You are on page 1of 18

1 ไฟฟ้ าเคมี < Electrochemistry >

ไฟฟ้าเคมี < Electrochemistry >


“ไฟฟ้ าเคมี” เป็ นความสัมพันธ์ระหว่างปฏิกิริยาเคมีและพลังงานไฟฟ้ า ซึ่ งกระบวนการทางไฟฟ้ าเคมีเกิด
จากการถ่ายโอนอิเล็กตรอนจากสารหนึ่งไปยังสารหนึ่ง และเมื่อมีการถ่ายโอนอิเล็กตรอน ปฏิกิริยาเคมีกจ็ ะ
สามารถทาให้เกิดพลังงานไฟฟ้ าได้ ในทานองกลับกันพลังงานไฟฟ้ าก็สามารถทาให้เกิดปฏิกิริยาเคมีได้
เช่นกัน ปฏิกิริยาที่มีการถ่ายโอนอิเล็กตรอนนี้เรี ยกว่า “ปฏิกิริยารี ดอกซ์” (Redox Reaction)
1. ปฏิกริ ิยารีดอกซ์ <Redox Reaction>
ปฏิกิริยารี ดอกซ์ หรื อปฏิกิริยาออกซิเดชัน-รี ดกั ชัน (Oxidation-Reduction Reaction) คือปฏิกิริยาที่สารมีการ
ให้และรับอิเล็กตรอน ประกอบด้วย 2 ครึ่ งปฏิกิริยาคือ รี ดกั ชัน <reduction> เป็ นครึ่ งปฏิกิริยาการรับ e- และ
ออกซิเดชัน <oxidation> เป็ นครึ่ งปฏิกิริยาการจ่าย e-
- สารที่รับ e- ในครึ่ งปฏิกิริยารี ดกั ชันจะถูก........................ เรี ยกว่า ตัว........................
- สารที่จ่าย e- ในครึ่ งปฏิกิริยาออกซิเดชันจะถูก........................ เรี ยกว่า ตัว........................
Reduction : Cu2+(aq) + 2e- Cu(s)
Oxidation : Zn(s) Zn (aq) + 2e-
2+

Redox reaction : Zn(s) + Cu2+(aq) Zn2+(aq) + Cu(s)


หลักในการพิจารณาว่ าเป็ นปฏิกริ ิยารีดอกซ์ หรือไม่
1. ปฏิกิริยาที่มีธาตุอิสระเป็ นสารตั้งต้นหรื อผลิตภัณฑ์ จะเป็ นปฏิกิริยารี ดอกซ์เช่น Cl2 + H2S  S + 2HCl
2. ปฏิกิริยาสันดาปและสังเคราะห์แสง จะเป็ นปฏิกิริยารี ดอกซ์เพราะมีก๊าซ O2 เป็ นสารตั้งต้น
เช่น CH4 +3O2  CO2 + 2H2O
3. ปฏิกิริยาที่เกิดในเซลล์ไฟฟ้ าเคมีทุกชนิดเป็ นปฏิกิริยารี ดอกซ์
4. ปฏิกิริยาเมตาบอลิซึม ในร่ างกายเป็ นปฏิกิริยารี ดอกซ์
5. ปฏิกิริยาที่มีธาตุทรานซิชนั ร่ วมอยูด่ ว้ ย มักเป็ นปฏิกิริยารี ดอกซ์
6. นอกเหนือจากนี้ ให้ตรวจสอบดูวา่ ธาตุต่างๆ ที่อยูใ่ นปฏิกิริยานั้นมีเลขออกซิเดชันเปลี่ยนแปลงหรื อไม่ โดยเริ่ ม
พิจารณาจาก ธาตุทรานซิชนั , อโลหะหมู่ 4 , 5 , 6 , 7 ตามลาดับ หากมีการเปลี่ยนแปลงเลขออกซิเดชัน จะเป็ น
ปฏิกริ ยารี ดอกซ์

ตัวอย่างปฏิกิริยารี ดอกซ์

H2(g) + I2(g) 2HI(g)


2KClO3(s) 2KCl(s) + 3O2(g)
2Na(s) + H2O(l) 2NaOH(aq) + H2(g)
Cu(s) + 2AgNO3(aq) Cu(NO3)2(aq) + 2Ag(s)
Cl2(g) + 2Br-(aq) 2Cl-(aq) + Br2(l)
ตัวอย่าง 1
1. จงพิจารณาปฏิกิริยาต่อไปนี้ แล้วระบุวา่ ปฏิกิริยาใดเป็ นปฏิกิริยารี ดอกซ์ และปฏิกิริยาใดไม่เป็ นปฏิกิริยา
รี ดอกซ์
2CH3COOH(aq) + CaCO3(s) (CH3COO)2Ca(aq) + CO2(g) + H2O(l)
1.2 Cl2(g) + 2OH-(aq) ClO-(aq) + Cl-(aq) + H2O(l)
2 ไฟฟ้ าเคมี < Electrochemistry >

2. จงระบุตวั ออกซิ ไดซ์และตัวรี ดิวซ์ของปฏิกิริยาต่อไปนี้


4NH3 + 5O2 4NO + 6H2O

2.2 CrCl3 + Na2O2 + NaOH Na2CrO4 + NaCl + H2O

2. การดุลปฏิกริ ิยารีดอกซ์ ทาได้ 2 วิธี ดังนี้


1) การดุลโดยวิธีเลขออกซิ เดชัน : พิจารณาเลขออกซิเดชันของสารต่างๆ เพื่อให้ทรายจานวน e- ที่
เกี่ยวข้องในแต่ละครึ่ งปฏิกิริยา และทาให้แต่ละครึ่ งปฏิกิริยามีการเปลี่ยนแปลงเลขออกซิเดชันเท่ากัน โดย คูณ
เลขที่เหมาะสมให้แต่ละครึ่ งปฏิกิริยา แล้วปฏิกริ ิยารวมไม่ มี e- เหลืออยู่เลย
ขั้นตอน 1. หาเลขออกซิเดชันที่เพิ่มขึ้นของตัวรี ดิวซ์ และเลขออกซิเดชันที่ลดลงของตัวออกซิไดซ์

2. ทาเลขออกซิเดชันที่เพิ่มขึ้น และลดลงให้เท่ากัน โดยเขียนเลขออกซิเดชันที่เพิ่มขึ้นไว้ขา้ งหน้าตัว


ออกซิไดซ์ และเลขออกซิเดชันที่ลดลงไว้หน้าตัวรี ดิวซ์
5BiO3- + 2Mn2+ Bi3+ + MnO4-
3. ดุลจานวนอะตอมของธาตุที่มีการเปลี่ยนแปลงเลขออกซิเดชัน
5BiO3- + 2Mn2+ 5Bi3+ + 2MnO4-
4. ดุลประจุรวมทางซ้ายและทางขวาของสมการให้เท่ากัน โดยเติม H+
5BiO3- + 2Mn2+ + 14H+ 5Bi3+ + 2MnO4-
5. ดุลจานวนอะตอมของธาตุออกซิเจนและไฮโดรเจนด้วยการเติม H2O
5BiO3- + 2Mn2+ + 14H+ 5Bi3+ + 2MnO4- + 7H2O

2) การดุลโดยวิธีครึ่ งปฏิ กิริยา


ขั้นตอน 1. แยกสองครึ่ งปฏิกิริยา
2. ดุลจานวนอะตอมของธาตุที่มีการเปลี่ยนแปลงเลขออกซิเดชัน
3. ดุลจานวนประจุของอะตอมที่มีการเปลี่ยนแปลงเลขออกซิเดชันให้เท่ากันโดยการเติม e-
4. ดุลประจุของครึ่ งปฏิกิริยา แบ่งเป็ น 2 กรณี คือ
- ในสารละลายกรด : เติม H+ ด้านที่เป็ นลบมากกว่า
- ในสารละลายเบส : เติม OH- ด้านที่เป็ นบวกมากกว่า
5. ดุลอะตอมของ H และ O โดยเติม H2O
6. ดุลจานวน e- ของทั้งสองครึ่ งปฏิกิริยาให้เท่ากัน โดยคูณเลขที่เหมาะสมให้แก่แต่ละครึ่ งปฏิกิริยา
7. รวมสองครึ่ งปฏิกิริยา หักล้างสารที่เหมือนกันทางซ้าย-ขวาของสมการ
สมการที่ดุลแล้วจะไม่มี e- ปรากฏ และตัวเลขสัมประสิ ทธิ์หน้าสารแต่ละตัวควรเป็ น เลขจานวนเต็มที่
น้อยที่สุด
3 ไฟฟ้ าเคมี < Electrochemistry >

ตัวอย่าง 2 จงดุลปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในสารละลายเบส ต่อไปนี้


Ag(s) + HS-(aq) + CrO42-(aq)  Ag2S(s) + Cr(OH)3(s)

ตัวอย่าง 3 จงดุลปฏิกิริยาการละลายของแก๊สคลอรี นในเบส


Cl2(g)  ClO3- (aq) + Cl- (aq)

ตัวอย่าง 4 จงดุลสมการต่อไปนี้
1. H2O2 + MnO4- + H+ Mn2+ + O2 + H2O
2. Fe2+ + Cr2O72- + H+ Fe3+ + Cr3+ + H2O
3. P4 + OH- + H2O PH3 + H2PO2-
4. CrO42- + SO32- + H2O CrO2- + SO42- + OH-

3. เซลล์ ไฟฟ้าเคมี <Chemical Cells> แบ่งเป็ น 2 ประเภท คือ เซลล์กลั วานิก และเซลล์อิเล็กโทรไลต์
1. เซลล์กลั วานิก หรื อเซลล์โวลตาอิก : เป็ นเซลล์ไฟฟ้ าที่ผลิตกระแสไฟฟ้ าจากปฏิกิริยาเคมีที่เกิดเอง
ได้ (  G เป็ น.................)

เซลล์กลั วานิกประกอบด้วยสองครึ่ งเซลล์ แต่ละครึ่ งเซลล์ส่วนใหญ่ประกอบด้วยโลหะ ซึ่งเป็ นขั้วไฟฟ้ า


จุ่มอยูใ่ นสารละลายของโลหะไอออน แต่บางครั้งเซลล์ประกอบด้วยอโลหะกับอโลหะไอออนกรณี น้ ีมกั ใช้ข้ วั
เฉื่ อย เช่น แพลทินมั หรื อแกรไฟต์ เป็ นขั้วไฟฟ้ าเพราะอโลหะไม่นาไฟฟ้ า
4 ไฟฟ้ าเคมี < Electrochemistry >

เมื่อนาครึ่ งเซลล์ 2 ครึ่ งเซลล์มาต่อเชื่อมกันด้วย สะพานไอออนหรือสะพานเกลือก็ได้เซลล์กลั วานิก เมื่อ


ใช้ลวดตัวนาต่อระหว่างขั้วไฟฟ้ าทั้งสองให้ครบวงจร ก็จะมีกระแสไฟฟ้ าไหลในวงจรซึ่งเกิดจากการไหลของ e-
อันเป็ นผลมาจากปฏิกิริยารี ดอกซ์ เ มื่อต่อครบวงจรครึ่ งเซลล์หนึ่งจะเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน โดยแท่งโลหะหรื อ
ตัวรี ดิวซ์จะเสี ยอิเล็กตรอน กลายเป็ นโลหะไอออน ขั้วไฟฟ้ าของครึ่ งเซลล์ที่เกิดปฏิกิริยา ออกซิเดชันนี้เรี ยกว่า ขั้ว
........................................ ส่วนอีกครึ่ งเซลล์หนึ่งจะเกิดปฏิกิริยารี ดกั ชัน โดยโลหะไอออนหรื อตัวออกซิไดซ์ใน
ครึ่ งเซลล์จะรับอิเล็กตรอน ซึ่งเคลื่อนที่มาจากครึ่ งเซลล์ออกซิเดชัน แล้วจะกลายเป็ นโลหะเกาะบนขั้วโลหะนั้น
ขั้วไฟฟ้ าของครึ่ งเซลล์ที่เกิดปฏิกิริยารี ดกั ชัน เรี ยกว่า ขั้ว........................................
การเขียนแผนภาพแสดงเซลล์กลั วานิก

1. เขียนครึ่ งเซลล์ที่เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันไว้ทางซ้ายมือ โดยเขียนขั้วไฟฟ้ าไว้ทางซ้ายสุด และคัน่ ด้วยเส้น


เดี่ยว  แล้วเขียนตามด้วยไอออนในสารละลาย เช่น Zn(s)/Zn2+(aq)
2. เขียนครึ่ งเซลล์ที่เกิดปฏิกิริยารี ดกั ชันไว้ทางขวามือ โดยเขียนไอออนในสารละลายก่อน และคัน่ ด้วยเส้น
เดี่ยว  แล้วเขียนตามด้วยขั้วไฟฟ้ าอยูท่ างขวาสุด Cu2+(aq)/Cu(s)
3. สาหรับครึ่ งเซลล์ที่เป็ นก๊าซ จะใช้ข้ วั ไฟฟ้ าที่ทาจากวัสดุซ่ ึงไม่ทาปฏิกิริยากับก๊าซและสารอิเล็กโทรไลต์
เช่น Pt(s)/H2(g,1 atm)/H+(aq)
4. เขียนเส้นคู่ขนาน  แทนสะพานไอออนกั้นระหว่างครึ่ งเซลล์ที่เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันกับปฏิกิริยา
รี ดกั ชัน เช่น Zn(s)/Zn2+(aq)// Cu2+(aq)/Cu(s)
Pt(s)/H2(g,1 atm)/H+(1 mol/dm3)// Cu2+(1 mol/dm3)/Cu(s)
5. การระบุความเข้มข้นของไอออนในสารละลายหรื อสถานะของสาร ให้เขียนไว้ในวงเล็บ
6. ครึ่ งเซลล์ที่มีไอออนมากกว่าหนึ่งชนิด ให้ใช้เครื่ องหมายจุลภาค (,) คัน่ ระหว่างไอออน เช่น
Fe(s)/Fe2+(aq),Fe3+(aq)// Cu2+(aq)/Cu(s)

ตัวอย่าง 5 จงเขียนแต่ละครึ่ งปฏิกิริยาของ Mg(s) Mg 2 (aq) Al 3 (aq) Al(s )

ตัวอย่าง 6 จงเขียนแผนภาพเซลล์ จากปฏิกิริยาที่เกิดในเซลกัลวานิกต่อไปนี้


1] Ni(s) + Sn2+(aq)  Ni2+(aq) + Sn(s)

2] Fe2+(aq) + Ag+(aq)  Fe3+(aq) + Ag(s)


5 ไฟฟ้ าเคมี < Electrochemistry >

4. ศักย์ ไฟฟ้าของเซลล์
ศักย์ ไฟฟ้าของเซลล์ คือ ความต่างศักย์ที่วดั ได้จากโวลต์มิเตอร์ มีหน่วยเป็ น โวลต์
กาหนดให้ค่าศักย์ไฟฟ้ าของไฮโดรเจนที่สภาวะมาตรฐาน(……………………..) มีค่าเท่ากับ 0.00 โวลต์
และใช้เป็ นครึ่ งเซลล์มาตรฐานสากลในการเปรี ยบเทียบและกาหนดค่าศักย์ไฟฟ้ าของครึ่ งเซลล์อื่น ๆ
เมื่อต้องการทราบศักย์ไฟฟ้ ามาตรฐานของครึ่ งเซลล์ใด ๆ ทาได้โดยนาครึ่ งเซลล์น้ นั มาต่อกับครึ่ งเซลล์
ไฮโดรเจนมาตรฐาน ศักย์ไฟฟ้ าของเซลล์ที่วดั ได้จะเป็ นศักย์ไฟฟ้ าของครึ่ งเซลล์น้ นั ซึ่งเรี ยกว่า ศักย์ ไฟฟ้า
มาตรฐานของครึ่งเซลล์ ใช้สญ ั ลักษณ์เป็ น E° ภาวะมาตรฐานของครึ่ งเซลล์ กาหนดจากครึ่ งเซลล์ที่ประกอบด้วย
ขั้วไฟฟ้ าจุ่มอยูใ่ นสารละลายที่มีความเข้มข้น 1 mol/dm3 ณ อุณหภูมิ 25 ° C ถ้ามีก๊าซเป็ นส่วนประกอบของครึ่ ง
เซลล์ กาหนดให้มีความดัน 1 บรรยากาศ
ECell =
ตัวอย่าง 7 จงหาค่า ECell จาก 2Ag+(aq) + Mg(s) 2Ag(s) + Mg2+(aq)

ตัวอย่าง 8 กาหนด Cd2+ + 2e _  Cd ; Eo = –0.40 V


Zn2+ + 2e _  Zn ; Eo = –0.76 V
จงหาค่า Eo ของเซลล์ไฟฟ้ าเคมี Zn + Cd2+  Zn2+ + Cd

ข้ อควรทราบเกีย่ วกับค่ า E
- ถ้ามีการกลับสมการ  ค่า E จะเท่าเดิม แต่เครื่ องหมายตรงกันข้าม
- ถ้ามีการคูณสมการด้วยตัวเลขใดๆ  ค่า E จะเท่าเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง
- E° ของครึ่ งเซลล์มีค่าทั้งบวกและลบ ถ้ามีค่าบวกมากแสดงว่าไอออนในครึ่ งเซลล์น้ นั เป็ นตัว...........................ที่ดี
แต่ถา้ มีค่าเป็ นลบมากแสดงว่าเป็ นตัว...........................ดี
- โดยทัว่ ไปเมื่อกล่าวถึง E หากไม่มีการระบุวา่ เป็ น Ereduction หรื อ Eoxidation ให้ถือว่าเป็ น Ereduction
- ปฏิกิริยารี ดอกซ์ที่เกิดขึ้นได้เอง จะต้องมีค่า E๐ ของเซลล์เป็ น…………..เสมอ
ECell > 0  ...........................
ECell < 0  ...........................
ECell = 0  ...........................

ประโยชน์ ของค่ า E
- ใช้เปรี ยบเทียบความสามารถในการเป็ นตัวรี ดิวซ์และตัวออกซิไดซ์
 สารทีใ่ ห้ e- ได้ ดี E ตา่ , สารทีร่ ับ e- ได้ ดี E สู ง
6 ไฟฟ้ าเคมี < Electrochemistry >

เช่น Zn2+(aq) + 2 e-  Zn(s) E = - 0.76 Volt


Ag+(aq) + e- Ag(s) E = 0.80 Volt
ตัวรี ดิวซ์ : ...........................
ตัวออกซิไดซ์ : ...........................
ตัวอย่าง 9 จากข้อมูลที่กาหนดให้ จงเรี ยงลาดับของแรงของตัวออกซิไดซ์และตัวรี ดิวซ์ จากมากไปน้อย
Au3+ + 3e-  Au E = 1.50 Volt
Br2 + 2e-  2Br- E = 1.09 Volt
Ag+ + e-  Ag E = 0.80 Volt
I2 + 2e-  2I- E = 0.54 Volt
Al3+ + 3e-  Al E = -1.66 Volt
Li+ + e-  Li E = -3.05 Volt

- ใช้คานวณค่าศักย์ไฟฟ้ าของเซลล์และครึ่ งเซลล์


อาศัยหลัก ECell = Eคาโนด - Eอาโนด  E
= Eขั้วบวก - Eขั้วลบ
= Eสูง - Eต่า

ตัวอย่าง 10 เมื่อนาครึ่ งเซลล์ของ Fe | Fe2+ ต่อเข้ากับ Ni | Ni2+ ให้หาค่า ECell


กาหนด Fe2+ + 2 e-  Fe E = - 0.41 Volt
Ni + 2 e  Ni
2+ -
E = - 0.23 Volt

ตัวอย่าง 11 ให้พิจารณาว่าปฏิกิริยา 2Al(s) + 3Sn4+(aq)  2Al3+ + 3Sn2+ เกิดขึ้นได้หรื อไม่


กาหนด Sn4+ + 2 e-  Sn2+ E = - 0.14 Volt
Al + 3 e  Al
3+ -
E = - 1.66 Volt
7 ไฟฟ้ าเคมี < Electrochemistry >

5. ศักย์ ไฟฟ้าของเซลล์ งานทางไฟฟ้าและพลังงานอิสระ


5.1 ความสัมพันธ์ ของงานและศักย์ ไฟฟ้า
งาน เกิดเนื่องจากมีการถ่ายเท e- ซึ่งจะขึ้นกับแรงผลักดันทางเทอร์โมไดนามิกส์ อันเกิดจากความต่าง
ศักย์ระหว่างจุด 2 จุดในวงจรไฟฟ้ า < Electromotive force, E >
เซลล์ผลิตกระแสไฟฟ้ าเองได้ E จะมีเครื่ องหมายเป็ น........................... และเมื่อใช้กระแสไฟฟ้ าในการ
ทางาน เช่น หมุนมอเตอร์(ระบบทางาน) จะได้งาน (w) มีเครื่ องหมายเป็ น...........................
w
E = จะได้  wmax = -qEmax
q
ในความจริ งจะไม่สามารถวัด wmax ได้ จะวัดได้เฉพาะ Emax เท่านั้น โดยวัดเมื่อไม่มีกระแสไหล จากนั้น
คานวณหา wmax ได้จากสมการข้างต้นโดย q คือ ปริ มาณประจุ
q = nF
-
n คือ จานวนโมลของ e ที่มีการถ่ายเท และ F เป็ นค่าคงที่ของฟาราเดย์ (ปริ มาณประจุของ 1 โมล
อิเล็กตรอน)
F = eNA = 96485 C mol-1
* wmax ที่หาได้ใช้ประเมินประสิ ทธิภาพการทางานของเซลล์ต่างๆได้
w
ประสิทธิภาพของเซลล์ = x 100
w max
ตัวอย่าง 12 เซลล์กลั วานิกหนึ่งวัด Emax ได้ 2.50 V ในการทดลองหาประสิ ทธิภาพของเซลล์พบว่า มีอิเล็กตรอน
1.33 โมล ไหลผ่านเซลล์น้ ีที่ศกั ย์ไฟฟ้ าเฉลี่ย 2.10 V เซลล์น้ ีมีประสิ ทธิภาพการทางานเท่าใด

5.2 ความสัมพันธ์ ของพลังงานอิสระ G และศักย์ ไฟฟ้า


จากเทอร์โมไดนามิกส์เมื่อ T, P คงที่
wmax = G
และ wmax = -qEmax = -nFE
ดังนั้น G = -nFE

ที่สภาวะมาตรฐาน G = -nFE๐
เซลล์กลั วานิกจะเกิดปฏิกิริยาในทิศทางที่ Ecell เป็ นบวก และ  G เป็ นลบ
8 ไฟฟ้ าเคมี < Electrochemistry >

ตัวอย่าง 13 กาหนด Cd2+ + 2e _  Cd ; Eo = –0.40 V


Zn2+ + 2e _  Zn ; Eo = –0.76 V
ปฏิกิริยาต่อไปนี้เกิดได้เองหรื อไม่ Zn + Cd2+  Zn2+ + Cd

6. ผลของความเข้ มข้ นทีม่ ตี ่ อศักย์ ไฟฟ้าของเซลล์ ; สมการเนินสท์


aA + bB  cC + dD
ตามหลักของ Le Chatelier : ถ้าความเข้มข้นสารตั้งต้นเพิ่ม  ปฏิกิริยาเกิด…………มากขึ้น  Eocell ………
ถ้าความเข้มข้นผลิตภัณฑ์เพิ่ม  ปฏิกิริยาเกิด…………มากขึ้น  Eocell ………
ตัวอย่าง 14 2Al(s) + 3Mn2+(aq)  2Al3+(aq) + 3Mn(s) Eocell = 0.48 V
ให้บอกแนวโน้มของปฏิกิริยาและค่า Eocell พร้อมเหตุผล
1) ถ้า Al 3  = 2.0 M และ Mn 2  = 1.0 M

2) ถ้า Al 3  = 1.0 M และ Mn 2  = 3.0 M

RT
E = E๐ -  2.303  logQ
 nF 

n = จานวนโมลอิเล็กตรอนที่เกี่ยวข้องในการเกิดปฏิกิริยา
 C c  D  d
Q= โดยไม่นาความเข้มข้นของของเหลวบริ สุทธิ์และของแข็งมาคิด
 A  a  B b
และสมการของเนินสท์อย่างง่ายที่ 25๐c คือ

0.0592  0.0257 
E = E๐ -   logQ หรื อ E = E๐ -   lnQ
 n   n 

ตัวอย่าง 15 ให้คานวณหาศักย์ไฟฟ้ าของเซลล์ต่อไปนี้


2Al(s) + 3Mn2+(aq)  2Al3+(aq) + 3Mn(s)
กาหนด Mn2+ + 2e _  Mn ; Eo = –1.180 V
Al3+ + 3e _  Al ; Eo = –1.660 V
9 ไฟฟ้ าเคมี < Electrochemistry >

7. เซลล์ ความเข้ มข้ น


คือ เซลล์กลั วานิกที่ในทั้งสองครึ่ งเซลล์เป็ นสารชนิดเดียวกัน แต่ความเข้มข้นต่างกัน เช่น
Ag(s) Ag (0.1M) Ag (1.0M) Ag(s )
 

e- จะไหลจากซ้ าย (ความเข้ มข้ นตา่ กว่ า) ไปขวา (ความเข้ มข้ นสู งกว่ า) เพื่อให้ความเข้มข้นของสารทั้ง
สองครึ่ งเซลล์เท่ากันในที่สุด นัน่ คือความเข้มของ Ag+ ทางซ้ายจะเพิ่ม ส่วน Ag+ ทางขวาจะลดเพราะ Ag+ ส่วน
หนึ่งถูกใช้รับ e-
Oxidation : Ag(s)  Ag+ (0.1 M) + e-
Reduction : Ag+ (1.0 M) + e-  Ag(s)
Redox :
เซลล์ความเข้มข้นจะมี Eocell = 0.00 V เพราะ Eocathode และ Eoanode มาจากครึ่ งปฏิกิริยาของสารชนิด
เดียวกัน จึงมี Eo เท่ากัน แต่เครื่ องหมายตรงข้าม จึงหักลบกันได้

8. การคานวณค่ าคงทีส่ มดุลของปฏิกริ ิยารีดอกซ์


0.0592 
จากสมการของเนินสท์ E = E๐ -   logQ พบว่าที่สภาวะสมดุล Ecell = 0 และ Q = Keq หรื อ Ksp
 n 
ดังนั้น จะได้วา่
0.0592  0.0257 
E๐ =   logK หรื อ E๐ =   lnK
 n   n 

ตัวอย่าง 16 ใช้ขอ้ มูลจากตาราง1 คานวณหาค่าคงที่สมดุลของปฏิกิริยา


Zn(s) + Cu2+(aq)  Zn2+(aq) + Cu(s)

9. ประเภทและการใช้ ประโยชน์ ของเซลล์ กลั วานิก


เซลล์กลั วานิกจาแนกได้ 2 ประเภท คือ เซลล์ปฐมภูมิและเซลล์ทุติยภูมิ
1. เซลล์ ปฐมภูมิ หมายถึง เซลล์กลั วานิกที่ปฏิกิริยาเคมีภายในเซลล์เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ และทาให้
เกิดปฏิกิริยาย้อนกลับไม่ได้ หรื อเป็ นเซลล์ที่เมื่อใช้จนหมดแล้วไม่สามารถนามาอัดไฟใหม่ได้
1.1 ถ่ านไฟฉายหรือเซลล์ แห้ งหรือเซลล์ เลอคลังเช
เซลล์ไฟฟ้ าชนิดนี้ถูกเรี ยกว่า เซลล์แห้ง เพราะไม่ได้ใช้ของเหลวเป็ นอิเล็กโทรไลต์ เป็ นเซลล์ที่ใช้ในไฟ
ฉาย หรื อใช้ในประโยชน์อื่น ๆ เช่น ในวิทยุ เครื่ องคิดเลข ฯลฯ ซึ่งมีลกั ษณะตามรู ป
กล่องของเซลล์ทาด้วยโลหะสังกะสีซ่ ึงทาหน้าที่เป็ นขั้วแอโนด (ขั้วลบ) ส่วน
แท่งคาร์บอนหรื อแกรไฟต์อยูต่ รงกลางทาหน้าที่เป็ นขั้วแคโทด (ขั้วบวก) ระหว่าง
อิเล็กโตรดทั้งสองบรรจุดว้ ยของผสมชื้นของแอมโมเนียมคลอไรด์ (NH4Cl)
แมงกานีส ( IV) ออกไซด์ ( MnO2) ซิงค์คลอไรด์ (ZnCl2) ผงคาร์บอน ตอนบนของ
เซลล์ผนึกด้วยวัสดุที่สามารถรักษาความชื้นภายในเซลล์ให้คงที่ มีปฏิกิริยาเกิดขึ้นดังนี้
10 ไฟฟ้ าเคมี < Electrochemistry >

ที่ข้ วั แอโนด Zn(s) Zn2+(aq) + 2e-

ที่ข้ วั แคโทด 2MnO2(s) + 2NH4++(aq) + 2e- Mn2O3(s) + H4O(l)

ปฏิกิริยารวม Zn(s) + 2MnO2(s) + 2NH4+(aq) Zn2+(aq) + Mn2O3(s) + 2NH3(g) + H2O(l)


แก๊ส NH3 ที่เกิดขึ้นจะเข้าทาปฏิกิริยากับ Zn2+ เกิดเป็ นไอออนเชิงซ้อนของ [ Zn(NH3)4]2+ และ
[Zn(NH3)2(H2O)2]2+ การเกิดไอออนเชิงซ้อนนี้จะช่วยรักษาความเข้มข้นของ Zn2+ ไม่ให้สูงขึ้น จึงทาให้ศกั ย์ไฟฟ้ า
ของเซลล์เกือบคงที่เป็ นเวลานานพอสมควร จากปฏิกิริยารวมจะสังเกตว่ามีน้ าเป็ นผลิตภัณฑ์ดว้ ย ดังนั้นเซลล์ที่
เสื่ อมสภาพจึงบวมและมีน้ าไหลออกมา และเซลล์แห้งนี้จะให้ศกั ย์ไฟฟ้ าประมาณ 1.5 โวลต์

1.2 เซลล์ แอลคาไลน์ (Alkaline Cell)


มีส่วนประกอบของเซลล์เหมือนกับเซลล์เลอคลังเช แต่มีสิ่งที่แตกต่างกันคือเซลล์แอลคาไลน์ใช้เบสซึ่ง
ได้แก่…………………………………….. เป็ นอิเล็กโทรไลต์แทนแอมโมเนียมคลอไรด์ (NH4Cl) และเนื่องจากใช้
สารละลายเบสนี่เองเซลล์ชนิดนี้จึงถูกเรี ยกว่า เซลล์แอลคาไลน์
ที่ข้ วั แอโนด Zn(s) + 2OH-(aq) ZnO(s) + H2O(l) + 2e-
ที่ข้ วั แคโทด 2MnO2(s) + H2O(l) + 2e- Mn2O3(s) + 2OH-(aq)
สมการรวม Zn(s) + 2MnO2(s) ZnO(s) + Mn2O3(s)
เซลล์น้ ีจะให้ศกั ย์ไฟฟ้ าประมาณ 1.5 โวลต์ แต่ให้กระแสไฟฟ้ าได้มากกว่าและนานกว่าเซลล์แห้ง เพราะ
-
OH ที่เกิดขึ้นที่ข้ วั คาร์บอนสามารถนากลับไปใช้ที่ข้ วั สังกะสี ได้

1.3 เซลล์ ปรอท (Mercury Cell)


มีหลักการเช่นเดียวกับเซลล์แอลคาไลน์ แต่
ใช้………………………………… แทนแมงกานีส ( IV) ออกไซด์
(MnO2) เป็ นเซลล์ที่มีขนาดเล็กใช้กนั มากในเครื่องฟังเสียงสาหรับ
คนหูพกิ าร หรื อใช้ในอุปกรณ์อื่น เช่น นาฬิกาข้อมือ เครื่ องคิดเลข
เซลล์น้ ีจะให้ศกั ย์ไฟฟ้ าประมาณ 1.3 โวลต์ ให้กระแสไฟฟ้ าต่า แต่สามารถให้ค่าศักย์ไฟฟ้ าคงที่ตลอดอายุการใช้
งาน มีปฏิกิริยาเคมีดงั นี้
ที่ข้ วั แอโนด Zn(s) + 2OH-(aq) ZnO(s) + H2O(l) + 2e-
ที่ข้ วั แคโทด HgO(s) + H2O(l) + 2e- Hg(l) + 2OH-(aq)
ปฏิกิริยารวม Zn(s) + HgO(s) ZnO(s) + Hg(l)

1.4 เซลล์ เงิน มีส่วนประกอบเช่นเดียวกับเซลล์ปรอท แต่ใช้………………………………แทนเมอร์คิวรี (II)


ออกไซด์ เซลล์เงินให้ศกั ย์ไฟฟ้ าประมาณ 1.5 โวลต์ มี ขนาดเล็กและมีอายุการใช้งานได้นานมากแต่มีราคาแพง จึง
ใช้กบั อุปกรณ์หรื อเครื่ องใช้ไฟฟ้ าบางชนิด เช่น นาฬิกา เครื่ องคิดเลข
11 ไฟฟ้ าเคมี < Electrochemistry >

2. เซลล์ ทุตยิ ภูมิ หมายถึง เซลล์กลั วานิกที่ปฏิกิริยาเคมีภายในเซลล์เมื่อเกิดขึ้นแล้ว สามารถทาให้เกิด


ย้อนกลับได้อีก โดยการอัดไฟเข้าไปใหม่ หรื อหมายถึงเซลล์ที่เมื่อใช้ไฟหมดแล้ว สามารถนามาอัดไฟ
ใหม่ได้อีก
2.1 เซลล์ สะสมไฟฟ้าแบบตะกัว่ ใช้เป็ นแหล่งพลังงานไฟฟ้ าในรถยนต์หรื อจักรยานยนต์เรี ยกกันทัว่ ไปว่า
แบตเตอรี่ ซึ่งคือเซลล์ไฟฟ้ าหลาย ๆ เซลล์ต่อกันเป็ นอนุกรม แบตเตอรี ที่ใช้ในรถยนต์จะโดยประกอบด้วย
เซลล์ไฟฟ้ า 6 เซลล์ แต่ละเซลล์จะมีศกั ย์ไฟฟ้ า 2 โวลต์ ดังนั้นแบตเตอรี่ ในรถยนต์มีศกั ย์ไฟฟ้ า 12 โวลต์

 ส่วนประกอบของแบตเตอรี่ สะสมไฟฟ้ าแบบตะกัว่

แบตเตอรี่ สะสมไฟฟ้ าแบบตะกัว่ จะประกอบด้วยอิเล็กโทรด


คือ............................... มี...............................เป็ นอิเล็กโทรไลต์ เมื่อมีการอัดไฟครั้งแรกแผ่นตะกัว่ ที่ต่อกับขั้วบวก
ของแบตเตอรี (ขั้วแอโนด) จะถูกออกซิไดซ์เป็ นเลด ( II) ไอออน เมื่อรวมกับออกซิเจนที่เกิดขึ้นจะกลายเป็ นเลด
(IV) ออกไซด์
ที่ข้ วั แอโนด (ขั้วบวก) แผ่นตะกัว่ จะถูกเปลี่ยนเป็ นเลด ( IV) ออกไซด์ข้ วั ไฟฟ้ าจึงแตกต่างกัน
(ขั้วแอโนด-ขั้วบวก: PbO2 และขั้วแคโทด-ขั้วลบ: Pb) ทาให้สามารถเกิดกระแสไฟฟ้ าได้หรื อจ่ายไฟได้นนั่ เอง
การจ่ายไฟ ขั้วแอโนด-ขั้วลบ: Pb(s) + SO42-(aq) PbSO4(s) + 2e-
ขั้วแคโทด-ขั้วบวก: PbO2(s) +SO42-(aq) + 4H+(aq) + 2e- PbSO4(s) + 2H2O(l)
อิเล็กตรอนจะเคลื่อนที่จากขั้วแอโนดหรื อขั้วลบผ่านวงจรภายนอกไปยังขั้วแคโทดหรื อขั้วบวก จาก
สมการจะสังเกตได้วา่ มีผลิตภัณฑ์คือ PbSO4(s) เกิดขึ้นเหมือนกัน ดังนั้นเมื่อใช้แบตเตอรี่ ไประยะหนึ่งความต่าง
ศักย์จะลดลง และจะลดลงไปเรื่ อย ๆ จนกระทัง่ เป็ นศูนย์ ทั้งนี้เนื่องจากขั้วไฟฟ้ าทั้งคู่เหมือนกัน จึงไม่มีความ
แตกต่างของศักย์ไฟฟ้ าระหว่างขั้วทั้งสอง
ปฏิกิริยาของเชลล์ขา้ งบนเป็ นผันกลับได้ ดังนั้นถ้าต้องการให้เกิดการผันกลับจึงจาเป็ นต้องมีการอัด
ไฟฟ้ าใหม่ โดยการต่อขั้วบวกของเซลล์กบั ขั้วบวกของแบตเตอรี่ และขั้วลบกับขั้วลบของแบตเตอรี่ ปฏิกิริยา
ข้างบนก็จะเปลี่ยนทิศทางเป็ นจากขวาไปซ้าย
จากปฏิกิริยาในขณะที่มีการจ่ายไฟฟ้ า ความเข้มข้นของกรดจะลดลงเรื่ อยๆ ถ้าหากเมื่อใดมีความ
ถ่วงจาเพาะต่ากว่า 1.20 ที่อุณหภูมิของห้องก็ควรจะมีการอัดไฟฟ้ าใหม่ได้ แต่แม้วา่ เซลล์สะสมไฟฟ้ าแบบตะกัว่ จะ
อัดไฟใหม่ได้ แต่ก็มีการเสื่ อมสภาพ เพราะ PbSO4 ที่เกิดขึ้นที่ข้ วั ทั้งสองบางส่วนหลุดร่ วงอยูท่ ี่กน้ ภาชนะ ทาให้ข้ วั
ทั้งสองสึ กกร่ อน และทาให้เสื่ อมสภาพในที่สุด
2.2 เซลล์ นิกเกิล – แคดเมียม หรือเซลล์ นิแคด มีโลหะ................เป็ นแอโนด ..............................เป็ นแคโทด
และสารละลาย...........เป็ นอิเล็กโทรไลต์ เซลล์นิแคดให้ศกั ย์ไฟฟ้ าค่อนข้างคงที่ที่ 1.4 โวลต์ เมื่อใช้งานจน
ศักย์ไฟฟ้ าลดต่าลงแล้วสามารถนามาประจุไฟได้ใหม่ เซลล์นิแคดจึงมีขอ้ ดีที่สามารถใช้ได้เป็ นระยะเวลานาน
ขั้วแอโนด: Cd(s) + 2OH-(aq) Cd(OH)2(s) + 2e-
ขั้วแคโทด: NiO2(s) + 2H2O(l) + 2e- Ni(OH)2(s) + 2OH-(aq)
ปฏิกิริยารวม: Cd(s) + NiO2(s) + 2H2O(l) Cd(OH)2(s) + Ni(OH)2(s)
12 ไฟฟ้ าเคมี < Electrochemistry >

2.3 แบตเตอรี ลิเทียม-ไอออน (Lithium-Ion Battery) ได้รับความนิยมมาก เพราะให้พลังงาต่อน้ าหนักสูง มี


ขนาดเล็ก อายุการใช้งานยาวนาน เหมาะในการนามาใช้กบั เครื่ องใช้ไฟฟ้ าแบบพกพา เช่น โทรศัพท์มือถือ
คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค กล้องดิจิตอล กล้องวีดีโอ ฯลฯ
ประกอบด้วยขั้วแอโนดทาจากสารในกลุ่มคาร์บอน เช่น แกรไฟต์ ส่วนขั้วแคโทดทาจากสารประกอบ
LiCoO2 และอิเล็กโทรไลต์คือ 1M LiPF6 ในสารละลายของ ethylene carbonate(EC) กับ diethyl carbonate(DEC)
ในสัดส่วน 50:50

3. เซลล์ เชื้อเพลิง หมายถึง เซลล์ซ่ ึงมีเชื้อเพลิงเติมเข้าไปในเซลล์ ต่อเนื่องกันอยูต่ ลอดเวลา เซลล์จึงทางาน


ต่อเนื่องกันเรื่ อย ๆ เมื่อหยุดเติมเชื้อเพลิงก็จะหยุดทางาน เซลล์เชื้อเพลิงที่นิยมให้กนั คือ เซลล์เชื้อเพลิง
ไฮโดรเจน – ออกซิเจน
เซลล์ เชื้อเพลิงไฮโดรเจน – ออกซิเจน ประกอบด้วยขั้วไฟฟ้ าที่ทาด้วยแท่ งคาร์ บอนทีม่ รี ู พรุน 2 แท่ ง ทาหน้าที่
เป็ นขั้วไฟฟ้ า ที่ผิวของแท่งคาร์บอน มี Pt หรื อ Pd ที่เป็ นผงละเอียดผสมอยู่ ทาหน้าที่เป็ น....................... ขั้วไฟฟ้ า
ต้องมีรูพรุ นเพื่อให้ก๊าซ H2 และ O2 ผ่านได้ ขั้วไฟฟ้ าทั้งสองจุ่มอยูใ่ นสารละลาย NaOH หรื อ KOH ภายในเซลล์มี
การควบคุมความดันเพื่อให้ก๊าซ O2 และ H2 ผ่านเข้าไปยังสารละลายอิเล็กโทรไลต์ได้ แต่ สารละลายอิเล็กโทรไลต์
ซึมออกมาไม่ได้ เนื่องจากปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นมีการให้และรับอิเล็กตรอน จึงทาให้มีกระแสไฟฟ้ าเกิดขึ้นด้วย เซลล์
ประเภทนี้ถูกนาไปใช้ในยานอวกาศ เพราะนอกจากจะได้พลังงานไฟฟ้ าแล้วยังได้น้ าด้วย
ปฏิกิริยา : 2H2(g) + O2(g)  2H2O(l)
5. การผุกร่ อนและการป้ องกัน
การผุกร่ อนของโลหะ คือ การที่โลหะทาปฏิกิริยากับสารต่าง ๆ
ในสิ่ งแวดล้อมรอบ ๆ โลหะ แล้วทาให้โลหะนั้นเปลี่ยนสภาพไปเป็ น
สารประกอบประเภทออกไซด์หรื อไฮดรอกไซด์ ดังนั้นหลักของการ
ป้ องกันการกร่ อนก็คือ การป้ องกันไม่ให้โลหะเกิดปฏิกิริยา.....................
นัน่ เอง
ตัวอย่างการกร่ อนที่พบได้บ่อยและชัดเจนคือการเกิดสนิมเหล็ก
หรื อการเกิดออกไซด์ของเหล็ก เหล็กเป็ นสนิมได้ก็ต่อเมื่อมีก๊าซออกซิเจน
และนา้ อยูด่ ว้ ย มีข้ นั ตอนคือ
ปฏิกิริยาออกซิเดชันเกิดขึ้นเมื่อพื้นผิวส่วนหนึ่งของเหล็กทาหน้าที่เป็ นแอโนด ดังสมการ
Fe(s) Fe2+(aq) + 2e-
ออกซิเจนถูกรี ดิวซ์ที่ผิวอีกส่วนหนึ่งของเหล็กซึ่งทาหน้าที่เป็ นแคโทด เมื่อมีน้ าอยูด่ ว้ ย ดังสมการ
2O2 (g) + 4H2O(l) + 8e- 8OH-(aq)
และมีปฏิกิริยาต่อเนื่องต่อไปคือ
4Fe2+(aq) + 8OH-(aq) 4Fe(OH)2 (aq)
4Fe(OH)2 (aq) + O2 (g) 2Fe2O3.2H2O(s) + H2O(l)
สนิมเหล็ก
ถ้ามี O2 และน้ าเพียงพอ ก็จะถูกออกซิไดซ์ต่อไปอีก
3
2Fe(s) + O2 (g) + xH2O(l) Fe2O3.xH2O(s)
2
13 ไฟฟ้ าเคมี < Electrochemistry >

การป้ องกันการผุกร่ อนของโลหะ


1. ทาผิวหน้าของโลหะด้วยสี หรื อน้ ามันหรื อเคลือบด้วยพลาสติก หรื อทาด้วยสารป้ องกันการสึ กกร่ อน
ชนิดต่าง ๆ ที่มีจาหน่าย
2. เคลือบ หรื อเชื่อม หรื อพันด้วยโลหะที่เสี ยอิเล็กตรอนได้
3. ชุบ หรื อเคลือบผิวหน้าของโลหะที่ตอ้ งการป้ องกันการผุกร่ อนด้วยโลหะอื่น โลหะที่นิยมใช้เคลือบ คือ
โลหะที่เกิดสารประกอบออกไซด์แล้วสารประกอบออกไซด์น้ ีสามารถเคลือบผิวหน้าของโลหะไว้ไม่ให้
ผุกร่ อนลุกลามต่อไป
4. ทาเป็ นโลหะผสม โดยการนาโลหะตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปมาหลอมรวมกัน ทาให้ทนต่อการผุกร่ อน
5. วิธีอะโนไดซ์ คือ การใช้ กระแสไฟฟ้ าทาให้ผิวหน้าของโลหะกลายเป็ นโลหะออกไซด์ ซึ่งใช้กบั โลหะที่
มีสมบัติพิเศษ คือ เมื่อทาปฏิกิริยากับออกซิเจน เกิดเป็ นออกไซด์ของโลหะแล้ว ออกไซด์ของโลหะนั้น
จะเคลือบผิวของโลหะไม่เกิดการผุกร่ อนต่อไป
6. วิธีแคโทดิก เนื่องจากการผุกร่ อนของโลหะ คือ การที่โลหะเสี ยอิเล็กตรอน จึงเปรี ยบได้กบั ขั้วแอโนด
ดังนั้นถ้าต้องการไม่ให้โลหะเกิดการผุกร่ อน จะต้องทาให้โลหะนั้นมีสภาวะเป็ น …………. หรื อคล้าย
แคโทด
7. วิธีการรมดา เป็ นการป้ องกันการผุกร่ อนและเพิ่มความสวยงามให้แก่ชิ้นงานโลหะ เป็ นการทาให้ผิวของ
โลหะเปลี่ยนเป็ นออกไซด์ของโลหะนั้น ซึ่งมีลกั ษณะเป็ นฟิ มล์สีดาเกาะติดแน่นบนผิวของชิ้นงานโลหะ

วิธีการตรวจสอบการผุกร่ อนของโลหะ เมื่อนาไปจุ่มลงในสารละลาย ให้ดูค่า Eo ดังนี้


1) หากอิออนของโลหะ มีค่า Eo น้อยกว่าอิออนบวกในสารละลาย โลหะจะ………….
2) หากอิออนของโลหะ มีค่า Eo มากกว่าอิออนบวกในสารละลาย โลหะจะ………….

ตัวอย่าง 17 กาหนดค่าศักย์ ไฟฟ้ ามาตรฐานของครึ่ งเซลล์ดงั นี้


A2+ + 2e _  A Eo = –0.3 V
B2+ + 2e _  B Eo = +0.2 V
C2+ + 2e _  C Eo = +0.5 V
D2+ + 2e _  D Eo = –0.4 V
หากจุ่มโลหะ A , B , C และ D ลงในสารละลายต่อไปนี้ โลหะจะเกิดการผุกร่ อนหรื อไม่
1. จุ่มโลหะ D ในสารละลาย A2+ 2. จุ่มโลหะ C ในสารละลาย D2+
3. จุ่มโลหะ B ในสารละลาย C2+ 4. จุ่มโลหะ A ในสารละลาย B2+
14 ไฟฟ้ าเคมี < Electrochemistry >

6. เซลล์ อเิ ล็กโทรไลต์ <Electrolytic Cell>


อิเล็กโทรลิซิส (Electrolysis) หมายถึงกระบวนการแยกสลายสารเคมีดว้ ยกระแสไฟฟ้ า ซึ่งทาได้โดย
ผ่านกระแสไฟฟ้ าลงในสารละลายอิเล็กโทรไลต์ หรื อสารอิเล็กโทรไลต์ที่หลอมเหลว แล้วสารอิเล็กโทรไลต์เกิด
การแยกสลายได้สารใหม่เกิดขึ้นที่ข้ วั แอโนดและขั้วแคโทด
เซลล์ อเิ ล็กโทรไลต์ หมายถึง เซลล์ไฟฟ้ าเคมีที่ทาหน้าที่
เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้ าเป็ นปฏิกิริยาเคมี หรื อเป็ นระบบที่เกิด
กระบวนการอิเล็กโทรลิซีส
ส่ วนประกอบของเซลล์ อเิ ล็กโทรไลต์ เซลล์อิเล็กโทรไลต์
ประกอบด้วยขั้วไฟฟ้ าสองขั้ว จุ่มอยูใ่ นสารละลายอิเล็กโทรไลต์หรื ออิเล็กโทรไลต์ที่หลอมเหลว ขั้วไฟฟ้ าทั้งสอง
ต่อกับขั้วบวกและขั้วลบของแบตเตอรี่
สารจะให้ e- แก่…………. เกิดปฏิกิริยา ………….  ขั้ว………….
-
สารจะรับ e จาก…………. เกิดปฏิกิริยา ………….  ขั้ว………….

เซลล์ กลั วานิก เซลล์ อเิ ล็กโทรไลต์


1. จากปฏิกิริยา………….เป็ นพลังงาน…………. 1. จากพลังงาน………….เป็ นปฏิกิริยา………….
2. เป็ นปฏิกิริยาที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เอง ต้องใช้
2. เป็ นปฏิกิริยาที่สามารถเกิดขึ้นได้เอง
พลังงานไฟฟ้ าทาให้เกิดปฏิกิริยา
3. ค่าศักย์ไฟฟ้ าของเซลล์เป็ น………….เสมอ 3. ค่าศักย์ไฟฟ้ าของเซลล์เป็ น………….
4. ขั้วแอโนดเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันเป็ นขั้วลบ 4. ขั้วแอโนดเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันเป็ นขั้วบวก
ขั้วแคโทดเกิดปฏิกิริยารี ดกั ชันเป็ นขั้วบวก ขั้วแคโทดเกิดปฏิกิริยารี ดกั ชันเป็ นขั้วลบ

6.1 อิเล็กโทรลิซิสของนา้ <Electrolysis of Water> เป็ นปฏิกิริยาที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เอง ต้องถูกบังคับ


โดยขบวนการอิเล็กโทรลิซิส

แอโนด : 2H2O  O2 + 4H+ + 4e- -Ea๐ = -1.23 V

แคโทด : 4H2O + 4e-  2H2 + 4OH- Ec๐ = -0.83 V

สุทธิ : 2H2O  2H2 + O2 E๐ = -2.06 V

แสดงว่าปฏิกิริยาอิเล็กโทรลิซิสของน้ าเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้ าความต่างศักย์มากกว่า 2.06 V


แต่กรณี ของน้ าบริ สุทธิ์ซ่ ึง H   = OH   = 10-7 M ความต่างศักย์จะเป็ น -1.23 V

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบตั ิพบว่าอาจไม่เกิดปฏิกิริยาอิเล็กโทรลิซิสของน้ าขึ้น แม้วา่ จะมีความต่างศักย์


มากพอ เนื่องจากน้ าบริ สุทธิ์มีไอออนน้อยมากๆ จึงไม่เกิดการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้ า
15 ไฟฟ้ าเคมี < Electrochemistry >

6.2 อิเล็กโทรลิซิสของไอออนผสม <Electrolysis of Mixtures of Ions>


ถ้าในสารละลายในเซลล์อิเล็กโทรไลต์บรรจุไอออนหลายชนิด เช่น Cu2+, Ag+, Zn2+ ถ้าค่อยๆเพิ่มความ
ต่างศักย์จากต่าไปสูงอย่างช้าๆ โลหะที่เกิดที่ข้ วั แคโทดก่อน (ไอออนของมันถูกรี ดิวซ์ก่อน) คือโลหะที่ไอออนของ
มันมี E๐red สูงสุด ในที่น้ ีคือ Ag รองลงมาคือ Cu และสุดท้ายคือ Zn (ค่า E๐red ของ Ag+ > ค่า E๐red ของ Cu2+ > ค่า E๐
2+
red ของ Zn )
ตัวอย่าง 18 เซลล์อิเล็กโทรไลต์บรรจุสารละลายที่ประกอบด้วยไอออนหลายชนิด ได้แก่ Ag+, Zn2+, Ni2+, Mg2+
และ Fe3+ จงเรี ยงโลหะที่จะเกิดที่ข้ วั แคโทดตามลาดับก่อน-หลัง

6.3 การประยุกต์ อเิ ล็กโทรลิซิสในอุตสาหกรรม


6.3.1 การผลิตโลหะอะลูมเิ นียม ถ้าใช้วธิ ีการถลุงสิ นแร่ ดว้ ยความร้อนจะเสี ยค่าใช้จ่ายสูงมาก เนื่องจาก
หาตัวรี ดิวซ์ที่เหมาะสมได้ยากและสิ นแร่ บอกไซด์มีจุดหลอมเหลวสูงกว่า 2000 °C แต่ถา้ ผสมสิ นแร่ บอกไซด์กบั
สิ นแร่ ไครโอไลต์ ของผสมนี้จะมีจุดหลอมเหลวต่าลงและนาไฟฟ้ าได้ จึงสามารถใช้กระบวนการอิเล็กโทรลิซีส
แยกโลหะอะลูมิเนียมออกมาได้ แต่การผลิตโลหะอะลูมิเนียมด้วยวิธีน้ ียงั คงมี ค่าใช้ จ่ายสู ง ดังนั้นโลหะอะลูมิเนียม
ส่วนใหญ่ที่ใช้อยูใ่ นปั จจุบนั จึงผลิตจากการนาเศษวัสดุหรื อภาชนะอะลูมิเนียมที่ไม่ใช้แล้วกลับมาหลอมใช้ใหม่
6.3.2 การทาโลหะให้ บริสุทธิ์ด้วยไฟฟ้า เช่น การทาทองแดงให้บริ สุทธิ์ โดยให้ ทองแดงที่บริ สุทธิ์เป็ น
แคโทด ส่วนแผ่นทองแดงที่ไม่บริ สุทธิ์เป็ นแอโนด และมีสารละลายคอปเปอร์ซลั เฟตเป็ นอิเล็กโทรไลต์
แอโนด : Cu  Cu2+ + 2e-
แคโทด : Cu2+ + 2e-  Cu
โลหะอื่นๆที่เจือปนอยูเ่ ช่น เหล็ก สังกะสี ก็จะถูกออกซิไดซ์เช่นกัน แต่จะมีเฉพาะ Cu2+ เท่านั้นที่เกิด
รี ดกั ชันที่แคโทดได้ ส่วนโลหะชั้นสูงจะไม่ถูกออกซิไดซ์ที่ความต่างศักย์ที่ใช้ มันจะตกตะกอนลงมาเกิดเป็ น
ตะกรัน วิธีน้ ีสามารถผลิตทองแดงที่บริ สุทธิ์ได้ถึง 99.95%
การเคลือบโลหะ หรือ การชุบโลหะ
หลักการของการชุบโลหะด้ วยไฟฟ้าคือ ต้องให้โลหะชนิดหนึ่งมาเคลือบบนโลหะอีกชนิดหนึ่งที่อยูเ่ ป็ น
แคโทด โดยจัดเซลล์ดงั นี้
- ขั้ว………….: โลหะที่ใช้ชุบ
- ขั้ว………….: โลหะที่ตอ้ งการชุบ
- สารละลายอิเล็กโทรไลต์: โลหะไอออนของโลหะที่เป็ นแอโนด
- ไฟฟ้ า: กระแสตรง
จากรู ป การชุบช้อนโลหะด้วยเงิน ต้องใช้เงินเป็ น …………. ช้อนโลหะ
เป็ น…………. และใช้สารละลายซิลเวอร์ไนเตรตเป็ นสารละลายอิเล็กโทรไลต์
ขั้วแอโนด (Ag) : Ag(s) Ag+(aq) + e-
ขั้วแคโทด (ช้อน) : Ag+(aq) + e- Ag(s)
ปฏิกิริยารวม : Ag(s,anode) Ag(s,cathode)
16 ไฟฟ้ าเคมี < Electrochemistry >

อิเล็กโทรลิซิสของ NaCl
- การแยก NaCl หลอมเหลวด้ วยไฟฟ้า : เพื่อผลิตโลหะโซเดียม
ขั้วแอโนด : มีไอออนที่สามารถให้อิเล็กตรอนได้คือ Cl-
2Cl-(aq) Cl2(g) + 2e- -1.36 V
Cl- ให้อิเล็กตรอนทาให้เกิดก๊าซคลอรี นที่ข้ วั แอโนด
ขั้วแคโทด : มีไอออนที่สามารถให้อิเล็กตรอนได้คือ Na+
Na+(aq) + e- Na(s) -2.71 V
Na+ รับอิเล็กตรอนทาให้เกิดโซเดียมที่ข้ วั แคโทด
ปฏิกิริยารวม คือ 2Na+(aq) + 2Cl-(aq) 2Na(s) + Cl2(g)

- การแยกสารละลาย NaCl เจือจางด้ วยไฟฟ้า


ขั้วแอโนด : มีไอออนและสารที่สามารถให้อิเล็กตรอนได้คือ Cl- และ H2O
โดยมีครึ่ งปฏิกิริยารี ดกั ชันเป็ น
Cl2(g) + 2e- 2Cl-(aq) +1.36 V (1)
+ -
O2(g) + 4H (aq) + 4e 2H2O(l) +1.23 V (2)
สารที่สามารถให้อิเล็กตรอนได้ดี (ตัวรี ดิวซ์ที่ดี) คือสารที่มีค่า E๐
…………. ปฏิกิริยา …………. มีค่า E๐ ต่ากว่า H2O จึงสามารถให้
อิเล็กตรอนได้ดีกว่า ทาให้เกิดก๊าซ ………….ที่ข้ วั แอโนด และมี H+ เกิดขึ้น
ด้วย ดังสมการ
2H2O(l) O2(g) + 4H+(aq) + 4e- (3)
ขั้วแคโทด : มีไอออนและสารที่สามารถให้อิเล็กตรอนได้คือ Na , H2O และ H+ (ที่เกิดจากปฏิกิริยาที่แอโนด) โดย
+

มีครึ่ งปฏิกิริยารี ดกั ชันเป็ น


2H+(aq) + 2e- H2(g) 0.00 V (4)
2H2O(l) + 2e- H2(g) + 2OH-(aq) -0.83 V (5)
+ -
Na (aq) + e Na(s) -2.71 V (6)
สารที่สามารถรับอิเล็กตรอนได้ดี (ตัวออกซิไดซ์ที่ดี) คือสารที่มีค่า E๐ …………. ปฏิกิริยา …………. มี
ค่า E๐ สูงที่สุด …………. จึงสามารถรับอิเล็กตรอนได้ดีกว่า ทาให้เกิด………………..ที่ข้ วั แคโทด ดังสมการ
2H+(aq) + 2e- H2(g) (7)
ปฏิกิริยารวม (สมการ 3 + 7) คือ 2H2O(l) 2H2(g) + O2(g)
***ใช้ข้ วั ไฟฟ้ าเฉื่ อยทั้งสองปฏิกิริยา
17 ไฟฟ้ าเคมี < Electrochemistry >

เพิม่ เติม
เลขออกซิเดชัน < Oxidation Number >
เลขออกซิเดชันหรือสถานะออกซิเดชัน ( Oxidation State) คือค่าประจุของแต่ละอะตอม (ถ้าถือว่าการ
ถ่ายโอนอิเล็กตรอนเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์) ในโมเลกุล โดยมีหลักการในการกาหนดเลขออกซิเดชันดังนี้
1. เลขออกซิเดชันของธาตุอิสระมีค่าเป็ น 0 เช่น Na, O2 และ P4

2. โลหะแอลคาไล (หมู่ IA) มีเลขออกซิเดชันเป็ น +1


โลหะแอลคาไลน์เอิร์ท (หมู่ IIA) มีเลขออกซิเดชันเป็ น +2

3. H มีเลขออกซิเดชันเป็ น +1 ยกเว้น เมื่อเป็ นสารประกอบโลหะไฮไดรด์ เช่น NaH อะตอมของธาตุ


H มีเลขออกซิเดชันเป็ น -1

4. O มีเลขออกซิเดชันเป็ น -2 ยกเว้น ในสารประกอบเปอร์ออกไซด์ (peroxide) และสารประกอบ


ซูเปอร์ออกไซด์(superoxide)
- สารประกอบเปอร์ออกไซด์ เช่น H2O2 อะตอมของธาตุ O มีเลขออกซิเดชันเป็ น -1 และ
- สารประกอบซูเปอร์ออกไซด์ เช่น Na2O อะตอมของธาตุ O มีเลขออกซิเดชันเป็ น -1/2

5. เลขออกซิเดชันของไอออนอะตอมเดี่ยวมีค่าเท่ากับประจุของไอออนนั้น เช่น
- Na+ มีเลขออกซิเดชันเป็ น +1
- O2- มีเลขออกซิเดชันเป็ น -2
เลขออกซิเดชันของไอออนที่เป็ นหมู่อะตอมมีผลรวมของเลขออกซิเดชันเท่ากับประจุของไอออนนั้น
เช่น SO42- อะตอมของธาตุ S มีเลขออกซิเดชันเป็ น +6 และอะตอมของธาตุ O มีเลขออกซิเดชันเป็ น -2

6. ผลรวมของเลขออกซิเดชันของสารที่เป็ นกลางทางไฟฟ้ ามีคา่ เป็ น 0 เช่น


- NaCl อะตอมของธาตุ Na มีเลขออกซิเดชันเป็ น +1 และ อะตอมของธาตุ Cl มีเลขออกซิเดชันเป็ น -1 ส่วน
- HNO3 อะตอมของธาตุ H มีเลขออกซิเดชันเป็ น +1 อะตอมของธาตุ N มีเลขออกซิเดชันเป็ น +5 และอะตอม
ของธาตุ O มีเลขออกซิเดชัน เป็ น -2
18 ไฟฟ้ าเคมี < Electrochemistry >

ศักย์ไฟฟ้ารีดักชันมาตรฐานที่ 25๐C (298 K)

เอกสารอ้ างอิง
ฐปนีย ์ สารครศรี . เคมีเทอร์ โมไดนามิกส์ . คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Raymond Chang. Chemistry 9th edition. Mc-Graw Hill
http://student.nu.ac.th/pumpuy/lesson3.htm
http://school.obec.go.th/mrvilai/electrochemicalcall.htm
http://www.snr.ac.th/elearning/pilailuck/sec03p01.html
http://mulinet6.li.mahidol.ac.th/cd-rom/cd-rom0306t/web/electrochem01.htm