2-7 ระบบปรับอากาศ

2-7.1 ระบบปรับอากาศทํางานอยางไร?
(1) ภาระการปรับอากาศมีอะไรบาง?
(2) องคประกอบในการปรับอากาศเพื่อความสุขสบายของคนมีอะไรบาง?
(3) มาตรฐานการปรับอากาศสําหรับอุตสาหกรรมเปนอยางไร?
(4) แผนภาพไซโครเมตริกมีประโยชนอยางไร?
(5) แผนภาพไซโครเมตริกใชงานอยางไร?
(6) คุณสมบัติที่ไดจากแผนภาพไซโครเมตริกนําไปใชวิเคราะหหาสาเหตุอะไรไดบาง?
(7) วงจรการทํางานของสารทําความเย็นเปนอยางไร?
(8) การเพิ่มสมรรถนะใหเครื่องปรับอากาศทําอยางไร?
2-7.2 ระบบปรับอากาศที่ใชงานมีกี่ประเภทและมีสัดสวนการใชพลังงานเทาใด?
(1) ระบบปรับอากาศที่ใชงานมีกี่ประเภท?
(2) มาตรฐานการตรวจสอบการใชงานอุปกรณในระบบทําน้ําเย็นมีอะไรบาง?
(3) ระบบปรับอากาศแตละประเภทมีสัดสวนการใชพลังงานเทาใด ?
2-7.3 เลือกใชระบบปรับอากาศใหเหมาะสมกับการใชงานทําอยางไร ?
2-7.4 การหาสมรรถนะของเครื่องปรับอากาศและอุปกรณประกอบทําอยางไร ?
2-7.5 ทําอยางไรใหระบบปรับอากาศประหยัดพลังงาน ?
(1) การเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องทําน้ําเย็นโดยการเพิ่มความดันดานอีแวปปอเรเตอร
(2) การลดความดันสารทําความเย็นดานคอนเดนเซอรโดยการทําความสะอาดคอนเดนเซอร
(3) การลดความดันสารทําความเย็นดานคอนเดนเซอรโดยการเดินหอผึ่งเย็นเพิ่ม
(4) การใชเครื่องทําน้ําเย็นในจุดที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
(5) การเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องทําน้ําเย็นโดยการเพิ่มอัตราการไหลของน้ําเย็น
(6) การเลือกเดินเครื่องทําน้ําเย็นชุดที่มีประสิทธิภาพสูงมากขึ้น
(7) การเปลี่ยนไปใชเครื่องทําน้ําเย็นประสิทธิภาพสูง
(8) การลดการนําอากาศภายนอกเขาหรือลดการดูดอากาศภายในทิ้ง
(9) การลดอากาศรอนจากภายนอกรั่วเขาหองปรับอากาศ
(10) การลดพื้นที่ปรับอากาศ
(11) การปรับอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธภายในหองปรับอากาศใหสูงขึ้น
(12) การลดภาระการปรับอากาศโดยการปรับปรุงระบบแสงสวาง
(13) การหรี่วาลวที่ออกจากปมเพื่อลดอัตราการไหลของน้ํา
(14) การเลือกเดินปมน้ําชุดที่มีประสิทธิภาพสูงเปนหลัก
(15) การเปลี่ยนปมน้ําชุดที่มีประสิทธิภาพต่ําในระบบปรับอากาศ
2-7.6 แนวทางการตรวจวินิจฉัยและบํารุงรักษาเครื่องทําน้ําเย็นและอื่นๆในระบบทําอยางไร?
(1) การตรวจวินิจฉัยเครื่องทําน้ําเย็นและอุปกรณอื่นในระบบเพื่อการอนุรักษพลังงานทําอยางไร ?
(2) การบํารุงรักษาเครื่องปรับอากาศแบบแยกสวนและแบบเปนชุดเพื่อการประหยัดพลังงานมีอะไรบาง ?

183

ระบบปรับอากาศใชในสํานักงานเพื่อทําใหอุณหภูมิพอเหมาะแกการทํางาน มักใชระบบแยกสวน สวนอุตสาหกรรม
บางประเภทมีการใชในกระบวนการผลิตเพื่อรักษาอุณหภูมิและความชื้นใหเหมาะสม
และเพื่อระบายความรอนใหกับ
อุปกรณหรือเครื่องจักรในกระบวนการผลิต เชน อุตสาหกรรมอิเล็คทรอนิคส สิ่งทอ พลาสติก อาหาร เปนตน มักใช
ระบบที่มีขนาดใหญ เรียกวาระบบรวมศูนย (Central System)

รูปที่ 2-7.1 ระบบปรับอากาศแบบแยกสวน

SA :
SUPPLY AIR

รูปที่ 2-7.2 ระบบปรับอากาศแบบทําน้ําเย็นระบายความรอนดวยน้ํา
2-7.1 ระบบปรับอากาศทํางานอยางไร ?
ทํางานโดยใชพดั ลมดูดหรือเปาอากาศผานขดทอความเย็น(Evaporator) ทําใหอุณหภูมิและความชื้นของอากาศ
ลดลงตามตองการเพื่อจายไปยังจุดใชงาน สวนระบบขนาดใหญจะใชน้ํารับความเย็นจากสารทําความเย็นแลวสงน้ําเย็น
ไปยังอุปกรณสงลมเย็น (Air Handling Unit; AHU) หรืออุปกรณจายลมเย็น (Fan Coil Unit; FCU) หลังจากนั้นอากาศ
จะถูกดูดหรือเปาผานขดทอทําความเย็นของ AHU หรือ FCU เพื่อรับความเย็นจากน้ําเย็นทําใหไดอากาศที่มีอุณหภูมิ
และความชื้นตามตองการ เพื่อจายไปยังจุดใชงานโดยผานระบบทอลม(Air Duct) และหัวจายลม (Supply Air Diffuser)
(1) ภาระการปรับอากาศมีอะไรบาง ?
แบงออกเปน 2 สวน คือ ภาระจากภายนอกซึ่งสวนใหญมาจากแสงอาทิตยที่ผานผนังและหลังคา ดังนั้นผนังและ
หลังคาควรมีคุณสมบัติการเปนฉนวนที่ดี และความรอนจากอากาศรั่วและอากาศระบายซึ่งควรลดลงใหมากที่สุด อีกสวน
หนึ่งคือภาระจากภายในซึ่งมาจากคน แสงสวาง และอุปกรณไฟฟาตางๆ ดังนั้นจึงตองใชอุปกรณที่มีประสิทธิภาพสูงและ
นําอุปกรณที่ไมจําเปนออกนอกหองปรับอากาศ
ความสามารถในการทําความเย็นของเครื่องปรับอากาศ
=
ภาระการปรับอากาศ
=
พลังงานความรอนจากภายนอก + พลังงานความรอนจากภายใน

184

=

(พลังงานความรอนจากแสงอาทิตยผานผนังและหลังคาโปรงแสง + พลังงานความรอนจาก
แสงอาทิตยผานผนังและหลังคาทึบ + พลังงานความรอนจากอากาศภายนอกที่รั่วและ
อากาศระบาย) + (พลังงานความรอนจากคน + พลังงานความรอนจากไฟฟาแสงสวาง +
พลังงานความรอนจากอุปกรณ ไฟฟาตางๆ)

รูปที่ 2-7.3 ภาระการปรับอากาศ
(2) องคประกอบในการปรับอากาศเพื่อความสุขสบายของคนมีอะไรบาง?
ตามลักษณะการใชงานเปน 2 ลักษณะ คือ ใชเพื่อความสุขสบายของคนและใชเพื่อกระบวนการผลิต ในการปรับ
จะตองมีองคประกอบควบคุมคือ 1 อุณหภูมิโดยทั่วไปประมาณ 24-25OC, 2 ความชื้นสัมพัทธ ประมาณ 50-60%RH ถา
ความชื้นต่ํากวา 30% ผิวหนังแหงและถาสูงกวา 70% จะรูสึกเหนียวตัวเพราะเหงื่อไมระเหย, 3 ความเร็วอากาศประมาณ
25-70 ft/min, 4 เสียง และ 5 ความสะอาดของอากาศ สวนการปรับอากาศเพื่อกระบวนการผลิตนั้นจะควบคุมเฉพาะ
อุณหภูมิและความชื้นใหเหมาะสมกับการผลิตแตละชนิดของอุตสาหกรรม
(3) มาตรฐานการปรับอากาศสําหรับอุตสาหกรรมเปนอยางไร?
โรงงานควรตรวจวัดอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธในพื้นที่ใชงานวาอยูในเกณฑมาตรฐานหรือไม
เพราะถา
อุณหภูมิและความชื้นต่ําเกินไปจะสงผลใหระบบปรับอากาศใชพลังงานมากขึ้นตารางที่ 2-7.1 มาตรฐานการปรับอากาศ
ประเภทอุตสาหกรรม
กรรมวิธี
ขนมปง
การผสมแปง
การปลอยขนมปงเย็น
การทําขนมปงกรอบ
ลูกกวาด-ชอคโกแลต บริเวณทําลูกกวาด
หองบรรจุหอ
การเก็บรักษาทั่วไป
ลูกกวาด (แข็ง)
การผลิต
การบรรจุหบี หอ
การเก็บรักษา
หมากฝรั่ง
การผลิต
การทําใหเปนแผนยาว
การหอ
เซรามิค
การเตรียมขึ้นรูป
การเก็บรักษาดินเหนียว
การตกแตง
การกลั่น (สุรา)
การเก็บรักษา
เมล็ดขาว
ยีสตเหลว
การผลิต
การบม

185

DRY-BULB (F)
75-80
70-80
60-65
80-85
75-80
65-70
75-80
65-75
65-75
77
72
74
110-150
60-80
75-80

RH (%)
40-45
80-85
50
40-50
55-60
40-50
30-40
40-45
45-50
33
53
58
50-90
35-65
45-50

60
32-34
60-75
65-72

35-40
45-60
50-60

สําหรับอุตสาหกรรม(ASHRAE)
ประเภทอุ ต สาหกรรม
กรรมวิ ธี
ขนสั ต ว
การอบแห ง
การเก็ บ รั ก ษา
เครื่ ง หนั ง
การอบแห ง
Veg Tanned
Chrome Tanned
การเก็ บ รั ก ษา
ไม ขี ด
การผลิ ต
การอบแห ง
เภสั ช กรรม
การเก็ บ ผงยา
ก อ นผลิ ต
หลั ง ผลิ ต
ห อ งบดยา
การอั ด เม็ ด ยา
การเคลื อ บเม็ ด ยา
การผลิ ต ยาฉี ด
การเก็ บ แคปซู ล
วั ส ดุ ภ าพถ า ย
การทํ า แห ง
การตั ด ต อ , การบรรจุ
การเก็ บ รั ก ษา
Film Base, ฟ ล ม , กระดาษภาพ
สิ่ ง พิ ม พ
พิ ม พ ป ระกอบสี
ห อ งพิ ม พ
ห อ งเก็ บ สิ่ ง พิ ม พ
การเก็ บ การพั บ และอื่ น ๆ
อุ ป กรณ ทํ า ความเย็ น การประกอบคอมเพรสเซอร
การทดสอบ
ยางสั ง เคราะห
การผลิ ต
การเก็ บ ก อ นผลิ ต
ทอผ า
ผ า ฝ า ย
การดึ ง เส น และ Roving
การป น วง
Conventional
Long Draft
การทอ
การหวี ฝ า ย
ผ า ลิ นิ น
การจั ด เยื่ อ และการป น
การทอ
ผ า ขนสั ต ว
การป น
การทอ
Light Goods
Heavy

186

DRY-BULB (F)
110
40-50

RH (%)
-

70
120
50-60
72-74
70-75

75
75
40-60
50
40

70-80
75-80
80
70-80
80
80
75
20-125
65-75

30-35
15-35
35
40
35
35
35-40
40-80
40-70

70-75

40-65

75-80
73-80
Comfort
70-76
65-82
90
60-75

46-48
49-51
Comfort
30-45
47
40-50

80

55-60

80-85
80-85
78-80
75

60-70
70-85
55-65

75-80
80

60
80

80-85

50-60

80-85
80-85

55-70
60-65

ประเภทอุ ต สาหกรรม

กรรมวิ ธี

DRY-BULB (F)

RH (%)

การจั ด เยื่ อ , การหวี ฝ า ย, Gilling
การเก็ บ รั ก ษา
Cap Spinning
การกรอด า ย การพั น ด า ย
การทอ

80-85
70-85
80-85
75-80
80

60-70
75-80
50-55
55-60
50-60

การทอและการป น
การบิ ด ให เป น เส น

80
60

65-70
60

การป น
การทอ
Regenerated
Acetate
Spun rayon
การเก็ บ
การจั ด เยื่ อ และดึ ง เส น Roving
ซิ ก าร แ ละบุ ห รี่
การผลิ ต
การเก็ บ และการเตรี ย ม
การบรรจุ แ ละการส ง

80-90

50-60

80
80
80
75-80
80-90

50-60
55-60
80
50-60
50-60

70-75
78
75

55-60
70
60

ผ า วู ส ทิ ด

ผ า ไหม

แพรเที ย ม

ยาสู บ

(4) แผนภาพไซโครเมตริกมีประโยชนอยางไร ?
อากาศที่อยูรอบตัวเราประกอบดวยอากาศแหงและไอน้ําซึ่งเรียกวาอากาศชื้น การหาปริมาณไอน้ําหรือปริมาณ
ความรอนที่อยูในอากาศชื้นจะตองใชแผนภาพไซโครเมตริก โดยแผนภาพไซโครเมตริกจะแสดงคุณสมบัติดังนี้
1. อุณหภูมิกระเปาะแหง (Dry bulb temperature, db) คืออุณหภูมิที่อานคาจากเทอรโมมิเตอรที่กระเปาะแหง
2. อุณหภูมิกระเปาะเปยก (Wet bulb temperature, wb) คืออุณหภูมิที่อานจากเทอรโมมิเตอรที่กระเปาะหุมดวย
ผาสําลีที่ชื้นโดยตองมีกระแสลมพัดผานกระเปาะเปยกที่ความเร็วไมนอยกวา 5 m/s
3. ปริมาณความชื้นในอากาศ (Humidity ratio) คืออัตราสวนโดยน้ําหนักระหวางไอน้ําในอากาศตออากาศ
แหง 1 kg
4. ความชื้นในอากาศ (Relative humidity, RH) คืออัตราสวนความดันระหวางความดันของไอน้ําที่มีอยูใน
อากาศชื้น และความดันอิ่มตัวของไอน้ําที่อุณหภูมิเดียวกัน
5. ปริมาตรจําเพาะของอากาศชื้น (Specific volume,) คือปริมาตรของอากาศชื้นตอ1กิโลกรัมของอากาศแหง
6. อุณหภูมิจุดน้ําคาง(Dew point, DP) คืออุณหภูมิที่ไอน้ําในอากาศเริ่มควบแนนเปนหยดน้ําเมื่ออากาศชื้น
ถูกทําใหเย็นลง
7. ความรอนจําเพาะของอากาศ (Specific enthalpy, h) คือปริมาณความรอนที่ทําใหอากาศแหง 1 กิโลกรัม
และน้ํา X กิโลกรัม รอนขึ้นจาก 0OC เปน toC และทําใหน้ํา X กิโลกรัม ระเหยกลายเปนไอหมด
4

7
2
6

3
5
1

รูปที่ 2-7.5 แผนภาพไซโครเมตริก
187

เพิ่มความชื้น ทําโดยใชน้ําที่มีอุณหภูมิเทากับกระเปาะแหงของอากาศ 8.35 Btu/Iba O W s = 0 .0066 Ibw/Iba ปริมาตรจําเพาะ 13.3 5 B tu /lb a จุ ด ที่ 8 0 o F d b 6 0 oF w b T d e w = 4 5 . ทําใหอากาศรอนขึ้นโดยความชื้นเทาเดิม ทําโดยใชขดทอความรอน 2. ทําใหอากาศเย็นโดยความชื้นเทาเดิม ทําโดยใชขดทอความเย็นที่อุณหภูมิผิวทอสูงกวาอุณหภูมิจุดน้ําคาง (อุณหภูมิกลั่นตัว) ของความชื้นในอากาศ 5. ลดความชื้น ทําโดยใชสารดูดความชื้นหรือใชขดทอความเย็นเพื่อทําใหความชื้น กลั่นตัว แลวจึงใชขดทอความรอนเพื่อควบคุมอุณหภูมิใหคงที่ ทําความเย็นและเพิ่มความชื้น เพิ่มความชื้น ทําความเย็น ทําความรอนและเพิ่มความชื้น ทําความรอน ทําความเย็นและลดความชื้น ทําความรอนและลดความชื้น ลดความชื้น รูปที่ 2-7.9 o F W = 0 .0 2 2 2 lb w / lb a h = 2 6 . ทําใหอากาศเย็นและลดความชื้น ทําโดยใชขดทอความเย็นที่อุณหภูมิผิวทอต่ํากวาอุณหภูมิจุดน้ําคาง (อุณหภูมิกลั่นตัว) ของความชื้นในอากาศ 7.0 0 6 6 lb w / lb a v = 1 3 . ทําใหอากาศเย็นและเพิ่มความชื้น ทําโดยใชน้ําเย็นพนไปในอากาศ 6. ทําไหอากาศรอนขึ้นและเพิ่มความชื้น ทําโดยใชไอน้ําพนเขาไปในอากาศ 3.7 การใชงานแผนภาพไซโครเมตริก 188 .การปรับสภาวะอากาศมีอยู 8 กระบวนการ เพื่อใหเหมาะสมกับความตองการของคนหรือการผลิตในอุตสาหกรรม 1.9OF อัตราสวนความชื้น 0. ทําใหอากาศรอนขึ้นและลดความชื้น ทําโดยใชขดทอความเย็นเพื่อลดความชื้นแลวใหความรอนโดยขด ทอความรอน 4.7 2 ft 3 / lb a รูปที่ 2-7.6 กระบวนการปรับสภาวะอากาศ (5) แผนภาพไซโครเมตริกใชงานอยางไร ? จะตองทราบคุณสมบัติของอากาศ 2 ประการเพื่อกําหนดจุด คือตรวจวัดอากาศในหองไดอุณหภูมิกระเปาะแหง 80 Fและความชื้นสัมพัทธ 30% เมื่อนํามากําหนดจุดบนไซโครเมตริกชารตจะไดอุณหภูมิกระเปาะเปยก 60OF อุณหภูมิ จุดน้ําคาง 45.72 ft3/Iba และเอนธาลป 26.

741 47.265 27.586 24.89 30.018 27.39 27.263 64.351 50.056 46.224 28.744 33.281 26.46 39.556 59.336 36.518 24.255 23.213 42.044 34.406 50.47 45.19 42.888 51.607 25.612 48.365 48.106 37.647 70.64 90 24.85 22.116 55 20.24 31.374 32. กระบวนการควบแนน สารทําความเย็นในสถานะไอที่มีอุณหภูมิและความดันสูงจะถูกสงผานทอเขาไปยังขด ทอระบายความรอน(Condenser)โดยจะใชน้ําหรืออากาศระบายความรอนทําใหสารทําความเย็นควบแนนเปนของเหลว 3.841 60 21.481 43.159 31.304 26.555 49.506 21.073 36.623 52.299 39.561 48.664 38.356 24.644 33.729 46.19 41.12 34.292 32.923 26.767 45.89 31.444 33.951 28.005 49.(6) คุณสมบัติที่ไดจากแผนภาพไซโครเมตริกนําไปใชวิเคราะหหาสาเหตุอะไรไดบาง? 1.373 25.879 24.329 54.622 34.604 33.506 20.681 29.67 35.089 21.928 41.667 50.735 39.328 52.916 36.234 28.791 40.355 70 22.17 29.381 27.764 19.467 41.203 42.89 37.489 34.496 34.734 27.493 25.269 29.635 42.891 36.843 23.451 28.085 44.591 22.682 52.591 25.333 70.351 37.317 53.47 35.206 43.895 73.92 23.593 26.643 54.746 21.874 35.782 54.04 37.966 30.393 43.2 คาเอนธาลปของอากาศ คาเอนธาลปของอากาศ( Btu/lb) ความชื้นสัมพัทธ (%RH) อุณหภูมิกระเปาะแหง (OC) 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 40 18.722 48.13 36.67 38.815 32.22 31.962 67.318 38.893 26.2 29.751 39.268 21.262 39.254 51.054 34.35 30.069 61.923 44.046 29.949 42.938 28.213 59.614 23.551 36.23 26.991 57.167 38.108 36.083 45.542 45.543 36.01 35.856 54.567 56.461 23.825 53.996 41.47 36.87 25.891 38.271 42. กระบวนการอัดสารทําความเย็น โดยสารทําความเย็นในสถานะไอจะถูกเครื่องอัดอัดใหมีความดันสูงขึ้นตาม ตองการของสารทําความเย็นแตละชนิด เมื่อความดันสูงขึ้นอุณหภูมิของสารทําความเย็นก็จะสูงขึ้นตามกฎของกาซ 2.178 30.865 24.419 31.153 38.153 56. กระบวนการขยาย สารทําความเย็นที่ออกจากคอนเดนเซอรจะอยูในสถานะของเหลวอิ่มตัวหรือของเหลวเย็น เยือกประมาณ 10OC ที่มีความดันสูงจะถูกลดความดันลงโดยอุปกรณลดความดัน ทําใหสารทําความเย็นมีอุณหภูมิลด ต่ําลงตามที่ผูใชตองการ 189 .815 28.387 25.99 22.318 39.368 22.698 64.917 29.126 20.392 38.635 44.211 27.589 39.516 95 25.143 75 22.863 44.32 59.257 23.309 30.682 62.167 33.158 44.588 52.904 46.868 41.674 34.078 76.392 37.201 27.24 32.451 67.683 29.881 46.296 64.008 50.467 31.414 56.587 65 21.148 28.76 54.974 57.196 63.085 46.851 57.924 20.754 22. อุณหภูมิผิวขดทอความเย็นที่อากาศผานจะตองต่ํากวาอุณหภูมิจุดน้ําคาง(tdew)ของอากาศที่เขาถึงจะทําให ความชื้นในอากาศกลั่นตัวเปนของเหลวได 2.056 47.101 44.703 27.461 46.099 52.298 26.294 30.145 30.475 24.456 31.65 62.672 23.262 59.464 49.433 41.046 40.169 24.022 59.644 32.621 56.143 32.468 40.018 25.239 24.727 45 19.549 30.127 28.032 58.027 49.346 33.838 35.112 35.629 26.199 36.112 25.789 67.425 52.615 50.482 44.59 54.238 48.518 46.396 32.542 47.702 48.812 41.738 41.351 31.352 73.121 26.751 41.751 26. ความสามารถในการทําความเย็นของขดทอความเย็นหรือทําความรอนของขดทอความรอนเปนเทาใดจะตอง หาจากผลตางของเอนธาลปของอากาศที่เขาและออกจากขดทอ ตารางที่ 2-7.09 27.575 50.329 29.795 35.941 43.612 28.825 34.279 25.054 35.247 29.351 39. อุณหภูมิที่ไดจากหอผึ่งเย็นควรจะสูงกวาอุณหภูมิกระเปาะเปยกที่เขาระบายความรอน(twb)ไมเกิน 3OC 3.113 51.953 80 23.083 44.005 48.787 57.153 28.085 26.929 21.602 23.954 59.84 38.343 20.859 69.658 51.041 39.254 25.782 32.43 24.168 45.644 32.515 28.451 30.124 29.735 48.664 44.487 44.005 47.787 46.869 41.13 33.657 39.753 62.251 27.608 35.197 26.609 37.058 64.675 39.131 31.565 32.444 43.415 (7) วงจรการทํางานของสารทําความเย็นเปนอยางไร? (ประกอบดวย 4 กระบวนการ ดังนี้) 1.284 54.679 34.785 85 24.449 62.048 21.555 61.962 66.673 22.962 31.411 50 19.

กระบวนการระเหย สารทําความเย็นที่มีอุณหภูมิต่ําจะผานเขาไปยังขดทอความเย็น มื่อรับความรอนจาก อากาศหรือน้ําทําใหไดอากาศเย็นและน้ําเย็นสวนสารทําความเย็นจะเกิดการระเหยตัวกลายเปนไอจนอยูในสถานะไออิ่มตัว หรือไอรอนยวดยิ่งประมาณ 10OC (Superheat Vapor) กอนที่จะถูกเครื่องอัดดูดแลวเริ่มการทํางานตอไปอยางตอเนื่อง Qr = HEAT REJECTED (ความรอนถูกระบายออก ) 1 CONDENSER ความดันสูง 4 work (คอยลรอน) Compressor EXPANSION VALVE (ลิ้นลดความดัน) EVAPORATOR (คอยลเย็น) 2 3 ความดันต่ํา Qa = HEAT ABSORBED ( ความรอนถูกดูดเขา ) รูปที่ 2-7.4) แลวขีดเสนตามแนวนอน 2) เก็บขอมูลความดันดานสูง(High Pressure) ของสารทําความเย็น (P2.4.9 แผนภาพ P-h diagram สัมประสิทธิ์สมรรถนะทําความเย็น (Coefficient of Performance. COP)คือ ความสามารถในการทําความเย็น ของเครื่องปรับอากาศวิเคราะหจากการทํางานของสารทําความเย็น ดังนั้นผูวิเคราะหจะตอง1)เก็บขอมูลความดันดานต่ํา (Low Pressure)ของสารทําความเย็น (P1. สารทําความเย็นที่อยูภายในโดมรูประฆังคว่ําจะมีสถานะเปนทั้งของเหลวและไอ สารทําความเย็นที่อยูบนเสน ดานซายจะมีสถานะเปนของเหลวอิ่มตัว(ของเหลว 100%) และอยูบนเสนดานขวาจะอยูในสถานะไออิ่มตัว(ไอ 100%) และออกนอกโดมดานซายจะอยูในสถานะของเหลวเย็นเยือก ถาออกนอกโดมดานขวาจะอยูในสถานะไอรอนยวดยิ่ง 2.8 วงจรการทํางานของสารทําความเย็น วงจรการทํางานของสารทําความเย็นแตละชนิดจะแสดงในแผนภาพ P-h diagram ซึ่งเปนแผนภาพที่บอกถึง ความสัมพันธของความดันและพลังงานความรอน รวมทั้งสถานะของสารทําความเย็นที่อยูในวงจร อธิบายการทํางานไดดังนี้ 1.3) แลวขีดเสนตามแนวนอน 3)วัดอุณหภูมิของสารทําความเย็นกอนเขาเครื่องอัดแลวกําหนด จุด  4) ใหขีดเสนเอียงตามกระบวนการไอเซนทรอปคไปตัดเสนบนจะไดจุด  5)ใหวัดอุณหภูมิของสารทําความเย็น ที่ออกจากคอนเดนเซอรแลวกําหนดจุดที่ ‘ 6) ใหลากเสนตามแนวดิ่งจากจุด ‘ ลงมาตัดเสนดานลางจะไดจุดที่ ’ 190 . กระบวนการอัดแบบไอเซนทรอปคจะอยูชวง h1-h2 ’ กระบวนการควบแนนแบบความดันคงที่อยูชวง h2-h3 กระบวนการลดความดันแบบเอนธาลปคงที่อยูชวง h3-h4 และกระบวนการระเหยแบบความดันคงที่อยูชวง  h42-h1 รูปที่ 2-7.

55 1.09 2.06 2.74 1.33 1.03 4.5 2.11 1.61 2.48 1.15 1.77 3.85 2.15 1.66 5.69 1.84 2.19 1.28 1.91 1.77 1.97 3.66 1.27 2.14 1.75 2.78 1.29 2.36 1.91 1.82 2.1 5.06 4.62 1.81 1.4 1.ความเย็นที่เครื่องสามารถทําได พลังงานที่ใชขับคอมเพรสเซอร สัมประสิทธิ์สมรรถนะทําความเย็น (COP) = = h1 − h 4 h 2 − h1 คา COP ของเครื่องปรับอากาศยิ่งสูงเทาใดก็จะประหยัดพลังงานมากเทานั้น ดังนั้นโรงงานควรตรวจสอบ เครื่องปรับอากาศและเครื่องทําความเย็นอยางสม่ําเสมอ การวิเคราะหแบบงายอาจหาจากสัมประสิทธิ์สมรรถนะทํา ความเย็นในอุดมคติ โดยทั่วไป COP จริงจะมีคาประมาณ 40% ของ COP อุดมคติ สัมประสิทธิ์สมรรถนะทําความเย็นในอุดมคติ เมื่อ = Te Tc − Te Te = อุณหภูมิระเหย.46 1.14 1.78 1.61 1.44 2.14 1.53 3.15 1.95 1.63 2.91 1.54 2.17 1.63 3.48 2.21 1.21 1.63 1.31 1.31 2.28 2.41 2.04 3.68 2.3 คา COP อุดมคติ อุณหภูมอิ มิ่ ตัวของสารทําความเย็นในคอนเดนเซอร OK 300 301 302 303 304 305 306 307 308 309 310 311 312 313 314 315 316 317 318 283 278 273 268 263 258 253 248 243 238 233 228 223 6.83 3.51 1.64 3.93 2.32 1.59 1.9 3.33 1.27 1.18 1.15 1.95 3.95 1.24 1.02 1.45 2.6 1.58 1.3 1.19 1.16 6.38 2.29 1.27 1.75 1.87 2.77 3.72 3.25 1.2 1.44 1.3 1.03 2.41 1.22 1.71 3.21 2.07 0.15 1.68 1.87 1.8 2.24 1.04 4.84 1.57 2.95 1.43 1.72 1.54 1.01 3.59 3.98 1.09 4.35 2.18 2.06 0.02 1.28 3.12 2.15 2.71 1.35 2.98 3.43 2.84 1.9 3.9 2.54 3.1 1.39 4.84 1.47 1.07 4.65 1.26 1.05 0.92 3.35 3.49 1.57 1.65 3.22 1.55 2.5 1.23 2.18 1.52 2.23 1.66 2.72 1.23 1.88 1.95 2.24 1.02 0.66 4.31 1.48 2. (ที่ Evaporator) Tc = อุณหภูมิควบแนน.39 1.14 5.53 1.45 3.01 0.96 3.01 2.13 5.87 1.43 2.57 1.4 2.34 1.02 1.46 1.78 2.35 1.33 2.98 1.98 1.42 1.2 1.09 1 3.37 1.74 1.24 1.19 3.96 4.54 1.7 2.07 1.11 1.13 1.46 2.29 4.34 2.05 4.06 1.04 3.42 1.11 1.56 1.81 1.17 1.06 1.8 1.44 1.1 1.25 2.94 .6 2.12 5.99 3.68 1.97 3.52 1.1 1.63 1.5 1.29 1.12 1.19 1.39 2. K = อุณหภูมิสมบูรณ เคลวิน (273 + OC) K K (ที่ Condenser) จากสมการจะเห็นวาคา Te ยิ่งสูงเทาใดคา COP จะสูงมากขึ้น ดังนั้นไมควรปรับตั้งความดันระเหยที่ Evaporator หรือ Cooler ต่ําเกินไป และคา Tc ยิ่งต่ําเทาใดคา COP จะสูงมากขึ้น ดังนั้นควรระบายความรอนออกจาก Condenserใหมากที่สุดเทาที่จะมากได อ ุณ หภ ูม ิอ ิ่ม ต ัว ขอ งสารท ํา ค วาม เย ็น ใน อ ีแ วป ปoอKเรเต อ ร ตารางที่ 2-7.15 4.33 2.19 1.83 3.23 1.37 2.45 1.05 191 4.38 1.98 2.71 1.04 0.39 1.49 2.12 3.77 2.25 1.91 1.29 2.65 1.35 1.37 1.73 2.11 1.

10 แผนภาพ P-h ของสารทําความเย็น R22 192 .รูปที่ 2-7.

3 เปน P6 จะทําใหพลังงานที่ใชขับ คอมเพรสเซอรลดลงจาก 1-2 เปน 1-5 และปริมาณความเย็นที่ไดเพิ่มจาก 4-1 เปน 7-1 ทําใหคา COP ของเครื่องสูงขึ้น รูปที่ 2-7.11 การลดความดันดานสูงของสารทําความเย็น 2.24% รอยละของ COP สูงขึ้น = [(5.0 GPM/TR และอากาศ ประมาณ 400 CFM/TR นอกจากนี้ในกรณีน้ําควรทําความสะอาดหรือปรับปรุงหอผึ่งเย็นใหมีประสิทธิภาพสูงขึ้น จากแผนภาพ P-h diagram จะเห็นวาถาลดความดันสารทําความเย็นจาก P2.4 GPM/TR ที่อุณหภูมิน้ําเย็นเขาออกตางกัน 10OF และอากาศประมาณ 400 CFM/TR หรือปรับตั้ง อุณหภูมิน้ําเย็นใหสูงขึ้น นอกจากนั้นโรงงานอาจตองแยกระบบทําความเย็นเปนระบบที่ตองการอุณหภูมิต่ําและระบบที่ 193 . เพิ่มความดันดานต่ําของสารทําความเย็นที่อยูในอีแวปปอเรเตอร โดยทําความสะอาดพื้นผิวแลกเปลี่ยน ความรอนเปนประจํา โดยการปรับลิ้นลดความดันใหความดันสูงขึ้น เติมสารทําความเย็นใหไดมาตรฐาน การปรับอัตรา การไหลของน้ําเย็นที่เขา Cooler หรืออากาศที่เขาอีแวปปอเรเตอรใหไดมาตรฐาน โดยทั่วไปอัตราการไหลของน้ําเย็น ประมาณ 2.06 หรืออาจหาจากตารางที่ รอยละของ COP สูงขึ้น = [(5.22)/4.06] x 100 จากการปรับปรุงทั้งหมดของโรงงาน ECON สงผลใหคา COP เพิ่มขึ้นเปนรอยละเทาใด รอยละ COP ที่เพิ่มขึ้น = [(5.22)/4. ลดความดันดานสูงของสารทําความเย็นที่อยูในคอนเดนเซอร โดยทําความสะอาดพื้นผิวแลกเปลี่ยนความ รอนอยางสม่ําเสมอ โดยทั่วไปอุณหภูมิสารทําความเย็นควรมีอุณหภูมิสูงกวาอุณหภูมิน้ําระบายความรอนที่ออกไมเกิน 6OFการทําใหน้ําหรืออากาศมีอุณหภูมิลดต่ําลงทําไดโดยใหน้ําหรืออากาศที่เขาระบายความรอนมีปริมาณตามมาตรฐาน การออกแบบคอนเดนเซอร ซึ่งโดยทั่วไปอัตราการไหลของน้ําผานคอนเดนเซอรประมาณ 3.22] x 100 = 19.78% (8) การเพิ่มสมรรถนะใหเครื่องปรับอากาศทําอยางไร ? 1.ดูตัวอยางเพื่อใหเกิดความเขาใจ โรงงาน ECON ลดอุณหภูมิสารทําความเย็นในคอนเดนเซอรลงจาก 40OC เปน 30OC โดยการทําความสะอาด คอนเดนเซอรและหอผึ่งเย็น สารทําความเย็นในอีแวปปอเรเตอรเทากับ -20OC จงหารอยละของ COP ที่เปลี่ยนแปลง COP เดิม = (-20 + 273)/((40 + 273) – (-20 + 273)) = 4.06)/5.22 หรืออาจหาจากตารางที่ COP ใหม = (-20 + 273)/((30 + 273) – (-20 + 273)) = 5.22] x 100 = 35.73 = 13.08 COP ใหม = (-15 + 273)/((30 + 273) – (-15 + 273)) = 5.73 – 5.73 – 4.06 – 4.91% โรงงาน ECON เพิ่มอุณหภูมิสารทําความเย็นในอีแวปปอเรเตอรจาก -20OC เปน -15OC โดยการปรับตั้งลิ้นลดความ ดันใหม ขณะที่อุณหภูมิสารทําความเย็นในคอนเดนเซอรเทากับ 30OC จงหา รอยละของ COP ที่เปลี่ยนแปลง COP เดิม = (-20 + 273)/((30 + 273) – (-20 + 273)) = 5.

ลดสภาวะรอนยวดยิ่ง(Super Heat)ของสารทําความเย็นกอนเขาคอมเพรสเซอร ซึ่งเกิดจากปริมาณสารทํา ความเย็นที่เขาอีแวปปอเรเตอรนอยเกินไป ทําใหสารทําความเย็นรับความรอนมากจนอยูในสภาวะรอนยวดยิ่ง ดังนั้น โรงงานควรเลือกขนาดอีแวปปอเรเตอรใหเหมาะสมกับภาระและปรับตั้งลิ้นลดความดันใหเหมาะสมและเติมสารทําความ เย็นใหไดมาตรฐาน ซึ่งโดยทั่วไปควรจะมีอุณหภูมิ Super Heat ประมาณ 10 OC จากแผนภาพ P-h diagram จะเห็นวา เมื่อสารทําความเย็นรับความรอนมากขึ้น สภาวะของสารทําความเย็นจะเปลี่ยนจากจุด 1 เปนจุด 5 ทําใหพลังงานที่ใช ขับคอมเพรสเซอรเพิ่มขึ้นจาก 1-2 เปน 5-6 สงผลใหคา COP ของเครื่องลดต่ําลง รูปที่ 2-7.5 จะสงผลทําใหพลังงานที่ใชขับคอมเพรสเซอร ลดลงจาก 1-2 เปน 5-6 สวนความเย็นจะเพิ่มขึ้นเล็กนอยจาก 4-1 เปน 7-5 สงผลทําใหคา COP ของเครื่องสูงขึ้น รูปที่ 2-7.4 เปน P7. ประเภททําน้ําเย็นระบายความรอนดวยน้ํา (Water Cooled Water Chiller) เปนระบบที่มีขนาดใหญที่สุด อุปกรณที่ใชพลังงานไฟฟามากที่สุดคือเครื่องทําน้ําเย็น และมีอุปกรณประกอบคือปมน้ําเย็น ปมน้ําระบายความรอน หอ ผึ่งเย็น และอุปกรณสงจายลมเย็น การทํางานแบงเปน 2 วงจร คือ 1)วงจรน้ําเย็น โดยเริ่มจากปมน้ําเย็นสงน้ําเขาไป รับความเย็นจากสารทําความเย็นที่ Cooler เพื่อใหอุณหภูมิน้ําเย็นไดตามตองการ แลวจึงสงน้ําเย็นไปยังอุปกรณสงจาย ลมเย็นโดยอุปกรณสงจายลมเย็นแตละชุดจะมีลิ้นควบคุมปริมาณน้ํา ซึ่งไดรับสัญญาณจากอุปกรณควบคุมอุณหภูมิ โดย ถาอุณหภูมิในพื้นที่สูงจะสงสัญญาณใหลิ้นเปดน้ําเขาขดทอแลกเปลี่ยนความรอนมากขึ้น หลังจากน้ํารับความรอนจาก อากาศที่แลกเปลี่ยนแลวจะกลับไปรับความเย็นจาก Cooler อีก โดยการดูดของปมน้ําเย็น 2) วงจรน้ําระบายความรอน 194 .2 ระบบปรับอากาศที่ใชงานมีกี่ประเภทและมีสัดสวนการใชพลังงานเทาใด? (1) ระบบปรับอากาศที่ใชงานมีกี่ประเภท ? (มี 4 ประเภท) 1.12 การลดสภาวะรอนยวดยิ่งของสารทําความเย็น 3.ตองการอุณหภุมิสูงเพื่อที่จะไมตองทําสารทําความเย็นอุณหภูมิต่ําแตนําไปใชงานเพียงสวนนอย จากแผนภาพ P-h diagram จะเห็นวาถาเราเพิ่มความดันสารทําความเย็นจาก P1.13 การลดสภาวะรอนยวดยิ่งของสารทําความเย็น 2-7.

ประเภททําน้ําเย็นระบายความรอนดวยอากาศ (Air Cooler Water Chiller) เปนระบบที่เล็กกวาระบบ แรกโดยมีความแตกตางกันที่การระบายความรอนเทานั้น ซึ่งระบบนี้จะไมมีวงจรของน้ําระบายความรอนเพราะจะใช อากาศในการระบายความรอน ดังนั้นอุปกรณที่ใชพลังงานไฟฟามากที่สุดคือ เครื่องทําน้ําเย็นและมีอุปกรณประกอบคือ ปมน้ําเย็นและอุปกรณสงจายลมเย็น เทานั้น การระบายความรอนออกจากสารทําความเย็นจะใชอากาศดูดหรือเปาไปยัง ขดทอความรอน ซึ่งพัดลมอาจมีจํานวนหลายชุดใน Chiller แตละชุด ดังนั้นเครื่องทําน้ําเย็นระบบนี้จะมีประสิทธิภาพต่ํา กวาแบบระบายความรอนดวยน้ําเพราะน้ําจะมีความสามารถในการระบายความรอนสูงกวา อีกทั้งเมื่อพัดลมชํารุดจะ เกิดการลัดวงจรของลมทําใหประสิทธิภาพลดลงดวย นอกจากนั้นเครื่องปรับอากาศระบบนี้จะมีอายุการใชงานสั้นเพราะ จะตองติดตั้งภายนอกอาคารซึ่งตากแดดตากฝนตลอดเวลา ดังนั้นผูใชควรดูแลทําความสะอาดและหาวัสดุใหรมเงาแก ขดทอความรอน ปจจุบันมีโรงงานหลายแหงไดใชน้ําชวยระบายความรอนโดยการสเปรยไปที่ขดทอความรอนสงผลให ประสิทธิภาพสูงขึ้นประมาณ 10-20% รูปที่ 2-7.15 ระบบปรับอากาศแบบทําน้ําเย็นระบายความรอนดวยอากาศ 195 .14 ระบบปรับอากาศแบบทําน้ําเย็นระบายความรอนดวยน้ํา 2.จะเริ่มจากปมน้าํ ระบายความรอนสงน้ําเขาไปรับความรอนจากสารทําความเย็นที่ Condenser น้ํารอนที่ไดจะถูกสงไป ระบายความรอนที่หอผึ่งเย็น ซึ่งที่หอผึ่งเย็นนั้นน้ําจะถูกระบายความรอนดวยอากาศที่อยูแวดลอม หลังจากอุณหภูมิน้ํา ลดลงตามตองการจะถูกสงไปเขา Condenser โดยการดูดของปมน้ําระบายความรอน การประหยัดพลังงานในระบบนี้ จะตองเพิ่มประสิทธิภาพของแตละอุปกรณใหสูงที่สุดและใชงานใหสัมพันธกับภาระการปรับอากาศ WATER COOLED WATER SA : SUPPLY AIR RA : RETURN AIR FA : FRESH AIR EX : EXHAUST AIR รูปที่ 2-7.

3. ประเภทแยกสวน (Split Type) เปนแบบที่มีขนาดเล็กที่สุด สวนใหญใชกับหองปรับอากาศในโรงงานเพราะ สะดวกในการใชงานและการดูแลรักษาไมยุงยากมากนักแตประสิทธิภาพต่ํากวาระบบใหญ สวนประกอบที่ใชพลังงาน แยกเปน 2 สวนคือ Condensing Unit อาจอยูภายนอกหอง ซึ่งประกอบดวยขดทอความรอน พัดลม และคอมเพรสเซอร สวนที่สองคือ Fan Coil Unit จะอยูภายในหอง ซึ่งประกอบดวยขดทอความเย็นและพัดลม โดยทั้งสองสวนจะเชื่อมตอ กันดวยทอทองแดง สิ่งที่สําคัญของระบบนี้จะตองทําความสะอาดขดทอและกรองอากาศเปนประจํา รวมทั้งตรวจเช็ค ปริมาณสารทําความเย็นและฉนวนหุมทอ นอกจากนั้นในการติดตั้งถามีระยะหางกันเกิน 5 เมตร จะตองขยายขนาดทอ ดูดสารทําความเย็น(ทอไอ)ใหใหญขึ้นและเพิ่มปริมาณสารหลอลื่นเขาไปในคอมเพรสเซอร และถาติดตั้ง Condensing Unit สูงกวา Fan Coil Unit ทอทางดูดจะตองทํา TAP เปนรูปตัวยู หรือตัวเอส เพื่อจะใหน้ํามันหลอลื่นถูกดูดกลับเขา คอมเพรสเซอรได มิเชนนั้นคอมเพรสเซอรจะเกิดการไหมได นอกจากนั้นกรณีที่ลิ้นลดความดันอยูที่ Condensing Unit จะตองทําการหุมฉนวนทอทองแดงทั้งสองทอแยกจากกัน รูปที่ 2-7.16 ระบบปรับอากาศแบบเปนชุดระบายความรอนดวยน้ํา 4. ประเภทเปนชุดระบายความรอนดวยน้ํา (Water Cooled Package) แบบนี้จะมีขนาดเล็กโดยทั้งชุดอยู ภายในบริเวณปรับอากาศซึ่งจะมีคอมเพรสเซอรอยูภายในดวย แตจะมีขดทอระบายความรอนดวยน้ําแยกกันแตละชุด ดังนั้นปญหาของระบบนี้คือการบํารุงรักษาหรือการทําความสะอาดคอนเดนเซอรซึ่งมีขนาดเล็กและมีจํานวนมาก สวน ระบบปมน้ําระบายความรอนและหอผึ่งเย็นจะเหมือนกับระบบระบายความรอนดวยน้ําแบบอื่น ในการตรวจสอบและ บํารุงรักษาคอนเดนเซอรนั้นก็ทําเชนเดียวกับคอนเดนเซอรของระบบใหญ รูปที่ 2-7.17 ระบบปรับอากาศแบบแยกสวน 196 .

18 เครื่องทําน้ําเย็นแบบหอยโขง 2.2 อัตราการไหลของน้ําระบายความรอนตองไดตามมาตรฐานการออกแบบของผูผลิตประมาณ 3. หอผึ่งเย็น (Cooling Tower) 2.5-5 2.4 GPM/TR ที่อุณหภูมิ น้ําเย็นเขาและออกตางกัน 10OF และภาระเต็มพิกัด เพื่อใหประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนความรอนสูงที่สุด 1.6 ทําความสะอาด Filling และถาดน้ํารวมทั้งหัวฉีดเปนประจําทุก 1 เดือน และเปลี่ยน Filling เมื่อหมดอายุ การใชงาน 197 .1 อัตราการไหลของน้ําเย็นตองไดตามมาตรฐานการออกแบบของผูผลิตประมาณ 2.3 ปรับตั้งอุณหภูมิน้ําเย็นใหสูงที่สุดเทาที่จะทําไดโดยทุกๆ 1OF ที่ปรับใหสูงขึ้นจะสงผลใหเกิดการประหยัด พลังงานที่เครื่องอัดประมาณ 1.5-2% 1.4 ทําความสะอาดคอนเดนเซอรสม่ําเสมออยางนอยทุก 6 เดือน หรือดูจากอุณหภูมของน้ําระบายความรอนที่ ออกจากคอนเดนเซอรจะตองสูงกวาอุณหภูมิสารทําความเย็นไมเกิน 6 OF 1.2 อากาศที่เขาระบายความรอนจะตองมีอุณหภูมิและความชื้นต่ํา 2.1 อุณหภูมิน้ําที่ไดไมควรสูงกวาอุณหภูมิกระเปาะเปยกของอากาศที่เขาระบายความรอนเกิน 6OF ซึ่งถาสูงกวามากอาจ เกิดจากความสกปรกของ Filling สงผลใหประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนความรอนระหวางน้ํากับอากาศลดต่ําลงซึ่งอาจ เกิดจากปริมาณลมนอยเกินไป ปริมาณน้ํามากเกินไป การกระจายน้ําไมเต็มพื้นที่เนื่องจากรูกระจายน้ําตัน การรั่วของ น้ําที่ Sprinkler head หรืออาจเกิดจากลมที่เปาทิ้งหมุนวนกลับเขามาระบายความรอน 2.(2) มาตรฐานการตรวจสอบการใชงานอุปกรณในระบบทําน้ําเย็นมีอะไรบาง ? 1.500 รอบการหมุนของ Sprinkler Pipe 12-17 7-10 5-8 3-7 3.0 GPM/TR ที่อุณหภูมิน้ําระบายเขาและออกตางกัน 10OF และภาระเต็มพิกัด 1.5-4 2-3 2.0 GPM/TR เพราะถาน้ํามากกวา อากาศจะสงผลใหอุณหภูมินํา้ ที่ไดสูง 2. เครื่องทําน้ําเย็น (Chiller) 1.4 อัตราการไหลของอากาศจะตองไมนอยกวาพิกัดการออกแบบ โดยทั่วไปประมาณ 180-250 CFM/TR เพราะถาต่ําเกินไปจะระบายความรอนใหกับน้ําไดนอยลง 2.6 อุณหภูมิน้ําเขาระบายความรอนควรจะต่ําที่สุดเทาที่จะทําได โดยทุกๆ 1 OF ของน้ําที่เขามีอุณหภูมิลดลงจะ สงผลใหเกิดการประหยัดพลังงานที่เครื่องอัดประมาณ 1.3 อัตราการไหลของน้ําจะตองไมเกินพิกัดการออกแบบโดยทั่วไปไมเกิน 3.5-2% รูปที่ 2-7.5 เครื่องอัดแบบแรงเหวี่ยงควรปรับตั้ง Current Limit Load ในชวง 80-90% เพราะเปนจุดที่มีประสิทธิภาพ สูงสุด 1.5 รอบการหมุนของ Sprinkler Pipe จะตองไดตามพิกัดการออกแบบโดยทั่วไปดังนี้ ขนาด Cooling Tower (TR) 3 5-30 40-60 80-250 300-350 400-700 800-1.

รูปที่ 2-7. อุปกรณสงจายลมเย็น (AHU .2 อุณหภูมิอากาศที่ออกจากขดทอความเย็นตองสูงกวาอุณหภูมิน้ําเย็นที่ออกจากขดทอความเย็นไมกิน 6OF ถาตางกันมากอาจเกิดจากปริมาณน้ําเย็นนอยกวาปริมาณอากาศหรือความสกปรกของพื้นที่ผิวแลกเปลี่ยนความรอน 3.20 หอผึ่งเย็นแบบไหลตัดกัน (Cross Flow Cooling Tower) 3.6 ควรทําความสะอาด Stainer เปนประจํา เพื่อปองกันไมใหน้ําไหลนอยเกินไป ควรปรับตั้งอุณหภูมิใน บริเวณปรับอากาศใหสูงที่สุดเทาที่จะทําได และปรับการกระจายลมในพื้นที่ใหเหมาะสมโดยจะตองไมมีจุดอับ และทํา การสมดุลลมอยางนอยปละ 1 ครั้ง 198 .4 อัตราการไหลของน้ําเย็นที่ผานควรไดตามมาตรฐานที่ผูผลิตกําหนด โดยทั่วไปประมาณ 2.3 อัตราการไหลของอากาศที่ผานขดทอความเย็นควรประมาณ 300-400 CFM/TR ถาต่ําเกินไปอาจเกิดจาก กรองอากาศตัน หรือขดทอความเย็นสกปรก หรือมอเตอรพัดลมชํารุด 3.1 อุณหภูมิผิวขดทอความเย็นจะตองต่ํากวาอุณหภูมิจุดน้ําคางของอากาศที่เขาไปรับความเย็น 3.19 หอผึ่งเย็นแบบไหลสวนทางกัน (Counter Flow Cooling Tower) รูปที่ 2-7.5 อุปกรณควบคุมอุณหภูมิจะตองใชงานไดเปนปกติ โดยจะเปดเต็มที่เมื่ออุณหภูมิอากาศสูงกวาที่ปรับตั้ง และปดสนิทเมื่ออุณหภูมิต่ํากวาที่ปรับตั้ง 3.4 GPM/TR ที่ อุณหภูมิน้ําเย็นเขาและออกตางกัน 10 OF และภาระเต็มพิกัด 3. FCU) 3.

22 ปมน้ํา 199 .8 กรณีเดินปมน้ํารวมกันหลายตัวไมควรเดินชุดที่สงน้ําออกมาแลวทิศทางของน้ําตานกัน รูปที่ 2-7.3 ไมควรเลือกปมน้ําขนาดใหญแลวทําการหรี่วาลวน้ําเพราะประสิทธิภาพของปมน้ําจะลดต่ําลง ควรใชวิธีลด รอบปมน้ํา หรือลดขนาดใบพัด หรือเปลี่ยนปมใหมเมื่อหมดอายุการใชงาน 4.รูปที่ 2-7.2 มอเตอรปมน้ําขนาดต่ํากวา 10 แรงมาเมื่อไหมควรเปลี่ยนใหม เพราะถานําไปพันใหมแตละครั้ง ประสิทธิภาพของมอเตอรจะลดลงประมาณ 4% 4.7 ไมควรติดตั้งปมหลายๆ ชุดรวมกันเพราะบางครั้งชุดหลังๆ อาจจะสงน้ําไดนอยมากสงผลใหประสิทธิภาพ โดยรอบของระบบปม (GPM/kW รวม) ลดต่ําลง 4.5 ควรทําความสะอาด Stainer สม่ําเสมอเพื่อใหน้ําไหลไดสะดวก 4.4 ควรใชมอเตอรที่มีขนาด 80-90% ของภาระเพราะทุกๆ 10% ของภาระที่ต่ํากวา 80% จะทําให ประสิทธิภาพของมอเตอรลดลง 1% 4.6 ควรเลือกเดินปมน้ําชุดที่มีคา GPM/kW สูงสุดเปนหลัก 4. ปมน้ําเย็นและปมน้ําระบายความรอน 4.21 อุปกรณสงลมเย็น 4.1 การตอปมน้ําแบบขนานไมควรเชื่อมตอทอทางเขาและทางออกแบบตัวทีเพราะจะมีการสูญเสียความดัน มากกวาการตอแบบตัววาย และทอรวมควรจะมีขนาดใหญ 4.

มอเตอรพัดลมเครื่องสงลมและเครือ่ งจายลมเย็น .4 สัดสวนการใชพลังงานในระบบปรับอากาศ 1. ระบบปรับอากาศ ระบบทําน้ําเย็นระบายความรอนดวยน้ํา .มอเตอรปมน้ําเย็น ระบบปรับอากาศแบบเปนชุดระบายความรอนดวยน้ํา .คอมเพรสเซอร .1 การออกแบบและ ติดตั้ง 200 แบบแยกสวน ไมจําเปนตองใช ผูเชีย่ วชาญ ไมจําเปนตองใช ผูเชีย่ วชาญ ไมจําเปนตองใช ผูเชีย่ วชาญ .5 การเลือกใชระบบปรับอากาศ รายละเอียด ระบบทําน้ําเย็นระบาย ความรอนดวยน้ํา ระบบทําน้ําเย็นระบาย ความรอนดวยอากาศ แบบเปนชุดระบาย ความรอนดวยน้ํา ใชผเู ชี่ยวชาญเพราะตอง ใชวิชาการและความ ชํานาญมาก 1.มอเตอรปมน้ําระบายความรอน . 4.มอเตอรพัดลมระบายความรอน .2 การดูแลและ ควบคุม ใชผเู ชี่ยวชาญเพราะตอง การใชงาน ควบคุมการใชงานให สมดุลกันตลอดเวลา 1. องคประกอบทาง เทคนิค 1.มอเตอรพัดลมเครื่องสงลมและเครือ่ งจายลมเย็น .3 เลือกใชระบบปรับอากาศใหเหมาะสมกับการใชงานทําอยางไร ? สิ่งที่สําคัญอันดับแรกคือการประหยัดพลังงานและคาใชจายในการบํารุงรักษา ซึ่งพิจารณาไดดังนี้ ตารางที่ 2-7.แฟนคอลยยูนิต .มอเตอรพัดลมหอผึ่งเย็น ระบบปรับอากาสแบบแยกสวน .คอมเพรสเซอร .3 การบํารุงรักษา ใชผเู ชี่ยวชาญเพราะมี รายละเอียดทางเทคนิค ใชผเู ชี่ยวชาญเพราะตอง ใชวิชาการและความ ชํานาญมาก ใชผเู ชี่ยวชาญเพราะตอง ควบคุมการใชงานให สมดุลกันตลอดเวลา ไมจําเปนตองใช ผูเชีย่ วชาญ ใชผเู ชี่ยวชาญเพราะตองใช วิชาการและความชํานาญ มาก ใชผเู ชี่ยวชาญเพราะตอง ควบคุมการใชงานใหสมดุล กันตลอดเวลา ไมจําเปนตองใช ผูเชีย่ วชาญ 1.มอเตอรพัดลมหอผึ่งเย็น ระบบทําน้ําเย็นระบายความรอนดวยอากาศ . 3.มอเตอรปมน้ําระบายความรอน .คอนเดนซิ่งยูนิต พลังไฟฟาที่ใช (%) 80 10 3-5 3-5 2-3 85 5 50-10 3-5 85 5-10 3-5 2-3 5-10 90-95 2-7. 2.มอเตอรปมน้ําเย็น .คอมเพรสเซอร .(3) ระบบปรับอากาศแตละประเภทมีสัดสวนการใชพลังงานเทาใด ? การประหยัดพลังงานในระบบปรับอากาศนั้นโรงงานควรจะตองรูวาอุปกรณประกอบในระบบปรับอากาศสวนใด ใชพลังงานมาก เพื่อที่จะหาแนวทางในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตอไป ตารางที่ 2-7.มอเตอรพัดลมเครื่องสงลมและเครือ่ งจายลมเย็น .

5% ตอป ประมาณ 1.000-28.5๐F อัตรา การไหลของน้ําเย็น 1.000 24.2 สมรรถนะดาน 1. องคประกอบทาง เศรษฐศาสตร 2.6 อายุการใชงาน ประมาณ 15-20 ป 1.3 คาใชจายในการ ประมาณ 1% ตอป บํารุงรักษา ระบบทําน้ําเย็นระบาย ความรอนดวยอากาศ สวนประกอบมากและ ซับซอน พื้นที่ใชงานสวนใหญ ตองเริม่ ใชและหยุดใช งานพรอมกัน ประมาณ 15-20 ป นอยถาอุปกรณหลัก ไมไดเผือ่ ไวมาก แบบเปนชุดระบาย ความรอนดวยน้ํา สวนประกอบมากและ ซับซอน พื้นที่ใชงานสวนใหญตอง เริ่มใชและหยุดใชงาน พรอมกัน ประมาณ 10-15 ป นอยถาอุปกรณหลักไมได เผื่อไวมาก แบบแยกสวน สวนประกอบนอย ไมซับซอน แตละพื้นทีไ่ ม จําเปนตองเริ่มใช และหยุดพรอมกัน ประมาณ 5-8 ป มากเพราะไมสัมพันธ กับอุปกรณอื่น พอใชได เหมาะสม พอใชได ไมเหมาะสม เหมาะสม พอใชได เหมาะสม ไมเหมาะสม ไมเหมาะสม 26.รายละเอียด ระบบทําน้ําเย็นระบาย ความรอนดวยน้ํา 1.2-1.020 แกลลอนตอนาที พลังไฟฟาที่ใช 269 กิโลวัตต จงหาคา kW/TR ของเครื่องทําน้ําเย็นชุดนี้ 201 .6 1.60 kW/TR จากการตรวจวัดขณะที่เครื่องทํางานที่ภาระสูงสุดไดอุณหภูมิน้ําเย็นเขาเครื่อง 53๐F และออกที่ 46.000 ความเย็น) 2.000-35.000 1.000 28.10-1.4 การหาสมรรถนะของเครื่องปรับอากาศและอุปกรณประกอบในระบบปรับอากาศทําอยางไร ? เครื่องปรับอากาศไมวาจะมีขนาดใหญหรือเล็กจะใชดัชนีชี้วัดสมรรถนะเหมือนกันคือคาพลังไฟฟาที่ใชตอ ความสามารถในการทําความเย็น(kW/TR) ดังนั้นถาเปนเครื่องปรับอากาศใหมจะตองเขาหองทดสอบที่เปนมาตรฐาน สวนเครื่องปรับอากาศเกาที่ติดตั้งใชงานแลวจะตองตรวจวัดคาตางๆ แลวนํามาคํานวณตอไป (1) เครื่องทําน้ําเย็น (Chiller) สมรรถนะของเครื่องปรับอากาศ = พลังไฟฟาที่เครื่องทําน้ําเย็นใช / ความสามารถในการทําความเย็น ChP = kW/TR เมื่อ TR = ความสามารถในการทําความเย็นที่ภาระเต็มพิกัด (TR) = (500 x FL x ΔT) / 12.6 ประมาณ 1% ตอป ประมาณ 1.45 1.5-1.5 การเปดและปดระบบ พื้นที่ใชงานทั้งหมดตอง เริ่มใชและหยุดใชงาน พรอมกัน 1.000 FL = อัตราการไหลของน้ําเย็นที่ไหลผานสวนทําน้ําเย็น (GPM) ΔT = อุณหภูมิแตกตางของน้ําเย็นที่ไหลเขาและไหลออกจากสวนทําน้ําเย็น (๐F) kW = พลังไฟฟาที่ใชของสวนทําน้ําเย็น (kW) ดูตัวอยางเพื่อใหเกิดความเขาใจ โรงงาน ECON ติดตั้งเครื่องทําน้ําเย็นระบายความรอนดวยน้ําขนาดพิกัด 350 TR และคา kW/TR พิกัด 0.30 พลังงาน (kW/TR) 2.3-1.000-32.8 ขนาดที่เหมาะสมกับ การใชงาน ไมเหมาะสม 60 TR – 100 TR พอใชได 150 TR – 300 TR เหมาะสม มากกวา 400 TR 2.7 การยืดหยุนตอการ นอยถาอุปกรณหลัก ขยายในอนาคต ไมไดเผือ่ ไวมาก 1.1 เงินลงทุน (บาท/ตัน 28.4 โครงสรางและ สวนประกอบมากและ สวนประกอบ ซับซอน 1.000-30.5% ตอป 2-7.

13 kW/TR โดยมีขอมูลและผลการวิเคราะหดังนี้ รายการ 1.รายการ สัญลักษณ 1.9 ความสามารถในการทําความเย็นพิกัด สัญลักษณ หนวย ขอมูล แหลงที่มาของขอมูล A V Ti Ft2 Ft/min ๐ F 1.500.7 พลังไฟฟาที่เครื่องปรับอากาศทั้งชุดใช 1.00 202 วัดความชื้นสัมพัทธที่เขาขดทอ วัดอุณหภูมอิ ากาศที่ออกขดทอ วัดความชื้นสัมพัทธที่ออกขดทอ วัดพลังไฟฟาที่เครื่องทั้งชุด จากคุณสมบัติของเครือ่ ง จากคุณสมบัติของเครือ่ ง .2 สมรรถนะของเครือ่ งปรับอากาศ ChP = EL/TR 2.38 ๐ (2) เครื่องปรับอากาศแบบเปนชุดและแบบแยกสวน สมรรถนะของเครื่องปรับอากาศ = ChP เมื่อ TR CFM Δh kW = = = = = = พลังไฟฟาที่เครื่องปรับอากาศใช / ความสามารถในการทําความเย็น kW/TR ความสามารถในการทําความเย็นที่ภาระเต็มพิกัด (TR) (4.2 อุณหภูมิน้ําเย็นออกเครื่อง 1.1 ขนาดพื้นที่ของชองจายลมเย็น 1.1 อุณหภูมิน้ําเย็นเขาเครื่อง 1.00 0.97 PChP % 38.50 78.5 อุณหภูมิอากาศหลังผานขดทอความเย็น 1.13 35.90 70.3 อัตราการไหลของน้ําเย็น 1.8 คา kW/TR พิกัด 1.60 TR TR 276.500 Btu/h และคา kW/TR พิกัด 1.3 คา kW/TR สูงกวาพิกัด PChP = ((ChP – ChPR)/ChP) x 100 หนวย ๐ ขอมูล แหลงที่มาของขอมูล วัดอุณหภูมนิ ้ําเย็นจริง วัดอุณหภูมนิ ้ําเย็นจริง วัดอัตราการไหลของน้ําเย็น วัดพลังไฟฟาเฉพาะที่ Chiller จากคุณลักษณะของเครือ่ ง Ti To FL EL ChPR F F GPM kW kW/TR 53.2 ความเร็วลมที่ออกจากหัวจาย 1.20 1.00 269.70 75.000 2.3 อุณหภูมิอากาศกอนเขาขดทอความเย็น 1. การวิเคราะหขอมูล 2.4 พลังไฟฟาที่เครื่องใช 1.40 2.83 612. ขอมูลเบื้องตน 1.25 ChP kW/TR 0.1 ความสามารถในการทําความเย็น TR = (500 x FL x (To-Ti))/12.50 1.000 อัตราการไหลของลมเย็นที่ไหลผานขดทอความเย็น (ft3/min) ผลตางของเอนธาลปของอากาศที่ไหลเขาและออกจากขดทอความเย็น (Btu/lb) พลังไฟฟาที่ใชของเครื่องทําความเย็นทั้งระบบ ยกเวนปมน้ําและหอผึ่งเย็น (kW) ดูตัวอยางเพื่อใหเกิดความเขาใจ โรงงาน ECON ไดทําการตรวจวัดเพื่อหาสมรรถนะของเครื่องปรับอากาศแบบแยกสวนขนาดพิกัด 35.5 คา kW/TR พิกัด 2.4 ความชื้นสัมพัทธของอากาศกอนเขาขด ทอความเย็น 1.020.00 46.5 x CFM x Δh) / 12. ขอมูลเบื้องตน 1.80 วัดพื้นที่หนาตัดหัวจายลม วัดความเร็วเฉลี่ยของอากาศที่หัวจายลม วัดอุณหภูมอิ ากาศที่เขาขดทอ RHi To RHO EL ChPR Btu R %RH ๐ F %RH kW kW/TR Btu/h 62.6 ความชื้นสัมพัทธหลังผานขดทอความเย็น 1.

ChPR)/ChP) x 100 PChP หนวย ขอมูล ft3/min Btu/Ib Btu/Ib 1.5 ความสามารถในการทําความเย็น TR = (4. การวิเคราะหขอมูล 2.3 เอนธาลปของอากาศหลังผานขดทอความเย็น ho 2.000) – TR)/TR) x 100 สัญลักษณ หนวย ๐ ขอมูล แหลงที่มาของขอมูล 45.3 อัตราการไหลของน้ําเย็นที่เขาหรือออกจาก AHU 1.2 ความสามารถในการทําความเย็นต่ํากวาพิกัด PTR = (((Btu R / 12.4 ผลตางของเอนธาลปอากาศที่ไหลเขาและ ออกขดทอความเย็น Dh = hi-ho Dh 2.000)/(EL x 1.5 x CFM x Dh)/12.51 30.68 % 29.00 52.000)-TR)/TR) x 100 PTR 2.000 2.25 Btu/Ib 3.รายการ สัญลักษณ 2.000 วัดอุณหภูมนิ ้ําเย็นกอนเขา วัดอุณหภูมนิ ้ําเย็นที่ออก วัดอัตราการไหลของน้ําเย็น Ti To FL F F GPM Btu R kW/TR TR TR 7. ขอมูลเบื้องตน 1.4 พิกัดการทําความเย็น 2.000 เมื่อ FL = อัตราการไหลของน้ําเย็นทีเขาหรือออกจาก AHU หรือ FCU ขณะที่ลิ้นควบคุมอัตราการไหล ของน้ําเปดเต็มที่ (GPM) ΔT = อุณหภูมิแตกตางของน้ําเย็นที่ไหลเขาและไหลออกจาก AHU หรือ FCU (๐F) ดูตัวอยางเพื่อใหเกิดความเขาใจ โรงงาน ECON ทําการตรวจวัดหาอัตราการทําความเย็นของเครื่องสงลมเย็น ขนาดพิกัด 120.48 % 115.7 อัตราสวนประสิทธิภาพพลังงาน EER = (TR x 12.6 สมรรถนะของเครือ่ ง ChP = EL/TR ChP 2.58 ChP kW/TR 31.2 อุณหภูมิน้ําเย็นออกจาก AHU หรือ FCU 1. การวิเคราะหขอมูล 2.000 TR 2.60 Btu/W 7.55 แหลงที่มาของขอมูล (3) เครื่องสงลมเย็น (AHU) และเครื่องจายลมเย็น (FCU) ความสามารถในการทําความเย็น = (500 x FL x ΔT)/12.88 33.00 จากคุณสมบัติของเครือ่ ง .26 TR kW/TR 1.37 1.1 อุณหภูมิน้ําเย็นกอนเขา AHU หรือ FCU 1.8 ความสามารถในการทําความเย็นต่ํากวาพิกัด PTR = (((BtuR / 12.9 คา kW/TR สูงกวาพิกัด PChP = ((ChP .120.1 ความสามารถในการทําความเย็น TR = (500 x FL x (To-Ti))/12.93 ๐ 203 120.000 Btu/h อุณหภูมิ น้ําเย็นเขา 45 ๐F อุณหภูมิน้ําเย็นออก 52 ๐F อัตราการไหลของน้ําเย็น 26 แกลลอนตอนาที ทําการวิเคราะหไดดังนี้ รายการ 1.1 อัตราการไหลของอากาศผานขดทอ ความเย็น CFM = A x V CFM 2.000) EER 2.2 เอนธาลปของอากาศกอนเขาขดทอความเย็น hi 2.00 26.000.

5 700 ผลการวิเคราะหสมรรถนะ ของปมน้ําเย็น (GPM/ kW) 18.47 จากผลการตรวจวัดโรงงานจึงนําปม CHP – 1 และ CHP – 3 มาเดินเปนหลักจะสงผลใหเกิดการประหยัด พลังงานและไดทําการหาสาเหตุและแกไข CHP – 2 และ CHP – 4 ใหมีประสิทธิภาพสูงขึ้น 204 .680 แกลลอนตอนาที ทําการวิเคราะหดังนี้ รายการ 1.95 16.43 16.00 95.000 2.2 ความสามารถในการทําความเย็นต่ํากวาพิกัด PTR = (( TRR – TR)/TR) x 100 สัญลักษณ หนวย ๐ Ti To ขอมูล แหลงที่มาของขอมูล F F 100.8 720 43. ขอมูลเบื้องตน 1.1 ความสามารถในการระบายความรอนของหอ ผึ่งเย็น TR = (500 x FL x (Ti -To))/12.00 PTR % 100.4 พิกัดการระบายความรอน 2. การวิเคราะหขอมูล 2.00 วัดอุณหภูมนิ ้ําระบายกอนเขา CT วัดอุณหภูมนิ ้ําระบายออกจาก CT FL TRR GPM TR 1.(4) หอผึ่งเย็น (Cooling Tower) ความสามารถในการระบายความรอน (TR) = (500 x FL x ΔT) / 12.00 ๐ (5) ปมน้ําเย็น (CHP) และปมน้ําระบายความรอน (CDP) ดัชนีการใชพลังงานของปมน้ํา = อัตราการไหลของน้ําทีผานเขาหรือออกจากปม / พลังไฟฟาที่ใชขับปม (kW) = FL / kW ดูตัวอยางเพื่อใหเกิดความเขาใจ โรงงาน ECON ติดตั้งปมน้ําเย็นขนานกัน 4 ชุด โดยเปดใชงานครั้งละ 2 ชุด สลับกันไปมา เพื่อใหเกิดการ ประหยัดพลังงานโรงงานจึงทําการตรวจวัดหาสมรรถนะเพื่อนําชุดที่มีสมรรถนะสูงไปใชเดินเปนหลัก โดยมีขอมูลและผล การวิเคราะหดังนี้ รายการปมน้ําเย็น CHP – 1 CHP – 2 CHP – 3 CHP – 4 ผลการตรวจวัด อัตราการไหลของน้ําเย็น(GPM) พลังไฟฟาที่ใชขบั ปม (kW) 43.2 อุณหภูมิน้ําระบายความรอนออกจากหอผึ่งเย็น 1.000 วัดอัตราการไหลน้ําระบายเขาหรือออก จากคุณสมบัติของ CT TR TR 350.82 19.6 870 42.3 อัตราการไหลของน้ําระบายความรอนผานหอ ผึ่งเย็น 1.680.00 700.000 เมื่อ FL = อัตราการไหลของน้ําระบายความรอนที่ไหลผานหอผึ่งเย็น (GPM) ΔT = อุณหภูมิแตกตางของน้ําระบายความรอนกอนเขาและออกจากหอผึ่งเย็น (๐F) ดูตัวอยางเพื่อใหเกิดความเขาใจ โรงงาน ECON ทําการตรวจวัดหาความสามารถของหอผึ่งเย็นซึ่งมีขนาด 700 TR วัดอุณหภูมิน้ําระบายความ รอนกอนเขาหอผึ่งเย็น 100 ๐F และออกที่ 95 ๐F อัตราการไหลของน้ํา 1.1 อุณหภูมิน้ําระบายความรอนกอนเขาหอผึ่งเย็น 1.4 800 42.

43 SECP2 GPM/kW 16.รายการ 1.3 ดัชนีการใชพลังงานของปมน้ําชุดที่ 3 SECP3 = FL3/EL3 2.5 SECP1 GPM/kW 18.95 SECP4 GPM/kW 16.5 พลังไฟฟาที่ปม ชุดที่ 1 1.6 42.6 พลังไฟฟาที่ปม ชุดที่ 2 1. การวิเคราะหขอมูล 2.82 SECP3 GPM/kW 19.2 ดัชนีการใชพลังงานของปมน้ําชุดที่ 2 SECP2 = FL2/EL2 2.47 แหลงที่มาของขอมูล วัดอัตราการไหลของน้ํา วัดอัตราการไหลของน้ํา วัดอัตราการไหลของน้ํา วัดอัตราการไหลของน้ํา วัดพลังไฟฟาที่ปม วัดพลังไฟฟาที่ปม วัดพลังไฟฟาที่ปม วัดพลังไฟฟาที่ปม (6) ระบบปรับอากาศขนาดใหญ สมรรถนะของระบบปรับอากาศ = พลังไฟฟาที่ระบบปรับอากาศใช / ความสามารถในการทําความเย็น ChPS = kW / TR เมื่อ TR = ความสามารถในการทําความเย็นที่ภาระเต็มพิกัด (TR) = (500 x FL x ΔT)/12.1 อัตราการไหลน้ําเขาหรือออกจากจากปมชุดที่ 1 1.4 42.8 พลังไฟฟาที่ปม ชุดที่ 4 2.5OF อัตราการไหลของน้ําเย็น 1.4 อัตราการไหลน้ําเขาหรือออกจากจากปมชุดที่ 4 1.3 อัตราการไหลน้ําเขาหรือออกจากจากปมชุดที่ 3 1. ขอมูลเบื้องตน 1.7 พลังไฟฟาที่ปม ชุดที่ 3 1.000 FL = อัตราการไหลของน้ําเย็นที่ไหลผานสวนทําน้ําเย็น (GPM) Δ T = อุณหภูมิแตกตางของน้ําเย็นที่ไหลเขาและออกจากสวนทําน้ําเย็น (๐F) kW = ผลรวมของพลังไฟฟาที่ใชกับเครื่องทําน้ําเย็น ปม น้ําเย็น ปมน้ําระบายความรอน หอผึ่งเย็นและ อุปกรณสงจายลมเย็นทั้งหมด (kW) ดูตัวอยางเพื่อใหเกิดความเขาใจ โรงงาน ECON ติดตั้งเครื่องทําน้ําเย็นระบายความรอนดวยน้าํ 350 TR ขณะใชงานเครือ่ งทําน้าํ เย็น 1 ชุด จะเปด ปมน้ําเย็น 1 ชุด ปมน้าํ ระบายความรอน 1 ชุด หอผึ่งเย็น 2 ชุด และเครื่องสงจายลมเย็น 30 ชุด จากการวัดแสดงดังนี้ เครื่องทําน้ําเย็น ปมน้ําเย็น ปมน้ําระบายความรอน หอผึ่งเย็น เครื่องสงลมเย็น อุณหภูมิน้ําเย็นเขา 53OF ออก 46.2 อัตราการไหลน้ําเขาหรือออกจากจากปมชุดที่ 2 1.020 GPM พลังไฟฟา 269 kW พลังไฟฟา 42 kW พลังไฟฟา 25 kW พลังไฟฟา 6 kW พลังไฟฟารวม 42 kW 205 .8 43.1 ดัชนีการใชพลังงานของปมน้ําชุดที่ 1 SECP1 = FL1/EL1 2.4 ดัชนีการใชพลังงานของปมน้ําชุดที่ 4 SECP4 = FL4/EL4 สัญลักษณ หนวย ขอมูล FL1 FL2 FL3 FL4 EL1 EL2 EL3 EL4 GPM GPM GPM GPM kW kW kW kW 800 720 870 700 43.

1 ความสามารถในการทําความเย็น TR = (500 x FL x (Ti – To))/12.รายการ สัญลักษณ 1.O.3 สมรรถนะของระบบปรับอากาศ ChPS = ELT/TR หนวย ๐ ขอมูล แหลงที่มาของขอมูล วัดอุณหภูมนิ ้ําเย็นจริง วัดอุณหภูมนิ ้ําเย็นจริง วัดอัตราการไหลของน้ําเย็น วัดพลังไฟฟาเฉพาะที่ Chiller วัดพลังไฟฟาเฉพาะที่ปมน้ําเย็น วัดพลังไฟฟาเฉพาะที่ปมน้ําระบาย ความรอน วัดพลังไฟฟาเฉพาะที่หอผึ่งเย็น วัดพลังไฟฟาเฉพาะที่เครือ่ งสงลมเย็น Ti To FL ELC ELCHP ELCDP F F GPM kW kW kW 53 46.25 ELT kW 384 ChP kW/TR 1. of System Motor Eff x η m 13 2 ++ Power of Auxilary (kW) 6 x x Trans Eff ηt 5 4 Operating Time (hr) 7 Pump .5 ทําอยางไรใหระบบปรับอากาศประหยัดพลังงาน ? ในการลดการใชพลังงานจะตองทําการตรวจวินจิ ฉัยและวิเคราะหในแตละปจจัย แลวจัดลําดับความสําคัญจาก ปจจัยที่ใชพลังงานมากที่สุด เพราะจะทําใหเกิดการประหยัดพลังงานไดมาก ปจจัยที่สงผลตอการใชไฟฟาในระบบปรับ อากาศมีดังนี้ Cooling Load (kW) Electric Power Consumption of HVAC (kWh) 1 Operating Time x (hr) = C. การวิเคราะหขอมูล 2.2 อุณหภูมิน้ําเย็นออกเครื่อง 1.5 1.4 พลังไฟฟาเครื่องทําน้ําเย็น 1.000 2.1 อุณหภูมิน้ําเย็นเขาเครื่อง 1.P. Cooling fan .3 อัตราการไหลของน้ําเย็น 1.7 พลังไฟฟาหอผึ่งเย็น 1.6 พลังไฟฟาปมน้ําระบายความรอน 1. ขอมูลเบื้องตน 1.2 พลังไฟฟารวม ELT = ELC +ELCHP +ELCDP + ELCT + ELAHU 2.8 พลังไฟฟาเครื่องสงลมเย็น 2.5 พลังไฟฟาปมน้ําเย็น 1.020 269 42 25 ELCT ELAHU kW kW 6 42 TR TR 276.39 ๐ 2-7. FCU 206 .

ลดภาระการปรับอากาศ จากภายในให • ใชอุปกรณแลกเปลี่ยนความรอนระหวางอากาศ • ปรับปรุงระบบแสงสวางใหมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เหลือนอยที่สุด • ใชอุปกรณไฟฟาที่มีประสิทธิภาพสูง • นําอุปกรณที่กอใหเกิดความรอนออกจากหองปรับอากาศ • หุมฉนวนอุปกรณที่มีอุณหภูมิสูง • ลดพื้นที่ปรับอากาศ เพิ่มสัมประสิทธิ์สมรรถนะ (COP. • ควบคุมปริมาณสารทําความเย็นในระบบใหเหมาะสม Coefficient of Performance) ใหสูงที่สุด • ทําความสะอาดพื้นที่ผิวแลกเปลี่ยนความรอนระหวางสารทํา • • • • • • • • ความเย็นกับน้ําหรืออากาศ ควบคุมปริมาณน้ําหรืออากาศใหไหลผานขดทอแลกเปลี่ยน ความรอนในอัตราที่เหมาะสม เพิ่มขนาดพื้นที่ผิวแลกเปลี่ยนความรอน ปรับตั้งหรือเลือกใชลิ้นลดความดันที่มีขนาดเหมาะสม ปรับตั้งอุณหภูมิน้ําเย็นใหสูงขึ้น ใชน้ําหรืออากาศที่มีอุณหภูมิต่ําเขาระบายความรอน ใชน้ําระบายความรอนแทนอากาศ ใชเครื่องอัดที่มีประสิทธิภาพสูง ควบคุมคุณภาพน้ําระบายความรอน 3 เพิ่มประสิทธิภาพของมอเตอร (ηm) ที่ขับ คอมเพรสเซอรใหสูงที่สุด • คอมเพรสเซอรขนาดเล็ก เมือ่ มอเตอรไหมหรือมีอายุการใชงานมาก กวา 5 ป ควรเปลีย่ นใหมโดยใขคอมเพรสเซอรประสิทธิภาพสูง • คอมเพรสเซอรขนาดใหญควรซอมมอเตอรไมเกิน 3 ครั้ง เพราะ มอเตอรไหมแตละครั้งประสิทธิภาพจะลดลงประมาณ 4% • อัดจารบีหรือสารหลอลื่นเปนประจํา • เปลี่ยนลูกปนเมื่อหมดอายุการใชงาน • เปลี่ยนไปใชมอเตอรประสิทธิภาพสูง 4 เพิ่มประสิทธิภาพระบบสงกําลัง (ηt ) ระหวางเครื่องอัดสารทําความเย็นกับ มอเตอรใหสูงที่สุด • • • • 5 ลดชั่วโมงการใชงาน เครื่องปรับอากาศ • เปดใชงานใหชาลง (Optimum Start) • ปดกอนเลิกงานเล็กนอย (Optimum Stop) ปรับความตึงสายพานใหเหมาะสม เปลี่ยนสารพานเมื่อหมดอายุการใชงาน ใสสายพานใหครบตามจํานวนที่ออกแบบ เลือกใชสายพานที่มีประสิทธิภาพสูง 207 .หมายเลข 1 2 แนวทางการประหยัดพลังงาน มาตรการทีด่ าํ เนินการ 1. ลดภาระการปรับอากาศ จากภายนอก • ลดพืน้ ทีผ่ นังโปรงแสงทางทิศตะวันตก ตะวันตกเฉียงใต และทิศใต ใหเหลือนอยที่สุด • ใชอปุ กรณบงั แดด เชน กันสาดหรือตนไม ติดตัง้ ฟลม กันความรอน • เลือกใชวัสดุที่มีคุณสมบัติเปนฉนวนความรอนกับผนังทึบ • ลดการนําอากาศภายนอกเขาและลดการนําอากาศภายในออก • ปรับตั้งอุณหภูมิในพื้นที่ปรับอากาศใหสูงที่สุด 2.

หมายเลข แนวทางการประหยัดพลังงาน มาตรการทีด่ าํ เนินการ • ปดเครือ่ งปรับอากาศในชวงเวลาไมใชงาน • ปดเครื่องปรับอากาศชวงพักกลางวัน • ลดจํานวนเครื่องปรับอากาศเมื่อภาระการปรับอากาศต่ํา ลดพลังไฟฟาที่ใชกับอุปกรณประกอบของ • เปดใชงานในจํานวนที่เหมาะสม ระบบปรับอากาศ (Power of Auxiliary) • เลือกใชงานอุปกรณชดุ ทีม่ ปี ระสิทธิภาพสูงเปนหลัก เชน ปมน้ํา หอผึ่งเย็น เครื่องสงหรือจายลม • ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอุปกรณใหมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เย็น • ใชงานอุปกรณในจุดที่มีประสิทธิภาพสูงสุด • ใชอุปกรณปรับความเร็วรอบกับปมหรือพัดลม • ทําความสะอาดอุปกรณ เชน ฟลเตอรและทอน้ํา • ลดปริมาณน้าํ และอากาศสวนเกิน โดยใช VWV และ VAV เปนตน ลดชั่วโมงการใชงานอุปกรณประกอบระบบ • ปดปมน้ําระบายความรอนและหอผึ่งกอนปดปมน้ําเย็น ปรับอากาศ • ควบคุมเวลาการเปดเครื่องสงจายลมเย็นโดยไมเปดกอนเวลา 6 7 ทํางานนานเกินไป และปดทันทีเมื่อเลิกงาน • ปดเครื่องสงจายลมเย็นในเวลาที่ไมมีการใชงาน แนวทางการประหยัดพลังงานในระบบปรับอากาศมีดังนี้ (1) (2) (3) (4) (5) (6) (7) (8) (9) (10) (11) การเพิม่ ประสิทธิภาพเครือ่ งทําน้าํ เย็นโดยการเพิม่ ความดันสารทําความเย็นดานอีแอปปอเรเตอร ลดความดันสารทําความเย็นดานคอนเดนเซอร โดยการทําความสะอาดคอนเดนเซอรและการเดินหอผึง่ เย็นเพิม่ การใชเครือ่ งทําน้าํ เย็นในจุดทีม่ ปี ระสิทธิภาพสูงสุด หรือเลือกเดินเครือ่ งทําน้าํ เย็นชุดทีม่ ปี ระสิทธิภาพสูงมากขึน้ การเพิม่ ประสิทธิภาพเครือ่ งทําน้าํ เย็นโดยการเพิม่ อัตราการไหลของน้าํ เย็น การเปลีย่ นไปใชเครือ่ งทําน้าํ เย็นประสิทธิภาพสูง การลดการนําอากาศภายนอกเขาหรือลดการดูดอากาศภายในทิง้ การลดอากาศรอนจากภายนอกรัว่ เขาหองปรับอากาศ การลดพืน้ ทีป่ รับอากาศ และการปรับอุณหภูมแิ ละความชืน้ สัมพัทธภายในหองปรับอากาศใหสงู ขึน้ การลดภาระการปรับอากาศโดยการปรับปรุงระบบแสงสวาง การหรีว่ าลวทีอ่ อกจากปม เพือ่ ลดอัตราการไหลของน้าํ เลือกเดินปม น้าํ ชุดทีม่ ปี ระสิทธิภาพสูงเปนหลัก และเปลีย่ นปม น้าํ ชุดทีม่ ปี ระสิทธิภาพต่าํ ในระบบปรับอากาศ (1) การเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องทําน้ําเย็นโดยการเพิ่มความดันสารทําความเย็นดานอีแวปปอเรเตอร การที่ความดันระเหยหรือความดันของสารทําความเย็นใน Evaporator ต่ําลงจะสงผลใหความสามารถในการทํา ความเย็นลดลงและพลังไฟฟาจะมากขึ้น ทําใหเครื่องปรับอากาศมีคา kW/TR สูงขึ้นหรือคา COP ลดลง ดังนั้นควรเพิ่ม ความดันของสารทําความเย็นดานต่ําใหสูงขึ้น โดยเครื่องปรับอากาศขนาดเล็กอาจทําโดยการปรับตั้งลิ้นลดความดัน แต ถาเปนเครื่องขนาดใหญ ทําโดยการปรับตั้งอุณหภูมิน้ําเย็นใหสูงขึ้น ทั่วไปในชวงที่ภาระของเครื่องต่ํากวา 80% สามารถปรับเพิ่มอุณหภูมิน้ําเย็นได 1-3 ๐F โดยทุกๆ 1๐F ที่ปรับสูงขึ้นจะทําใหคา kW/TR ลดลง 2-4% โดยกอนที่จะ ปรับเพิ่มอุณหภูมิเครื่องทําน้ําเย็นควรตรวจสอบและทําความสะอาดกรองอากาศและขดทอความเย็นของเครื่องสงลม เย็นและเครื่องจายลมเย็นทั้งหมดกอน เพราะบางครั้งเมื่อเพิ่มอุณหภูมิแลวทําใหบางพื้นที่อุณหภูมิสูงเกินความตองการ 208 .

ควบคุมจากอุณหภูมิในพื้นที่ที่รอนที่สุดหรือพื้นที่ที่สําคัญที่สุด จากรูปที่ 2-7.23 การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิน้ําเย็นสงผลใหสัมประสิทธิสมรรถนะ (COP) ของเครื่องอัดแบบตางๆ สมการที่ใชในการคํานวณ ความสามารถในการทําความเย็นของเครือ่ งหอผึง่ เย็น (TR) = ประสิทธิภาพของเครื่องทําน้ําเย็น (ChP) = พลังงานไฟฟาที่ลดลง (ES) = (500 x GPM x T) / 12. ควบคุมจากอุณหภูมิน้ําเย็นที่กลับเขาเครื่อง 2.95 บาทตอหนวย) [วิธีการคํานวณ 1) กรอกขอมูลลงไปในชองขอมูล ของหัวขอ 1 ใหครบถวน 2) ทําการคํานวณตามหัวขอ 2] 209 .ซึ่งปญหาไมไดเกิดจากอุณหภูมิน้ําเย็นที่สูงเกินไปแตเกิดจากประสิทธิภาพของ AHU หรือ FCU นอกจากนั้นที่พบมาก คืออัตราการไหลของน้ําเย็นที่เขา AHU นอยเกินไปทําใหความสามารถในการทําความเย็นของ AHU ลดลง ดังนั้นควร สมดุลน้ําในระบบใหเหมาะสมและอีกประการหนึ่งที่พบบอยคือในพื้นที่ปรับอากาศที่ใช AHU ชุดเดียวกันพบวาบางจุด อุณหภูมิสูงและบางจุดอุณหภูมิต่ํา ซึ่งเกิดจากการกระจายลมในพื้นที่ไมดี หรือปริมาณลมที่ออกจากหัวจายบางจุดนอย เกินไป ซึ่งควรแกปญหาโดยการปรับตั้งหัวจายลมใหเหมาะสมและทําการสมดุลลมใหเหมาะสมกับภาระการปรับอากาศ ในแตละจุด การปรับตั้งอุณหภูมิน้ําเย็นใหสูงขึ้นมีหลายวิธี คือ การปรับโดยใชคน และการปรับโดยอัตโนมัติ ซึ่งการปรับ โดยอัตโนมัตินั้นสามารถทําไดโดย 1.000 kW/TR (kW/TR กอนปรับเปลี่ยน – kW/TR หลังปรับเปลี่ยน) x ตันความเย็นเดิม x ชั่วโมงการใชงานตอป x ตัวประกอบการทํางาน ดูตัวอยางเพื่อใหเกิดความเขาใจ โรงงาน ECON ติดตั้งเครื่องทําน้ําเย็นแบบหอยโขงระบายความรอนดวยน้ําขนาดพิกัด 350 TR ปกติปรับตั้ง อุณหภูมิน้ําเย็นไวที่ 45๐F เพื่อใหเกิดการประหยัดพลังงานโรงงานจึงปรับอุณหภูมิน้ําเย็นเปน 46๐F ที่ภาระโหลด 60% โดยพื้นที่ปรับอากาศไมมีปญหา ผลการตรวจวัดกอนและหลังการปรับตั้งมีดังนี้ (ใชงานวันละ 12 ชั่วโมง 300 วันตอป ตลอดทั้งปภาระการปรับอากาศเปลี่ยนแปลงประมาณ 80% อัตราคาไฟฟา 2.23 จะเห็นวาถาอุณหภูมิน้ําเย็นสูงขึ้นจะทําใหรอยละของ COP สูงขึ้น หรือ คา kW/TR ลดลงซึ่ง เครื่องอัดแตละชนิดจะไดผลที่แตกตางกัน Percentincrease in Coefficient of performance (base 40 ๐F) Leaving chilled water Temperature ๐F รูปที่ 2-7. ควบคุมจากอากาศภายนอก 3.

7 2 68.1 ความสามารถในการทําความเย็นเดิม TRO = ((500 x FLO x (TOi.6 คาพลังงานไฟฟาลดลง SC = ES x EC 45.4 2 ๐ (2) การลดความดันสารทําความเย็นดานคอนเดนเซอรโดยการทําความสะอาดคอนเดนเซอร โรงงานสวนใหญจะทําความสะอาดคอนเดนเซอรปละ 1 ครั้ง ซึ่งนอยเกินไปเนื่องจากเมื่อใชงานตะกรันซึ่งเกิด จากน้ําระบายความรอนจะยึดเกาะผิวทอแลกเปลี่ยนความรอนของคอนเดนเซอรหนามากขึ้นเรื่อย ทําใหประสิทธิภาพใน การแลกเปลี่ยนความรอนระหวางสารทําความเย็นและน้ําระบายความรอนลดลง ปริมาณความรอนที่ระบายทิ้งลดลง ความเย็นที่ไดก็จะลดลงตามไปดวย นอกจากนั้นความดันสารทําความเย็นในคอนเดนเซอรจะสูงขึ้น สงผลใหเครื่องอัดใช พลังไฟฟามากขึ้น ดังนั้นความถึ่ในการลางจะมากนอยขึ้นอยูกับผลตางของอุณหภูมิสารทําความเย็นในคอนเดนเซอร และอุณหภูมิของน้ําที่ออกจากคอนเดนเซอร ซึ่งควรตางกันไมเกิน 4-6OF จากรูปที่ 2-7.5 อุณหภูมิน้ําเย็นออกกอนเพิ่มอุณหภูมิน้ําเย็น 1.1 คาไฟฟาเฉลี่ยตอหนวย 1.38 ChPO kW/TR 0.600 1 จากใบแจงหนี้คาไฟฟา จากการใชงานจริง ตลอดทั้งปภาระการปรับอากาศ ของเครื่องเปลี่ยนแปลงเทาใด จากการตรวจวัดที่ภาระสูง จากการตรวจวัดที่ภาระสูง จากการตรวจวัดที่ภาระสูง จากการตรวจวัดที่ภาระสูง จากการตรวจวัด จากการตรวจวัด จากการตรวจวัด ๐ TOi TOO TNI TNO FLO ELO ELN F F ๐ F ๐ F GPM kW kW 51.2 ความสามารถในการทําความเย็นหลังเพิม่ อุณหภูมิ น้าํ เย็น TRN = ((500 x FLO x (TNI.000 2.TOO)) / 12.TNO))/12.รายละเอียด เดิมปรับตั้งอุณหภูมิน้ําเย็นที่ 45 ๐F ปรับตั้งอุณหภูมิน้ําเย็นใหมเปน 46 ๐F อุณหภูมิน้ําเย็น อุณหภูมิน้ําเย็น เขา(๐F) ออก (๐F) 51. การวิเคราะหขอมูล 2.10 พลังไฟฟาหลังเพิ่มอุณหภูมิน้ําเย็น 2.24 จะเห็นวาเมื่อใชงานไปคา 210 .2 อัตราการไหล ของน้ําเย็น (GPM) 631 631 พลังไฟฟาที่ใช (kW) 129 116 สัญลักษณ หนวย ขอมูล แหลงที่มาของขอมูล EC hr OF B/kWh h/y - 2. ขอมูลเบื้องตน 1.3 ตัวประกอบการทํางาน 1.8 อัตราการไหลของน้ําเย็น 1.27 TRN TR 160.6 อุณหภูมิน้ําเย็นเขาหลังเพิ่มอุณหภูมิน้ําเย็น 1.4 45 52.5 พลังงานไฟฟาที่ลดลงตอป Es = (ChPO .0 46.3 ประสิทธิภาพของเครื่องทําน้ําเย็นกอนปรับ ChPO = ELO /TRO 2.ChPN) x TRN x hr x OF 2.3 รายการ 1.4 ประสิทธิภาพของเครื่องทําน้ําเย็นหลังเพิ่มน้ําเย็น ChPN = ELN/TRN 2.4 อุณหภูมิน้ําเย็นเขากอนเพิ่มอุณหภูมิน้ําเย็น 1.4 52.77 ChPN kW/TR ES kWh/y SC B/y 0.094.72 23.2 ชั่วโมงการใชงานตอป 1.2 631 129 116 TRO TR 168.3 46.9 พลังไฟฟากอนเพิ่มอุณหภูมิน้ําเย็น 1.129.000 2.95 3.7 อุณหภูมิน้ําเย็นออกหลังเพิ่มอุณหภูมิน้ําเย็น 1.

95 บาทตอหนวย) [วิธีการคํานวณ 1) กรอกขอมูลลงไปในชองขอมูล ของหัวขอ 1 ใหครบถวน 2) ทําการ คํานวณตามหัวขอ 2] รายละเอียด กอนทําความสะอาดคอนเดนเซอร หลังทําความสะอาดคอนเดนเซอร Condenser ความดันสาร Approach ทําความเย็น Temp.0 53.5 อัตราการไหล ของน้ําเย็น (GPM) 3.600 1.kW/TR ของเครื่องจะสูงขึ้นและเมื่อลางทําความสะอาดคา kW/TR ก็จะลดลง ดังนั้นการคิดการสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟา จะคิดที่ 0.24 คา kW/TR จะมากขึ้นตามระยะเวลาการใช อุปกรณที่ใชทําความสะอาดอัตโนมัติ เชนใชแปรงหรือใชลูกบอลฟองน้ําหรือใชประจุไฟฟา หรือใชโอโซน สมการที่ใชในการคํานวณ พลังไฟฟาที่สูญเสียจากความถี่ในการทําความสะอาดเดิม = 0.4 ตัวประกอบการทํางาน EC hrO hrN OF B/kWh h/y h/y - 2.100 3.95 3.1 คาไฟฟาเฉลี่ยตอหนวย 1.5 ของพลังงานไฟฟาที่เครื่องใชสูงขึ้นจากหลังทําความสะอาดใหมๆ และถาลดความถี่ลงจากปละ 1 ครั้งเปนป ละ 2 ครั้ง จะคิดผลการประหยัดไดครึ่งหนึ่งของการสิ้นเปลืองพลังงานจากการทําความสะอาดปละ 1 ครั้ง ปจจุบันมี kW / TR kW / TR Time Time รูปที่ 2-7.3 ชั่วโมงการใชงานในชวงการทําความสะอาดใหม 1.2 61. ขอมูลเบื้องตน 1.25 ผลของการทําความสะอาดปละ 2 ครั้ง รูปที่ 2-7.0 52.200 TR โดยปกติโรงงานทําความ สะอาดคอนเดนเซอรปละ 1 ครั้ง จากการตรวจวัดพบวาอุณหภูมิสารทําความเย็นที่คอนเดนเซอรมาก ทําใหสูญเสียพลัง งาน โรงงานจึงปรับแผนการทําความสะอาดใหมเปนปละ 2 ครั้ง จึงทําการตรวจวัดหาประสิทธิภาพกอนและหลังทํา ความสะอาด ดังนี้ (ใชงานวันละ 12 ชั่วโมง 300 วันตอป ตลอดทั้งปภาระการปรับอากาศเปลี่ยนแปลง 80% อัตราคา ไฟฟา 2.2 ชั่วโมงการใชงานในชวงการทําความสะอาดเดิม 1.330 พลังไฟฟา ที่ใช (kW) 675 600 รายการ สัญลักษณ หนวย ขอมูล แหลงที่มาของขอมูล 1. (๐F) (psig) 8 12 3 10 อุณหภูมิน้ําเย็น ออก เขา(๐F) (๐F) 61.8 จากใบแจงหนี้คาไฟฟา จากแผนการบํารุงรักษา จากแผนการบํารุงรักษาใหม ตลอดทั้งปภาระการปรับอากาศ 211 .800 0.5 x (kW/TR กอนทําความสะอาด – kW/TR หลังทําความสะอาด) x ตันความเย็นเดิม x ชั่วโมงการใช งานในชวงการทําความสะอาดเดิม x ตัวประกอบการทํางาน พลังงานไฟฟาที่ประหยัดไดจากการเพิ่มความถี่ใน = 1–1 / (จํานวนชั่วโมงเดิมในรอบการทําความสะอาดความถี่เดิม/จํานวนชั่วโมงในรอบความถี่ใหม) xพลัง งานไฟฟาที่สูญเสียจากความถี่ในการทําความสะอาดเดิม ดูตัวอยางเพื่อใหเกิดความเขาใจ โรงงาน ECON ติดตั้งเครื่องทําน้ําเย็นระบายความรอนดวยน้ําขนาดพิกัด 1.

330 675 600 TRO TR 1.2 ความสามารถในการทําความเย็นหลังทําความ สะอาด TRN = ((500 x FLN x (TNi – TNO))/12.0 GPM/TR การที่ทําใหอุณหภูมิน้ําระบายเขาเครื่องมีอุณหภูมิ ต่ําลงทุก 1๐F จะทําใหคา kW/TR ลดลง 1-3% จากรูปที่ 2-7.50 1.12 พลังไฟฟาหลังทําความสะอาด 2.000 2.007.179.5 x (ChPO.2 61 52.11 พลังไฟฟากอนทําความสะอาด 1.67 ChPN kW/TR 0.7 อุณหภูมิน้ําเย็นเขาหลังทําความสะอาด 1.388.100 3.51 EN kWh/y 232.9 อัตราการไหลของน้ําเย็นกอนทําความสะอาด 1.000 2.6 อุณหภูมิน้ําเย็นออกกอนทําความสะอาด 1.6 พลังงานไฟฟาทีป่ ระหยัดไดจากการเพิม่ ความถีใ่ น การทําความสะอาด ES = 1-1 / (hrO / hrN) x EN 2.00 342.4 ประสิทธิภาพของเครือ่ งทําน้าํ เย็นหลังทําความ สะอาด ChPN = ELN/TRN 2.064. การวิเคราะหขอมูล 2.ChPN) x TRO x hrO x OF 2.10 อัตราการไหลของน้ําเย็นหลังทําความสะอาด 1.1 ความสามารถในการทําความเย็นกอนทําความ สะอาด TR0 = ((500 x FLO x (TOi– TOO)) / 12.3 ประสิทธิภาพของเครือ่ งทําน้าํ เย็นกอนทําความ สะอาด ChPO = ELO /TRO 2.80 ๐ ๐ ขอมูล แหลงที่มาของขอมูล ของเครื่องเปลี่ยนแปลงเทาใด จากการตรวจวัดที่ภาระสูง จากการตรวจวัดที่ภาระสูง จากการตรวจวัดที่ภาระสูง จากการตรวจวัดที่ภาระสูง จากการตรวจวัด จากการตรวจวัด จากการตรวจวัด จากการตรวจวัด (3) การลดความดันสารทําความเย็นดานคอนเดนเซอรโดยการเดินหอผึ่งเย็นเพิ่ม การที่ความดันควบแนนหรือความดันของสารทําความเย็นใน Condenser สูงขึ้นจะสงผลใหความสามารถในการ ทําความเย็นลดลง และพลังไฟฟาที่เครื่องอัดใชมากขึ้น ทําใหเครื่องปรับอากาศมีคา kW/TR สูงขึ้น หรือคา COP ของ เครื่องลดลง ดังนั้นโรงงานควรลดความดันสารทําความเย็นดานสูงใหต่ําลง โดยเครื่องปรับอากาศขนาดเล็กที่ระบาย ความรอนดวยอากาศอาจทําโดยการทําความสะอาดขดทอความรอนเปนประจํา และควรติดตั้งในที่อากาศถายเทได สะดวก อีกทั้งอากาศที่เขาระบายควรมีอุณหภูมิต่ําที่สุดเทาที่จะทําได นอกจากนั้นถาเปนไปไดควรเพิ่มขนาดของ Condenser หรือเพิ่มขนาดของพัดลมระบายความรอน สวนระบบขนาดใหญที่ใชน้ําระบายความรอนควรทําความ สะอาดคอนเดนเซอรสม่ําเสมอ โดยควบคุมไมใหผลตางของอุณหภูมิอิ่มตัวของสารทําความเย็นในคอนเดนเซอรสูงกวา น้ําระบายความรอนที่ออกจากคอนเดนเซอรเกิน 4-6๐F นอกจากนั้นควรปรับปรุงหรือเพิ่มจํานวนการเดินหอผึ่งเย็น เพื่อ ใหอุณหภูมิน้ําที่เขาคอนเดนเซอรต่ําที่สุดเทาที่จะทําได โดยอุณหภูมิน้ําที่ไดจากหอผึ่งเย็นควรมีอุณหภูมิสูงกวาอุณหภูมิ กระเปาะเปยกของอากาศที่เขาระบายไมเกิน 6 ๐F นอกจากนั้นควรควบคุมอัตราการไหลของน้ําระบายความรอนที่เขา คอนเดนเซอรใหไดตามการออกแบบของผูผลิต หรือ 3.00 ES SC kWh/y B/y 116.26 จะเห็นวาถาอุณหภูมิควบแนนของสารทําความเย็นลง จะสงผลใหคา COP สูงขึ้น โดยเครื่องอัดแตละชนิดจะไดผลที่ตางกัน เชนเครื่องอัดแบบสกรู ถาลดอุณหภูมิควบแนนได 10 ๐F คา COP จะเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 23% 212 .5 3.รายการ สัญลักษณ หนวย 1.5 พลังงานไฟฟาทีส่ ญ ู เสียจากความถีใ่ นการทําความ สะอาดเดิม EN = 0.5 อุณหภูมิน้ําเย็นเขากอนทําความสะอาด 1.8 อุณหภูมิน้ําเย็นออกหลังทําความสะอาด 1.128.7 คาพลังงานไฟฟาลดลง SC = ES x EC TOi TOO TNI TNO FLO FLN ELO ELN F F ๐ F ๐ F GPM GPM kW kW 61 53.38 TRN TR ChPO kW/TR 0.

2 15.4 653.รูปที่ 2-7.0 52.6 107 พลังไฟฟา Cooling Tower (kW) 7.2 93.95 บาท) [วิธีคํานวณ 1) กรอกขอมูลลงไปในชองขอมูล ของหัวขอ1 ใหครบถวน 2) ทําการคํานวณ ตามหัวขอ 2] รายละเอียด เดิมเดิน Chiller 1 ชุดและ เดิน Cooling Tower 1 ชุด ใหมเดิน Chiller 1 ชุดและ เดินCooling Tower 2 ชุด อุณหภูมิน้ําเย็น ออก เขา(๐F) (๐F) 46.2 45.7 52.1 (รวม 2 ชุด) .000 ประสิทธิภาพของเครื่องทําน้ําเย็น (ChP) = kW/TR พลังงานไฟฟาที่ลดลง (ES) = (kW/TR กอนปรับเปลี่ยน – kW/TR หลังปรับเปลี่ยน) x ตันความเย็นเดิม x ชั่ว โมงการใชงานตอป x ตัวประกอบการทํางาน ดูตัวอยางเพื่อใหเกิดความเขาใจ โรงงาน ECON ติดตั้งเครื่องทําน้ําเย็นแบบหอยโขงระบายความรอนดวยน้ําขนาด 350 TR ปกติเดินหอผึ่งเย็น 1 ชุด รวมกับเครื่องทําน้ําเย็น 1 ชุด อุณหภูมิน้ําระบายความรอนกอนเขาคอนเดนเซอร 90๐F อุณหภูมิน้ําที่ไดจากหอผึ่ง เย็นสูงกวาอุณหภูมิกระเปาะเปยกของอากาศที่เขาหอผึ่งเย็น 8๐F ดังนั้นเมื่อเดินหอผึ่งเย็นเพิ่มขึ้น 1 ชุด ปริมาณน้ําที่ เขาหอผึ่งเย็นทั้งสองชุดจะลดลงจากเดิม สงผลใหอุณหภูมิน้ําที่ไดลดลงจาก 90๐F เปน 86๐F ผลการตรวจวัดกอนและ หลังการปรับตั้ง มีดังนี้ (ใชงานวันละ 12 ชั่วโมง 300 วันตอป ตลอดทั้งปภาระการปรับอากาศเปลี่ยนแปลง 80% อัตรา คาไฟฟาตอหนวย 2.1 97.4 พลังไฟฟา Chiller (kW) 122 86.26 ความสัมพันธของอุณหภูมิควบแนนสารทําความเย็น กับสัมประสิทธิ์สมรรถนะ (COP) ของเครื่องอัดแบบตางๆ สมการที่ใชในการคํานวณ ความสามารถในการทําความเย็นของหอผึง่ เย็น (TR) = (500 x GPM x T) / 12.2 อัตราการ ไหลน้ําเย็น (GPM) 653.4 213 อุณหภูมิน้ําระบาย เขา(๐F) ออก(๐F) 90.

000 2.6 พลังงานไฟฟาที่ลดลงตอป ES = [(ChPO.2 ชั่วโมงการใชงานตอป 1.1 คาไฟฟาเฉลี่ยตอหนวย 1.8 อัตราการไหลของน้ําเย็น 1.5 พลังงานไฟฟาของ CT จากการเดิน Cooling Tower เพิ่ม ECT = (ECTN – ECTO) x hrO 2.1 TRO TR 168.2 15.10 พลังไฟฟาของ Chiller หลังเดิน Cooling Tower เพิ่ม 1.80 TRN TR 176.ECT 2.196.6 อุณหภูมิน้ําเย็นเขาหลังเดิน Cooling Tower เพิ่ม 1.2 ความสามารถในการทําความเย็นหลังเดิน CTเพิ่ม TRN = ((500 x FLO x (TNi – TNO))/12.897.รายการ 1.96 ChPO kW/TR 0.9 พลังไฟฟาของ Chiller กอนเดิน Cooling Tower เพิ่ม 1.60 ECT kWh/y 28.72 ChPN kW/TR 0.600 0.1 ความสามารถในการทําความเย็นเดิม CT เพิ่ม TR0 = ((500 x FLO x (TOi– TOO)) / 12.7 คาพลังงานไฟฟาลดลง SC = ES x ECT สัญลักษณ หนวย ขอมูล แหลงที่มาของขอมูล EC hrO OF B/kWh h/y - 2.95 3.ChPN) x TRO x hr0 x OF] .8 จากใบแจงหนี้คาไฟฟา จากการใชงานจริง ตลอดทั้งปภาระการปรับ อากาศของเครื่องเปลี่ยน แปลงเทาใด จากการตรวจวัดทีภ่ าระสูง จากการตรวจวัดทีภ่ าระสูง จากการตรวจวัดทีภ่ าระสูง จากการตรวจวัดทีภ่ าระสูง จากการตรวจวัด จากการตรวจวัด จากการตรวจวัด จากการตรวจวัด จากการตรวจวัด ๐ TOi TOO TNI TNO FLO ELO ELN ECTO ECTN F F ๐ F ๐ F GPM kW kW kW kW 52.11 พลังไฟฟาของ Cooling Tower กอนเดินเพิ่ม 1.2 46 52.00 ES SC kWh/y B/y 29.4 ประสิทธิภาพของเครื่องทําน้ําเย็นหลังเดิน CT เพิ่ม ChPN = ELN/TRN 2.440.28 88.5 อุณหภูมิน้ําเย็นออกกอนเดิน Cooling Tower เพิ่ม 1. การวิเคราะหขอมูล 2.000 2.3 ประสิทธิภาพของเครื่องทําน้ําเย็นกอนเดิน CT เพิ่ม ChPO = ELO /TRO 2.98 ๐ (4) ใชเครื่องทําน้ําเย็นในจุดที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เครื่องทําน้ําเย็นที่ใชเครื่องอัดแบบหอยโขงจะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อรับภาระ 80-90% ดังนั้นควรปรับตั้ง Current Limit ไมเกิน 90% จะสงผลใหคา kW/TR ลดต่ําลง ถาเครื่องทําน้ําเย็นทํางานที่ภาระต่ํากวา 70% จะทําใหประ สิทธิภาพของ Chiller ลดต่ําลงดวย ถาคิดประสิทธิภาพโดยรวมของระบบปรับอากาศซึ่งประกอบดวย เครื่องทําน้ําเย็น ปมน้ําเย็น ปมน้ําระบายความรอน หอผึ่งเย็น และเครื่องสงจายลมเย็น จะเห็นวาเมื่อเครื่องทําน้ําเย็นทํางานที่ภาระต่ํา ปริมาณความเย็นที่ไดนอย แตพลังงานไฟฟาที่ใชกับอุปกรณประกอบในระบบไมไดลดลง ดังนั้นประสิทธิภาพของระบบ รวบรวมจะลดต่ําลง 214 .2 45.12 พลังไฟฟาของ Cooling Tower หลังเดินเพิ่ม 2.4 อุณหภูมิน้ําเย็นเขากอนเดิน Cooling Tower เพิ่ม 1. ขอมูลเบื้องตน 1.3 ตัวประกอบการทํางาน 1.7 อุณหภูมิน้ําเย็นออกหลังเดิน Cooling Tower เพิ่ม 1.7 653.4 122 107 7.

Current Limit 100% Current Limit 90% ทําความเย็นได 475 TR พลังไฟฟาที่ใช 335 kW คา kW/TR 0.676 kW/TR รูปที่ 2-7.28 คา kW/TR ของ ระบบรวมจะสูงขึ้นเมื่อภาระของระบบปรับอากาศต่ํา สมการที่ใชในการคํานวณ ความสามารถในการทําความเย็นของหอผึง่ เย็น (TR) = (500 x GPM x T) / 12.124 kW/TR ทําความเย็นได 450 TR พลังไฟฟาที่ Chiller ใช 304 kW พลังไฟฟาที่ปมน้ําเย็นใช 32 kW พลังไฟฟาที่ปมน้ําระบายใช 41 kW พลังไฟฟาที่หอผึ่งเย็นใช 11 kW พลังไฟฟาที่เครื่องสงลมเย็นใช 22 kW รวมพลังไฟฟาที่ใช 410 kW คา kW/TR 410/450 = 0.5 215 อัตราการไหลของน้ําเย็น (GPM) 1.705 kW/TR ทําความเย็นได 450 TR พลังไฟฟาที่ใช 304 kW คา kW/TR 0.27 คา kW/TR ของ Chiller ลดลง เมื่อลด Current Limit ภาระการทํางานของ Chiller 60% ภาระการทํางานของ Chiller 90% ทําความเย็นได 291 TR พลังไฟฟาที่ Chiller ใช 221 kW พลังไฟฟาที่ปมน้ําเย็นใช 32 kW พลังไฟฟาที่ปมน้ําระบายใช 41 kW พลังไฟฟาที่หอผึ่งเย็นใช 11 kW พลังไฟฟาที่เครื่องสงลมเย็นใช 22 kW รวมพลังไฟฟาที่ใช 327 kW คา kW/TR 327/291 = 1.000 ประสิทธิภาพของเครื่องทําน้ําเย็น (ChP) = kW/TR พลังงานไฟฟาที่ลดลง (ES) = (kW/TR กอนปรับเปลี่ยน – kW/TR หลังปรับเปลี่ยน) x ตันความเย็นเดิม x ชั่ว โมงการใชงานตอป x ตัวประกอบการทํางาน ดูตัวอยางเพื่อใหเกิดความเขาใจ โรงงาน RET ติดตั้งเครื่องทําน้ําเย็นแบบหอยโขงระบายความรอนดวยน้ําขนาดพิกัด 500 TR โดยปกติปรับตั้ง Current Limit ที่ 100% ซึ่งเปนจุดที่ประสิทธิภาพของเครื่องต่ําโรงงานจึงทําการปรับตั้ง Current Limit ใหมเปน 90% ซึ่งจากการปรับตั้ง ไมสงผลตอภาระการปรับอากาศภายในโรงงาน ผลการตรวจวัดกอนและหลังการปรับตั้งมีดังนี้ (ใช พลังงานวันละ 12 ชั่วโมง 300 วันตอป ตลอดทั้งปภาระการปรับอากาศเปลี่ยนแปลง 80% อัตราคาไฟฟา 2.8 อุณหภูมิน้ําเย็นออก (๐F) 46.95 บาทตอ หนวย) [วิธีการคํานวณ 1) กรอกขอมูลลงไปในชองขอมูล ของหัวขอ1ใหครบถวน 2)ทําการคํานวณตามหัวขอ 2] รายละเอียด Current Limit 100% Current Limit 90% อุณหภูมิน้ําเย็นเขา (๐F) 55.200 พลังไฟฟาที่ใช (kW) 335 304 .8 55.200 1.3 46.911 kW/TR รูปที่ 2-7.

200 335 304 TRO TR 475.8 46.3 ตัวประกอบการทํางาน 1.00 ๐ (5) การเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องทําน้ําเย็นโดยการเพิ่มอัตราการไหลของน้ําเย็น เครื่องทําน้ําเย็นจะมีอุปกรณแลกเปลี่ยนความรอนระหวางสารทําความเย็นกับน้ําเรียกวา Cooler ดังนั้นสิ่งที่ สําคัญคือ ประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนความรอน ซึ่งเครื่องทําน้ําเย็นที่ผานการใชงานมาระยะหนึ่งประสิทธิภาพใน การแลกเปลี่ยนความรอนจะลดลง ซึ่งอาจเกิดจากความสกปรกของพื้นที่ผิวแลกเปลี่ยนความรอน อัตราการไหลของน้ํา เย็นหรือปริมาณสารทําความเย็นในระบบ โดยทั่วไป Cooler จะออกแบบมาที่อตั ราการไหลของน้ําเย็น 2.5 พลังงานไฟฟาที่ลดลงตอป ES = [(ChPO.000 2.รายการ 1.6 อุณหภูมิน้ําเย็นเขาหลังปรับ Current Limit 1.7 อุณหภูมิน้ําเย็นออกหลังปรับ Current Limit 1.65 ES SC kWh/y B/y 82.5 อุณหภูมิน้ําเย็นออกกอนปรับ Current Limit 1.95 3.71 ChPN kW/TR 0.4 GPM/TR ที่ อุณหภูมิน้ําเย็นเขาออกที่ภาระเต็มพิกัด 10 OF แตมีบางแหงออกแบบที่ ΔT สูงกวา 10 OF ดังนั้นอัตราการไหลจะต่ํา กวา 2.9 พลังไฟฟากอนปรับ Current Limit 1.136.4 GPM/TR ดังนั้นควรดูคาจากผูผลิต หรือคูมือแลวทําการปรับตั้งใหไดตามมาตรฐานการออกแบบเพราะเปนจุดที่ประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนความรอนสูง ที่สุด จะสงผลใหความสามารถในการทําความเย็นสูงขึ้นและคา kW/TR ลดต่ําลง นอกจากนั้นตัวที่จะบอกถึงสิ่งผิดปกติ ทางดานน้ําเย็นคือ Evaporator Approach Temperature คือผลตางอุณหภูมิสารทําความเย็นอิ่มตัวใน Cooler กับ อุณหภูมิน้ําเย็นที่ไดควรตางกันไมเกิน 1.5 1. ขอมูลเบื้องตน 1.4 อุณหภูมิน้ําเย็นเขากอนปรับ Current Limit 1.3 ประสิทธิภาพของเครื่องทําน้ําเย็นกอนปรับ ChPO = ELO /TRO 2.10 พลังไฟฟาหลังปรับ Current Limit 2.600 0.ChPN) x TRO x hr0 x OF] 2.8 อัตราการไหลของน้ําเย็น 1.000 2.1 คาไฟฟาเฉลี่ยตอหนวย 1.2 ชั่วโมงการใชงานตอป 1.1 ความสามารถในการทําความเย็นกอนลด Current Limit TR0 = ((500 x FLO x (TOi– TOO)) / 12.00 TRN TR 465.00 ChPO kW/TR 0.3 55.8 จากใบแจงหนี้คาไฟฟา จากการใชงานจริง ตลอดทั้งปภาระการปรับ อากาศของเครื่องเปลี่ยน แปลงเทาใด จากการตรวจวัด จากการตรวจวัด จากการตรวจวัด จากการตรวจวัด จากการตรวจวัด จากการตรวจวัด จากการตรวจวัด ๐ TOi TOO TNI TNO FLO ELO ELN F F ๐ F ๐ F GPM GPM kW 55.6 คาพลังงานไฟฟาลดลง SC = ES x ECT สัญลักษณ หนวย ขอมูล แหลงที่มาของขอมูล EC hr OF B/kWh h/y - 2.5-2OC 216 .4 GPM/TR และถาออกแบบที่ ΔT ต่ํากวา 10 OF อัตราการไหลจะสูงกวา 2.8 46.2 ความสามารถในการทําความเย็นหลังลด Current Limit TRN = ((500 x FLO x (TNi – TNO))/12.080. การวิเคราะหขอมูล 2.00 242.4 ประสิทธิภาพของเครื่องทําน้ําเย็นหลังปรับ ChPN = ELN/TRN 2.

5 45.010 1.8 46.5 อุณหภูมิน้ําเย็นออกกอนเพิ่มปริมาณน้ํา 1.4x500 = 1.5 45.8 1. ขอมูลเบื้องตน 1.000 ประสิทธิภาพของเครื่องทําน้ําเย็น (ChP) = kW/TR พลังงานไฟฟาที่ลดลง (ES) = (kW/TR กอนปรับเปลี่ยน – kW/TR หลังปรับเปลี่ยน) x ตันความเย็นเดิม x ชั่ว โมงการใชงานตอป x ตัวประกอบการทํางาน ดูตัวอยางเพื่อใหเกิดความเขาใจ โรงงาน ECON ติดตั้งเครื่องทําน้ําเย็นระบายความรอนดวยน้ําขนาด 500 TR โดยปรับตั้ง Current Limit ที่ 100% จากการตรวจวัดพบวาอัตราการไหลของน้ําเย็น 1.200 แกลลอนตอนาที จึงมีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพโดยการเพิ่มอัตราการไหลของน้ําเย็นใหสูงขึ้น ผลการ ตรวจกอนและหลังการปรับตั้งมีดังนี้ (ใชงานวันละ 12 ชั่วโมง 300 วันตอป ตลอดทั้งปภาระการปรับอากาศเปลี่ยนแปลง 80% อัตราคาไฟฟา 2.600 0.3 .8 46.1 คาไฟฟาเฉลี่ยตอหนวย 1.คูลเลอร รูปที่ 2-7.4 อุณหภูมิน้ําเย็นเขากอนเพิ่มปริมาณน้ํา 1.95 บาทตอหนวย) [วิธีการคํานวณ 1) กรอกขอมูลลงไปในชองขอมูลของหัวขอ 1 2) ทําการ คํานวณตามหัวขอ 2] รายละเอียด กอนเพิ่มปริมาณน้ําเย็น หลังเพิ่มปริมาณน้ําเย็น Current Limit (%) 100 100 รายการ อุณหภูมิ อุณหภูมิน้ําเย็น ๐ น้ําเย็นเขา ( F) ออก (๐F) 55.011 แกลลอนตอนาที ต่ํากวาพิกัดโดยพิกัดอยูที่ 2.6 อุณหภูมิน้ําเย็นเขาหลังเพิ่มปริมาณน้ํา 1.3 ตัวประกอบการทํางาน EC hr OF B/kWh h/y - 2.1 55.29 การแลกเปลี่ยนความรอนระหวางสารทําความเย็นและน้ําเย็นของคูลเลอร สมการที่ใชในการคํานวณ ความสามารถในการทําความเย็นของเครือ่ งทําน้าํ เย็น (TR) = (500 x GPM x T) / 12.1 55.2 ชั่วโมงการใชงานตอป 1.200 พลังไฟฟาที่ใช (kW) 327 335 สัญลักษณ หนวย ขอมูล แหลงที่มาของขอมูล 1.3 อัตราการไหลของ น้ําเย็น (GPM) 1.95 3.7 อุณหภูมิน้ําเย็นออกหลังเพิ่มปริมาณน้ํา TOi TOO TNI TNO จากใบแจงหนี้คาไฟฟา จากการใชงานจริง ตลอดทั้งปภาระการปรับอากาศของ เครื่องเปลี่ยนแปลงเทาใด จากการตรวจวัดที่ภาระสูง จากการตรวจวัดที่ภาระสูง จากการตรวจวัดที่ภาระสูง จากการตรวจวัดที่ภาระสูง ๐ F F ๐ F ๐ F ๐ 217 55.

รายการ 1.10 พลังไฟฟากอนเพิ่มปริมาณน้ํา 1.30 เพิ่มเวลาการเดินเครื่องทําน้ําเย็นชุดที่มีประสิทธิภาพสูงจาก 50% เปน 75% สมการที่ใชในการคํานวณ ความสามารถในการทําความเย็นของเครือ่ งทําน้าํ เย็น (TR) = (500 x GPM x T) / 12.1 ความสามารถในการทําความเย็นเดิม TR0 = ((500 x FLO x (TOi– TOO)) / 12.75 ChPN kW/TR 0.559 เดิมใชงาน 50% kW/TR = 0.000 ประสิทธิภาพของเครื่องทําน้ําเย็น (ChP) = kW/TR พลังงานไฟฟาที่ลดลง (ES) = (kW/TR ชุดที่ลดการเดิน .00 ChPO kW/TR 0.76 แหลงที่มาของขอมูล จากการตรวจวัด จากการตรวจวัด จากการตรวจวัด จากการตรวจวัด (6) การเลือกเดินเครื่องทําน้ําเย็นชุดที่ประสิทธิภาพสูงมากขึ้น โรงงานสวนใหญติดตั้งเครื่องทําน้ําเย็นหลายชุดเพื่อสลับการเดินโดยไมคํานึงถึงประสิทธิภาพของเครื่องทําน้ํา เย็นแตละชุด ดังนั้นชวงเวลาใดที่เดินชุดที่มีประสิทธิภาพต่ําอาจเกิดปญหาความเย็นไมเพียงพอกับการใชงานและมีการ ใชพลังงานไฟฟาในชวงนั้นสูง โรงงานควรตรวจวัดและวิเคราะหประสิทธิภาพของเครื่องทําน้ําเย็นอยางนอยทุก 6 เดือน เพื่อจัดแผนการเดินเครื่องทําน้ําเย็นโดยเดินชุดที่มีประสิทธิภาพสูงใหมากและลดการเดินเครื่องมีประสิทธิภาพต่ํา เครื่องทําน้ําเย็นชุดที่ 1 CH-1 เครื่องทําน้ําเย็นชุดที่ 2 CH-2 เครื่องทําน้ําเย็นชุดที่ 1 CH-1 เครื่องทําน้ําเย็นชุดที่ 2 CH-2 kW/TR = 0.633 เดิมใชงาน 50% kW/TR = 0.2 ความสามารถในการทําความเย็นหลังเพิม่ น้าํ เย็น TRN = ((500 x FLO x (TNi – TNO))/12.ChPN) x TRO x hr0 x OF] 2.000 2.67 TRN TR 475.5 พลังงานไฟฟาที่ลดลงตอป ES = [(ChPO.010 1.9 อัตราการไหลของน้ําเย็นหลังเพิ่มปริมาณน้ํา 1.559 ใหมใชงาน 75% kW/TR = 0.633 ใหมใชงาน 25% รูปที่ 2-7.419.71 ES SC kWh/y B/y 50.4 ประสิทธิภาพของเครือ่ งทําน้าํ เย็นหลังเพิม่ น้าํ เย็น ChPN = ELN/TRN 2.200 327 335 TRO TR 437.kW/TR ชุดที่เพิ่มการเดิน) x ตันทําความเย็นเฉลี่ย x ชั่ว โมงการใชงานชุดประสิทธิภาพสูงที่เพิ่มขึ้น x ตัวประกอบการทํางาน ดูตัวอยางเพื่อใหเกิดความเขาใจ โรงงาน ECON ติดตั้งเครื่องทําน้ําเย็นระบายความรอนดวยน้ําขนาดพิกัด 1.3 ประสิทธิภาพของเครื่องทําน้ําเย็นกอนปรับ ChPO = ELO /TRO 2.6 คาพลังงานไฟฟาลดลง SC = ES x ECT สัญลักษณ FLO FLN ELO ELN หนวย GPM GPM kW kW ขอมูล 1.200 TR จํานวน 2 ชุด โดยปกติจะ เดินสลับไปมาในสัดสวนที่เทากัน หลังจากปรับปรุงสภาพของเครื่องทั้ง 2 ชุด อยางสมบูรณแลวไดทําการตรวจวัดและ วิเคราะหหาประสิทธิภาพเพื่อนํามาจัดการเดินเพื่อการประหยัดพลังงานโดยจะเดินชุดทีม่ คี า kW/TR ต่าํ ทีส่ ดุ เปนหลักเพิม่ 218 .737.58 148.000 2.8 อัตราการไหลของน้ําเย็นกอนเพิ่มปริมาณน้ํา 1.11 พลังไฟฟาหลังเพิ่มปริมาณน้ํา 2. การวิเคราะหขอมูล 2.

100 3.7 อุณหภูมิน้ําเย็นเขาเครื่องชุดที่ 2 1.00 1.7 พลังงานไฟฟาที่ลดลงตอป ES = (ChP2 – ChP1) x TRAV x hri x OF 2.175.59 ES SC kWh/y B/y 56.100 3.10 อัตราการไหลของน้ําเย็นชุดที่ 2 1.2 ชัว่ โมงการใชงานตอปเดิมของชุดประสิทธิภาพสูง EC hrO B/kWh h/y 2.hrO 2.000 2.4 ตัวประกอบการทํางาน OF - 0.2 ความสามารถในการทําความเย็นชุดที่ 2 TR2 = ((500 x FLO x (T2i – T2O))/12.4 ประสิทธิภาพของเครื่องทําน้ําเย็นชุดที่ 2 ChP2 = ELN/TRN 2.100 พลังไฟฟาที่ใช (kW) 650 675 รายการ สัญลักษณ หนวย ขอมูล แหลงที่มาของขอมูล 1.56 ChP2 kW/TR 0.ขึน้ จาก 50% เปน 75% ผลการตรวจวัดมีดงั นี้ (ใชงานวันละ 12 ชั่วโมง 300 วันตอป ตลอดทั้งปภาระการปรับอากาศ เปลี่ยนแปลงประมาณ 80% อัตราคาไฟฟา 2.066.3 ชัว่ โมงการใชงานตอปใหมของทุกประสิทธิภาพสูง hrN h/y 2.8 1.67 ChP1 kW/TR 0.95 1.3 ประสิทธิภาพของเครื่องทําน้ําเย็นชุดที่ 1 ChP1 = ELO /TRO 2.1 คาไฟฟาเฉลี่ยตอหนวย 1.8 อุณหภูมิน้ําเย็นออกเครื่องชุดที่ 2 1.162.95 บาทตอหนวย) [วิธกี ารคํานวณ 1) กรอกขอมูลลงไปในชองขอมูลของ หัวขอ1 2) ทําการคํานวณตามหัวขอ 2] รายละเอียด เครื่องทําน้ําเย็นชุดที่ 1 เครื่องทําน้ําเย็นชุดที่ 2 อุณหภูมนิ า้ํ เย็นเขา (๐F) 61 60 อุณหภูมิน้ําเย็นออก (๐F) 52 52 อัตราการไหลของน้าํ เย็น (GPM) 3.200 650 675 ใหมเครื่องประสิทธิภาพสูง ใชงาน ปละกี่ชั่วโมง ตลอดทั้งปภาระการปรับอากาศ ของเครื่องเปลี่ยนแปลงเทาใด จากการตรวจวัดที่ภาระสูง จากการตรวจวัดที่ภาระสูง จากการตรวจวัดที่ภาระสูง จากการตรวจวัดที่ภาระสูง จากการตรวจวัด จากการตรวจวัด จากการตรวจวัด จากการตรวจวัด TR1 TR 1.6 อุณหภูมิน้ําเย็นออกเครื่องชุดที่ 1 1.34 165.12 พลังไฟฟาชุดที่ 2 2.8 คาพลังงานไฟฟาลดลง SC = ES x ECT T1i T1o T2i T2O FL1 FL2 EL1 EL2 ๐ F F ๐ F ๐ F GPM GPM kW kW 61 52 60 52 3.1 ความสามารถในการทําความเย็นชุดที่ 1 TR1 = ((500 x FLO x (T1i– T1O)) / 12. การวิเคราะหขอมูล 2.800 จากใบแจงหนี้คาไฟฟา เดิมเครื่องประสิทธิภาพสูง ใชงาน ปละกี่ชั่วโมง 1.700 1.6 ตันทําความเย็นเฉลี่ย TRAV = ( TR1 + TR2)/2 2.11 พลังไฟฟาชุดที่ 1 1.717.114.50 TR2 TR 1. ขอมูลเบื้องตน 1.5 ชัว่ โมงการใชงานของชุดประสิทธิภาพสูงเพิม่ ขึน้ hri = hrN .63 hrI TRAV h/y TR 900.000 2.25 ๐ 219 .9 อัตราการไหลของน้ําเย็นชุดที่ 1 1.5 อุณหภูมิน้ําเย็นเขาเครื่องชุดที่ 1 1.

5 1.25 0.5๐F อัตราการไหลของน้ําเย็น 1.3 ตัวประกอบการทํางาน 1.50 kW/TR จะสงผลใหเกิดการประหยัดพลังงานเทาใด [วิธีคํานวณ 1) กรอกขอมูล ลงไปในชองขอมูลของหัวขอ 1 2)ทําการคํานวณตามหัวขอ 2 การวิเคราะหขอมูลในตาราง] รายการ 1.kW/TR ใหม)x ตันความเย็นx ชัว่ โมงการใชงานตอป x ตัวประกอบการทํางาน เมื่อ GPM = อัตราการไหลของน้ําเย็นเขาหรือออกจาก Cooler ΔT = ผลตางอุณหภูมิน้ําเย็นที่เขาและออกจาก Cooler ที่ภาระ 80-90% (๐F) ดูตัวอยางเพื่อใหเกิดความเขาใจ โรงงาน ECON ติดตั้งเครื่องทําน้ําเย็นระบายความรอนดวยน้ําขนาด 400 TR มีอายุใชงาน 17 ป และชํารุดบอย มากจึงมีความคิดที่จะเปลี่ยนใหม จากการตรวจวัดขณะที่เครื่องทํางานที่ภาระสูงสุดไดอุณหภูมิน้ําเย็นเขาเครื่อง 53๐F และออกที่ 46.97 220 . การวิเคราะหขอมูล 2.5 53 46.5 kW/TR และยังใชสารทําความเย็นที่ไมทําลายชั้นโอโซน (Non CFC) สมการที่ใชในการคํานวณ ความสามารถในการความเย็นของเครือ่ งทําน้าํ เย็น (TR) = (500 x GPM x T) / 12.8 ChPN Ti To FL EL kW/TR ๐ F ๐ F GPM kW 0.3 พลังงานไฟฟาที่ลดลงตอป สัญลักษณ หนวย ขอมูล แหลงที่มาของขอมูล EC hr OF B/kWh h/y - 2.95 บาทตอหนวย ถาโรงงาน เปลี่ยนเครื่องใหมซึ่งมีคา kW/TR 0.000 ประสิทธิภาพของเครื่องทําน้ําเย็น (ChP) = kW/TR kW = พลังไฟฟาที่เครื่องทําน้ําเย็นใชที่ภาระ 80-90% (kW) พลังงานไฟฟาที่ลดลง (ES) = (kW/TR เดิม . ขอมูลเบื้องตน 1.600 0.8 พลังไฟฟาที่เครื่องทําน้ําเย็นใช 2.2 ประสิทธิภาพของเครื่องทําน้ําเย็นเกา ChPO = EL/TR 2.5 อุณหภูมิน้ําเย็นเขาเครื่อง 1.1 คาไฟฟาเฉลี่ยตอหนวย 1.4 คา kW/TR ของเครื่องทําน้ําเย็นใหม 1.95 3.6 อุณหภูมิน้ําเย็นออกเครื่อง 1.7 อัตราการไหลของน้ําเย็น 1.2 ชั่วโมงการใชงานตอป 1.1 ความสามารถในการทําความเย็นเดิม TR = ((500 x FL x (Ti– To)) / 12.000 2.(7) การเปลี่ยนไปใชเครื่องทําน้ําเย็นประสิทธิภาพสูง เครื่องทําน้ําเย็นเปนอุปกรณที่ใชพลังงานสูงที่สุดในระบบปรับอากาศ ดังนั้นเครื่องที่มีอายุการใชงานมากกวา 15 ป ควรพิจารณาเปลี่ยนใหมเนื่องจากประสิทธิภาพของเครื่องจะต่ํามากจนไมคุมคาที่จะใชงานตอไป ถานําคาใชจายใน การบํารุงรักษามาพิจารณาดวยแลวเห็นวาไมคุมคาในการใชงาน นอกจากนั้นโดยเทคโนโลยีปจจุบันสามารถสรางเครื่อง ทําน้ําเย็นใหมีประสิทธิภาพสูงถึง 0.020 269 จากใบแจงหนี้คาไฟฟา จากการใชงานจริง ตลอดทั้งปภาระการปรับ อากาศของเครื่องเปลี่ยน แปลงเทาใด จากขอมูลผูผลิต จากการตรวจวัดที่ภาระสูง จากการตรวจวัดที่ภาระสูง จากการตรวจวัด จากการตรวจวัดที่ภาระสูง TR ChPO TR kW/TR 276.020 แกลอนตอนาที พลังไฟฟาที่ใช 269 กิโลวัตต ใชงานวันละ 12 ชั่ว โมง 300 วันตอป ตลอดทั้งปภาระการปรับอากาศเปลี่ยนแปลง 80% อัตราคาไฟฟา 2.

5-0.4 คาพลังงานไฟฟาลดลง SC = ES x ECT ES SC kWh/y B/y 373.25 EC hr B/kWh h/y 2.000 QE = อัตราการสิน้ เปลืองพลังงาน (TR) เมื่อ CFM = อัตราการไหลของอากาศเย็นที่ดูดทิ้งหรืออากาศภายนอกที่สงเขา (ft3/min) Δh = ความแตกตางของเอนธาลประหวางอากาศภายนอกและอากาศภายใน (Btu/lb) ดูตัวอยางเพื่อใหเกิดความเขาใจ โรงงาน ECON มีการติดตัง้ พัดลมดูดอากาศทิง้ จากในหองปรับอากาศ จากการตรวจวัดความเร็วลมและพืน้ ที่ หนาตัดของพัดลมแลวคํานวณหาปริมาณอากาศเย็นทีด่ ดู ทิง้ มีปริมาณ 12.95 3.95 บาทตอหนวย พัดลมดูดอากาศทิง้ วันละ 12 ชัว่ โมง 300 วันตอป ตรวจวัดอุณหภูมอิ ากาศภายนอกได 35๐F ความชืน้ สัมพัทธ 65%RH และตรวจวัดอุณหภูมิ อากาศภายในได 22๐F ความชืน้ สัมพัทธ 45%RH โรงงานมีแผนลดปริมาณการดูดอากาศทิง้ จากเดิม 50% จะทําใหเกิด การประหยัดพลังงานในระบบปรับอากาศเทาใด [วิธคี ํานวณ 1)กรอกขอมูลลงไปในชองขอมูลของขอ 1 2)ทําการคํานวณ ตามหัวขอ 2] รายการ 1.103.40 (8) การลดการนําอากาศภายนอกเขาหรือลดการดูดอากาศภายในทิ้ง การดูดอากาศภายในออก (Exhaust air) หรือการนําอากาศภายนอกเขา (Out door air) เปนผลใหเพิ่มภาระใน การปรับอากาศ ดังนั้นถาอากาศภายในไมสกปรก ควรลดปริมาณอากาศที่ปลอยทิ้ง และถาเปนหองปรับอากาศสําหรับ คนปริมาณ CO2 ที่เกิดจากการหายใจไมควรเกิน 2% โดยปริมาตรหรือไมเกิน 200 ppm ซึ่งแตละคนจะทําใหเกิด CO2 จากการหายใจประมาณ 0.932.25 kW/TR อัตราคาไฟฟาเฉลีย่ 2.5 x CFM x Δh)/12.3 ชั่วโมงการใชงานพัดลมดูดหรือเปาตอป สัญลักษณ หนวย ขอมูล ChP kW/TR 1.1 คา kW/TR ของระบบปรับอากาศ 1.600 221 แหลงที่มาของขอมูล จากการตรวจวัดและวิเคราะห ระบบปรับอากาศที่ใช จากใบแจงหนี้คาไฟฟาของโรงงาน ชั่วโมงการเปดใชงานจริงของพัดลม .00 1.31มีเฉพาะพัดลมดูดทิ้งซึ่งใชกับระบบเล็ก รูปที่ 2-7.099. ขอมูลเบื้องตน 1.2 คาไฟฟาเฉลี่ยตอหนวย 1.32 มีทั้งพัดลมดูดทิ้งและพัดลมเติมอากาศ ซึ่งใชกับระบบใหญ สมการที่ใชในการคํานวณ อัตราการสิ้นเปลืองพลังงาน (QE) = (4.6 ลูกบาศกฟุตตอชั่วโมงเทานั้น ดังนั้นหองที่คนไมแออัดมากก็ไมจําเปนตองระบาย อากาศและถาตองระบายอากาศก็ไมควรเกิน 5-30 ลูกบาศกฟุตตอนาทีตอคน รูปที่ 2-7.000 ลูกบาศกฟตุ ตอนาที ระบบปรับอากาศที่ ติดตัง้ ใชงานจากการตรวจวัดมีคา kW/TR 1.ES = (ChPO – ChPN) x TR x hr x OF 2.

5 CFM/ft crack และอากาศรั่วเขาขณะเปดประตูโดยทั่วไปบานสวิงไมมี ซุมหนาประตู 900 ft3/person และประตูบานสวิงที่มีซุมหนาประตู 60 ft3/person รูปที่ 2-7.93 EL kWh/y 472.00 ES SC kWh/y B/y 236.62 25. การวิเคราะหขอมูล 2.5 อุณหภูมิอากาศภายนอก 1.000 TO RHO Ti RHi Rd C % ๐ C % % 35 65 22 45 50 hi ho Btu/Ib Btu/Ib 48.88 แหลงที่มาของขอมูล ตรวจวัดความเร็วลมแลวคูณดวย พื้นที่หนาตัดที่ลมผาน ตรวจวัดอุณหภูมิอากาศภายนอก ตรวจวัดความชื้นสัมพัทธอากาศภายนอก ตรวจวัดอุณหภูมิอากาศภายใน ตรวจวัดความชื้นสัมพัทธอากาศภายใน ขอมูลการใชงานจริง (9) การลดอากาศรอนจากภายนอกรั่วเขาหองปรับอากาศ อากาศภายนอกมีอุณหภูมิสูงกวาอากาศภายในดังนั้นถาหองปรับอากาศมีรอยรั่วบริเวณขอบประตูหนาตาง จะ ทําใหอากาศภายนอกดันเขาสูภายในหอง สงผลใหภาระการปรับอากาศสูงขึ้น นอกจากนั้นถาความเร็วของอากาศภาย นอกสูงก็จะทําใหอากาศรอนผานรูรั่วไดมากขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปจะคํานวณจากความเร็วของอากาศ 2.3 อัตราการสิ้นเปลืองพลังงาน QE = (4.50 696.472.092.000 2.30 QE TR 104.33 อากาศรอนจากภายนอกรั่วเขาสูหองปรับอากาศตามขอบประตูหนาตาง สมการที่ใชในการคํานวณ อัตราการสิ้นเปลืองพลังงาน (QC) = (4.5 x CFM x Dh)/12.000 เมื่ อ QC = อั ต ราการสิ้น เปลือ งพลัง งานจากการรั่ว ของประตูห น า ตา ง(TR) CFM = อัตราการไหลของอากาศรอนที่รั่วเขาหองปรับอากาศ (ft3/min) 222 .7 อุณหภูมิอากาศภายใน 1.200 ฟุตตอนาที่ โดยทั่วไปขอบประตูหนาตางจะมีอากาศรั่ว 0.รายการ 1.9 รอยละการลดการเดินพัดลมระบายอากาศ 2.5 พลังงานไฟฟาที่ประหยัดไดเมื่อลดการ เปดพัดลมระบายอากาศลง ES = EL x Rd /100 2.185.5 x CFM x Δh)/12.4 อัตราการไหลของอากาศที่ดูดหรือเปา 1.2 เอนธาลปอากาศภายใน 2.8 ความชื้นสัมพัทธอากาศภายใน 1.6 ความชื้นสัมพัทธอากาศภายนอก 1.6 คาพลังงานลดลง SC = ES x EC สัญลักษณ F หนวย CFM ๐ ขอมูล 12.1 เอนธาลปอากาศภายนอก 2.4 พลังงานไฟฟาทีร่ ะบบปรับอากาศ สิน้ เปลืองตอป EL = ChP x QE x hr 2.

5 พลังงานไฟฟาที่ระบบปรับอากาศ สิ้นเปลืองตอป EL = ChP x QC x hr 2.5 อุณหภูมิอากาศภายนอก 1.5 x CFM x Dh)/12.600 468 1. การวิเคราะหขอมูล 2.25 kW/TR อัตราคาไฟฟา 2.0 ฟุต จํานวน 30 ชุด ระบบปรับอากาศที่ติดตั้งใชงานจากการตรวจวัดมีคา kW/TR 1.95 บาทตอหนวย ทํางานวันละ 12 ชั่วโมง 300 วันตอป ตรวจวัดอุณหภูมิอากาศภายนอกได 35๐ แC ความชื้นสัมพัทธ 65%RH และตรวจวัดอุณหภูมิอากาศภายในได 22๐C ความชื้นสัมพัทธ 45%RH โรงงานคิดวาจะซอมรูรั่วตามขอบ ประตูหนาตางที่เสื่อมสภาพโดยคาดวาจะลดปริมาณอากาศรั่วลง 70% จะทําใหเกิดการประหยัดพลังงานในระบบปรับ อากาศเทาใด [วิธคี ํานวณ 1)กรอกขอมูลลงไปในชองขอมูลของขอ 1 2)ทําการคํานวณตามหัวขอ 2] รายการ 1.4 ความยาวชองขอบประตูหนาตางทั้งหมด EC hr L B/kWh h/y ft 2.50 19.0 ฟุต จํานวน 6 ชุด และหนาตางกวาง 2.00 EL kWh/y ES SC kWh/y B/y (10) การลดพื้นที่ปรับอากาศ 223 6.1 เอนธาลปอากาศภายนอก 2.63 . ขอมูลเบื้องตน 1.000 2.0 ฟุต สูง 4.1 คา kW/TR ของระบบปรับอากาศ สัญลักษณ หนวย ขอมูล แหลงที่มาของขอมูล ChP kW/TR 1.6 ความชื้นสัมพัทธอากาศภายนอก TO RHO ๐ C % 35 65 1.Δh = ความแตกตางของเอนธาลประหวางอากาศภายนอกและอากาศภายใน (Btu/lb) ดูตัวอยางเพื่อใหเกิดความเขาใจ โรงงาน ECON มีประตูที่เปดสูภายนอกกวาง 3.95 3.25 1.4 อัตราการสิ้นเปลืองพลังงาน QC = (4.7 คาพลังงานลดลง SC = ES x EC Rd % 70 จากการตรวจวัดและวิเคราะหระบบ ปรับอากาศที่ใช จากใบแจงหนี้คาไฟฟาของโรงงาน ชั่วโมงการเปดใชงานจริงของพัดลม ตรวจวัดความเร็วลมแลวคูณดวยพื้นที่ หนาตัดที่ลมผาน ตรวจวัดอุณหภูมิอากาศภายนอก ตรวจวัดความชื้นสัมพัทธอากาศ ภายนอก ตรวจวัดอุณหภูมิอากาศภายใน ตรวจวัดความชื้นสัมพัทธอากาศภาย ใน ขอมูลการใชงานจริง hi ho Btu/Ib Btu/Ib 48.9 รอยละอากาศรั่วที่ลดลง 2.6 พลังงานไฟฟาที่ประหยัดไดเมื่อลดการ เปดพัดลมระบายอากาศลง ES = EL x Rd /100 2.62 25.049.8 ความชื้นสัมพัทธอากาศภายใน Ti RHi ๐ C % 22 45 1.00 QC TR 2.7 อุณหภูมิอากาศภายใน 1.30 QL CFM 234.2 เอนธาลปอากาศภายใน 2.3 ชั่วโมงการใชงานพัดลมดูดหรือเปาตอป 1.05 9.5 x L 2.0 ฟุต สูง 6.457.225.2 คาไฟฟาเฉลี่ยตอหนวย 1.3 อัตราการอากาศรั่วผานหนาตางและประตู QL = 0.

6 พื้นที่ปรับอากาศเดิม 1.1 รอยละพื้นที่หองปรับอากาศที่ลดลง AO AR m2 m2 500 100 จากใบแจงหนี้คาไฟฟา ชั่วโมงการเปดใชงานจริง จากการตรวจวัดประสิทธิภาพของ เครื่องปรับอากาศทั้งหมด จากการตรวจวัดความสามารถการทํา ความเย็นของเครื่องปรับอากาศ ประเมินจากการทํางานของ คอมเพรสเซอร ถาเดินตลอดเวลา OF = 1.34 พื้นที่ไมใชงานรับความรอน รูปที่ 2-7. ขอมูลเบื้องตน 1.7 พื้นที่ปรับอากาศที่ลดลง 2.5 ตัวประกอบการทํางานของเครือ่ งปรับอากาศ OF - 0.2 ชั่วโมงการเปดใชงานตอป 1.8 1.1 คาไฟฟาเฉลี่ยตอหนวย 1.95 3.25 35 1.95 บาทตอหนวย จะประหยัดพลังงานไดเทาใด [วิธคี ํานวณ 1)กรอกขอมูลลงไป ในชองขอมูลของขอ 1 2)ทําการคํานวณตามหัวขอ 2] รายการ สัญลักษณ หนวย ขอมูล แหลงที่มาของขอมูล EC hr B/kWh h/y 2.3 คา kW/TR ของระบบปรับอากาศ 224 . การวิเคราะหขอมูล 2.25 kW/TR คอมเพรสเซอรทํางานเฉลี่ย 80% โรงงานเปดใชเครื่องปรับอากาศวันละ 12 ชั่วโมง 300 วันตอป อัตราคาไฟฟา 2.35 กั้นหองลดพื้นที่ผนังที่รับความรอนลง สมการที่ใชในการคํานวณ รอยละพืน้ ทีห่ อ งปรับอากาศทีล่ ดลง = (พืน้ ทีห่ อ งปรับอากาศทีล่ ดลง/พืน้ ทีห่ อ งปรับอากาศเดิม) x 100 พลังงานไฟฟาลดลงจากการกั้นหอง = รอยละพื้นที่หองปรับอากาศที่ลดลง x ตันความเย็นรวมที่เครื่องปรับอากาศ ทําได x คา kW/TR ของเครื่องปรับอากาศที่ใชxชั่วโมงทํางานตอปของเครื่อง ปรับอากาศ x ตัวประกอบการทํางานของเครื่องปรับอากาศ ดูตัวอยางเพื่อใหเกิดความเขาใจ โรงงาน ECON มีพื้นที่ปรับอากาศ 500 ตารางเมตร แตใชงานจริง 400 ตารางเมตร จึงทําการกั้นหองเพื่อลด ขนาดพื้นที่ปรับอากาศ จากการตรวจวัดเครื่องปรับอากาศทั้งหมดพบวามีความสามารถในการทําความเย็นรวม 35 ตัน ความเย็น มีคา kW/TR เฉลี่ย 1.600 1.4 ตันทําความเย็นรวมทีเ่ ครือ่ งปรับอากาศทําได ChP TR kW/TR TR 1.ภาระการปรับอากาศมีอยูสองสวนคือภาระภายในจากคนแลอุปกรณที่ใชพลังงาน อีกสวนหนึ่งคือภาระภายนอก เกิดจากพลังงานความรอนจากดวงอาทิตย สภาวะอากาศภายนอก และอากาศภายนอกที่รั่วเขาหรือนําเขามาในพื้นที่ ปรับอากาศ ดังนั้นการลดพื้นที่ปรับอากาศลงโดยการกั้นหองจะสงผลใหลดภาระการปรับอากาศจากภายนอก รูปที่ 2-7.0 ใชตลับเมตรวัดพื้นที่ ใชตลับเมตรวัดพื้นที่ 1.

4 พลังงานที่บันทึกกอนปรับตั้งตอวัน EL1 kWh/d 225 1.36 การปรับอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธภายในหองใหสูงขึ้น สมการที่ใชในการคํานวณ พลังงานไฟฟาที่ประหยัดไดตอป (kWh/y) = (พลังงานไฟฟากอนปรับตัง้ ตอวัน – พลังงานไฟฟาหลังปรับตัง้ ตอ วัน) xจํานวนวันใชงานเครือ่ งปรับอากาศ x ตัวประกอบโหลดตามฤดูกาล รอยละการประหยัดพลังงาน = (พลังงานไฟฟากอนปรับตั้ง – พลังงานไฟฟาหลังปรับตัง้ )/พลังงาน ไฟฟากอนปรับตัง้ ดูตัวอยางเพื่อใหเกิดความเขาใจ โรงงาน ECON ทําการปรับตั้งอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธภายในพื้นที่ปรับอากาศจาก 22๐C และ 45%RH เปน 25๐C และ 55%RH โดยติดตั้งมิเตอรวัดพลังงานไฟฟาปรากฏวากอนปรับตั้งเครื่องปรับอากาศใชพลังงานไฟฟา 225 กิโลวัตตชั่วโมงตอวัน และหลังจากปรับตั้งใชพลังงานไฟฟา 199 กิโลวัตตชั่วโมงตอวันโรงงานทํางานวันละ 12 ชั่ว โมง 300 วันตอป อัตราคาไฟฟา 2.3 ตัวประกอบโหลดตามฤดูกาล สัญลักษณ หนวย ขอมูล แหลงที่มาของขอมูล EC D LF B/kWh d/y % 2.3 คาพลังงานลดลง SC = ES x EC RA % 20.1 คาไฟฟาเฉลี่ยตอหนวย 1. ขอมูลเบื้องตน 1. การวิเคราะหขอมูล 225 .2 พลังงานไฟฟาที่ลดลงตอปจากการกั้นหอง ES = (RA/100) x TR x ChP x hr x OF 2.2 จํานวนวันใชงานเครื่องปรับอากาศตอป 1.340.200.00 (11) การปรับอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธภายในหองปรับอากาศใหสูงขึ้น เครื่องปรับอากาศจะตองนําความรอนสัมผัสและความรอนแฝงที่เกิดขึ้นภายในหองทิ้ง เพื่อรักษาอุณหภูมิและ ความชื้นใหไดตามตองการ ถาทําการปรับตั้งอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธต่ําเกินไป จะทําใหภาระการปรับอากาศสูง ขึ้น สงผลใหสิ้นเปลืองพลังงานมากขึ้น รูปที่ 2-7.95 บาทตอหนวย จะประหยัดพลังงานเทาใด [วิธคี ํานวณ 1)กรอกขอมูลลงไปในชอง ขอมูลของขอ 1 2)ทําการคํานวณตามหัวขอ 2] รายการ 1.5 พลังงานที่บันทึกหลังปรับตั้งตอวัน EL2 kWh/d 199 จากใบแจงหนี้คาไฟฟาของโรงงาน ชัว่ โมงการเปดใชงานเครือ่ งปรับอากาศจริง ประเมินจากภาระความรอนที่เปลี่ยน แปลงตลอดทั้งป อานมิเตอรการใชพลังงานของเครื่องปรับ อากาศ อานมิเตอรการใชพลังงานของเครื่องปรับ อากาศ 2.00 74.RA = ( AR / AO) x 100 2.00 Es SC kWh/y B/y 25.95 300 80 1.

56 (12) การลดภาระการปรับอากาศโดยการปรับปรุงระบบแสงสวาง ระบบแสงสวางที่เปดใชงานในหองปรับอากาศถือเปนภาระในการปรับอากาศเพราะพลังงานที่ระบบแสงสวางใช จะกลายเปนพลังงานความรอน ดังนั้นควรทําการปรับปรุงระบบแสงสวางใหมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งจะทําใหใชพลังงาน ไฟฟาในระบบแสงสวางนอยลงแลวยังสามารถลดการใชพลังงานในระบบปรับอากาศดวย เกิดพลังงานความรอน 100 x 3.6 วัตต จํานวน 500 หลอด คิดเปนวัตตรวม 18.000 วัตต หลังจากทําการติดตั้งแผนสะทอนแสงแลวจํานวน หลอดไฟฟาลดลงเหลือ 300 หลอด คิดเปนวัตตที่ใช 10.240.25 kW/TR โรงงานจะประหยัดพลังงาน ไฟฟาในระบบปรับอากาศเทาใด [วิธคี ํานวณ 1)กรอกขอมูลลงไปในชองขอมูลของขอ 1 2)ทําการคํานวณตามหัวขอ 2] รายการ 1.00 Es % 11.37 อินแดนเดสเซนตไมมีบัลลาสต รูปที่ 2-7.25 = 153 Btu/h รูปที่ 2-7.000) x คา kW/TR ของระบบปรับอากาศ ดูตัวอยางเพื่อใหเกิดความเขาใจ โรงงาน ECON ทําการปรับปรุงระบบไฟฟาแสงสวางเพื่อใหเกิดการประหยัดพลังงาน เดิมติดตั้งหลอดฟลูออ เรสเซนต 3.4 x ชั่วโมงใชงานตอป พลังงานความรอนที่ลดลงตอป (Btuh/y) = พลังงานความรอนที่เกิดจากระบบแสงสวางกอนปรับปรุงตอป – พลังงานความรอนที่เกิดจาก ระบบแสงสวางหลังปรับปรุงตอป พลังงานไฟฟาที่ลดลงตอป (kWh/y) = (พลังงานความรอนที่ลดลงตอป / 12. ขอมูลเบื้องตน สัญลักษณ หนวย 226 ขอมูล แหลงที่มาของขอมูล .38 หลอดฟลูออเรสเซนตคิดความรอน ที่เกิดจากบัลลาสต 25% สมการที่ใชในการคํานวณ หลอดที่มีบัลลาสตทุกชนิดใหนําขนาดของหลอด (W) คูณดวย 1.800 วัตต ระบบแสงสวางเปดใชงานวันละ 12 ชั่วโมง 300 วัน ตอป อัตราคาไฟฟาตอหนวย 2.4 = 340 Btu/h เกิดพลังงานความรอน 3.4 x 36 x 1.95 บาท และระบบปรับอากาศมีคา kW/TR 1.25 (เฉพาะกรณีมีบัลลาสต) x 3.2 รอยละพลังงานไฟฟาที่ลดลง EP = (( EL1 – EL2)/EL1) x 100 RA kWh/y 6.25 เพราะบัลลาสตจะเกิดความรอนประมาณ 25% พลังงานความรอนที่เกิดจากระบบแสงสวางกอนปรับปรุงตอป (Btuh/y) = พลังไฟฟาที่หลอดใชเดิม x 1.25 (เฉพาะกรณีมีบัลลาสต) x 3.2.4 x ชั่วโมงใชงานตอป พลังงานความรอนที่เกิดจากระบบแสงสวางหลังปรับปรุงตอป (Btuh/y) = พลังไฟฟาที่หลอดใชใหม x 1.1 พลังงานไฟฟาที่ใชลดลงตอป ES = (EL1 – EL2) x d x (LF/100) 2.

000.160.000 1.E N 2.000.3 พลังงานไฟฟารวมที่หลอดใชเดิม ChP ELO kW/TR W 1.รายการ 1.0000) x ChP 2.00 EN Btuh/y 165.00 33.25 18.00 ELS SC kWh/y B/y 11.0 GPM/TR ดังนั้นถาอัตราการไหลของน้ําต่ําหรือสูงกวาพิกัดมาก จะสงผลใหประสิทธิภาพแลก เปลี่ยนความรอนลดลง ทําใหเครื่องมีคา kW/TR สูงขึ้น ดังนั้นควรทําการตรวจวัดและปรับอัตราการไหลของน้ําใหเหมาะ สมในการปรับอัตราการไหลของน้ําใหลดต่ําลง อาจทําโดยวิธีการหรี่วาลวน้ําที่ออกจากปมน้ําหรือการลดรอบปมน้ําหรือ การลดขนาดใบพัดของปม หรือการเปลี่ยนปมน้ําใหมซึ่งในแตละวิธีจะไดผลการประหยัดพลังงานและผลตอบแทนการ ลงทุนที่แตกตางกัน รูปที่ 2-7.6 ตัวคูณกรณีเปนหลอดไฟฟาที่มีบัลลาสต hr FC h/y - 3.39 กอนหรี่วาลวพลังไฟฟา 42.00 ES Btuh/y 110.25 EO Btuh/y 275.240.400.4 GPM/TR ที่ T 10 OF และ น้ําระบายความรอนที่ 3.3 พลังงานความรอนที่ลดลงตอป ES = E O .2 พลังงานความรอนที่เกิดจากระบบ แสงสวางหลังปรับปรุงตอป EN = ELN x FC x 3.25 (13) การหรี่วาลวที่ออกจากปมเพื่อลดอัตราการไหลของน้ํา เครื่องทําน้ําเย็นตองการอัตราการไหลของน้ําเพื่อเขาไปแลกเปลี่ยนความรอนกับสารทําความเย็นในอัตราที่ เหมาะสมตามการออกแบบอุปกรณแลกเปลี่ยนความรอน ซึ่งโดยทั่วไปน้ําเย็นประมาณ 2.1 คาไฟฟาเฉลี่ยตอหนวย 1.95 1.1 kW รูปที่ 2-7.851.2 คา kW/TR ของระบบปรับอากาศ สัญลักษณ EC หนวย B/kWh ขอมูล 2.5 คาพลังงานลดลง SC = ES x EC แหลงที่มาของขอมูล จากใบแจงหนี้คาไฟฟาของโรงงาน จากการตรวจวัดประสิทธิภาพของ ระบบปรับอากาศ ผลรวมจากขนาดหลอดไฟฟาทั้งหมด ที่เปดใชงานกอนปรับปรุง ผลรวมจากขนาดหลอดไฟฟาทั้งหมด ที่เปดใชงานหลังปรับปรุง ชั่วโมงการเปดใชงานจริง กรณีหลอดไฟฟามีบัลลาสตใหคูณวัตต รวมดวย 1.1 พลังงานความรอนที่เกิดจากระบบ แสงสวางกอนปรับปรุงตอป EO = ELO x FC x 3.40 หลังหรี่วาลวพลังไฟฟา 33.4 พลังงานไฟฟาที่ลดลงตอป ELS = (ES/12. การวิเคราะหขอมูล 2.4 x hr 2.475.0 kW สมการที่ใชในการคํานวณ 227 .4 x hr 2.800 1.600 1.25 2.4 พลังงานไฟฟารวมที่หลอดใชใหม ELN W 10.5 ชั่วโมงการเปดใชงานตอป 1.000.

1 คาไฟฟาเฉลี่ยตอป 1.7 รูปที่ 2-7.7 พลังงานไฟฟาของปมชุดที่ 2 หลังหรี่วาลว 1.600 42.3 41.580 แกลลอนตอนาที และพลังไฟฟาทีป่ ม แตละชุดใชแสดงดังนี้ [วิธี คํานวณ 1)กรอกขอมูลลงไปในชองขอมูลของขอ 1 2)ทําการคํานวณตามหัวขอ 2] ปมน้ําเย็น CHP-1 CHP-2 CHP-3 พลังงานไฟฟากอนหรี่วาลว(kW) 42.1 พลังไฟฟารวมกอนหรี่วาลว SELO = ELO1 + ELO2 + ELO3 สัญลักษณ หนวย ขอมูล EC hr ELO1 ELO2 ELO3 ELN1 ELN2 ELN3 B/kWh h/y kW kW kW kW kW kW 2.95 3.513 แกลลอนตอนาที ใชงานวันละ 12 ชั่วโมง 300 วันตอป อัตราคาไฟฟาตอหนวย 2.พลังไฟฟาใหมที่ปมใช พลังไฟฟาที่ลดลง x ชั่วโมงการใชงานรอบปม ดูตัวอยางเพื่อใหเกิดความเขาใจ โรงงาน ECON ติดตั้งปมน้ําเย็น 45 กิโลวัตต จํานวน 3 ชุด โดยตอแบบขนานเพื่อจายใหกับเครื่องทําน้ําเย็น ขนาด 350 TR จํานวน 3 ชุด โดยเครื่องทําน้ําเย็นแตละชุดตองการอัตราการไหลของน้ําเย็นรวมกัน 2.6 พลังงานไฟฟาของปมชุดที่ 1 หลังหรี่วาลว 1.8 พลังงานไฟฟาของปมชุดที่ 3 หลังหรี่วาลว 2. การวิเคราะหขอมูล 2.4 33 34 34.80 228 แหลงที่มาของขอมูล จากใบแจงหนี้คาไฟฟา จาการใชงานจริง จากการตรวจวัด จากการตรวจวัด จากการตรวจวัด จากการตรวจวัด จากการตรวจวัด จากการตรวจวัด .1 42.2 ชั่วโมงการใชงานตอป 1.4 พลังงานไฟฟาของปมชุดที่ 2 กอนหรี่วาลว 1.95 บาท จึงทําการหรี่วาลวน้ําที่ออก จากปม น้าํ เย็นจนไดอตั ราการไหลของแตละชุดรวมกัน 2.7 SELO kW 125.513 GPMหลังจากหรี่วาลวที่ปมลดลงเปน 2.41 อัตราการไหลของน้ําผาน Chiller เดิม 3.0 34.4 พลังงานไฟฟาหลังหรี่วาลว(kW) 33.5 พลังงานไฟฟาของปมชุดที่ 3 กอนหรี่วาลว 1.พลังไฟฟาที่ลดลง พลังงานไฟฟาที่ลดลง = = พลังไฟฟาเดิมที่ปมใช .3 41.0 34. ขอมูลเบื้องตน 1.520 แกลลอนตอ นาที แตจากการตรวจวัดอัตราการไหลของน้ําที่ออกจากเครื่องทําน้ําเย็นแตละชุดพบวามีอัตราการไหลรวมกัน 3.580 GPM รายการ 1.3 พลังงานไฟฟาของปมชุดที่ 1 กอนหรี่วาลว 1.1 42.

10 86.760.5 คาพลังงานไฟฟาลดลง SC = ES x EC SELN ELS ES SC kW kW kWh/y B/y 101.00 (14) การเลือกเดินปมน้ําชุดที่มีประสิทธิภาพสูงเปนหลัก ในระบบปรับอากาศขนาดใหญสวนใหญจะมีเครื่องทําน้ําเย็นจํานวนหลายชุด ดังนั้นจึงมีการออกแบบใหใชปมน้ํา เย็นและปมน้ําระบายความรอนตามจํานวนของเครื่องทําน้ําเย็น โดยการติดตั้งปมน้ําแบบขนานกันและเชื่อมตอทอของ ปมน้ําและเครื่องทําน้ําเย็นดวยทอรวม ซึ่งตําแหนงของปมและการเชื่อมตอทอเขาและออกของปมจะสงผลตอการสูญ เสียความดันของปมทําใหปมแตละชุดมีอัตราการไหลของน้ําและใชพลังงานไฟฟาตางกัน รวมทั้งปมที่ใชไปนานการสึก หรอของปมก็จะตางกันสงผลใหประสิทธิภาพของปมตางไปดวย นอกจากนั้นปมน้ําชุดที่มอเตอรเคยไหมก็จะใชพลังงาน มากกวาชุดอื่น ดังนั้นการเลือกใชปมชุดที่มีประสิทธิภาพสูงใหมากขึ้นจะสงผลใหเกิดการประหยัดพลังงาน 229 .3 พลังไฟฟาลดลง ELS = SELO – SELN 2.2 พลังไฟฟารวมหลังหรี่วาลว SELN = ELN1 + ELN2 + ELN3 2.4 พลังงานไฟฟาลดลง ES = ELS x hr 2.942.00 255.2.70 24.

43 การตอปมแบบน้ําเขากอนและออกหลัง จะทําใหประสิทธิภาพปมไมตางกันมาก รูปที่ 2-7.42 การตอปมแบบน้ําเขากอนและออกกอน จะทําใหประสิทธิภาพปมตางกัน รูปที่ 2-7.44 การเชื่อมทอแบบตัวที จะทําใหอัตราการไหลของน้ําลดลงประมาณ 10-20% รูปที่ 2-7.45 การเชื่อมทอแบบตัววาย จะทําใหอัตราการไหลของน้ําเพิ่มขึ้น รูปที่ 2-7.47 การเชื่อมตอทอดูดทําใหปมชุดที่อยูไกล อัตราการไหลลดลง นอกเสียจากขนาด Header ใหญ สมการที่ใชในการคํานวณ ดัชนีการใชพลังงานของปม = ดัชนีการใชพลังงานที่สูงขึ้น(%) = อัตราการไหลของน้ํา / พลังไฟฟาที่ปมใช [1–(ดัชนีการใชพลังงานของกลุมปมที่ต่ํา/ดัชนีการใชพลังงานของกลุม ป ม ที่สูง)] x 100 230 .ทอรวม รูปที่ 2-7.46 การเชื่อมตอทอสงทําใหทิศทางของ น้ําปะทะกันประสิทธิภาพต่ํา รูปที่ 2-7.

600 33.08 วัดอัตราการไหลรวม รายการ 1.( SECL/SECh)) x 100 สัญลักษณ หนวย ขอมูล EC hr Pho B/kWh h/y % 2.33% เปน 56.5 44.3 รอยละของชั่วโมงการใชงานที่จะเดินของ กลุมที่มีดัชนีการใชพลังงานสูง 1.5 ดัชนีการใชพลังงานของกลุมปมที่ต่ําสุด 1.24 46.45 เดินปม 2 คูกับ 3 3.66% ใชงานวันละ 12 ชั่วโมง 300 วันตอป อัตราคาไฟฟาตอหนวย 2.7 พลังไฟฟาของกลุมปมที่มีดัชนีการใช พลังงานต่ําสุด 2. 2 ลงจากเดิม 33.460 78.1 คาไฟฟาเฉลี่ยตอหนวย 1.6 38.95 บาท ทําให เกิดการประหยัดพลังงานเทาใด [วิธคี ํานวณ 1)กรอกขอมูลลงไปในชองขอมูลของขอ 1 2)ทําการคํานวณตามหัวขอ 2] รายละเอียด อัตราการไหลของน้ํา(GPM) พลังไฟฟาที่ใชรวม(kW) ดัชนีการใชพลังงาน(GPM/ kW) เดินปม 1 คูกับ 2 3.33% เปนปละ 10% และเพิ่มการเดิน กลุม 1.1 รอยละดัชนีการใชพลังงานที่สูงขึ้น PTi = (1.530 76.0 46.120 81.24 เดินปม 1 คูกับ 3 3.67 231 .6 จากการตรวจวัด PTi % 17. 3 จาก 33.พลังงานไฟฟาที่ลดลง = พลังไฟฟาของกลุมปมที่มีดัชนีการใชพลังงานต่ํา x (รอยละดัชนีการใช พลังงานที่สูงขึ้น/100) x (ชั่วโมงการใชงานที่เพิ่มขึ้นของกลุมปมที่มีดัชนี การใชพลังงานสูง ดูตัวอยางเพื่อใหเกิดความเขาใจ โรงงาน ECON ติดตั้งปมน้ําเย็น 45 กิโลวัตต จํานวน 3 ชุด มีอายุการใชงาน 18 ป การเชื่อมตอทอเปนแบบเขา กอนและออกกอนและตอแบบตัวที อีกทั้งบางชุดมีการไหมของมอเตอร ปกติจะเปดใชงานครั้งละ 2 ชุด สลับกันไปมา จากการตรวจวัด พบวาปมกลุม 1. 3 มีดัชนีการใชพลังงานสูงสุด ดังนั้น โรงงานจึงจัดทําแผนการเดินปมใหม โดยลดการเดินกลุม 1. ขอมูลเบื้องตน 1. 2 มีดัชนีการใชพลังงานต่ําสุด และปมกลุม 1.2 ชั่วโมงการใชงานตอป 1.33 แหลงที่มาของขอมูล จากใบแจงหนี้คาไฟฟา จากการใชงานจริง PhN % 23.6 ดัชนีการใชพลังงานของกลุมปมที่สูงสุด 1. การวิเคราะหขอมูล 2.4 รอยละของชั่วโมงการใชงานที่จะเพิ่มขึ้น ของกลุมที่มีดัชนีการใชพลังงานสูง 1.33 SECL SECh GPM/kW GPM/kW 38.45 ดัชนีการใชพลังงานสูงทํางานกีเ่ ปอรเซ็นต คิดวาจะเพิ่มการใชงานของกลุมที่มี ดัชนีการใชพลังงานสูงเทาใด จากการตรวจวัด จากการตรวจวัด ELL kW 81.95 3.

35 GPM/kW สมการที่ใชในการคํานวณ รอยละดัชนีการใชพลังงานที่สูงขึ้น = ( 1 – ( ดัชนีการใชพลังงานเดิม / ดัชนีการใชพลังงานใหม)) x 100 พลังงานไฟฟาที่ลดลง = พลังไฟฟาที่ใชเดิม x ( รอยละดัชนีการใชพลังงานที่สูงขึ้น) / 100 x ชั่ว โมงการใชงานตอป ดูตัวอยางเพื่อใหเกิดความเขาใจ โรงงาน ECON ติดตั้งปมน้ําเย็นขนาด 45 กิโลวัตต มีอายุการใชงาน 18 ป และมอเตอรเคยไหมมาแลว 2 ครัง้ จึงสนใจทีจ่ ะเปลีย่ นปม น้าํ ใหม ใชงานวันละ 12 ชั่วโมง 300 วันตอป อัตราคาไฟฟาตอหนวย 2.109.รายการ สัญลักษณ หนวย ขอมูล แหลงที่มาของขอมูล 839.95 บาท โดยมีผลการ ตรวจวัดดังนี้ [วิธคี ํานวณ 1)กรอกขอมูลลงไปในชองขอมูลของขอ 1 2)ทําการคํานวณตามหัวขอ 2] รายละเอียด ปมน้ําเย็นชุดเดิม ปมน้ําเย็นชุดใหม รายการ 1.95 232 พลังไฟฟาที่ใช(kW) 42 31 แหลงที่มาของขอมูล จากใบแจงหนี้คาไฟฟา . ขอมูลเบื้องตน 1.47 (15) การเปลี่ยนปมน้ําชุดที่มีประสิทธิภาพต่ําในระบบปรับอากาศ ปมน้ําเย็นและปมน้ําระบายความรอนในระบบปรับอากาศจะมีอายุการใชงาน 15 ป ดังนั้นเมื่อปมน้ํามีอายุการใช งานมาก จะเกิดการสึกหรอมากสงผลใหประสิทธิภาพของปมลดต่ําลง อีกทัง้ ปม บางชุดอาจเกิดการไหมของมอเตอร ซึง่ การไหมของมอเตอรแตละครัง้ จะทําใหประสิทธิภาพของมอเตอรลดลง 4% ดังนัน้ ไมวา อายุการใชงานมากหรือมอเตอรเคย ไหมบอ ยโรงงานควรพิจารณาเปลีย่ นปม น้าํ ใหมโดยเลือกใชปม น้าํ ทีม่ ปี ระสิทธิภาพสูง อัตราการไหล 2.1 คาไฟฟาเฉลี่ยตอหนวย อัตราการไหลของน้ํา(GPM) 2.88 2.3 พลังไฟฟาลดลง ES = ELL x (PTi/100) x hri 2.058 GPM อัตราการไหล 2.99 ES SC kWh/y B/y 35.150 สัญลักษณ หนวย ขอมูล EC B/kWh 2.4 คาพลังงานไฟฟาลดลง SC = ES x EC hri h/y 12.150 GPM ปมน้ําใหม ปมน้ําเกา พลังไฟฟา 31 kW พลังไฟฟา 42 kW ดัชนีการใชพลังงาน = 49 GPM/kW ดัชนีการใชพลังงานใหม = 69.724.058 2.2 ชั่วโมงการใชงานที่เพิ่มขึ้นของกลุมปมที่มี ดัชนีการใชพลังงานสูง hri = hr x (PhN/100) 2.

4 อัตราการไหลของน้ําระบายความ รอน แนวทางการวินิจฉัย ‰ ‰ สูงกวา 4 ๐F ต่ํากวา 4 ๐F ผลตางอุณหภูมถิ า สูงกวา 4 ๐F แสดงวาประ สิทธิภาพการแลกเปลี่ยนความรอนต่ํา อาจ เกิดจากตะกรันใน Cooler อัตราการไหลของ น้าํ มากเกินไป ปริมาณสารทําความเย็นนอย เกินไปหรืออุปกรณลดความดันมีปญหา ผลตางอุณหภูมิสูงกวา 6 ๐F แสดงวาประสิทธิ ภาพการแลกเปลี่ยนความรอนต่ําอาจเกิดจาก ตะกรันใน Condenser หรืออัตราการไหลของ น้ํามากเกินไป หรือปริมาณสารทําความเย็น มากเกินไป หรืออุปกรณลดความดันมีปญหา สูงกวา 6 ๐F ต่ํากวา 6 ๐F สูงกวา 2.4 GPM/TR ต่ํากวา 2. เครื่องทําน้ําเย็น ผลการตรวจ 1.4 GPM/TR การออกแบบที่ ΔT = 10 ๐F ถาอัตราการไหล ของน้ําเย็นสูงหรือต่ํากวา 2.14 2.08 SC B/y 130.35 PTi % 29.058 42 2.6 พลังไฟฟาของปมใหม ELN kW 31 SECO GMP/kW 49.6 แนวทางการตรวจ วินิจฉัย และบํารุงรักษาเครื่องทําน้ําเย็นและอุปกรณอื่นในระบบทําอยางไร ? (1) การตรวจวินิจฉัยเครื่องทําน้ําเย็นและอุปกรณอื่นในระบบเพื่อการอนุรักษพลังงานทําอยางไร ? แนวทางการตรวจ รายการตรวจ 1.3 อัตราการไหลของน้ําเย็น ‰ ‰ ‰ ‰ 1.00 SECN GMP/kW 69.150 1.1 ดัชนีการใชพลังงานของปมชุดเดิม SECO = FLO / ELO 2.4 GPM/TR มาก จะ ทําใหประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนความรอนต่ํา และคา kW/TR สูงขึ้น สูงกวา 3.2 ชั่วโมงการใชงานตอป 1.4 พลังงานไฟฟาที่ลดลง ES = ELO x (PTd/100) x hr 2.362. การวิเคราะหขอมูล 2.1.600 2.0 GPM/TR ต่ํากวา 3.5 อัตราการไหลของปมน้ําใหม hr FLO ELO FLN h/y GPM kW GPM 3.2 ดัชนีการใชพลังงานของปมชุดใหม SECN = FLN / ELN 2.2 ผลตางอุณหภูมิน้ําระบายความรอน ที่ออกและอุณหภูมิสารทําความเย็น ใน Condenser ที่ภาระสูงสุด ‰ 1.4 พลังไฟฟาของปมเดิม 1.1 ผลตางอุณหภูมิน้ําเย็นที่ออกและ อุณหภูมิสารทําความเย็นใน Cooler ที่ภาระสูงสุด ‰ 1.3 อัตราการไหลของปมน้ําเดิม 1.5 คาพลังงานไฟฟาลดลง SC = ES x EC จากการใชงานจริง จากการตรวจวัดอัตราการไหล จากการตรวจวัดพลังไฟฟาที่ปมเดิมใช จากคุณสมบัติของปมน้ําชุดใหมที่อัตราการ ไหลและเฮดตกครอมปมเทากัน จากคุณสมบัติของปมน้ําชุดใหมที่อัตราการ ไหลและเฮดตกครอมปมเทาชุดเดิม 2-7.3 รอยละดัชนีการใชพลังงานที่สูงขึ้น PTi = ( 1 .34 ES kWh/y 44.0 GPM/TR การออกแบบที่ ΔT = 10 ๐F ถาอัตราการไหล ของน้ําระบายความรอนสูงหรือต่ํากวา 3.( SECO/SECN)) x 100 2.868.0 GPM/TR มาก จะทําใหประสิทธิภาพการแลก 233 .

.9 ทําความสะอาดคอนเดนเซอร 1. ปมน้ําเย็นและปมน้ําระบายความรอน 2.6 เดินปมน้ําครั้งละหลายชุดหรือไม ‰ ‰ ‰ ‰ มี ไมมี มี ไมมี เทากัน ไมเทากัน แบบตัวที แบบตัววาย หลายชุด ชุดเดียว ควรเดินเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูงสุดใหมาก กวาชุดอื่นๆ ควรทําความสะอาดทุก 6 เดือน หรือเมือ่ อุณหภูมิสารทําความเย็นสูงกวาอุณหภูมิน้ํา ระบายความรอนทีอ่ อกทีภ่ าระสูงสุดเกิน 4-6 ๐F ไมควรปลอยใหลัดวงจรเพราะอุณหภูมิน้ําเย็น ที่สงไปยัง AHU จะสูงขึ้น อาจมีผลตอ อุณหภูมิและความชื้นในพื้นที่ปรับอากาศ เครื่องที่ผลตางของความดันมากจะมีประสิทธิ ภาพต่ํา ดังนั้นควรตรวจสอบและเดินใชงาน ใหนอยลง มอเตอรที่ผานการพันมาใหมประสิทธิภาพจะ ลดลงโดยทุกครั้งที่พันประสิทธิภาพจะลดลง 4% ควรนํามาใชใหนอย ปมชุดที่ผานการบํารุงรักษาใหมๆ จะมีประ สิทธิภาพสูงกวาชุดที่ไมผานการบํารุงรักษาดัง นั้นควรนํามาใชใหมาก ควรเปลี่ยนการหรี่วาลวน้ําเปนการใช Inverter ลดรอบหรือเจียรใบพัดหรือลดขนาดปมน้ํา ใชงานมอเตอรชุดที่ใชกระแสไฟฟาสูงใหนอย ลง และควรตรวจสอบแกไข ควรแกไขจากแบบตัวทีเปนตัววาย จะสงผล ใหอัตราการไหลของน้ําที่ไดสูงขึ้น ปมน้ําตอขนานกันเมื่อเดินพรอมกันหลายชุด ตองตรวจวัดหาคา GPM/kW ของแตละกลุม เพื่อใชงานชุดที่มีคาสูงสุดเปนหลัก 234 .2 มีปมชุดใดผานการบํารุงรักษามา ใหมๆ ‰ 2.1 มีมอเตอรชุดใดเคยไหมหรือไม ‰ มี ‰ ไมมี 2.8 เลือกเดินเครื่องทําน้ําเย็นชุดที่มี ประสิทธิภาพสูงสุดเปนหลักหรือไม ‰ ‰ ‰ ‰ ‰ 1.6 เครื่องอัดแบบแรงเหวี่ยงปรับตั้ง Load ที่เทาใด ‰ 1.5 ปรับตั้งอุณหภูมิน้ําเย็นใหสูงที่สุด เทาที่จะทําได ‰ 1.4 มอเตอรแตละชุดใชกระแสไฟฟา เทากันหรือไม ‰ 2.7 เครื่องทําน้ําเย็นทํางานที่ภาระเทา ใด ‰ 1.เดือน ลัดวงจร ไมลัดวงจร ‰ แตกตางกัน 1.5 ทอรวมทางเขาและทางออกของปม มีการเชื่อมตอแบบใด ‰ 2.10 น้ําเย็นลัดวงจรผานเครื่องทําน้ําเย็น ชุดที่ไมเปดใชหรือไม ‰ ‰ ปรับตั้งได ปรับตั้งไมได ปรับอุณหภูมนิ า้ํ เย็นใหสงู ขึน้ เมือ่ ภาระการปรับ อากาศต่าํ กวา 80% จะสงผลใหประหยัดพลังงาน ประมาณ 2-4% ในทุก 1 ๐F สูงกวา 90% ต่ํากวา 80% สูงกวา 80% ต่ํากวา 80% เครื่องอัดแบบแรงเหวี่ยงจะมีประสิทธิภาพสูง สุดที่ Load ประมาณ 80-90% เครื่องทําน้ําเย็นทํางานที่ภาระต่ํา จะสงผลให คา kW/TR รวมทั้งระบบสูงขึ้นเพราะอุปกรณ ประกอบของระบบไมไดลดพลังไฟฟา เลือกได สลับไปมา ทุกๆ………….แนวทางการตรวจ รายการตรวจ แนวทางการวินิจฉัย ผลการตรวจ เปลีย่ นความรอนต่าํ และคา kW/TR สูงขึ้น 1.3 มีการหรี่วาลวน้ําหรือไม ‰ ‰ ‰ 2.11 ผลตางความดันสารทําความเย็น ดานสูง (High pressure) และดาน ‰ ไมแตกตางกัน ต่ํา (Low pressure) ของแตละ เครื่องแตกตางกันหรือไม 2.

2 หอผึ่งเย็นเปนแบบใด ‰ ‰ ‰ 3.4 รูน้ําในถาดของหอผึ่งเย็นแบบ เหลี่ยมตันหรือไม ‰ 3.1 ขนาดพิกัดของ CT เทียบกับพิกัด ของ Chiller ‰ 3.6 อุณหภูมิน้ําที่ไดสูงกวาอุณหภูมิ กระเปาะเปยกของอากาศเขา ระบาย ‰ 3.3 ระดับน้ําในถาดหอผึ่งเย็นแบบ เหลี่ยม ‰ 3.7 ใชงานปมน้ําชุดที่มีคา GPM/kW สูงสุดเปนหลักหรือไม 2.5 รอบการหมุนของ Sprinkler ‰ ‰ ‰ ‰ 3.11 มีการปลอยน้ําผาน CT โดยไมเปด พัดลมหรือไม ‰ ‰ ‰ ‰ มากกวา 10-20% มากกวา 20-30% เหลี่ยม กลม ต่ํากวา 1/3 ของความสูงถาด สูงกวา 1/3 ของความสูงถาด ตันบางสวน ไมตัน ต่ํากวามาตรฐาน สูงกวามาตรฐาน เกิน 40F ต่ํากวา 40F มี ไมมี มี ไมมี ไมตา งกัน ตางกัน มี ไม ขนาดพิกัดของ CT ควรมีขนาดมากกวาขนาด พิกัดของ Chiller 20-30% เพื่อใหเกิดการ ระบายความรอนไดเพียงพอ หอผึง่ เย็นแบบเหลีย่ มจะมีประสิทธิภาพสู ง กว า แบบกลม โดยทั่วไปประมาณ 2OF ควรสูงกวา 1/3 ของความสูงเพื่อจะทําให อัตราการไหลของน้ําเหมาะสม รูทุกรูไมควรตันเพื่อจะทําใหเกิดการกระจาย น้ําไดดี รอบเร็วกวามาตรฐานแสดงวาปริมาณน้ํามาก เกิ น ไปส ง ผลให ป ระสิ ท ธิ ภ าพในการแลก เปลี่ยนความรอนระหวางน้ํากับอากาศลดลง ถาชาเกินไปเกิดจากน้ํานอยเกินไป หรือการ สึกหรอของ Sprinkler head อุ ณ หภู มิ สู ง กว า อุ ณหภู มิ กระเปาะเป ย กของ อากาศทีเ่ ขาระบายเกิน 4 ๐F อาจเกิดจาก ปริมาณน้าํ มาก ปริมาณอากาศนอย รู Sprinkler pipe ตัน Sprinkler head รัว่ Filling ตัน มี เ ม็ ด น้ําอาจเกิ ด จากความเร็ ว ลมสู งเกิ นไป หรือที่ Sprinkler Pipe ไมมีแผนกันน้ําหรือ ปริมาณน้ํามากเกินไป อาจเกิ ด จากระดั บ น้ํ า ในอ า งสู ง เกิ น ไปหรื อ ปริมาณน้ําที่ตกมากเกินไป หรือไมมี Louver ชุดที่ใชกระแสไฟฟานอยที่สุดควรนํามาใชงาน ใหมากขึ้น อากาศที่พนทิ้งมีอุณหภูมิและความชื้นสูงเมื่อ ยอนกลับเขาระบายความรอน จะทําใหประ สิทธิภาพของ CT ลดลง อาจแกไขโดยการตอ ปากทางออกใหสูงขึ้น (Hood) ไมควรปลอยน้าํ ผาน CT ทีไ่ มไดเปดพัดลม เพราะจะทําใหอณ ุ หภูมนิ า้ํ ทีไ่ ดกอ นเขา Chiller มีอณ ุ หภูมสิ งู สงผลใหคา kW/TR สูงขึน้ มี ไมมี 235 .7 อากาศออกดานบนมีเม็ดน้ําหรือไม ‰ ‰ ‰ 3.8 บันทึกกระแสหรือพลังไฟฟาที่ปมใช ประจําหรือไม แนวทางการวินิจฉัย ผลการตรวจ ‰ ‰ ‰ ใช เดินสลับไปมา บันทึก ไมบันทึก ชุดทีม่ คี า GPM/kW สูงจะเปนชุดทีม่ ปี ระสิทธิ ภาพสูงควรนํามาใชใหมากกวาชุดอืน่ ๆ กระแสไฟฟาหรือพลังไฟฟาที่ปมน้ําแตละชุด ใช ถาผิดปกติไปจากเดิมจะบอกถึงสิ่งผิดปกติ ที่เกิดขึ้น 3.9 แตละชุดใชกระแสไฟฟาตางกันหรือ ไม ‰ 3. หอผึ่งเย็น 3.10 มีอากาศรอนชื้นที่พนออก ยอน กลับเขา CT หรือไม ‰ 3.แนวทางการตรวจ รายการตรวจ 2.8 น้ํากระเด็นออกดานขาง ‰ ‰ 3.

12 แผน Filling สกปรกและลมหรือไม ‰ ‰ แนวทางการวินิจฉัย ผลการตรวจ สภาพดี สกปรกและลม ไมเคย ‰ ตรวจวัดประจํา 3.5 คอลยกลั่นเอาความชื้นออกจาก อากาศไดนอยหรือไมกลั่นตัว ‰ ‰ กลั่นตัวไดนอย ไมกลั่นตัว 4.13 มีการตรวจวัดอุณหภูมิน้ําที่ไดจาก หอผึ่งเย็นแตละชุดหรือไม 4.แนวทางการตรวจ รายการตรวจ 3.4 GPM/TR ที่ ΔT = 10 ๐F ภาระเต็มพิกัด ผลตางอุณหภูมิตางกันมากแสดงวาประสิทธิ ภาพในการแลกเปลี่ยนความรอนต่ําซึ่งอาจ เกิดจากตะกรันภายในทอ ความสกปรกของ ครีบ ความเร็วลมมากเกินไป ปริมาณอากาศ มากเกินไป หรือปริมาณความชื้นของอากาศ ที่เขาสูงเกินไป อุณหภูมิคอลยที่สัมผัสกับอากาศอาจไมถึง อุณหภูมิจุดน้ําคาง (Drew point) หรือ อุณหภูมิผิวชวงปลายคอลยมีอุณหภูมิสูงเกินก็ ได ซึ่งอาจเกิดจากอุณหภูมิน้ําเย็นสูงเกินไป หรือมีตะกรันในทอ หรือครีบสกปรกหรือ ปริมาณน้ําเย็นต่ํากวาภาระการปรับอากาศ (ความเร็วอากาศมาก) คอลยเมื่อสกปรกจะสงผลใหประสิทธิภาพใน .2 กรองอากาศตันหรือไม ‰ ‰ ‰ 4.3 อัตราการไหลของน้ําเย็นไดตาม พิกัดหรือไม ‰ ‰ ‰ ตัน ไมตัน ตามพิกัด ต่ํากวาพิกัด สูงกวาพิกัด ตางกันมาก ตางกันไมมาก 4.1 ใช 2 Ways Valve หรือ 3 Ways ‰ 2 Ways Valve Valve ควบคุมปริมาณน้ํา ‰ 3 Ways Valve 3.4 ผลตางอุณหภูมิอากาศที่ออกและ อุณหภูมิน้ําที่ออกจาก Coil เย็น ‰ 4.6 ทําความสะอาดคอลยสม่ําเสมอหรือ ‰ สม่ําเสมอ ‰ 236 ควรทําความสะอาด Filling เปนประจํา และ เปลี่ยนเมื่อหมดอายุการใชงาน อีกทั้งควรใส ให เ ต็ ม และไม มี ก ารล ม จะส ง ผลให ป ระสิ ท ธิ ภาพการแลกเปลี่ยนความรอนดี อุณหภูมิน้ําที่ ไดจะลดต่ําลง หอผึ่ ง เย็ น ที่ ไ ด อุ ณ หภู มิ น้ํ า ต่ํ า จะมี ป ระสิ ท ธิ ภาพดี ดังนั้นควรนํามาใชใหมากขึ้น การใชน้ํามากหรือนอยเกินไปของหอผึ่งเย็น จะบอกถึงสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นของหอผึ่งเย็น ใช 2 Ways Valve จะสงผลใหเกิดการ ประหยัดพลังงานที่ปมน้ําเย็น ขณะที่ ภาระ การปรับอากาศลดลงแตควรมี Bypass หรือ Inverter ใชงานรวมดวย กรองอากาศตันจะสงผลใหปริมาณลมเย็นที่สง ไปใชงานนอยลง สงผลใหประสิทธิภาพของ AHU ลดลง อีกทั้งอาจเกิดปญหาการกระจาย ลมในพื้นที่ อั ต ราการไหลของน้ําเย็ น ส ง ผลต อ ประสิ ท ธิ ภาพการแลกเปลี่ยนความรอนระหวางน้ําและ อากาศ และอาจทําให Coil มีความชื้นไดมาก หรือนอยดวย อีกทั้งมีอัตราการไหลต่ํา ตัน ความเย็นที่ไดจะลดต่ําลงดวย โดยทั่วไปควร ประมาณ 2.14 บันทึกปริมาณน้ําที่ใชกับหอผึ่งเย็น ‰ บันทึก ทุกวันหรือไม ‰ ไมบันทึก 4. เครื่องสงลมเย็น (AHU) และเครื่องจายลมเย็น (FCU) 4.

7 อุปกรณควบคุมอุณหภูมิใชงานได เปนปกติหรือไม ‰ 4.2 นําอากาศภายนอกเขาหรือดูด อากาศภายในออกทิ้งมากหรือไม 5.แนวทางการตรวจ รายการตรวจ ไม ‰ 4.3 ปดใชงาน CT มากกวาจํานวน CH หรือไม ‰ (2) ผลการตรวจ ไมสม่ําเสมอ ปกติ ชํารุด ได ไมได บันทึก ไมบันทึก สภาพดี สภาพไมดี ‰ ‰ ‰ ‰ การแลกเปลี่ยนความรอนระหวางน้ํากับ อากาศลดต่ําลง ปริมาณความเย็นที่ไดจะลด ลง อุณหภูมิอากาศที่ออกจากคอลยจะสูงกวา เมื่อทําความสะอาดใหมๆ อุปกรณควบคุมอุณหภูมิผิดปกติ จะสงผลให ปริมาณน้ําเย็นไหลผานคอลยในปริมาณที่ไม สัมพันธกับภาระการปรับอากาศ อีกทั้งไม สามารถควบคุมอุณหภูมิในพื้นที่ใหคงที่ตลอด เวลาได นอกจากนั้นตําแหนงติดตั้งควรจะ ตองเหมาะสม การกระจายลมในพื้นที่รวมทั้งความเร็วของ ลมเปนตัวสําคัญที่จะทําใหทุกบริเวณในพื้นที่ มีอุณหภูมิตางกันไมเกิน 2 ๐F นอกจากนั้น อากาศที่ออกจากคอลยควรมีอุณหภูมิต่ําแตมี ความชื้นสัมพัทธสูง โดยทั่วไปอุณหภูมิ ประมาณ 60 ๐F ความชื้นสัมพัทธมากกวา 80%RH ผลตางอุณหภูมิน้ําเย็นเขาและออก จะบอกถึง สิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น ฉนวนเสื่อมสภาพอาจมีลักษณะแตกยุยหรือ อมน้ํา สงผลใหสูญเสียความเย็นและทอจะ เป น สนิ ม และฉนวนยางไม ค วรให สั ม ผั ส กั บ แสง UV โดยตรง เพราะอายุการใชงานจะสั้น ดังนั้นเมื่อใชนอกอาคารควรหุม Jacket ลดปริมาณลงใหไดมากที่สุด จะสงผลใหลด ภาระการปรับอากาศลง ‰ 5. อื่นๆ 5.8 อุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธในพื้น ที่ไดตามตองการหรือไม ‰ 4. ลางทําความสะอาดอุปกรณตางๆ ดังตอไปนี้ ระยะเวลาที่เหมาะสม 237 .9 บันทึกอุณหภูมิน้ําเย็นเขาและออก จาก AHU เปนประจําหรือไม ‰ 5.4 น้ําเติม CT ผานการปรับสภาพ อยางดีหรือไม แนวทางการวินิจฉัย ไมมาก มาก เทากัน มากกวา ปรับสภาพ ไมปรับสภาพ ทั่วไปการออกแบบจะให CH CDP CHP CT เหมาะสมกับ แตเมื่อใชงานควรเดิน CT ให มากกวา CH เพื่อจะไดอุณหภูมิน้ําระบาย ความรอนที่เขาคอนเดนเซอรลดต่ําลง ในระบบระบายความรอนมักเกิดตะกรันบน พื้นที่ผิวแลกเปลี่ยนความรอน สงผลใหคา kW/TR ของเครื่องสูงขึ้น ดังนั้นควรปรับ สภาพน้ําที่เติมหอผึ่งเย็นใหดี การบํารุงรักษาเครื่องปรับอากาศแบบแยกสวนและแบบเปนชุดเพื่อการประหยัดพลังงานมีอะไรบาง ? รายละเอียดการดําเนินงาน 1.1 ฉนวนหุมทอน้ําเย็นอยูในสภาพทีดี่ และไมเกิดการกลั่นตัวของน้ําที่ผิว ฉนวน ‰ ‰ ‰ ‰ ‰ ‰ 5.

ตรวจสอบการทํางานของเทอรโมสตัท เพือ่ ใหควบคุมอุณหภูมไิ ดอยางถูกตอง .ขดทอทําความเย็น (Cooling Coil) 2.อุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธของลมเย็นดานจายและดานกลับ ทุกเดือน ทุก 6 เดือน ทุก 6 เดือน ทุก 6 เดือน ทุก 6 เดือน (3) การบํารุงรักษาเครื่องทําน้ําเย็นและอุปกรณอื่นๆ เพื่อการประหยัดพลังงานมีอะไรบาง ? รายละเอียดการดําเนินงาน ระยะเวลาทีเ่ หมาะสม 1.วาลวปรับอัตราการไหล .4 เปลี่ยนสารและอุปกรณเหลานี้ .ขดทอระบายความรอน (Condensing Coil) . เครื่องสูบน้ําเย็นและเครื่องสูบน้ําหลอเย็น 2.กระแสและแรงดันไฟฟาที่ใช .1 ตรวจสอบการทํางานของอุปกรณตางๆ ตอไปนี้ .น้ํามันหลอลื่น .2 ทําความสะอาดอุปกรณแลกเปลี่ยนความรอนดานคอนเดนเซอร 1.Automatic Air Vent 2.ไสกรอง 1.อุณหภูมิและความดันของน้ําเย็น และน้ําหลอเย็น ทั้งดานเขาและออก .ความดัน และ/หรืออุณหภูมิของสารทําความเย็น .2 ทําความสะอาดตัวกรองสารแขวนลอย (Strainer) 2.เทอรโมมิเตอร ..กระแส แรงดัน และกําลังไฟฟาที่ใช .5 ตรวจวัดและจดบันทึกคาตัวแปรตางๆ ตอไปนี้ เพื่อใชวิเคราะหประสิทธิภาพการ ทํางานของเครื่อง .วาลวปรับอัตราการไหล 1.3 ตรวจวัดและบันทึกคาตัวแปรตางๆ ตอไปนี้ .กระแส แรงดัน และกําลังไฟฟาที่ใช .ตรวจสอบระบบทอสารทําความเย็น และสภาพฉนวนหุมทอสารทําความเย็น 3.เกจวัดความดัน .3 ตรวจสอบสภาพ สี และปริมาณของสารทําความเย็น และน้ํามันหลอลื่น 1.Refrigerant dryer .4 ตรวจสอบความรอนที่ตัวมอเตอร 238 ทุกวัน ทุก 6 เดือน ทุกวัน เมือ่ หมดอายุการใชงาน ทุกวัน ทุกวัน ทุก 6 เดือน ทุกวัน ทุกเดือน .อัตราการไหลของน้ําเย็น และน้ําหลอเย็น 2.เกจวัดความดัน . มีการดําเนินการตอไปนี้ . ตรวจวัดและจดบันทึกคาตัวแปรตางๆ ตอไปนี้ เพื่อใชวิเคราะห ประสิทธิ ภาพการทํางานของเครื่อง . เครือ่ งทําน้าํ เย็น 1.ตรวจสอบสภาพ สี และปริมาณของสารทําความเย็นในระบบ .ความดัน และอุณหภูมิของสารทําความเย็น .เครื่องวัดอัตราการไหล (ถามี) .ความดันของน้ําเย็นและน้ําหลอเย็น ทั้งดานดูดและดานจาย 2.1 ตรวจสอบการทํางานของอุปกรณตางๆ ตอไปนี้ .แผงกรองอากาศ (Air Filter) .

ชุดจายน้ํา – พัดลม .ชุดจายน้ํา 3.4 ทุก 3 เดือน ทุกวัน ทุกเดือน ทุกเดือน ทุก 6 เดือน ทุกวัน ทุก 6 เดือน ทุกเดือน ทุก 3 เดือน ทุกวัน ทุกวัน .วาลวลูกลอย . ชุดระบายความรอนของเครื่องผลิตน้ําเย็นแบบระบายความรอนดวย อากาศ 5.1 ตรวจสอบสภาพและทําความสะอาดขดทอและครีบระบายความรอน 5.เทอรโมสตัท .1 ลางทําความสะอาดอุปกรณตางๆ ตอไปนี้ .รายละเอียดการดําเนินงาน ระยะเวลาทีเ่ หมาะสม 3.2 ตรวจสอบสภาพของพัดลมระบายความรอนใหอยูในสภาพดีอยูเสมอ 5.3 ตรวจสอบสภาพและปรับแตงความตึงของสายพาน (ถามี) หรือชุดเกียรสงกําลัง (ถามี) 4.ขดทอทําความเย็น (Cooling Coil) 4.พัดลม . เครือ่ งสงลมเย็น 4.แผงกรองอากาศ (Air Filter) .วาลวปกผีเสื้อ (Butterfly Valve) ตางๆ เชน วาลวน้ําเขา วาลวน้ําออก วาลว ปรับสมดุล เปนตน 3. หอผึ่งเย็น 3.เทอรโมมิเตอร .4 ตรวจวัดและบันทึกอุณหภูมิของน้ําเย็นที่เขาและออกจากเครื่อง รวมทั้งตรวจสอบ และซอมแซมรอยรั่วของทอน้ําเย็น และทอลมเย็น 5.2 ตรวจสอบการทํางานของอุปกรณตางๆ ตอไปนี้ .3 ตรวจวัดและบันทึกคาตัวแปรตางๆ ตอไปนี้ .วาลวควบคุมการไหล (Actuated Valve) 4.1 ลางทําความสะอาดอุปกรณตางๆ ตอไปนี้ .PVC Filling .กระแสและแรงดันไฟฟาที่ใช 4.2 ตรวจสอบการทํางานของอุปกรณตางๆ ตอไปนี้ .3 ตรวจสอบการทํางานของพัดลมระบายความรอน โดยจํานวนพัดลมที่ทํางานควร จะสอดคลองกับจํานวนคอมเพรสเซอรที่ทํางาน และสอดคลองกับภาระการทํา ความเย็นขณะนั้น 239 3.ถาดรับน้ํา .เกจวัดความดัน .อุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธของลมจายและลมกลับ .

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful