แผนผังรหัสธรรมจากพระนิพนธ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

วิตก
วิจาร

ระบบวจีสังขาร ดับ

สังขาร

ระบบกายสังขาร ดับ

ผูกำลังสรางความดีงามใหเกิดขึ้นในจิต
ผูอยากดี ไมใชอยากไดใครดี
ผูเห็นถูกตองตามหลักของกรรม
ผูปรารถนาพาตนใหพนจากทางสายที่คูอาสวะและสมุทัยพยายามชักชวนใหเดิน
ผูมาพยายามใหเห็นอาสวะ หรืออนุสัยในใจของตน

ผูสราง

รรศ

ผลจากผูสราง

)
นเวยี น)
ชา หลงว

ลักษณะเมืองจิตตนคร

คูหู

ลกั ษณะค
อู
(ต

นกั เลงห
วั ม

พ รรคพว
กหวั ไม ๑๖

โมโห )
โ ท โส

า น )

า ว จิต

งำช

อบ

คร

ือ ง

)

เ อีย ด)

ูง ( ล ะ

ั้นส

ถนี
งั (งว งเหงา) พรรคพวก ๑๕๐
ุท ธจั

จงั (ฟงุ ซา น) พรรคพวก ๑๕๐

เมา
)
วาม

(ค

อุ ท ธ ั ม

ิย
ภาค

มท

ริ ิกงั

(ไมล ะอายใจ) พรรคพวก ๑๕๐

ตกแตงประดับ สด - มาจากนิรชร(ไมแก)
ประดาบานเมือง สมุน : อาโรคยมทะ(ความเมาในความไมมีโรค)
เห็นภูเขาวงแหวน
เปนภูเขากระดาษ

ชื่น - มาจากนิรมร (ไมตาย)
สมุน : ชีวิตมทะ (ความเมาในชีวิต)

ัจ จ ะ

ทรงแนะนำ
ศลี (วิน
ัย

เปนผูชวย) รักษาไตรทวารงดเวนจากทุจริต

หิริ โอตตัปปะ นครบาลหรือโลกบาล
อินทรียสังวร
สติสัมปชัญญะ

พุทธสาสน

สันโดษ
บุญกิริยา
จิตตภาวนา

นมิ ิ

สติ
(เฝาประตูเมือง)
สมถะและวิปสสนา

ำห

น ด อ า ร ม ณ )

รูปธรรม ๗๕
นามธรรม ๗๕
รูปธรรม ๗๕
นามธรรม ๗๕

ประจำกำกับตัวเอง ๑๘
ประจำกำกับผูอื่น ๑๘

ประจำ ๓ ภาค (อดีต ปจจุบัน อนาคต)

วิภวตัณหา ปดการสื่อสาร ๖ ทาง
ประจำ ๓ ภาค (อดีต ปจจุบัน อนาคต)

ในขา
วสาร)

ประจำกำกับตัวเอง ๑๘
ประจำกำกับผูอื่น ๑๘

พชื พนั ธ
แุ ห

ชั้นนอก
ชั้นใน

สามารถอยูยามเฝาอิริยาบถทุกแหงของจิตตนคร
สามารถจัดปนสวนทรัพยสินเงินทอง ที่ดิน
เครื่องอุปโภค บริโภค ใหพอใจตามสวนของตนๆ
ธรรมจริยา - ความประพฤติธรรม
เมื่อมหาภัยบังเกิดขึ้น ไมมีกิจอื่นที่พึงทำไดนอกจาก
สมจริยา - ความประพฤติสมควร
กุศลกิริยา - ความทำกุศล
บุญกิริยา - ความทำบุญ
อโยนิโสมนสิการ
โยนิโสมนสิการ
คูปรับ
คูปรับ
อสุภนิมิต
กามฉันทะ (รักใครในกาม) อุปมาดวย ความเปนหนี้
เมตตาเจโตวิมุตติ
คูปรับ
พยาบาท (หงุดหงิด โกรธแคน) อุปมาดวย ความเปนโรค
อาโลกสัญญา
คูปรับ
ถีนมิทธะ (งวงเซื่องซึม) อุปมาดวย ความตองขังในเรือนจำ
อานาปานสติ
คูปรับ
อุทธัจจกุุกกุจจะ (ฟุงซาน รำคาญใจ) อุปมาดวย ความเปนทาส
กุศล อกุศล
คูปรับ
วิจิกิจฉา (ลังเลสงสัย) อุปมาดวย การเดินทางกันดาร

รูปธรรม ๗๕
นามธรรม ๗๕

ภวตัณหา ปดการสื่อสาร ๖ ทาง

กาย
วาจา
ใจ
ละอายตอบาป
เกรงกลัวตอบาป

สามารถระวังรักษาทางสื่อสารแหงจิตตนคร

รูปธรรม ๗๕
นามธรรม ๗๕

ประจำกำกับตัวเอง ๑๘
ประจำกำกับผูอื่น ๑๘

ประจำ ๓ ภาค (อดีต ปจจุบัน อนาคต)

รูปธรรม ๗๕
นามธรรม ๗๕
รูปธรรม ๗๕
นามธรรม ๗๕

กามตัณหา ปดการสื่อสาร ๖ ทาง

ดิ )

ดบั ทกุ ข
)
)





ม (ข
ความดบั
อ ป ฏิบัตใิ หถ งึ

ง (ความ

แจ

กิเลส ๑,๕๐๐
(ปราบดวยปญญา)

ซอมถนน สุข - มาจากนิรโรค(ไมมีโรค)
ซอมโรงงาน สมุน : โยพนมทะ(ความเมาในวัยหนุมสาว)

ไมมีอดีต
ไมมีปจจุบัน
ไมมีอนาคต

ทิฏฐิ (เห็นผิด) พรรคพวก ๑๕๐
วจิ กิ จิ ฉา (ลงั เล) พรรคพวก ๑๕๐

ัป ปง (ไมเ กรงกลวั ชว่ั ) พรรคพวก ๑๕๐

า รม
รู ค ี
ือ พ
ระส
มั มา
สมั พ
ทุ ธเจ

พระ
ราช

รับ

ิ ญา
ดว ยอภญ





ป ฏิ บัต

คิย

ภา ย ใ น บ

ะข

า (ผูใดเห็นธรรม ผนู นั้ เหน็ เรา)

อ ง ทัพใหญม
รรค
กำ

๖.รูปราคะ : ความติดอยูใ นรูปธรรม เชน ชอบใจในบุคคลบางคนหรือในรูปฌาน
๗. อรูปราคะ : ความติดอยูในอรูปธรรม เชน ในสุขเวทนา หรือในอรูป
๘. มานะ : ความสำคัญวายังมีเรา
๙. อุทธัจจะ : ความคิดพลาน
๑๐. อวิชา : ความไมรูในสัจจะทั้งหลาย

โ อ รั ม ภ า

ำกบั


ะขั้น

ค ร )
ษุ ยแ ละสตั ว (ความรกั ความใ
พต
งมน
สัตว ๖ ชนดิ (ยาเส

มรรค - ควรปฎิบัติอ บ ร

าบ

อห

ธรรมที่พึงทำใหแจง
ดวยอภิญญา

โภ

ต น คร
ใหเห็น
แ ต  ค ว า ม ส ุข

ม ือ ง

นเ

ำอ

า ก า ศ)

ทำ

บท
บา

รง (ที่ตั้งขอ

แพ

๑. สักกายทิฏฐิ : ความเห็นเปนเหตุถืออัตตาตัวตนในสกนธกาย
๒. วิจิกิจฉา : ความลังเลเปนเหตุไมแนนใจในปฏิปทาเครื่องดำเนินของตน
๓. สีลัพพตปรามาส : ความถือศีลและวัตรตางๆ ดวยความปรารถนาผล มีลาภ
๔. กามราคะ : ความยินดีดวยอำนาจกิเลส
๕. ปฏิฆะ : ความกระทบกระทั่งแหงจิตหรือความหงุดหงิด

หย
(
าํ่

รูปธรรม ๗๕
นามธรรม ๗๕
รูปธรรม ๗๕
นามธรรม ๗๕
โทโส (โกรธ) พรรคพวก ๑๕๐
รูปธรรม ๗๕
โมโห (หลง) พรรคพวก ๑๕๐
นามธรรม ๗๕
รูปธรรม ๗๕
มาโน (ถอื ตวั ) พรรคพวก ๑๕๐
นามธรรม ๗๕

โลโภ (โลภ) พรรคพวก ๑๕๐

- ควรท

ำใ ห

โล
(


หวั โจก
หัวโจ

ธรรมที่พึงละ
ดวยอภิญญา

อริยสัจจะ

ลูกสมุน

อโ น ต

าล

ัย

ดี ห


ะ บร

ลัก ษ

มุ ท


(ชวนใหเพลินยินดีไมมีพอ)


ลงั พ

งก
เครื่อ
ต(

ธรรมที่พึง

การแส ด ง

สมุทัย

อภิชฌาวิสมโลภะ (ละโมบ)
โทสะ (รายกาจ)
โกธะ (โกรธ)
อุปนาหะ (ผูกโกรธ)
มักขะ (ลบหลู)
ปลาสะ (ตีเสมอ)
อิสสา (ริษยา)
มัจฉริยะ (ตระหนี่)
มายา (มารยาเจาเลห)
สาเถยยะ (โออวด)
ถัมภะ (หัวดื้อ)
สารัมภะ (แขงดี)
มานะ (ถือตัว)
อติมานะ (ดูหมิ่น)
มทะ (มัวเมา)
ปมาทะ (เลินเลอ)

ญาแกไ ข)





อ งใ
วั ไม


ั หา
ตณ

สมุทัย - ควรละ ู

มรรค ๘
สมถะ(ขอปฏิบัติเปนเครื่องสงบใจและอารมณ)
วิปสสนา(ขอปฎิบัติทำใหเกิดปญญาเห็นแจง)

กำลังพล

รวมมือกับคูอาสวะเพื่อยึดครองอำนาจ

รู
รมค
ระบ
ากพ

ทกุ ข - คว
รก

(เหตุใหเกิดทุกข)

มัชฌิมาปฏิปทา(ขอปฏิบัติเปนทางกลาง)

กองทัพใหญสังโยชน

ลกู


(คอ

ไ ม

ม ีก

สำห

นันทิ
(ความเพลิน)
อวิชชา
ราคะ
(สหาย) ภวตัณหา
(สิ่งที่ยอมใจใหติดใหยินดี)
ความดับตัณหา
วิราคะ
ความทิ้งตัณหา
(ความสำรอกออกหมดไมมีเหลือ) นิโรธ
ความสละตัณหา
ความปลอยตัณหา
วิชชา(ความรูในสัจจะ)
ความไมพัวพันตัณหา
วิมุตติ(ความหลุดพน)

กองทัพ
คูอาสวะ

ราคานุสัย
ปฏิฆานุสัย
อวิชชานุสัย

กายทุจริต
วจีทุจริต
มโนทุจริต

สละออก)

ืม (ตอ ง


คพวก
พรร

พร

)

วิภวตัณหา
(ความดิ้นรนไปในวิภพคือความไมเปนนั่นนี่)

เกลี้ยกลอมเจาเมืองใหเชื่อฟงความเห็นของสมุทัย
ยุยงใหเจาเมืองไมรับฟงขอเสนอแนะของคูบารมี


คญ
ทสำ

อวิชชาสวะ

ด ส
่ืองป
อารมณ (เคร

ลัก ษ ณ ะ คู บ

ระดบั บารมี

(ความดิ้นรนทะยานอยาก)

เปนผูทำใหเจาเมืองเกิดความหลงใหลรักใครจนกลายเปนคนสนิทสนม
คอยอยูขางกายเชนเดียวกับคูบารมี และคอยใหการชวยเหลือสมุทัย

หนาที่ : สรางภาวะ กามาสวะ
ภวาสวะ

ฝายดี : ทางสราง อยากดี
นิสัย
ฝายไมดี ทางทำลาย อยากไดใครดี
(ไมมีอิ่ม ไมมีเต็ม ไมมีพอ)
า เ ม



ใหความเพลิดเพลินติดใจยินดี
ปอ นอ
ัก ช ว

ัญ
ใหความหวัง ความอยาก
ณ  บทบาทสำค
สังโยชน ๑๐
สรางมายา
(เครื่องผูกใจสัตว)
ปดบังความจริงไมใหเห็นทุกข

มจ
ทถู า
กระ

ตัณหา

พื้นเพ - คนตางถิ่น
คอยคัดทานอำนาจไมเกรงกลัวคูบารมี


าสว

าร ม


ก าศแสดงธ ร ร

บทบาทสำค
ญั

ธรรมที่พึงรูจัก
ดวยอภิญญา

มีนามวา วิญญาณ หรือ จิตต

พื้นเพ - คนตางถิ่น
เกรงกลัวคูบารมี

กองทัพ
คูบารมี


ำหน

ภวตัณหา
(ความดิ้นรนไปในภพคือความเปนนั่นนี่)

นาม
รูป

(เมืองที่มีการปฏิวัติรัฐประหารกันบอยที่สุด)

๓+

ลม)

ฌาณ

ปร ะ

กามตัณหา
(ความดิ้นรนไปในกาม)

(-) หัวโจกทั้ง ๓ และพรรคพวกอันธพาล
(+) ศีล วินัย และสุจริต ๓
ไตรทวาร
(-) ทุจริต ๓
ทวารชั้นนอกชั้นในทั้ง ๖ (+) สติและอินทรียสังวร
(-) อารมณและนิวรณ

ฝายที่ไดชัยชนะ ขึ้นอยูกับเจาเมืองเชื่อฟงฝายใด คูบารมี (+) หรือ คูอาสวะ(-)

อื สมทุ ยั
ว ยเหล
คอยช

(เ

เปนผูเพียบพรอมดวยคุณสมบัติทั้งปวงซึ่งตรงกันขามกับสมุทัย

สกนธกายเปนที่ยึดถือทั้ง ๕
(โดยยอ)

จุดตรวจตราทั่วๆ ไป (+) หิริโอตตัปปะ

เพื่อนสนิท : อนุสัย

กา

จิตตสิกขา

ทศพธิ ราชธรรม (ธรร ม

จุดคุมเชิง

คูอาสวะ

(ธรรมหมวด ๑ ถึงโพธิปก ขิยธรรม ๓๗)

สีลสิกขา

ตบะ (ความเพียรเปนเครื่องเผากิเลส)
ธรรมสำหรับผูปกครอง
๑. โลโภ โทโส โมโห มีคุณหรือมีโทษ
๒. คนที่โลภ โกรธ หลง แลวฆาบาง
ลักของบาง หลอกลวงบาง เปนคนดีหรือคนเลว

(+) สันโดษ
(-) อิจฉา โลภะ และมัจฉริยะ
(-) อสติสัมปชัญญะ

เวทนา (รับรูสุขทุกข)
สัญญา (รูจำ)
สังขาร (ชางปรุงคิด)
วิญญาณ (ชางรูตางๆ)

นามอีก ๔ นาม

แปรขบวนธรรม : อนุปพุ พปฏิปทา

ก อ งทพั พเิ ศษ

๑๐)





อธั ยาศยั ๑๐ (

เจาเมือง (นครสามี)

เดินสวนสนามแสดงอำนาจความยิ่งใหญผูกใจชาวจิตตนคร

ปญญาสิกขา

ไมมีบารมี
บารมีอยางสามัญ
อุปบารมี
ปรมัตถบารมี

คลังทรัพยสิน

การชว
งชิงอำ
นาจ

กองทัพสักกายทิฏฐิ (ยึดถืออัตตาตัวตน)
กองทัพวิจิกิจฉา (ลังเลสงสัย)
กองทัพสีลัพพตปรามาส (ความถือศีลและวัตร)
กองทัพกามราคะ (ติดกำหนัดยินดีในกาม)
กองทัพปฏิฆะ (ความหงุดหงิดใจ)
กองทัพรูปราคะ (ติดในรูปธรรมอารมณแหงรูปฌาน)
กองทัพอรูปราคะ (ติดในอรูปธรรมอารมณแหงอรูปฌาน)
กองทัพมานะ (สำคัญวายังมีเรา)
กองทัพอุทธัจจะ (ความคิดพลาน)
กองทัพอวิชชา (ความไมรูจริง)

พื้นเพ - คนพื้นเมือง

แบงปนสงเคราะห
รักตนสงวนตนจากบาป
ปลีกกายปลีกใจจากเครื่องติดทั้งหลาย
เสาะแสวงหาปญญา
ขยันหมั่นเพียร
อดทนตออารมณ
รักษาสัจจะ
ตั้งใจมุงมั่น
ประกอบดวยเมตตา
มัธยัสถในอารมณ คือ เปนกลางในอารมณ

สมองเมือง

ภัยเมือง

คูบารมี

(โรงงานทำไฟ)
งา น
โรงงานอัสสาสะปสสาสะ วาโยธาตุ (โรง
(ทำลมหายใจาเขาออก)
งง า น ท


(









ชองวาง เชน ทอตางๆ
อิทธิปาฏิหาริย
(แสดงฤทธิ์เปนอัศจรรย)
ทำใหใจสงบและเห็นประจักษอานุภาพของพระไตรสรณคมน
อาเทสนาปฏิหาริย
(ดักใจเปนอัศจรรย)
ทำใหหายสงสัยเรื่องกรรมและผลของกรรมทั้งชาตินี้และอดีตชาติ
อนุสาสนีปาฏิหาริย
(สั่งสอนเปนอัศจรรย)
ทำใหเห็นความสำคัญของปจจุบันวาอาจเปลี่ยนอนาคตได

ชี้แนะเจาเมืองใหพนจากอำนาจของคูอาสวะและสมุทัย

(+) อัปปมาทธรรม
(-) ปมาทธรรม
(+) สัมมาทิฏฐิ โยนิโสมนสิการ และสัจจะ
(-) มิจฉาทิฏฐิ อโยนิโสมนสิการ และมายา

สรางภาวะ

ปฐมฌาณ
ทุติยฌาณ
ตติยฌาณ
จตุตถฌาณ

สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ)
สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ)
สัมมากัมมันตะ (การงานชอบ)
สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ)
สัมมาวาจา (วาจาชอบ)
สัมมาวายามะ (ความเพียรชอบ)
สัมมาสติ (ระลึกชอบ)
สัมมาสมาธิ (ตั้งมั่นชอบ)

ใจกลางเมือง

วิปลาส
เห็นวาเที่ยง ไมเจ็บ ไมแก ไมตาย

ลักษณะเมือง

ดงแสนยานุภาพ
รแส

เตโชธาตุ

สาเหตุจากมทะ

สถิตตรงที่รวมของถนน ๔ แพรง

ไข : ใหด ชู มดว ยอาการสง บ )
งอื่ น

อาโปธาตุ

ภัยจากสมุทัย

บานเมืองวุนวาย
เห็นผิดเปนถูก

สาเหตจุ ากอโยนโิ สม
นสิการ

จราจรและอิริยาบถ (+) สติสัมปชัญญะ

รบั รู
บบ

เปนบุคคลผูมีอำนาจ
ไมมีใครสามารถทำลายได
เจาอารมณมีความฉลาด
มีวรรณะผองใส หรือ ปภัสสร
เปนจิตตธาตุหรือวิญญานธาตุ ธาตุรู

ระ
ชั้นใน
๖ ประตู (ระบบสื่อสาร)

ระบบโครงกระดูก
ระบบกลามเนื้อ
(ขาวสารเกา)
ระบบเมือง
ระบบประสาท
ระบบการไหลเวียนของโลหิตและน้ำเหลือง
ระบบหายใจ
ระบบยอยอาหารและถายเท
ระบบขับถายและปสสาวะ
ระบบสืบพันธุหรือระบบสรางเมืองใหมแหงจิตตนคร
ระบบตอมไรทอ
โรงงานเกสา (ทำผม)
โรงงานโลมา (ทำขน)
ธาตุดิน
โรงงานนขา (ทำเล็บ)
ถน น ๔
ธาตุน้ำ
ธาตุไฟ
โรงงานทันตา (ทำฟน)
ธาตุลม
โรงงานตโจ (ทำหนัง)
โรงงานมังสััง (ทำเนื้อ)
โรงงานนหารู (ทำเอ็น)
โรงงานอัฏฐี (ทำกระดูก)
โรงงานอัฏฐิมิญชัง (ทำเยื่อในกระดูก)
ปฐวธี าตุ (โ
โรงงานวักกัง (ทำไต)
งงา
รง ง า น


ท ำ ดิน )
โรงงานหทยัง (ทำหัวใจ)
โรงงานยกนัง (ทำตับ)
โรงงานกิโลมกัง (ทำพังผืด)
โรงงานปหกัง (ทำมาม)
จุลศีล
ศีล
โรงงานปปผาสัง (ทำปอด)
มหาศีล
โรงงานอันตัง (ทำลำไสใหญ)
อินทรียสังวร
โรงงานอันตคุณัง (ทำลำไสเล็ก)
สติสัมปชัญญะ
โรงงานอุทริยัง (ทำอาหารใหม)
สันโดษ
โรงงานกรีสัง (ทำอาหารเกา)
จิตตปริโสธนะ
โรงงานมัตถเกมัตถลุงคัง (ทำขมองในขมองศรีษะ)
(โรงงานทำนํ้า)

ศาสนา
นิทรรศการ
ไตรภูมิโลก

ิโ ล ก

วฏั ฏะ (ทำใหเ นิ่น

เจาเมืองกายเศราหมอง
วั โจก ๓



บานเมืองยุงเหยิง
ตจุ
ณต า งๆ เจริญทางวัตถุนิยม




เกิดความขัดสน

สาเหตจุ า

ง ล อห

ลักษณะ(นทิ

ภัยพยาธิ โรงงานผลิตของเสีย
ภัยชรา
ถนนเสื่อม ระบบสื่อสารเชื่องชา
ภัยมรณะ ภูเขาวงแหวนโอบกระชับ

สาเ

าสด
ธ ิสตั ว

โลกธรรม ๘

แ ส น ยา
นภุ าพ

กายทวาร กายปสาท กายเมือง

มโน (สมอง)
(ขาวสารใหม)
ประตู

ภัยธรรมชาติ

ผูอุปถัมภ

คูอาสวะ
ทุศีล
นิยมทำชั่ว/บาป (ไมละอาย ไมกลัวชั่ว/บาป)
คำสอน
ปลอยอินทรียทั้ง ๕ ใหคิดตามอารมณ ยินดี ยินราย
ไมตองพะวงในความรูตัว
เพิ่มโลภ เพิ่มโกรธ เพิ่มหลง
ประวัติสังเขป
ราชาแหงฝายหนึ่งในสวรรคชั้นที่ ๖ (สูงสุดในกามาวจรสวรรค)
ท ัย”
คือ ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี
นามวา วสวัตตี หรือ ชื่อเกา คือ พญาวสวัตตีมาราธิราช
หรือพญามาร

ศาสดา

งเมอื ง)

ชิวหาทวาร ชิวหาปสาท ลิ้นเมือง

ชั้นนอก

า)



รศ


า(




ม ุ ท ัย

อก)

ฆานทวาร

ภูมิ

ระบบสื่อสาร

(สมองเมือง)

หลักบริหารจิต

ประเภท

ลาภ
เสื่อมลาภ
ยศ
เสื่อมยศ
สรรเสริญ
นินทา
สุข
ทุกข

กิเลสวัฏฏะ
กรรมวัฏฏะ
วิปากวัฏฏะ

ใจเมือง

มโนทวาร

วิธีการบริหารจิต

ูม

จักขุทวาร จักขุปสาท ตาเมือง

โสตปสาท หูเมือง
โสตทวาร
ฆานปสาท จมูกเมือง

กามาวจรภูมิ
รูปาวจรภูมิ
อรูปาวจรภูมิ

วิบาก

ระบบขอมูล

ทุกอยางเกิดขึ้นแลวไมวาดีหรือชั่วจะเขาถึงจิตทั้งหมด
เปนที่สั่งสมของอารมณ

การบริหารจิต

ควร


ตร
ารไ

มีแตทางเขา เขาแลวออกเองไมไดเวนแตเจาเมืองจะมีปญญา
มีความเพียรสรางทางออกขึ้น

สม่ำเสมอ
รูทันอารมณ ทันความปรุงของสมุทัย
เกิดขึ้นทันเวลา
สมาธิ ตั้งมั่นไมออนแอ
ปญญา คือการเห็นทุกอยาง เห็นชอบตามความเปนจริง
ตองสรางขึ้น อบรมใหมีขึ้น
หมั่นลับใหคม ทำจากขั้นต่ำเปนขั้นกลาง และขั้นสูง
โยนิโสมนสิการ ใหตลอดเวลา และเกิดขึ้นทันเวลา

เลือกนับถือตามอิสระ

กรรม
กิเลส นายชางผูออกแบบ

ชนะมาร แ ล

ศรัทธา - อบรมจิตใหสามารถถึงพระรัตนตรัยเปนที่พึ่งไดอยางแทจริง
วิริยะ - ไมลดละ ไมวางเวน

ผูบริหารจิต

พุทธศาสนา

นายชางผูสราง

ะ ตร

ปน

ชนะพญามารและธิดามารทั้ง ๓

สูแดนเกษมพรอมคณะ

สติ

มายา ( ส ่ิ











ต รสั ร
บำเพ็ญบารมี ๑๐

เู
พบมัชฌิมาปฏิปทา (ทางสายกลาง) คือ มรรค ๘
พร
ะโ พ
ผจญมาร
ใชบารมี (๑๐ ทิศ) + บุรุษโยธา ๗ จำพวก
สั รู

อพยพ

บารมีบริบูรณยิ่งขึ้น

บทอวสาน

า คอื
“พระพ
ทุ ธเ

า ”

มศ

พระสัพพัญุตญาณ

คูบารมี

และ สมุทัย

พบเห็นพระพุทธเจา (ผูใดเห็นธรรม ผูนั้นเห็นเรา)

มุ

นามพิเศษ

ไดธรรมจักษุ

แตกตางกันตามทิฏฐิ(ความเห็น)

ภ

วิจิกิจฉา
สีลัพพตปรามาส


คอื “

สันโดษ ความยินดีตามกำลัง
พระสัมมาสัมพุทธเจา

เขา / อปุ ถั ม

คำสอน

สติสัมปชัญญะ สติระลึกรูตัวในอิริยาบถตางๆ

ละสังโยชน ๓ สักกายทิฏฐิ

ผนู ำ

คูบารมี

อินทรียสังวร ไมยินดียินรายในอารมณตางๆ

คูอาสวะ

คือ

ทาน
เมตตา
ขัดเกลากิเลสเสมอ ดวยธรรมะ
กรุณา
ศีล
อบรมใจ
มุทิตา
ภาวนา
อบรมปญญาใหมีขึ้น ใหเจริญงอกงาม
อุเบกขา
ไมควรยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวง
สมถะ
พยายามทำจิตใหความดีครอง ใหความชั่วไมมี
วิปสสนา
รูวาไหนเปนคุณ ไหนเปนโทษ และตองมีความเด็ดเดี่ยวสละสิ่งที่เปนโทษเสีย อบรมแตสิ่งที่เปนคุณใหยิ่งขึ้น
พยายามทำจิตของตนใหสูงขึ้น พนจากกิเลสยิ่งขึ้น
บริหารจิตใหสามารถยอมรับสัจจะความเปนจริงโดยไมหวาดกลัว
บริหารจิตใหบริบูรณดวยศีล หิริโอตตัปปะ อินทรียสังวร สติสัมปชัญญะ สันโดษ

มีหิริ (ละอายชั่ว/บาป) และโอตตัปปะ (เกรงกลัวชั่ว/บาป)

บรรลุโสดาบัน

ภูเขาวงแหวนบดขยี้ ทำลาย

สัญญา ระบบจิตตสังขาร ดับ
เวทนา
ความรายกาจลดลง พรอมกับตัวเล็กลง
ขอพักรบ และอพยพไปดวยกันกับเจาเมือง

มีศีล

เจาเมือง

เมืองจิตตนคร

ความเลื่อมใส ไมหวั่นไหวในพระพุทธเจา
ความเลื่อมใส ไมหวั่นไหวในพระธรรม
ความเลื่อมใส ไมหวั่นไหวในพระสงฆ
ศีลที่พระอริยปรารถนา

ณว ิเศษ ๔



ไ ดอ

นวิ ร ณ

เพศชาย
เพศหญิง
รูป - งู (เลื้อยหาจอมปลวก)
เสียง - จระเข (วิ่งลงนํ้า)
กลิ่น - นก (บินไปในอากาศ)
รส - ไก (บินสูบานอาศัย)
กาย - สุนัขจิ้งจอก (วิ่งสูปาชา)
ใจ - ลิง (วิ่งหลุกหลิกบนตนไม)

www.bia.or.th/download/cittanakorn.pdf

เรื่องยอจิตตนคร : นครหลวงของโลก จากพระนิพนธ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก .

.

จิ: นครหลวงของโลก ตตนคร (อยางยอ) จิตตนคร นครหลวงของโลก อันลักษณะเมืองนัน้ มีปอ มปราการ มีประตู ๖ ประตู มีถนน ๔ แพรงก็คอื ธาตุดนิ น้ำ ลม ไฟ เจาเมืองจิตตนครจะสถิตอยูต รงทีร่ วมของถนน ๔ แพรง มีนามเรียกวา วิญญาณ หรือ จิตต ระบบเมืองจิตตนครประกอบดวยระบบตางๆ ทั้ง ๙ ระบบ และ โรงงานสำคัญๆ ก็มากกวา ๔๐ โรงงาน ประตูเมืองทั้ง ๖ ประตูจะเปดอยูตลอดทั้งกลางวันกลางคืน จะปดก็ตอ เมื่อเจาเมืองหลับ สวนถนนธาตุทั้ง ๔ นี้ถาอยูรวมกันเปนปกติ ที่อยูของเจาเมืองก็จะปกติ แตถา ธาตุทง้ั ๔ เกิดผิดปกติ จิตตนครก็จะเกิดความระส่ำระสาย โดยธาตุทง้ั ๔ จะแปรปรวนไปก็ดว ย ภัยเมืองทีเ่ รียกวาภัยธรรมชาติทง้ั ๓ อยางไดแก ภัยพยาธิ ภัยชรา และภัยมรณะ ในเมืองจิตตนครนี้ เจาเมืองมีความสำคัญที่สุด ถาใจดี พูดดี ทำดี นครก็ยอมดี เปนการสรางเสริมจิตตนคร และถาใจไมดี การพูด การทำอันเกิดจากใจก็ยอมไมดี ยอมเปนการทำลายจิตตนคร จิตตนครมีระบบการสื่อสารแบงออกไดเปนระบบการรับรูและระบบขอมูล โดยระบบการรับรู แบงเปน ๒ ชัน้ คือชัน้ นอกไดแก ตาเมือง หูเมือง จมูกเมือง ลิน้ เมือง กายเมือง โดยมีหวั หนาควบคุม ระบบสื่อสารชั้นนอกทั้ง ๕ เรียกวา ปสาท หรือ ประสาท ซึ่งจะเรียกตามชื่อของระบบงานไดดังนี้ จักขุปสาท โสตปสาท ฆานปสาท ชิวหาปสาท กายปสาท โดยจะควบคุมอยูตรงทวารชั้นนอกทั้ง ๕ ไดแก จักขุทวาร โสตทวาร ฆานทวาร ชิวหาทวาร กายทวาร และชั้นในอันเปนจุดรวมนี้เรียกวา ระบบใจเมือง หรือสมองเมือง มีหวั หนาควบคุมอยูท ร่ี ะบบศูนยกลางชือ่ วา มโน ควบคุมอยูท ม่ี โนทวาร ปสาททัง้ ๕ เปนหัวหนาเฉพาะระบบตน ไมกา วกายกัน คนไหนไดรบั ขาวสารอะไรจะรายงานตรงไปยัง มโนซึ่งเปนหัวหนาใหญโดยทันที เมื่อมโนไดรับรายงานก็แจงแกเจาเมืองทันที แตถาเจาเมืองยังตอง พิจารณาขาวสารเกาๆ ทำใหมโนไมวา งไปรับขาวสารใหม ขาวสารใหมๆ จากระบบภายนอกก็จะเขาไมถงึ เจาเมือง จนกวามโนจะวางไปรับขาวสาร เจาเมืองถึงจะไดรับขาวสารใหม สำหรับระบบขอมูลนั้นจะมี ลักษณะเฉพาะก็คือ มีแตทางเขา เขาแลวออกเองไมได เวนแตเจาเมืองมีปญญา มีความเพียรสราง ทางออกขึน้ และทุกๆ อยางทีเ่ กิดขึน้ แลวในจิตตนครนี้ ไมวา จะดีหรือชัว่ จะเขาถึงจิตทัง้ หมด เรียกไดวา เปนที่สั่งสมของอารมณ นอกจากนี้ มโนยังตองรวบรวมขาวสารทุกอยางเขาแฟมพรอมเสนอรายงานเมือ่ เจาเมืองเรียกหา ซึง่ มักจะเรียกหาอยูเ สมอทำใหมโนไมวา ง ไมอาจรับขาวสารจากภายนอกอยูน าน จนบางทีขา วสารตองมี ความแรงพอที่จะทำใหเจาเมืองชะงัก ตองปลอยมโนใหวางออกไปรับขาวสาร มโนเปนผูทำงานหนัก มากกวาหัวหนาระบบสื่อสารภายนอกทั้ง ๕ เพราะแมวาขณะหลับ ตราบที่เจาเมืองยังไมยอมหลับ ก็ยังเรียกหามโนตลอด ดังที่เรียกกันวา ๓ .

อุทธัจจัง ๙.ถีนงั ๘.โมโห ๔.มทะ ๑๖.มานะ ๑๔.โกธะ ๔.ถัมภะ ๑๒.สาเถยยะ ๑๑.อติมานะ ๑๕.อภิชฌาวิสมโลภะ ๒.โลโภ ๒.โทสะ ๓.มัจฉริยะ ๙.เจาเมืองจิตตนครกับเพื่อนคูหู : คูบารมี และ คูอาสวะ เจาเมืองแหงจิตตนครเรียกกันทั่วไปวา จิตต ตามชื่อของเมือง แตยังมีอีก ๔ นามที่ขนาน เรียกกัน คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึง่ เปนการเรียกกันตามอาการทีแ่ สดงออกของเจาเมือง ก็คอื รูส ขุ รูจ ำ ชางคิด และชางรู นอกจากนีเ้ จาเมืองยังเปนบุคคลทีม่ อี ำนาจไมมใี ครสามารถทำลายได เปนวิญญาณธาตุ หรือธาตุรู มีความฉลาด มีวรรณะผองใส จนใครๆ ตางพากันเรียกเจาเมืองวา ปภัสสร ซึ่งตรงกับคำสามัญวา ผุดผอง ยิ่งเจาเมืองมีคูบารมีอยูคูดวยแลวก็ยิ่งเปนการสงเสริมเจาเมืองผุดผอง งดงาม และจิตตนครก็มีความผาสุกดวยกันทั้งหมด เจาเมืองมีเพือ่ นคูห อู กี หลายคน ทัง้ คูบ ารมี คูอ าสวะ และหนึง่ ในนัน้ ก็คอื สมุทยั ซึง่ จะมีคอู าสวะ เปนผูคอยใหความชวยเหลืออยูอยางลับๆ เมื่อเจาเมืองคบหากับสมุทัย สมุทัยจะคอยใหคำแนะนำ เจาเมือง โดยจะกระซิบทีห่ ทู ใ่ี จอยูเ สมอ เพือ่ ใหปกครองจิตตนครไดอยางมีความสุขสนุกสบาย สมุทยั เดิมทีกเ็ ปนคนตางถิน่ แตอพยพเขามาตัง้ หลักฐานอยูใ นจิตตนครพรอมกับพรรคพวกสมุทยั มีลกั ษณะ นิสยั เปนไปทัง้ ทางสรางและทางทำลาย นิสยั ฝายดีกค็ อื อยากดีและฝายไมดกี ค็ อื อยากไดใครดี ซึง่ มักจะ ชักชวนชาวจิตตนครใหเพลิดเพลินยินดีอยูเ สมอ และดวยความอยากไดใครดที ไ่ี มมอี ม่ิ ไมมพี อ ไมมเี ต็ม โดยไมสนใจกฎหมายศีลธรรมหรือบุคคลใดบุคคลหนึง่ ถารูส กึ วาเปนเครือ่ งขัดขวางตอความอยาก สมุทยั จะชักนำใหชาวจิตตนครประพฤติหลีกเลีย่ ง หรือฝาฝนกฎหมายศีลธรรมอยูเ นืองๆ ทัง้ โดยปกปด ทัง้ โดย เปดเผย และชักนำใหทำโจรกรรม โดยสมุทัยจะแนะนำวา เมื่ออยากทำสิ่งใดแลว ทำเสียตามที่อยาก จะหายอยาก เรียกวา กิเลสดับ ซึง่ นัน้ หาถูกไม อันโดยทีจ่ ริงแลวกิเลสมิไดดบั ไปไหน เพียงแตแอบซอน ฝงลึกอยูในจิตใจ อันจะกลายเปนพื้นฐานที่ไมดีของใจ ลูกสมุนสมุทัย ๓ หัวโจก โลโภ โทโส โมโห สิงใจชาวเมือง สมุทยั ชอบใชหวั โจกทัง้ ๓ ไดแก โลโภ โทโส โมโห ไปทำตามทีต่ วั สมุทยั เองตองการ โดยจะมี กายทุจริต วจีทจุ ริต และมโนทุจริต คอยเปนลูกนองผูล งมือรับใช และเพือ่ ทีจ่ ะครองใจชาวจิตตนครไว ทัง้ เมืองสมุทยั ยังใช โลโภ โทโส โมโห ไปสิงใจชาวเมือง ใหเกิดความโลภ โกรธ หลง และยังมีพรรคพวก หัวมีดหัวไมตา งๆ อีก ๑๖ คน ไดแก ๑.มักขะ ๖.สารัมภะ ๑๓.ปมาทะ เขาไปสิงใจคน เทีย่ วกอกวนความสงบสุขของบานเมือง นอกจากนี้ เพื่อรักษาอำนาจของตนใหมั่นคง สมุทัยยังวางพรรคพวกตามจุดสำคัญตางๆ ของจิตตนคร ซึ่งก็คือ ระบบสื่อสารชั้นนอก ๕ ชั้น และชั้นใน ๑ ชั้น โดยวางตัณหา ๑๐๘ ยึดระบบสื่อสารทั้งพื้นที่ ไวทั้งหมด สงกิเลส ๑๕๐๐ คนโดยมีหัวโจกทั้ง ๓ และหัวโจกพรรคพวกเพิ่มขึ้นอีก ๗ คนรวมเปน ๑๐ คนไดแก ๑.อโนตตัปปง คอยกำกับภายในบานของชาวจิตตนครทุกคน และสงอารมณซึ่งเปนมายาศาสตร ๔ .อุปนาหะ ๕.ทิฏฐิ ๖. โทโส ๓.ปลาสะ ๗.มายา ๑๐.วิจกิ จิ ฉา ๗.อิสสา ๘.มาโน ๕.อหิรกิ งั ๑๐.

เปนเครือ่ งมือปกปดสัจจะขาวสารทัง้ หลายทีเ่ ขามา ทำใหเจาเมืองถูกลวงใหหลง ใหเขาใจผิดเปนไปตาม แตอารมณที่สมุทัยตองการใหเปน นอกจากนี้สมุทัย เพื่อที่จะพยายามปดบังหรือบิดเบือนไมใหผูใดไดเห็นทุกข ใหเห็นแตสุข ยังใชอารมณเปนเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ครองใจคนทั้งปวง โดยใสความเพลิน และความติดใจยินดี เขาไปในความหวังหรือความอยากซึ่งเปนอาหารใจของชาวจิตตนคร พรอมทั้งคอยปอนสิ่งที่เรียกวา อารมณแกความอยาก ความติดใจยินดี โดยแทรกไปกับขาวสารที่ผานทางระบบสื่อสาร จนทำใหชาว จิตตนครตกเปนทาส พากันติดอารมณกันอยางงอมแงม จนไมสามารถจะขาดอารมณได เหมือนดั่ง สัตวเลี้ยงของสมุทัยทั้ง ๖ มาจับผูกรวมกัน สุดแทแตสัตวใดชนะมีกำลังที่จะวิ่งเขาหาอารมณที่ชอบ เชน รูปเหมือนอยางงูเลือ้ ยเขาหาจอมปลวก เสียงเหมือนอยางจระเขวง่ิ ไปลงน้ำ กลิน่ เหมือนนกบินหวือ ไปในอากาศ รสเหมือนไกบินไปสูบานที่อาศัย กายสัมผัสเหมือนสุนัขจิ้งจอกวิ่งไปสูปาชา เรื่องทางใจ เหมือนลิงวิ่งหลุกหลิกไปบนตนไม ยิ่งยุงวุนวายสมุทัยก็ยิ่งสนุกสนาน เจาเมืองก็เพลิดเพลินไปกับ อารมณที่สมุทัยสรางขึ้น นอกจากนี้สมุทัยเพื่อใหสืบรักษาพลังสืบตอไป ยังไดสอดแทรกความรูสึก ทางเพศไวแกชาวจิตตนครทั้งปวงหรือที่เรียกวาความรักความใคร เพื่อใหรักษาพืชพันธุไวในจิตใจ ของชาวจิตตนคร เดิมนครสามีมีกายผุดผอง ก็กลับกลายเปนเศราหมองเมื่อคบกับสมุทัย แตดวย เดชะกุศลของเจาเมืองยังมีอยู กลาวคือคูบารมีของเจาเมืองอันเปนผูเพียบพรอมดวยคุณสมบัติทั้งปวง ซึง่ ตรงกันขามกับสมุทยั เนือ่ งดวยสมุทยั เกรงกลัวคูบ ารมี และสมุทยั จำตองถอยหางเมือ่ คูบ ารมีไดเขามา ตักเตือนเจาเมือง ในเรื่องกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต และหัวโจกทั้ง ๓ ที่กอเรื่องวุนวายตางๆ จนทำใหเจาเมืองคิดขึน้ ไดวา จิตตนครกำลังยุง เหยิง และเมือ่ เจาเมืองอยูก บั คูบ ารมี ขณะเดียวกันสมุทยั ก็ ถอยหาง ทำใหกายของเจาเมืองกลับผุดผองมีแสง ปญญารูถ กู ตองขึน้ ภาพมายาอารมณตา งๆ ก็หายไป ภาพแหงสัจจะปรากฏขึ้นแทน ซึ่งก็คือผลความยุงเหยิงตางๆ แตก็ยังจับเหตุไมถูก เจาเมืองยังคง โปรดปรานพอใจสมุทยั เนือ่ งจากเขาใจวาสมุทยั เปนผูส รางสรรคความสุขความเจริญตางๆ จึงทำใหยงั คลำหาเหตุแหงทุกขไมพบ ฝายคูบ ารมีกไ็ ดเขามาตักเตือน แมจะรูอ ยูเ ต็มอกวาใครเปนตนเหตุ แตเห็น วายังไมถึงเวลาที่จะบอก เพราะอยางไรเจาเมืองก็คงไมยอมเชื่อ ดวยยังโปรดปรานสมุทัยอยูมาก แตก็จำเปนที่จะตองทำใหเจาเมืองไดรูไดเห็นขึ้นดวยตนเอง ๕ .

คูบารมีเขาเฝากราบทูลพระบรมครู คูบารมีจึงไปเขาเฝาพระบรมครู กราบทูลเรื่องราวตางๆ พรอมทูลถามถึงตนเหตุที่ใหเกิด ความเดือดรอน และไดรบั พุทธโอวาท เปนกระทูม าถามตอนครสามี จึงไดรวู า โลโภ โทโส และโมโห เปนตัวมูลเหตุ และเพือ่ แกไขความยุง ยากของจิตตนครทีเ่ กิดจากการคุมอำนาจของสมุทยั และพรรคพวก คูบ ารมีจงึ แนะนำเจาเมืองใหเรียกศีล หิรโิ อตตัปปะเขาพบดวน จากนัน้ ไดแตงตัง้ ศีลและวินยั มาเปน ผูร กั ษาไตรทวารของเมืองซึง่ ก็คอื กาย วาจา ใจ ใหประพฤติในทางสุจริต และแตงตัง้ หิรโิ อตตัปปะ ทัง้ คูเ ปนโลกบาลเปนนครบาลคอยสอดสองตรวจตรา โดยใชความละอายตอบาปและความกลัวตอบาป ในจิตใจมาเปนเครื่องมือ จึงทำใหเกิดรมเย็นเปนสุขทั่วจิตตนคร หลังจากปใหมผานพนไป ฝายสมุทัยและพรรคพวกเห็นวาเหตุการณเปลี่ยนแปลงไป เกรงวา ตนเองจะสิน้ อำนาจจึงรอสบโอกาสทีค่ บู ารมีไมอยูเ ขาไปเพ็ดทูลใหเจาเมืองสัง่ พักหนาทีศ่ ลี และหิรโิ อตตัปปะ เสียทัง้ หมด โดยเพิม่ เติมอารมณแกเจาเมืองมากขึน้ จนเกิดความเคลิบเคลิม้ หลงใหลในอารมณบางอยาง จึงเปนโอกาสใหหัวโจกทั้ง ๓ คือโลโภ โทโส โมโห เขาแทรก สมุทัยโปรยอารมณฟุงตลบไปทั้งเมือง จนเกิดความวุนวาย ศีลและหิริโอตตัปปะถูกสั่งพักหนาที่ สมุทัยและพรรคพวกเขายึด สงทุจริต ๓ ออกกระทำการ และสงอารมณออกไปคลองใจผูคน ทำใหสมุทัยไดกลับมีอำนาจไดอีก เปนเหตุใหศีล และหิริโอตตัปปะตองหลีกหนีไป เชนเดียวกับจิตใจคนเรา เมื่อความชั่วครองอยูความดีก็จะไมมี หรือเมื่อมีความดีครองอยูความชั่วก็จะไมมี หลังจากทีส่ มุทยั กลับขึน้ มามีอำนาจใหม ไดสง ทุจริต ๓ ยึดไตรทวาร ตลอดถึงสงกิเลสตัณหา ทั้งปวงจำนวนมากมายออกคุมทวารแหงการสื่อสารทั้งชั้นนอกและชั้นใน แทรกอารมณเขาไปในระบบ สือ่ สาร ยัว่ ยวนใจผูค นใหเกิดความเพลิดเพลินยินดี พากันลืมศีลและหิรโิ อตตัปปะ จนเกิดความเดือดรอน ยากจนขัดสน เกิดเหตุภยั พิบตั ิ ทำใหชาวจิตตนครกลับมาระลึกถึงศีลและหิรโิ อตตัปปะอีกครัง้ ทำใหสมุทยั เกิดความหวัน่ เกรงวาชาวเมืองจะรูค วามจริง จึงหลีกตัวเรนไป เมือ่ คูบ ารมีกลับมาไดแจงความจริงแกเจาเมือง ใหเห็นถึงความจริง ความเจริญทางวัตถุหาใชความสุขทีแ่ ทจริงไม จนเจาเมืองเห็นชอบดวยจึงไดเชิญศีล และหิรโิ อตตัปปะกลับเขามาทำหนาที่ และไดกำลังเขามาประจำการชวยเสริมอันไดแก ๑.อินทรียสังวร เขามาระวังเรือ่ งการสือ่ สารทัง้ ชัน้ นอกและชัน้ ใน ๒.สติสมั ปชัญญะ เขามาระวังเรือ่ งการอยูย ามคอยเฝา อิรยิ าบถทุกแหงของจิต ๓.สันโดษ เขามาระวังรักษาเรือ่ งการจัดสรรปนสวนทรัพยสนิ เมือ่ ทุกสวน ไดเขา ทำหนาที่ที่ไดรับมอบหมายแลว เหตุภัยพิบัติตางๆ ก็เริ่มลดนอยลงตามลำดับ หลังจากสมุทยั ถอยรนไปก็ไดเขาพบปะกับคูอ าสวะซึง่ เปนคูป รับกับคูบ ารมี และเปนผูค อยชวย สมุทยั อยูด า นหลังอยางลับๆ มาโดยตลอด เมือ่ คูบ ารมีจะกลาวอะไร คูอ าสวะก็จะคอยคัดคานอยูเ รือ่ ยไป ซึ่งอันที่จริงคูอาสวะก็เปนคนตางถิ่นแตเขามาเปนคนใกลชิดอยูประจำพระองคเชนเดียวกับคูบารมี โดยไมไดเกรงกลัวหรือถอยกรูด เมือ่ คูบ ารมีเขามาคูอ าสวะจะคอยกระซิบเจาเมืองไมใหเชือ่ คูบ ารมีแตใหเชือ่ สมุทยั จนเปนเหตุใหเจาเมืองเกิดความสับสนเรียกใชคบู ารมีบา ง เรียกใชสมุทยั บาง ในจิตตนครจึงเกิดมีทง้ั ๖ .

สองฝาย คือฝายกุศลกับฝายอกุศล ศาสนาก็มีทั้งฝายพุทธศาสนา ซึ่งมีพระพุทธเจาเปนพระศาสดา โดยมีคบู ารมีเปนผูอ ปุ ถัมภสนับสนุน กับฝายมารศาสนา ซึง่ มีมารหรือสมุทยั ตัง้ ตนเปนศาสดา เพือ่ ดึงคน ใหพน จากโลกุตตรภูมทิ ซ่ี ง่ึ ตนไมมอี ำนาจ ใหดำเนินเขาสูภ มู ทิ ง้ั ๓ ทีอ่ ยูใ นอำนาจของตนเทานัน้ โดยมี คูอ าสวะเปนผูอ ปุ ถัมภสนับสนุน ซึง่ ชาวจิตตนครก็มสี ทิ ธิเสรีภาพทีจ่ ะเลือกนับถือศาสนาใดก็ได โดยตาม ภาษาจิตตนครนัน้ ความเห็นนัน่ แหละเทากับเปนศาสนาทางจิตใจโดยตรง ถาเปนสัมมาทิฏฐิความเห็น ที่ถูก ก็เปนพระพุทธศาสนา ถาเปนมิจฉาทิฏฐิความเห็นผิด ก็เปนมารศาสนา ทุกคนในจิตตนคร นับถือศาสนากันทั้งนั้น แตเกือบจะทั้งเมืองก็วาไดที่มักนับถือมารศาสนาและควบคูไปกับนับถือ พุทธศาสนา ขอนี้ทำใหสมุทัยผิดหวัง เพราะไมอาจทำลายพุทธศาสนาลงไปได เกิดการแยงอำนาจ สับเปลี่ยนอำนาจการปกครองในหนวยตางๆ กันไปมา ซึ่งอาจพูดไดวาจิตตนครเปนเมืองที่มีปฏิวัติ รัฐประหารกันบอยที่สุด จิตตนครที่ประลองกำลังของ ๒ ฝาย ฉะนัน้ จิตตนครจึงเปนไปดวยกำลังอำนาจของ ๒ ฝาย คือ ฝายสมุทยั และคูอ าสวะกับฝายคูบ ารมี ขึ้นอยูกับวาเจาเมืองจะคลอยตามผูใด เนื่องจากเจาเมืองเปนบุคคลพิเศษ มีคุณสมบัติพิเศษ ไมมีใคร ทำลายได แตคุณสมบัติพิเศษตางๆ ตองถูกบดบังไปเพราะสมุทัยและคูอาสวะกับพรรคพวกซึ่งเขามา ทำใหนครสามีมีความเห็นคลอยตามและมอบหมายอำนาจตางๆ ให โดยคูอาสวะจะทำหนาที่กำกับ เจาเมืองอยูข า งใน ซึง่ คูอ าสวะจะทำหนาทีส่ รางภาวะ ๓ อยางใหแกเจาเมืองไดแก ๑.อวิชชา พระพุทธเจาไดตรัสชีแ้ สดงวา อาสวะคือกิเลสทีด่ องสันดาน คูบ ารมีรบั ฟงเขาใจ รูจ กั อาสวะ และพยายาม ชี้แจงแสดงแนะนำนครสามีใหรูจัก ในขั้นแรกเจาเมืองฟงไมเขาใจ แตตอมาเริ่มเขาใจ เริ่มรูจักอาสวะ เริม่ เห็นคุณของศีลและการใชศลี ปกครองบานเมือง แตเนือ่ งจากเจาเมืองยังขาดความเด็ดเดีย่ ว ยังยอม ใหตนตกอยูใ นอำนาจความเคยชินกับสมุทยั ทำใหยงั ไมไดรบั ผลทีค่ วรรับอยางแทจริง ประกอบกับอนุสยั ซึ่งเปนเพื่อนสนิทอาสวะ เปนกำลังสำคัญที่ทำงานอยูเบื้องหลังใหกับสมุทัย จะคอยอยูใกลชิดและ สรางภาวะ ๓ อยางใหแกเจาเมืองก็คอื ราคะ ปฏิฆะ อวิชชา โดยเจาเมืองไมเคยรูว า มีอนุสยั คอยชักใย อยูเ บือ้ งหลัง รวมทัง้ ขณะทีน่ ครสามีรสู กึ สงบ แจมใส อนุสยั ก็ไมไดหลบหนีหายไปไหน ยังคงอยูช น้ั ใน อยางเงียบๆ กับนครสามี กลาวถึงคูบ ารมีซง่ึ เปนทีเ่ กรงกลัวของทัง้ สมุทยั และคูอ าสวะหรืออนุสยั คูบ ารมีมอี ธั ยาศัยทีเ่ ปน ที่ชมเชยกันทั่วไป ๑๐ ประการ โดยบารมีตรงกับคำวาเต็มบริบูรณ ขณะที่บารมีนั้นมีตั้งแต ผูไมมี บารมี ผูมีบารมีอยางสามัญ ผูมีอุปบารมี จนถึงปรมัตถบารมี คูอาสวะจะสบโอกาสตรงจุดบกพรอง ของคูบ ารมีนแ่ี หละ เมือ่ คูบ ารมียงั ไมเต็มบริบรู ณ จึงเปนจุดใหเขามายึดตรงจุดบกพรองได แลวพยายาม ขยายวงออกไป เปนอันวาคูบารมีและคูอาสวะตางก็ยืนหยัดอยูในจิตตนคร ๗ .กาม ๒.ภพ ๓.

อสุภนิมิต ๒.ตามที่ไดกลาวมาแลววา สมุทัยไดแทรกอารมณเขาสูจิตตนครทางระบบสื่อสารทั้งปวง แลวใช อารมณนแ่ี หละเปนสะพาน สงกิเลส ๑๕๐๐ ตัณหา ๑๐๘ เขาสูจ ติ ตนครและคุมอำนาจ ซึง่ สามารถ ระบุไดสัก ๕ จำพวกก็คือ ๑.พยาบาท ๓.โยพพนมทะ ๒.อุทธัจจกุกกุจจะ ๕.อาโลกสัญญา ๔.กุศล อกุศล หลังจากทีไ่ ดแสดงนิมติ ตางๆ นิวรณทง้ั ๕ อันไดแก กามฉันท พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจกิ จิ ฉา ก็ถอยหางออกไป ทำให จิตใจบริสทุ ธิย์ ง่ิ ขึน้ อุปมานิวรณทง้ั ๕ ดังเชน คนเปนหนี้ คนเปนไข คนถูกจองจำ คนเปนทาส คนเดิน ทางไกล ตามลำดับ ฝายโยนิโสมนสิการบรรยายประกอบ การพนจากนิวรณกเ็ หมือนอยาง พนจากหนี้ พนจากโรค พนจากเรือนจำ พนจากเรือนทาส พนจากทางกันดาร บรรลุภมู ปิ ระเทศอันเกษม นครสามี เมือ่ เห็นภาพเชนนัน้ ก็เปนเกิดปตปิ ราโมทย ความสุขอันประณีตทีเ่ กิดจากความสงบ และไดขอพระพุทธ พระธรรม พระสงฆเปนสรณะที่พึ่งตลอดชีวิต จากนั้นเขาหลับพักผอน โดยมิไดเรียกหาใชมโน ทำให มโนก็พลอยไดพักผอนเปนสุขไปดวย ฝายสมุทัยเมื่อเห็นเชนนั้นจึงไดวางแผนหารือคูอาสวะสงสมุนทั้ง ๓ ไดแก ๑.กามฉันทะ ๒.เมตตาเจโตวิมตุ ติ ๓.ความงวงเหงาหลับใหล ๔.ความลังเลสงสัย ตามลำดับ รวมทั้งสงอโยนิโสมนสิการ สมุนสำคัญ มาชวยเสริม โดยลอบเขามากับอารมณ ทำใหอารมณมีกำลังแรงขึ้น ปองกันไมใหโยนิโสมนสิการมี โอกาสเขาสูจ ติ ตนคร ทุกอยางในจิตตนครจึงเปนไปตามอารมณและอโยนิโสมนสิการนีเ่ อง และสมุทยั ก็ใชเลหเหลี่ยมตางๆ ใหชาวจิตตนครติดอยูในวัฏสงสาร อยูในอำนาจของตน ดั่งอูฐที่เดินวนบอชักน้ำ ซึ่งผูบริหารจิตทั้งหลายควรไดมีสติแลเห็นอารมณของตนและควรใหโยนิโสมนสิการเกิดขึ้นทันเวลา การเจริญมรณสติก็เปนอีกหนทางหนึ่งที่จะยกจิตใหสูงขึ้นได พระพุทธเจาแนะวิธีแกไขดวยจิตตภาวนา คูบารมีเห็นเชนนั้นไดเฝากราบทูลถาม พระพุทธเจาไดตรัสแนะนำวิธีแกไขดวยวิธีที่เรียกวา จิตตภาวนา โดยใชนิมิตเปนเครื่องกำหนดหลายอยางกับโยนิโสมนสิการ สบโอกาสที่คูอาสวะผละ ออกไป คูบารมีไดตั้งและเชิญสมถะและวิปสสนาเปนทูตเขาเฝาไปแจงถอยคำความจริงแกนครสามี โดยมีสติเปนนายประตูเมือง พรอมคณะโยนิโสมนสิการกับนิมิตตางๆ โดยคูบารมีแสดงนิมิตตางๆ ใหดู และใหโยนิโสมนสิการเปนผูบรรยาย คูบารมีจึงไดแสดงนิมิตตางๆ ดังนี้ ๑.อานาปานสติ ๕.ความฟุงซานรำคาญใจ ๕.อาโรคยมทะ ๓.ถีนมิทธะ ๔.สุภนิมิต ๒.วิจิกิจฉา ซึ่งถูกสงเขามาพรอมกับอารมณทั้ง ๕ ไดแก ๑.ปฏิฆะนิมิต ๓.ชีวิตมทะ เขามารับใชเจาเมืองในนามวา สุข สด ชื่น ซึ่งสมุนทั้ง ๓ นี้ก็คือมทะ หรือที่เรียกกันวาความเมาทั้ง ๓ คือเมาในความเปนหนุมสาว เมาในความไมมีโรค เมาในชีวิต ทำให ชาวจิตตนครพากันเมาใจไปวา ไมเจ็บ ไมแก ไมตาย ความวิปลาสไปตางๆ นานา นี้ วิปลาสดังกลาว ก็เปนสมุนของสมุทัยที่ถูกสงทยอยเขาไปในจิตตนครเชนเดียวกัน ไปเปนเครื่องผูกใหชาวจิตตนคร ตกอยูในอำนาจของสมุทัยอยางเหนียวแนน นอกจากนี้สมุทัยยังลอบผูกใจชาวจิตตนครมาชานาน แตผูกไวอยางลึกซึ้งจนชาวจิตตนครเองก็ไมรูวาถูกผูกไว มีแตพระพุทธเจาเทานั้นที่ทรงทราบและได ๘ .

วิปากวัฏฏะ ผลแหงการวนนี้ทำใหเกิดเวลาและเวลาดูก็ลวงไปเร็ว ทำใหดูเหมือนไม เนิ่นชา สมุทัยไดสรางมายานี้ปดบังสัจจะคือความจริง ทำใหชาวจิตตนครตางเห็นผิดไปจากความจริง และสมุทัยยังไดสรางมายาในรูปแหงสิ่งหนึ่งเรียกวา โลกธรรม มีอยู ๘ สิ่ง คือ ลาภ เสื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ มีสุขและทุกข สอดแทรกเขาไปในจิตใจคน ทำใหโลกธรรมกลายเปน อารมณเครื่องผูกพันจิตใจใหยินดี ยินราย เมื่อเวลาเนิ่นผานไป ชาวจิตตนครยังคงเพลิดเพลินไปกับงานรื่นเริงตางๆ ที่จัดขึ้น โดยมิได สังเกตเห็นวามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น มีภูเขาสูงโอบลอมทั้ง ๔ ทิศเคลื่อนขยับเขามา เมืองจิตตนคร เกิดความแปรปรวนชำรุด ถนน ๔ สายเริ่มแสดงอาการชำรุด ระบบสื่อสารเริ่มเชื่องชาไมวองไว เปนตน สมุทัยชวยปองกันเจาเมืองมิใหเห็นและคิดถึงความแกดวยวิธีการที่แยบยลหลายอยาง โดยใช นายชางตัณหาและวัสดุธาตุทง้ั ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ชวยกันบูรณะ ตกแตง ปกปด รองรอยความชำรุด ใหดูเหมือนใหม จัดมาคอยตอนรับพรอมคำยกยอปอปน เมื่อสมุทัยเห็นวานครสามีกำลังโปรดปราน จึงเห็นเปนโอกาสที่จะแสดงแสนยานุภาพและดึงใจผูคนใหเขามาสนับสนุนฝายตน จึงขออนุญาตใหมี การเดินสวนสนามผานพักตร เพือ่ แสดงแสนยานุภาพกองทัพใหญสงั โยชนเดินสวนสนาม แสดงอำนาจ ความยิ่งใหญ เปนที่ตื่นเตนยินดี ผูกใจชาวจิตตนคร หลังจากกองทัพสังโยชนเดินสวนสนามเสร็จเปน ที่เรียบรอยแลว ก็มีเสียงเรียกรองจากชาวจิตตนครใหมีการแสดงของกองทัพมรรค สวนแมทัพใหญ ๙ .ปฏิฆะ ๖.รูปราคะ ๗.กิเลสวัฏฏะ ๒.อรูปราคะ ๘.กัมมวัฏฏะ ๓.สีลัพพตปรามาส ๔.อวิชชา สังโยชนเหลานีส้ มุทยั มอบใหอยูใ นสังกัดของคูอ าสวะโดยตรงทัง้ เปนสหายสนิทของคูอ าสวะ ตั้งแต ๑ ถึง ๕ เปนพวกชั้นต่ำคือหยาบ เรียกวา โอรัมภาคิยะ ตั้งแต ๖ ถึง ๑๐ เปนพวกชั้นสูง คือละเอียด เรียกวา อุทธัมภาคิยะ ซึง่ เครือ่ งผูกเหลานี้ เปนเครือ่ งผูกทีเ่ หนียวแนนมาก ยากทีม่ องเห็น และตัดขาดไดยาก สมุทัยสรางวงกลมใหญไตรภูมิโลก ใหชาวเมืองเวียนวน นอกจากนีเ้ พือ่ ทีจ่ ะใหทกุ คนอยูใ นอำนาจ ใตการครอบครอง สมุทยั ยังสรางใหเกิดการวนเวียน ก็คือสรางวงกลมใหญกลางเมืองจิตตนคร สรางเสนทางเปนเสนรอบวงกลม มีเสนทางซับซอน และสรางภพภูมิตางๆ ไวตางเสนรอบวงกลม รวมกันเรียกวา ไตรภูมิ คือ กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ และอรูปาวจรภูมิ โดยมีนายชางชือ่ สัน้ วา กรรม เปนผูส ราง และนายชางชือ่ วา กิเลส เปนผูเ ขียนแบบ แปลนแผนผัง กรรมและกิเลสทัง้ สองนีเ้ ปนนายชางคูส ำคัญทีส่ ดุ ของสมุทยั ซึง่ สมุทยั ก็ไดปกปดความจริง ในเรื่องนี้ แตไมอาจปกปดพระบรมครูได พระองคทรงทราบและไดตรัสบอกวา ไตรภูมิโลก นี้ก็คือ วิบาก ในการแสดงไตรภูมิโลก สมุทัยไดจัดงานสังสารวัฏขึ้น ชาวจิตตนครตางเขามาเที่ยวชมติดใจ วนเวียนทองเที่ยวไปๆ มาๆ โดยไมยอมผละออกไป เมื่อไดเห็นผูคนทั้งเมืองเนืองแนนขนัดติดอยูใน ไตรภูมิ สมุทัยยังมีวิธีทำใหเนิ่นชาคือทำใหหลงวนเวียนอยูในวััฏฏะทั้ง ๓ คือ ๑.กามราคะ ๕.สักกายทิฏฐิ ๒.วิจิกิจฉา ๓.ตรัสบอกแกคูบารมีถึงเครื่องผูกทั้ง ๑๐ หรือสังโยชน ๑๐ ซึ่งไดแก ๑.อุทธัจจะ ๑๐.มานะ ๙.

กองทัพมรรคเมื่อคำนึงถึงพระพุทธปฏิปทาที่องคบรมครูทรงใชปาฏิหารย ๓ ในการประกาศ พระศาสนา คือ อิทธิปาฏิหาริย แสดงฤทธิ์เปนอัศจรรย อาเทสนาปาฏิหาริย ดักใจเปนอัศจรรย และอนุสาสนีปาฏิหาริย สั่งสอนใจเปนอัศจรรย จึงเห็นวาการแสดงกำลังของกองทัพใหญมรรคให ปรากฏแกชาวจิตตนคร หาใชเปนการแสดงความโออวดไม จึงไดกำหนดสถานที่แสดงกำลัง โดยมี ขอแมวา ประชาชนชาวจิตตนครผูท จ่ี ะมาดูชมการแสดง ก็จะตองอยูใ นอิรยิ าบถทีม่ คี วามเคารพ เมือ่ ถึง วันเวลาที่กำหนด กองทัพมรรคไดแสดงพลังและอำนาจของธาตุทั้ง ๔ จนชาวจิตตนครเกิดความตกใจ กลัวและนมัสการองคพระบรมครู ตลอดจนรับพระรัตนตรัยเปนที่พึ่ง จึงขจัดความกลัว จิตใจสงบ จากนั้นไดแสดงใหชาวจิตตนครเห็นถึงกรรมและผลของกรรม เห็นชาตินี้และอดีตชาติถอยหลังไป จึงเกิดความคิดวาจะหยุดเกิดเพียงเทานี้หรือจะมีชาติตอไป เมื่อชาวจิตตนครเกิดความรูรับรองในชาติ หนาและในกรรมกับผลกรรม โดยเฉพาะอนาคตเบื้องหนาของแตละคน ก็จะตองเปนไปตามกรรมใน อดีตบาง ในปจจุบันนี้เองบาง และไดแสดงเนนใหเห็นความสำคัญของปจจุบันวาอาจเปลี่ยนอนาคต ของทุกๆ คนได ในขณะที่ชาวจิตตนครกำลังพิจารณาสงสัยในการทำกรรมดีละเวนกรรมชั่ว ก็ปรากฏ เสียงองคพระบรมครูดังขึ้นแสดงธรรม หลังจากสิ้นพระสุรเสียง ก็เกิดความสงบขึ้นทั่วจิตตนคร ทิฏฐิมานะในจิตใจของชาวจิตตนครก็สงบลง บรรดาหัวโจกลูกสมุนทั้งของสมุทัยก็ตองหลบถอยไป เพราะไมอาจจะแทรกแซงอยูในที่สงบ แตก็คอยหาโอกาสอยูหางๆ หากเกิดความไมสงบขึ้น ก็จะวิ่ง เขาแทรกแซงทันที กองทัพมรรคเริ่มออกเดิน แสดงกำลังโดยอนุโลมและปฏิโลมจัดออกเปนกองทัพ พิเศษ จิตตสิกขา สีลสิกขาและปญญาสิกขา ตอจากนัน้ ไดแสดงอนุปพุ พปฏิปทาแหงกองทัพมรรคแปรรูป ในลักษณะตางๆ นับตัง้ แตธรรมหมวด ๑ หมวด ๒ ขึน้ ไป จนถึงโพธิปก ขิยธรรม ๓๗ ประการ เปนตน กระจายออกไปเปน ๘๔๐๐๐ พระธรรมขันธ สรุปลงในลำดับธรรมไดเปน ศีล อินทรียสังวร สติสัมปชัญญะ สันโดษ จิตตปริโสธนะ และฌาน ทำใหชาวจิตตนครทั้งปวงไดมีจิตซาบซึ้งใน พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ตอจากนั้นก็มีเสียงประกาศกองขอรับพระรัตนตรัยเปน สรณะ และมีเสียงรองประกาศขึ้นในหมูชาวจิตตนครวา “สมุทัยเปนทุกขสมุทัย เหตุใหเกิดทุกข อาสวสมุทัย เหตุใหเกิดอาสวะ คือกิเลสที่ดองสันดานสัตวหาใชเปนสุขสมุทัย เหตุใหเกิดสุขโดย แทจริงไม” ภูเขากระชับโอบลอม ถนน ๔ แพรงทรุดพัง ระบบสื่อสารชำรุด ขณะที่สถานการณทางทหารในจิตตนครกำลังตึงเครียดที่สุดนั้น สถานการณทางธรรมชาติ ทุกอยางของจิตตนครก็ทวีความคับขันขึ้นมา ภูเขาสูงเสียดฟากระชับโอบลอมเขามา ถนน ๔ แพรง ทรุดพัง ระบบสื่อสารชำรุด โรงงานเกาแกชำรุด ผลิตของไมดีออกมา สมุทัยไดเปดประชุมหารือกับ คูอ าสวะและสังโยชนบดีแมทพั ใหญสงั โยชน เพือ่ ทีจ่ ะควบคุมนครสามีและทำลายกองทัพมรรค คูอ าสวะ พยายามใกลชดิ เจาเมืองคอยเติมอวิชชา ภพ และกาม ใหนครสามีเขาใจผิดวาภูเขาวงลอมนัน้ เปนภูเขา ๑๐ .

กระดาษ ใชไมขดี กานเดียวก็เผาเสียได ตัวเรานีใ้ หญโตเทีย่ งแท สมุทยั พยายามสรางมายาปดบังอำพราง สัจจะ ใสอารมณอนั เปนทีต่ ง้ั แหงราคะ โทสะ โมหะ และความมัวเมาตางๆ เขาในจิตตนครอีกมากมาย แตหาไดเปนตามตองการไม เนื่องจากคูบารมีก็ไดคอยรักษาอยูใกลชิดเชนเดียวกัน และคอยเพิ่มเติม บารมีธรรมใหแกนครสามี เปนตนวา ปญญาบารมี ประกอบกับนครสามีกไ็ ดถงึ พระรัตนตรัยเปนสรณะ เฉพาะตนครัง้ หนึง่ จิตตธาตุหรือวิญญาณธาตุซง่ึ เปนธาตุรอู นั วิเศษของนครสามีจงึ แจมใสขึน้ การแสดง กำลังของกองทัพมรรค ทำใหธาตุรูของนครสามีไดเห็นวาที่แทสมุทัยคือบอเกิดแหงทุกข เจาะแทงทะลุ บรรดาอารมณและมายาทั้งปวงของสมุทัยออกมาเห็นภัยเฉพาะหนาตามความเปนจริง รูวาภูเขาที่โอบ ลอมรุกเขามานัน้ เปนภูเขาหินจริงหาใชภเู ขากระดาษไม ภูเขาทีก่ ำลังกลิง้ รุดเขามา ความรูส กึ หยิง่ ผยอง ในตัวเราทีใ่ หญโตไดหายไป กลายเปนตัวเราทีข่ ลาดกลัวตองการแตทจ่ี ะหนีภยั ทีก่ ำลังคุกคาม เมือ่ ธาตุ รูแจมแจง คูอาสวะถอยหาง คูบารมีปรากฏขึ้นอยางแจมชัด ทำใหนครสามีเกิดความปติโสมนัสวาได พบมิตรแทเปนที่พึ่งแลว เปนเหตุใหความกลัวหายไปเกือบหมดสิ้น คูบารมีไดเตือนขึ้นวา ขอนครสามี และชาวเมืองจิตตนครทั้งหมดตั้งจิตระลึกถึงองคพระบรมครูสัมมาสัมพุทธเจา ถึงพระองคพรอมทั้ง พระธรรม พระสงฆ เปนสรณะที่พึ่งกำจัดภัยเถิด อยานึกถึงสิ่งอื่นใหเปนการไมแนนอน เปนการโลเล และไดทรงแนะนำกิจที่พึงจะทำได ๔ อยางไดแก ธรรมจริยา สมจริยา กุศลจริยา และบุญกริยา องคพระบรมครูยงั ไดทรงรับรองพระดำรัสกราบทูลของพระราชา และไดมเี สียงกลาวสรุปวา ภูเขารอบ ทั้ง ๔ ทิศ เฉกเชนความแกและความตายที่ครอบงำสัตวทั้งหลาย ไมมีใครละเวนไปได ขอใหพากัน ประพฤติธรรม พากันทำบุญทำกุศลเถิด นครสามีและชาวจิตตนครพากันศรัทธาในพระรัตนตรัย นครสามีพรอมดวยชาวจิตตนครทั้งสิ้นพากันตั้งศรัทธาในพระรัตนตรัยมั่นคง และพากัน ประพฤติธรรมบำเพ็ญกุศลทัว่ ทัง้ เมือง คือพากันทำทาน สมาทานรักษาศีล และบำเพ็ญภาวนาคืออบรมใจ และปญญา จากนัน้ คูบ ารมีไดเชิญทูตสมถะและวิปส สนาเขาสูจ ติ ตนคร สมุทยั ทราบความและเพือ่ ปองกัน มิใหทตู ทัง้ คูน น้ั เขาเมืองมาได จึงเกิดสัปประยุทธกนั อยางหลีกเลีย่ งไมได ทายทีส่ ดุ ฝายคูบ ารมีไดรบั ชนะ เกิดความสงบขึ้นทั่วเมือง สติเปดทวารใหคูทูตสมถะและวิปสสนาเขามา พรอมมอบพุทธสาสนซึ่ง กลาวถึง มัชฌิมาปฏิปทาและอริยสัจจะ ๔ แกนครสามี ครั้นพระพุทธสาสนไดแสดงทางปฏิบัติ และ ความตรัสรูแหงองคพระบรมครูแลว หลังจากนครสามีอานจบ เขาใจแลว จึงไดเพงพินิจทูตทั้งคู ขณะเดียวกันสมุทัยก็ไดสั่งกองทัพสังโยชนใหทำการโจมตีกองทัพใหญมรรคทันที เพราะเปนจังหวะ สุดทายทีจ่ ะขัดขวางทำลายฝายบารมี การโจมตีเริม่ ขึน้ คูบ ารมีไดสนับสนุนอยางเต็มที่ ขอใหนครสามี อยาทิง้ คูท ตู ทัง้ สอง ใหดำเนินการเพงพินจิ ตอไป นครสามีจงึ สิน้ นิวรณ สัจจะ ๔ เริม่ ปรากฏ กองทัพนอย สังโยชนทั้ง ๓ คือสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ถูกทำลาย บรรดาทุจริตและหัวโจก อันธพาลวายรายทั้งปวงก็วอดวาย ไปสิ้นพรอมกัน สมุทัยกับคูอาสวะไดสลบไสลไปครูหนึ่งจึงฟนขึ้น มา แตกก็ ลับเปนสมุทยั กับคูอ าสวะอีกคนหนึง่ ซึง่ หายความรายกาจไปเปนอันมากและขอสงบพักรบกับ กองทัพใหญมรรคทันที ขณะเดียวกันธรรมจักษุบงั เกิดผุดขึน้ แกนครสามี ไดพบอาภรณพเิ ศษ ๔ อยาง ๑๑ .

ละสังโยชนทั้ง ๓ เขาสูกระแสธรรม บรรลุโสดาบัน ภูเขาสูงชันจรดฟาลอมกระชับแนนทั้ง ๔ ทิศโดยรอบ คูบารมีกับบุญกิริยาและชาวเมืองผูติดตามไดเตรียมการอพยพใหญ มีทั้งกองทัพใหญมรรค มีคูอาสวะกับกองทัพใหญสังโยชนที่เหลือซึ่งบัดนี้เล็กลง พรอมทั้งสมุทัยก็อพยพติดตามนครสามีไปดวย เพราะทั้ง ๒ ฝายเปนอันพักรบกันไวชั่วคราว และตกลงอพยพไปดวยกัน เมื่อภูเขาวงรอบนั้นไดกลิ้งบดขยี้ปราการเมืองเขามาทำลายทุกๆ อยางไปโดยลำดับ กลาวคือ เริ่มทำลายระบบวจีสังขาร ดับวิตกวิจาร ทำลายกายสังขาร ดับสังขาร และทำลายระบบจิตตสังขาร ดับสัญญา เวทนา ระบบทั้งหมดดับลงในที่สุด จากนั้น นครสามีกับคณะก็ไดอพยพออกจากจิตนครทันที ไปสูแดนเกษมสวัสดี กองทัพทั้ง ๒ ฝายตางตรึงกำลังคุมเชิงซึ่งกันและกัน หิริโอตตัปปะ คุมเชิงกับ หัวโจกทั้ง ๓ และพรรคพวกอันธพาล ที่บริเวณ จุดตรวจตราทั่วๆ ไป ท รช ั้น ท ั ้ง สต ิ ั ้น ใน กั บ กช อิ น ทว า นอ ร ียส ั งวร มณและนิวรณ ท ร า อ บ ั ก ี ่ บร ิ เ ว ง ิ ช เ ุคม ณ ๖ สัมมาทิฏฐิ โยนิโสมนสิการ และสัจจะ อัปปมาทธรรม คุมเชิงกับ ปมาทธรรม คุมเชิงกับ มิจฉาทิฏฐิ อโยนิโสมนสิการ และมายา ที่บริเวณ ใจกลางเมือง สันโดษ ที่บริเวณ สมองเมือง คุมเชิงกับ สติสัปชัญญะ อิจฉา โลภะและมัจฉริยะ คุมเชิงกับ ที่บริเวณ จุดการปนสวนทรัพยสิน อสติสัมปชัญญะ ที่บริเวณ จราจรและอิริยาบถ ศีล วินัยและสุจริต ๓ คุมเชิงกับ ทุจริต ๓ ที่บริเวณ ไตรทวาร .

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful