ชุดการเรียนทางไกล

หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ
รหัส พอ 30 (WO 30)
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

สถาบันการศึกษาทางไกล
สํานักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน
สํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงศึกษาธิการ

974-232-041-1
ชุดการทางไกล
หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ รหัส พอ 30 (WO 30)
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
ชื่อผูแตง
สถาบันการศึกษาทางไกล
หนวยงานทีจ่ ดั พิมพ สํานักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน
เดือน/ป ที่จดั พิมพ สิงหาคม 2547
จํานวน
539 หนา
ครั้งที่พิมพ
พิมพครั้งที่ 1 จํานวน 4,000 เลม
พิมพที่
โรงพิมพองคการรับสงสินคาและพัสดุภัณฑ (ร.ส.พ.)
313/1 ถนนเพชรเกษม แขวงทาพระ เขตบางกอกใหญ กรุงเทพมหานคร 10600
โทร. 0-2466-6052 , 0-2466-6053
นายณัฐ ปวิณวิวัฒน ผูพมิ พผูโฆษณา พ.ศ. 2547

ISBN
ชื่อหนังสือ

คํานํา
ชุดการเรียนทางไกลเปนสื่อหลักสําหรับนักศึกษานักศึกษาเพื่อการเรียนรูตามหลักเกณฑและวิธกี ารจัด
การศึกษานอกโรงเรียน ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 วิธเี รียนทางไกล ประกอบดวย 8
หมวดวิชา คือ หมวดวิชาภาษาไทย หมวดวิชาคณิตศาสตร หมวดวิชาภาษาอังกฤษ หมวดวิชาพัฒนาสังคมและ
ชุมชน หมวดวิชาพัฒนาทักษะชีวิต 1 (สุขศึกษาและพลศึกษา) หมวดวิชาพัฒนาทักษะชีวิต 2 (ศิลปะ) และหมวด
วิชาพัฒนาอาชีพ ในแตละหมวดวิชาจะกําหนดมาตรฐานการเรียนรูตามหลักสูตรการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน ผลการ
เรียนรูที่คาดหวัง สาระสําคัญในแตละสาระการเรียนรูไวใหนักศึกษาไดศึกษาในกรอบแนวคิดของแตละหมวดวิชา
สําหรับเปนแนวทางในการศึกษา
นอกจากนี้ ในชุดการเรียนทางไกลแตละหมวดวิชา จะมีกิจกรรมที่จะชวยสงเสริมการเรียนรูของนักศึกษา
แตละเรื่อง กิจกรรมดังกลาวประกอบดวย
1. กิจกรรมประเมินผลการพัฒนาการเรียนรูตามผลการเรียนรูที่คาดหวัง มีเฉลยแนวตอบเพื่อใหนกั ศึกษา
ไดตรวจสอบดวยตนเองในการศึกษาจากชุดการเรียนทางไกล
2. กิจกรรมประเมินผลการนําความรูไปประยุกตใชในวิถีชีวิต
3. กิจกรรมรวมคิด รวมสนทนากับผูอื่น
4. กิจกรรมศึกษา คนควาหาความรูเพิ่มเติมจากแหลงการเรียนรู ผูรู หรือสื่อเสริมอื่น ๆ ที่ไดแนะนําไวใน
หมวดวิชาพัฒนาอาชีพระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กําหนดเนื้อหาสาระที่นกั ศึกษาจะตองศึกษาไว 5 สาระ คือ
(1) การดํารงชีวิตและครอบครัว (2) การอาชีพ (3) การออกแบบและเทคโนโลยี (4) เทคโนโลยีสารสนเทศ (5)
เทคโนโลยีเพื่อการทํางานและอาชีพ
สถาบันการศึกษาทางไกลหวังเปนอยางยิง่ วา ถานักศึกษาไดศึกษาเรียนรูจากชุดการเรียนทางไกลตาม
คําแนะนําและทํากิจกรรมดังกลาวอยางสมบูรณครบถวนแลว จะทําใหนกั ศึกษาประสบความสําเร็จในการศึกษา
ตามประสงค หากนักศึกษาพบวาชุดการเรียนทางไกลชุดนี้มีขอบกพรองหรือมีขอเสนอแนะที่เปนประโยชนโปรด
แจงไปยังสถาบันการศึกษาทางไกล เพื่อจะไดนําไปเปนขอมูลในการพัฒนาและปรับปรุงตอไป

สารบัญ
คํานํา
สารบัญ
คําแนะนําในการศึกษา
โครงสรางชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
หนวยการเรียนรูที่ 1 บานและครอบครัว
ตอนที่ 1 บานและชีวิตความเปนอยูในบาน
เรื่องที่ 1.1 ความสัมพันธของสมาชิกในบาน
กิจกรรมที่ 1
เรื่องที่ 1.2 การจัดและดูแลรักษาบาน
กิจกรรมที่ 2
เรื่องที่ 1.3 ความปลอดภัยในการใชเครื่องมือ เครื่องใช
และวัสดุอุปกรณภายในบาน
กิจกรรมที่ 3
เรื่องที่ 1.4 การอนุรักษพลังงานและสิ่งแวดลอมภายในบาน
ตอนที่ 2 ผาและเครื่องแตงกาย
เรื่องที่ 2.1 การเลือกใชผาและเครื่องแตงกายใหเหมาะสม
เรื่องที่ 2.2 การดูแลรักษาเสื้อผาเครื่องแตงกาย
กิจกรรมที่ 4
เรื่องที่ 2.3 การซอมแซมและตกแตงเสื้อผา
กิจกรรมที่ 5
ตอนที่ 3 อาหารและโภชนาการ
เรื่องที่ 3.1 การบริโภคอาหารและเครื่องดื่ม
กิจกรรมที่ 6
เรื่องที่ 3.2 การประกอบ การจัดบริการอาหารและเครื่องดื่ม
กิจกรรมที่ 7
เรื่องที่ 3.3 การถนอมอาหาร
ตอนที่ 4 การประกอบอาชีพที่เกีย่ วกับงานบาน
เรื่องที่ 4.1 งานบานทีน่ ิยมทําเปนอาชีพ
เรื่องที่ 4.2 การพัฒนาการทํางานบานใหเปนอาชีพ
กิจกรรมที่ 8

หนา
(1)
(3)
1
3
3
6
7
8
9
10
11
12
12
17
26
27
30
31
31
52
53
57
58
59
59
60
62

สารบัญ (ตอ)
หนวยการเรียนรูที่ 2 เกษตรเพื่อชีวิต
ตอนที่ 1
ความสําคัญของงานเกษตร
เรื่องที่ 1.1 ความหมายของงานเกษตร
เรื่องที่ 1.2 ความสําคัญของงานเกษตรตอประเทศไทย
เรื่องที่ 1.3 ความสําคัญของอาชีพเกษตรกรรม
เรื่องที่ 1.4 เกษตรทฤษฎีใหมตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง
ตอนที่ 2
การผลิตพืช
เรื่องที่ 2.1 ความหมาย ความสําคัญ และประเภทของพืช
เรื่องที่ 2.2 พันธุกรรมและการปรับปรุงพันธุพืช
เรื่องที่ 2.3 เครื่องมือและอุปกรณในการปลูกพืช
เรื่องที่ 2.4 ปจจัยที่มีอทิ ธิพลตอการเจริญเติบโตของพืช
เรื่องที่ 2.5 ธาตุอาหารของพืชและปุย
เรื่องที่ 2.6 แหลงน้ําเพื่อการเกษตร
เรื่องที่ 2.7 การขยายพันธุพ ืช
เรื่องที่ 2.8 การปลูกพืช
เรื่องที่ 2.9 การปฏิบัติการรักษาพืช
เรื่องที่ 2.10 การเก็บเกี่ยวผลผลิตพืชและการจัดการพืช
เรื่องที่ 2.11 การอนุรักษสิ่งแวดลอม
ตอนที่ 3
สัตวและกระบวนการจัดการ
เรื่องที่ 3.1 ประโยชนและความสําคัญของการเลีย้ งสัตว
เรื่องที่ 3.2 กลุมสัตวเลี้ยง
เรื่องที่ 3.3 ขั้นตอนการเลี้ยงสัตวเศรษฐกิจ
เรื่องที่ 3.4 การเลี้ยงสัตว
เรื่องที่ 3.5 การปองกันรักษาโรคและศัตรูสัตว
เรื่องที่ 3.6 การจัดการผลผลิตจากสัตว
เรื่องที่ 3.7 การอนุรักษพลังงานและสิ่งแวดลอมในการเลี้ยงสัตว

63
66
66
67
69
72
76
76
82
84
87
92
95
96
103
117
124
131
132
132
140
145
157
161
166
173

สารบัญ (ตอ)
หนวยการเรียนรูที่ 3 ชางประจําบาน
ตอนที่ 1
งานไฟฟา
เรื่องที่ 1.1 พืน้ ฐานงานไฟฟา
เรื่องที่ 1.2 การซอมอุปกรณไฟฟาในบานเบื้องตน
เรื่องที่ 1.3 วิธีการตรวจสอบวงจรไฟฟา
กิจกรรมที่ 1
ตอนที่ 2
งานไม
เรื่องที่ 2.1 พืน้ ฐานงานไม
เรื่องที่ 2.2 เครื่องมือที่ใชในการปฏิบัติงานชางไม
เรื่องที่ 2.3 การดูแลรักษาและซอมแซมเฟอรนิเจอรไม
กิจกรรมที่ 2
ตอนที่ 3
งานปูน
เรื่องที่ 3.1 พืน้ ฐานงานปูน
เรื่องที่ 3.2 เครื่องมือชางปูน
เรื่องที่ 3.3 การซอมงานปูน
กิจกรรมที่ 3
ตอนที่ 4
งานสี
เรื่องที่ 4.1 พืน้ ฐานงานสี
เรื่องที่ 4.2 ขั้นตอนการทํางานสี
เรื่องที่ 4.3 วิธีซอมสีเฟอรนเิ จอรเกา
กิจกรรมที่ 4
ตอนที่ 5
งานประปา
เรื่องที่ 5.1 พืน้ ฐานงานประปา
เรื่องที่ 5.2 การซอมแซมอุปกรณประปาที่ควรรู
กิจกรรมที่ 5
ตอนที่ 6
ขอควรรูในการทํางานชาง
เรื่องที่ 6.1 ความปลอดภัยในการทํางานชาง
เรื่องที่ 6.2 อาชีพชางประจําบาน
กิจกรรมที่ 6

180
183
183
190
191
193
194
194
196
198
198
199
199
202
204
207
208
208
209
215
216
218
218
221
224
225
225
226
227

สารบัญ (ตอ)
หนวยการเรียนรูที่ 4 งานประดิษฐ
ตอนที่ 1
การจัดการงานประดิษฐ
เรื่องที่ 1.1 ความหมาย ความสําคัญ และประโยชนของงานประดิษฐ
เรื่องที่ 1.2 กระบวนการทํางานประดิษฐ
กิจกรรมที่ 1
ตอนที่ 2
ตัวอยางงานประดิษฐ
เรื่องที่ 2.1 งานดอกไมประดิษฐ
เรื่องที่ 2.2 งานประดิษฐจากทางมะพราว
กิจกรรมที่ 2
ตอนที่ 3
การทํางานประดิษฐใหเปนอาชีพ
เรื่องที่ 3.1 การมองงานประดิษฐใหเปนอาชีพ
เรื่องที่ 3.2 แนวทางประกอบอาชีพที่เกีย่ วกับงานประดิษฐ
กิจกรรมที่ 3
หนวยการเรียนรูที่ 5 งานธุรกิจ
ตอนที่ 1
ธุรกิจในชีวิตประจําวัน
เรื่องที่ 1.1 ความหมาย ความสําคัญ และประโยชนของธุรกิจ
เรื่องที่ 1.2 รูปแบบของธุรกิจ
เรื่องที่ 1.3 การประกอบอาชีพธุรกิจ
เรื่องที่ 1.4 การจัดการ
กิจกรรมที่ 1
ตอนที่ 2
งานสํานักงานและเครื่องใชในสํานักงาน
เรื่องที่ 2.1 งานสํานักงาน
เรื่องที่ 2.2 เครื่องใชในสํานักงาน
กิจกรรมที่ 2
ตอนที่ 3
งานการเงินและบัญชี
เรื่องที่ 3.1 ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับการทําบัญชี
เรื่องที่ 3.2 การออมและการลงทุนในธุรกิจขนาดยอม
กิจกรรมที่ 3

228
230
230
231
232
233
233
247
250
251
251
252
253
255
258
258
260
263
265
267
268
268
270
275
276
276
283
285

สารบัญ (ตอ)
ตอนที่ 4

การขาย
เรื่องที่ 4.1 การขายปลีก
เรื่องที่ 4.2 การขายสง
กิจกรรมที่ 4
ตอนที่ 5
กฎหมายทีเ่ กีย่ วของกับธุรกิจ
เรื่องที่ 5.1 สัญญาประเภทตาง ๆ
เรื่องที่ 5.2 การจดทะเบียนการประกอบธุรกิจ
เรื่องที่ 5.3 ภาษีธุรกิจที่ควรทราบ
กิจกรรมที่ 5
หนวยการเรียนรูที่ 6 การดํารงชีวิตและครอบครัวกับการพัฒนาอาชีพ
ตอนที่ 1
การวางแผนชีวิตและครอบครัว และการประกอบอาชีพ
เรื่องที่ 1.1 การวางแผนการดําเนินชีวิตและครอบครัว
เรื่องที่ 1.2 การประกอบอาชีพ
กิจกรรมที่ 1
ตอนที่ 2
การวางแผนกลยุทธ
เรื่องที่ 2.1 ความสําคัญของการวางแผนกลยุทธ
เรื่องที่ 2.2 หลักการคิดแบบกลยุทธและการวางแผนกลยุทธ
กิจกรรมที่ 2
ตอนที่ 3
กลยุทธการตลาดและการพัฒนาผลิตภัณฑ
เรื่องที่ 3.1 หนาที่การตลาด
เรื่องที่ 3.2 การวิเคราะหการแบงสวนตลาด
เรื่องที่ 3.3 กลยุทธการตลาด
เรื่องที่ 3.4 ผูบ ริโภค
เรื่องที่ 3.5 การพัฒนาผลิตภัณฑและการจําหนาย
กิจกรรมที่ 3
ตอนที่ 4
การพัฒนาอาชีพ
เรื่องที่ 4.1 ความหมาย ความสําคัญ และประโยชนในการพัฒนาอาชีพ
เรื่องที่ 4.2 แนวทางในการพัฒนาอาชีพ
กิจกรรมที่ 4

286
286
304
305
306
306
315
318
328
330
333
333
335
348
349
349
351
356
357
357
358
359
364
365
368
369
369
370
376

สารบัญ (ตอ)
ตอนที่ 5

โครงงานพัฒนาอาชีพ
เรื่องที่ 5.1 ความหมาย ความสําคัญ และประโยชนของ
การจัดทําโครงงานพัฒนาอาชีพ
เรื่องที่ 5.2 ลักษณะของโครงงานที่ดี
เรื่องที่ 5.3 การบริหารโครงงาน
เรื่องที่ 5.4 การเขียนโครงงาน
กิจกรรมที่ 5
หนวยการเรียนรูที่ 7 การพัฒนากลุมอาชีพและวิสาหกิจชุมชน
ตอนที่ 1
เศรษฐกิจชุมชนมิติใหม
เรื่องที่ 1.1 เศรษฐกิจพอเพียง
เรื่องที่ 1.2 พลังทางสังคม
เรื่องที่ 1.3 กระบวนการเรียนรูเพื่อความเขมแข็งของชุมชน
เรื่องที่ 1.4 ภูมิปญญาทองถิ่น
เรื่องที่ 1.5 การทําแผนชุมชน
กิจกรรมที่ 1
ตอนที่ 2
การพัฒนากลุม อาชีพ
เรื่องที่ 2.1 กระบวนการทํางานเปนกลุม
เรื่องที่ 2.2 การรวมกลุมพัฒนาอาชีพ
เรื่องที่ 2.3 กระบวนการพัฒนากลุมอาชีพ
กิจกรรมที่ 2
ตอนที่ 3
วิสาหกิจชุมชน
เรื่องที่ 3.1 การพัฒนาวิสาหกิจชุมชน
เรื่องที่ 3.2 การพัฒนาเครือขายวิสาหกิจ
กิจกรรมที่ 3
หนวยการเรียนรูที่ 8 การใชเทคโนโลยีในการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ตอนที่ 1
เทคโนโลยีกับมนุษย
เรื่องที่ 1.1 ความหมายและความสําคัญของเทคโนโลยี
เรื่องที่ 1.2 วิวัฒนาการทางเทคโนโลยี
เรื่องที่ 1.3 การยอมรับเทคโนโลยี
กิจกรรมที่ 1

377
377
378
379
382
383
385
387
387
389
393
395
398
401
402
402
405
406
409
410
410
412
417
419
422
422
423
425
427

สารบัญ (ตอ)
ตอนที่ 2

การจัดกลุมเทคโนโลยี
เรื่องที่ 2.1 กลุมเทคโนโลยีสารเสนเทศ คอมพิวเตอร โทรคมนาคม
เรื่องที่ 2.2 กลุมเทคโนโลยีชีวภาพ อุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร
เรื่องที่ 2.3 กลุมเทคโนโลยีสะอาด
เรื่องที่ 2.4 กลุมเทคโนโลยีกอสราง การออกแบบสถาปตยกรรม
เรื่องที่ 2.5 กลุมเทคโนโลยี นาโนเทคโนโลยี หุน ยนต อิเล็กทรอนิกส
เรื่องที่ 2.6 กลุมเทคโนโลยีวัสดุสมัยใหม
เรื่องที่ 2.7 กลุมเทคโนโลยีอุตสาหกรรมการผลิต
เรื่องที่ 2.8 กลุมเทคโนโลยีการเรียนรูเพื่อการสรางสรรคดวยปญญา
กิจกรรมที่ 2
ตอนที่ 3
เทคโนโลยีกับการประกอบอาชีพ
เรื่องที่ 3.1 การเลือกใชเทคโนโลยีใหเหมาะสม
เรื่องที่ 3.2 การประยุกตใชเทคโนโลยีในการประกอบอาชีพ
เรื่องที่ 3.3 ประโยชนของเทคโนโลยี
เรื่องที่ 3.4 ผลเสียของเทคโนโลยี
กิจกรรมที่ 3
ตอนที่ 4
การออกแบบผลิตภัณฑ
เรื่องที่ 4.1 ความหมายและประเภทของการออกแบบ
เรื่องที่ 4.2 หลักการออกแบบ
เรื่องที่ 4.3 การพัฒนารูปผลิตภัณฑ
กิจกรรมที่ 4
หนวยการเรียนรูที่ 9 เทคโนโลยีสารสนเทศ
ตอนที่ 1
หลักการและวิธีการของเทคโนโลยีสารสนเทศ
เรื่องที่ 1.1 หลักการและวิธกี ารของเทคโนโลยีสารเสนเทศ
กิจกรรมที่ 1
เรื่องที่ 1.2 การจัดเก็บและบํารุงรักษาสารสนเทศใหถกู ตอง
และเปนปจจุบัน
กิจกรรมที่ 2
เรื่องที่ 1.3 หลักการและวิธกี ารแกปญหาดวยกระบวนการ
ทางเทคโนโลยีสารสนเทศอยางมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

428
428
429
431
433
436
438
422
444
449
450
450
452
453
456
457
458
458
459
466
482
483
486
486
490
491
494
495

สารบัญ (ตอ)

ตอนที่ 2

กิจกรรมที่ 3
เรื่องที่ 1.4 หลักการพัฒนาโครงงานที่มีการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ
กิจกรรมที่ 4
เรื่องที่ 1.5 การใชเทคโนโลยีสารสนเทศนําเสนองานในรูปแบบที่เหมาะสม
กิจกรรมที่ 5
หลักการและระบบคอมพิวเตอร
เรื่องที่ 2.1 องคประกอบและหลักการทํางานของคอมพิวเตอร
กิจกรรมที่ 6
เรื่องที่ 2.2 ระบบคอมพิวเตอรเพื่อการสือ่ สารขอมูลและ
เครือขายคอมพิวเตอร
กิจกรรมที่ 7
เรื่องที่ 2.3 การใชฮารดแวรและซอฟตแวรใหเหมาะสมกับงาน
กิจกรรมที่ 8
เรื่องที่ 2.4 การใชประโยชนจากคอมพิวเตอร
กิจกรรมที่ 9
เรื่องที่ 2.5 จิตสํานึกในการใชคอมพิวเตอร
กิจกรรมที่ 10

ภาคผนวก
- คําสัง่ สํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ 658/2546
- คําสัง่ สํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ 719/2546
- คําสัง่ สํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ 1002/2547

496
497
498
499
508
509
509
521
524
524
524
526
527
531
532
533

536
538
539

(1)

คําแนะนําในการศึกษา
องคประกอบของชุดการเรียนทางไกล
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ (พอ 30) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ประกอบดวย
1. เอกสารชุดการเรียนทางไกล จํานวน 1 เลม เอกสารดังกลาวไดรวบรวมเนื้อหาของทุกหนวยการ
เรียนรูไว มีวัตถุประสงคเพื่อใหนักศึกษาศึกษารายละเอียดเนื้อหาดวยตนเอง
2. เอกสารสมุดบันทึกกิจกรรมการเรียนรูประกอบชุดการเรียนทางไกล จํานวน 1 เลม แบง
ออกเปน 2 สวน ไดแก
Š สวนที่ 1 แบบทดสอบกอนเรียน กิจกรรม และแบบทดสอบหลังเรียน เรียงลําดับตามหนวยการ
เรียนรู
Š สวนที่ 2 เฉลยแบบทดสอบกอนเรียน กิจกรรมและแบบทดสอบหลังเรียน เรียงลําดับตาม
หนวยการเรียนรู

วิธีการใชชุดการเรียนทางไกล
เมื่อนักศึกษาไดรับชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ (พอ 30) แลวใหนกั ศึกษาดําเนินการตาม
ขั้นตอนดังนี้
1. ศึกษารายละเอียดโครงสรางชุดการเรียนทางไกลโดยละเอียด เพื่อใหทราบวานักศึกษาตองเรียนรู
เนื้อหาในเรื่องใดบางในหมวดวิชานี้
2. วางแผนเพือ่ กําหนดระยะเวลาและจัดเวลาทีน่ ักศึกษามีความพรอมที่จะศึกษาวันละ 3 – 5 ชั่วโมง
เพื่อใหสามารถศึกษารายละเอียดของเนือ้ หาแตละหนวยการเรียนรูใหจบ อยางนอย 1 ตอน พรอมทํากิจกรรม
ตามทีก่ ําหนด
3. ทําแบบทดสอบกอนเรียนของแตละหนวยการเรียนรูในสมุดบันทึกกิจกรรมการเรียนรูประกอบชุดการ
เรียนทางไกล เพื่อทราบพืน้ ฐานความรูเดิมของนักศึกษา โดยตรวจสอบจากเฉลยแบบทดสอบทายเลม
4. ศึกษาเนื้อหาในชุดการเรียนทางไกลในแตละหนวยการเรียนอยางละเอียดใหเขาใจ และทํากิจกรรม
ตามทีก่ ําหนดไวในสมุดบันทึกกิจกรรมการเรียนรูประกอบชุดการเรียนทางไกลใหครบถวน
5. เมื่อทํากิจกรรมเสร็จแตละกิจกรรม นักศึกษาสามารถตรวจสอบคําตอบไดจากเฉลยทายเลม หาก
นักศึกษายังทํากิจกรรมไมถกู ตองใหนักศึกษากลับไปทบทวนเนื้อหาสาระในเรื่องนัน้ ซ้ําจนกวาจะเขาใจ แลวลอง
ทํากิจกรรใหมใหถูกตอง
6. เมื่อศึกษาเนื้อหาสาระครบทุกตอนในแตละหนวยการเรียนรูแลว ใหนักศึกษาทําแบบทดสอบหลังเรียน
ของหนวยการเรียนรูนนั้ และตรวจสอบจากเฉลยทายเลมวานักศึกษาสามารถทําแบบทดสอบไดถูกตองทุกขอ
หรือไมหากขอใดยังไมถูกตองใหนักศึกษากลังไปทบทวนในเนื้อหาสาระเรื่องนัน้ ใหเขาใจอีกครั้งหนึ่ง นักศึกษาควร

(2)
ทําแบบทดสอบหลังเรียนใหถูกตองไมนอยกวารอยละ 70 ของแบบทดสอบทั้งหมด เพื่อใหมั่นใจวาจะสามารถสอบ
ปลายภาคผาน
7. หากนักศึกษาทําการศึกษาและทํากิจกรรมดวยตนเองแลวยังไมเขาใจ นักศึกษาสามารถสอบถามและ
ขอคําแนะนําไดจากอาจารยที่ปรึกษาประจําหมวดวิชาตามชื่อ ที่อยูและสถานที่ติดตอที่สถาบันการศึกษาทางไกล
แจงใหนกั ศึกษาทราบ
8. เลือกเนื้อหาสารถที่นกั ศึกษาสนใจที่จะศึกษาอยางลึกซึ้งทําโครงงานสงอาจารยที่ปรึกษาประจําหมวด
วิชาตามวิธกี ารและระยะเวลาที่สถาบันการศึกษาทางไกลกําหนด ซึง่ นักศึกษาสามารถศึกษารายละเอียดวิธกี าร
ทําโครงงานไดจากคูมือนักศึกษาที่สถาบันการศึกษาทางไกลจัดสงใหพรอมกับการตอบรับการเปนนักศึกษาในการ
สมัครครั้งแรก

การชมรายการโทรทัศนสรุปสอนเสริม
รายการโทรทัศนสอนเสริมกําหนดไวประมาณ 5 ครั้ง โดยนักศึกษาจะตองศึกษาเนื้อหาจนจบกอนที่จะ
รับชมรายการโทรทัศนทางสถานีวทิ ยุโทรทัศนเพื่อการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (ETV) หากมีขอ สงสัยให
โทรศัพทสอบถาม หรืออาจจดบันทึกขอสงสัยและสงคําถามทางไปรษณีย ไปยังสถาบันการศึกษาทางไกลเพื่อตอบ
ขอคําถามของนักศึกษาตอไป

การศึกษาคนควาเพิ่มเติม
นักศึกษาอาจศึกษาหาความรูเพิ่มเติมไดจากการเรียนรูอ ื่น ๆ เชน การศึกษาตําราหรือสื่ออื่น ๆ ที่เกีย่ วของ
กับวิชาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ทีห่ นวยบริการสื่อการศึกษาทาไกลที่ปรากฏยูในภาคผนวกของคูมือ
นักศึกษา จากเพื่อหรือผูรูทนี่ กั ศึกษารูจกั เปนตน สําหรับในหนวยการเรียนรูที่ 9 เทคโนโลยีสารสนเทศใหนักศึกษา
สมัครเขารับการอบรมเพิ่มเติมจากหนวยงาน องคกร สถาบันหรือสถานศึกษา ไมวา จะเปนของรัฐหรือเอกชน ใน
เรื่องคอมพิวเตอรเบื้องตนและการใชอินเทอรเน็ต ในหลักสูตรอยางนอย 15 ชั่วโมง เพื่อใหนักศึกษามีทักษะในการ
ใชคอมพิวเตอรที่จําเปน

การสอบปลายภาค
เมื่อสิ้นภาคการศึกษา นักศึกษาจะตองเขาสอบปลายภาคตามวัน เวลา และสถานทีท่ ี่สถาบันการศึกษา
ทางไกลกําหนด ซึ่งจะแจงใหนักศึกษาทราบทางไปรษณีย โดยนักศึกษาจะตองนําบัตรประจําตัวนักศึกษาและบัตร
ประจําตัวประชาชน หรือบัตรขาราชการไปดวย หาไมมีไปแสดง นักศึกษาอาจไมไดรับสิทธิ์ในการเขาสอบ
นอกจากนัน้ ขอใหนักศึกษาแตงกายสุภาพเรียบรอยตามระเบียบ

(3)

โครงสรางชุดการเรียนทางไกล
หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
มาตรฐานการเรียนรู
สาระที่ 1

สาระที่ 2

สาระที่ 3

สาระที่ 4

การดํารงชีวติ และครอบครัว
มาตรฐาน ง 1.1 เขาใจมีความคิดสรางสรรค มีทักษะ มีคุณธรรม มีจิตสํานึกในการใชพลังงาน
ทรัพยากร และสิ่งแวดลอมในการทํางานเพื่อการดํารงชีวิตและครอบครัวที่
เกี่ยวของกับงานบาน งานเกษตร งานชาง งานประดิษฐ และงานธุรกิจ
มาตรฐาน ง 1.2 มีทักษะ กระบวนการทํางานและการจัดการ การทํางานเปนกลุม การ
แสวงหาความรู สามารถแกปญหาในการทํางาน รักการทํางานและมีเจตคติที่
ดีตองาน
การอาชีพ
มาตรฐาน ง 2.1 เขาใจ มีทักษะ มีประสบการณในงานอาชีพสุจิต มีคุณธรรม มีเจตคติที่ดีตอ
งานอาชีพและเห็นแนวทางในการประกอบอาชีพสุจริต
มาตรฐาน ง 2.2 ใชกระบวนการศึกษาเพื่อการตัดสินใจเลือกกิจกรรมอาชีพใหเหมาะสมกับ
ตนเอง ชุมชน ที่จะทําใหมีความมัน่ คงในการดําเนินชีวิตอยูในชุมชน
มาตรฐาน ง 2.3 มีความสามารถในการพัฒนาอาชีพดวยการยกระดับมาตรฐานคุณภาพ
ผลิตภัณฑใหสามารถเขาสูต ลาดการแขงขัน มีความสามารถรวมตัวเปน
เครือขาย รวมกันบริหารจัดการเปนวิสาหกิจชุมชน
การออกแบบและเทคโนโลยี
มาตรฐาน ง 3.1 เขาใจธรรมชาติและกระบวนการเทคโนโลยี ใชความรู ภูมิปญญา
จินตนาการและความคิดอยางมีระบบในการออกแบบสรางสิง่ ของเครื่องใช
วิธีการเชิงกลยุทธตามกระบวนการเทคโนโลยี สามารถตัดสินใจเลือกใช
เทคโนโลยีในการสรางสรรคตอชีวิต สังคม สิ่งแวดลอม โลกของงานอาชีพ
เทคโนโลยีสารสนเทศ
มาตรฐาน ง 4.1 เขาใจ เห็นคุณคา และใชกระบวนการทางเทคโนโลยีสารสนเทศในการสืบคน
ขอมูล การเรียนรู การสื่อสาร การแกปญหา การทํางานและอาชีพอยางมี
ประสิทธิภาพประสิทธิผล และมีคุณธรรม

(4)
สาระที่ 5

เทคโนโลยีเพื่อการทํางานและอาชีพ
มาตรฐาน ง 5.1 ใชเทคโนโลยีในการทํางาน การผลิต การออกแบบ การแกปญหา การสราง
งาน การสรางอาชีพสุจริตอยางมีความเขาใจ มีการวางแผนเชิงกลยุทธ และมี
ความคิดสรางสรรค

สาระสําคัญ
สาระของหมวดวิชาพัฒนาอาชีพ เปนสาระที่มงุ ใหเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับการทํางานใน
ชีวิตประจําวันทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน และสังคม ในดานงานบาน งานเกษตร งานชาง งานประดิษฐ และงาน
ธุรกิจเขาใจหลักการและเห็นคุณคา รวมทั้งประโยชนของการประกอบอาชีพสุจริต เห็นชองทางในการประกอบ
อาชีพและตัดสินใจเลือกและพัฒนาอาชีพ โดยสามารถแสวงหาความรูในการแกปญ
 หาและพัฒนาอาชีพของ
ตนเองและครอบครัว โดยนําเทคโนโลยีและเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชอยางถูกตองและเหมาะสม

ผลการเรียนรูที่คาดหวัง
1. อธิบายความหมาย ความสําคัญ ประโยชน หลักการ วิธกี าร ขัน้ ตอน กระบวนการทํางาน การจัดการ
และแนวทางในการทํางานบาน งานเกษตร งานชาง งานประดิษฐ และงานธุรกิจเพือ่ การดํารงชีวติ และครอบครัว
ได
2. สรางแนวคิดใหม ๆ ในการทํางานได
3. ทํางานดวยความรับผิดชอบ ตรงตอเวลา ขยัน ซื่อสัตย ประหยัด อดออม มุงมัน่ ในการทํางานจนสําเร็จ
4. ใชพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดลอมในการทํางานไดอยางคุมคาและถูกวิธี
5. วางแผนการดําเนินงานและปฏิบัติตามแผนไดอยางมีประสิทธิภาพ
6. รวมทํางานกับผูอนื่ ไดเหมาะสมตามบทบาทและหนาที่
7. เลือกใชขอมูลเกี่ยวกับการทํางานจากแหลงความรูตาง ๆ ไดอยางมีประสิทธิภาพ
8. แกปญหาในการทํางานไดอยางสรางสรรค
9. มีความมุงมั่นในการทํางาน มีจิตสํานึกที่ดีตอการทํางานและทํางานอยางมีความสุข และมีนิสัยในการ
ทํางานดวยความประณีต รอบคอบ ปลอดภัย และสะอาด
10. มีทักษะในงานอาชีพสุจริตซึ่งสอดคลองกับความตองการของชุมชน โดยใชเทคนิคการจัดการอยาง
เปนระบบ
11. ใชกลยุทธทางการตลาดในการสรางและพัฒนาอาชีพไดอยางมัน่ คง
12. รวมกลุมพัฒนาอาชีพและบริหารจัดการใหไปสูวิสาหกิจชุมชน โดยใชกลยุทธทางการตลาดและ
ยกระดับมาตรฐานคุณภาพเขาสูตลาดการแขงขันได
13. อธิบายถึงธรรมชาติของเทคโนโลยีและความสัมพันธระหวางเทคโนโลยีกับวิชาชีพตาง ๆ ได

(5)
14. บอกวิธีการนํากระบวนการทางเทคโนโลยีมาใชในการพัฒนาและปรับปรุงเครื่องมือ เครื่องใช วัสดุ
อุปกรณ ผลิตภัณฑ หรือวิธกี ารเพื่อใชในการดํารงชีวิตที่ดีขึ้นได
15. สรางวัสดุ อุปกรณ เครื่องมือ เครื่องใช และผลิตภัณฑ หรือวิธีการทดสอบ ปรับปรุง แกไขอยางคุมคา
ถูกวิธี และปลอดภัย โดยสามารถนําเสนอใหผูอื่นเขาใจได รวมทัง้ ยอมรับความคิดเห็นและผลงานของผูอื่น
16. นําเสนอแนวทางในการออกแบบและการนําเทคโนโลยีมาใชในงานอาชีพไดอยางชัดเจน
17. เลือกใชเทคโนโลยีอยางสรางสรรคตอชีวิต สังคม สิ่งแวดลอม และงานอาชีพได
18. นําเทคโนโลยีมาใชในฐานะผูผลิตไดอยางมีประสิทธิภาพ
19. อธิบายหลักการและวิธกี ารของเทคโนโลยีสารสนเทศได
20. บอกองคประกอบและหลักการทํางานของคอมพิวเตอรได
21. อธิบายระบบคอมพิวเตอร ระบบสื่อสารขอมูลและระบบเครือขายคอมพิวเตอรได
22. ระบุขอกําหนดของคอมพิวเตอรและอุปกรณท่เี กี่ยวของได
23. จัดเก็บและบํารุงรักษาสารสนเทศไดถูกตองและเปนปจจุบนั อยูเสมอ
24. บอกหลักการและวิธกี ารแกปญหาดวยกระบวนการทางเทคโนโลยีสารสนเทศอยางมีประสิทธิภาพ
และประสิทธิผลได
25. อธิบายหลักการพัฒนาโครงงานที่มีการใชเทคโนโลยีสารสนเทศได
26. ใชฮารดแวรและซอฟตแวรไดเหมาะสมกับงาน
27. ติดตอ สื่อสาร คนหาขอมูลและความรูผานเครือขายคอมพิวเตอรไดอยางมีประสิทธิภาพ
28. ใชคอมพิวเตอรชวยในการประมวลผลขอมูลใหเปนสารสนเทศประกอบการตัดสินใจได
29. นําเสนองานโดยใชเทคโนโลยีไดอยางเหมาะสม และตรงตามวัตถุประสงคของงาน
30. ใชคอมพิวเตอรสรางงานอยางมีจิตสํานึกและมีความรับผิดชอบ
31. วางแผนอยางมีกลยุทธและเลือกใชเทคโนโลยีอยางสรางสรรคและเหมาะสมกับงาน

สาระการเรียนรู
สาระที่ 1
การดํารงชีวิตและครอบครัว
สาระที่ 2
การอาชีพ
สาระที่ 3
การออกแบบและเทคโนโลยี
สาระที่ 4
เทคโนโลยีสารสนเทศ
สาระที่ 5
เทคโนโลยีเพื่อการทํางานและอาชีพ
จํานวนหนวยกิต 12 หนวยกิต

(6)
รายละเอียดขอบขายเนื้อหา
หนวยการเรียนรูที่
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2
ตอนที่ 3
ตอนที่ 4
หนวยการเรียนรูที่
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2
ตอนที่ 3
หนวยการเรียนรูที่
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2
ตอนที่ 3
ตอนที่ 4
ตอนที่ 5
ตอนที่ 6
หนวยการเรียนรูที่
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2
ตอนที่ 3
หนวยการเรียนรูที่
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2
ตอนที่ 3
ตอนที่ 4
ตอนที่ 5
หนวยการเรียนรูที่
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2
ตอนที่ 3

1 บานและครอบครัว
บานและชีวิตความเปนอยูในบาน
ผาและเครื่องแตงกาย
อาหารและโภชนาการ
การประกอบอาชีพที่เกีย่ วกับงานบาน
2 เกษตรเพื่อชีวิต
ความสําคัญของงานเกษตร
การผลิตพืช
สัตวและกระบวนการจัดการ
3 ชางประจําบาน
งานไฟฟา
งานไม
งานปูน
งานสี
งานประปา
ขอควรรูในการทํางานชาง
4 งานประดิษฐ
การจัดการงานประดิษฐ
ตัวอยางงานประดิษฐ
การทํางานประดิษฐใหเปนอาชีพ
5 งานธุรกิจ
ธุรกิจในชีวิตประจําวัน
งานสํานักงานและเครื่องใชสํานักงาน
งานการเงินและบัญชี
การขาย
กฎหมายทีเ่ กีย่ วของกับธุรกิจ
6 การดํารงชีวิตและครอบครัวกับการพัฒนาอาชีพ
การวางแผนชีวิตและครอบครัวและการประกอบอาชีพ
การวางแผนกลยุทธ
กลยุทธการตลาดและการพัฒนาผลิตภัณฑ

(7)
ตอนที่ 4
การพัฒนาอาชีพ
ตอนที่ 5
โครงงานการพัฒนาอาชีพ
หนวยการเรียนรูที่ 7 การพัฒนากลุมอาชีพและวิสาหกิจชุมชน
ตอนที่ 1
เศรษฐกิจชุมชนมิติใหม
ตอนที่ 2
การพัฒนากลุม อาชีพ
ตอนที่ 3
วิสาหกิจชุมชน
หนวยการเรียนรูที่ 8 การใชเทคโนโลยีในการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ตอนที่ 1
เทคโนโลยีกับมนุษย
ตอนที่ 2
การจัดกลุมเทคโนโลยี
ตอนที่ 3
เทคโนโลยีกบั การประกอบอาชีพ
ตอนที่ 4
การออกแบบผลิตภัณฑ
หนวยการเรียนรูที่ 9 เทคโนโลยีสารสนเทศ
ตอนที่ 1
หลักการและวิธีการของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ตอนที่ 2
หลักการและระบบคอมพิวเตอร

กิจกรรมการเรียนรู
1. ทําแบบทดสอบตนเองกอนเรียนในสมุดบันทึกกิจกรรมการเรียนรู และตรวจสอบเฉลยในทายเลม
2. ศึกษาเนื้อหาสาระในหนวยการเรียนรูท ุกหนวย พรอมศึกษา VCD ประกอบเนื้อหาสาระนั้นตามที่
กําหนดไว
3. ทํากิจกรรมตามทีก่ ําหนดในแตละหนวยการเรียนรูในสมุดบันทึกกิจกรรมและตรวจสอบแนวตอบใน
ทายเลม
4. ทําโครงงานของหมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ตามความสนใจ สงอาจารยที่ปรึกษาประจําหมวดวิชาตาม
ขั้นตอนทีก่ ําหนดในคูมือนักศึกษาการศึกษานอกโรงเรียนพืน้ ฐาน วิธีเรียนทางไกล
5. ทําแบบทดสอบตนเองหลังเรียนในสมุดบันทึกกิจกรรมการเรียนรู และตรวจสอบเฉลยคําตอบในทาย
เลม

สื่อการเรียนรู
1. ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ (พอ 30) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
2. สมุดบันทึกกิจกรรมการเรียนรูประกอบชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ (พอ 30) ระดับ
มัธยมศึกษาตอนปลาย

(8)
3. สื่อ VCD จํานวน 5 เรื่อง
4. เอกสารเสริมและเอกสารสรุปเนื้อหา
5. รายการโทรทัศนทบทวนความรูกอนสอบ

การประเมินผล
1. การทําแบบทดสอบตนเองกอนและหลังเรียน
2. การทํากิจกรรมในแตละหนวยการเรียนรู
3. การทําโครงงาน

หนวยการเรียนรูท ี่ 1 บานและครอบครัว
โครงสรางของหนวย
มาตรฐานการเรียนรู
มาตรฐาน ง 1.1 เขาใจ มีความคิดสรางสรรค มีทักษะ มีคุณธรรม มีจิตสํานึกในการใชพลังงาน
ทรัพยากรและสิ่งแวดลอมในการทํางานเพือ่ การดํารงชีวติ และครอบครัวที่เกี่ยวของกับการงานบาน งานเกษตร
งานประดิษฐและงานธุรกิจ
มาตรฐาน ง 2.1 เขาใจ มีทักษะ มีประสบการณในงานอาชีพสุจริต มีคุณธรรม มีเจตคติที่ดีตองานอาชีพ
และเห็นแนวทางในการประกอบอาชีพสุจริต
มาตรฐาน ง 2.2 ใชกระบวนการศึกษาเพือ่ การตัดสินใจเลือกกิจกรรมอาชีพใหเหมาะสมกับตนเอง
ชุมชนที่จะทําใหมีความมัน่ คงในการดําเนินชีวิตอยูในชุมชน

มาตรฐานการเรียนรูระดับ
ง 1.1 ขอ 1

เขาใจความหมาย ความสําคัญ ประโยชน หลักการ วิธกี าร ขั้นตอน กระบวนการทํางาน
การจัดการ และแนวทางในการทํางานบาน งานเกษตร งานชาง งานประดิษฐ และงาน
ธุรกิจ เพื่อการดํารงชีวิตและครอบครัว
ขอ 2 สรางแนวคิดใหม ๆ ในการทํางาน
ขอ 3 ทํางานดวยความรับผิดชอบ ตรงตอเวลา ขยัน ซื่อสัตย ประหยัด อดออม มุง มั่นในการ
ทํางานจนสําเร็จ
ขอ 4 ใชพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมในการทํางานอยางคุมคาและถูกวิธี
ง 2.1 ขอ 1 มีความรูและทักษะในงานอาชีพสุจริตทีส่ นใจซึ่งเปนไปตามความตองการของชุมชนและ
มีการใชเทคนิควิธีการจัดการอยางเปนระบบ
ง 2.2 ขอ 1 มีกระบวนการเขาสูอาชีพดวยการนําผลผลิตหรือบริการ หรือฝมอื แรงงานเขาสูต ลาดให
เกิดรายได สรางและพัฒนาตลาดใหมั่นคง

ผลการเรียนรูที่คาดหวัง
1. อธิบายความหมาย ความสําคัญ ประโยชน หลักการ วิธกี าร ขัน้ ตอน กระบวนการทํางาน การจัดและ
แนวคิดในการทํางานบาน เพื่อการดํารงชีวิตและครอบครัวได
2. สรางแนวคิดใหม ๆ ในการทํางานบานได
3. ทํางานดวยความรับผิดชอบ ตรงตอเวลา ขยัน ซื่อสัตย ประหยัด อดออม มุงมัน่ ในการทํางานจนสําเร็จ
4. ใชพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมในการทํางานบานไดอยางคุมคาและถูกวิธี
5. บอกประโยชนของการมีอาชีพได
6. วิเคราะหความตองการทางอาชีพของชุมชน/ตลาดแรงงานได
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

1

7. มีทักษะในการประกอบอาชีพสุจริตและประกอบอาชีพได
8. บอกหนาทีก่ ารตลาดและวางกลยุทธการตลาดได

รายละเอียดขอบขายเนื้อหา
ตอนที่ 1

ตอนที่ 2

ตอนที่ 3

ตอนที่ 4

บานและชีวติ ความเปนอยูในบาน
เรื่องที่ 1.1 ความสัมพันธของสมาชิกในบาน
เรื่องที่ 1.2 การจัดและดูแลรักษาบาน
เรื่องที่ 1.3 ความปลอดภัยในการใชเครื่องมือ เครื่องใชและวัสดุอุปกรณภายในบาน
เรื่องที่ 1.4 การอนุรักษพลังงานและสิ่งแวดลอมภายในบาน
ผาและเครื่องแตงกาย
เรื่องที่ 2.1 การเลือกใชผาและเครื่องแตงกายใหเหมาะสม
เรื่องที่ 2.2 การดูแลรักษาเสื้อผาเครื่องแตงกาย
เรื่องที่ 2.3 การซอมแซมและตกแตงเสื้อผา
อาหารและโภชนาการ
เรื่องที่ 3.1 การบริโภคอาหารและเครื่องดื่ม
เรื่องที่ 3.2 การประกอบ การจัดบริการอาหารและเครื่องดื่ม
เรื่องที่ 3.3 การถนอมอาหาร
การประกอบอาชีพที่เกีย่ วกับงานบาน
เรื่องที่ 4.1 งานบานทีน่ ิยมทําเปนอาชีพ
เรื่องที่ 4.2 การพัฒนาการทํางานบานใหเปนอาชีพ

เวลาที่ใชในการศึกษา 40 ชั่วโมง
กิจกรรมการเรียนรู
1. ศึกษารายละเอียดเนื้อหาจากชุดการเรียนทางไกล
2. ปฏิบัติกิจกรรมแตละตอนทีก่ ําหนดในสมุดบันทึกกิจกรรมประกอบชุดการเรียนทางไกล
3. ศึกษาความรูเพิ่มเติมจากสื่อที่มีอยูในแหลงการเรียนรูตาง ๆ

สื่อการเรียนรู
ชุดการเรียนทางไกลและสมุดบันทึกกิจกรรมการเรียนรูป ระกอบการเรียนทางไกล

การประเมินผล
ประเมินผลดวยตนเองจากการทําแบบฝกหัด แบบทดสอบ หรือกิจกรรมในแตละตอน และตรวจสอบ
ประเมินผลแบบเฉลยแบบฝกหัด แบบเฉลยทดสอบ หรือแบบเฉลยกิจกรรม
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

2

ตอนที่ 1 บานและชีวิตความเปนอยูในบาน
บานเปนที่อยูอาศัยที่สําคัญของมนุษย เปนที่ใหความรัก ความอบอุน ความปลอดภัย สมาชิกทุกคนใน
ครอบครัวมีสวนรวมที่จะตองดูแลบานในดานวัตถุ ไดแก สิ่งของเครื่องใช อุปกรณตาง ๆ รวมทั้งเครื่องมือ เครื่องใช
ทุกชนิดภายในบานใหครบถวน ใหอยูในสภาพใชงานได นอกจากนี้ตองดูแลรักษาทําความสะอาด เช็ด ปด กวาด
ถูบานใหสะอาด ถูกสุขอนามัยปราศจากเชื้อโรค เพื่อเสริมสรางสุขอนามัยใหแกคนในบาน บานสะอาดจะนาอยู
ยิ่งขึ้นหากไดรับการตกแตงใหสวยงาม มีการปรับเปลี่ยนโยกยายภายในบานเพื่อสรางบรรยากาศใหม ๆ

เรื่องที่ 1.1 ความสัมพันธของสมาชิกในบาน
ปจจุบันครอบครัวไทยเปนแบบเสรีประชาธิปไตย ครอบครัวแบบที่พอแมเปนผูตัดสินชี้ขาดมีนอยลง หนุม
สาวมีเสรีภาพในการเลือกคูครอง โดยขั้นอยูกับความรัก ความเปนเพื่อน ความสนใจที่ตรงกัน หลังจากแตงงาน
แลวจะแยกครอบครัวเปนอิสระจากพอแม สามีภรรยามีสิทธิเทาเทียมกัน การตัดสินใจตองปรึกษาซึ่งกันและกัน
และเมื่อมีลูก ลูกจะมีสวนรวมในการตัดสินใจความมีเสรีภาพของครอบครัวขึ้นอยูกับครอบครัวเปนสําคัญ
บทบาทหนาที่ของสมาชิกในบาน
1. บานเปนที่ใหความอบอุนแกทุกคนในบาน เปนที่ที่คนจะเปนตัวของตัวเอง เปนที่ปลอยความรูสึก
ระบายสิ่งที่เขาไมสามารถบอกใครได หากครอบครัวรับฟงและเปนที่ที่รับฟงเรื่องทุกเรื่อง ชวยขจัดปญหาความ
ยุงยากตาง ๆ ของคนในครอบครัว ครอบครัวจะเปนที่พึ่งสําคัญของคน ไมวาสมาชิกของครอบครัวจะอยูในสภาพ
อยางไรเขาก็คงเปนบุคคลสําคัญของพอแม พี่นอง ไมมีใครแยงฐานะของเขาในครอบครัวได ความรูสึกสนิทสนม
จะทําใหเกิดความอบอุน
2. บานเปนแหลงที่สงเสริมใหบุคคลรูจักวิถีชีวิตของคนในบาน ในชีวิตประจําวันเด็กจะไดรับคําสอนใน
เรื่องการใชเงินจากประสบการณการหาเงิน จายเงินและวางแผนเพื่อใชเงินในอนาคต สมาชิกในครอบครัวทุกคน
จะไดรับการสงเสริมใหมีทักษะในการใชเครื่องใชเครื่องมือใหม ๆ เชน ขับรถ ใชโทรศัพท ใชคอมพิวเตอร ฯลฯ
นอกจากนี้ยังสอนใหสมาชิกรูจักการอาน การฟงวิทยุ การดูโทรทัศน ถกเถียงเรื่องราวตาง ๆ จากขาว ละคร เปนตน
3. สงเสริมใหสมาชิกในบานรับผิดชอบตอหนาที่ของตน ครอบครัวแบบประชาธิปไตยจะการแบงบทบาท
หนาที่รับผิดชอบใหแกบุคคลในครอบครัวตามความสามารถของสมาชิกทุกคนในครอบครัว ตองมีบทบาทหนาที่
รวมกัน เชน แมทํากับขาว พอลางรถ ลูกปดกวาดเช็ดถูบาน ลางจาน เปนตน ซึ่งหนาที่เหลานี้จะตองมีการปลูกฝง
ตั้งแตยังเล็ก
4. สรางนิสัยที่จะเอาใจใสปฏิบัติกิริยาของผูอื่นในบาน สมาชิกไดเรียนรูวิธีการดํารงชีวิตอยางสุขสบายใจ
และความแตกตางของบุคคลตาง ๆ ในครอบครัว การอยูรวมกันจะตองมีความเกรงใจซึ่งกันและกัน การปฏิบัติตน
ในบางกรณีสมาชิกในครอบครัวอาจไมชอบจึงควรหลีกเลี่ยง เรียนรูนิสัยซึ่งกันและกัน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

3

บางอยาง เมื่ออกสูสังคมภายนอกจะเปนคนที่เอื้ออาทรตอความรูสึกของผูอื่น สามารถอยูในสังคมไดอยางมี
ความสุข บรรยากาศในบานนั้น บานจะนาอยูเพียงใดขึ้นอยูกับบรรยากาศของการเลี้ยงดูบุตรที่แตละครอบครัว
สรางขึ้น เจตคติของบิดามารดาในเรื่องชีวิตครอบครัว ความประพฤติหรือการปฏิบัติของบิดามารดาตอบุตร การ
แบงหนาที่ความรับผิดชอบ บทบาทหนาที่ของสมาชิกในบาน การยอมรับซึ่งกันและกัน การปกครองและอยูรวมกัน
อยางมีเสรีภาพแตอยูในขอบเขตที่สิ่งเหลานี้จะเปนตัวกําหนดวาในบานจะมีบรรยากาศเปนเชนไร
การสงเสริมสัมพันธภาพที่ดีในชีวิตครอบครัว
บุคคลในครอบครัวจะมีความสุข เกิดจากสัมพันธภาพที่ดีของบุคคลในครอบครัว การสงเสริมสัมพันธภาพ
ที่ดีใหเกิดขึ้นในครอบครัวจึงเปนสิ่งจําเปน ซึ่งมีหลักในการใชชีวิตรวมกันในครอบครัวดังนี้
1. สมาชิกในครอบครัวตองมีความเคารพในบุพการีและผูที่มีวัยวุฒิมากกวา เชน ลูกตองใหความเคารพ
นับถือ พอ แม ปู ยา ตา ยาย นองตองเคารพพี่ เปนตน
2. สมาชิกในครอบครัวควรใหความไววางใจซึ่งกันและกัน ไมมีความลับตอกัน พรอมที่จะรับฟงเรื่องราวที่
เกิดขึ้น รวมกันแกไขปญหาอยางจริงใจ
3. สมาชิกในครอบครัวตองชวยกันแบงเบาภาระหนาที่ตามศักยภาพ ความสามารถและความพึงพอใจ
ของแตละคนดวยความยินดีและเต็มใจ
4. สมาชิกในครอบครัวตอมีความเอื้อเฟอเผื่อแผ ชวยเหลือซึ่งกันและกัน ทั้งยามทุกขและยามสุข
5. สมาชิกในครอบครัวตองมีความรัก ความสามัคคีกัน หลีกเลี่ยงการทะเลาะเบาะแวง ใหอภัยซึ่งกันและ
กันไมทับถมเมื่อคนใดคนหนึ่งทําผิดหรือหลงผิด
6. สมาชิกในครอบครัวตองปรับตัวเขาหากัน ถึงแมจะเปนบุคคลในครอบครัวเดียวกัน พอแมเดียวกัน การ
เลี้ยงดูแบบเดียวกัน แตจิตใจยอมแตกตางกัน การกระทําหรือนิสัยบางอยางเปนเรื่องเฉพาะตัวบุคคล คนใน
ครอบครัวอาจรังเกียจ เชน เรอหลังอาหาร เขาหองน้ํานาน เปนตน ดังนั้นจึงตองปรับตัวซึ่งกันและกันเพื่อใหอยู
รวมกันไดอยางมีความสุข
การสรางระเบียบวินยั ในครอบครัว
การอยูดวยกันยอมมีการกระทบกระทั่งกาวกายกัน หากไมมีการวางระเบียบแบงแยกหนาที่และความ
รับผิดชอบในหนาที่ของตนแลวก็จะเกิดการขัดแยง แตครอบครัวตองการความเปนระเบียบเรียบรอย อยูดวยกัน
อยางมีความสุข ระเบียบวินัยเปนสิ่งที่จะชวยใหคนในครอบครัวปฏิบัติตัวอยูในกรอบที่ดีงาม ดังนั้นการสรางเสริม
ใหสมาชิกในครอบครัวมีระเบียบวินัยจึงเปนสิ่งที่จําเปน จึงควรมีการแบงหนาที่ความรับผิดชอบดังนี้
1. หนาที่รับผิดชอบตอตนเอง มีการออกกําลังกาย การทําความสะอาดรางกายการเตรียมตัวเพื่อไป
โรงเรียน การทําการบาน ทบทวนบทเรียน ฯลฯ
2. หนาที่ตอครอบครัว คือ ชวยทํางานบานตามฐานะของครอบครัว ตามที่พอหรือแมกําหนด เชน การ
กวาดบาน ถูบาน ลางหองน้ํา เปนตน

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

4

3. หนาที่ที่จะพึงปฏิบัติตอกัน พอแมมีหนาที่ที่จะตองดูแลบุตรใหมีความสุขในดานการกิน การนอน
ความเปนอยูและการศึกษา ดวยความรัก ความเอ็นดูและความปรารถนาดี บุตรมีหนาที่ที่จะตองเคารพเชื่อฟงพอ
แมและรับผิดชอบในงานที่กําหนดวาเปนหนาที่ของตน
อยางไรก็ตาม สิ่งที่สําคัญอีกประการหนึ่งในการสรางระเบียบวินัยในครอบครัว ก็คือ ผูใหญจะตองทําให
เปนตัวอยางที่ดี ใหการสั่งสอนอบรมที่ดี วางกฎระเบียบที่เหมาะสมและมีเหตุผลไมทําตามอารมณของผูใหญ
มิฉะนั้นแลวเด็กจะเกิดความรูสึกอึกอัด ลําบากใจและเกิดอาการเครียด ซึ่งไมเปนผลดีตอครอบครัวเลย
การวางแผนเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัว
การวางแผนเลี้ยงดูสมาชิกไวบวงหนาเปนเรื่องจําเปน เพราะถาไมเตรียมการไวลวงหนาเมื่อมีลูกก็จะเกิด
ปญหา อาจทําใหเกิดความขัดแยงและแตกแยกขึ้นได สามีภรรยาควรวางแผนเลี้ยงดูลูกของตนตั้งแตกอนแตงงาน
วาจะเลี้ยงลูกของตนอยางไร โดยคํานึงถึงสิ่งตอไปนี้
1. เศรษฐกิจของครอบครัวในปจจุบันและอนาคต ก็การเก็บออมสําหรับวันขางหนา
2. วางแผนครอบครัววาควรจะมีบุตรกี่คน จึงจะสามารถสรางบุตรใหเปนพลเมืองที่มีคุณภาพได
วิธีการวางแผนเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัว
1. สามีภรรยาตองตกลงกันวาจะมีลูกกี่คน
2. จะมีลูกคนแรกเมื่อไร และลูกคนตอมาจะใหหางกันกี่ป
3. จะใหใครเปนคนเลี้ยงเด็กซึ่งเปนสิ่งที่สําคัญมาก
4. ตองคํานึงถึงฐานะการเงินดวย เพราะการเลี้ยงดูเด็กจะตองจายทั้งคานม คาอาหาร คารักษาพยาบาล
หรือบางครั้งอาจตองจายคาจางเลี้ยงเด็ก
5. ศึกษาหาความรูเรื่องการดูแลสุขภาพของเด็กทุกวัย เพื่อจะไดเลี้ยงเด็กใหมีสุขภาพจิตที่ดี โดยอาจ
ปรึกษาญาติผูใหญหรือผูรู
ขอแนะนําในการเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัว
1. จงรักลูก พอแมพึงระลึกเสมอวาไมมีใครตองการความรักจากพอแมมากไปกวาผูที่เปนลูก การให
ความเอ็นดู ความสนใจและการแสดงความหวงใยเปนองคประกอบสําคัญในความสัมพันธทุกดาน ไมวาเด็กเล็ก
หรือเด็กโตตางก็ตองการความรักและกําลังใจอยูเสมอ เพื่อพัฒนาความเชื่อมั่นที่ถกู ตอง หลายคนเขาใจผิดคิดวา
ความรักคือการใหลูก ทําในสิ่งที่ลูกตองการทําในขณะนี้ นั่นไมใชความรักแตเปนการตามใจลูก พอแมควรระวัง
การกระทําของตนใหมาก
2. ทําตัวเปนตัวอยางที่ดี พอแมจําเปนตองทําตัวอยางที่ดีใหลูกเห็นในทุก ๆ ดาน เชน ความเปนคนมี
ระเบียบวินัย รักษาคําพูด อยาสอนลูกอยางหนึ่งแลวตัวเองทําอีกอยางหนึ่งเพราะลูกจะทําตามตัวอยางของพอแม
มากกวาทําตามคําพูดของพอแม
3. ใหเวลากับลูกและสอนลูก ซึ่งตองใชเวลา ความอดทนและการทําซ้ําบอย ๆ เริ่มจากการทําตนเปน
ตัวอยางที่ดี แลวคอย ๆ สอน คอย ๆ อบรม ตองทําความรูจักลูกและใหลูกไดรูจักพอแมใหมากที่สุด เมื่อนั้นความ
เขาใจกันก็จะบังเกิด
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

5

4. ฝกวินัยใหลูก การฝกวินัยลูกเกี่ยวกับการกระทําผิดหรือทัศนคติที่ผิดตองเปนไปดวยความนุมนวล
พยายามฝกเรื่อย ๆ ตั้งใจใหมาก ไมควรใชคําพูดในทางดูถูกลบลู ไมควรมีการตบหนาหรือลบหลู พอแมไมควรทํา
ใหลูกไดรับบาดเจ็บ ไมควรใชอารมณกับลูก
5. มีความรับผิดชอบ รับผิดชอบในการนํา แนะแนวทางและรับผิดชอบในการหาเลี้ยงครอบครัวใหดี
ที่สุด สามีภรรยาจะตองรวมแรงรวมใจกัน แบงแยกหนาที่ใหชัดเจน ปฏิบัติตัวใหดีที่สุด
ขอควรจําในการเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัว
1. ถาเด็กถูกเลี้ยงดวยคําตําหนิ
เขาจะเปนคนลมเหลว
เขาจะเปนคนแข็งกราว
2. ถาเด็กถูกเลี้ยงดวยความกาวราว
3. ถาเด็กถูกเลี้ยงดวยคําเยยหยัน
เขาจะเปนคนขลาดอาย
4. ถาเด็กถูกเลี้ยงดูดวยความละอาย
เขาจะเปนคนขี้หวาดระแวง
5. ถาเด็กถูกเลี้ยงดวยความมานะ
เขาจะเปนคนที่อดทน
6. ถาเด็กถูกเลี้ยงดวยการใหกําลังใจ
เขาจะเปนคนที่มีความเชื่อมั่น
7. ถาเด็กถูกเลี้ยงดวยความชื่นชม
เขาจะเปนคนที่ซึ่งในคุณคา
8. ถาเด็กถูกเลี้ยงดวยความยุติธรรม
เขาจะเปนคนที่รักความยุติธรรม
เขาจะเปนคนที่ศรัทธาในชีวิต
9. ถาเด็กถูกเลี้ยงดวยความรักความอบอุน
10. ถาเด็กถูกเลี้ยงดวยการยอมรับ
เขาจะเปนคนที่พอใจในตนเอง
11. ถาเด็กถูกเลี้ยงดวยความเปนมิตร
เขาจะเปนคนที่เต็มไปดวยความรักและเมตตา

กิจกรรมที่ 1
1. ใหบอกหลักการในการใชชีวิตรวมกันในครอบครัวมา 5 ขอ
2. ใหบอกวิธีการวางแผนเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัวมา 5 ขอ

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

6

เรื่องที่ 1.2 การจัดและดูแลรักษาบาน
ความหมาย
การที่สมาชิกทุกคนในบานมีสวนรวมในการทําใหบานสะอาด นาอยู ถูกสุขอนามัย ทุกคนในบานอยู
รวมกันอยางมีความสุข
ความสําคัญ
บานเปนที่อยูอาศัยของทุกคนในบาน จึงตองมีความสะอาด เปนระเบียบ มีความสะดวกสบาย ปลอดภัย
สามารถทํากิจกรรมตาง ๆ รวมกัน เพื่อเสริมสรางบรรยากาศและสัมพันธภาพของสมาชิกในบาน
ประโยชน
1. ทําใหบานสะอาด นาอยู เปนระเบียบเรียบรอย
2. สมาชิกในบานมีสวนรวมในการดูแลรักษาความสะอาดบาน
3. สมาชิกในบานรูจักหนาที่และความรับผิดชอบ
4. สมาชิกในบานรูจักเอื้อเฟอเผื่อแผ เห็นใจซึ่งกันและกัน
หลักการจัดตกแตงบาน
หลักในการจัดตกแตงบานใหนาอยูสวยงาม มีดังนี้
1. ความสวยงาม บานจะเล็กหรือใหญไมสําคัญ แตถาจัดบานใหดูสวยงามนาอยู บานหลังเล็กก็
สามารถนาอยูไดเชนกัน การจัดบานไมควรใหมีของระเกะระกะ
2. ความสะดวกสบาย การจัดบานใหสะดวกสบาย โดยการจัดแตงบานใหมีพื้นที่พอเหมาะกับจํานวน
ภายในบานไมแออัด มีพื้นที่ทํากิจกรรม วางของเปนระเบียบ อากาศถายเทดี
3. ความสะอาด ความสะอาดเปนหัวใจสําคัญของการจัดตกแตงบาน เพื่อสุขภาพอนามัยของสมาชิก
ในบาน จะตองหมั่นปด กวาด เช็ด ถูก
4. ความปลอดภัย เพื่อชีวิตและความเปนอยูของสมาชิก การตกแตงบานตองคํานึงถึงความปลอดภัย
ดวยเชนกัน
5. ความเปนสัดสวนของแตละหอง ภายในบานจะมีหองตาง ๆ บางหองจําเปนตองเชื่อมโยงซึ่งกัน
และกัน เพื่อความสะดวกในการทํากิจกรรม บานหลังเล็กอาจไมสามารถแยกหองตาง ๆ ได อาจจัดใหอยูรวมกันก็
ได เชน หองกินอาหารรวมกับหองครัว เปนตน
การตกแตงภายในบาน
การตกแตงภายในบาน สามารถทําไดหลายวิธี เชน การทาสี การติดกระดาษฝาผนัง การประดิษฐของ
ตกแตง ซึ่งการตกแตงภายในบานขึ้นอยูกับความตองการของสมาชิก อาจเปนความตองการรวมกันหรือเฉพาะ
สมาชิกบางคน เชน หอนอน เปนตน สวนใหญการตกแตงภายในบาน จะใหสอดคลองกับวัตถุประสงคของหอง
หรือบริเวณนั้น เชน หองอาหารอาจติดผนังดวยภาพอาหาร ผลไม แจกันดอกไมสด ดอกไมแหง เปนตน

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

7

การตกแตงบริเวณภายนอกบาน
ในการตกแตงบริเวณภายนอกใหรมรื่น นาอยู อาจจําลองสวนหยอมเล็ก ๆ ประดับดวยตนไม โคมไฟ
สนามปูดวยหญา ถาปลูกตนไมใหคํานึงถึงชนิดของตนไมที่ปลูก เชน บริเวณที่แคบไมควรปลูกตนไมขนาดใหญให
ปลูกประเภทไมลมลุกหรือไมเลื้อย เลือกประเภทตนไม ไมดอก ไมใบ ตามความชอบและตามสภาพภูมิอากาศ
การดูแลรักษาความสะอาดบาน
ความสวยงามของบานขึ้นอยูกับการดูแลรักษาความสะอาดบาน เพราะบานเปนที่อาศัย พักผอนหลับ
นอน ใหความปลอดภัยแกทุกคนในครอบครัว บานสะอาดถูกสุขอนามัย ชีวิตของคนในบานก็จะดีดวย ดังนั้นการ
รักษาความสะอาดบานจึงเปนสิ่งจําเปน บานหลังเล็กแตสะอาดจะนาอยูกวาบานหลังใหญแตสกปรก
การทําความสะอาดบานจะตองทําความสะอาดสวนที่อยูดานบนกอนคือ หลังคา เพดาน ฝาผนัง หนาตาง
ประตู ลงมาจนถึงพื้นบานที่สรางดวยวัสดุที่แตกตางกัน วิธีการดูแลรักษายอมแตกตางกันดวย
วิธีการทําความสะอาด
1. เพดาน ใชไมกวาดดามยาวปดกวาดหยากไย
2. ฝาไม ปดกวาดดวยไมกวาดดอกหญาหรือไมกวาดทางมะพราว หากมีฝุนเกาะติดอยูใหใชผาแหงเช็ด
3. ฝาคอนกรีต ใชผาหรือฟองน้ําชุบผงซักฟอกลาง ถาสกปรกมากใชแปลงขัดแลวลางดวยน้ําใหสะอาด
4. ฝากระเบือ้ งเคลือบ ใชผาหรือฟองน้าํ กับผงซักฟอก ถาสกปรกมากควรใชน้ํายาสําหรับลางกระเบื้อง
เคลือบ แลวลางดวยน้าํ เช็ดดวยผาแหงใหแหง
5. หนาตางหรือประตูไม ปดกวาดดวยไมกวาดดอกหญาหรือไมกวาดทางมะพราวแลวใชผา ชุดน้ําเช็ด
ใหสะอาด
6. หนาตางหรือประตูกระจก ลางดวยผงซักฟอก แลวใชผาสะอาดเช็ดใหแหงหรือใชน้ํายาเช็ดกระจก
ฉีดใหทั่วแลวใชกระดาษหนังสือพิมพเช็ด
7. โตะปูดวยฟอรไมกาหรืออลูมิเนียม ใชผาหรือฟองน้าํ ชุดน้าํ เช็ดใหสะอาด ถาสกปรกมากใชน้ํายา
หรือผงซักฟอกขัด
8. พื้นไมปาเก ปดกวาดฝุน ละอองดวยไมกวาดออน ๆ ใชผาแหงที่สะอาดและนุมเช็ดถูอีกครั้ง
9. พื้นซีเมนตหรือหินขัด ใชแปรงขัดกับผงซักฟอก กวาดน้ําทิง้ ใหแหง
10. พื้นกระเบื้องยาง ใชผาชุบน้าํ สบูเช็ด ถาสกปรกมากใชแปรงขนนุม ๆ ขัด
11. บริเวณรอบตัวบาน ใหกวาดใหสะอาด จัดตกแตงไมดอกไมประดับ รดน้ําทุกวัน สวนที่มนี ้ําขับหรือ
เปนบอ ควรกลบหรือถมเพือ่ ปองกันยุงแพรพันธุ ทางระบายน้ําใหกวาดเศษขยะใบไมใหหมด
กิจกรรมที่ 2
1. ใหบอกหลักการในการตกแตงบาน มา 5 ขอ
2. ใหบอกหลักการทําความสะอาดบาน มา 5 ขอ

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

8

เรื่องที่ 1.3 ความปลอดภัยในการใชเครื่องมือ เครื่องใช และวัสดุอุปกรณภายในบาน
ลักษณะเดนของสังคมไทยทีส่ ามารถศึกษาได คือ คนไทยมีนิสยั ที่ชอบพึ่งพาตนเอง จะหาความชวยเหลือ
จากผูอนื่ เฉพาะในเรื่องที่ตนเองทําไมไดจริง ๆ เทานัน้ สําหรับในดานงานชางจะสังเกตไดวาคนไทยสวนใหญมีนิสยั
รักงานชางติดตัวมาตั้งแตดั้งเดิม ดังนั้นในบานที่อยูอาศัย ชางมักจะสะสมเครื่องมืองานชางทีเ่ ปนพื้นฐาน เชน
คอน เลื่อย คีม ไขควง เปนตน ไวสว นหนึง่ ซึง่ เมื่อเกิดปญหาเล็กนอยเกี่ยวกับอุปกรณเครื่องใชภายในบานแลวจะ
สามารถดําเนินการซอมแซมไดเองทันที
เมื่อมีการสะสมเครื่องไมเครื่องมือเหลานี้มากขึ้น ปญหาที่มักพบเสมอ คือ เครื่องมือที่ไดสะสมไวนนั้ ขาด
การดูแลและพัฒนาคุณภาพ ใชไมไดดีอยูตลอดเวลา เชน มีด ขวาน เลื่อย ไมมคี ม เปนตน ซึง่ ปญหาเหลานี้เกิด
จากการขาดความรูในเรื่องการดูแลรักษาและพัฒนาคุณภาพ ซึง่ ผลเสียจะเกิดขึ้นในทันทีทมี่ ีความจําเปนตองใช
เครื่องมือเหลานั้นอยางเรงดวนกะทันหัน
ความปลอดภัยเมื่อใชเครื่องมือ
1. ในระหวางปฏิบัติงานตองวางเครื่องมือบนโตะทํางานใหเปนระเบียบและวางอยูในที่ ๆ ไมหลนมาถูก
ตัวผูปฏิบัติงาน
2. กอนการใชเครื่องมือทุกขั้นตอน ตองตรวจสภาพเครือ่ งมือใหแนใจ เชน หัวคอนตองไมหลวม ไขควงไม
บิ่น เครื่องมือมีคมตองคมจริง ๆ และไมมรี อยบิ่น เยิ่น เปนตน
3. ตองศึกษาวิธีใชเครื่องมือใหถูกตอง และใชเครื่องมือแตละชิ้นใหตรงตามหนาที่ของเครื่องมือนัน้ ๆ
4. การเก็บเครื่องมือ มีด ระหวางการใชงานอยาเก็บใสกระเปาเครื่องนุง หม เชน กระเปาเสื้อ กระเปา
กางเกง ซึง่ อาจตัดเนื้อผา ทําใหเกิดอันตรายตอรางกาย หรือคมเครื่องมืออาจไปถูกผูที่อยูขางเคียงทําใหเกิด
อันตรายได
5. การถือของมีคม เชน มีด เปนตน ตองจับอยางระมัดระวังและไมควรหันคมเครื่องมืออกจากตัวเพราะ
จะทําอันตรายแกผูอยูใกลเคียง
6. กอนการใชเครื่องมือทุกครั้ง ตองดูใหอยูในสภาพดี
7. ไมยกของหนักเกินกําลัง และตองใชทายกของใหถูกตองมิฉะนั้นจะเกิดอันตรายตอรางกาย
8. ไมหยอกลอ วิ่งเลน ขณะทํางาน
การปฐมพยาบาลเบื้องตน
1. ถามีเลือดออก ตองทําการหามเลือดเบื้องตน คือการกดที่บาดแผลหรือเสนเลือดใกลเคียงจนเลือดหยุด
ไหล
2. ถาผูบาดเจ็บหมดสติใหพลกรางกายของผูบาดเจ็ดใหอยูในทาทางที่สามารถหายใจไดสะดวกมากที่สุด
และตองหาสาเหตุของการหมดสติกอนสิ่งอื่น
3. ถามีบาดแผลที่เกิดจากไฟไหมหรือน้ํารอนลวก ใหปดบาดแผลนั้นกอนดวยผาที่สะอาดหรือผากอซ
เพื่อปองกันความสกปรก
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

9

4. ถาไมแนใจวาผูบาดเจ็บมีกระดูกสวนใดสวนหนึง่ หักหรือหลุดออกจากตําแหนงปกติ อยาพยายามดึง
หรือดัดใหเขาที่โดยไมแนใจ และตองเคลื่อนยายผูปวยใหถูกตองตามหลักการเคลื่อนยายผูปวยกระดูกไมปกติ
5. ถาผูบาดเจ็บมีอาการเจ็บปวดมาก ใหรีบนําสงแพทยดานอุบัติเหตุทันทีและระหวางการนําสงแพทย
ตองดูแลดังนี้
5.1 ใหผูปวยแตงกายในสภาพเดิม แตตองหมผาใหความอบอุนแกรางกายผูปว ยตลอดเวลา
5.2 หามใหอาหารใด ๆ แกผูปวย หรือดื่มสุราระหวางการเดินทาง นอกจากรายที่ผปู วยไดรับสารพิษ
เขาทางปาก ใหทาํ ใหผูปว ยอาเจียนเพื่อใหสารพิษออกจากรางกาย
อาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุภายในบาน สวนใหญเกิดจากการถูกไฟไหม น้ํารอยลวก การถูกของ
มีคมบาด ดังนัน้ จึงขอยกตัวอยางวิธีการปฐมพยาบาลสําหรับอุบัติเหตุภายในบานดังนี้
การปฐมพยาบาลผูไดรับบาดเจ็บจากของมีคม
1. ผูปฐมพยาบาลตองลางมือใหสะอาด
2. ใชผากอซชุบน้ําสบูเช็ดบริเวณรอบ ๆ แผล ใหเช็ดจากดานในออกดานนอก ขณะเช็ดแผลปลอยใหสบู
ลางแผนไปดวย
3. ใชมีดหรือปากคีมจับผากอซชุบน้าํ สบูบ างที่บริเวณแผลใหทวั่ ราดน้ําผานแผลใชผากอซเช็ดแผลใหแหง
สะอาด ถามีเศษหรือฝุนละอองในแผลตองทําความสะอาดเอาออกใหหมด
4. ใชผากอซปดแผลและปดพลาสเตอรยดึ ผากอซหรือใชพลาดเตอรยาปดปากแผลไว
5. สงผูบาดเจ็บไปหาแพทย
การปฐมพยาบาลผูถูกไฟไหมหรือน้ํารอนลวก
1. รีบใหความเย็นแกแผลทันที โดยการปลอยน้ําเย็นใหผานบาดแผลประมาณ 10 นาที
2. ใชผาสะอาดที่ผานการฆาเชื้อแลวหรือผาที่สะอาดทีส่ ุดเทาที่หาไดและไมมีขนหรือใยที่จะเขาไปทําให
บาดแผลสกปรก ปกคลุมแผลใหมิด
3. หามใสสารใด ๆ ที่แผลจนกวาแพทยจะสั่ง
4. ถาบาดแผลใหญจะมีการสูญเสียน้ําในรางกายมาก ใหดื่มน้าํ มาก ๆ ทุก ๆ 10 นาที จนกวาผูปวยจะถึง
แพทย
5. ตองรีบนําสงแพทยโดยดวน
กิจกรรมที่ 3
ใหบอกวิธีใชเครื่องมือ เครื่องใชที่ปลอดภัยมาอยางละเอียด

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

10

เรื่องที่ 1.4 การอนุรักษพลังงานและสิ่งแวดลอมภายในบาน
การอนุรักษพลังงานและสิง่ แวดลอมการเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ในครอบครัวกอนเปนอันดับแรก ถาสามรถ
ปฏิบัติไดในครอบครัวจะสงผลถึงชุมชนและประเทศชาติใหมีทรัพยากรไวใชตลอดชั่วลูกหลาน การอนุรักษพลังงาน
และสิ่งแวดลอมภายในบานเปนหนาที่ของทุกคน มิไดหมายความวามีเงินจายแลวจะใชอยางฟุมเฟอยได การ
อนุรักษพลังงานและสิง่ แวดลอมพึงกระทําดังตอไปนี้
1. ไฟฟา
1.1 ปดไฟทุกครั้งเมื่อเลิกใช
1.2 ถอดปลั๊กอุปกรณเครื่องใชไฟฟาทุกชนิดเมื่อเลิกใช
1.3 ไมควรเปด ปดตูเย็นบอย ๆ จะทําใหสนิ้ เปลืองกระแสไฟฟาเพิ่มขึน้
1.4 ควรรีดผาครั้งละหลาย ๆ ชุด
1.5 ควรใชขนาดของเครื่องปรับอากาศใหเหมาะสมกับขนาดของหอง
1.6 ใชหลอดไฟฟาแบบประหยัด
2. น้ํา
2.1 เมื่ออาบน้ํา ขณะฟอกสบูหรือแปรงฟน ไมควรเปดน้ําทิ้งไว
2.2 ใชสุขภัณฑรุนประหยัดน้ํา เชน กอกน้าํ แบบฝกบัว ชักโครกรุนประหยัดน้าํ เปนตน
2.3 น้ําที่ใชแลวนํามาใชอกี ได เชน ใชนา้ํ ซักผาลางหองน้าํ ใชน้ําลางผักรดตนไม ใชนา้ํ ถูบานรดน้าํ
ตนไม ใชนา้ํ ซักเสื้อซักถุงเทา เปนตน
3. สิ่งแวดลอม
3.1 ไมทิ้งถุงพลาสติกหรือขยะมูลฝอยลงคูคลองหรือทาระบายน้าํ
3.2 ทําความสะอาดบานและหนาบานใหสะอาด ปราศจากขยะมูลฝอย น้าํ เนาเสีย
3.3 แยกขยะ เชน ขยะแหง ขยะเปยก สารเคมี เปนตน
3.4 ปลูกตนไมเพื่อลดมลพิษ

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

11

ตอนที่ 2 ผาและเครื่องแตงกาย
เรื่องที่ 2.1 การเลือกใชผาและเครื่องแตงกายใหเหมาะสม
การเลือกผา
ผาเปนปจจัยที่สําคัญประกาหนึ่งในการดํารงชีวิตของมนุษยมาแตโบราณ เพราะวามนุษยประดิษฐเปน
เครื่องนุงหม เพื่อปองกันความรอน หนาว เพื่อปกปดรางกายใหเรียบรอยและสวยงาม นอกจากใชผาทํา
เครื่องนุงหมแลว ยังมีประโยชนใชสอยอยางอื่นอีก เชน ผาปูโตะ หมอนอิง ที่นอน มุง ผามาน เปนตน
การเลือกผามีความสําคัญมากตอการนําไปใช ควรเลือกผาใหเหมาะสมกับชุดที่จะนําไปตัดเย็บ เชน แบบ
เสื้อที่ตองการความกางแข็ง ผาที่ใชควรเปนพวกผาทาฟตาหรือตวนอยางเนื้อแข็ง แบบที่ตองการความออนสวย
ควรใชผาชนิดบางเบา เชน ผาเรยอน ผาเครป ชีฟอง หรือไหมเจอรซี่ หรือแบบที่ตองการเสนรอบนอกเปนเสนตรง
ธรรมาดาไมกางหรือไมแนบติดตัวเกินไป ใหใชผาฝาย ผาลินนิ ใหดูผาโดยวิธีจับมุมขางหนึง่ ชูขึ้น ใหผาทั้งชิน้ ตก
จากมุม ผาจะกางออกไมเทากัน มากนอยแลวแตลักษณะของเนื้อหา
ผาที่นิยมเลือกใช
1. ผาฝาย (COTTON) เปนผาชนิดแรกทีม่ นุษยรูจกั กันดีมาแตครั้งโบราณกาล และอาจนํามาตกแตงให
สวยดวยกรรมวิธีตาง ๆ ทางวิทยาศาสตรอกี มากมายหลายอยาง เชน การทําใหยนหรือการยืด การใชสารตกแตง
อื่น ๆ เพื่อทําใหเนื้อแนนและเพิ่มน้ําหนัก การใชสารกันน้าํ การทําใหวาวมัน การทําใหใสเปนผาแกวและการทําให
โปรงใสเปนบางแหง การชุบดวยดางเพื่อทําใหเกิดความวาวมันเหมือนกับแพรเทียม ซึ่งเรียกวา MERCERIZATION
ตลอดจนอาจนําไปทอยกดอกหรือทําเปนผาลูกไมชั้นดี ราคาแพง เปนตน ซึง่ โดยขอเท็จจริงแลวผาฝายเปนผาทีม่ ี
พื้นผิวโปรง อากาศซึมเขาออกไดงาย จึงเปนผาที่ใสไดสบาย ๆ และทําความสะอาดไดโดยงาย เหมาะสําหรับ
ประเทศทีม่ ีอากาศรอน เชน ประเทศไทย เปนตน
ผาฝายเมื่อนําไปตกแตงแลวจะมีชื่อเรียกทางการคาแตกตางกันออกไป ซึ่งมีมากมายหลายชนิด ไดแก ผา
ตาง ๆ ดังตอไปนี้ คือ ผาปาน ผาลูกไม ผากํามะหยี่ ผาปอบปลิน ผาแพโปรง ผาปเก และผาใบก็จดั อยูในประเภทผา
ฝายทัง้ นั้น และอาจนําไปใชประโยชนไดมากมาย เชน เสื้อทํางาน เสื้อใสเลนอยูกับบาน เสื้อสปอรตและเสื้อใสใน
งานกลางคืน ตลอดจนใชในการตกแตงสิ่งของเครื่องใชภายในบาน ผาฝายจึงเปนผาที่รูจักกันทัว่ ๆ ไปเปนอยางดี
และงายตอการตัดเย็บ
2. ผาลินิน (LINEN) ผาลินนิ มีหลายชนิดดวยกัน ทั้งนี้ขนึ้ อยูกับแบบและลวดลายการทด ผาลินินแท ๆ นัน้
ไดมาจากเสนใยของลําตนปานลินิน เปนผาที่มีราคาแพงและสวยงามมาก แตลนิ ินตามทองตลาดทีม่ ีราคาถูก ๆ
เชน ลินนิ ริมเขียวนัน้ ไมใชผา ลินนิ แท แตเปนผาฝายที่นาํ ไปตกแตงใหดูสวยงามขึ้น เรียกกันโดยทัว่ ไป ๆ ไมวา ลินนิ
เปนผาทีน่ ําไปตัดเย็บไดงาย เนื้อคอนขางแข็งและริมหลุดลุยงาย การตัดเย็บจึงตองมีความระมัดระวังและสอยแตง
ริมใหเรียบรอยดวยความประณีต
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

12

3. ผาไหม (SILK) ผาไหมเปนผาที่สวยงามมาก ผาไหมแทนนั้ ไดมาจากรังไหม โดยปกติแบงออกเปน 2
ชนิด คือ ไหมปา ซึง่ ออกไขเพียงปละครั้งเดียว เจริญเติบโตเองตามธรรมชาติ อาศัยตามตนไม ปา เชน ตนโอค เปน
ตน มีมากในประเทศจีนและอินเดีย และไหมอีกชนิดหนึง่ เปนไหมที่เลี้ยงกันตามบาน อาจออกไขไดปละหลาย ๆ
ครั้ง ถาหากวามีการเลี้ยงอยางดีก็จะไดรังไหมที่ดีและสวยงาม เมื่อนําเอาไปสาวเปนเสนไหมแลว จะไดเสนใยที่
สวยงามมาก ผาทีท่ อจากเสนไหมอาจจะมีการเรียกชื่อแตกตางกันออกไปตามทองถิ่น เชน ผาไหมจีน ผาไหมญี่ปุน
ผาไหมอิตาลี และผาไหมไทย เปนตน ผาบาง ๆ บางชนิด ไดแก ผาแพร ชีฟอง ผาซาติน ผาไหม ยกดอกเงินหรือทอง
ผาจากใยไหมแฝด ผาออรแกนซา ผาทาฟตา และผากํามะหยี่ไหม หรือผาแพรบางชนิดก็เปนผาทีผ่ ลิตขึ้นจาก
สวนผสมของเสนไหมแทบทัง้ สิ้น แตอยางไรก็ดี ผาไหมแท ๆ นัน้ นับวาเปนผาที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ มีความเหนียว
ความวาวมันและสดใส มีความลื่นตอการสัมผัส และอาจจะนําไปตกแตงใหสวยงามและทนทานไดยิ่งขึ้นกวาเดิม
จึงมีผนู ิยมมาก
อยางไรก็ดี ผาไหมและผาแพรตามทีก่ ลาวมานี้มีคุณสมบัติบางประการ ไดแก ความลื่นและหนีกรรไกรซึ่ง
ทําใหยากตอการตัดเย็บ จึงตองใชความระมัดระวังเปนพิเศษในการตกแตงผลิตภัณฑสําเร็จรูป
4. ผาขนสัตว (WOOLEN) ผาชนิดนี้ไดมาจากผมหรือขนสัตว เชน แพะ แกะ และสัตวในตระกูลอูฐ เปนตน
ผาที่รูจักกันเปนสวนมาก คือ ผาโมแฮร ผาแคชเมียร และผาขนอูฐ
5. ผาขนแกะ (WOOL) ผาขนแกะแมวา จะเปนผาขนสัตวเชนเดียวกันกับผาขนสัตวอื่น ๆ แตก็ตา งจากขน
สัตวธรรมดา เพราะเปนเกล็ดซอนกัน มีความแนนและออนนุมกวา นิยมมากในการนําไปตัดเย็บเสือ้ ผา เพราะไม
เพียงแตจะมีความออนนุม และอบอุนเทานัน้ แตยงั เปนผาที่อากาศผานเขา-ออกไดดวย ผาชนิดนีอ้ าจจะผลิตขึ้น
โดยวิธกี ารถัก การทอ หรือการอัดเปนผืนผา มีคุณสมบัตทิ ี่ดีพอ ๆ กัน นอกจากขนาดและน้ําหนักของผาอาจจะมี
ขนาดแตกตางกันไป ตั้งแตผาที่มีขนาดเบาที่สุดจนกระทั่งหนักที่สุด และมีการเรียกชื่อแตกตางกันไปตามกรรมวิธี
การผลิต และผาทีน่ าสนใจคือ ผาที่ใชในการผลิตผายน ผาลูกไม และประเภทไหมพรมชนิดตาง ๆ
6. เสนใยประดิษฐ (MAN MADE FIBERS) ใยประดิษฐซงึ่ ในสมัยหนึ่งเรียกวา เสนใยสังเคราะห ไดแก เสน
ใยมนุษยผลิตขึ้นมาจากวัตถุประสงคเพื่อใชแทนเสนใยธรรมชาติ เสนใยประดิษฐอาจสังเคราะหไดจากเศษหรือ
วัสดุธรรมชาติซึ่งมีเซลลูโลสเปนพืน้ ฐาน หรืออาจจะใชกรรมวิธีสังเคราะหทางเคมีโดยตรงก็ได เสนใยประดิษฐชนิด
แรก ไดแก เสนใยไหมเทียม ทัง้ นี้เปนเพราะวาเสนใยไหมแทมีความสวยงามมาก แตหายากและมีราคาแพง จึงได
ุ สมบัติไมดีเทา แตก็ไดมีผูพยายามดัดแปลงและปรับปรุงวิธีการทําใหได
ประดิษฐเสนใยไหมเทียมขึน้ แมวา จะมีคณ
เสนใยที่มีคุณภาพดีขึ้น บางอยางอาจจะทนทานดีกวาเสนใยไหมแทเสียอีก ซึง่ เรียกชือ่ สมัยใหมวา เรยอน
เสนใย
มนุษยรูจักวิธที อผามาแตโบราณ เริ่มจากการผลิตผาอยางหยาบ ๆ เชน ทําจากเปลือกไม หญา เสนใยจาก
พืชทีห่ าไดตามธรรมชาติ เชน ปาน ฝาย ไหม เมื่อเวลาผานไปมนุษยไดคิดพัฒนาการผลิตผาไดละเอียดประณีต
มากยิง่ ขึ้น เปนเสนใยไดมากยิ่งขึน้ กวาเดิม เชน ผลิตเสนใยสังเคราะห เสนใยแร เปนตน

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

13

การผลิตผาจากเสนใยตางๆ แบงตามลักษณะที่มาของเสนใย ไดเปน 2 ประเภท คือ
1. เสนใยธรรมชาติ ไดแก
1.1 เสนใยที่ไดมาจากสัตว เชน แกะ แพะ กระตาย ไหม เปนตน
1.2 เสนใยที่ไดมาจากพืช เชน ฝาย ลินนิ ปอ ปานรามี สับปะรด เปนตน
1.3 เสนใยที่ไดมากจาแร เชน ใยหิน เปนตน
2. เสนใยสังเคราะห เชน เรยอน ไนลอน ออรลอน เทโทรอน ใยแกว ทองคํา ทองแดง เงิน เปนตน
การเลือกซื้อผา
ผาแตละชนิดมีคุณสมบัติแตกตางกัน การเลือกใชผาใหเหมาะกับลักษณะของงานจึงเปนสิง่ จําเปน เชน
ผาสําหรับตัดกางเกงและกระโปรง ควรใชผาคอนขางทน เนื้อผาหนาและเหนียวพอสมควร การเลือกซื้อผา
โดยทัว่ ไปตองคํานึงถึงชุดที่จะตัด ไมเพียงแตดานความยาวเทานั้น การเลือกผาหนากวางหรือหนาแคบให
เหมาะสมกับชุด ก็จะชวยใหประหยัดผา โดยทั่วไปควรคํานึงถึงสิ่งตอไปนี้
1. เลือกผาทีม่ ีคุณสมบัติตามวัตถุประสงคของชุดที่จะตัด เชน ใสไปทํางาน เครื่องแบบทํางาน ชุดไปงาน
เลี้ยง ฯลฯ
2. เลือกขนาดของหนาผา โดยทั่วไปผาหนาแคบหรือหนาธรรมดาจะมีหนากวางประมาณ 36 – 44 นิ้ว ผา
หนากวางจะมีหนากวางประมาณ 60 นิ้ว
3. ทดสอบดวยการจับผา ใหกําผาแลวปลอย ถาผาไมคลายตัว แสดงวาผายับงาย ตองรีด
4. ถาเลือกผาสําหรับใสไปทํางานตองคํานึงถึงความทนทาน สวมสบายไมยับงาย
5. สวยงามเหมาะสมกับรูปราง สีผวิ ลักษณะทาทาง บุคลิกของผูสวมใส
6. แหลงผลิตควรพิจารณาเลือกซื้อสินคาที่ผลิตในประเทศไทยเปนอันดับแรก เพราะราคาถูก สินคามี
คุณภาพดี เปนการอุดหนุนสินคาไทย
การเลือกแบบเสื้อผา
แบบเสื้อผา เปนสิ่งหนึง่ ที่ชวยในการอําพรางรูปรางได ถาเลือกสรรไดถูกตองและเหมาะสม โดยคํานึงถึง
รูปรางของผูสวมใสเปนหนัก สิ่งตอมาคือ เสื้อผาชุดไหนที่เหมาะกับสถานที่ เวลา และการใชงานแบบใด เชน งาน
ราตรีควรเปนชุดที่หรูหราสวยเลิศ ชุดทํางานควรจะคลองแคลวและสวยเก ชุดเดินทางควรจะทะมัดทะแมงไม
รุมราม และอีกหลาย ๆ โอกาสตามที่ตองการและสิ่งที่ตอ งคํานึงถึงคือ แบบเสื้อทันสมัย ไมเชยเกินไป
เสื้อผาจะดูดีสวยงามเปนพิเศษก็อยูทเี่ รานําเอาสิง่ ตาง ๆ มาตกแตงใหเหมาะสมกับชุด ซึ่งมีอยูหลายอยาง
เชน กระดุม ลูกไม เทป เข็มกลัด ชอดอกไม มุก พลอย เลื่อม เปนตน สิ่งเหลานีช้ วยในการอําพรางหรือปกปดสวน
บกพรองบางอยางที่เกิดขึ้นในเสื้อผาหรือความบกพรองของรูปรางคนได
การแตงกายตามโอกาสตาง ๆ
การเลือกเครื่องแตงกายใหเหมาะสมกับวาระและโอกาสตาง ๆ เปนสิง่ จําเปน ทุกคนควรเลือกใชเครื่องแตง
กายใหเหมาะสม ถูกตองตามประเพณีหรือตามโอกาส เพื่อสงเสริมบุคลิกภาพและควรรูจักวาอะไรควร อะไรไมควร
ซึ่งมีเกณฑในการเลือกเครื่องแตงกาย ดังนี้
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

14

1. ชุดเครื่องแบบ เชน ชุดนักเรียน ชุดนักศึกษา ชุดลูกเสือ ชุดเนตรนารี ชุดยุวกาชาด ชุดเหลานี้จะตอง
ถูกตองตามระเบียบ การเลือกซื้อสามารถซือ้ จากรานเสื้อผาสําเร็จรูปซึ่งมีจําหนายทั่วไป ราคาถูกกวาจางตัดเย็บ
สวนใหญจะตัดเย็บถูกตองตามระเบียบ ยกเวนชุดนักศึกษา ซึง่ สมัยปจจุบันจะมีแบบที่หลีกเลี่ยงมาตรฐาน จึงควร
เลือกดูอยางละเอียดถี่ถว น เนื่องจากบางสถาบันจะเขมงวด หากซื้อแลวไมสามารถใสไดจะสิ้นเปลืองงบประมาณ
เนื้อผาก็เปนสิง่ สําคัญ ควรเลือกผาฝายเพราะทนทาน สวมใสสบาย หากจะตองซื้อผาไปตัดเย็บเองก็ควรเลือกซือ้
ผาฝายเชนกัน
2. ชุดอยูบาน สวนใหญนยิ มแตงกายตามสบาย บางครั้งจะเปนชุดที่ทาํ งานบานไปดวยในตัว ยกเวน
งานที่จะตองคลุกคลีกับสิ่งสกปรกมาก ก็ควรใสชุดที่รัดกุม สีเขม เชน การทําสวนดอกไม ลางรถ ลางและทําความ
สะอาดหองน้าํ เปนตน
3. ชุดทํางาน ควรแตงกายใหรัดกุม ทะมัดทะแมง เสื้อผาอาจตามสมัยนิยมไดบาง แตควรดัดแปลงได
สามารถใชงานไดนาน ๆ ควรเลือกเสื้อผาที่สวมพอดี สงเสริมบุคลิก ทําใหนาเชื่อถือ เปนคนเอางานเอาการ สําหรับ
งานที่จะตองสวมเครื่องแบบ เชน ทหาร ตํารวจ พนักงานบริษัท เสื้อผาควรเปนผาทีท่ นทานและถูกตองตาม
มาตรฐานแบบเครื่องแบบนัน้ ๆ
4. ชุดไปงานพิธี เลือกแบบเสื้อผาใหเหมาะสมกับงานพิธนี นั้ ๆ เชน
4.1 งานศพ แบบเสื้อผาเปนชุดสีดําทั้งชุด สีขาวทัง้ ชุดหรือแตงดําขาวก็ได แตปจจุบันเสื้อผาลายสีดาํ
ขาวก็มี
4.2 งานแตงงาน เลือกผาใหเปนแบบทีท่ นั สมัยสวยงาม เหมาะสมกับระดับของงานและสถานที่
4.3 งานมงคลอื่น ๆ เชน งานบวชนาค งานขึ้นบานใหม งานวันเกิด ฯลฯ เลือกแบบเสือ้ ผาที่มีสีสวยงาม
เขากับรูปทรงและผิวพรรณของผูสวมใส
5. ชุดไปเที่ยว ควรแตงกายใหสบาย แตรัดกุมและเหมาะสมกับสถานทีท่ ี่จะไป ไดแก
5.1 ไปเที่ยวน้าํ ตกหรือปาเขา ทุงนา ผูหญิงควรสวมกางเกงขายาวหรือขาสั้น เสื้อยืดหรือเสื้อเชิ้ต ผูช าย
ก็เชนกัน เนื้อผาหนา สีสวยสด ถาผูห ญิงจะเลนน้าํ ทะเลควรแตงกายชุดชายหากหรือชุดอาบน้ํา ซึง่ มีขายทัว่ ไปหรือ
บางแหงใหเชาดวย
5.2 ไปสถานที่ตาง ๆ เชน โบราณสถาน พิพิธภัณฑหรือสถานที่ราชการ ตองแตงกายใหสุภาพเรียบรอย
เชน ผูห ญิงสวมกระโปรง ไมสวมกางเกง ใสรองเทาหุมสน ไมใสรองเทาแตะ สวนผูชายสอดชายเสือ้ ไวในกางเกงใส
รองเทาหุมสน ไมใสรองเทาแตะ สถานที่บางแหงถาไมแตงกายใหเรียบรอย เจาหนาทีผ่ ูดูแลสถานที่เหลานั้นจะ
ไมใหเขาไปเปนอันขาด
ขอควรคํานึงในการเลือกเสื้อผา
1. รูปราง ผูสวมใสควรเลือกเสื้อผาทีเ่ หมาะสมกับรูปราง เพื่อใหดงู ดงามขึ้น เสริมบุคลิกและแกไข
ขอบกพรองของรางกาย

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

15

2. กาลเทศะ เลือกเสื้อผาใหเหมาะสมกับการใชงาน เวลา และโอกาส หากเปนงานพิธีตองดูวา ระดับไหน
ธรรมดาหรือหรูหรา โดยคํานึงถึงสถานที่ทจี่ ะไป เนื้อผารูปแบบของชุดใหเหมาะสม หรือชุดอื่น ๆ เชน ชุดทํางาน ชุด
นอน เปนตน
3. สีและเนื้อผา เลือกสีใหเหมาะสมกับโอกาส วัยของผูสวมใส เนื้อผาใหคํานึงถึงแบบและ
สภาพแวดลอม เชน อากาศรอนควรใชผาบางเบา เปนตน
4. สวนตกแตง คัดหาสิ่งแปลกใหมตกแตงเสื้อผาใหดสู ะดุดตาแตเกไกตามสมัยนิยม ไมดูเลอะเทอะ
หรือรุงรังเกินไป
5. ราคา ควรคํานึงถึงงบประมาณเปนหลัก หากเปนชุดที่ใสไปงานตองสามารถนําชุดที่ใชแลวปรับใชใน
โอกาสตอไปไดดวย
6. เสนและรูปโครง (LINES AND FORMS) การเลือกใชเสนบนตัวเสื้ออยางมีประสิทธิภาพ สามารถลวงตา
ได ทําใหดูสูงขึน้ หรือเตี้ยลง อวนหรือผอม เอวเล็กหรือเอวใหญ ไหลกวางหรือไหลแคบ สะโพกผายหรือสะโพกแคบ
ลงได นอกจากนี้การใชเสนตาง ๆ บนเสื้อผายังสามารถทําหนาทีเ่ ปนสีของผา ตลอดจนความเขมของตําแหนง ทํา
ใหสะดุดตาหรือไมสะดุดตาก็ไดเชนกัน
เสนบนเสื้อผามี 2 ชนิด คือ
6.1 เสนตรงจะมี 3 ทิศทาง คือ แนวตรงราบ แนวตัง้ ตรง และแนวตรงเฉียง เสนตรงเปนเสนที่ให
ความรูสึกแข็งแรงและกระดาง ผาที่มีเนื้อกระดางมักจะมีความเปนเสนตรงอยูในตัวเสนตรงตาง ๆ ที่เกิดขึ้นใน
โครงสรางของเนื้อหา ไดแก แนวตะเข็บตาง ๆ แนวเกล็ด (DART) แนวผาหนาหรือผาหลัง เปนตน เสนตรง แนวตัง้
โดยปกติจะใหความรูสึกเพิ่มความสูงเปนเสนทีน่ ิยมกันในหมูผทู ี่ตองการจะใหรูปรางดูสูงขึ้น
6.2 เสนโคงไมสามารถจํากัดทิศทางของการใชไดแนนอน เสนโคงเมื่อมาตอกันจะใหความออนหวาน
ของเสื้อผา เชน เสนโคงชายเสื้อ ชายกระโปรง เปนตน
ขอควรคํานึงในการใชเสนตรงแนวตั้ง
1. ถาเสนตั้งมีขนาดใหญซา้ํ ๆ กันมากจะกลายเปนเพิม่ ความกวางไป
2. เสนตั้งที่มชี องไฟถี่ ๆ จะสามารถนําสายตาขึ้นสูงไปยังใบหนาได
3. ถาชองไฟของลายเสนตั้งขยายกวางขึ้นหรือมีชองไฟขนาดตางกันจะทําใหสายตาสังเกตเห็นความ
กวางเดนชัดกวาความสูง
เสนตรงแนวราบตามปกติจะชวยเพิ่มความกวาง แตก็ไมจริงเสมอไป เราจะตองพิจารณาชองไฟของเสน
เหลานั้นดวย เสนตรงแนวราบในเสื้อผาจะพบไดจากลวดลายของผา เสนเอว เสนชายกระโปรง เสนตรงแนวราบ จะ
นําสายตาขวางไปตามแนวกวางของรางกาย

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

16

เรื่องที่ 2.2 การดูแลรักษาเสื้อผาเครื่องแตง
การดูแลและรักษาผา
เสื้อผาเครื่องนุง หม รวมทัง้ ผลิตภัณฑสิ่งทดทุกชนิด ถาใชแลวรูจักดูแลรักษาจะทําใหผานัน้ ใชไดนานและ
คุมคา
การดูแลรักษาผา หมายถึง วิธีการปฏิบัติตอผาโดยทําใหผาสะอาดหมดจดและคงสภาพเดิมอยูไดนาน ซึง่
ผาจะแลดูใหมและนาใชอยูเ สมอ การดูแลรักษาผาอยางถูกวิธีจําเปนและจะเกิดประโยชนอยางยิง่ แกเจาของ
เสื้อผาและผลิตภัณฑสิ่งทอนั้น ๆ
การดูแลรักษาผาควรทําเมื่อใด คําตอบคือ ควรทําตั้งแตเมื่อใช และจะใชอยางไรใหผา นัน้ เปอนนอยที่สุด
ตอไปก็ดูแลเมื่อซัก รีด และเก็บ
การดูแลรักษาผาควรพิจารณาถึงองคประกอบของผาตอไปนี้
1. ชนิดของเสนใยและเสนดายที่ใชผลิตผานั้น ๆ เมื่อทราบถึงสมบัตทิ างเคมีและทางฟสิกสแลว ก็จะไดซัก
รีด หรือปฏิบัติตอผาแตละชนิดไดอยางเหมาะสม
2. การผลิตเปนผืนผาเริ่มตั้งแตการผลิตเสนใย เสนดาย และผืนผา เพือ่ จะไดทราบลักษณะและโครงสราง
ของผา เพราะผาแตละผืนยอมมีโครงสรางแตกตางกันและตองการการดูแลรักษาไมเหมือนกัน
3. การตกแตงสําเร็จหรือการตกแตงผาขั้นสุดทาย ทัง้ ชนิดตกแตงชั่วคราวและถาวร เพื่อเลือกวิธีปฏิบัติตอ
ผานัน้ ไดอยางเหมาะสม ซึ่งผาจะไดคงสภาพเดิมอยูไดนาน
องคประกอบที่ผูดูแลรักษาจะตองศึกษาเกี่ยวกับผาทั้ง 3 ขอ ดังกลาวจะตองอาศัยพื้นฐานความรูและวิชา
ความรูเรื่องผา รวมทั้งประสบการณในการใชซักและรีดของแตละคนมาเปนขอมูลในการพิจารณาตัดสินใจสิ่งทีจ่ ะ
ชวยผูบริโภคไดมากอีกอยางหนึ่งคือ ขอมูลที่ไดจากปายหรือฉลากการดูแลรักษาผาและผลิตภัณฑสิ่งทอที่ติดมา
กับสินคานัน้ ๆ
การรีดผา
การรีดผาทีถ่ ูกตองและเหมาะสมจะทําใหดูดีเวลาสวมใส ผาผลิตจากเสนใยไมเหมือนกัน ผาบางอยางทน
ความรอนไดตา่ํ บางอยางทนความรอนไดสูง เวลาซื้อผาจึงควรดูปายทีต่ ิดมากับผา จึงจะซักหรือรีดผาไดถูกตองผา
ที่นยิ มใชทวั่ ไป มีดังนี้
1. ผาฝาย ทนความรอนไดสูง รีดที่อุณหภูมิ 204 – 232 องศาเซลเซียส อาจเปลีย่ นสีไดเมื่อถูกความรอน
เมื่อเย็นจะกลับเปนสีเดิม กอนรีดพนน้ําพอชื้น
2. ผาขนสัตว กอนรีดผาขนสัตว ตัง้ ปุมควบคุมอุณหภูมิที่วูล (WOOL) 104 – 135 องศาเซลเซียส
3. ผาปาน ไดตองพนน้ําและรีดเบา ๆ เทานัน้
4. ผาลินิน รีดผาลินนิ สีแกใหรีดดานในทีอ่ ุณหภูมิ 204 – 232 องศาเซลเซียส เพื่อไมใหเกิดความมันกอน
รีดพนน้าํ พอชืน่ และรีดใหแหง
5. ผาใยวิทยาศาสตร เชน ไนลอน ออรลอน เดครอน อาซิเตท ทนความรอนไดต่ํา ปกติแลวไมตองรีดหาก
รีดตองตั้งปุมควบคุมอุณหภูมิที่เตารีด สําหรับรีดผาเรยอนที่อุณหภูมิ 149 – 218 องศาเซลเซียส
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

17

6. ผากํามะหยี่หรือผาที่มขี นฟู ใหรีดวยการเอาเตารีดทับบนผาเหมือนผาชนิดอื่น แตใชตั้งเตารีดขึ้น
แลวเอาดานในของผาผอนหนาเตาไปมาเพื่อใหขนฟูตามเดิม
7. ผาลูกไม รีดตามขวางดานในบนผารองหลาย ๆ ชัน้
ุ หภูมิ 104 –135 องศาเซลเซียส สวนที่ยบั มากควรรีดรอยยับดวยการรีดบน
8. ผาไหม รีดเมื่อยังชืน้ ที่อณ
ผาชื้น
ขอควรระวัง
1. การรีดสาบเสื้อตองดึงสาบใหตึงแลวรีดใหแหง ถาเปนสาบเฉียง รีดจากปลายสาบเขาหารอยเย็บอยาถู
ไปมา กดใหแหงเปนแหง ๆ
2. ซิป ถามีซิป เวลารีดตองรีดซิปเสียกอน มิฉะนัน้ จะทําใหซิปเสียเร็ว
3. ผาลูกไม ใชผาทับดานบนแลวจึงรีด รีดจากตรงกลางไปหาริม ถาเปนผาลูกไมระบายเสื้อ รีดจากริมเขา
หารอยเย็บ
4. การรีดกระโปรงจีบ กดปลายกระโปรงใหเรียบแลวใชเข็มที่ไมเปนสนิมกลัดตามจีบ โดยเวนระยะหาง ๆ
กัน รีดตอนที่ไมมีเข็มกอน ถอดเข็มออกแลวรีดตรงรอยกลัด โดยรีดจากชายกระโปรงมาหาเอว
การกําจัดรอยเปอน
การกําจัดรอยเปอนตองทํากอนผาไปซัก และจะไดผลดีถากําจัดรอยเปอ นตั้งแตตอนเปอนใหม ๆ รอย
เปอนใหมจะกําจัดออกไดงาย การกําจัดรอยเปอนในผาแตละชนิดไมเหมือนกัน หากทําผิดวิธีผาจะเสียได
โดยเฉพาะการใชน้ํารอนหากไมทราบวาเปอนอะไร เพราะความรอนจะทําใหรอยเปอ นติดแนนขึ้น
วิธีจาํ กัดรอยเปอน
ไมมีสารเคมีตัวใดที่กาํ จัดรอยเปอนไดทกุ ชนิด สารกําจัดรอยเปอนทีน่ ิยมใชกัน มีดังนี้
1. น้ําดางและกรด น้ําเปนองคประกอบสําคัญในการทําความสะอาดผา กรดและดางเปนสารกําจัดรอย
เปอนที่ควรนํามาใชเฉพาะที่ เปนสารละลายอยางออน กรดอยางอออน เชน น้ําสมสายชู เปนตน ดางอยางออน
เชน สารละลายโซดาไปคารบอเนตและแอมโมเนีย เปนตน เมื่อใชกรดหรือดางกําจัดรอยเปอนแลวตองทําใหเปน
กลางทันที เพือ่ ปองกันการทําลายเนื้อผาหรือกําจัดรอยเปอนเสร็จแลวทุกครัง้ ตองนําไปซักใหสะอาด ผาใย
สังเคราะหหลายชนิด เชน โพลีเอสเตอร อะคริลิก เปนตน จะไมคอยดูดซับรอยเปอน หากผาเหลานี้เปอนเพียงใช
สําลีจุมน้าํ เช็ดรอยเปอนและซักในน้ําสูบูอนุ ก็พอแลว
2. สารฟอกขาวคลอรีน เปนสารฟอกขาวที่นยิ มใชกนั โดยเฉพาะกับผาฝายและผาลินนิ ไมควรใชกับผา
ไหมและผาขนสัตว เมื่อใชใหหยดสารฟอกขาวคลอรีนโดยใชหลอดยาหยดรอยเปอน โดยนําผาที่จะกําจัดรอยเปอ น
พาดรอยเปอนบนปากชามหรืออาง แลวรีบลางออกทันที แลวตามดวยการใชกรดอยางออน เชน กรดออกซาลิก
หรือโซเดียมไทไอซิลเฟต (น้าํ ยาลางรูป) เปนตน หยดตามลงไป เพื่อทําใหคลอรียนเกิดความเปนกลางกอนนําไปซัก
หากใชสารคลอรีนกับผาใหผสมสารคลอรีนกับน้าํ และนําผาไปแชทั้งผืน เพื่อไมใหดางเฉพาะที่ เพราะสารคลอรีน
จะกัดสีผา

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

18

3. สารละลาย สารกําจัดรอยเปอนประเภทสารละลาย เชน น้ํามันสน เบนซิล อีเทอร แอลกอฮอล ใช
กําจัดรอยเปอนประเภทที่มสี วนผสมของไขมันและน้าํ มัน ซึง่ สารละลายเหลานี้จะไปละลายไขมันออกจากผาเวลา
ใชใหใชสําลีชบุ สารกําจัดรอยเปอนและเช็ดดานผิดของผา สารละลายอีเทอรและเบนซิลจะทําใหสีของผาเปลีย่ นไป
วิธีกาํ จัดรอยเปอน มีดังนี้
1. วิธีจมุ หรือแช เหมาะสําหรับรอยเปอนขนาดใหญ มีรอยเปอนหลายแหลงในผาฝายหรือลินิน ควร
เลือกวิธีจมุ หรือแชผาเปอนลงในน้ํากําจัดรอยเปอนที่ผสมกับน้าํ
2. วิใชไอน้าํ รอย รอยเปอนบนผาขนสัตว ผาไหม หรือผาสี ควรเลือกวิธีกาํ จัดรอยเปอน โดยใชไอน้ํารอย
ชวย ทําโดยเอาผาตรงรอยเปอนพาดบนปากชามหรืออางน้าํ รอน หยดสารกําจัดรอยเปอนลงบนรอยเปอน ซึ่งไอ
จากน้ํารอนจะชวยใหรอยเปอ นออกไดงายขึ้น
3. วิธีหยด ใหใชหลอดสําหรับหยอดยาหรือหลอดแกวคอย ๆ หยด รีบลางออกดวยน้ํา
4. วิธีเช็ด ใชฟอกน้าํ สําลี หรือผาผายสีขาวเนื้อนุม ชุบสารละลายกําจัดรอยเปอน เช็ดบริเวณรอยเปอน
โดยเช็ดซ้ํา ๆ ใชกระดาษซับหรือผาขนหรือสีขาวรองไวทางดานลางของผาตรงรอยเปอน เพื่อซับน้าํ ยาและรอย
เปอน ควรทําอยางระมัดระวังอยาใหรอยเปอนขยายกวางออกไป โดยเช็ดจากดานนอกหรือดานริมของรอยเปอน
เขาสูตรงกลาง
การกําจัดรอยเปอน
ชนิดของ
รอยเปอน
กรด
ดาง
เลือด
เนย
หมากฝรั่ง
ช็อกโกแลต

ชนิดของผา
ผาทุกชนิด
ผาทุกชนิด
ฝาย , ลินิน , ไหม , ขนสัตว
ผาทุกชนิด
ผาทุกชนิด

น้ําผลไม

ฝาย , ลินิน ,
ไหม , ขนสัตว
ฝาย , ลินิน
ไหม , ขนสัตว
ผาทุกชนิด

ไอศกรีม

ผาทุกชนิด

กาแฟ

วิธีกําจัดรอยเปอน
ทําใหกรดเปนกลางดวยแอมโมเนีย
แชน้ําทันที แลวตามดวยน้ําสมสายชูแลวลางออกจนผาสะอาด
แชน้ํา ใชแอมโมเนียเจือจางเช็ด แลวซักใหสะอาด ใชสําลีชบุ น้ําออก
เช็ดออกดวยเปอรคลอโรเอทิลีนหรือสารละลายอื่น
เอาน้ําแข็งถูใหหมากฝรั่งจับตัว แลวใชสันมีดขูด นําไปแชน้ําแลวเช็ดออก
ดวย เปอรคลอโรเอทิลีนหรือสารละลายอื่น
แชน้ํา แลวซักดวยสารฟอกขาวไฮโปคลอไรด
แชน้ํา แลวซักดวยสารฟอกขาวไฮโดรเจนเปอรออกไซด
แชน้ํา แลวซักตามปกติ
แชน้ํา แลวใชไฮโดรเจนเปอรออกไซดเช็ด
ถาเปนผลไมสด ใหใชน้ํารอนเทผานตรงรอยเปอน ถายังไมออกใหใชสาร
ฟอกขาวไฮโปคลอโรตหรือไฮโดรเจนเปอรออกไซด
เช็ดออกดวยแอลกอฮอลหรือตมในน้ําผสมสารละลายโซเดียมไทโอซัลเฟต

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

19

ชนิดของ
รอยเปอน
น้ําหมึก

ชนิดของผา
ฝาย , ลินิน

หมึกแหง

ผาทุกชนิด

สนิมเหล็ก

ฝาย , ลินิน

ลิปสติก

ฝาย , ลินิน
ไหม , ขนสัตว

รา
นม , ครีม
มัสตารด

ฝาย , ลินิน
ผาทุกชนิด
ฝาย , ลินิน

น้ํามัน

ผาทุกชนิด

สีทาบาน

ผาทุกชนิด

ยาง
ชะแล็ก
รอยไหม

ผาทุกชนิด
ผาทุกชนิด
ผาทุกชนิด

น้ํามันวานิช

ผาทุกชนิด

รอยดางจาก ไหม , ขนสัตว
น้ํา

วิธีกําจัดรอยเปอน
ถาเปอนใหม ๆ และยังเปยกอยูใหขยี้ในน้ําผสมสารซักฟอก ถาแหงใหเช็ด
ออกดวยสารฟอกขาว แลวเช็ดอีกครั้งดวยกรดออกซาลิกกอนนําไปซักให
สะอาด หรือแซในน้ํานมชนิดหวาน ทิ้งไวจนนมบูดแลวนําไปซัก
แชน้ําผสมผงผงซักฟอกประมาณ 10 – 15 นาที แลวลางออก หากยังมีรอย
เปอนใหใชโซเดียมไฮโดรซัลไฟดหรือเยลลบรอยเปอนชนิดที่ทํามาจาก
ปโตรเลียมเช็ดออกแลวเช็ดตามดวยเปอรคลอโรเอทิลีน ซึ่งหมึกบางชนิด
ละลายในกลีเซอรีน แลวนําผาไปซักปกติ ถารอยเปอนออกไมหมดอาจตอง
ทําซ้ํา
เช็ดออกดวยกรดออกซาลิก ลางน้ํา แลวซักปกติ หรือใชเกลือโรยและหยดน้ํา
มะนาวลงไปในบริเวณที่เปอน นําไปตากแดดทิ้งไวจนแหงแลวนําไปซัก
นําไปซักตามปกติ
เอาน้ํามันหมูหรือน้ํามันพืชเช็ดตรงรอยเปอน เช็ดไขมันและรอยเปอนออก
แลวซักในน้ํารอนผสมสารซักฟอก
เช็ดออกดวยแอลกอฮอลหรือเปอรคลอโรเอทิลีน
เช็ดออกดวยสารฟอกขาวไฮโปคลอโรด
เช็ดออกดวยเปอรคลอโรเอทิลีนหรือสารละลายอื่น ใชกลีเซอรีนรอนปายตรง
รอยเปอนและซักในน้ําผสมสารซักฟอกและสารฟอกขาวไฮโดรซัลไฟด
ซักในน้ําสบูและเช็ดออกดวยเปอรคลอโรเอทิลีนหรือสารละลายอื่นโดยเช็ด
ทางดานผิดของผา
ซักในน้ําสบูและเช็ดออกดวยเปอรคลอโรเอทิลีนหรือสารละลายอื่นโดยเช็ด
ทางดานผิดของผา
เช็ดออกดวยเปอรคลอโรเอทิลีนหรือสารละลายอื่น
เช็ดออกดวยแอลกอฮอลชนิดใชจุดไฟ
ถาเปนรอยไหมจาง ๆ ใหทําผาใหเปยกซื้นแลวนําไปตากแดดหรือเช็ดออก
ดวยไฮโดรเจนเปอรออกไซด
เช็ดเฉพาะรอยเปอนดวยแอลกอฮอลและเปอรคลอโรเอทิลีนหรือสารละลาย
อื่น
น้ําไปรมหรืออังไอน้ําอุนใหผาชืน้ แลวนําไปรีด

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

20

ปายหรือฉลากสินคาผา
ขอแนะนําในการดูแลรักษาผาและผลิตภัณฑสิ่งทอ มักจะอานไดจากปายหรือฉลากสินคาผา ซึง่ นิยมเขียน
บรรยายไวเปนภาษาอังกฤษ หากผูบริโภคอานแลวเขาใจก็จะนําไปปฏิบัติตามไดอยางถูกตองและเหมาะสมซึง่ จะ
เปนประโยชนอยางยิ่ง
ปายหรือฉลากที่ติดมากับสินคาสิ่งทอจึงเปนสิ่งมีคา ยิง่ ตอผูบริโภค เพราะมีอยูบอยครั้งที่เราไมทราบ
หรือไมสามารถเดาไดอยางถูกตองวาผลิตภัณฑนั้นทํามาจากใยอะไร โดยเฉพาะอยางยิ่งใยชนิดใหม ๆ และผาใย
ผสม คําอธิบายที่ระบุไวบนปายหรือฉลากสินคาเหลานัน้ จะใหคาํ ตอบที่ดีแกเรา และเปนขอมูลที่เชื่อถือไดดีทสี่ ุด
ดวย
ปายหรือฉลากสินคาผาบอกอะไรไวบาง ปายหรือฉลากผาโดยทั่วไปจะบอกชื่อยีห่ อ หรือชื่อการคาชนิดของ
เสนใย เปอรเซ็นตของใยผสม แหลงผลิต ขนาด รหัสสินคา คําแนะนําในการใช และการดูแลรักษา ซึ่งขอความเหลานี้
จะเปนประโยชนตอผูบริโภค โดยเฉพาะอยางยิ่งในการดูแลรักษา ซึง่ จะตองอานทําความเขาใจและปฏิบัติตามโดย
เครงครัด เพื่อไมใหเกิดความเสียหายเวลาซักหรือรีดผาเหลานั้น แตปญหาที่สําคัญคือ การอานทําความเขาใจ
คําศัพทเฉพาะบางคํา ตลอดจนคําแนะนําในการซักรีดที่เปนภาษาอังกฤษไมเขาใจดีพอ จึงขออธิบายความหมาย
ของขอความทีเ่ กี่ยวกับการซักรีดที่มักพบเสมอบนปายหรือฉลากสินคาผาไวพอเขาใจดังนี้

ตัวอยางสัญลักษณการซักรีดผลิตภัณฑสิ่งทอ
สัญลักษณทวั่ ไป

การซัก

ตัวอยางการแสดงสัญลักษณ

หามซัก

ซักดวยมือ
หามซักดวยเครื่องซักผา

ซักดวยมือ
หรือซักดวยเครื่องซักผา
ที่อุณหภูมิไมเกิน T องศาเซลเซียส

P
การซักแหง

หามซักแหง

ซักแหงดวยตัวทําละลาย
ซักแหงที่เปนเตตระคลอโรเอทิลีน
หรือไตรคลอโรฟลูออโรมีเทน

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

21

สัญลักษณทวั่ ไป

ตัวอยางการแสดงสัญลักษณ
หรือไตรคลอโรไตรฟลูออโรอีเทน
หรือไฮโดรคารบอน (ไวตสปริต)

F
ซักแหงดวยตัวทําละลายซักแหง
ที่เปนไตรคลอโรฟลูออโรอีเทน
หรือไฮโดรคารบอน (ไวตสปริต)

A
ซักแหงดวยตัวทําละลายซักแหงไดทุกชนิด

CI
การฟอกขาว

การทําใหแหง

หามใชน้ํายาฟอกขาว

ฟอกดวยน้าํ ยาฟอกขาวประเภทคลอรีน
หมายเหตุ CI คือประเภทของน้าํ ยาฟอกขาว

การทําใหแหงดวยการตากราบ

หามตากแดด

ทําใหแหงดวยการตากแดด
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

22

สัญลักษณทวั่ ไป

ตัวอยางการแสดงสัญลักษณ

ทําใหแหงดวยการแขวน

ทําใหแหงดวยการแขวนโดยไมบิด

สัญลักษณทวั่ ไป

การรีด

ตัวอยางการแสดงสัญลักษณ

หามรีด

หรือ
รีดที่อุณหภูมติ ่ํา
ไมเกิน 100 0C

หรือ
รีดที่อุณหภูมปิ านกลาง
ไมเกิน 150 0C

หรือ
รีดที่อุณหภูมสิ ูง
ไมเกิน 200 0C

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

23

สัญลักษณทวั่ ไป

ตัวอยางการแสดงสัญลักษณ

หรือ
รีดโดยใชผาปูทับที่อุณหภูมติ ่ํา
ไมเกิน 100 0C

รีดโดยใชผาปูทับที่อุณหภูมปิ านกลาง
ไมเกิน 150 0C

รีดโดยใชผาปูทับที่อุณหภูมสิ ูง
ไมเกิน 200 0C
ผลิตภัณฑทาํ ความสะอาดผา
เมื่อจะซื้อวัสดุที่ทาํ ความสะอาดเสื้อผา ไมวาจะเปนผงซักฟอก น้าํ ยาซักแหง น้าํ ยาปรับผานุม สารฟอกขาว
หรือสารชวยซักตาง ๆ หากมีโอกาสไดเขาไปสํารวจสินคาดังกลาว เราจะพบวามีสนิ คาที่เปนผลิตภัณฑทาํ ความ
สะอาดบานมากมายหลายยี่หอ ซึ่งอาจเกิดความสับสนในการพิจารณาและตัดสินใจเลือกซื้อมาใชไดอยาง
เหมาะสมเพราะมีของใหเลือกมากมาย เราจึงตองเรียนรู สังเกต และควรอานคําอธิบายที่ฉลากสินคา ซึ่งบางอยาง
ตองทดลองใชเอง หรือฟงจากเพื่อนที่เคยใช แลวนํามาวิเคราะหเพื่อตัดสินใจเลือกสิง่ ที่ดีที่สุด และเกิดประโยชน
ที่สุด ซึง่ จะชวยประหยัดทั้งเงิน แรงงาน และเวลา สารบางชนิดตองใชอยางระมัดระวัง เพราะอาจทําใหเกิดผล
เสียหายแกผา ขึ้นได โดยเฉพาะผาที่มีราคาแพง สารบางชนิดตองใชรวมกับสารตัวอืน่ สารบางตัวใชรวมกับสารอืน่
ไมไดเพราะปฏิกิริยาเคมีอาจมีผลทําใหเกิดสารประกอบใหม ซึง่ จะทําลายเสนใยผา หรืออาจเกิดกลิ่นไอที่เปน
อันตรายตอสุขภาพของผูใช การตวงผลซักฟอกก็เชนกัน จะตองใชถว ยตรวงหรือชอนตวงมาตรฐานตามที่ผูผลิตมี
ใหในกลองตามคําแนะนําขางกลองหรือหอของผงซักฟอกชนิดนั้น ๆ
เมื่อกอนนี้เราใชผงซักฟอกหรือสบูซักผา ใชครามใสผาใหผาขาวสะอาด แตปจจุบันเรามีสารชวยซักชนิด
ตาง ๆ มากมาย เชน สารชวยซักตาง ๆ เชน สารฟอกขาว สารปรับผานุม สารแชผากอนซัก สารกําจัดรอยเปอน
รวมทัง้ แปงสําเร็จชวยในการรีดผาและสารตกแตงผาอื่น ๆ ซึ่งสารดังกลาวจะชวยใหงานซักรีดผาสมบูรณขึ้นให

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

24

ความสะดวกสบายแกผูใชจนเกิดความเคยชิน จนเกือบจะกลายเปนสิง่ จําเปนที่ตองใชควบคูไปกับสารซักฟอกใน
ปจจุบัน ดังนัน้ การเรียนรูเกี่ยวกับสารซักฟอกจะเปนประโยชนแกผทู ี่จะประกอบอาชีพซักรีดดวย
การใชนา้ํ ในการทําความสะอาดผา น้ํากระดางจะทําใหการซักผายากขึ้น วิธีที่จะแกไขน้ํากระดางใหมา
ใชได โดยทั่วไปจะเติมสารโซเดียมเฮกซาเมตาฟอสเฟตหรือสารเรซิน (ION-EXCHANGE RESIN) เติมใหนา้ํ ออน
นอกจากนีป้ ริมาณของน้าํ ทีใ่ ชตองเหมาะสมกับผาที่ซัก เนื่องจากสิง่ สกปรกทีห่ ลุดออกมาอาจจะปนเปอนอยูในน้าํ
ที่ซักและอาจทําใหผายับมาก
สบูและสารซักฟอก
สบู (SOAPS) เปนเกลือกรดไขมัน มีโอเลกุลเปนเสนยาว ไดจากน้าํ มันหรือไขมันธรรมชาติจากสัตวและพืช
ในรูปของไตรกลีเซอไซดกับคอสติกโซดา ในขณะที่ใชสบูซักผา สบูจะเกิดปฏิกิริยากับน้ํากระดางเกิดเปนเม็ดไขมัน
ไมละลายน้ํา และกลายเปนคราบไคลลอยอยูบนผิวน้าํ เกาะติดตามผาและพืน้ ผิดของภาชนะที่ใชซักผา สบูชวย
กําจัดน้าํ มัน รอยเปอน ไขมัน และคราบสกปรกออกจากผา แตไมเปนตัวกําจัดที่ดจี ึงควรใชนาน ๆ ครั้งหรือหลังการ
ซักทุก ๆ 3 ครั้ง
สารซักฟอก (SYNTHETIC DETERGENTS) สารซักฟอกถูกผลิตขึ้นมาใชแทนสบู มีทงั้ ชนิดผลและเหลว
เหมาะอยางยิง่ ที่จะใชทาํ ความสะอาดผา มีสวนประกอบของสารหลายชนิด เชน สารลดแรงตึงผิว สารเพิ่มเนื้อหรือ
สารสรางเสริม สารปองกันสิง่ สกปรกเขากลับไปในเนื้อผา น้ําหอม สี สารเพิ่มความขาวและสดใส ซึ่งมีผลิตอยู
หลายยี่หอ บางครั้งเรียกวา ดีเทอรเจน (DETERGENTS) ซึ่งถาแบงสารซักลางหรือสารซักฟอก หรือดีเทอรเจนตาม
ลักษณะการนําไปใช มีดังนี้
1. ชนิดใชซักผา (LAUNDRY DETERGENTS) เปนการซักฟอกเสื้อผาชนิดเขมขนหรือสารซักฟอกที่ใชสารพัด
ประโยชน
2. ชนิดทําความสะอาดภาชนะตาง ๆ (LIGHT DUTY DETERGENTS)
3. ชนิดใชทาํ ความสะอาดพื้น (HARD SURFCE CLEANERS DETERGENTS) เชน พื้นหองน้าํ เปนตน
4. ชนิดใชบางถวยชาม (DISHWASHER DETERGENTS)
สวนประกอบของสารซักฟอก
1. สารฟอกขาว (BLEACH) สารฟอกขาวเปนทัง้ กรดและดาง โดยธรรมชาติมีสภาวะไมคงที่เมื่อโดน
ความชืน้ สารฟอกขาวที่เก็บไวนานอยางไมถูกวิธีจะเสื่อมคุณภาพ สารฟอกขาวบางชนิดจะทําใหผาเสียหาย ตอง
ใชดวยความระมัดระวังใหศกึ ษากอนใชกบั ผาแตละชนิด เชน ถานําสารฟอกขาวคลอรีนไปใชกับถุงเทาสีขาวทีท่ ด
จากใยฝายและมีสวนขอบของถุงเทาเปนใยขนสัตว ตัวถุงเทาจะขาวแตสวนของขอบถุงเทาจะเปลี่ยนเปนสีเหลือง
2. สารฆาเชือ้ โรค (DISINFECTANT) สารฆาเชื้อโรคทีน่ ยิ มนํามาซักผา ไดแก สารฟอกขาว คลอรีน
น้ํามันสน สารเหลานี้ใชเปนครั้งคราวเพื่อฆาเชื้อโรคในเสื้อผา เชน เสือ้ ผาเครื่องนอนผูปวย และผาที่ใชในหองน้าํ
เปนตน
3. สารทําความสะอาดผากอนซัก การกําจัดรอยเปอนที่เอาออกยาก กอนซักผาใหใชผลิตภัณฑลบรอย
เปอนเหลานี้ ซึง่ มักประกอบดวยสารละลาย สารลดแรงตึงผิว สารเพิ่มเนื้อหรือสารสรางเสริม ในประเทศไทยนิยม
ผลิตจําหนาย หลายยี่หอโดยใชถู ทา พนใสตรงรอยเปอน เพื่อลบหรือขจัดรอยเปอนและทําใหผาซักงายขึ้น
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

25

4. แปง แปงที่ใชลงผาหลังการซักเพื่อใหเนื้อผาแข็ง นิยมใชกับผาฝาย เนื่องจากผาที่ลงแปงจะตองใช
ความรอนในการรีดผาจึงจะเรียบ ผาที่ไมทนความรอนจึงลงแปงไมได แตปจจุบันมีแปงสเปรยสําเร็จรูปใชฉีดผา
กอนรีด เมื่อรีดผาจะแข็งอยูตวั เหมือนการลงแปง
5. คราม ครามมีทั้งชนิดผงและน้าํ ใชผสมกับน้าํ ใหเปนสีครามออนแลวแชผา ซักผาและบิดกอนตาก สี
ครามจะเคลือบผิวผา ทําใหผาดูขาวนวลขึน้ ปจจุบนั มีผลครามผสมอยูในสารซักฟอก บางชนิดแลว
สารเติมแตงอื่น ๆ
1. น้ําหอม (PERFUMES) เพื่อดับกลิ่นสารเคมีและชวยใหเกิดกลิน่ สะอาดในการซักผา
2. สี (DYES) ชวยใหสารซักฟอกดูดีขึ้น มักใชสีครามเพือ่ ทําหนาที่แทนไปดวยในตัว
3. สารปรับผานุม (FABRIC SOFTENERS) สารปรับผานุม จะเคลือบผืนผา เพิม่ การนําไฟฟาสถิตและลด
ความแข็งกระดางของผา การใชสารปรับผานุมทําไดหลายวิธี หลายชนิดใชเติมหรือใสลงในน้าํ ซักครั้งสุดทาย
หลายชนิด ผสมอยูในสารซักฟอก หรือใชในขณะทําผาใหแปงดวยเครื่องอบผา การใชสารปรับผานุม ไมควรใชทุก
ครั้งที่ซักผาเพราะจะเปนไขมันเคลือบผิวผาทําใหผา ดูดซึมน้ําลดลง
กิจกรรมที่ 4
การลบรอยเปอนตอไปนี้ทําอยางไร
(1) เลือด
(2) ช็อกโกแลคหรือกาแฟ
(3) น้ําหมึก
(4) ลิปสติก
(5) นม

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

26

เรื่องที่ 2.3 การซอมแซมและตกแตงเสื้อผา
การซอมแซมเสื้อผา
เสื้อผาแตละชุดกวาจะไดมาจะตองเสียเงินหรือลงทุนลงแรงตัดเย็บดวยความประณีตเพื่อใหสวมใสแลวดู
สวยงาม สวาง เพื่อสวมใสบอ ย ๆ หรือเกิดอุบัติเหตุ อาจทําใหเสื้อผาชํารุด จึงตองซอมแซม บางครัง้ ไมสามารถ
ซอมแซมเองไดใหสงรานซอม แตบางครัง้ ซอมแซมเพียงเล็กนอย หากสงรานก็จะเสียเงินมาก จึงควรซอมแซมเอง
เพื่อประหยัดรายจาย เชน การปะ การชุน การกุน การดาม เปนตน
การปะ
การปะเปนการซอมแซมผาลักษณะเนื้อผาหลุดงายไปมากไมสามารถชุนได หรือกรณีที่ผาสวนนั้นบางลง
เนื่องจากการใชงานบอย เชน บริเวณหัวเขา บริเวณกน การปะสามารถหะไดทงั้ ภายนอกและภายใน
วิธีการปะ
1. เลือกผาหรือเศษผาทีม่ ีสหี รือลายใกลเคียงกับเสื้อหรือกางเกงที่จะปะ ตัดใหมีขนาดใหญกวารอยขาด
เล็กนอย จะปะเปนรูปสี่เหลีย่ ม สามเหลี่ยม รูปหัวใจ ไดตามตองการเพื่อใหสวยงาม
2. นําผาที่จะปะและรอยขาดรีดใหเรียบ ใชกรรไกรเล็มรอยขาดใหเรียบรอยแลวนําผาที่จะปะวางลงทับบน
รอยขาด ใชเข็มหมุดกลัด
3. เนาผาปะกับชั้นผาขาดใหติดกัน
4. พับริมผาใหเรียบรอย แลวสอยริมผาปะใหติดกับผาขาดใหเรียบรอย หรือจะใชจกั รเย็บก็ได

การชุน
การชุนเปนการซอมแซมผาที่ขาดเพียงเล็กนอย การชุนจะละเอียดกวาการปะ โดยใชดายจากเสื้อผาตัวนัน้
หรือเลือกสีดายใหเหมือนกับเสื้อผามากทีส่ ุด การชุนมีหลายแบบขึ้นอยูกับผาที่จะชุน
1) การชุนแบบลายขัด ใหกับผาทีท่ อลายขัดและทดตวนดังนี้
(1) ดนเดินหนาตามรอยประ 1 รอบ

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

27

(2) ทําดายยืน เย็บขามไปขามมาใหเต็มรอยขาด

(3) สอดลายขัด ขามไปขามมาจนเต็มรอยขาด

2) ชุนแบบลายสอง ใชกับผาทองสายสอง เชน กางเกง
สอดดายลายสองขัดไปจนถึงริมผา ขัดไปขัดมาจนเต็มรอยขาด

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

28

3) ชุนแบบรังผึ้ง ใชกับผาทอลูกไมดังนี้
ดนเดินหนาตามรอยปะ 1 รอบ เพื่อกันผาลุย และทําแบบพับเข็มรอบวง ทําซอนกันเขาไปเรื่อย ๆ
จนถึงจุดกลางรอยผาขาด

การดาม
เปนการนําผาอีกชั้นหนึง่ มาปดทับริมผาทีข่ าดหรือชํารุด เชน ชายกระโปรง ปลายขากางเกง ชายแขนเสื้อ
ผาทีน่ ํามาใชดามจะเปนผาตรงหรือผาเฉลียง ขึน้ อยูกบั ชายผาที่จะดาม
วิธีทาํ
1. นําผาที่จะดามวางทับบนริมผาดานนอกแลวเย็บ
2. กลับผาเขาดานในแลวเย็บหรือสอยใหเรียบรอย
การซอมตะเข็บ
ใชเมื่อรอยตะเข็บขาดหรือปริ สวนจะซอมโดยใชตะเข็บแบบใดนั้น ขึ้นอยูกับรอยตะเข็บเดิมวาเย็บแบบใด
ไว ก็ใหซอมแบบนั้น
การตกแตง ดังแปลง เสื้อผาเครื่องแตงกาย
เสื้อผาเครื่องแตงกาย ที่สวมใสอยูเปนประจํา ผูสวมใสอาจจะยืดหรือสวมใสไมได จึงมอบใหพนี่ องหรือ
เพื่อน ดังนั้นหากนํามาสวมใหม อาจตกแตงเพิม่ เติมเพื่อใหดูเหมือนเสื้อตัวใหม และเปนแบบที่เราชอบไดเปนการ
ประหยัดงบประมาณและใชทรัพยากรอยางคุมคา
การพิจารณาตกแตงดัดแปลงเสื้อผา
1. เมื่อตกแตงแลวจะเปนแบบที่ตองการหรือไม
2. ใชงบประมาณในการตกแตงเทาใด
3. วัสดุที่มีภายในบานสามารถนํามาตกแตงไดหรือไม หรือตองจัดซื้อใหม
4. เสื้อผาที่ดัดแปลงแลวเขากับสมัยหรือกาลเทศะที่จะสวมใส
5. สวมใสแลวดูดีขึ้น
วิธีตกแตง ดัดแปลงเสื้อผา
1. ตกแตงเพิม่ เติมหรือปดบังรอยชํารุด โดยใชลูกไม กระดุม ลูกปด สติ๊กเกอร ผารูปแบบตาง ๆ มาติด
เพิ่มเติม เชน รูปดอกไม รูปหัวใจ เปนตน
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

29

2. ดัดแปลงเสื้อ กระโปรง กางเกง เขน ทําใหสั้นลง ยาวขึ้น เปนตน
3. ดัดแปลงใหมทงั้ หมด เชน นําชุดของแมมาตัดใหมเปนชุดของลูก นํากระโปรงมาทําผากันเปอน เปนตน
กิจกรรมที่ 5
1. จงหาวิธกี ารซอมแซมเสื้อหาดังตอไปนี้
(1) การปะ
(2) การชุนแบบลายขัด
(3) การชุนแบบรังผึ้ง
(4) การชุนแบบลายสอง
(5) การดาม
2. ถามีกางเกงยีนสที่สวมใสจนเบื่อแลว แตยังสามารถสวมใสไดอยู ทานมีวธิ ีแตกตางหรือ
ดัดแปลงใหสวมใสไดอีกโดยไมเบื่ออยางไร
3. ใหบอกประโยชนของการตกแตงและดัดแปลงเสื้อผามา 5 ขอ
4. ใหบอกวิธกี ารเลือกใชเสือ้ ผาในโอกาสตอไปนี้
(1) ชุดเครื่องแบบ
(2) ชุดทํางาน
(3) ชุดไปงานมงคล
5. ใหบอกวิธกี ารพิจารณาเลือกเสื้อผามา 3 ขอ
6. ใหบอกวิธกี ารพิจารณาเลือกเสื้อผามา 3 ขอ
(1) ผาฝาย
(2) ผาลินิน
(3) ผาลูกไม
(4) ผาไหม
7. ใหหาปายที่มีสัญลักษณ วิธกี ารดูแลรักษาเสื้อผาสําเร็จรูป จํานวน 3 ปาย แลวอธิบายตาม
หัวขอตอไปนี้
(1) การซัก
(2) การรีด

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

30

ตอนที่ 3 อาหารและโภชนาการ

เรื่องที่ 3.1 การบริโภคอาหารและเครื่องดื่ม
อาหาร คือ สิ่งที่กนิ หรือดื่ม หรือรับเขาสูรางกายเพื่อชวยใหรางกายเจริญเติบโต ซอมแซมสวนที่สึกหรอ
ชวยใหอวัยวะตาง ๆ ของรางกายทํางานเพือ่ การดํารงชีวติ อยู อาหารเปนไดทั้งของแข็ง ของเหลว หรือแกส
โภชนาการ หมายถึง ความตองการสารอหาร การเปลีย่ นแปลงของอาหารในรางกาย และรางกาย เอา
สารอาหารอะไรไปใช อยางไร รวมทัง้ การดูดซึม การยอย และการขับถาย
สารอาหาร คือ สารเคมีที่มอี ยูในอาหาร จะมีมากนอยแลวแตชนิดของอาหาร สารอาหารที่รายกาย
ตองการแบงออกเปน 6 ประเภท คือ คารโบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน เกลือแร วิตามิน และน้ํา
สารอาหารทําหนาที่อยางใดอยางหนึ่งหรือหลายอยางดังนี้
1. ใหพลังงานความรอน เพือ่ การทํางานของอวัยวะตาง ๆ ภายในรางกาย
2. ชวยควบคุมปฏิกิริยาเคมีตาง ๆ ในรางกาย และการทํางานของอวัยวะทุกสวน
3. ชวยปองกันและตานทานโรค ทําใหรา ยการแข็งแรง
4. ชวยใหรางกายเจริญเติบโตและซอมแซมสวนที่สึกหรอ
สารอาหาร
1. คารโบไฮเดรต
คารโบไฮเดรตเปนสารอาหารที่พบในอาหารเกือบทุกชนิด โดยเฉพาะอาหารที่ไดจากพืช มี
คารโบไฮเดรตเปนองคประกอบเสมอ สารนี้มีองคประกอบหลัก คือ คารบอน และองคประกอบรวม มีลักษณะ
คลายน้าํ คือ ประกอบดวยไฮโดรเจนและออกซิเจนในสัดสวน 2 :1 จึงรวมเรียกสารประกอบนีว้ า คารโบไฮเดรต
(คารบอน + ไฮเดรต หมายถึง คารบอน + น้ํา) ปจจุบันนักวิทยาศาสตรคนพบลักษณะและองคืประกอบอื่นที่ให
คุณสมบัติเปนคารโบไฮเดรตอีกหลายชนิด ดังนัน้ ในทางเคมีจึงใหความหมายของคารโบไฮเดรตเปนสารประกอบ
อินทรียประเภทอลิไฮดรอกซิแอลดีไฮดี้ หรือคีโทน (KETONES) หรือสารประกอบที่เกิดจากการรวมตัวหรือการ
ดัดแปลงจากสารเหลานี้ โดยคารโบไฮเดรตจะเกิดจากกระบวนการสังเคราะหแสงของพืชดวยการที่ดวงอาทิตยสง
ถายพลังงานมากระตุน การทํางานของคลอโรฟลลในพืช ทําใหเกิดพลังงานทางเคมีในการรวมตัวของ
คารบอนไดออกไซดเขากับน้าํ ใหกลายเปนน้ําตาลและคารโบไฮเดรตชนิดตาง ๆ
หนาทีข่ องคารโบไฮเดรต มีดังนี้
1. ใหพลังงานและความรอน เปนบอเกิดของพลังงานที่ถูกที่สุด น้ําหนัก 1 กรัม ใหพลังงาน 4
แคลอรี่ ยกเวน CELLULOSE ที่ยอยไมได ดูดซึมไมไดจึงไมมีพลังงานเมือ่ รับประทานเขาไป

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

31

2. ชวยใหไขมันเผาไหมไดสมบูรณ การเผาไหมไขมันในรางกายจะไมสมบูรณถา ได
คารโบไฮเดรตไมเพียงพอ ทําใหเกิดสารเปนพิษแกรางกาย ซึ่งเกิดขึ้นในเลือดและปสสาวะ สารนั้นเรียกวา KETONE
BODIES ถาเปนเชนนีน้ าน ๆ ในรายที่เปนเบาหวานขั้นรุนแรง จะทําใหความเปนกรด – ดาง ของรางกาย
เปลี่ยนแปลงไป รางกายมีความเปนกรดมากไป ทําใหอวัยวะตาง ๆ ทํางานผิดปกติอาจรุนแรงถึงขัน้ หมดสติและ
ตายได
3. ประหยัดการใชโปรตีนในรางกาย ถารางกายไดรับพลังงานจากคารโบไฮเดรต และไขมันไม
พอจะนําโปรตีนมาเผาผลาญใหเกิดพลังงานเปนการไมหระหยัด เพราะโปรตีนเปนสารอาหารราคาแพง ควรสงวน
ไวใชประโยชนในการเสริมสรางและซอมแซมมากกวาจะนํามาใชแทนพลังงาน
4. ชวยในการทํางานของลําไส โดยเฉพาะในคนและสัตวที่เลีย้ งลูกดวยนม บางครั้งทําใหลําไส
ทํางานไดดีขึ้น เชน เซลลูโลส ชวยกระตุนการทํางานของลําไส ชวยปองกันทองผูก เปนตน
5. เปนสวนประกอบของสารเคมีทสี่ ําคัญ ๆ ในรางกาย
6. ชวยรักษาสภาพในรางกายใหคงที่ เพื่อใหอวัยวะตาง ๆ ทํางานไดตามปกติ
7. ทําลายพิษของสารบางอยางที่ติดเขาไปในรางกายโดยบังเอิญหรือติดเขาไปกับอาหาร
เมื่อเขาไปถึงตับ ตับจะกําจัดพิษโดยทําปฏิกิริยากับอาหารประเภทคารโบไฮเดรต ใหกลายเปนสารทีไ่ มมีพิษหรือมี
พิษนอยลง และจะถูกขับถายหรือกําจัดออกทางปสสาวะ
อาหารที่มีคารโบไฮเดรต มีดังนี้
1. น้ําตาลและอาหารที่มนี า้ํ ตาล เชน ออย บีท และผลิตภัณฑจากพืชทั้ง 2 ชนิด ลูกกวาด ขนม
ช็อกโกแลตหวาน แยมและเยลลี่ น้ําเชื่อม น้ําผึง้ ผลไมหวาน ของหวาน
2. อาหารที่มแี ปงมาก เชน ธัญพืชชนิดตาง ๆ สาคู แปงชนิดตาง ๆ มักกะโรนี สปาเกตตี้ เสนกวยเตีย๋ ว
เสนหมี่ บะหมี่ ขนมปงชนิดตาง ๆ มันฝรั่ง มันเทศ ฯลฯ
3. อาหารที่มเี ซลลูโลสมาก ๆ เชน ธัญญพืชที่ยงั ไมไดสี หรือสีดวยมือ เยื่อหุมเมล็ด (BRAN) ของพืชผัก
ที่มีเยื่อมาก ผลไมตาง ๆ
ผลของการกินคารโบไฮเดรตนอยหรือมากเกินไป มีดังนี้
1. กินนอยเกินไป คือถากินนอยกวา 100 กรัม ทําใหไขมันเผาไหมไมสามบูรณ รางกายมีความเปน
กรดมาก ปญหาในการกินนอยไมคอยมีมากนัก
2. กินมากเกินไปมีผลตอรางกาย ดังนี้
- น้ําหนักมากเกินขนาด เปนโรคอวน เปนผลใหเกิดโรคอื่นไดงาย เชน เบาหวาน โรคไต โรคหัวใจ
และหลอดเลือดอุดตัน เปนตน
- กินอาหารมีประโยชนอยางอื่นลดลงเพราะอิ่ม
- มีโรคหลายโรคที่เกี่ยวกับการรับประทานอาหารประเภทคารโบไฮเดรตมาก เชน ฟงผุ เปนตน

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

32

2. โปรตีน
คําวา “โปรตีน” มาจาภาษากรีก แปลวา “มาอันดับแรก” ในป 2481 นักเคมีชาวดัชทชื่อ GERARDS
MULDER เปนผูใหชื่อนี้ เพราะเขาเชื่อวาโปรตีนเปนสารสําคัญที่สุด รองจากน้ํา มีอยูประมาณ 18 เปอรเซ็นตหนึ่งใน
สามของโปรตีนทัง้ หมดอยูในเนื้อเยื่อของกลามเนื้อตาง ๆ หนึ่งในหาอยูในกระดูกและกระดูกออนหนึง่ ในสิบอยูใน
ผิวหนังและที่เหนือจะพบอยูใ นเนื้อเยื่ออื่น ๆ และของเหลวในรางกาย สําหรับในน้ําดีและปสสาวะไมมีโปรตีนเลย
กรดอะมิโน (AMINO ACIDS) คือ หนวยยอยที่เล็กที่สุดประกอบกันขึน้ เปนโมเลกุลของโปรตีน ทางเคมี
กรดอะมิโน คือ สารซึ่งมีหมูอ ะมิโน และหมูคารออซิบลิตอยูในโมเลกุล อาหารโปรตีนประกอบดวยกรดอะมิโน
ประมาณ 12 – 22 สวนโปรตีนในรางกายประกอบดวยกรดอะมิโนอยูม ากกวา 280 อะตอมก็ได
ประเภทของกรดอะมิโน แบงเปน 2 ประเภท คือ
1. กรดอะมิโนที่จําเปนแกรางกาย (ESSENTIAL หรือ INDISPENSABLE AMINO ACIDS) ไดแก กรดอะ
มิโนที่รางกายสังเคราะหไมได หรือสังเคราะหไดแตไมเพียงพอกับความตองการของรางกาย จําเปนตองไดรับจาก
อาหาร
2. กรดอะมิโนที่ไมจาํ เปนแกรางกาย (NONESSENTIAL หรือ DISPENSABLE AMINO ACIDS) ไดแก
กรดอะมิโที่รางกายสังเคราะหขึ้นไดเพียงพอกับความตองการของรางกาย ไมจาํ เปนตองไดรับจากอาหาร คือ อาจ
สังเคราะหขึ้นไดจากสารประกอบพวกไนโตรเจนหรือจากกรดอะมิโนที่จาํ เปนแกรา งกาย หรือจากไขมันหรือ
คารโบไฮเดรต กรดอะมิโนพวกนี้ ไดแก กรดลูทามิค ไกลซีน ซีสตรีน ไทโรซีน
หนาทีข่ องกรดอะมิโน มีดังนี้
1. นําไปสรางโปรตีนในเซลลและเนื้อหนังตาง ๆ การสรางโปรตีนนี้จาํ เปนสําหรับขบวนการเติบโต
โปรตีนเปนสวนประกอบของเซลล โปรตีนของเนื้อเยื่อตาง ๆ มีลักษณะตางกันสุดแกประโยชนใชสอยของรางกาย
เชน โปรตีนในกลามเนื้อมีลกั ษณะทีท่ าํ ใหกลามเนื้อหดตัวไดงาย มีความแนนหรือมีเนื้อแนนพอเหมาะ สวนโปรตีน
ที่มีในเซลลของผนังเสนเลือดทําใหเสนเลือดมีความยืดหยุน ดี ซึง่ จําเปนสําหรับการรักษาความดันเลือดไดปกติ
รางกายตองใชโปรตีนสรางและซอมเนื้อเยื่อตลอดชีวิต ในเด็กการสรางเนื้อเยื่อใหม ๆ ตองใชโปรตีนใน
ผูใหญทหี่ ยุดเติบโตแลวตองใชโปรตีนซอมแซมเนื้อเยื่อทีม่ ีอยู และสําหรับสรางผม เล็บ หรือชัน้ นอกของผิวหนังที่
งอกขึ้นมาใหม สวนทีห่ มดอายุแลวหลุดไป ในหญิงมีครรภตองใชโปรตีนสรางเซลลของทารกในครรภและซอมแซม
เนื้อเยื่อในรางกายของผูเ ปนมารดา
2. สรางสารควบคุมการทํางานของรางกาย ไดแก เอ็นไซม ฮอรโมน และสารตอตานโรคลวนแตเปน
สารโปรตีนทัง้ นั้น
3. รักษาสิ่งแวดลอมภายในรางกายใหอยูในสภาพคงที่ คือ
3.1 รักษาความเปนกรด – ดาง ของรางกายใหคงที่
3.2 รักษาดุลของน้ําในรางกาย โปรตีนในเลือดมีสวนชวยควบคุมการแลกเปลี่ยนหรือการเคลื่อนที่
ระหวางเลือดกับเซลล

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

33

4. สามารถเปลี่ยนเปนสารอื่นได เชน เปลี่ยนเปนคารโบไฮเดรตและไขมัน โปรตีน 1 กรัม ให
พลังงาน 4 แคลอรี่ เมื่อใดที่รา งกายไดรับพลังงานจากคารโบไฮเดรตและไขมันไมเพียงพอ รางกายจะเผาผลาญ
โปรตีนแทน
5. ชวยปองกันโรคไขมันสะสมมากผิดปกติในตับได หรือเปน LIPOTROPIC เด็กที่เปนโรคขาด
โปรตีนมักจะมีไขมันสะสมมากผิดปกติทตี่ ับ และเมื่อรักษาดวยอาหารที่มีโปรตีนประเภทสมบูรณ อาการดังกลาว
จะหายไป นอกจากโปรตีนแลวสาเหตุอื่น ๆ ที่ใชเปน LIPOTROP FACTORS ได คือ กรดอะมิโนเมทไธโอนยีน และไอโน
ซิทอล
ความตองการโปรตีนของคนกลุมอายุตาง ๆ
อายุ (ป)
กรัมของโปรตีนตอน้ําหนักรางกาย 1 กิโลกรัม
ปริมาณที่ตองการ (กรัม)
ปริมาณที่แนะนําใหรับประทาน
0–1
มากกวา 1.0
2.3
1–3
0.88
1.7
4–6
0.81
1.3
7–9
0.77
1.2
10 – 12
0.72
1.2
13 – 15
0.70
1.1
16 – 19
0.64
1.0
มากกวา 20 ป
0.59
1.0
ระยะมีครรภ (4 – 9 เดือน)
+6
+20
ระยะใหนมบุตร
+12
+40
การกินโปรตีนประเภทสมบูรณนอยเกินไป จะทําใหดุลของไนโตรเจนในรางกายเปนลบ คือ ปริมาณ
ไนโตรเจนที่ออกจากรางกายมากกวาปริมาณที่รางกายไดรับซึ่งใหโทษกับรางกายดังนี้
- เลือดมีโปรตีนต่ํากวาปกติ เกิดการบวมตามตัว มือ และเทา
- การเติบโตหยุดชะงักในเด็กเปนโรคขาดโปรตีน
- การเติบโตหยุดชะงักในเด็กเปนโรคขาดโปรตีน
- ความตนทานโรคต่ํา ติดโรคงาย
- ออนเพลีย เบื่ออาหาร เหนื่อยงาย กระสับกระสาย ปวดมึนศีรษะ หลับไมสนิท
- น้ําหนักลด

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

34

3. ไขมัน
ไขมันเปนสารอินทรียซงึ่ ไมละลายน้ํา และละลายในตัวทําละลาย มีทงั้ ในพืชและสัตว ไขมันมี
สวนประกอบทางเคมี คือ ประกอบดวยคารบอน ไฮโดรเจน และออกซิเจนในสัดสวนที่แตกตางกันแลวแตชนิด
ไขมันละลายไดในเบนซิน คารบอนเดตระคลอไรด อีเทอร คลอโรฟอรม
ไขมันในธรรมชาติ ไดแก
1. ในพืช มีมากในสวนที่เปนเมล็ดแก สามารถบีบหรือสกัดออกมาใชได เชน ถั่วเหลือง ถัว่ ลิสง เมล็ด
ฝาย เปนตน น้าํ มันเหลานี้เรียกวา WESSON OIL ไขมันไดจากสวนอืน่ ๆ ของพืชก็มี เชน มะพราว น้าํ มันมะกอก พืช
จําพวกนัท มันฮอ เม็ดมะมวงหินพานต
2. ในสัตว เชน ในหมู ไดแก สวนทีเ่ ราเรียกวามันหมูแข็ง คือ สวนทีต่ ิดกับหนังหมู นอกจากนี้ยงั มีมาก
ในชองทอง ไดแก มันเหลวของหมูรอบ ๆ อวัยวะสําคัญ ๆ เชน หัวใจ ไต มักจะมีไขมันหุมหออยู ไขมันในสวนนี้
ปองกันการกระทบกระเทือนและชวยใหอวัยวะอยูคงที่ นอกจากนั้นมีแทรกอยูระหวางกลามเนื้อ มีมากบางนอย
บาง ขึ้นอยูก ับชนิดของสัตว สัตวแกมีมากกวาสัตวออน เชน สวนอกมันมีปนมากกวาสวนเขา เปนตน
ชนิดของไขมัน ไขมันมีหลายชนิด แตละชนิดมีลักษณะและคุณสมบัติในทางอาหารตางกันออกไป
เล็กนอย กรดไขมันมีอยู 2 ชนิด คือ
1. กรดไขมันที่จําเปนตอรางกาย คือ รางกายจะขาดไมไดและไมสามารถจะสังเคราะหขึ้นได ตองไดรับ
จากสารอาหารเทานั้น ที่สาํ คัญที่สุด ไดแก LENOLEID ACIDS
2. กรดไขมันที่จําเปนแกรางกาย คือ กรดไขมันที่รางกายสังเคราะหได มีอยูในอาหารไขมันทัว่ ๆ ไป
หนาที่และประโยชนของไขมัน
1. ในอาหารไขมันมีประโยชนดังนี้
1.1 ชวยใหอาหารมีรส กลิ่น และเนื้อสัมผัสดีขนึ้ ถึงแมไขมันหรือน้ํามันเองจะเปนสาร
ปราศจากรสชาติแตไขมันสามารถดูดกลิ่นได เนื้อสัมผัสของไขมันชวยใหอาหารอรอยขึ้น อาหารที่มไี ขมันต่ําจะแหง
และไมอรอย
1.2 ทําใหอิ่มนานกวาอาหารประเภทอื่น ทั้งนี้เพราะรางกายยอยไขมันไดชากวาโปรตีนหรือ
คารโบไฮเดรต ดังนั้นถารับประทานอาหารที่มีไขมันสูงกวาอิ่มนานกวาอาหารประเภทโปรตีนหรือคารโบไฮเดรต
1.3 เปนแหลงเกิดของวิตามินที่ละลายในไขมัน เอ ดี อี และเค และการดูดซึมของวิตามินเหลานัน้
เชน เนยเหลวมีวิตามินเอมาก น้ํามันก็มวี ิตามินเอมาก น้าํ มันตับปลามีวิตามินบีและดีมาก เปนตน
1.4 ใหกรดไขมันทีจ่ ําเปนแกรางกาย คือ จําเปนสําหรับการเจริญเติบโตและสุขภาพของผิวหนังของ
ทารกและเด็ก
2. ในรางกายไขมันมีประโยชนดังนี้
2.1 ใหพลังงานความรอน ไขมันบริสุทธิ์ 1 กรัม ใหพลังงานความรอนประมาณ 9 แคลอรี่ มากกวา
คารโบไฮเดรตและโปรตีนประมาณเทาตัว เซลลทุกเซลลในรางกาย (ยกเวนเซลลของระบบประสาทสวนกลาง) ใช
ไขมันเปนแหลงพลังงานไดทงั้ นัน้
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

35

2.2 ปองกันการกระทบกระเทือนของอวัยวะภายใน ไขมันที่อยูรอบอวัยวะสําคัญ ๆ ภายใน เชน ใน
ชองอก และชองทอง ทําหนาที่เปนเกราะกันการกระทบกระเทือนของอวัยวะเหลานัน้
2.3 ชวยปองกันการสูญเสียความรอนของรางกาย เพราะเปนสื่อความรอนประมาณครึ่งหนึง่ ของ
ไขมัน ที่อยูใตผิวหนัง ทําหนาที่เปนฉนวนปองกันไมใหรา งกายเสียความรอยมากเกินไป หรือชวยควบคุมอุณหภูมิ
ของรางกายไมใหเปลี่ยนตามอากาศภายนอกไดงาย
2.4 ชวยพยุงหรือทําใหอวัยวะคงรูป เชน ไขมันที่แกม ฝามือ ไขมันที่บฝุ ามือ ยังชวยใหหยิบจับ
สิ่งของไดสะดวกดวย
2.5 สามารถเปลี่ยนเปนคารโบไฮเดรตและกรดอะมิโนที่ไมจําเปนตอรางกายได
2.6 สารไขมันพวกสเตอรอล สามารถเปลี่ยนวิตามินดีได
ปริมาณของไขมันในอาหารชนิดตาง ๆ
ชื่ออาหาร
น้ํามันหมู น้ํามันพืช น้ํามันสลัด
เนยเหลว เนยเทียม หมูสามชัน้
ถั่วพวกพีแคน
มันฮอ เบคอนยังไมทอด ถั่วดํา ถั่วเขียว
เบคอนทอดเอาน้ํามันออกแลว ไสกรอกหมู
ถั่วลิสง เนยถั่วลิสง งา เมล็ดแตงโม มะมวงหินพานต หมูติดมัน
น้ํามันสลัดมายองเนส
เนยแข็ง ไขแดง ครีม หางวัว มะพราวแก มันฝรั่งทอด เนื้อหมู
นมผง หลาสวาย เนื้อวัวติดมัน ไกแก ช็อกโกแลตแทง ผงโกโก
แอปเปลพาย ไข โดนัท ช็อกโกแลต ถั่วเหลือง เนื้อสันวัว
เนยแข็ง นมสม ขนมปง นมขนหวาน ไกออน
ไอศกรีม ปลาแซลมอน กุง ปู หอย ขาว ตัววัว มันปง
มะพราวออน กระจับ ผักตาง ๆ ผลไม น้ําตาล น้ําเชื่อม

กรัมในสวนทีร่ ับประทานได 100 กรัม
91 – 100
81 – 90
71 – 80
61 – 70
51 – 60
41 – 50
31 – 40
21 – 30

11 – 20
ต่ํากวา 10
0

4. เกลือแร
เกลือแรเปนสวนประกอบทีร่ างกายขาดไมได รางกายคนเรามีเกลือแรอยูประมาณรอยละ 4 ของน้าํ หนัก
หนาที่ของเกลือแร
1. ชวยเสริมสรางและเปนสวนประกอบของรางกาย ดังนี้
1.1 เปนสวนประกอบของอวัยวะ เชน ฟน กระดูก เปนตน
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

36

1.2 เปนสวนประกอบของสารเคมีที่เกี่ยวของกับขบวนการเติบโตในรางกาย เชน เหล็กมีในสารสี
แดง ของเม็ดเลือดหรือฮีโมโกลบิน โคลอลตมีในวิตามินบี 12 กํามะถันมีในกรดอะมิโนหรือโปรตีน ในไอโอดีน และ
วิตามินบี 1 หรือฟอสฟอรัสเปนสวนประกอบของสารที่เก็บพลังงานสูงไวในตัว เปนตน
2. ควบคุมการทํางานของรางกาย ดังนี้
2.1 เปนสวนประกอบของของสารเคมีที่ชวยควบคุมการทํางาน เชน เอ็นไซม ฮอรโมน และสารเคมี
อื่น ๆ เปนตน
2.2 เปนสารจําเปนสําหรับปฏิกิริยาเคมีที่สําคัญในรางกาย เชน แมกนีเซียม และฟอสฟอรัสจําเปน
สําหรับการเผาผลาญ หรือการใชน้ําตาลในรางกาย คลอรีนเปนสวนประกอบของกรดเกลือ ซึ่งกระเพาะอาหารผลิต
ออกมาชวยในขบวนการยอยอาหาร เปนตน
แคลเซียม เปนสารทีม่ ีปริมาณมากที่สุดในรางกาย ในผูใ หญแคลเซียมประมาณรอยละ 1.5 – 2 ของ
น้ําหนักรางกาย สวนใหญหรือเกือบทัง้ หมดประมาณ 99 ของแคลเซียมอยูในกระดูกและฟนในรูปของเกลือ
ฟอสเฟต แคลเซียมที่เหลือมีใน SOFT TISSUE และเลือด ในน้าํ เลือด 100 ซีซี มีแคลเซียมอยูประมาณ 10 มิลลิกรัม
ประมาณครึ่งหนึง่ ของแคลเซียมอยูในเลือดในรูปของแคลมเซียมไอออน อีกครัง้ หนึ่งรวมกับโปรตีนในรูปของ
CALCIUM PROTEINATE
หนาทีข่ องแคลเซียม
1. แคลเซียมเปนเกลือแรที่มมี ากที่สุดในรางกายโดยเฉพาะในกระดูก จากการวิเคราะหพบวา กระดูกมี
น้ํารอยละ 45 ไขมัน 10 โปรตีน 20 และเกลือแร 25 เกลือแรเหลานี้ประกอบดวย แคลเซียมรอยละ 96 เกลือ
แมกนีเซียมรอยละ 2 เกลือโซเดียมรอยละ 2
2. เปนสารจําเปนสําหรับสรางกระดูกและฟน หรือทําใหกระดูกและฟนแข็งแรง กระบวนการสราง
กระดูกและฟนนี้ตองใชฟอสฟอรัสและวิตามินดวย ถาขาดสารใดสารหนึง่ จะมีอาการเชนเดียวกับขาดแคลเซียม
3. จําเปนสําหรับการแข็งตัวของเลือด จึงชวยปอนกันไมใหรางกายสูญเสียเลือดมากเวลาเกิดบาดแผล
4. แคลเซียมในเลือดจําเปนสําหรับการทํางานของระบบประสาทและกลามเนื้อ ถาเลือดมีแคลเซียม
ต่ําประสาทจะไวผิดปกติในการตอบรับสื่อกระตุน การชัก ตรงกันขามถาเลือดมีแคลเซียมสูงเกินไป ประสาทจะ
ทํางานชาลง
5. ชวยควบคุมการทํางานของกลามเนื้อหัวใจ
6. ชวยกระตุนการทํางานของเอ็นไซมหลายชนิด เชน เอ็นไซมจากตับออน ชวยยอยไขมัน เอ็นไซมซึ่ง
เกี่ยวของกับปฏิกิริยาการใชกลูโคส และเอ็นไซมในเนื้อเยื่อสมองชนิดหนึง่ ซึ่งเกี่ยวของกับการทํางานของระบบ
ประสาท เปนตน
7. ควบคุมการเคลื่อนไหวของธาตุอนื่ ๆ ทีผ่ านเขามาในเซลลทุกเซลล
ฟอสฟอรัส เปนธาตุที่อยูในเซลลทั่วรางกาย เปนสารที่จําเปนสําหรับการเพิม่ จํานวนเซลล การ
เคลื่อนไหวของเซลลและการรักษาระดับของเหลวในเนื้อเยื่อตาง ๆ นอกจานี้ยังเปนสวนประกอบของสารเคมีที่
สําคัญ ๆ ในรางกาย เชน ฟอสโฟไลปค เอ็นไซม โคเอ็นไซม เปนตน
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

37

หนาทีข่ องฟอสฟอรัส มีดังนี้
1. ทํางานคูกบั แคลเซียมในการสรางกระดูกและฟน
2. จําเปนสําหรับกระบวนการเคมีที่สําคัญในรางกาย เชน การใชสารอาหารในรางกาย การดูดซึม
น้ําตาลในลําไสเล็ก และการรักษาสมดุลความเปนกรด – ดางของรางกาย เปนตน
เหล็ก (IRON) คนปกติมีเหล็กประมาณ 3 – 5 กรัม รอยละ 70 ของเหล็กอยูในเม็ดเลือดแดงหรือฮีโมโกล
บิลที่เหลืออยูในตับ มาม ไขกระดูก และในกลามเนื้อ (MYOGLOBIN) เลือด 100 ซีซี มีเหล็กประมาณ 40 – 50
มิลลิกรัม ในน้าํ เลือด เหล็กมักรวมตัวอยูก บั ฮีโมโกลบิน หรือยูในเอ็นไซมที่เกี่ยวของกับปฏิกิริยาการใชออกซินเจน
เชน CYTOCHROME PEROXIDASE และ CATALASE
หนาทีข่ องธาตุเหล็ก มีดังนี้
1. เปนสวนประกอบสําคัญของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง และสารมีสีในกลามเนือ้ หรืไมโอโกลบิน
ฮีโมโกลบินทําหนาทีน่ ําออกซิเจนจากปอดไปยังเซลล และนําคารบอนไดออกไซดไปขับถายออกที่ปอด
2. เปนสวนประกอบของเอ็นไซมที่เกี่ยวของกับการใชออกซินเจนในรางกาย
ไอโอดีน (IODINE) เปนสารสําคัญและจําเปนอีกอยางหนึ่ง ในรางกายสัตวมีไอโอดีนประมาณ 0.4 สวน
ในลานสวนไอโอดีนรอยละ 60 อยูในตอมไทรอยด ตอมไทรอยดในคนหนัก 25 กรัม มีไอโอดีนประมาณ 10
มิลลิกรัม ไอโอดีนที่รับประทานและดูดซึมเขารางกายจะไปที่ตอไทรอยดเพื่อสรางฮอรโมนในเลือด
5. วิตามิน
วิตามินเปนสารอินทรียท ี่จําเปนสําหรับปฏิกิริยาเคมีในรางกาย วิตามินเปนสารอาหารที่ไมใหพลังงาน
แกรางกาย รางกายตองการในปริมาณนอยมาก แตขาดไมได ถาขาดจะทําใหระบบอวัยวะตาง ๆ ในรางกายทํางาน
ผิดปกติ วิตามินบางตัวสังเคราะหขึ้นไดเพียงพอในรางกาย บางตัวก็สงั เคราะหไมไดหรือสังเคราะหไดแตไมพอ
จําเปนตองไดรับจากธาตุอาหารที่รับประทานเขาไป
สวนประกอบและคุณสมบัติของวิตามิน
1. วิตามินที่ละลายในน้าํ มัน ไขมัน ประกอบดวยคารบอน ไฮโดรเจน และออกซิเจนเทานัน้ สวนวิตามิน
ที่ละลายในน้ําประกอบดวยธาตุขางตนและมีธาตุอนื่ ดวย เชน ไนโตรเจน กํามะถัน หรือโคบอลต เปนตน
2. วิตามินสวนใหญมาจากพืช วิตามินทีม่ าจากสัตวนนั้ มักเปนผลที่มาจากการกินพืช เพราะ จุลินทรีย
ในลําไสสังเคราะหวิตามินนัน้ ขึ้น
3. วิตามินที่ละลายในไขมันตางกับวิตามินที่ละลายในน้ํา วิตามินที่ละลายในไขมันมักเกิดในพืชในรูป
ของโปรวิตามิน (PROVITAMIN) และสามารถเปลี่ยนเปนวิตามินไดในรางกายคนหรือสัตว สวนวิตามินที่ละลายใน
น้ําไมเกิดในรูปของโปรวิตามิน
4. การดูดซึม การขนสง และการเก็บวิตามินที่ละลายในไขมัน ตองอาศัยไขมันเปนสื่อ สารใดก็ตามที่
ทําใหไขมันดูดซึม ใชและเก็บดีขึ้นจะชวยใหวิตามินที่ละลายในไขมันดูดซึมใชและเก็บไดดีขึ้นดวย สวนวิตามินที่
ละลายในน้าํ อาศัยน้าํ เปนสือ่

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

38

5. รางกายเก็บไขมันไดไมจํากัดจํานวน ดังนัน้ จึงสามารถเก็บวิตามินที่ละลายในไขมันไวไดโดยไม
จํากัดจํานวน ทําใหเกิดสภาพที่มวี ิตามินทีล่ ะลายในไขมันมากเกินไปได สวนวิตามินที่ละลายในน้ําจะไมเก็บสะสม
ในรางกาย ถามีมากเกินไปรางกายก็จะขับถายออกทางปสสาวะ
6. วิตามินที่ละลายในไขมันจะถูกขับถายออกมากับอุจจาระเปนสวนใหญ สวนวิตามินที่ละลายในน้าํ
สวนใหญออกมากับปสสาวะ สวนนอยออกมากับอุจจาระ
7. การหุงตมปกติมีผลนอยมากตอการสลายตัวของวิตามินที่ละลายไขมัน สวนวิตามินที่ละลายในน้าํ
สวนใหญ สลายตัวไดงาย การสูญเสียจะมากหรือนอยขึน้ อยูกับปริมาณของน้ําที่ใชหุงตม ระยะเวลาและอุณหภูมิ
ของการหุงตม
หนาทีข่ องวิตามิน มีดังนี้
1. เปนสวนประกอบของเอ็นไซมและโคเอ็นไซมหลายตัวในรางกาย
2. จําเปนสําหรับปฏิกิริยาเคมีตาง ๆ ในรางกาย เชน ปฏิกิริยาเคมีที่เกีย่ วกับการเผาผลาญอาหาร
คารโบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน เปนตน
3. ชวยในการเจริญเติบโต สัตวที่ตั้งทองถาขาดวิตามิน ลูกที่ออกมามักจะไมสมประกอบ
4. ชวยใหอวัยวะตาง ๆ ทํางานตามปกติหรือทําใหรางกายแข็งแรง
5. ชวยในการปองกันและตานทานโรค
การแบงประเภทของวิตามิน
1. วิตามินที่ละลายในไขมัน ไดแก วิตามินเอ ดี อี และเค
2. วิตามินที่ละลายในน้าํ ไดแก วิตามินบีรวม และซี
วิตามินทีล่ ะลายในไขมัน
1. วิตามินเอ เปนของเหลวขนสีขาว ทางเคมีเปนสารพวกแอลกอฮอล มักรวมตัวอยูกับกรดไขมันมีใน
สัตวเลี้ยงลูกดวยนมและปลาเค็ม เปนพวกวิตามินเอ 1 สวนที่ไดจากปลาน้าํ จืด คือ วิตามินเอ 2 ทั้งเอ 1 และเอ 2 มี
คุณสมบัติคลายกัน พืชที่มีสารสีเหลือง แสด หรือสีเขียว มีสารซึ่งมีสูตรโครงสรางคลายวิตามินเอ คือ แคโรทีน แคโร
ทีนเปนสารสีแดงทับทิม ในสัตวสามารถเปลี่ยนแคโรทีนเปนวิตามินเอ เชน หนู สวนพวกไก หมู กระตาย วัว ควาย มี
ความสามารถนอยกวา สวนคนที่มีความสามารถนอยกวา จึงตองไดรับสารอาหารใหเพียงพออาหารที่มีวิตามินเอ
ไดแก อาหารพวกพืชที่มีสีเหลืองออกแดง
หนาทีข่ องวิตามินเอ มีดังนี้
1.1 จําเปนสําหรับสุขภาพของผิวหนังและเยื่อบุอวัยวะตาง ๆ เยื่อบุอวัยวะเกี่ยวกับการหายใจ
อวัยวะทางเดินอาหาร อวัยวะสืบพันธุ อวัยวะขับถาย เยือ่ บุภายในตอมและทอตาง ๆ รวมทัง้ เยื่อนัยนตา วิตามินเอ
มีสวนชวยใหเยื่องดังกลาวมีความชุมชื่นและมีลักษณะเปนมัน ซึง่ จะชวยทําหนาที่ปอ งกันอวัยะเหลานัน้ ไมไดเชื่อ
แบคทีเรียเขาไปไดงาย หรือชวยกีดขวางเชือ่ โรค ดังนัน้ อาจกลาวไดวา วิตามินเอมีสว นชวยในการตานทานโรคทํา
ใหรางกายแข็งแรง ชวยปองกันโรคผิวหนังและโรคเยื่อบุนัยนตาแหง ซึง่ ถาขาดวิตามินเอมากทําใหมองไมชัดใน
เวลากลางคืน เรียกวา โรคตาบอดกลางคืน หรืออาจรุนแรงถึงตาบอดได
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

39

1.2 เปนสวนประกอบของตอมสี (PIGMENTS) ในจอตาหรือ RETINAL (มาจากคําวา จอตา หรือ
RETINA)
1.3 ชวยสรางกระดูและฟน และหากขาดวิตามินเอรางกายจะหยุดการเจริญเติบโต
2. วิตามินดี มีชื่อทางเคมีวา CALCIFEROL มาจากภาษากรีก แปลวา พาหะของแคลเซียม วิตามินดี
บริสุทธิ์มีสีขาว ไมมกี ลิ่น ทนความรอนไดดี และลายในไขมัน หากไขมันที่ละลายมีออกซิเดชั่น จะเกิดการหืน
(RANCIDITY) คุณภาพของวิตามินดีจะเสื่อม วิตามินดีที่สาํ คัญมี 2 ชนิด คือ วิตามินดี 2 และวิตามินดี 3 ไมมีใน
ธรรมชาติแตเกิดจากการเปลี่ยนแปลง CHOLESTEROL ในพืช โดยผานการฉายแสงอุลตราไวโอเลต สวนวิตามินดี 3
มีอยูในธรรมชาติ เชน น้ํามันตับปลาตาง ๆ ในไขแดง และเนย เปนตน การเกิดวิตามินดี 3 ก็อาศัยแสงแดดเปลี่ยน
STEROL ในสัตว รวมทัง้ คนดวย ตามปกติแสงอุลตราไวโอเลตสามารถผานทะลุผวิ หนังไดเพียง 0.1 – 1.2 มิลลิเมตร
เทานัน้ ฉะนัน้ วิตามินที่เกิดขึ้นมักอยูชิดกับผิวหนัง จึงตองใชเวลาสําหรับการซึมเขาสูร างกาย
หนาทีข่ องวิตามินดี มีดังนี้
2.1 เปนตัวชวยใหแคลเซียมและฟอสฟอรัสซึมผานหนังลําไสไดมากขึ้น และชวยใหแรธาตุทงั้ สอง
รวมตัวกันเปนแคลเซียมไทรฟอสเฟต เพื่อใชในการสรางกระดูกและฟน
2.2 ปองกันโรคกระดูกออนในเด็กและกระดูกเปราในผูใหญ
2.3 ควบคุมปริมาณของแคลเซียมและฟอสฟอรัสในโลหิต ชวยในการผลิตฮอรโมนพาราไทรอยด
ลดความเปนกรดและดางในฟน
3. วิตามินอี มีชื่อทางเคมีวา “โทโคเฟรอล” (TOCOPHEROL) เปนสารกันหืนโดยธรรมชาติ ชวยทําให
การทํางานของวิตามินเอดีขนึ้ และชวยในการบํารุงระบบสืบพันธุ พบมากในพืช โดยเฉพาะพืชทีม่ ีน้ํามันมากหรือ
น้ํามันพืชตาง ๆ ตับ ไขแดง
หนาที่ของวิตามินอี มีดังนี้
3.1 ปองกันการเปนหมันและแทงลูก
3.2 ปองกันกลามเนื้อลีบ เหี่ยว
3.3 ปองกันการเติมออกซิเจนของไขมันในรางกาย โดยเฉพาะกรดไขมันลีโนเลอิค ซึ่งเปนกรดไขมัน
ที่ไมอิ่มตัวชนิดที่จําเปนแกรา งกาย
3.4 ชวยใหเซลลของเม็ดโลหิตแดงมีสุขภาพดีไมถกู ทําลายไดงาย
4. วิตามินเค คือ วิตามินทีท่ ําใหเลือดจับเปนกอนมีชื่อวา เมนาดิโอน (MENADIONE) ซึ่งเปนชื่อของ
วิตามินเค 3 ซึ่งเปนวิตามินเคที่มีประสิทธิภาพสูงกวาเพือ่ นในจําพวกวิตามินดวยกัน ในธรรมชาติมวี ิตามินเคอยู 2
ชนิด คือ วิตามินเค 1 เปนน้าํ มันสีเหลือง มีในพืชพวกแอลฟาฟา ซึ่งเปนพืชที่มีสีเขียวหรือคลอโรฟลล วิตามินเค 2
สรางไดในรางกาย โดยแบคทีเรียอาศัยอยูใ นลําไสสรางจากอาหารที่เรารับประทานเขาไป
หนาทีข่ องวิตามินเค คือ ชวยสรางสารประกอบในพลาสมา เปนสารสําคัญที่ชว ยในการแข็งตัวของ
โลหิตหรือชวยใหโลหติจับเปนกอนเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ทารกตองการมากกวาผูใหญ โดยเฉพาะทารกแรกเกิดจึงตอง
ฉีดวิตามินเค ใหกอนในปริมาณทีพ่ อเพียงใน 7 วัน จนกวารางกายจะผลิตไดเอง โดยปกติคนไมขาดวิตามิน
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

40

เนื่องจากไดรับวิตามินเคทัง้ จากอาหารที่บริโภคและจากการสังเคราะหของแลคทีเรียในลําไส หากจะมีการขาด
วิตามินก็อาจจะเปนเพราะความบกพรองในการดูดซึมและการสังเคราะห
วิตามินทีล่ ะลายในน้ํา
1. วิตามินซี มีชื่อทางเคมีวา กรดแอสคอรบิค (ASCORBIC ACID) เปนผลึกไมมีสี ละลายน้าํ ไดดี โดยน้ํา
3 มิลลิกรัมละลายวิตามินซีได 1 กรัม ดังนัน้ ถาเราตมผักในน้าํ จํานวนมาก วิตามินซีจะไปอยูในน้ําแทนที่จะอยูใน
ผัก หากจําตองตมผักก็ควรใชน้ําแตนอย และอยาทิ้งน้ํา ควรหลีกเลีย่ งการตมผักมาเปนการนึ่งไดยงิ่ ดี
วิตามินซีถูกทําลายไดงา ยดวยความรอน อากาศ แสงสวาง ดาง (โซดา) เอ็นไซม ธาตุทองแดงและเหล็ก
ซึ่งในจํานวนวิตามินดวยกันแลว วิตามินซีเปนวิตามินที่ถกู ทําลายไดงา ยที่สุด โดยเฉพาะความรอนเปนตัวทําลาย
วิตามินซีคอนขางรวดเร็ว ดวยเหตุนี้อาหารที่ยิ่งตมนานจะเหลือวิตามินซีนอยมาก ฉะนัน้ การตมผักเพื่อสงวน
วิตามินซี นอกจากใสนา้ํ แตนอ ย ควรใชไฟแรงและปดฝาใหสนิท แลวรีบยกลง นอกจากนี้การปอก หัน่ สับ สลัดผัก
และผลไม เปนการทําลายกรดแอสคอรบิค ผักบางชนิดจึงควรตมแลวลอกเปอกออกทีหลัง เชน มันตาง ๆ เผือก
ฟกทอง ฯลฯ
โดยปกติวิตามินซีจะระเหยไดงายเมื่อยูในสภาพสารละลาย เวนแตละลายอยูในน้ําผลไม ซึ่งจะระเหย
ยากกวาและระเหยไดยากยิง่ ขึ้นถาเก็บไวในสภาพที่แหง เชน ทําเปนยาเม็ดวิตามินซี เปน ฉะนัน้ ในการปรุงจึงควร
ปดฝาใหสนิท เพื่อปองกันการระเหยของกรดแอสคอรบิคและไมควรเอาผักตากลมไว วิตามินซีมีมากในผักและ
ผลไมทั่วไป เชน สม มะนาว เปนตน
หนาทีข่ องวิตามินซี มีดังนี้
1.1 ชวยบํารุงเหงือก ปองกันโรคเลือดออกตามไรฟน
1.2 ชวยใหผนังเสนเลือดฝอยแข็งแรง เปนการปองกันไมใหเสนโลหิตฝอยเปราะแตกงายซึ่งเปนเหตุ
ใหเลือดออกงายเวลากระทบกระเทือนและปองกันโลหิตจาง
1.3 ชวยในการสรางกระดูกและฟน การตอกระดูกหัก การรักษาบาดแผลธรรมดาและบาดแผลไฟ
ไหมใหหายเร็ว
1.4 ชวยในการดูดซึมของสารอาหารอืน่ ๆ เชน เหล็กและแคลเซียม เปนตน
1.5 ชวยใหประสาทและเนื้อเยื่อที่ชาํ รุดแลวกลับสูสภาพเดิมรวดเร็ว
1.6 ชวยใหรางกายเจริญเติบโต แข็งแรง
1.7 ชวยในการดําเนินชีวิตของเซลล และการปฏิบัติงานของเอ็นไซม
1.8 ชวยในการสรางเนื้อเยื่อพวกคอลลาเจนและไฟเบอร โดยเฉพาะสําหรับฟน กระดูก กระดูกออน
ผิวหนัง รวมทัง้ ความแข็งแกรงของผนังโลหิต
2. วิตามินบี ไดแก
วิตามินบี 1 (THAIAMINE) สังเคราะหจากพืชจํานวนจํากัด สัตวสรางไดนอยจึงตองอาศัยจากอาหาร
ที่มีวิตามินบี 1 เชน ถัว่ ตาง ๆ ยีสต ตับ เนื้อหมู เปนตน ทําหนาทีเ่ กี่ยวของกับการใชคารโบไฮเดรต โปรตีน ไขมันให

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

41

เกิดประโยชนการทํางานของหัวใจ ระบบประสาทและหลอดอาหารใหเปนไดดวยดี และชวยปอนกันโรคเหน็บชา
หรือปลายประสาทอักเสบ การขาดวิตามินบี 1 จึงทําใหเปนโรคเหน็บฃา (BERI-BERI) พบในเนื้อหมู ตับ รําขาว
วิตามินบี 2 (RIBOFLAVIN) ทําหนาที่เกี่ยวกับการใชโปรตีนและไขมัน และชวยบํารุงในอาหาร
จําพวกตับ หัวใจ เมล็ดขาวที่กําลังงอก ผักใบเขียว ผลไม น้าํ นม ไขขาว ถาขาดวิตามินบี 2 จะทําใหเกิดอาการ
ผิดปกติที่ผิวหนัง ตา ระบบการยอย ริมฝปากแตกเปนแผลที่มุมปาก และเจ็บเมื่อกินอาหาร
วิตามินบี 12 (COBALAMINE) สัตวและพืชชั้นสูงไมสามารถสังเคราะหได แตจุลินทรียใ นดินบางตัว
สามารถสังเคราะหได ดังนัน้ เราตอไดจากอาหาร เชน พวกตับ ไข น้าํ นม เนื้อสัตว ปลาและหอย ถาขาดจะเกิดโรค
โลหิตจาง
ไนอะซิน (NIACIN) เปนวิตามินทีช่ วยในการเจริญเติบโต และเกี่ยวของกับการใชโปรตีน ไขมัน และ
คารโบไฮเดรต ถาขาดจะทําใหเกิดโรคปากนกกระจอก พบในไข ตับ รําขาว และผักสีเขียว
ไบโอทิน (BIOTIN) เปนโคเอ็นไซมในระบบเอ็นไซมทเี่ กีย่ วกับการเติมหรือแยกคารบอนไดออกไซด
ออกมา ถาขาดวิตามินนี้รางกายจะเหนื่อยออน วิงเวียน อาเจียน เจ็บกลามเนื้อ ผิวหนังเปนแผลงาย พบในไข ตับ
ไต และผักสด
คอลีน (CHOLINE) ชวยในเมตาโบลิซึมของไขมันเปนสวนประกอบของเลซินทิน (LECITHIN) ถาขาด
ทําใหไขมันสะสมในตับมาก พบในไขแดง สีเหลือง
โฟลาซิน (FOLACIN) เปนโคเอ็นไซมในการสังเคราะห DNA และ RNA ดังนั้นถาขาดโฟลาซิน
รางกายจะเติบโตชาลง โลหิตจาง ระบบทางเดินอาหารไมปกติ พบในผักสีเขียว
6. น้ํา
น้ําเปนสารอาหารทีม่ ีมากทีส่ ุดในรางกายคนและสิ่งมีชวี ิตอื่น ๆ รางกายคนมีนา้ํ ประมาณหนึง่ ในสอง
ถึงสามในสี่ของน้าํ หนักรางกาย ทัง้ นี้ขนึ้ อยูก ับอายุและปริมาณของไขมันในรางกาย เชน ทารกที่อยูในครรภอายุต่ํา
กวา 2 สัปดาห อาจมีน้ําอยูในรางกายถึงรอยละ 90 เมื่อเด็กโตขึ้นปริมาณน้ําจะลดลง และเมื่อเปนผูใ หญจะมีน้ํา
ประมาณรอยละ 60 – 70 คนอวนทีม่ ีไขมันในรางกายมากจะมีนา้ํ นอยกวาคนผอม การสูญเสียน้าํ จากรางกายหรือ
มีมากเกินไปเพียงเล็กนอย อาจทําใหเกิดโรคภัยไขเจ็บได น้ําเปนสวนประกอบของเซลลทุกเซลลในรางกายและมี
การถายทอดหรือไหลเขาออก ในเซลลตลอดเวลา ในผูใ หญวันหนึ่ง ๆ น้าํ ในรางกายจะถูกใชไปและมีนา้ํ ใหมเขามา
แทนที่การสูญเสียน้าํ จากรากาย มักทําใหมีการสูญเสียสารอื่นที่ละลายในน้าํ ดวย ดังนัน้ การสูญเสียน้ํามากผิดปกติ
จึงทําใหเกิดอันตรายแกรางกายหรืออาจรุนแรงถึงกับเสียชีวิตได
หนาทีข่ องน้าํ ที่มีตอรางกาย
6.1 เปนสวนประกอบที่สาํ คัญและจําเปนในเซลลของสิ่งมีชีวิต น้าํ เปนสารที่จําเปนในการดํารงชีวิต
รองลงไปจากออกซิเจน คนและสัตวมีนา้ํ ประมาณ 2 ใน 3 ของน้ําหนักรางกาย ในพืชมีน้ําประมาณ 50 – 90% น้ํา
มีอยูในเซลลของรางกาย แมแตเซลลของกระดูกก็มีนา้ํ อยูประมาณ 1 ใน 3 น้ําที่มีอยูใ นเซลลนี้ชว ยใหเซลลมี
สุขลักษณะทีด่ ีและมีผิวพรรณสดชื่นแจมใส
6.2 เปนตัวทําลายที่ดี สามารถละลายสารตาง ๆ ได ทําใหรางกายใชประโยชนจากสารเหลานัน้ ได
เต็มที่
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

42

6.3 จําเปนสําหรับการทํางานของเซลลและปฏิกิริยาเคมีในรางกาย เซลลในรางกายจะไมสามารถ
ทํางานไดเมื่อขาดน้ํา เอ็นไซมตาง ๆ จะหยุดทํางานอันเปนผลใหขบวนการยอย การดูดซึม และขบวนการเคมีอื่น ๆ
หยุดชะงักดวย
6.4 ทําหนาทีข่ นสงสารตาง ๆ ในรางกาย เชน ขนสงออกซิเจนและสารอาหารไปยังเซลลขนสงของ
เสียและคายคารบอนไดออกไซดจากเซลลไปยังอวัยวะขับถายตาง ๆ ในรางกาย จึงควรดื่มน้ําอยางนอยวันละ 6 –
8 แกว นอกจากนีน้ ้ํายังชวยใหการขับถายเปนไปโดยสะดวก เชน การขับปสสาวะ อุจจาระ เปนตน แมแกการรับ
ออกซิเจนและการขับถายคารบอนไดออกไซดของปอดตองอาศัยน้ํา ถาเซลลผนังของปอดมีความชื่นหรือมีน้ําไม
เพียงพอปอดจะไมสามารถรับออกซิเจนและขับถายคารบอนไดออกไซดไดเลย
6.5 เปนสารจําเปนในการสะสมอาหารไวในรางกาย สัตวหรือคนที่ขาดน้ําจะหยุดเจริญเติบโต
เพราะรางกายไมสามารถเก็บไขมัน โปรตีน หรือคารโบไฮเดรตไวในรางกายได จากการศึกษาพบวาจะตองใชน้ํา 3
ซีซี ในการเก็บไกลโคเจนหรือโปรตีน 1 กรัม และตองใชน้ํา 1 – 2 ซีซี ในการเก็บสะสมไขมัน 9 กรัม
6.6 ชวยควบคุมอุณหภูมิของรางกายไมใหเปลี่ยนไปตาสิ่งแวดลอม ทัง้ นี้เพราะคุณสมบัติทาง
กายภาพของน้ําสามารถเก็บความรอนไดไมมาก โดยไมทําใหอุณหภูมสิ ูงขึ้น นอกจากนี้ยงั ชวยกระจายความรอน
จากอวัยวะที่ผลิตความรอนมากไปยังที่อนื่ ๆ ในรางกาย ทําใหความรอนสม่ําเสมอทั่วรางกาย การที่น้ําเก็บความ
รอนไวไดสูงหรือมีความรอนแฝงสูงจึงทําใหรางกายเย็นลงหรือสูญเสียความรอนไดมากเมื่อมีการระเหยของเหงือ่
6.7 ชวยรักษาความเปนกรด – ดาง ของเลือดและความสมดุลของเกลือแรในรางกาย เชน โซเดียม
โปแทสเซียม และแมกนีเซียม ซึ่งมีประจุไฟฟาบวกพวกหนึง่ และคลอไรด ฟอสเฟต และซัลเฟต ซึง่ มีประจุไฟฟาลบ
พวกหนึ่ง เปนตน
การสรางนิสยั การกิน
การสรางนิสัยการกินจะชวยสงเสริมภาวะโภชนาการที่ดี ควรปฏิบัติดังนี้
1. การสรางนิสัยการกินใหแกเด็กตั้งแตเล็ก จะชวยสงผลใหมนี ิสยั การกินที่ดีในวัยผูใหญ
สุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัย การสรางนิสัยการกินใหเด็กกินอาหารเหมือนกับผูใหญเพื่อหัดใหเด็กกินอาหาร
ไดทุกชนิดจะไดสารอาหารครบเพียงพอสําหรับรางกาย เพื่อเพื่อไมใหเด็กเลือกอาหารจนเกิดปญหาในการชอบ
หรือไมชอบเกิดขึ้นถากินพรอมกับผูใหญควรตักจํานวนทีค่ วรจะไดกินอยางเพียงพอไวตางหากเสียกอน โดยเฉพาะ
อาหารพวกโปรตีนและควรจะคอยดูใหเด็กกินใหหมด เพือ่ ไมใหเกิดโรคขาดสารอาหารซึ่งปจจุบันพบในเด็กบอย
ที่สุด
2. ใหเด็กลองกินอาหารใหมแตละอยางควรใหครัง้ ละนอยกอน พยายามปรับปรุงแตรสและ
สีสันตามความชอบของเด็ก ถาไมยอมกินไมควรขืนใจเด็กหรือบังคีบใหกินอาหารนัน้ การดุหรือบังคับจะทําให
เกิดปฏิกิริยาตอตาน อาจทําใหเด็กเกลียดอาหารนั้น ไมควรกังวลกับเด็กจนเกินไป ควรปลอยไวสกั สัปดาหหนึ่งแลว
ลองใหอาหารแกเด็กอีก เมื่อเด็กกินอาหารนั้นไดแลว ควรรอสักระยะหนึ่งแลวจึงคอยใหเด็กลองกินอยางอืน่ อีกชนิด
หนึง่

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

43

3. เด็กสวนมากมักจะเอาอยางผูใหญโดยเฉพาะบิดามารดา ดังนัน้ บิดามารดาตองทําตัวอยาง
ที่ดีใหเด็กเห็นในเวลากินอาหาร อยาแสดงการไมชอบอาหารใดใหเด็กเห็น เวลากินอาหารใดก็ควรลอใหเด็กกิน
ดวยนอกจากบิดามารดาจะชวยสอนใหเด็กรูจักกินอาหารที่ดีประโยชนแลว ควรสอนเรื่องมารยาทในการกินไป
พรอมกันดวย ตองสอนใหเด็กชวยตัวเอง เชน กินอาหารเองไมตองปอน เด็กจะไดรูจักการใชมือดวย เปนตน
4. หัดใหเด็กกินอาหารเหมือนผูใหญ สวนตอนสาย บาย หรือกอนนอนควรใหดื่มน้ําผลไมหรือดื่ม
นมในการดื่มนมควรสอนใหดื่มจากถวยโดยตรง ตั้งแตเด็กอายุ 6 เดือน อยาใหเด็กดื่มน้ําชา กาแฟ หรือน้ําอัดลม
ซึ่งไมเปนประโยชนแกเด็ก ตรงกันขามกับใหโทษ เชน ทําใหฟน ผุ และไมควรใหเด็กกินจุบกินจิบกอนอาหารเมื่อถึง
เวลาอาหารจะทําใหเด็กกินอาหารไดนอยลง ถาเด็กหินควรใหเด็กกินผลไมแทนขนมหวาน
5. อาหารที่ใหควรปรุงใหอรอย ไมควรใหเด็กกินอาหารที่มีรสจัด เชน เผ็ดจัด เปรีย้ วจัด เค็มจัด
หรือหวานจัด เปนตน
6. บรรยากาศในการกินอาหารมีสวนในการสรางนิสัยการกินทีด่ ีดวย ถาบรรยากาศดี เงียบ
สงบ จะชวยใหเด็กกินอาหารไดมาก และการยอยอาหารก็ดีขึ้น ควรใหเด็กกินอาหารชา ๆ เคี้ยวใหละเอียด ไมรีบ
รอนและควรหาเรื่องทีเ่ ด็กสนใจมาเลาเพือ่ ใหเด็กเพลิดเพลิน
หลักในการเลือกบริโภคอาหาร
1. พิจารณาวาอาหารนัน้ มีประโยชนในดานคุณคาอาหารหรือไม
2. คุณคาของอาหาร ถาอาหารชนิดใดใหคุณคาของสารอาหารใกลเคียงกัน ใหเลือกชนิดที่มีราคาถูก
3. เลือกอาหารที่ปราศจากสารพิษตาง ๆ กอนรับประทานควรพิจารณาใหรอบคอบ โดยคํานึงถึง
ความสะอาดเปนอันดับแรก
4. เลือกบริโภคอาหารที่มีตามฤดูกาล
5. เลือกอาหารที่มีในทองถิ่น เพราะจะไดของสดและมีคุณภาพดี
6. พิจารณาแหลงที่มา เชน ผัก ผลไม บางแหงใชสารเคมีหรือยาฆาแมลงสูง โดยไมคํานึงถึงผูบริโภค
หรือมาจากแหลงที่มีโรคระบาด

การบริโภคอาหารสําหรับบุคคลวัยตาง ๆ
บุคคลแตละชวง วัย มีความตองการอาหารแตกตางกันดังนี้
วัยทารก
ทารก หมายถึง เด็กแรกเกิดจนถึง 12 เดือน น้ํานมแมเปนอาหารที่ดที สี่ ุด เมื่ออายุครบ 4 เดือน ควรเพิ่ม
อาหารอื่นเสริมดังนี้
อายุ 4 เดือน กินนมแม ขาวบด ไขแดงตมสุก ผสมน้าํ แกงจืด วันละ 1 ครั้ง แลวกินนมแมตามจนอิ่ม
อายุ 5 เดือน กินนมแม เพิม่ ขาวบด เนื้อปลาสุกสลับกัน ไขแดงตมสุกผสมน้าํ แกงจืด วันละ 1 ครั้ง แลว
กินนมแมตามจนอิ่ม
อายุ 6 เดือน กินนมแม ขาวบด เนื้อปลาสุกสลับ หรือไขแดงตมสุกผสมน้ําแกงจืด วันละ 1 ครั้ง โดยเพิ่ม
ผักสุกบดดวยทุกครั้งเปนอาหารแทนนมแม 1 มื้อ มีผลไมเปนอาหารวาง 1 มื้อ
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

44

อายุ 7 เดือน กินนมแม เพิม่ เนื้อสัตวสุกบดชนิดอื่น เชน ไก หมู และตับสัตวบด หรือไขตมสุกบดลงใน
ขาวและผักบดสลับกับอาหารที่เคยใหเมื่ออายุครบ 6 เดือน มีผลไมเปนอาหารวาง 1 มื้อ
อายุ 8 – 9 เดือน กินนมแม กินอาหารเชนเดียวกับเมือ่ อายุครบ 7 เดือน แตบดหยาบ และเพิ่มปริมาณ
มากขึ้น เปนอาหารหลักแทนนมแมได 2 มื้อ มีผลไมเปนอาหารวาง 1 มื้อ
อายุ 10 – 12 เดือน กินนมแม กินอาหารเชนเดียวกับเมื่ออายุครบ 8 – 9 เดือน แตบดหยาบ และ
ปริมาณใหมากขึ้นเปนอาหารหลักแทนนมแมได 3 มื้อ มีผลไมเปนอาหารวาง 1 มื้อ
วัยกอนเรียน เด็กวัยกอนเรียน หมายถึง เด็กที่มีอายุเกิน 1 ขวบขึ้นไป จนถึง 5 ขวบ ในระยะนี้เด็กมีการ
เจริญเติบโตของสมองและรางกายเปนสวนใหญ อาหารจึงมีความสําคัญสําหรับเด็กวัยนี้มาก ควรจะเปนอาหารที่
ยอยงาย เคี้ยวงาย รสไมจัด สีสันนากิน ปริมาณที่ใหในแตละมื้อควรจะพอเหมาะกับอายุ เนนจําพวกโปรตีน
เนื้อสัตวตาง ๆ เนื้อปลา เนื้อหมู เนื้อวัว กุง เปด ไก อยางใดอยางหนึง่ สลับกันไปในแตละมื้อ บางมือ้ อาจจะเปน
จําพวกเตาหู ถั่วเมล็ดแหงตาง ๆ เสริมไปกับอาหารจําพวกเนื้อสัตวและที่ควรจะใหไดทุกวัน คือ นมสด ไข ผัก และ
ผลไม
วัยรุน (อายุ 10 – 18 ป) เปนระยะที่มกี ารเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา ฮอรโมน ควรไดรับอาหารครบ 5
หมู และทุกหมูใหมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น
วัยผูใหญ (อายุ 40 ปขึ้นไป) เปนวัยที่รางกายเสริมสรางเซลลตา ง ๆ เพื่อรักษาสมรรถภาพของรางกาย
จึงควรไดรับอาหารครบทั้ง 5 หมู และไดสัดสวนที่เหมาะสมเชนวัยอืน่ ๆ แตลดปริมาณอาหารที่ใหไขมันและลด
คารโบไฮเดรต
ผูสูงอายุ (อายุ 60 ปขึ้นไป) วัยนี้มีการสูญเสียจํานวนเซลลในรางกาย เซลลของอวัยวะในรางกาย
เสื่อมสภาพระบบการยอยอาหารการดูดซึมอาหารไมดี ทําใหขาดสารอาหารตาง ๆ ผูสูงอายุจงึ ควรไดรับ
สารอาหาร 5 หมู และน้ําในปริมาณที่เพียงพอ และควรเปนอาหารที่ยอ ยงายเพื่อชวยใหดูดซึมงาย
เครื่องดื่ม
เครื่องดื่ม หมายถึง ของเหลวที่บริโภคเขาไปในรางกายมีอยูหลายชนิด เชน น้ําผสมกลิ่นรส น้าํ ผลไม ไวน
บรั่นดี เปนตน
เครื่องดื่ม แบงไดดังนี้
1. เครื่องดื่มไมอัดกาซ
1.1 ชนิดไมมแี อลกอฮอล เชน น้ําผลไมแท น้ําผลไมผสมเจือจาง น้ําหวานเขมขน เปนตน
1.2 ชนิดมีแอลกอฮอล เชน ไวน อุ กระแช บรั่นดี วิสกี้ เปนตน
2. เครื่องดื่มอัดกาซ
2.1 ชนิดไมมแี อลกอฮอล เชน เครื่องดื่มอัดลม เปนตน
2.2 ชนิดมีแอลกอฮอล เชน เบียร แชมเปญ ไวนอัดกาซ เปนตน
จะเห็นไดวาปจจุบันนี้มีเครื่องดื่มชนิดตาง ๆ มากมาย เพือ่ สนองความตองการของผูบ ริโภคใหไดมากที่สุด
การเลือกเครื่องดื่มใหแกบุคคลในครอบครัว ควรเลือกเครื่องดื่มที่บํารุงสุขภาพตามวัยของคนในครอบครัว เพราะ
นอกจากเครื่องดื่มจะชวยดับกระหายและชดเชยปริมาณน้ําที่สูญเสียไปจากรางกายแลว ในเครื่องดื่มยังมี
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

45

สวนประกอบอื่น ๆ ที่มีประโยชนตอรางกายอีกดวย เชน น้ําตาลจะใหพลังงานแกรางกาย ทําใหรูสึกสดชื่น กาซ
คารบอนไดออกไซดในเครื่องดื่มชวยปองกันคอแหงจากโรคไวรัส ทําใหกระเพาะฟน ตัว รูสึกสดชืน่ และคลาย
ความเครียด น้ําผลไมมวี ิตามินและเกลือแรที่จําเปนตอรางกายหลายชนิด กากจากน้าํ ผลไมยังชวยเสริมการ
ทํางานของลําไสใหเปนปกติ นับวาเครื่องดืม่ มีประโยชนตอสุขภาพอยางมาก เพราะเปนอาหารที่ยอ ยไดงายที่สุด
ทําใหรางกายนําสารอาหารไปใชไดอยางรวดเร็วอีกดวย
เครื่องดื่มจากน้ําผลไม
เครื่องดื่มจากน้ําผลไมเปนทีน่ ิยมกันมากเพราะมีประโยชนตอรางกายสูง คุณภาพของน้าํ ผลไมที่ดคี ือ น้ํา
ผลไมนั้นยังคงรักษาลักษณะกลิ่นและรสของผลไมนนั้ ไวไดหลังจากผานการแปรรูปและการเก็บรักษา ซึง่ คุณภาพ
ของน้ําผลไมขนึ้ อยูกับคุณภาพของผลไมทใี่ ช ตองสดและสะอาด ชนิดของผลไม พันธุ ระยะของการสุกและสภาวะ
ที่ใชในการผลิตและเก็บรักษา
ขั้นตอนการผลิตน้ําผลไม
1. การคัดเลือกและการลาง การคัดเลือกเพื่อใหไดผลไมที่มีระยะเวลาการสุกเทากัน สีของน้าํ ผลไมจะ
ไดคงที่ สวนการลางมีวัตถุประสงคเพื่อลดปริมาณจุลินทรียและสิ่งเจือปนที่ติดมากับผลไม อาจทําไดโดยการลาง
น้ําดวยมือ การแชน้ํา หรือการฉีดดวยน้าํ ที่มีแรงดันสูง และอาจใชสารเคมีบางชนิดชวยในการลาง เชน กรดเกลือ
จะชวยลดปริมาณจุลินทรียไ ด แลวจึงลางน้ําสะอาดอีกดวย
2. การสกัดน้ําผลไม การสกัดน้ําผลไมสวนใหญจะแบงออกเปน 2 ชั้น คือ การตีปนและการคั้นน้าํ
ผลไม แตผลไมบางชนิดสามารถไปคั้นน้ําไดเลย โดยไมตองผานการตีปน เชน องุน สม มะนาว กรรมวิธีที่ใชในการ
สกัดน้ําผลไมแตละชนิดจึงตางกัน ขึน้ อยูก ับโครงสรางของเนื้อเยื่อผลไม และลักษณะของน้าํ ผลไมที่ตองการ
การตีปน เปนขั้นตอนการเพิม่ พื้นที่ผวิ ของผลไมใหมากขึน้ เพื่องายตอการคั้นน้ําผลไม นิยมใชเครือ่ งปน
ผลไมบางชนิดจะตองปอกเปลือกกอน เชน สับปะรด ในขัน้ นี้ตองระวังไมใหผลไมถูกอากาศมาก เพราะจะทําให
เกิดการเปลี่ยนแปลงเอ็นไซมในผลไม เครื่องมือที่ใชในการทําน้าํ ผลไมจะตองทําจากโลหะที่ไมทําใหนา้ํ ผลไมเกิด
การเปลี่ยนแปลงสี เกิดสีคล้าํ เครื่องมือตาง ๆ จึงควรทําจากเหล็กปลอดสนิมหรือโลหะเคลือบอลูมิเนียมไมควรทํา
จากโลหะเหล็ก ทองแดงและดีบุก เพราะจะทําใหสีและรสชาติของน้ําผลไมเปลี่ยนไป
3. การไลอากาศ เพื่อลดปริมาณออกซินเจนในน้ําผลไมที่เกิดจากการตีปนและการกรอง เพราะออกวิน
เจนจะทําใหนา้ํ ผลไมเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี เรียกวา ออกซิเดชัน่ (Oxidation) การไลอากาศสามารถทําไดโดย
ใหนา้ํ ผลไมผานเขาไปในภาชนะสุญญากาศ ซึ่งมีเครื่องดูดอากาศออกไปดวย
4. การเก็บรักษาน้าํ ผลไม การเก็บรักษาน้าํ ผลไมมีหลายวิธี เชน การพาสเจอไรซ การใชสารเคมีและ
การใชความเย็น ซึ่งสําหรับในครัวเรือนการใชความเย็นจะเปนวิธีทงี่ า ยและสะดวกที่สุด ควรแชเย็นที่อุณหภูมิ 320
ฟ (00ซ)
เครื่องดื่มผง
ปจจุบันเครื่องดื่มผงเปนเครื่องดื่มอีกประเภทหนึ่งที่ไดรับความนิยมอยางสูงจากผูบริโภค เนื่องจากมีความ
สะดวกตอการใช การเก็บรักษา เชน เก็กฮวยผง ขิงผง สมผง เปนตน
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

46

ประโยชนของเครื่องดื่ม
1. เครื่องดื่มชวยลางสารพิษ เชน น้าํ องุน น้ําผักโขม และพริกหวาน น้าํ แตงกวา น้ําสม น้าํ ลิ้นจี่ น้าํ มะมวง
น้ําใบสะระแหน เปนตน
2. เครื่องดื่มชวยผอนคลาย และลดความเครียด เชน น้าํ แอปเปล น้าํ มะเขือเทศ น้าํ ใบโหระพา น้าํ
สับปะรด น้ําขิง น้ํามะพราว น้ําแตงโมปน เปนตน
3. เครื่องดื่มชวยบํารุงรางกาย เชน น้าํ แอปเปล น้าํ ชาขิง น้ํามะเขือเทศ เปนตน
4. เครื่องดื่มชวยเสริมสรางรางกายและใหพลังงาน เชน น้ําแคนตาลูปและมะละกอปน น้ําสตรอเบอรี่และ
แตงโมปน น้าํ กลวยและมะมวง น้าํ ลูกพรุน น้ําผึง้ เปนตน
5. เครื่องดื่มสําหรับหลังการออกกําลังกาย เชน น้าํ สมโอ น้ํามะละกอ น้าํ มะมวง น้าํ สม น้าํ ขิง เปนตน
การเลือกซื้ออาหารกระปอง
อาหารกระปองเปนอาหารทีม่ ีกรรมวิธีการผลิตเพื่อทําลายและยับยัง้ การขยายพันธุของเชื้อโรค ทําใหเก็บ
ไดนาน โดยบรรจุในกระปองที่เปนโลหะและปดสนิทปองกันอากาศจากภายนอก การเลือกซื้ออาหารกระปองตอง
เลือกกระปองที่ไมบิดเบี้ยว ฝากระปองไมโปรง ไมเปนสนิม ตะเข็บกระปองไมแตก กระปองอยูในสภาพดี นอกจาก
ดูสภาพกระปองแลว ใหดูฉลากซื้อและเลขทะเบียนอาหาร สถานที่ผลิต วันเดือนปทผี่ ลิต และวันเดือนปทหี่ มดอายุ
น้ําหนักสุทธิ สวนผสมของอาหาร
อาหารกระปองควรเก็บในที่เย็นไมอับชืน้ เพื่อปองกันมิใหอาหารเสียเร็ว หรือกระปองเปนสนิมเร็วกวาปกติ
กอนบริโภคอาหารบางชนิดตองอุน
อาหารสําเร็จรูป
อาหารสําเร็จรูป หมายถึง อาหารทีห่ ุงตมเสร็จเรียบรอยแลว ตั้งวางไวขายเมื่อมีผูซื้อก็ตักแบงได อาหาร
สําเร็จรูปนี้ หมายถึง อาหารที่ทําตามสัง่ ซึ่งปจจุบนั มีอาหารสําเร็จรูปจําหนายอยูท วั่ ไป คนในเมืองนิยมเลือกซื้อมา
บริโภค เนื่องจากไมมีเวลาในการประกอบอาหาร ไมมีครัว หรือประหยัดเงิน ถาเปนครอบครัวเล็ก การซื้ออาหาร
สําเร็จรูปจะเปนการประหยัด แตการเลือกบริโภคอาหารสําเร็จรูปจะตองพิจารณาดังนี้
1. ความสะอาด ถูกสุขอนามัยของอาหาร
2. การใชวัตถุดิบตาง ๆ ในการปรุงอาหาร ตองใหม สด และปราศจากสิง่ เจือปนในอาหาร
3. สุขภาพอนามัยของผูประกอบอาหาร
4. ผูประกอบอาหารรูคุณคาของอาหารแตละชนิด วิธีการปรุงที่ปองกันสูญเสียสารอาหาร
5. ราคาเหมาะสม
อาหารสําหรับภาวะตาง ๆ
อาหารสําหรับคนเปนโรคกระเพาะอาหาร
อาหารของคนเปนโรคกระเพราะควรเปนอาหารไขมันต่ํา รสไมจัด อาหารนุม เสนใยนอย เชน ขาวตมเละ
ๆ กับปลา น้าํ ตมผัก เปนตน เมื่อโรคทุเลาลง อาหารเปลีย่ นเปนขาวขาวหุงใหนุม ไขตุน ปลานึง่ หรือปลาอบกิน
อาหารตรงเวลา กินอาหารทุกมื้อ แตละมื้อกินแตนอย แบงอาหารออกเปน 5 – 6 มื้อ เพื่อไมใหกระเพาะตอง
ทํางานหนักเกินไปและยังชวงไมใหกระเพาะวางนาน
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

47

กอนกินอาหารอยารีบรอน พักสักครูกอนกินอาหาร กินเสร็จแลวพักอีกสักครูกอนทํางาน
เคี้ยวอาหารชา ๆ เคี้ยวใหละเอียด คนที่เปนโรคกระเพาะตองดื่มน้ําบางขณะที่กนิ อาหาร และควรดื่มน้ํา
มาก ๆ ระหวางมื้อ
หลีกเลี้ยงอาหารที่กระตุน น้าํ ยอย เชน อาหารรสจัด อาหารที่แข็งมีเสนใยมาก อาหารรอนจัดหรือเย็นจัด
พักผอนใหเพียงพอ นึกเสมอวาความเครงเครียดและกระวนกระวายมีผลกระทบกระเทือนตอการยอย
อาหารเพื่อใหผูที่เปนโรคกระเพาะไมกงั วลในเรื่องของอาหาร จึงขอเสนอแนะอาหารที่ควรรับประทาน คือ เนื้อหมู
ไมติดมัน ไกเนื้อเอาหนังออก ปลา กุง โดยใชวิธีอบ นึง่ หรือยาง ตม โดยนํามาทําอาหารรสออน ๆ ใชเครื่องเทศ
หรือเครื่องปรุงพอมีรสที่กนิ ได ไมควรรสจัด
ไขลวก ไขตนุ ไขตมสุก ไขอบ ไขดาว
ถาเปนผักตองตมใหเปอย สําหรับผลไม เชน กลวยสุก มะละกอสุก แตงโม แคนตาลูป นอยหนา มังคุด
เปนตน
ไขมัน ใชไขมันจากพืชหรือเนย เนยเทียม จํานวนจํากัด
อาหารหวาน สังขยา สาคูเปยก ขาวเหนียวเปยก คัสตารด
เครื่องปรุงที่ควรใชในอาหาร เกลือ อบเชย โปยกั๊ก ขมิ้น
เครื่องดื่ม นมพรองไขมัน น้าํ ผลไม กาแฟที่ไมมีคาเฟอีน
น้ําผลไมและผลไมควรรับประทานหลังอาหาร
อาหารสําหรับคนเปนโรคตับ
1. กินอาหารประเภทเนื้อสัตวใหเพียงพอ โดยเลือกเนื้อสัตวที่ไมมีไขมัน เชน ปลา ไกเอาหนังออกเพราะ
สารอาหารโปรตีนและชวยซอมแซมเซลลของตับใหคืนสภาพเร็วขึ้น
2. ลดอาหารประเภทไขมัน ใชไขมันจากพืชในปริมาณจํากัด เพราะถารับประทานมากเกินไปจะทําให
ทองอืด เพราะรางกายไมสามารถยอยไขมันไดตามปกติ เพราะความผิดปกติของการทํางานของตับ (ตับมีหนาที่
สลายกรดไขมันจากไขมันทีเ่ ก็บสะสมไว)
3. รับประทานอาหารประเภทแปง ขาว น้ําตาลใหมาก เพื่อใหไดสารอาหารคารโบไฮเดรตจํานวนสูงพอ
กับพลังงาน เพื่อชดเชยกับจํานวนไขมันที่ลดลง
4. ใหไดสารอาหารวิตามินเพียงพอ คือ ตองใหไดวิตามินตาง ๆ เชน วิตามินบี 1 จะมีมากในพืชและสัตว
เชน รําขาว เมล็ดทานตะวัน ถั่วลิสง เนื้อหมู ปูทะเล เปนตน วิตามินบี 2 จะมีมากในตับวัว จมูกขาว เนื้อไก เนื้อวัว
หอยนางรม วิตามินเค จะมีมากในถั่วเหลือง มะเขือเทศ ไขแดง ตับ ผักใบเขียวเขม น้ํามันถัว่ เหลือง ผักตระกูล
กะหล่าํ ปลี เปนตน วิตามินอีจะมีมากในจมูกขาว น้ํามันรํา น้ํามันถั่ว น้ํามันขาวโพด รองลงมา คือ ถั่วเมล็ดแหง
ผักใบเขียวเขม ขาวซอมมือหรือขาวกลอง ไข ตับ เนยเหลว
5. ไมควรดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล
6. ไมควรกินอาหารทีม่ ีรสเค็มจัด งดการใชเกลือ ตลอดจนของดองเค็ม อาหารถนอมประเภทเค็มตาง ๆ

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

48

7. แตละมื้อจัดแตนอย แตซอยใหมากมื้อ เพราะคนที่เปนโรคนี้จะเบื่ออาหาร เมื่อเห็นอาหารจานใหญ ๆ
จะทําใหรูสึกไมอยากกิน
ถาดูแลตัวเองในเรื่องอาหารควบคูกับการรักษา ตับก็จะคืนสภาพไดเร็ว ตับจะคืนสภาพไดเร็วหรือชาอยูที่
เจาของตับจะเครงครัดมีวินัยในการดูแลตัวเองมากน้าํ แคไหน
อาหารของคนที่เปนโรคเบาหวาน
1. รสไมหวาน ไมใชน้ําตาลหรือสารใหรสหวานปรุงแตงอาหาร แมแตน้ําผึ้ง
2. กินผักที่มีแปงนอย เลือกกินผักใบ หลีกเลี่ยงผักหัว
3. มีปริมาณของเนื้อสัตวมากกวาคนปกติ เชน คนปกติกินเนื้อสัตว 60 กรัม คนเปนโรคเบาหวานควรได
กิน 120 กรัม
4. ลดอาหารที่ใหสารอาหารคารโบไฮเดรต คือ ประเภทขาว เสน น้ําตาล ขนมหวาน คนปกติกนิ ขาวมื้อละ
2 ถวย คนเปนเบาหวานควรกินมื้อละครึง่ ถวย โดยกินผักใบมากๆ
5. กินอาหารที่มีเสนใยสูง จะชวยกวาดน้าํ ตาลในเลือดได คือ ผักและผลไม โดยเลือกกินผลไมที่ไมมีรส
หวาน ผลไมทมี่ ีคารโบไฮเดรตนอย มีเสนใยสูง เชน แตงไทย แตงโม ฝรั่ง สม เปนตน
6. ทําอาหารรสชาติธรรมดา ใชเครื่องปรุงรสไดทุกอยาง ยกเวนน้ําตาล น้าํ ผึ้ง น้าํ หวาน
ถาคุณดูแลตัวเองใหดี ถึงแมคุณเปนโรคเบาหวานก็อายุยืน
ตัวอยางรายการอาหารสําหรับคนเปนโรคเบาหวาน
น้ําพริกปลาทู ผักตม – ผักบุง ผักกวางตุง ตําลึง ถั่วพู หัวปลี
น้ําพริกปลาชอน ผักตม – ผักบุง ผักกวางตุง ตําลึง หัวปลี
ขาวซอมมือ แกงสมผักบุงปลาชอนใสมะเขือเทศ แกงเลียงผักรวมกุง ตําลึง บวบ น้าํ เตา
แกงแคไก ถัว่ ฝกยาว บวบ ชะพลู ชะอม ตําลึง มะเขือพวง เนื้อตุน ใสผักตาง ๆ เชน จับฉาย ผักกาดหอม
ถั่วงอก เปนตน
ยํา ยําวุนเสน แตงกวา หัวไชเทา คึ่นฉาย มะเขื่อเทศ
ยําถัว่ พู ยําสมโอ ยํากะหล่ําปลี ยําผักกระเฉด ยําผักบุง สมตําไทยหรือสมตําปู
น้ํายํา ลดความหวาน ไมใชน้ําตาล
ใชถั่วเมล็ดแหงหรือผลิตภัณฑจากถั่วทําอาหาร เชน เตาหู โปรตีนถั่วเหลือ เปนตน
ขาว ใชขาวซอมมือ
ผลไม เลือกผลไมรสไมหวาน เชน แตงไทย แตงโม มะละกอ ฝรั่ง เปนตน
ดื่มน้ําผักน้าํ ผลไมสด น้ํามะเขือเทศ น้าํ ฝรัง่ น้ําแครอท น้าํ แตงกวา
ถาเปนคนอวน
1. เลือกอาหารที่มีไขมันต่ํา โดยเฉพาะเนือ้ สัตว เลือกใชปลา กุง เนื้อทีไ่ มมีไขมัน
2. ปรุงอาหารโดยใชไขมันในปริมาณที่จํากัด คือ 1 ชอนโตะตอ 1 วัน
3. หุงตมโดยวิธีนงึ่ อบ ปง ยาง
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

49

อาหารที่มีสารตอตานเซลลมะเร็ง
แตงโม มะเขือเทศ มีสารสีแดงที่ชื่อไลโคปน สารนี้เปนตัวตอตานการเกิดออกซินเจน สามารถหยุดกลุมอนุ
มุลอิสระที่ทาํ ใหเกิดโรคมะเร็งได
ผักสีเขียวเขมตาง ๆ สารลดโอกาสเปนมะเร็งหลายชนิด เชน คะนา ตําลึง ยอดแค ผักบุง เปนตน ลวนมี
สารตานมะเร็ง มีทั้งเบตาแคโรทีน โฟเลท และลิกนิน ผักยิ่งเขียวเขมยิ่งมีสารตานทานการเติบโตของออกซิเจนมาก
ผักกลิ่นแรงตาง ๆ เชน กระเทียม หอม ตนหอม ตนกระเทียม มีสารหลายชนิดที่มีคณ
ุ สมบัติปองกัน
โรคมะเร็งได
มหาวิทยาลัยแหงรัฐเพนซิลวาเนียไดทาํ การทดลองพบวา คนทีก่ ินหอมกระเทียมมากจะไมเปนมะเร็ง
ทางเดินอาหารเพราะสารประกอบกํามะถันที่อยูในหอมกระเทียม ชวยในการตานทานและทําลายเซลลมะเร็ง
ผลไมประเภทสม เชน สมเขียวหวาน สมโอ สมเชง มะนาว และสมอื่น ๆ เปนตน มีสารที่ชวยตานทาน
เซลลมะเร็วหลายชนิด
ผลกลิ่นฉุนตระกูลคะนา ไดแก กะหล่ําปลี กระหล่าํ ดอก บรอกโคลี คะนา หัวผักกาดขาว นักวิจัยไดทําการ
ทดลองใหกินกะหล่าํ ปลีและคะนา ปรากฏวาชวยลดโอกาสเกิดมะเร็งเตานมได แตตองกินดิบ ๆ ผักพวกคะนา
สามารถลดมะเร็วกระเพาะอาหารและลําไสใหญไดดวย จาการวิจยั ที่รฐั ยูทา หพบวา ผูชายที่กนิ ผักคะนามีโอกาส
เปนมะเร็งนอยกวาพวกที่ไมกินผักถึงรอยละ 70
ถั่วเหลืองมีสารประกอบที่ปอ งกันมะเร็วอยูถึง 5 ชนิด จากการทดลองในสัตวพบวา สารในถัว่ เหลืองหยุด
มะเร็วที่ลําไสใหญ ผิวหนัง และอื่น ๆ ได โดยทําใหเซลลมะเร็งเติบโตและแบงเซลลชา ลง
สารในถัว่ เหลืองหยุดมะเร็งที่ลําไสใหญ ผิวหนัง และอื่น ๆ ได โดยทําใหเซลลมะเร็งเติบโต แบงเซลลชาลง
รําขาว รําขาวสาลี ลดโอกาสเกิดมะเร็งได จากการทดลองกับผูปวยทีโ่ รงพยาบาลนิวยอรก งานวิจยั ของ
มหาวิทยาลัยคอรเนล ดวยการใหผูปว ยกินอาหารเชาทีท่ ําจากรําขาสาลีวนั ละ 2 ออนซ ทําใหอาการเริ่มแรกของ
มะเร็งลําไสใหญฝอลงไดใน 6 เดือน
นมพรองมันเนย สารในนมทีม่ ีผลปองกันมะเร็ง ไดแก แคลเซียมไรโบฟลาวิน วิตามินเอ วิตามินซีและ
วิตามินดี
การจะกินอาหารใหไดรับสารตอตานมะเร็งอยางเต็มที่ จะตองกินผักและผลไมอยางนอยวันละ 5 สวน 1
สวน ประกอบดวย ผักและผลไมประมาณครึ่งถวยตวง ถาเปนผักดิบประมาณ 1 ถวย ผลไมถา เปนสมเขียวหวาน 1
ลูกใหญ มะละกอ 1 ชิ้นขนาดกลางหนักประมาณ 80 – 100 กรัม น้าํ ผลไม 6 ออนซ คือประมาณ ¾ ถวย หรือ ¾
ถวย
อาหารที่ดี คือ มีไขมันนอย ใหพลังงานหรือแคลอรี่ต่ํา เสนใยสูง อุดมดวยวิตามิน เกลือแร เชน ขาวไขขัด
จนขาว ถัว่ เมล็ดแหง เมล็ดพืชตาง ๆ เนื้อสัตวที่มีไขมันนอย เปนตน
อาหารตานมะเร็งจะมีอยูในอาหารธรรมชาติ ซึ่งแตละชนิดจะมีสารหลาย ๆ ชนิดทีส่ ามารถตานมะเร็งได
ฉะนัน้ การทําอาหารในปจจุบัน นอกจากเรียนรูวิธที ําอาหารใหอรอย สวยงามนากิน ประหยัดเวลาและ
แรงงานแลว ยังตองคํานึงถึงองคประกอบอื่นอีกดวย เชน คุณคาอาหารที่รางกายเราจะไดรับ เปนตน
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

50

สถาบันมะเร็งแหงชาติ กรมการแพทย กระทรวงสาธารณสุข ไดใหขอควรปฏิบัติสําหรับปองกันการเปน
มะเร็ง ไวดังนี้
1. รับประทานอาหารใหครบ 5 หมู ควรรับประทานผักสด ผลไมสดใหมาก เพราะมีวิตามินเอ วิตามินซีสงู
และมีเสนใยมาก
2. ไมควรรับประทานอาหารไขมันมาก
3. ไมควรรับประทานอาหารเค็มจัด อาหารประเภทหมัดดอง อาหารที่มีราขึ้น
4. หลีกเลีย่ งอาหารที่ไหมเกรียม
5. ไมควรดื่มสุรา สูบบุหรี่มากเกินไป
6. ไมควรดื่มน้ําชา กาแฟมากเกินไป และควรหลีกเลีย่ งการดื่มของรอนจัด ๆ
7. ไมควรตากแดดจัด
8. รักษาสุขภาพใหดี พักผอนใหพอ
9. ไมควรรับประทานอาหารหรือยาชนิดเดียวซ้ํานาน ๆ
มารยาทในการรับประทานอาหาร
มารยาทในการรับประทานอาหาร หมายถึง รูจักปฏิบัติตนใหเหมาะสม สุภาพเรียบรอย เมื่อรับประทาน
อาหารรวมกับสมาชิกในบาน การรับประทานอาหารรวมกับเพื่อน และการรับประทานอาหารในงานพิธีตาง ๆ
มารยาทที่ควรปฏิบัติในการรับประทานอาหาร
1. ถารับประทานอาหารรวมกับสมาชิกในบานหรือรวมกับเพื่อน ๆ ควรชวยดูแลโตะ เกาอี้ อุปกรณในการ
รับประทานอาหาร รวมทัง้ การจัดอาหารใหเรียบรอยกอน
2. แตงกายใหสุภาพเรียบรอย ลางมือใหสะอาด
3. ถารับประทานอาหารในพิธีตาง ๆ ที่เขาจัดไวเปนโตะ ๆ จะตองนัง่ รอจนกวาจะมีคนมารครบในโตะหรือ
มาเปนสวนใหญ

การปฏิบัติตนในระหวางการรับประทานอาหาร
1. ควรใชสอม หรือชอนสอม หรืออุปกรณอยางอืน่ ทีเ่ ขาจัดไวใหในการตักอาหาร ไมควรใชมือหยิบอาหาร
เขาปาก ยกเวนการรับประทานอาหารตามประเพณีทองถิ่น เชน ภาคอีสาน ภาคเหนือ รับประทานขาวเหนียวตอง
ใชมือ หรือชาวมุสลิม นิยมใชมือเปบอาหาร เปนตน
2. ใชชอนกลางเพื่อตักอาหารมาใสจานตนเอง
3. การตัดขาวและกับขาวใสจาน ควรตักแตเพียงเล็กนอย ไมควรตักจนเต็มจาน เมื่อหมดแลวก็ตักใหมได
4. เมื่อเคี้ยวอาหาร ควรหุบปากเคี้ยวและไมควรพูดขณะเคี้ยวอาหาร
5. เมื่อจะจามหรือไอใหใชผาปดปากหรือลุกขึ้นไปที่อนื่
6. ไมควรคุยเสียงดังในระหวางการรับประทานอาหาร
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

51

7. การตักอาหารเขาปากควรตักแตพอดี ไมควรตักคําใหญ
8. ควรดูแลคนนัง่ ขางเคียวดวย โดยชวยตักอาหาร ตักขาวใหตามโอกาสอันสมควร
9. ควรพูดคุยกับคนอื่น ๆ ดวย เพื่อเปนการแลกเปลี่ยนความรูห รือเพิ่มประสบการณในเรื่องตาง ๆ
10. ใหสังเกตสมาชิกที่รวมรับประทานอาหารดวย ถาเปนวาคนสวนใหญเขาอิ่มแลว เราก็ควรหยุด
รับประทานอาหารเชนเดียวกัน
กิจกรรมที่ 6
ใหบอกหนาทีข่ องสารอาหารทั้ง 6 ชนิด

เรื่องที่ 3.2 การประกอบ การจัดบริการอาหารและเครื่องดื่ม
การประกอบอาหาร
การประกอบอาหารจะตองคํานึงถึงความถูกตองตามหลักโภชนาการ เชน ความตองการสารอาหารตาง ๆ
ความตองการสารอาหารของบุคคลวัยตาง ๆ วิธกี ารเตรียมและการปรุงอาหาร การใสชูรสหรือสิ่งเจือปนในอาหาร
วัตถุเจือปนในอาหาร หมายถึง สิง่ ที่ใสในอาหารเพื่อวัตถุประสงคใดวัตถุประสงคหนึง่ เชน เพื่อกันเสีย เพื่อ
กันหืน ทําใหกรอบ ทําใหเนื้อนุม ชวยชูรสในอาหาร เปนตน ซึง่ หากใสอาหารในปริมาณมากเกินกําหนดอาจทําให
เกิดอันตรายแกรางกายได
การเลือกผัก ผลไม และเนื้อสัตว
การเลือกผัก
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

52

การเลือกผักเพื่อนํามาประกอบอาหารใหเลือกชนิดที่แนน กรอบ สีสด อยาเลือกทีส่ ุกเกินไปหรือเหี่ยวเนามี
รอยถลอกสกปรกหรือมีรอยช้ํา เมื่อซื้อแลวควรลางใหสะอาด กอนลางผักควรเลือกตัวหนอนหรือแมลงออกตัดหรือ
ปอกสวนที่เนาช้ําหรือกินไมไดออก ผักเปนรูปเพียงเล็กนอยไมควรตัดทิ้ง พยายามตัดสวนที่เปนใบทิ้งใหนอยที่สดุ
เพราะใบมีคณ
ุ คาทางโภชนาการมากกวาตรงสวนกานหรือลําตน กะหล่ําปลีไมควรทิ้งแกนขางใน เพราะเปนสวนที่
มีวิตามินซีสงู กอนบางผักควรตัดรากที่ไมตองใชออก ผักใบจําพวกผักกาด ผักคะนา ควรเด็ดใบออกจากตนแลวจึง
นําไปลาง การลางผักจําตองทํากอนเด็กหรือหั่นเสมอ
การเลือกผักสด
ประเภทของผัก
ลักษณะความสด
ผักกาดหอม
ใบเรียบ ไมมีรอยตัวเพลีย้ กิน มีสีเขียวออน ไมมหี นอน
หัวผักกาดขาว
หนักดีกวาเบา ไมมีรอยหนอนกัด ไมเปนฝา
หัวผักกาดแดง
สีแดงสดหัวโปรง ๆ ไมมีรอยแตกแยก
ผักกวางตุง
สีเขียวสด ตรงโคนตนไมแข็ง ใบไมมีรอยเพลี้ยกิน
หัวแครอท
ไมมีรอยแตกแยก แข็ง หัวขั้วสีเขียวสด
ผักกาดขาว
ตนที่แนน ๆ หอ ๆ ไมบาน สีขาว ไมมหี นอนอยูขางใน
ผักโขม
สีเขียว ใบเรียบ ไมมีหนอน ตรงโคนไมแข็ง
ผักคะนา
ตนเล็กดีกวาตนใหญ สีเขียวสด ตรงโคนและตรงกลางจิกหรือกดจะไม
แข็ง และไมมสี ีขาว ไมมีรูตามใบ
ผักชี
สีเขียวสด ใบไมเหลือง
แตงกวา
เลือกผลขนาดกลาง ไมพองลม กรอบ ไมนิ่ม ไมมีรอยแตกหรือตําหนิใด ๆ
แตงราน
สีเขียวสด ผลหนัก ๆ
ผักกระเฉด
ไมช้ํา ยอดออน นมจะมีสีขาว
บวบ
สีเขียวสด หัวขั้วจะมีสีเขียวสด เหลี่ยมนูนชัดและคม จับดูจะนิ่ม
มะนาว
ผิวบาง ๆ ผลกลม จับดูนมิ่ ไมแข็งจึงจะมีน้ํามาก เลือกผิวสีเขียวสดกลิน่
จะหอมกวาผลที่มีสีเหลือง
ใบแมงลัก
สีเขียวสด มีดอกนอย
กะหล่าํ ดอก
สีเขียว แนน ไมมีหนอน
ดอกกุยชาย
สีเขียวสด ดอกตูม ตรงโคนไมแข็ง
ตนหอม
สีเขียวสด ตรงโคนขาวสะอาด ตนใหญดีกวาตนเล็ก สีเขียวสด ขั้วไมดาํ
คล้ํา ไมมีรอยเจาะ ของหนอน
พริกสวน
เม็ดยาว ๆ สีเขียวสด ขั้วจะมีสีเขียว
พริกหยวก
สีเขียวออน ไมพองมาก รูปเม็ดไมคดงอ ถาแกจะมีสีขาว
มะเขือเทศ
ควรจะมีสีแดง เหลืองหรือเขียว ไมวาจะเปนมะเขือเทศชนิดใด เลือกลูกที่
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

53

ฟกทอง
ถั่วแขก
ขา
ฟก
ถั่วฝกยาว
ถั่วพู

เนื้อแนน หนักผิวเกลี้ยง ไมชา้ํ
จับดูที่เนื้อจะมีลักษณะเหนียวติดมือเหมือนมียาง สีเหลืองสด
สีเขียวสด ไมพอง ไมคดงอ
มีสีขาว แข็ง กรอบ
สีเขียว แข็ง กรอบ
เลือกฝกยาว ไมคดงอ สีเขียวสด ไมพอง
สีเขียวสด ไมนิ่ม ฝกตรง ๆ ไมคดงอ

การเลือกผลไม
การเลือกผลไม ใหพิจารณาจากสี ขนาด รูปราง ความแกออน ปราศจากรอยเสีย แยกผลไมที่ช้ํา แตกเนา
ออกเสียกอน แลวลางผลไม หลังการปอกเปลือกแลวทิง้ ใหถูกกับอากาศจะมีสีคล้ํา วิธีการแกไขโดยจุมผลไมที่ปอก
เปลือกไปแชในน้าํ เย็น น้ําเกลือเจือจาง สารละลายกรดซิตริกเจือจาง น้าํ ตาล เพื่อไมใหผลไมถูกกับอากาศโดยตรง
การเลือกผลไมสด
ประเภทของผลไม
ลักษณะความสด
กลวยตาง ๆ
ตองสุกเหลือง ลูกอวบอิ่ม เปลือกกลวยมีสีเหลืองนวล ที่ผลของ
กลวยไมเละและแข็งเกินไป ลักษณะของลูกหมดเหลี่ยม
เงาะ
เลือกลูกโตพองาม เปลือกสีชมพู (เงาะสีชมพู) หรือแดง ปลาย
ขนเขียว (เงาะโรงเรียน) เนื้อเงาะจะตองรอนไมติดเม็ด
ผิวสีแดงหรือสีลายสีชมพู เนือ้ นุม เมล็ดสีดํา เลือกชนิดสด
ชมพูสาแหรก
แตงโม
เปลือกสีเขียวคล้ําหรือสีออนกวา เปลือกสดไมเหี่ยว เปลือกบาง เวลาดีดจะดังเปาะ
ยกดูมีนา้ํ หนัก
นอยหนา
เลือกผลโตจะไดเนื้อนอยหนามาก ตาหางเนื้อจะเปนพืน้ เดียวกัน ที่เปลือกไมมีจุดดําดาน
ฝรั่ง
มีทั้งที่ผวิ ขรุขระและเรียบ ฝรัง่ ที่แกจัดจะมีสีเขียวออน ผิวเรียบเกลีย้ ง ใชมือดีดจะดังมี
เสียงดังเปาะ ๆ แสดงวาจะหวานกรอบ เลือกซื้อที่มีขั้วใบและกิ่งอยูดว ยกัน
มะละกอสุก
ผลงาม เปลือกสีเขียวแกมแดงหรือแสด ไมมีรอยช้ําหรือดําที่ผิว เปลือกเรียบและ
เกลี้ยงจับดูไมเละ เนื้อไมแข็งเกินไป
มะมวง
มะมวงมีหลายชนิด มีมะมวงเปรี้ยว มะมวงมัน มะมวงสุก เลือกชนิดผลใหญเนื้อมาก
สด มะมวงสุกควรเลือกผลใหญสีเหลืองนวล กลิน่ หอม เนื้อมาก ไมชา้ํ ไมงอมเกินไป
ไมมีจุดดําหรือรอยช้ํา
ละมุด
ละมุดมีหลายชนิด เชน ละมุดสีดาจะมีผลเล็ก ผิวสีออกแดงคล้ํา เนื้อละเอียดมีเม็ด
นอย ละมุดไขหานจะมีผลใหญ เนื้อหยาบ มีเม็ดมาก ควรเลือกลักษณะไมแข็งมาก สี
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

54

ลิ้นจี่
ลําไย
ลูกตาลสด
สมโอ
สมเขียวหวาน

น้ําตาลมีกลิน่ หอม ไมชา้ํ
เลือกผลใหญ ๆ สีแดงจัด ผิวไมดํา ผลใหญเม็ดเล็ก เนื้อไมแหง หรือฉ่ําเกินไป เนื้อขาว
มีกลิ่นหอม
เลือกผลใหญ สด ขั้วตัดมาใหม ๆ เม็ดเล็ก ผลมีนวล ที่เปลือกไมมีจุดดํา เนื้อลําไยสี
ขาวบางชนิดสีชมพู เลือกชนิดที่เนื้อมาก
เลือกผลที่ขาว ใหม สด ไมแตก จับดูออน เนื้อไมแข็ง ควรเลือกเปลือกเปนสีเหลือง
นวล ผิวเกลี้ยงเรียบ ไมมีจุดดําหรือสีนา้ํ ตาล
เลือกผลที่แก สีเหลืองออน ผลหนัก ๆ จะไดรสหวาน มีนา้ํ มาก
ลักษณะผิวบาง นิ่ม ซึง่ จะมีรอยเก็บใหม ๆ ไมควรเลือกสมที่เหี่ยว

การเลือกซื้อเนื้อสัตวสด
ประเภทของเนื้อสัตว
ลักษณะความสด
ไก
สีไมซีด ไมมีกลิ่นเหม็น
ไกออน เนื้อนุม เดือยสัน้
ไกแก เนื้อแข็งและสีดํา เนื้อจะเหนียวกวาไกออน
กุง
หัวกุง ติดแนนกับตัว ตาสดใส เปลือกสีน้ําตาลหรือเทา
หมู
สีชมพูสด มันหมูมีสีขาว ไมมีกลิ่นเหม็น เนื้อหมูถามีลักษณะคลายเม็ดสาคู
แสดงวามีตวั ออนของพยาธิตัวตืด
เนื้อวัว
สีแดงสด มันเนื้อเปนสีเหลือง เนื้อตองแนน เวลาใชมือกดจะไมยุบ เนือ้ ตอง
ไมแหงเกินไปและตองไมมีกลิ่นเหม็น
ปู
มีน้ําหนัก แนน ลุกกระดุกกระดิกได ปูตัวผูมีเนื้อมากกวาปูตัวเมีย มีฝาปดอก
เล็ก เวลากด ไมยุบลง ปูตัวเมียมีไขมีฝาปดหนาอกใหญ ใชมือดีดจะมีเสียง
แนนแสดงวามีไข
การจัดตกแตงเพื่อการบริการอาหาร
การจัดตกแตงอาหารเพื่อบริการบุคคลในครอบครัว เพือ่ น หรือจัดงานเลี้ยง ควรพิจารณาในเรื่องตอไปนี้
1. ผูกิน การจัดอาหารจะตองพิจารณาถึงผูกนิ วา สวนใหญเปนบุคคลวัยใด ตองการสารอาหารประเภท
ใด รวมทัง้ ขอจํากัดบางอยาง เชน ไมกินเนื้อวัว เปนตน นอกจากนีย้ ังตองรูจํานวน เพื่อชวยในการคํานวณ รายการ
อาหาร และจํานวนของอาหาร
2. สีของอาหาร อาหารในมื้อหนึง่ ๆ หรือในงานเลี้ยง จะตองมีสีสนั แตกตางกัน เชน เขียว แดง เหลือง
เปนตน เพื่อใหดูสวยงาม นากิน โดยใชสขี องอาหาร ผัก ผลไมในอาหารมื้อนั้น หรืออาจใชผักผลไมเปนสวนตกแตง
อาหารเพิ่มเติมก็ได เชน การแกะสลักผักตาง ๆ ไดแก แครอท พริกชีฟ้ า ตนหอม หัวผักกาด มะเขือเทศ

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

55

3. ประเภทของอาหาร จะตองมีอาหารที่ประกอบจากผัก เนื้อสัตวหลายชนิด เชน ไมกนิ เนื้อวัว ควรใช
เนื้อไกแทน เปนตน อาหารตองมีหลายรสคละกัน เชน เผ็ด เปรี้ยว เค็ม ในแตละมื้อ เปนตน และมีทั้งชนิดน้ําและ
แหง เชน
ชุดที่ 1 แกงเผ็ดเปดยาง ผัดผักรวมมิตร ยําทะเล ปลาหมึกแหงทอดกรอบ ฟกทองแกงบวด
ชุดที่ 2 ตมยํากุง ไขเจียวหมูสับ ผัดคะนาปลาเค็ม ปลาเล็กปลานอยทอดกรอบ สลิม่ เปนตน
4. สถานที่ หากจัดเปนอาหารมื้อใดมื้อหนึง่ ในบาน ใหจัดโตะอาหารที่สะดวกกับสมาชิกทุกคนในบาน
สามารถนั่งไดอยางสบายไมอึดอัด อาจมีทปี่ ระจําของแตละคน กรณีการจัดเลี้ยงตองดูวาจะจัดแบบโตะจีน แบบ
บุฟเฟต หรือแบบอาหารฝรั่งครบชุด มีวิธีการจัดตกแตงไดหลายแบบโดยคํานึงถึงความสะดวกของผุกินหากเปน
แบบอาหารฝรัง่ รบชุดตองจัดใหถูกตองตามรูปแบบ อุปกรณตองวางใหถูกตําแหนงทีก่ ําหนด
อาหารเพื่อสุขภาพ
ปจจุบันคนไทยนิยมบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพกันมาก เพราะอาหารเพื่อสุขภาพจะชวยบํารุงรางกาย อีก
ทั้งยังปองกันโรคตาง ๆ ไดดวย ดังนัน้ อาหารเพื่อสุขภาพใหความสําคัญกับจํานวนแคลอรี่ในแตละวันดวย
โดยเฉพาะตองปรุงรสใหมีความอรอยและนารับประทาน ใหเหมือนกับอาหารโดยทัว่ ไป เพื่อเปนตัวอยางในการ
คํานวณคาอาหารแตละมื้อ ซึ่งในที่นี้ไมไดใหรายละเอียดของแคลอรี่ไว เพราะการจัดอาหารแตละมื้อในความเปน
จริงเรามักจะกินอาหารรวมกันในครอบครัว จะตางเพศ ตางวัย แตอาหารที่ใหโดยเฉลี่ยจะมีแคลลอรี่พอเพียง
สําหรับทุกคน และไมทําใหอวนดวย
อาหารเชา เปนอาหารมื้อแรกของวัน หลังจากรางกายไดใชพลังงานซอมแซมสวนที่สกึ หรอในขณะที่
หลับ เพราะฉะนัน้ มื้อเชาจึงเปนมื้อสําคัญ เพื่อใหรางกายไดรับอาหารหลังจากที่ยอยไปหมดแลว อาหารที่กนิ ควรมี
คารโบไฮเดรตดวย อาหารเชาควรเปนอาหารงาย ๆ เพื่อสะดวกในการจัดเตรียม เพราะบางคนตองรีบไปทํางาน
อาหารกลางวัน เปนมื้อที่เรงรีบเชนกันเพราะจะตองรีบกลับไปทํางานหรือเรียนหนังสือ รางกายตองการ
อาหารเต็มที่ ทุกคนจะรูสึกหิว มื้อนี้จงึ เปนอาหารงาย ๆ อีก แตตองครบหมู สวนใหญเปนอาหารจานเดียว มีขา ว
กวยเตีย๋ ว
อาหารเย็น เปนมื้อที่ผอนคลายเพราะทุกคนมีเวลา เสร็จจากภารกิจประจําวันตาง ๆ แลวมื้อนีเ้ ปน
ชวงเวลาสําคัญของหลายครอบครัว เพราะสมาชิกทุกคนจะอยูก ันพรอมหนาทีโอกาสพูดคุยและกินอาหารรวมกัน
อาหารที่กนิ ในแตละวันเพื่อรักษาสุขภาพทีด่ ีของรางกาย ควรมีดังนี้
- คารโบไฮเดรต 5 – 7 ชนิด/วัน (ขาว หรือกวยเตีย๋ ว 2.5 ถวย หรือแผนขนมปง 5 – 7 แผน)
- ผัก 5 ชนิด/วัน (ผักที่ปรุงแลว 2.5 ถวย)
- ผลไม 2 – 3 ชนิด/วัน (ผลไม 2 – 3วัน)
- โปรตีน 3 ชนิด/วัน (ปลา 120 กรัม หรือเนื้อ 105 กรัม หรือถั่ว 3 ใน 4 ถวย หรือนม 3 ถวย)
- ไขมันชนิดดี 2 ชนิด/วัน (น้าํ มันพืช 1 ชอนโตะ)
- น้ํา 6 – 8 แกว/วัน (1 – 2 ลิตร)
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

56

สรุป
การประกอบอาหารที่ถกู สุขอนามัยจะไดคุณคาของอาหารครบถวน ผูป ระกอบอาหารจะตองรูจักวิธีรักษา
สารอาหารมิใหเสื่อมไปกับการปรุงอาหาร นอกจากนีย้ ังตองรูจักจัด ตกแตงอาหารใหนา รับประทาน
กิจกรรมที่ 7
1. ใหบอกวิธีการเลือกผักสดตอไปนี้
(1) ผักกาดขาว
(2) ผักกวางตุง
(3) ผักคะนา
(4) กะหล่าํ ดอก
(5) ฟกทอง
2. ใหบอกวิธีการเลือกผลไมตอไปนี้
(1) มะละกอสุก
(2) แตงโม
(3) มะมวง
(4) สมโอ
3. ใหบอกวิธีทําสวนผสมของเครื่องดื่มสมุนไพรทีช่ วยขับลม ยอยอาหาร แกทองอืด ทองเฟอ

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

57

เรื่องที่ 3.3 การถนอมอาหาร
การถนอมอาหาร (FOOD PRESERVATION) คือ เทคโนโลยีและภูมิปญญาของมนุษยที่ใชในการยืดอายุการ
เก็บรักษาอาหารไวใหไดนานที่สุด โดยใหอาหารเหลานัน้ คงสภาพดีและมีคุณคาทางอาหารใกลเคียงกับของสด
มากที่สุด
การเนาเสียของเนื้อสัตว พืชผัก และผลไม เกิดจากการกระทําของจุลนิ ทรียชนิดตาง ๆ รวมทัง้ ปฏิกริ ิยาของ
เอนไซมทมี่ ีอยูใ นผลผลิตชนิดนั้น ๆ ดังนั้นหลักการสําคัญของการถนอมอาหาร คือ การยับยัง้ การเจริญเติบโตหรือ
ทําลายจุลนิ ทรียที่ปนเปอนในอาหาร รวมไปถึงการยับยัง้ การทํางานของเอนไซมตา ง ๆ ที่มีอยูในอาหารสดดวยใน
ที่นี้จะพูดถึงการเชื่อม การกวน การแชอิ่ม และการฉาบ ดังนี้
1. การเชื่อม
การเชื่อม คือ การถนอมอาหารและการแปรรูปผลผลิตพืชโดยใชความรอนและน้าํ ตาบเปนตัวยับยั้ง
ทําลายจุลนิ ทรียและเอ็นไซมที่มีในผลผลิตพืช ซึง่ ผลผลิตพืชทีน่ ิยมนํามาแปรรูปดวยวิธีการเชื่อม ไดแก กลวย มัน
เทศ เผือก มันสําปะหลัง สาเก จาวตาล พุทรา ฟกทอง เปนตน การเชื่อมีประโยชนดังนี้
1.1 ทําใหมีอาหารบริโภคไดตลอดทั้งป ทัง้ ในฤดูกาลปกติและนอกฤดูกาล
1.2 ชวยยืดอายุการเก็บรักษาผลผลิตจําพวกผัก ผลไม และเนื้อสัตวใหสามารถใชบริโภคสดไดนาน
ขึ้น
1.3 ชวยเพิ่มรสชาติ กลิน่ สีของอาหารใหแปลกใหมและนารับประทานยิง่ ขึ้น
1.4 ชวยเพิ่มมูลคาของผลผลิตสด ทําใหเกษตรกรมีรายไดเพิ่มขึ้น และเกิดอาชีพใหมซงึ่ สรางรายได
ใหชุมชนและทองถิน่ เชน โครงการหนึ่งตําบลหนึ่งผลิตภัณฑที่นาํ เอาวิธีการถนอมอาหารและการแปรรูปมาใชใน
การผลิต เปนตน
2. การกวน
การกวนเปนวิธีการที่ใชถนอมอาหารและแปรรูปผลผลิตพืชได ทัง้ พืชหัวและผลไม เชน ฟกทอก มัน
เทศ เผือก ทุเรียน มะมวง มะยม กลวย สับปะรด เปนตน โดยเฉพาะอยางยิง่ ผลไมที่สกุ งอมมากเกินไปขายไมได
ราคา สามารถนํามากวนเพื่อเก็บไวรับประทานหรือนําไปขายเพื่อเพิ่มรายได การกวนทําโดยการนําเอาเนื้อของ
ผลไมที่สุกแลวหรือเนื้อของพืชหัวที่ตมสุกแลวผสมกับน้าํ ตาล ใชความรอนเคี่ยวและกวนใหผสมกลมกลืนเปนเนื้อ
เดียวกัน ผลไมที่มนี ้ํานอยตองเติมน้าํ หรืออาจใชกะทิแทนก็ไดเพื่อใหมกี ลิ่นหอม
3. การแชอมิ่
การแชอิ่มมีวธิ กี ารปฏิบัติคลายกับการเชื่อม นิยมทํากับผลไมจําพวกมะละกอ กระทอน มะเขือเทศ
มะตูม เปลือกสมโอ การแชอิ่มจะมีขอดีกวาการเชื่อมตรงที่ผลิตภัณฑทไี่ ดจะไมหดตัว มีลักษณะเตงตึงนา
รับประทาน ผลไมที่นาํ มาเชือ่ มควรเปนผลไมที่หา มหรือเกือบสุก ถาสุกเกินไปจะเละและหากเปนผลไมที่มีรสเปรี้ยว
จัดหรือมีรสขมตองแชน้ําเกลือที่มีความเขมขนอยางนอย 10% ถาเปรีย้ วจัดหรือขมจัดตองเพิ่มเปอรเซนตความ
เขมขนของน้าํ เกลือและตองแชใหนานขึ้น แลวนํามาลางใหสะอาดกอนนําไปแชอิ่มดวยการใชน้ําเชื่อมเขมขน 30%
ตมผลไมที่เชื่อมนานประมาณ 5 นาที พอสุกแลวยกลงใสขวดโหลมีฝาปดมิดชิด ทิง้ ไวประมาณ 24 ชั่วโมง โดยใช
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

58

วัตถุหนักกดทับใหผลไมจมอยูในน้าํ เชื่อมตลอดเวลา วันรุงขึ้นใหเทน้าํ เชื่อมออกเคีย่ วใหมหรือใชวิธีเติมน้ําตาลลง
ไปอีก 10% แลวนํากลับมาเทใสขวดโหลใหม ทําเชนนี้ประมาณ 6 – 7 ครั้ง จนไดนา้ํ เชื่อมที่มีความเขมขนของ
น้ําตาลประมาณ 65% หลังจากนัน้ จึงเติมกรดซิตริกลงไปประมาณ 0.1% เพื่อปองกันไมใหน้ําตาลตกผลึก และ
หากตองการแบบแหงใหนาํ ไปตากแดดหรืออบแหงเพื่อเก็บไวรับประทาน ในกรณีที่ตอ งการใหผลไมกรอบตองแช
ดวยน้าํ ปูนใสกอนนํามาแชอิ่ม และหากตองการใหมีสีสนั เหมือนผลไมสดตองนําไปลวกเพื่อทําลายเอ็นไซมกอนแช
อิ่ม
4. การฉาบ
การฉาบมีวิธีปฏิบัติคลายกับการเชื่อมแตตองทําใหผลไมสุกดวยการทอดกรอบกอน แลวนํามาคลุก
เคากับน้าํ เชื่อมที่เคี่ยวจนอิม่ ตัว เมื่อแหงจะเห็นเปนเกล็ดน้ําตาลขาว ๆ เกาะอยูรอบ ๆ ผลผลิตพืชที่นาํ มาฉาบ ไดแก
กลวยดิบ เผือก มันเทศ มันฝรั่ง เปนตน สวนวิธีการฉาบเริ่มตนจากการนําผลผลิตทีต่ องการฉาลมาลางทําความ
สะอาดหัน่ เปนแผนบาง ๆ หรือไสใหเปนเสน แลวแชดว ยน้ําปูนใสทิ้งไวประมาณ 15 นาที ลางใหสะอาด ใสตะแกรง
ผึ่งแดดใหแหงกอนนําไปทอดจนกรอบ แลวพักไวใหสะเด็ดน้ํามัน หลังจากนั้นจึงนําน้ําตาลและน้าํ สะอาดใน
ปริมาณที่เทากันตั้งไฟเคี่ยวจนเหนียว ใสผลผลิตที่ทอดกรอบไวแลวลงไปคลุกเคลาใหเขากันจนเห็นเปนเกล็ดสีขาว
ยกลงทิ้งไวใหแหง แลวจึงเก็บใสภาชนะไวรับประทาน

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

59

ตอนที่ 4 การประกอบอาชีพที่เกี่ยวกับงานบาน
ในสภาพสังคมปจจุบัน โดยเฉพาะสังคมเมืองเปนแบบครอบครัวเดี่ยว สามี ภรรยา เมื่อแตงงานกันจะแยก
ออกไปอยูเพียงลําพับ โดยเฉพาะเมื่อสามี ภรรยา ตองทํางานนอกบาน ไมมีเวลาที่จะทํางานบาน เชน ประกอบ
อาหาร ทําความสะอาดบาน จัดตกแตงบาน เปนตน จึงมีกิจการที่เกีย่ วกับการทําอาหารสําเร็จรูปจําหนายตาม
รานอาหาร ริมถนน หรือตลาดเปนจํานวนมาก นอกจากอาหารสําเร็จรูปแลว ยังมีธุรกิจประเภทบริการเกิดขึ้นดวย
เชน ซักรีด ทําความสะอาด เปนตน

เรื่องที่ 4.1 งานบานที่นิยมทําเปนอาชีพ
จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพครอบครัวไทยจากครอบครัวขยายเปนครอบครัวเดี่ยวทําใหเกิดกิจการตาง
ๆ ที่เกีย่ วกับการดํารงชีวิตของครอบครัว ไดแก การทําอาหารสําเร็จรูปจําหนาย ธุรกิจประเภทบริการ เชน ซักรีด ทํา
ความสะอาดบาน ซอมแซมเสื้อผา รองเทา รวมถึงการจัดตกแตงบาน เปนตน เหลานี้ลวนเปนอาชีพที่เกิดจาก
ทักษะในการทํางานบานทั้งสิ้น งานบานเปนงานที่อยูใกลตัว บางคนทําจนเกิดความชํานาญ จึงมีผูเห็นชองทางใน
การประกอบอาชีพที่เกีย่ วกับการรับทํางานบานเปนอาชีพรับจางหรืออาชีพอิสระ เริ่มทํางานอาชีพเล็ก ๆ ภายใน
บานแลวจึงขยายกิจการออกไป ดังนัน้ การทํางานบานใหเปนอาชีพจึงไมใชเรื่องยาก
งานบานที่นยิ มนําเปนอาชีพในปจจุบนั มีดังนี้
1. แมบาน
2. บริการรับทําความสะอาดบาน
3. บริการอาหารสําเร็จรูป (รับจัดปนโตหรืออาหารถุง)
4. บริการรับซักรีด
5. บริการตัดเย็บเสื้อผา
6. บริการซอมและดัดแปลงเสื้อผา
7. บริการรับดูแลเด็ก
8. บริการรับดูแลผูปวย
9. บริการรับดูแลผูสูงอายุ
10. บริการรักษาความปลอดภัยและดูแลบาน
11. บริการรับจัดเลี้ยง
12. ขายอาหาร
13. ขายเครื่องดื่ม
14. บริการรับตกแตงบานและสวน
15. คนสวน
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

60

16. ขายตนไม
17. ขายเครื่องมือและอุปกรณในการดูแลบาน
นอกจากนีย้ ังมีงานบริการอีกหลายประเภทที่เกิดจากการทํางานบาน ซึ่งจะเปลีย่ นแปลงไปตามสภาพทาง
เศรษฐกิจและสังคม

เรื่องที่ 4.2 การพัฒนาการทํางานบานใหเปนอาชีพ
การที่ผูใดจะประกอบอาชีพในเรื่องใดนัน้ ผูน ั้นจําเปนจะตองมีความรู ความชํานาญ หรือมีทักษะในเรื่องที่
จะประกอบอาชีพ การพัฒนางานบานใหเปนอาชีพก็เชนเดียวกัน หากผูที่มีความสนใจ ชอบและมีความชํานาญใน
เรื่องตาง ๆ ไมวาจะเปนดานการทําความสะอาดบาน การประกอบอาหารและเครื่องดื่ม การตกแตงและจัด
สิ่งแวดลอมในบาน การดูแลสมาชิกในครอบครัว อาจจะพัฒนาเปนอาชีพ ไมวาจะทําเปนอาชีพอิสระ คือเปน
เจาของกิจการเอง หรืออาชีพรับจาง คือไปเปนลูกจางของกิจการที่เกีย่ วของกับการบริการดานงานบาน
องคประกอบสําคัญในการประกอบอาชีพ มีดังนี้
1. ทักษะความชํานาญ งานที่ทาํ อยูในบานเปนประจําจะชวยพัฒนาดานความรูและทักษะความ
ชํานาญ ใหมีความเชี่ยวชาญ คลองแคลว รวดเร็ว มองเห็นลูทาง นํางานบานมาประกอบอาชีพ หรือนําไปพัฒนา
อาชีพใหกาวหนา เชน การประกอบอาหาร การทําเครื่องดื่มสมุนไพร การตัดเย็บเสื้อผา การซอมแซมเสื้อผา การรับ
ซักรีด การทําความสะอาดบาน พี่เลีย้ งเด็ก เปนตน
2. ความชอบความรักงาน จะเปนแรงผลักดันใหเกิดความมานะ อดทน ขยัน บุคคลเหลานี้จะพัฒนา
งานที่ชอบจากงานอดิเรกกลายเปนอาชีพหลัก สามารถสรางรายไดใหแกครอบครัว
3. การศึกษาขอมูลขาวสารจากแหลงตาง ๆ ไดแก หนวยงาน สื่อโทรทัศน วิทยุ หนังสือพิมพ นโยบาย
ของรัฐ รวมทั้งจากบุคคลตาง ๆ จะชวยใหเกิดการคิดวิเคราะหความเปนไปไดเพื่อประกอบการตัดสินใจในการ
ประกอบอาชีพ
4. ขอมูลอื่น ๆ ไดแก
4.1 ขอมูลเกี่ยวกับตนเอง เชน เงินทุน แรงงาน สถานที่ วัสดุ เครื่องใช ทักษะตาง ๆ เปนตน
4.2 ขอมูลเกี่ยวกับสิ่งแวดลอมและสังคม เชน ทําเล ตลาด ทรัพยากร แหลงความรู เปนตน
4.3 ขอมูลเกี่ยวกับความรูทางวิชาการของอาชีพ เชน คุณคาของสารอาหาร คุณสมบัติของผา เสนใย
ผา ความรูเรื่องเทคโนโลยี คุณสมบัติของวัสดุตาง ๆ เปนตน
5. การสํารวจความตองการของชุมชนและตลาดแรงงาน เพื่อนําผลสํารวจมาเปนขอมูลในการ
ตัดสินใจวาควรเลือกประกอบอาชีพใด มีดังนี้
5.1 สํารวจความตองการดานการบริโภค การใชบริการตาง ๆ ในชุมชน
5.2 สํารวจตลาด การผลิต การบริการ และปจจัยที่เอื้ออํานวยตอการประกอบอาชีพในชุมชน
5.3 สํารวจทรัพยากร วัตถุดบิ แรงงาน ระบบสาธารณูปโภค
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

61

6. การวางแผนการทํางานเพื่อประกอบอาชีพ การทํางานใด ๆ ก็ตามจะตองมีการวางแผนใหชัดเจน
และปฏิบัติตามแผนนัน้ การทํางานบานใหเปนอาชีพก็เชนกัน ควรวางแผนใหครอบคลุมทุกขั้นตอน ตัง้ แตการ
วิเคราะหความตองการของชุมชนหรือตลาดแรงงาน การสํารวจความสามารถของตนเอง ทุนและคาใชจาย
ตลอดจนบุคลากรที่ตองใชในการประกอบอาชีพ สถานทีต่ ั้งหรือทําเลสําหรับประกอบอาชีพ โดยเตรียมศึกษา
ขอมูลที่เกี่ยวของกอนการดําเนินกิจกรรมทางอาชีพ ดังนี้
6.1 ศึกษารูปแบบของการวางแผนใหเขาใจดี
6.2 ศึกษาทักษะเบื้องตนในการใชเครื่องมือทํางานใหถูกตอง
6.3 ศึกษาความเคลื่อนไหวของวัสดุที่ใชในการผลิตและตลาดวัสดุใหมั่นใจ
6.4 ศึกษาความตองการของชุมชนหรือตลาด ภายหลังการขายหรือหลังการผลิตชิน้ งาน
6.5 ศึกษารูปแบบการบริการหรือชิ้นงานผลิตภัณฑในทองตลาดเสมอ ๆ
นอกจากนัน้ เมื่อประกอบอาชีพแลวตองมีการตรวจสอบดูความพึงพอใจของผูรับบริการ และแนวโนมการ
พัฒนาของเทคโนโลยีหรือแนวทางการพัฒนางาน เพื่อปรับปรุงและพัฒนาการประกอบอาชีพใหสอดคลองกับ
ความตองการของชุมชนและตลาดแรงงานหรือผูรับบริการ
งานทุกงานสามารถเลือกมาประกอบอาชีพได โดยขึ้นอยูกับปจจัยหลายดาน ทั้งปจจัยดานผูบริโภค ผูผลิต
การมองงานทีเ่ คยทําอยูใกลตัวใหเปนอาชีพ จะชวยเพิ่มรายไดใหแกตนเองและครอบครัว โดยตองตั้งใจทําจริงมี
ความรักในอาชีพ มุมานะ อดทน สูงาน ไมยอทอ บางคนอาจลงมือทําแลวประสบผลสําเร็จ เจริญกาวหนาแตบาง
คนกวาจะตัง้ ตัวไดก็แทบหมดกําลังใจ จึงควรกาวเขาสูอาชีพแบบคอยเปนคอยไป เมือ่ ประสบผลสําเร็จจึงคอยไป
เมื่อประสบผลสําเร็จจึงคอยขยายกิจการตอไป
กิจกรรมที่ 8
ใหทา นเลือกงานบานทีท่ านสนใจ เลือกเปนอาชีพมา 1 อยาง และใหบอกวาทาจะมี
แนวทางในการวางแผนประกอบอาชีพอยางไร

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

62

หนวยการเรียนรูที่ 2 เกษตรเพื่อชีวิต
โครงสรางของหนวย
มาตรฐานการเรียนรู
มาตรฐาน ง 1.1 เขาใจ มีความคิดสรางสรรค มีทกั ษะ มีคุณธรรม มีจิตสํานึกในการใชพลังงาน
ทรัพยากรและสิ่งแวดลอมในการทํางานเพือ่ การดํารงชีวติ และครอบครัวที่เกี่ยวของกับงานบาน งานเกษตร งาน
ชาง งานประดิษฐ และงานธุรกิจ
มาตรฐาน ง 2.1 เขาใจ มีทกั ษะ มีประสบการณในงานอาชีพสุจริต มีคุณธรรม มีเจตคติที่ดีตองานอาชีพ
และเห็นแนวทางในการประกอบอาชีพสุจริต
มาตรฐาน ง 2.2 ใชกระบวนการศึกษาเพื่อการตัดสินใจเลือกกิจกรรมอาชีพใหเหมาะสมกับตนเอง ชุมชน
ที่จะทําใหมีความมัน่ คงในการดําเนินชีวิตอยูในชุมชน

มาตรฐานการเรียนรูระดับ
ง 1.1 ขอ 1 เขาใจความหมาย ความสําคัญ ประโยชน หลักการ วิธกี าร ขั้นตอน กระบวนการทํางาน
การจัดการ และแนวทางในการทํางานบาน งานเกษตร งานชาง งานประดิษฐ และงาน
ธุรกิจ เพื่อการดํารงชีวิตและครอบครัว
ขอ 2 สรางแนวคิดใหม ๆ ในการทํางาน
ขอ 3 ทํางานดวยความรับผิดชอบ ตรงตอเวลา ขยัน ซื่อสัตย ประหยัด อดออม มุง มั่นในการ
ทํางานจนสําเร็จ
ขอ 4 ใชพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมในการทํางานอยางคุมคาและถูกวิธี
ง 1.2 ขอ 1 มีความรูและทักษะในงานอาชีพสุจริตทีส่ นใจซึ่งเปนไปตามความตองการของชุมชน
และมีการใชเทคนิควิธีการจัดการอยางเปนระบบ
ง 2.2 ขอ 1 มีกระบวนการเขาสูอาชีพดวยการนําผลผลิต หรือบริการ หรือฝมือแรงงานเขาสูตลาด
ใหเกิดรายได สรางและพัฒนาตลาดใหมนั่ คง

ผลการเรียนรูที่คาดหวัง
1. อธิบายความหมาย ความสําคัญ ประโยชน หลักการ วิธีการ ขั้นตอน กระบวนการทํางาน การจัดการ
และแนวคิดในการทํางานเกษตร เพื่อการดํารงชีวิตและครอบครัวได
2. สรางแนวคิดใหม ๆในการทํางานเกษตรได
3. ทํางานดวยความรับผิดชอบ ตรงตอเวลา ขยัน ซื่อสัตย ประหยัด อดออม มุงมัน่ ในการทํางานจนสําเร็จ
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

63

4. ใชพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมในการทํางานเกษตรไดอยางคุมคาและถูกวิธี
5. บอกประโยชนของการมีอาชีพได
6. วิเคราะหความตองการทางอาชีพของชุมชน/ตลาดแรงงานได
7. มีทกั ษะในการประกอบอาชีพสุจริตและประกอบอาชีพได
8. บอกหนาทีก่ ารตลาดและวางกลยุทธการตลาดได

รายละเอียดขอบขายเนือ้ หา
ตอนที่ 1

ความสําคัญของงานเกษตร
เรื่องที่ 1.1 ความหมายของงานเกษตร
เรื่องที่ 1.2 ความสําคัญของงานเกษตรตอประเทศไทย
เรื่องที่ 1.3 ความสําคัญของอาชีพเกษตรกรรม
เรื่องที่ 1.4 เกษตรทฤษฎีใหมตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง
ตอนที่ 2
การผลิตพืช
เรื่องที่ 2.1 ความหมาย ความสําคัญ และประเภทของพืช
เรื่องที่ 2.2 พันธุกรรมและการปรับปรุงพันธุพืช
เรื่องที่ 2.3 เครื่องมือและอุปกรณในการปลูกพืช
เรื่องที่ 2.4 ปจจัยที่มีอทิ ธิพลตอการเจริญเติบโตของพืช
เรื่องที่ 2.5 ธาตุอาหารของพืชและปุย
เรื่องที่ 2.6 แหลงน้ําเพื่อการเกษตร
เรื่องที่ 2.7 การขยายพันธุพ ืช
เรื่องที่ 2.8 การปลูกพืช
เรื่องที่ 2.9 การปฏิบัติการรักษาพืช
เรื่องที่ 2.10 การเก็บเกี่ยวผลผลิตพืชและการจัดการพืช
เรื่องที่ 2.11 การอนุรักษสิ่งแวดลอม
ตอนที่ 3
สัตวและกระบวนการจัดการ
เรื่องที่ 3.1 ประโยชนและความสําคัญของการเลีย้ งสัตว
เรื่องที่ 3.2 กลุมสัตวเลี้ยง
เรื่องที่ 3.3 ขั้นตอนการเลี้ยงสัตวเศรษฐกิจ
เรื่องที่ 3.4 การเลี้ยงสัตวนา้ํ
เรื่องที่ 3.5 การปองกันรักษาโรคและศัตรูสัตว
เรื่องที่ 3.6 การจัดการผลผลิตจากสัตว
เรื่องที่ 3.7 การอนุรักษพลังงานและสิ่งแวดลอมในการเลี้ยงสัตว
เวลาที่ใชในการศึกษา 60 ชั่วโมง
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

64

กิจกรรมการเรียนรู
1. ศึกษารายละเอียดเนื้อหาจากชุดการเรียนทางไกล
2. ปฏิบัติกิจกรรมแตละตอนที่กําหนดในสมุดบันทึกกิจกรรมประกอบชุดการเรียนทางไกล
3. ศึกษาความรูเพิ่มเติมจากสื่อที่มีอยูในแหลงการเรียนรูตาง ๆ

สื่อการเรียนรู
1. ชุดการเรียนทางไกลและสมุดบันทึกกิจกรรมการเรียนรูประกอบชุดการเรียนทางไกล
2. วีดิทัศนในแผน VCD เรื่องเกษตร

การประเมินผล
ประเมินผลดวยตนเองจากการทําแบบฝกหัด แบบทดสอบ หรือกิจกรรมในแตละตอน และตรวจสอบ
ประเมินผลแบบเฉลย แบบฝกหัด แบบเฉลยทดสอบหรือแบบเฉลยกิจกรรม

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

65

ตอนที่ 1 ความสําคัญของงานเกษตร
เรื่องที่ 1.1 ความหมายของงานเกษตร
คําวา การเกษตรหรือเกษตรกรรม (AGRICULTURE) และคําวา การทําฟารม (FARMING) นัน้ โดยทัว่ ไปมัก
เขาใจกันวาเปนคําที่มีความหมายเชนเดียวกัน คือ การปลูกพืชและการเลี้ยงสัตว ความเขาใจดังกลาวทําใหเกิด
แนวคิดคอนขางจํากัด ทัง้ นี้เพราะตามความจริงแลว การเกษตรหรือการทําฟารมนัน้ มีปจจัยตาง ๆ ที่เขามามีสวน
รวมมากมาย ซึ่งลวนแตมีความสําคัญในดานการผลิตอาหารของมนุษยแทบทั้งสิน้
ปจจุบันคําวาการเกษตรหรือเกษตรกรรม (AGRICULTURE) ไดมีผูใหความสนใจศึกษากันมาก ซึง่ ความ
เปนมาของคําอาจสรุปไดดังนี้
คําวา การเกษตร (AGRICULTURE) มาจากภาษากรีก 2 คํา คือ คําวา AGER ซึ่งแปลวา ที่ดิน (FIELD) หรือดิน
(SOIL) และคําวา CULTURE ซึ่งหมายถึง การดูแลรักษา (THE CARE OF) หรือการไถพรวน (TILLING) เมื่อนําเอา 2 คํา
มารวมกันจะไดความหมายวา “การดูแลหรือการไถพรวนดิน” ซึ่งเปนความหมายทีม่ าของคําวา AGRICULTURE
นอกจากความหมายของคําวา AGRICULTURE ที่กลาวมาขางตนแลว ยังมีคําอธิบายอื่น ๆ อีกมาก แตในที่นี้
จะขอนําเอาเฉพาะสวนที่เกี่ยวของกับจุดมุง หมายที่จะสรางความเขาใจโดยภาพรวม กลาวคือ การเกษตร หมายถึง
ผลผลิตตาง ๆ ที่มนุษยผลิตขึน้ ซึง่ ผลผลิตนัน้ เกิดจากการใชประโยชนจากที่ดนิ และไดมีการปรับปรุงดัดแปลง
สิ่งของธรรมชาติใหเจริญหรือพัฒนาขึ้นมา จุดหมายปลายทางก็เพื่อใหไดผลผลิตทางดานพืชและสัตวตามทีม่ นุษย
ตองการ
ดังนัน้ การเกษตร (AGRICULTURE) คือกิจกรรมชนิดหนึ่ง (ACTIVITY) ของมนุษย โดยมีจุดประสงค 2
ประการ คือ
ประการแรก เปนกิจกรรมที่มีจุดมุงหมายเพื่อการผลิต
ประการที่สอง เปนกิจกรรมที่ควบคุมวิธีการใชพชื และสัตวไปในทางที่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
จึงเห็นไดวา การเกษตรเปนงานที่เปนกระบวนการที่ซับซอน เปนผลใหผูปฏิบัติงานการเกษตรตองศึกษา
และทําความเขาใจในเรื่องของปจจัยและกระบวนการตาง ๆ เพื่อใหเกิดผลผลิต ทั้งทางดานพืชและสัตวสูงสุดและ
สามารถใชผลผลิตตาง ๆ เหลานัน้ ทําใหเกิดประโยชนมากที่สุดเชนกัน รวมทัง้ ตองคํานึงถึงการอนุรกั ษและการ
สงวนทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดลอม และพลังงานตาง ๆ ที่ถกู วิธี โดยไมสรางความเสียหายหรือกระทบกระเทือน
ตอทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน และสิ่งแวดลอมตาง ๆ เหลานั้น

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

66

เรื่องที่ 1.2 ความสําคัญของงานเกษตรตอประเทศไทย
การเกษตรเปนพืน้ ฐานของระบบเศรษฐกิจ สังคม และศิลปวัฒนธรรมของประเทศไทยมาเปนเวลาชานาน
ในปจจุบันการเกษตรยังเปนสาขาการผลิตที่มีมูลคาการผลิตสูง มีจํานวนผลผลิตสงออกเปนสินคาจํานวนมากเปน
แหลงไดมาซึง่ เงินตราตางประเทศ นอกจากนัน้ สาขาการเกษตรยังเปนภาคเศรษฐกิจที่มีการจางแรงงานมากที่สุด
ในปจจุบันแรงงานในประเทศไทยสวนใหญประมาณรอยละ 60 ของประชากรทัง้ ประเทศอยูในสาขา
การเกษตร นอกจากนัน้ การเกษตรของประเทศไทยยังเปนสาขางานที่สงั่ สมวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียม
ประเพณีของชาติ เนื่องจากคนสวนใหญของประเทศประกอบอาชีพการเกษตรและอัธยาศัยอยูในชนบทยังคงยึด
มั่นในขนบธรรมเนียมและประเพณีซงึ่ ถือไดวาเปนวัฒนธรรมของชาติ ดังนัน้ การเกษตรจึงมีบทบาทโดยตรงตอ
ประชาชนสวนใหญ เพราะเปนภาคเศรษฐกิจที่มีผูประกอบอาชีพมากทีส่ ุด มีการจางแรงงานมากทีส่ ุด มี
ศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีเกี่ยวของสอดคลองมากที่สดุ และมีงานตอเนื่องกับอาชีพเกษตรมากที่สุด
เชน การขายสง การขายปลีก การสงออก และการแปรรูป เปนตน
จากการที่ประเทศไทยมีศกั ยภาพทางดานการเกษตรสูงมากในโลกประเทศหนึง่ เพราะมี
ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน และสิง่ แวดลอมที่เอื้ออํานวยตอการเกษตรทั้งในดานการผลิตพืช การผลิตสัตวทั้ง
สัตวน้ําและสัตวบกในสวนของการผลิตพืชนั้น นอกจากจะใชผลผลิตเพื่อเปนอาหาร เครื่องนุง หม ที่อยูอาศัย ยา
รักษาโรค และเปนเครื่องใชตา ง ๆ แลวยังมีสวนที่ใชเพื่อเปนอาหารสัตวและผลิตเปนอาหารสัตวืไดอีกดวย เชน
ขาวโพด รําขาว ปลายขาว ถัว่ เหลือง และปลาปน เปนตน ซึ่งมีจํานวนมากมายเพียงพอตอการผลิต ดังนัน้
อุตสาหกรรมอาหารสัตวในประเทศจึงไดมกี ารขยายตัวอยางรวดเร็วอยางมีประสิทธิภาพทั้งในปจจุบันและอนาคต
การผลิตสัตว ทั้งการผลิตสัตวบก สัตวนา้ํ และผลิตภัณฑจากสัตว รวมถึงน้ํานม ไข เนื้อ ไกแชแข็ง กุงทะเล
เนื้อสุกร ปลา และอาหารกระปอง เปนตน ลวนมีบทบาทเปนสินคาออกสูตลาดโลก เชนเดียวกับผลผลิตและ
ผลิตภัณฑจากพืชประเภทสิง่ ทอ ผลิตภัณฑมันสําปะหลัง ขาว ยางพารา น้าํ ตาล ขาวโพ ขางฟาง ผลไมกระปอง
และผักกระปอง เปนตน ซึ่งลวนมีบทบาทเปนสินคาออกสําคัญของประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ
กลาวไดวา งานเกษตรเปนอาชีพสําคัญของประเทศ และไดพัฒนาระบบเปนรูปแบบธุรกิจการเกษตรมีการ
ลงทุนในการดําเนินงานนี้มากมาย และการตื่นตัวของอาชีพเกษตรนําไปสูการสงเสริมการขยายงานอุตสาหกรรม
และงานบริการของประเทศ ซึ่งสรางความตื่นตัวและความเจริญเติบโตทางดานเศรษฐกิจของประเทศทัง้ ใน
ปจจุบันและอนาคต การเกษตรในปจจุบนั ไดจําแนกรายการตามระบบการผลิตออกเปน 2 สาขา คือ
1. การเกษตรดานการผลิตพืช
การเกษตรดานการผลิตพืชปจจุบันไดดําเนินการเปนกระบวนการผลิตพืชและการจัดการผลผลิต โดยการ
นําผลผลิตที่ไดไปจําหนายและหรือนํามาถนอมอาหารหรือแปรรูปแลวจําหนาย ปจจุบันไดมีการคํานึงถึงการ
อนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน และสิ่งแวดลอมอยางถูกวิธีและคุมคาควบคูไปดวย การผลิตพืชมีการให
ความสําคัญเกี่ยวกับการนขยายพันธุ การใชภูมิปญญาทองถิน่ และเทคโนโลยีเหมาะสม การผลิตพืชตามแนว
วิธีการเกษตรผสมผสาน รวมทั้งการจัดการผลผลิตที่ดีโดยคํานึงถึงวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว เชน การทําความ
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

67

สะอาดการคัดขนาด การบม และการบรรจุภัณฑ ในสวนของการใชประโยชนก็มกี ารถนอมอาหาร หรือการแปรรูป
ควบคูไปดวย การจัดจําหนายก็มีการบันทึกรายรับ – รายจาย การกําหนดราคาขายและการดําเนินการขาย ใน
ขั้นตอนของ กระบวนการทัง้ หมด ในการผลิตพืชทุกขัน้ ตอนตองคํานึงถึงความปลอดภัย การอนุรักษ
ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน และสิง่ แวดลอมควบคูกันไปดวย
2. การเกษตรดานการผลิตสัตว สามารถแบงออกไดเปน 2 ประเภท ดังนี้
2.1 การผลิตหรือการเลี้ยงสัตวนา้ํ
การผลิตหรือการเลี้ยงสัตวนา้ํ ไดมีการดําเนินการเปนกระบวนการผลิตและการจัดการผลผลิต
สําหรับการจําหนายหรือนํามาถนอมอาหารหรือแปรรูปจําหนาย ตองพิจารณาดําเนินการควบคูก ับการอนุรักษ
ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน และสิง่ แวดลอมอยางถูกวิธีและคุมคา ทัง้ นี้ตองพิจารณาถึงการวางแผนการผลิตและ
การนําของเสียจากการเลี้ยงสัตวนา้ํ มาใชประโยชน การใชภูมิปญญาทองถิน่ และเทคโนโลยีตาง ๆ วิธีการเลี้ยงสัตว
ตามแนวเกษตรผสมผสาน การจัดการผลผลิตโดยเฉพาะอยางยิง่ ความสะอาดและการบรรจุภัณฑเปนสิง่ สําคัญ
และจําเปนการถนอมอาหารและการแปรรูป ตลอดจนการจัดจําหนายตามวิธกี ารที่ถกู ตอง ความปลอดภัยในทุก
ขั้นตอนการทํางานและการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน และสิ่งแวดลอมตองดําเนินการควบคูกันไปดวย
2.2 การผลิตหรือการเลี้ยงสัตวบก
การผลิตหรือการเลี้ยงสัตวบกไดมีการดําเนินการตามกระบวนการผลิตสัตวบกและการจัดการ
ผลผลิต สําหรับการจําหนายและหรือการนํามาถนอมอาหารหรือแปรรูปจําหนาย ตองคํานึงถึงการการอนุรักษ
ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน และสิง่ แวดลอมอยางถูกวิธีและคุมคา โดยกระบวนการผลิตเนนเรื่องการวางแผนการ
ผลิตการเตรียมโรงเรียน การรักษาโรค การนําของเสียจากสัตวบกไปใชประโยชน การใชภูมิปญญาทองถิน่ และ
เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการเลี้ยงสัตวบกตามแนวเกษตรผสมผสาน การจัดการผลผลิต โดยเฉพาะอยางยิง่ เรื่อง
ของความสะอาดและการบรรจุภัณฑเปนสิง่ ที่สาํ คัญและมีความจําเปน การถนอมอาหารและการแปรรูป การจัด
จําหนายตามวิธีทถี่ ูกตอง ความปลอดภัยทุกขั้นตอนการทํางาน การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน และ
สิ่งแวดลอมตองดําเนินการควบคูกันไปดวย

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

68

เรื่องที่ 1.3 ความสําคัญของอาชีพเกษตรกรรม
1. ความหมายของอาชีพเกษตรกรรม
อาชีพเกษตรกรรมหรืออาชีพเกษตร หมายถึง การผลิตพืชหรือสัตว เปนอาชีพเพื่อสรางรายไดใหแก
ตนเองและครอบครัว ผูที่ประกอบอาชีพนีเ้ รียกวา “เกษตรกร” สําคัญตอเศรษฐกิจของประเทศเปนอยางมาก
โดยเฉพาะอยางยิง่ ประเทศไทยซึง่ ไดชื่อวาเปนประเทศเกษตรกรรมและเปน “อูขาวอยูน ้ําของเอเชีย” ซึ่งสามารถ
สรุปความสําคัญของอาชีพเกษตรกรรมไดดังนี้
1.1 เปนแหลงกําเนิดปจจัยสี่
อาชีพเกษตรกรรมเปนแหลงผลิตปจจัยสี่อันเปนปจจัยพืน้ ฐานในการดํารงชีพใหแกมนุษยเพราะ
ทั้งอาหาร เสื้อผาเครื่องนุง หม ที่อยูอาศัย และยาปองกันรักษาโรค ลวนไดมาจากผลผลิตทางการเกษตรทั้งสิน้
1.2 สรางรายไดใหแกประเทศไทย
ประเทศไทยมีพื้นที่ทงั้ สิน้ 320.7 ลานไร เปนพืน้ ทีถ่ ือครองทางการเกษตรประมาณ 147 ลานไร ซึง่
แบงออกเปนพื้นที่ในการทํานาขาว ประมาณรอยละ 50 ปลูกพืชไร รอยละ 24 ปลูกไมผลและไมยืนตน รอยละ 13
สวนที่เหลือรอยละ 13 เปนทีท่ ําสวนผัก ไมดอกไมประดับ และทุง หญาเลี้ยงสัตว ดวยเหตุนี้รายไดหลักของประเทศ
สวนใหญจึงมาจากสินคาเกษตร ทัง้ พืชไร พืชสวน การเลีย้ งสัตว และการประมง โดยประเทศไทยไดสงออกสินคา
เกษตรไปทั่วไป ทัง้ ยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย อัฟริกา และประเทศตาง ๆ ในแถบเอเชียดวยกัน เชน ญี่ปนุ เกาหลี
จีน มาเลเซีย เปนตน ซึ่งในแตละปนํารายไดเขาสูประเทศนับแสนลานบาท ผลผลิตทางการเกษตรที่เปนสินคาออก
ที่สําคัญ คือ ขาว มันสําปะหลัง ขาวโพด ถัว่ เหลือง ยางพารา ไมดอก ผลได ปลาสวยงาม สัตวปก ปศุสัตว ตลอดจน
ผลิตภัณฑแปรรูปจําพวกน้าํ ตาลและอาหารสําเร็จรูป
1.3 ชวยรักษาความสมดุลทางธรรมชาติ
ดังไดกลาวแลววาอาชีพการเกษตรเปนกิจกรรมที่เกีย่ วของกับการปลูกพืชและเลีย้ งสัตว ดังนั้นพืช
และสัตวที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมทางการเกษตรจะชวยเสริมและสรางความสมดุลทางธรรมชาติที่สญ
ู เสียไป ทัง้ ที่
เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและจากการกระทําของมนุษย กิจกรรมดังกลาว ไดแก การปลูกสวนปาทดแทนในพื้นทีป่ า
เสื่อมโทรม การปลูกไมผลตามโครงการปารักน้ํา การปลูกปาเฉลิมพระเกียรติ การปลูกยางพารา ปาลมน้าํ มัน
รวมทัง้ ไมยนื ตน พืชผัก และไมดอกไมประดับอื่น ๆ ตลอดจนการเลีย้ งสัตวบก สัตวนา้ํ สัตวครึ่งน้าํ ครึ่งบก สัตวปก
แมลง เปนตน
1.4 ชวยเสริมสรางความสัมพันธอันดีระหวางประเทศ
เนื่องจากผลผลิตทางการเกษตรเปนสินคาออกที่สาํ คัญของไทย ดังนัน้ เราจึงมีประเทศคูคาจํานวน
มากในทุกทวีปทั่วโลก การติดตอซื้อขายสินคาเกษตรทัง้ ในระดับบุคคลและระดับรัฐบาล ยอมกอใหเกิดความ
เขาใจและมีมติ รไมตรีตอกัน ซึ่งจะเปนจุดเริ่มตนของการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมซึง่ กันและกัน ทั้งดานภาษา
การศึกษา อาชีพและเทคโนโลยีตาง ๆ ที่เปนประโยชนตอการพัฒนาประเทศในทุก ๆ ดาน
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

69

อาชีพเกษตรจึงเปนอาชีพที่เกี่ยวของกับสิ่งมีชีวิตทัง้ พืชและสัตว ดังนัน้ ผูที่จะประกอบอาชีพนี้จึง
ตองมีคุณลักษณะที่สาํ คัญคือ ขยัน อดทน รับผิดชอบ และตรงตอเวลา เพราะหากขาดคุณสมบัติดังกลาวแลวเปน
การยากยิง่ ที่จะประสบผลสําเร็จในอาชีพนี้ เนื่องจากทัง้ พืชและสัตวเปนสิ่งมีชีวิต จึงมีความเสีย่ งมากในการ
เพาะปลูกเลี้ยงดูใหมีชวี ิตรอด เจริญเติบโต และใหผลผลิตตามที่เราตองการ
การปลูกพืชเลีย้ งสัตวสว นใหญจะตองลงทุนสูง ในขณะทีผ่ ลผลิตทางการเกษตรขายไดไมคอยดี
จึงมีผลตอรายได คือรายไดอาจจะไมคุมทุนหรือไดกําไรนอย ทําใหฐานะของเกษตรกรสวนใหญไมดีเทาที่ควรมี
หนี้สนิ อาชีพการเกษตรหากรูจักวิธีการ ใชกิจกรรมผสมผสาน การผลิตหลาย ๆ อยางเขาดวยกัน ก็จะชวยลดตนทุน
การผลิตไดมาก และมีผลพลอยไดจากการผลิตอยางหนึง่ ไปเปนปจจัยการผลิตอีกอยางหนึ่งได ดังนั้นจึงมีการทํา
การเกษตรแบบผสมผสานกันขึ้นมาหลายแหงในประเทศตาง ๆ ตัวอยางการเกษตรนี้ไดแก การเลี้ยงสัตวน้ํารวมกับ
การปลูกพืช การเลี้ยงสัตวตาง ๆรวมกัน การเลี้ยงสัตวนา้ํ ไมวา เปนเปด ไก หรือสุกร การเลี้ยงปลาในนาขาว หรือ
การเลี้ยงปลาสวายอยางหลายชนิดรวมกัน รวมถึงเกษตรทฤษฎีใหมก็เปนเกษตรแบบผสมผสานเชนเดียวกัน เปน
วิธีทเี่ อื้อประโยชนซงึ่ กันและกัน เปนการผลิตที่ใชเทคโนโลยีและมีประสิทธิภาพสูง
2.2 ภูมิปญญาทองถิ่น
“ภูมิปญญา” ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 หมายถึง “พื้น
ความรูความสามารถ” ดังนั้น ภูมิปญญาทองถิ่น จึงหมายถึง พืน้ ความรูความสามารถดานตาง ๆ ของคนใน
 ญาดานงานประดิษฐ ภูมปิ ญญาดาน
ทองถิน่ นั้น ๆ เชน ภูมิปญญาดานการเกษตร ภูมิปญญาดานชาง ภูมิปญ
แพทยแผนไทย เปนตน ซึ่งภูมิปญญาทองถิ่นเหลานี้เกิดขนจากการสังเกต การทดลองทําซ้ํา แลวนํามาดัดแปลง
ปรับปรุง แกไข และพัฒนาจนไดผลดี จึงนําไปใชและเผยแพร ซึง่ เปนวิธีการและกระบวนการทางวิทยาศาสตรที่
 ญาทองถิ่นก็คือ เทคโนโลยี
บรรพบุรุษของเราใชกันมานาน แตไมไดบันทึกไวเปนลายลักษณอักษร ดังนัน้ ภูมิปญ
ชาวบานนั่นเอง
ภูมิปญญาทองถิน่ ดานการเกษตรมีมากมายเนื่องจากประเทศไทยเปนประเทศเกษตรกรรมเปน
 ญาดาน
สังคมของเกษตรกร และภูมิปญญาเหลานีไ้ ดถายทอดผานมาถึงรุน หลังอยางตอเนื่องยาวนาน ภูมิปญ
การเกษตรบางอยาง จึงกลายเปนประเพณีและวัฒนธรรมประจําชาติ เชน พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
การลงแขกเกีย่ วขาว การทําขวัญขาว ฯลฯ สวนภูมิปญญาดานการเกษตรอื่น ๆ เชน การเกษตรผสมผสานหรือ
การเกษตรทฤษฎีใหม การใชหญาแฝกอนุรักษดินและน้าํ การใชสมุนไพรกําจัดศัตรูพืช การกําจัดแมลงโดยวิธีกล
การปลูกผักกางมุง การปลูกกุยชายขาว การปลูกหนอไมฝรั่งหนอขาว การประดิษฐเครื่องมือปลูกพืช เลีย้ งสัตวและ
เครื่องมือจับสัตวน้ํา สัตวบก ฯลฯ
2.3 เทคโนโลยี
เทคโนโลยี (TECHNOLOGY) ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525
หมายถึง “วิทยาการที่เกี่ยวกับศิลปะในการนําเอาวิทยาศาสตรประยุกตมาใชใหเกิดประโยชนในทางปฏิบัติและ
อุตสาหกรรม”

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

70

จากความหมายดังกลาวแสดงใหเห็นวาการนําวิทยาศาสตรประยุกตใดใดมาใชใหเกิดประโยชน
ทางปฏิบัติสิ่งนั้นคือเทคโนโลยี ดังนั้นการเกษตรทุกสาขาจึงเปนเทคโนโลยีทั้งสิน้ เพราะการเกษตรเปน
วิทยาศาสตรประยุกต ฉะนัน้ เทคโนโลยีการเกษตรจึงหมายถึง การเพิม่ ศักยภาพในการปฏิบัติงาน การแกปญหา
ตาง ๆ เพื่อใหไดผลผลิตพืชและสัตวเพียงพอตอความตองการขอปงระชากรโลกทั้งดานปริมาณและคุณภาพ เชน
เทคโนโลยีในการผลิตและใชปุย การใชสารเคมีกําจัดศัตรูพืช การใชฮอรโมนพืช การปรับปรุงและขยายพันธุพืช
การตัดตอพันธุกรรมพืชและสัตว (GMOS) การเพาะเลีย้ งเนื้อเยื่อพืช การฝากถายตัวออนสัตว (EMBRYO TRANSFER
= ET) การผสมเทียมสัตว การโคลนนิง่ (CLONNING) การผลิตเครื่องมือเครื่องใชวัสดุอุปกรณการเกษตร เปนตน
ภูมิปญญาทองถิน่ และเทคโนโลยีการเกษตรจึงเปนเทคนิควิธกี ารในการสราง การประดิษฐ การ
คิดแกปญหา และการพัฒนาอาชีพเกษตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานอาชีพเกษตรและเพื่อเพิม่
ผลผลิตทางการเกษตร ซึง่ ภูมิปญญาทองถิ่นและเทคโนโลยีการเกษตรที่นํามาใชนั้นจะตองไมกอใหเกิดปญหาตอ
สิ่งแวดลอมจึงจะไดชื่อวา “การรูจักใชภูมิปญญาและเทคโนโลยีที่เหมาะสม”

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

71

เรื่องที่ 1.4 เกษตรทฤษฎีใหมตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง
1. ความหมายของทฤษฎีใหม
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหวั ไดพระราชทานแนวทางในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งตอมาทรง
ใชชื่อวา “ทฤษฎีใหม” ซึ่งเปนแนวทางที่ไดทรงดําริและคํานวณตามหลักวิชาถึงวิธีการบริหารทรัพยากรธรรมชาติให
เกิดประโยชนสูงสุด โดยกําหนดสิง่ ที่เกษตรกรควรปฏิบัติ เพื่อแกไขปญหาและอุปสรรคที่มักเกิดขึน้ กับเกษตรกร
สวนใหญเปนประจํา คือ ฝนแลง น้าํ ทวม มีหนี้สนิ และมีฐานะยากจน แตการจะปฏิบตั ิใหบรรลุผลไดนั้น จะตองมี
สมมติฐานเบือ้ ตนของเกษตรกรที่ควรยอมรนับหรือตกลงบางประการ คือ
1.1 มีพนื้ ทีน่ อยประมาณ 15 ไร
1.2 อยูในเขตเกษตรใชน้ําฝน ฝนตกไมชุก (ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)
1.3 ที่ดินมีสภาพที่สามารถขุดบอกักเก็บน้ําได
1.4 มีฐานะคอนขางยากจนเมื่อเทียบกับคนอื่น
1.5 มีสมาชิกในครอบครัวปานกลาง ประมาณ 5 – 6 คน
1.6 ในระยะแรกจะมีความเพียงพอตามอัตภาพ พอเลี้ยงตัวได ไมรวย แตก็ไมอดอยาก
1.7 ไมมีอาชีพหรือแหลงรายไดอื่นที่ดีกวา
1.8 ตองประหยัดและมีความสามัคคีกบั เพื่อนบาน
การดําเนินงานเกษตรทฤษฎีใหมมีหลักการและแนวทางสําคัญที่ควรทราบดังนี้
1) เปนระบบการผลิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงที่เกษตรกรสามารถเลีย้ งตัวเองไดในระดับที่ประหยัดกอน
ทั้งนี้ชุมชนตองมีความสามัคคีรวมมือรวมใจในการชวยเหลือซึ่งกันและกัน ทํานองเดียวกับการลงแขกแบบดั้งเดิม
เพื่อลดคาใชจา ย
2) ตองมีแหลงน้าํ เพื่อการเพาะปลูกสํารองไวใชในระยะฝนทิ้งชวงหรือฤดูแลงอยางเพียงพอ ดังนีต้ อง
จัดสรรพื้นที่สว นหนึง่ ไวขุดสระ โดยมีหลักวา ตองมีน้ําเพียงพอที่จะทําการเพาะปลูกไดตลอดทั้งปโดยพระราชทาน
พระราชดําริวา “ตองมีนา้ํ 1,000 ลูกบาศกเมตรตอการเพาะปลูก 1 ไร โดยประมาณ”
3) การจัดแบงแปลงที่ดนิ เพือ่ ใหเกิดประโยชนสงู สุด คือ อัตราสวน 30 : 30 : 30 : 10 = สระน้ํา : นาขาว :
ปลูกพืช : ที่อยูอ าศัย แตถา เกษตรกรมีพนื้ ที่ถือครองมากหรือนอยกวานี้ก็สามารถปรับใชได
2. การแบงพื้นที่ตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม
หลังจากเลือกพื้นที่ทเี่ หมาะสมตอการทําแปลงเกษตรแลว จึงจัดแบงพื้นที่ตามแนวทางเกษตรทฤษฎี
ใหมออกเปน 4 สวน ตามอัตราสวน 30 : 30 : 30 : 10 ซึง่ หมายถึง
พื้นที่สวนหนึง่ ประมาณ 30% ใชในการขุดสระ เพื่อใชกกั เก็บน้ําในฤดูฝนและใชเสริมการปลูกพืชใน
ฤดูแลวหรือฝนทิง้ ชวง ตลอดจนเลี้ยงสัตวปก ปลา และพืชน้าํ อื่น ๆ
พื้นที่สวนที่สอง ประมาณ 30% ใชปลูกขาวในฤดูฝน เพื่อใชบริโภคในครัวเรือนใหเพียงพอตลอดทัง้ ป
เพื่อความอยูรอดและสามารถพึ่งตนเองได
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

72

พื้นที่สวนที่สาม ประมาณ 30% ปลูกไมผล พืชผัก พืชไร พืชสมุนไพร เพื่อใชบริโภคหากมีเหลือก็นําไป
จําหนาย
พื้นที่สวนที่สี่ ประมาณ 10% เปนที่อยูอาศัย เลี้ยงปศุสตั ว โรงเรือน ถนน และอื่น ๆตามความจําเปน
ตัวอยางการจัดแบงทีต่ ามแนวเกษตรทฤษฎีใหม

สระน้ํา 30%

นาขาว 30%

เลาไก
พืชสวน พืชไร
พืชสมุนไพร
30 %

ที่อยูอาศัย โรงเพาะเห็ด
โรงเก็บเครื่องมือ 10%

ตัวอยางแบงพืน้ ที่ตามเกษตรทฤษฎีใหม
3. การปลูกตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม
จากการทีพ่ ระบาทสมเด็จพระเจาอยูห ัวไดทรงมีพระบรมราชวินจิ ฉัยคนควาทดลองและรวบรวมขอมูล
ตาง ๆ ที่เกี่ยวของกับอาชีพและความเปนอยูของเกษตร และไดพระราชทานแนวคิดเกี่ยวกับเกษตรทฤษฎีใหมนนั้
เพื่อตองการยกระดับฐานะความเปนอยูของเกษตรกรใหดีขึ้นบนพืน้ ฐานของการพึง่ พาตนเอง โดยเนนการเกษตร
แบบผสมผสาน คือมีทั้งการปลูกพืช การเลี้ยงสัตว และการประมง ในสัดสวนของพืน้ ทีท่ ี่เหมาะสมและเพียงพอที่จะ
ผลิตพืชหรือสัตวเพื่อบริโภคในครัวเรือนไดพออยูพอกินในระยะแรกและสามารถผลิตใหเหลือจําหนายไดในระยะ
ตอไป สําหรับพืชทีพ่ ระบาทสมเด็จพระเจาอยูหวั ทรงเนนย้ําใหปลูกตามแนวทฤษฎีใหม มีดังนี้
3.1 ขาว
ขาวเปนพืชหลักของคนไทย ขาวจึงกลายเปนวัฒนธรรมอยางหนึ่งของชาติไทย การคํานวณพื้นที่
ปลูกขาวตามหลักทฤษฎีใหมพบวา คนไทย 1 คน รับประทานขาวปละไมนอยกวา 200 กิโลกรัม หากทํานาปละ 5
ไร จะไดผลผลิตไมต่ํากวา 1,625 กิโลกรัม ดังนัน้ ถาหากมีสมาชิกในครอบครัว 6 คน ก็เพียงพอตอการบริโภค สวนที่
เหลือก็สามารถนําไปจําหนายได ขาวที่ใชปลูกจะตองคัดเลือกพันธุใหเหมาะสมกับสภาพพื้นที่เพื่อลดปญหา
ศัตรูพืชรบกวน และหลังจากเก็บเกีย่ วขาวแลว ควรใชประโยชนจากทีน่ าใหไดมากทีส่ ุดดวยการปลูกพืชระยะสัน้
แตทั้งนี้ตองคํานึงถึงแรงงานที่มีอยูและการตลาดดวย พืชที่ควรเลือกปลูกหลังทํานา ไดแก ถั่วเหลือง ถัว่ เขียว ถั่ว
ลิสง เปนตน เพื่อชวยในการปรับปรุงดิน
3.2 พืชผสมผสาน
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

73

พืชที่ใชปลูกผสมผสานตามหลักทฤษฎีใหม ไดแก พืชไร พืชสวน และพืชอื่น ๆ ซึ่งสามารถเลือก
ปลูกไดดังนี้
1) พืชไร ที่เหมาะสําหรับการนํามาปลูกเปนพืชผสมผสานตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม ในพื้นที่
ประมาณ 5 ไร คือ ขาวโพด ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วพุม ถั่วลิสง ปอกระเจา ออยคัน้ น้าํ มันสําปะหลัง เปนตน
2) พืชสวน เปนพืชที่มีความใกลชิดกับครัวเรือนมากกวาพืชไร (ยกเวนขาว) มีพืชสวนมากมายที่
เหมาะสําหรับการปลูกเพื่อใชประโยชนตามหลักการของเกษตรทฤษฎีใหม ดังนี้
(1) ไมผล ไดแก มะมวง มะพราวแก มะพราวน้ําหอม มะขาม ขนุน ละมุด สมเขียวหวาน สมโอ
สมโชกุน ฝรั่ง นอยหนา กระทอน มะละกอ ชมพู กลวย เปนตน
(2) พืชผัก ไดแก แคบาน มะรุม สะเดา ชะอม ขมิน้ ขิง ขา ขจร กระชาย ชะพลู ฟกทอง ผักบุง
ผักคะนา มะละกอ ขี้เหล็ก กระถิน มะเขือเครือ เปนตน
(3) ไมดอกไมประดับ ไดแก มะลิ ดาวเรือง กุหลาบ รัก บานไมรูโรย ซอนกลิ่น ปุทมมา เปนตน
(4) พืชสมุนไพรและเครื่องเทศ ไดแก พริกไทย แมงลัก กะเพรา โหระพา สะระแหน ตะไคร ดีปลี
ไพล วานหางจรเข เปนตน
3.3 พืชอื่น ๆ
พืชที่แนะนําใหปลูกในแปลงเกษตรทฤษฎีใหม นอกจากพืชไร พืชสวนแลว ยังมีพืชอื่น ๆ ดังนี้
1) ไมยืนตนสําหรับใชสอย เปนไมที่โตเร็ว ปลูกไวเพื่อใชสอยในครัวเรือน และใหพลังงาน
เชื้อเพลิง นอกจากนั้นไมยนื ตนทีน่ ํามาปลูกควรเลือกพันธุไมที่มีประโยชนหลาย ๆ อยางในตนเดียวกันทัง้ การ
บริโภคและการใชสอย ไดแก
(1) สะเดา ลําตนใชสรางโรงเรียน ทําฟน ใบ ดอก ยอด ใชรับประทานได เมล็ดใชเปนสมุนไพร
กําจัดศัตรูพืช
(2) ไผ ลําตนใชสรางโรงเรียน ทําทอน้าํ หยด ทํากระบอก ใบเปนอาหารสัตว หนอเปนอาหาร
คน
(3) มะพราว ตนใชทาํ บานเรือน เฟอรนเิ จอร เครื่องใชในบาน ใบใชในงานประดิษฐ ทําจากมุง
หลังคา กานใชทําไมกวาด ผลใชรับประทาน ดอกใชผลิตน้ําตาลมะพราว กะลาใชทาํ ภาชนะเครื่องใชและเชื้อเพลิง
กาบมะพราวใชในการขยายพันธุพ ืชและการปลูกพืช รวมทั้งใชเปนเชือ้ เพลิงดวย
(4) กระถิน เปนพืชตระกูลถั่วทีช่ วยในการบํารุงดิน ใบ ดอก ยอด และฝก ใชรับประทานเปนผัก
สด ใบแกใชเปนสวนผสมของอาหารสัตว และลําตนใชทําฝน
(5) ขี้เหล็ก เปนไมเนื้อออนที่ลาํ ตนใชทาํ ฟนไดดี สวนใบ ดอก และยอดออนใชเปนอาหาร
นอกจากนัน้ ขี้เหล็กยังมีสรรพคุณทางสมุนไพร เปนยาระบายและชวยคลายเครียด รับประทานแลวทําใหนอนหลับ
ดีขึ้น

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

74

(6) ทองหลาง ลําตนใชสรางโรงเรือนและใชทําฟน สวนใบออนใชรับประทานเปนผัสดใบแกที่
รวงหลนลงดินทําใหดินมีความอุดมสมบุรณ เนื่องจากทองหลางเปนพืชตระกูลถั่วจึงมีปริมาณธาตุไนโตรเจนสูง ซึ่ง
เกษตรกรสามารถขุดลอกผิวดินบริเวณใตตนทางหลางไปลูกพืชหรือนําไปจําหนายได
2) พืชบํารุงดินและพืชคลุมดิน ไดแก หญาแฝก ถั่วมะแฮะ ถั่วพรา ถัว่ ฮามาตา โสนอัฟริกนั
โสนพืน้ เมือง ปอเทือง และถั่วชนิดอื่น ๆ หญาแฝกใชปลูกบริเวณขอบสระน้ํา บอเลี้ยงปลา หรือขอบทองรองสวน
เพื่อปองกันการชะลางหนาดินในบริเวณดังกลาว ทําใหสระหรือบอไมตื้นเขินเร็วเกินไป สวนถัว่ ชนิดตาง ๆ นัน้ ใช
เปนทัง้ พืชคลุมดินและบํารุงดิน โดยเฉพาะอยางยิ่ง ถัว่ ฮามาตา ซึ่งเปนพืชคลุมดินพันธุใหมที่มปี ระสิทธิภาพในการ
รักษาความชืน้ ในดินและชวยใหดนิ มีความอุดมสมบูรณดีเยี่ยม
3) เห็ด เห็ดเปนฟงไจชนิดหนึง่ ทีม่ ีลักษณะคลายพืชมาก แตไมใชพชื ใชเปนอาหารคูครัวเรือน
ไทยมาชานาน และเปนอาหารที่มีประโยชนเทียบไดกับเนื้อสัตว จึงมีคาํ กลาวติดปากคนไทยวา “หมู เห็ด เปด ไก”
ซึ่งแสดงวาคนไทยไดใหความสําคัญตอสิ่งมีชีวิตชนิดนี้เทาเทียมกับเนือ้ สัตวที่มีโปรตีนสูง เห็นที่สงเสริมใหเพาะเพื่อ
ใชบริโภคในครอบครัว ไดแก เห็ดฟาง เห็ดหูหนู เห็ดนางฟา เห็ดเปาฮื้อ เปนตน โดยเฉพาะอยางยิง่ เห็ดฟางและเห็ด
หูหนูนนั้ มีเจตนาที่จะใหเพาะ เนื่องจากสามารถนําวัสดุและสิ่งเหลือใชจากการเกษตรมาใชประโยชนใหคุมคา ทัง้
ฟางขาว และไมโตเร็วอยางทองหลาง โดยการเพาะเห็ดฟางในนาขาวและเพาะเห็ดหูหนูในทอนไม เปนตน สวนเห็ด
ชนิดอื่นอาจใชวิธีการซื้อกอนเชื้อมาเปดดอกตามความตองการบริโภคในครัวเรือน
แนวทางประกอบการพิจารณาเลือกปลูกพืชผสมผสานหลายชนิด เพือ่ ใหทําประโยชนไดมากกวา
หนึง่ อยางหรือเอนกประสงคนั้น จะตองอาศัยคําแนะนําทางวิชาการและประสบการณ หรือภูมิปญญาชาวบานใน
ทองถิน่ นั้น ๆ เพื่อประมวลเปนความรูสําหรับวางแผนการปลูกพืชแบบผสมผสานตอไป เชน การปลูกพืชใน
ระยะแรกควรปลูกกลวยเพือ่ บังรมเงาและเก็บความชืน้ ในดิน ตอไปควรเปนไมผลและไมยืนตนสําหรับใชสอย
ระหวางที่ไมยนื ตน ยังไมโตใหปลูกพืชลมลุกอายุสนั้ ระหวางแถว เชน พริก มะเขือ ถั่วตาง ๆ จนกวาจะปลูกไมได
เนื่องจากไมใหญโตขึ้นและมีรมเงามากจึงไปปลูกไมทนรมแทน เชน ขิง ขา กระชาย เปนตน
การดําเนินงานเกษตรทฤษฎีใหมใหประสบผลสําเร็จและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดนั้น ประเด็น
สําคัญก็คือพึ่งตนเอง ประหยัด และมัธยัสถ กอใหเกิดเศรษฐกิจพอเพียงโดยจัดแบงพืน้ ที่ใชสอยใหสมั พันธเกื้อกูล
กันและกันซึง่ เปนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา ที่ดนิ และแรงงานตลอดจนรักษาสภาพแวดลอมใหดีขึ้น แลวจึง
พัฒนาไปสูการผลิตเพื่อใหเกิดรายได อันจะนําไปสูการพัฒนาที่ยั่งยืน
กิจกรรมที่ 1
จงอธิบาย เรื่อง เกษตรทฤษฎีใหมตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงเกีย่ วกับเรื่องตอไปนี้พอสังเขป
1. ความหมายของทฤษฎีใหม
2. การแบงพืน้ ที่ตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม
3. การปลูกพืชตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

75

ตอนที่ 2 การผลิตพืช
เรื่องที่ 2.1 ความหมาย ความสําคัญ และประเภทของพืช
1. ความหมายของพืช
พืช (PLANT) หมายถึง พันธุไมทุกชนิดที่สามารถดูดซึมธาตุอาหาร น้าํ และอากาศจากแหลงตาง ๆ ไปใช
ประโยชน เพื่อการเจริญเติบโต สรางผลผลิตสําหรับแพรพันธุห รือขยายพันธุใหสามารถดํารงพันธุอ ยูได
พืชทีม่ ีความสําคัญทางการเกษตรทั้งหมดไดรับการปรับปรุงพันธุและพัฒนาสายพันธุมาจากพืชปา
และเกือบทัง้ หมดเปนพืชชั้นสูงที่มีสเี ขียว มีโครงสรางสมบูรณ คือ มีราก ลําตน ใบ ดอก ผล และเมล็ด สําหรับพืชชั้น
ตําเปนพืชทีม่ ีโครงสรางไมสมบูรณ บางชนิดมีบทบาทตออาชีพเกษตร ไดแก เฟรน และสาหราย สวนเห็ดชนิดตาง ๆ
ที่นาํ มาเพาะเลี้ยงโดยทั่วไป เชน เห็ดฟาง เห็ดนางรม เห็ดหูหนู เห็ดเปาฮื้อ ฯลฯ นั้นเปนฟงไจ (FUNGI) ซึ่งเปน
จุลินทรียช นิดหนึง่ ทีม่ ีลักษณะคลายพืชมาก
2. ความสําคัญของพืช
พืชพรรณทุกชนิดทัง้ ทีง่ อกขึน้ เองตามธรรมชาติหรือเกิดจากการเพาะปลูก ลวนแตมคี วามสําคัญตอการ
ดํารงชีพของสิง่ มีชีวิตอืน่ ทัง้ สิ้น ไมวาสิง่ มีชีวิตนัน้ จะเปนมนุษย สัตว หรือจุลินทรีย จึงสามารถจําแนกความสําคัญ
ของพืชออกไดดังนี้
2.1 พืชเปนแหลงกําเนิดพลังงาน
พืชเปนแหลงพลังงานแรกของหวงโซพลังงาน เพราะพืชใชพลังงานจากดวงอาทิตยมาสรางความ
เจริญเติบโตและสรางผลผลิต เพื่อใชเปนอาหารของมนุษยและสัตว นอกจากนั้นพืชที่ตายแลวยังนํามาใชทาํ ฟน
และเผาถายเปนพลังงานเชือ้ เพลิง รวมไปถึงซากดึงดําบรรพของพืชที่เราขุดเจาะมาใชงานคือ น้ํามันดิบหรือ
ปโตรเลียม (PETROLEUM) และถานหิน ซึ่งเปนพลังงานเชื้อเพลิงที่มีความสําคัญอยางยิ่งตอการนํามาใชประโยชน
ในชีวิตประจําวันและการพัฒนาประเทศในดานตาง ๆ สําหรับน้ํามันดิบ เมื่อนํามากลั่นและผานโรงแยกกาซจะได
กาซมีเทน บิวเทน และโพรเพน สวนที่เปนน้าํ มันจะไดน้ํามันเบนซิน น้าํ มันกาด น้าํ มันดีเซล และน้าํ มันเตา
2.2 พืชเปนแหลงผลิตออกซิเจน
กระบวนการสังเคราะหแสงของพืชจะปลอยกาซออกซินเจนออกมา เปนประโยชนตอคนและสัตว
สําหรับใชในการหายใจ รวมไปถึงจุลินทรียต าง ๆ ที่ใชกาซออกซินเจนเปนพลังงานในการยอยสลายอินทรียวัตถุซึ่ง
มีประโยชนตอกระบวนการเทคโนโลยีชีวภาพ
2.3 พืชชวยรักษาสมดุลของสภาพแวดลอม
พืชนอกจากจะเปนแหลงผลิตอากาศบริสุทธิ์แลว รมเงาและสีสนั ความสวยงามของพืชทําใหเกิด
ความสดชืน่ รมเย็น ซึง่ มีผลตอสุขภาพกายสุขภาพจิตอีกดวย นอกจากนัน้ รากพืชยังชวยดูดซึมน้าํ เอาไว ซึ่งชวย
ปองกันอันตรายจากภาวะน้าํ ทวมฉับพลัน และปองกันสภาพอากาศแปรปรวนทําใหฝนตกตรงตามฤดูกาล ลด
ปญหาภาวะแหงแลวและขาดแคลนน้ําเพือ่ การอุปโภค บริโภค และประกอบอาชีพเกษตรกรรม
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

76

2.4 พืชเปนแนวกําบังลมตามธรรมชาติ
ลมพายุในฤดูกาลตาง ๆ ที่พัดผานเขามาในแตละปจะมีตนไมเปนแนวปองกันลดความแรงของ
กระแสลมที่อาจเปนอันตรายตอบานเรือน ทรัพยสิน ตลอดจนพืชผลของเกษตร โดยเฉพาะอยางยิง่ ปาไมชายเลนมี
ความสําคัญอยางยิ่งสําหรับแหลงที่อยูอาศัยบริเวณชายฝงทะเล พืชที่ควรนํามาปลูกเปนพืชกําลังลมควรเปนพืชํา
ตนตรง มีกิ่งกานสาขานอย
2.5 พืชเปนแหลงสรางอาชีพและรายได
จากการทีป่ ระเทศไทย มีสภาพดินฟาอากาศเหมาะสมตอการเจริญเติบโตของพืชนานาชนิดทําให
ประชากรสวนใหญประกอบอาชีพเพาะปลูก เชน ทํานาขาว ปลูกพืชผัก ปลูกไมผล ปลูกไมดอก ไมประดับและพืช
อื่น ๆ ซึง่ ผลผลิตจากพืชเหลานี้ชวยสรางรายไดแกตนเองและครอบครัว ทําใหมีฐานะความเปนอยูท ี่ดีขึ้น นอกจากนี้
ยังกอใหเกิดสาขาอาชีพอื่นตามมาอีกมาก ทั้งอาชีพอุตสาหกรรมและธุรกิจการเกษตร เชน การผลิตและจําหนาย
ปุย การผลิตและจําหนายสารเคมีปองกันกําจัดศัตรูพืช การผลิตและจําหนายวัสดุอปุ กรณและเครื่องมือในการ
ปลูกพืช รวมไปถึงอุตสาหกรรมการแปรรูปและจําหนายผลผลิตพืช เปนตน ซึ่งอาชีพเหลานีช้ วยใหเกิดการสราง
งาน ประชากรมีงานทํา ชวยลดปญหาทางสังคมไดอีกทางหนึ่งดวย
2.6 พืชเปนพลังค้ําจุนเศรษฐกิจของประเทศ
จากการทีป่ ระชากรสวนใหญของประเทศไทยประกอบอาชีพเกษตรกรรม รายไดหลักที่สําคัญของ
ประเทศสวนใหญมาจากการสงออกพืชผลทางการเกษตร ซึ่งรายไดเหลานี้นาํ มาใชพัฒนาประเทศในดานตาง ๆ
ดานดานการศึกษา สาธารณูปโภค คมนาคม และเทคโนโลยีตาง ๆ ซึง่ เปนปจจัยพืน้ ฐานทีจ่ ะนําไปสูการพัฒนา
อาชีพอืน่ เพื่อความมัน่ คงทางดานเศรษฐกิจตอไป
3. การจําแนกประเภทของพืชตามหลักพืชกรรม
การจัดแบงประเภทของพืชตามหลักวิชาพืชกรรม สามารถแบงพืชออกได 3 ประเภท คือ พืชไร พืช
สวน และปาไม
3.1 พืชไร
พืชไร (AGRONOMY) หมายถึง พืชที่ปลูกในไรนาทั้งที่ลุมและที่ดอน จะปลูกในบริเวณกวางการ
ปลูกและการดูแลรักษาไมตองพิถพี ิถนั มากนัก อาศัยแหลงน้าํ ธรรมชาติหรือน้ําฝนเปนหลัก สวนใหญเปนพืช
ฤดูกาลเดียว เชน ขาว ขาวโพด ถัว่ เหลือง ยกเวนออยที่สามารถใหผลผลิตขามป พืชไรสวนใหญมีความสําคัญทาง
เศรษฐกิจและชีวิตประจําวันอยางมาก เนื่องจากพืชไรเปนพืชอาหารหลักของประเทศ ในการจัดแบงพืชไร ตาม
ลักษณะของการนําไปใชประโยชนจะแบงออกไดดังนี้
1) ธัญพืช หมายถึง พืชที่ใชเมล็ดเปนอาหาร ประกอบดวยพืชตระกูลหญา ไดแก ขาว ขาวโพด
ขาวฟาง ขาวสาลี ขาวบารเลย และพืชตระกูลถั่ว ไดแก ถัว่ เขียว ถัว่ เหลือง ถัว่ ลิสง เปนตน
2) พืชน้ําตาล หมายถึง พืชที่ใหผลผลิตมีรสหวานสามารถนํามาสกัดเปนน้ําตาล เพื่อใชบริโภค
หรือใชในอุตสาหกรรมอืน่ ๆ พืชน้าํ ตาลที่สาํ คัญทางเศรษฐกิจมากที่สดุ คือ ออย รองลงมาคือ มะพราว และ
ตาลโตนด สวนพืชอืน่ ที่สามารถนํามาสกัดเปนน้าํ ตาล ไดแก ขาวโพด หญาหวาน และบีทรูท
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

77

3) พืชน้าํ มัน หมายถึง พืชที่สามารถนําผลผลิตไปสกัดหรือแปรรูปเปนน้าํ มันพืช ไดแก ถั่วเหลือง ถั่ว
ลิสง งา ละหุง ทานตะวัน ขาวโพดและขาว (รําขาว) ซึ่งน้าํ มันพืชที่สกัดไดจะนําไปใชประโยชนในรูปของอาหารและ
ใชในโรงงานอุตสาหกรรมตาง ๆ เชน เครื่องสําอาง ยารักษาโรค หมึกพิมพ สีน้ํามัน ฯลฯ
4) พืชเสนใย หมายถึง พืชที่ไดผลผลิตเปนเสนใยเพื่อนําไปใชประโยชนในอุตสาหกรรมสิ่งทอเปน
สวนใหญ เชน นําไปทําเชือก ดาย กระสอบ และเครื่องนุงหมตาง ๆ พืชเสนใย ไดแก ฝาย ปาน ปอ และปาน
ศรนารายณ
5) พืชอาหารสัตว หมายถึง พืชที่ปลูกเพื่อใชเลี้ยงสัตวซึ่งประกอบดวยพืชตระกูลหญาและพืช
ตระกูลถั่ว เชน หญาขน หญากินี หญามอริซัส ถัว่ ลาย ปอเทือง ขาวโพด ขาวฟาง ถัว่ เหลือง ฯลฯ
6) พืชหัว หมายถึง พืชทีม่ ีรากหรือลําตนอยูใตดินซึง่ ทําหนาที่สะสมอาหารที่เรียกวา “หัว” พืชหัวที่
จัดเปนพืชเศรษฐกิจ คือ มันสําปะหลัง เพราะเปนสินคาออกที่สําคัญของไทย มันสําปะหลังสามารถนําไปแปรรูป
และใชประโยชนไดหลายอยาง เชน ทํามันเสนเพื่อใชในอตุสาหกรรมอาหารสัตว มันอัดเม็ด และแปงมันใชใน
อุตสาหกรรมอาหาร มันสําปะหลังสดใชในอุตสาหกรรมผลิตแอลกอฮอลและสี เปนตน นอกจากนี้ยงั มีมนั ฝรั่ง มัน
แกว มันเทศ และเผือก ที่เปนพืชหัวและเปนทั้งพืชไรพืชสวน
7) พืชเสพติด หมายถึง พืชที่ใหสารออกฤทธิก์ ระตุนประสาท ไดแก ยาสูบและชา ถาบริโภค
ตอเนื่องกันนาน จะกลายเปนสิ่งเสพติดได
ทั้งยาสูบและชา นอกจากจะใชบริโภคโดยตรงแลว ยังนําไปใชประโยชนในอุตสาหกรรมตาง ๆ ได เชน
อุตสาหกรรมอาหารและยา ฯลฯ
3.2 พืชสวน
พืชสวน (HORTICULTURE) หมายถึง พืชทีป่ ลูกในพืน้ ที่ขนาดใดก็ได แตตองพิถพี ิถนั ในเรื่องของการ
ปลูก การดูแลรักษาเปนอยางดี มิฉะนัน้ พืชจะไมเจริญเติบโต เจริญเติบโตชา หรือใหผลผลิตไมเต็มที่ พืชบางชนิด
จึงเปนไดทั้งพืชไรและพืชสวน การจัดแบงประเภทของพืชสวนตามลักษณะของการใชประโยชนแบงออกไดดังนี้
1) พืชผัก หมายถึง พืชทีป่ ลูกเพื่อใชสว นตาง ๆ ของพืชเปนอาหารและเครื่องปรุงรส ไดแก ราก ลํา
ตน ใบ ดอก ผล และเมล็ด พืชผักบางชนิดสามารถนําสวนตาง ๆ มาใชประโยชนไดทกุ สวน บางชนิดก็นํามาใช
ประโยชนไดเพียงสวนใดสวนหนึ่ง พืชผักสวนใหญจะเปนพืชฤดูกาลเดียวหรือพืชลมลุก เชน ผักกาดตาง ๆ ผักบุง
ผักคะนา แครอท ผักกาดหัว แตงกวา ฟกทอง ฯลฯ ที่เก็บผลผลิตไดเพียงครั้งเดียว สําหรับพืชผักที่สามารถเก็บเกีย่ ว
ผลผลิตไดนานกวา 1 ฤดูกาล มีทงั้ ไมเลื้อย ไมพุม และไมยืนตน เชน ขจร ชะอม กระถิน แค ผักหวาน มะกรูด มะ
นาน สะตอ ฯลฯ พืชผักมีความสําคัญตอชีวิตประจําวันของคนไทยทุกครัวเรือน นอกจากนั้นมีผกั หลายชนิดที่
สามารถนําไปแปรรูปเปนอาหารกระปอง สงไปจําหนายยังตางประเทศได เชน ผักกาดเขียวปลี แตงกวา หนอไม
ฯลฯ รวมไปถึงเห็นชนิดตาง ๆ ที่จัดอยูในกลุมพืชผักทั้ง ๆ ที่ไมใชพืชผัก
2) ไมผล หมายถึง พืชที่ใหผลผลิตเปนผลไม ซึ่งมีทงั้ ไมยืนตนและไมลมลุก ไมผลยืนตนที่มีลําตน
แข็งแรงอายุยายนาน เชน ทุเรียน ลําไย เงาะ มังคุด มะไฟ ลองกอง สมโอ ฯลฯ สวนไมลมลุก ไดแก สตรอเบอรี่และ
แคนตาลูป นอกจากนี้ยงั มีองุน ที่เปนไมเถาวเลื้อยแตมีอายุยืนยาว
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

78

ไมผล เปนพืชเศรษฐกิจชนิดหนึง่ ของไทย เพราะผลผลิตที่ไดนอกจากจะใชบริโภคภายในประเทศ
แลว ยังสงเปนสินคาออกในรูปผลไมสดและผลไมแปรรูปอยางหลากหลาย แหลงผลิตไมผลที่สําคัญอยูใน
ภาคเหนือและภาคตะวันออก
3) ไมดอกและไมประดับ หมายถึง พืชที่ปลูกหรือผลิตเพื่อใชประโยชนในดานความสวยงาม เปน
อาหารตาอาหารใจ มีไมดอกไมประดับบางชนิดที่ใชเปนอาหารรับประทานได เชน ดอกลั่นทม ดอกเข็ม
ดอกอัญชัญ ใบเล็บครุฑ ใบเตย ฯลฯ การจําแนกไมดอกไมประดับสามารถจําแนกไดดังนี้
- ไมดอกติดตน คือ ไมดอกที่มีลกั ษณะและสีสันของดอกสวยงาม แตดอกบานไมทน เหยีย่ วเฉา
รวงโรยงายปากเก็บเกีย่ วมาจากตน จึงปลูกไวเพื่อความสวยงามใหดอกบานอยูติดกับตน เชน หางนกยูง พวงชมพู
บานชืน่ ปทุมมา ทานตะวัน พุทธรักษา ดาวกระจาย ฯลฯ
- ไมตัดดอก คือ ไมประกอบที่นอกจากจะมีรูปทรงดอกหรือสีสันที่สวยงามแลว กลีบดอก กานดอก
มีความแข็งแรง ทําใหดอกบานอยูไดนาน สามารถตัดดอกนํามาใชประโยชนในดานตาง ๆ ได เชน ดอกบัวหลวง
กลวยไม หนาวัว กุหลาบ ดาหลา ขิงแดง ปกษาสวรรค ฯลฯ
- ไมใบ หมายถึง พันธุไมที่มีสีสันและรูปทรงของลําตนและใบสวยงามและเหมาะสําหรับปลูกลง
ดินหรือใสกระถาง ใชตกแตงภายนอกและภายในอาคารสถานที่ โดยพิจารณาจากขนาดของทรงพุม ความตองการ
แสง และความชื้นเปนสําคัญ ไมใบที่นยิ มปลูกภายนอกอาหาร ไดแก ปาลมและหมากชนิดตาง ๆ อโศกอินเดีย สน
ปฏิพัทธ ประดู เปนตน สวนพันธุไมใบที่ใชประดับภายในอาคาร เชน สาวนอยประแปง เฟรน วาสนา ฯลฯ
- ไมดัด หมายถึง พันธุไมดอกและพันธุไ มใบที่นาํ มาดัดใหมีรูปทรงตามตองการเพือ่ ความสวยงาม
และเพิ่มมูลคาใหแกตนไม โดยใชความรูท างศิลปะการตกแตง พันธุไมที่นยิ มนํามาทําไมดัด เชน ตะโก ขอย ฯลฯ
- ไมแคระหรือบอนไซ คือ พันธุไมชนิดใดก็ไดที่นํามาปลูกในภาชนะโดยจํากัดพืน้ ที่เอพืชไดรับน้ํา
และอาหารนอยก็จะแคระแกร็น ไมโตแตไมตาย เหมาะสําหรับใชตกแตงภายในอาคาร ดังนั้นไมดัดและไมแคระ
อาจเปนไมตน เดียวก็ได
4) พืชสมุนไพร หมายถึง พืชที่สว นใดสวนหนึง่ หรือหลาย ๆ สวน มีสรรพคุณในการปองกันรักษา
โรคบางชนิดได เชน ตะไคร มะขามแขก ขมิ้น ไพล บัวบก ฟาทะลายโจร หญาหนวดแมว ฯลฯ ซึง่ ปจจุบันนี้ไดรับ
ความนิยมอยางสูงเนื่องจากกระทรวงสาธารณสุขไดใหการสงเสริมและสนับสนุนการวิจัยทดลองอยางจริงจังจน
สามารถนํามาใชรักษาคนไขในโรงพยาบาลตาง ๆ ได โดยเฉพาะอยางยิ่งโรงพยาบาลอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี
มีชื่อเสียงมากในการรักษาผูป วยดวยสมุนไพรที่ผลิตไดเอง พืชสมนุไพรมีมากมายหลายชนิด แหลงผลิตที่ใหญทสี่ ุด
คือ ศูนยการศึกษาพัฒนาเขาหินซอน จังหวัดฉะเชิงเทรา อันเนื่องมาจากพระราชดําริ
5) พืชอื่น ๆ หมายถึง พืชบางชนิดที่มกี ระบวนการปลูก การดูแลรักษา และใหผลผลิตใกลเคียงกับ
พืชไรและพืชสวน เชน มะพราวและปาลมเปนพืชที่ใหนา้ํ มัน กาแฟเปนพืชสวนเสพ มะพราวและตาลโตนด เปนพืช
ที่ใหน้ําตาล รวมถึงยางพารา ยางนา และสน ซึง่ เปนพืชที่ใหน้ํายาง เปนตน

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

79

3.3 ปาไม
ปาไม (FOREST) หมายถึง สังคมและสิ่งมีชีวิตที่เปนพืช ซึ่งขึน้ อยูบนดินที่มีความอุดมสมบูรณ
พอเพียงแกการเจริญเติบโตของพืชเหลานัน้ ปาไมจึงไมไดหมายถึงไมยนื ตนขนาดใหญเทานั้น แตจะรวมถึงพืชทุก
ชนิดทุกขนาดที่ขึ้นอยูบนดินดวย นอกจากนี้ยงั หมายความรวมถึงสิง่ มีชีวิตและสิ่งที่ไมมีชีวิตชนิดอื่น ๆ ที่มีอยูใน
พื้นที่ปาดวย เชน จุลนิ ทรีย แมลง สัตวปา ตนไม ลําธาร หวย ภูเขา ทิวทัศนที่สวยงามและซากพืชซากสัตว
สังคมของตนไมหรือพืชในปาจะมีลกั ษณะคลายกับสังคมมนุษยทมี่ ีการแกงแยงแขงขันกันเพื่อใหมชี ีวิต
รอดมีการทดแทน แพรพนั ธุเพื่อดํารงพันธุข องตนเองและมีการพึ่งพาอาศัยกันเพื่อใหไดประโยชนเอือ้ อํานวยตอกัน
มากขึ้น ซึง่ การศึกษาและเรียนรูเรื่องสังคมของพืชในปา ตลอดจนสิง่ แวดลอมของพืชแตละชนิดนั้นเรียกวา
นิเวศวิทยา (ECOLOGY)
1) ประโยชนของปาไม ประโยชนที่มนุษยไดรับจากปาไมแยกออกเปน 2 ลักษณะกวาง ๆ ดังนี้
(1) ประโยชนทางตรง ไดแก การนําไมมาสรางบานเรือนและทําผลิตภัณฑตาง ๆ เชน กระดาษ
เฟอรนิเจอร นําพืชและสัตวมาเปนสมุนไพร นําของปามาเปนอาหารและนําเศษไมมาทําฟน เปนตน
(2) ประโยชนทางออม คือ ปาไมเปนแหลงตนน้าํ ลําธาร ปองกันลมพายุและน้าํ ทวม ชวยใหฝนตก
ตรงตามฤดูกาล เปนแหลงพักผอนหยอนใจ ตลอดจนชวยรักษาสมดุลทางธรรมชาติ
2) ประเภทของปาไม ปาไมของประเทศไทยเปนปาในเขตรอน ลักษณะของพืชในปาจึงเปนสังคม
ของพืชเขตรอน มีพืชมากชนิดที่สุดและมีความสลับซับซอนในแงการดํารงชีวิตมากที่สุด ซึง่ ประกอบดวยปาชนิด
ตาง ๆ ดังนี้
(1) ปาไมผลัดใบ (DECIDUOUS FOREST) ประกอบดวย ปาเบญจพรรณ ปาเต็งรัง ปาเขาดิน ปูน
(2) ปาไมผลัดใบ (EVERGREEN FOREST) ประกอบดวย ปาชนิดตาง ๆ คือ ปาดงดิบ ปาสน เขา ปา
โกงกาง (ปาชายเลน) ปาชายหาดและปาพรุ
3) วิกฤติการณปาไมในประเทศไทย สาเหตุสาํ คัญของวิกฤติการณปาไมในประเทศไทย มีดงั นี้
(1) การลักลอบตัดไมทําลายปา ตัวการสําคัญของปญหาก็คือ นายทุนพอคาไม เจาของโรงเลือ่ ย
เจาของโรงงานแปรรูปไม ผูรับสัมปทานปาไม ชาวบานทั่วไปและชายไทยภูเขา ยิ่งประชากรเพิม่ มากขึ้นเทาใดปาไม
ก็จะถูกทําลายมากขึน้ ในปจจุบันแมวา รัฐบาลไดยกเลิกสัมปทานปาไม และอนุญาตใหนําเขาไมจากตางประเทศ
แลวก็ตาม แตการลักลอบตัดไมก็ยังมีอยู
(2) การบุกรุกพื้นที่ปาเพือ่ ครอบครองที่ดิน เนื่องจากจํานวนประชากรที่เพิม่ ขึ้น ความตองการใช
ที่ดินเพื่อปลูกสรางที่อยูอาศัยและที่ดินทํากินก็เพิ่มขึน้ ดวย เปนผลใหราษฎรเขาไปบุกรุกพืน้ ที่ปา ถามปาหรือเผา
แพวทําไรเลื่อนลอย นอกจากนี้ยงั มีนายทุนที่ดนิ ที่จา งวานใหราษฎรเขาไปทําลายปาเพื่อจับจองทีด่ ินไวรอเอกสาร
สิทธิ์ ส.ป.ก. -401 ที่ตนเองจะไดครอบครองหรือเพื่อขายตอ
4) แนวทางในการแกปญหา รัฐบาลไดกําหนดนโยบายและมาตรการดานปาไมตามแนวการสงเสริม
และรักษาคุณภาพสิ่งแวดลอมแหงชาติ พ.ศ. 2540 – 2559 ไวดังนี้

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

80

(1) กําหนดพื้นที่ปาไมรอ ยละ 50 ของพื้นที่ประเทศ โดยแบงเปนพืน้ ที่ปา อนุรักษไมนอยกวารอยละ
30 และพื้นที่ปา เศรษฐกิจไมนอยกวารอยละ 20
(2) ใหมีการใชพื้นทีป่ าไมตามวิถที างในเชิงอนุรักษดุลยภาพของระบบนิเวศ เพื่อรักษาสิง่ แวดลอม

เรื่องที่ 2.2 พันธุกรรมและการปรับปรุงพันธุพืช
1. พันธุกรรมพืช
1.1 ความหมายของพันธุกรรมพืช
พันธุกรรมพืช (GENETIC PLANT) หมายถึง ลักษณะตาง ๆ ของพืชที่ถา ยทอดมาจากตนพอ ตน
แม เชน รูปทรง สี ขนาด รสชาติ และลักษณะอื่น ๆ ของราก ลําตน ใบ ดอก ผล และเมล็ดพืช ซึง่ การถายทอด
ลักษณะดังกลาวนั้นถูกควบคุมดวยยีน (GENE)
ยีน คือ หนวยพันธุกรรมของสิ่งมีชวี ติ จะอยูในรูปของสารเคมีเรียกวา ดีเอ็นเอ (DNA) มีหนาทีเ่ ปน
ตัวกําหนดลักษณะของสิ่งมีชีวิตตาง ๆ ใหเปนไปตามสายพันธุ ยีนจึงเปรียบเสมือนคําสั่ง ที่สงั่ การใหสิ่งมีชวี ิตแตละ
ชนิดมีลักษณะแตกตางกัน เชน มะมวงมีลกั ษณะแตกตางจากทุเรียน และมะมวงดวยกัน แตละพันธุก ็จะมีลักษณะ
แตกตางกันไป
1.2 การตัดแตงพันธุกรรมพืช
ดวยความกาวหนาดานเทคโนโลยีชวี ภาพปจจุบัน ไดมีวิวัฒนาการดานพันธุวศิ วกรรมหรือตัดแตง
ยีนขึ้น เพื่อใหเกิดหรือคําสั่งใหมที่สามารถกําหนดใหสงิ่ มีชีวิตนัน้ มีลกั ษณะตามที่เราตองการสําหรับพืชที่ตัดแตง
ยีนจนมีลักษณะตามที่ตองการจะเรียกวาพืชแปลงพันธุ หรือจําลองพันธุ (TXANGENIC PLANT) หรือที่นยิ มเรียกกัน
ทั่วไปวา พืช GMO คําวา GMO ยอมาจาก GENETICALLY MODIFIED ORGANISMS ซึ่งแปลวา การเปลี่ยนแปลง
พันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต ขณะนี้ในประเทศไทยพบวามีพชื หลายชนิดที่เปนพืช GMO เชน ขาวโพด ฝาย มะเขือเทศ
ยาสูบ มันฝรัง่ ขาว ฯลฯ
2. การปรับปรุงพันธุพืช
2.1 ความหมายของการปรับปรุงพันธุพืช การปรับปรุงพันธุพชื หมายถึงกรรมวิธีตาง ๆ ทีน่ ํามาใช
เพื่อใหไดพืชพันธุตรงตามทีต่ องการ สําหรับนําไปปลูกและขยายพันธุต อไป ซึ่งพืชพันธุดีจะมีคุณลักษณะที่สาํ คัญ
คือ เจริญเติบโตเร็ว ใหผลผลิตสูง ผลผลิตมีคุณภาพดี และตานทานตอโรค แมลงศัตรูพืช
2.2 ความสําคัญของการปรับปรุงพันธุพืช จากความสําคัญของผลผลิตพืช นํามาใชเปนปจจัยสี่
ในการดํารงชีพของประชากรภายในประเทศและประชากรของโลก ทําใหอัตราความตองการผลผลิตเพิ่มขึ้น อัน
เนื่องมาจากอัตราเพิ่มของประชากร ดังนัน้ การทําการเกษตรเพื่อใหไดผลผลิตเพียงพอตอความตองการที่เพิม่ ขึ้น
มากนั้นในอดีตจะใชวิธีการขยายพื้นที่ปลูกพืช และการใชสารเคมีเพื่อเรงผลผลิต ซึ่งกอใหเกิดปญหาการทําลาย
พื้นที่ปาและปญหามลพิษตาง ๆ ของสิง่ แวดลอม เกษตรและนักวิชาการเกษตร ตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบันไดคนคิด
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

81

วิธีตาง ๆ ในการเพิ่มผลผลิตโดยไมตองขยายพืน้ ที่ปลูกและลดปริมาณการใชสารเคมีใมนการปลูกใหนอยลง ซึ่ง
เปนทีม่ าของการปรับปรุงพันธุพืชซึง่ มีความสําคัญดังนี้
1) ชวยเพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรม จากการปรับปรุงพันธุพชื ทําใหเกิดพืชพันธุใหมขึ้นมา
มากมายทําใหเกิดความหลากหลายทางพันธุกรรม เชน ขาวมีสายพันธุประมาณ 1,000 สายพันธุ ขาวโพด มันฝรั่ง
มะเขือเทศ พริก และพืชอื่น ๆ ก็มีมากมายหลายสายพันธุเชนกัน
2) ชวยลดฟนที่การผลิต จากปญหาการทําลายปาเพื่อเพิ่มพื้นทีเ่ พาะปลูกดังกลาวแลวการ
ปรับปรุงพันธุพ ืชจะชวยแกปญหานี้ได เพราะพืชที่ไดจากการปรับปรุงพันธุจ ะใหผลผลิตสูง ใชพนื้ ที่ปลูกนอย แตให
ผลผลิตมากและผลผลิตมีคุณภาพดี
3) ชวยลดมลพิษทางดานการเกษตร มลพิษหรือมลภาวะที่เกิดจากการใชสารเคมีจํานวกปุย เคมี
สารเคมีปองกันและกําจัดโรคแมลงศัตรูพืช และสารเคมีที่กําจัดวัชพืชจะลดลง เนื่องจากความกาวหนาทาง
เทคโนโลยีชวี ภาพที่สามารถทําใหพืชพันธุตาง ๆ เจริญเติบโตเร็ว ตานทานตอโรคแมลงศัตรูพืช และสารเคมีจฃ
กําจัดวัชพืชตลอดจนทนทานตอสภาพแวดลอมที่ไมเหมาะสมไดเอง โดยไมตองใชสารเคมีหรือใชนอยลง
4) ชวยเพิ่มศักยภาพในการผลิต ประเทศไทยไดชื่อวาเปน “อูขาวอูนา้ํ ของเอเชีย” ดังนัน้ ผลผลิต
ทางการเกษตรทุกชนิดไมไดผลิตเพื่อบริโภคภายในประเทศเพียงอยางเดียว การผลิตเพื่อการสงออกจึงเปน
เปาหมายสําคัญ ทัง้ ในปจจุบันและอนาคต ตามแนวพระราชดําริของสมเด็จพระนางเจาฯ พระบรมราชินนี าถ ทีม่ ี
พระราชประสงคใหประเทศไทยเปนแหลงผลิตอาหารของโลกหรือเปน “อูขาวอูนา้ํ ของโลก” ในอนาคต
5) ชวยลดปญหาโรคระบาดในพืช การปรับปรุงพันธุพชื ทําใหพชื มีภูมิตานทานโรค จะชวยให
ปญหาโรคระบาดพืชลดลงหรือหมดไปได
2.3 วิธีการปรับปรุงพันธุพ
 ืช
การปรับปรุงพันธุพืชสามารถทําไดโดยวิธีการตาง ๆ ดังนี้
1) การคัดเลือกพันธุ เปนวิธีการที่เปนภูมิปญญาทองถิ่นของเกษตรที่ทาํ กันมาตัง้ แตโบราณ
กาลโดยการสังเกตพืชที่มีลกั ษณะดีตามที่ตองการ แลวนําไปขยายพันธุดวยวิธกี ารตาง ๆ เริ่มจากนําเมล็ดไปปลูก
และเมื่อพบปญหาการกลายพันธุ (MUTATION) ของพืชที่ปลูกดวยเมล็ดก็เริ่มพัฒนาวิธกี ารขยายพันธุรว มกับ
นักวิชาการเกษตร เชน การตัดชํา การตอน การติดตา ตอกิ่ง และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชตามลําดับ จนกระทัง่ ใน
ปจจุบันไดมีการพัฒนาจนสามารถเพาะเลีย้ งเซลลพืชไดเปนผลสําเร็จ
2) การผสมพันธุ การผสมพันธุเปนวิธกี ารปรับปรุงพันธุอีกวิธหี นึง่ ที่ทาํ กันมาตัง้ แตอดีต โดยการ
คัดเลือกพืชทีม่ ีลักษณะดีตรงตามที่ตองการ การผสมพันธุกันจนไดพืชพันธุใหมที่เรียกวา ลูกผสม ซึ่งมีลักษณะดี
ของทั้งพันธุพอ พันธุแมรวมอยูในตนเดียวกัน การปรับปรุงพันธุวธิ ีนนี้ ิยมใชในการปรับปรุงพันธุพชื ปาหรือพืช
พื้นเมือง ซึ่งวิธกี ารผสมอาจผสมในพันธุเดียวกันหรือผสมขามสายพันธุก ็ได ลูกผสมทีไ่ ดนั้นเมื่อนํามาปลูกจะ
คัดเลือกเอาเฉพาะตนทีม่ ีคุณสมบัติตามตองการเพื่อนําไปขรายพันธุแ ละเผยแพรตอไป ซึ่งคอนขางลาชากวาจะ
ทดลองและสรุปไดวาเปนพืชพันธุดี

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

82

3) การใชเทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีชีวภาพหรือ BIOTECHNOLOGY หมายถึง การใชหลักการ
วิธีการทางวิทยาศาสตรโดยใชเทคนิคตาง ๆ ทีน่ ําเอาสิ่งมีชีวิตหรือชิ้นสวนของสิ่งมีชีวิตทั้งจากพืชสัตวและจุลินทรีย
มาใชพฒ
ั นาผลิตภัณฑ หรือปรังปรุงวิธกี ารผลิต เพื่อประโยชนทางดานการเกษตร อุตสาหกรรม การแพทย การ
สาธารณสุขและสิ่งแวดลอม สําหรับเทคโนโลยีชวี ภาพที่นาํ มาใชในการปรับปรุงพันธุพืช คือ เทคโนโลยีชวี ภาพ
ทางดานพันธุวิศวกรรมหรือการตัดแตงยีน ซึ่งสามารถปรับปรุงพันธุพชื ใหมีลักษณะตาง ๆ เชน การสรางพืชชนิด
ใหมที่สามารถผลิตสารฆาแมลงไดเอง พืชที่ตานทานสารเคมีกําจัดศัตรูพืชที่มีคุณคาทางอาหารสูง พืชที่ผลสุกงอม
ชาหรือดอกไมที่มีสีสันแปลกตาและบานไดนานกวาเดิม เปนตน

เรื่องที่ 2.3 เครื่องมือและอุปกรณในการปลูกพืช
เครื่องมือและอุปกรณในการปลูกพืช หมายถึง สิ่งที่มนุษยไดคิดประดิษฐืหรือสรางขึน้ มาใชในการ
เพาะปลูกและขยายพันธุพ ืช โดยมีจุดประสงคที่สําคัญคือ ชวยผอนแรงและเพิ่มประสิทธิภาพในการทํางาน ซึง่
เครื่องมือและอุปกรณในการปลูกพืชมีมากมายหลายชนิด แตละชนิดจะเหมาะสมกับงานเฉพาะอยางหรือใชงาน
ไดหลายอยางทั้งนี้ขึ้นอยูก ับลักษณะและคุณภาพของเครื่องมือและอุปกรณนั้น
1. ประโยชนของเครื่องมือและอุปกรณการปลูกพืช
เครื่องมือและอุปกรณตาง ๆ ทีน่ ํามาใชในการเพาะปลูก มีประโยชนดังนี้
1.1 ชวยลดแรงงาน เครื่องมือและอุปกรณทุกชนิดจะชวยใหใชแรงงานนอยลงหรือชวยผอนงานหนัก
ใหเปนงานเบา เปนการชวยลดตนทุนการผลิต
1.2 เพิม่ ประสิทธิภาพของงาน เนื่องจากงานปลูกพืชทุกชนิดจะตองเกี่ยวของกับธรรมชาติทงั้ ใน
เรื่องสภาพอากาศ ฤดูกาลและปริมาณน้าํ ฝน ดังนัน้ จึงตองมีความพรอมและความรวดเร็ว ทั้งในการเตรียมดิน การ
ปลูก การปฏิบัติรักษา และการเก็บเกีย่ วผลผลิต จึงจําเปนตองมีเครื่องมือและอุปกรณตาง ๆ เพื่อชวยในการทํางาน
ใหทนั เวลา เชน การใชไถแทนการขุด การใชรถแทรกเตอรแทนรถไถดินตาม เปนตน
1.3 ความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน ในการปฏิบัตริ ักษาพืชภายใตระบบเคมี เชน การใชปุยเคมี
การใชสารเคมีกําจัดวัชพืช และการใชสารเคมีกําจัดแมลงศัตรูพืชนัน้ เปนอันตรายกับผูปฏิบัติงานหากไมมี
เครื่องมือและอุปกรณที่เหมาะสม เชน เครือ่ งมือผสมปุย เครื่องฉีดพนสารเคมี หรือหนากากปองกันสารพิษ
1.4 ชวยใหขยายกิจการไดรวดเร็ว การประกอบอาชีพเพาะปลูกทีป่ ระสบผลสําเร็จ สามารถขยาย
กิจการไดรวดเร็วทันตอความตองการของตลาด โดยการนําเครื่องมือและอุปกรณตาง ๆ มาใชในการควบคุมและ
รักษามาตรฐานในการผลิต
2. ประเภทของเครื่องมือและอุปกรณการปลูกพืช
เครื่องมือและอุปกรณการปลูกพืชมีหลายชนิด สามารถแบงออกได 2 ลักษณะ แบงตามพลังงานที่ใช
และแบงตามชนิดของงานทีท่ ํา
2.1 ประเภทของเครื่องมือและอุปกรณการปลูกพืชที่แบงตามพลังงานที่ใช มี 4 ประเภท ดังนี้
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

83

1) เครื่องมือและอุปกรณที่ใชแรงงานจากสัตว ไดแก เครือ่ งมือและอุปกรณจําพวก ไถ คราด
และอีขลุบ ซึ่งเปนเครื่องมือทีเ่ กิดจากภูมิปญ
 ญาทองถิ่นที่ตองใชแรงงานจากสัตวสาํ หรับเตรียมดิน รวมไปถึงเกวียน
ที่ใชขนผลผลิตจากไรนาดวยเครื่องมือและอุปกรณเหลานี้ในปจจุบนั มีใชนอยมาก ในบางทองถิน่ อาจไมมีเลย จึง
ควรชวยกันอนุรักษไวหรืออาจนําไปพัฒนาเพื่อนํากลับมาใชใหม เพราะเครื่องมือและอุปกรณเหลานี้เปนมรดกอัน
ล้ําคาของประเทศที่ชว ยบุกเบิกการเกษตรใหพัฒนาถาวรตลอดมา
2) เครื่องมือและอุปกรณที่ใชแรงคน ไดแก เครื่องมือและอุปกรณทุกชนิดที่ตองใชแรงงานจาก
คนในการถาก ขุด ฟน ตัด เกีย่ ว และแบกหาม ไดแก จอบ เสียม พลัว่ เลือ่ ยตัดกิ่ง กรรไกรตัดกิ่ง กรรไกรตัดหญา
ขวาน เคียว แกระ ตะกรา เขง สาแปรก ฯลฯ เครื่องมือและอุปกรณเหลานี้มีใชกันแพรหลายทุกทองถิน่

3) เครื่องมือและอุปกรณที่ใชพลังงานจากเครื่องยนต ไดแก รถแทรกเตอร เครื่องสูบน้าํ เลื่อย
ยนต เครื่องตัดหญา รถสามพานเก็บเกี่ยวผลผลิตพืชไร เรือรดน้ําและเครื่องฉีดพนสารเคมี
4) เครื่องมือและอุปกรณที่ใชพลังงานไฟฟา ไดแก เครื่องตัดหญาไฟฟา เครื่องสูบน้าํ ไฟฟา
เครื่องปมน้าํ อุปกรณใหนา้ํ พืชแบบอัตโนมัติ เครื่องยอยดินและผสมดินปลูก เปนตน
5) เครื่องมือและอุปกรณที่ใชพลังงานธรรมชาติ ไดแก กังหันลมที่ใชพลังงานในการสูบน้ําหรือ
วิดน้ํา และเครือ่ งทําน้าํ รอนโดยอาศัยพลังงานแสงอาทิตยสําหรับผลิตไปนําเขาโรงเรือนเพาะเห็ด เปนตน
2.2 ประเภทของเครื่องมือและอุปกรณการปลูกพืชที่แบงตามลักษณะงาน ประกอบดวย
เครื่องมือและอุปกรณที่ใชในงานตาง ๆ ดังนี้
1) งานเตรียมดิน ไดแก จอบขุด จอบถาก จอบพรวน สองเขาขุด พลั่วกาบออย ชอนปลูก สอม
พราน ไถเทียมโค ไถเดิมตาม รถแทรกเตอร คราดไม คราดเหล็ก พรวนจาน พรวนซี่สปริง รวมไปถึงชุดตรวจสอบดิน
ชนิดตาง ๆ เชน ชุดตรวจหาคา PH ของดิน ชุดตรวจความชื้นในดิน เปนตน
2) งานใหนา้ํ พืช ไดแก เครื่องมือและอุปกรณจําพวกบัวรดน้ํา สายยาง หัวน้าํ หยด หัวฉีดพน
ระหัดวิดน้าํ กังหันลม เครื่องสูบน้ํา เครื่องปมน้ํา เรือรดน้ํา โพงสาดน้าํ แครงสาดน้าํ
3) งานปฏิบัตริ ักษาพืช งานปฏิบัติรักษาพืชทั้งภายใตระบบเกษตรเคมีและระบบเกษตร
ธรรมชาติตองใชเครื่องมือและอุปกรณตอไปนี้ อุปกรณผสมปุย เครื่องชั่งตวงปุย อุปกรณการผลิตปุยหมัก และปุย
ชีวภาพ อุปกรณฉีดพนสารเคมีกําจัดศัตรูพืช เครื่องมือและอุปกรณในการดักแมลงศัตรูพืช รวมไปถึงอุปกรณ
พื้นฐานจําพวกจอบ เสียม พลั่ว เสียมมือ จอบขยัน และอืน่ ๆ ที่จาํ เปนตอการปฏิบัติรักษาพืช

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

84

4) งานเก็บเกีย่ วผลผลิต งานเก็บเกี่ยวผลผลิตเปนขั้นตอนสุดทายของงานปลูกพืช ซึ่งเครื่องมือ
และอุปกรณทนี่ ํามาใชสวนใหญมาจากงานเตรียมดินและงานปฏิบัติรักษาพืช เชน จอบ เสียม พลัว่ สองเขาขุด มีด
กรรไกรตัดกิ่ง เคียว แกระ ตะกรอ รถเก็บเกี่ยวผลผลิต เปนตน
5) งานขยายพันธุพ ืช งานขยายพันธุพ ืชทั่วไป ไดแก การเพาะเมล็ด การตัดชํา การตอนกิ่ง การ
ติดตาตอกิ่ง จะใชวัสดุอุปกรณและเครื่องมือจําพวกวัสดุเพาะ ดินเพาะ กระบะเพาะเห็ด กระบะหรือถุงตัดชํา วัสดุ
หุมกิง่ ตอน มีดติดตากิ่งและแผนพลาสติกพันกิง่ สําหรับการขยายพันธุโดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชและเซลล
พืช ตองใชเครื่องมือและอุปกรณในหองปฏิบัติการ เชน ตูเพาะเลีย้ งเนือ้ เยื่อ หมอนึง่ ความดัน ถาดหรือจาน
เพาะเลี้ยง อาหารเลี้ยงเนื้อเยื่อ มีดผาตัดเนื้อเยื่อ อุปกรณแยกเซลลพชื ตะเกียงแอลกอฮอลและเข็มเขี่ยเชื้อ เปนตน
ซึ่งเครื่องมือและอุปกรณเหลานี้มีราคาแพงมีเทคนิคมาก ดังนัน้ การขยายพันธุดว ยวิธกี าร
เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหรือเพาะเลี้ยงเซลล จึงยังไมแพรหลายไปยังเกษตรกรผูเพาะปลูกโดยตรง ฉะนั้นหากเกษตรกร
ตองการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ พืชชนิดใด สามารถทําไดโดยการนําไปจางใหหนวยงานหรือสถานประกอบการที่มีความ
พรอมเพาะเลีย้ งแลวจึงนํามาปลูกหรือขยายพันธุดว ยวิธีอื่นตอไป
2.3 หลักการเลือกใช ซอมบํารุงและเก็บรักษาเครือ่ งมือและอุปกรณการปลูกพืช เครื่องมือและ
อุปกรณในการปลูกพืชทุกชนิดผลิตขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงคการใชงานที่แตกตางกัน ดังนัน้ จึงมีหลักในการเลือกใช
ซอมบํารุงและเก็บรักษาเครื่องมือและอุปกรณการปลูกพืชดังนี้
1) ใชเครื่องมือและอุปกรณใหเหมาะสมกับงาน คือไมใชเครื่องมือผิดประเภท เพื่อความคงทน
ปลอดภัย และประหยัดแรงงาน
2) ใชใหถกู วิธี การใชเครื่องมือที่ถกู วิธีและเหมาะสมกับงานจะทําใหงานเสร็จเร็ว ยืดอายุของ
เครื่องมือและอุปกรณโดยเฉพาะเครื่องมือประเภทเครื่องยนต เครื่องไฟฟา จะตองศึกษาคูมือการใชใหชัดเจน
3) รักษาสภาพเครื่องมือใหดีอยูเสมอ เครือ่ งมือบางชนิดที่ผานการใชงานมาแลวอาจชํารุด
หลวม หลุด ฝดหรือไมคม ดังนัน้ หลังใชงานตองตรวจสอบและซอมบํารุงใหมีสภาพเดิมกอนนําไปเก็บ
4) หยุดใชงานทันทีเมื่อพบสิ่งผิดปกติ เครื่องมือและอุปกรณทุกชนิดหากพบสิง่ ผิดปกติในขณะ
ใชงานตองหยุดทันที เพื่อปองกันอันตรายหรือความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับเครื่องมือและอุปกรณแลวจึง
ตรวจสอบสาเหตุเพื่อซอมหรือแกไขตอไป
5) เก็บรักษาเครื่องมือและอุปกรณในที่ปลอดภัย คือ ปลอดภัยจากอุบตั ิเหตุ ปลอดภัยจากการ
สูญหาย และปลอดภัยจากความเสื่อมโทรมของเครื่องมือกอนกําหนด

1. ดินและการปรับปรุงดิน
1.1 ความหมาย ความสําคัญของดิน
ดิน (SOIL) คือ วัตถุที่เกาะตัวกันเปนกลุมกอน รวมตัวกันเปนกลุมกอน เปนชิน้ ๆ ปกคลุมดินขน
ของเปลือกโลก ดินจึงเปนสิง่ แวดลอมทีเ่ กิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จากการสลายตัวของหินและแรผสมกับ
อินทรียวัตถุที่เกิดจากซากพืชและสัตว แลวรวมตัวกับน้าํ และอากาศ จนกลายเปนดินขึ้นมา เนื้อดินจะเปลีย่ นแปลง
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

85

อยูตลอดเวลาเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดลอม เชน อุณหภูมแิ ปรปรวน ความชื้น ลม กระแสน้ํา และสิง่ ที่
มนุษยกระทํา
1.2 องคประกอบของดิน
ดินทีเ่ หมาะตอการเจริญเติบโตของพืช มีองคประกอบที่สัมพันธกับการเจริญเติบโตของพืชดังนี้
1) แรธาตุอาหารพืช เปนสวนที่เกิดการสลายตัวของแรธาตุและหิน มีประมาณ 45%
2) อินทรีย เปนสวนทีเ่ กิดจากการสลายตัวของซากพืช ซากสัตว และจิลินทรีย มีประมาณ 5%
3) อากาศ ประกอบดวยกาซชนิดตาง ๆ เชน ออกซินเจน คารบอนไดออกไซด และไนโตรเจนอยูใ น
ชองวางระหวางอนุภาคดิน มีประมาณ 25%
4) น้ํา คือน้ําที่อยูในชองวางระหวางอนุภาคดิน มีประมาณ 25%
นอกจากนี้ยงั มีจุลินทรีย ซึง่ เปนสิง่ มีชีวิตขนาดเล็กมาก เชน เชื้อรา แบคทีเรีย ฯลฯ ทีท่ าํ หนาทีย่ อย
สบายแรธาตุและอินทรียวัตถุในดินใหเปนประโยชนตอพืช
ดินทีเ่ หมาะสมตอการเพาะปลูกจะตองมีองคประกอบครบทั้ง 4 องคประกอบ หากขาดไปเพียง
องคประกอบเดียว ดินชนิดนัน้ จะขาดคุณสมบัติตอการเจริญเติบโตของพืชทําใหพืชเติบโตชา
1.3 ประเภทของเนื้อดิน
เนื้อดินเปนคุณสมบัติทบี่ อบอกความหมายความละเอียดของดิน ซึ่งสามารถประเมินไดดวย
สายตาและการสัมผัสเนื้อดินแบงออกเปน 3 ประเภท ดังนี้
1) ดินเนือ้ หยาบ ไดแก ดินทรายและดินรวน มีอนุภาคดินขนาดใหญ มีชองวางในเนื้อดินมา มี
การถายเทอากาศดี ละลายน้ําไดดีจนเกือบจะไมอุมน้าํ ไวเลย ทําใหมีแรธาตุอาหารพืชนอยมาก เนือ่ งจากเมื่อทราย
ไมใชแรธาตุทจี่ ะสลายตัวออกมาเปนธาตุอาหารพืชได
2) ดินเนือ้ ละเอียด ไดแก ดินเหนียวที่มีอนุภาคดินขนาดเล็กจึงจับตัวกันแนน เมื่อถูกน้ําจะลืน่
และพองตัว เมื่อแหงจะแข็ง ดินเหนียวจะระบายน้ําไดยาก อุม น้าํ ไดมาก จึงดูดยึดธาตุอาหารพืชไดดี ดินเหนียวจึง
เปนดินที่มีธาตุอาหารพืชอุดมสมบูรณแตเปนดินที่ไถพรวนไดยาก
3) ดินรวน เปนดินที่ไมแสดงคุณสมบัติเปนดินเนื้อทลายหรือดินเนื้อละเอียด ดินรวนไถพรวนงาย
อากาศถายเท และระบายน้ําไดดี อุมน้ําไดปานกลาง เนือ่ งจากดินรวนมีอนุภาคของดินเหนียวผสมอยูดวย จึงเปน
ดินที่ดูดยึดเอาแรธาตุอาหารที่จําเปนตอพืชไวได ดินรวนจึงเปนดินที่เหมาะสมที่สุดสําหรับปลูกพืชไร พืชผัก และไม
ดอกไมประดับ สําหรับไมผลนั้น ดินเหนียวที่ผา นการปรับปรุงดินใหระบายน้ําและถายเทอากาศดีแลวจะเหมาะสม
ที่สุด เนื่องจากมีแรธาตุอาหารพืชอุดมสมบูรณ
1.4 ดินที่เปนปญหาตอการเพาะปลูก
ดินทีเ่ ปนปญหาตอการเพาะปลูก ไดแก ดินที่มีสภาพพืน้ ที่และมีคุณสมบัติพิเศษบางประการ ซึ่งไม
สามารถทําใหพืชเจริญเติบโตหรือดํารงพืชตามปกติไดดังนี้
1) ดินขาดกาซออกซินเจน กาซออกซิเจนมีความจําเปนตอการหายใจของราก ดินที่ขาด
ออกซินเจน ไดแก ดินนา ดินพรุ และดินอินทรีย เพราะดินพวกนี้มกี ารระบายน้ําและอากาศไมดี มีระดับน้ําใตดิน
มาก
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

86

2) ดินที่มีชั้นหยั่งรากพืชไมเหมาะสม สาเหตุเกิดจากหนาดินตื้น เชน ดินบนพืน้ ที่ลาดชันมาก
ดินปนหิน ดินหินโผล และดินพรุ
3) ดินไมกกั เก็บน้ํา ไดแก ดินทรายจัด ดินเหนียวแรราง และดินบอพลอย ดินพวกนีข้ าด
คุณสมบัติในการอุมน้าํ ทําใหมีธาตุอาหารพืชอยูน อย ขาดความอุดมสมบูรณ
4) ดินที่มสี ารพิษ ไดแก ดินที่มีสภาพกรดจัด ดางจัด และดินเค็ม สวนใหญเกิดจากวัตถุตน
กําเนิดดิน สภาพภูมิประเทศ และการใชสารเคมีจําพวกปุย และสารกําจัดศัตรูพืช
2. การแกไขปรับปรุงดิน
ดินที่มีปญหาตอการเพาะปลูก บางปญหาสามารถปรับปรุงแกไขไดงาย แตบางปญหาตองใชเวลานาน
และเสียคาใชจายสูง ซึง่ ตองพิจารณาวาคุม กับการลงทุนหรือไม ดินทีม่ ีปญหาจะแกไขไดโดยวิธีดังตอไปนี้
2.1 ดินพรุ
ดินพรุ เปนดินที่พบในพืน้ ที่ลมุ ต่ํามากและเนที่รองรับน้ําทีไ่ หลบาตามผิวดินบริเวณขางเคียง
ขณะที่นา้ํ ไหลก็จะพัดพาเอาตะกอนทราย ตะกอนดินเหนียวมาทับถมอยูในพรุ ในพรุจึงมีพืชตาง ๆ ขึ้นมากมาย
หลากหลายชนิด ทั้งที่ลอยน้าํ และหยั่งรากบนดินเลนชายพรุ ซากพืชเหลานี้จะทับถมอยูในพรุ ดังนั้นดินในพรุจงึ มี
ลักษณะชัน้ ดินทรายรวมสลับทับกับชัน้ ดินอินทรียห ลาย ๆ ชั้น
ดินพรุมีอนิ ทรียสารมาก ตัง้ แต 20 – 99% ทําใหสภาพน้าํ ในพรุมีสีดํา สีมวง หรือสีนา้ํ ตาล และมี
สภาพเปนกรดการแกปญหาดินพรุหรือที่เรียกวา การกูพ
 รุ มีวิธีปฏิบตั ิดังนี้
1) ระบายน้าํ ออกจากพรุใหหมด ถมทรายและดินเหนียวลงไปในพืน้ ทีพ่ รุ ประมาณ 60 – 90%
2) ทําคันดินลอมรอบพื้นที่พรุเพื่อปองกันน้าํ ทวมโดยใชดนิ เหนียวอัดลงไปใหลึกกวาระดับน้ําในพรุ
ประมาณ 1 เมตร เพื่อปองกันน้าํ ทะลุเขามาตามชัน้ อินทรียวัตถุ
3) กอนทําการปลูกพืชใหปรับปรุงบํารุงดินดวยปุย เคมีที่มีธาตุอาหารเสริม เพราะดินพรุสวนใหญ
จะขาดธาตุอาหารเสริม
การแกปญหาดินพรุตองลงทุนสูง และตองใชเวลานานดินจึงจะอยูในสภาพทีเ่ หมาะสมตอการ
ปลูกพืชมากทีส่ ุด ซึ่งดินพรุจะพบมากในบริเวณภาคใตและภาคตะวันออก
2.2 ดินนา
ดินนา เปนดินที่ลุมต่ําใชทํานาในฤดูฝน ฤดูแลง ผิวหนาดินแหง หากมีแหลงน้ําอาจใชปลูกผักหรือ
พืชอายุสนั้ ที่รากตองการกาซออกซิเจนจากอากาศในดินนอย แตถาหากจะปลูกพืชไรหรือทําสวนผลไมยืนตนถาวร
ตองปรับปรุงพื้นที่ใหผวิ ดินสูงกวาระดับน้าํ ใตดินไมนอยกวา 50 – 100 เซนติเมตร สําหรับพืชรากตื้นและรากลึก
ตามลําดับ วิธปี ฏิบัติสามารถทําไดดังนี้
1) ใชดินดีถมยกระดับผิวดินหรือทําคันดินสูงลอมรอบพื้นที่
2) ขุดคูลึก 1 – 2 เมตร ภายในพืน้ ที่รอบคันดิน เพื่อกักน้าํ และสูบน้าํ เขาออกเพื่อควบคุมระดับน้ํา
ในแปลง
3) บํารุงชั้นหยั่งรากพืชหรือผิวหนาดินดวยการใสสารอินทรียจาํ พวกปุยอินทรีย ปุย คอก ปุยหมัก
และกากตะกอนจากโรงงานน้าํ ตาล พรอมกับใสปุยเคมีตามความเหมาะสม แลวไถคลุกเคลาใหเขากับดิน
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

87

2.3 ดินอินทรีย
ดินอินทรีย คือดินบริเวณปาพรุเกาที่ไมมนี า้ํ ทวมขัง มีซากพืชซากสัตวอยูมาก เนื้อดินไมแนนทรุด
ตัวไดงาย และซากอินทรียว ตั ถุดังกลาวติดไฟคุเปนไฟใตดินไดงาย ดังที่เกิดขึ้นในพืน้ ทีพ่ รุโตะแดง จังหวัดนราธิวาส
ดินอินทรียจึงไมเหมาะตอการหยั่งรากของพืช เพราะนอกจากจะทรุดตัวงายแลว ดินอินทรยยังขาดความอุดม
สมบูรณแมวาจะมีสารอินทรียอยูมากแกไมใชฮิวมัส (HUMUS) จึงไมสามารถใหแรธาตุแกพืชได ดังนัน้ ถาจะนํามา
ดัดแปลงเปนปุยอินทรียจะตองเพิ่มปุย เคมีใหมีธาตุอาหารพืชครบทุกธาตุกอนนําไปใช
สําหรับการปรับปรุงดินอินทรีย มีวธิ ีการและขั้นตอนดังนี้
1) ระบบน้าํ ออกจากพื้นที่และหามจุดไฟเผาซากพืชในบริเวณนัน้ เพราะจะทําใหเกิดไฟคุใตดิน
2) ขุดลอกหนาดินออกบางสวน นําทรายและดินเหนียวมาถม แลวไถคลุกใหเขากับดินเดิมเพื่อให
เกิดชั้นดินใหมที่มีเนื้อดิน 80 – 90% เปนสารอินทรียและมีความหนามากกวา 1.5 เมตร
3) บํารุงดินชัน้ ใหมดว ยปุยเคมีกอนปลูกพืช
ในกรณีที่ไมตอ งการถมดินเพราะลงทุนสูง อาจใชวิธีการระบายน้ําออกแลวปลูกพืชทีท่ นตอความ
เปนกรด เชน ปาลมน้าํ มัน แตอาจมีปญหาเพราะตนพืชจะโคนลมไดงา ย
2.4 ดินทรายจัด
ดินทรายจัดจะพบตามบริเวณสันทรายชายหาด เชน ชุดดินบาเจาะ ชุดดินหัว และชุดดินระยอง
รวมไปถึงดินทรายหยาบลึกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือดวย ไดแก ชุดดินอุบลและชุดดินน้ําพอง
ดินเหลานีจ้ ะเปนดินทรายถึง 2 – 4 เมตร จึงไมสามารถเก็บกับน้ําฝนเอาไวไดเลย จึงทําใหเกิดการ
ขาดแคลนน้ําในฤดูแลง รวมทั้งขาดธาตุอาหารพืชทุกชนิด ดินเหลานี้จะนํามาใชประโยชนในการปลูกพืชรากลึกที่
ทนตอสภาพขาดแคลนน้าํ และธาตุอาหารพืช รวมทั้งการปลูกมันสําปะหลังและพืชไรอื่น ๆ แตใหผลผลิตนอยมาก
การแกปญหาดินทรายจะใชวิธีการปูดวยแผนพลาสติกดานลางกอนทําแปลงหรือเตรียมดินปลูกพืช เพื่อให
พลาสติกกักเก็บความชื้นเอาไว ใชปลูกพืชผักและผลไมที่มีรากสัน้ เชน กะหล่าํ ปลี สตรอเบอรี่ แคนตาลูป ฯลฯ วิธีนี้
จะใชในการขุดสระกักเก็บน้าํ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือดวย และในประเทศญี่ปุนไดใชวิธีนี้สําหรับการทํานาขาว
ในพืน้ ที่ดนิ ทรายจัดซึ่งพบวาใหผลผลิตไดดี

2.5 ดินกรดจัด
ดินกรดจัด ไดแก ดินที่พบตามบริเวณทีลมุ ต่ําและมีตะกอนน้ํากรอยทับถม ซึ่งมีแรไพไรต (PYRITE)
ในปริมาณมาก เชน ดินทาจีน ดินบางปะกง และดินชะอํา ดินเหลานี้จะเปนดินในพืน้ ที่ปา ชายเลนที่นา้ํ ทะเลขึ้นถึง
และนํามาดัดแปลงเปนบอกุงและบอปลา ซึง่ ในขณะทีด่ ินอยูใตน้ําจะไมมีปญหา คือมีคา PH ประมาณ 7.0 – 8.0
หรือมีสภาพเปนกลางไปถึงดางเล็กนอย แกเมื่อลอกเลนขึ้นมาตาก หรือปลอยใหบอแหงจะเกิดกรดรุนแรงทันทีคา
PH อาจลดลงถึง 3.5 เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของแรไพโรตเปนกรดกํามะถัน เมื่อไดรับกาซออกซิเจนจากภาวะ
ดินแหง รวมถึงแรเบสิกเฟอริกซัลเฟตดวย
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

88

ดินที่มกี รดจัดจะทําใหธาตุอะลูมินัมละลายออกมาอยูในสารละลายในดินที่มีความเขมขนสูงมาก
จึงเปนพิษตอพืช นอกจากนัน้ สภาพการเปนกรดจะเกิดการตรึง (FIXED) ธาตุฟอสฟอรัสในดิน ทําใหดินปลอย
สารประกอบฟอสเฟตออกมาเปนประโยชนตอพืชไดนอ ยมาก รวมถึงประสิทธิภาพของปุยฟอสเฟตที่ใสลงไปในดิน
ลดลงดวย
ดินที่เปนกรดจัดแกไขไดยาก เนื่องจากความไมสม่ําเสมอของปริมาณแรไพโรต ดังนัน้ วิธกี าร
แกปญหาโดยใชวิธีการ “แกลงดิน” ตามแนวพระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหวั ณ ศูนยศึกษาการ
พัฒนาพิกุลทอง จังหวัดนราธิวาส นับวาไดผลดีดังนี้
1) ระบายน้าํ ออกจากบริเวณดังกลาวใหหมด ตากดินใหแหง ปลอยใหกรดกํามะถันเกิดใหเต็มที่
2) ใสปูนขาวลงไปในปริมาณมากเพื่อปรับแกความเปนกรดของดิน
3) ปลอยใหนา้ํ ทวมขับนานประมาณ 1 เดือน จงจะปลูกขาวหรือพืชน้าํ อื่น ๆ ได
สําหรับพืชอื่นที่ตองปลูกในที่ดอน ตองเลือกพืชที่ทนตอความเปนกรดและทนเค็ม เชน สม มะนาว
และปาลมน้าํ มัน ใหปฏิบัติโดยควบคุมระดับน้ําใตดินใหทว มชัน้ แรจาโรไซด (JAROSITE) ซึ่งมีแรไพโรตอยู
ตลอดเวลาเพือ่ ไมใหปลดปลอยกํามะถันขึ้นมา พรอมกับปรับปรุงดินชั้นบนดวยปูนขาว เพื่อปรับแกความเปนกรด
และเพิ่มความอุดมสมบูรณของดินดวยสารอินทรีย หลังจากนัน้ จึงปลูกพืชดังกลาว ทีส่ ําคัญคือตองควบคุมระดับ
น้ําใตดินใหทว มชั้นแรจาโรไซตอยูตลอดเวลา
การใสปูนขาวในดินปริมาณมาก เมื่อเม็ดปูนสัมผัสกับดินจะเกิดดางจัด จะทําใหดนิ ขาดแคลน
ธาตุอาหารเสริมพวกเหล็ก สังกะสี แมงกานีส และทองแดงทันที ดังนัน้ การปลูกพืชในพืน้ ที่บริเวณนี้จึงตองใหปุย
พวกธาตุอาหารเสริมดังกลาวดวยการฉีดพนทางใบ
2.6 ดินปนหินหรือดินหินโผล
ดินลักษณะนี้จะมีผวิ หนาดินตื้น ไมเพียงพอตอการหยั่งรากของพืช และไมสามารถไถพรวนไดหาก
ไมจําเปนดินลักษณะนี้ควรปลอยใหเปนปาไมตลอดไป แตถาหากจําเปนใหใชวิธีการหาดินดีมาถมกองใหกวาง
และสูงจากผิวหนาดินประมาณ 1 เมตร แลวนํากอนหินมาวางเรียงลอมรอบดินที่ถม เพื่อปองกันดินถูกชะลาง
ออกไป ซึ่งเหมาะสําหรับการปลูกพืชผักรากสั้นหรือรากตืน้ แตถา หากปลูกไมผลตองหมั่นรดน้ําเพราะรากพืชไม
สามารถดูดซึมน้ําที่ไหลผานตามผิวดินมาใชประโยชนได
2.7 ดินดางจัด
ดินดางจัด เปนดินเหลวเนื่องจากมีเกลือ โซเดียมไบคารบอนเนตและเกลือคารบอนเนตใน
สารละลายดิน ดินประเภทนี้เมื่อชื้นจะมีกลิน่ เหม็น ผิวดินมีสีดําคล้ํา เมือ่ แหงจะอัดตัวกันแนนมากไมยอมใหน้ําซึม
ผานไดเลย ในประเทศไทยพบดินดางกระจัดกระจายอยูในพืน้ ที่ดนิ เค็มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การแกไขดิน
ดางจึงตองกําจัดเกลือโซเดียมออกใหหมด โดยวิธีการดังนี้
1) ใสหนิ ปูนและยิปซัมลงไปในดินแลวไถคลุกใหทั่ว
2) ทดน้ําเขาแปลงแลวระบายน้ําออกเพื่อลางเกลือตาง ๆ ในดินโดยทําซ้ําหลาย ๆ ครั้ง
3) ใสปยุ อินทรียและปุย เคมีเพื่อเพิม่ ความสมบูรณใหแกดิน
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

89

2.8 ดินเค็ม
ดินเค็ม หมายถึง ดินที่มเี กลือของโซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม และโพแทสเซียม ซึ่งสวนใหญเปน
เกลือคลอไรดและเกลือซัลเฟตอยูในปริมาณมากและเปนอันตรายตอพืช ดินเค็มมี 3 ลักษณะ ดังนี้
1) ดินเค็มธรรมดา เปนดินที่มีเกลือมาก มีลักษณะคลายดินทั่วไปแตจะมีคราบเกลือเปนฝาสีขาว
ตามหนาดิน
2) ดินเค็ม – โซดิก มีเกลือมากคลายดินเค็มธรรมดา แตหลังจากลางเกลือออกไป แลวดินจะพอง
ตัวแนนทึบ ระบายน้ําไดยาก
3) ดินโซดิก มีเกลือนอย เมื่อแหงจะเปนสีดาํ และแนนทึบ น้ําซึมผานไดยาก หนาดินเมื่อถูกน้ําจะ
ลื่นและมีกลิน่ คลายสบู
สําหรับวิธีการแหปญหาดินเค็มที่ดีที่สุด คือ เลือกพืชทนเค็มที่เหมาะสมกับระดับความเค็มของดินมา
ปลูก เชน ขาว ออย ปาลมน้าํ มัน และมะพราว พืชเหลานีจ้ ะคอย ๆ ดูดซับเกลือจากดิน พรอมกับระบายน้ําออกจาก
ดินเค็มนาน ๆ ไปดินจะลดความเค็มลงได การใหปุยเคมีแกพืชที่ปลูกในดินเค็มควรใหปุยทางใบแทนการใสลงใน
ดิน
สําหรับดินที่มสี ภาพเปนกรดเปนดาง หรือเกิดความเค็มจากสาเหตุการใชสารเคมีในการเพาะปลูกนัน้
สามารถแกไขปรับปรุงไดงาย เชน การใสปูนขาว ปูนมารล ปุยอินทรีย และปุยเคมี สวนปริมาณการใชนั้นยอมขึน้ อยู
กับคา PH ของดินซึ่งตองตรวจสอบทุกครั้งกอนการเตรียมดินปลูกพืช

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

90

เรื่อง 2.5 ธาตุอาหารของพืชและปุย
1. ความหมาย ชนิด และประโยชนของธาตุอาหารของพืช
1.1 ธาตุอาหารพืช (ELEMENT) คือ สิ่งทีจ่ ําเปนสําหรับพืชชั้นสูงทุกชนิด สําหรับนําไปใชในการ
เจริญเติบโต ธาตุอาหารทัง้ หมดมีอยูในดิน น้ํา อากาศ และปุยที่ใสใหแกตนพืช ถาพืชไดรับธาตุอาหารที่จําเปนตอ
การเจริญเติบโตอยางครบถวนตามทีพ่ ืชตองการ พืชก็จะสรางผลผลิตไดอยางเต็มที่
ชนิดของธาตุอาหารพืช
ธาตุอาหารทีม่ คี วามจําเปนตอการเจริญเติบโตของพืชมี 16 ธาตุ แบงออกเปน 3 กลุม คือ ธาตุอาหาร
หลัก กลุมธาตุอาหารรอง กลุม ธาตุอาหารเสริม
ก. กลุมธาตุอาหารหลัก พืชตองการมาก ไดแก
N ไนโตรเจน
P ฟอสฟอรัส
K โพแทสเซียม
ข. กลุมธาตุอาหารรอง พืชตองการนอยกวาธาตุอาหารหลัก ไดแก
แคลเซียม
แมกนีเซียม
กํามะถัน
ค. กลุมธาตุอาหารเสริมหรือจุลธาตุ พืชตองการเพียงเล็กนอย ไดแก
โปรตีน
ทองแดง
คลอรีน
สังกะสี
แมงกานีส
เหล็ก
โมลิบดีนัม
ง. กลุม ธาตุโครงสรางที่พืชตองการมาก แตพืชไดรับทั่วไปในดิน น้าํ และอากาศ ไดแก
C คารบอน
H ไฮโดรเจน
O ออกซิเจน
1.2 ประโยชนของธาตุอาหาร
1) ไนโตรเจน (N) ชวยใหพืชตั้งตัวไดเร็วในระยะแรกของการเจริญเติบโต ทําใหใบและลําตนมีสี
เขียว ชวยสรางโปรตีนในพืช ชวยคุมการออกดอกติดผลของพืชดวย หากขาดจะทําใหลําตนแคระแกร็นปลายใบ
ยอดออนจะแหงลุกลามไปจนรวงกอนกําหนด
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

91

2) ฟอสฟอรัส (P) เปนสวนประกอบสําคัญที่โปรตีนของพันธุพชื ทําหนาที่การผสมพันธุที่ใหผล
ผลิตมีคุณภาพดี หากพืชขาดจะชะงักการเจริญเติบโต แคระแกร็น ลําตนบิดเบี้ยว เนื้อจะไมแข็งแรง เปราะงาย
3) โพแทสเซียม (K) ทําหนาที่กระตุนเอ็นไซมในพืชใหสรางแปง น้ําตาล และโปรตีนและยังชวยให
พืชตานทานโรค ตานทานตอความเปลีย่ นของสภาพดินฟาอากาศซึ่งขาดโพแทสเซียม อาการของใบเหลืองแลว
เปลี่ยนสีน้ําตาลจากปลายใบเขาสูกลางใบ
4) แคลเซียม (CA) เปนธาตุที่พืชไปใชเพื่อการเจริญเติบโต เพราะแคลเซียมเปนองคประกอบของ
สารเชื่อมยึดระหวางเซลลพชื พืชที่ขาดแคลเซียมที่ปลายใบยอดออนจะมีตนแหงตาย
5) แมกนีเซียม (MG) เปนสวนประกอบของคลอโรฟลลในพืชมีบทบาทในการสรางอาหารและ
โปรตีนของพืช ขาดแมกนีเซียมจะเริ่มอาการจากใบยอดซีดเหลืองกอน แลวลุกลามไปทั้งตน
6) กํามะถัน (S) เปนองคประกอบของโปรตีนบางชนิดในพืชที่เกีย่ วกับการแบงเซลล พืชที่ขาด
กํามะถันใบออนจะมีสีเหลืองซีด รวมทัง้ เสนใบ แตกํามะถันมากเกินไปไมเปนอันตรายตอพืช
7) เหล็ก (FE) ทําหนาที่สงั เคราะหคลอโรฟลลของพืช ควบคุมการทํางานของเอ็นไซมและระบบ
การหายใจของพืช
8) แมงกานีส (MN) ทําหนาที่เกีย่ วกับการเคลื่อนยายสารประกอบฟอสเฟตในพืชและชวยคุม
ปริมาณธาตุเหล็กและไนโตรเจนในพืช
9) สังกะสี (ZN) เปนองคประกอบของเอ็นไซมที่เกีย่ วของกับการสังเคราะหโปรตีนและคารโบไฮ
เดตรในพืช
10) ทองแดง (CU) ทําหนาที่ใหพืชดูดธาตุเหล็กไปใชประโยชนไดมากขึ้น
11) คลอรีน (CI) เปนธาตุทมี่ ีมากในดินทัว่ ไป มีความสําคัญตอกระบวนการสังเคราะหของพืช
12) โปรตีน (B) ทําหนาที่ชว ยดูดธาตุแคลเซียมและไนโตรเจนไปใชรวมกันอยางมีประสิทธิภาพ
13) โมลิบดีนมั (MO) เปนธาตุอาหารที่มคี วามสําคัญในการตรึงไนโตรเจน ทําใหการทํางานของ
พืชสมบูรณขึ้น
2. ปุย
2.1 ความหมายของปุย
ปุยคือวัตถุใดก็ตามที่นาํ มาใชในการเพาะปลูก แลวทําใหพืชเจริญเติบโต เพิม่ ผลผลิตไมเปนพิษ
ตอพืชและเกิดผลเสียตอดิน
2.2 ชนิดของปุย
1) ปุยเคมี คือ ปุยที่สงั เคราะหมาจากสารอนินทรีย ซึ่งมีน้ําปุยเดียว ที่มีธาตุอาหารตัวเดียว ปุย
ผสม ปุยเคมีมธี าตุอาหารหลักมากกวาหนึง่ ตัว
2) ปุยอินทรีย คือ ปุยที่ไดจากสารอินทรีย ไดแก ปุย คอก ปุยหมัก ปุยหมักน้าํ ชีวภาพและปุยพืช
สด
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

92

3. หลักการใชปุยอินทรีย
ปุยอินทรียมีความสําคัญมากตอการปรับโครงสรางดินใหรวนซุย ทําใหดินระบายน้าํ และถายเทอากาศ
ไดดี สามารถดูดซึมน้ําเอาไวในดินในปริมาณเหมาะสมกับความตองการของพืช แมวาปุย อินทรียจะมีธาตุอาหาร
อยูนอย แตก็มเี กือบครบจํานวนธาตุอาหารที่พืชตองการ ทั้งนี้มีการปลูกพืชในดินควรใชปุยอินทรียใ นการเตรียมดิน
ปลูกพืชดังนี้
3.1 เลือกใชปยุ คอกที่มีคุณภาพดี โดยนําพวกจากชนิดของมูลสัตว อาหารที่สัตวกนิ อายุของสัตวและ
วิธีเก็บรักษา
3.2 เลือกใชปยุ หมักที่สลายตัวสมบูรณแลว ปุยหมักที่ไดจากการหมักเองหรือทีม่ ีจําหนายเปนชนิดผง
3.3 การใชปุยคอก ปุยหมัก และปุยพืชผัก ควรใชในการเตรียมดินปลูกพืช หรือผสมดินปลูก
3.4 ตองคํานึงตนทุนในการใช การใชปุยอินทรียท ุกชนิดตองคํานึงตนทุนจากราคาปุย และคาจาง
แรงงาน
4. หลักการใชปุยเคมี
4.1 ชนิดของพืชที่จะนํามาปลูก ตองพิจารณาวาเปนพืชชนิดใด เพื่อเลือกใชปุยอยางเหมาะสม
4.2 ปริมาณธาตุอาหารของพืชในดิน ตองการตรวจสอบความอุดมสมบูรณของดิน วามีปริมาณธาตุ
อาหารพืชชนิดใดมากนอย เพื่อประกอบการพิจารณาใชปุยเคมี
4.3 ลักษณะของปุย รูปรางลักษณะของปุย แตกตางกัน เชน ปุย น้าํ ปุย เกล็ด ปุยผง และปุยอัดเม็ด ซึง่
จะมีผลตอการใช
4.4 ราคาของปุยและราคาของผลผลิต ตองพิจารณาวาราคาปุยจะคุมคากับราคาผลผลิตหรือไม
4.5 การทดสอบปุย กอนซื้อปุยทุกครั้งหากซื้อในปริมาณมากควรซื้อตัวอยางมาทดสอบกอนทุกครั้ง
เพื่อปองกันปุย ปลอม
4.6 ศึกษาอัตราสวนของปุยที่ใชสําหรับปลูกพืช โดยทั่วไปขางถุงจะมีคําแนะนํา
4.7 พิจารณาฉลากขอความขางกระสอบปุย
5. การใสปุย
วิธีการใสปุยแกพืชจะเลือกวิธีใดขึ้นอยูกับชนิดของพืช และสภาพอากาศเปนสําคัญ โดยทัว่ ไปจะมีวิธี
ปฏิบัติดังนี้
5.1 ใสแบบโรยเปนแถว ใหขนานไปกับแถวปลูกพืช อาจจะขุดเปนรองตื้นและโรยไปตามชองหางกัน
ประมาณ 2 – 3 นิ้ว
5.2 การใสแบบหวาน โดยวิธีหวานไปตามแปลงปลูก
5.3 การใสแบบรอบโคนตน ใชกับพืชไมผลยืนตน ขุดเปนรองลึกประมาณ 20 เซนติเมตร รอบโคนตน
ตามแนวรัศมีพุม
5.4 การละลายน้ํารดโคนตน ใชกับปุยเคมีบางชนิดที่ละลายน้าํ ไดดี ไมควรใชชวงฤดูฝน
5.5 การฉีดพนทางใบ จะใชกับปุยน้าํ ปุยเกล็ด และปุยอืน่ ที่ละลายน้ําไดดี นิยมใชกับไมผลไมดอกพวก
กลวยไม
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

93

เรื่อง 2.6 แหลงน้ําเพื่อการเกษตร
1. ความสําคัญของน้ํา
น้ํามีความสําคัญตอการเจริญเติบโตของพืชอยางมาก เพราะน้ําเปนตัวทําลายแรธาตุอาหารพืชใหเปน
สารละลายทีพ่ ืชสามารถดูดดึงไปใชประโยชนได นอกจากนั้นน้ํายังเปนองคประกอบของเซลลพชื และวัตถุดิบที่
สําคัญในการสังเคราะหแสง หากพืชขาดน้ําไมสามารถดํารงชีพอยูไดเชนเดียวกับคนและสัตว
2. แหลงน้าํ เพื่อการเกษตร
น้ําที่นาํ มาใชเพื่อการเกษตรทั้งการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว จะไดจากแหลงน้ําตาง ๆ ดังนี้
2.1 น้าํ ฝน เปนแหลงน้าํ ธรรมชาติ มีความสําคัญที่สุดสําหรับการเพาะปลูก โดยเฉพาะอยางยิง่ การ
ปลูกพืชไร และทํานาป ที่ตองอาศัยน้ําฝนเปนหลัก ดังนัน้ หากปใดมีนา้ํ ฝนนอย หรือฝนทิง้ ชวงจะทําใหผลผลิตพืชไร
และผลผลิตขาวลดลง
2.2 น้าํ ทา ไดแก แหลงน้ําธรรมชาติจากแมน้ําลําคลอง หนอง บึง กวาน ลําธาร ซึง่ เกษตรกรที่มพี นื้ ที่
การเกษตรอยูใ กลแหลงน้ําเหลานี้ จะสามารถทําการเกษตรไดตลอดป ยกเวนปใดฝนตกนอยแหลงน้าํ เหลานี้
อาจจะขาดน้ํา
2.3 น้าํ บาดาล หรือน้ําใตดนิ สามารถนํามาใชในการเกษตร ดานการเลี้ยงสัตวไดดี แตสําหรับการ
ปลูกพืชตองผานกรรมวิธีปรับปรุงคุณภาพน้ํากอนเพื่อกําจัดเกลือชนิดตาง ๆ ทีม่ ีอยูในน้าํ บาดาลทีอ่ าจจะเปนพิษ
ตอพืชได และการขุดน้ําบาดาลลงทุนสูง
2.4 น้าํ จากแหลงน้าํ ชลประทาน เปนแหลงน้ําที่สรางขึ้นสําหรับเก็บกักน้าํ ฝนเพื่อนํามาใชใน
การเกษตรการอุปโภคบริโภค การผลิตไฟฟา เพื่อปอนกันน้าํ ทวม ซึ่งประกอบดวยเขือ่ นตาง ๆ เชน เขื่อนภูมิพล
เขื่อนเจาพระยา เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนรัชชประภา ฯลฯ นอกจากนีย้ ังมีอางเก็บน้าํ ตาง ๆ ซึ่งอางเก็บน้ําหลายแหงมี
ทิวทัศนสวยงาม เปนสถานที่ทองเทีย่ วมีชอื่ ของแตละจังหวัด ซึ่งทั้งเขื่อนและอางเก็บน้ําอยูในความรับผิดชอบของ
ชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ
2.5 แหลงน้ําของเกษตร แหลงน้ําของเกษตรกรเปนแหลงน้ําที่เกิดขึน้ ตามแนวการเกษตรทฤษฎีใหม
ที่ตองการใหเกษตรมีนา้ํ ใชตลอดป โดยแบงพืน้ ทีเ่ กษตรออกประมาณ 10% สําหรับขุดสระหรือขุดบอเพื่อเก็บกักน้ํา
ไวใชตลอดทั้งป ในพื้นที่ทมี่ ปี ญหาขาดแคลนน้าํ
3. ปญหาการใชน้ําเพื่อการเกษตรและวิธกี ารแกปญ
 หา
น้ําทิ้งจากเกษตรกรจะมีสารตกคางในแหลงน้าํ ทัง้ สารเคมีและสารอินทรีย ซึง่ เกิดจากการใชปุย
สารเคมีกําจัดศัตรูพืช และสิง่ ปฏิกูลตาง ๆ ที่เกิดจากการเลี้ยงสัตวทั้งกุง ปลา และสุกร น้าํ ทิง้ เหลานีจ้ ะทําใหแหลง
น้ําสกปรก น้ําเนาเสีย สัตวนา้ํ ตายเพราะขาดออกซิเจน ซึ่งเปนปญหาสิ่งแวดลอม
วิธีแกปญหาตองแกที่ตน เหตุ คือ “มนุษย” ซึ่งทุกคนที่ใชแหลงน้ําตองมีจิตสํานึกรวมกันดูแลรักษา
ทรัพยากรน้าํ โดยไมทิ้งสิง่ สกปรกโสโครกและสิ่งปฏิกูลตาง ๆ ลงสูแหลงน้าํ รวมทัง้ การใชสารเคมีอยางระมัดระวัง
ไมใหเกิดการตกคาง ชวยกันรักษาตนน้ําลําธารตามธรรมชาติดวยการไมตัดไมทําลายปา ผลประโยชนที่มนุษย
ไดรับ คือ แหลงน้าํ ที่สะอาด มีสัตวนา้ํ ชุกชุม และมีน้ําใชสมบูรณตลอดเวลา
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

94

4. ปจจัยอื่น ๆ ที่ชว ยในการปลูกพืชนอกจากน้ํา ไดแก
4.1 สภาพอากาศ
1) อุณหภูมิ พืชแตละชนิดสามารถเจริญเติบโตในระดับอุณหภูมิที่แตกตางกัน ชนิดใดปลูกใน
เขตรอน - หนาว
2) ความชื้น คือ ไอน้ําที่ลอยอยูในอากาศ พืชบางชนิดตองการความชืน้ มาก เชน ผัก ไมดอก ไม
ประดับ บางชนิดตองการความชื้นนอย เชน ขาวฟาง มันสําปะหลัง ฯลฯ
3) ปริมาณน้ําฝน จะมีผลกระทบตอการเจริญเติบโตและผลผลิตที่ไดรับเปนอยางมาก เชน ขาว
ถาขาดน้ําจะทําใหผลผลิตลดลง
4) ฤดูกาล เกษตรกรควรเลือกปลูกพืชใหตรงตามฤดูกาลจะทําใหผลผลิตเสียหายนอย เชน การ
ทํานาจะเลือกทําในฤดูฝน จะเก็บเกีย่ วในฤดูหนาว เปนตน
4.2 แรงงาน งานเกษตรไมวาจะเปนเกษตรขนาดกลางหรือขนาดใหญ จําเปนตองมีแรงงาน ชวย
ปฏิบัติงานเพือ่ ทดแทนเครื่องทุน แรง เชน การเตรียมตนกลา การเปลีย่ นกระถาง การถอนแยก การขุดยายตนไม
การเก็บเกี่ยว ฯลฯ
4.3 ระบบการปลูกพืช การวางระบบการปลูกพืชวาจะปลูกอะไร ชวงไหน จะชวยใหใชพนื้ ที่ปลูก
อยางคุมคา มีวิธีการปลูก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยวผลผลิตอยางมีระบบ
4.4 ตลาดและราคา ขอมูลการตลาดจะชวยการผลิตพืชไดตรงกับความตองการและมีราคา
ตลอดจนควบคุมคุณภาพผลผลิตได
4.5 การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา มีความแตกตางตามชนิดของพืช บางชนิดเก็บเกี่ยวดวย
แรงงานบางชนิดใชเครื่องทุน แรง การเก็บรักษาจะทําอยางไรที่จะทําใหผลผลิตมีคุณภาพและเสียหายนอย
4.6 ปจจัยอํานวยความสะดวกพื้นฐาน เชน ถนน คมนาคม ไฟฟา ประปา สถานพยาบาล ฯลฯ การ
พัฒนาปจจัยการผลิต เชน แหลงน้ํา การขนสง ฯลฯ

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

95

เรื่องที่ 2.7 การขยายพันธุพืช
ในการปลูกพืช เริ่มตนจากการศึกษาหาขอมูล วางแผนปลูกพืช รักษาและเก็บเกีย่ วผลผลิต สวนการ
ขยายพันธุพ ืชเปนวีการผลิตพืชเพื่อใหไดเมล็ดพันธุ ตนกลา ตนพันธุ และกิ่งพันธุน นั้ จะตองเรียนรูและเขาใจใน
เรื่องการขยายพันธุพ ืช การปลูก ทัง้ นี้เพื่อใหไดผลผลิตพืชตามที่เราตองการขยายพันธุพืชมีหลายวิธีดังนี้
1. การตอนกิ่ง
การตอนกิง่ คือ การทําใหกิ่งพืชเกิดรากในขณะที่ฝงติดอยูกับตนแม กิง่ พืชที่เกิดรากและตั้งตัวไดแลว
จึงตัดออกไปปลูกเปนตนใหม ซึง่ บางครัง้ เรียกวา กิ่งตอน การตอนกิง่ โดยทั่วไปทีน่ ยิ มกันมานาน คือ วิธีการตอน
อากาศหรือเรียกชําแบบจีน เหมาะสมกับพืชทีโ่ คงไดยากแตแตกกิ่งจากตนตอไดมาก สวนใหญนยิ มตอนกิง่ จากตน
ตอไดมาก สวนใหญนิยมตอนกิง่ ที่มีอายุประมาณ 1 – 2 ป ไมผลที่ขยายพันธุโดยวิธนี ี้ เชน สม ฝรัง่ มะนาว ลิ้นจี่
ฯลฯ ไมประดับ เชน เล็บครุฑ สนตาง ๆ เฟองฟา โกสน ยี่โถ ฯลฯ การตอนกิ่งโดยวิธตี อนอากาศทําได 3 วิธี คือ
1.1 การตอนแบบควั่นกิง่

1. เลือกกิ่งที่แข็งแรง สมบูรณ ไมมีโรคแมลง

2. ใชมีดควั่นรอบกิ่ง 2 รอบ ลาง – บน หางกัน ½ - 1 นิ้ว

เปนกิ่งที่อยูตนนอกของทรงพุม

3. – 4. ใชมีดกรีดระหวางรอบควั่นลาง - บน

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

96

5. ลอกเปลือกออกจะมีเมือกลื่น ๆ อยูระหวางสวนของเปลือก 6. ขูดเยื่อเจริญออกใหหมด ระวังอยาขูดใหรอยควั่นบนช้ํา
กับเยื่อไม
เพราะเปนสวนที่รากจะงอก

7. ผาถุงบรรจุขุยมะพราวใหมิดที่แชน้ําจนอิ่มตัวแลว

8. นําขุยมะพราวที่ผาหุมรอยควั่น

9. ใชเชือกมัดหัวและทายถุงที่หุมใหแนนอยาใหขยับได
เพราะจะทําใหรากงอหัก

10. รากจะเกิดจากรอยควั่นบน

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

97

1.2 การตอนแบบกรีดกิง่ นิยมใชกับกิ่งที่เปราะหักงาย เชน ยี่โถ มีขั้นตอนการปฏิบัติเชนเดียวกับ
การตอนแบบควั่นกิง่ ตางกันตรงไมตองทํารอยควั่นและลอกเปลือกออก แตจะใชมีดคม ๆ กรีดที่เปลือกยาว
ประมาณ 1 นิว้ 3 – 4 รอย
1.3 การตอนแบบปาดกิง่ มีวิธีปฏิบัติเชนเดียวกันตางกันตรงรอยแผล ปฏิบัติโดยใชมีดปาดเฉียง
ใหลึกเขาไปในเนื้อไมเล็กนอย ใชเศษวัสดุ เชน ลวดฟวส ไมจิ้มฟนยาวขนาดความกวางของรอยแผล ขัดรอยแผลไว
ใหสวนที่ปาดเผยออกมาเปนลิ้นปองกันไมใหรอยแผลเชื่อมติดกัน
ขอดีและขอเสียของการขยายพันธุโดยการตอน

ขอดี

ขอเสีย

1. ทําไดไมยาก

1. ตนพืชที่เจริญจากกิ่งตอนไมมีรากแกว มีระบบรากตื้นไม

2. ใชกับพืชที่ออกรากยากและนิยมขยายพันธุโดยการ

สามารถทนตอลมแรง ๆ โคนลมงาย ๆ
2. กิ่งตอนมีขนาดโต ตองนํามาชําลงภาชนะเสียกอน เมื่อ
พืชตั้งตัวไดดีแลวจึงยายลงแปลงปลูกพืชเปลี่ยนภาชนะ
ปลูก

ปกชํา
3. ตนพืชที่ไดจากกิ่งตอน มีขนาดใหญทําใหไดผล
ผลิตเร็ว

2. การติดตา ตอกิ่ง และทาบกิ่ง
การติดตา ตอกิ่ง และทาบกิง่ คือ การกระทําตาง ๆ ที่จะทําใหเกิดการเชื่อมหรือประสานสวนของตน
พืชเขาดวยกัน จะประกอบดวยพืช 2 ชนิด คือ
ก. ตนตอ หมายถึง สวนของพืชที่ทาํ หนาที่เปนระบบราก หลังจากทีท่ ําการติดตา ตอกิ่ง หรือทาบ
กิ่งแลว โดยตนตอจะไดมาจากเมล็ด การตัดชํา การตอนหรือการแยกหนอและราก
ข. กิ่งพันธุดี หมายถึง สวนของตนพืชทีท่ ําหนาที่ใหผลผลิตที่มีคุณภาพดีภายหลังจากทีท่ ําการติด
ตาตอกิ่งและทาบกิ่งแลว การเลือกกิง่ พันธุดี จะพิจารณาจากกิ่งแกหรือกิ่งทีก่ ําลังฟกตัว ซึง่ เปนกิ่งที่ไมคอยเจริญ
เปนกิง่ ใหม มีความทนทานตอการชอกช้ําและเหี่ยวแหง และพิจารณาจากกิง่ ออน ซึง่ เปนกิ่งในระยะเจริญเติบโต
กิ่งชอกช้าํ งาย แหงเหี่ยวเร็ว แตตาจะเจริญเปนกิง่ ใหมไดงาย
แสดงตาที่เหมาะในการนําไปติดตา

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

98

การเตรียมตนตอเพื่อจะติดตา

มีดกรีดตามความยาวของกิง่ ประมาณ 1 นิ้ว มีดกรีดตามกิ่งเปนรูปตัวที เผยอเปลือกออก
2.1 การติดตา หมายถึง การนําตาของกิ่งพันธุดีไปติดบนแผลของตนตอ หรือทําใหเชื่อมติดกับตน
พืชที่เจริญเติบโตเต็มที่แลว
วิธีการเฉือนแผนตา
(1) เฉือนแผนตาใหมีความยาวเหนือตา 1 นิ้ว และใตตา 1 นิ้ว ดังภาพ
(2) เฉือนใหตดิ เนื้อไมเล็กนอยและเฉือนครั้งเดียวใหตลอดแผนตา ไมควรขยับมีดเพราะรอย
เฉือนจะไมเรียบ แนวเยื่อเจริญจะไมแนบสัมผัสกัน ทําใหรอยตอไมติดกันอยางสนิท เมื่อเฉือนเสร็จควรนําไปติดตน
ตอใหเร็วที่สุด

วิธีการติดตามรูปตัว T (T-budding)
การสอดแผนตา คอย ๆ สอดแผนตาที่เตรียมไวเขาไปในชองวางของเปลือกที่เผยออก ใหตาพุงขึน้ ดานบน
ปดเปลือกที่เผยอออกใหทับแผนตา ตัดแผนตามที่เหลือเลยรอยแผลดานบนออก ใชผาพลาสติกสีขาวใส ขนาด
กวางประมาณ 1 นิ้ว พันรอบแผลใหแนน โดยเริ่มพันจากดานลางขึน้ ขางบนจนปดรอบแผลเพื่อปองกันน้าํ เขาแผน
ตา

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

99

นอกจากการติดตามรูปตัว T แลว ยังมีวิธีการติดตามแบบแผนปะ ซึง่ เหมาะกับพืชเปลือกหนา เชน มะมวง
ยางพารา การติดตามแบบชิพ (Chip budding) เหมาะกับพืชที่เปลือกบางหรือเปราะหรือพืชที่ไมมียาง เชน องุน
ฯลฯ

2.2 การตอกิ่ง หมายถึง การนําสวนของพืชที่เปนกิง่ พันธุดีซงึ่ มีตาหลายตาไปทําใหเชื่อมตอกับตน
ตอหรือตนกลาที่เปนชนิดเดียวกัน เพื่อเจริญเติบโตเปนตนใหญ วิธนี ี้ใชขยายพันธุไมดอก เชน กุหลาบ เฟองฟา
ฯลฯ และไมผล เชน มะมวง ขนุน มะปราง สม ฯลฯ
2.3 การทาบกิ่ง คือ การนําตนตอที่ไดจากการเพาะเมล็ด มีอายุประมาณ 1 ป ลําตนขยายประมาณ
แทงดินสอดํา ไปประกบทาบกับกิ่งพันธุ เมื่อรอยแผลประกบสมานกันดีและตนตอออกรากจํานวนมากจึงตัดกิง่
ทองพันธุนาํ ไปปลูก การทาบกิ่งมีหลายวิธีคือ ทาบกิง่ แบบผานบวบแปลง ทาบกิง่ แบบเขาขางขัดหลัง ทีน่ ิยมทั่วไป
คือ ทาบกิ่งแบบเสียบขางแปลง ดังภาพ

3. การเสียบยอด (การตอกิ่งแบบเสียบลิ่ม)
ใชในการตอกิง่ เปลี่ยนยอดกับตนตอที่มีเนือ้ ไมแข็ง เสี้ยนไมตรง ลอกเปลือกยากหรือตนตอมีขนาดเล็ก
เกินไป ลอกเปลือกเสียบแผนตาไมได ไมผลหลายชนิดที่นยิ าขยายพันธุวธิ ีนี้ ไดแก มะมวง มะปราง สม ลางสาด
ทุเรียน เปนตน ตนตอสําหรับใชเสียบยอดนิยมใชตงั้ แตขนาดเสนผาศูนยกลางเทาขนาดของดินสอดําถึงขนาดใหญ
กวาดินสอดําก็มี อายุของตนตอตั้งแต 3 เดือน จนถึง 1 ป ตนตอปลูกอยูในกระถางหรือถุงพลาสติกกิ่งพันธุดีควร
เปนสวนยอดบน ยอดยังไมผลิและเปลือกไมลอนจากเนือ้ ไม ดังภาพ

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

100

แสดงการเสียบยอด

วิธีทํา คือ ตัดทอนพันธุทําเปนลิ่มแลวเสียบลงไปบนรอย

4. การเสียบขาง (การตอกิ่งแบบเสียบขาง)
เปนวิธีใชกับพืชพันธุที่มเี นื้อไมแข็งเปลือกกรอนยาก สวนมากจะใชขยายพันธุมะมวง ขนุน มะขาม
หวาน ไมประดับที่ปลูกในภาชนะ เชน สนชนิดตาง ๆ โกสน เล็บครุฑ ฯลฯ
5. การแยกหนอ
พืชที่ขนึ้ เปนกอ คือ มีหลายตนอยูรวมกันโดยเจริญออกมาจากตนแมตนเดียวกัน ไดแก กลวย หมาก
เหลือง หมากแดง กลวยไมบางชนิด ฯลฯ จะใชขยายพันธุดวยวิธีแยกหนอโดยใชมีด ชะแลง หรือเสียม ตัดใหหนอ
ขาดจากตนแมแลวนําไปปลูก แตมีขอควรคํานึงคือหนอที่แยกตองมีอายุแกพอประมาณและมีรากเกิดขึน้ จากโคน
หนอ การปลูกก็เหมือนกับการปลูกตนทั่วไป
6. การขยายพันธุโดยการแบงและแยกสวนตาง ๆ ของพืช
พืชชนิดนี้เปนพืชทีม่ ีลักษณะพิเศษ คือมีหวั อยูใตดิน (BulbTuber Corm) ซึ่งมีหนาที่สะสมอาหารและ
ในบางครั้งอาจใชในการรักษาคงพันธุ เพือ่ ใหมีชีวิตไดในสภาพของการฟกตัวสําหรับการสรางตนหรือรากใหม เมื่อ
สภาพแวดลอมเหมาะสม
การแบง (Division) หมายถึง การตัดสวนของพืชซึง่ มิไดมีรอยแบงตามธรรมชาติ เชน ขิง มันฝรั่ง ขา
ขมิ้น ฯลฯ
การแยก (Separation) หมายถึง การขยายพันธุพชื ทีท่ ําการแบงหรือแยกออกจากกันตามรอยแยก
ตามธรรมชาติ เชน กระเทียม พุทธรักษา ซอมกลิ่นฝรัง่ กลวย ฯลฯ
การปลูกดวยไหล เชน สตรอเบอรรี่ บัวบก หญาแพรก
นิยมเอาสวนของไหลมาชํากอนหรือจึงยายปลูกอีกครั้งหนึ่ง การชําไหลทําไดโดยเปดดินเปนรองตืน้ ๆ
กลบดินใหสว นของไหลโผลขึ้นมา รดน้ําใหชื้น ประมาณ 2 – 3 สัปดาห จะมีตน ออนงอกขึน้ มาทีป่ ลองของไหล เมื่อ
ตนออนโตพอแลวจึงนําไปปลูก
การปลูกดวยหัว เชน หอม กระเทียม มันฝรั่ง แกลดิโอลัส (ซอนกลิน่ ฝรั่ง)
พืชหัวปลูกไดในดินทุกชนิดทีร่ ะบายน้ําได ฝงหัวพันธุในดินปลูกลึกพอประมาณ กดกินในแนนพอควร
คลุมแปลงปลูกดวยฟางหรือหญาแหง ระวังเรื่องการใหนา้ํ อยาใหมากเกินไปหัวจะเนา
ในมันฝรัง่ ถาผาหัวแลวควรใหมีตาติดชิ้นสวนนั้นดวย กอนนําไปลูกควรใชปูนแดงทาบริเวณรอยแยก
ฝงชิ้นสวนนี้ในดินที่เตรียมไวโดยใหตาอยูด านบน
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

101

เรื่องที่ 2.8 การปลูกพืช
กระบวนการปลูกพืช คือ ขั้นตอนปฏิบัติในการปลูกพืชที่เริ่มตนจากศึกษาหาขอมูล วางแผน ปลูกพืช การ
ปฏิบัติรักษาและการเก็บเกีย่ วผลผลิต สวนการขยายพันธุพชื เปนวิธกี ารผลิตพืชเพื่อใหไดเมล็ดพันธุ ตนกลา ตน
พันธุ และกิง่ พันธุ ดังทีน่ ักเรียนเคยศึกษาเรียนรูมากสวนหนึง่ แลวในชวงชั้นที่ผานมา ดังนัน้ ทัง้ กระบวนการปลูก
และการขยายพันธุพ ืชจึงเปนกระบวนการผลิตพืชเพื่อใหไดผลผลิตตามที่เราตองการ
1. การศึกษาขอมูล
ขอมูลการผลิตพืชสามารถศึกษาและรวบรวมไดจากแหลงตาง ๆ ดังนี้
1.1 สื่อ เอกสาร สิ่งพิมพ
แหลงขอมูลเหลานี้มีอยูมากมายที่ใหความรูเรื่องการผลิตพืช ทั้งเรื่องชนิดของพืช วิธกี ารปลูก
และการขยายพันธุ เชน สื่อโทรทัศน สื่อวิทยุ สื่ออินเทอรเน็ต หนังสือพิมพ วารสารตาง ๆ และจุลสาร แผนพับที่
พิมพเผยแพรโดยหนวยงานตาง ๆ ทัง้ ของภาครัฐและเอกชน รวมทั้งสือ่ เอกสารตาง ๆ ที่อยูในหองสมุดโรงเรียน
หองสมุดชุมชน หรือหอสมุดแหงชาติ
1.2 นักวิชาการหรือปราชญชาวบาน
นักวิชาการหรือปราชญชาวบาน คือ บุคลากรทีม่ คี วามรูความชํานาญในการปลูกและขยายพันธุ
พืช ที่มีอยูในทองถิ่น เชน เกษตรอําเภอ เกษตรตําบล เกษตรกร และนักวิชาการเกษตรที่ประจําอยูต ามสถานี
ทดลอง พืชไร พืชสวน ในแตละจังหวัด รวมไปถึงครู-อาจารยเกษตรทีอ่ ยูสถาบันการศึกษาตาง ๆ ดัวย ซึง่ บุคลากร
เหลานี้จะสัมผัสคลุกคลีอยูกบั อาชีพเกษตร ยอมมีประสบการณ มีทักษะ ความชํานาญ และวิสัยทัศนเพียงพอทีจ่ ะ
ใหคําแนะนํา คําปรึกษา หรือใหขอมูลที่ตอ งการได
1.3 สถานประกอบการในทองถิ่น
เปนแหลงผลิตพืชในทองถิ่น เชน สวนปก สวนผลไม ฟารมเห็ด ฯลฯ ที่เราสามารถศึกษาหาขอมูล
ไดดวยวิธีการสังเกต สํารวจ และสัมภาษณ ดวยการเยีย่ มชม ศึกษา ดูงาน และทดลองฝกงาน ซึง่ วิธกี ารนี้จะได
ขอมูลในภาคปฏิบัติที่ถูกตองชัดเจน และทําใหไดรับประสบการณตรงเกี่ยวกับการผลิตพืชแตละชนิด
2. การรวบรวมและวิเคราะหขอมูล
ขอมูลที่ไดจากการรวบรวมจากแหลงขอมูลตาง ๆ จะนํามาแยกแยะประเด็นที่อยากรู เชน ชนิดของพืช
ที่ปลูก วิธกี ารปลูกและการปฏิบัติศึกษา วิธีการขยายพันธุ การตลาด การลงทุน ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ และ
แนวโนมในอนาคต หลังจากนั้นจึงนํามาจัดลําดับความสําคัญของพืชที่เราสนใจกอนตัดสินใจ เลือกบนพื้นฐานของ
ความตองการใชประโยชนและความพรอมในเรื่องทุน ทีด่ ิน แรงงาน เครื่องมืออุปกรณ ตลอดจนความรูเกีย่ วกับพืช
นั้น ๆ
3. การตัดสินใจเลือกผลิตพืช
เมื่อตัดสินใจไดแลววาจะผลิตพืชแบบใด พืชชนิดใด และมีขอมูลเกี่ยวกับพืชชนิดนัน้ อยูพรอมแลวจึง
เขียนโครงการผลิตพืช
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

102

4. การวางแผนการผลิตพืช
การวางแผนการผลิตพืช คือ การกําหนดรูปแบบขั้นตอนเพื่อใชเปนแนวทางปฏิบัติงานตั้งแตเริ่ม
ดําเนินการจนจบกระบวนการ ทัง้ นีเ้ พื่อใหการปฏิบัติงานดําเนินไปดวยความราบรื่น มีประสิทธิภาพและประสบ
ผลสําเร็จ เนื่องจากไดเตรียมการไวลวงหนา ดังนั้นในการวางแผนการผลิตพืชจึงตองจัดทําโครงการและตาราง
ปฏิบัติงานดังนี้
4.1 โครงการ
โครงการ (Project) คือ การกําหนดแนวทางการปฏิบัติงานตาง ๆ ไวลวงหนาวาจะทําอะไรทํา
ทําไม ทําเพื่ออะไร ทําแลวไดอะไร ทําอยางไร ใครทํา ใชทุนเทาใด มีทนุ จากแหลงใด หากมีปญหาและอุปสรรคจะ
แกไขอยางไร และคาดวาจะไดรับประโยชนอื่นใดอีกหรือไม
4.2 ตารางปฏิบัติงาน
ตารางปฏิบัติงาน (Workshop Schedule) คือ การกําหนดระยะเวลาในการปฏิบัติงานแตละ
ขั้นตอนวาจะทําเมื่อไร ใชเวลากี่วนั และใครทํา หรืออาจระบุเงินทุนทีต่ องใชในแตละขั้นตอนดวยดังนี้
5. การปลูกพืชผัก ไมดอก ไมประดับ
1. การปลูกพืชผัก
1.1 ความหมายและความสําคัญของพืชผัก
พืชผัก หมายถึง พืชทุกชนิดที่เรานําสวนตาง ๆ สวนใดสวนหนึง่ หรือหลายสวนเปนอาหาร
ไดแก ราก ลําตน ใบ ดอก ผล เมล็ด เปนตน
พืชผักที่มีความสําคัญตอการดํารงชีวิตประจําวันของมนุษยเปนอยางมาก เพราะผักเปนทั้ง
อาหารและสมุนไพรที่ชว ยในการปองกันรักษาโรคบางชนิดได นอกจากนั้นในพืชผักจะมีโภชนะที่มปี ระโยชนตอ
รางกายทั้งโปรตีน วิตามิน เกลือแร คารโบไฮเดรต และไขมัน รวมไปถึงเยื่อใย (fiber) ของผักจะชวยในระบบ
ขับถายไดดีอีกดวย ดังนัน้ ผูท ี่นยิ มบริโภคทั้งผักสดและผักแปรรูปจะเปนผูทมี่ ีสุขภาพอนามัยดี โดยเฉพาะอยางยิ่ง
ผักที่ปลอดสารพิษ ซึง่ พบวาในปจจุบันคนไทยไดใหความสนใจกับการบริโภคผักปลอดสารพิษกันมากขึ้น แมวา จะ
มีราคาแพงกวาผักทีป่ ลูกขายกันทั่วไปก็ตาม ซึง่ นาจะเปนทางเลือกที่ดถี าทุกครัวเรือนหันมาสนใจปลูกพืชผักไว
บริโภคเองที่บา น โดยใชพนื้ ที่ที่มีอยูใหเกิดประโยชนสงู สุด เชน ทําเปนสวนครัวลอยฟา สวนครัวดาดฟา สวนครัว
กําแพง หรือสวนครัวกระถาง เพราะนอกจากจะมีผักสดที่ปลอดสารพิษไวรับประทานแลวยังชวยประหยัด
คาใชจายและเปนกิจกรรมรวมกันของคนในครอบครัวดวย
1.2 การจําแนกประเภทของพืชผัก
ในการจําแนกประเภทของพืชผักตามลักษณะของการนําผลผลิตไปใชประโยชนจะแบงพืชผัก
ออกเปน 6 ประเภท ดังนี้
1) พืชผักประเภทหัว หมายถึง พืชผักชนิดตาง ๆ ที่เราใชสวนที่อยูใตดินเปนอาหารซึ่งมีทั้ง
ราก ลําตน และกาบใบ เปนตน
- หอมแดง หอมใหญ กระเทียม เปนกาบใบ (bulb)
- ขิง ขา ขมิ้น เปนลําตน (rhizome)
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

103

- ผักกาดหัว แครอท กระชาย เปนรากสะสมอาหาร (tuberous root)
- มันฝรั่ง มันเทศ มันแกว เปนลําตนสะสมอาหาร (tuber)
2) พืชผักกินตน คือ พืชผักที่นาํ สวนของลําตนเหนือดินมาเปนอาหาร เชน กะหล่ําปม หนอไม
หนอไมฝรั่ง หนอไมนา้ํ ฯลฯ
3) พืชผักกินใบ คือ พืชผักที่นาํ เฉพาะใบมาเปนอาหาร เชน กุยชาย ชะพลู ผักหวาน ตําลึง
ปวยเลง มันปู ผักกาดขาว กะหล่ําปลี ฯลฯ
4) พืชผักกินตนและใบ คือ พืชผักทีน่ ําสวนของตนและใบมาเปนอาหาร เชน ผักบุง ผักคะนา
ผักกวางตุง ผักขม ฯลฯ
5) พืชผักกินดอก คือ พืชผักทีน่ ําสวนดอกมาเปนอาหาร เชน กะหล่ําดอก ขจร แค โสน ฯลฯ
6) พืชผักกินผล คือ พืชผักทีน่ ําผลมาเปนอาหาร เชน พริก มะเขือ ถั่วฝกยาว มะแวง มะอึก
แตงกวา ฟกทอง ฯลฯ
นอกจากนีย้ ังมีพืชผักอีกมากมายที่ใชประโยชนเปนอาหารไดมากกวาหนึง่ สวน เชน ผักชี
กุยชาย กระเทียม กระถิน ฯลฯ
1.3 หลักการปลูกพืชผัก
การปลูกพืชผักไมวาจะปลูกไวเพื่อบริโภคในครัวเรือนหรือปลูกเพอจําหนาย มีหลักการ
สําคัญ ดังนี้
1) ตองเอาใจใสดูแลอยางดี เนื่องจากพืชผักสวนมากเปนพืชลมลุกมีความทนทานตอ
สภาพแวดลอมคอนขางนอยและมีโรคแมลงศัตรูพืชมาก
2) ตองเตรียมดินอยางดี เนือ่ งจากพืชผักสวนมากเปนพืชรากสัน้ จึงชอนไชเพื่อดูดน้ําและ
ธาตุอาหารพืชไดนอย ดังนั้นดินที่ใชปลูกพืชผักตองมีความรวนโปรง และมีธาตุอาหารพืชอุดมสมบูรณ
3) ตองพิจารณาถึงความตองการแสงสวาง เพราะพืชผักหากแยกประเภทตามความ
ตองการแสงจะแบงออกเปน 2 ประเภท คือ พืชผักที่ตองการแสงแดดตลอดทั้งวัน เชน ผักกาด ผักคะนา กวางตุง
และผักอื่นที่ใหดอกออกผล และพืชผักที่ตอ งการแสงแดดรําไร ไดแก สะระแหน ชะพลู ตะไคร ขิง ขา กะเพรา
โหระพา เปนตน ดังนัน้ จะตองเลือกสถานทีใ่ หเหมาะสมกับความตองการแสงของพืชผักดังกลาว
4) ตองพิจารณาถึงผลตอบแทนที่ไดรับ คือ การนําไปใชประโยชนในครัวเรือนหรือจําหนาย
ตลอดจนการแปรรูป หากมีปริมาณมากไมสามารถใชประโยชนในรูปผักสดไดหมด
5) ตองศึกษาหาขอมูลของพืชผัก เพื่อใหสามารถปลูกพืชผักชนิดตาง ๆ ไดถูกตองตามหลัก
วิชาการเกษตรและใหผลผลิตดีที่มีคุณภาพตามตองการ จึงตองศึกษาหาขอมูลความรูเกี่ยวกับนิสยั การ
เจริญเติบโตและการปฏิบัติรักษาพืชผักชนิดนัน้ ๆ
1.4 ขั้นตอนในการปลูกผัก
การปลูกผักทุกชนิดยกเวนผักที่เปนพืชน้าํ เชน ผักกระเฉด หนอไมน้ํา ผักบุงน้ํา ฯลฯ มีวิธีการ
และขั้นตอนดังนี้
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

104

1) การคัดเลือกผักที่จะปลูก การคัดเลือกพันธุพืชผักที่จะปลูกนัน้ ขึ้นอยูกับวัตถุประสงค
ในการปลูกวาปลูกเพื่อใชประโยชนในครัวเรือนหรือปลูกเพื่อจําหนาย หากปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือนควรเลือก
ปลูกพืชผักที่ใชประโยชนไดบอยทัง้ ประเภทยืนตนและลมลุก ทั้งนี้ขึ้นอยูกับขนาดของพืชที่ในบานดวย แตถาปลูก
เพื่อจําหนายซึง่ แสดงวามีพนื้ ที่มากเพียงพอก็ควรเลือกปลูกผักที่ตลาดมีความตองการสูงตลอดทัง้ ป และเหมาะสม
กับสภาพพื้นทีป่ ลูกดวย
2) การเตรียมแปลงผัก การเตรียมแปลงผักแตละประเภท แตละชนิดจะแตกตางกัน
ออกไปตามลักษณะนิสยั การเจริญเติบโตของพืชผักนั้น ๆ แตตองยึดหลักการสําคัญไววา แปลงปลูกพืชผักตอง
เตรียมดินอยางดี คือ ทําใหดินเหมาะสมตอการเจริญเติบโตของพืชมากที่สุด ซึง่ หมายถึง เหมาะแกการหยั่งราก
และสรางผลผลิตหากปลูกหลาย ๆ แปลง ตองเลือกผักทีม่ ีความสูงต่ําใกลเคียงกัน เพือ่ ไมใหบังแดดซึ่งกันและกัน
ตนผักที่ไดรับแสงแดดเพียงพอจะสรางอาหารไดมากและสมบูรณแข็งแรงทนทานตอโรคโคนเนาไดเปนอยางดี
สําหรับพืชผักที่ตองการแสงรําไร หรือตองการแสงไมตลอดทั้งวัน ควรปลูกไมใหญหรือ
ปลูกไมไผไวรอบ ๆ บริเวณพื้นที่แปลงปลูกผักแบบไรนาสวนผสมหรือแบบเกษตรทฤษฎีใหม เชน การปลูกขิง ขา
และกระชาย ฯลฯ ใกลบริเวณกอไผโดยอาศัยดินขุยไผและรมเงาจากไผ พบวาพืชเหลานี้ใหผลผลิตสูงมาก
3) วิธีปลูกผัก วิธีปลูกผักมีทั้งการใชเมล็ด กิ่งพันธุ และตนพันธุซงึ่ นักเรียนไดเรียนรูมาแลว
ในชวงชั้นที่ผานมา รวมไปถึงการเพาะเมล็ด การยายกลา และการเตรียมดินปลูก ซึง่ พืชผักแตละชนิดจะมี
รายละเอียดและเทคนิคเฉพาะที่แตกตางกันที่ตองอาศัยเรียนรูกอนนําพืชผักชนิดนัน้ มาปลูก
4) การปฏิบตั ิรักษาพืชผัก คือ การรดน้ํา พรวนดิน ใสปุย ตลอดจนการปองกันกําจัด
ศัตรูพืชชนิดตาง ๆ ทัง้ โรคแมลง วัชพืช ตลอดจนสภาพแวดลอมอื่น ๆ ที่เปนปญหาในการปลูกผัก เชน แสงแดดจัด
อากาศหนาว ฝนตกหนัก น้าํ ทวม ลมพัดแรง เปนตน ซึ่งศัตรูพืชบางชนิดเราสามารถปองกัน กําจัด หรือควบคุมได
แตบางชนิดไมสามารถควบคุมได สําหรับเทคโนโลยีชาวบานหรือภูมปิ ญยาทองถิน่ ที่นาํ มาใชในการปองกันแมลงก็
คือ “การปลูกผักกันชน” โดยการปลูกผักที่แมลงไมชอบ ลอมรอบผักที่แมลงชอบจะลดปญหาเรือ่ งแมลงทําลายผัก
ลงได สวนโรคพืชควรปองกันดวยการดูแลพืชผักใหเติบโตสมบูรณแข็งแรงเพื่อสรางความตานทานโรค อยางไรก็
ตามหากวิธีดังกลาวไมไดผลก็อาจใชวธิ ีอื่นที่เปนวิธธี รรมชาติ เชน กําจัดแมลงศัตรูพืชดวยการใชมอื จับ ใชกับดัก
ใชไฟลอแมลง ตลอดจนใชสารสกัดสมุนไพร
สําหรับการใสปุยใหใชปุยคอกและปุยหมักเปนหลัก ในการเตรียมดินเพื่อใหดินปลูกมี
ลักษณะรวนโปรง ระบายน้าํ และอากาศไดดี และทําใหดินมีความสมบูรณยิ่งขึ้น สวนปุยเคมีจะนํามาใชเฉพาะใน
ระยะสรางผลผลิตใบ ดอก ผล หรือหัวเทานัน้ ซึง่ นิยมใชปุยสูตร 40-0-0 , 15-15-15 และ 13-13-21 ตามลําดับ
5) การเก็บเกี่ยวผลผลิตผัก การเก็บเกีย่ วพืชผักชนิดกินใบ กินดอก กินผล และกินหัวนัน้ มี
หลักการที่สาํ คัญดังนี้
- สดนารับประทาน
- สีสัน ขนาด รสชาติ ตรงตามคุณภาพของสายพันธุ
- ความตองการนําไปใชประโยชนเพื่อบริโภคแบบใด
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

105

- คุณคาทางโภชนาการครบถวนโดยพิจารณาจากอายุการเก็บเกีย่ วที่เหมาะสม
1.5 ปญหาทีพ
่ บในการปลูกพืชผักและแนวทางแกไข
การปลูกพืชผักทั่วไปนอกจากปญหาเรื่องโรคแมลงศัตรูพืชแลวยังพบปญหาสําคัญอีกปญหา
หนึง่ คือ การซือ้ เมล็ดไปเพาะแลวไมงอกหรืองอกไมดี ซึ่งเกิดจากสาเหตุตาง ๆ ดังนี้
1) ซื้อเมล็ดพันธุเกามาปลูก เมล็ดพันธุเกาแมวายังไมหมดอายุการเก็บรักษา แตถาหาก
เก็บไวในที่อากาศรอนหรือกระทบรอนกระทบเย็นบอย ๆ เมล็ดจะเสื่อมเร็วขึ้น การแกไขปญหานี้ตองซื้อเมล็ดพันธุ
จากรานทีม่ ีลกู คามากเพื่อจะไดเมล็ดพันธุใ หมและตองสังเกตทีซ่ องหรือกระปองตองไมเกาหรือเปนสนิม พรอมกับ
สังเกตฉลากทีต่ ิดอยูจะบอกวาหมดอายุของเมล็ดพันธุ เปอรเซ็นตความงอก และความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุตาม
พระราชบัญญัติเมล็ดพันธุพชื ที่ชวยคุมครองมาตรฐานของเมล็ดพันธุ
2) ผูปลูกขาดความรู การที่ผูปลูกขาดความรูหรือทักษะประสบการณในการปลูกผักทําให
ไมทราบวาเมล็ดพันธุบางชนิดมีระยะฟกตัว เชน เมล็ดแตงกวา เมล็ดมะเขือเทศ เมล็ดแตงโม ฯลฯ หากเก็บมา
ใหม ๆ แลวนําไปเพาะทันทีจะพบวาไมงอกหรือเปอรเซ็นตความงอกต่ํา ทัง้ นี้เพราะมีสารยับยัง้ การงอกทําใหเกิด
การฟกตัว แตถาหากเก็บไวระยะหนึ่ง เปอรเซ็นตความงอกจะสูงขึน้ รวมไปถึงผักบางชนิดที่มีเทคนิคเฉพาะอยาง
ในการเพาะ เชน ผักชีมีเปลือกหุมเมล็ดแข็งและหนา หนอไมฝรั่งเปลือกเมล็ดแข็งและเปนมัน หากนําไปปลูกดวย
วิธีทวั่ ไปจะงอกชามากหรือไมงอกเลย ตองใชวิธกี ระตุนการงอกโดยการแชน้ําอุน หรือแชสารเคมีเจือจาง เปนตน
ดังนัน้ การศึกษาเรียนรูถึงเทคนิควิธีการปลูกผักแตละชนิดจึงเปนเรื่องสําคัญกอนทําการปลูกผัก
3) แมลงในดินรบกวน ในกรณีแปลงปลูกมีแมลงในดินมาก เมล็ดพันธุจะถูกแมลงคาบไป
กินหรือทําลายตนออนในขณะที่ยงั วอกไมพนดิน ดังนัน้ วิธีปองกันปญหาตองเริ่มที่การเตรียมแปลงดวยการขุดดิน
ตากแดดกอนยกแปลงอยางนอย 7 – 10 วัน เพื่อทําลายไขแมลงและแมลงในดิน
4) ปฏิบัติการปลูกดูแลรักษาไมถูกวิธี ไดแก การหยอดเมล็ดพันธลงในหลุมปลูกลึกเกินไป
กลบดินหนาเกินไป ทําใหเมล็ดไมสามารถงอกได รวมถึงการรดน้ําที่ผิดวิธี เชน ใชวิธสี าด หรือตักรดแรง ๆ ทําให
เมล็ดพันธุกระเด็นไปตกที่อนื่ หรือเขาไปติดอยูในซอกดินลึก ดังนั้นจึงตองเตรียมดินใหละเอียด ใสปุยหมัก ปุย คอก
ลงไปเพื่ออุดรองซอกดิน นําเมล็ดพันธุลงปลูกอยาใหลกึ มากเกินไปและควรใชบวั รดน้ําฝอยระเอียด สําหรับรดแลง
ผักในระยะปลูกใหม
1.6 วิธีการปลูกผักบางชนิด
พืชผักที่นาํ มาเปนตัวอยางเพือ่ ศึกษาเรียนรูวิธีการปลูก การปฏิบัติรักษา คือ กระเจี๊ยบเขียว
และขิง
1) การปลูกกระเจี๊ยบเขียว (Okra) กระเจี๊ยบเขียวเปนพืชทีท่ ํารายไดในการสงออกปละ
ประมาณ 200 กวาลานบาท โดยมีตลาดสงออกที่สาํ คัญคือ ประเทศญีป่ ุน ซึง่ นําเขากระเจี๊ยบเขียวจากประเทศ
ไทยในรูปของผักสดและผักแชแข็ง นอกจากนีย้ ังมีตลาดในเกาหลี จีน และประเทศในยุโรป กระเจี๊ยบเขียวเปน
พืชผักที่เจริญไดดีในสภาพอากาศเขตกึง่ รอน อุณหภูมทิ เี่ หมาะสมเฉลีย่ อยูในระหวาง 18 – 380 C
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

106

พันธุ กระเจี๊ยบเขียวมีชื่อเรียกหลายชื่อตามทองถิน่ เชน มะเขือมอญ มะเขือมีน
มะตาด และถัว่ สําหรับพันธุก ระเจี๊ยบเขียวที่ปลูกในประเทศไทยมีหลายสายพันธุ ซึง่ แตกตางกันทีค่ วามสูงของตน
ความยาวของฝก สีของฝก ตลอดจนลักษณะเหลี่ยมและขนของฝกดังนี้
(1) พันธุพนื้ เมือง มีแปดเหลี่ยม ฝกยาวเรียว มีขนมาก และลําตนสูง
(2) พันธุลูกผสมของไทย ไดแก พันธุพนื้ เมืองที่ปรับปรุงพันธุโ ดย
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ฝกมีหา เหลีย่ ม ความยาวปานกลาง สีเขียวปานกลาง ลําตนแข็งแรง ผลผลิตสูง เปน
กระเจี๊ยบพันธุท ี่ตลาดในยุโรปตองการ
(3) พันธุลูกผสมจากญี่ปนุ ไดแก พันธุสตารไรทและพันธุกรีนสตาร เปนพันธุกระเจี๊ยบ
เขียวที่ตลาดญี่ปุนตองการสูงมากจึงปลูกกันมารกในประเทศไทย ลักษณะของกระเจี๊ยบเขียวทัง้ 2 พันธุดังกลาว
จะมีลักษณะฝกสีเขียวเขมมาก ลําตนแข็งแรง และใหผลผลิตสูง
(4) พันธุอื่น ๆ ไดแก พันธุลกู ผสมจากประเทศอื่นที่ปลูกกันบางแตไมมากนัก เชน
พันธุเ คลมสันสไปนเลส ที่มฝี กกลมปอม และพันธุครอรฟกรีน สบายเลส ซึ่งฝกมีแปดเหลี่ยมเรียวยาว มีสีเขียวปาน
กลาง เหมาะสําหรับแปรรูปบรรจุกระปอง ซึ่งทัง้ 2 พันธุดงั กลาวจะไมมขี น
ดินปลูก กระเจี๊ยบเขียวปลูกไดในดินทุกชนิด แตตองระบายน้ําและอากาศไดดี ไม
มีน้ําขับ ไมเปนกรดจัด คา pH ที่เหมาะสมอยูในระหวาง 6.6 – 6.8
ฤดูกาลปลูก กระเจี๊ยบเขียวเปนพืชที่สามารถปลูกในประเทศไทยไดตลอดป
เพราะเปนพืชในเขตกึ่งรอน
วิธีการปลูก การปลูกสามารถปลูกไดทั้งแบบยกรองสาวนและปลูกแบบพืชไร โดย
การเตรียมดินใหรวนโปรงดวยอินทรียว ัตถุพวกมูลสัตวและกากละหุง ขุดหลุมปลูกขนาด 1 หนาจอบ ระยะปลูก 50
X 50 เซนติเมตร ปลูกโดยหยอดเมล็ด 2 เมล็ดตอหลุม กอนนําเมล็ดไปปลูกตองคลุกเมล็ดดวยสารกลุมไทอะเบน
คาโซลเบนโนมิลหรือไทแรม เพื่อปองกันโรคฝกลาย
การรดน้ํา ตองรดน้ําสม่าํ เสมอไมควรปลอยใหแหงเมื่อออกดอกหรือติดฝก และ
ควรเลือกระบบการใหน้ําแบบมินิสปริงเกลอร ซึ่งชวยใหความชืน้ ในบรรยากาศสูงทําใหการระบาดของแมลง
ศัตรูพืชลดลง
การพรวนดิน เมื่อสังเกตเห็นวาดินแนนหรือมีวัชพืชขึน้ ใหพรวนดินบริเวณหลุมปลูก
เพื่อเพิม่ ประสิทธิภาพของการระบายอากาศในดินและการกําจัดวัชพืช
การใสปุย ปุยที่ใชจะเปนปุยสูตรเสมอ เชน 15 – 15 – 15 และ 16-16-16 โดยใส
ประมาณ 20 วันตอครั้ง อัตรา 10-25 กิโลกรัมตอไร ทั้งนี้ขึ้นอยูกับความอุดมสมบูรณของดิน และไมควรใชปุยที่มี
ธาตุไนโตรเจน เพราะจะทําใหไมติดฝก และควรใสปุยอินทรียจําพวกปุยหมักผงหรือปุยหมักน้ําชีวภาพควบคูกันไป
ดวย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใชปุยเคมีของพืช
โรคและแมลง โรคและแมลงสําหรับกระเจี๊ยบเขียวที่พบทั่วไปคือ โรคฝกเหลือง
หรือฝกลาย ซึ่งปองกันดวยการคลุกเมล็ดดวยสารเคมีดังกลาวแลว สวนแมลงที่พบ ไดแก หนอนกระทูหอมหนอน
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

107

เจาะสมอฝาย เพลี้ยไฟ เพลี้ยจักจั่นฝาย และแมลงหวี่ขาว วิธีการปองกันคือ การรักษาความชื้นในแปลงปลูกให
คงที่และกําจัดวัชพืช เพื่อไมใหแมลงหลบซอม สวนวิธีจํากัดอาจใชการจับดวยมือ ใชสารสกัดสมุนไพร และใช
สารเคมีตามชนิดของแมลงที่พบ แตการใชสารเคมีตองระวังเรื่องสารพิษตกคาที่อาจมีผลกระทบตอการสงออก
การเก็บเกี่ยว การปลูกกระเจี๊ยบเขียวเพื่อการสงออกตลาดตางประเทศโดยเฉพาะ
ประเทศญี่ปุนจะตองการกระเจี๊ยบฝกยาว 7 – 10 เซนติเมตร และตองการสูงในชวงเดือนกันยายน – พฤษภาคม
ดังนั้นการวางแผนปลูกจึงตองพิจารณาในเรื่องนี้ หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตไปไดประมาณ 1 ½ - 2 เดือน ผลผลิต
จะลดลงให ตั ดตน เหลือต น ตอประมาณ 50 – 70 เซนติเ มตรจากพื้ น ดิน เพื่อใหแตกกิ่ ง ขา ง ซึ่ ง จะใหผลผลิ ต
มากกวาโดยทั่วไปกระเจี๊ยบเขียวจะเก็บเกี่ยวผลผลิตไดเมื่อปลูกไดประมาณ 1 เดือน และเก็บเกี่ยวไปไดจนถึงอายุ
1 ป จึงตัดตนทิ้งเพื่อเตรียมดินปลูกใหม
2) การปลูกขิง (Ginger) ขิงเปนทั้งพืชสมุนไพรและเครื่องเทศ มีสรรพคุณในการปองกันและ
รักษาโรคทองอืด ทองเฟอ คลื่นไส อาเจียน อาการไอมีเสมหะ รักษากลากเกลื้อน และเปนยาอายุวัฒนะ
หัวขิงหรือแงงขิงเปนลําตนใตดินประเภทไรโซม (rhizome) ที่นํามาใชเพื่อการบริโภคสด
และการแปรรูปเปนผลิตภัณฑขิง ซึ่งมีมากมายหลายชนิดทั้งที่เปนอาหาร เครื่องดื่ม และสมุนไพร
พันธุ ขิงที่ปลูกทั่วไปอีก 2 พันธุ ดังนี้
(1) ขิงหยวกขิงใหญ เปนขิงที่มีแงงใหญ ขอใหญ เปนขิงที่มีเนื้อละเอียด ไมมีเสี้ยน หรือมี
นอยมาก รสเผ็ดนอย ลําตนสูง ปลายใบปานนม เหมาะสําหรับบริโภคสดเปนขิงออน หรือสงโรงงานแปรรูปเปนขิง
ดองหรือขิงแชอิ่ม
(2) ขิงเผ็ดหรือขิงเล็ก มีแงงเล็ก ขอถี่สั้น เนื้อมีเสี้ยนมาก รสชาติเผ็ด นิยมปลูกเปนขิงแก
เพราะไดน้ําหนักดี สําหรับนําสงโรงงานแปรรูปเปนผลิตภัณฑเครื่องดื่ม ยารักษาโรค และสกัดน้ํามัน
ดินปลูก เนื่องจากขิงเปนพืชที่มีผลผลิตอยูใตดิน ดังนั้นจึงตองเตรียมดินปลูกใหรวน
ซุยและมีความอุดมสมบูรณเต็มที่ โดยใชปุยอินทรียและพื้นที่ปลูกควรมีสวนเงาตนไมใหญบังแดด จะทําใหไดผล
ผลิตสูงกวาปลูกในพื้นที่กลางแจงที่มีแสงแดดตลอดวัน
ฤดูกาลปลูก เนื่องจากขิงเปนพืชในเขตรอนจึงปลูกไดตลอดทั้งป
วิธีการปลูก ตองเลือกพันธุขิงที่มีอายุ 10-12 เดือน มีลักษณะสมบูรณตัดแงงขิง
ออกเปนทอนทอนละ 2-3 ตา นําไปแชในสารเคมีปองกันเชื้อรา นานประมาณ 15-30 นาที แลวนําไปผึ่งลมใหแหง
กอนนําไปปลูก โดยขุดหลุมปลูกประมาณ 1 หนาจอบ ในแปลงปลูกที่เตรียมดินไวแลวนําทอนพันธุลงปลูก กลบ
ดิน รดน้ําใหชุม
การตัดทอนพันธุ ตองใชมีดที่คมและสะอาด โดยนํามีดไปจุมในแอลกอฮอลหรือคลอ
ร็อกซ เพื่อปองกันและกําจัดเชื้อโรคทุกครั้งเมื่อตัดทอนพันธุแตละแงง
การรดน้ํา ตองใหน้ําอยางสม่ําเสมอตั้งแตเริ่มปลูก แตตองอยาใหน้ําขับแฉะบริเวณ
แปลงหรือหลุมปลูกเพราะจะทําใหเกิดโรคโคนตนเนาเนื่องจากเชื้อรา

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

108

การพรวนดิน เมื่อสังเกตเห็นวาดินแนนหรือมีวัชพืชขึ้นในแปลงใหพรวนดินและ
กําจัดวัชพืช
การใสปุย การใสปุยเคมีในครั้งแรกหลังจากปลูกประมาณ 1 เดือน โดยใชปุยสูตร
เสมอ 16-16-16 และหลังจากนั้นอีกประมาณ 30-45 วัน ใหใสปุยสูตร 13-13-21 เพื่อบํารุงแงงขิง
โรคแมลง โรคที่มักเกิดขึ้นกับขิงคือโรคที่เกิดจากเชื้อราที่ทําใหโคนตนเนา ปองกัน
โดยใชทอนพันธุที่ปลอดโรคและควบคุมการระบายน้ําในแปลงปลูก สวนแมลงที่เปนศัตรูของขิงจะมีนอยมากเทาที่
พบเปนเพลี้ยหอย ซึ่งกําจัดไดโดยใชสารสกัดสมุนไพรพวกสะเดาหรือสารเคมีพวกมาลาไธออน
การเก็บเกี่ยว ขิงจะเริ่มเก็บเกี่ยวไดเมื่ออายุ 10-12 เดือน โดยสังเกตไดจากใบและ
ลําตนเริ่มเหยี่ยวเฉา ในการเก็บเกี่ยวนั้นหากเปนพื้นที่แหงและแข็งใหรดน้ําที่แปลงเพื่อใหดินออนตัวกอนจึงใชมือ
ดึงขึ้นมาเขยาดินออก ตัดรากและใบออกนําไปเก็บไวในที่แหง อากาศถายเทไดสะดวก
2. การปลูกไมดอก
2.1 ความหมายและประเภทไมดอก
ไมดอก หมายถึง พันธุไมทุกชนิดที่ปลูกเพื่อใชประโยชนจากความสวยงามของดอก ทั้งที่บาน
สวยงามอยูบนตนหรือตัดออกไปใชประโยชนหรือจําหนาย ไมดอกแบงออกตามวัตถุประสงคของการปลูกมี 2
ประเภท คือ ไมดอกประดับ และไมตัดออก
1) ไมดอกประดับ คือ พันธุไมดอกทุกชนิดที่ปลูกไวเพื่อประดับบานเรือน อาคารสถานที่โดยให
ดอกบานติดอยูกับตน เพื่อเพิ่มบรรยากาศใหสถานที่นั้นนาอยูอาศัยหรือนาทํางาน ไดแก กุหลาบ กลวยไม เข็ม
ญี่ปุน พิทูเนีย แพงพวย พุทธรักษา บานชื่น ปทุมมา บัวสาย ฯลฯ ซึ่งไมดอกประดับหลายชนิดสามารถนําไปปลูก
เปนไมตัดออกได
2) ไมตัดออก คือ พันธุไมดอกทุกชนิดที่ปลูกไวโดยมีวัตถุประสงคเพื่อตัดออกจําหนายหรือ
นําไปใชประโยชนในพิธีการหรือเทศกาลตาง ๆ ไดแก กุหลาบ กลวยไม หนาวัว เบญจมาศ ดาวเรือง แกลดิโอลัส
บัวหลวง เยอรบีรา ฯลฯ ซึ่งไมตัดดอกเหลานี้มีคุณสมบัติที่สําคัญคือ กานดอกแข็งและบานทน แตอาจนําไปใชเปน
ไมดอกประดับได ทั้งนี้ขึ้นอยูกับวัตถุประสงคในการปลูก
2.2 ความสําคัญและประโยชนของไมดอก
ไมดอกประดับและไมตัดดอกทุกชนิดมีความสําคัญและมีประโยชนดังนี้
1) เพิ่มบรรยากาศของบานเรือนที่อยูอาศัยและสถานที่ทํางานใหรมรื่นสวยงามเสริมสราง
สุขภาพจิตที่ดีแกผูที่อยูอาศัยและเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน
2) ใชประโยชนในพิธีกรรม และพิธีการตาง ๆ ตลอดจนเทศกาลงานประเพณีทุกอยางจะขาด
ไมดอกไมได เชน งานวันเกิด งานบวช งานแตง งานศพ งานเปดอาคาร งานบุญในวันสําคัญตาง ๆ ตลอดจน
เทศกาลขึ้นปใหม วันคริสตมาส วันวาเลนไทน ฯลฯ
3) ใชเปนอาหารและสมุนไพร มีดอกไมหลายชนิดที่นํามาใชเปนอาหารและสมุนไพรได เชน
ดอกเข็ม บัวหลวง ลีลาวดี (ลั่นทม) อัญชัน กลวยไม ฯลฯ
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

109

4) เปนสินคาออกที่สําคัญ การสงไมดอกเปนสินคาออกอาจสงในรูปของไมตัดดอกหรือตน
พันธุไปจําหนาย เชน กลวยไม กุหลาบ หนาวัว เบญจมาศ เยอรบีรา ฯลฯ
5) เปนสื่อของความยินดี ดอกไมจัดเปนสื่อของความยินดีที่นํามาใชกันเปนสากล ดังนั้นงาน
แสดงความยินดีทั้งที่มีตอบุคคล องคกร จะนิยมใชดอกไมเปนสื่อแหงความยินดีนั้น รวมไปถึงการปลอบใจ ปลอบ
ขวัญ หรือเยี่ยมไข “ดอกไมจึงเปนสัญลักษณของสิ่งดีงาม”
2.3 หลักการปลูกไมดอก
ไมดอกในเมืองไทยมีมากมายหลายประเภท หลายชนิด และหลายสายพันธุ ขอบเขตในการ
ปลูกการปฏิบัติรักษาจึงกวาง เพราะแตละสายพันธุจะมีวิธีการแตกตางกันออกไป รวมไปถึงวัตถุประสงคในการ
ปลูกดวย ดังนั้นหลักการกวางที่ควรพิจารณาในการเลือกปลูกไมดอก มีดังนี้
1) วัตถุประสงคในการปลูก การพิจารณาคัดเลือกพันธุไมดอกมาปลูกตองพิจารณาจาก
วัตถุประสงคในการปลูกเปนสําคัญวามีวัตถุประสงคใด
2) สภาพพื้นที่และภูมิอากาศ ตองพิจารณาวาพื้นที่ปลูกมีลักษณะอยางไร เปนที่ราบสูง
พื้นที่ลาดเอียง หรือเปนพื้นรวบทั่วไป รวมไปถึงลักษณะของดิน ปริมาณน้ําฝน แสงแดด และอุณหภูมิ ซึ่งจะ
เกี่ยวของกับพันธุไมดอกที่ปลูก ทั้งในดานของการเจริญเติบโตและการใหผลผลิต เชน ในที่สูงภาคเหนือควรปลูก
ไมดอกเมืองหนาว พื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ปลูกไมดอกเขตรอนหรือเขตอบอุน สวนพื้นที่
ภาคใตปลูกไมในเขตรอนชื้น เปนตน
3) ความรูและประสบการณของผูปลูก ผูที่จะประสบผลสําเร็จในการปลูกไมดอกทั้งที่ปลูก
เพื่อบริโภคใชสอยหรือปลูกเพื่อการจําหนายนั้น จะตองเปนผูที่มีความรู มีทักษะ และประสบการณเกี่ยวกับพันธุไม
ดอกนั้น ๆ เปนอยางดี ซึ่งความรูและประสบการณเหลานี้สามารถศึกษาคนควาไดจากแหลงความรูทั่วไป ทั้ง
บุคคล องคกร สื่อเอกสาร และสิ่งพิมพทุกประเภท โดยเฉพาะอยางยิ่งในเรื่องของการเตรียมดิน การปลูก การ
ปฏิบัติรักษาโรคแมลงศัตรูพืช เปนตน
4) การคัดเลือกพันธุมาปลูก พันธุไมดอกที่นํามาปลูกอาจเปนเมล็ดพันธุ ตนพันธุ กิ่งพันธ
หรือหัวพันธุจะตองซื้อหามาจากแหลงผลิตที่เชื่อถือได โดยเฉพาะอยางยิ่งเมล็ดพันธุจากตางประเทศนั้นจะมีราคา
แพงมาก ดังนั้นตองตรวจสอบอยางเข็มงวดในเรื่องของเปอรเซ็นตความงอก
5) ตลาดและความตองการของผูบริโภค ในกรณีปลูกเพื่อการจัดจําหนายจะตองพิจารณา
ถึงตลาดรองรับ เพราะผลผลิตไมดอกตองเก็บเกี่ยวตามอายุ หากปลอยไวนานผลผลิตจะเสียหายและไมสามารถ
ถนอมหรือแปรรูปเพื่อยืดอายุการเก็บรักษาไดนานผลผลิตจะเสียหายและไมสามารถถนอมเพื่อแปรรูปเพื่อยืดอายุ
การเก็บรักษาไดนานเหมือนพืชผักชนิดอื่น ๆ
2.4 การปลูกไมดอกบางชนิด
ดังไดกลาวมาแลววาไมดอกมีขอบเขตการปลูกกวางเนื่องจากมีสายพันธุจํานวนมาก ในที่นี้จึง
กลาวถึงเฉพาะพันธุไมดอกที่นาสนใจและนักเรียนสามารถนําไปปลูกไดตามสภาพทองถิ่น ดังนี้
1) การปลูกทานตะวัน (Sunflower) ทานตะวันเปนดอกไมที่นาสนใจมากชนิดหนึ่ง เพราะ
นอกจากจะมีความสวยงามทั้งดานสีสันและรูปทรงของดอกสําหรับนํามาผลิตเปนไมตัดออก ไมกระถาง ไมประดับ
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

110

แปลงและดอกไมแหงแลว เมล็ดทานตะวันยังนํามาใชเปนอาหารที่มีคุณคาทางอาหารสูง นํามาสกัดเปนน้ํามันใน
อุตสาหกรรมน้ํามันพืช สวนกากที่เหลือนําไปใชผสมเปนอาหารสัตวอีกดวย ทานตะวันเปนไมดอกที่แสดงถึงความ
เขมแข็ง ทระนง จนไดรับเลือกใหเปนดอกไมประจํามลรัฐแคนซัสของประเทศสหรัฐอเมริกา
ทานตะวันเปนไมดอกอายุสั้นมีทั้งพันธุสูงและตนเตี้ย ความสูงจึงอยูระหวาง 0.3-2
เมตร กิ่ง กาน และใบมีขนสาก ออกดอกเปนชอกระจุกตามปลายอด มีทั้งดอกชั้นเดียวและดอกซอน กลีบดอกมีสี
เหลือง สีสมอมแดง หรือมีสองสีในดอกเดียวกัน เมื่อดอกแกจะติดเมล็ดจึงเรียกดอกวงในวา “จานดอก”
พันธุ ทานตะวันที่ปลูกทั่วไป คือ พันธุตนเตี้ยและพันธุตนสูง พันธุตนเตี้ยนิยมปลูกเปน
ไมกระถาง สวนพันธุตนสูงนิยมปลูกเปนไมประดับแปลง และปลูกเพื่อใชเมล็ด
ดินปลูก ทานตะวันมีระบบรากตื้น ชอบดินรวนปนทราย จึงตองเตรียมดินใหรวนโปรงใน
ระดับหยั่งราก พื้นที่ปลูกตองเปนที่โลงแจงมีแสงแดดตลอดทั้งวัน และทานตะวันเปนพืชที่ตานทานตอสภาพ
อากาศที่มีหมอกและควันไดเปนอยางดี
ฤดูกาลปลูก ปลูกไดทุกฤดูกาลแตละใหผลผลิตสูงในฤดูแลงที่มีแสงแดดตลอดวัน
วิธีการปลูก หลังจากเตรียมดินปลูกแลวใหขุดหลุมลึก 5-6 เซนติเมตร ใชเมล็ดพันธุ
หยอดหลุมละ 2 – 3 เมล็ด กลบเมล็ดบาง ๆ เมล็ดจะงอกภายใน 8-10 วัน เมื่อตนกลางอกมีใบจริงใหถอนตนไม
สมบูรณทิ้ง เหลือตนที่สมบูรณแข็งแรงที่สุดหลุมละ 1 ตน หรือหากตองการประหยัดเมล็ดพันธุควรใชวิธีเพาะกลา
แลวยายปลูกเมื่อตนกลามีใบจริง 1-2 คู
การรดน้ํา เนื่องจากทานตะวันมีระบบรากตื้น การใหน้ําจึงตองใหซึมลงไปในดินมาก ๆ
เพื่อกระตุนใหรากเจริญเติบโตหยั่งลึกลงดิน
การพรวนดิน พรวนดินเมื่อสังเกตเห็นดินแนนหรือน้ําซึมลงไปไดชา พรอมกับกําจัด
วัชพืชไปดวย
การใสปุย นอกจากการใสปุยอินทรียในการเตรียมดินแลว หลังจากปลูกเมื่อตนกลาตั้ง
ตัวไดแลวใหใสปุยเคมีสูตร 16-16-16 หลังจากนั้นอีกประมาณ 1 เดือน ใหใสปุยสูตร 16-20-0 เพื่อสรางความ
สมบูรณใหแกดอกและเมล็ด
โรคแมลง การปลูกทานตะวันไมคอยมีปญหาเรื่องโรคแมลงศัตรูพืชระบาด เพราะเปน
พืชที่มีความตานทานสูง
การเก็บเกี่ยว การปลูกทานตะวันเพื่อเก็บเมล็ดพันธุสงโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปจะ
เก็บเกี่ยวเมื่อกลีบดอกรวงเพราะเมล็ดแกเต็มที่แลว
สํ า หรั บ แหล ง ปลู ก ที่ สํา คัญ ในประเทศไทย คื อ พื้ น ที่ ภาคกลางในเขตจั ง หวัด ลพบุ รี
สระบุรีและนครราชสีมา
2) การปลูกดาหลา ดาหลาหรือกาหลาเปนไมดอกที่ปลู กกันมานานแลวในภาคใต ของ
ประเทศไทย ซึ่งแตเดิมนิยมใชหนอออนและดอกมาประกอบอาหาร แตในปจจุบันดาหรากลายมาเปนไมตัดดอกที่
มีความสําคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง จุดเดนของดาหรา คือ ออกดอกในหนารอนในขณะที่ไมดอกชนิดอื่นใหดอก
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

111

นอย ประกอบกับเปนไมดอกที่มีดอกขนาดใหญ สีสันสดใส รูปทรงแปลกตา และสามารถเก็บรักษาไวไดนาน
เพราะกานดอกแข็ง จึงทําใหบานทน ซึ่งแหลงผลิตดาหลาที่สําคัญอยูในจังหวัดสมุทรสาคร นนทบุรี และกระบี่
ดาหลาเปนพืชในวงศเดียวกับขิงและขา มีลําตนใตดิน (rhizome) เรียกวา “เหงา” บริเวณ
เหงาจะมีตาเปนที่เกิดหนอดอกและหนอตน ซึ่งดาหลา 1 ตน จะใหหนอประมาณ 7 หนอ ในระยะ 1 ป
พันธุ ดาหลาที่ปลูกเปนไมตัดดอกมีอยู 2 พันธุ คือ พันธุสีชมพูและพันธุสีแดง ขยายพันธุ
โดยการแยกหนอ แยกเหงา และปกชําหนอ
ดินปลูก การปลูกดาหลาปลูกไดทั้งที่ลุมและที่ดอน หากเปนที่ลุมตองยกแปลงขึ้น เตรียม
ดินโดยยอยดินใหละเอียด ใสปุยคอก ปุยหมัก เพื่อใหดินโปรงและรวนซุย พรอมกับใสปุยเคมีสูตร 20-20-20 ลงไป
คลุกใหเขากัน
ฤดูกาลปลูก ปลูกไดทุกฤดูกาล
วิธีการปลูก นําหนอที่มีเหงาและรากติดมาดวย โดยตัดเหงาใหมีความยาวประมาณ 5
นิ้ว และมีใบติดมาประมาณ 4 คู นํามาปลูกในหลุมที่เตรียมไวแลวกลบดินทับโคนเหงาใหสูงประมาณ 6 นิ้ว เพื่อ
ยึดลําตนเหนือดิน รดน้ําใหชุมหรืออาจใชดินเลนจากทองรองพอกทับโคนตน เพื่อรักษาความชื้นและควรหาไมหลัก
มาผูกติดกับลําตน เพื่อปองกันลําตนโยก ระยะปลูกที่เหมาะสมสําหรับดาหลาตัดดอกคือ 2 X 2 เมตร
การรดน้ํา ดาหลาเปนพืชในเขตรอนชื้นจึงตองการความชื้นคอนขางสูงแตไมมีน้ําขัง
ดังนั้นในระยะแรกปลูกจึงตองรดน้ําเชา – เย็น และลดเหลือวันละ 1 ครั้ง เมื่อตนดาหลาตั้งตัวได
การพรวนดิน เนื่องจากระยะของการปลูกดาหลาคอนขางหาง พื้นที่วางสามารถใชปลูก
พืชผักสวนครัวลมลุกได ดังนั้นการปลูกพืชผักสวนครัวดังกลาวจึงชวยพรวนดินและกําจัดวัชพืชไปดวย
การใสปุย ดาหลาเปนไมตัดดอกที่ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวไดหลายป ดังนั้นจึงตองใสปุย
เปนระยะ ประมาณปละ 2 ครั้ง โดยใชปุยสูตรเสมอ
โรคแมลง การปลูกดาหลาไมพบโรคที่ทําใหเกิดปญหา สวนแมลงที่พบ คือ หนอนเจาะ
ลําตนทําใหดาหลาชะงักการเจริญเติบโต ไมออกดอก นอกจากนี้ยังพบมดแดงที่ทํารังบริเวณใบและปลอยสิ่ง
ขับถายออกมาเปนกรดทําใหกลีบดอกเกิดเปนรอยขาวเปนจุด ๆ ขายไมไดราคา
การเก็บเกี่ยว ดาหลาที่ปลูกดวยเงาจะใชเวลาปลูก 1 ป จึงจะเริ่มออกดอกและดอกจะ
เก็บเกี่ยวไดหลังจากมีหนอดอกประมาณ 2 สัปดาห ดอกดาหลาเมื่อตัดจากตนแลวสามารถนําไปปกแจกันไดนาน
3-7 วัน ในสภาพอากาศทั่ว ๆ ไป
3. การปลูกไมผล
3.1 ความหมายและความสําคัญของไมผล
ไมผล (Pomology) หมายถึง พันธุไมที่ใหผลผลิตเปนผลไม สําหรับนําไปใชบริโภคในรูปแบบ
ต า ง ๆ ซึ่ ง พั น ธุ ไ ม ผ ลมี ทั้ ง ไม ผ ลชนิ ด ยื น ต น และไม ผ ลล ม ลุ ก เช น ทุ เ รี ย น มั ง คุ ด ลํ า ไย ลิ้ น จี่ น อ ยหน า ส ม โอ
แคนตาลูป แตงโม สตรอเบอรรี่ ฯลฯ

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

112

ประเทศไทยเปนประเทศที่มีไมผลจําหนายมากที่ใหผลผลิตไดบริโภคกันตลอดทั้งป เนื่องจาก
สภาพภูมิอากาศที่แตกตางกันของแตละภาค ทําใหมีไมผลชนิดเดียวกันใหผลผลิตตางเวลากัน เปนสาเหตุสําคัญที่
ทําใหประเทศไทยมีผลไมอุดมสมบูรณและเปนผลไมที่มีคุณภาพดี
ผลไมของไทยที่ไดรับการยกยองใหเปนราชาแหงผลไม (King of fruit) คือ ทุเรียน สวนราชินีแหง
ผลไม (Queen of fruit) ไดแก มังคุด ซึ่งผลไมทั้งสองชนิดนี้เปนสินคาออกที่สําคัญของไทยเชนเดียวกับลําไย ลิ้นจี่
มะมวง สมโอ สมเขียวหวาน กลวยหอม แกวมังกร ฯลฯ
ประโยชนของผลไมนอกจากใชรับประทานสดเปนอาหารวางที่มีคุณคาทางโภชนากรสูงแลว
สามารถนํ าไปแปรรู ปเป น ผลิ ตภั ณฑต า ง ๆ ได ห ลายชนิด ทั้ง ผลิตภัณฑอ าหาร เครื่อ งดื่ ม เครื่ อ งสํา อาง และ
ผลิตภัณฑสมุนไพรซึ่งผลิตภัณฑเหลานี้ก็เปนหนึ่งในสินคาออกของไทยเชนเดียวกับผลิตภัณฑแปรรูปผลผลิตแบบ
อื่น ๆ
3.2 หลักการปลูกไมผล
ดังที่ไดกลาวมาแลววาไมผลในประเทศไทย มีหลากหลายชนิดหลากหลายพันธุและแตละพันธุม ี
วิธีการปลูก การปฏิบัติรักษา ตลอดจนวิธีการเก็บเกี่ยวที่แตกตางกัน ดังนั้นในหนวยยอยนี้จึงตองการใหนักเรียนได
ทราบหลักการกวาง ๆ และวิธีการปลูกไมผลบางชนิดเทานั้น ซึ่งหลักการตาง ๆ ที่ควรพิจารณา มีดังนี้
1) สภาพดินฟาอากาศ การเลือกไมผลไปปลูกสิ่งที่ตองพิจารณาเปนอันดับแรก คือ สภาพ
พื้นที่ ไดแก ความลาดเอียงของพื้นที่ ขนาดของพื้นที่ ลักษณะและชนิดของดิน รวมถึงอากาศ แสงแดด อุณหภูมิ
และความชื้นในอากาศ ซึ่งปจจัยเหลานี้มีความสําคัญตอการเจริญเติบโตและการสรางผลผลิตเปนอยางมาก
2) วัตถุประสงคในการปลูก หลักการในขอนี้จะชวยใหเราเลือกไมผลมาปลูกไดงายขึ้น เชน
ปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือน ปลูกเพื่อจําหนายผลสด ปลูกเพื่อแปรรูปจําหนาย หรือปลูกเพื่อสงโรงงานแปรรูป รวม
ไปถึงปลูกเพื่อเปนพืชกําบังลมหรือบังแดดใหพืชอื่น สวนผลไมจะเปนเพียงผลพลอยไดเทานั้น
3) ตลาดหรื อ โรงงานรองรั บ หากปลู ก เพื่ อ จํา หนา ยผลสด หรื อ ส ง โรงงานแปรรู ป ต อ ง
พิจารณาวาในทองถิ่นมีตลาดเหลานี้หรือไม มากนอยแคไหน
4) ความรูเกี่ยวกับผลไมที่ปลูก ผูปลูกจะตองศึกษาหาขอมูลเกี่ยวกับไมผลที่ปลูกในทุก ๆ
ดาน ทั้งเรื่องของการผลิต การจําหนาย ตลอดจนการแปรรูป โดยเฉพาะอยางยิ่งในเรื่องการแปรรูปนั้นนับวาสําคัญ
มากเพราะจะชวยแกปญหาไมผลลนตลาดได และเปนประโยชนตอครัวเรือนในการแปรรูปผลไมใหเปนอาหาร
รสชาติแปลกใหม
5) แหลงน้ํา การปลูกไมผล โดยเฉพาะอยางยิ่งไมผลประเภทรากสั้น เชน แตงโม แคนตาลูป
สตรอเบอรรี่ และสับปะรด ซึ่งสวนใหญชอบดินทรายที่อุมน้ําไดนอย จึงตองใหน้ําบอยกวาไมผลประเภทยืนตนราก
ยาว ดังนั้นจึงตองมีแหลงน้ําเพียงพอตอความตองการที่จะใชน้ํา
3.3 การปลูกผลไมบางชนิด
ไมผลที่นํามาใหนักเรียนไดศึกษาเรียนรูในหนวยการเรียนรู คือ แกวมังกร และขนุน

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

113

1) การปลูกแกวมังกร แกวมังกร (dragon fruit) หรือลูกมังกร เปนพันธุไมในตระกูลแคกตัส
หรือกระบองเพชร ลักษณะทั่วไปของแกวมังกรจะเหมือนกับตนโบตั๋น คือ ลําตนมีสีเขียวเปนแฉกสามแฉก มีหนาม
เปนกระจุกอยูขางตาเปนชวง ๆ คลายกับหางจระเข
แกวมังกรเปนผลไมชนิดใหมของไทยที่ไดรับความนิยมอยางแพรหลายทั้งตลาดภายในและ
ตางประเทศ เนื่องจากแกวมังกรเปนผลไมที่ปลอดจากสารพิษ มีกากใยอาหารสูง มีแคลอรี่ต่ํา และมีวิตามินซีใน
ปริมาณสูง จึงจัดเปนผลไมที่เสริมสุขภาพและความงาม เพราะรับประทานแลวไมเปนโรคอวน
พันธุ แกวมังกรที่ปลูกในประเทศไทยสวนมากเปนพันธุลูกผสมจากประเทศเวียดนามสวน
พันธุพื้นเมืองไทยนั้นมีผลขนาดเล็กไมเปนที่นิยมของตลาด
หลักและหลุมปลูก แกวมังกรเปนไมเลื้อยลําตนออนจึงตองมีหลักใหลําตนยึดเกาะซึ่ง
นิยมทําดวยไมเนื้อแข็ง หรือเสาซีเมนต ความสูงจากพื้นดินประมาณ 1.5 – 2.0 เมตร บนหัวเสาทําเปนรานเพื่อให
ลําตนที่แตกใหมเลื้อยเกาะแผขนายออก การขุดหลุมปลูกใชระยะ 3 X 3 เมตร โดยการเตรียมหลุมขนาด 30 x 30
x 30 เซนติเมตร รอบ ๆ หลักหลักละ 4 หลุม แลวรองกนหลุมดวยปุยคอกหรือปุยหมักเกาหลุมละ 1 ปุงกี๋
วิธีการปลูก นํากิ่งพันธุแกวมังกรที่ไดมารจากการตัดชําลงปลูกในหลุมหลุมละ 1 ตน กลบ
ดินใหแนนพรอมกับใชเชือกมัดตนพันธุใหแนบกับหลักและทําที่บังแดดใหระยะแรกปลูก 1 – 2 สัปดาห
การปฏิบัติรักษา การปฏิบัติรักษาตนแกวมังกรในระหวางปลูกคอนขางงาย เนื่องจากเปน
พืชทนแลวจึงไมจําเปนตองใหน้ํามากเหมือนไมผลชนิดอื่น แตควรใชฟางขาว แกลบ หรือเศษหญาแหงคลุมโคนตน
ไวเพื่อชวยรักษาความชื้นในดินและปองกันวัชพืช ใสปุยคอกและปุยเคมีประมาณ 2-3 เดือนตอครั้ง โดยใสปุยคอก
หลักละ 1 ปุงกี๋ สวนปุยเคมีควรใชสูตร 15-15-15 หลักละ 1 ชอนแกง
การเก็บเกี่ยว ตนแกวมังกรที่ปลูกจากิ่งตัดชําจะใหผลผลิตเมื่ออายุได 8-10 เดือนหลัง
ปลูกโดยจะออกดอกที่ปลายกิ่ง เมื่อดอกบานได 2-3 วัน กลีบดอกจะรวงเหลือผลที่มีกลีบเลี้ยงหุม หลังจากนั้น
ประมาณ 1 เดือน ผลจะแกและเก็บเกี่ยวได ตนแกวมังกรที่สมบูรณจะใหผลผลิตปละประมาณ 4 รุน ผลแกวมังกร
ที่เก็บเกี่ยวแลวนํามาใสถุงพลาสติกแชเย็น จะเก็บรักษาไดนานประมาณ 15 วัน โดยไมเหี่ยวและยังเพิ่มความ
หวานใหกับผลแกวมังกรดวย
โรคและแมลง โรคและแมลงที่สําคัญไมพบ จะมีแตมดที่ทําลายดอกทําใหดอกรวง และ
นกที่คอยจิกทําลายผลแกใกลสุก สําหรับมุดใหปองกันดวยการฉีดพนสารเคมีกําจัดแมลงบริเวณโคนตนและหลัก
สวนนกใหใชวิธีหอผลดวยกระดาษ
2) การปลูกขนุน ขนุน (jack fruit) เปนไมผลที่คนไทยนิยมบริโภค เปนผลไมสด ผลออนใช
บริโภคแบบผักสดดวยการนําไปประกอบอาหารไดหลากหลายชนิด ในปจจุบันไดนําขนุนไปแปรรูปเปนผลิตภัณฑ
ตาง ๆ จนกลายเปนสินคาออกที่สําคัญของไทย เชน ขนุนอบแหง ขนุนทอดกรอบ ขนุนในน้ําเชื่อม ฯลฯ ซึ่งเปน
ผลิตภัณฑอาหารสําเร็จรูปที่ตลาดภาคในประเทศและตางประเทศใหความสนใจมากในขณะนี้

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

114

นอกจากนั้น ขนุนยังเปนหนึ่งในไมมงคลที่นิยมนํามาปลูกตามบานเรือนเพื่อความมั่นคง
ของครอบครัวและการทํามาหาเลี้ยงชีพตามความเชื่อที่มีมานาน ขนุนเปนไมยืนตนขนาดใหญแตมีใบขนาดเล็ก
เปนมันสวยงาม ซึ่งความสวยงามของใบที่มองเห็นเสนใบชัดเจนจึงนิยมนํามาใชในงานประดิษฐตาง ๆ อีกดวย
พันธุ ขนุนที่ปลูกทั่วไปมีหลายพันธุตามความชอบซึ่งความแตกตางของแตละพันธุขึ้นอยู
กับขนาดของผล ผลดก ขนาดและคุณภาพของ “ยวง” ทั้งเกี่ยวกับกลิ่นและรสชาติ แตที่ปลูกกันมากไดแก พันธุ
ไพศาลทักษิณ ซึ่งเปนพันธุพระราชทาน รองลงมาไดแก พันธุฟาถลม พันธุเหรียญทอง ฯลฯ
ดินปลูก ขนุนเปนพืชที่สามารถเจริญเติบโตไดดีในทุกสภาพพื้นที่ของประเทศไทย ดินปลูก
ที่เหมาะสมที่สุดควรมีคา pH ระหวาง 5.5-6.5 และเปนดินรวนหรือดินรวนปนทราย
การขุดหลุมปลูก ระยะปลูกที่เหมาะสมคือ 8 x 8 เมตร โดยขุดหลุมขนาด 75 x 75 แยก
ดิน ชั้ นบน ชั้น ลา ง ดิน ชั้น ลางใหผสมปุย คอก ปุยหมัก 1 ปุง กี๋ และหินฟอสเฟต 500 กรัม แลว ใสรองกนหลุ ม
ประมาณ 2/3 ของหลุม
วิธีการปลูก การปลูกขนุนควรปลูกในชวงฤดูฝน โดยนําตนพันธุที่ไดจากการทาบกิ่ง ติดตา
หรือเสียบยอด ลงปลูกในหลุมที่เตรียมไว พรอมกับใชมีดกรีดถุงพลาสติกที่หุมตนพันธุออก การวางตนพันธุให
ระดับดินในถุงตนพันธุสูงกวาระดับดินปากหลุมเล็กนอย กลบดินใหแนนบริเวณโคนตน อยาใหดินที่กลบเลยไปถึง
รอยแผลที่เกิดจากการทาบกิ่ง ใชไมหลักผูกเชือกปองกันลมพัดโยก หาวัสดุคลุมดินบริเวณโคนตน เชน ฟางขาว
หญาแหง ฯลฯ แลวรดน้ําใหชุมวันละ 3-4 ครั้ง จนตนขนุนตั้งตัวไดดีแลวจึงลดปริมาณการใหน้ําลง
การปฏิบัติรักษา เมื่อขนุนเจริญเติบโตสูงประมาณ 70 เซนติเมตร ใหตัดยอดเพือ่ ใหเกิดกิง่
แขนงแลวเลือกกิ่งแขนงไว 3-4 กิ่ง โดยพิจารณาเลือกกิ่งแขนงที่ทํามุมกวางกับลําตนเพราะมีความแข็งแรงรองรับ
น้ําหนักของผลขนุนไดดี
สวนการพรวนดินใหพรวนดินรอบรัศมีทรงพุม พรอมกับใสปุยเคมีพรอมกับปุยอินทรียเปน
ระยะดังนี้
1. บํารุงตนโดยใชปุยสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16
2. สรางตาดอกโดยใชปุยสูตร 12-24-12 หรือ 9-24-24
3. บํารุงผลโดยใชปุยสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16
4. ปรับปรุงคุณภาพตนโดยใชปุยสูตร 13-13-21
ปริมาณใชปุยเคมี ประมาณ 1-2 กิโลกรัมตอตนตอครั้ง สําหรับขนุนที่มีอายุประมาณ 8 ป
และจะเพิ่มปริมาณมากขึ้นตามอายุและขนาดของทรงพุม
การเก็บเกี่ยว ผลขนุนจะเก็บเกี่ยวไดหลังจากดอกบาน 120-150 วัน โดยสังเกตหนามของ
ผลจะขยายหาง และสีผิวขนุนจะมีสีเหลืองเขม และถาลองเอามีดกรีดที่ขั้วผล ถาผลแกจัดจะมียางไหลออกมานอย
มากแตถายังออนยางสีขาวจะไหลออกมามาก หากจะจําหนายในรูปของขนุนสด ใหนําไปบมจนมีกลิ่นหอม แลว
จึงชําแปละเพื่อจําหนาย

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

115

เรื่องที่ 2.9 การปฏิบัติการรักษาพืช
1. ความหมายของการปฏิบัติการรักษาพืช
การปฏิบัติการรักษาพืช หมายถึง การบํารุง ดูแล ปองกัน และรักษาพืชใหสามารถเจริญเติบโตได
รวดเร็ว ใหผลผลิตสูง และผลผลิตมีคุณภาพดีตรงตามสายพันธุและตรงตามความตองการของผูปลูก ดังนั้นการ
ปฏิบัติการรักษาพืชจึงประกอบดวยการรดน้ํา การพรวนดิน การกําจัดวัชพืช การใสปุย และการปองกันกําจัดโรค
แมลงศัตรูพืช รวมไปถึงการทํารมเงาใหแกพืชปลูกใหมหรือที่ชอบแสงรําไร การใชผาดําคลุมแปลงสําหรับพืชวันสั้น
(short day plant) การติดไหสองสวางในแปลงปลูกสําหรับพืชวันยาว (long day plant) เปนตน
จะเห็นไดวาการปฏิบัติการรักษาพืชนั้น เปนงานที่มีขอบเขตกวางขวางตามลักษณะทางธรรมชาติของ
พืชที่ปลูกและฤดูกาลที่เขามามีสวนสําคัญตอการปฏิบัติการรักษาพืช โดยเฉพาะอยางยิ่งการปลูกพืชนอกฤดูกาล
จะตองเพิ่มเทคโนโลยีในการปฏิบัติการรักษาพืชมากขึ้น
2. ความสําคัญของการปฏิบัติการรักษาพืช
การปฏิบัติการรักษาพืชมีความสําคัญตอการเจริญเติบโตของพืชและคุณภาพของผลผลิตพืชไมนอยไป
กว า พั น ธุ ก รรมพื ช เพราะไม ว า พั น ธุ ก รรมพื ช จะมี ลั ก ษณะเด น ดี อ ย า งไร หรื อ เป น พื ช พั น ธุ ดี แ ค ไ หน หากการ
ปฏิ บั ติ ก ารรั ก ษาพื ช ที่ ป ลู ก นั้ น ไม มี ไม เ หมาะสมตามที่ พื ช ต อ งการแล ว พื ช พั น ธุ ดี เ หล า นั้ น ก็ จ ะไม ส ามารถ
เจริญเติบโตและใหผลผลิตเหมือนพืชพันธุดีที่เราตองการ ดัง นั้นการปฏิ บัติการรักษาพืชจึงมีความสํา คัญซึ่ง
สามารถสรุปไดดังนี้
2.1 ชวยใหพืชเจริญเติบโตเต็มที่และรวดเร็วยิ่งขึ้น
2.2 ชวยใหพืชสรางผลผลิตตรงตามที่เราตองการทั้งในดานปริมาณและคุณภาพ
2.3 ชวยใหเกิดผลผลิตพืชนอกฤดูกาลดวยการใชสารควบคุมการเจริญเติบโตและการเกิดดอกติดผล
ของพืช
2.4 ชวยลดพื้นที่ในการผลิต เพราะการปฏิบัติการรักษาพืชที่ดีและเหมาะสมจะชวยใหมีผลผลิต
เพิ่มขึ้นโดยใชพื้นที่เทาเดิมหรือนอยกวาเดิม
2.5 ชวยลดปญหาการตัดไมทําลายปาอันเนื่องมาจากการขยายพื้นที่เพาะปลูก เพื่อใหมีผลผลิต
เพียงพอตอจํานวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ทั้งประชากรในประเทศและประชากรโลก
2.6 ชวยประหยัดพลังงานและอนุรักษทรัพยากรสิ่งแวดลอม เพราะการปฏิบัติการรักษาพืชที่ถูกวิธีนั้น
จะชวยใหประหยัดตนทุน แรงงาน และทรัพยากรตาง ๆ ที่ใชในการผลิตพืช ทั้งความอุดมสมบูรณของดิน แรธาตุ
อาหารพืช แหลงน้ํา รวมไปถึงแรงงานจากคนและสัตว
2.7 ชวยเพิ่มรายไดและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เพราะผลผลิตพืชที่ไดจากการปฏิบัติ
ดูแลรักษาที่ดีนั้นจะมีคุณภาพดี มีปริมาณมาก เพื่อรายไดใหแกผูปลูก และมีรายไดจากการสงออกผลผลิตพืชเขาสู
ประเทศเพิ่มขึ้น ภาพรวมทางดานเศรษฐกิจก็จะดีขึ้นดวย
3. การใชสารเคมีประเภทปุย
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

116

ปุยเคมีทีมีผลิตและจําหนายโดยทั่วไปนั้นมีหลากหลายเครื่องหมายการคา หลายสูตร ตามที่ไดกลาว
มาแลว ปุยเคมีเหลานี้ไดจากการสังเคราะหสารอินทรียและสารอนินทรียที่ใหปริมาณธาตุอาหารพืชตรงกับความ
ตองการสําหรับการเจริญเติบโตของพืชในระยะตาง ๆ เชน ระยะตนออน ระยะแตกกอ ระยะออกดอก ระยะติดผล
ระยะลงหัว เปนตน ดังนั้นการที่เราใหธาตุอาหารพืชไดตรงกับชนิดและเวลาที่พืชตองการยอมทําใหพืชเจริญเติบโต
เร็วและสรางผลผลิตที่มีคุณภาพดี เชน ดอกดก สีสวย บานทน ผลดก ผลใหญ สีสวย รสชาติหวานกรอบ หรือลง
หัวดี หัวใหญ มีแปงแยะ รวมไปถึงการใหน้ําตาลและเปอรเซ็นตความหวานของพืชนํานวนออยและบีทรูทดวย
จึงเห็นไดวาปุยเคมีนั้นมากดวยประโยชนสําหรับการบํารุงพืชใหไดผลผลิตตามวัตถุประสงคของการ
ปลูกพืชแตปุยเคมีมีขอจํากัดที่ทําใหเกิดผลกระทบตอมนุษยและสิ่งแวดลอมดังนี้
3.1 ผลกระทบตอดิน
ตามที่ ไดก ลาวมาแลว วา ดิ น เปนปจจั ย สํา คั ญในการผลิ ตพื ช ผลทางการเกษตร การใช
ปุยเคมีที่ตอเนื่องยาวนานจะทําใหเกิดผลกระทบตอดินทางตรง ซึ่งยังสงผลมาถึงเกษตรกรผูเพาะปลูกและผูบริโภค
ผลผลิตโดยออม ดังนี้
1) ปุยเคมีทั้งที่มีสมบัติทางเคมีเปนกรดหรือเปนดาง หากใชติดตอกันเปนเวลานาน ๆ จะ
ทําใหดินสูญเสียคุณสมบัติทางกายภาพที่ดีคือ มีสภาพแนนทึบ น้ําและอากาศระบายถายเทไมดี พืชไมสามารถ
ดูดซับธาตุอาหารพืชที่มีอยูในดินไปใชประโยชนได หรือดูดซับไดนอยลง เนื่องจากความเปนกรดเปนดางอันเกิด
จากปุยเคมีจึงเปนเหตุใหพืชเจริญเติบโตชา ผลผลิตลดลงหรือออนแอ เกิดโรคระบาดและแมลงศัตรูพืชเขาทําลาย
ซ้ํา จึงเปนผลใหตองใชสารเคมีปองกันกําจัดศัตรูพืช ซึ่งทําใหการลงทุนสูงขึ้น
2) ทําใหกิจกรรมของสิ่งมีชีวิตในดินลดลง สิ่งมีชีวิตในดินที่เปนประโยชนตอการเพาะปลูก
มีหลายชนิด ทั้งพืช สัตว และจุลินทรีย เชน ไสเดือนดิน (earth worm) แบคทีเรีย (bacteria) เชื้อรา (fungi) แอคทิ
โนมัยซีส (actinomysis) สาหราย (lgae) และอื่น ๆ ซึ่งสิ่งมีชีวิตเหลานี้มีประโยชน เชน ไสเดือนดินชวยใหดินรวน
โปรงและชวยเพิ่มธาตุแคลเซียมใหแกดิน สวนจุลินทรียทั้งหลายจะทําหนาที่ยอยสลายอินทรียสารตาง ๆ ที่ใสลงไป
ในดินใหเปนอินทรียวัตถุ (organic matter) และเปนสารประกอบฮิวมัส (humus) แลวยอยสลายตอไปจนฮิวมัส
ปลดปลอยธาตุอาหารพืชพวกแอมโมเนียมไนเตรต ฟอสเฟต และซัลเฟต ออกมาเปนประโยชนตอพืช ซึ่งสิ่งมีชีวิต
เหลานี้จะทําหนาที่ตาง ๆ ลดลง ถาสภาพดินที่แนนทึบ การระบายถายเทอากาศและน้ําไมดี ตลอดจนความเปน
กรดเปนดางของดินมีมากเกินไป
3) ทําใหเกิดสารพิษในดินที่เปนอันตรายตอพืช เพราะการที่ดินมีคา pH สูงหรือต่ํามาก
เกินไปอาจเปนเพราะการใชปุยเคมี หรือสาเหตุอื่นก็ตาม จะทําใหเกิดสารพิษในดินจําพวกเฟอรรัสไอออน (F++)
อะลูมินัมไอออน (AI+++) และเกลืออื่น ๆ ที่ระบายน้ําไดในดิน (ดินเค็ม) ซึ่งสารพิษเหลานี้ทําใหพืชบางชนิดชะงัก
การเจริญเติบโตหรืออาจตายได
3.2 ตนทุนการผลิตสูง
เนื่องจาปุยเคมีมีราคาแพงหากเปรียบเทียบกับปุยอินทรีย จากตนทุนที่สูงนี้ทําใหเกษตรกร
ตองจําหนายผลผลิตในราคาที่สูง ซึ่งสงผลกระทบตอผูบริโภคโดยตรง และหากเกษตรกรไมสามารถจําหนายตาม
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

117

ราคาที่คุมทุนได ก็จะประสบปญหาการขาดทุน ซึ่งเปนปญหาที่เกิดขึ้นมากสําหรับเกษตรกรผูเพาะปลูกในประเทศ
ไทย
3.3 เพิ่มปริมาณการนําเขาสินคาตางประเทศ
ปุยเคมีที่ใชอยูในปจจุบันสวนใหญนําเขาจากตางประเทศ ดังนั้นหากมีการใชปุยเคมีมากขึ้น
เงินตราของไทยก็จะไหลออกตางประเทศมากขึ้นตามลําดับ
4. การใชสารเคมีปองกันและกําจัดศัตรูพืช
สารเคมีท่นี ํามาใชในการปองกันและกําจัดศัตรูพืช หากจะแบงตามประเภทของศัตรูพืชจะแบงออกเปน
3 ประเภทดวยกัน ดังนี้
4.1 สารเคมีกําจัดวัชพืช
สารเคมีกําจัดวัชพืช (herbicides) คือ สารเคมีที่นํามาใชในการกําจัดวัชพืช ซึ่งมีผูผลิตจําหนาย
หลายเครื่องหมายการคา ทั้งที่ผลิตในประเทศและนําเขาจากตางประเทศ สารเคมีเหลานี้จะมีสารออกฤทธิ์ทําลาย
ระบบตาง ๆ ของวัชพืช ทั้งวัชพืชประเภทใบแคบและใบกวาง ซึ่งเกษตรกรทั่วไปนิยมเรียกวา “ยาฆาหญา” ซึ่ง
ผลกระทบที่ เ กิ ด ขึ้ น จากการใช สารเคมีกํา จั ดวั ชพืช คือ สารพิษ ที่ตกค า งในดิ น ปนเปอ นไปกับพืชที่ ปลูก และ
ปนเปอนในอากาศ
4.2 สารเคมีที่กําจัดแมลงศัตรูพืช
สารเคมีที่กําจัดแมลงศัตรูพืช (insecticides) คือ สารเคมีที่นํามาใชปองกันและกําจัดศัตรูพืช
จําพวกแมลงมีปก หนอน เพลี้ย และแมลงอื่น ๆ ที่ชอบกัดกินทําลายพืชที่ปลูก เชน แมลงวันทอง หนอนกระทูหอม
เพลี้ยแปง แมลงหวี่ขาว หอยทาก กิ้งกือ ฯลน ซึ่งสารเคมีดังกลาวจะมีผลกระทบกับสิ่งแวดลอมเชนเดียวกับ
สารเคมีกําจัดวัชพืช
4.3 สารเคมีปองกันและกําจัดโรคพืช
สารเคมีปองกันและกําจัดโรคพืช (fungicides) คือ สารเคมีที่นํามาใชปองกันและกําจัดโรคพืชที่
เกิดขึ้นจากเชื้อรา แบคทีเรีย ไสเดือนฝอย และไฟโตพลาสมา เชน โรคเนาคอดินในคะนา โรคเนาคอดินในคะนา
โรคเนาและในกะหล่ําปลี โรครากปมในฝรั่ง โรคกระหรี่หรือพุมไมกวาดในลําไย เปนตน สารเคมีที่นํามาใชปองกัน
และกําจัดโรคเหลานี้อาจใชคลุกเมล็ดกอนปลูกฉีดพนปองกันหลังพืชงอก หรือฉีดพนเมื่อมีโรคระบาด ซึ่งทําให
เกิดผลตกคางเชนเดียวกับสารเคมีทั้งสองประเภทที่กลาวมาแลว
5. อันตรายและผลกระทบจากสารเคมีกําจัดศัตรูพืช
การใชสารเคมีกําจัดศัตรูพืช เปนหนึ่งในเทคโนโลยีที่นํามาใชเพิ่มผลผลิตพืช แตกลายเปนตนเหตุแหง
ปญหาสําคัญหลายปญหาที่มีผลกระทบตอคุณภาพชีวิตของประชากรทั้งผูผลิตและผูบริโภค ตลอดจนปญหาการ
สงออกและปญหาอื่น ๆ ดังนี้
5.1 สุขภาพอนามัยของประชากร
สารเคมีกําจัดศัตรูพืชจะเขาสูรางกายได 3 ทาง คือ ทางปากดวยการบริโภคผลผลิตพืชที่มี
สารเคมีตกคาง ทางผิวหนังดวยการสัมผัส ทางการหายใจดวยการสูดอากาศที่มีสารเคมีปนเปอนเขาไป สารเคมี
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

118

เหลานี้สวนใหญจะแสดงอาการเปนพิษตอระบบประสาทของสิ่งมีชีวิต รวมทั้งมนุษยดวย อาการที่เกิดขึ้นอาจ
รุนแรงหรือเรื้อรังขึ้นอยูกับปจจัยสําคัญ 4 ประการ คือ
1) ชนิดและปริมาณของสารเคมีกําจัดศัตรูพืชที่ไดรับวาเปนสารเคมีชนิดใด มีสารออกฤทธิ์
ประเภทไหน และไดรบั เขาไปมากหรือนอย
2) การไดรับสารเคมีกําจัดศัตรูพืชเขาไปทางใด คือ ทางอาหาร ทางผิวหนัง และทางการหายใจ
3) ปริ ม าณสารพิษ ตกคา งที่ ส ะสมอยู ใ นร า งกายของสิ่ ง มี ชีวิ ตนั้ น ๆ ว า มี ปริ ม าณมากนอ ย
เพียงใด
4) สารเคมีเหลานั้นออกฤทธิ์กับระบบประสาทสวนใด เพราะการออกฤทธิ์กับประสาทแตละ
สวนจะใหผลกระทบที่รวดเร็วและรุนแรงตางกัน
5.2 สิ่งแวดลอมเกิดมลภาวะ
มลภาวะหรือมลพิษ (pollution) ที่เกิดจากสารเคมีกําจัดศัตรูพืช ทําใหดิน น้ํา อากาศ มีสารพิษ
ปนเปอน ซึ่งจะทําใหสิ่งมีชีวิตตาง ๆ ทั้งที่อยูในดิน น้ํา และอากาศ ไดรับอันตรายหรืออาจสูญพันธุไ ด ซึง่ เปนสาเหตุ
ของการขาดความสมดุลทางธรรมชาติ (balance of nature) เปนการทําลายระบบนิเวศน (ecosystem) ของ
สิ่งมีชีวิต
5.3 มีผลกระทบตอการสงสินคาออก
เนื่องจากตลาดตางประเทศจะไมยอมรับสินคาพืชผลทางการเกษตรของไทย หากมีสารเคมี
ตกคา งอยูม ากกว ามาตรฐานที่ แต ละประเทศกํา หนด เป นผลใหเ กิดความสู ญเสีย ทางเศรษฐกิ จจํา นวนมาก
โดยเฉพาะประเทศในแถบยุโรปและอเมริกา
6. ขอควรพิจารณาในการใชสารเคมีกําจัดศัตรูพืช
การใชสารเคมีกําจัดศัตรูพืชเพื่อประโยชนในงานประเภทใดก็ตาม ควรคํานึงถึงอันตรายที่จะเกิด
ขึ้นกับมนุษยและสิ่งแวดลอมในระยะยาว โดยเปรียบเทียบประโยชนที่ไดรับกับอันตรายที่จะเกิดขึ้นตามมาใหดี
เพราะสารเคมีกําจัดศัตรูพืชบางชนิดสามารถสลายตัวไดหมดภายหลังการใช แตบางชนิดสลายตัวไดยากหรือ
เกือบไมสลายตัวเลย คงเหลือตกคางอยูในผลผลิตและสิ่งแวดลอม ซึ่งสารเคมีที่ใชกันแพรหลายในปจจุบัน สวน
ใหญเปนชนิดสลายตัวไดยาก จึงจําเปนตองศึกษาถึงพิษและอันตรายที่เกิดขึ้นใหดีและรูจักหลีกเลี่ยงอันตราย
เหลานั้น โดยปฏิบัติตามคําแนะนําและวิธีการใชตามฉลากโดยเครงครัด ตลอดจนควบคุมการใชสารเคมีกําจัด
ศัตรูพื ชอยา งรัดกุม ซึ่งนอกจากจะชวยใหไดประโยชนเ ต็ม ที่แลว อันตรายตาง ๆ จะลดนอยลงหรือเกือบไมมี
อันตรายเลย
7. ความปลอดภัยในการใชสารเคมีและการบริโภคผลผลิตพืช
กองวิเคราะหอาหาร กรมวิทยาศาสตรการแพทย กระทรวงสาธารณสุข ไดตระหนักถึงอันตรายที่
ประชาชนอาจไดรับจากการใชสารเคมีกําจัดศัตรูพืช จึงไดทําการศึกษาวิจัยหาสารตกคางดังกลาวในอาหารเปน
ประจําเพื่อเผาระวังและติดตามชนิดและปริมาณของสารเคมีที่ตกคางในอาหาร ทั้งอาหารดิบและอาหารสุกทุก
ประเภท เชน ผัก ผลไม กุง ไก ไข น้ํามันพืช ฯลฯ โดยเก็บตัวอยางอาหารเหลานี้จากตลาดขายปลีกและแปลงปลูก
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

119

แลวรายงานผลการวิจัยใหประชาชนหรือเกษตรกรผูเพาะปลูกทราบ เพื่อระมัดระวังในการบริโภคอาหารและการใช
สารเคมีกําจัดศัตรูพืช พรอมกับใหคําแนะนําดังนี้
7.1 กอนฉีดพนสารเคมีกําจัดศัตรูพืชทุกครั้งตองปฏิบัติโดยเครงครัวดังนี้
1) ใชเมื่อมีความจําเปนเทานั้น
2) ปดปาก ปดจมูก สวมเสื้อผาและรองเทาใหมิดชิด
3) ควรฉีดพนสารเคมีในเวลาลมสงบหรือลมพัดออน และควรอยูเหนือลม
4) ปดภาชนะบรรจุน้ําที่อยูใกลบริเวณแปลงผัก
7.2 หามนําภาชนะที่เคยบรรจุสารเคมีกําจัดศัตรูพืชมาใชบรรจุอาหารเครื่องดื่มหรือน้ําเปนอันขาด
7.3 กอนนําผักและผลไมมารับประทานลางดวยน้ําสะอาดหลาย ๆ ครั้ง เพื่อชะลางสารเคมีกําจัด
ศัตรูพืชที่ตกคางอยูตามผิวเปลือกใหหมดไป หรือแชผักและผลไมในน้ํายาลางผัก แลวลางน้ํายาใหหมดดวยน้ํา
สะอาดหลาย ๆ ครั้ง
7.4 ผักและผลไมที่ปอกเปลือกได ควรลางน้ําใหสะอาดกอนปอกเปลือก
7.5 การตมผักแลวเทน้ําทิ้งจะชวยลดปริมาณสารเคมีกําจัดศัตรูพืชลงไดบาง แตตองสูญเสียคุณคา
ทางอาหารไปสวนหนึ่ง
7.6 ถั่วหรืออาหารตากแหงทุกชนิด กอนนําไปปรุงอาหารควรลางน้ําใหสะอาด ถาเปนอาหารที่ตอง
ตมควรตมทิ้งน้ําครั้งแรก เพื่อกําจัดสารเคมีที่ตกคางอยูบนผิวของอาหารแหงใหหลุดไปใหไดมากที่สุด
7.7 ควรระลึกไวเสมอวา สารเคมีกําจัดศัตรูพืชทุกชนิดเปนวัตถุมีพิษ ตองเก็บแยกไวในที่ปลอดภัย
อยาเก็บไวใกลอาหาร และควรเก็บไวในที่เฉพาะ หางจากมือเด็ก ทั้งนี้รวมถึงสารเคมีที่นําไปใชกําจัดแมลงใน
บานเรือนดวย
8. ความหมายของการปฏิบัติรักษาพืชภายใตระบบเกษตรธรรมชาติ
เกษตรธรรมชาติ หมายถึง การทําการเกษตรโดยไมใชสารเคมีกําจัดศัตรูพืชและปุยเคมี แตเนนการ
ปรั บ ปรุ ง ดิ น โดยเลี ย นแบบธรรมชาติ ใ นป า ทํ า ให ดิ น กลั บ มี ค วามอุ ด มสมบู ร ณ ต ามธรรมชาติ ไม ทํ า ลาย
สภาพแวดลอมและไมกอใหเกิดอันตรายตอผูผลิตและผูบริโภค แตสามารถใหผลผลิตไดดีทั้งดานปริมาณและ
คุณ ภาพ ดั ง นั้น การปฏิ บัติ รัก ษาพืช ภายใต ร ะบบเกษตรธรรมชาติ จึง หมายถึ ง วิ ธีก ารตา ง ๆ ในการนํ า มาใช
บํารุงรักษาพืชโดยอาศัยหลักการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันของสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ
8.1 หลักการเกษตรธรรมชาติ
เกษตรธรรมชาติมีหลักการที่สําคัญ 3 ประการ ดังนี้
1) การปรับปรุงดินใหมีสภาพดี โดยใชปุยอินทรีย ไดแก ปุยหมัก ปุยคอก ปุยน้ําชีวภาพและ
ปุยพืชสด พรอมกับใชเทคโนโลยีผสมผสานกับภูมิปญญาทองถิ่นในการคลุมดินใหเหมือนกับดินในปาที่มีใบไม
และเศษซากพืชซากสัตวปกคลุม

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

120

2) ใชระบบการปลูกพืชหลายชนิด คือ การปลูกพืชหมุนเวียน การปลูกพืชแซม เพื่อจําลอง
ธรรมชาติไวในไรนา ซึ่งจะชวยปองกันการระบายของโรคแมลงศัตรูพืช และเปนหลักการเดียวกันกับการเกษตร
ทฤษฎีใหม
3) อนุรักษแมลงที่มีประโยชน เปนการเกษตรที่ไมใชสารเคมีกําจัดศัตรูพืช เนื่องจากสารเคมี
จะไมเพียงแตทําลายแมลงที่เปนศัตรูพืชเทานั้น แตยังทําลายตัวห้ําตัวเบียนซึ่งเปนแมลงที่มีประโยชนดวย
8.2 แนวปฏิบัติรักษาพืชภายใตระบบเกษตรธรรมชาติ
การปฏิ บั ติ รั ก ษาพื ช ภายใต ร ะบบเกษตรธรรมชาติ มี แ นวทางที่ ส ามารถปฏิ บั ติ ซึ่ ง ได ผ ลดี 6
ประการ ดังนี้
1) การปรับปรุงหนาดิน
ดินที่ไมเหมาะสมกับการปลูกพืชสวนหนึ่งเกิดจากหนาดินที่พืชใชหยั่งรากตื้นเกินไป และ
ดานลางเปนชั้นดินดานจึงใหปรับปรุงโดยการขุดดินหรือใชรถแทรกเตอรไถ แลวปลูกพืชตระกูลถั่วที่มีระบบรากลึก
เชน ถั่วมะแฮะ ฯลฯ เพื่อบํารุงดิน
2) การใชปุยอินทรียแทนปุยเคมี
โดยใชปุยหมักหรือปุยคอกเปนปุยรองพื้นหรือปุยหลัก แลวใชปุยหมักน้ําชีวภาพเปนปุยเสริม
3) การเตรียมดินใหดีกอนปลูกพืช
การเตรียมดินใหดีมีความเหมาะสมตอการเจริญเติบโตของพืช สามารถทําไดหลายกรณี ดังนี้
(1) ใชปุยหมักหรือปุยคอกเปนปุยรองพื้นคลุกเคลากับดิน แลวหมักดิน โดยรถน้ําใหชุม ทิ้งไว
นาน 1 สัปดาห จึงพรวนดินปลูก
(2) ถาดินมีความอุดมสมบูรณดีอยูแลวใหใสปุยหมักหรือปุยคอก แลวไถพรวนใหเขากันจึง
ปลูกพืช
4) การคลุมดินใหพืชที่ปลูก
การคลุมดินใหพืชที่ปลูกจะชวยปองกันการชะลางหนาดิน รักษาความชุมชื้นของดินทําใหหนา
ดินออนนุม ชวยควบคุมอุณหภูมิ ปองกันวัชพืช ชวยกระตุนใหจุลินทรียในดินมีมากขึ้น และยังชวยเพิ่มธาตุอาหาร
พืชแกดิน จากการสลายตัวของวัสดุคลุมดินบางชนิด เชน ฟางขาว เศษใบไม เปลือกถั่ว ตนขาวโพด ฯลฯ แต
สําหรับในพื้นที่ดินทรายจัดจะใชพลาสติกเปนวัสดุรองกนแปลงและคลุมดินไปในตัวดวย
5) การปลูกพืชหลายชนิดในพื้นที่เดียวกัน
การปลูกพืชหลายชนิดในพื้นที่เดียวกันสามารถทําได 2 ลักษณะ ดังนี้
(1) ปลูกพืชหมุนเวียน โดยปลูกพืชชนิดอื่นสลับกับพืชตระกูลถั่วอยางนอยปละ 1 ครั้ง และ
จะไมปลูกพืชชนิดเดียวกันหรือตระกูลเดียวกันซ้ําที่เดิม เชน ปลูกแตง มะเขือ ฟกทอง ผักกินใบ ถั่ว ขาวโพด ฯลฯ
สลับกันไปตลอดทั้งป หรืออาจปลูกไมดอกจําพวกดาวเรือง สรอยทอง ซอมกลิ่น สลับกันตามความเหมาะสมซึ่งวิธี
นี้จะชวยปองกันโรคและแมลงไดดี

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

121

(2) ปลูกพืชแซม วิธีนี้นอกจากจะใชพืชที่ใหเกิดประโยชนสูงสุดแลว ยังเปนแหลงอาหารที่
หลากหลาย เปนแหลงชุมนุมของแมลงที่มีประโยชน ซึ่งสีและกลิ่นรวมทั้งความสูงที่แตกตางกันจะทําใหศัตรูพืช
เกิดความสับสนุในการหาอาหาร และพืชบางชนิดจะมีกลิ่นสารไลแมลง เชน ตะไครหอม ดาวเรือง แพงพวย ฯลฯ
6) การใชสมุนไพรปองกันโรคแมลงศัตรูพืช
โดยการนําสารสกัดพืชสมุนไพรจําพวกสะเดา ขา ตะไครหอม หนอนตายหยาก วานน้ํา โลติ๊น
ยี่โถ ฯลฯ มาฉีดพนแทนสารเคมี
7) การใชเทคโนโลยีชีวภาพหรือชีววิธี
โดยใชสิ่งมีชีวิตควบคุมศัตรูพืช ซึ่งไดแก ตัวห้ํา ตัวเบียน ที่ทําลายแมลงศัตรูพืชชนิดอื่น หรือ
อาจใชจุลินทรียจําพวกแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา และไสเดือนฝอย โดยนํามาสกัดแลวฉีดพนพืชที่ปลูก
8) การใชวิธีกล
วิธีกล (mechanical technics) คือ การกําจัดศัตรูพืชพวกวัชพืชดวยการถอน การถาก การขุด
และการพรวน สวนแมลงศัตรูพืชนั้นจะใชวิธีการดัก จับ หรือลอแมลงใหมาติดกับ เชน ใชมือจับ ใชกับดัก แสงไฟ
ใชกับดักกาวเหนียว หรือใชสารลอแมลงใหมาตกลงในภาชนะที่เปนกับดัก เปนตน
จากหลักการและแนวทางการปฏิบัติรักษาพืชภายใตระบบเกษตรธรรมชาติดังกลาวจะทําให
ไดผลผลิตพืชที่ปลอดสารพิษและไมทําลายสภาพแวดลอม แตตองศึกษาตอไปอีกวา การปฏิบัติรักษาพืชภายใต
ระบบเกษตรธรรมชาติอยางเดียวนั้น จะสามารถผลิตพืชพันธุธัญญาหารเพียงพอตอความตองการบริโภคของ
ประชากรที่มีอัตราเพิ่มขึ้นตลอดเวลาไดหรือไม และหากจะสรางทางเลือกใหมโดยการใชปุยเคมีผสมผสานกับ
เกษตรธรรมชาติ แตงดเวนการใชสารเคมีกําจัดศัตรูพืช จะชวยลดปญหาตาง ๆ ลงไดหรือไม จึงเปนเรื่องที่ตอง
ศึกษาคนควาและทดลองกันตอไป เพื่อสุขภาพอนามัยของประชากรและสภาพแวดลอมที่ดีขึ้น

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

122

เรื่องที่ 2.10 การเก็บเกี่ยวผลผลิตพืชและการจัดการพืช
การเก็บเกี่ยวผลผลิตพืช (harvesting) คือ การปฏิบัติขั้นตอนสุดทายของการปลูกพืช ซึง่ การเก็บเกี่ยว
สามารถทําไดหลายวิธีขนึ้ อยูกับชนิดของพืชแตตองยึดหลักการที่สาํ คัญคือ ความระมัดระวังในระหวางการเก็บ
เกี่ยวไมใหผลผลิตไดรับการกระทบกระเทือน บอบช้าํ หรือเกิดรอยแผล เพราะจะมีผลกระทบโดยตรงตอคุณภาพ
ของผลผลิตหลังการเก็บเกีย่ ว เชน ผลผลิตมีรอยช้ําหรือเปนแผล แผลก็จะกลายเปนสีน้ําตาลหรือสีดําในเวลา
ตอมาและเปนสื่อชักนําใหเชือ้ จุลินทรียตา ง ๆ เขาทําลาย ซึ่งรอยแผลนัน้ จะสงเสริมใหการหายใจของผลผลิตพืช
เพิ่มขึ้นทําใหอายุการเก็บรักษานอยลง เปนตน การเก็บเกี่ยวผลผลิตพืชสามารถทําไดหลายวิธีดังนี้
1. การเก็บเกี่ยวดวยมือ
การเก็บเกี่ยวดวยมือมีวิธีปฏิบัติ 2 วิธี คือ
1.1 การเก็บเกี่ยวดวยมือเปลา
การเก็บเกีย่ วดวยมือเปลา ไดแก การใชมือปลิด เด็ด ดึง หรือหัก ใชเก็บเกีย่ วผลผลิตพืชที่มีลาํ ตน
เตี้ย ทัง้ พืชผัก ไมผล ไมดอก และพืชไรบางชนิด
1.2 การใชบนั ไดชวยในการเก็บเกี่ยว
สวนใหญจะใชกับไมผลที่มีลําตนสูง เชน มะพราว มะละกอ ขนุน สม ฯลฯ วิธีนี้จะมีความยุงยาก
ในการนําผลผลิตลงมาจากตน โดยเฉพาะอยางยิง่ ผลผลิตที่ช้ํางายจะตองใชวิธีการชักรอกสงภาชนะขึ้นไปรับหรือ
ใชคนคอยรับอยูดานลาง ยกเวนมะพราวที่ไมใชมะพราวน้าํ หอม สามารถปลิดแลวโยนลงมาไดเลย รวมไปถึงการ
ใชลิงในการเก็บเกี่ยวมะพราวดวย
2. การใชเครื่องทุนแรง
เครื่องทุนแรงที่นาํ มาใชในการเก็บเกีย่ วผลผลิตพืช สวนมากเปนเครื่องทุน แรงอยางงาย เชน มีด จอบ
เสียม พลั่ว กรรไกร ตะกรอ เคียว และแกระ สวนเครื่องทุน แรงที่เปนเทคโนโลยีสมัยใหม เชน รถเก็บเกี่ยวผลผลิต
ชนิดที่เรียกวา Combine Harvesting ซึ่งเปนรถพวงที่มที ั้งเครื่องตัด คัดแยก ทําความสะอาด และบรรจุลงภาชนะ
นั้น ประเทศไทยมีใชนอยเนือ่ งจากตองลงทุนสูงและสภาพพื้นที่เพาะปลูกไมเอื้อตอการนําเทคโนโลยีประเภทนีม้ า
ใช รวมไปถึงการใชรถยกหรือรถกระเชาสําหรับการเก็บเกี่ยวไมผลดวย
3. การใชสารเคมี
การใชสารเคมีเปนเทคโนโลยีทนี่ ํามาใชสําหรับการเก็บเกี่ยวไมผลจําพวกสมและเสาวรส ที่ผลิตเพื่อสง
โรงงานอุตสาหกรรมแปรรูป สารเคมีที่ใชเปนสารจําพวกแอบซีสซัน (abscission) ที่ทาํ ใหผลไมรว งแลวใชตาขาย
รองรับดานลาง วีนี้สะดวกแกตองใชในปริมาณที่เหมาะสมเพราะอาจเกิดปญหาสารเคมีตกคางได
ผลผลิตพืชที่ไดจะมีคุณภาพดีมากหรือนอยนัน้ นอกจากการเก็บเกี่ยวที่ถกู วิธีแลว ชวงเวลาในการเก็บ
เกี่ยว สภาพอากาศ ฤดูกาล และอายุของผลผลิตก็มีความสําคัญ ตองรูวาควรจะเก็บเกี่ยวในชวงเวลาใด เชาหรือ
เย็น หากฝนตกความชื้นสูง อากาศรอยหรือเย็นจัดจะมีผลกระทบตอผลผลิตพืชหรือไม ตลอดจนวัตถุประสงคใน
การนําไปใชประโยชนวาจะเก็บเกี่ยวผลผลิตในระยะใด ออน แก ดิบ สุก ตูม บาน เปนตน
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

123

4. การปฏิบตั ิกับพืชหลังการเก็บเกีย่ ว
4.1 การลางทําความสะอาด
การลางทําความสะอาด (washing) เปนเทคโนโลยีที่นาํ มาใชหลังจากเก็บเกี่ยวพืชผักและผลไม
ดวยการลางน้าํ เพื่อใหผลผลิตสะอาดนาบริโภค เพราะน้าํ จะชะลางดิน เศษวัชพืช ตัวแมลง และคราบของสารเคมี
ที่ติดอยูตามผิวเปลือกใหหมดไป แตผลผลิตบางอยาง เชน สตรอเบอรรี่ ชมพู ฯลฯ ซึ่งมีผิวเปลือกบาง ช้าํ งาย จึงไม
ควรลางน้ํา รวมไปถึงมะเขือเทศ แตงกวา หากนําไปลางจะทําใหอายุการเก็บรักษาลดลง สวนพวกกลวยหากนําไป
ลางจะสุกชา แตอายุการเก็บรักษาจะนานขึ้น ดังนัน้ การลางทําความสะอาดผลผลิตจึงมีทงั้ ขอดีและขอจํากัดจึง
ตองศึกษาใหรอบคอบเพื่อปองกันผลผลิตเสียหายและน้าํ ที่ใชลา งตองเปนน้าํ ที่สะอาด หลังจากลางน้าํ แลวตองนํา
ผลผลิตไปผึ่งใหแหงกอนบรรจุหีบหอสงตลาดหรือนําไปเก็บรักษาไวใชประโยชน
4.2 การผึ่งใหแหง
ผลผลิตพืชพวกมันเทศ มันฝรั่ง หอม กระเทียม และพืชผลที่มีลักษณะคลายคลึงกับผลผลิต
เหลานี้ จะตองนําไปผึ่งใหแหงกอนนําไปเก็บรักษาหรือบรรจุลงในบรรจุภัณฑเพื่อสงตลาด การผึง่ ใหแหงนอกจาก
จะชวยรักษารอยแผลของผลผลิตไดแลว ยังชวยลดความชื้นในผลผลิตลงดวย ซึ่งจะทําใหอายุการเก็บรักษา
ยาวนานขึ้น มาตรฐานสินคาเกษตรหรือ มกษ. นั้น ไดใชหลักเกณฑในการพิจารณาคือ ความสมบูรณ ความแนน
เนื้อ ความสะอาด ขนาด น้าํ หนัก สีสัน รูปราง ความแก-ออน ปราศจากโรคแมลง ปราศจากรอยแผล และ
ปราศจากสารเคมีที่เปนพิษตกคาง หรือมีไดไมเกินกวาที่มาตาฐานกําหนดไวสําหรับผลผลิตการเกษตรที่ผลิตขึ้น
เพื่อการสงออกนัน้ จะตองเปนไปตามหลักเกณฑของคณะกรรมาธิการกฎเกณฑอาหารระหวางประเทศ (Codex
Alimentarius Commission) ซึ่งหลักเกณฑดังกลาวจะพิจารณาจาก 2 ประเด็น คือ การทําการเกษตรที่ดี (ทกด.)
หรือ Good Agricultural Practises (GAPs) และการทําการผลิตที่ดี (ทผด.) หรือ Good Manufacturing
Practices (GMPs) ซึ่งหลักเกณฑทั้งสองนีจ้ ะชวยควบคุมใหผลผลิตปลอดสารพิษและอันตรายจากจุลินทรียในทุก
ขั้นตอนการผลิต ตลอดจนการบรรจุภัณฑสูตลาด ซึง่ กฎเกณฑดังกลาวกลายเปนปญหาอยางมากตอการสงออก
ผลผลิตในปจจุบันและบางประเภทก็ไดใชกฎเกณฑนี้เปนเครื่องมือในการกีดกันทางการคาดวย
4.3 การคัดขนาด
การคัดขนาด (sizing) จะทําหลังจากการคัดคุณภาพแลว โดยใชแรงงานคนหรือเครื่องจักรซึ่ง
เหมาะสมสําหรับพืชผลที่มีรปู รางแนนอน สวนผลผลิตทีม่ ีรูปรางไมแนนอนจะใชวีการชั่งน้ําหนักและประเมินดวย
สายตา
4.4 การคัดคุณภาพ
พืชผลทางการเกษตรจะมีลักษณะและคุณภาพแตกตางกันไปตามลักษณะทางพันธุกรรม
สภาพแวดลอม และการบํารุงดูแลรักษา ตลอดระยะเวลาของการปลูก ดังนั้นเพื่อความสะดวกรวดเร็ว และความ
ยุติธรรมในการซื้อขายจึงตองมีการคัดคุณภาพ ซึง่ แตละประเทศจะมีการกําหนดมาตรฐานคุณภาพเปนของตนเอง
สําหรับประเทศไทยนัน้ มาตรฐานคุณภาพสินคาเกษตรเปนไปตามหลักเกณฑของ มกษ.
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

124

4.5 การบม
การบม (degreening) คือการทําใหรงควัตถุสีเขียวในผลผลิตพืชลดลงหรือสลายตัวไปโดยใช
กาซเอทิลีน หรือสารประกอบพวกแคลเซียมคารไบต (calcium carbide) ที่ทาํ ใหกาซเอทิลีนซึง่ เรารูจ ักกันดีในรูป
ของถานแกสหรือถานหิน กาซเอทิลนี ทําใหผลไมสุกมีสสี วยตรงตามความตองการของผูบริโภค หรืออาจใชวิธีการ
จุดธูปไวในภาชนะบม เพื่อใหควันธูปปลอยกาซเอทิลนี ออกมาทําใหผลไมสุก ซึ่งเปนปญญาดั้งเดิมของไทยผลไมที่
ตองบอม ไดแก กลวย มะมวง สม ขนุน รวมทัง้ พืชผัก เชน มะเขือเทศ ฯลฯ
4.6 การเคลือบไข
พืชผักผลไมทั่วไปจะมีไขเคลือบตามธรรมชาติอยูแลว แตเมื่อเรานํามาลางทําความสะอาดไข
เคลือบตามธรรมชาติจะหลุดไป ดังนัน้ เพือ่ ปองกันการเหี่ยวอันเนื่องมาจากการสูญเสียน้ํา และชวยรักษาสภาพ
ของผักผลไมใหดูนา บริโภคและยืดอายุการเก็บรักษาไวไดนานขึน้ จึงนําไปเคลือบไขพาราฟนหรือสารเคลือบผิว
ชนิดอื่น ๆ
4.7 การนวด
การนวด (threshing) เปนวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวพืชไรจําพวกธัญพืช เชน ขาว ขาวโพด ขาว
ฟาง ลูกเดือย งา ฯลฯ เพื่อใหผลผลิตหลุดจากชอรวง กอนนําไปตาก เก็บรักษา หรือจําหนาย
4.8 การสี
การสี (milling) เปนขั้นตอนตอเนื่องจากการนวดสําหรับเมล็ดธัญพืชทีม่ ีเปลือก เชน ขาว ลูก
เดือย ถัว่ เขียว รวมไปถึงการกะเทาะเมล็ดพืชจําพวกกาแฟและมะมวงหินมะพานตดวย
4.9 การบรรจุภัณฑ
การบรรจุภัณฑหรือการบรรจุหีบหอ (packing) ซึ่งบรรจุภัณฑที่ดีและเหมาะสมกับสินคาเกษตร
นั้นจะตองมีคณ
ุ สมบัติดังนี้
1) ชวยใหการขนสงและการลําเลียงมีประสิทธิภาพ บรรจุภัณฑที่จะชวยใหการลําเลียงและการ
ขนสงผลผลิตจากสวนไปสูโรงเรือนหรือสูต ลาดอยางมีประสิทธิภาพนั้น จะตองเปนบรรจุภัณฑที่ไดมาตรฐานมี
ความคงทนแข็งแรง
2) ชวยใหสะอาดและประหยัดพืน้ ทีใ่ นการจัดวาง บรรจุภัณฑที่ไดขนาดมาตรฐานจะทําใหการ
จัดวางสะดวกเปนระเบียบประหยัดพืน้ ที่ทงั้ ในโรงเรือนและการขนสง ซึ่งจะชวยลดตนทุนในการสรางโรงเรือนและ
การขนสง
3) ชวยปองกันคุณภาพผลผลิตและลดอัตราการสูญเสีย บรรจุภัณฑที่ดีไดมาตรฐานและ
เหมาะสมกับชนิดของผลผลิตนั้น นอกจากจะปองกันผลผลิตกระทบกระเทือนไดดีแลว ตองสามารถปองกันแสดง
แดดรักษาหรือควบคุมความชื้น ตลอดจนระบายอากาศไดดี
4) ชวยสงเสริมการขาย เนื่องจากบรรจุภัณฑที่มีรูปลักษณสวยงาม มีความแข็งแรง สามารถ
เคลื่อนยาย จับ ถือ หรือหิว้ ไดสะดวก จะจูงใจใหมีผูซื้อผลผลิตมากขึ้น
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

125

สําหรับชนิดของบรรจุภัณฑทนี่ ํามาใชในการบรรจุผลผลิตพืชนัน้ มีมากมายหลายชนิดผลิตจาก
วัสดุที่แตกตางกัน เชน เขงหวาย เขงพลาสติก ลังไม ลังกระดาษ ลังพลาสติกแข็ง กลองกระดาษ กลองโฟม กลอง
พลาสติก ถุงพลาสติก ถุงตาขายพลาสติก กระสอบปาน ฯลฯ ซึง่ รูปรางและขนาดของบรรจุภัณฑเหลานี้ขึ้นอยูกับ
ชนิดของผลผลิตและวัตถุประสงคของการบรรจุ เชน เพือ่ การขนสง เพือ่ การขายสง เพื่อการขายปลีก เปนตน
4.10 การเก็บรักษา
การเก็บรักษา (Storage) เปนวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อรอจําหนายหรือนําไปใช
ประโยชน ทําใหมีผลผลิตออกจําหนายหรือบริโภคไดตลอดทั้งป ซึง่ หลักการสําคัญของการเก็บรักษาคือ การ
ควบคุมอัตราการขายใจและการคายน้าํ ของผลผลิตพืช รวมไปถึงการปองกันจุลินทรียเขารบกวนหรือทําลายดวย
ดังนัน้ การเก็บรักษาผลผลิตพืชจึงใชวิธีการตาง ๆ เชน การแชเย็น การแชแข็ง การใชระบบสุญญากาศ การใช
สารเคมี และการอาบรังสี ซึ่งจะเลือกวิธีใดนั้นขึน้ อยูกับชนิดของผลผลิต ระยะเวลาในการเก็บรักษา และตนทุนที่
เพิ่มขึ้น
4.11 การขนสง
การขนสง (transport) เปนปฏิบัติการนําหรือลําเลียงผลผลิตจากแหลงปลูกไปยังแหลงเก็บ
รักษาหรือไปยังแหลงที่เปนศูนยกลางของผลผลิตซึ่งเปนตลาดกลางในเมือง เชน ปากคลองตลาด ตลาดสี่มุมเมือง
และตลาดกลางในจังหวัดตาง ๆ จากนัน้ ผลผลิตจะกระจายไปสูผูบริโภคโดยผานผูขายปลีก คนกลาง ผูขายสง
ตลอดจนผูแปรรูปและผูสงออก ดวยบริการการขนสงทั้งทางอากาศ ทางบก และทางน้าํ การขนสงนับวามี
ความสําคัญยิง่ ตอการนําผลผลิตสูตลาด เพราะหากการขนสงไมมีประสิทธิภาพ ผลผลิตจะสูญเสียไดงาย
โดยเฉพาะอยางยิง่ ผลผลิตสดหากเกิดความลาชางหรือการบรรทุกขนถายที่ขาดความระมัดระวัง
4.12 การตลาด
คําวา “ตลาด (market)” หมายถึง กลุม คนตั้งแต 2 คนขึ้นไปที่ไดทําการตกลงซือ้ ขายแลกเปลีย่ น
สินคาหรือบริการซึ่งกันและกัน ดังนัน้ ตลาดจึงเกิดขึ้นไดทุกเวลา ทุกสถานทีท่ ี่ไดทําการตกลงซื้อขายแลกเปลีย่ นกัน
ตลาดจึงมีสถานที่เฉพาะหรือไมมีก็ได เชน การซื้อขายกันทางอินเทอรเน็ต หรือที่เรียกวา E-Commerce
(Electronic Commerce) รวมทั้งการติดตอซื้อขายกันทางโทรศัพทดวย
สวนคําวา “การตลาด (marketing)” หมายถึง ธุรกิจในการดําเนินการเคลื่อนยายผลผลิตจาก
แหลงผลิตไปสูผูบริโภคในรูปแบบ เวลา และสถานทีท่ ี่ผบู ริโภคตองการหรือพอใจ โดยอาศัยกิจกรรมตาง ๆ เชน
การรวบรวม การขนสง การเก็บรักษา การแปรูป การประกันภัย ฯลฯ ซึ่งผูทที่ ําหนาที่ทางการตลาดจะประกอบดวย
เกษตรกรผูผลิต ผูขายปลีก ผูขายสงหรืออาจมีคนกลาง ผูแปรรูป และผูสงออกรวมอยูดวย หากผลผลิตเหลานั้น
ตองผานการแปรรูปหรือเปนสินคาออก ดังนั้นหากเกษตรกรสามารถทําหนาทีท่ างการตลาดไดครบวงจรก็จะมี
รายไดจากการผลิตเพิ่มขึ้น
จากที่กลาวมาทัง้ หมดในเรื่องการเก็บเกี่ยวและวิทยากรหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตพืชนัน้ เปนเรื่อง
ที่สําคัญและจําเปนมากสําหรับเกษตรกรผูเพาะปลูกพืชทุกชนิด เพราะหากปฏิบัติไมถูกวิธี ไมเหมาะสม จะเกิด
ความเสียหายแกผลผลิตเปนอยางมาก และเปนสาเหตุหนึง่ ทีท่ ําใหเกษตรกรขายผลผลิตไดราคาต่ํา
5. วิธีการถนอมอาหารและการแปรรูป
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

126

5.1 การถนอมอาหาร
การถนอมอาหารของผลผลิตทางการเกษตรสามารถทําไดหลายวิธีขึ้นอยูกับชนิดของผลผลิต และแต
ละวิธีจะมีความยากงายและการลงทุนที่แตกตางกัน ซึ่งประกอบดวยวิธีการตาง ๆ ดังนี้
1. การทําแหง
2. การหมักและดอง
3. การเชื่อม การแชอิ่ม การฉาบ
4. การกวน
5. การรมควัน
6. การบรรจุขวดหรือกระปอง
7. การใชสารเคมีกันบูด
8. การแชเย็น
9. การอาบรังสี
การถนอมอาหารของผลผลิตทางการเกษตรสวนใหญจะใชในกรณีทมี่ ีผลผลิตมากเกิดความตองการของ
ตลาดการเพิม่ มูลคาของผลผลิตและการรักษาสภาพ รวมทั้งการยืดอายุของผลผลิตสําหรับการขนสงหรือจําหนาย
5.2 การแปรรูป
การแปรรูป (processing) หมายถึง การนําวัตถุดิบที่เปนผลผลิตทางการเกษตรไปเปลี่ยนแปลง
สภาพใหเปนผลิตภัณฑที่มรี ูปรางลักษณะเปลี่ยนไปจากเดิมดวยกรรมวิธีตาง ๆ เชน การนําถัว่ เหลืองไปสกัดเปน
น้ํามันถัว่ เหลือง การนําขาวโพดไปแปรรูปเปนแปงขาวโพด กอนนําออยไปแปรรูปเปนน้ําตาบทราย การนําผลไมไป
ทําไวน เปนตน การแปรรูปจึงเปนกลวิธีหนึ่งในการถนอมอาหารโดยใชเทคโนโลยีตา ง ๆ เพื่อใหเกิดการ
เปลี่ยนแปลงของอาหารดวยกายภาพ ชีวภาพ และคุณสมบัติทางเคมี การแปรรูปจึงมีประโยชนดังนี้
1) ชวยใหผลผลิตทางการเกษตรมีมูลคาเพิ่มขึ้น มีตลาดรองรับมากขึน้ เพราะโรงงาน
อุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑอาหารประเภทตาง ๆ ตองอาศัยผลผลิตทางการเกษตรเปนวัตถุดิบ รวมไปถึง
อุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตวและอุตสาหกรรมอื่น ๆ
2) ชวยใหมีผลิตภัณฑอาหารหลากหลายรูปแบบเพื่อสนองความตองการของผูบริโภคไดมาก
ขึ้นและสามารถเก็บรักษาอาหารไวไดนานขึ้น
3) ชวยใหผลผลิตมีคุณภาพดีและมีคุณคาทางอาหารเพิ่มขึ้น เชน การเพิ่มโปรตีน การเสริม
วิตามินและแรธาตุที่จาํ เปน ตลอดจนการลดปริมาณสารตาง ๆ ในอาหารใหเหมาะสมกับวัยและสุขภาพของ
ผูบริโภค เชน การลดปริมาณไขมันและคอเลสเตรอรอลในพืชผักและเนื้อสัตว สําหรับคนสูงอายุและผูปวย รวมไป
ถึงการสกัดสารออกฤทธิก์ ระตุนประสาทในชาและกาแฟ
4) ชวยใหประหยัดพื้นที่ในการเก็บรักษา ประหยัดคาใชจายในการขนสง เพราะขนาดและ
ปริมาณของผลผลิตลดลง
5) ชวยเพิ่มศักยภาพในการสงออกผลผลิตทางการเกษตรในรูปของผลิตภัณฑแปรรูปตาง ๆ ที่
นอกเหนือจากผลผลิตสด และชวยลดปญหาสินคาเกษตรลนตลาดไดอีกดวย
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

127

6) ลดการนําเขาผลิตภัณฑแปรรูปจากตางประเทศ เนื่องจากในปจจุบนั อุตสาหกรรมแปรรูป
ผลผลิตของประเทศไทยมีความทันสมัยในเรื่องเทคโนโลยีการแปรรูปเปนอยางมากทั้งอุตสาหกรรมขนาดใหญ
อุตสาหกรรมขนาดกลาง และอุตสาหกรรมขนาดเล็กหรือ SME รวมไปถึงอุตสาหกรรมในครัวเรือน ทําใหมี
ผลิตภัณฑตาง ๆ ทั้งประเภทอาหาร ยา และเครื่องสําอาง ที่ไดมาตรฐานสากลและมีราคาถูก ผูท เี่ คยนิยมบริโภค
ผลิตภัณฑตางประเทศจึงหันมาสนใจของไทยมากขึ้น ซึง่ จะเปนสวนหนึ่งของการแกปญหาขาดดุลการคาระหวาง
ประเทศ
6. การจัดจําหนาย
6.1 ความสําคัญของการจัดจําหนาย
การจัดจําหนายมีความสําคัญตอผูผลิตและผูบริโภค กลาวคือ ผูผ ลิตจําหนายผลผลิตไดและ
ไดรับผลตอบแทน อาจอยูในรูปของเงินหรือสิ่งของที่เกิดจากการแลกเปลี่ยน สวนผูบ ริโภคไดสินคาหรือผลผลิตไป
บริโภคตามความตองการซึ่งสรางความพอใจใหเกิดขึ้นทัง้ สองฝายนอกจากนั้นการจัดจําหนายยังทําใหเกิดอาชีพ
ตาง ๆ ตามมาอีกมากมาย เชน อาชีพพอคาคนกลาง อาชีพรับขนสงผลผลิต อาชีพผลิตบรรจุภัณฑ อาชีพแปรรูป
ผลผลิต ฯลฯ ซึ่งอาชีพเหลานี้นอกจากจะชวยสงเสริมใหเกิดการพัฒนาผลผลิตทั้งดานปริมาณและคุณภาพแลว ยัง
เปนอาชีพที่สรางรายไดใหแกประเทศชาติเปนอยางมาก
6.2 หลักการและวิธีการจัดจําหนาย
1) หลักการจัดจําหนาย
เนื่องจากการจัดจําหนายมีวัตถุประสงคทสี่ ําคัญคือ การแลกเปลี่ยนผลผลิตเปนเงินตราหรือ
สิ่งของ ดังนัน้ ผลตอบแทนจากการแลกเปลี่ยนจะเกิดขึ้นมากนอย ชาหรือเร็วนั้นขึน้ อยูกับหลักการดังนี้
(1) ปริมาณและคุณภาพของผลผลิต ผลผลิตที่นาํ ไปจําหนายจะตองมีคุณภาพตรงตาม
ความตองการของผูบริโภค และมีปริมาณเพียงพอกับจํานวนความตองการของผูบริโภค แตถามีมากเกินไปจะทํา
ใหผลผลิตลนตลาด ราคาตกต่ํา
(2) การบรรจุภัณฑ การบรรจุผลผลิตลงในบรรจุภัณฑที่สวยงามทั้งรูปแบบ สีสนั และมี
ความแข็งแรง ชวยใหเคลื่อนยายสะดวก ก็จะจูใจผูบริโภคไดมากขึ้น
(3) ทําเลที่ตงั้ หรือสถานทีจ่ ําหนาย ตองเปนสถานทีท่ สี่ ะดวกตอการเขาไปเลือกชม และ
ซื้อผลผลิต รวมทั้งอยูในแหลงชุมชน หากเปนในเขตเมืองควรคํานึงถึงที่จอดรถดวย
(4) ตองวางผลผลิตจําหนายอยางตอเนื่อง เพื่อใหมีลูกคาหรือผูบริโภคเปนประจํา
2) วิธกี ารจัดจําหนาย
การจัดจําหนายผลผลิตเพื่อใหผลผลิตเคลื่อนยายจากแหลงผลิตไปยังตลาดนั้น แบง
ออกเปน 3 วิธี คือ
(1) การจัดจําหนายโดยตรง คือ การที่เกษตรกรจําหนายผลผลิตใหแกผูบริโภคโดยตรง
(2) การจัดจําหนายโดยออม คือ การที่เกษตรกรจําหนายผลผลิตใหแกพอคาคนกลาง
(3) การจัดจําหนายโดยการรวมกลุม คือ การที่เกษตรกรผูผลิตรวมกลุมกันจัดตั้งเปน
ชุมชน สมาคม กลุมเกษตรกรหรือสหกรณ แลวดําเนินการจัดจําหนาย
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

128

3) ความหมายของการทําบันทึกรายรับ – รายจาย
การทําบันทึกรายรับ-รายจาย หรือบัญชี คือการบันทึกขอมูลเกี่ยวกับการเงินของแตละ
บุคคล หนวยงาน และองคการธุรกิจทีม่ ีรายไดและมีคาใชจาย ซึ่งในทีน่ ี้จะกลาวถึงเฉพาะการทําบันทึกรายรับรายจาย ของการผลิตและการจําหนายผลผลิตพืช
การทําบันทึกรายรับ-รายจายมีความสําคัญอยางยิ่งตอการดําเนินการผลิตและจําหนาย
พืชทุกชนิดเพราะจะทําใหสามารถควบคุมการใชเงินและวัตถุดิบในการลงทุนไดอยางมีประสิทธิภาพ
4) ความสําคัญการทําบันทึกรายรับ-รายจาย
บันทึกรายรับ-รายจาย มีความสําคัญตอการผลิตและจําหนายผลผลิตพืชดังนี้
(1) เปนขอมูลสําหรับวางแผนการผลิตและจําหนายผลผลิตจากรุนหนึง่ ไปยังอีกรุนหนึ่ง
(2) เปนการควบคุมปริมาณการใช การเบิกจายวัสดุอุปกรณในการผลิต ซึ่งมีผลไปถึง
ตนทุนการผลิตดวย
(3) ทําใหทราบขอมูลการผลิต การจําหนาย ปญหา และอุปสรรค
(4) ทําใหทราบฐานะทางการเงินของกิจกรรม และความเหมาะสมในการลงทุนเพื่อเปน
ขอมูลสําหรับการตัดสินใจผลิตตอไป
(5) ชวยใหกิจการดําเนินไปอยางมีระบบ ถูกตอง และมีประสิทธิภาพ
5) การทําบันทึกรายรับ - รายจายบัญชีเงินสด
การทําบันทึกรายรับ-รายจายบัญชีเงินสด เพื่อนําไปใชทาํ โครงการผลิตทางดานการเกษตร
เพื่อหารายไดระหวางเรียน มีรายละเอียดดังนี้
(1) ชื่องาน / โครงการที่ผลิตหรือจําหนาย
(2) วัน เดือน ป ที่บนั ทึกรายรับ - รายจาย
(3) รายการ คือรายการซื้อและรายการขาย
(4) จํานวนเงิน แยกออกเปนสวนของรายรับ - รายจาย
(5) คงเหลือ คือจํานวนที่คงเหลือแยกออกเปนหนวยบาทและสตางค

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

129

เรื่องที่ 2.11 การอนุรักษสิ่งแวดลอม
1. สงเสริมและเผยแพรการเกษตรแบบอินทรีย
ปญหามลพิษของสิ่งแวดลอมสาเหตุหนึ่งเกิดจากการใชสารเคมีในการผลิตทางการเกษตร ดังไดกลาว
มาแลว ดังนั้นการสงเสริมและเผยแพรใหเกษตรกรผลิตพืชอินทรียจึงเปนวะการหนึ่งของการอนุรักษพลังงานและ
สิ่งแวดลอม โดยเฉพาะอยางยิ่งในดานคุณภาพของสิ่งแวดลอม
2. การอนุรักษดินและน้ํา
ปจจุบันปญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติไดทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งมีผลกระทบตอ
สิ่งแวดลอมเปนอยางมาก สาเหตุหนึ่งเกิดจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่มีวิธีการจัดการไมถูกตองและ
เหมาะสมโดยเฉพาะทรัพยากรดินและน้ํา ซึ่งเปนปจจัยการผลิตที่สําคัญของการเกษตร ดังนั้นหากมีการวางแผน
ดานการอนุรกั ษดินและน้ําใหถูกตองและเหมาะสมแลว จะชวยลดปญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดลอมลงไดและสามารถนําไปใชประโยชนไดยืนยาวตลอดไป
3. การใชพลังงานทดแทน
การทําอาชีพเกษตรกรรมหลายประเทศ มีความจําเปนตองใชพลังงานในขั้นตอนตาง ๆ จากการใช
ทรัพยากรธรรมชาติอยางฟุมเฟอยขาดการอนุรักษ ทําใหพลังงานจากธรรมชาติเหลือนอยลง โดยเฉพาะอยางยิ่ง
พลังงานเชื้อเพลิง ทั้งน้ํามันดิบ กาซธรรมชาติ และถานหิน จนทําใหเกิดภาวะวิกฤตขาดแคลนพลังงานเชื้อเพลิง
หลายประเทศที่ตองนําเขาพลังงานเหลานี้รวมทั้งประเทศไทย จึงไดคิดหาพลังงานทดแทน เชน การผลิตกาซ
โซฮอล (gasohol) กาซเบนโซฮอล (benzohol) และเชื้อเพลิงอีเทอรนอล (ethernal) จากออยและมันสําปะหลัง
รวมไปถึ ง การผลิ ไ บโอดี เ ซล (biodiesel) จาน้ํา มัน มะพร า วดว ย ซึ่ ง นอกจากจะช ว ยแก ป ญ หาการขาดแคลน
พลังงานแลวยังชวยแกปญหามลพิษและผลผลิตทางการเกษตรลนตลาดอีกดวย
กิจกรรมที่ 2
ใหนักศึกษาดูวีดิทัศน (VCD) เรื่องงานเกษตร
1. เมื่อศึกษาชุดการเรียนทางไกลและดูวดี ิทัศน (VCD) เรื่องงานเกษตร แลวใหนักศึกษาสรุปสาระ
ในขั้นตอนการผลิตพืช ประมาณ 15 บรรทัด
2. ใหอธิบาย การขยายพันธุพ ืช โดยการติดตามและวาดภาพประกอบใหทราบทุกขั้นตอน

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

130

ตอนที่ 3 สัตวและกระบวนการจัดการ
เรื่องที่ 3.1 ประโยชนและความสําคัญของการเลี้ยงสัตว
สัตวที่เลี้ยงอยูท ุกวัน มีถนิ่ กําเนิดเดิมมาจากสัตวปาทั้งสิน้ และตอมาถูกมนุษยจับมาเลี้ยงไวนานออกลูก
ออกหลาน ไดรับการดูแลเอาใจใสในเรื่องอาหาร การสืบพันธุ การปองกันโรคตาง ๆ ตลอดจนการฝกหัดจากมนุษย
นานเขาก็กลายเปนสัตวเลี้ยงในบานไป ตอมามนุษยคัดเลือกพันธุสัตวใหดียิ่งขึน้ ตามลําดับ จนกระทั่งสัตวนนั้ มี
รูปรางแตกตางจากพวกเดียวกันที่ยงั อยูในปา และตอมามนุษยไดทําการเลี้ยงสัตวเนือ้ ใชแรงงานเพือ่ เปนอาหาร
และนําสวนตาง ๆ ของรางการสัตวไปใชประโยชนอยางอื่นดวย ประโยชนของการเลี้ยงสัตวมีดงั นี้
ก. ดานเศรษฐกิจของประเทศ
การเลีย้ งสัตวปจจุบันเปนอาชีพที่สรางรายไดใหเกษตรกรและเปนรายไดของประเทศ ประมาณ 1 ใน
3 ของมูลคาสินคาเกษตรทั้งหมด นอกจากนั้นการเลี้ยงสัตวยังชวยใหเกิดอุตสาหกรรมลูกโซ คือ เมือ่ มีการเลี้ยง
สัตวก็จะเกิดอุตสาหกรรมที่เกี่ยวของขึน้ มามากมาย เชน โรงงานผลิตอาหารสัตว โรงงานฆาสัตว โรงงานแปรรูป
ผลิตภัณฑสัตว โรงงานบรรจุผลิตภัณฑสัตว รวมไปถึงอุตสาหกรรมการขนสงและธุรกิจบริการอื่น ๆ ซึ่งชวยใหเกิด
ผลดีตอเศรษฐกิจของประเทศ
ข. ดานการเกษตร
การเลี้ยงสัตวมีความสําคัญและมีประโยชนเกื้อกูลกับการเพาะปลูกเปนอยางมาก เพราะนอกจากจะ
ใชแรงงานสัตวในการไถพรวน การเก็บเกีย่ ว และการขนสงผลผลิตแลว การเลี้ยงสัตวยังชวยเพิ่มพูนมูลคาของ
ผลผลิตพืชใหสูงยิ่งขึน้ อีกดวย โดยเฉพาะอยางยิ่งธัญญพืชจําพวกขาว ขาวโพด ขาวฟาง ลูกเดือย รวมไปถึงถัว่
เขียว ถั่วเหลือง และมันสําปะหลัง เพราะผลผลิตเหลานี้เปนวัตถุดิบสําคัญที่ใชในการผลิตอาหารสัตว นอกจากนี้
การเลี้ยงสัตวยังชวยเปลี่ยนแปลงสิ่งเหลือใช หรือผลพลอยไดจากการเกษตร เชน หญา ฟางขาว เศษผัก เปลือก
ผลไม ตนและใบพืช ใหเปนผลผลิตจําพวกเนื้อ นม และไขไดดวยการนําสิง่ เหลานั้นมาใชเลี้ยงสัตวรวมไปถึงมูล
สัตว ทีน่ ํามาใชเปนปุย
1. ชนิด ประเภท และพันธุสัตว
สัตวทนี่ ํามาเลีย้ งเพื่อใชประโยชนทางดานแรงงาน ตองการผลผลิตจําพวกเนื้อ นม ไข ขน และหนังมี
หลายชนิด เชน วัว ควาย แพะ แกะ หมู ไก ปลา กุง กบ ตะพาบน้าํ จระเข ซึ่งเปนสัตวครึ่งน้ําครึง่ บก สัตวแตละ
ชนิดดังกลาวมีหลายประเภท คือ เปดน้ํา เปดไข เปดสวยงาม ซึง่ แตละประเภทจะมีหลายสายพันธุ ไดแก พันธุ
ปกกิ่ง พันธุเปดเทศ เปนตน

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

131

2. สภาพแวดลอมที่เกี่ยวของกับการเลี้ยงสัตว
การผลิตสัตวบกและสัตวนา้ํ ทุกชนิดจะไดผลดีมากนอยเพียงใดนั้น ขึ้นอยูกับปจจัยสําคัญ 2 ประการ
คือ พันธุกรรมและสิ่งแวดลอม ซึ่งในทีน่ ี้จะกลาวถึงเฉพาะปจจัยสิ่งแวดลอมที่มีผลกระทบตอการผลิตภัณฑ เพราะ
เมื่อคนนําสัตวเลี้ยวมาเทากับเปนการเปลีย่ นแปลงสภาพแวดลอมของสัตวจากสภาพธรรมชาติมาอยูในสภาพที่
คนจัดใหและการที่สัตวอยูในสภาพแวดลอมที่ผิดไปจากเดิมอาจเกิดทั้งผลดีและผลเสีย เชน การจัดใหสัตวอยูใน
สภาพแวดลอมที่เหมาะสมกวาเดิม กลาวคือ มีโรงเรือนคุมแดดคุมฝน อากาศไมรอนจัดหรือหนาวจัด มีอาหารให
กินอุดมสมบูรณ สัตวก็จะเจริญเติบโตไดดีและใหผลผลิตสูง แตถานําสัตวไปอยูในสภาพแวดลอมที่ไมเหมาะสมไม
สุขสบายเหมือนอยูท ี่เดิม เชน นําโคที่เลี้ยงในเขตหนาวเย็นมาเลี้ยงในเขตรอน หรือนําปลามาเลี้ยงในภาชนะที่คบั
แคบไมเหมาะสม สัตวเหลานี้จะออนแอใหผลผลิตต่ํา เปนตน ซึ่งสภาพแวดลอมในการเลี้ยงสัตวมีดังนี้
2.1 ภูมิอากาศ
ภูมิอากาศเปนผลรวมของสภาพลมฟาอากาศทัว่ ๆ ไป ประกอบดวย ความรอน – หนาวของ
อากาศ ความชื้น ฝน กระแสลม ซึ่งมีผลตอความเปนอยูข องสัตวทงั้ ทางตรงและทางออม โดยเปนที่สังเกตและ
ยอมรับกันโดยทั่วไปวาสภาพภูมิอากาศมีอิทธิพบตอรูปราง ขนาด ลักษณะ และผลผลิตของสัตว รวมไปถึงการ
เจริญเติบโตของพืชอาหารสัตวในแตละทองถิ่นดวย
2.2 ระดับของพื้นที่
ระดับความสูงต่าํ ของพืน้ ที่จะเกีย่ วของกับความกดอากาศ ยิ่งระดับของพื้นที่สงู มากขึ้นไปเทาใด
ความกดดันของบรรยากาศจะต่ํากวาในพืน้ ที่ราบเทานัน้ ความกดดันของบรรยากาศจะเกี่ยวของกับระบบความ
ดันโลหิตและอัตราการหายใจของสัตว ดังนั้นหากนําสัตวที่เจริญเติบโตไดดีในที่ราบไปเลี้ยงในที่สงู มาก ๆ สัตวจะ
เหมือนหอบงาย เพราะในที่สงู จะมีปริมาณออกซิเจนเบาบาง รางกายสัตวจึงจําเปนตองหาทางปรับตัวโดยการ
หายใจหอบใหไดปริมาณออกซิเจนตามความตองการของรางกาย ในทางกลับกันหากนําสัตวจากที่สูงมาเลี้ยงในที่
ราบ สัตวก็จะรูสึกอึดอัด ไมสบาย เพราะความกดอากาศสูง
2.3 อาหาร
อาหารเปนสิ่งสําคัญและจําเปนตอการเลี้ยงสัตวทุกชนิด อาหาร คือ สิ่งที่สัตวกนิ เขาไปและไมเปน
อันตรายตอสัตว สามารถยอยและดูดซึมเขาไปในรางกายของสัตวเพือ่ ใหประโยชนในการดํารงชีพ และเพื่อสราง
ผลผลิตทุกอยาง ทัง้ เนื้อ นม ไข ขน และการสืบพันธุซงึ่ สัตวจะเติบโตไดเต็มที่นนั้ ตองไดรับอาหารที่สมบูรณ
ครบถวนตามความตองการ ถาไดรับอาหารไมเพียงพอ สัตวก็จะแสดงอาการผิดปกติ เจริญเติบโตชา ใหผลผลิตต่ํา
หรือเกิดโรคตาง ๆ ไดงาย
3. สถานที่เลี้ยงสัตว
สถานที่เลีย้ งสัตวเปนปจจัยที่สําคัญอีกชนิดหนึง่ ของการเลี้ยงสัตว สัตวบกจะมีความเปนอยูสุขสบาย
และเจริญเติบโตไดดีในโรงเรือนที่มีอากาศถายเทไดสะดวก ไมรอนหรือหนาวเกินไป คุมแดด คุมฝน และปองกัน
ลมโกรกได ตลอดจนมีความปลอดภัยจากศัตรูของสัตว เชน นก หนู แมว สุนัข ฯลฯ สวนสัตวนา้ํ จะเจริญเติบโตได
ดีในบอหรือภาชนะที่มีคณ
ุ ภาพน้าํ ดี ไมเนาเสีย มีความเปนกรด-ดางและปริมาณออกซิเจนที่เหมาะสม
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

132

นอกจากนัน้ โรงเรือนที่อยูอาศัยของสัตวทกุ ชนิดจะตองไมมีสภาพที่เหมาะสมตอการแพรเชื้อของโรคระบาดสัตว
ดวย
4. โรคและศัตรูของสัตว
โรคของสัตวอาจเกิดขึ้นไดจากสิ่งมีชีวิตและสิ่งไมมีชีวิต ไดแก โรคที่เกิดจากจุลนิ ทรียจ ําพวกแบคทีเรีย
ไวรัส เชื้อรา พยาธิตาง ๆ รวมไปถึงอาการขาดธาตุอาหาร เมื่อใดที่สัตวเปนโรคยอมบัน่ ทอนการเจริญเติบโตของ
สัตว ทําใหสัตวเจ็บปวย ชะงักการเจริญเติบโตหรือลมตาย ทําใหผเู ลี้ยงไดรับความเสียหายหรือขาดทุนได
5. การเลีย้ งดู
การเลี้ยงดูสัตวตองพิจารณาถึงปจจัยสิง่ แวดลอม ซึง่ ผูเลี้ยงสัตวตองคํานึงถึงเปนสิง่ แรกและสําคัญ
มาก ดังคํากลาวที่วา “สัตวอวนไดดวยตาเจาของ” ซึ่งหมายความวา การดูแล หมัน่ สังเกต จัดสภาพแวดลอมทุก
อยางใหเหมาะสมกับความตงอการของสัตวทําใหสัตวมีความเปนอยูอยางสุขสบาย สัตวกจ็ ะเจริญเติบโตอยาง
รวดเร็วและใหผลผลิตสูง
สภาพแวดลอมดังกลาวขางตนเปนปจจัยสําคัญตอการเลี้ยงสัตวทั้งสิน้ ผูเลีย้ งควรจะนํามาพิจารณาใน
การตัดสินใจเลือกเลี้ยงสัตวชนิดใดชนิดหนึ่งทั้งสัตวบกและสัตวน้ํา
6. โรงเรือนและอุปกรณการเลี้ยงสัตว
6.1 โรงเรือนที่อยูอาศัยของสัตวเลี้ยง
โรงเรือนที่อยูอาศัยของสัตวเลี้ยง หมายถึง บริเวณทีอ่ ยูอาศัยของสัตวเลี้ยงทัง้ สัตวบกและสัตว
น้ําที่ทาํ ใหสัตวเหลานี้ดาํ รงชีวิตอยูไดอยางมีความสุข เชน อาคารโรงเรือนเลี้ยงสัตว คอกสัตว กรงสัตว บอดิน บอ
ซีเมนต และภาชนะตาง ๆ ทีน่ ํามาใชเลี้ยงสัตว ซึ่งการเลือกทําเลที่ตง้ั ในการเลีย้ งสัตวนนั้ ผูประกอบการเลี้ยงสัตว
ควรพิจารณาสถานทีท่ ี่เหมาะสม
1) บริเวณที่สรางโรงเรือนควรเปนที่ดอน น้ําไมทวม หากหลีกเลี่ยงไมไดควรถมดินยกพืน้ คอกให
สูงขึ้น และสามารถวางแผนการจัดการระบายสิ่งปฏิกูลออกจากโรงเรือน คอกสัตว หรือบอเลี้ยงไดงาย
2) บริเวณทีเ่ ลี้ยงสัตวควรเปนบริเวณที่ปา งไกลจากชุมชน เพื่อปองกันเสียงรองหรือกลิ่นมูลสัตว
ไปรบกวนผูอนื่ แตไมีควรหางจากชุมชนมากจนไมสะดวกตอการจําหนายผลผลิตหรือการซื้อปจจัยการผลิตจําพวก
อาหารสัตว อุปกรณการเลี้ยงสัตว หรือเวชภัณฑตาง ๆ
3) บริเวณทีเ่ ลี้ยงสัตวตองกวางขวาง สามารถวางแผนขยายกิจการในอนาคตได และควรเปน
สถานทีท่ ี่การคมนาคมสะดวก โดยเฉพาะอยางยิ่งตองมีแหลงน้ํากินน้าํ ใชบริบูรณ เพราะน้ําเปนปจจัยสําคัญใน
การเลี้ยงสัตว เพื่อใหสัตวกิน อาบ ใชลา งอุปกรณ คอกสัตว และโรงเรือน
4) บริเวณทีเ่ ลี้ยงสัตวตองไมมีประวัติโรคระบาดสัตวมากอน เพื่อปองกันโรคระบาดสัตวบางชนิด
เชื้อโรคอาจฝงตัวอยูในดินมาเปนเวลานาน
5) พืน้ ที่เลีย้ งสัตวจําพวกปศุสัตวทุกชนิด ควรเปนพืน้ ทีอ่ ุดมสมบูรณสําหรับใชปลูกพืชอาหารสัตว
เพื่อลดตนทุนการผลิตโดยเฉพาะอยางยิง่ ในการเลีย้ งสัตวจําพวกเคีย้ วเอื้องหรือสัตวกระเพาะรวม ไดแก วัว ควาย
แพะ แกะ ฯลฯ
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

133

6.2 แบบของโรงเรือนเลีย้ งสัตว
การสรางโรงเรือนสําหรับใชในการเลีย้ งสัตวนนั้ ไมวาจะใชเลี้ยงสัตวชนิดใดจะตองคํานึงถึง
ความสามารถในการคุมแดดคุมฝน รวมไปถึงการระบายถายเทอากาศภายในโรงเรือนเปนสําคัญ ซึ่งคุณลักษณะ
เหลานี้จะเกี่ยวของกับรูปแบบของหลังคาและความสูงของโรงเรือนเปนหลัก ในประเทศไทยหลังคาโรงเรือนเลีย้ ง
สัตวที่พบเห็นทั่วไปจะมีอยู 5 แบบ ดังนี้
1) โรงเรือนแบบเพิงหมาแหงน เปนแบบที่สรางงายทีส่ ุด ลงทุนนอย เพราะรูปแบบไม
สลับซับซอน แตมีขอควรระวังในเรื่องของทิศทางลมและฝน เพราะหากหันหนาเขาหาทิศทางแนวลมมรสุมแลวฝน
จะสาดเขาไดมาก
2) โรงเรือนแบบเพิงหมาแหงนกลาย เปนโรงเรือนทีทมีหลังคาคลายเพิงหมาแหงานแตเพิม่ สวน
ของหลังคาดานหนาออกเปนกันสาดทําใหสามารถปองกันฝนไดดี แตตองลงทุนสูงกวา กลาวกันวาหลังคาแบบ
เพิงหมาแหงนกลายนั้น ปองกันฝนและระบายอากาศรอนไดดีกวาแบบเพิงหมาแหงนและแบบหนาจั่ว
3) โรงเรือนแบบหนาจั่ว เปนโรงเรือนที่สรางยากกวาโรงเรือนแบบเพิงหมาแหงน แตมีขอเสียคือ
ถาสรางเตี้ยเกินไปจะทําใหอากาศภายในโรงเรือนรอนมาก
4) โรงเรือนแบบหนาจั่วสองชั้น เปนโรงเรือนที่สรางยากกวาโรงเรือนแบบเพิงหมาแหงนและแบบ
หนาจั่ว แตมีประสิทธิภาพในการระบายความรอนภายในโรงเรือนไดดีทสี่ ุด เพราะจั่วชัน้ บนเปนที่ระบายอากาศ
เหมาะกับหลังคาสังกะสีหรือกระเบื้อง ถาใชหลังคาจากก็ไมจําเปนตองสรางหลังคาแบบหนาจั่วสองชั้น
5) โรงเรือนแบบหนาจั่วสองชั้นกลาย โรงเรือนแบบนีม้ ลี ักษณะคลายกับหนาจัว่ สองชั้น เพียงแต
ขยายความกวางของโรงเรือนใหสามารถเลี้ยงสัตวไดมากขึ้นเทานั้น จึงทําใหลักษณะของหลังคาลาดต่ําลง
การสรางโรงเรือนเลี้ยงสัตวจะเลือกรูปแบบใดนั้นขึ้นอยูกบั จุดมุงหมายในการเลีย้ งสัตว ลักษณะภูมิ
ประเทศ จํานวนสัตวที่เลีย้ ง และทุนในการเลี้ยงสัตว โดยเฉพาะในเรื่องของทุนนั้น ถามีทนุ มากก็ควรสรางโรงเรือน
แบบถาวร แตถาทุนนอยก็ควรสรางโรงเรือนแบบชั่วคราว เปนตน
7. บอและภาชนะที่ใชเลีย้ งสัตวน้ํา
บอและภาชนะที่ใชเลี้ยงสัตวนา้ํ มีความสําคัญเชนเดียวกับโรงเรือน คอก และกรง สําหรับเลี้ยงสัตว
บกซึ่งบอและภาชนะที่ดี และเหมาะสมสําหรับการเลีย้ งน้ําทุกชนิดจะชวยใหสัตวเจริญเติบโตรวดเร็วและปลอดภัย
จากศัตรูภายนอก
7.1 บอ
บอที่ใชเลีย้ งสัตวน้ํามีทงั้ บอดิน บอซีเมนต และบอกระเบื้องโคง ซึง่ ขนาดความลึก ความสูงของ
ขอบบอนั้นขึ้นอยูกับชนิดของสัตวนา้ํ ที่นาํ มาเลี้ยง โดยเฉพาะอยางยิง่ บอดินนัน้ การเลือกสาถนที่ขดุ บอเลี้ยงสัตวน้ํา
จะตองคํานึงถึงคุณสมบัติของดิน ทัง้ ทางกายภาพและทางเคมี เพราะจะเกี่ยวของกับประสิทธิภาพของการกักเก็บ
น้ํา ความเปนกรด-ดางของน้ํา ตลอดจนการเกิดพืชน้ําขนาดเล็กซงเปนอาหารของสัตวน้ําตามธรรมชาติปจจัย
ดังกลาวมีผลกระทบตอการเจริญเติบโตของสัตวนา้ํ ทีน่ าํ มาเลีย้ ง

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

134

7.2 กระชัง
การเลี้ยงสัตวน้ําในกระชัง คือ การเลีย้ งสัตวน้ําในภาชนะกักขังตามแหลงน้ําธรรมชาติทงั้ น้าํ จืด
และน้ําเค็มในบริเวณที่มนี ้ําไหลผานตลอดเวลา การเลีย้ งสัตวนา้ํ ในกระชังสามารถเลี้ยงไดหนาแนนกวาในบอถึง
10 เทา เพราะน้ําสามารถถายเทไดรอบดาน สัตวน้ําเจริญเติบโตเร็ว งายตอการดูแลรักษา และสะดวกตอการจับที่
สําคัญที่สุด คือ ลงทุนต่ํา ไมตองขุดบอ แตตองระวังที่ตั้งจะตองหางไกลจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ปลอยน้ําเสียลง
แมน้ํา
7.3 ตูกระจก
สัตวน้ําสวยงามหลากหลายชนิดนิยมนํามาเลีย้ งในตูกระจก โดยจัดตกแตงภายในตูใหสวยงาม
ดวยพืชน้ํา กรวด หิน โดยเลียนแบบธรรมชาติ การเลี้ยงสัตวน้ําในตูกระจกนอกจากจะใหความเพลิดเพลินคลาย
ความเครียดแลว สัตวน้ําเหลานี้ไมออกมาเกะกะทําความสกปรกและนําเชื้อโรคมาสูคน สัตวนา้ํ ที่นยิ มเลี้ยงในตู
กระจก ไดแก ปลาสวยงาม จิ้งจกน้ํา ตะพาบญี่ปุน เตาญี่ปุน ดาวทะเล ทากทะเล เปนตน
7.4 ภาชนะอื่น ๆ
ภาชนะอืน่ ๆ ที่ใชเลี้ยงสัตวน้ํา ไดแก ขวดน้ํา ขวดโหล อาง โอง ไห เปนตน ภาชนะเหลานีน้ ิยม
นํามาใชเลี้ยงและเพาะพันธุป ลาสวยงามจําพวกปลากัด ปลาสอด และปลาหางนกยูง
8. อุปกรณในการเลี้ยงสัตว
อุปกรณในการเลี้ยงสัตว หมายถึง เครื่องมือและเครื่องใชทั้งที่เปนวัสดุสิ้นเปลืองและครุภัณฑสําหรับ
ใชในการเลีย้ งสัตว เพื่ออํานวยความสะดวกใหแกผูเลี้ยง ชวยประหยัดเวลาและแรงงาน ตลอดจนสรางความสุข
สบายใหแกสตั วเลี้ยง เชน เครื่องฟกไข เครื่องกกไก คีมตอนโค รางน้าํ และรางอาหารแบบอัตโนมัติ อุปกรณให
วัคซีนสัตว ฯลฯ ซึ่งอุปกรณในการเลีย้ งสัตวที่ควรรูจักมีดังนี้
8.1 ที่ใสน้ํา
อุปกรณสาํ หรับใสนา้ํ ใหสัตวกินมีหลายรูปแบบ ไดแก รางน้าํ ขวดน้ํา อางน้าํ ทอน้ํา ฯลฯ ซึ่งใน
ปจจุบันนิยมใชอุปกรณใหนา้ํ สัตวแบบอัตโนมัติเพราะชวยประหยัดเวลา แรงงาน และสัตวสามารถกินน้ําได
ตลอดเวลาที่ตอ งการ
8.2 ที่ใสอาหาร
อุปกรณใสอาหารสัตวทั้งชนิดถังอาหารและรางอาหาร เชน การเลี้ยงไกขนาดเล็กใชรางอาหาร
สังกะสีหรือรางพลาสติก สวนไกขนาดใหญนิยมใชถงั แขวนอัตโนมัติ การเลี้ยงสุกรนิยมใชรางไมหรือรางคอนกรีตมี
เหล็กโคงกัน้ เปนชอง ๆ สําหรับสุกรแตละตัว สวนการเลี้ยงโคนิยมใชรางอาหารซีเมนตหรือรางไม และสรางยาว
ตลอดแนวคอกดานหนา เปนตน
8.3 ที่เก็บอาหารสัตว
ที่เก็บอาหารสัตวสว นใหญนิยมทําเปนอางสี่เหลีย่ มผืนผา แลวแบงออกเปนชอง ๆ ตามประเภท
และวัยของสัตว

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

135

8.4 เครื่องมือผสมอาหารสัตว
เครื่องมือผสมอาหารสัตว ประกอบดวย พลั่ว ตาชัง่ เครื่องบดอาหาร และเครื่องผสมอาหาร
8.5 เครื่องมือตอนสัตว
เครื่องมือตอนสัตว ไดแก ชุดตอนไกแบบผาขาง ชุดตอนสุกร ชุดตอนโค ฯลฯ
8.6 เครื่องเวชภัณฑ
เครื่องเวชภัณฑ เชน กระบอกฉีดยา เข็มฉีดยา เข็มแทงปก ทีห่ ยอดวัคซีนไก ยาฆาเชื้อ ยา
ปฏิชีวนะ วัคซีน ฮอรโมน ฯลฯ
8.7 อุปกรณอื่น ๆ
อุปกรณอนื่ ๆ เชน เครื่องตัดปากไก เครื่องฟกไข สวิงจับไก เครื่องกกลูกไก อุปกรณการผสม
เทียม คีมตัดเขี้ยว คีมตัดเบอรหูสุกร แห อวน สวิง สวก เครื่องสูบน้ํา ฯลฯ
9. อาหารสัตวและการใหอาหารสัตว
9.1 อาหารสัตว
อาหารสัตว หมายถึง สิง่ ที่สตั วกินเขาไปแลวไมเปนอันตรายตอสัตว รางกาย สัตวสามารถยอย
ดูดซึม และนําไปใชประโยชนได โดยสัตวจะนําอาหารไปใชเพื่อสามารถทําใหรางกายทํางานไดปกติ ชวยใหสัตว
เติบโต สืบพันธุ และสรางผลผลิต
1) สวนประกอบของอาหารสัตว
อาหารสัตว ประกอบดวย โภชนะหรือสารอาหารที่สาํ คัญ 6 ชนิด คือ น้ํา โปรตีน
คารโบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน และแรธาตุ
(1) น้ํา เปนสวนประกอบทีส่ ําคัญของพืชและสัตว ในพืชสดมีน้ําเปนสวนประกอบ 7090% ในรางกายสัตวมนี า้ํ เปนสวนประกอบ 50-80% แมวาจะไมมีคณ
ุ คาอาหาร แตเปนสิ่งที่สําคัญตอสัตวโดยน้ํา
มีหนาที่สําคัญ เชน ชวยในการยอยและดูดซึมอาหาร ชวยควบคุมอุณหภูมิราวงกายใหคงที่ ชวยในการกําจัดของ
เสียออกจากรางกาย เปนตน
(2) โปรตีน เปนสารอาหารทีจ่ ําเปนตอรางกายสัตวทุกชนิด เนื่องจากสัตวตองการโปรตีน
สําหรับนําไปสรางสวนประกอบของรางกาย เชน เลือด เนื้อ หนัง อวัยวะตาง ๆ สัตวแตละชนิด แตละประเภท
ตองการโปรตีนไมเทากัน สัตวอายุนอยตองการโปรตีนเพื่อเสริมสรางรางกายใหเจริญเติบโตมากกวาสัตวที่อายุ
มาก
(3) คารโบไฮเดรต เปนสารอาหารที่ใหพลังงานแกสัตว สัตวจะเปลี่ยนคารโบไฮเดรตให
เปนพลังงานและนําไปใชประโยชนในการดําเนินชีวิต เชน ทําใหกลามเนื้อยืดและหดตัว ทําใหเกิดการทํางานของ
อวัยวะตาง ๆ สามารถพบคารโบไฮเดรตไดทั้งพืชและสัตว
(4) ไขมัน เปนสารที่ใหพลังงานเชนเดียวกับคารโบไฮเดรต แตไขมันจะใหพลังงานสูงกวา
คารโบไฮเดรต 2.25 เ แบะทําหนาที่เปนฉนวนกันความเย็นจากภายนอก ทําใหรา งกายอบอุน ชวยหอหุมอวัยวะ
ภายในไมใหกระทบกระเทือน นอกจากนั้นไขมันยังเปนแหลงพลังงานสํารองที่สัตวเก็บสะสมไวในรางกายและยัง
ชวยใหรา งกายสามารถดูดซึมวิตามินบางชนิด คือ วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

136

(5) วิตามิน เปนสารอาหารที่จําเปนอยางมากตอการดํารงชีวิตและการเติบโต รางกายสัตว
ตองการวิตามินในจํานวนที่ไมมากแตตองไดรับอยางเพียงพอ เพื่อใหสตั วมีความเปนอยูที่ปกติและมีสุขภาพดี
วิตามินแบงออกตามชนิดของการละลายเปน 2 พวก คือ วิตามินที่ละลายไขมัน ซึ่งไดแก วิตามินเอ วิตามินดี
วิตามินอี วิตามินเค และวิตามินที่ละลานน้ํา ซึ่งไดแก วิตามินบี วิตามินซี เปนตน
2) ชนิดของอาหารสัตว
อาหารสัตวหากแบงออกตามปริมาณเยื่อใยและโภชนะที่ยอยไดจะแบงออกเปน 2 ชนิด
ใหญ ๆ ดังนี้
(1) อาหารหยาบ
อาหารหยาบ (Roughage) คือ อาหารที่มเี ยื่อใยสูง มีโภชนะที่ยอยไดต่ํา ไดแก พืช
อาหารสัตวชนิดตาง ๆ ทั้งพืชตระกูลหญาและพืชตระกูลถั่ว อาหารหยาบจะแบงออกได 2 ลักษณะ คือ
ก. อาหารหยาบสดอวบน้าํ ไดแก พืชอาหารสัตวที่ปลูกใหสัตวกนิ ในแปลง หรือพืช
อาหารสัตวที่ตดั สดมาใหสัตวกินที่คอกสัตว รวมไปถึงอาหารหมักที่มนี า้ํ มาก เชน ฟางหมักยูเรียผสมรําออน ยอด
ออยหมักยูเรีย ผักตบชวาแหงหมักยูเรียผสมรําออน เปนตน
สําหรับพืชอาหารสัตวที่นยิ มปลูกในแปลงใหสัตวกินหรือตัดมาใหสัตวกินที่คอกนั้น
ประกอบดวยพืชตระกูลหญา และพืชตระกูลถั่ว ซึ่งอาจจะปลูกแยกแปลงหรือปลูกผสมระหวางหญากับถัว่ ทีน่ ิยม
กันมากในปจจุบัน
พืชตระกูลหญาทีน่ ิยมปลูกเปนพืชอาหารสัตวประกอบดวยหญาเนปยร หญากินรี
หญาเพ็จ หญามาเฮีย หญาซิกแนล หญาซอกัม หญาบัฟเฟล หญาซูดาน หญาไคโร หญารูซี หญากรีนแพนิค ฯลฯ
หญาเหลานี้เปนพันธุจากตางประเทศทีม่ คี ุณภาพดี เนือ่ งจากมีคุณคาทางอาหารสูง สวนหญาพันธุพนื้ เมืองของ
ไทย ไดแก หญาขน หญาคา หญาใบขาว หญาแพรก ฯลฯ นอกจากนีย้ ังมีขาวโพด ขาวฟาง ซึ่งเปนพืชตระกูลหญา
ที่เกษตรกรปลูกไวเพื่อตองการเมล็ดแตสามารถนําตน ใบ และซังมาใชเปนอาหารสัตวไดดวย
สําหรับพืชตระกูลถัว่ ทีน่ ิยมปลูกเปนพืชอาหารสัตว ไดแก ใบกระถิน ปอแกว ถัว่ พุม
แค โสน ถั่วเหลือง ถัว่ ลาย ถัว่ สไตโล ถั่วฮามาตา ถั่วคุดซู เปนตน
ข. อาหารหยาบแหง หมายถึง ตนและใบพืชอาหารสัตวทนี่ ํามาระเหยน้ําจนเกือบ
แหงเหลือความชื้นประมาณ 10-15 เปอรเซ็นต ทําใหสามารถเก็บไวไดนานเพื่อเปนอาหารสัตวในยามขาดแคลน
อาหารสด อาหารหยาบแหง ประกอบดวย หญาแหง ฟางแหง ซังขาวโพด และพืชตระกูลถัว่ ชนิดตาง ๆ สําหรับใน
ประเทศไทยอาหารหยาบแหงที่สําคัญคือ ฟางขาว
อาหารหยาบเปนอาหารหลักของสัตวประเภทเคี้ยวเอื้องและมามีราคาถูกที่สุด
เพราะนอกจากจะปลูกและดูแลรักษางายแลว ยังสามารถหาไดจากแหลงธรรมชาติ โดยเฉพาะอยางยิง่ ในชวงฤดู
ฝน

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

137

(2) อาหารเขมขน
อาหารเขมขน (Concentrate) หมายถึง อาหารสัตวที่มีเยือ่ ใยต่ํา มีโภชนะที่ยอยได
สูงซึ่งไดจากเมล็ดพืช ผลพลอยไดจากพืชและผลพลอยไดจากสัตว ซึ่งอาหารเขมขนแบงออกเปน 2 ประเภท คือ
ก. อาหารหลัก คือ อาหารเขมขนจําพวกแปงหรือคารโบไฮเดรต เชน ขาว ขาวโพด
ขาวฟาง มันสําปะหลัง มันเทศ รําขาว ปลายขาว ฯลฯ
ข. อาหารเสริมโปรตีน คือ อาหารเขมขนที่มีโปรตีนสูงมากกวา 20 เปอรเซ็นต ไดแก
กากถั่ว กากฝาย ปลาปน นมผง เลือดแหง รวมไปถึงอาหารสัตวสาํ เร็จรูปชนิดตาง ๆ ที่ผลิตจําหนายในรูปของ
อาหารแหงอัดเม็ด สําหรับเลีย้ งสัตวบกและสัตวนา้ํ
9.2 หลักการใหอาหารสัตว
สัตวแตละชนิด แตละประเภท แตละวัย มีความตองการอาหารแตกตางกันมาก ดังนัน้ ผูเลี้ยง
สัตวจึงตองทราบวาสัตวทเี่ ลีย้ งนั้นตองการอาหารชนิดใด จํานวนเทาใด ในแตละชวยวัยหรือในแตละวันซึ่ง
หลักการสําคัญที่ควรพิจารณาเกี่ยวกับความตองการอาหารของสัตว มีดังนี้
ก. เพื่อดํารงชีวิต หมายถึง ความตองการโภชนะตาง ๆ จํานวนนอยทีส่ ุดทําใหสัตวสามารถมี
ชีวิตอยูได โดยไมมีการผลิตใด ๆ ซึ่งสัตวจะใชอาหารเพือ่ การดํารงชีพนี้สําหรับผลิตพลังงานในการหายใจการ
หมุนเวียนของเลือด รักษาอุณหภูมิในรางกาย และอื่น ๆ เพียงเพื่อชีวติ รอดอยูได
ข. เพื่อการเจริญเติบโต หมายถึง ความตองการอาหารเพื่อนําไปใชในการเจริญเติบโต เพิ่ม
จํานวนเซลลหรือขนาดของเซลลที่มีอยูแลว ดังนัน้ อาหารที่สัตวกนิ เขาไปเพื่อการเจริญเติบโตจะตองเปนสวนที่
เหลือจากจํานวนที่ใชเพื่อการดํารงชีพ
ค. เพื่อการสืบพันธุ หมายถึง ความตองการอาหารทีม่ คี ุณภาพดี มีจาํ นวนเพียงพอสําหรับสราง
อสุจิ (Sperm) และไขออน (Ovum) รวมทัง้ สรางเซลลผนังมดลูก สรางความเจริญเติบโตของลูกออนในทองรวมไป
ถึงพลังงานในการอุมทอง
ง. เพื่อเพิ่มความอวน ความอวนของสัตวเปนการเพิ่มหรือสะสมไขมันไวในเซลลหรืออยูระหวาง
เซลลของรางกาย ดังนัน้ การขุนสัตวใหอว นจึงตองเพิม่ อาหารใหสูงกวาการดํารงชีพและการสรางผลผลิตของสัตว
เพื่อใหสัตวเปลี่ยนอาหารสวนที่เหลือไปสะสมไวในรูปไขมัน
จ. เพื่อใชแรงงาน การเคลื่อนไหวออกแรงของสัตวยอมตองใชอาหารเพิ่มขึ้น ดังนั้นสารอาหาร
คารโบไฮเดรตซึ่งเปนสารอาหารที่ใหพลังงานรวมไปถึงอาหารโปรตีนจะตองมีปริมาณเพียงพอสําหรับใชยืด-หด
กลามเนื้อ สัตวจึงจะใหแรงงานและเคลื่อนไหวไดดี
1) วิธีปฏิบัติในการใหอาหารสัตว
วิธีปฏิบัติในการใหอาหารสัตว มีดังนี้
(1) ตองใหอาหารตรงเวลาเสมอ
(2) ตองใหสัตวกินอยางทัว่ ถึงและเพียงพอ ซึ่งเปนแนวปฏิบัติที่สําคัญที่สุด เพราะสัตวมักจะ
แยงอาหารกันกิน ตัวใดที่แข็งแรงกวาโตกวามักจะไดเปรียบสัตวตัวเล็กที่ออนแอกวาเสมอ ซึ่งวิธีการใหอาหารแก
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

138

สัตวอยางทัว่ ถึง สามารถทําไดหลายวิธี เชน แบงสัตวออกเปนกลุมตามขนาด การกัน้ แยกสัตวตวั ใหญออกจาก
สัตวตัวเล็กใหสัตวตัวเล็กสามารถลอดเขาไปกินในกลุมสัตวใหญได แตสัตวใหญลอดออกมากินในกลุมสัตวเล็ก
ไมได การนําทีใ่ สอาหารมาวางเรียงหาง ๆ กัน เพื่อใหสัตวทุกตัวมีโอกาสกินพรอมกัน หรือการแบงอาหารใหสัตว
กินเปนตัว ๆ หรือใชวิธีการใหอาหารหลาย ๆ จุดพรอมกัน เชน การใหอาหารปลา เปนตน
(3) พยายามควบคุมอยาใหอาหารหกหลนหรือเหลือทิง้
(4) ตองใหอาหารตรงตามความตองการของสัตว ตามอายุ ตามระยะของการเจริญเติบโต
และการสรางผลผลิต
(5) สัตวที่เลีย้ งไวเพื่อตองการเนื้อเปนอาหาร เมื่อโตเต็มที่ตองรีบขายทันที หากปลอยไว
ประสิทธิภาพในการเปลีย่ นอาหารเปนเนื้อจะลดลงทําใหสิ้นเปลืองอาหาร โดยไดรับผลตอบแทนไมคุมคา
จากหลักการและวิธีการใหอาหารสัตวดังกลาว สามารถนําไปใชเปนแนวทางพิจารณาให
อาหารสัตวไดทั้งสัตวบกและสัตวนา้ํ ทั้งนีเ้ พื่อใหสัตวที่เลี้ยงเจริญเติบโตและใหผลผลิตตามวัตถุประสงคของการ
เลี้ยง

เรื่องที่ 3.2 กลุมสัตวเลี้ยง
1. กลุมสัตวใหญ
1.1 กระบือ (Buffalo) กระบือหรือควายที่เลี้ยงในประเทศไทยสวนใหญจะเลี้ยงไวเพื่อใชแรงงานสวน
กระบือนมหรือเนื้อไมคอยนิยมเลี้ยง เพราะคนไทยไมชอบดื่มนมกระบือ เนื่องจากมีปริมาณไขมันสูง และไมชอบ
บริโภคเนื้อกระบือเพราะเนือ้ หยาบ ดวยเหตุนี้จงึ เลี้ยงกระบือไวเปนอาหาร การเลี้งดูจึงไมคอยพิถีพิถนั สวนมากจะ
สรางคอกไวกลางแจงหรือใตถุนบาน อาหารทีเ่ ลี้ยงมักเปนหญาที่ขนึ้ ตามธรรมชาติหรือฟางขาวโดยไมมีการใช
อาหารขนเลี้ยงแตอยางใด การผสมพันธุกจ็ ะปลอยใหผสมกันตามธรรมชาติ ไมมกี ารควบคุม และบํารุงพันธลกู
กระบือที่ไดจึงดอยคุณภาพและจํานวนกระบือก็ลดลงเรือ่ ย ๆ จนอยูในขั้นวิกฤติที่อาจสูญพันธุได ปจจุบันมีการ
จัดตั้งธนาคารควายตามแนวพระราชดําริ และองคกรเอกชนไดจัดตั้งชมรมอนุรักษพนั ธุควายและพิพิธภัณฑควาย
ขั้นมาเพื่ออนุรกั ษและปรับปรุงพันธุใหเปนสัตวเลี้ยงของคนไทยสืบไป
สําหรับพันธุก ระบือที่เลี้ยงในประเทศไทยมีทั้งกระบือปลักและกระบือแมน้ํา ไดแก พันธุออสเตรเลีย
พันธุอียิปเซียน พันธุมาเลเซียน และพันธุมูรร าห
1.2 โค (Cattle) โคที่เลี้ยงในประเทศไทยแบงออกเปน 4 ประเภท คือ โคเนื้อ โคนม โคงาน และโค
อเนกประสงค ซึ่งโคแตละประเภทดังกลาวมีหลายสายพันธุดงั นี้
1) โคเนื้อ (Beef Type) หรือโคขุนที่เลี้ยงไวเพื่อนําเนื้อมาเปนอาหารเนื่องจากคุณภาพเนื้อดี
โดยเฉพาะเนือ้ บริเวณสะโพกและตนขา รวมทัง้ เนื้อบริเวณแนวหลังทีเ่ รียกวา “เนื้อสัน” เพราะเปนบริเวณที่มีเนือ้
นุม ละเอียด มีรสชาติดี และมีราคาแพง

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

139

รูปรางลักษณะโดยทัว่ ไปของโคเนื้อจะมีลกั ษณะทรงต่ํา ลําตัวกวางและลึกแนวหลังและพื้นทอง
ขนานกับพืน้ ดิน ลําตัวหนาและยาว คอสั้นหนา ดานหนาของลําตัวเนื้อแนนเต็ม ขาสัน้ มัน่ คง แผนหลังกวางและ
เรียบ บั้นทายอวบเต็ม มองไมเห็นรอยของสะโพกและกนกบ จึงทําใหมองดูทางดานไหนก็ตามจะมีลักษณะเปน
สี่เหลี่ยมผืนผาการเคลื่อนไหวของโคเนื้อจึงชาและอืดอาดเพราะน้าํ หนักมาก
โคเนื้อทีน่ ํามาเลี้ยงในประเทศไทยสวนมากเปนสายพันธุจากยุโรปและอินเดีย ซึง่ โคเนื้อที่มี
คุณภาพเนื้อดีสวนมากเปนพันธุย ุโรป แตไมทนตอสภาพอากาศรอน จึงมีการนํามาผสมกับโคพันธุพื้นเมืองเพื่อให
โคพันธุพนื้ เมืองมีคุณภาพเนือ้ ดีขึ้นและลูกผสมที่ไดก็ทนตอสภาพอากาศรอนในประเทศไทย พันธุโคเนื้อที่เลีย้ งโค
ขุน ไดแก พันธุตาง ๆ ดังนี้
พันธุอเมริกนั บารหมัน (American Brahman) โคพันธุน ี้สายพันธุดั้งเดิม คือ พันธุซบี ูของอินเดีย
แตไดนําไปปรับปรุงพันธุที่สหรัฐอเมริกาเรียกวา อเมริกันบารหมัน คุณสมบัติเดนของโคพันธุนี้คือ ทนทานตอ
อากาศรอนชืน้ ไดดี ทนทานตอโรคตาฝาตามัว และโรคเยี่ยวแดง มีความอดทนตอแมลงกินเลือดจําพวกเหลือบ ริ้น
ยุง ไดดี เนื่องจากสามารถขยับผิวหนังไลแมลงได นอกจากนีย้ ังมีตอมซีบัม (Sebum) สําหรับผลิตและขับน้ํามัน
ออกมาไลแมลงดวย โคพันธุอเมริกันบราหมันมีหลายสี เชน ขาว เทา เทาเขม เทาออน และสีแดง แตที่นิยมเลี้ยง
กันมากคือ พันธุสีขาวและสีเทา จุดเดนของโคพันธุน ี้อีกอยางหนึ่งคือ ตะโหนกใหญ ใบหูแหลมยาวหอยลง
พันธุเ ดราตมาสเตอร (Drught Master) เปนโคลูกผสมสายพันธุใหมที่ไดจากการผสมขามสาย
พันธุระหวางโคเนื้อเขตรอนกับโคยุโรป ซึง่ เหมาะสําหรับเลี้ยงในเขตรอน เพราะมีความทนทานตอความรอนและ
ความแหงแลว กินอาหารไมเลือกทั้งหญาสดและฟางแหง มีระบบยอยอาหารที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถยอย
อาหารที่กนิ เขาไปใหเปนเนือ้ ไดดี นอกจากนี้ยงั ทนตอโรคแมลงในเขตรอนโดยเฉพาะโรคไขเห็บไดดี โคพันธุเดราต
มาสเตอรมีผิวสีแดงที่ชวยปองกันรังสีอุลตราไวโอเลตอุนเปนสาเหตุของโรคกอนเนื้อในดวงตา และโรคเยื่อตา
อักเสบ สวนเนื้อมีคุณภาพดีไมเหนียวและมีสีแดงสด โดยเฉพาะบริเวณเนื้อสันนอกและสันในจะมีสีแดงมาก ซึง่
กําลังเปนที่สนในของผูเลี้ยงโคขุนในประเทศไทย
นอกจากโคลูกผสมจากยุโรปดังกลาวแลวยังมีโคขุนที่ผสมขึ้นในประเทศไทยอีกหลายพันธุ เชน
พันธุก บินทรบรุ ี ที่ไดจากการผสมระหวางพันธุอเมริกนั บราหมนั และพันธุซิมเมนทอล พันธุก ําแพงแสน ซึง่ เปนโค
สามสายเลือดที่ไดจากโคพันธุพื้นเมืองไทย อเมริกันบราหมันและซารโรเลส ซึ่งมีผนู ยิ มเลี้ยงกันมากในขณะนี้
นอกจากนีย้ ังมีโคขุนลูกผสมของไทยที่เลีย้ งกันอยางแพรหลายตามทองถิ่นตาง ๆ อีกฟลายพันธุ ไดแก พันธุตาก
พันธุช าวลําพูน และพันธุพทั ยา
2) โคนม (Dairy Type) หมายถึง โคที่เลี้ยงไวเพื่อรีดนมสําหรับบริโภคในครัวเรือนหรือจําหนาย
โคนมที่ดีจะมีรูปรางเปนสามเหลี่ยมแบบลิ่มและไมอวน ซึง่ เปนลักษณะที่แสดงใหรูวาใหนมมาก รูปรางในตอน
หนาจะบอบบาง แตสว นบัน้ ทายจะมีทองและเตานมขนาดใหญกวาโคทั่วไป ซึง่ แสดงใหเห็นถึงความจุของ
กระเพาะและเตานม สําหรับพันธุโ คนมที่เลีย้ งมาในประเทศไทย มีดังนี้
พันธุโ ฮลสไตน (Hoistein) โคพันธุน ี้มถี ิ่นกําเนิดในประเทศเนเธอรแลนด จัดเปนโคนมที่มีขนาด
ใหญที่สุดและมีชื่อเสียงในการใหนมมากทีส่ ุดรวมมถึงน้าํ นมมีไขมันต่าํ ที่สุดเหมาะสําหรับการใชบริโภคสดจน
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

140

ไดรับการยกยองใหเปน “ราชินีแหงวัวนม” (Queen of Dairy) โคพันธุโฮลสไตนมีชื่อเรียกอีกอยางหนึ่งวา โคพันธุ
ขาวดํา (Black and White) เนื่องจากมีสดี ําตัดกับสีขาวชัดเจน โดยปกติโคพันธุนที้ นรอนไมได ประเทศอิสราเอล
จึงไดนําไปปรับปรุงพันธุใหทนรอนไดดีและมีปริมาณน้าํ นมมากขึน้ จึงเรียกชื่อใหมวา โฮลสไตนฟรีเซียนหรือ
อิสราเอลฟรีเซียน ซึ่งนํามาเลี้ยงกันมากในประเทศไทย เชน ที่สหกรณโคนมหนองโพ จังหวัดราชบุรี ฯลฯ สําหรับโค
พันธุน ี้ถา เปนเพศผูจะนําไปเลี้ยงเปนโคเนือ้ เนื่องจากเจริญเติบโตเร็วและคุณภาพเนือ้ ดี
พันธุเ อไอเอส โคนมพันธุเ อไอเอสหรือพันธุช อรตฮอรนของออสเตรเลีย (Australian Illavaera
Shorthom : A.I.S.) เปนโคนมที่กรมปศุสัตวสงเสริมใหเลีย้ งกันมากโดยนําเขาพอพันธุจ ากตางประเทศมาผสม
เทียมกับแมโคพันธุพ นื้ เมืองของไทย ลูกผสมที่ไดใหนา้ํ นมปริมาณและน้ํานมคุณภาพดี โคพันธุน ี้มขี นาดใหญลาํ ตัว
มีสีแดงจัด คุณสมบัติที่เดน คือ หากินในทุงหญาไดเกงเหมือนโคพืน้ เมืองทัว่ ไปจึงทําใหเลี้ยงงายและเจริญเติบโต
พันธุเ รดเดน (Red Dane) หรือเรดเดนิช (Red Danish) มีถิ่นกําเนิดในประเทศเดนมารก มีสีแดง
เขมในลักษณะแดงเลือดหมูหรืออาจมีจุดขาวประปรายในประเทศไทยเลี้ยงมากทีฟ่ ารมโคนมไทย-เดนมารก ของ
องคการเจาเนือ้ ฉะนัน้ ถานําไปเลี้ยงเปนโคเนื้อจะใหเนื้อดีพอ ๆ กับการใหนม จึงเปนโคอเนกประสงคที่เปนไดทั้งโค
นมและโคเนื้อ สวนคุณภาพน้ํานมอยูในเกณฑดีเหมาะสําหรับการบริโภคสด
2. กลุมสัตวเล็ก
สัตวเล็กทีม่ ีความสําคัญทางเศรษฐกิจมากที่สุด คือ สุกร สวนแพะ แกะ และกระตายนั้นจะนิยมเลีย้ ง
เฉพาะบางทองถิน่ ดังรายละเอียดนี้
2.1 สุกร (Swine) สุกรที่นาํ มาเลี้ยงโดยทัว่ ไปจะแบงออกเปน 3 ประเภท ดังนี้
1) ประเภทมัน เปนสุกรที่รูปรางอวน ตัวสั้น มีมันมาก สะโพกเล็ก เจริญเติบโตชา ไดแก สุกรพันธุ
พื้นเมืองของไทย เชน พันธุค วาย พันธุไหหลํา พันธุราด และพันธุพ วง นิยมเลี้ยงกันมากในภาคเหนือ ภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต
2) ประเภทเนือ้ เปนสุกรที่มรี ูปรางคอนขางสั้นแตไมอวน ไหลและสะโพกใหญเดนชัดลําตัวหนา
และลึก ไดแก พันธุดูร็อกเจอรซี พันธุเบอรกเซียร พันธุแฮมเซียร พันธุเปยแตรง และพันธุพ ระราชทาน คือ พันธุซวิ
หัว และพันธุเหมยซาน
3) ประเภทเบคอน เปนสุกรที่มีลําตัวยาว มีเนื้อมา ไขมันนอย ความหนา และความลึกของลําตัว
นอย ไดแก พันธุแลนดเรซ และพันธุลารจไวท

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

141

นอกจากนีย้ ังมีสุกรปาที่เลี้ยงทัว่ ไปตามภาคตาง ๆ ซึง่ มีขนหยาบ หนังหนา หนายาว จมูกยาว
แหลม ไมมีชนั้ ไขมัน เนื้อคอนขางเหนียง ที่พบมี 2 พันธุ คือ พันธุห นายาว และพันธุห นาสั้น
2.2 แพะ (Goat) และแกะ (Sheep) เปนสัตวเลี้ยงชนิดแรก ๆ ทีม่ นุษยนํามาเลี้ยงโดยทีน่ ําแพะมาเลี้ยง
เพื่อบริโภคเนือ้ และนม สวนแกะจะเลี้ยงไวเพื่อตัดขนและใชเนื้อเปนอาหาร การเลี้ยงแพะและแกะในประเทศไทยมี
เฉพาะบางทองถิน่ เทานัน้ เชน ภาคใตและภาคกลาง จึงพบเห็นสัตวทงั้ สองชนิดนีน้ อ ยมาก เมื่อเทียบกับสัตวเลีย้ ง
อื่น ๆ โดยเฉพาะอยางยิง่ แกะพันธุขนนั้นไมสามารถเลี้ยงไดในภูมิภาคเขตรอนอยางในประเทศไทย
2.3 กระตาย (Rabbit) เปนสัตวทนี่ ิยมเลีย้ งไวเพื่อดูเลนและใชเนื้อเปนอาหาร พันธุก ระตายที่นยิ มเลี้ยง
กันแพรหลาย สวนมากเปนพันธุจ ากตางประเทศทีม่ ีลําตัวใหญ ขนฟู และมีตาสีแดง สวนขนมักมีสีขาวหรือสีดํา
ตลอดทั้งตัว ไดแก พันธุนวิ ซีแลนดไวท พันธุแคลิเฟอรเนีย และพันธุแองโกรา สําหรับกระตายพันธุพ ื้นเมืองของไทย
นั้นจะมีลําตัวขนาดเล็ก หนาแหลม และทีส่ ําคัญคือ มีตาสีดํา สวนขนมีหลายสี เชน สีเทา สีดํา สีนา้ํ ตาล สีขาว
ฯลฯ
3. สัตวปก
สัตวปกทีม่ ีความสําคัญทางเศรษฐกิจสูงสุดคือ ไก รองลงมาคือ เปดและนก ตามลําดับ สวนหานนั้น
คนไทยไมนิยมบริโภคจึงไมคอยพบการเลี้ยงมากนัก ประเภทและพันธุไ ก เปด นก มีรายละเอียดดังนี้
3.1 ไก ไกที่เลีย้ งโดยทั่วไปแบงออกเปน 4 ประเภท คือ ไกเนื้อ ไกไข ไกกึ่งเนื้อกึง่ ไข และไกสวยงาม
1) ไกเนื้อ ไกเนื้อทีน่ ิยมเลี้ยงอยางแพรหลายมีทงั้ ไกพนื้ เมือง ไกพนั ธุแท และไกลูกผสม ไกเนื้อ
พันธุแท ไดแก พันธุคอรนิช พันธุไวทพลีมธั ร็อค ซึ่งปจจุบันมีการเลี้ยงนอยเนื่องจากเกษตรกรสวนมากหันมานิยม
เลี้ยงไกเนื้อลูกสผม 2 สายเลือด และ 3 สายเลือด สําหรับชนิดที่เลีย้ งกันแพรหลายมากที่สุด คือ ไกพันธุเ นื้อ
ลูกผสม 5 สายเลือด และไกเนื้อลูกผสมพันธุเบตง หรือไกเกาชัง่ ที่เลี้ยงกันมากในภาคใต สําหรับไกเนื้อพันธุ
พื้นเมืองหรือไกบานพันธุแทนั้นมักนิยมเลีย้ งไวบริโภคในครัวเรือน เนือ่ งจากเจริญเติบโตชา สวนไกพื้นเมืองที่เลี้ยง
ไวจําหนายในฟารมตาง ๆ มักเปนพันธุลูกผสมทั้งสิน้
2) ไกไข ทีน่ ิยมเลี้ยงเปนการคา ไดแก พันธุเล็กฮอรนขาว ซึง่ เปนพันธุแ ทจากตางประเทศ
เนื่องจากมีไขดกและใหไขเร็วจนไดชื่อวา “ราชินีของไกไข” ขอเสียของไกพนั ธุเลกฮอรนขาวคือหลังจากปลดระวาง
ไขแลวไมสามารถขุนเปนไกเนื้อได เนื่องจากตัวเล็กเนื้อนอย
3) ไกกึ่งเนื้อกึง่ ไข หมายถึง ไกที่สามารถใหผลผลิตไดดีทั้งเนื้อและไข ซึ่งปจจุบนั นิยมเลี้ยงกัน
อยางแพรหลายมาก พันธุท นี่ ิยมเลีย้ ง ไดแก พันธุโ รดไอรแลนดแดง พันธุบารพลีมธั ร็อก พันธุน ิวแฮมเซียร และพันธุ
ซุปเปอรฮาโก ซึ่งไกพนั ธุดงั กลาวนอกจากจะมีไขดกแลวยังใหเนื้อดีและเจริญเติบโตเร็ว
4) ไกสวยงาม ไดแก ไกแจ ไกฟา ไกอู ไกตอก และไกงวง ซึง่ ไกเหลานี้จะมีรูปราง ขนาด และ
สีสันสวยงาม โดยเฉพาะอยางยิง่ ไกแจ เปนไกสวยงามทีม่ ีความสําคัญทางเศรษฐกิจมากที่สุด สวนไกงวนนอกจาก
เลี้ยงไวเพื่อความสวยงามแลวเนื้อของไกงวงยังเปนอาหารชั้นดีอีกดวย
3.2 เปด เปดที่เลี้ยงโดยทั่วไปคือ ไดแก เปดเนื้อและเปดไข ซึ่งมีทงั้ พันธุพนื้ เมืองและพันธุตางประเทศ
ดังนี้
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

142

1) เปดเนื้อ เปดเนื้อที่เลีย้ งกันมาก มีทงั้ พันธุแทจากตางประเทศ เชน พันธุป กกิง่ และพันธุเปดเทศ
สวนพันธุลูกผสม ไดแก พันธุปกกิง่ และพันธุเปดเทศ สวนพันธุลูกผสม ไดแก พันธุปว ฉาย พันธุเชอรีวอลเลย พันธุ
ทีเกล พันธุฮกั การด พันธุเลกการด พันธุบราบารี สวนพันธุพนื้ เมืองทีย่ ังเลี้ยงกันมากมีอยู 2 พันธุ คือ พันธุปากน้ํา
และพันธุนครปฐม โดยใชตวั ผูนาํ มาเลีย้ งเปนเปดเนื้อสวนตัวเมียเลี้ยงเปนเปดไข
2) เปดไข เปดไขที่เลี้ยงกันมากและเปนราชินีของเปดไข คือ พันธุกากีแคมเบลล รองลงมาคือ
พันธุอนิ เดียรันเนอร ซึง่ ทัง้ สองสายพันธุเปนเปดพันธุแทจากตางประเทศ สวนพันธุลูกผสม ไดแก พันธุซุปเปอรดั๊ก
และลูกผสมระหวางพันธุกากีแคมเบลลกบั พันธุพนื้ เมือง สําหรับพันธุพ ื้นเมืองของไทยคือ พันธุปากน้าํ และพันธุ
นครปฐม
สําหรับเปดสวยงามในประเทศไทยไดรับความนิยมนอยมาก จึงมีผเู ลีย้ งกันนอย สวนใหญจะเลี้ยงตาม
สวนสาธารณะ สวนสัตวตาง ๆ เชน เปดแมนดาริน เปดจุก และเปดคอลล
3.3 หาน พันธุหานที่เลี้ยงในประเทศไทยเกือบทัง้ หมดเปนหานพันธุจนี ซึง่ มีทั้งสีขาว สีเทา และสีน้ําตาล
จัดเปนปานทีม่ ีขนาดเล็ก สวนพันธุอื่น ๆ ไดแก พันธุเ อ็นเด็น พันธุโทเลาซื พันธุฟลกริม และพันธุอยี ิปเซียน การ
เลี้ยงหานในประเทศไทยนั้นไมแพรหลายเทาที่ควร เนื่องจากความเชื่อถือในการบริโภคเนื้อหานวาเปนของแสลง
โรค ซึ่งไมเปนความจริง จึงควรสงเสริมใหประชากรไดบริโภคเนื้อหานเพิ่มขึ้น เพราะเลี้ยงงาย โตเร็ว เนื้อมาก และ
มีโปรตีนสูง
3.4 นก เปนสัตวปกอีกชนิดหนึง่ ทีน่ ิยมเลีย้ งไวเพื่อความสวยงามและใชเปนอาหาร นกที่เลี้ยงไวเพื่อความ
สวยงาม ไดแก นกเขา นกแกว นกขุนทอง นกยูง ฯลฯ สวนนกที่นยิ มเลี้ยงเพื่อบริโภคเนื้อและไขเปนอาหาร คือ นก
กระทา ซึง่ นิยมเลี้ยงกันอยางแพรหลายทั่วทุกภาคของประเทศไทย
นอกจากนีย้ ังมีสัตวประเภทนกอีก 2 ชนิด ที่กําลังเปนทีน่ ยิ มเลี้ยงกันมากในขณะนี้คือ นกกระจอกเทศ
(Ostrich) และนกอีมู (Emu of Kalaya) ซึ่งเปนสัตวปกขนาดใหญที่บนิ ไมไดและจัดเปนสัตวที่มีความสําคัญทาง
เศรษฐกิจมากทั้งในปจจุบนั และในอนาคต
นกกระจอกเทศใหผลตอบแทนในการเลี้ยงสูงทั้งผลผลิตและผลพลอยได คือ เนื้อ ไข ขน หนัง ไขมัน เสน
เอ็น กระดูก และปาก ที่สามารถนําไปใชประโยชนไดหลากหลายทั้งเปนอาหาร ยารักษาโรค เครื่องสําอาง
เครื่องประดับ และใชในวงการแพทย สวนนกอีกมูนนั้ จะมีขนาดเล็กกวานกกระจอกเทศ แตสามารถใหผลผลิตและ
ผลผลิตไดมากมาย และคุณภาพดีเทาเทียมกัน โดยเฉพาะอยางยิง่ คุณภาพเนื้อของสัตวทงั้ สองชนิดนี้ นอกจากจะ
มีรสชาติดี ไมมีกลิ่นคาวแลวยังมีคอเลสเตอรอลต่ํามาก จึงเหมาะสําหรับผูปวยที่เปนโรคความดันโลหิตสูง

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

143

เรื่องที่ 3.3 ขั้นตอนการเลี้ยงสัตวเศรษฐกิจ
สัตวเศรษฐกิจ หมายถึง สัตวที่เลีย้ งไวเพื่อขายเปนรายได
1. การเลี้ยงโค - กระบือ
การจัดเลี้ยงโค-กระบือ โดยทัว่ ไปมีวิธกี ารเลี้ยงดังนี้
1.1 การเลี้ยงแบบธรรมชาติในแปลงหญา เปนการเลี้ยงโดยปลอยใหสตั วหากินเองตามธรรมชาติ การ
เลี้ยงวิธีนี้ สัตวจะโตชา ไมเหมาะสําหรับโค-กระบือที่เลี้ยงเปนพอแมพนั ธุ เลี้ยงเพื่อขุน และเพื่อรีดนม
1.2 การเลี้ยงแบบธรรมชาติในแปลงหญาและในอาหารเสริม วิธนี อกจากจะใหโค-กระบือกินหญาแลว
ควรใหอาหารขนเสริม เหมาะสําหรับโค-กระบือที่เลี้ยงเปนพอแมพันธุ เพราะทําใหมคี วามสมบูรณพันธุสงู ผสมพันธุ
ไดเร็ว แตลงทุนสูงกวาแบบแรก
1.3 การเลี้ยงในโรงเรือน วิธนี ี้ลงทุนสูงกวาแบบอื่น ๆ และตองใชแรงงานมาก โดยตองตัดหญามาให
สัตวกินและใหอาหารขนเสริมเหมาะสําหรับการเลี้ยงโคเพื่อรีดนม และโคขุน
1) การจัดการพอแมพันธุ
โดยปกติการจัดหาพอแมพนั ธุโค-กระบือ ไดมาจาก 2 ทาง คือ
(1) เลือกซื้อจากที่อนื่ การเริม่ ตนดวยวิธนี จี้ ะตองคัดเลือกสัตวจากลักษณะภายนอกและพันธุ
ประวัติเพื่อใหไดสัตวที่ดีไวเปนพอแมพันธุ
(2) คัดเลือกสัตวจากในฝูงไวเอง เปนวิธที ปี่ ระหยัดสําหรับผูที่เลี้ยงโค-กระบืออยูแลวสวนใหญ
จะเปนการคัดแมพันธุ สวนพอพันธุควรหามาจากที่อื่นหรือใชการผสมเทียมเพื่อปองกันการผสมแบบเลือดชิด
หลักในการเลีย้ งดูพอแมพันธุโค-กระบือ ก็เชนเดียวกับสัตวชนิดอื่น ๆ คือ พอแมพนั ธุตองไม
อวนหรือผอมเกินไป จึงจะมีความสมบูรณพันธุดี ผสมติดงาย ใหลูกทีแ่ ข็งแรงและโตเร็ว การเลีย้ งดูพอแมพันธุควร
มีหลักปฏิบัติดงั นี้
2) การจัดการผสมพันธุ
โคพอแมพนั ธุค วรใชผสมพันธุครั้งแรกเมือ่ อายุ 1 ปครึง่ ถึง 2 ป และอายุ 2-3 ป ในกระบือ
โค-กระบือที่แสดงอาการเปนสัดหรือพรอมที่จะผสมพันธุ จะแสดงอาการกระวนกระวายหรือปนขึ้นทับตัวอื่นอวัยวะ
เพศบวมแดง แมโค-กระบือถาไมไดรับการผสมพันธุจ ะแสดงการเปนสัดโดยเฉลี่ยทุก 21 วัน หากพบการเปนสัด
ควรทําการผสมหลังจากนัน้ ประมาณ 12-24 ชั่วโมง วิธกี ารผสมพันธุม ี 3 วิธีคือ
(1) การผสมแบบใชพอพันธุค ุมฝูง โดยเลี้ยงพอแมพันธุรวมกันวิธีนี้ผูเลีย้ งไมตอสังเกตอาการ
เปนสัดของแมพันธุ เพราะพอพันธุจ ะเขาผสมกับแมพนั ธุเ องเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม แตผูเลี้ยงไมสามารถกําหนด
วันคลอดได และหากแมพนั ธุเปนสัดพรอมหรือใกลเคียงกันหลายตัวจะทําใหพอพันธุมีอายุการใชงานสั้นลง หรือ
อาจผสมพันธุไ มทั่วถึง
(2) การผสมแบบจูงเขาผสม การผสมแบบนี้ตองแยกการเลี้ยงพอพันธุ เมื่อแมพันธุสัดและ
ยอมรับการผสมก็นาํ เขามาผสมกัน วิธนี ที้ ําใหสามารถนับและกําหนดวันคลอดไดแนนอนและพอพันธุสามารถเขา
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

144

ผสมกับแมพนั ธุไดมากตัว แตผูเลี้ยงตองคอยสังเกตการเปนสัดของแมพันธุใหดี เพราะถาพลาด แมพันธุจะไดรับ
การผสมชาออกไปอีกเพราะตองรอการเปนสัดครั้งตอไป และจะตองมีภาระในการเลี้ยงพอพันธุเพิม่ ขึ้น
(3) การผสมเทียม เปนวิธที นี่ ิยมใชกันมาก โดยการนําน้ําเชื้อของพอพันธุสอดเขาไปในอวัยวะ
สืบพันธุของตัวเมีย วิธนี ที้ ําใหสามารถเลือกน้ําเชื้อจากพอพันธุดีไดหลายตัว โดยที่ไมตองเลี้ยงพอพันธุ และไดรับ
บริการฟรีจากหนวยงานของรัฐ แตถาผูทาํ ไมมีความชํานาญอาจทําใหเกิดผลเสียตออวัยวะสืบพันธุและการผสม
ติดของแมพันธุ
3) การจัดการแมโค-กระบือระยะอุมทอง
หลังจากแมโค-กระบือไดรับการผสมพันธุ ใหสังเกตวาผสมติดหรือไม ถาผสมติดแมพันธุจ ะไม
แสดงอาการเปนสัดอีก และหลังจากผสมแลว 2 เดือน ผูที่ชํานาญอาจสํารวจโดยการคลําปกมดลูกผานผนังทวาร
หนัก แมโคจะอุมทองนานประมาณ 282 วัน และแมกระบือนาน 325 วัน ในระยะ 2 เดือน กอนคลอดแมพันธุควร
ไดรับการเอาใจใสในเรื่องอาหาร แตตองระวังอยาใหอว นมากเกินไปเพราะจะทําใหคลอด
4) การจัดการชวงคลอด
กอนกําหนดคลอด 2-3 สัปดาห ควรแยกแมพนั ธุออกจากฝูงเขาสูคอกคลอด เมื่อถึงระยะ 2-3
วัน กอนคลอด กระดูกเชิงกรานจะหยอนลง อวัยวะเพศบวม มีนา้ํ เมือกไหล ปกติโค-กระบือจะคลอดไดเอง โดยไม
ตองชวยเหลือ ทาคลอดที่ถูกตองของลูกโค-กระบือ คือ เหยียดขาคูห นาตรงออกมา หัววางบนขาคูหนาหากทาการ
คลอดผิดปกติอาจชวยเหลือ โดยการจัดทาใหถกู ตอง และชวยดึงตามแรงเบง อยาฝนดึงออกมาเพราะจะเกิด
อันตรายตอแมพันธุได หลังจากคลอดแลว รกจะถูกขับตามออกมา หากพบวาการคลอดไมปกติ หรือรกคางไม
ออกมาภายใน 8-12 ชั่วโมง ควรตามสัตวแพทย
5) การจัดการหลังคลอดและระยะเลีย้ งลูก
ถาการคลอดไมมีปญหา และแมพนั ธุมสี ุขภาพสมบูรณ ก็จะลุกขึน้ เลียลูกเพื่อทําความสะอาด
ดวยตนเอง และใหลูกดูดนมไดโดยที่ไมตองชวยเหลือ แตถาหากการคลอดหรือเกิดการรกคาง แมพันธุออนเพลียผู
เลี้ยงควรชวยดวยการตัดสะดือใหสั้นเหลือ 2 – 3 นิ้ว และชวยใหลกู ไดกินน้ํานมแรกคลอดหรือนมน้ําเหลืองโดยเร็ว
ที่สุด ภายใน 6 ชั่วโมงหลังคลอด จะทําใหลูกไดรับภูมิคุมกันโรคจากแม หากลูกโค-กระบือไมไดกินนมเหลืองจะทํา
ใหออนแอและตายได หลังจากนัน้ ผูเลีย้ งควรทําเครื่องหมายโดยการสักหรือติดเบอรหูและชางน้าํ หนักของลูก
แมพันธุในระยะเลี้ยงลูก ตองไดรับอาหารทีด่ ีและเพียงพอไปสรางน้าํ นม ถาเปนโค-กระบือที่เลี้ยง
เพื่อการรีดนม ควรแยกลูกออกไปเลี้ยงและรีดนมทุกวัน แมโคพันธุดีสามารถรีดนมไดนาน 10 เดือน แมพันธุที่ไดรับ
อาหารสมบูรณจะหลับเปนสัดและผสมพันธุไดอีกภายใน 2 – 3เดือน
ควรทําการถายพยาธิลูกโค-กระบือ เมื่ออายุประมาณ 3 สัปดาหและเมื่ออายุ 10 สัปดาห และ
หลังจากนั้นทุก ๆ 6 เดือน ลูกโค-กระบือเพศเมียควรไดรับวัคซีนปองกันโรคแทงติดตอ เมื่ออายุ 3-8 เดือน และ
วัคซีนปองกันโรคปากและเทาเปอย และโรคคอบวม เมื่ออายุ 6 เดือน

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

145

โดยปกติลูกโค-กระบือจะเริ่มหัดกินหญา เมื่ออายุ 1 – 2 เดือน และกินไดเต็มที่เมื่ออายุ 4 – 5
เดือนความตองการน้ํานมจะลดลง โดยปกติจะหยานมเมือ่ อายุ 6 เดือน หลังจากหยานมควรชัง่ น้าํ หนัก และทํา
เครื่องหมายถาวรโดยการตีเบอรขางหู ใหวัคซีนปองกันโรคปากและเทาเปอย และโรคคอบวม ครั้งที่ 2 เมื่ออายุ 9
เดือนและฉีดซ้ําครั้งตอไปทุก ๆ 6 เดือน ในชวงนี้ใหทําการคัดแยกโค-กระบือออกเปน 2 กลุม พวกทีม่ ีลักษณะดีคดั
ไวเปนพอแมพนั ธุ นอกนั้นแยกไวเลี้ยงเพื่อขุนหรือขาย ลูกเพศผูที่เลีย้ งเปนโค-กระบือขุนควรทําการตอน และลูกโค
ที่เก็บไวทําพอแมพันธุควรทําการสูญเขาหรือทําลายเขา
2. การเลีย้ งสุกร
การเลี้ยงสุกรในประเทศไทยโดยทัว่ ไปแลวมี 2 แบบ คือ
2.1 การเลี้ยงสุกรขุน หรือสุกรเนื้อ โดยเริม่ จากการเลี้ยงลูกสุกรที่หยานมแลว หรือมีน้ําหนักประมาณ
14 กิโลกรัม เลี้ยงไปจนกระทั่งไดนา้ํ หนัก 90-100 กิโลกรัม จึงจําหนาย จุดประสงคของการเลี้ยงแบบนี้ คือเลี้ยง
โดยใชระยะเวลาสั้นที่สุด และใหสุกรมีการเพิ่มน้ําหนักตัวอยางเต็มที่
2.2 การเลี้ยงสุกรพันธุ อาจเริ่มตนจากการเลี้ยงลูกสุกรจนกระทัง่ เปนพอแมพันธุ หรือเริ่มตนจากการ
เลี้ยงสุกรรุนก็ได และจะตองมีการคัดเลือกลักษณะที่ดี เพื่อจะไดลูกสุกรที่โตเร็วและแข็งแรง และจําหนายลูกสุกร
หรือเลี้ยงลูกสุกรเองจนจําหนายเปนสุกรเนื้อก็ได
1) การจัดการดูแลสุกรขุน
การเลี้ยงสุกรขุนอาจเริ่มจากการซื้อลูกสุกรจากฟารมอื่นมาเลี้ยง หรือใชลูกสุกรที่ผลิตไดใน
ฟารมตนเอง โดยวิธีการเลี้ยงมี 2 แบบ คือ
(1) การเลี้ยงสุกรขุนในทุงหญา วิธีนี้ประหยัดคาอาหารเพราะสุกรไดกนิ หญาและมีการเดิน
ออกกําลังกาย ทําใหเปอรเซ็นตเนื้อแดงมาก ไขมันนอย ทําใหขายไดราคาแตตองใชพื้นที่มากและประเทศไทยมี
อากาศคอนขางรอนไมเหมาะสมกับวิธนี ี้
(2) การเลี้ยงแบบขังคอก ขอดีของวิธีนี้คอื ใชพนื้ ทีน่ อย สามารถดูแลสุกรไดทั่วถึง แตคา
อุปกรณและคาโรงเรือนสูง
การเลี้ยงสุกรขุนมีขอปฏิบัติดังนี้
(1) เตรียมทําความสะอาดโรงเรือนและอุปกรณ พนน้าํ ยาฆาเชื้อโรคกอนยายลูกสุกรเขาถา
เปนลูกสุกรที่ซอื้ มาจากภายนอกใหแยกคอกตางหากอยางนอย 3 สัปดาห
(2) การใหอาหารสุกรในแตละระยะอายุมคี วามตองการอาหารแตกตางกัน ควรใหอาหารตาม
ระยะดังนี้
- ลูกสุกรหลังหยานมจนถึงอายุ 10 สัปดาห ใชอาหารเสริมสําหรับลูกสุกร ซึง่ โปรตีน
ประมาณ 22%
- ลูกสุกรอายุ 10 สัปดาหขึ้นไป จนถึงน้าํ หนักตัว 35 กิโลกรัม ใชอาหารสําหรับลูกสุกร
หรืออาหารเพือ่ การเจริญเติบโต ซึ่งมีโปรตีนประมาณ 16%
- สุกรน้าํ หนัก 35 กิโลกรัม ถึงน้ําหนัก 60 กิโลกรัม ใหอาหารสุกรุน มีโปรตีน ประมาณ
13%
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

146

สุกรเปนสัตวทไี่ วตอการเปลีย่ นแปลงอาหาร ซึ่งอาจทําใหชะงักการเจริญเติบโต ดังนัน้ ไมควร
เปลี่ยนอาหารทันทีแตควรเปลี่ยนทีละนอย จนกวาจะเปนอาหารสูตรใหมทั้งหมดซึง่ อาจใชเวลา 3-4 วัน และควรให
อาหารพวกเยือ่ ใยบาง เชน หญา ตนพืช
(3) การจัดการดานสุขภาพ และการทําวัคซีน ควรทําวัคซีนใหกับสุกรขุนดังนี้
อายุ
การจัดการดานสุขภาพและการทําวัคซีน
5 สัปดาห
วัคซีนอหิวาตสุกร
8 สัปดาห
วัคซีนโรคปากและเทาเปอย
วัคซีนโรคพิษสุนัขบาเทียม
9 สัปดาห
ถายพยาธิ และกําจัดขี้เรื้อน
10 สัปดาห
วัคซีนโรคปากและเทาเปอย
วัคซีนโรคพิษสุนัขบาเทียม
หมั่นสังเกตสุขภาพของสุกรอยูเสมอ สุกรทีส่ ุขภาพดีจะมีผิวหนังและเยือ่ ตาสีชมพู หากพบสุกรมี
อาการผิดปกติ เชน ไมกินอาหาร ซึม นอนหมอบ มีไข ใหแยกสุกรปวยออก และทําการรักษา หมัน่ ทําความสะอาด
คอก ตักอุจจาระออกทุกวัน และมีการกําจัดของเสียทีถ่ ูกสุขลักษณะ
2) การจัดการดูแลสุกรพอแมพันธุ
การเลี้ยงสุกรพอแมพนั ธุอาจเริ่มจากการเลี้ยงลูกสุกรหรือการซื้อสุกรรุนจากฟารมที่เชื่อถือได
การจัดการดูแลสุกรพอแมพนั ธุ ควรปฏิบัติดังนี้
(1) การคัดเลือกสุกรพอแมพันธุ
ควรคัดเลือกสุกรที่มีสายพันธุดี มีความสมบูรณดี มีการเจริญเติบโตเร็ว โดยพิจารณา
พันธุป ระวัตของพอแมพันธุ ไมมีลักษณะผิดปกติในอวัยวะสืบพันธุ มีเตานมไมนอยกวา 12 เตา พอพันธุ 1 ตัว
สามารถผสมพันธุก ับแมสุกร 12-15 ตัว ในการคัดเลือกพอพันธุควรคัดเมื่ออายุ 6-7 เดือน และเริ่มใชงานเมื่ออายุ
ครบ 8 เดือน
(2) การใหอาหารสุกรพอแมพันธุ
การเลีย้ งสุกรพอแมพนั ธุ ควรระวังไมใหอวนเกินไป เมื่อสุกรมีนา้ํ หนักตัวประมาณ 90
กิโลกรัม ตองกําจัดอาหาร โดยใหกนิ วันละประมาณ 2% ของน้ําหนักตัวและใหอาหารหยาบ เชน หญา ในแมสุกร
กอนเปนสัดประมาณ 10 วัน ควรปนหรือเพิ่มอาหารใหมากขึ้น เพื่อกระตุนใหมกี ารตกไขมากที่สดุ
(3) การจัดการผสมพันธุ
แมสุกรจะเริ่มผสมไดเมื่ออายุประมาณ 8 เดือน หรือการเปนสัดครั้งที่ 2 โดยปกติแมสุกร
จะแสดงอาการเปนสัดหรืออาการที่พรอมจะผสมพันธุท ุก ๆ 21 วัน โดยสังเกตไดจากอวัยวะเพศบวมแดงมีนา้ํ เมือก
ใสและขึ้นไลทบั สุกรตัวอื่น และระยะสุดทายมีนา้ํ เมือกเหนียวขนแสดงวาแมสุกรยอมรับการผสมพันธุอาการนี้จะ
แสดงประมาณ 3 วัน หากตรวจพบแมสกุ รแสดงอาการเปนสัดในชวงเชา ควรผสมพันธุในชวงเย็นและซ้ําอีกครั้งใน
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

147

เชาวันถัดไป เพื่อเพิ่มอัตราการผสมติดและจํานวนลูกตอครอกใหสูงขึ้น แมสุกรที่ไดรับการผสมแลวควรแยกขัง
เดี่ยว
(4) การจัดการแมสุกรอุมทอง
หลังจาการผสมพันธุถา แมสุกรไมกลับเปนสัดอีกแสดงวาผสมติดแมสุกรจะตั้งทองนาน
112-116 วัน ในระยะตัง้ ทองควรใหอาหารแมสุกรเต็มที่และใหหญาสด เพื่อปองกันไมใหแมสุกรทองผูก ทําการ
ถายพยาธิกอนคลอด 1 สัปดาห ใหเตรียมคอกคลอดใหพรอมทําความสะอาดตัวแมสุกรและยายแมสุกรเขาซอง
คลอด แมสุกรใกลคลอดจะแสดงอาการกระวนกระวาย เตานม หัวนม ขยายใหญ ประมาณ 18 ชั่วโมงกอนคลอด
ถาบีบหัวนมจะมีนา้ํ ไหล และ 30 นาทีกอนคลอดจะมีนา้ํ เมือกไหลออกจากอวัยวะเพศ
(5) การจัดการลูกสุกรระยะแรกคลอด
การดูแลสุกรในระยะแรกเปนสิ่งสําคัญ เพราะถาจัดการดูแลไมดี ลูกสุกรจะไมแข็งแรง
หรือตายมาก อาจทําใหเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยจะสูญเสียผลกําไรที่ควรได
เมื่อแมสุกรใกลคลอด จะสังเกตไดโดยการบีบเตานมแมสุกรและมีน้ําไหลออกมาจะตอง
เตรียมอุปกรณการคลอดใหพรอมดังนี้
- ไฟกกลูกสุกร ใชหลอดไฟขนาด 150 วัตต แขวนสูงจากพืน้ ประมาณ 30 เซนติเมตร
- ดายหรือเชือกสําหรับผูกสายสะดือ
- ทิงเจอรไอโอดีน สําหรับทาแผลที่ตัดสายสะดือ
- กรรไกรหรือมีดตัดสายสะดือ
- คีมตัดเขี้ยว
- คีมตัดเบอรหู
- เข็มฉีดยาและกระบอกฉีดยา
- ผาสะอาด
ควรเฝาดูแลแมสุกรใกลคลอดอยางใกลชดิ เพื่อทําการชวยเหลือ วันคลอดควรงดอาหาร
ใหแมสุกรกินแตน้ําสะอาดเทานัน้ เมื่อลูกสุกรคลอดออกมาควรจัดการดังนี้
(1) ใชผาแหงสะอาดเช็ดตัวลูกหมูใหแหง และลางเมือกบริเวณปากและจมูกออกใหหมด
(2) ใชดานหรือเชือกที่จุมน้าํ ยาฆาเชื้อ มัดสายสะดือหางจากหนาทอง 1-1.5 นิ้ว แลวตัดสาย
สะดือ ทาทิงเจอรไอโอดีนทีบ่ ริเวณแผล
(3) ใชคีมตัดเขี้ยวทัง้ บนและลาง ตัดชิดเหงือกและใชมอื ลูบใหแนาใจวาไมมีสว นหนักแหลม
คมตัดคางอยู

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

148

(4) ใชคีมตัดเบอรหู ตัดหางออกประมาณ 1 ใน 3 ทารอยแผลดวยทิงเจอรไอโอดีนหลังจาก
นั้นปลอยใหลกู ดูดนมน้าํ เหลืองจากแมภายใน 6 ชั่วโมงหลังคลอด เพือ่ รับภูมิคุมกันโรคจากแมหลังคลอดเสร็จแม
สุกรจะมีรกไหลออกมา ฉีดฮอรโมนออกซีโตซินและยาปฏิชีวนะใหแมสุกร
(5) หลังคลอด 1-3 วัน ฉีดธาตุเหล็กใหลกู สุกรภายในชองคลอด บริเวณที่เปนที่อยูของลูก
สุกรควรปูดวยหญาหรือฟางแหงที่สะอาด และมีที่ใหความอบอุนกับลูกสุกร
หากแมสกุ รไมสามารถเลีย้ งลูกเองทั้งหมด เชน มีเตานมไมพอ หรือมีนา้ํ นมนอย หลังจากให
ลูกสุกรกินนมน้ําเหลืองครบทุกตัวแลว อาจยายลูกสุกรไปฝากแมตัวทีค่ ลอดใกลเคียงกันไมเกิน 3-4 วัน เมื่อลูกสุกร
อายุ 7 วัน ควรเริ่มใหอาหารหมูนม และใหมีน้ําสะอาดกินอยางพอเพียง ทําการตอนลูกสุกรเมื่ออายุ 2-3 สัปดาห
ควรหยานมลูกสุกรเมื่ออายุ 21-28 วัน หรือน้ําหนักตัวประมาณ 5-7 กิโลกรัม โดยการยายแมสุกรออกจากคอก
เลี้ยงลูก ใหลกู สุกรอยูในคอกคลอดตออีก 2-3 วัน จึงยายไปคอกอนุบาล และคัดลูกสุกรไวเลี้ยงเปนสุกรหรือสุกร
พอแมพนั ธุตอไป
3. การเลีย้ งไก
ในการจัดการเลี้ยงดูสัตวปก งานที่จัดวาสําคัญที่สุด งานเลี้ยงดูลูกไกใหอยูรอดมากทีส่ ุดเพราะลุกไก
แรกเกิดจะตัวเล็ก บอบบาง และตายงายตามธรรมชาติ โดยปกติลูกไกอาจจะตายได 5-10% ดังนัน้ ผูเลี้ยงจึงควร
เอาใจใสอยางเปนพิเศษ เพือ่ ใหไดผลกําไรเพิ่มขึ้นควรมีการเตรียมการเพื่อการเลี้ยงดูลูกไก คือ
3.1 การเตรียมโรงเรือนเพื่อรอรับลูกไก
โรงเรือนที่จะเลีย้ งลูกไก ควรมีอัตราสวนพื้นที่เหมาะสมกับจํานวนลูกไกที่จะลงเลี้ยง โดยลงลุกไก
ในอัตราสวน 10-12 ตัว ตอพื้นที่ 1 ตารางเมตร โรงเรือนตองแหงและสะอาด ลมไมโกรก อากาศถายเทไดสะดวก
โดยกอนที่จะนําลูกไกเขาเลีย้ งประมาณ 1 สัปดาห ควรลางโรงเรือนใหสะอาด ฉีดพนดวยน้ํายาฆาเชื้อโรค และทิ้ง
ใหแหง จากนัน้ นําวัสดุรองพื้นที่สะอาดปราศจากเชื้อราปูพื้น วัสดุรองพื้น แกลบ ฟางขาวสับเปนชิน้ เล็ก ๆ นํา
อุปกรณการกกเขาไปติดตั้ง และขึงผามานโดยรอบ จากนั้นพนน้าํ ยาฆาเชื้อโรคแลวปดโรงเรือน
3.2 การเตรียมอุปกรณในการกกลูกไก
อุปกรณที่ตองเตรียม มีดังนี้
(1) เครื่องกกลูกไก ทีน่ ิยมใชมีหลายแบบ แตถาเลี้ยงลูกไกไมมากอาจใชกลองกระดาษ วิธีนี้ลกู ไก
ไดรับความอบอุนจากตัวไกเอง แตถามีลูกไกมากเกินขนาดกลองก็อาจใชหลอดไฟกลมขนาด 60-100 วัตต ให
ความอบอุน แตในการเลี้ยงไกในฟารมขนาดใหญนิยมใชเครื่องกกแบบไฟฟาหรือแบบแกซ การใชเครื่องกกแบบนี้
โดยปกติจะใช 1 เครื่อง ตอลูกไก 500 ตัว
(2) แผงลอมกก ควรใชเครือ่ งกกชนิดทึบ ใชไดทั้งที่เปนแผนสังกะสีและไมไผสานสูงประมาณ 4550 เซนติเมตร กั้นรอบเครื่องกก ระยะหางจากเครื่องกก 60-120 เซนติเมตร
(3) ที่ใหอาหาร ในสัปดาหแรกอาจใชกลองใสลูกไกตัดขอบขางใหเหลือความสูงเพียง 3-4
เซนติเมตร หรือถาดอาหารลูกไก อัตราสวน 1 ถาดตอลูกไก 100 ตัว
(4) ที่ใหน้ํา ใชถังน้ําขนาด 1 แกลลอน ในอัตราสวน 1 ใบ ตอลูกไก 100 ตัว หรือถาเปนรางน้าํ
ยาวใชความยาว 60-100 เซนติเมตรตอลูกไก 100 ตัว
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

149

3.3 การจัดการเมื่อลูกไกมาถึง
กอนลูกไกมาถึงฟารม 3-4 ชั่วโมง ควรจัดเตรียมเปดไฟเครื่องกก และตั้งอุณหภูมิไวที่ 95 องศา
ฟาเรนไฮต จัดเตรียมน้ําที่ผสมวิตามินใหพรอม และควรทําเชนนี้ใหไกกินติดตอกันตลอด 3 วันแรก ถาหากลูกไก
ออนเพลียมากควรผสมน้าํ ตาลทายในอัตรา 10% เมื่อลูกไกมาถึงแลว ควรปฏิบัติดังนี้
1) เมื่อลูกไกมาถึงใหนําเขาโรงเรือนทันที อยาปลอยใหกลองทีม่ ีลูกไกวางตากแดด ถาอากาศรอน
ใหรีบเปดฝากลองออกทันที และเมื่อเครื่องกกพรอมใหจบั ลูกไกวางลงใกล ๆ กับเครือ่ งกก
2) หัดใหลกู ไกกินน้ํา โดยใชนิ้วเคาะถังน้าํ ลูกไกจะวิง่ เขามาและหัดกินน้ํา หลังจากลูกไกกนิ น้าํ
แลว จึงโปรยอาหารลงในถาดอาหารบาง ๆ ไมควรใหลูกไกกินอาหารทันที ควรรอหลังจากลูกไกกนิ น้ําแลวสักระยะ
หนึง่
3.4 การควบคุมอุณหภูมิเครื่องกก
การใหความอบอุนแกลูกไกในระยะแรกเปนสิ่งที่สําคัญมาก เพราะเมื่อลูกไกโตขึ้น มีขนปกคลุม
ลําตัวมากขึ้น ความตองการอุณหภูมิจะลดลง จึงควรตรวจดูอุณหภูมิวา เหมาะสมหรือไม โดยสังเกตการแสดงออก
ของลูกไกดังนี้
1) อุณหภูมิเครื่องกกสูงเกินไป ลูกไกจะหนีออกหางเครื่องกกไปอยูตามริมหรือตามมุม และแสดง
อาการอาปาก หายใจหอบ ควรแกไขโดยการปรับอุณหภูมิเครื่องกกลงหรือยกเครื่องกกใหสูงขึน้
2) อุณหภูมิเครื่องกกต่ําเกินไป ลูกไกนอนสุมทับกันใตเครื่องกก และแสดงอาการปกตก ออนแอ
ควรแกไขโดยการปรับอุณหภูมิเครื่องกกเพิ่มขึ้นหรือลดลงเครื่องกกใหต่ําลง
3) ลมโกรกเขามามากเกินไป ลูกไกแสดงออกหนาว นอนทับสุมกันที่ตามริมหรือตามมุมดานใด
ดานหนึง่ แสดงวาลมโกรกเขามาในดานตรงขาม ใหเพิ่มการกัน้ ผามานโรงเรือน
4) อุณหภูมิเครื่องพอดี ลูกไกนอนเรียงรายกระจายทัว่ ไป ไมนอนสุมทับกัน ไมแสดงอาการอา
ปาก หอบ ลูกไกดูแข็งแรงวองไว
3.5 การใหอาหารและการใหแสงสวาง
ในสัปดาหแรกของการกก ใหใหอาหารโดยโรยอาหารลงในถาดอาหารลูกไก หมั่นเติมอาหารเสมอ
ๆ ควรใหอาหารครั้งละนอย ๆ และบอยครัง้ ทําใหลูกไกไดรับการกระตุนใหกนิ อาหารไดมากขึ้น และการใหอาหาร
บอย ๆ จะทําใหสามารถสังเกตความเปนอยูของลูกไกไดเปนอยางดี
อาหารที่ใหควรเปนอาหารสําหรับไกเล็ก ซึง่ มีคุณคาครบถวนตามความตองการของสัตว ควรมี
โปรตีนประมาณ 20% และใหไกกนิ อาหารเต็มที่ตลอด 3 สัปดาหแรก
การใหแสงสวางในสัปดาหแรกควรเปดไฟฟาตลอด 24 ชั่วโมง แสงสวางใตกกจะชวยลอใหลูกไก
เขาไปหาความอบอุนในกก และลูกไกสามารถกินอาหารไดดี
1) การระบายอากาศ
ในระยะแรกที่นาํ ลูกไกลงมากก ในโรงเรือนควรมีผา มานกั้นโดยรอบ เพื่อปองกันลมโกรกและ
เมื่อลูกไกโตขึน้ จะสามารถปรับตัวเขากับอุณหภูมิภายนอกได และตองการอุณหภูมิต่ําลง ดังนัน้ ถาอุณหภูมิ
โรงเรือนสูงเกินไป ควรเปดผามานดานขางเพื่อชวยใหระบายอากาศไดดีขึ้น
ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

150

ในระยะนีล้ ูกไกเริ่มโตขึ้น ควรขยายแผนลอมกกออกใหพนื้ ที่กกเพิ่มขึ้นตามขนาดของตัวลูกไก
และลดความรอนของไฟกลาง สําหรับในฤดูรอนควรปดเครื่องกกในชวงกลางวัน เปดเฉพาะกลางคืนและเปลี่ยนที่
ใหอาหารจากถาดเปนถังหรือรางแบบแขวน หรือแบบอัตโนมัติ
2) การสุขาภิบาล
ในระยะไกเล็กควรใหความเอาใจใสตอ ลูกไกใหมาก ความสะอาดก็เปนสิง่ สําคัญเชนกันควร
ทําความสะอาดที่ใหอาหารอยางนอยสัปดาหละครั้ง เพื่อลดโอกาสเกิดเชื้อราจากความเปนฝุน ของอาหารที่ใหนา้ํ
ควรทําความสะอาดทุกวัน อยางนอยวันละ 2 ครั้ง
วัสดุรองพืน้ ควรมีการกลับอยางสม่ําเสมอทุกวัน เพื่อไมใหพนื้ เปยกแฉะและจับตัวเปนกอนแข็ง
หากพืน้ เปยกหรือแฉะมากควรตักออกทิง้ และเปลี่ยนวัสดุรองพื้นใหมทันที รวมทัง้ การทําความสะอาดรอบโรงเรือน
ควรมีการควบคุมคนผานเขาออก หามบุคคลที่ไมเกี่ยวของเขาไปในโรงเรือน เพื่อปองกันการ
แพรระบาดของเชื้อโรค ควรจัดใหทางผานเขาฟารมหรือโรงเรือนมีการฆาเชื้อโรคคนหรือพาหนะทีผ่ านเขามา
3.6 การจัดการดูแลไกไข
ในลูกไกไขควรไดรับการตัดปากเมื่ออายุประมาณ 7-10 วัน เพื่อปองกันการสูญเสียอาหารและ
การจิกกันเมื่อไกโตขึ้น อาจใชเครื่องตัดปากไฟฟา หรือหัวแรง ซึง่ มีความรอนจี้แผลใหเลือดหยุดไหลได ควรตัดปาก
ทั้งบนและลางออก 1 ใน 3 ตัดใหปากบนสัน้ กวาปากลางเล็กนอย
เมื่อลูกไกอายุยางเขาสัปดาหที่สามจะมีความแข็งแรงขึน้ มาก มีขนเต็มตัว ถาหากอากาศรอนก็ไม
ควรเปดเครื่องกก ยกเวนถาอากาศหนาวก็ควรเปดเครื่องกกในชวงกลางคืน
ระยะนี้ลกู ไกมขี นขึ้นปกคลุมเต็มตัวจึงไมตอ งการเครื่องกกอีกตอไป หลักสําคัญในการเลี้ยงไก
ระยะนี้ คือ การควบคุมน้ําหนักตัวไกใหเปนไปตามมาตรฐานของสายพันธุ อยาใหอว นเกินไปเพราะจะมีผลตอไก
ในระยะใหผลผลิตโดยตรง
ระยะนี้ ผูเลี้ยงควรยายไกไปเลี้ยง เปนฝูงเล็ก ๆ ประมาณ 50-100 ตัวโดยมีอัตราไก 7 ตัวตอ
ตารางเมตร หรือในอัตราไก 10 ตัวตอตารางเมตรสําหรับโรงเรือนแบบยกพืน้ 2 ใน 3 สวน พรอมกันนั้นใหทาํ การ
คัดคุณภาพของไกคือ คัดแยกตัวที่ใหญแข็งแรงออกจากตัวที่เล็กออนแอ ถาเลี้ยงคละเพศควรคัดแยกเพศผูออก
จากเพศเมีย ขอควรปฏิบัติในระยะนี้คือ
1) อุปกรณใหน้ําและอาหาร
ควรจัดที่ใหนาํ้ และใหอาหารใหเพียงพอกับจํานวนไกที่จะเขากินพรอมกันทุกตัว สําหรับ
ตารางอาหารควรใชความยาวราง 3 นิว้ ตอไก 1 ตัว หรือใชถังแขวน 6 ใบ ตอไก 100 ตัว สวนรางน้ําใชความยาว 1
นิ้วตอไก 1 ตัว หรือใชถงั น้าํ แขวน 1 ใบ ตอไก 50 ตัว ทําการปรับใหระดับที่ใหอาหารและน้ําอยูระดับเดียวกับหลัง
ไก ถังน้ําหรือรางน้ําควรไดรบั การทําความสะอาดทุกวัน

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

151

2) การใหอาหารระยะไกรุน
เริ่มการเปลี่ยนอาหารจากอาหารไกเล็กเปนอาหารไกรุน โดยการคอยเปลี่ยนทีละนอย เริ่มดวย
การผสมอาหารชนิดใหมแทนอาหารเดิม 1 ใน 4 ตอมาเพิ่มใน 1 ใน 2 และ 3 ใน 4 จนกระทั่งเปนอาหารไกรุน
ทั้งหมดในสัปดาหที่ 6 หลังจากนี้จํานวนอาหารที่ใหจะตองเปนไปตามน้ําหนักตัวของไก พยายามรักษาน้ําหนักตัว
ไกตามมาตรฐาน เพื่อไมใหไกอวนหรือผอมเกินไป เมื่อไกมีอายุ 7 สัปดาห เริ่มใหกนิ เกล็ดขนาดเล็กในอัตราสวน
0.5 กิโลกรัม ตอไก 100 ตัวตอสัปดาห ใสถังแขวนใหไกกิน หินจะชวยใหการยอยอาหารของไกดีขนึ้
3) การควบคุมน้ําหนักตัว
การชัง่ น้าํ หนักตัวไกเปนระยะเปนสิ่งทีจ่ ําเปน เพื่อการควบคุมน้ําหนักตัวควรชั่งไกทุกสัปดาห
โดยชั่งไกทีละตัว ประมาณ 10% ของไกทงั้ หมดโดยการสุม ฝูงไกที่ดีควรมีความสม่ําเสมอ ประมาณ 80% (ถาชัง่
น้ําหนักไก 10 ตัว ไกควรมีนา้ํ หนักตามเกณฑ 8 ตัว)
4) การควบคุมพยาธิ
ควรมีการตรวจสอบและควบคุมทัง้ พยาธิภายนอก คือ เห็บ เหา ไร และพยาธิภายใน เชน
พยาธิตัวกลม พยาธิตัวแบนอยางสม่ําเสมอ ควรมีการปองกัน นก หนู แมลงวัน ซึง่ เปนพาหะนําโรคมาสูไกได
5) การยายเขาพืน้ ที่เลีย้ ง
เมื่อไกอายุประมาณ 18 สัปดาห ควรมีการยายเขาพื้นที่เลี้ยง ซึง่ มี 2 แบบ คือ การเลี้ยงบนพืน้
ธรรมดา และการเลี้ยงบนกรงตับ กอนทําการยายควรทําการกําจัดเหา และไร และคัดไกตัวที่สุขภาพไมแข็งแรง
ออก ถาเลี้ยงแบบปลอยพืน้ ใชอัตราไก 5 ตัวตอตารางเมตร หรือ 8 ตัวตอตารางเมตร สําหรับพืน้ แบบยกพืน้ 2 ใน
3 สวน ติดตั้งรังสําหรับเปนทีว่ างไขในอัตราสวน 4 ชวงตอไก 1 ตัว สวนการเลี้ยงบนกรงตับจํานวนไกที่เลีย้ ง
ประมาณชองละ 1 – 4 ตัว แลวแตพื้นที่กรงคิดโดยใชอัตราสวน 480 ตารางเซนติเมตร ตอไก 1 ตัว
6) การใหอาหารและน้าํ ไกไข
ควรจัดเตรียมรางอาหาร โดยใชอัตราความยาวราง 3 นิว้ ตอไก 1 ตัว ถาใชถงั อาหารแบบ
แขวนควรใชถงั 6 ใบ ตอไก 100 ตัว ความยาวรางน้ํา 1 นิ้ว ตอไก 1 ตัว ถาเลี้ยงแบบใชถังแขวน 1 ใบ ตอไก 50 ตัว
เมื่อไกอายุประมาณ 19 สัปดาห ควรเปลี่ยนเปนอาหารไกไขโปรตีน 16% และแคลเซียม 2.5%
เมื่อไกเริ่มใหไข ควรเปลี่ยนอาหารใหมีระบบโปรตีน 18-20% การเปลีย่ นอาหารตองคอย ๆ เปลี่ยนทีละนอยสวน
การควบคุมอาหารจากในระยะไกรุนควรทําตอเนื่องจนไกอายุ 20 สัปดาห เมื่อไกอายุ 21 สัปดาห ใหหยุดการ
ควบคุมและใหอาหารอยางเต็มที่โดยดูจากผลผลิตไขที่ได ควรเสริมเปลือกหอยในอัตรา 1.3 กิโลกรัมตอไก 100 ตัว
ตอสัปดาห โดยโรยบนอาหารใหไกกินชวงเวลาเย็น

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

152

7) การสุขาภิบาล
ความสะอาดและการฆาเชื้อโรคเปนสิ่งสําคัญ ตองควบคุมการเขาออกของคนงานและ
บุคคลภายนอกใหผานการฆาเชื้อ หากไมจาํ เปนไมควรใหบุคคลภายนอกผานเขาออกบริเวณเลี้ยงไกอยางเด็ดขาด
ถาเลีย้ งไกบนกรงตับ ควรหมั่นตักอุจจาระไกออกจากใตกรงเสมอ เพื่อปองกันกลิ่นแอมโมเนีย
ที่ทาํ ใหตาไกอักเสบ สุขาภาพออนแอ และควรโรยปูนขาวใตกรงสัปดาหละครั้ง เพื่อควบคุมแมลงวันไมใหมีมาก
เกินไป ถาเลีย้ งปลอยพืน้ ควรรักษาวัสดุรองพืน้ ใหแหงสมอ
8) การทําบันทึก
ควรมีการจดบันทึกการเลี้ยงอยางละเอียด เชน การใหอาหาร จํานวนไข จํานวนไกตาย การให
ยาหรือวัคซีน ขอมูลเหลานี้จะเปนประโยชนตอการทํางานและการแกไขปญหาตาง ๆ ที่อาจเกิดภายในฟารม
9) การทําวัคซีนไกไข
การทําวัคซีนใหไก เปนสิ่งจําเปนที่ทาํ ใหเกิดภูมิคุมกันโรคอยางไรก็ตามการทําวัคซีนควรทํา
อยางถูกตองและในชวงอายุไกที่เหมาะสมการทําวัคซีนใหไกมหี ลายวิธี คือ
(1) การฉีดพน นิยมทํากับลูกไกที่เกิดใหม ๆ มักเปนวัคซีนที่บริษทั ทีข่ ายลูกไกทํามาใหแลว
เชน วัคซีนปองกันโรคมาเร็กซ เปนตน
(2) การหยอด โดยหยอดไดทั้งตา จมูก และปาก มักใชวิธนี ี้กับไกระยะเล็ก เชน วัคซีนปองกัน
โรคนิคาสเซิล และโรคหลอดลมอักเสบ ใชหยอดตาหรือจมูก วัคซีนปองกันโรคกัมโบโร ใชหยอดปาก เปนตน
(3) การแทงปก ทําไดโดยใชเข็มคูจุมวัคซีนที่ละลายแลว บริเวณผิวหนังกลางปกสวนที่ไมมี
เสนเลือดใหทะลุแลวดึงเข็มกลับ ใชกับวัคซีนปองกันโรคฝดาษ
(4) การฉีด โดยการใชเข็มและกระบอกฉีดยาดูดวัคซีนที่ละลายแลว ฉีดใตผิวหนังหรือฉีดเขา
กลามเนื้ออก แลวแตชนิดของวัคซีน เชน วัคซีนปองกันโรคมารเร็กซ ใชฉีดเขาใตผิวหนัง วัคซีนปองกันโรคอหิวาต
ใชฉีดเขากลามเนื้ออก เปนตน
(5) การละลายน้ํา เปนวิธีทนี่ ิยมใชกับไกจาํ นวนมาก โดยใชน้ําสะอาดปราศจากคลอรีน ผสม
นมผลในอัตราสวน นมผง 4 กรัม ตอน้ํา 1 ลิตร ละลายวัคซีนใหไกที่อดน้ําลวงหนา 3 ชั่วโมง เขากินพรอมกับวัคซีน
ที่ใหโดยวิธนี ี้ ไดแก วัคซีนปองกันโรคนิวคาสเซิล วัคซีนปองกันโรคหลอดลมอักเสบ และวัคซีนปองกันโรคกัมโบโร

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

153

การใชวัคซีนตามโปรกรมสําหรับไกไข สามารถทําไดหลายแบบ เชน

อายุไก
1 วัน
7-10 วัน
4 สัปดาห
6 สัปดาห
10 สัปดาห
16 สัปดาห

ตัวอยางโปรแกรมวัคซีนไกไข
ชนิดวัคซีนปองกัน
โรคมาเร็กซ
โรคนิวคาสเซิล และโรคหลอดลมอักเสบ
โรคนิวคาสเซิล และโรคหลอดลมอักเสบ
โรคฝดาษ
โรคนิวคาสเซิล และโรคหลอดลมอักเสบ
โรคนิวคาสเซิล และโรคไขลด

วิธีให
หลอดตาหรือหยอดจมูก
หยอดตาหรือหยอดจมมูก
แทงปก
หยอดตาหรือหยอดจมูก
ฉีด

10) การใหแสงสวางกับไกไข
แสงสวางเปนปจจัยสําคัญของการเลีย้ งไกไข เพราะเปนการกระตุนการสรางไขของแมไก
โดยปกติแสงสวางในชวงกลางวัน มี 12 ชัว่ โมง หากตองการมากกวาควรเปดไฟฟาในชวงตอนเชามืดและตอนเย็น
หลังพระอาทิตยตก การใหแสงสวางควรอยูระหวาง 3 วัตตตอตารางเมตร กระจายหลอดไฟใหสม่ําเสมอทั้ง
โรงเรือนและหมั่นดูและทําความสะอาดหลอดไฟ การใหแสงสวางแกไกไข มีดังนี้
แสงสวาง (ชัว่ โมง)
อายุไก (สัปดาห)
1
24
2-16
12
17-20
13
21
14 ½
22
15
23
15 ½
24
16
25
16 ½
26
17

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

154

11) การคัดไกไข
ในชวงไกไข ควรมีการดูแลสุขภาพไกอยางสม่ําเสมอ และคอยคัดตัวที่ไมไขออก เพื่อให
ผลผลิตของฝูงสูง และไมสนิ้ เปลืองอาหาร การคัดไกที่ไมไขออก โดยดุจากลักษณะไกดังนี้
ลักษณะ
ไกที่ไข
ไกที่ไมไข
หงอน
โตแดงสดใส นิ่ม
เล็ก ยน ซีดเปนขุย
หนา
เหลือง
แดงสดใส
ตา
เซื่องซึม
กลมโตสุกใส
ขอบตา
หนา เหลือง
บาง ขอบขาว
หนัง
หนา มีไขมันใตผิวหนัง
ออนนุม ยืดหยุน
แขง
กลม เหลือง
คอนขางขาว แบน
ขน
เรียบ หรือหลุดรวง
ยุง สกปรก
ทวาร
ขนาดใหญ ชุม ชื้น สีชมพูเรือ ๆ หรือคล้ํา หดเล็ก แหงเหลือง
กระดูเชิงกราน
เล็กแคบ
ขนายใหญ
ชองทอง
แข็ง มีไขมันมาก
เต็มนิ่ม ยืดหยุน

ชุดการเรียนทางไกล หมวดวิชาพัฒนาอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

155

เรื่องที่ 3.4 การเลี้ยงสัตวน้ํา
สัตวน้ํา คือ สัตวทุกชนิดที่อาศัยการเจริญเติบโต และสืบพันธุอยูในน้าํ ทัง้ น้าํ จืดและน้ําเค็ม มีทั้งสัตวที่เกิด
เองโดยธรรมชาติและสัตวเลีย้ ง
1. ความห