You are on page 1of 2

อานาปาณสติเบื้องต น

เรจินัลด เรย นําการปฏิบัติ


วิจักขณ พานิช แปลและเรียบเรียง

แบบฝกหัดที่ ๑: อานาปาณสติเบื้องต น
“อานาปาณสติ ” เปนเทคนิคการฝกภาวนาพื้ นฐานที่ใช กันทั่วไปในหลายสายปฏิบัติของพุทธ
ศาสนา การใช ลมหายใจช วยในการฝกฝนความรูตัวทั่ วพร อม ไมใชด วยเหตุผลที่วาลมหายใจเปนสิ่ง
มหัศจรรยลึกลับนาพิศวง ลมหายใจ ก็คือรางกายของเรานั่นเอง แต เป นรางกายในลั กษณะของการ
สัมผัสรับรูการดํารงอยูในมิ ติที่ลึกซึ้งขึ้น ทุกลมหายใจที่เราสูดเขาไปยังสวนตางๆเต็มไปดวยพลั งชีวิต
อันเปยมไปดวยญาณทัศนะ ที่หากเราใหความใสใจกับมั นมากพอ เราก็ จะสามารถเรียนรูทุกแงมุมของ
ชีวิตบนการเดิ นทางในสังสารวัฎอันยาวนาน
แมคุณจะเคยมี ประสบการณ กับการฝกอานาปาณสติมาก อนแลว ก็ขออยาเพิ่งด วนสรุ ปวา
แบบฝกหัดนี้จะไมมีอะไรนาสนใจ เพราะหากเราเริ ่มตนฝ กดวยพื้นฐานของการมีสติอยูกับเนื้อกับ
ตัวอยางแทจริ ง เราก็จะไดค นพบและเรียนรูสิ่งใหมๆในทุกๆครั้ง
เริ่มตนดวยการนั่งขัดสมาธิ เลือกทานั่งที่ทําใหคุณรูสึกผ อนคลายมากที่ สุด ผูคนในสังคม
สมัยใหมมั กจะพบกับปญหายามที่ตองนั่งบนพื้นราบ เพราะวิถีชีวิตประจําวันที่นั่งบนเกาอี้จนเคยชิ น ใน
กรณีนั้ นคุณอาจจะใชเบาะสมาธิที่มีความสูงที่เหมาะสม รองบริเวณกระดูกกนกบให สูงขึ้น เพื่อเพิ่ ม
ความรูสึกผอนคลายให กับกลามเนื้อบริเวณหั วเขา จากนั้นยื ดแผนหลังใหตรง ผอนชวงแขน ส วนมือทั้ง
สองขางนั้นวางอยางผอนคลายบนหั วเขา ช วงตัก หรือจะวางซอนกันก็ ได
ทานั่งที่ถูกต องจะแตกตางกันไปในแตละบุคคล เมื่อเราไดฝกไปสักระยะ รางกายจะเริ่ม
ปรับตัวเขากับรูปแบบการฝก ทานั่งก็ จะเปลี่ยนตามไปด วย เราจึ งควรเริ่มตนดวยการสํารวจทานั่งที่
เหมาะสมกอนการฝกทุกๆครั้ง เปาหมายของการปรับทานั่งใหเหมาะกับตนเองไมใช เพื่อการสราง
ภาพลักษณ ภายนอกที่ ดูขลัง แตทานั่งที่ดี จะนําเราไปสูการสรางความสัมพันธกับพลังแหงการตื่ นรูใน
กายอยางถู กต อง หัวใจของทานั่งอยูที่ความรูสึกผอนคลาย ความยืดยุน และความมั่ นคง โดยที่เราไม
จําเปนตองไปทรมานนั่งตัวเกร็ง หลังขดหลังแข็งอยูในท านั่งที่เราไมถนั ด
เมื่อไดทานั่งที่ เหมาะสมกับตนเองแลว เราจึ งเริ่มตามความรูสึกของลมหายใจที่ เลื่อนไหล
กระทบปลายจมูก รูสึกถึงความอุนที่เพิ่มขึ้ นเล็กนอยเมื่อลมคอยๆเขาสู รางกาย และรับรูถึงลมที่คอยๆ
เย็นลงเมื่อออกจากรางกาย พยายามสูดหายใจใหเต็มปอดเพื่อสรางความรูสึกเปดรับและผอนคลาย
คอยๆตามลมหายใจเขาออก ดวยความมีสติอยูในทุ กปจจุบันขณะ
หากจิตเริ่มฟุงดวยภาพความคิดในอดีตและจินตนาการในอนาคต เราสามารถนําเทคนิคการ
เตือนสติตนเอง โดยเมื่อรูตัววาเริ่มคิด ใหบอกกับตัวเองในใจวา “คิด!” แลวจึงปลอยวางการยึ ดมั่นใน
ความคิดนั้น การเตือนตัวเองเชนนี้จะทําให เราสามารถตัดวงลอแหงความคิดฟุงซานแลวสามารถกลับมา
มีสติอยูที่ลมหายใจไดอีกครั้ ง
จากการฝกสติ ที่ปลายจมูก ค อยๆสังเกตถึงพลังแหงการตื่ นรูภายในที่ไหลเวียนอยู ในทุกสวน
ของรางกาย หากสังเกตใหดี เราจะรูวาพลังแหงการตื่ นรูที่วายังรวมถึงพื้ นที่วางภายนอกรอบตัวเราอี ก
ดวย การคนพบนี้จะนําเราไปสูคําถามที่วา รางกายที่แท จริงคืออะไรกันแน ?
ยิ่งเราสามารถผอนคลายรางกายทุกส วนไดมากเทาไหร การตามลมหายใจที่ปลายจมู กก็ดู จะ
สงผลตอการสรางสัมพันธกับพลังแหงการตื่นรูในกายได มากขึ้นเทานั้ น และที่นาแปลกก็คือ ยิ่งเรามี สติ
อยูที่ลมหายใจมากเทาไหร เราก็ยิ่งคนพบจุ ดที่แข็งเกร็งตามสวนตางๆที่ รองเรียกใหเราไดปลอยวางและ
ผอนคลาย นั่นคือความหมายของบมเพาะการมีสติอยูกับเนื้อกับตัว
การฝกอานาปาณสติบนฐานกายอยางง ายๆเชนนี้จะสงผลใหเกิดกระบวนการการปรับสรีระ
ของรางกายสูความสมดุลเดิ มตามธรรมชาติ แกนภายในของรางกายนั้ นประกอบด วยเสนการไหลวิ่ง
ของพลังงานบริเวณดานหนาของกระดูกสั นหลัง จากกระดูกสะโพกถึ งกระดู กศีรษะสวนบน เสน
พลังงานที่วาจะคอยๆปรากฏใหเราสัมผัสไดก็ตอเมื่อความตึงเครียดคอยๆถูกปลดปลอยออกไปทีละ
นอย สรีระตามธรรมชาติของการไหลเวี ยนแหงพลังงานจะเพิ่มความสําคัญตอการฝกมากขึ้นเรื่อยๆ
โดยการฝกอานาปาณสติเช นนี้จะนําผูฝกไปสูความผอนคลายที่ลึกขึ้นจนคุ ณรูสึกราวกับวาขอบเขต
ขอจํากัดทางกายภาพของรางกายคอยๆอันตรธานไป จนเหลือเพียงพลังแหงการตื่ นรูที่ไหลวนตามการ
เขาออกของลมหายใจเพี ยงเทานั้น