมรับผิดด ้วยตามมาตรา 429 เว ้นแต่จะพิสจ
ู น์ได ้ว่าตน

ได ้ใชความระมั
ดระวังตามสมควรแก่หน ้าทีด
่ แ
ู ลซ งึ่ ทาอยู่นัน

มาตรา 429 บุคคลใดแม ้ไร ้ความสามารถเพราะเหตุเป็ นผู ้เยาว์ หรือวิกลจริตก็ยังต ้องรับ
่ ว่านี้ย่อมต ้องรับผิดร่ วมกับเขา
ผิดในผลที่ตนทาละเมิด บิดามารดาหรือผู ้ อนุบาลของบุคคลเชน

ด ้วย เว ้นแต่จะพิสจ
ู น์ได ้ว่า ตนได ้ใชความระมั
ดระวั งตามสมควรแก่หน ้าทีด
่ แ
ู ล ซ งึ่ ทาอยู่นน
ั้
ก. ไม่ถก
ู กับ ข. เพือ
่ นบ ้าน และรู ้ว่า ค. บุตรชายของตนซ งึ่ มีอายุ 10 ขวบชอบเล่นปื นอาจ
เอาปื นไปยิงกระจกบ ้านของ ข. เล่น ได ้อย่างที่ ค. เคยพูดให ้ฟัง ก. จึงส่งปื นให ้ ค. เล่น ค. ใชปื้ น
ี หาย ต่อมา ก. ได ้ชดใชค่้ า สน
ิ ไหมทดแทนให ้ ค. ไปแล ้ว จึงไล่เบีย
ยิงกระจกบ ้านของ ข. แตกเสย

เรียกคืนจากเด็กชาย ค. ทัง้ หมด ดังนีจ
้ ะทาได ้หรือไม่
การที่ ก. ส่งปื นให ้ ค. เล่น ค. จึงเอาปื นไปยิงกระจกบ ้านของ ข. แตก เป็ นการที่ ก.
่ วามรับผิดของบิดาในการกระทาละเมิดของบุ ตร เมือ
กระทาละเมิดต่อ ข. โดยจงใจ มิใชค
่ ก.


ชดใชค่าสนไหมทดแทนให ้ ค. ไปแล ้ว จึงไล่เบีย
้ เรียกคืนจากเด็กชาย ค. ไม่ไ ด ้ทัง้ หมด
ก. เป็ นบุตรของ ข. ก. ออกจากบ ้านไปโรงเรียนโดยรถยนต์โดยสารประจาทาง ระหว่าง
เดินทางอยู่บนรถ เกิดชกต่อย ค. ผู ้โดยสารด ้วยกันโดยละเมิด ดังนี้ ข. ต ้องร่วมกับ ก. รับผิดต่อ
ค. หรือไม่
ข. ไม่ต ้องร่วมรับผิดกับเด็กชาย ก. เพราะขณะเกิดเหตุละเมิดนัน
้ อยู่ใ นระหว่างเวลาที่
เด็กชาย ก. เดินทางอยู่ เด็กชาย ก. มิได ้อยู่ในความดูแลของ ข. เป็ นเรือ
่ งทีเ่ ด็กชาย ก. ผู ้เดียว
จะต ้องรับผิดต่อ ค. ตามมาตรา 420 และ 429 ตอนแรก
12.3.4 ความร ับผิดของครูบาอาจารย์ นายจ้าง
หรือ บุคคลอืน
่ ในการทาละเมิด
ของผูไ้ ร้ความสามารถ
ความรับผิดตามมาตรา 429 และ 430 มีหลักเกณฑ์เ หมือนกันและแตกต่างกันอย่างไร
บ ้าง
มีหลักเกณฑ์เหมือ นกัน ในข ้อทีว่ ่าต่างก็เป็ นบทบัญญัตเิ กีย
่ วกับ ความรับผิดในการกระทา
ของบุคคลอืน
่ อันเนือ
่ งมาจากความบกพร่องในการดูแลบุคคลผู ้ไร ้ความสามารถ ต่างกันในข ้อทีว่ ่า
ตามมาตรา 429 กฎหมายบัญญัตใิ ห ้บิดามารดาหรือผู ้อนุบาลผู ้ทาหน ้าทีด
่ แ
ู ลรับผิดก่อน เว ้นแต่จะ

พิสจ
ู น์ได ้ว่ าตนได ้ใชความระมั
ดระวังตามสมควรแก่หน ้าที่ดแ
ู ลซงึ่ ทาอยู่ นน
ั ้ สว่ นมาตรา 430 ครูบา
อาจารย์นายจ ้าง หรือบุคคลอืน
่ ซ งึ่ รับดูแ ลนั น
้ จะต ้องรับผิดก็ ตอ
่ เมือ
่ พิสูจน์ไ ด ้ว่าบุคคลดังกล่าวมานี้

มิได ้ใชความระมั
ดระวังตามสมควร

ทีว่ ่า “บุคคลผู ้ไร ้ความสามารถ” ตามมาตรา 430 นั น
้ หมายความถึงบุคคลเช ่นไร
หมายถึงผู ้เยาว์หรือบุคคลวิกลจริต เพราะบทบัญญัตม
ิ าตรา 430 เป็ นบทบัญญัตต
ิ อ
่ จาก
มาตรา 429 ในเรือ
่ งบุคคลผู ้ไร ้ความสามารถกระทาละเมิดด ้วยกัน

มาตรา 430 ครูบาอาจารย์ นายจ ้าง หรือบุคคลอืน
่ ซงึ่ รับดูแล บุคคลผู ้ไร ้ความสามารถอยู่เป็ น
นิตย์ก็ด ี ชวั่ คราวก็ด ี จาต ้องรับผิด ร่วมกับผู ้ไร ้ความสามารถในการละเมิด ซงึ่ เขาได ้กระทาลงในระหว่าง ที่
อยู่ในความดูแลของตน ถ ้าหากพิสจ
ู น์ได ้ว่าบุคคลนัน
้ ๆ มิไดใช
้ ้ ความระมัดระวังตามสมควร
แบบประเมินผลตนเองหน่วยที่ 12
1. ผู ้ต ้องรับผิดต ้องมิได ้กระทาละเมิด แต่บุคคลอืน
่ ต ้องกระทาละเมิด ถือว่าเป็นความร ับผิดในการ
กระทาของบุคคลอืน

สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

63
ิ คาในโกดั
2. นายแสงสง่ ปื นให ้ลูกจ ้างยิงคนร ้ายทีเ่ ข ้ามาขโมยสน

งของนายแสง ดังนี้ เป็ นความผิด
ของนายแสงนายจ ้างในการกระทาของบุคคลอืน
่ หรือไม่ ไม่เป็นความร ับผิดในการกระทาของบุคคลอืน

แต่เป็นความร ับผิดในการกระทาของตนเอง
่ มรถทีล
่ ม โดยประมาทเลินเล่อ ขณะทาการ
3. ส. เป็ นลูกจ ้างของ จ. มีหน ้าทีซ
่ อ
่ ก
ู ค ้ามาจาง
้ จ. ซอ


ซอมตามหน ้าที่ ส. ทาให ้รถลูกค ้าเสยหาย ดังนี้ จ. ต ้องรับผิดต่อลูกค ้าดวยหรื

อไม่ ต้องร ับผิด เพราะ
เป็นเหตุละเมิดทีเ่ กิดขึน
้ ในทางการทีจ
่ า้ ง
4. ม. ลูกจ ้าง ว. มีหน ้าทีเ่ ติมน้ ามันใสร่ ถให ้ลูกค ้าทีป
่ ัม
้ ว. ออกระเบียบเป็ นคาสงั่ ไวว่้ าห ้ามมิให ้ลูกจ ้าง
สูบบุหรีข
่ ณะทางาน โดยประมาทเลินเล่อ ม. สูบบุหรีท
่ าให ้เกิดไฟลุกไหม ้รถลูกค ้าเสยี หายดังนี้ ว. ต ้องรับ
ผิดต่อลูกค ้าด ้วยหรือไม่ ต้องร ับผิด เพราะเหตุละเมิดเกิดขึน
้ ในทางการทีจ
่ า้ ง
5. ความรับผิดของผู ้ว่าจ ้างทาของเป็ นความรับผิดในการกระทาของบุคคลอืน
่ หรือไม่ ไม่ใช่ความร ับ
ผิดในการกระทาของบุคคลอืน

6. ส. จ ้าง น. ทาถนนเขาบ
้ ้านของ ส. ปรากฏว่า น. ทาถนนรุกล้าเข ้าไปในทีด
่ น
ิ ของ ถ. โดยประมาท
เลินเล่อ ซงึ่ ส. ไม่ทราบว่าเป็ นทีด
่ น
ิ ของ ก. ดังนี้ ส. ต ้องรับผิดต่อการกระทาของ น. หรือไม่ ไม่ต ้องร ับ
ผิด เพราะไม่อาจมีการกระทาโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อได้
ี หายทีต
7. เด็กไร ้เดียงสาต ้องรับผิดในความเสย
่ นก่อขึน
้ หรือไม่ ไม่ตอ
้ งร ับผิด เพราะไม่อาจมีการ
กระทาโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อได้
8. ม. สง่ ระเบิดขวดให ้ อ. บุตรชายผู ้เยาว์ซงึ่ อยูใ่ นความดูแลของตนโดยรู ้ว่า อ. อาจนาไปก่อความ

่ ้าน ส. เสย
ี หาย ดังนี้ ม. ต ้องรับผิดต่อ ส. หรือไม่
เสยหายแก่บุคคลอืน
่ ได ้ อ. นาระเบิดขวดไปขว ้างปาใสบ
ต้องร ับผิด เพราะเป็นความร ับผิดในการกระทาของตนเอง
9. เกีย
่ วกับความรับผิดในการกระทาของตนเอง ผู ้เยาว์หรือบุคคลวิกลจริตกระทาละเมิด จะต ้องมีการ
กระทาโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อหรือไม่ ต้องมีการกระทาโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ
ี งใหม่ ม. อยู่
10. น. เป็ นบุตรผู ้เยาว์ของ ส. และ ม. ส. และ ม. แยกกันอยู่ โดย ส. รับราชการอยู่ทเี่ ชย
ทีก
่ รุงเทพฯ ระหว่างทีอ
่ ยูใ่ นความดูแลของ ม. น. ทาร ้าย ค. โดยละเมิด ดังนี้ ส. จะต ้องรับผิดด ้วยหรือไม่
ไม่ตอ
้ งร ับผิดเพราะขณะเกิดเหตุละเมิด ส. ไม่มห
ี น้าทีด
่ แ
ู ล น.

ี หายทีเ่ กิดจากทร ัพย์
หน่วยที่ 13 ความร ับผิดในความเสย
ี หายทีเ่ กิดขึน
1. ความรับผิดในความเสย
้ จากทรัพย์เป็ นความรับผิดทีไ่ ม่ต ้องมีการกระทาโดย
จงใจหรือประมาทเลินเล่อ
ี หายเกิดขึน
2. ถ ้าความเสย
้ เพราะสัตว์
เจ ้าของหรือบุคคลผู ้รับเลีย
้ งรับรักษาไว ้แทนเจ ้าของ




สตว์ต ้องชดใชค่า สนไหมทดแทนแก่ผู ้เสยหาย
ี หายเกิดขึน
3. ถ ้าความเสย
้ เพราะเหตุโรงเรือนหรือสงิ่ ปลูก สร ้างอย่างอืน
่ ก่อสร ้างไว ้ชารุด
ิ ไหม
บกพร่องหรือบารุงรักษาไม่เพียงพอ ผู ้ครองโรงเรือน หรือสงิ่ ปลูกสร ้างนัน
้ ๆ จาต ้องใช ค่้ าสน
ทดแทน
ี หายอั นเกิดเพราะของตกหล่นจากโรงเรือ น
4. บุคคลผู ้อยู่ในโรงเรือ นต ้องรับผิดในความเสย
หรือเพราะทิง้ ขว ้างของไปตกในทีอ
่ ันมิควร
5. ผู ้ครอบครองหรือ ควบคุม ยานพาหนะอันเดินด ้วยกาลังเครือ
่ งจักรกลจะต ้องรับผิดเพือ
่ ความ
ี หายอั นเกิดแต่ยานพาหนะนัน
ี หายอั น
เสย

ผู ้ครอบครองทรั พย์อันตรายก็ จะต ้องรับผิดในความเสย
เกิดจากทรัพย์นัน
้ ด ้วย
ี หายทีเ่ กิด ขึน

13.1 ความร ับผิดในความเสย
้ เพราะสตว์

ั ว์เป็ นเครือ
1. บุคคลอาจใชส้ ต
่ งมือก่อการละเมิดได ้ตามมาตรา 420 ซ งึ่ ต ้องกระทาโดยจงใจ
ี หายทีเ่ กิดขึน
หรือประมาทเลินเล่อ ไม่ใชเ่ รือ
่ งความรับผิดในความเสย
้ เพราะสัตว์ เป็ นความรับผิด
ของบุคคลในการกระทาของตนเอง
ี หายทีเ่ กิดขึน
2. ความรับผิดในความเสย
้ เพราะสัตว์เป็ นเรือ
่ งทีบ
่ ุคคลทีต
่ ้องรับผิด
มีความ
บกพร่องในการดูแล มิไ ด ้กระทาโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ กฎหมายจึงได ้จากัดตัวบุคคลที่
ต ้องรับผิดเอาไว ้ คือเจ ้าของสัตว์และบุคคลผู ้รับเลีย
้ งรับ รักษาไว ้แทนเจ ้าของ แต่มข
ี ้อยกเว ้นว่า ถ ้า

ั ของสต
ั ว์หรือตาม
ได ้ใชความระมั
ดระวังอั นสมควรแก่การเลีย
้ งการรักษาตามชนิดและวิสย

สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

64
ี หายย่อมจะเกิดขึน

พฤติการณ์อย่างอื่นหรือ พิสูจน์ได ้ว่าความเสย
้ ทัง้ ทีไ่ ด ้ใช ความระมั
ดระวังถึง
เพียงนัน
้ ก็พ ้นความรับ ผิด
ิ ธิไล่เบีย
ั ว์โดยละเมิด หรือเอาแก่
3. บุคคลทีต
่ ้องรับผิดจะใชส้ ท
้ เอาแก่บุคคลทีเ่ ร ้าหรือยั่ วสต
ั ว์อ ื่นอันมาเร ้าหรือยั่ว สต
ั ว์ก็ไ ด ้
เจ ้าของสต
4. คาว่า “โดยละเมิด” ตามมาตรา 433 วรรค 2 มิไ ด ้หมายความว่าเป็ นการกระทาโดยละเมิด
ดังทีไ่ ด ้บัญญัตไิ ว ้ในมาตรา 420 ซงึ่ เป็ นแม่บทอันเป็ นบทบัญญัตวิ ่าด ้วยความรับผิดของบุคคลใน
ั ว์กระทาไปโดยไม่ม ีสท
ิ ธิ
การกระทาของตนเอง แต่เป็ นเรือ
่ งทีบ
่ ุคคลทีเ่ ร ้าหรือ ยั่วสต
ี หายถึง
มาตรา 420 ผู ้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทาต่อบุคคลอืน
่ โดยผิดกฎหมายให ้เขาเสย
ิ หรือสท
ิ ธิอย่างหนึง่ อย่างใดก็ด ี ท่านว่าผู ้นัน
แก่ชวี ต
ิ ก็ด ี แก่รา่ งกายก็ด ี อนามัยก็ด ี เสรีภาพก็ด ี ทรัพย์สน
้ ทา
ิ ไหมทดแทนเพือ
ละเมิด จาต ้องใชค่้ าสน
่ การนัน

ี หายเกิดขึน
ั ว์ ท่านว่าเจ ้าของ สต
ั ว์หรือบุคคลผู ้รับเลีย้ งรับ
มาตรา 433 ถ ้าความเสย
้ เพราะสต
ิ ไหม ทดแทนให ้แก่ฝ่ายทีต
ี หายเพือ
ี หายอย่างใด ๆ
รักษาไว ้แทนเจ ้าของ จาต ้องใชค่้ าสน
่ ้องเสย
่ ความเสย
ั ว์นน

อันเกิด แต่สต
ั ้ เว ้นแต่จะพิสจ
ู น์ได ้ว่าตนไดใช
้ ความระมั
ดระวัง อันสมควร แก่การเลีย
้ งการรักษาตาม



ชนิดและวิสยของสตว์หรือตามพฤติการณ์ อย่างอืน
่ หรือพิสจ
ู น์ได ้ว่าความเสยหายนัน
้ ย่อมจะต ้องเกิดมีขน
ึ้

ทัง้ ที่ ได ้ใชความระมั
ดระวังถึงเพียงนัน

ิ ธิไล่เบีย
อนึง่ บุคคลผู ้ต ้องรับผิดชอบดัง่ กล่าวมาในวรรคตนนั
้ น
้ จะใชส้ ท
้ เอาแก่บค
ุ คลผู ้ทีเ่ ร ้าหรือ



ยั่วสตว์นน
ั ้ โดยละเมิด หรือเอาแก่ เจ ้าของสตว์อน
ื่ อันมาเร ้าหรือยั่วสตว์นน
ั ้ ๆ ก็ได ้

้ ตว์
ั เป็นเครือ
13.1.1 การกระทาละเมิดโดยใชส
่ งมือ
ก. โดยประมาทเลินเล่อ จูงกระบือของตนผ่านเข ้าไปในนาข ้าวของ ข. ทาให ้ต ้นข ้าวใน
ี หาย ดังนี้ ก. จะต ้องรับผิดต่อ ข. ตามมาตรา 420 หรือ 433
นาทีก
่ าลังแตกรวงเสย
ก. ต ้องรับผิดต่อ ข. ตามมาตรา 420 เพราะได ้กระทาโดยประมาทเลินเล่อจูงกระบือของ
่ วามรับผิดในความเสย
ี หายทีเ่ กิดขึน
ั ว์ตามมาตรา
ตนผ่านเข ้าไปในนาข ้าวของ ข. ไม่ใชค
้ เพราะสต
433
ี หายทีเ่ กิดขึน

13.1.2 ความเสย
้ เพราะสตว์

ี หายทีเ่ กิดขึน
ั ว์ ต ้องมีการกระทาของสต
ั ว์หรือไม่
ความเสย
้ เพราะสต
ต ้องมีการกระทาของสัตว์
13.1.3 บุคคลทีต
่ อ
้ งร ับผิดและข้อยกเว้นความร ับผิด

ก. ยืมสุนัขตัวผู ้ของ ข. มาผสมพันธ์กับสุนัขของ ก. ทีบ
่ ้าน ต่อมา ก. มีธุระไปต่างจังหวัด
จึงเอาสุนัขทีย
่ ม
ื มานัน
้ ไปฝาก ค. ไว ้ระหว่างนัน
้ สุนัขแอบหนี ค. ไปขโมยของของแม่ค ้าทีต
่ ลาดสด
ดังนี้ ท่านเห็นว่า ก. ข. และ ค. ผู ้ใดต ้องรับผิดต่อแม่ค ้า
แม ้สุนัขจะเป็ นของ ข. แต่ก็อยู่ในการเลีย
้ งรักษาของ ค. ผู ้รับฝาก ค. จึงต ้องรับผิดต่อ
แม่ค ้า ข. เจ ้าของสุนัขและ ก. ผู ้ยืมไม่ต ้องรับผิด
ก. ข. มีบ ้านพักอยู่ตด
ิ กัน ข. เลีย
้ งนกแก ้วไว ้ตัว หนึง่ ซ งึ่ เป็ นนกชา่ งพู ดชา่ งจา ก. ด่าคนใช ้
ของ ก. ด ้วยถ ้อยคาหยาบคายบ่อยๆ นกแก ้วของ ข. ก็จามาด่า ค. บ ้าง ดังนี้ ก. หรือ ข. ต ้องรับ
ผิดต่อ ค. และรับผิดตามมาตรา 420 หรือ 433
ข. เจ ้าของนกแก ้วต ้องรับผิดต่อ ค. ตามมาตรา 433 ก. ไม่ต ้องรับผิด ไม่ว่าตามมาตรา
420 หรือ 433 เพราะมิได ้สอนนกให ้ด่า ค. ก. มิไ ด ้เป็ นเจ ้าของนกหรือรับเลีย
้ งรับรักษานกไว ้แทน
เจ ้าของ
สุนัขของ ก. เห็ นแมวของ ข. ก็เห่ากรรโชก แมวกลัวจึงหนีข
้ น
ึ้ ไปบนต ้นมะม่วงของ ค.
มะม่วงตกหล่นลงมา ดังนี้ ก. หรือ ข. ต ้องรับผิดต่อ ค. และ ก. ต ้องรับผิดต่อ ข. หรือไม่
ข. เจ ้าของแมว ต ้องรับผิดต่อ ค. แต่การทีส
่ ุนัขของ ก. เห่ากรรโชกแมวของ ข. เป็ นการ
ั ว์อน
ั ว์ทก
ี หายแม ้ ก. ไม่ต ้องรับผิดต่อ ค. เมือ
ิ ไหม
ทีส
่ ต
ื่ มาเร ้าหรือยั่ วสต
ี่ ่อความเสย
่ ข. ชดใช ค่้ าสน
ิ ธิไล่เบีย
ทดแทนให ้ ค. ไปแล ้ว ข. จึงใชส้ ท
้ เอาจาก ก. เจ ้าของสุนัขได ้
เด็กชาย ก. นึกสนุก จึงเอาประทัดผูกทีห
่ างสุนัขของ ข. แล ้วจุดประทัดๆ ระเบิดดังสนั่น
ี หาย ดังนี้ ถ ้า
สุนัขตกใจวิง่ หนีเ้ ข ้าไปในสวนของ ค. ต ้นผลไม ้เสย
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

65
ี หายแก่ต ้นไม ้ในสวน
(1) เด็กชาย ก. รู ้ดีว่าการที่ตนทาดังนั น
้ สุนัขจะวิง่ เข ้าไปทาความเสย
ของ ค.

ี หายแก่ต ้นไม ้ในสวนของ ค.
(2) เด็กชาย ก. ไม่รู ้สานึกว่า สุนัขจะวิง่ เข ้าไปทาความเสย
และไม่ประมาทเลินเล่อ
ดังนีเ้ ด็กชาย ก. หรือ ข. ต ้องรับผิดต่อ ค. และเด็กชาย ก. ต ้องรับต่อ ข. หรือไม่
แยกตอบได ้ดังนี้
1. เด็กชาย ก. กระทาละเมิดต่อ ค. ตามมาตรา 420 โดยใชสุ้ นัขของ ข. เป็ นเครื่องมือจึง
ต ้องรับผิดต่อ ค. โดยตรง ข. ไม่ต ้องรับผิดต่อ ค.
2. เด็กชาย ก. มิได ้จงใจหรือประมาทเลินเล่อกระทาต่อ ค. ข. เจ ้าของสุนัขจึงต ้องรับผิด
ต่อ ค. ตามมาตรา 433 แต่เด็กชาย ก. เป็ นผู ้เร ้าหรือยั่วสุนัขโดยละเมิดตามมาตรา 433 วรรค 2
ิ ไหมทดแทนให ้ ค. ไปแล ้ว ย่อมใชส้ ท
ิ ธิไล่เบีย
เมือ
่ ข. ชดใชค่้ าสน
้ เอาจากเด็กชาย ก. ได ้
้ ท
ิ ธิไล่เบีย
13.1.4 การใชส

ิ ธิไล่เบีย
ตามมาตรา 433 วรรคสอง ทีว่ ่ าใชส้ ท
้ นัน
้ ท่า นเข ้าใจว่าอย่า งไร
ตามมาตรา 433 วรรคสอง หมายความว่าผู ้ต ้องรับผิดตามมาตรา 433 วรรคแรก ต ้อง

ิ ไหมทดแทนให ้ผู ้ต ้องเสย
ี หายไปก่อน แล ้วจึงจะมาไล่เบี้ยเอาจากผู ้ทีเ่ ล ้าหรือยั่ว สต
ั ว์
ชดใชค่าสน
ั ว์อน
ั ว์นน
โดยละเมิดหรือเอาจากเจ ้าของสต
ื่ อันมาเร ้าหรือ ยั่วสต
ั้ ๆ
ี หายทีเ่ กิด จากโรงเรือนหรือสงิ่ ปลูกสร้างอย่างอืน
13.2 ความร ับผิดในความเสย
่ และ
ของตกหล่นหรือทิง้ ขว้างจากโรงเรือ น

1. บุคคลอาจใชโรงเรื
อนหรือสงิ่ ปลูกสร ้างอย่า งอืน
่ เป็ นเครือ
่ งมือก่อการละเมิดได ้ตามมาตรา
ี หายทีเ่ กิดจากโรงเรือน หรือสงิ่ ปลูกสร ้างไว ้ชารุ ดหรือ
420 ซงึ่ มิใชเ่ รือ
่ งความรับผิดในความเสย
บารุงรักษาไม่เ พียงพอ แต่เป็ นความรับผิดบุคคลในการกระทาของตนเอง
ี หายทีเ่ กิดจากโรงเรือน หรือสงิ่ ปลุกสร ้างอย่า งอืน
2. ความรับผิดในความเสย
่ ก่อสร ้างไว ้ชารุ ด
บกพร่อง
หรือบารุงรักษาไม่เ พียงพอเป็ นเรือ
่ งทีบ
่ ุคคลที่ต ้องรับผิดมีความบกพร่องในการดูแล
มิได ้กระทาโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ กฎหมายจึงได ้จากัดตัวบุคคลทีต
่ ้องรับผิดเอาไว ้คือผู ้

ครอง แต่ม ีข ้อยกเว ้นความรับผิดว่า ถ ้าผู ้ครองได ้ใช ความระมั
ดระวังตามสมควรเพือ
่ ปั ดป้ องมิให ้เกิด
ี หายแล ้ว ผู ้เป็ นเจ ้าของจาต ้องใช ค่้ าสน
ิ ไหมทดแทน
ความเสย


ี หาย
3. ผู ้ครองหรือเจ ้าของจะใชสทธิไล่เบีย
้ เอาแก่ผู ้อืน
่ ทีต
่ ้องรับผิดในการก่อให ้เกิดความเสย
ก็ได ้
ี หายอันเกิดเพราะของตกหล่นจาก
4. บุคคลผู ้อยู่ในโรงเรือ นต ้องรับผิดชอบในความเสย
โรงเรือ นนัน
้ หรือเพราะทิง้ ขว ้างของไปตกในอันทีม
่ ค
ิ วร
ี หายทีเ่ กิด จากโรงเรือนหรือสงิ่ ปลูกสร ัางอย่างอืน
13.2.1 ความร ับผิดในความเสย

ก่อสร้างไว้ชารุดบกพร่องหรือบารุงร ักษาไม่เพียงพอ
ั อยู่กับ ข. ทีบ
ก. พักอาศย
่ ้านของ ข. ซงึ่ เป็ นบ ้านเก่าแก่ทรุดโทรมที่ ข. ครอบครอง ก.
เห็นฝาบ ้านแผ่นหนึง่ กาลังจะหลุดตกลงมาอยู่แล ้วและเห็ น ค. เดินผ่านมา คิดจะแกล ้ง ค. เล่น จึง
้ ้เคาะฝาบ ้านตกลงไปถูก ค. บาดเจ็บ ดังนี้ ก. หรือ ข. ต ้องรับผิดต่อ ค.
ใชไม
แม ้จะเป็ นผู ้อยู่อาศัยอยู่กับ ข. ก. ก็ต ้องรับผิดต่อ ค. เพราะได ้กระทาละเมิดต่อ ค. โดยจง

ใจโดยใชฝาบ
้านเป็ นเครือ
่ งมือ ตามมาตรา 420 สว่ น ข. แม ้จะเป็ นเจ ้าของและผู ้ครอบครองบ ้านก็
ไม่ต ้องรับผิดต่อ ค. ตามมาตรา 434

ี หายถึง
มาตรา 420 ผู ้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทาต่อบุคคลอืน
่ โดยผิดกฎหมายให ้เขาเสย
ิ หรือสท
ิ ธิอย่างหนึง่ อย่างใดก็ด ี ท่านว่าผู ้นัน
แก่ชวี ต
ิ ก็ด ี แก่รา่ งกายก็ด ี อนามัยก็ด ี เสรีภาพก็ด ี ทรัพย์สน
้ ทา
ิ ไหมทดแทนเพือ
ละเมิด จาต ้องใชค่้ าสน
่ การนัน

ี หายเกิดขึน
มาตรา 434 ถ ้าความเสย
้ เพราะเหตุทโี่ รงเรือน หรือ สงิ่ ปลูกสร ้างอย่างอืน
่ ก่อสร ้างไว ้
ชารุดบกพร่องก็ด ี หรือบารุงรักษาไม่ เพียงพอก็ดท
ี า่ นว่าผู ้ครองโรงเรือนหรือสงิ่ ปลูกสร ้างนัน
้ ๆ จาต ้องใช ้
ิ ไหมทดแทนแต่ถ ้าผู ้ครองไดใช

ี หายฉะนัน
ค่าสน
้ ความระมั
ดระวังตามสมควร เพือ
่ ปั ดป้ องมิให ้เกิดเสย
้ แล ้ว
ิ ไหมทดแทน
ท่านว่าผู ้เป็ นเจ ้าของจาต ้อง ใชค่้ าสน
บทบัญญัตท
ิ ก
ี่ ล่าวมาในวรรคก่อนนัน
้ ให ้ใชบั้ งคับได ้ตลอดถึงความบกพร่องในการปลูกหรือค้าจุน
ต ้นไม ้หรือกอไผ่ด ้วย
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

66
ในกรณีทก
ี่ ล่าวมาในสองวรรคข ้างต ้นนัน

ถ ้ายังมีผู ้อืน
่ อีกทีต
่ ้องรับผิดชอบในการก่อให ้เกิด



เสยหายนัน
้ ดวยไซร

้ ท่านว่าผู ้ครองหรือเจ ้าของจะใชสทธิไล่เบีย
้ เอาแก่ผู ้นัน
้ ก็ได ้

่ งแสงของบ ้านแผ่นหนึง่ แตกร ้าวกาลังจะ
จ. เชา่ บ ้านของ ส. อยู่อาศัย ปรากฏว่ากระจกสอ
ั ญา แต่ ส. ไม่
หลุดลงมาอยู่แล ้ว จ. จึงเอากระดาษปิ ดไว ้ แล ้วบอกให ้ ส. จัดการซ่อมแซมตามสญ
จัดการซ่อม อ ้างว่ ายังไม่มเี งิน ไม่มเี วลาไปตามชา่ งมาซ่อม ขอให ้รอไปก่อน ต่อมากระจกหลุดตก
ลงมาถูก ว. ทีม
่ าเยีย
่ ม จ. บาดเจ็บ ดังนี้ จ. หรือ ส. ต ้องรับผิดต่อ ว.
่ งแสงเป็ นสว่ นประกอบของโรงเรือน การทีก
กระจกสอ
่ ระจกแตกและ จ. ได ้เอากระดาษ

ปิ ดไว ้ เป็ นกรณีทป
ี่ ั ดป้ อ งมิให ้เกิดความเสยหาย จ. จึงไม่ต ้องรับผิด แต่ ส. เจ ้าของบ ้านต ้องรับผิด
ตาม มาตรา 434 วรรคแรกตอนท ้าย การทีอ
่ ้างว่าไม่มเี งิน ไม่มเี วลาตามชา่ งมาซ่อม ไม่เป็ นข ้อแก ้
ตัว
ั ้ บนซงึ่ มี
ค. มาเยี่ยม ต. ทีบ
่ ้านซงึ่ ต. เช ่าจาก ถ. และ ต. ครอบครองอยู่ เมือ
่ ค. ขึน
้ มาชน

พืน
้ ชารุ ดอยู่ โดยที่ ค. ไม่ไ ด ้สงเกตหรือ รู ้มาก่อน ค. เหยียบกระดานแผ่นหนึง่ จนหล่นไปถูก ม.
บาดเจ็บ ดังนี้ ค. หรือ ต. หรือ ถ. ต ้องรับผิดต่อ ม.
ค. ไม่ได ้กระทาโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ไม่ต ้องรับ ผิดต่อ ม. ตาม มาตรา 420 ต.
ผู ้เชา่ ซงึ่ ครองบ ้านอยู่ ต ้องรับผิดต่อ ม. ถ. เจ ้าของบ ้านไม่ต ้องรับผิด แต่แม ้ ค. ไม่ต ้องรับผิดต่อ
ิ ไหมทดแทนให ้ ม. ไปแล ้ว ก็ ย่อมใชส้ ท
ิ ธิไล่เบีย
ม. ก็ต ้องรับผิดต่อ ต. เมือ
่ ต. ชดใชส้ น
้ เอาจาก
ค. ได ้
ี หายเพราะของตกหล่นหรือทิง้ ขว้างจากโรงเรือ น
13.2.2 ความร ับผิดในความเสย
ไปในทีอ
่ น
ั มิควร
บ ้านของ ส. อยู่รม
ิ ซอยแห่งหนึง่ ซงึ่ แต่ละครอบครั วอยู่ในบ ้านหลังนัน
้ วันหนึง่ อ. มา
เยีย
่ ม ส. ทีบ
่ ้าน ขณะที่พูดกันอยู่โดยไม่จงใจหรือประมาทเลินเล่อ อ. ทิง้ ก ้นบุ หรีล
่ งไปในซอยซงึ่
ื้ ของ บ. มีรอยไหม ้ ดังนี้ ส. หรือ อ. ต ้องรับผิดต่อ บ.
ขณะนั น
้ บ. เดินผ่านมาพอดี บุหรี่ถก
ู เสอ
อ. ไม่ได ้กระทาต่อ บ. โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ไม่ต ้องรับผิดต่อ บ. ตามมาตรา
420 แต่การที่ อ. ทิง้ ก ้นบุหรีไ่ ปในซอยทีอ
่ าจมีคนเดินมานั น
้ เป็ นการทิง้ ไปในอันทีอ
่ ันมิควร ส.
เป็ นผู ้อยู่ในบ ้านหลังนัน
้ แม ้จะไม่เป็ นผู ้กระทา ก็ต ้องรับผิดต่อ บ. ตาม มาตรา 436

ี หายอันพึงเกิดจาก โรงเรือนหรือสงิ่ ปลูกสรางอย่
มาตรา 435 บุคคลใดจะประสบความเสย

างอืน

ของผู ้อืน
่ บุคคลผู ้นัน
้ ชอบทีจ่ ะเรียก ให ้จัดการตามทีจ่ าเป็ นเพือ
่ บาบัดปั ดป้ องภยันตรายนัน
้ เสยี ได ้
มาตรา 436 บุคคลผู ้อยูใ่ นโรงเรือนต ้องรับผิดชอบในความเสยี หาย อันเกิดเพราะของตกหล่น
จากโรงเรือนนัน
้ หรือเพราะทิง้ ขว ้างของไป ตกในทีอ
่ น
ั มิควร

ี หายทีเ่ กิด จากยานพาหนะหรือ ทร ัพย์อ น
13.3 ความร ับผิดในความเสย
ั ตราย


1. บุคคลอาจใชยานพาหนะอย่
า งใดๆ อันเดินด ้วยกาลังเครือ
่ งจักรกลหรือทรัพย์อันตรายเป็ น

ี หายทีเ่ กิดจาก
เครือ
่ งมือก่อนการละเมิดได ้ตามมาตรา 420 ดังนี้ มิใช ความรับผิดในความเสย
ยานพาหนะหรือทรัพย์อันตราย แต่เป็ นความรับ ผิดของบุคคลในการกระทาของตนเอง
ี หายทีเ่ กิดจากยานพาหนะอันเดินด ้วยกาลังเครือ
2. ความรับผิดในความเสย
่ งจักรกลหรือทรั พย์
อันตรายเป็ นเรือ
่ งทีบ
่ ุคคลทีต
่ ้องรับผิดมีความบกพร่องในการดูแลมิไ ด ้กระทาโดยจงใจหรือ
ประมาทเลินเล่อ
3. กฎหมายกาหนดตัวบุ คคลทีต
่ ้องรับผิดไว ้ สาหรับยานพาหนะได ้แก่ผู ้ครอบครองหรือควบคุม
สาหรับทรั พย์อันตรายได ้แก่ผู ้ครอบครอง
ี หายเกิดแต่เหตุ
4. กฎหมายได ้บั ญญัตข
ิ ้อยกเว ้นความรับผิดเอาไว ้
คือพิสจ
ู น์ว่าความเสย


สุดวิสยหรือความผิดของผู ้ต ้องเสยหายนัน
้ เอง
้ านพาหนะหรือทร ัพย์อ ันตรายเป็นเครือ
13.3.1 การกระทาละเมิดโดยใชย
่ งมือ

ิ ซ งึ่ ใสอ
่ ยู่ ในถาดล ้าง
ขณะที่ ว. กาลังจุดไม ้ขีดไฟเพือ
่ สูบบุหรี่ ค. แกล ้งเอาน้ ามั นเบ็ นซน
เครือ
่ งอะไหล่รถเข ้าไปใกล ้ๆ เกิดลุกลวกร่างกาย ว. บาดเจ็บ หลายแห่ง ค. ต ้องรับผิดต่อ ว. ตาม
บทมาตราใด
ค. กระทาละเมิดต่อ ว. โดยใชน้ ้ ามั นเบนซ ีนเป็ นเครือ
่ งมือ แม ้ ว. กาลังจุดไม ้ขีดเพือ
่ สูบ
บุหรี่ ค. ต ้องรับผิดต่อ ว. ตาม มาตรา 420
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

67

่ ้ามล ้อมือเอาไว ้ แล ้วนั่งเล่นอยู่ใกล ้ๆ รถ ว.
ต. จอดรถเก๋งอยู่ รม
ิ เนินแห่ งหนึง่ โดยใสห


ต ้องการจะแกล ้ง ข. ซ งอยู่ข ้างหน ้ารถของ ต. ทีจ
่ อดไว ้ จึงปล่อยห ้ามล ้อมือ รถจึงไหลไปถูก ข.
บาดเจ็บ ดังนี้ ต. หรือ ว. ต ้องรับผิดต่อ ข.
่ ้ามล ้อมือไว ้ การ
แม ้ ต. จะเป็ นผู ้ครอบครองรถซงึ่ มิได ้วิง่ อยู่ แต่จอดไว ้ริมเนินโดย ต. ใสห
ที่ ว. ปล่อ ยห ้ามล ้อมือ รถไหลไปถูก ข. บาดเจ็บ จึงเป็ นการกระทาละเมิดต่อ ข. ตาม มาตรา 420
ไม่ใช ่ มาตรา 437 วรรคแรก

ี หายถึง
มาตรา 420 ผู ้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทาต่อบุคคลอืน
่ โดยผิดกฎหมายให ้เขาเสย



แก่ชวต
ิ ก็ด ี แก่รา่ งกายก็ด ี อนามัยก็ด ี เสรีภาพก็ด ี ทรัพย์สนหรือสทธิอย่างหนึง่ อย่างใดก็ด ี ท่านว่าผู ้นัน
้ ทา
ิ ไหมทดแทนเพือ
ละเมิด จาต ้องใชค่้ าสน
่ การนัน

มาตรา 437 บุคคลใดครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะอย่างใด ๆ อันเดินด ้วยกาลัง
ี หายอันเกิดแต่ยานพาหนะนัน
เครือ
่ งจักรกล
บุคคลนัน
้ จะต ้องรับผิดชอบเพือ
่ การเสย
้ เว ้นแต่จะพิสจ
ู น์ได ้
ี หายนัน
ั หรือเกิดเพราะความผิดของผู ้ต ้องเสย
ี หาย นัน
ว่าการเสย
้ เกิดแต่เหตุสด
ุ วิสย
้ เอง
ความข ้อนีใ้ ห ้ใชบั้ งคับได ้ ตลอดถึงผู ้มีไว ้ในครอบครองของตนซงึ่ ทรัพย์อน
ั เป็ นของเกิดอันตราย

ได ้โดยสภาพหรือโดยความมุ่งหมายทีจ่ ะใช หรือโดยอาการกลไกของทรัพย์นน
ั ้ ด ้วย

ี หายทีเ่ กิด จากยานพาหนะอ น
13.3.2 ความร ับผิดในความเสย
ั เดินด้วยกาล ัง
เครือ
่ งจ ักรกล หรือทร ัพย์อ ันตราย
ก. นาเอาเสาเข็ม คอนกรีตขนาดใหญ่ บรรทุกรถซงึ่ ยืมมาจากบริษัท ข. ไปสง่ ลูกค ้า โดย
ี หายแก่บุคคลใด
ก. เป็ นผู ้ขับไปด ้วยความระมั ดระวังเพราะรู ้ดีว่ าบรรทุกของหนัก อาจเกิดความเสย
ก็ ได ้ แต่บั งเอิญโซ่เหล็กทีผ
่ ูกมัดเกิดขาด เสาหลุดลงมาถูก หลังคารถเก็ งของ ค. ทีจ
่ อดอยู่ข ้าง
ี หาย ก. และ บริษัท ข. เจ ้าของรถต ้องรับผิดต่อ ค. หรือไม่
ทางพอดีรถเสย
ก. ต ้องรับผิดต่อ ค. ตาม มาตรา 437 วรรคแรก ไม่ใช ่ มาตรา 420 สว่ นบริษั ท ข. แม ้จะ
เป็ นเจ ้าของรถ แต่ไม่ไ ด ้ครอบครอง จึงไม่ต ้องรับผิด
้ โดยมี ข. นั่งไปข ้างๆ รถสั่นสะเทือนกระจก
ขณะที่ ก. ขับรถไปตามถนนขรุ ขระอย่า งชาๆ

สาหรับ ดูด ้านหลังรถหลุดตกลงมาถูกศรษะ ข. บาดเจ็บ ก. ต ้องรับผิดต่อ ข. หรือไม่
ก. ต ้องรับผิดต่อ ข. ตาม มาตรา 437 วรรคแรก ไม่ใช ่ มาตรา 420
้ นสว่ นตัว หลังจากที่ น. ขับรถมาเป็ นเวลานาน รู ้สก
ึ เมือ
น. เชา่ รถของ อ. มาใชเป็
่ ยล ้าจึง
เปลีย
่ นให ้ ส. ลูก จ ้างขับต่อไป ส่วน น. เข ้าไปนอนหลับอยู่ด ้านหลังภายในรถ บังเอิญฝนตกหนัก
้ อย่างระมั ดระวั ง แม ้กระนัน
ส. ขับ รถชาๆ
้ รถก็ ยังลุยน้ าฝนในท ้องถนนกระเซ็ นไปถูก บ. ทีย
่ น
ื รอรถ
โดยสารประจาทางอยู่ข ้างถนน น. หรือ อ. หรือ ส. ต ้องรับผิดต่อ บ. หรือไม่
่ ู ้ครอบครอง ไม่ต ้องรับผิดต่อ บ. น. เป็ นผู ้ครอบครอง แม ้นอน
อ. เป็ นเจ ้าของรถ ไม่ใชผ
หลับอยู่ในรถขณะเกิดเหตุ ก็ต ้องรับ ผิดต่อ บ. ส. เป็ นผู ้ควบคุมรถ แม ้จะขับอย่างระมัดระวังก็ ต ้อง
่ เดียวกั น ทัง้ นีต
รับผิดต่อ บ. เชน
้ ามมาตรา 437 วรรคแรก
้ โดยมี ร. นั่งไปกับ จ. ด ้วย บั งเอิญมีเด็กวิง่ ตัด
จ. ขับ รถตามรถยนต์ของ ส. ไปอย่ างชาๆ
ั ้ ชด
ิ ส. จึงหยุดรถโดยกะทันหัน จ. จึงรีบห ้ามล ้อให ้รถหยุดทันทีทาให ้ ร.
หน ้ารถ ส. ในระยะกระชน
หน ้ากระแทกกับหน ้ารถบาดเจ็บ จ. ต ้องรับผิดต่อ ร. หรือไม่
้ และห ้ามล ้อให ้รถหยุด เพราะรถของ ส. ได ้
แม ้ จ. จะขับ รถตามหลัง ส. ไปอย่า งชาๆ
หยุดโดยกะทันหัน ก็เ นือ
่ งจากรถ จ. ได ้วิง่ อยู่ จ. ต ้องรับผิดต่อ ร. ตามมาตรา 437 วรรคแรก
แบบประเมินผลตนเองหน่วยที่ 13
1. จ. คุ ้นเคยกับสุนัขของ ล. ไดสอนให

้สุนัขขโมยปลาสดของแม่ค ้าในตลาด สุนัขทาตามที่ จ. สอน
้ น
ดังนี้ จ. หรือ ล. ต ้องรับผิดต่อแม่ค ้าปลา จ. ต้องร ับผิด เพราะเป็นผูใ้ ชส
ุ ัขเป็นเครืองมื

อกระทา
ละเมิด
2. ว. ยืมลิงจาก ด. เพือ
่ ให ้ขึน
้ มะพร ้าว ระหว่างทีอ
่ ยูใ่ นการเลีย
้ งดูรก
ั ษาของ ว. ซงึ่ พักผ่อนนอนหลับ
อยู่ ลิงเข ้าไปขโมยมะพร ้าวจากสวนของ ม. ดังนี้ ว. ต ้องรับผิดต่อ ม. หรือไม่ ต้องร ับผิด เพราะเป็นผูร้ ับ
เลียงร

ักษาไว้แทน ด. เจ้าของลิง

สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

68
3. เด็กชายนิดซงึ่ เป็ นเด็กซุกซนเอาก ้อนหินขว ้างหยอกสุนัขของนายดีเล่นด ้วยความสนุกสนานสุนัข
ี หาย
วิง่ หนีเข ้าไปในสวนไม ้ดอกของนายมาเสย
โดยทีเ่ ด็กชายนิดไม่รส
ู ้ านึกว่าสุนัขจะวิง่ เข ้าไปในสวนไม ้
ดอกนัน
้ และไม่ประมาทเลินเล่อ ดังนี้ นายดีต ้องรับผิดต่อนายมาหรือไม่ ต้องร ับผิด เพราะเป็นเจ้าของ
สุน ัข แล้วไล่เบียเอาจากเด็

กชายนิด
4. คาว่า “โดยละเมิด” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 433 วรรค 2 หมายความว่า

โดยไม่มส
ี ทธิ
ี หายเกิดขึน
ั ว์ ท่านว่าเจ ้าของสต
ั ว์หรือบุคคลผู ้รับเลีย้ งรับรักษา
มาตรา 433 ถ ้าความเสย
้ เพราะสต
ิ ไหมทดแทนให ้แก่ฝ่ายทีต
ี หายเพือ
ี หายอย่างใด ๆ อันเกิด
ไว ้แทนเจ ้าของ จาต ้องใชค่้ าสน
่ ้องเสย
่ ความเสย
ั ว์นน

แต่สต
ั้
เว ้นแต่จะพิสจ
ู น์ได ้ว่าตนได ้ใชความระมั
ดระวังอันสมควรแก่การเลีย
้ งการรักษาตามชนิด และ
ั ของสต
ั ว์หรือตามพฤติการณ์อย่างอืน
ี หายนัน
วิสย
่ หรือพิสจ
ู น์ได ้ว่าความเสย
้ ย่อมจะต ้องเกิดมีขน
ึ้ ทัง้ ที่ ได ้ใช ้
ความระมัดระวังถึงเพียงนัน

ิ ธิไล่เบีย
อนึง่ บุคคลผู ้ต ้องรับผิดชอบดัง่ กล่าวมาในวรรคตนนั
้ น
้ จะใชส้ ท
้ เอาแก่บค
ุ คลผู ้ทีเ่ ร ้าหรือ
ั ว์นน
ั ว์อน
ั ว์นน
ยั่วสต
ั ้ โดยละเมิด หรือเอาแก่เจ ้าของสต
ื่ อันมาเร ้าหรือยั่วสต
ั ้ ๆ ก็ได ้
5. กระเบือ
้ งหลังคาบ ้าน ส. แผ่นหนึง่ เผยออก จะหลุดตกลงมาอยู่แล ้ว จ. มาเยีย
่ ม ส. ทีบ
่ ้าน เห็น ม.

ทอดกล ้วยแขกอยู่ข ้างล่างริมซอยขางบ

้าน จึงใชไม ้เขีย
่ กระเบือ
้ งให ้หลุดตกลงมาถูก ม. บาดเจ็บ ดังนี้ จ.
ต ้องรับผิดต่อ ม. หรือไม่ ต้องร ับผิด เพราะได้กระทาละเมิดโดยจงใจต่อ ม.
6. ป้ ายโฆษณาตัง้ อยูบ
่ นดาดฟ้ าตึกอย่างไม่แน่นหนา
ถูกพายุทม
ี่ ไี ดตามธรรมดาพั

ดพังลงถูกบุคคล

ข ้างร่างเสยหาย ดังนี้ ผู ้ครอบครองป้ ายต ้องรับผิดหรือไม่
ต้องร ับผิด เพราะเป็นผูค
้ รอบครองป้ายอ ัน
ิ่
เป็นสงปลู
กสร้างอย่างอืน

ั เมือ
7. ล. มาเยีย
่ ม อ. ทีบ
่ ้านพักซงึ่ อ. เป็ นเจ ้าของและอยู่อาศย
่ ล.กินกล ้วยหอมแล ้ว จึงขว ้าง
เปลือกออกไปทางหน ้าต่าง บังเอิญเปลือกกล ้วยไปถูก ป. ขณะนั่งเล่นอยู่ทส
ี่ นามข ้างบ ้าน โดยที่ ล. ไม่ทน

เห็ นมาก่อน อ. ต ้องรับผิดต่อ ป. หรือไม่ ต้องร ับผิด เพราะเป็นผูอ
้ ยู่ในโรงเรือน
8. ศ. เชา่ รถยนต์นั่งมาจากบุคคลอืน
่ แล ้วให ้ ม. ลูกจ ้างขับไป ธุระโดย ศ. นั่งไปด ้วย ขณะทีม
่ . ขับรถ

ลุยน้ าไปอย่างชาๆ ด ้วยความระมัดระวัง น้ ากระเซนไปถูก ท. ทีย
่ น
ื รอรถประจาทางอยู่รม
ิ ถนนเปี ยกโชก
โดยที่ ม. คนขับ และ ศ. เองก็มองไม่เห็น ดังนี้ ศ. ต ้องรับผิดต่อ ท. หรือไม่ ต ้องรับผิด เพราะเป็นผู ้
ครอบครองยานพาหนะทีเ่ ดินด้วยกาล ังเครืองจ

ักรกล
9. ท. เกิดทะเลาะวิวาทกับ ม. จึงคว ้าระเบิดขวดทีอ
่ ยู่ในครอบครองของ ช. ขว ้างไปที่ ม. บาดเจ็บ
ดังนี้ ท. หรือ ช. ต ้องรับผิดต่อ ม. ท. กระทาละเมิดโดยใชร้ ะเบิดขวดทีอ
่ ยู่ในครอบครองของ ช. เป็น
เครือ
่ งมือ ต้องร ับผิดต่อ ม.
10. นายสายซงึ่ เป็ นเจ ้าของบ ้านและครอบครองแก๊สบรรจุอยู่ในถังและใชหุ้ งตมในครั

ว ขณะทีน
่ างสาย
นอนหลับ ถังแก๊สระเบิด ไฟไหม ้รุกลามไปยังบ ้านของนางสุดทีอ
่ ยูใ่ กล ้เคียงกันเสยี หาย ดังนี้ นางสายต้อง
ร ับผิดต่อนางสุดหรือไม่ ต้องร ับผิด เพราะเป็นผูค
้ รอบครองแก๊สอ ันเป็นทร ัพย์อ ันตรายโดยสภาพ

ิ ไหมทดแทนเพือ
หน่วยที่ 14 ค่าสน
่ ละเมิดและนิรโทษกรรม
ิ ไหมทดแทน
ี หาย
1. ความมุ่งหมายในการชดใชค่้ าสน
อันเป็ นหลักการพื้นฐานก็ คอ
ื ให ้ผู ้เสย
่ านะเดิมเมือ
ิ ไหมทดแทนจะพึงใช ้
กลับคืนสูฐ
่ ยังไม่มก
ี ารกระทาละเมิด ศาลเป็ นผู ้วินจิ ฉัยว่าค่า สน
โดยสถานใดเพียงใดตามสมควรแก่พฤติการณ์แ ละความร ้ายแรงแห่งละเมิด
ั หรือเสอ
ื่ มเสย
ี ลงโดยอุบัตเิ หตุบุคคลผู ้ต ้อง
2. กรณีทรั พย์ทาลายลงหรือการคืนตกเป็ นพ ้นวิสย
ี หายมีสท
ิ ธิเ รียกดอกเบีย
คืนทรัพย์ก็ต ้องรับผิด และผู ้ต ้องเสย
้ ในราคาทรัพย์ด ้วย


3. เมือ
่ บุคคลผู ้ทาละเมิดใช ค่าสนไหมทดแทนแก่ผู ้ครองทรั พย์ ก็ หลุดพ ้นจากหนี้
4. ในกรณีทาให ้ตาย ต ้องชดใชค่้ าปลงศพ ค่าใชจ่้ า ยอันจาเป็ นอย่า งอืน

ค่ารั กษาพยาบาล
ค่าทีต
่ ้องขาดประโยชน์ ค่าขาดไร ้อุปการะตามกฎหมาย
ี หายแก่ร่า งกายหรืออนามัย
ี ไป
5. ในกรณีทาให ้เสย
ต ้องชดใชค่้ าใช จ่้ ายอันได ้เสย
และ
ี หายเพือ
ี ความสามารถประกอบการงาน
ค่าเสย
่ การทีเ่ สย
ี หายแก่ร่างกายหรืออนามัยหรือเสรีภาพ
6. ในกรณีทาให ้ตายหรือเสย
บุคคลผู ้ต ้องใชค่้ า
ิ ไหมทดแทนต ้องใชค่้ า สน
ิ ไหมทดแทนให ้แก่บุคคลภายนอกเพือ
สน
่ การทีเ่ ขาขาดแรงงาน

สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

69
ี หายแก่ร่า งกายหรืออนาคตหรือเสรีภาพ
ี หายย่อมเรียกร ้องเอาค่า
7. ในกรณีทาให ้เสย
ผู ้เสย
ิ ไหมทดแทนเพือ
ี หายอย่า งอืน
่ วั เงินได ้อีก ศาลมีอานาจสงั่ ให ้บุคคลทีท
สน
่ ความเสย
่ อันมิใชต
่ าให ้
ี หายแก่ชอ
ื่ เสย
ี งจัดการตามควรเพือ
ื่ เสย
ี งกลับคืนดี
เขาต ้องเสย
่ ทาให ้ชอ
ี หายต ้องฟ้ องเสย
ี ภายในกาหนดอายุความ ตามแต่กรณีทก
8. การฟ้ องร ้องเรียกค่าเสย
ี่ ฎหมาย
กาหนด
9. นิรโทษกรรมคือข ้อแก ้ตัวซงึ่ ทาให ้ผู ้กระทาไม่ต ้องรับผิดฐานละเมิด
ิ ไหมทดแทน
14.1 ค่าสน

ิ ไหมทดแทนไม่ใชเ่ พียงการคืนทรัพย์สน
ิ การใชราคาหรื

ี หายเท่า นัน
1. การชดใชค่้ าสน
อค่าเสย

ี หายกลับ คืนสู่ฐานะเดิม หรือใกล ้เคียงกับ ฐานะเดิมมากทีส
แต่เป็ นเรือ
่ งให ้ผู ้เสย
่ ุดทีจ
่ ะทาได ้


2. การใชค่าสนไหมทดแทนรวมถึงการทีต
่ ้องขาดผลประโยชน์และกาไรทีค
่ วรจะได ้ด ้วย
ิ ไหมทดแทนอั นเป็ นค่าเสย
ี หายรวมทัง้ ค่าเสย
ี หายในความเสย
ี หายทีค
3. การชดใชค่้ าสน
่ านวณ
เป็ นตัวเงินได ้หรือไม่อาจคานวณเป็ นตัวเงินได ้ด ้วย
ิ ไหมทดแทนต ้องเสย
ี ดอกเบีย
4. การชดใชค่้ าสน
้ ในหนีเ้ งินในระหว่างผิดนั ดด ้วย
ิ ไหมทดแทนกันสถานใด
5. ศาลเป็ นผู ้วินจ
ิ ฉั ยว่า จะพึงชดใชค่้ า สน
เพียงใด
ตามควรแก่
พฤติการณ์ และความร ้ายแรงแห่งละเมิด
ิ ไหมทดแทน
14.1.1 ล ักษณะค่าสน

ิ ไหมทดแทนนัน
การชดใชค่้ าสน
้ ท่านเข ้าใจว่าอย่า งไร
ิ ไหมทดแทนหมายความว่า ให ้ผู ้เสย
ี หายกลับคืนสู่ฐานะเดิม เมือ
การชดใชค่้ าสน
่ ยังไม่ม ี

การกระทาละเมิด ให ้ผู ้เสยหายได ้กลับคืนใกล ้เคียงกับฐานะเดิมมากทีส
่ ด
ุ ทีจ
่ ะทาได ้ ถ ้าไม่มท
ี าง
อืน
่ ก็ ต ้องใชกั้ นเป็ นเงินอันเป็ นวิธช
ี ดใชกั้ นโดยทั่วไป ในเมือ
่ ไม่สามารถหาวิธอ
ี ื่นใดให ้ดีกว่า นีไ
้ ด้
ก. ปลูกสร ้างโรงเรือ นรุกล้าเข ้าไปในที่ดน
ิ ของ ข. โดยละเมิด ดังนี้ ข. จะให ้ ก. รือ

โรงเรือ นออกไปได ้หรือไม่ เพราะเหตุใด
ิ ไหมทดแทนอย่า งหนึง่ โดย
ข. ให ้ ก. รือ
้ โรงเรือนออกไปได ้ เพราะเป็ นการชดใชค่้ าสน
ี หายกลับคืนสู่ฐานะเดิมเมือ
ให ้ผู ้เสย
่ ยังไม่มก
ี ารกระทาละเมิด
้ า
ิ ไหมทดแทน
14.1.2 การวินจ
ิ ฉ ัยในการชดใชค
่ สน
เมือ
่ วันที่ 1 ตุลาคม 2525 ค. ขับรถยนต์ชนรถของ ง. โดยประมาทเลินเล่อ รถของ ง.
ี หายต ้องเสย
ี ค่าซ่อม 15,000 บาท ต ้องใชเวลาซ

่อมประมาณ 20 วัน ระหว่างนั น
เสย
้ ง. จะต ้อง
ี ค่าเชา่ รถผู ้อืน

เสย
่ ขับใชงานอี
กวั นละ 200 บาท รวมเป็ นเงิน 4,000 บาท แต่ ง. ยังไม่ทันซ่อมรถ

ี หายดังกล่าวจาก ค. รวม
ยังไม่ทันได ้เชารถ พอวันที่ 5 ตุลาคม 2525 ก็ มาฟ้ องเรียกค่าเสย
19,000 บาท พร ้อมด ้วยดอกเบีย
้ ในอัตราร ้อยละเจ็ดครึง่ ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2525 จนกว่า
้ นเสร็ จ ท่านเห็ นว่า ง. มีสท
ิ ธิเรียกร ้องเงินจานวนต่างๆ ดังกล่าวหรือ ไม่
ค. จะใชเงิ
ิ ธิเ รียกร ้องค่าเสย
ี หายในค่าซ่อมรถ ค่าเชา่ รถได ้ แม ้เป็ นค่าซ่อม ค่าเชา่ ก็ ยังมิได ้
ง. มีสท
ี หายในอนาคต ก็ เรียกร ้องเอาได ้ พร ้อมด ้วยดอกเบีย
จ่ายไป ซงึ่ เป็ นความเสย
้ ร ้อยละเจ็ ดครึง่ ต่อปี
นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2525 อันเป็ นวันละเมิดตามมาตรา 206 224
ื่ ว่าผิดนัด มาแต่เวลาทีท
มาตรา 206 ในกรณีหนีอ
้ น
ั เกิดแต่มูลละเมิด ลูกหนีไ้ ด ้ชอ
่ าละเมิด
มาตรา 224 หนีเ้ งินนัน
้ ท่านให ้คิดดอกเบีย
้ ในระหว่างเวลาผิดนัด ร ้อยละเจ็ดกึง่ ต่อปี ถ ้าเจ ้าหนี้
ั เหตุอย่างอืน
อาจจะเรียกดอกเบีย
้ ได ้สูงกว่านัน
้ โดย อาศย
่ อันชอบดวยกฎหมาย

ก็ให ้คงสง่ ดอกเบีย
้ ต่อไป
ตามนัน


ท่านห ้ามมิให ้คิดดอกเบีย
้ ซอนดอกเบี

้ ในระหว่างผิดนัด

การพิสจ
ู น์คา่ เสยหายอย่างอืน
่ นอกกว่านัน
้ ท่านอนุญาตให ้พิสจ
ู น์ได ้


ื่ มเสย
ี ลงโดยอุ บ ัติเหตุ
14.2 กรณี ทร ัพย์ทาลายลงหรือ การคืนตกเป็นพ้นวิสยหรื
อเสอ
และดอกเบีย
้ ในราคาทร ัพย์
1. บุคคลผู ้จาต ้องคืนทรัพย์ต ้องรับผิดตลอดถึงการทีท
่ รัพย์ทาลายลงโดยอุบัตเิ หตุ หรือการ

ื่ มเสย
ี ลงโดยอุบั ตเิ หตุ
คืนทรั พย์ตกเป็ นพ ้นวิสยเพราะเหตุอ ย่างอืน
่ โดยอุบัตเิ หตุ หรือทรัพย์นัน
้ เสอ
ี หายมีสท
ิ ธิเ รียกดอกเบีย
2. ผู ้ต ้องเสย
้ ในราคาทรัพย์คด
ิ ตัง้ แต่เวลาอันเป็ นฐานที่ตงั ้
แห่งการ
ประมาณราคา
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

70
3. เวลาอันเป็ นฐานทีต
่ งั ้ แห่งการประมาณราคา จะเป็ นเวลาใดในเวลาใดก็ได ้ระหว่างผิดนัด

ื่ มเสย
ี ลงโดย
14.2.1 กรณี ทร ัพย์ทาลายลงหรือ การคืนตกเป็นพ้นวิสยหรื
อเสอ
อุบ ัติเหตุ
ื่ มเสย
ี ลง ท่านเข ้าใจว่ าอย่างไร
ตามมาตรา 439 ทีว่ ่าด ้วยทรั พย์ทาลายลงหรือเสอ
ี หายทัง้ หมด
ื่ มเสย
ี ลงนัน
ทรัพย์ทาลายลงหมายความว่า
ทรั พย์เสย
สว่ นทรัพย์เสอ

ี หาย
หมายความว่ายั งเป็ นวิสัยทีจ
่ ะคืนได ้อยู่ แต่ไ ด ้รับ ความเสย

มาตรา 439 บุคคลผู ้จาต ้องคืนทรัพย์อน
ั ผู ้อืน
่ ต ้องเสยี ไปเพราะละเมิดแห่งตนนัน

ยังต ้องรับผิด

ชอบตลอดถึงการทีท
่ รัพย์นน
ั ้ ทาลายลง โดยอุบัตเิ หตุหรือการคืนทรัพย์ตกเป็ นพ ้นวิสยเพราะเหตุอย่างอืน

ื่ มเสย
ี ลงโดยอุบต
ิ ทาลาย หรือตก
โดยอุบัตเิ หตุ หรือทรัพย์นน
ั ้ เสอ
ั เิ หตุนน
ั ้ ด ้วย เว ้นแต่เมือ
่ การทีท
่ รัพย์สน
ั จะคืนหรือเสอ
ื่ มเสย
ี นัน
เป็ นพ ้นวิสย
้ ถึงแม ้ว่าจะมิได ้มีการทาละเมิด ก็คงจะต ้องตกไปเป็ นอย่างนัน
้ อยู่เอง
14.2.2 การเรีย กดอกเบีย
้ ในราคาทร ัพย์กรณีท ร ัพย์บุบสลาย


ทีว่ ่ามาตรา 225 440 ใชเฉพาะกรณี
ทเี่ ป็ นดอกเบีย
้ ในราคาทรั พย์นัน
้ ท่านเข ้าใจว่า
อย่างไร

้ นค่า สน
ิ ไหมทดแทนแก่กัน ซงึ่ แม ้ตอนหลัง
เข ้าใจว่าไม่เกีย
่ วกับราคาทรัพย์ทจ
ี่ ะต ้องใชเป็

ราคาทรั พย์จะลดลงหรือเพิม
่ ขึน
้ ก็ ต ้องใชราคาเดิ
มอยู่นั่นเอง
แต่สาหรับดอกเบีย
้ ทีจ
่ ะคิดกันนั น

มาตรา 225 440 เป็ นข ้อยกเว ้นมาตรา 224 ทีว่ ่าคิดดอกเบีย
้ ในระหว่างเวลาผิดนัด เป็ นให ้คิด
ดอกเบีย
้ ตัง้ แต่เวลาอันเป็ นฐานที่ตงั ้ แห่งการประมาณราคากัน
ื่ มเสย
ี ไป” และ “เสอ
ื่ มเสย
ี ลง” ตามมาตรา 225 นั น
คาว่า “เสอ
้ ท่านเข ้าใจว่าอย่างไร
ื่ มเสย
ี ไป” ในมาตรา 225 ตอนแรกหมายถึงสูญเสย
ี หรือหลุดมือไป ต่างกับคา
คาว่า “เสอ
ื่ มเสย
ี ลง” ในมาตรา 225 ตอนหลังซงึ่ หมายถึงวัตถุหรือทรัพย์เสอ
ื่ มลงเลวลง จึงทาให ้
ว่า “เสอ
ราคาตกตา่
ทีว่ ่า “เวลาอันเป็ นฐานทีต
่ งั ้ แห่งการประมาณราคา” ท่านเข ้าใจว่าอย่างไร
เข ้าใจว่าจะคิดเอาราคาทรัพย์ทข
ี่ น
ึ้ ลงอยู่ในระหว่างผิดนัดในเวลาไหนก็ไ ด ้ เป็ นฐานทีต
่ งั ้
แห่งการประมาณราคา
ทีก
่ ล่าวว่า “เวลาอันเป็ นฐานที่ตงั ้ แห่งการกะประมาณราคาก็คอ
ื เวลาทีท
่ าละเมิดนั่นเอง”
ท่านเห็นด ้วยหรือไม่ เพราะเหตุใด

ิ ไหมทดแทนเพือ
ื่ มเสยี ไประหว่างผิด
มาตรา 225 ถ ้าลูกหนีจ
้ าต ้องใชค่้ าสน
่ ราคาวัตถุ อันได ้เสอ

นัดก็ด ี หรือวัตถุอน
ั ไม่อาจสงมอบได ้ เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึง่ อันเกิดขึน
้ ระหว่างผิดนัดก็ด ี ท่านว่า
้ นค่าสน
ิ ไหมทดแทน คิดตัง้ แต่ เวลาอ ันเป็นฐานทีต
เจ ้าหนีจ
้ ะเรียกดอกเบีย
้ ในจานวนทีจ่ ะต ้องใชเป็
่ งแห่
ั้


ิ ไหมทดแทน
การกะประมาณราคานน
ั้ ก็ได ้ วิธเี ดียวกันนีท
้ า่ นให ้ใชตลอดถึ
งการทีล
่ ก
ู หนีจ
้ าต ้องใชค่้ าสน
ื่ มเสยี ลงในระหว่างเวลาทีผ
เพือ
่ การทีร่ าคาวัตถุตกตา่ เพราะวัตถุนน
ั ้ เสอ
่ ด
ิ นัดนัน
้ ดวย

เมือ
่ วันที่ 1 มกราคม 2524 ก. ลักเครือ
่ งรับ โทรทัศน์ไปจาก ข. เครือ
่ งหนึง่ ขณะนัน
้ มี
ราคา 15,000 บาท ต่อมาเมือ
่ วันที่ 1 มีนาคม 2524 ระหว่างที่ ก. ครอบครองอยู่นน
ั ้ ราคา
เครือ
่ งรับ โทรทัศน์ได ้ขึน
้ ไปถึง 24,000 บาท เครือ
่ งรับ โทรทัศน์ได ้เกิดเพลิงไหม ้โดยอุบัตเิ หตุเมือ


1 พฤษภาคม 2524 เมือ
่ วันที่ 1 มิถน
ุ ายน 2524 ข. จึงมาเรียกร ้องให ้ ก. ชดใชราคาโดยคิ
ดจาก
ราคา 20,000 บาท ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2524 เป็ นเกณฑ์และเรียกดอกเบีย
้ ร ้อยละเจ็ดครึง่ ต่อปี
ในจานวนเงินดังกล่าวตัง้ แต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2524 ดังนี้ ท่านเห็นว่า ข. จะเรียกเอาได ้หรือไม่

ข. ย่อมเรียกร ้องให ้ ก. ใชราคาเครื

่ งรับโทรทั ศน์ไ ด ้เพียง 15,000 บาท ไม่ใ ช ่ 20,000
บาท เพราะขณะลักไปเครือ
่ งรับโทรทัศน์ม ีราคาเพียง 15,000 บาท แต่ ข. อาจเรียกดอกเบีย
้ ใน
ราคา 20,000 บาท ได ้ตัง้ แต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2524 เป็ นต ้นไป
้ า
ิ ไหมทดแทนแก่ผค
ี หาย
14.3 การใชค
่ สน
ู ้ รองทร ัพย์แ ละความผิดของผูต
้ อ
้ งเสย

ิ ไหมทดแทนแก่ผู ้ครองทรั พย์ในการทาละเมิด บุคคลนัน
1. เมือ
่ บุคคลผู ้ทาละเมิดใช ค่้ าสน
้ เป็ น
้ ้นัน
อันหลุดพ ้นไป เพราะการทีไ่ ด ้ใชให

สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

71
ี หายได ้มีสว่ นทาความผิดด ้วย
ิ ไหมทดแทนต ้องอาศย

2. ถ ้าผู ้เสย
หนีอ
้ ันจะต ้องใชค่้ าสน
ี หายได ้เกิดขึน
พฤติการณ์เป็ นประมาณ ข ้อสาคัญก็ คอ
ื ความเสย
้ เพราะฝ่ ายไหนเป็ นผู ้ก่อยิง่ หย่อน
กว่ากันเพียงใด
้ า
ิ ไหมทดแทนแก่ผค
14.3.1 การใชค
่ สน
ู ้ รองทร ัพย์
ก. รับฝากรถยนต์ไว ้จาก ข. ค. ขับ รถยนต์ช นรถของ ข. ที่ ก. ขับ โดยประมาทเลินเล่อ
ี หายให ้แก่ ก. เรียบร ้อยไปแล ้ว ดังนี้ ค. จะหลุดพ ้นจากความรับผิดในการชดใช ้
ค. ชดใชค่้ าเสย

ค่าเสยหายให ้แก่ ข. หรือไม่
ิ ไหมทดแทนให ้แก่ ก. ไปแล ้ว
ก. ผู ้ครองรถยนต์ของ ข. ในขณะทีข
่ บ
ั เมือ
่ ค. ชดใชค่้ าสน
ค. จึงหลุดพ ้นไม่ ต ้องชาระให ้แก่ ข. อีก
ี หาย
14.3.2 ความผิดของผูต
้ อ
้ งเสย

ั พันธ์กับบทบั ญญัตม
บทบัญญัตต
ิ ามมาตรา 442 223 มีความสม
ิ าตรา 438 ประการ
ใดบ ้าง

ิ ไหมทดแทนตามพฤติการณ์และความ
ตามมาตรา
438
ศาลมีอานาจกาหนดค่าสน
ี หายมีสว่ นทาผิดก่อให ้เกิดความเสย
ี หายขึน
ร ้ายแรงแห่ งละเมิด
กรณีผู ้เสย
้ ด ้วย
ศาลย่อม
กาหนดให ้ลดลงได ้ตามสว่ น ซงึ่ มาตรา 442 ได ้บัญญัตใิ ห ้นามาตรา 223 มาใชบั้ งคับโดยอนุ โลม
ย่อมเป็ นไปตามหลักการตามมาตรา 438 นั่นเอง

ี หายได ้มีสว่ นทาความผิดอย่างใด อย่างหนึง่ ก่อให ้เกิดความเสย
ี หาย
มาตรา 223 ถ ้าฝ่ ายผู ้เสย
ิ ไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู ้เสย
ี หายมากน ้อยเพียงใดนัน

ด ้วยไซร ้ ท่านว่าหนีอ
้ น
ั จะต ้องใช ้ ค่าสน

ต ้องอาศย

พฤติการณ์เป็ นประมาณ ข ้อสาคัญก็คอ
ื ว่าความเสยหายนัน
้ ได ้เกิดขึน
้ เพราะฝ่ ายไหนเป็ นผู ้ก่อยิง่ หย่อนกว่า
กันเพียงไร
้ ้ทัง้ ทีค
ี หายจะมีแต่เพียงละเลยไม่เตือนลูกหนี้
วิธเี ดียวกันนี้ ท่านให ้ใชแม
่ วามผิดของฝ่ ายผู ้ทีเ่ สย


ให ้รู ้สกถึงอันตราย แห่งการเสยหาย อันเป็ นอย่างร ้ายแรงผิดปกติ ซงึ่ ลูกหนีไ้ ม่รู ้หรือไม่อาจจะรู ้ได ้ หรือ
เพียงแต่ละเลยไม่บาบัดปั ดป้ อง หรือบรรเทาความเสยี หายนัน
้ ด ้วย อนึง่ บทบัญญัตแ
ิ ห่ง มาตรา 220 นัน

ท่านให ้นามาใชบั้ งคับด ้วยโดยอนุโลม
ิ ไหมทดแทนจะพึงใชโดยสถานใดเพี

มาตรา 438 ค่าสน
ยงใดนัน

ให ้ศาลวินจ
ิ ฉัยตามควร
แก่พฤติการณ์และความรายแรงแห่

งละเมิด
ิ ไหมทดแทนนัน
ิ อันผู ้เสย
ี หายต ้องเสย
ี ไปเพราะละเมิด หรือใช ้
อนึง่ ค่าสน
้ ได ้แก่การคืนทรัพย์สน




ราคาทรัพย์สนนัน
้ รวมทัง้ ค่าเสยหาย อันจะพึงบังคับให ้ใชเพือ
่ ความเสยหายอย่างใด ๆ อันได ้ก่อขึน
้ นัน
้ ด ้วย
ี หายได ้เกิดขึน
ี หาย
มาตรา 442 ถ ้าความเสย
้ เพราะความผิดอย่างหนึง่ อย่างใดของผู ้ตองเส


ประกอบด ้วยไซร ้ ท่านให ้นาบทบัญญัต ิ แห่ง มาตรา 223 มาใชบั้ งคับ โดยอนุโลม

ิ ไหมทดแทนเสย
ี เลยจะได ้หรือไม่
ตามมาตรา 442 223 ศาลจะไม่ให ้จาเลยชดใชค่้ าสน
ตัวอย่างเช ่น ก. ต ้องการทีจ
่ ะหยอกล ้อกับ ข. หญิงสาวทีไ่ ม่เคยรู ้จักกันมาก่อน จึงจับแก ้ม
ี หาย ถ ้า
ของ ข. เล่น ข. เกิดโทสะจึงตบหน ้า ก. ดังนี้ ก. มาฟ้ อง ข. เป็ นจาเลยต่อศาลเรียกค่าเสย
ี หายให ้แก่ ก. หรือไม่ เพราะเหตุใ ด
ท่านเป็ นศาลจะพิจารณาพิพากษาให ้ ข. ชดใชค่้ าเสย
ิ ไหมทดแทนเสย
ี เลยก็ ย่อมได ้
ตามมาตรา 442 และ 223 ศาลจะไม่ให ้จาเลยชดใชค่้ าสน
ี กายแก่ ก. เพราะ ก. มีสว่ น
ตามตัวอย่าง ข ้าพเจ ้าเป็ นศาลจะไม่พพ
ิ ากษาให ้ ข. ต ้องชดใชค่้ าเสย
ผิดอยู่ด ้วย โดยเหตุทไี่ ปจับแก ้มของ ข. ทาให ้ ข. บันดาลโทสะ จึงตบหน ้า ก.
ิ ไหมทดแทนในกรณี ทาให้ตายเพราะการขาดไร้อุปการะตามกฎหมาย
14.4 ค่าสน

ิ ไหมทดแทนได ้แก่คา่ ปลงศพ รวมทัง้ ค่าใชจ่้ ายอั นจาเป็ นอย่าง
1. ในกรณีทาให ้เขาตาย ค่าสน
อืน
่ ๆ
ิ ไหมทดแทนได ้แก่ค่ารักษาพยาบาล รวมทัง้ ค่าเสย
ี หายทีต
2. ถ ้ามิได ้ตายทันที ค่าสน
่ ้องขาด
ประโยชน์ทามาหาได ้ เพราะไม่สามารถประกอบการงานด ้วย
ิ ไหมทดแทนด ้วย
3. บุคคลภายนอกทีต
่ ้องขาดไร ้ผู ้อุปการะตามกฎหมายชอบทีจ
่ ะได ้ค่าสน
ิ ไหมทดแทนกรณีทาให้ตาย
14.4.1 ค่าสน

ื แจกในงาน
ก. ตายเพราะถูก ก. ยิงโดยละเมิด ข. ซ งึ่ เป็ นทายาทของ ก. ได ้พิม พ์หนังสอ
้ ้แก่ตนได ้หรือไม่
ศพของ ก. หมดเงินไป 10,000 บาท ดังนี้ ข. จะเรียกให ้ ค. ชดใชให
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

72
ถ ้าหากเป็ นค่าใชจ่้ า ยตามสมควรแก่ฐานะของ ก. ถือว่าเป็ นค่าใชจ่้ ายอันจาเป็ นอย่างอืน

ตามมาตรา 443 วรรคแรก

ิ ไหมทดแทนได ้แก่ ค่าปลงศพ รวมทัง้ ค่าใชจ่้ าย
มาตรา 443 ในกรณีทาให ้เขาถึงตายนัน
้ ค่าสน
อันจาเป็ นอย่างอืน
่ ๆ อีกด ้วย
ิ ไหมทดแทนได ้แก่คา่ รักษาพยาบาล รวมทัง้ ค่าเสย
ี หายทีต
ถ ้ามิได ้ตายในทันที ค่าสน
่ ้องขาด
ประโยชน์ทามาหาได ้เพราะไม่สามารถประกอบการงานนัน
้ ด ้วย
ถ ้าว่าเหตุทต
ี่ ายลงนัน
้ ทาให ้บุคคลหนึง่ คนใดต ้องขาดไร ้อุปการะตามกฏหมายไปด ้วยไซร ้ ท่านว่า
ิ ไหมทดแทนเพือ
บุคคลคนนัน
้ ชอบทีจ่ ะได ้รับค่าสน
่ การนัน

ิ ไหมทดแทนเพือ
14.4.2 ค่าสน
่ การขาดไร้อุ ปการะตามกฎหมาย
ทีว่ ่า “การขาดไร ้อุปการะตามกฎหมาย” นัน
้ ท่านเข ้าใจว่าอย่างไร
่ บุ ตรจาต ้องอุปการะเลีย
เข ้าใจว่ามีตวั บทกฎหมายให ้จาต ้องอุปการะเลีย
้ งดูกั น เชน
้ งดูบด
ิ า
มารดา (มาตรา 1563) เป็ นต ้น
ก. ข. เป็ นเพือ
่ นกัน ก. เคยขอเงิน ข. ใชบ่้ อยๆ ต่อมา ข. ถูก ค. ฆ่าตายโดยละเมิด ทาให ้
ิ ไหมทดแทนจาก ค. เนือ
ก. ไม่อาจได ้รับเงินจาก ข. อีก ดังนี้ ก. จะเรียกค่า สน
่ งจากตนไม่อาจขอ
เงินจาก ข. ได ้อีก จะได ้หรือไม่
่ ารอุปการะเลีย
ก. กับ ข. เป็ นเพียงเพือ
่ นกัน การที่ ก. เคยขอเงิน ข. ใชบ่้ อยๆ ไม่ใชก
้ งดู
ิ ไหมทดแทนจาก ค. ไม่ได ้
ตามกฎหมาย ก. จะเรียกค่า สน
น. เป็ นบุตรผู ้เยาว์ของ จ. โดย น. ได ้รับมรดกเป็ นบ ้านเชา่ จากย่า ของ น. เป็ นจานวน
ึ ษาเล่าเรียน จนไม่ต ้องขอเงินจาก
หลายหลัง น. ใชค่้ าเชา่ ทีไ่ ด ้รับใชจ่้ า ยในการกินอยู่แ ละการศก
ิ ไหมทดแทนในการที่
จ. ใชจ่้ า ยแต่ประการใด จ. ถูก ส. ยิงตายโดยละเมิด ดังนี้ จะเรียกร ้องค่าสน
ตนต ้องขาดไร ้อุปการะจาก จ. บิดาจาก ส. ได ้หรือไม่
ิ ไหมทดแทนจาก ส. ในการทีต
น. เรียกค่า สน
่ นต ้องขาดไร ้อุปการะจาก จ. บิดาได ้ แม ้ น.

ไม่จาต ้องได ้รับเงินจาก จ. เป็ นค่าใชจ่ ายก็ ตาม
ิ ไหมทดแทนเพือ
ี หายแก่รา่ งกายหรือ อนาม ัยหรือการทีข
14.5 ค่าสน
่ ความเสย
่ าด
แรงงาน
ี หายแก่ร่า งกายหรืออนามัย ผู ้ต ้องเสย
ี หายชอบทีจ
1. ในกรณีทาให ้เสย
่ ะได ้รับชดใชค่้ าใชจ่้ าย
ี ไปและค่าเสย
ี หายเพือ
ี ความสามารถประกอบการงานสน
ิ้ เชงิ
อันตนต ้องเสย
่ การทีเ่ สย
หรือแต่
บางสว่ นทั ง้ ในเวลาปั จจุบันและในอนาคต
ี หายแก่ร่า งกายหรืออนามัย หรือเสย
ี หายแก่เ สรีภาพ ถ ้าผู ้
2. ในกรณีทท
ี่ าให ้เขาตาย หรือเสย
ี หายมีความผูกพั นตามกฎหมาย
ต ้องเสย
ต ้องทางานให ้เป็ นคุณแก่บุคคลภายในครัวเรือนหรือ
ิ ไหมทดแทนนัน
ิ ไหม
อุตสาหกรรมของบุ คคลภายนอก
บุคคลผู ้ต ้องใชค่้ าสน
้ จะต ้องใชค่้ าสน
ทดแทนให ้แก่บุคคลภายนอกเพือ
่ การทีเ่ ขาขาดแรงงานอันนั น
้ ไปด ้วย
ิ ไหมทดแทนเพือ
ี หายแก่รา่ งกายหรือ อนาม ัย
14.5.1 ค่าสน
่ ความเสย
ก. ถูก ข ทาร ้ายร่างกายได ้รับอันตรายสาหัสโดยละเมิด ก. นอนป่ วยอยู่ทบ
ี่ ้าน จึงจ ้าง ค.
เป็ นคนครัวปรงอาหารให ้กินชวั่ คราว เพราะ ก. ไม่อาจทาได ้เองตามปกติ ดังนี้ ก. จะเรียก
ค่าใชจ่้ ายในการทีต
่ ้องจ ้าง ค. เป็ นคนครัวทาอาหารให ้กินได ้หรือไม่
ี หายชอบทีจ

เรียกได ้ตามมาตรา 444 วรรคแรก ผู ้เสย
่ ะได ้ชดใชค่้ าใชจ่้ า ยอันตนต ้องเสย
ี หายเพือ
ี ความสามารถประกอบการงานสน
ิ้ เชงิ
ไป และค่าเสย
่ การทีเ่ สย

ี หายชอบทีจ่ ะได ้ชดใช ้
มาตรา 444 ในกรณีทาให ้เสยี หายแก่รา่ งกายหรืออนามัยนัน
้ ผู ้ต ้องเสย
ี ไปและค่าเสย
ี หายเพือ
ิ้ เชงิ หรือแต่
ค่าใชจ่้ ายอันตนต ้องเสย
่ การทีเ่ สยี ความสามารถประกอบการงานสน
บางสว่ นทัง้ ในเวลาปั จจุบันนัน
้ และในเวลาอนาคตด ้วย
ั จะหยั่งรู ้ได ้แน่วา่ ความ เสย
ี หายนัน
ถ ้าในเวลาทีพ
่ พ
ิ ากษาคดี เป็ นพ ้นวิสย
้ ได ้มีแท ้จริงเพียงใด ศาล
ิ ธิทจี่ ะแก ้ไขคาพิพากษานัน
จะกล่าวในคาพิพากษาว่ายังสงวนไว ้ซงึ่ สท
้ อีกภายในระยะเวลาไม่เกินสองปี ก็
ได ้

ิ ไหมทดแทนเพือ
14.5.2 ค่าสน
่ การทีข
่ าดแรงงาน
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

73
ส. จับ น. ซงึ่ เป็ นลูก จ ้างของบริษัท จ. ในโรงงานอุตสาหกรรมทอผ ้าของบริษัท จ. ไป
กักขังไว ้โดยที่ ส. ก็ไม่ทราบว่า น. เป็ นลูกจ ้างของบริษัท จ. ทาให ้ น. ไปทางานในโรงงานทอผ ้า
ิ ไหมทดแทนจาก ส. ได ้หรือไม่
ให ้บริษัท จ. ไม่ได ้ ดังนี้ บริษัท จ. จะเรียกค่าสน
ี เสรีภาพ โดยเหตุท ี่ ส.
การที่ ส. จับ น. ลูกจ ้างของ จ. ไปกักขังเป็ นกรณีทท
ี่ าให ้ น. เสย
ั ญาจ ้างแรงงาน จะต ้องทาการงานให ้แก่ จ. จ. จึงเรียกค่าสน
ิ ไหมทดแทนได ้
มีความผูกพั นตามสญ
จาก ส. ในการที่ จ. ต ้องขาดแรงงานของ น. ไปตามมาตรา 445

มาตรา 445 ในกรณีทาให ้เขาถึงตาย หรือให ้เสยี หายแก่รา่ งกาย หรืออนามัยก็ด ี ในกรณีทาให ้
ี เสรีภาพก็ดถ
ี หายมีความผูกพันตามกฎหมาย
เขาเสย
ี ้าผู ้ต ้องเสย
จะต ้องทาการงานให ้เป็ นคุณแก่บุคคล
ิ ไหม
ภายนอกในครัวเรือน หรืออุตสาหกรรมของบุคคลภายนอกนัน
้ ไซร ้ ท่านว่าบุคคลผู ้จาต ้องใชค่้ าสน
ิ ไหมทดแทนให ้แก่บุคคลภายนอก เพือ
ทดแทนนัน
้ จะต ้องใชค่้ าสน
่ ทีเ่ ขาต ้องขาดแรงงานอันนัน
้ ไปด ้วย

ิ ไหมทดแทนเพือ
ี หายอ ันมิใชต
่ ัวเงินและการจ ัดการเพือ
14.6 ค่าสน
่ ความเสย
่ ให้



ชอเสยงกล ับคืนดี
ี หายแก่ร่างกายหรืออนามั ย
ี หายย่อม
1. ในกรณีทท
ี่ าให ้เขาเสย
หรือเสรีภาพ
ผู ้ต ้องเสย
ิ ไหมทดแทนเพือ
ี หายอย่า งอืน
่ วั เงินได ้อีกด ้วย
เรียกร ้องเอาค่าสน
่ ความเสย
่ อันมิใชต
ี หายแก่ชอ
ื่ เสย
ี งจั ดการตามควรเพื่อทาให ้
2. ศาลมีอานาจสงั่ ให ้บุคคลทีท
่ าให ้เขาต ้องเสย
ื่ เสย
ี งกลับ คืนดี
ชอ
ิ ไหมทดแทนเพือ
ี หายอ ันมิใชต
่ ัวเงิน
14.6.1 ค่าสน
่ ความเสย

ี หายทีเ่ ป็ นตัวเงินหรือไม่เป็ นตัวเงิน
กรณีดงั ต่อไปนีเ้ ป็ นความเสย
ค่าขาดประโยชน์ทามาหาได ้ เพราะไม่สามารถประกอบการงานได ้
ี หายทีเ่ ป็ นตัวเงิน
เป็ นความเสย
ความเจ็บปวดทนทุกข์ท รมานระหว่างรักษาพยาบาล
ี หายทีไ่ ม่เป็ นตัวเงิน
เป็ นความเสย
ค่ารักษาพยาบาลบาดแผลที่ต ้องถูกตัดแขนขา
ี หายทีเ่ ป็ นตัวเงิน
เป็ นความเสย
ี แขนขาทุพพลภาพพิการไปตลอดชวี ต
การทีเ่ สย

ี หายทีไ่ ม่เป็ นตัวเงิน
เป็ นความเสย
ื่ เสย
ี งคืนดี
14.6.2 การจ ัดการเพือ
่ ให้ชอ
ก. กล่าวหมิน
่ ประมาท ข. ว่า ข. โกงเงินบริษัทที่ ข. ทางานอยู่ ดังนีเ้ มือ
่ ข. ฟ้ อง ก. ต่อ
ื พิม พ์ว่า ที่ ก. กล่าวนั น
ศาล ก. จะขอให ้ศาลประกาศโฆษณาทางหนั งสอ
้ ไม่เ ป็ นความจริง จะทา
ได ้หรือไม่
ทาได ้ตามมาตรา 447

ื่ เสย
ี ง เมือ
มาตรา 447 บุคคลใดทาให ้เขาต ้องเสยี หายแก่ชอ
่ ผู ้ต ้องเสยี หายร ้องขอ ศาลจะสงั่ ให ้
ื่ เสย
ี งของผู ้นัน
บุคคลนัน
้ จัดการตามควรเพือ
่ ทาให ้
ชอ
้ กลับคืนดีแทนให ้ใชค่้ าเสยี หายหรือทัง้ ให ้ใชค่้ า
ี หายด ้วยก็ได ้
เสย

ี หาย
14.7 อายุความเรียกร้องค่าเสย

ิ ธิเรียกร ้องของเจ ้าของทรั พย์สน
ิ ในการติดตามและเอาคืนซ งึ่ ทรัพย์สน
ิ ของตน
1. สท
ไม่ม ี
ิ ให ้ติดตามเอาคืน
กาหนดอายุความ แต่ต ้องมีตวั ทรั พย์สน

ิ ธิเรียกร ้องในค่าเสย
ี หายไม่รวมถึงการเรียกร ้อง
2. อายุความตามมาตรา 448 ใชเฉพาะส

ิ คืน หรือเรียกร ้องให ้ระงับ หรือเพิกถอนการกระทาละเมิดทีย
ทรัพย์สน
่ ังมีอยู่ ไม่ ตกอยู่ในบังคับแห่ง
อายุความตามมาตรา 448
ี หายโดยตรงเรียกร ้องเอาค่าเสย
ี หายจาก
3. ตามมาตรา 448 ไม่ จากัดเฉพาะในกรณีทผ
ี่ ู ้เสย
ิ ธิเรียกร ้อง
ผู ้กระทาละเมิดหรือผู ้ต ้องรับผิดในมู ลละเมิดเท่านั น
้ บุคคลอื่นทีก
่ ฎหมายบัญญัตใิ ห ้มีสท
ิ ธิเ รียกร ้องเอาค่าเสย
ี หายอั นเกิดแต่มู ลละเมิดตามมาตรานีด
่ กัน
เอาได ้ ย่อมมีสท
้ ้วยเชน
ิ ไหมทดแทนหมายถึงบุคคลที่ต ้องรับผิดในการกระทาของบุคคลอืน
4. ผู ้จะพึงใชค่้ าสน

หรือ
ี หายทีเ่ กิดขึน
ในความเส ย
้ จากทรัพย์ด ้วย
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

74

ิ ธิเ รียกร ้องค่าเสย
ี หายในความเสย
ี หายในอนาคตด ้วย
5. ตามมาตรา 448 ใชตลอดถึ
งสท
ิ ธิเรียกร ้องค่าเสย
ี หายในมู ลละเมิดอันเป็ นความผิดอาญาให ้เป็ นไปตามประมวล
6. สท
กฎหมายวิธพ
ี จ
ิ ารณาความอาญา มาตรา 51
ิ ธิเรียกร้องทร ัพย์สน
ิ คืน
14.7.1 สท

เมือ
่ วันที่ 1 ตุลาตม 2524 ก. เชา่ รถยนต์ของ ข. ไปใช ้ กาหนดสง่ คืนวั นที่ 1 พฤศจิกายน

2524 ถึงกาหนด ก. ไม่ส่งคืน ยั งคงยึดถือและใชรถอยู
่ ตลอดมา ข. จึงต ้องไปเชา่ รถยนต์ของผู ้อืน


เชามีกาหนดเวลา 3 เดือน ๆ ละ 3,000 บาท ต่อมา 1 กุมภาพันธ์ 2526 ข. มาฟ้ องเรียกรถคืนจาก
ี หายในค่าเชา่ 3 เดือนที่ ก. ได ้จ่ายไปรวมเป็ นเงิน 9,000 บาท ก. ต่อสูคดี
้ ว่า
ก. และเรียกค่า เสย

ฟ้ องของ ข. ขาดอายุความแล ้ว จะเรียกร ้องเอาไม่ไ ด ้ ข ้อต่อสูของ
ก. ฟังขึน
้ หรือไม่


สทธิเรียกร ้องให ้คืนรถยนต์ไม่มอ
ี ายุ ความ
เจ ้าของทรั พย์สนย่อมฟ้ องเรียกคืนได ้เสมอ

จึงไม่เห็ นด ้วยกับข ้อต่อสูของ
ก.

เมือ
่ ถึงกาหนดส่งคืน ก. ไม่ส่งคืนรถ กลับ ยึดถือและใชรถอยู
่ ตลอดมา จึงเป็ นละเมิดต่อ
ข. ตัง้ แต่เวลานัน

ิ ธิเรียกร ้องค่าเสย
ี หายในค่าเชา่ ที่ ข. ได ้จ่ายไปนั น
สท
้ ข. มิไ ด ้ฟ้ องเรียกเอาภายในหนึง่ ปี


นับแต่วันที่ ก. ไม่ สงคืนรถนั น
้ สทธิเรีย กร้องด ังกล่าวจึงขาดอายุความ เห็นด้วยก ับข้อต่อสู ้
ของ ก.
ิ ธิเรียกร้องราคาทร ัพย์สน
ิ หรือเงินทีเ่ อาไปโดยละเมิด
14.7.2 สท

ิ ธิเรียกร ้องค่าเสย
ี หายในราคาทรัพย์สน
ิ คืนโดยมู ลละเมิดนั น
สท
้ มีกาหนดอายุ ความเท่าใด

ขาดอายุ ความเมือ
่ พ ้นปี หนึง่ นับแต่วันทีผ
่ ู ้ต ้องเสยหายรู ้ถึงการละเมิด และรู ้ตัว ผู ้จะพึงต ้อง
ิ ไหมทดแทน หรือเมือ
ิ ปี นับแต่วั นทาละเมิด
ใชค่้ าสน
่ พ ้นสบ

ิ ธิเรียกร ้องค่าเสย
ี หายอันเกิดแต่มูลละเมิดนัน
มาตรา 448 สท
้ ท่านว่าขาดอายุความเมือ
่ พ ้นปี หนึง่
ี หายรู ้ถึงการละเมิด และรู ้ตัวผู ้จะพึงต ้องใชค่้ าสน
ิ ไหมทดแทน หรือเมือ
ิ ปี นับแต่
นับแต่วน
ั ทีผ
่ ู ้ต ้องเสย
่ พ ้นสบ
วันทาละเมิด
ี หายในมูลอันเป็ นความผิด มีโทษตามกฎหมาย ลักษณะอาญา และมี
แต่ถ ้าเรียกร ้องค่าเสย
กาหนดอายุความทางอาญายาวกว่าทีก
่ ล่าวมา นัน
้ ไซร ้ ท่านให ้เอาอายุความทีย
่ าวกว่านัน
้ มาบังคับ

ิ ธิเรียกร้องในค่าเสย
ี หาย
14.7.3 สท

ี หาย ยังไม่ทันที่
เมือ
่ วันที่ 1 ตุลาคม 2524 ข. ถูก ก.ขับรถชนรถของ ข. ได ้รับ ความเสย
ข. จะเอารถไปซ่อม ได ้รออยู่จนวันที่ 1 มีนาคม 2526 ทัง้ ๆ ทีร่ ู ้ดีแ ล ้วว่า ก. เป็ นผู ้ขับรถชนตัง้ แต่
วันนัน
้ ข. มาฟ้ องร ้องค่าซ่อมรถจาก ก. คิดเป็ นเงิน 6,000 บาท ก. ให ้การต่อสูว่้ าคดีโจทก์ขาด

อายุความแล ้ว ท่านเห็ นด ้วยกับข ้อต่อสูของ
ก. หรือไม่
ี หายในความเสย
ี หายคือค่าซ่อมที่
แม ้ ข. จะยังไม่ นารถไปซ่อม ข. ก็ ต ้องฟ้ อ งเรียกค ้าเสย
จะจ่ายภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2525 แต่ ข. มาฟ้ อ งวันที่ 1 มีนาคม 2526 ทั ง้ ๆ ทีร่ ู ้แล ้วว่า ก. เป็ นผุ ้
้ อง ก.
ขับรถชนตัง้ แต่วันนัน
้ คดีของ ข. จึงขาดอายุความแล้ว เห็ นด้วยก ับข้อต่อ สูข
ี ค่ารักษาไป 1,000 บาท แต่
วันที่ 1 ตุลาคม 2524 สุนัขของ ค. กัด จ. บาดเจ็ บ ต ้องเสย
ื รู ้ได ้ความว่าเป็ นสุนัขของ
จ. ก็ไม่รู ้ว่าเป็ นสุนัขของใคร ต่อมามาวันที่ 1 พฤศจิกายน 2524 จึงสบ
ี หายจาก ค. 1,000 บาท แต่ ค. ก็ปฏิเสธว่าตนมิไ ด ้เป็ นเจ ้าของสุนัข จนวันที่
ค. ได ้เจรจาขอค่าเสย
ี หายในค่ารักษาที่ตนได ้เสย
ี ไปแล ้ว ค. ได ้ต่อสูว่้ า
1 ธันวาคม 2525 จ. จึงมาฟ้ อง ค. เรียกค่าเสย

คดีขาดอายุความแล ้ว จ. โต ้แย ้งว่ามิใชมูลละเมิดอันจะมีอายุครบ 1 ปี แต่เ ป็ นเรือ
่ งความผิดใน
ี หายทีเ่ กิดขึน
ั ว์ ท่านเห็ นด ้วยกับข ้อต่อ สูของ

ความเสย
้ เพราะสต
ค. หรือ ข ้อโต ้แย ้งของ จ. หรือไม่
ี หายทีเ่ กิดขึน
ั ว์
แม ้จะเป็ นความรับผิดในความเสย
้ เพราะสต
อายุ ความที่จะเรียกร ้อง



ค่าเสยหายก็ ย่อมต ้องอยู่ในบังคับแห่งมาตรา 448 เช นเดียวกัน จ. สบ รู ้ว่าเป็ นสุนัขของ ค. เมือ

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2524 ก็ ต ้องฟ้ องคดีภายในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2525 แต่ จ. มาฟ้ องเรียก
ี หายเมือ
ค่าเสย
่ วันที่ 1 ธันวาคม 2525 คดีของ จ. จึงขาดอายุความแล ้ว จึง เห็นด้วยก ับข้อต่อสู ้
ของ ค. ไม่เห็นด้วยก ับข้อโต้แ ย้งของ จ.
ิ ธิเรียกร้องในค่าเสย
ี หายในมูลละเมิดอ น
14.7.4 สท
ั เป็นความผิดทางอาญา
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

75
ี หายมี
ก. ขับรถยนต์ช นรถของ ข. โดยประมาทเลินเล่อ ดังนี้ การที่ ข. จะเรียกร ้องค่าเสย
กาหนดอายุความเมือ
่ ไร
ี ทรั พย์โดยประมาทเลินเล่อ ไม่ใชค
่ วามรับผิดทางอาญา แต่เป็ นความรับผิด
การทาให ้เสย
ทางแพ่ง จึงมีอายุความตามมาตรา 448 วรรคแรก
14.8 นิรโทษกรรม

1. นิรโทษกรรมคือข ้อแก ้ตัวซงึ่ บุ คคลผู ้กระทาไม่ ต ้องรับผิดฐานละเมิด
2. บุคคลใดทีก
่ ระทาการป้ องกันโดยชอบด ้วยกฎหมายหรือทาตามคาสงั่ อันชอบด ้วยกฎหมาย
ิ ไหมทดแทน
ไม่ต ้องรับผิดใชค่้ าสน
3. บุคคลใดทาบุบสลายหรือทาลายทรัพย์สงิ่ หนึง่ สงิ่ ใด เพือ
่ บาบัดป้ อ งกันภยันตรายซ งึ่ มีมา


เป็ นสาธารณะโดยฉุกเฉิน ฯลฯ ไม่ ต ้องใชค่าสนไหมทดแทน
ิ ธิของตน ถ ้าตามพฤติการณ์จะขอให ้ศาลหรือเจ ้าหน ้าที่
4. บุคคลใดใชก้ าลังเพือ
่ ป้ องกันสท
ิ ไหมทดแทน
ชว่ ยเหลือให ้ทันท่ว งทีไม่ได ้ ฯลฯ ไม่ต ้องรับผิดใช ค่้ าสน
ี หายใน
5. ผู ้ครองอสังหาริมทรัพย์ชอบที่จะจับสัตว์ของผู ้อืน
่ อันเข ้ามาทาความเสย
ิ ไหมทดแทน
อสงั หาริมทรั พย์นน
ั ้ และยึดไว ้เป็ นประกั นค่า สน
่ ั ันชอบด้วยกฎหมาย
14.8.1 การป้องก ันและการกระทาตามคาสงอ

ั ปื นขึน
ก. ข. เกิดโต ้เถียงกันในร ้านอาหารของ ค. ก. ชก
้ จะยิง ข. จวนจะลัน
่ ไกอยู่แล ้ว ข.
คว ้าไม ้ทีอ
่ ยู่ข ้างๆ ตัว แล ้วตีถก
ู ปื นของ ก. ปื นกระเด็นหลุดจากมือ ก. ไปถูกถ ้วยชามของ ค. ซงึ่ อยู่
ี หาย ดังนี้ ค. จะเรียกค่าเสย
ี หายในการที่ถ ้วยชามแตกเสย
ี หายจากใครได ้บ ้าง
ด ้านหลังแตกเสย
ี หายในการทีถ
เป็ นกรณีท ี่ ข. ทาการป้ องกันโดยชอบด ้วยกฎหมาย ค. ย่อมเรียกค่าเสย
่ ้วย
ชามแตกจาก ก. ผู ้เป็ นต ้นเหตุใ ห ้ต ้องป้ องกันโดยชอบด ้วยกฎหมายได ้ จะเรียกเอาจาก ข. ผู ้ทา
การป้ องกันไม่ได ้
14.8.2 การทาบุบสลายหรือทาลายทร ัพย์

ก. ข. กับพวกรวม 7 คนด ้วยกัน เชา่ เรือใบขนาดเล็กไปเทีย
่ วเกาะกลางทะเล ขณะทะเล
กาลังสงบ พอตกเย็ น ขณะเรือกลับเข ้าฝั่ ง ห่างจากฝั่ งประมาณ 500 เมตร เกิดลมพายุจัด เรือ
โคลงไปมา ก. กับพวกเกรงว่าเรือ จะร่ม จึงร่วมกันจับ ข. โยนลงทะเล แต่ ข. ซงึ่ เป็ นนักว่า ยน้ ามา
ี หายแก่ ข.
ก่อน ก็สามารถว่ายน้าเข ้าฝั่ งจนได ้ ดังนี้ ก. กับ พวกต ้องร่วมกันรับผิดชดใชค่้ าเสย
หรือไม่
เป็ นกรณีท ี่ ก. กับ พวกร่วมกันทาละเมิดต่อ ข. ตามมาตรา 420 432 ไม่ต ้องด ้วยมาตรา
ิ ไหมทดแทน แต่ตาม
450 ซงึ่ จากัดเฉพาะการกระทาต่อทรั พย์เท่า นัน
้ ทีไ่ ม่ต ้องรับผิดใช ค่้ าสน
ี หายต่อตัวบุ คคล แม ้ ข. สามารถว่ายน้าเข ้าฝั่ งได ้ แต่ก็เกิดความ
ปั ญหาเป็ นกรณีทาความเสย
ี หายขึน
ี หายแก่ ข.
เสย
้ แก่ ข. แล ้ว ก. กับ พวกต ้องร่วมกันรับผิดชดใช ค่้ าเสย

ี หายถึง
มาตรา 420 ผู ้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทาต่อบุคคลอืน
่ โดยผิดกฎหมายให ้เขาเสย
ิ หรือสท
ิ ธิอย่างหนึง่ อย่างใดก็ด ี ท่านว่าผู ้นัน
แก่ชวี ต
ิ ก็ด ี แก่รา่ งกายก็ด ี อนามัยก็ด ี เสรีภาพก็ด ี ทรัพย์สน
้ ทา
ิ ไหมทดแทนเพือ
ละเมิด จาต ้องใชค่้ าสน
่ การนัน

มาตรา 432 ถ ้าบุคคลหลายคนก่อให ้เกิดเสยี หายแก่บุคคลอืน
่ โดย ร่วมกันทาละเมิด ท่านว่า
ิ ไหมทดแทนเพือ

บุคคลเหล่านัน
้ จะต ้องร่วมกันรับผิดใชค่้ าสน
่ ความเสยี หายนัน
้ ความข ้อนีท
้ า่ นให ้ใชตลอด
ื รู ้ตัวได ้แน่วา่ ในจาพวกทีท
ี หายนัน
ถึงกรณีทไี่ ม่สามารถสบ
่ าละเมิดร่วมกันนัน
้ คนไหน เป็ นผู ้ก่อให ้เกิดเสย

ด ้วย
อนึง่ บุคคลผู ้ยุยงสง่ เสริมหรือชว่ ยเหลือในการทาละเมิด ท่านก็ ให ้ถือว่าเป็ นผู ้กระทาละเมิด
ร่วมกันด ้วย
ิ ไหมทดแทน นัน
ในระหว่างบุคคลทัง้ หลายซงึ่ ต ้องรับผิดร่วมกันใชค่้ าสน
้ ท่านว่าต่างต ้องรับผิด
เป็ นสว่ นเท่า ๆ กัน เวนแต่

โดยพฤติการณ์ ศาลจะวินจ
ิ ฉัยเป็ นประการอืน

มาตรา 450 ถ ้าบุคคลทาบุบสลายหรือทาลายทรัพย์สงิ่ หนึง่ สงิ่ ใด เพือ
่ จะบาบัดปั ดป้ องภยันตราย




ี หายนัน
ซงมีมาเป็ นสาธารณะโดยฉุกเฉิน ท่านว่าไม่จาต ้องใชค่าสนไหมทดแทน หากความเสย
้ ไม่เกิน
สมควรแก่เหตุภยันตราย ถ ้าบุคคลทาบุบสลาย หรือทาลายทรัพย์สงิ่ หนึง่ สงิ่ ใด เพือ
่ จะบาบัดปั ดป้ อง
ภยันตรายอันมีแก่เอกชนโดยฉุกเฉิน ผู ้นัน
้ จะต ้องใชคื้ นทรัพย์นน
ั้




ิ ธิของตนหรือของ
ถ ้าบุคคลทาบุบสลายหรือทาลายทรัพย์สงหนึง่ สงใด
เพือ
่ จะป้ องกันสท
่ ว่านีห
บุคคลภายนอกจากภยันตรายอันมีมาโดย ฉุกเฉินเพราะตัวทรัพย์นน
ั ้ เองเป็ นเหตุ บุคคลเชน
้ าต ้องรับ
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

76
ิ ไหมทดแทนไม่ หากว่าความเสย
ี หายนัน
ผิด ใชค่้ าสน
้ ไม่เกินสมควรแก่เหตุ แต่ถาภยั
้ นตรายนัน
้ เกิดขึน



เพราะความผิดของบุคคลนัน
้ เองแล ้วท่านว่าจาต ้องรับผิดใชค่าสนไหมทดแทนให ้

จ. เห็ นสุนัขของ ส. ซงึ่ เป็ นสุนัขบ ้า วิง่ ไปตามถนนสาธารณะซงึ่ มีคนผ่ านไปมาอยู่มาก
ี หายแก่ ส.
เกรงว่าสุนัขจะกัดคนเหล่านั น
้ เข ้า จึงใชปื้ นยิงสุนัขตาย ดังนี้ จ. ต ้องรับผิดชดใชค่้ าเสย
เจ ้าของสุนัขหรือไม่
ิ ธิของบุ คคลภายนอก เพราะสุนัขบ ้าทีว่ งิ่ ไปตามถนน
เป็ นกรณีท ี่ จ. ทาการเพือ
่ ป้ องกั นสท
นัน

อาจจะกัดทาร ้ายบุคคลใดก็ไ ด ้ เป็ นภยันตรายอันมีมาโดยฉุกเฉินเพราะตัวทรัพย์นัน
้ เองเป็ น


เหตุต ้องด ้วยมาตรา 450 ข. ไม่ ต ้องรับผิดชดใช ค่าสนไหมทดแทนต่อ ส. เจ ้าของสุนัข
้ าล ังป้องก ันสท
ิ ธิ
14.8.3 การใชก

ั ถึงกาหนด ก. ไม่ยอมออกจากห ้องเชา่ ข. จึงใชก้ าลังฉุด
ก. เชา่ ห ้องของ ข. อยู่อาศย
กระชากลาก ก. ออกมาจากห ้องเชา่ ก. ได ้รับบาดเจ็บ ดังนี้ ข. ต ้องรับผิดต่อ ก. หรือไม่
ี หายแก่ ก. กรณีนไี้ ม่เป็ นนิร
ข. กระทาละเมิดต่อ ก. ตามมาตรา 420 ต ้องชดใชค่้ าเสย
โทษกรรมตามมาตรา 451

ี หายถึง
มาตรา 420 ผู ้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทาต่อบุคคลอืน
่ โดยผิดกฎหมายให ้เขาเสย
ิ หรือสท
ิ ธิอย่างหนึง่ อย่างใดก็ด ี ท่านว่าผู ้นัน
แก่ชวี ต
ิ ก็ด ี แก่รา่ งกายก็ด ี อนามัยก็ด ี เสรีภาพก็ด ี ทรัพย์สน
้ ทา
ิ ไหมทดแทนเพือ
ละเมิด จาต ้องใชค่้ าสน
่ การนัน

ิ ธิของตนถ ้าตามพฤติการณ์จะขอให ้ศาลหรือเจ ้าหนีท
มาตรา 451 บุคคลใชก้ าลังเพือ
่ ป้ องกันสท
้ ี่
ิ ธินน
ชว่ ยเหลือให ้ทันท่วงทีไม่ได ้ และถ ้ามิได ้ทาในทันใด มีภย
ั อยู่ด ้วยการทีต
่ นจะไดสมดั

ง่ สท
ั้
จะต ้อง
ิ ไหมทดแทนไม่
ประวิงไปมากหรือถึงแก่สาบสูญได ้ไซร ้ ท่านว่าบุคคลนัน
้ หาต ้องรับผิดใชค่้ าสน
การใชก้ าลังดัง่ กล่าวมาในวรรคก่อนนัน

ท่านว่าต ้องจากัดครัดเคร่งแต่เฉพาะทีจ่ าเป็ นเพือ
่ จะ
บาบัดปั ดป้ องภยันตรายเท่านัน

ั นิษฐานพลาดไปว่ามีเหตุอน
ถ ้าบุคคลผู ้ใดกระทาการดัง่ กล่าวมาในวรรคต ้น เพราะหลงสน
ั จาเป็ น
ิ ไหมทดแทนให ้ แก่บค
ทีจ่ ะทาได ้โดยชอบดวย
้ กฎหมายไซร ้ ท่านว่าผู ้นัน
้ จะต ้องรับผิดใชค่้ าสน
ุ คลอืน
่ แม ้
ทัง้ การทีห
่ ลงพลาดไปนัน
้ จะมิใชเ่ ป็ นเพราะความ ประมาทเลินเล่อของตน

ิ ธิของผูค

ั ของผูอ
14.8.4 สท
้ รองอสงหาริ
มทร ัพย์ทจ
ี่ ะจ ับสตว์
้ น
ื่
ลิงของ ช. เข ้ามาขโมยมะพร ้าวในสวนของ ว. โดยได ้เอามะพร ้าวไปหลายผลแล ้ว
้ ้ตีลงิ สลบไป แล ้วนา
กลับมาเอาอีก ว. เห็นเข ้าจึงเอาแหเหวีย
่ งจับลิงไว ้ได ้ ลิงจะกัด ว. ว. จึงใชไม



ลิงไปสงมอบคืนแก่ ช. ดังนี้ ช. กับ ว. ต ้องรับผิดชดใชค่าสนไหมทดแทนต่อกั นและกันหรือไม่
้ ้ตีลงิ จนสลบ ก็ เพราะลิงจะกัด ว. ว. จึงทาการป้ อ งกันตัวเองได ้โดยชอบ
การที่ ว. ใชไม
ิ ธิยด
ิ ไหมทดแทนตาม
การที่ ว. นาลิงส่งมอบคืนแก่ ช. แสดงว่า ว. ไม่ใชส้ ท
ึ ลิงไว ้เป็ นประกันค่า สน
ี หายในสวนของ ว. เป็ นกรณีต ้องด ้วยมาตรา 433 อัน
มาตรา 452 แต่การทีล
่ งิ เข ้ามาทาความเสย
ี หายทีเ่ กิดขึน
ิ ไหมทดแทนให ้แก่ ว.
เป็ นบทบัญญัตวิ ่ าด ้วยความเสย
้ เพราะสัตว์ ช. ต ้องชดใชค่้ าสน
ิ ไหมทดแทนให ้แก่ ช. ตามมาตรา 449
เจ ้าของ แต่ ว. ไม่ ต ้องชดใชค่้ าสน

ี หายเกิดขึน
ั ว์ ท่านว่าเจ ้าของ สต
ั ว์หรือบุคคลผู ้รับเลีย้ งรับ
มาตรา 433 ถ ้าความเสย
้ เพราะสต
ิ ไหม ทดแทนให ้แก่ฝ่ายทีต
ี หายเพือ
ี หายอย่างใด ๆ
รักษาไว ้แทนเจ ้าของ จาต ้องใชค่้ าสน
่ ้องเสย
่ ความเสย
ั ว์นน

อันเกิด แต่สต
ั ้ เว ้นแต่จะพิสจ
ู น์ได ้ว่าตนไดใช
้ ความระมั
ดระวัง อันสมควร แก่การเลีย
้ งการรักษาตาม
ั ของสต
ั ว์หรือตามพฤติการณ์ อย่างอืน
ี หายนัน
ชนิดและวิสย
่ หรือพิสจ
ู น์ได ้ว่าความเสย
้ ย่อมจะต ้องเกิดมีขน
ึ้

ทัง้ ที่ ได ้ใชความระมั
ดระวังถึงเพียงนัน

ิ ธิ ไล่เบีย
อนึง่ บุคคลผู ้ต ้องรับผิดชอบดัง่ กล่าวมาในวรรคต ้นนัน
้ จะใชส้ ท
้ เอาแก่บค
ุ คลผู ้ทีเ่ ร ้าหรือ
ั ว์นน
ั ว์อน
ั ว์นน
ยั่วสต
ั ้ โดยละเมิด หรือเอาแก่ เจ ้าของสต
ื่ อันมาเร ้าหรือยั่วสต
ั ้ ๆ ก็ได ้
มาตรา 449 บุคคลใดเมือ
่ กระทาการป้ องกันโดยชอบด ้วยกฎหมาย ก็ดก
ี ระทาตามคาสงั่ อันชอบ

ิ ไหมทดแทนไม่
ด ้วยกฎหมายก็ด ี หากก่อให ้เกิดเสยหายแก่ผู ้อืน
่ ไซร ้ท่านว่าบุคคลนัน
้ หาต ้องรับผิดใชค่้ าสน
ี หายอาจเรียกค่าสน
ิ ไหมทดแทนจากผู ้เป็ นตนเหตุ
ผู ้ต ้องเสย

ให ้ต ้องป้ องกันโดยชอบดวยกฎหมาย

หรือจากบุคคลผู ้ให ้คาสงั่ โดย ละเมิดนัน
้ ก็ได ้
ั ว์ของผู ้อืน
ี หายใน
มาตรา 452 ผู ้ครองอสงั หาริมทรัพย์ชอบทีจ่ ะจับสต
่ อันเข ้ามาทาความเสย
ิ ไหมทดแทนอันจะพึงต ้องใชแก่
้ ตนได ้ และถาเป็
อสงั หาริม ทรัพย์นน
ั ้ และยึดไว ้เป็ นประกัน ค่าสน
้ นการ
ั ว์นน
ี ก็ชอบทีจ่ ะทาได ้
จาเป็ น โดยพฤติการณ์ แม ้จะฆ่าสต
ั ้ เสย
ั ว์โดยไม่ชก
ั ชา้ ถ ้าและหาตัวเจ ้าของสต
ั ว์ไม่พบ ผู ้ทีจ่ บ
แต่วา่ ผู ้นัน
้ ต ้องบอกกล่าวแก่เจ ้าของสต

ั ว์ไวต้ ้องจัดการตามสมควรเพือ
ื หาตัวเจ ้าของ
สต
่ สบ
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

77

แบบประเมินผลตนเองหน่วยที่ 14
ี หายฐานละเมิดให ้ อ. แลว้ อ. ไม่ยอม
1. ส. บุกรุกเข ้าไปทาการค ้าในตึกแถวของ อ. ได ้ชดใชค่้ าเสย
ให ้ ส. อยู่ตอ
่ ไป ดังนี้ ส. ต ้องออกจากตึกแถวหรือไม่ ต ้องออก เพราะการออกจากตึกแถวเป็ นการชดใชค่้ า
ิ ไหมทดแทนอย่างหนึง่ ดวย
สน

ี หายโดยละเมิด
2. จาเลยขับรถยนต์นั่งชนรถบรรทุกของโจทก์ทจี่ อดอยู่เสย
โจทก์จงึ เอารถบรรทุก
ออกให ้เชา่ ไม่ได ้ ดังนี้ โจทก์จะเรียกค่าเสยี หายในการทีโ่ จทก์ขาดรายได ้ทีเ่ ป็ นค่าเชา่ จากจาเลย ได้
ี หายในความเสย
ี หายจากการกระทาละเมิดของจาเลย
หรือไม่ เรียกได ้ เพราะเป็ นค่าเสย
3. โจทก์ดา่ จาเลยด ้วยถ ้อยคาหยาบคายเพราะพาดพิงไปถึงบิดามารดาของจาเลย จาเลยจึงชกต่อย
ี หายลง ได้หรือไม่ ลดได ้ เพราะความเสย
ี หายเกิดเพราะความผิดของ
โจทก์บาด เจ็บดังนีศ
้ าลจะลดค่าเสย
โจทก์ทด
ี่ า่ ว่าจาเลย
ิ ธิเรียกค่าเสยี หายเพราะขาดไร ้อุปการะตาม
4. ผู ้เยาว์ซงึ่ เป็ นบุตรนอกกฎหมายของบิดา
จะมีสท
ิ ธิ เพราะมิใชก
่ ารขาดไร ้อุปการะตามกฎหมาย
กฎหมายจากผู ้ทาละเมิดให ้บิดาตายหรือไม่ ไม่มส
ี ท
5. ส. เป็ นขาราชการของมหาวิ

ทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ถูก ป. ขับรถชนโดยละเมิดได ้รับบาดเจ็บ
ี ค่าใชจ่้ ายในการรักษาพยาบาล ส. ได ้เบิกค่ารักษาพยาบาลจากทางราชการไปแล ้วตามสท
ิ ธิ ดังนี้
ต ้องเสย
ิ ธิเรียกค่ารักษาพยาบาลจาก ป. ได้หรือไม่ มีสท
ิ ธิเรียกจาก ป. ได ้ ตามหลักทัว่ ไป
ส. จะมีสท
6. โจทก์ถก
ู จาเลยขับเรือยนต์ชนโดยประมาทเลินเล่อ ทาให ้ต ้องตัดขาไปข ้างหนึง่ ต ้องทุพพลภาพ
ี หายในการทีต
พิการตลอดชวี ต
ิ ได ้รับค่ารักษาพยาบาลไปจากจาเลยแล ้ว ดังนี้ โจทก์ก็จะเรียกค่าเสย
่ ้อง
ี ขาไป ได้หรือไม่ เรียกได ้ เพราะเป็ นค่าเสยี หายในความเสย
ี หายอย่างอืน
่ วั เงิน คนละสว่ นกับ
เสย
่ อันมิใชต
ค่ารักษาพยาบาล
7. จาเลยลักรถยนต์ของโจทก์ไป โจทก์จงึ ฟ้ องเรียกรถคืน ดังนีค
้ ดีของโจทก์ ไม่มก
ี าหนดอายุความ
8. เมือ
่ วันที่ 1 ตุลาคม 2526 รถของ ช. ถูก ส. ขับรถชนโดยประมาทเลินเล่อ และ ช. ก็รู ้ว่าถูกชนและ
่ ม พอซอ
่ มเสร็จ วันที่ 10 ตุลาคม 2526 ก.
รู ้ตัว ส. ในวันนัน
้ พอวันที่ 5 ตุลาคม 2526 ช. ก็เอารถไปจ ้างซอ
่ มไปในวันที่ 10 ตุลาคม นัน
ี หายในค่าซอ
่ มภายใน วันที่ 1
ก็จา่ ยค่าซอ
้ ดังนี้ ช. ต ้องฟ้ องเรียกค่าเสย
ตุลาคม 2527
ิ ตารวจตรีโกยผู ้อยู่ใตบั้ งคับบัญชาไปจับกุมนายนิต ิ
9. ร ้อยตารวจเอกกิจไม่ถก
ู กับนายนิต ิ จึงสงั่ ให ้สบ
ิ ตารวจตรีโกยก็ไม่ทราบว่า
ในข ้อหาว่านายนิตม
ิ ข
ี องผิดกฎหมายไวในครอบครอง

ซงึ่ ไม่เป็ นความจริง สบ
ิ ตารวจตรีโกยต ้องรับผิดต่อนายนิตห
ร ้อยตารวจเอกกิจสงั่ โดยมิชอบ จึงไปจับกุมตามคาสงั่ ดังนี้ สบ
ิ รือไม่
ไม่ต ้องรับผิด เพราะมิได ้กระทาโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ
10. แมวของนายจูเข ้ามาขโมยกินลูกไก่ของนายดีในบริเวณบ ้านหลายครัง้ แล ้ว ครัง้ สุดทายนายดี

เห็ น
เข ้า จึงจับแมวไวได
้ ้ นางจูขอแมวคืน นายดีไม่ยอมคืนให ้ ดังนีน
้ ายดีกระทาละเมิดต่อนางจูหรือไม่ ไม่เป็ น
ิ ธิยด
ิ ไหมทดแทน
การกระทาละเมิด เพราะนายดีมส
ี ท
ึ แมวไว ้เป็ นประกันค่าสน

่ั
หน่วยที่ 15 จ ักการงานนอกสงและลาภมิ
ควรได้
ั เจตนาของบุคคล
1. จัดการงานนอกสงั่ และลาภมิควรได ้ เป็ นบ่อเกิดแห่ งหนีซ
้ งึ่ ไม่ได ้อาศย
คือเป็ นหนีท
้ เี่ กิดจากนิตเิ หตุ
้ ้ทา
2. จัดการงานนอกสงั่ คือ การทีบ
่ ุคคลเข ้าทากิจการแทนผู ้อืน
่ โดยเขามิได ้ว่าขานวานใชให
ิ ธิ
หรือเข ้าทาโดยไม่ม ีสท
3. ลาภมิควรได ้คือ
การทีบ
่ ุคคลได ้มาซงึ่ ทรัพย์สงิ่ ใดจากการทีบ
่ ุคคลอีกคนหนึง่ กระทาเพือ

ชาระหนี้ หรือได ้มาด ้วยประการอืน
่ โดยปราศจากมู ลอันอ ้างกฎหมายได ้ และเป็ นทางให ้บุคคลอีก
ี เปรียบ
บุคคลหนึง่ เสย
15.1 จ ัดการงานนอกสง่ ั

1. สาระสาคัญของการจัดการงานนอกสงั่ มี 3 ประการ ดังนีค
้ อ

ก. ต ้องเป็ นการเข ้าทากิจการอย่างใดอย่างหนึง่
ข. กิจการทีเ่ ข ้าทานัน
้ จะต ้องเป็ นการทาแทนผู ้อืน

ค. กิจการทีท
่ าแทนผู ้อืน
่ นั น
้ ต ้องกระทาไปโดยเขามิได ้ว่ าขานใช ้ หรือกระทาโดยมิได ้มี
ิ ธิ
สท

สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

78
2. ผู ้จัดการจะต ้องจัดการงานไปในทางที่จะให ้สมประโยชน์ของตัวการ ตามความประสงค์อัน
ั นิษฐานได ้ว่ าเป็ นความประสงค์ของตัว การ หากการจั ดการ
แท ้จริงของตัวการ หรือตามทีจ
่ ะพึงสน
ิ ธิเรียกให ้การชดใชเงิ
้ นทีต
ทาถูกต ้องตามหน ้าที่ ผู ้จั ดการมีสท
่ นออกไปคืนได ้ แต่ถ ้าจั ดการไม่
ิ ไหมทดแทนให ้แก่ตวั การเพือ
ี หาย
ถูกต ้องตามหน ้าที่ ผู ้จั ดการต ้องใชค่้ า สน
่ ความเสย
่ ัดการ
3. กรณีทบ
ี่ ุคคลคนหนึง่ เข ้าทาการงานของผู ้อืน
่ โดยสาคัญว่าเป็ นงานของตนเอง ไม่ใชจ


งานนอกสง
15.1.1 หล ักเกณฑ์เรือ
่ งจ ัดการงานนอกสง่ ั

อธิบายหลักเกณฑ์เ รือ
่ งจั ดการงานนอกสงั่
ตามมาตรา 395 ซงึ่ ประกอบด ้วยสาระสาคัญ 3 ประการคือ
1) ต ้องเป็ นการเข ้าทากิจกรรมอย่างใดอย่างหนึง่
2) กิจการทีเ่ ข ้าทานัน
้ ต ้องเป็ นการเข ้าทาแทนผู ้อืน

ิ ธิจะทาแทนเขาได ้
3) กระทาโดยเขามิได ้ว่าขานวานใช ้ หรือโดยมีไ ด ้มีสท

มาตรา 395 บุคคลใดเข ้าทากิจการแทนผู ้อืน
่ โดยเขามิได ้ว่าขานวานใช ้ ให ้ทาก็ด ี หรือโดยมิได ้มี
ิ ธิทจี่ ะทาการงานนัน
สท
้ แทนผู ้อืน
่ ด ้วยประการใดก็ด ี ท่านว่าบุคคลนัน
้ จะต ้องจัดการงานไปในทางทีจ่ ะให ้สม
ั นิษฐานไดว่้ าเป็ น ความ
ประโยชน์ของตัวการ ตามความประสงค์อน
ั แท ้จริงของตัวการ หรือตามทีจ่ ะพึงสน
ประสงค์ของตัวการ
15.1.2 ผลของการจ ัดการงานนอกสง่ ั

ก. มีบ ้านอยู่ในกรุงเทพ แต่ ก. ต ้องเดินทางไปราชการต่างจังหวัดหลายเดือน ขณะที่ ก.
ี หาย ข. เพือ
ไม่อยู่บ ้าน เกิดลมพายุ พัดหน ้าต่างและหลังคาบ ้านเสย
่ นบ ้าน จึงจัดการซ่อมหลังคา
ให ้เพราะเป็ นฤดูฝน ดังนี้ ผลในกฎหมายระหว่าง ก. กับ ข. คืออย่างไร
ผลในกฎหมายระหว่าง ก. และ ข. นั น
้ เป็ นเรือ
่ งจั ดการงานนอกสั่ง มาตรา 395 และ
มาตรา 401 คือ ข. เข ้าจั ดการซ่อมแซมหลังคาและหน ้าต่างโดย ก. มิได ้ว่ า ขานวานใช ้ และ ข.
ิ ธิเรียกให ้ ก. ชดใชเงิ
้ นซงึ่ ตนได ้ออกไป
ได ้เข ้าจัดการโดยสมประโยชน์ของตัวการ ข. ย่อมมีสท
เป็ นค่าซ่อมแซมบ ้านได ้

มาตรา 401 ถ ้าการทีเ่ ข ้าจัดการงานนัน
้ เป็ นการสมประโยชน์ ของตัวการและตองตามความ

ั นิษฐานได ้นัน
ประสงค์อน
ั แท ้จริงของตัวการ หรือ ความประสงค์ตามทีจ่ ะพึงสน
้ ไซร ้ ท่านว่าผู ้จัดการจะเรียก
้ นอันตนได ้ออกไปคืนแก่ตนเชน
่ อย่างตัวแทนก็ได ้ และ บทบัญญัต ิ มาตรา 816 วรรค 2 นัน
ให ้ชดใชเงิ

ท่านก็ให ้นามาใชบั้ งคับด ้วยโดย อนุโลม
อนึง่ ในกรณีทก
ี่ ล่าวมาใน มาตรา 397 นัน
้ แม ้ถึงว่าทีเ่ ข ้าจัดการงานนัน
้ จะเป็ นการขัดกับความ
ิ ธิเรียกร ้องเชน
่ นัน
ประสงค์ของตัวการก็ด ี ผู ้จัดการก็ยังคงมีสท
้ อยู่
15.1.3 กรณี ไม่ใช ่จ ัดการงานนอกสง่ ั

่ ัดการงานนอกสงั่
อธิบายกรณีทไี่ ม่ใชจ
ตามมาตรา 405 หากบุคคลเข ้าทางานของผู ้อื่นโดยสาคัญว่าเป็ นการงานของตนเองไม่
ถือว่าเป็ นเรือ
่ งจั ดการงานนอกสั่ง

ิ มาตราก่อนนัน
มาตรา 405 บทบัญญัตท
ิ งั ้ หลายทีก
่ ล่าวมาในสบ
้ ท่าน มิให ้ใชบั้ งคับแก่กรณีท ี่
บุคคลหนึง่ เข ้าทาการงานของผู ้อืน
่ โดยสาคัญว่าเป็ นการงานของตนเอง
ิ ธิจะทาเชน
่ นัน
ถ ้าบุคคลใดถือเอากิจการของผู ้อืน
่ ว่าเป็ นของตนเอง ทัง้ ทีร่ ู ้แล ้วว่า ตนไม่มส
ี ท
้ ไซร ้


ท่านว่าตัวการจะใชสทธิเรียกร ้องบังคับ โดยมูลดัง่ บัญญัตไิ วใน
้ มาตรา 395 , 396 , 399 และ 400 นัน
้ ก็
ิ ธิดงั่ ว่ามานีแ
ได ้ แต่เมือ
่ ไดใช
้ ส้ ท
้ ลว้ ตัวการจะต ้องรับผิดต่อผู ้จัดการดัง่ บัญญัตไิ วใน
้ มาตรา 402 วรรค 1
15.2 ลาภมิควรได้

1. สาระสาคัญ 3 ประการ ของลาภมิควรได ้คือ
ก. บุคคลได ้ทรั พย์สงิ่ ใดของบุคคลอีกคนหนึง่ มาด ้วยประการใดๆ
ข. การได ้ทรัพย์นัน
้ มาไม่มม
ี ูลอันจะอ ้างกฎหมายได ้
ี เปรียบ
ค. การได ้ทรั พย์มานั น
้ ทาให ้บุคคลอื่นเสย
ิ ธิเรียกทรั พย์คน
2. ข ้อยกเว ้นของสท
ื มี 7 ประการคือ
1) การกระทาตามอาเภอใจเพือ
่ ชาระหนี้โดยผู ้กระทารู ้อยู่ว่ าตนไม่ม ีความผูก พันที่จะต ้อง
ชาระ
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

79
2) การชาระหนีอ
้ ั นมีเงือ
่ นเวลาบั งคับเมือ
่ ก่อนถึงกาหนดเวลานั น

3) การชาระหนีซ
้ งึ่ ขาดอายุ ความแล ้ว
ี ธรรมหรือตามควรแก่อัธยาศย
ั ในสมาคม
4) การชาระหนี้ตามหน ้าทีศ
่ ล
ี หาย
5) การชาระหนี้โดยบุคคลผู ้สาคัญผิดเป็ นเหตุให ้เจ ้าหนีผ
้ ู ้สุจริตต ้องเสย
ั หรือผู ้ชาระได ้
6) การชาระหนี้โดยมุ่งต่อผลโดยผู ้ชาระรู ้ว่าการที่จะเกิดผลเป็ นการพ ้นวิสย
เข ้าป้ องปั ดขัดขวางมิให ้เกิดผลโดยไม่สจ
ุ ริต
ี ธรรมอันดี
7) การชาระหนีท
้ ฝ
ี่ ่ าฝื นข ้อห ้ามตามกฎหมายหรือศล
ิ ที่รับไว ้เป็ นลาภมิควรได ้เป็ นเงิน จะต ้องคืนเต็มจานวนกรณีท รัพย์สน
ิ ทีร่ ับ
3. ในกรณีทรัพย์สน
ิ อย่ างอืน
ิ มีสภาพเป็ นอยู่อย่ างไรก็ ให ้คืนไปเพียงตามสภาพ
ไว ้เป็ นทรัพย์สน
่ นอกจากเงิน ทรั พย์สน
ิ ตามสภาพทีไ่ ด ้รับมรดกเป็ นพ ้นวิสัย
ทีเ่ ป็ นอยู่
หากการคืนทรั พย์สน
ให ้คืนเพียงสว่ นทีย
่ ังมีอยู่
ในขณะเรียกคืน
ี หายรู ้ว่าตนมีสท
ิ ธิ
4. มิให ้ฟ้ องคดีเรือ
่ งลาภมิควรได ้ พ ้นกาหนด 1 ปี นับแต่เวลาทีฝ
่ ่ ายผู ้เสย
ิ ธินน
เรียกคืน หรือเมือ
่ พ ้น 10 ปี นับแต่เ วลาทีส
่ ท
ั ้ ได ้มีขน
ึ้
15.2.1 หล ักเกณฑ์เรือ
่ งลาภมิควรได้

อธิบายหลักเกณฑ์เ รือ
่ งลาภมิควรได ้
ลาภมิควรได ้ ตามมาตรา 406 ซ งึ่ ประกอบด ้วยสาระสาคัญ 3 ประการคือ
1) บุคคลหนึง่ ได ้ทรัพย์สงิ่ ใดของบุคคลอีก คนหนึง่ มาด ้วยประการใดๆ
2) การได ้ทรัพย์นัน
้ มาไม่มม
ี ูลอันจะอ ้างกฎหมายได ้
ี เปรียบ
3) การได ้ทรั พย์นัน
้ มาทาให ้บุคคลอื่นเสย

มาตรา 406 บุคคลใดได ้มาซงึ่ ทรัพย์สงิ่ ใด เพราะการทีบ
่ ุคคลอีก คนหนึง่ กระทาเพือ
่ ชาระหนีก
้ ็ด ี
หรือไดมาด

้วยประการอืน
่ ก็ด ี โดย ปราศจากมูลอันจะอ ้างกฎหมายได ้ และเป็ นทางให ้บุคคลอีกคนหนึง่ นัน

ี เปรียบไซร ้ ท่านว่าบุคคลนัน
ิ ว่ามีอยู่หรือหาไม่นน
เสย
้ จาต ้องคืนทรัพย์ให ้แก่เขา อนึง่ การรับสภาพหนีส
้ น
ั้
ท่านก็ให ้ถือว่าเป็ นการ กระทาเพือ
่ ชาระหนีด
้ ้วย
บทบัญญัตอ
ิ น
ั นีท
้ า่ นให ้ใชบั้ งคับตลอดถึงกรณีทไี่ ด ้ทรัพย์มา เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึง่ ซงึ่ มิได ้
ิ้ สุดไปเสย
ี ก่อนแล ้วนัน
มีได ้เป็ นขึน
้ หรือเป็ นเหตุทไี่ ด ้ สน
้ ด ้วย

ิ ธิเรีย กคืนทร ัพย์
15.2.2 ข้อยกเว้นของสท
ก. ขับรถยนต์โดยประมาทเลินเล่อ ชนรถยนต์ของ ข. ในวันที่ 27 มกราคม 2525 ต่อมา
ิ ไหมทดแทนให ้
ในวันที่ 30 มกราคม 2526 ก. ไม่ ต ้องการให ้เป็ นความกันในศาล จึงได ้ชาระค่า สน

ข. ไป ภายหลัง ก. จึงมาเรียกเงินทีช
่ าระเป็ นค่า สนไหมทดแทนนัน
้ คืนจาก ข. โดยอ ้างว่า ก. ได ้
ิ ธิเรียกคืนหรือไม่
ชาระเงินซงึ่ ขาดอายุความแล ้ว ดังนี้ ก. มีสท
ก. เรียกเงินทีช
่ าระคืนไม่ไ ด ้ เพราะมาตรา 408(2) ประกอบด ้วยมาตรา 188 วรรคสอง
ิ ธิบุ คคลทีช
ตัดสท
่ าระหนีซ
้ งึ่ ขาดอายุ ความ และถ ้าชาระไปมากน ้อยเท่าใด ก็ เรียกคืนไม่ไ ด ้
ิ ธิจะได ้รับคืนทรัพย์ คือ
มาตรา 408 บุคคลดัง่ จะกล่าวต่อไปนีไ้ ม่มส
ี ท
(1) บุคคลผู ้ชาระหนีอ
้ น
ั มีเงือ
่ นเวลาบังคับเมือ
่ ก่อนถึงกาหนด เวลานัน

(2) บุคคลผู ้ชาระหนีซ
้ งึ่ ขาดอายุความแล ้ว
ี ธรรมหรือตามควรแก่อธ
ั ในสมาคม
(3) บุคคลผู ้ชาระหนีต
้ ามหน ้าทีศ
่ ล
ั ยาศย
15.2.3 การคืนลาภมิควรได้


้ น
ข. ได ้ชางของ
ก. มาไว ้เป็ นลาภมิควรได ้โดยสุจริต ปรากฏว่า ก. ได ้ติดตามทวงชางคื
้ น
ี แล ้ว ข. จะต ้องรับผิดหรือไม่อย่างไร
แต่ชางนั
้ ได ้ถูกคนร ้ายลักไปเสย

ตามมาตรา 414 ข. ได ้รับชางไว
้โดยสุจริต โดยหลัก ข. ต ้องคืนลาภมิควรได ้เพียงสว่ นที่
ั ทีจ
้ กคนร ้ายขโมยไป ข. ได ้รับ
ยังมีอยู่ในขณะเมือ
่ เรียก แต่กรณีเป็ นการพ ้นวิสย
่ ะคืนได ้ เพราะชางถู


ชางไว
้โดยสุจริต จึงไม่ต ้องรับผิดชอบในการคืนช างซ
งึ่ ตกเป็ นพ ้นวิสัยนั น

ั เพราะสภาพแห่ง ทรัพย์สน
ิ ทีไ่ ด ้รับไว ้นัน
มาตรา 414 ถ ้าการคืนทรัพย์ตกเป็ นพ ้นวิสย
้ เองก็ด ี หรือ
ิ ไว ้โดยสุจริต ท่านว่าบุคคลเชน
่ นัน
เพราะเหตุอย่างอืน
่ ก็ด ี และบุคคล ได ้รับทรัพย์สน
้ จาต ้องคืนลาภมิควร
ิ นัน

ได ้เพียงสว่ นทีย
่ ังมีอยูใ่ นขณะเมือ
่ เรียกคืน ถาบุ
้ คคลได ้รับทรัพย์สน
้ ไว ้โดยทุจริต ท่านว่าต ้องใชราคา
ิ นัน
ทรัพย์สน
้ เต็มจานวน
15.2.4 อายุความ
สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

80
กฎหมายบัญญัตเิ กีย
่ วกับอายุความลาภมิควรได ้ไว ้อย่างไร
ตามมาตรา 419 กาหนดอายุความฟ้ องคดีไว ้เป็ น 2 ระยะคือ ต ้องฟ้ องคดีภายใน 1 ปี นับ
ี หายรู ้ว่า ตนมีสท
ิ ธิเรียกคืน หรือภายใน 10 ปี นับแต่เวลาทีส
ิ ธินน
แต่เวลาทีผ
่ ู ้เสย
่ ท
ั ้ ได ้มีขน
ึ้
มาตรา 419 ในเรือ
่ งลาภมิควรได ้นัน
้ ท่านห ้ามมิให ้ฟ้ องคดี เมือ
่ พ ้นกาหนดปี หนึง่ นับแต่เวลาที่
ี หายรู ้ว่าตนมีสท
ิ ธิเรียกคืน หรือเมือ
ิ ปี นบ
ิ ธินน
ฝ่ ายผู ้เสย
่ พ ้นสบ
ั แต่เวลาทีส
่ ท
ั ้ ไดมี้ ขน
ึ้
แบบประเมินผลตนเองหน่วยที่ 15

สงั่

1. จัดการงานนอกสงั่ และลาภมิควรได ้เป็ น นิตเิ หตุ
้ ้กระทาเรียกว่า จัดการงานนอก
2. การทีบ
่ ุคคลใดเข ้าทากิจการแทนผู ้อืน
่ โดยเขามิได ้ว่าขานวานใชให

3. หน ้าทีข
่ องผู ้จัดการงานของผู ้จัดการคือ (ก) จะต ้องจัดการงานไปในทางทีส
่ มประโยชน์ของตัวการ
ั นิษฐานได ้ว่าเป็ นความประสงค์ของตัวการ
(ข) ตามความประสงค์อน
ั แท ้จริงของตัวการ (ค) ตามทีจ่ ะพึงสน
ิ ไหมทดแทน
4. ผลของการจัดการไม่ถก
ู ต ้องตามหน ้าทีข
่ องผู ้จัดการคือ ผู ้จัดการต ้อง ใชค่้ าสน


5. ในกรณีทผ
ี่ ู ้จัดการ จัดการงานนอกสงโดยไม่สมประโยชน์ของตัวการ แต่ถ ้าตัวการเห็ นชอบด ้วยกับ
ั ยาบันได ้
กิจการนัน
้ ตัวการสามารถให ้สต
6. การทีบ
่ ุคคลใดได ้มาซงึ่ ทรัพย์สงิ่ ใดของบุคคลอืน

โดยไม่มม
ี ูลอันจะอ ้างกฎหมายได ้และการได ้

่ั
ทรัพย์นน
ั ้ มาทาให ้บุคคลอืน
่ เสยเปรียบเป็ น ลาภมิควรได ้ (บางคาตอบบอกว่าเป็นจ ัดการงานนอกสง)
7. การชาระหนีซ
้ งึ่ เกิดจากโมฆกรรม สามารถเรียกคืนทรัพย์ฐานลาภมิควรได ้
ั และบุคคลได ้รับทรัพย์สน
ิ ไว ้โดยสุจริต บุคคลนัน
8. ถ ้าการคืนทรัพย์ตกเป็ นพ ้นวิสย
้ ต ้องคืนเพียงสว่ น
ทีย
่ ังมีอยูใ่ นขณะเมือ
่ เรียกคืน
ั ญาให ้ ข. เชา่ บ ้านมีกาหนด 3 ปี โดยกาหนดให ้ชาระค่าเชา่ ในวันที่ 1 ของแต่ละเดือน
9. ก. ทาสญ
ต่อมาเมือ
่ วันที่ 25 ข. นาเงินค่าเชา่ บ ้านของเดือนต่อไปมาชาระแก่ ก. ต่อมาในวันที่ 27 ของเดือนเดียวกัน
นัน
้ ข. ต ้องการเงินจึงมาขอคืนค่าเชา่ บ ้านทีช
่ าระแก่ ก. คืนโดยอ ้างว่ายังไม่ถงึ กาหนดชาระค่าเชา่ บ ้าน
่ นี้ ได้หรือไม่ ไม่ได ้ เพราะถือว่าลูกหนีส
เชน
้ ละประโยชน์แห่งเงือ
่ นเวลาและกฎหมายห ้ามเรียกคืน
ี หายรู ้ว่าตนมีสท
ิ ธิเรียกคืน แต่ไม่เกินสบ
ิ ปี
10. อายุลาภมิควรได ้คือ ภายในหนึง่ ปี นบ
ั แต่เวลาทีฝ
่ ่ ายผู ้เสย
ิ ธินน
นับแต่เวลาทีส
่ ท
ั ้ ไดมี้ ขน
ึ้

สอบซ่อมวันเสาร์ ที่ 5 สิ งหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.