โครงงานวิทยาศาสตร์

เรื่อง
ฟางข้ าว ดูดซับนา้ มันพืช
ผู้จดั ทาโครงงาน
นาย คุณภัทร พิมพา เลขที่ 5

ม.4/2

นาย ชญานนท์ เปลีย่ นสี เลขที่ 9

ม.4/2

นาย ศิรวิทย์ เย็นจิตร์ เลขที่ 15

ม.4/2

อาจารย์ ทปี่ รึกษา
อาจารย์สิปป์ แสง สุ ขผล
สาขา ชีววิทยา
โรงเรียนรัตนโกสิ นทร์ สมโภชบวรนิเวศศาลายา ในพระสั งฆราชูปถัมภ์
ภาคเรียนที่ 2 ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4 ปี การศึกษา 2556

ชื่อโครงงาน

ฟางข้ าว ดูดซับน ้ามันพืช

สาขาของโครงงานที่ทา ชีววิทยา
ชื่อผู้จัดทาโครงงาน
1) นาย คุณภัทร พิมพา เลขที่ 5

ม.4/2

2) นาย ชญานนท์ เปลี่ยนสี เลขที่ 9

ม.4/2

3) นาย ศิรวิทย์ เย็นจิตร์ เลขที่ 15

ม.4/2

ชื่ออาจารย์ ทปี่ รึกษาโครงงาน

นายสิปป์ แสง สุขผล

บทคัดย่ อ
โครงงานเรื่ อง การเปรี ยบเทียบผลของฟางข้าวแบบปกติและฟางข้าวที่ผน่ ากระบวนการทาให้เหลือแต่
เส้นใยแล้ว ซึ่งเป็ นการศึกษาการการดูดซับน้ ามันที่มีวสั ดุหลักตัวเดียวกันแต่มีกระบวนการทาที่แตกต่างกัน
ได้แก่ ฟางข้าวธรรมดาที่ยงั ไม่ได้ผา่ นกระบวนการทาให้เหลือแต่เส้นใย กับฟางข้าวที่ผา่ นกระบวนการทาให้
เหลือแต่เส้นใยในฟางข้าวแล้ว นามาทดลองดูดซับน้ ามันพืช
จากการศึกษาและทดลองโดยการนาน้ ามันพืชมาใส่ในน้ า อัตรา 3:1 ทาทั้งหมด 2 ชุด โดยจะมีเส้นบอก
ปริ มาณ แล้วนาฟางข้าวที่ผา่ นกระบวนการทาให้เหลือแต่เส้นใยในฟางข้าวแล้ว กับ ฟางข้าวธรรมดาที่ยงั ไม่ได้
ผ่าน กระบวนการทาให้เหลือแต่เส้นใย เท่าๆกัน มาจุมในน้ าที่มีน้ ามันทั้ง 2 ชุด เป็ นเวลา 3นาที
แล้วสังเกตดูปริ มาณน้ ามันที่หายไป เราจึงสรุ ปได้วา่ ฟางข้าวที่ผา่ นกระบวนการทาให้เหลือแต่เส้นใย
ในฟางข้าวแล้ว จะสามารถดูดซับน้ ามันได้มากกว่า ฟางข้าวธรรมดาที่ยงั ไม่ได้ผา่ นกระบวนการทาให้เหลือแต่
เส้นใย เพราะฟางข้าวที่ผา่ นกระบวนการทาให้เหลือแต่เส้นใยในฟางข้าวแล้ว จะมีเส้นใยมากทาให้มีผวิ สัมผัสมา
ด้วยเช่นกันดังนั้น ฟางข้าวที่ผา่ นกระบวนการทาให้เหลือแต่เส้นใยในฟางข้าวแล้วจะสามารถดูดซับน้ ามันได้
มากกว่า

กิตติกรรมประกาศ
โครงงานชีววิทยาเรื่ อง ฟางข้าว ดูดซับน้ ามันพืช สาเร็จได้ดว้ ยการนาแนวคิดในการนาโครงงานของ
โรงเรี ยนมงฟอร์ตวิทยาลัย (มัธยม) อาเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ที่ทาการศึกษาการดูดซับคราบน้ ามันบนผิวน้ า
ด้วยวัสดุถที่เหลือใช้จากการเกษตร และขอขอบคุณ นายสิปป์ แสง สุขผล ซึ่งเป็ นอาจารย์ประจาวิชา ชีวะวิทยา
ผูท้ ี่ช่วยใหคาแนะนาในการจัดทาโครงงาน และ เป็ นที่ปรึ กษาโครงงานที่ดีในการทาโครงงาน ตลอดจนแก้ไข
ข้อบกพร่ องต่างๆของโครงงาน รวมถึงทุกๆคนทีใ่ ห้คาแนะนาในการจัดทาโครงงานครั้งนี้ จนโครงงานเล่มนี้
เสร็จสมบูรณ์ได้ดว้ ยดี คณะผูจ้ ดั ทาจึงขอขอบพระคุณทุกท่านเป็ นอย่างสูง
ท้ายที่สุดนี้ทางคณะผูจ้ ดั ทาหวังเป็ นอย่างสูงว่าโครงงานเล่มนี้จะเป็ นประโยชน์ต่อผูท้ ี่สนใจ และใช้
สาหรับเป็ นแนวทางการจัดทาโครงงานต่อไป

คณะผูจ้ ดั ทา
1) นาย คุณภัทร พิมพา เลขที่ 5

ม.4/2

2) นาย ชญานนท์ เปลี่ยนสี เลขที่ 9

ม.4/2

3) นาย ศิรวิทย์ เย็นจิตร์ เลขที่ 15

ม.4/2

สารบัญ
เรื่ อง

หน้ า

บทคัดย่อ

กิตติกรรมประกาศ

สารบัญ

ค-ง

สารบัญภาพ

สารบัญตาราง

บทที่ 1 บทนา

1

- ที่มาและความสาคัญ

1

- วัตถุประสงค์

2

- สมติฐานของโครงงาน

2

- ตัวแปรในการทดลอง

2

- นิยามศัพท์เฉพาะ

3

- ขอบเขตการศึกษา

3

บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้ อง

4

- เศรษฐกิจพอเพียง

4

- ฟางข้ าว

6

- โซดาไฟ

7

- วัสดุธรรมชาติที่สามารถดูดซับนามันได้

8

- น ้ามันพืช

8

- กระบวนการทาให้ เหลือแต่เส้ นใยในฟางข้ าว

9

สารบัญ(ต่ อ)
เรื่ อง
บทที่ 3 อุปกรณ์ และวิธีการทดลอง

หน้ า
10

- วัสดุอุปกรณ์

10

- วิธีการปฏิบตั ิงาน

12

- กระบวนการทดลอง

13

บทที่ 4 ผลการทดลอง

16

บทที่ 5 สรุปและข้ อเสนอแนะ

17

บรรณานุกรม

18

ภาคผนวก

19

สารบัญภาพ
เรื่ อง

หน้ า

รูปที่1 เศรษฐกิจพอเพียง

4

รูปที่ 2 ฟางข้ าว

6

รูปที่ 3 โซดาไฟ

7

รูปที่ 4 น ้ามันพืช

8

รูปที่ 5 เปรี ยบเทียบน ้ามันที่คงเหลือ

16

สารบัญตาราง
เรื่ อง

หน้ า

- ตารางส่วนประกอบทางเคมี

7

- ตารางบันทึกผลที่ได้ จากการทดลอง

9

- ตารางบันทึกผลที่ได้ จากการทดลอง

15

- ตารางเปรี ยบเทียบฟางข้ าวธรรมดาจะดูดซับน ้ามันออกได้ 25 ml

16

และฟางข้ าวที่ผา่ นกระบวนการทาให้ เหลือแต่เส้ นใยจะดูดซับน ้ามันได้ 38 ml

บทที่ 1
บทนา
ที่มาและความสาคัญ
เนื่องจากกลุ่มของพวกเราได้รับมอบหมายให้ทาโครงงานเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดาริ ของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ ัวฯกลุ่มเราจึงทาการสื บค้นและได้เห็นโครงงานที่หน้าสนใจโครงงานหนึ่งนั้นคือโครงงาน
ของโรงเรี ยนมงฟอร์ตวิทยาลัย (มัธยม) อาเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ที่ทาการศึกษาการดูดซับคราบน้ ามันบนผิวน้ า
ด้วยวัสดุถที่เหลือใช้จากการเกษตร เราจึงได้ทาการศึกษาเกี่ยวกับวัสดุที่เกี่ยวกับการเกษตรคือฟางข้าว แกลบเหลือง
แกลบเผา ราข้าว กากมะพร้าว ขี้เลื่อย ผักตบชวา ที่นาใช้ในการดูดซับคราบน้ ามัน
6 ชนิด คือ น้ ามันพืช น้ ามันจากสัตว์ น้ ามันเบนซิน น้ ามันดีเซล น้ ามันเครื่ องที่ถ่ายทิง้ แล้ว และน้ ามันเครื่ องที่ยงั
ไม่ได้ถ่ายทิ้ง ผลปรากฎว่า
-

ประสิ ทธิภาพในการดูดซับน้ ามันพืช
ฟางข้าว>ราข้าว>ผักตบชวา>กากมะพร้าว>แกลบเหลือง>ขี้เลื่อย>แกลบเผา

-

ประสิ ทธิภาพในการดูดซับน้ ามันจากสัตว์
ราข้าว>ฟางข้าว>แกลบเหลือง>ผักตบชวา>กากมะพร้าว>ขี้เลื่อย>แกลบเผา

-

ประสิ ทธิภาพในการดูดซับน้ ามันเบนซิน
ราข้าว>ขี้เลื่อย>กากมะพร้าว>แกลบเหลือง>ผักตบชวา>ฟางข้าว>แกลบเผา

-

ประสิ ทธิภาพในการดูดซับน้ ามันดีเซล
กากมะพร้าว>ผักตบชวา>ขี้เลื่อย>ราข้าว>แกลบเหลือง>ฟางข้าว>แกลบเผา

-

ประสิ ทธิภาพในการดูดซับน้ ามันเครื่ องที่ถ่ายทิง้ แล้ว
ผักตบชวา>แกลบเหลือง>ฟางข้าว>กากมะพร้าว>ขี้เลื่อย>ราข้าว>แกลบเผา

-

ประสิ ทธิภาพในการดูดซับน้ ามันเครื่ องที่ยงั ไม่ได้ถ่ายทิ้ง
ผักตบชวา>แกลบเหลือง>ฟางข้าว>กากมะพร้าว>ขี้เลื่อย>ราข้าว>แกลบเผา

และจากการที่เราได้พิจารณาแล้วพบว่า มีน้ ามันอยู่ 3 ชนิ ดที่สามารถ ดูดซับน้ ามันได้ดี คือ 1.ราข้าว 2.ผักตบชวา 3.ฟางข้าว โดย
เราจะเลือกฟางข้าวเนื่องจากฟางข้าวสามารถดูดซับน้ ามันพืชที่เราใช้อยูใ่ นชีวิตประจาวันทุกวันได้ดีที่สุดแล้วยังสามารถหาได้
ง่าย เพราะเมืองไทยเป็ นประเทศมีการทานาร้อยละ 20 ของประเทศ ดังนั้นกลุ่มของพวกเราจึงคิดที่จะทาการต่อยอดจากโครงงาน

เดิมที่เราได้ศึกษานั้นก็คือเราจะทาโครงงานที่เปรี ยบเทียบระหว่างฟางข้าวธรรมดา หรื อฟางข้าวที่ผา่ นกระบวนการทาให้เหลือ
แต่เส้นใยในฟางข้าวแล้ว สิ่ งใหนจะสามารถทาการดูดซับน้ ามันพืชได้ดีที่สุด

วัตถุประสงค์ของโครงงาน
เพื่อที่จะทาการเปรี ยบเทียบระหว่างฟางข้าวธรรมดาที่ยงั ไม่ได้ผา่ นกระบวนการทาให้เหลือแต่เส้นใย กับฟางข้าวที่
ผ่านกระบวนการทาให้เหลือแต่เส้นใยในฟางข้าวแล้ว อย่างใหนทาการดูดซับน้ ามันพืชได้มากกว่ากัน เพื่อนาไปศึกษา
และพัฒนาสื บต่อไป

สมมติฐานของโครงงาน
ฟางข้าวที่ผา่ นกระบวนการทาให้เหลือแต่เส้นใยในฟางข้าวแล้ว จะสามารถดูดซับน้ ามันได้มากกว่า ฟางข้าวธรรมดา
ที่ยงั ไม่ได้ผา่ นกระบวนการทาให้เหลือแต่เส้นใย เพราะฟางข้าวที่ผา่ นกระบวนการทาให้เหลือแต่เส้นใยในฟางข้าวแล้ว
จะมีเส้นใยมากทาให้มีผวิ สัมผัสมาด้วยเช่นกันดังนั้น ฟางข้าวที่ผา่ นกระบวนการทาให้เหลือแต่เส้นใยในฟางข้าวแล้ว
จะสามารถดูดซับน้ ามันได้มากกว่า

ตัวแปรในการทดลอง
ตัวแปรต้น : ฟางข้าวทั้ง 2 ประเภท คือ1.ฟางข้าวธรรมดาที่ยงั ไม่ได้ผา่ นกระบวนการทาให้เหลือแต่เส้นใย
2.ฟางข้าวที่ผา่ นกระบวนการทาให้เหลือแต่เส้นใยในฟางข้าวแล้ว
ตัวแปรตาม : การดูดซับน้ ามันพืชจากฟางข้าวทั้ง 2แบบ
ตัวแปรควบคุม : ด้านปริ มาณ 1.น้ ามันพืช 2.ฟางข้าวที่นาไปทดลอง
ด้านเวลา คือด้านเวลาในการซับน้ ามันพพืช

นิยามศัพท์เฉพาะ
1.โซดาไฟ คือ ด่างแก่ที่ละลายได้ในน้ า ผลิตได้จากกระบวนการแยกสารทางไฟฟ้ า(Electrolysis)ของน้ าเกลือ เป็ นสาร
ที่ใช้กนั อย่างแพร่ หลายในทางอุตสาหกรรม
2.ฟางข้าว คือ ผลผลิตที่ไดหลังจากการเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว
3.น้ ามันพืช คือ ไตรกลีเซอไรด์ที่สกัดจากพืชต่างๆ

ขอบเขตของการศึกษา
ด้านเวลา : 25 มกราคม พ.ศ.2557 ถึง 31 มกราคม พ.ศ.2557
ด้านเนื้อหา : กระบวนการทาให้ฟางข้าวเหลือแต่เส้นใยในฟางข้าวแล้ว
ด้านบุคคล : นักเรี ยนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4/2 และอาจารย์ที่ปรึ กษาโครงงาน

บทที่ 2
เอกสารที่เกีย่ วข้ อง
เศรษฐกิจพอเพียง - พระบาทสมเด็จพระเจ้ าอยู่หัว ผู้พระราชทานทฤษฏีใหม่
และชีวติ ใหม่ ที่พอเพียงแก่ชาวไทย

รู ปที่1 เศรษฐกิจพอเพียง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ ัว ผูพ้ ระราชทานทฤษฏีใหม่ และชีวิตใหม่ ที่พอเพียงแก่ชาวไทย
ในฐานะพระมหากษัตริ ย ์ ผูท้ รงเป็ น “นักพัฒนา” ที่แท้จริ ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ ัวพระราชดาริ ว่า
แนวทางการพัฒนาที่จะนาความมัน่ คงและยัง่ ยืนมาสู่สังคมไทยนั้น จาเป็ นจะต้องตั้งอยูบ่ นพื้นฐานของความพอเพียง ทั้งในระดับ
บุคคล ชุมชน และระดับประเทศเป็ นเบื้องต้น และมีพระราชปณิธานว่า...หากสังคมไทยเป็ นสังคมที่พออยูพ่ อกินและมีความสงบ
“ก็จะเป็ นของขวัญวันเกิดที่ถาวร ที่จะมีคุณค่าอยูต่ ลอดเวลา”
เมื่อประเทศไทยต้องประสบกับปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจทาให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ ัวทรงตระหนักว่าเศรษฐกิจแบบ
ค้าขายแต่อย่างเดียวนั้น ไม่สามารถทาให้คนไทยพึ่งตนเองได้การมีระบบเศรษฐกิจและวิถีชีวิตแบบพอเพียง จึงเป็ นหนทางสาคัญ
ที่จะแก้ไขปัญหาและความเดือดร้อนนี้ได้ ทฤษฏีใหม่แบบเศรษฐกิจพอเพียงเป็ นแนวทางที่ทรงเห็นว่าจะช่วยแก้ปัญหาให้คนไทย
ได้

ทฤษฎีหรื อทิฐิ พุทธศาสนาหมายถึง ความเห็น ทฤษฏีจึงไม่ใช่รูปแบบ ทฤษฏีใหม่จึงเป้ นความเห็นใหม่เป็ นหลักคิดที่ตอ้ งนามา
ปรับใช้ให้เป็ นรู ปธรรมอีกครั้งหนึ่ง ภายใต้ เงื่อนไขของ “ทุน” เช่นความรู้ ที่ดิน แหล่งน้ า พันธุ์ไม้ ฯลฯ ที่มีอยูใ่ นครอบครัวและ
ชุมชน มีการทบทวน วิเคราะห์และสังเคราะห์ เกิดเป็ นความเห็นใหม่ข้ ึนมา ดาเนินการตามความเห็นใหม่สู่รูปธรรม พื้นฐานแห่ ง
ความ “เป็ นจริ ง” และ “เป็ นอิสระ”
ความจริ ง หรื อของจริ ง ของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันรู ปธรรมของทฤษฏีใหม่ที่จะนาไปสู่การพออยูพ่ อกินและพึ่งตนเองได้ของ
เกษตรไทยจึงไม่ตายตัวเป็ นแบบเดียวทั้งหมด แต่จาเป็ นต้องสร้างกระบวนการสาคัญคือ “การเรี ยนรู้” ให้เกิดกับคน ครอบครัว
ชุมชน และสังคมให้ได้ เพื่อให้มี “ปัญญา” เพียงพอ ที่จะรู้ว่าอะไรคือ “ความจริ ง” หรื อ “ของจริ ง” ที่เรามีอยู่ อะไรคือ “ความไม่
พอ” ที่ทาให้เกิดทุกข์ อะไรคือสาเหตุ และเราจะแก้ไขได้อย่างไรเช่น ปัญหา คือ เราต้องกินทุกวัน วันละอย่างน้อยสามมื้อแต่เรามี
ไม่พอกิน ต้องยืมเขากินก่อน พืชที่ปลูกนั้นกินไม่ได้ปีหนึ่งเก็บเกี่ยวขายได้ครั้งเดียว ขายได้เงินแล้วจึงนาเงินนั้นไปซื้อกินอีกต่อ
หนึ่ง กิจกรรมที่เลือกทาขึ้นอยูก่ บั แรงงานในครอบครัว ทาให้เรามีกินอย่างพอเพียง ทั้งในด้านคุณประโยชน์ต่อร่ างกาย และ
คุณค่าต่อชีวิต เช่น ขนุน เป็ นไม้มงคลอย่างหนึ่งที่ควรปลูกไว้ในบริ เวณบ้านสามารถนามาประกอบอาหารได้หลากหลาย ทั้ง
ขนุนอ่อน ขนุนสุ ก ไม้ขนุนเป็ นไม่มีค่า เครื่ องดนตรี ไทยบางชนิดต้องทาจากไม่ขนุนเท่านั้น จึงจะสวยงามและมีเสี ยงที่ไพเราะ
หากเรามีขนุนอ่อนต้มได้ หรื อถ้าสุกแก่ก็ทาเป็ นขนุนกวน และการปลูกขนุนไว้หลังบ้านเชื่อว่าจะมีคนเกื้อกูล สนับสนุน ค้ าจุน
เมื่อได้มาซึ่งสิ่ งที่เราไม่มีและมีไม่พอมาแล้ว ยังมีความจาเป็ นอย่างยิง่ ที่เราต้องเรี ยนรู้และสร้าง “ความรู้จกั พอ” ให้เกิดขึ้นด้วย
เพราะหากไม่รู้จกั พอ ปัญหาความไม่พอก็จะเกิดขึ้นเช่นเดิม กระบวนการสาคัญที่จะเสริ มสร้างความพอเพียงให้กบั ,น ที่มี
อุตสาหกรรมชุมชน และธุรกิจชุมชนเป็ นเครื่ องมือ เพราะนอกจากการเกษตรที่ทาให้มีกินเป็ นพื้นฐานแล้ว เราต้องยอมรับว่าใน
เงื่อนไขที่เป็ นจริ งเราผลิตทุกสิ่ งทุกอย่างที่เป็ นความจาเป็ นของชีวิตของเราได้ไม่ท้งั หมด เราจึงต้องสร้างเครื่ องมือขึ้นมาจัดการ
ให้เกิดการแลกเปลี่ยนส่ วนเกินที่เรามี กับส่ วนขาดที่เราไม่มี หรื อ มีไม่พอให้กบั ครอบครัว ชุมชน และสังคม เกิดความพอเพียง
และยัง่ ยืน
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
เศรษฐกิจพอเพียง เป็ นปรัชญาชี้ถึงแนวการดารงอยูแ่ ละปฏิบตั ิตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน
จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริ หารประเทศให้ดาเนินไปใน ทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้กา้ วทัน
ต่อโลกยุคโลกาภิวตั น์ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผลรวมถึงความจาเป็ นที่จะต้องมีระบบภูมิคุม้ กันใน
ตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความ
รอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิง่ ในการนาวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผนและการดาเนินการทุกขั้นตอน และ
ขณะเดียวกันจะต้องเสริ มสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎีและนักธุรกิจในทุกระดับให้มี
สานึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริ ต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดาเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และ
ความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม
สิ่ งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็ นอย่างดี

ฟางข้ าว

รู ปที่ 2 ฟางข้าว
ผลพลอยได้จากการปลูกข้าว มีมากหลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าว เป็ นแหล่งอาหารหยาบสาหรับโค-กระบือในช่วงแล้ง
มีคุณค่างทางอาหารต่า มีโปรตีน เยือ่ ใย และค่าโภชนะย่อยได้ท้งั หมด (TDN) ประมาณ 2.76%, 36.17% และ 45% ของวัตถุแห้ง
ตามลาดับ
อัตราการย่อยได้ต่า ทาให้ฟางอยูใ่ นกระเพาะนาน สัตว์จึงได้รับโภชนะต่าง ๆ น้อย ถ้าให้สัตว์กินฟางอย่างเดียวนาน ๆ จะทาให้
น้ าหนักตัวลด
ข้ อจากัดและข้ อแนะนาการใช้
- ฟางใช้เป็ นแหล่งอาหารหยาบสาหรับสัตว์เคี้ยวเอื้อง และควรใช้ร่วมกับอาหารข้น หรื อเสริ มด้วยใบพืชตระกูลถัว่ โปรตีนสูง
- การปรับปรุ งคุณภาพของฟางข้าว เพื่อให้สัตว์ได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น ได้แก่ การทาฟางหมักยูเรี ย และฟางปรุ งแต่งสด โดยใช้
สารละลายยูเรี ย-กากน้ าตาล ราดฟางให้ทวั่ (สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม)
- การใช้ฟางหมักเลี้ยงโค-กระบือ สามารถใช้ในสภาพเปี ยกหรื อแห้งก็ได้ ฟางหมักที่เปิ ดจากกอง ใหม่ ๆ มีกลิ่นฉุนของ
แอมโมเนีย ควรทิ้งไว้สักพัก (ประมาณ 2 ชัว่ โมง) ก่อนให้สัตว์กิน ถ้าใช้ฟางหมักยูเรี ย เป็ นอาหารหยาบอย่างเดียว ควรเสริ ม
อาหารข้น เพื่อให้เกิดแหล่งพลังงานในการสังเคราะห์โปรตีนของ จุลินทรี ย ์ และควรมีน้ าสะอาดให้โค-กระบือกินตลอดเวลา

ส่ วนประกอบทางเคมี
โภชนะ

วัตถุแห้ง (DM)
โปรตีนรวม (CP)
เยื่อใย (CF)
เถ้า (Ash)
ไขมัน (EE)
คาร์ โบไฮเดรท (NFE)
โภชนะย่อยได้ท้ งั หมด (TDN)
โปรตีนย่อยได้ (DP)
การย่อยได้ของวัตถุแห้ง

ฟางธรรมดา
90.0
2.76
38.13
14.54
2.00
32.27
40.2
0
50.0

ฟางหมักยูเรี ย
สด

แห้ง

ฟางราดสารละลาย
ยูเรี ย – กากน้ าตาล

57.0
4.99
21.11
11.6
3.09
16.21
28.22
2.69
68.56

90.0
7.88
33.33
18.3
4.88
25.61
44.55
4.24
53.0

63.48
7.02
1.92
51.94

โซดาไฟ

รู ปที่ 3 โซดาไฟ
โซดาไฟ หรื อ คอสติกโซดา (Caustic soda) หรื อโซเดียมไฮดรอกไซด์ (sodium hydroxide) สูตรทางเคมีคือ NaOH ชาวบ้านรู้จกั
กันในชื่อสารเคมีผงมันหรื อโซดาแผดเผา
คุณลักษณะเป็ นของแข็งสี ขาว ไม่มีกลิ่น โดยทัว่ ไปแล้วอยูใ่ นรู ปของสารละลาย ดูดความชื้นดีมาก เป็ นด่างแก่ละลายน้ าได้ดี
ผลิตจากกระบวนการแยกสารทางไฟฟ้ า (Electrolysis) ของน้ าเกลือ ในทางอุตสาหกรรมใช้ทาให้กรดกลายเป็ นกลาง
ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจาวันมักมีโซดาไฟผสมอยูห่ รื อไม่ก็เกี่ยวข้องในกระบวนการผลิต เช่น ผลิตเยือ่ กระดาษ สบู่และ

ผลิตภัณฑ์ซกั ฟอก เคมีภณ
ั ฑ์ทาความสะอาด โรงกลัน่ น้ ามัน อุตสาหกรรมโลหะ อาหาร เส้นใยเรยอน สิ่ งทอ ใช้ในการฟอกย้อม
ล้างสี ไหม นอกจากนี้ช่างเจียระไนพลอยก็ใช้ในขั้นตอนล้างเม็ดพลอยที่เจียระไนเสร็ จแล้ว

วัสดุธรรมชาติที่สามารถดูดซับนามันได้
ยังมีวสั ดุนาโนทางธรรมชาติอีกหลายชนิด ที่มีความสามารถในการดูดซับน้ ามันได้ โดยมีหลักการเลือกวัสดุในธรรมชาติเพื่อ
กาจัดคราบน้ ามัน ดังนี้ 1. มีขนหรื อหนามเล็ก ๆ หรื อเป็ นเส้นใยฝอย ทาให้มีพ้ืนที่ผวิ มาก 2. ไม่เปี ยกน้ าหรื อน้ าไม่เกาะ ทาให้ดูด
ซับน้ ามันได้ดี 3. มีน้ าหนักเบาทาให้ลอยน้ าอยูไ่ ด้เพื่อตักไปกาจัดทิ้ง

นา้ มันพืช

รู ปที่ 4 น้ ามันพืช
นา้ มันพืช เป็ นไตรกลีเซอไรด์ที่สกัดจากพืช น้ ามันพืชเป็ นส่ วนหนึ่งของวัฒนธรรมมนุษย์หลายสหัสวรรษ[1] คาว่า "น้ ามันพืช"
สามารถนิยามอย่างแคบหมายความถึงเฉพาะสสารที่เป็ นของเหลวที่อุณหภูมิหอ้ ง[2] หรื อนิยามอย่างกว้างโดยไม่คานึงถึงสถานะ
ของสสารที่อุณหภูมิใด ๆ ก็ได้ ด้วยเหตุน้ ี น้ ามันพืชที่เป็ นของแข็งที่อุณหภูมิห้อง บางครั้งจึงเรี ยกว่า "ไขมันพืช" น้ ามันพืช
ประกอบด้วยไตรกลีเซอไรด์ ตรงข้ามกับไขที่โครงสร้างไม่มีกลีเซอริ น แม้หลายส่ วนของพืชจะมีน้ ามันเก็บสะสมไว้ก็ตาม แต่ใน
เชิงพาณิชย์ จะสกัดน้ ามันพืชจากเมล็ดเป็ นหลัก

กระบวนการทาให้ เหลือแต่ เส้ นใยในฟางข้ าว
เครื่องมือ วัสดุ และอุปประกรณ์
1. ฟางข้าว
2. โซดาไฟ
3. หม้อต้ม
ขั้นตอนการปฏิบัตงิ าน
1. นาฟางข้าวมาแช่น้ า 24ชัว่ โมง
2. นาฟางข้าวที่ได้ไปหัน
3. นาไปต้มโดยโซดาไฟประมาณ1ชัว่ โมงครึ่ ง
4. นามาล้างน้ า
5. นาไปตากจนกว่าจะแห้ง
กระบวนการการทดลอง
1. นาน้ ามันพืชมาใส่ ในน้ า อัตรา 3:1 ทาทั้งหมด 2 ชุด โดยจะมีเส้นบอกปริ มาณ
2. นา ฟางข้าวที่ผา่ นกระบวนการทาให้เหลือแต่เส้นใยในฟางข้าวแล้ว กับ ฟางข้าวธรรมดาที่ยงั ไม่ได้ผล
กระบวนการทาให้เหลือแต่เส้นใย เท่าๆกัน มาจุมในน้ าที่มีน้ ามันทั้ง 2 ชุด เป็ นเวลา 3นาที
3.นาฟางข้าวทั้งสองออกมาให้หมด
4.สังเกตดูปริ มาณน้ ามันที่หายไป
5.บันทึกผลที่ได้จากการทดลอง
วัสดุที่ทาการทดลอง
ฟางข้าวธรรมดาที่ยงั ไม่ได้ผา่ นกระบวนการทาให้เหลือแต่เส้นใย
ฟางข้าวที่ผา่ นกระบวนการทาให้เหลือแต่เส้นใยในฟางข้าวแล้ว

ปริ มาตรน้ ามันพืชที่หายไป

หมาเหตุ

บทที่ 3
อุปกรณ์และขั้นตอนการทดลอง
วัสดุ อุปกรณ์
1. ฟางข้าว

10 กรัม

2. โซดาไฟ 3 เม็ด

3. น้ ามันพืช 100ml

4. บีเกอร์ 4 อัน

5. ตาชัง่

ขั้นตอนการปฏิบัติงาน
1. นาฟางข้าวมาแช่น้ า 24ชัว่ โมง

2. นาฟางข้าวที่ได้ไปหั่น

3. นาไปต้มโดยโซดาไฟประมาณ1ชัว่ โมงครึ่ ง และนามาล้างน้ า

4. นาไปตากจนกว่าจะแห้ง

กระบวนการการทดลอง
1 นาน้ ามันพืชมาใส่ ในน้ า อัตรา 3:1 ทาทั้งหมด 2 ชุด โดยจะมีเส้นบอกปริ มาณ

2 นาฟางข้าวที่ผา่ นกระบวนการทาให้เหลือแต่เส้นใยในฟางข้าวแล้ว กับ ฟางข้าวธรรมดาที่ยงั ไม่ได้ผล กระบวนการ
ทาให้เหลือแต่เส้นใย มาชัง่ ให้ได้อย่างละ 5 กรัม

3 นาทั้งสองมาแช่ในน้ ามันเป็ นเวลา 3 นาที โดยบีเกอร์ท1ี่ เป็ นฟางข้าวแบบธรรมดา ส่ วนฟางข้าวที่ผา่ นกระบวนการที่
เหลือแต่เส้นใยแล้วเป็ นบีเกอร์ที่ 2

4 ผ่านไป 3 นาทีให้นาฟางข้าวทั้งสองออกมาให้หมด

5 สังเกตดูปริ มาณน้ ามันที่หายไป

6 บันทึกผลที่ได้จากการทดลอง
วัสดุที่ทาการทดลอง

ปริ มาตรน้ ามันพืชที่หายไป

ฟางข้าวธรรมดาที่ยงั ไม่ได้ผา่ นกระบวนการทาให้เหลือแต่เส้นใย

25ml

ฟางข้าวที่ผา่ นกระบวนการทาให้เหลือแต่เส้นใยในฟางข้าวแล้ว

38ml

หมาเหตุ

บทที่4
ผลการทดลอง
1.ผลการทดลองปริ มาตรน้ ามันที่ถูกดูดซับโดยฟางข้าวธรรมดาและฟางข้าวที่ผา่ นกระบวนการทาให้เหลือแต่เส้นใยเป็ นดังนี้

รู ปที่ 5 เปรี ยบเทียบน้ ามันที่คงเหลือ
2.โดยเปรี ยบเทียบ ฟางข้าวธรรมดาจะดูดซับน้ ามันออกได้ 25 ml และฟางข้าวที่ผา่ นกระบวนการทาให้เหลือแต่เส้นใย
จะดูดซับน้ ามันได้ 38 ml
วัสดุที่ทาการทดลอง

ปริ มาตรน้ ามันพืชที่หายไป

ฟางข้าวธรรมดาที่ยงั ไม่ได้ผา่ นกระบวนการทาให้เหลือแต่เส้นใย

25ml

ฟางข้าวที่ผา่ นกระบวนการทาให้เหลือแต่เส้นใยในฟางข้าวแล้ว

38ml

รู ปที่ได้

บทที่5
สรุป อภิปรายผล และข้ อเสนอแนะ
สรุปผลการศึกษา
จากการที่คณะผูจ้ ดั ทาได้ทาการทดลองจากการเปรี ยบเทียบระหว่างฟางข้าวแบบธรรมดา กับฟางข้าวแบบผ่นกระบวน
การทาให้เหลือแต่เส้นใยแล้ว ผลปรากฏว่าฟางข้าที่ผา่ นกระบวนการทาให้เหลือแต่เส้นใยมีการดูดซับน้ ามันได้ดีกว่าฟางข้าว
ปกติ

อภิปรายผล
โครงงานที่ได้จดั ทาขึ้นมานี้ ทาให้พวกเรามีกระบวนการคิดที่มากขึ้น การแก้ปัญหาที่ดีข้ ึน โดยโครงงานชิ้นนี้สามารถ
นาไปปรับใช้ในชีวิตประจาวัน รวมถึงอาจจะนาไปปรับใช้ในด้านอุตสาหกรรมได้ดีอีกด้วย ในท้ายที่สุดนี้โครงงานชิ้นนี้ทาให้
เรามีความรู้ในด้านต่างๆ เช่น ความรู้ในด้านฟางข้าว ความรู้ในด้านสารเคมี ความรู้ในด้านเศรษฐกิจพอเพียง เป็ นต้น

ข้ อเสนอแนะ
1. การปฏิบตั ิงานไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร
2. การจัดการเวลาในทาโครงงานชิ้นนี้ไม่ดีเท่าที่ควร
3. วางแผนการในการนาไปใช้ในชีวิตประจาวันต่อไป

บรรณานุกรม
ฟางข้าว
http://www.dld.go.th/nutrition/exhibision/feed_stuff/hay.htm
กระบวนการทาฟางข้าวใหเลือแต่เส้นใย
http://www.sci.rmutt.ac.th/5104
http://www.youtube.com/watch?v=KMIJwldEAZc
วัสดุธรรมชาติที่สามารถดูดซับน้ ามันได้
http://www.dailynews.co.th/Content/next+gen/67853
โซดาไฟ
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=24d23e6682baa602
โครงงานการศึกษาดารดูดซับคราบน้ ามันด้วยวัสดุที่เหลือใช้จากการเกษตร
http://tc.mengrai.ac.th/labschool/k_25.htm
เศรสกิจพอเพียง
http://www.belovedking.com/index.php/2009-11-13-07-42-17/2009-11-13-07-43-01.html?start=3
http://rat-sirirat.blogspot.com/2009/11/blog-post_18.html

ภาคผนวก

นาฟางข้าวมาแช่น้ า 24ชัว่ โมง

ฟางข้าวที่หั่นได้

การนาไปต้มโดยโซดาไฟ

ฟางข้าวนาไปตากจนกว่าจะแห้ง

นาน้ ามันพืชมาใส่ ในน้ า อัตรา 3:1 ทาทั้งหมด 2 ชุด

นาฟางข้าวที่ผา่ นกระบวนการทาให้เหลือแต่เส้นใยในฟางข้าวแล้ว กับ ฟางข้าวธรรมดาที่ยงั ไม่ได้ผลมาให้ได้
เท่าๆกัน

ฟางทั้งสองที่นามาแช่ในน้ ามันเป็ นเวลา 3 นาที

ฟางข้าวที่ผน่ การแชในน้ ามัน 3 นาที

ปริ มาณน้ ามันที่เหลืออยู่