You are on page 1of 3

กลืนวัฒนธรรมดวยการศึกษา

วิจักขณ พานิช

รากฐานทางวัฒนธรรมเปนเรื่องที่ละเอียดออน เพราะวัฒนธรรมคือการถักทอของความ
หลากหลายในวิถีชีวิตของผูคนที่อยูรวมกันไดอยางสันติสขุ ความสงบสุขนั้นจะเกิดขึน้ ไดหาใชดว ย
อํานาจและการสยบยอมตออํานาจ แตเกิดขึ้นไดกด็ วยการเคารพ การเห็นคุณคา การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันละ
กันอยางเกื้อกูล ในวัฒนธรรมใดๆ หากยิ่งมีมิติของความซับซอน การสอดผสาน และการกําเนิดใหม
นั่นแสดงถึงความหลากหลายในเชิงคุณคาไดถักทอ กอกําเนิดขึ้นอยางอิสระเสรี ซึ่งจริงๆแลวความงาม
ของวัฒนธรรมจะงอกงามได ก็ดว ยการใหพื้นทีแ่ ก ความคิดสรางสรรค และพรสวรรคในปจเจกบุคคล
ไดเติบโตและงอกงามจากรากฐานของการเขาใจตัวเอง เขาใจคุณคาในวิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรม
ที่เราไดเติบโตมา อยางแทจริง
ในสมัยกอนการกลืนทางวัฒนธรรมเกิดขึ้นไดไมงายนัก เนื่องดวยผูคนมีความผูกพันและหวง
แหนในผืนดินถิ่นเกิด วัฒนธรรมของแตละชุมชนเปนเสมือนศักดิ์ศรีแหงความเปนมนุษย บงบอกถึงภูมิ
ปญญา ความงดงามแหงสันติภาพ อิสรภาพ และศักยภาพอันหลายหลายของผูคนที่เลือกที่จะอยูรว มกัน
แตแลวความหมายของการศึกษาที่เราเขาใจกันในปจจุบนั กลับถูกครอบงําดวยอิทธิพลที่เราไดรับมา
จากตะวันตกโดยสิ้นเชิง เพราะหากเราใครครวญดูความเขาใจของเราทีม่ ีตอคําๆนี้ แทบจะไมมีอะไรที่
บอกใหเราไดเขาใจถึงคุณคาที่การศึกษามีตอ ชีวิตมนุษย หรือวิถีชีวิตของผูคนในแตละวัฒนธรรมเลย
แมแตนอย ผิดกับในอดีตที่คําวาศึกษาหรือสิกขา ใหคุณคาและความหมายเดนชัดถึงการเรียนรู และ
เขาใจชีวติ อยางถูกตอง อีกทั้งยังโยงใยไปถึงคุณคาทางจิตวิญญาณ การเขาถึงหัวใจแหงการเรียนรูเพือ่
ตื่นรู ความรักผูอื่น เรียนรูเพือ่ การเคารพความงดงามอันหลากหลายของผูคน นั่นคือ ศึกษาใหเขาถึง
หัวใจแหงไตรสิกขา ซึ่งเปนการเรียนรูและประพฤติปฏิบัติใน ศีล สมาธิ และปญญา เพื่อการพัฒนา
ศักยภาพแหงความเปนมนุษยผูมีใจสูงอยางแทจริง แตแลวในโลกสมัยใหม การศึกษากลับกลายเปน
เพียงเครื่องมือแหงอํานาจ ที่หลอหลอมใหผูคนเรียนรูเพียงเพื่อการตอสู แยงชิง และแขงขัน และเมือ่
ระบบทุนนิยมไดกอกําเนิดเปนลัทธิวัตถุนิยมแผแพรกระจายไปทัว่ ทุกอณูของโลก ทุนนิยมก็ไดใช
การศึกษาเปนเครื่องมือที่ทําใหตัวระบบสามารถคงอยูได ในสภาพทีว่ าผูถูกเอาเปรียบกลับกลายเปน
ผูใหความสนับสนุนหลอเลี้ยงใหระบบอันเลวรายคงอยูต อไปโดยไมรตู ัว
สาเหตุสําคัญที่ทําใหระบบสามารถเชิญชวนใหผูคน ทํารายตัวเองไดโดยไมรูตวั ก็คอื การหยิบ
ยื่นความเยายวนในรูปของกิเลสนานาประการใหกับผูคน อันประกอบไปดวย โลภะทางวัตถุในรูปของ
อํานาจเงิน โทสะในรูปของอํานาจทางการงาน การเมืองและการทหาร และโมหะในรูปของความกลัว
และความรูสึกพรองที่สื่อสารมวลชนเปนตัวควบคุมและกําหนดชี้ เมื่อโลกสมัยใหมสรางมายาภาพแหง
การสรางสรรควัฒนธรรมแหงความสะดวกสบาย กลายเปนวัฒนธรรมเดี่ยวที่แผปกคลุมไปทั่วโลก
ความหลายหลายของวิถีชีวิตผูคนก็คอยๆถูกกลืนหายไปทีละนอยๆ และการจะหลอเลี้ยงใหระบบอัน
เลวรายสามารถคงอยูได ก็ตองอาศัยการสนับสนุนจากระบบการศึกษา ซึ่งถูกพัฒนาขึ้น เพื่อเปน
เครื่องมือที่สําคัญอันยิ่งยวดของโครงสรางที่กลาวมาทั้งหมด
การกลืนวัฒนธรรมดวยการศึกษา เปนเรื่องที่สังคมไทยนาจะใหความตระหนักรูเทาทันกันให
มากกวาที่เปนอยู เพราะหากจะอธิบายใหลกึ ก็คือการใชการศึกษาเพื่อเปาหมายในการกลืนคุณคาและ
ศักดิ์ศรีของความเปนมนุษยโดยที่เราไมรูตวั ดวยประวัตศิ าสตรของระบบการศึกษาแบบอเมริกันแสดง
ใหเห็นถึงการใชอํานาจการศึกษาเปนเครื่องมือในการกลืนทางวัฒนธรรม ( assimilation) ของชน
พื้นเมืองอินเดียนแดง ความกลัวและความพรองทางจิตวิญญาณ ทําใหคนขาวมองความแตกตางทางวิถี
ชีวิตและวัฒนธรรมเปนเรื่องเลวราย มองสิ่งที่แตกตางไปจากวัฒนธรรมตัวเองวาดอยและไมพัฒนา
เริ่มตนดวยการขับไลใหชาวพื้นเมืองใหตองอพยพโยกยายไปสูพื้นที่ไรประโยชน ซึ่งโดยมากก็เปนเขต
ทะเลทรายอันกันดาร นอกจากจะทําใหชาวพื้นเมืองประสบปญหาการยังชีพ ที่แตเดิมสามารถทํา
การเกษตร และเลี้ยงสัตว เพือ่ การเปนอยูอยางพอเพียง และสมดุลกับระบบนิเวศ ยังเปนกระบวนการที่
ทําใหชาวพื้นเมืองตองตัดขาดจากผืนแผนดินถิ่นกําเนิด ซึ่งผืนดินสําหรับชาวพื้นเมืองนั้น เปนเสมือน
เลือดเนื้อ ชีวิต และเรื่องราว คุณคาทางจิตวิญญาณ ภูมิปญญาที่ถูกถายทอดสืบตอมาแตครั้งบรรพบุรุษ
จากนั้นจึงแยกความสัมพันธอันซับซอนในชุมชน ดวยการศึกษาภาคบังคับที่แยกเด็กออกมาจากชุมชน
จากนั้นก็ถูกสอนดวยครูที่ถูกสงไปจากทางการ สอนชุดความรูแบบแยกสวนที่ไมเกีย่ วของใดๆกับวิถี
ชีวิตอันซับซอนในเชิงนิเวศของชนพื้นเมือง เลิกการใชภาษาทองถิ่น ผลักดันดวยการสนับสนุนใหเกิด
การพัฒนาและความเจริญ ตามมาตรฐานทีถ่ ูกกําหนดจากภายนอก จึงไมนาแปลกใจที่ผลของระบบ
การศึกษาในลักษณะนีจ้ ะออกมาวา เด็กมีผลการเรียนที่ตา่ํ กวามาตรฐาน ตีตราวาคนพื้นเมืองเหลานั้น
เปนคนโงและไรการศึกษาอีกนั่นเอง ซึ่งจะสังเกตเห็นไดวากระบวนการนี้ไมตางกับสิ่งที่การศึกษาไทย
ทําตอชนพื้นเมืองชาวเขาทางภาคเหนือเลยแมแตนอย
หากสังเกตใหดี กระบวนการกลืนทางวัฒนธรรมดวยการศึกษานี้ กําลังเกิดขึ้นในทุกระดับของ
สังคมทั่วโลก ในสังคมไทยเราจะเห็นตัวอยางที่คลายกันในการจัดการศึกษาทองถิ่นที่ไมคํานึงพื้นฐาน
ทางวัฒนธรรมและความเปนอยูที่หลากหลาย ไมวาจะเปนขนบธรรมเนียมประเพณี ภาษา และอาชีพ
ระบบการศึกษาที่ผูคนเหลานั้นไดรับกลับกลายเปนมาตรฐานเดี่ยวที่ไมสอดคลองกับชีวิตความเปนอยู
และภูมิปญญาดั้งเดิมของบรรพบุรุษ ยิ่งศึกษาสูง ยิ่งทําใหเกิดความรูสึกแปลกแยก รังเกียจรากเหงาของ
ตัวเอง พอกพูนความทเยอทยานที่จะแสวงหาความสําเร็จ และชื่อเสียง ที่สื่อและคานิยมทางสังคมเมือง
หลวงไดกําหนดขึ้น ดวยนิยามการสรางคานิยมของความเปนไทย ที่ผิดไปจากความหมายดั้งเดิม ของ
การเปนสังคมของการอยูรวมกันของหลายวัฒนธรรม ปจจุบันวัฒนธรรมพื้นเมือง ภูมิปญญาทองถิ่นตาง
ตองดิ้นรนเพื่อการรักษา สืบตอคุณคาใหคงอยู และหากมองใหกวางขึน้ ถึงคานิยมการตะเกียกตะกาย
เพื่อไปศึกษาไขวควาปริญญาจากตางประเทศ ดวยการขาดซึ่งความเขาใจและเห็นคุณคาของรากฐาน
วัฒนธรรมของเราเองอยางลึกซึ้ง คานิยมของการไปศึกษาตอตางประเทศก็เปนอีกรูปแบบหนึ่งของ
แนวโนมการถูกกลืนทางวัฒนธรรมที่พบเห็นไดอยางเดนชัดในสังคมนักเรียนนอก
จึงเปนคําถามวา ถึงเวลาแลวหรือยัง ที่เราจะมีการศึกษาที่ใหคุณคาแกรากฐานทางภูมิปญญาอัน
หลากหลาย ใหผูคนในแตละทองถิ่น แตละชุมชนไดเกิดความเขาใจ ความรัก ความหวงแหนใน
รากเหงา คุณคาและศักดิ์ศรีความงดงามของความเปนมนุษยที่สั่งสมและสืบทอดมาตัง้ แตครั้งบรรพบุรุษ
เปนการศึกษาเพื่อการเขาใจตนเองและเขาใจเพื่อนมนุษย แลวจึงคอยๆเติบใหญเรียนรูใหกวางขึ้น ใน
ลักษณะของการแลกเปลี่ยนเรียนรู ดวยความรัก เคารพ และหวงแหนในคุณคาและภูมิปญญาอัน
หลากหลายของผูอื่น จนเกิดเปนภาพของการปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพของความเปนมนุษยผู
จิตใจสูงและเปดกวางอยางแทจริง

๏ ตีพิมพครั้งแรกใน เว็บไซทเสมสิกขาลัย www.semsikkha.org