http://surapong005.blogspot.

com/บล็อกครูพงศ์

เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการ
เรียนรูส
้ ำาหรับคร้
เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
คำาว่า "เทคโนโลยี”(Technology) มาจากรากศัพท์ "Technic" หรือ "Techno"
ซึ่งมีความหมายว่า วิธีการ หรือการจัดแจงอย่างเป็ นระบบ รวมกับ "logy" ซึ่ง
แปลว่า “ศาสตร์” หรือ “วิทยาการ” ดังนั้น คำาว่า "เทคโนโลยี" ตามรากศัพท์จึง
หมายถึง ศาสตร์ว่าด้วยวิธีการหรือศาสตร์ท่ีว่าด้วยการจัดการ หรือการจัดแจงสิ่ง
ต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างเป็ นระบบ เพื่อให้เกิดระบบใหม่และเป็ นระบบที่สามารถนำา
ไปใช้ตามวัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์ท่ีต้ังใจไว้ได้ ซึ่งก็มีความหมายตรงกับความ
หมายที่ปรากฏในพจนานุกรม คือ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ ดังนั้น เทคโนโลยีการ
ศึกษาจึงเป็ นการจัดแจงหรือการประยุกต์หลักการทางวิทยาศาสตร์กายภาพมาใช้
ในกระบวนการของการศึกษา ซึ่งเป็ นพฤติกรรมศาสตร์ โครงสร้างมโนมติของ
เทคโนโลยีการศึกษาจึงต้องประกอบด้วย มโนมติทางวิทยาศาสตร์กายภาพ มโน
มติทางพฤติกรรมศาสตร์ โดยการประสมประสานของมโนมติอ่ ืนที่เกี่ยวข้อง
ตัวอย่างเช่น การประยุกต์หลักการทางวิทยาศาสตร์กายภาพทางวิศวกรรมและ
ทางเคมีได้เครื่องพิมพ์และหมึกพิมพ์ สามารถผลิตหนังสือตำาราต่างๆ ได้ และจาก
การประยุกต์หลักพฤติกรรมศาสตร์ทางจิตวิทยา จิตวิทยาการเรียนร้้ ทฤษฎีการ
เรียนร้้และหลักความแตกต่างระหว่างบุคคล ทำาให้ได้เนื้ อหาในลักษณะเป็ น
โปรแกรมขั้น ย่อย ๆ จากง่ายไปหายาก เมื่อรวมกันระหว่างวิทยาศาสตร์กายภาพ
และพฤติกรรมศาสตร์ในตัวอย่างนี้ ทำาให้เกิดผลิตผลทางเทคโนโลยีการศึกษาขึ้น
คือ "ตำาราเรียนแบบโปรแกรม"
อีกตัวอย่างหนึ่ งการประยุกต์วิทยาศาสตร์กายภาพเกี่ยวกับแสง เสียงและ
อิเล็กทรอนิ กส์บนพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ใช้ระบบเลขฐานสองทำาให้ได้เครื่อง
คอมพิวเตอร์ เมื่อประสมประสานกับผลการประยุกต์ทาง พฤติกรรมศาสตร์ท่ี
เกี่ยวข้องกับจิตวิทยาการเรียนร้้ ทฤษฎีการเรียนร้้ หลักความแตกต่างระหว่าง
บุคคล หลักการวิเคราะห์งาน และทฤษฎีส่ ือการเรียนการสอนแล้วทำาให้ได้ผลผลิต
ทางเทคโนโลยีการศึกษา คือ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted
Instruction: CAI)
จากข้อพิจารณาดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่า ความหมายของเทคโนโลยีการศึกษา
มีสองลักษณะที่เน้นหนักแตกต่างกัน คือ
1. เทคโนโลยีการศึกษา หมายถึง การประยุกต์หลักการวิทยาศาสตร์กายภาพ
และวิศวกรรมศาสตร์ให้เป็ นวัสดุ เครื่องมือ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่สามารถนำามาใช้
ในการเสนอ แสดง และถ่ายทอดเนื้ อหาทางการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความหมายนี้ พัฒนามาจากความคิดของกลุ่มนักโสต-ทัศนศึกษา
2. เทคโนโลยีการศึกษามีความหมายโดยตรงตามความหมายของเทคโนโลยี คือ
ศาสตร์แห่งวิธก
ี าร หรือการประยุกต์วิทยาศาสตร์มาใช้ในการศึกษา โดยคำา
ว่า”วิทยาศาสตร์”ในที่น้ี มุ่งเน้นที่วิชาพฤติกรรมศาสตร์ เพราะถือว่าพฤติกรรม

ศาสตร์เป็ นวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่ งเช่นเดียวกับวิชาฟิ สิกส์ เคมี ชีววิทยา เป็ นต้น
ที่มา http://www.nmc.ac.th/database/file_science/unit1.doc ขอขอบคุณ
ครับ
บทคัดย่อ
เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (Technology in Education) หมายถึง การนำา
เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์ในการจัดการศึกษา การ
จัดการเรียนการสอน เพื่อให้การศึกษาการสอนการเรียนมีคุณภาพ และมี
ประสิทธิภาพ
เทคโนโลยีท่ีนำามาใช้ในการศึกษา ได้แก่เทคโนโลยีต่าง ๆ ดังนี้
1. เทคโนโลยีส่ ือสารโทรคมนาคม คือ เทคโนโลยีท่ีเกี่ยวกับการสื่อสารทางไกล
โดยผ่านระบบการสื่อสารคมนาคมต่าง ๆ
2. เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ซึ่งใช้คอมพิวเตอร์ในการรับข้อม้ล ประมวลผลข้อม้ล
และนำาเสนอข้อม้ลตามที่ผ้ใช้ต้องการ
3. เทคโนโลยีเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งแบ่งเป็ นประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ เครือข่าย
เฉพาะที่ (Local Area Network-LAN) เป็ นระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก
ที่ต่อเชื่อมคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์ไม่มากนัก มักอย่้ในอาคารหลังเดียว เครือข่าย
บริเวณกว้าง (Wide Area Network-WAN) เป็ นระบบเครือข่ายที่มีคอมพิวเตอร์
กระจายอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ ช่วยให้สำานักงานในจังหวัดติดต่อสื่อสารและ
ทำางานร่วมกับสำานักงานใหญ่ท่ีอย่้ในเมืองหลวงได้
4. ระบบสำานักงานอัตโนมัติ เป็ นแนวคิดที่นำาระบบเครือข่ายมาใช้เชื่อมโยง
คอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์สำานักงาน
เช่น ระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิ กส์ ระบบประชุมทางไกล
5. เทคโนโลยีระบบสารสนเทศ เป็ นการประมวลผลข้อม้ลในลักษณะต่าง ๆ เพื่อ
ช่วยในการจัดการและบริหารงาน
6. ระบบมัลติมีเดีย เป็ นเทคโนโลยีท่ีผสมผสานภาพ ภาพเคลื่อนไหว เสียง และ
ข้อความเข้าด้วยกันโดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ช่วยในการแสดงผล นำาไปประยุกต์
ใช้ในการสอน เช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) กิจกรรมเพื่อการศึกษาที่ใช้
เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ในปั จจุบันนี้ ได้แก่ วิทยุกระจายเสียงเพื่อการศึกษา วิทยุ
โรงเรียน โทรทัศน์เพื่อการศึกษา การสอนทางไกลผ่านดาวเทียม ระบบประชุม
ทางไกล ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เช่น เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ในบทความผ้้
เขียนได้กล่าวถึงความสำาคัญของเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาที่มีในพระราชบัญญัติ
การศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และประวัติการนำาเทคโนโลยีมาใช้ในการ
ศึกษาของไทยไว้ด้วย
ที่มา : ชม ภ้มิภาค, เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา, เทคโนโลยีส่ ือสารการศึกษา, ปี ที่ 4
ฉบับที่ 1 หน้า 15-17 2543
ที่มา : http://www.school.net.th/library/createweb/10000/technology/10000-4874.html ขอขอบคุณครับ
เขียนโดย คร้ชาย ที่ 2:15 ก่อนเที่ยง 0 ความคิดเห็น

เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้สำาหรับคร้

ความร้้ความสามารถของคร้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี ในการใช้คอมพิวเตอร์ของ
คร้ มีคร้ท่ีมีความสามารถใช้คอมพิวเตอร์ในระดับพื้นฐาน คิดเป็ นร้อยละ 31.26
ใช้ Internet ในระดับพื้นฐานคิดเป็ นร้อยละ 35.09 และการบ้รณาการเทคโนโลยี
กับวิชาหรือกลุ่มสาระการเรียนร้้ในระดับพื้นฐานคิดเป็ นร้อยละ 31.57 ใช้
เทคโนโลยีประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนร้้ในระดับพื้นฐาน คิดเป็ นร้อยละ
37.27 แสดงให้เห็นว่าคร้ยังมีความร้้ ความสารถด้านเทคโนโลยีเพียง ในระดับ
พื้นฐาน ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เทคโนโลยีไม่เป็ น ทั้งนี้ อาจเป็ นเพราะว่าคร้ส่วนใหญ่มีอายุ
ค่อนข้างมากแล้วและไม่มีความร้้พ้ ืนฐานทางด้านเทคโนโลยีมาก่อนจึงทำาให้เกิด
การพัฒนาตนเองค่อนข้างช้ามาก โดยเฉพาะในเรื่องของการตั้งกลุ่มเพื่อการช่วย
เหลือซึ่งกันและกันเกือบจะไม่ได้ทำาเลย และคร้ส่วนมากก็ไม่นำาเทคโนโลยีไปบ้รณ
าการกับกลุ่มสาระการเรียนร้้ รวมทั้งการจัดกิจกรรมการเรียนร้้ต่างๆ ส่วนใหญ่ก็
ไม่นำาเทคโนโลยีมาใช้ท้ังนี้ อาจจะเป็ นเพราะว่าคร้ไม่มีความร้้ด้านเทคโนโลยีตลอด
จนไม่สามารถติดตั้งและบำารุงรักษาเครื่องได้
คร้ใช้เทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนร้้ จาก 8 กล่ม

สาระการเรียนร้้ คร้จะนำาเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมการ
เรียนร้้ในวิชาคอมพิวเตอร์คิดเป็ นร้อยละ 26.12 ส่วนวิชาที่รองลงมาที่คร้นำาเอา
เทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนร้้ได้แก่วิชาภาษาไทย
คิดเป็ นร้อยละ 14.61 แสดงให้เห็นว่านักเรียนมีโอกาสในการศึกษาหาความร้้
เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ได้ในวิชาคอมพิวเตอร์มากกว่าวิชาอื่น ๆ ส่วนในรายวิชาอื่น
ๆ ก็พอได้เรียนร้้บ้างแต่ไม่มากนัก ทั้งนี้ อาจจะเป็ นเพราะว่าคร้ท่ีสอนวิชา
คอมพิวเตอร์น้ันคงเป็ นผ้้ท่ีมีความร้้ความสามารถในระดับดีพร้อมที่จะดำาเนิ นการ
จัดกิจกรรมการเรียนร้้ให้กับผ้้เรียนได้
สภาพการใช้คอมพิวเตอร์ตามวัตถุประสงค์ท่ีกำาหนดให้ของคร้รายการที่คร้ ใช้
มากได้แก่ ใช้พัฒนาทักษะวิชาชีพคร้ เตรียมการสอนและสร้างสื่อการสอน ค้น
สารสนเทศ ทางการศึกษา และค้นคว้าเรียนร้้สิ่งใหม่ ๆ รายการที่คร้ไม่ได้ใช้เลย
ได้แก่ สอนทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ ใช้สำาหรับการนำาเสนองาน ใช้ส่ ือสารระหว่าง
นักเรียน คร้และผ้้เกี่ยวข้องและใช้ตรวจสอบผลงาน/ทำารายงานของนักเรียน
แสดงให้เห็นว่าสภาพการใช้คอมพิวเตอร์ตามวัตถุประสงค์ท่ก
ี ำาหนดให้คร้จะใช้
คอมพิวเตอร์เพื่อพัฒนาทักษะวิชาชีพคร้ มากกว่าการเตรียมการสอนและสร้างสื่อ
การสอน แสดงให้เห็นว่าคร้ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อพัฒนาตนเอง เช่นจัดทำาผลงานเพื่อ
เลื่อนระดับให้กับตนเองมากกว่าที่จะค้นคว้าหาความร้้เพื่อเตรียมการสอนรวมทั้ง
การจัดกิจกรรมการเรียนร้้ให้กับนักเรียน
การใช้ ICT ในการเรียนและบ้รณาการ
ความนำา
คอมพิวเตอร์ ถือเป็ นสื่อนวัตกรรมใหม่อย่างหนึ่ ง เพิ่งแพร่หลายขึ้นมาประมาณ 40
ปี มานี้ เอง คอมพิวเตอร์เป็ นอุปกรณ์ท่ีใช้ในการจัดเก็บ คำานวณ ประมวลผล แสดง
ผล หรืองานอื่นใด ตามคำาสั่ง ที่จัดทำาขึ้น แล้วบันทึกเก็บไว้ในหน่วยความจำาของ
อุปกรณ์น้ัน ปั จจุบันมีการพัฒนาคอมพิวเตอร์อย่างรวดเร็วมาก จนเป็ นสื่อสำาคัญ
ยิง
่ ในการนำาเข้าส่้ยุคข้อม้ลข่าวสาร ทุก ๆ วินาที สามารถรับร้้ความเป็ นไปในทุก
พื้นพิภพได้เกือบพร้อมกัน ทั้งที่อย่้กันคนละซีกโลก การรับร้้ข่าวสารที่รวดเร็วนำา
ประโยชน์ส่้ผ้ใช้ นำาประโยชน์ส่้ประเทศชาติได้อย่างมหาศาล เช่น สามารถติดต่อ

ค้าขายกันได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยที่ผ้ซ้ ือและผ้้ขายไม่ต้องพบหน้ากัน ไม่มีข้อ
จำากัดของเวลา ไม่มีข้อจำากัดด้านพรมแดน สามารถใช้ระบบ E - Commerce
และใช้ในเรื่องการศึกษา การแสวงหาความร้้ การสื่อสาร รวมถึงกิจการอื่น ๆ
มากมาย หากผ้้ใช้สามารถใช้ประโยชน์เป็ นอย่างคุ้มค่า
หลายปี ที่ผ่านมาโรงเรียนที่มีความพร้อมเริ่มนำาคอมพิวเตอร์มาใช้ในโรงเรียนกัน
มากขึ้น โดยโรงเรียนดังกล่าวมักจะอย่้ในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ท่ีมีเศรษฐกิจดี ผ้้
ปกครองมีฐานะทางเศรษฐกิจมั่นคง ช่วงแรกเริ่มใช้เพื่อการบริหารจัดการก่อน
เรียกว่า Computer Assisted Management โปรแกรมนี้ ช่วยจัดการด้านงาน
ธุรการ เงินเดือน ห้องสมุด งานปกครอง และอื่น ๆ ระยะต่อมาคอมพิวเตอร์มีราคา
ถ้กลง โรงเรียนต่าง ๆ เริ่มนำามาใช้ในการจัดการเรียนการสอน ซึง
่ เรียกว่า
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า "
CAI " หมายถึง การใช้คอมพิวเตอร์เป็ นสื่อเสนอเนื้ อหา กระตุ้นเร้าให้ผ้เรียนเกิด
ความสนใจ ต้องการเรียนร้้ บทบาทของ CAI มีมากขึ้น ผลที่ได้ผ้เรียนได้เรียนใน
สิง
่ ที่ตนเองต้องการ ตรงตามความประสงค์ เป็ นการตอบสนองความเป็ น Child
Center ได้ประการหนึ่ ง ในกระบวนการจัดการเรียนร้้
ปั จจุบันรัฐบาลมีนโยบายให้โรงเรียนต่าง ๆ ใช้ ICT เพื่อพัฒนาการเรียนร้้อย่าง
กว้างขวาง สภาพการณ์ดังกล่าวทำาให้ผ้ปกครองเกิดความตื่นตัว ต้องการที่จะให้
บุตรหลานได้เรียนร้้จากคอมพิวเตอร์มากขึ้น จนกลายเป็ นกระแสของความทัน
สมัย โรงเรียนใดไม่สอนวิชาคอมพิวเตอร์ ผ้้ปกครองจะย้ายเด็กไปเรียนโรงเรียน
อื่นที่สอนคอมพิวเตอร์ เป้ าหมายสำาคัญที่นอกเหนื อไปจากภาระงานปกติของ
โรงเรียน คือการจัดการศึกษาให้ตอบสนองความต้องการของชุมชน ผ้้บริหาร
คณะคร้ กรรมการสถานศึกษา
การพัฒนาบุคลากร
โรงเรียนประถมศึกษา โดยทั่วไปคร้จะมีคุณวุฒต
ิ รงสาขาวิชาเอกน้อยและยังไม่
สามารถเลือกคร้ได้ตรงตามความต้องการของโรงเรียน จึงส่งผลถึงการจัดการ
เรียนการสอน หน้าที่ของโรงเรียนต้องดำาเนิ นการ คือ พัฒนาให้คร้มีศักยภาพ
สามารถทำางานสนองความต้องการของผ้้เรียน และสนองตอบพระราชบัญญัติการ
ศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้ การพัฒนาคร้ เป็ นสิ่งจำาเป็ นโดยอาจดำาเนิ นการ
พัฒนาคร้ได้ ดังนี้
1. พัฒนาให้คร้ทุกคนมีความร้้พ้ ืนฐานในการใช้คอมพิวเตอร์ เพื่อเป็ นฐานในการ
เรียนร้้ และใช้คอมพิวเตอร์จัดการเรียนการสอนได้
2. กำาหนดมาตรฐานเบื้องต้นของคร้ท่ีจะเข้าทำาหน้าที่คร้คอมพิวเตอร์ ไว้ดังนี้
2.1 ต้องมีวส
ิ ัยทัศน์ มีความคิดกว้างไกล ทันเหตุการณ์ของโลก
2.2 พัฒนาตนเองอย่้เสมอ ให้รอบร้้และร้้รอบ ในเรื่องใหม่ ๆ อย่้เป็ นนิ จ
2.3 ขยัน ทันสมัย ใจรัก สละเวลา
คนที่มีใจรักในสิง
่ ใด มักจะทุ่มเท เสียสละ ขยัน มุ่งมั่นทำาในสิง
่ ที่ตนรัก งาน
คอมพิวเตอร์ เป็ นงานที่หนัก และมีความสำาคัญส้ง ด้วยคร้มีภาระหลากหลาย ด้วย
เหตุท่ีไม่มีเจ้าหน้าที่ส่วนอื่น ๆ เป็ นฝ่ ายบริการอำานวยความสะดวกได้ หลังจากที่
โรงเรียนให้ความร้้ ฝึ ก และพัฒนาคร้ให้มีความร้้พ้ ืนฐานทางคอมพิวเตอร์แล้ว
ร้ปแบบการใช้ ICT เพื่อพัฒนาการเรียนร้้

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และการแข่งขันการพัฒนาทางด้าน
ซอฟต์แวร์ ในปั จจุบัน ส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ นำาคอมพิวเตอร์มาใช้ในด้านการ
ศึกษากันมาก การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน(Computer Assisted Instruction)
มีบทบาทและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็ นการพัฒนาผ้้
เรียนอีกทางหนึ่ ง โดยอาศัยประสบการณ์ ความร้้ ปรับประยุกต์ใช้ภายใต้บริบท
ของโรงเรียน
1. จัดการเรียนร้้ "ตลอดเวลา" (Anytime) เวลาใดก็สามารถเรียนร้้ได้ ระยะแรก
เริ่มให้นักเรียนสามารถใช้ Computer สืบค้นหาความร้้จากห้องสมุด ซึ่งมีเครื่อง
คอมพิวเตอร์ให้บริการระบบ Internet
2. เรียนร้้จากแหล่งเรียนร้้ "ทุกหนแห่ง" (Anywhere) นักเรียนสามารถเรียนร้้
ร่วมกันจากสื่อต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์ วีดิทัศน์ โทรทัศน์ CAI และอื่นๆ
3. การให้ทก
ุ คน (Anyone) ได้เรียนร้้พัฒนาตนเองอย่างเต็มศักยภาพของตน
ตั้งแต่ระดับอนุบาลเป็ นต้นไป
การใช้ ICT เพื่อการเรียนร้้
การเรียนร้้ในปั จจุบันแตกต่างจากเดิมไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งหมายความว่า ผ้้เรียนมี
โอกาส มีอิสระในการเรียนร้้ด้วยตนเอง สร้างองค์ความร้้ สร้างทักษะด้วยตนเอง
คร้เปลี่ยนบทบาทจากผ้้สอนมาเป็ น ผ้้ให้คำาแนะนำา นอกจากนี้ ท้ังคร้และศิษย์
สามารถเรียนร้้ไปพร้อมกันได้ การจัดการเรียนที่โรงเรียนดำาเนิ นการได้ในขณะนี้
1. การสอนโดยใช้ส่ ือ CAI ช่วยสอนให้เกิดการเรียนร้้ตามความสนใจ เช่น วิชา
คณิตศาสตร์ วิชาภาษาไทย วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาสังคม หรือ สปช. วิชาภาษา
อังกฤษ
2. ส่งเสริมให้ผ้เรียนร้้จักสืบค้นวิทยาการใหม่ ๆ จากอินเทอร์เน็ต จาก E-book
จาก E-Library
3. ส่งเสริมการเรียนร้้และสร้างเจตคติท่ีดใี นการเรียนและการค้นคว้าหาความร้้
โดยกำาหนดให้ผ้เรียนได้เล่นเกมการศึกษา (Education Games ) ที่ผ่านการ
วิเคราะห์ของคร้ผ้รับผิดชอบว่าไม่เป็ นพิษภัยต่อผ้้เล่น และเป็ นการสร้างเสริม
ความคิดสร้างสรรค์ท่ีดีให้กับเด็ก
4. ใช้แผนการสอนแบบ ICT บ้รณาการเรียนร้้ในสาระวิชาต่างๆ เช่น คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และ คอมพิวเตอร์
5. จัดระบบข้อม้ลสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการเรียนร้้
6. ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดระบบและเผยแพร่ความร้้
7. จัดระบบข้อม้ลสารสนเทศแหล่งเรียนร้้ภายในโรงเรียน และภ้มิปัญญาชุมชน
ท้องถิ่น
8. พัฒนาเครือข่ายการเรียนร้้ในการจัดการเรียนร้้ของผ้้สอน
ที่มา http://www.eschool.su.ac.th/school31/web1.htm
บทสรุป
การนำาเอาเทคโนโลยี เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอน เป็ นการ
เพิ่มพ้น ประสิทธิภาพทางการเรียนร้้แก่ผ้เรียน และในสภาพปั จจุบน
ั การเรียนการ
สอนก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงสิง
่ นี้ ได้ คร้จะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสอนของตนเอง
ต้องยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่ เกิดขึ้น จึงต้องเรียนร้้เทคโนโลยีต่าง ๆ แล้ว
วิเคราะห์ความเป็ นไปได้ ใช้ให้เกิดประสิทธิภาพส้งสุด ให้เหมาะสมกับสภาพของ
โรงเรียน ที่มีความพร้อมในระดับหนึ่ ง คร้ควรต้องพัฒนาตนเองเพื่อพัฒนาผ้้เรียน

ได้อย่างเหมาะสม และยึดผ้้เรียนเป็ นศ้นย์กลาง เพื่อนำาพาผ้้เรียนให้สามารถเรียน
ร้้ ดำารงตนอย่้ได้อย่างมีความสุข
ที่มา http://learners.in.th/blog/sukuman18-2/271769 ขอขอบค้ณมากครับ