You are on page 1of 74
วิถีแหงความรูแจง ถาทานผูใดประสงคจะพิมพแจกเปนธรรมทาน โปรดพิมพไดโดยไมตองขออนุญาต หากพิมพเพื่อจําหนาย ขอสงวนสิทธิ์ คํานํา วิถีแหงความรูแจงถึงพระสั ทธรรมทางพระพุทธศาสนา ไดแ กการเจริญสติ นอกจากการเจริญสติแลว ไมมีหนทางแหงความรูแจงทางที่สอง การเจริญสติ หรือการทําความรูตัว เปนวิถีทางที่ตรงไปตรงมาที่สุด ที่จะพาเรา แหวกออกจากโลกของความปรุงแตง หรือความคิดนึกทั้งหลาย ซึ่งปดกั้นเราไวจากสัจ ธรรมที่แทจริง ทันทีที่เราแยกตนเองออกจากโลกของความคิดปรุงแตงได จิตของเราจะ มีคุณภาพที่จะมองเห็นปรมัตถธรรมที่กําลังปรากฏและเกิดดับ ไดแกจิตและเจตสิก อัน เปนฝายนามธรรมและรูปธรรมทั้งปวง เมื่อจิตรูแจงและปลอยวางปรมัตถธรรม ฝาย รูปธรรมและนามธรรมไดแลว เราก็จะบรรลุถึงสัจจะอันแทจริง ซึ่งอยูเหนือความปรุง แตงทั้งปวง การบรรลุถึงสัจจะที่จะเหนือความปรุงแตง จะกระทําไมไดดวยการปฏิบัติที่เปน ความปรุงแตง อาทิ การทําทาน การถือศีล และการทําสมาธิที่ถูกตอง (ไมตองกลาวถึง การทําทาน การถือศีล และการทําสมาธิที่ผิด คือเจือดวยโมหะและโลภะ) ตัวอยางเชน เมื่อเกิดความตระหนี่ก็ทําทานเพื่อลดความตระหนี่ เมื่อถูกราคะและโทสะครอบงําจิตใจ จนลนออกมาเปนการทําผิดทางกายและวาจา ก็ถือศีลเพื่อเปนกรอบกั้นการทําผิดทาง กายและวาจาไวกอน หรือเมื่อจิตฟุงซานก็ทําความสงบ เมื่อมีกามราคะก็พิจารณาอสุภะ ฯลฯ สิ่งเหลานี้ แมจะเปนประโยชนมากและควรทํา แตก็เปรียบเหมือนกับการแก อาการของโรคเทานั้น ยังไมถึงขั้นการขจัดตนตอหรือสาเหตุของโรค การจะปฏิบัติจนจิตเขาใจถึงสภาพธรรมที่เหนือความปรุงแตง จะกระทําไดดวย การลืมตาตื่นออกจากโลกของความคิดฝนปรุงแตง แลวหันหนามาเผชิญกับปรมัตถ ธรรมที่กําลังปรากฏดวยจิตที่เปนกลาง พนจากความหลงยินดียินรายแมแตกับกิเลสบาป ธรรม ไมเพงจอง และไมเผลอเติมความคิดปรุงแตงลงในการรับรู นี้คือวิถีที่จะรีด กระแสความคิดปรุงแตงใหเรียวเล็กจนขาดลง เมื่อกระแสของความปรุงแตงขาดลง สภาพธรรมที่พนจากความปรุงแตงก็จะปรากฏออกมาเอง การทําความรูตัว เปนสิ่งที่เราไมคุนเคย เพราะเราคุนเคยแตกับความไมรูตัวแลว หลงอยูในโลกของความคิดฝน จึงจําเปนที่เราจะตองศึกษา ทําความเขาใจ แลวลงมือ ปฏิบัติอยางจริงใจ หนังสือเลมนี้ ไดนําเสนอขอเขียนบางสวนของอุบาสกนักปฏิบัติผูหนึ่งคือ นาย ปราโมทย สันตยากร / “สันตินันท” / “อุบาสกนิรนาม” ทั้ง 4 เรื่อง มีสาระเดียวกันคือ นํ า เสนอแนวทางการเจริ ญ สติ เพี ย งแต มี ค วามยากง า ยในการอธิ บ ายแตกต า งกั น นับตั้งแต (1) เรื่อง “แดเธอผูมาใหม : เรื่องเรียบงายและธรรมดาที่เรียกวาธรรมะ” จะ เปนการนําเสนอสําหรับผูที่ไมคุนเคยกับศัพททางพระพุทธศาสนา (2) เรื่อง “แนวทาง ปฏิบัติธรรมโดยสังเขป” เปนการขยายความใหลึกลง (3) เรื่อง “แนวทางปฏิบัติธรรม ของพระราชวุฒาจารย (หลวงปูดูลย อตุโล)” เปนการแจกแจงการปฏิบัติแบบหนึ่ง ของศิษยผูหนึ่ง ซึ่งไดรับการชี้แนะแกนคําสอนในเชิงปฏิบัติจากหลวงปูดูลย (ควรเขาใจ วา ศิษยทานอื่นก็อาจมีวิธีการปฏิบัติตามแกนคําสอนของหลวงปู แตกตางกันบางตาม จริตนิสัย) และ (4) เรื่อง “การดูจิต : ความหมาย วิธีการ และผลของการปฏิบัติ” เปน การอธิบายในเชิงวิชาการ เพื่อสรางความเขาใจที่ตรงกันระหวางนักปริยัติกับนักปฏิบัติ ขอชาวพุทธจงรูจักวิถีแหงความรูแจง และมีสวนแหงความรูแจงตามรอยบาท ของพระศาสดาโดยทั่วถึงกันเทอญ (1 พฤศจิกายน 2544) “เราไมไดปฏิบัติเพื่อดับสังขารขันธ หรือเวทนาและสัญญาขันธ แตปฏิบัติเพื่อจะรูทันความเกิดดับของมัน ดวยจิตที่เปนกลาง ถาคิดจะดับมัน จิตจะเกิด ความรําคาญใจขึ้นมาเล็กๆแบบไมรูตัวครับ เรียกวากิเลสเกิดขึ้น แตเรารูไมทัน จิตจึงไปปฏิเสธสภาพธรรมที่กําลังปรากฏอยู” แดเธอผูมาใหม : เรื่องเรียบงายและธรรมดาที่เรียกวาธรรมะ โดยคุณ : สันตินันท ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๒ / ๑๔:๐๗:๒๙ น. เปนการยากที่เราจะเห็นไดวา ธรรมะเปนเรื่องเรียบงายและธรรมดาที่สุด เพราะ ภาพลักษณของศาสนา หรือของธรรมะที่เรารูจักนั้น ดูอยางไรก็ไมธรรมดาเลย เริ่ม ตั้งแตภาษาที่ใชเต็มไปดวยภาษาบาลี มีศัพทที่มีความหมายเฉพาะมากมาย แคทําความ เขาใจศัพทก็ยากนักหนาแลว พอรูศัพทแลวลงมือศึกษาตําราจริงๆ ก็พบความยากอีก คือธรรมะที่พระพุทธเจา ทรงสอนไวมีมากเหลือเกิน และตําราที่พระรุนหลังลงมาทานเขียนไวก็มีอีกมากมาย บางทานพอใจที่จะลงมือปฏิบัติ ก็มีปญหาอีกวา สํานักปฏิบัติมีมากมายทุกสํานัก บอกวาแนวทางของตน ถูกตรงที่สุดตามหลักมหาสติปฏฐาน บางทีก็ทับถมสํานักอื่น หนอยๆ วา สอนไมตรงทาง ความยากลําบากนี้พบกันทุกคนครับ ทําใหผมตองนั่งถามตนเองวา เปนไปได หรื อ ไม ที่ เ ราจะศึ ก ษาธรรมได อ ย า งง า ยๆ โดยไม ต อ งรู ศั พท บ าลี หรือ ไม ต อ งอ า น หนังสือ หรือเขาสํานักปฏิบัติใดๆ เลย *********************************** ความจริงธรรมะที่พระพุทธเจาสอนไวเปนเรื่องงาย ๆ ธรรมดาๆ ดังที่ผูไดฟง ธรรมจากพระโอษฐมักจะอุทานวา "แจมแจงนักพระเจาขา ธรรมที่ทรงแสดงเหมือนดัง เปดของคว่ําใหหงาย" ซึ่งก็ไมนาแปลกใจอะไรนักที่ผูฟงจะรูสึกเชนนั้น ก็เพราะผูฟง เอง เกิดมากับธรรม อยูกับธรรม จนตายไปกับธรรม เปนอยางนี้มาแตไหนแตไรแลว เพียงแตมองไมเห็นวา ธรรมไดแสดงตัวอยูที่ไหน เมื่อพระพุทธเจาทรงชี้แนะก็สามารถรู เห็นตามไดโดยงาย อีก ประการหนึ่ง พระผู มีพ ระภาคเจา ทรงถึง พร อมด ว ยความรอบรู สามารถ อธิบายธรรมอันยุงยากซับซอนใหยนยอเขาใจงาย สามารถขยายความธรรมอันยนยอให กวางขวางพอเหมาะแกผูฟง ทรงปราศจากอุปสรรคทางภาษา คือสามารถสื่อธรรมดวย ภาษาที่ผูฟงเขาใจไดงายๆ ไมเหมือนผูศึกษาและสอนธรรมจํานวนมากในรุนหลัง ที่ทําธรรมะซึ่งเปนเรื่อง ใกลตัวและแสนธรรมดา ใหกลายเปนเรื่องยุงยากซับซอนและไกลตัวเสียเหลือประมาณ จนเกินความจําเปนเพื่อความพนทุกข และสั่งสอนดวยภาษาที่ผูฟงไมสามารถเขาใจได โดยงาย *********************************** แทจริงแลว ธรรมเปนเรื่องใกลตัว ใกลจนถึงขนาดที่เรียกวา เปนเรื่องเกี่ยวกับ ตัวเราเอง และขอบเขตของธรรมะก็มีเพียงนิดเดียวคือ ทําอยางไรจึงจะไมเกิดความ ทุกข ถาจะศึกษาธรรมะ ก็ศึกษาลงไปเลยวา "ความทุกขอยูที่ไหน เกิดขึ้นไดอยางไร และดับไปไดอยางไร" และความสําเร็จของการศึกษาธรรมะ อยูที่ปฏิบัติจนเขาถึงความ พนทุกข ไมใชเพื่อความรอบรูรกสมอง หรือเพื่อความสามารถในการอธิบายแจกแจง ธรรมไดอยางวิจิตรพิสดาร แทจริงแลว ความทุกขของคนเราอยูในกายในจิตของตนนั่นเอง สนามศึกษา ธรรมะของเรา จึงอยูที่กายที่จิตนี้แหละ แทนที่เราจะเที่ยวเรียนรูออกไปภายนอก ก็ให เรายอนเขามาศึกษาอยูในกายในจิตของเรานี้แหละ วิธีการก็ไมมีอะไรมาก ขอเพียงให หัดสังเกตกายและจิตของเราเองใหดี เริ่มตนงายๆ จากการสังเกตรางกายกอนก็ได ขั้นแรก ทําใจใหสบายๆ อยาเครงเครียด อยาไปคิดวาเราจะปฏิบัติธรรม แตให คิดเพียงวา เราจะสังเกตดูรางกายของเราเองเทานั้น สังเกตแลวจะรูไดแคไหนก็ไม เปนไร เอาแควาจะเฝาสังเกตใหไดเทาที่ทําไดก็พอ เมื่อทําใจสบายๆ แลว ลองนึกถึงรางกายของเรา นึกถึงใหรูพรอมทั้งตัวเลยก็ได เหมือนเรากําลังดูหุนยนตอยูสักตัวหนึ่ง ที่มันเดินได เคลื่อนไหวได ขยับปากได กลืน อาหารอันเปนวัตถุเขาไปในรางกาย ขับถายกากอาหารออกจากรางกาย ถาเราเห็นหุนยนตที่ชื่อวาตัวเรา มันทําโนนทํานี่ไปเรื่อยๆ เราเปนคนดูเฉยๆ ถึง จุ ดหนึ่งก็จะเห็ นแจงประจัก ษ ใจเองว า ร างกายนี้ไม ใ ช ตั ว เรา มั นเป น วั ตถุ กอนหนึ่ ง เทานั้น มีความไมหยุดนิ่ง ไมคงที่ แมแตวัตถุที่ประกอบเปนเจาหุนตัวนี้ ก็ยังมีความ เปลี่ยนแปลงไหลเขาไหลออกอยูตลอดเวลา เชนหายใจเขาแลวก็หายใจออก กินอาหาร และน้ําแลวขับถายออก ไมใชสิ่งที่เปนกอนธาตุที่คงที่ถาวร ความยึดถือดวยความหลง ผิดวา กายเปนเราก็จะบรรเทาเบาบางลงได แลวก็จะเห็นอีกวา ยังมีธรรมชาติที่เปนผูรู รางกาย อาศัยอยูในรางกายนี้เอง เมื่อเห็นชัดแลววา กายนี้เปนแคกอนธาตุ ไมคงที่ ไมใชตัวเรา คราวนี้ก็ลองมา สังเกตสิ่งที่ซอนเรนอยูในรางกายนี้ตอไป เปนการเรียนรูเรื่องของเราเองใหละเอียด ยิ่งขึ้นไปอีก สิ่งที่แฝงอยูในรางกายที่เห็นไดงายๆ คือความรูสึกเปนสุขบาง เปนทุกขบาง เฉยๆ บาง เชนเมื่อเราเห็นหุนยนตตัวนี้เคลื่อนไหวไปมา ไมนานก็จะเห็นความเมื่อย ปวด ความหิวกระหาย หรือความทุกขอยางนั้นอยางนี้แทรกเขามาเปนระยะๆ พอความ ทุกขนั้นผานไปทีหนึ่ง ก็จะรูสึกสบายไปอีกชวงหนึ่ง(รูสึกเปนสุข) เชนกระหายน้ํา เกิด เปนความทุกขขึ้น พอไดดื่มน้ํา ความทุกขเพราะความกระหายน้ําก็ดับไป หรือนั่งนานๆ เกิดความปวดเมื่อย รูสึกเปนทุกข พอขยับตัวเสีย ก็หายปวดเมื่อย รูสึกวาทุกขหายไป (รูสึกเปนสุข) บางคราวมีความเจ็บไขไดปวย ก็จะรูความทุกขทางกายไดตอเนื่องยาวนานขึ้น เชนเกิดปวดฟนติดตอกันนานๆ เปนวันๆ ถาคอยสังเกตรูความทุกขที่เกิดขึ้นนั้น ก็จะ เห็นชัดวา ความปวดนั้นเปน สิ่งที่แทรกอยูกับเหงือกและฟน แตตัวเหงือกและฟน มัน ไมไดเจ็บปวดดวยเลย กายเหมือนหุนยนตที่ไมมีความเจ็บปวด เพียงแตมีความเจ็บปวด เปนอีกสิ่งหนึ่งที่แฝงอยูในกาย เราก็จะรูชัดวา ความรูสึกสุข รูสึกทุกข หรือรูสึกเฉยๆ ไมใชรางกาย แตเปนสิ่ง อีกสิ่งหนึ่งที่แทรกอยูในรางกาย และที่สําคัญ เจาความรูสึกเหลานั้น ก็เปนสิ่งที่กําลังถูก รู ถูกดูอยูเชนเดียวกับรางกายนั้นเอง ถัดจากนั้น เรามาเรียนรูเรื่องราวของตัวเองใหละเอียดมากขึ้น คือคอยสังเกตใหดี วา เวลาที่เกิดความทุกขขึ้นนั้น จิตใจของเรามันจะเกิดความหงุดหงิดรําคาญใจตามมา ดวย เชนหิวขาวแลวจะโมโหงาย เหนื่อยก็โมโหงาย เจ็บไขก็โมโหงาย เกิดความใคร แลวไมไดรับการตอบสนองก็โมโหงาย ใหเราหัดรูใหเทาทันความโกรธที่เกิดขึ้น ใน เวลาที่เผชิญกับความทุกข ในทางกลับกัน เมื่อเราไดเห็นของสวยงาม ไดยินเสียงที่ถูกใจ ไดกลิ่นหอมถูกใจ ไดลิ้มรสที่อรอย ไดรับสิ่งสัมผัสรางกายที่นุมนวล มีอุณหภูมิพอเหมาะ ไมรอนหรือ หนาวเกินไป ไดคิดถึงสิ่งที่พอใจ เราจะเกิดความรักใครพึงพอใจในสิ่งที่ ไดเห็น ไดยิน ไดกลิ่น ไดรส ไดสัมผัส และไดคิดนึกนั้น ก็ใหเรารูเทาทันความรักใครพอใจที่เกิดขึ้น นั้น พอเรารูจักความโกรธ หรือความรักใครพอใจแลว เราก็สามารถรูจักกับอารมณ อยางอื่นๆ ไดดวย เชนความลังเลสงสัย ความอาฆาตพยาบาท ความหดหูใจ ความอิจฉา ริษยา ความคิดลบหลูผูอื่น ความผองใสอิ่มเอิบของจิตใจ ความสงบในจิตใจ ฯลฯ เมื่อเราเรียนรูอารมณหรือความรูสึกเหลานี้มากขึ้นๆ เราก็จะเริ่มรูวา ความจริง แลว อารมณทุกอยางนั้นไมคงที่ เชนเมื่อโกรธ และเราก็รูอยูที่ความโกรธนั้น ก็จะเห็น ระดับของความโกรธเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา อยูไปๆ ความโกรธก็ดับไปเอง และไม วาความโกรธจะดับหรือไมก็ตาม ความโกรธก็เปนแคสิ่งที่ถูกรู ไมใชตัวเรา ไมมีเราอยู ในความโกรธ แมอารมณอื่นๆ ก็จะเห็นในลักษณะเดียวกับความโกรธนี้ดวย ถึงตอนนี้ เราจะรูชัดวา รางกายก็เปนแคหุนยนตตัวหนึ่ง ความรูสึกสุขทุกข และ อารมณทั้งหลาย ก็เปนสิ่งที่ถูกรู ไมใชตัวเรา เมื่อหัดสังเกตเรียนรูจิตใจตนเองมากขึ้น คราวนี้ก็จะเห็นการทํางานของจิตใจไดชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนรูความจริงวา ความทุกขเปน เพียงสิ่งที่มีเหตุทําใหเกิดขึ้นเปนคราวๆ เทานั้น เราจะพบพลังงานหรือแรงผลักดันบางอยางในจิตใจของเรา เชนพอเห็นผูหญิง สวยถูกใจ พอจิตใจเกิดความรูสึกรักใครพอใจแลว มันจะเกิดแรงผลักดันจิตใจของเรา ใหเคลื่อนออกไปยึ ดเกาะที่ผูหญิงคนนั้ น ทํ าใหเราลืม ดู ตัวเอง เห็ นแต ผูหญิงคนนั้ น เทานั้น (เรื่องจิตเคลื่อนไปไดนี่ ถาเปนคนที่เรียนตําราอาจจะงงๆ แตถาลงมือปฏิบัติจริง จะเห็นวา ความรับรูมันเคลื่อนไปไดจริงๆ ตรงกับที่พระพุทธเจาทานพูดเรื่องจิตเที่ยวไป ไดไกล ไมมีคลาดเคลื่อนแมแตคําเดียว) หรือเมื่อเราเกิดความสงสัยในธรรม วาเราควรปฏิบัติอยางไร ก็จะเห็นแรงผลักดัน ที่บังคับใหเราคิดหาคําตอบ จิตใจของเราเคลื่อนเขาไปอยูในโลกของความคิด ตอนนั้น เราลืมดูตัวเราเอง เจาหุนยนตนั้นก็ยังอยู แตเราลืมนึกถึงมันก็เหมือนกับวามันหายไปจาก โลก ความรูสึกตางๆ ในจิตใจเราเปนอยางไร เราก็ไมรู เพราะมัวแตคิดหาคําตอบใน เรื่องที่สงสัยอยูนั่นเอง หัดรูทันจิตใจตนเองมากเขา ไมนานก็จะทราบดวยตนเองวา ความทุกขเกิดขึ้นได อยางไร ความพนทุกขเกิดขึ้นไดอยางไร สภาพที่ไมทุกข เปนอยางไร สภาพจิตใจมัน จะพัฒนาของมันไปเองทุกอยาง ไมตองไปคิดเรื่องฌาน เรื่องญาณ หรือเรื่องมรรคผล นิพพานใดๆ ทั้งสิ้น ถึงตรงนี้ อาจจะพูดธรรมะไมไดสักคํา แปลศัพทบาลีไมไดสักตัว แตจิตใจพน จากความทุกข หรือมีความทุกข ก็ทุกขไมมากและไมนาน *********************************** ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นเปนของฝากสําหรับผูเริ่มสนใจจะศึกษาธรรมะ เพื่อบอกวา ธรรมะ เปนเรื่องธรรมดาๆ เปนเรื่องของตัวเราเอง และสามารถเรียนรูไดไมยากนักดวย ตนเอง อยาพากันทอถอยเสีย เมื่อไดยินคนอื่นพูดธรรมะแลวเราฟงเขาไมรูเรื่อง เราไม ตองรูอะไรเลยก็ได รูแควา ทําอยางไรเราจะไมทุกข ก็พอแลว เพราะนั่นคือใจความ ทั้งหมดของพระพุทธศาสนา ซึ่งจําเปนที่คนๆ หนึ่งควรจะเรียนรูไว แนวทางปฏิบัติธรรมโดยสังเขป โดยคุณ สันตินันท วัน ศุกร ที่ ๗ มกราคม ๒๕๔๓ ๑๕:๔๑:๓๒ เพื่อนรวมทุกขจํานวนมาก ไปศึกษาการปฏิบัติธรรมกับผม และผมไดเห็นปญหา ที่ตามมาหลายอยาง เชนบางทานกลัววา พอไมไดอยูใกลผมแลว จะทําไมไดหรือทําไมถูก ถาเปนคน กรุงเทพก็ยังอุนใจวาจะพบผมไดอีกไมยากนัก แตคนตางประเทศหรือตางจังหวัด จะกังวลกันมากหนอย จึงอยากไดคูมือสําหรับการปฏิบัติอยางงายๆ แตเปนระบบ เพื่อความอุนใจวา จะใชเปนแนวทางปฏิบัติตอไปไดเมื่อไมพบผม บางทานฟงแลวยังสับสน ไมเขาใจ หรือไปจําธรรมที่ผมตอบคนอื่นเอาไปปฏิบัติ บาง ซึ่งเปนคนละขั้นตอน หรือคนละจริต ผลก็ไมตางจากการเอายารักษาโรคของคน อื่นไปรับประทาน จึงอยากเห็นภาพรวมของการปฏิบัติธรรมทั้งหมดที่ผมแนะนํา เพื่อ จะคลี่คลายความสับสนตรงนี้ไดบาง ปญหาอีกประการหนึ่งที่ผมทราบก็คือ เพื่อนบางทานถกเถียงกันเรื่องการปฏิบัติ ธรรม โดยนําคําแนะนําของผมที่ไดยินมาตางกรรมตางวาระ ไปเปนขออางอิงโตแยงกัน ผมจึงเห็นวา สมควรสรุปใจความยอของการปฏิบัติธรรม ตามที่ผมไดแนะนําหมู เพื่อน เพื่อใหเห็นภาพรวมของการปฏิบัติอยางเปนระบบ ตั้งแตเบื้องตนเปนลําดับไป เพื่อแกปญหาดังที่กลาวมาแลวขางตนนั้น *********************************** ๑. การสรางความเขาใจขอบเขตของพระพุทธศาสนา เพื่อนที่มีพื้นฐานความเขาใจเกี่ยวกับพระพุทธศาสนามานอย จะไดรับการปูพื้น ความเขาใจเสียกอนวา พระพุทธศาสนาไมใชยาแกสารพัดโรคครอบจักรวาล ไมใช เครื่องมืออยางเดียวในการดํารงชีวิตอยูในสังคม ดังนั้น ไมใชวาเปนนักเรียนก็เลิกเรียน เพื่อมาศึกษาพระพุทธศาสนา เพราะความรูทางโลกเปนสิ่งจําเปนสําหรับการดํารงชีวิต ในทางโลก ผูศึกษาพระพุทธศาสนาจําเปนตองรอบรูในศาสตรสาขาอื่นๆ ดวย และอยา เขาใจวา พระพุทธศาสนาเปนเรื่องอื่น นอกเหนือจากการเรียนรูเรื่องความทุกข และการ ปฏิบัติเพื่อความพนทุกข(ทางใจ) เทานั้น พระพุทธศาสนาไมไดมีไวเพื่อตอบปญหา เกี่ยวกับไสยศาสตร โชคลาง เจากรรมนายเวร ชาติโนนชาติหนา ผีสางเทวดา ฯลฯ ๒. เครื่องมือในการปฏิบัติธรรม ผูที่เขาใจแลววาพระพุทธศาสนาสอนเรื่องทุกขและการดับทุกข ก็จะไดรับการ แนะนําใหรูจักเครื่องมือสําหรับการปฏิบัติธรรม ไดแก สติ และ สัมปชัญญะ ผมมักจะพยายามแนะนําใหพวกเรา รูทัน สิ่งที่กําลังปรากฏกับจิต เชนความลังเล สงสัย ความอยาก ความกังวล ความสุข ความทุกข ฯลฯ เปนการหัดใหมี สติ ซึ่งเปน เครื่องมือรูอารมณที่กําลังปรากฏ และเฝากระตุนเตือนพวกเราใหทําความรูตัว ไมเผลอ ไมวาจะเผลอสงจิตไปทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือใจ สวนมากก็จะเผลอกันทางตา กับ ทางใจคือหลงเขาไปอยูใน โลกของความคิด กับเผลอไปเพงจองอารมณ เอาสติจอแนนเขาไปที่อารมณที่กําลัง ปรากฏ การกระตุ น ความไม เ ผลอและไม เ ผลอเพ ง ก็ คื อ การพยายามให พ วกเรามี สัมปชัญญะ คือความรูตัวไวเสมอๆ ๓. การเจริญสติปฏฐาน เมื่อพวกเรามีเครื่องมือหรืออาวุธในการปฏิบัติธรรมแลว ขั้นตอนตอไปผมจะ แนะนําใหพวกเราเจริญสติปฏฐาน คือมีสติสัมปชัญญะระลึกรู กาย เวทนา จิต และ/หรือ ธรรม ตามความถนัดของแตละบุคคล เชนใหรูอิริยาบถ รูความเคลื่อนไหวระหวางการ เดินจงกรม รูลมหายใจเขาออก เบื้องตนถาจิตยังไมมีกําลัง ก็ใหรูไปอยางสมถะ คือเอา สติจดจอสบายๆ ลงในกายที่ถูกรูนั้น เมื่อจิตมีกําลังขึ้นแลวก็ใหเห็นวา อิริยาบถ ความ เคลื่อนไหวกาย หรือลมหายใจนั้น เปนเพียงสิ่งที่ถูกรู ถูกเห็น ไมใชจิต มีความไมเที่ยง เปนทุกข เปนอนัตตาปรากฏอยูตอหนาตอตานั่นเอง เมื่อทําไดอยางนั้นแลว จิตจะมีกําลังสติสัมปชัญญะมากขึ้นอีก หากนามธรรมใด ปรากฏกับจิตก็สามารถจะรูเทาทันได เชนเกิดความรูสึกสุข รูสึกทุกข เกิดกุศล อกุศล ตางๆ ก็ใหรูทันนามธรรมนั้น ในลักษณะสิ่งที่ถูกรู เชนเดียวกับการรูรูปนั่นเอง อนึ่ง คนไหนมีกําลังรูนามธรรมไดเลย ผมมักแนะใหรูนามธรรมไปเลย หรือผูไม ถนัดจะระลึกรูนามธรรม สมัครใจจะรูรูปธรรมอยางเดียว ก็ได เมื่อจิตรูรูปธรรม หรือนามธรรมอยางตอเนื่องแลว พอมีกําลังสติปญญามากขึ้น ก็จะเห็นวา เมื่อจิตไปรูรูปธรรมหรือนามธรรมตางๆ แลว จิตจะมีความยินดี ยินราย หรือ เปนกลางขึ้นมา ผมมักแนะนําหมูเพื่อนใหระลึกรูความยินดียินราย หรือความเปนกลาง นั้น เมื่อจิตรูความยินดียินรายแลว ก็จะเห็นความยินดียินรายนั้นเกิดดับ เชนเดียวกับ รูปธรรมและนามธรรมทั้งปวงนั้นเอง แลวจิตปลอยวางความยินดียินราย เขาไปสูความ เปนกลางของจิต ตอนแรกความเปนกลางๆ จะมีสั้นๆ แลวก็มีความยินดียินรายเกิดขึ้น อีก ตอมาชํานิชํานาญขึ้น จิตจะเปนกลางมากขึ้นตามลําดับ ก็ใหผูปฏิบัติรูอยูที่ความเปน กลางของจิต เมื่อจิตมีกําลังขึ้น ก็จะสามารถจําแนกขันธละเอียดตอไปจนเขาถึง ใจ ได ในขั้ น ที่ จิ ต เฝ า ระลึ ก รู ค วามเป น กลางนั้ น ป ญ ญาชนจะเกิ ด โรคประจํ า ตั ว ๒ ประการเปนสวนมาก คือ (๑) เกิดความเบื่อหนาย แลวเลิกปฏิบัติ หรือ (๒) เกิดความลังเลสงสัยวา จะตองทําอะไรตอไปอีกหรือไม แลวเลิกปฏิบัติ โดยการ รู หันมาคิดคนควาหาคําตอบดวยการ คิด เอา แทจริงเมื่อจิตเขาไปรูอยูที่ความเปนกลางแลว ก็ใหรูอยูอยางนั้น แลวจิตเขาจะ พัฒนาของเขาไปเองเมื่อกําลังของ สติ สมาธิ ปญญาสมบูรณเต็มที่ นี้เปนขอสรุปแนวทางการปฏิบัติธรรมโดยสังเขป ที่ขอฝากไวใหกับหมูเพื่อน เพื่อประกอบการพิจารณาปฏิบัติตอไป *********************************** ความเห็นที่ ๑๖ โดยคุณ สันตินันท วัน จันทร ที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๓ ๐๙:๒๔:๑๔ (ตอ) จากแนวทางอันเดียวกันข างต น เมื่อแตล ะคนลงมือปฏิ บั ติธรรมจริงๆ กลั บ ปรากฏป ญ หาปลี ก ย อ ยแตกต า งกั น เป น จํ า นวนมาก ป ญ หาหลั ก ก็ ม าจาก การเจริ ญ สติสัมปชัญญะ ไมถูกตอง พวกเราจํานวนมากในขณะนี้ ยิ่งปฏิบัติ ยิ่งเกิดความคลาดเคลื่อน ยิ่งขยัน ยิ่ง พลาดไปไกล จุดที่พากันพลาดมากในชวงนี้ก็คือ แทนที่จะ รู ตามความเปนจริง พวก เรากลับไป สราง อารมณอันหนึ่งขึ้นมา แลวพากันเขาไปติดอยูในอารมณอันนั้น ความผิดพลาดนั้นเกิดจากบางคนรูสึกวาตนฟุงซานมากไป จึงเห็นวาจําเปนตอง ฝกสมถกรรมฐานเสียกอน แลวการฝกสมถกรรมฐานนั้นก็กระทําอยางผิดพลาดคือ แทนที่จะกระทําสัมมาสมาธิ กลับไปทํามิจฉาสมาธิอันไมประกอบดวยความรูตัว โดย การเพงเขาไปที่อารมณอันเดียว กลอมจิตใหเคลื่อน เคลิ้ม เขาไปเกาะอารมณอันเดียว แทนที่จะมีสติระลึกรูอารมณอันเดียวไปอยางสบายๆ โดยมีความรูตัวไมเผลอ ไมเพง จิตแคระลึกรูอารมณอันเดียวอยางสบายๆ เปนธรรมเอก เมื่อทํามิจฉาสมาธิ จิตเคลื่อน ไปเกาะอารมณที่สรางขึ้นมา พอหยุดการทําสมาธิ หันมาดูจิต หรือเจริญสติปฏฐาน ก็เอาจิตที่เกาะติดอารมณนั้นเองมาใชดูจิต ซึ่งจิตชนิดนี้ ใชเจริญสติปฏฐานไมไดจริง เพราะกระทั่งจิตติดอารมณอยูก็มองไมเห็นความจริงเสีย แลว สาเหตุของความผิดพลาดที่เปนกันมากอีกอยางหนึ่งก็คือ แทนที่จะรูอารมณไป ตามธรรมดา งายๆ สบายๆ พวกเราจํานวนมากกลัวจะเผลอกลัวจะหลงมากเกินไป โดยเฉพาะอยางยิ่งในเวลาที่พบกับผม หรือใกลจะพบกับผม จิตจะเกิดการตื่นตัวขึ้น เกิด อาการเกร็ง ระวังตัวแจ ไมผิดอะไรกับนักวิ่ง เวลาเขาเสนสตารท สาเหตุอีกประการหนึ่งก็คือ การปฏิบัติธรรมดวยความอยาก เชนอยากรูธรรม เห็นธรรมเร็วๆ อยากเปนคนเกง เปนดาวเดน อยากไดรับการยอมรับและคําชมเชยจาก หมูเพื่อน พออยากมาก ก็ตอง "เรงความเพียร" แตแทนที่จะเจริญสติสัมปชัญญะอยาง เปนธรรมชาติใหตอเนื่องตลอดเวลา อันเปนความหมายที่ถูกตองของการเรงความเพียร กลับกลายเปนการปฏิบัติดวยความหักหาญ เครงเครียด ดูผิวนอกเหมือนจะดี แตจิต ภายในไมมีความสงบสุขใดๆ เลย สาเหตุที่นึกไดในตอนนี้ทั้ง ๓ ประการนี้แหละ ทําให พวกเราจํานวนมาก หลงไปยึดอารมณอันหนึ่งไว แลวคิดวา สามารถรูจิตรูใจไดอยาง แจมชัด ตอนนี้บางคนพอจะแกไขไดบางแลว เมื่อเริ่มรูทันการที่จิตไปสรางภพของนัก ปฏิบัติขึ้นมา แทนที่จะรูสิ่งที่กําลังปรากฏตามความเปนจริง มีเรื่องขําๆ เรื่องหนึ่งคือนองคนหนึ่งจิตติดอารมณภายในอยู ผมก็แนะนําวา ใหดู ใหรูวากําลังติดอยู ถารูแลวจะไดกลับออกมาอยูขางนอก และแทนที่จะเพงเขาไปขางใน ใหพยายามรูตัวออกไปยังภายนอก ออกไปสัมผัสสิ่งแวดลอมใหดี จิตที่ติดอยูขางในจะ ไดหลุดออกมา นองคนนั้นฟงแลวกลุมใจมาก เพราะคิดวาผมสอนใหสงจิตออกนอก ยัง ดีวาสงสัยแลวถามผมเสียกอน ไมนําไปเลาถวายครูบาอาจารยวาผมสอนใหสงจิตออก นอก มิฉะนั้นถาทานพบผม ทานคงทุบผมตกกุฏิเลย ความจริง การที่หลงสรางอารมณออกมาอันหนึ่ง แลวตนเองเขาไปติดอยูภายใน นั้ น ก็เป น การสงจิต ออกนอกแลว คือออกไปนอกจาก รู ผมพยายามแก ก ารส งจิ ต ออกไปสรางภพโดยไมรูตัวให ไมไดปรารถนาจะใหหัดสงจิตออกนอกแตอยางใด ปญหาอีกอยางหนึ่งที่พวกเราสวนนอยเปนกัน ไดแกการหลงตามอาการของจิต เชนหลงในนิมิต แสง สี เสียง ตางๆ หรือหลงในการกระตุกของรางกาย ฯลฯ พอเกิด อาการขึ้น บางคนก็ยินดี บางคนก็ยินราย ตองคอยปลอบคอยแนะใหหันมาสังเกตรูความ ยิ นดี ยิ นร ายของจิ ต จนจิ ตเข าถึ งความเป นกลางเอง แทนการไปเพ งใส อาการต างๆ เหลานั้น และมีราคะ โทสะ หรือโมหะ ครอบงําโดยไมรูตัว การปฏิบัตินั้น ถาจะปองกันความผิ ดพลาด ก็ควรจับหลั กใหแม นๆ ว า "เรา ปฏิบัติเพื่อรูทันกิเลสตัณหา ที่คอยแตจะครอบงําจิตใจ ปฏิบัติไปจนจิตฉลาด พนจาก อํานาจของกิเลสตัณหา" ไมใชปฏิบัติเพื่อสิ่งอื่น หากปฏิบัติโดยแฝงสิ่งอื่นเขาไป เชน ความอยากรู อยากเห็น อยากเปน อยากได อยากเดน อยากดัง อยากหลุดพน โอกาส พลาดก็มีสูง เพราะจิตมักจะสรางบางสิ่งบางอยางขึ้นมา แทนที่จะรูทุกอยางตามความ เปนจริง แลวก็ควรสังเกตจิตใจตนเองไวบาง หากรูสึกวา จิตใจเกิดความหนักที่แตกตาง หรือแปลกแยกจากธรรมชาติแวดลอม ก็แสดงวาจิตไปหลงยึดอะไรเขาใหแลว เพราะ โดยธรรมชาติของสิ่งภายในภายนอกนั้น มันไมมีน้ําหนักอะไรเลย ที่มีน้ําหนักขึ้นมา ก็ เพราะเราไปแบกไปถือไวเทานั้นเอง ลองสังเกตดูตอนนี้ก็ไดครับ ลองทําใจใหสบายๆ สังเกตไปยังสิ่งแวดลอมภายนอก เชนอาคารบานเรือน โตะเกาอี้ ตนหมากรากไม จะ เห็นวา สิ่งภายนอกนั้นโปรง เบา ไมมีน้ําหนัก เพราะเราไมไดเขาไปแบกหามเอาไว สวนจิตใจของเรานั้น มองยอนเขามาจะเห็นวามันหนักมากบางนอยบาง ถายึดมากก็ หนักมาก ยึดนอยก็หนักนอย มันยังแปลกแยกออกจากธรรมชาติธรรมดา สิ่งที่แปลก แยกนั่นแหละครับ คือสวนเกินที่เราหลงสรางขึ้นมาโดยรูไมเทาทันมายาของกิเลส เมื่อรูแลว ก็สังเกตจิตตนเองตอไปวา มันยินดียินรายตอสิ่งที่แปลกปลอมเขามา นั้นหรือไม แลวก็รูเรื่อยไปจนจิตเปนกลางตออารมณทั้งปวง ธรรมชาติภายใน กับ ธรรมชาติภายนอกก็จะเสมอกัน คือไมมีน้ําหนักใหตองแบกหามตอไป พระศาสดาทรงสอนวา ขันธทั้ง ๕ เปนของหนัก บุคคลแบกของหนักพาไป เขา ยอมไมพบความสุขเลย คําสอนของพระองคนั้น คําไหนก็เปนคํานั้น ขันธเปนของหนัก จริงๆ สําหรับคนที่มีตาที่จะดูออกได แนวทางปฏิบัติธรรม (แนวทางปฏิบัติธรรมของ พระราชวุฒาจารย (หลวงปูดูลย อตุโล) วัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร เรียบเรียงโดย : อุบาสกนิรนาม) ๑. คําปรารภ หลวงปูดูลย อตุโล เปนศิษยรุนแรกสุดของทานพระอาจารยมั่น ภูรทิ ัตตเถร ภายหลังจากทานออกเดินธุดงคจนสิ้นธุระในสวนขององคทานแลว ทานไดไปประจําอยู ที่วัดบูรพาราม อําเภอเมือง จังหวัดสุรินทร ตลอดมาจนถึงวันมรณภาพ หลวงปูเปนผู เครง ครัดในพระธรรมวินัย และไดแผบารมีธรรมอบรมสั่งสอนศิษยทั้งที่เปนบรรพชิต และคฤหัสถ ประสบผลสําเร็จในการปฏิบัติธรรมเปนจํานวนมาก ซึ่งในความเปนจริง แลว หลักปฏิบัติที่ทานนํามาสั่งสอนนั้น ไมใชหลักธรรมของทาน หรือของทานอาจารย ของทาน แตเปนพระธรรมคําสอนอันพระผูมีพระภาคเจาประทานไวนั่นเอง ทาน เพียงแตเลือกเฟนกลั่นกรองนํามาสอน ใหถูกกับจริตนิสัยของศิษยแตละคนเทานั้น หลวงปูปรกติสอนเรื่องจิต จนบางคนเขาใจวา ทานสอนเฉพาะการดูจิตหรือการ พิจารณาจิต (จิตตานุปสสนาและธัมมานุปสสนา) แตในความเปนจริงแลว ทานสอนไว สารพัดรูปแบบ คือใครดูจิตไดทานก็สอนใหดูจิต แตหากใครไมสามารถดูจิตโดยตรงได ทานก็สอนใหพิจารณากาย (กายานุปสสนา และเวทนานุปสสนา) เชนเดียวกับที่ทาน พระอาจารยมั่นสอน และในความเปนจริงศิษยฝายบรรพชิตที่พิจารณากายนั้น ดูจะมี มากกวาผูพิจารณาจิตโดยตรงเสียอีก ๒. เหตุผลที่ทานเนนการศึกษาที่จิต หลวงปูพิจารณาเห็นวาธรรมทั้งหลายรวมลงไดในอริยสัจสี่ทั้งนั้น และอริยสัจสี่ นั้นสามารถรูเห็นและเขาใจได ดวยการศึกษาจิตของตนเอง เพราะทุกขนั้นเกิดมาจาก สมุทัยคือตัณหา (ความทะยานอยากของจิต) และความพนทุกขก็เกิดจากความสิ้นไปของ ตัณหา แมแตมรรคมีองคแปด ซึ่งยอลงเปนศีล สมาธิ และปญญานั้น ก็เปนเรื่องที่เกิด ขึ้นกับจิตทั้งสิ้น กลาวคือศีลไดแกความเปนปรกติธรรมดาของจิตที่ไมถูกสภาวะอันใด ครอบงํา สมาธิคือความตั้งมั่นของจิต และปญญาคือความรอบรูของจิต ทานจึงกลากลาว วา พระธรรมทั้งปวงนั้น สามารถเรียนรูไดทจี่ ิตของตนเอง ดวยเหตุนี้ ทานจึงให ความสําคัญเปนพิเศษกับการดูจิต ๓. วิธีดูจิต ๓.๑ การเตรียมความพรอมของจิต พระกรรมฐานสายทานพระอาจารยมั่น ภู ริทัตตเถร จะสอนตรงกันวา จิตที่จะเจริญวิปสสนาไดนั้น ตองมีสมาธิหรือความสงบตั้ง มั่นของจิตเปนฐานเสียกอน จิตจะไดไมถูกกิเลสครอบงํา จนไมสามารถเห็นสภาวธรรม ตามความเปนจริงได หลวงปูดูลยทานก็สอนในลักษณะเดียวกัน และทานมักจะใหเจริญ พุทธานุสติบริกรรม "พุทโธ" หรือควบดวยการทําอานาปานสติ คือการกําหนดลมหายใจ เขา บริกรรม "พุท" หายใจออกบริกรรม "โธ" เคล็ดลับของการทําความสงบ ในเวลาที่จะทําความสงบนั้น ทานใหทําความสงบ จริงๆ ไมตองคิดถึงเรื่องการเจริญปญญา และมีเคล็ดลับที่ชว ยใหจิตสงบงายคือ ใหรูคํา บริกรรมหรือกําหนดลมหายใจไปเรื่อยๆ ตามสบาย อยาอยากหรือจงใจจะใหจิตสงบ เพราะธรรมชาติของจิตนั้นจะไปบังคับใหสงบไมได ยิ่งพยายามใหสงบกลับจะยิ่ง ฟุงซานหนักเขาไปอีก เมื่อจิตสงบลงแลว จิตจะทิ้งคําบริกรรม ก็ไมตองนึกหาคําบริกรรมอีก แตใหรูอยู ตรงความรูสึกที่สงบนั้น จนกวาจิตจะถอนออกมาสูความเปนปรกติดวยตัวของมันเอง ๓.๒ การแยกจิตผูรูกับอารมณที่ถูกจิตรู เมื่อจิตรวมสงบทิ้งคําบริกรรมไปแลว ทานใหสังเกตอยูที่ความสงบนั้นเอง และสังเกตตอไปวา ความสงบนั้นเปนเพียงสิ่งที่ถูกรู เทานั้น จิตคือตัวผูรู ผูดูอยูนั้นมีอยูตางหาก สรุปก็คือ ทานสอนใหแยกจิตผูรูออกจาก อารมณที่ถูกรู บางคนไมสามารถทําความสงบดวยการบริกรรม หรือดวยกรรมฐานอื่นใด ก็อาจ ใชวิธีอื่นในการแยกผูรูกบั สิ่งที่ถูกรูได ตัวอยางเชน นึกถึงพุทโธ หรือบทสวดมนตบทใดก็ไดที่คุนเคย แลวก็เฝารูการสวดมนตที่ แจวๆ อยูในสมองตนเองไป จากนั้นจึงแยกวา บทสวดนั้นถูกรู ผูรู มีอยูตางหาก ตรงจุดนี้ มีอุบายยักยายอีกหลายอยาง เชนอาจจะสังเกตดูความคิดของตนเอง ซึ่งพูดแจวๆ อยูใน สมองก็ได แลวเห็นวา ความคิดนั้นถูกรู จิตผูรูมีอยูตางหาก หรือตามรูความเคลื่อนไหวของรางกายไปเรื่อยๆ หรือตามรูความรูสึกเปนสุข เปนทุกข หรือเฉยๆ ไปเรื่อยๆ หรือ ฯลฯ (สรุปวา รูอะไรก็ไดให ตอเนื่อง) และ สังเกตเห็นวาสิ่งนั้นเปนแคสิ่งที่ถูกรู จิตผูรูมีอยูตางหาก หรืออยางทานพระอาจารยเทสก เทสรังสี ศิษยอาวุโสอีกรูปหนึ่งของทานพระ อาจารยมั่น ทานสอนใหลองกลั้นลมหายใจดูชั่วขณะ แลวสังเกตดู ความรูสึกตรงที่นิ่งๆ วางๆ นั้น แลวทําสติรูอยูตรงนั้นเรื่อยๆ ไปเปนตน เมื่อแยกจิตผูรูกับอารมณที่ถูกรูได แลว ก็ใหเจริญสติสัมปชัญญะตอไป ๓.๓ การเจริญสติและสัมปชัญญะ ใหทําความรูตัวอยูกับจิตผูรู อยางสบาย ๆ ไม เพงจองหรือควานหา คนควาพิจารณาเขาไปที่จิตผูรู เพียงแครูอยูเฉยๆ เทานั้น ตอมาเมื่อ มีความคิดนึกปรุงแตงอื่นๆ เกิดขึ้น ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของอารมณชัดเจน เชน เดิมมีความนิ่งวางอยู ตอมาเกิดคิดถึงคนๆ หนึ่ง แลวเกิดความรูสึกรักหรือชังขึ้น ก็ให สังเกตรูความรักความชังนั้น และเห็นวา มันเปนสิ่งที่ถูกรูเทานั้น ตัวจิตผูรูมีอยูตางหาก ใหรูตัวไปเรื่อยๆ สิ่งใดเปนอารมณปรากฏขึ้นกับจิต ก็ใหมีสติรูอารมณที่กําลังปรากฏนั้น ในขณะเดียวกัน ก็ตองไมเผลอสงจิตเขาไปในอารมณนั้น ตรงที่จิตไมเผลอสงออกไป นั้นเอง คือความรูตัว หรือสัมปชัญญะ เรื่องสตินั้นเขาใจงาย เพราะหมายถึงตัวที่ไปรูเทาอารมณที่กําลังปรากฏ เชนคน อานหนังสือ สติจดจออยูกับหนังสือ จึงอานหนังสือไดรูเรื่อง คนขับรถ สติจดจอกับการ ขับรถก็ทําใหขับรถได ฉะนั้นโดยธรรมชาติแลว คนมีสติอยูเสมอเมื่อจิตตั้งใจรูอารมณ แตจะเปนสัมมาสติได ก็ตอเมื่อมีสัมปชัญญะคือ ความรูตัวไมเผลอควบคูไปดวย ความรูตัวไมเผลอนั้นเขาใจยากที่สุด เพราะถามใครเขาก็วาเขารูตัวทั้งนั้น ทั้งที่ ความจริงจิตยังมีความหลง (โมหะ) แฝงอยูเกือบตลอดเวลา สัมปชัญญะทีใ่ ชเจริญสติปฏ ฐาน จะตองเปน "อสัมโมหสัมปชัญญะ" เทานั้น ยกตัวอยาง เมื่อเราดูละครโทรทัศน ตาเห็นรูป หูไดยินเสียง ใจรู คิดนึกตามเรื่อง ของละครไป ในขณะนั้นเรามีสติดูโทรทัศน แตไมอาจไมมีสัมปชัญญะ เพราะเราสงจิต หลงไปทางตา ทางหู และทางใจ เราลืมนึกถึงตัวเองที่นั่งดูโทรทัศนอยู อันนี้เรียกวาไมมี สัมปชัญญะหรือไมรูตัว บางคนเดินจงกรม กําหนดรูความเคลื่อนไหวของเทาซาย เทาขวา รูความ เคลื่อนไหวของกาย อันนั้นมีสติ แตอาจไมมีสัมปชัญญะถาสงจิตเผลอไปในเรื่องของเทา และรางกาย มัวแตจดจอที่เทาและรางกายที่กําลังเคลื่อนไหว จนเหมือนกับลืมตัวเอง เหมือนตัวเองหรือตัวจิตผูรูนั้นไมมีอยูในโลกเลยในขณะนั้น ความรูตัว หรื อ การไม ห ลงเผลอส งจิต ออกไปตามอารมณ ภ ายนอกนั้ นเองคื อ สัมปชัญญะ วิธีฝกใหไดสัมปชัญญะที่ดีที่สุดคือการทําสมถะกรรมฐาน เชนการบริกรรม พุทโธ จนจิตรวมเขาถึงฐานของมัน แลวรูอยูตรงฐานนั้นเรื่อยไป หากมีอารมณมาลอทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ก็ไมเผลอ หลงลืมฐานของตนสงจิตตามอารมณไปอยางไม รูตัว ๓.๔ ดูจิตแลวรูอารมณอะไรบาง การที่เราเฝารูจิตผูรูไปเรื่อยๆ อยางสบายๆ นั้น เราสามารถรูอารมณทุกชนิดที่ผานเขามาใหจิตรู แลวแตวา ในขณะนั้นอารมณตัวไหนจะ แรงและเดนชัดที่สุด ดังนั้น เราสามารถเจริญสติปฏฐานไดทั้ง ๔ ประเภท (ในทางตรง ขาม ถาแยกจิตผูรูกับอารมณที่ถูกรูออกจากกันไมได จะไมสามารถเจริญสติปฏฐานทุก ประเภทเชนกันที่ กลาววาสมถะเปนฐานของวิปสสนาหรือสมาธิเปนเหตุใกลใหเกิด ปญญาก็คือเรื่องตรงนี้เอง คือถาขาดสมถะที่ถูกตอง จิตจะตกเปนทาสอารมณ ถามีสมถะ ที่ถูก จิตจะมีสัมปชัญญะ รูตัว ไมเปนทาสของอารมณ จึงเห็นความเกิดดับของอารมณ ชัดเจนตามความเปนจริงได) กลาวคือ ๓.๔.๑ รูกาย เมื่อมีสัมผัสทางกาย เชนรูลมหายใจเขา ออก รูทางกายวามีอากาศ เย็นมากระทบกาย กายเกิดอาการหนาว สะทานขึ้น หรือเมื่อเดินกลางแดดรอนจัด กายอิด โรยมีเหงื่อไคล สกปรกชุมอยู หรือเมื่อเดินจงกรมเคลื่อนไหวไปมา ผูที่มีจิตผูรู จะเห็น กายสักแตวาเปนกลุมของธาตุมารวมกัน และเคลื่อนไหวไปมาไดเหมือนหุนยนตตัวหนึ่ง ไมเห็นวากายสวนใดจะเรียกตัวเองวากายเลย หรือเดินจงกรมจนเมื่อยขา ก็ไมเห็นวาขา จะบนอะไรไดเลย กายกับจิตมันแยกชัดเปนคนละสวนกันทีเดียว ผูปฏิบัติจะเห็นกาย เปนไตรลักษณชัดเจนมาก ๓.๔.๒ รูเวทนา บางครั้งในขณะที่รูจิตผูรูอยูนั้น เราจะรูเวทนา ทางกายบาง ทาง จิตบาง แลวแตตัวใดจะเดนชัดในขณะนั้น เชนในขณะที่เดินอยู เกิดเมื่อยขารุนแรง ถาเรา มีจิตผูรู เราจะเห็นชัดเลยวา ความเมื่อยไมใชขาที่เปนวัตถุธาตุ แตเปนอีกสิ่งหนึ่ง แฝงอยู ในวัตถุธาตุที่ประกอบกันขึ้นเปนขา หรืออยางนั่งอยูรอนๆ มีลมเย็นพัดมา รูสึกสบาย ความสบายนั้นเปนความรูสึกอีกตัวหนึ่ง ที่แทรกเขามา โดยที่กายไมไดสบายไปดวย หรืออยางเราปวดฟน ถาเรามีจิตผูรู จะเห็นชัดวา ความปวดไมใชฟน และไมใชจิตดวย แตเปนอีกสิ่งหนึ่ง (อีกขันธหนึ่ง) และความปวดนั้นเปลี่ยนระดับตลอด ไมไดปวดเทากัน ตลอดเวลา อันเปนการแสดงความเปนไตรลักษณของเวทนาขันธใหปรากฏ ในสวนของเวทนาทางจิตก็เห็นไดชัดมาก เชนเวลาปวดฟน มีเวทนาทางกายแลว บางครั้งจิตก็ปรุงแตงเวทนาทางจิตขึ้นมาดวย คือเกิดความรูสึกเปนทุกขใจขึ้นมา หรือใน เวลารับประทาน อาหารที่ชอบใจ แมรสยังไมทันสัมผัสลิ้น ความสุขทางใจก็เกิดขึ้นกอน แลว อยางนี้ก็มี การรูเวทนาขณะที่รูจิตผูรูอยูนั้น จะเห็นเวทนาเปนไตรลักษณชัดเจนมาก ๓.๔.๓ รูจิต จิตตานุปสสนานั้น ไมใชการเห็นจิตผูรู หรือจิตที่แทจริง แตเปนการ เห็นจิตสังขาร (ความคิดนึกปรุงแตง) ที่กําลังปรากฏ เชนเห็นชัดวา ขณะนั้นจิตมีความ โกรธเกิดขึ้น มีความใครเกิดขึ้น มีความหลงฟุงซานเกิดขึ้น ความความผองใสเบิกบาน เกิดขึ้น ฯลฯ แลวก็จะเห็นอีกวา ความปรุงแตงทั้งฝายชั่วและฝายดี ลวนเปนเพียงสิ่งที่ เกิดขึ้นแลวก็ดับไป มันไมใชจิต มันเปนแคอารมณที่ถูกรู ทั้งนี้การรูจิต (สังขาร) ในขณะ ที่รูตัวหรือรูจิตผูรูอยูนั้น จะเห็นจิตสังขารเปนไตรลักษณอยางชัดเจนมาก ๓.๔.๔ รูธรรม ถารูจติ ผูรูอยูนั้น หากสภาวธรรมอันใดปรากฏขึ้น ก็จะเห็น สภาวธรรมนั้นตามที่มันเปนจริง เชนขณะที่รูตัวอยู จิตคิดถึงคนที่รัก แลวจิตก็ทะยาน ออกไปเกาะความคิดนั้น คลุกคลีกับความคิดนั้น ผูปฏิบัติจะเห็นชัดวา จิตเกิดความยึดวา จิตเปนตัวตนของตนขึ้นมา เพราะความที่จิตหลงไปยึดอารมณนั้นเอง ความเปนตัวตน ความเปนกลุมกอน ความหนัก ไดเกิดขึ้นแทนความไมมีอะไรในตอนแรก และถารูทันวา จิตสงออกไปนําความทุกขมาให จิตจะปลอยอารมณนั้น กลับมาอยูกับรู ความเปนกลุม กอน ความหนัก ความแนน หรือทุกขก็จะสลายตัวไปเอง อันนี้คือการเห็นอริยสัจสี่ นั่นเอง คือเห็นวาถามีตัณหาคือความทะยานอยากไปตามอารมณ ความเปนตัวตนและ เปนทุกขจะเกิดขึ้น ถาไมมีความอยาก ทุกขก็ไมเกิด การรูสภาวธรรมในขณะที่รูตัว หรือรูจิตผูรูนั้น จะเห็นวา จิตเปนไตรลักษณ ชัดเจนทีเดียว เชนเห็นวาเปนของบังคับบัญชาไมได มันสงออกไปยึดอารมณ มันก็ไปเอง ถามันรูวาไปยึดแลวทุกข มันก็ไมไปเอง เราจะบังคับวา จงอยาไปไมไดเลย ตัวอยางการพิจารณาหรือการดูจิต ๑. นาย จ. กําลังซักผา ขณะนั้น สัญญาคือความจําภาพของสาวคนรักผุดขึ้นมา จิต ของเขาปรุงแตงราคะคือความรักใครผูกพันขึ้นมา ทั้งที่ไมไดเห็นสาวคนรักจริงๆ วิธีดูจิต นั้น ไมไดหมายความวาใหนาย จ. หันมาทําสติวามือกําลังขยี้ผาอยู แตนาย จ. จะตอง มองเห็นกิเลสที่เกิดขึ้นในใจของตนเอง เมื่อเห็นกิเลสแลว ก็ไมใชเกลียดหรืออยากดับ กิเลส แตการเห็นกิเลส ดวยจิตที่เปนกลาง กิเลสมันจะดับไปเอง เมื่อกิเลสดับไป นาย จ. ก็ตองรูวา กิเลสดับไป เปนตน ๒. กรณีเดียวกับตัวอยางแรก ถานาย จ. เกิดราคะเพราะคิดถึงคนรัก บางครั้งกําลัง กิเลสที่แรงมากๆ แมนาย จ. จะรูวากิเลสเกิดขึ้น แตราคะนั้นอาจจะไมดับไป มิหนําซ้ํา จิตของนาย จ. ยังเคลื่อนออกจากฐานผูรูเขาไปเกาะกับภาพคนรัก หรือหลงเขาไปใน ความคิดเกี่ยวกับคนรัก ถึงขั้นนี้ก็ให นาย จ. รูวา จิตเคลื่อนออกไปรวมกับอารมณแลว ไมตองทําอะไร แครูเฉยๆ เทานั้น ๓. เมื่อจิตของนาย จ. มีราคะ หรือจิตของนาย จ. เคลื่อนเขาไปรวมกับอารมณ นาย จ. อาจจะสงสัยวา เอ..เราควรตองพิจารณาอสุภกรรมฐาน ชวยจิตหรือไม เพื่อใหพน อํานาจดึงดูดของราคะ เรื่องอยางนี้ในกรณีที่ผูปฏิบัติพิจารณากาย อาจจะใชการพิจารณา อสุภกรรมฐานมาเปนเครื่องแกกิเลสก็ได แตนักดูจิตจะไมใชความคิดเขาไปชวยจิต เขา จะทําแครูทันสภาพจิตของตนอยูตลอดเวลาเทานั้น เพราะจริงๆ แลว จิตจะเปลี่ยนสภาพ อยูตลอดเวลา ถาตั้งใจสังเกตดู เชนกําลังราคะจะแรงขึ้นบาง ออนลงบาง ความคิด เกี่ยวกับ คนรักจะปรากฏขึ้นบาง และดับไปบาง การเคลื่อนของจิตก็อาจเคลื่อนถลํา เขา ไปในอารมณบาง แลวถอยออกมาอยูกับรูบาง มันแสดงไตรลักษณอยูตลอดเวลา ๔. เมื่อนาย จ. รูทันจิตเรื่อยๆ ไปโดยไมไดใชความคิดเขาไปชวยจิต นาย จ.ซึ่ง เปนปญญาชน เคยชินกับการแกปญหาดวยการคิด อาจเกิดความลังเลสงสัยขึ้นมาวา เอ.. ถาเราเฝารูจิตไปเฉยๆ เราจะเกิดปญญาไดอยางไร เราจะกลายเปนคนโงสมองฝอหรือ เปลา ก็ใหนาย จ. รูวาความลังเลสงสัยเกิดขึ้นแลว ไมตองคิดหาคําตอบ แคเห็นวาความ สงสัยเกิดขึ้นก็พอ ที่สุดมันจะดับไปเองเหมือนอารมณตัวอื่นๆ นั่นเอง แทที่จริง การที่จิตเปนกลางรูอารมณนั้น จิตเห็นไตรลักษณอยูตลอดเวลา และจะ เห็นอริยสัจ ๔ ไปในตัวดวยนั้น เปนปญญาขั้นสุดยอดอยูแลวที่จะปลดเปลื้องจิตจาก ความทุกข ทั้งนี้ปญญาอันเกิดจากการใชความคิด (จินตมยปญญา) ซึ่งเปนวิธีการเรียนรู เกาๆ ที่ปญญาชนอยางนาย จ. เคยชิน ไมสามารถนําผูปฏิบัติออกจากทุกขได แตปญญาที่ เกิดจากการภาวนา (ภาวนามยปญญา) คือการเจริญสติสัมปชัญญะนั้น นําผูปฏิบัติออก จากทุกขได และมันเปนปญญาคนละชนิดกัน ๕. เมื่อนาย จ. ซักผาไปนานๆ แขนของนาย จ. ก็ปวด มือก็ลา นาย จ. รับรู ทุกขเวทนาทางกายที่เกิดขึ้น แลวสังเกตเห็นวา ความจริงรางกายของนาย จ. ไมไดปวด เมื่อยเลย แตความปวดเมื่อย เปนอีกสิ่งหนึ่งที่แฝงอยูในกาย จิตผูรูก็เปนอีกสวนหนึ่ง มัน สงบสบายอยูไดในขณะที่ทุกขทางกายเกิดขึ้น อันนี้ก็เปนการเห็นความจริงเกี่ยวกับขันธ ที่แยกออกจากกันเปนสวนๆ เมื่อมองดูแตละสวน ไมเห็นมีสวนใดเลยที่เรียกวา "นาย จ." นี่ก็เปนสภาพอีกอันหนึ่งที่ผูดูจิตจะรูเห็นไดไมยาก ๓.๕ การดูจิตจะพลิกไปมาระหวางสมถะกับวิปสสนาได การดูจิตก็ดีหรือการ พิจารณากายก็ดี จิตสามารถพลิกกลับไปมาระหวางการเจริญสมถกรรมฐานและวิปสนา กรรมฐานได ในทางตําราทั่วๆ ไป มักจะแยกสมถะกับวิปสสนาดวยอารมณกรรมฐาน คือถา ใครทํากรรมฐาน ๔๐ เชนอนุสติ ๑๐ ถือวาทําสมถะ ถาเจริญสติปฏฐานคือรูกาย เวทนา จิต หรือธรรม ถือวาเจริญวิปสสนา หรือถารูอารมณที่เปนสมมติบัญญัติถือวาทําสมถะ แตถารูอารมณปรมัตถก็ถอื วาทําวิปสสนา แตในแงของนักปฏิบัติแลวไมใชเพียงเทานั้น การจําแนกสมถะกับวิปสสนานั้น สามารถจําแนกดวยอาการดําเนินของจิตไดดวย คือถาขณะใด จิตมีสติรูอารมณอันเดียว โดยตอเนื่อง อันนั้นเปนการทําสมถะ และเมื่อทําไปจนจิตจับอารมณนั้นเอง โดยไมตอง บังคับควบคุม หรือไมตองตั้งใจแลว จิตเกาะเขากับอารมณอันเดียว เกิดความสุขความ สงบ อันนั้นเปนฌานอันเปนผลของการทําสมถะ เมื่อใดที่ผูปฏิบัติมีสติรูอารมณที่กําลังปรากฏ ในขณะเดียวกันก็มีสัมปชัญญะคือ ความรูตัว หรืออีกนัยหนึ่ง ผูรูกับสิ่งที่ถูกรูแ ยกออกจากกันแลว ตามเห็นความเกิดดับของ อารมณปรมัตถ อันนั้นเปนการทําวิปสสนา และเมื่อถึงจุดหนึ่งจิตจะไมจงใจรูอารมณและ ไมจงใจประคองผูรู แตสามารถเจริญสติและสัมปชัญญะไดเอง อันนั้นจิตเดินวิปสสนา เองโดยอัตโนมัติ อันเปนวิปสสนาแทที่จิตทําของเขาเอง เปรียบเทียบคนที่ทําสมถะ เหมือนคนที่ตกลงในกระแสน้ํา วายอยูในน้ํา ยอมเห็น สิ่งตางๆ ไมชัดเจน ในขณะที่ผูทําวิปสสนา เหมือนคนที่นั่งบนฝงน้ํา แลวมองดูสายน้ําที่ ไหลผานเฉพาะหนาไป ยอมเห็นชัดวา มีอะไรลอยมากับน้ําบาง ทั้งของสะอาดสวยงาม และของสกปรก ดวยเหตุนี้ จึงเปนบทเฉลยที่วา ทําไม จึงตองหัดแยกจิตผูรู ออกจากอารมณที่ถูกรู กอนที่จะดูจิตหรือพิจารณากายอยางหนึ่งอยางใด ตัวอยางเชน หากพิจารณาอัฐิหรือกระดูก โดยใหสมาธิเพงรูรูปรางของกระดูก วา เปนแทงยาวๆ กลมๆ อันนั้นเปนการเพง เปนกสิณดิน หากเพงดูวากระดูกมีสีขาว อันนั้น ก็เปนกสิณสี ซึ่งการเพงจนจิตสงบเกาะอยูกับรูปกระดูกก็ดี สีกระดูกก็ดี เปนการทํา สมถะ แมการคิดวากระดูกเปนเพียงธาตุขันธหรือเปนอสุภะ ก็ยังเปนการทําสมถะ เพราะเปนการคิดๆ เอา แตหากรูกระดูก โดยมีจิตผูรูตั้งมั่นอยูตางหาก แลวคิดพิจารณาไปในแงที่กระดูก เปนไตรลักษณ อันนั้นเปนการเจริญวิปสสนาขั้นตน และในระหวางที่พิจารณากายอยาง เปนวิปสสนานั้น บางครั้งจิตก็เขาไปจับอยูกับกายสวนใดสวนหนึ่ง นิ่งพักอยูเปนสมถะ แลวคอยกลับออกมาพิจารณากายตอก็มี แตถาจิตไมเขาพักเอง แลวกลับตะลุยพิจารณากาย จนจิตฟุงซาน ผูปฏิบัติจะตองยอนกลับไปทําสมถะใหม เพื่อใหจิตมีกําลังและแยกตัว ออกจากอารมณเสียกอน การดูจิตก็เปนไดทั้งสองอยาง คือถาเพงความวางเปลาของจิต หรือเพงสิ่งใดสิ่ง หนึ่งในจิต อันนั้นเปนสมถะ หากรูอารมณปรมัตถที่เกิดดับไป โดยจิตผูรูอยูตางหาก อัน นั้นเปนการทําวิปสสนา และตามธรรมดาแลว เมื่อผูปฏิบัติดูจิตอยูอยางเปนวิปสสนานั้น บางครั้งจิตก็เขาพักในสมถะ ดวยการจับนิ่ง เขากับอารมณอันเดียว ผูปฏิบัติควรจําแนกไดวา ขณะนั้นจิตของตนทําสมถะ หรือเดินวิปสสนา มิฉะนั้น อาจหลงผิดทําสมถะ แลวคิดวากําลังทําวิปสสนาอยู ผูปฏิบัติที่ครูบาอาจารยขาดญาณ ทัศนะ ไมรวู าระจิตของศิษย อาจหลงผิดไดงายโดยไมมีใครแกไขให เชนเดินจงกรม กําหนดยกหนอ ยางหนอ เหยียบหนอ ฯลฯ แลวจิตไหลลงไปอยูในเทา หรือหลงคิดแต เรื่องยก ยาง เหยียบ ไมมีสัมปชัญญะคือความรูตัวของจิต อันนั้นเปนการทําสมถะอยาง เดียวเทานั้น อันตรายอีกอยางหนึ่งของการที่แยกไมออกระหวางการทําสมถะ กับวิปสสนาก็ คือ การเกิดวิปสสนูปกิเลส คือในระหวางที่ทําวิปสสนาอยูนั้น บางครั้งจิตพลิกกลับไปสู ภูมิของสมถะ แลวเกิดความรูความเห็นหรืออาการบางอยาง ทําใหหลงผิดวาตนบรรลุ ธรรมชั้นสูงแลว เชนเกิดอาการที่สติรูอารมณชัดกริบดวยจิตที่แข็งกระดาง (แทนที่จะรู ดวยจิตที่ออนโยน วองไว ควรแกการทําวิปสสนา) หรือเกิดความรูความเห็นผิด เชนแยก ไมออกระหวางสมมุติสัจจะ กับปรมัตถสัจจะ หลงผิดวา พระพุทธเจาก็ไมมี พอแมก็ไมมี ทุกอยางวางเปลา หมด เปนการปฏิเสธสมมุติบัญญัติคิดวามันไมมี ทั้งที่สมมุติเขาก็มีของ เขาอยู แตมีอยางเปนสมมุติ เปนตน การที่ดูจิตแลวจิตพลิกกลับไปมาระหวางสมถะและวิปสสนาไดนั้น ทําใหผู ปฏิบัติบางคนไดฌานโดยอัตโนมัติ ทั้งที่ไมตองหัดเขาฌาน ๓.๖ การปลอยวางอารมณหยาบเขาถึงความวาง เมื่อดูจิตชํานาญเขา อารมณใด กระทบจิต อารมณนั้นก็ดับไป เหมือนแมลงเมาบินเขากองไฟ เริ่มตน ผูปฏิบัติจะรูเห็น แตอารมณหยาบ เชนโกรธแรงๆ จึงจะดูออก แตเมื่อปฏิบัติมากเขา แมความขัดใจ เล็กนอย หรือความพอใจเล็กนอยเกิดขึ้นกับจิต ก็สามารถรูเห็นไดอยางชัดเจน เชน ในขณะที่รอนๆ มีลมเย็นโชยกระทบผิวกายนิดเดียว จิตก็เกิดยินดีมีราคะขึ้นแลว หรือ ปวดปสสาวะ พอเริ่มถายปสสาวะจิตก็ยินดีเสียแลว หรือกําลังหิวขาว พอเห็นเขายก อาหารมาวางตอหนา จิตก็ยินดีเสียแลว เปนตน เมื่อรูอารมณละเอียดแลว โอกาสที่อารมณหยาบจะเกิดก็ยากขึ้น เพราะอารมณ หยาบนั้นงอกงามขึ้นไปจากอารมณละเอียดนั่นเอง อนึ่ง หลักการที่สําคัญมากในการดูจิตที่ขอย้ําก็คือ ใหรูอารมณเฉยๆ อยาไป พยายามละอารมณนั้นเด็ดขาด จะเดินทางผิดทันที เพราะอารมณทั้งปวงนั้น เปนตัวขันธ เปนตัวทุกข ผูปฏิบัติมหี นาที่รูเทานั้น อยาอยาก (มีตัณหา) ที่จะไปละมันเขา จะผิด หลักการเกี่ยวกับกิจของอริยสัจ พระพุทธเจาทรงสอนวา "ทุกขใหรู สมุทัยใหละ" เพราะ ยิ่งพยายามละ ก็จะยิ่งหลงผิดมากขึ้น ตัวอยางเชนเห็นความโกรธเกิดขึ้นในจิต ทานใหรู เฉยๆ บางครั้งผูปฏิบัติพยายามหาทางดับความโกรธนั้น แลวความโกรธก็ดับไดจริงๆ เหมือนกัน นักปฏิบัติจะหลงผิดวา ตนเองเกงดับกิเลสได และเห็นวา จิตเปนอัตตา กิเลส เปนอัตตา ทั้งที่ความจริงนั้น กิเลสมันดับเพราะหมดเหตุของมันตางหาก เชนเราถูกคนดา เราใครครวญเกี่ยวกับเรื่องที่เขาดา ความโกรธก็เกิดและแรงขึ้นเรื่อยๆ พอเราคิดเรื่องจะ ดับความโกรธ เราละเหตุของความโกรธเสียแลวคือไมไดคิดเรื่องวาเขาดา มัวแตคิดจะ ดับความโกรธ ความโกรธหมดเหตุมันก็ดับไปเอง แตผูปฏิบัติหลงผิดวา ตนดับความ โกรธได แลวเมื่อไปเจอกิเลสอื่น ก็จะวุนวายอยูกับความพยายามจะดับมันอีก เรียกวาหา งานใหจิตทําวุนวายอยูตลอดเวลา การที่ผูปฏิบัติรูอารมณเร็วขึ้น ชัดเจนขึ้นตามลําดับนั้น อารมณก็จะ ยิ่งละเอียดเขา ไปอีกตามลําดับเชนกัน แตทั้งนี้ตองเขาใจวา จิตก็ดี อารมณก็ดี สติสัมปชัญญะหรือสมาธิก็ ดี เปนของที่อยูในอํานาจไตรลักษณเหมือนกัน ดังนั้น เมื่อจิตละเอียดแลว ชวงหนึ่งมันก็จะ หยาบอีก อยาตกใจเพราะนั่นมันเปนธรรมดา ใหตั้งหนาปฏิบัติไปเรื่อยๆ มันจะกลับดี และดีขึ้นไปตามลําดับ เมื่ออารมณละเอียดถึงที่สุด จิตจะปรากฏเหมือนวา จิตวางไปหมด ถึงจุดนี้ผู ปฏิบัติอาจหลงผิดวาตนสิ้นกิเลสแลว ความจริงความวางนั้นก็คือ อารมณอีกอันหนึ่ง เพียงแตละเอียดถึงที่สุดเทานั้นเอง ทุกวันนี้มีผูประกาศเรื่องใหดํารงชีวิตดวยจิตวาง ทั้งที่เขาไมรูจักจิตวางเลย และ ไมรูวาจิตวางนั้นยังหาสาระแกนสารเอาเปนที่พึ่งอะไรไมได เพราะมันก็ยังตกอยูใต อํานาจของไตรลักษณนั่นเอง และที่สําคัญก็คือ คนที่คิดเรื่องจิตวางและพยายามทําใหจิต วางนั้น จิตยังหางจากความวางมากมายนัก เพราะแมจิตที่มีอารมณหยาบก็ยังไมเขาใจ แมแตนอย ๓.๗ การปลอยวางความวาง เขาถึงธรรมที่แทจริง เมื่อปฏิบัติเขาถึงขั้นที่ละเอียด เชนนั้นแลว หลักที่จะปฏิบัติตอไปยังคงเหมือนเดิม คือรูหรือดูจิตตอไป ไมตองสงสัย ไม ตองคิดคนวิพากษวิจารณวาทําอยางไรจะปลอยวางความวางนั้นได เพราะแคเริ่มคิดนิด เดียว จิตก็จะหลงทางเขาสูความวุนวายสับสนอีกแลว ผูปฏิบัติจะตองรูอยางเดียวเทานั้น การรูโดยไมคิดนั้นเอง คือการเจริญวิปสสนาที่แทจริง และละเอียดที่สุด ควร ทราบวาจิตจะหลุดพนไดนั้น จิตเขาจะตองหลุดพนเองเพราะเขาเห็นความจริง การคิด ใครครวญดวยสัญญาอารมณ มันเปนเพียงความรูขั้นสัญญาของตัวผูปฏิบัติ แตความรูจริง ของจิตนั้น จิตเขาตองเรียนรูเอง ผูปฏิบัติ เพียงแตทําสิ่งที่เอื้อตอการที่จิตจะเรียนรูเทานั้น คืออยาไปรบกวนจิตใหวุนวายขึ้นมาอีก มีสติ มีสมั ปชัญญะ รูแ ตไมคิดคนควาใด ๆ ใน ที่สุด จิตจะเกิดความเขาใจขึ้นมาเองวา จิตวางนั้นเองไมใชสาระแกนสาร ตราบใดทีย่ ัง เห็นวาจิตเปนตัวเรา หรือเปนของเราที่จะตองชวยใหจิตหลุดพน ตราบนั้นตัณหาหรือ สมุทัย ก็จะสรางภพของจิตวางขึ้นมาร่ําไป ขอย้ําวาในขั้นนี้ จิตจะดําเนินวิปสสนาเอง ไมใชผูปฏิบัติจงใจกระทํา ดังนั้นจึง กลาวไดวา ไมมีใครเลยที่จงใจหรือตั้งใจบรรลุมรรคผลนิพพานได มีแตจิตเขาปฏิวัติ ตนเองไปเทานั้น ๓.๘ การรูธ รรมในขั้นของพระโสดาบัน และการปฏิบัติเพื่อบรรลุอรหัตมรรค เมื่อจิตทรงตัวรูแตไมคิดอะไรนั้น บางครั้งจะมีสิ่งบางสิ่งผุดขึ้นมา สูภูมิรูของจิต แตจิตไม สําคัญมั่นหมายวานั่นคืออะไร เพียงแตรูเฉยๆ ถึงความ เกิดดับนั้นเทานั้น ในขั้นนี้เปน การเดินวิปสสนาในขั้นละเอียดที่สุด ถึงจุดหนึ่งจิตจะกาวกระโดดตอไปเอง ซึ่งจะขอไม กลาวถึงขั้นตอนอยางละเอียด เพราะผูอานอาจคิดตามแลวปรุงแตงอาการนั้นขึ้นมาได การเขาสูมรรคผลนั้น "รู" มีอยูตลอด แตไมคิดและไมสําคัญ มั่นหมายในสังขาร ละเอียดที่ผุดขึ้น บางอาจารยจะสอนผิดๆ วา ในเวลาบรรลุมรรคผล จิตดับความรับรูหาย เงียบไปเลย โดยเขาใจผิดในคําวา "นิพพานัง ปรมัง สุญญัง" สูญอยางนั้นเปนการสูญหาย แบบอุทเฉททิฏฐิ สภาพของมรรคผลไมไดเปนเชนนั้น การที่จิตดับความรับรูนั้น เปนภพ ชนิดหนึ่งเรียกวา "อสัญญี" หรือที่คนโบราณเรียกวาพรหมลูกฟกเทานั้นเอง เมื่อจิตถอยออกจากอริยมรรคและอริยผลที่เกิดขึ้นแลว ผูปฏิบตั ิจะรูชัดวา ธรรม เปนอยางนี้ สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นตองดับไป ธรรมชาติบางอยางมีอยู แตก็ไมมีความเปน ตัวตนสักอณูเดียว นี้เปนการรูธรรมในขั้นของพระโสดาบัน คือไมเห็นวาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แมแตตัวจิตเองเปนตัวเรา แตความยึดถือในความเปนเรายังมีอยู เพราะขั้นความเห็นกับ ความยึดนั้นมันคนละขั้นกัน เมื่อบรรลุถึงสิ่งที่บัญญัติวา "พระโสดาบัน" แลว ผูปฏิบัติยังคงปฏิบัติอยางเดิม นั้นเอง แตตัวจิตผูรูจะยิ่งเดนดวงขึ้นตามลําดับ จนเมื่อบรรลุพระอนาคามีแลว จิตผูรูจะ เดนดวงเต็มที่ เพราะพนจากอํานาจของกาม การที่จิตรูอยูกับจิตเชนนั้น แสดงถึงกําลัง สมาธิอันเต็มเปยม เพราะสิ่งที่เปนอันตรายตอสมาธิคือกามไดถูกลางออกจากจิตหมด แลว ผูปฏิบตั ิในขั้นนี้หากตายลง จึงไปสูพรหมโลกโดยสวนเดียว ไมสามารถกลับมาเกิด ในภพมนุษยไดอีกแลว นักปฏิบัติจํานวนมากที่ไมมีครูบาอาจารยชี้แนะ จะคิดวาเมื่อถึงขั้นที่จิตผูรูหมด จดผองใสแลวนั้น ไมมีทางไปตอแลว แตหลวงปูดูลย อตุโล กลับสอนตอไปอีกวา "พบ ผูรูใหทําลายผูรู พบจิตใหทําลายจิต" จุดนี้ไมใชการเลนสํานวนโวหารที่จะนํามาพูดกันเลนๆ ได ความจริงก็คือการ สอนวา ยังจะตองปลอยวางความยึดมั่นจิตอีกชั้นหนึ่ง มันละเอียดเสียจนผูที่ไมละเอียด พอ ไมรูวามีอะไรจะตองปลอยวางอีก เพราะความจริงตัวจิตผูรูนั้น ยังเปนของที่อยูใน อํานาจของไตรลักษณ บางครั้งยังมีอาการหมองลงนิดๆ พอใหสังเกตเห็นความเปนไตร ลักษณของมัน แตผูปฏิบัติที่ไดรับการอบรมเรื่องจิตมาดีแลว จะเห็นความยึดมั่นนั้น แลว ไมตองทําอะไรเลย แครทู ันเทานั้น จิตจะประคองตัวอยูที่รู ไมคิดคนควาอะไร มันเงียบ สนิทจริงๆ ถึงจุดหนึ่ง จิตจะปลอยวางความยึดถือจิต จิตจะเปนอิสระเปดโลงไปหมด ไม กลับเขาเกาะเกี่ยวกับอารมณใดๆ ที่จะพาไปกอเกิดไดอีก ๔. บทสรุปคําสอนของหลวงปูดูลย อตุโล ๔.๑ ธรรมเรียนรูไ ดที่จิต ๔.๒ ใหบริกรรมเพื่อรวมอารมณใหเปนหนึ่ง สังเกตดูวา ใคร เปนผู บริกรรม "พุทโธ" ๔.๓ ทําความเขาใจในอารมณความคิดนึก สังเกตกิเลสที่กําลังปรากฏใหออก ๔.๔ อยาสงจิตออกนอก อยาใหจิตคิดสงไปภายนอก (เผลอ) ใหสังเกตความหวั่นไหว หรือปฏิกิริยาของจิตตออารมณที่รับเขามาทางอายตนะทั้ง ๖ ๔.๕ จงทําญาณใหเห็นจิต เหมือนดั่งตาเห็นรูป คือรูทันพฤติของจิต ๔.๖ รู เพราะคิดเทาไหรก็ไมรู ตองหยุดคิดถึงจะรู แตก็ตองอาศัยคิด คืออยาไปหาม ความคิด ๔.๗ แยกรูปถอด (ความปรุงแตง) ก็ถึงความวาง แยกความวาง ถึงมหาสุญตา ๔.๘ สรุปอริยสัจแหงจิต จิตสงออกนอก เปนสมุทัย (ฉะนั้น อยาสงจิตออกนอก) ผลอันเกิดจากจิตสงออกนอก เปนทุกข จิตเห็นจิตอยางแจมแจง เปนมรรค ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิตอยางแจมแจง เปนนิโรธ “ที่จริงเราปฏิบัติไมใชเพื่อเอาความรู แตปฏิบัติเพื่อความพนทุกขของจิต โดย จิต มีปญญา ไมไปยึดอารมณทกี่ ําลังปรากฏ ไมใชโดย เรา มีความรู” การดูจิต : ความหมาย วิธีการ และผลของการปฏิบัติ โดยคุณ ปราโมทย วัน ศุกร ที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๔๓ ๐๙:๓๓:๐๐ กระทูนี้ผมเขียนไวในลานธรรม เพื่อสรางความเขาใจระหวางนักปริยัติกับนัก ปฏิบัติ แตนํามาโพสตเก็บไวที่นี้ดวยเพราะสมาชิกของวิมุตติบางสวน ไมไดเขาไปอาน กระทูในลานธรรม *********************************** เพื่ อ นใหม ที่ เ ข า มาสู ล านธรรมมั ก จะมี คํ า ถามเสมอว า การดู จิ ต คื อ อะไร ทํ า อยางไร ดูแลวมีผลอยางไร คําตอบที่ไดรับจากหลายๆ ทาน คอนขางแยกเปนสวนๆ วันนี้ผมขอโอกาสเลาถึงการดูจิตในภาพรวมสักครั้งนะครับ ความหมายของการดูจิต คําวา การดูจิต เปนคําที่นักปฏิบัติกลุมหนึ่งบัญญัติขึ้น เพื่อใชสื่อความหมาย กันเองภายในกลุม หมายถึงการเจริญเวทนานุปสสนาสติปฏฐาน (ทุกบรรพ) จิตตา นุปสสนาสติปฏฐาน (ทุกบรรพ) รวมถึงธัมมานุปสสนาสติปฏฐาน (บางอยางที่เปนฝาย นามธรรม) กลาวอยางยอก็คือ การเจริญวิปสสนาดวยอารมณฝายนามธรรม ไดแกการรู จิตและเจตสิกนั่นเอง วิธีการเจริญวิปสสนา (ดูจิต) การเจริญวิปสสนาทุกประเภท รวมทั้งการดูจิตไมมีอะไรมาก เพียงแตใหผูปฏิบัติ "รูสภาวธรรมที่กําลังปรากฏตามความเปนจริง ดวยจิตที่เปนกลางเทานั้น" แตจะรูได ถูกตองก็ตอง (๑) มีจิตที่มีคุณภาพ และ (๒) มีอารมณกรรมฐานที่ถูกตอง เทานั้น ซึ่งจิต ที่ มี คุ ณ ภาพสํ า หรั บ การทํ า สติ ป ฏ ฐานหรื อ วิ ป ส สนา ได แ ก จิ ต ที่ มี ส ติ (สั ม มาสติ ) สัมปชัญญะ (สัมมาทิฏฐิ) และสัมมาสมาธิ สวนอารมณกรรมฐานที่ถูกตองคืออารมณที่ มีตัวจริงที่สามารถแสดงไตรลักษณได หรือที่นักปฏิบัติมักจะเรียกวาสภาวะและนัก ปริยัติเรียกวาอารมณปรมัตถ เมื่อจะลงมือปฏิบัติ ก็ให (๑) มีสติเฝารูใหทัน (มีสัมมาสติ) (๒) ถึงอารมณหรือสภาวธรรมที่กําลังปรากฏ (มีอารมณปรมัตถ) (๓) ดวยจิตที่ตั้งมั่น ไมเผลอสงสายไปที่อื่น และไมเพงจองบังคับจิต (มี สัมมาสมาธิ) แลว (๔) จิตจะรูสภาวธรรมทั้งปวงตามความเปนจริง (มีสัมปชัญญะ/สัมมาทิฏฐิ) การมีสติเฝารูใหทัน หมายถึงสิ่งใดเกิดขึ้น ตั้งอยู หรือดับไป ก็ใหรูเทาทัน เชน ขณะนั้นรูสึกมีความสุข ก็ใหรูวามีความสุข เมื่อความสุขดับไป ก็ใหรูวาความสุขดับไป มีความโกรธก็รูวามีความโกรธ เมื่อความโกรธดับไปก็รูวาความโกรธดับไป เมื่อจิตมี ความทะยานอยากอันเปนแรงผลักดัน ใหออกยึดอารมณทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ให รูวามีแรงทะยานอยาก เปนตน อารมณหรือสภาวธรรมที่กําลังปรากฏ ตองเปนอารมณของจริง ไมใชของสมมุติ โดยผูปฏิบัติจะตองจําแนกใหออกวา อันใดเปนของจริง หรือปรมัตถธรรม อันใดเปน ของสมมุติ หรือบัญญัติธรรม เชนเมื่อจิตมีความสุข ก็ตองมีสติรูตรงเขาไปที่ความรูสึกสุขจริงๆ เมื่อจิตมีความ โกรธ ก็ตองรูตรงเขาไปที่สภาวะของความโกรธจริงๆ เมื่อมีความลังเลสงสัย ก็ตองรูตรง เขาไปที่สภาวะของความลังเลสงสัยจริงๆ ฯลฯ และเมื่อหัดรูมากเขาจะพบวา นามธรรม จํานวนมากผุดขึ้นที่อก หรือหทยวัตถุ แตผูปฏิบัติไมตองเที่ยวควานหาหทยวัตถุหาก กิเลสเกิดที่ไหน และดับลงที่ไหน ก็รูที่นั้นก็แลวกันครับ ถาเอาสติไปตั้งจอดูผิดที่เกิด ก็ จะไม เ ห็ น ของจริ ง เช น เอาสติ ไ ปจ อ อยู เ หนื อ สะดื อ สองนิ้ ว จะไม เ ห็ น กิ เ ลสอะไร นอกจากเห็นนิมิต เปนตน และการมีสติรูของจริง ก็ไมใชการคิดถามตนเอง หรือคะเนเอาวา ตอนนี้สุขหรือ ทุกข โกรธหรือไมโกรธ สงสัยหรือไมสงสัย อยากหรือไมอยาก ตรงจุดนี้สําคัญมากนะ ครับ ที่จะตองรูสภาวธรรม หรือปรมัตถธรรมใหได เพราะมันคือ พยานหรือแบบเรียนที่ จิตจะไดเรียนรู ถึงความเกิดขึ้น ตั้งอยู และดับไปของมันจริงๆ ไมใชแคคิดๆ เอาวามัน เปนอยางนั้นอยางนี้ เมื่อมีสติรูสภาวธรรมหรือปรมัตถธรรมที่กําลังปรากฏแลว ผูปฏิบัติจะตองมีจิตที่ รูตัว ตั้งมั่น ไมเผลอไปตามความคิดซึ่งจะเกิดตามหลังการรูสภาวธรรม เชนเมื่อเกิด สภาวะบางอยางขึ้นในจิต อันนี้เปน ปรมัตถธรรม ถัดจากนั้นก็จะเกิดสมมุติบัญญัติวา นี้ เรียกวาราคะ สมมุติตรงนี้หามไมได เพราะจิตเขามีธรรมชาติเปนนักจําและนักคิด ผู ปฏิบัติจึงไมตองไปหามหรือปฏิเสธสมมุติบัญญัติ เพียงรูใหทัน อยาไดเผลอหรือหลง เพลินไปตามความคิดนึกปรุงแตงนั้น หรือแมแตการหลงไปคิดนึกเรื่องอื่นๆ ดวย แลว ใหเฝารูสภาวะ (ที่สมมุติเรียกวาราคะนั้น) ตอไป ในฐานะผูสังเกตการณ จึงจะเห็นไตร ลักษณของสภาวะอันนั้นได ในทางกลับกัน ผูปฏิบัติที่ไปรูสภาวะที่กําลังปรากฏ จะตองไมเพงใสสภาวะนั้น ดวย เพราะถาเพงจิตจะกระดางและเจริญปญญาไมได แตจิตจะ "จํา และจับ" สภาวะอัน นั้นมาเปนอารมณนิ่งๆ แทนการรูสภาวะจริงๆ พึงใหจิตเปนเพียงผูสังเกตการณ เหมือน คนดูละคร ที่ไมโดดเขาไปเลนละครเสียเอง สภาพที่จิตทรงตัวตั้งมั่น นุมนวล ออนโยน ควรแกการงาน โดยไมเผลอและไมเพงนี้แหละ คือสัมมาสมาธิ เปนสภาพที่จิตพรอมที่ จะเจริญปญญาอยางแทจริง คือเมื่อจิตมีสติ รูอารมณปรมัตถ ดวยความตั้งมั่น ไมเผลอและไมเพง จิตจะได เรียนรูความจริงของปรมัตถธรรมอันนั้นๆ ๔ ประการ คือ (๑) รูสภาวะของมันที่ปรากฏขึ้น ตั้งอยู และดับไป (รูตัวสภาวะ) (๒)รูวาเมื่อสภาวะอันนั้นเกิดขึ้นแลว มันมีบทบาทและหนาที่อยางไร (รูบทบาทของ สภาวะ) (๓) รูวาถามันแสดงบทบาทของมันแลวจะเกิดอะไรขึ้น (รูผลของสภาวะ) และเมื่อ ชํานาญมากเขา เห็นสภาวะอันนั้นบอยครั้งเขา ก็จะ (๔) รูวา เพราะสิง่ ใดเกิดขึ้นแลว จึงกระตุน ใหสภาวะอันนั้นเกิดตามมา (รูเหตุใกลของ สภาวะ) การที่จิตเปนผูสังเกตการณและเรียนรู หรือวิจัยธรรม (ธรรมวิจัย) อันนี้ เองคือการเจริญปญญาของจิต หรือสัมปชัญญะ หรือสัมมาทิฏฐิ ตัวอยางเชนในขณะที่มองไปเห็นภาพๆ หนึ่งปรากฏตรงหนา จิตเกิดจําไดหมาย รูวา นั่นเปนภาพสาวงาม แลวสภาวธรรมบางอยางก็เกิดขึ้นในจิต (ซึ่งเมื่อบัญญัติทีหลังก็ เรียก วา ราคะ) การรูสภาวะที่แปลกปลอมขึ้นในจิตนั่นแหละคือการรูตัวสภาวะของมัน แลวก็รูวามันมีบทบาทหรืออิทธิพลดึงดูด ใหจิตหลงเพลินพอใจไปกับภาพที่เห็นนั้น ผล ก็คือ จิตถูกราคะครอบงํา ใหคิด ใหทํา ใหอยาก ไปตามอํานาจบงการของราคะ และ เมื่อรูทันราคะมากเขา ก็จะรูวา การเห็นภาพที่สวยงามเป นเหตุใกลใ หเกิดราคะ จึ ง จําเปนจะตองคอยเฝาระวังสังเกต ขณะที่ตากระทบรูปใหมากขึ้น เปนตน ในสวนตัวสภาวะของราคะเอง เมื่อผูปฏิบัติมีสติรูอยูนั้น มันจะแสดงความไม เที่ยงใหเห็นทันที คือระดับความเขมของราคะจะไมคงที่ มันตั้งอยูไมนาน เมื่อหมดกําลัง เพราะเราไมไดหาเหตุใหมมาเพิ่มใหมัน (ยอนไปมองสาว) มันก็ดับไป แสดงถึงความ เปนทุกขของมัน และมันจะเกิดขึ้นก็ตาม ตั้งอยูก็ตาม ดับไปก็ตาม ลวนเปนไปตามเหตุ ปจจัยกําหนด ไมใชตามที่เราอยากจะใหเปน นอกจากนี้ มันยังเปนเพียงสิ่งที่ถูกรู ไมใช ตัวเรา เหลานี้ลวนแสดงความเปนอนัตตาของสภาวะราคะทั้งสิ้น ผลของการดูจิต และขอสรุป จิตที่อบรมปญญามากเขาๆ ถึงจุดหนึ่งก็จะรูแจงเห็นจริงวา ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นไมวา จิต เจตสิก กระทั่งรูป ลวนแตเกิดขึ้นแลวดับไปทั้งสิ้น ถาจิตเขาไปอยาก เขาไปยึด จิต จะตองเปนทุกข ปญญาเชนนี้แหละ จะทําใหจิตคลายความยึดมั่นถือมั่นในตัวกูของกูลง ความทุกขก็จะเบาบางลงจากจิต เพราะจิตฉลาด ไมไปสายแสหาความทุกขมาใสตัวเอง (แตลําพังคิดๆ เอา ในเรื่องความไมมีตัวกูของกู ยอมไมสามารถดับ ความเห็นและความ ยึด วาจิตเปนตัวกูของกูได จะทําไดก็แค "กู ไมใชตัวกูของกู" คือจิตยังยึดอยู สวนการที่ จะลดละไดจริง ตองเจริญสติปฏฐานจริงๆ เทานั้นครับ) สรุปแลว การดูจิตที่ชาวลานธรรมพูดถึงกันนั้น ไมใชการดูจิตจริงๆ เพราะจิตนั้น แหละ คือผูรู ผูดู ผูยึดถือ อารมณ แตการดูจิตหมายถึงการเจริญวิปสสนา โดยเริ่มตนจาก การรูนามธรรม ซึ่งเมื่อชํานิชํานาญแลว ก็จะรูครบสติปฏฐานทั้งสี่นั่นเอง ดังนั้น ถาไม ชอบคําวา ดูจิต ซึ่งนักปฏิบัติสวนหนึ่งชอบใชคํานี้เพราะรูเรื่องกันเอง จะใชคําวา การ เจริญเวทนานุปสสนาสติปฏฐาน + การเจริญจิตตานุปสสนาสติปฏฐาน + การเจริญธัม มานุปสสนาสติปฏฐาน ก็ไดครับ แตการที่นักปฏิบัติบางสวนชอบพูดถึงคําวา "การดูจิต" ก็มีประโยชนอยู เหมือนกัน คือเปนการเนนใหทราบวา จิตใจนั้นเปนใหญ เปนประธานในธรรมทั้งปวง และเปนการกระตุนเตือนใหหมั่นสังเกตพฤติกรรมของจิตเมื่อมันไปรูอารมณเขา เพราะ ถารูจิตชัด ก็จะรูรูปชัด รูเวทนาชัด รูกิเลสตัณหาชัดไปดวย เนื่องจากจิตจะตั้งมั่น และ เปนกลางตออารมณทั้งปวง ในทางกลับ กัน ถาจิ ตไม มีคุณภาพ คือไมมี สัมมาสมาธิ สัมมาสติ และสัมมาทิฏฐิ แมจะพยายามไปรูปรมัตถ ก็ไมสามารถจะรูปรมัตถตัวจริงได นอกจากจะเปนเพียงการคิดถึงปรมัตถเทานั้น ถาเขาใจจิตใจตนเองใหกระจางชัดแลว การเจริญสติปฏฐานก็จะทําไดงาย ถาไม เขาใจจิตใจตนเอง ก็อาจจะเกิดความหลงผิดไดหลายอยางในระหวางการปฏิบัติ เชน หลงเพงโดยไมรูวาเพง อันเปนการหลงทําสมถะแลวคิดวากําลังทําวิปสสนาอยู พอเกิด นิมิตตางๆ ก็เลยหลงวาเกิดวิปสสนาญาณ หรือหลงเผลอไปตามอารมณ โดยไมรูวากําลัง เผลอ หรือหลงยินดียินรายไปตามอารมณ หรือหลงคิดนึกปรุงแตงอันเปนเรื่องสมมุติ บัญญัติ แลวคิดวากําลังรูปรมัตถหรือสภาวะที่กําลังปรากฏ เปนตน ถาเขาใจจิตตนเอง ไดดีพอประมาณ ก็จะไมเกิดความหลงผิดเหลานี้ขึ้น ขอดีที่สําคัญอีกประการหนึ่งของการดูจิตก็คือ การดูจิตเปนวิปสสนาชนิดเดียวที่ ทําไดทั้ง ๓ โลก คือในกาม (สุคติ) ภูมิ รูปภูมิ (สวนมาก) และอรูปภูมิ แมแตในเนว สัญญานาสัญญายตนภูมิ อันเปนภวัคคภูมิหรือสุดยอดภูมิของอรูปภูมิ พระอริยบุคคลที่ ไปเกิ ด ในภู มิ นี้ ก็ ต อ งอาศั ย การดู จิ ต นี้ เ อง เป น เครื่ อ งเจริ ญ วิ ป ส สนาต อ ไปได จ นถึ ง นิพพาน อันที่จริงสิ่งที่เรียกวาการดูจิตนั้น แมจะเริ่มจากการรูนามธรรมก็จริง แตเมื่อลง มื อ ทํ า ไปสั ก ระยะหนึ่ ง ก็ จ ะสามารถเจริ ญ สติ ป ฏ ฐานได ทั้ ง ๔ อย า ง โดยจิ ต จะมี สติสัมปชัญญะตอเนื่องอยูในชีวิตประจําวันนี่เอง เพียงกาวเดินกาวเดียวก็เกิดการเจริญ สติปฏฐานไดตั้งหลายอยางแลวคือ เมื่อเทากระทบพื้น ก็จะรูรูป ไดแกธาตุดินคือความแข็งภายในกาย (รูปภายใน) และธาตุดินคือความแข็งของพื้นที่เทาเหยียบลงไป (รูปภายนอก) อันนี้ก็คือการเจริญกา ยานุปสสนาสติปฏฐานแลว และรูถึงความเย็น ความรอนคือธาตุไฟของพื้นที่เทาเหยียบ ลงไป เปนตน ขณะที่เหยียบพื้นนั้น ถาสติรูเขาไปที่ความรูสึกอันเกิดจากการที่เทากระทบพื้น เชนความเจ็บเทา ความสบายเทา ก็คือการเจริญเวทนานุปสสนาสติปฏฐานแลว ขณะที่เหยียบพื้นนั้น ถาพื้นขรุขระ เจ็บเทา ก็สังเกตเห็นความขัดใจ ไมชอบใจ หรือถาเหยียบไปบนพรมนุมๆ สบายๆ เทา ก็สังเกตเห็นความพอใจ อันนี้ก็เปนการเจริญ จิตตานุปสสนาสติปฏฐานแลว ขณะที่เหยียบนั้น ถารูตัวทั่วพรอมอยู ก็จะเห็นกายเปนสวนหนึ่ง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เปนแตละสวนๆ หรือรูถึงความทะยานอยากของจิตที่สงหลงเขาไปที่ เทา หรือรูอาการสงสายของจิต ตามแรงผลักของตัณหาคือความอยาก แลวหนีไปเที่ยว ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรือรูถึงความเปนตัวกูของกูที่เกิดขึ้นในจิต หรือรูถึงนิวรณที่ กําลังปรากฏขึ้น แตยังไมพัฒนาไปเปนกิเลสเขามาครอบงําจิต หรือรูชัดถึงความมีสติ มี สัมปชัญญะ มีความเพีย ร มีปติ มีความสงบระงับ ฯลฯ สิ่งเหลานี้ลวนแตเปน ธั ม มา นุปสสนาสติปฏฐาน ทั้งสิ้น ที่เล ามายืดยาวนี้ เพื่อนใหมที่ไมเคยลงมือเจริญ สติสัม ปชัญ ญะจริ งๆ มาก อน อาจจะเขาใจยากสักหนอยครับ ดังนั้น ถาอานแลวเกิดความสงสัยมากขึ้น ก็ลองยอนมารู เขาไปที่ ความรูสึกสงสัยในจิต เลยทีเดียว ก็จะทราบไดวา ความสงสัยมันมีสภาวะของ มันอยู (ไมใชไปรูเรื่องที่สงสัยนะครับ แตใหรูสภาวะหรือปรมัตถธรรมของความสงสัย ) เมื่อรูแลวก็จะเห็นวา เมื่อความสงสัยเกิดขึ้น มันจะยั่วจิตใหคิดหาคําตอบ แลวลืมที่จะรู เขาไปที่สภาวะความสงสัยนั้น เอาแตหลงคิดหาเหตุหาผลฟุงซานไปเลย พอรูทันมาก เขาๆ ก็จะเขาใจไดวาความสงสัยนั้นมันตามหลังความคิดมา เปนการรูเทาทันถึงเหตุใกล หรือสาเหตุที่ยั่วยุใหเกิดความสงสัยนั่นเอง เมื่อรูที่ สภาวะของความสงสัย ก็จะเห็นสภาวะนั้นไมเที่ยง เปนทุกข เปนอนัตตา มันเกิดขึ้นเพราะความคิด พอรูโดยไมคิด มันก็ดับไปเอง หัดรูอยูในจิตใจตนเองอยางนี้ก็ไดครับ แลวตอไปก็จะทําสติปฏฐาน ๔ ไดใน ที่ สุ ด เพราะจะสามารถจํ า แนกได ชัด ว า อะไรเป น จิ ต อะไรเป น อารมณ อะไรเป น อารมณ ข องจริ ง และอะไรเป น เพี ย งความคิ ด นึ ก ปรุ ง แต ง หรื อ สมมุ ติ บั ญ ญั ติ ที่ แปลกปลอมเข ามา รวมทั้งจําแนกไดดวยว า อั นใดเป น รู ป อั นใดเปน จิ ต อันใดเป น เจตสิก ขอย้ําแถมทายอีกนิดหนึ่งนะครับวา การดูจิต ไมใชวิธีการปฏิบัติธรรมที่ดีที่สุด เสมอไป เพราะในความเปนจริง ไมมีวิธีการปฏิบัติธรรมที่ดีที่สุดในโลก มีแต "วิธีปฏิบัติ ที่เหมาะสมที่สุด เฉพาะของแตละบุคคล” เทานั้น ดังนั้น ถาถนัดจะเจริญสติปฏฐาน อยางใดกอน ก็ทําไปเถิดครับ ถาทําถูกแลว ในที่สุดก็จะทําสติปฏฐานหมวดอื่นๆ ไดดวย *********************************** ขออนุญาตฝากขอความจากลานธรรมไวดวยครับ *********************************** ความคิดเห็นที่ ๓๗ : (สันตินันท) ที่คุณสุภะตั้งประเด็นเรื่องปรมัตถนั้น ขอเรียนสั้นๆ วา พระพุทธเจาทรงสอน ธรรมโดยสมมุติแกผูควรฟงธรรมโดยสมมุติ ทรงสอนปรมัตถแกผูควรฟงปรมัตถ เพื่อ ประโยชนของผูฟงเปนหลัก ไมใชเพื่ออวดวาพระองครอบรู พระอริยสาวกชั้นตนๆ ไมเคยฟงเรื่องปรมัตถเลยก็มี แตก็รูธรรมได อันนี้ผมเห็น วา (ขอย้ําวาเปนความเห็นนะครับ) เพราะคุณภาพในการฟงของทานดี เชนพระพุทธเจา ทรงสอนวา ความแกเปนทุกข ความเจ็บเปนทุกข ความตายเปนทุกข จิตที่อบรมมาดีแลว ไดรับธรรมอยางนี้ ก็ทราบวา ความแกเปนทุกข ฯลฯ ไมไปติดอยูแควา "คนแกเปนทุกข" คือทานสามารถมองทะลุสมมุติบัญญัติเขาถึงสภาวะของความแกไดเลย อยางไรก็ตามในมหาสติปฏฐานนั้น ทานสอนทั้งโดยสมมุติและปรมัตถ ที่สอน โดยสมมุติก็เพราะทรงสอนธรรมตนทางของการปฏิบัติกอน คือสอนใหปรับจิตใหมี คุณภาพดวยการรูอารมณอยางเปนวิหารธรรม มีตปธรรม มีสัมปชัญญะ มีสติ นําความ ยินดียินรายในโลกออกจากจิต ผูใดปรับจิตใหมีคุณภาพแลวก็ยอมสามารถ (๑) เห็นอารมณปรมัตถโดยความเปนปรมัตถ และ (๒) เห็นสมมุติโดยความเปนสมมุติ สวนทานที่อินทรียแกกลาแลว ก็จะกาวกระโดดไปเรียนรูเรื่องปรมัตถทีเดียว ลองสังเกตเถิดครับวา ธรรมที่พระองคแสดงแมในขั้นสมมุติ บางทีก็แฝงปรมัตถ อยางนึกไมถึง อยางเชนลองอานอริยสัจจ ๔ ดูเถิดครับ เชนทรงสอนวาเกิด แก เจ็บ ตาย พลัดพรากจากของรัก พบสิ่งที่ไมรัก เปนทุกข แตลงทายทานก็มักจะขมวดวา "วาโดยยอ อุปาทานขันธทั้ง ๕ เปนทุกข" และถาสังเกตธรรมที่ทานทรงสอนผูที่จะบรรลุพระ อรหันตจริงๆ จะเปนธรรมขั้นปรมัตถ เชนพระสารีบุตรไดฟงเรื่องเวทนา พระพาหิยะ ฟงเรื่องรูปกระทบตาฯลฯ พระมหากัสสปะและพระอานนท สําเร็จดวยกายคตาสติ (กายคตาสติสูตร มีเนื้อหาอันเดียวกับกายานุปสสนาสติปฏฐานนะครับ อันนี้จะไมตรง กับวิสุทธิมรรค ที่จัดกายคตาสติเปนสมถะเทานั้น) อยางไรก็ตาม ไมมีหลักฐานชั้นพระไตรปฎกวา พระองคเคยทรงสอนวา จะตอง รูอารมณปรมัตถจึงเห็นไตรลักษณ คําวาปรมัตถ ๔๐๐ กวาแหงในพระไตรปฎก เกือบ ทั้งหมดอยูในกถาวัตถุซึ่งแตงขึ้นหลังพุทธกาลราว ๒๓๐ ปเศษ ที่ผมเรียนอยางนี้ เพราะ เห็นวาเราตองซื่อตรงตอการศึกษา แมผมจะเชื่อโดยสวนตัวเรื่องวิปสสนาตองรูอารมณ ปรมัตถ ก็ตองยอมรับวาพระพุทธเจาไมไดทรงสอนไว แตผมพบวา ถาดําเนินจิตให ถูกตองจะเห็นปรมัตถ แลวพระองคทรงสอนถึงการดําเนินจิตที่ถูกตองไว ซึ่งเพียงพอ แลว หากทรงสอนเรื่องปรมัตถมากเกินไป พระศาสนาคงไมตั้งมั่นลงไดแนๆ เพราะหา คนฟงรูเรื่องและเขาใจ และปฏิบัติไดยากเต็มที เรื่องจิตผูรูนั้น ขอเรียนวาจะไมใชการสรางมโนภาพ เพราะการสรางมโนภาพ เอาไปเจริ ญวิปสสนาไมไดครับ แต ไม วาเราจะชอบคําว าจิตผูรู หรือไม ถาเราเจริ ญ สติสัมปชัญญะจริงๆ ก็จะรูจักจิตชนิดหนึ่ง ซึ่งตั้งมั่น เปนกลาง รูอารมณดวยความมี สติสัมปชัญญะ อันนี้เปนธรรมชาติที่มีอยูจริงครับ แตนักปฏิบัติไปบัญญัติเรียกกันเองวา จิตผูรู เมื่อจิตเปนของจริง เหมือนที่เจตสิกและรูปเปนของจริง มันจึงไมใชมโนภาพ แต ถาใครไปสรางมโนภาพของจิตผูรู ไมไดรูเองดวยปญญา อันนั้นผิดครับ แลวก็ไมใชการสรางสิ่งหนึ่งขึ้นกอน แลวปลอยวางความยึดมั่นทีหลัง เพราะจะ รูจักจิตผูรูหรือไม ปุถุชนทุกคนยอมเห็นวาจิตเปนเราทั้งนั้น และผูที่ไมใชพระอรหันต ก็ ยอมยึดวา จิตเปนเรา จะรูตัวหรือไม ก็เปนอยางนี้แหละครับ เรื่องจิตสงออกนอก ไมเกี่ยวกับการรูอ ารมณภายนอกและภายใน เปนคนละเรื่อง กันเลยครับ เพราะเราตองรูอารมณตามความเปนจริง คือตามที่วิญญาณหยั่งลงรูลงไป ทางใด คําวาจิตสงออกนอกเปนคําบัญญัติของนักปฏิบัติบางกลุมที่สอนวา เมื่อรู อารมณแลว อยางหลง อยาเผลอ อยาขาดสติคิดนึกปรุงแตงตามอารมณไป สําหรับที่คุณรูปนามหนึ่งถามนั้น ผมมีความหมายดังที่คุณวิชชากรุณากลาวไว ครับ คือพระอริยบุคคล ๗ ประเภท เวนแตพระโสดาปตติมรรค หากไปปฏิสนธิในเนว สัญญานาสัญญายตนภูมิ ก็ไปดูจิตตอไดที่นั่น เพราะจิตที่อบรมสติสัมปชัญญะไวดีแลว มันทํางานไดโดยอัตโนมัติครับ พอรูอารมณอันใด มันก็เจริญปญญาตรงนั้นเลย เรื่องนี้ เดิมผมไมกลาพูดหรอกครับ คิดวาเปนความรูที่แปลกเกินไป แตไปเห็นในตําราเรื่องภูมิ จตุกกะและปฏิสนธิจตุกกะ สอดคลองกัน ก็เลยกลานํามาเขียนไว… อริยสัจจแหงจิตของหลวงปูดูลย อตุโล "จิตที่สงออกนอก เปนสมุทัย ผลอันเกิดจากจิตที่สงออกนอก เปนทุกข จิตเห็นจิตอยางแจมแจง เปนมรรค ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิตอยางแจมแจง เปนนิโรธ" อนึ่ง ตามสภาพที่แทจริงของจิต ยอมสงออกนอกเพื่อรับอารมณนั้นๆ โดยธรรมชาติของมันเอง ก็แตวา ถาจิตสงออกนอกไดรับอารมณแลว จิตเกิดหวั่นไหวหรือเกิดกระเพื่อมไปตามอารมณนั้นเปนสมุทัย ผลอันเกิดจากจิตหวั่นไหวหรือกระเพื่อมไปตามอารมณนั้นๆ เปนทุกข ถาจิตที่สงออกนอกไดรับอารมณแลว แตไมหวั่นไหว หรือไมกระเพื่อมไปตามอารมณนั้นๆ มีสติอยูอยางสมบูรณ เปนมรรค ผลอันเกิดจากจิตไมหวั่นไหว หรือไมกระเพื่อม เพราะมีสติอยูอยางสมบูรณ เปนนิโรธ พระอริยเจาทั้งหลายมีจิตไมสงออกนอก จิตไมหวั่นไหว จิตไมกระเพื่อม เปนวิหารธรรม จบอริยสัจจ 4                ! ""# $%$  &   ' ( )(*  +, )-./+ 0(123 ."0 " (4) 56  ( 01(26. (23723 ! ""# $%8   .      !  - 0 6*".+ 3 ".  #$ % :  (<)  )"&1 ), () 6    (*56 +( ( ) /    " &1 +  5 >  ", 6 &1/ ,  ?. &1 (%) *(6  ?./35/( /",(A 6*".2 5    51"&1/   "'5 &.  #$'# #% : " " (<)  " () " 5 -  &1 ( )   . (.    )*#$ : 6 >  )" )6*".+ 3. B C&? (DEE &(A "E5 "5 "5"-.",5  " (DEE ,(A  "" ),(A 5 6*". 5"'1  5 -  *(6 (5 - 6* ) F0 (" 6>"6,) 35 ( G/( /5 1) &1(&6*". (( ) 2  52  5 +. # ' ,- % - "1&/" ( H) /F? ( I) 6">& ("4 ( B) 5(A  ( 8) .. # /0# 1  % : 5   5( /", J  5 >F1(  & 51" /+ ( 65 "&("4/+ C 5"1&/"6"5 " * 25  " &5"& ( -.666 + H &1")  )" ",5  2. 3  % : (?&1 ?6(1")" /+ (A "5, (A "6*". + ,36(A  KD  5 " 4. #1 /)5 #6 0% - /F?6("4(A -.(D*) , -15 5  + (4) 55  & /F?,  5 &1 " &/F?,  5 7. -  '58  0% : /& "L-1F?556 (A ((A 5& "L-.) &1  (6"GF1 & + "(5 - ) &1 '  (64M) 9. /0# /%% : (<) (A *, (D*) 5 5 )") ()  &1&1""& 5)( ( ) )-. C& (%) 5 +  5   ? ($)  64M ,5  , &1,? (H) )) &"/ 6 + & (I)  &* 0 &1 (B) "" )?  &* 0    .     !  <.< 010*6?C (A C5.6*5)(DE 6 1  % ' ' 0   #$ :';% <. ):/  )#  '   #$ -   %5#    01 "5, +(A "6*".6J 66>, " *   +  *  6*"."0, 5,"'F1&16*"."/+ 0 + 01 1 +  0, *6 "' 5' O1 + "'  (  ' *  6" 33    J 1  5"'1 &*  ( 5 (" (A  &1, " " +  5& &2   6 1 )* ,   <. 6*60"6  + (A 0F0&56  /   "   +  +  2  "'1*  ( & 6 0.  6 )  E55 3 >   *"  *F0 P&P 5 * ' ' -:   <%  )#    <.% 010*6?C    ,  *3  6(A F0&5 + 5 ,   6*".G/(A 35 5010*6?C 6 + 65)(DE 6*". 2 5 6 +)" 5*6*". &1)"?(4) 500 6*".+ 3    ' !0#= ' #$' ' 0  #$ ' ):%*#)*  )'-> * * ?$ 5 #6 - -- :) <.$ ) & (" 010*6?C 2&"" ( 35 56*". (1 ' +5 " (A "3  01?)" , -1 +"'1 "&(A   " 6( 3 E ( 0      & + ,  )&  &     6* ". 5   66010*6?6  "'1 '  2  5&"" & ".  #$ % .< 010*6?C 6*". &/"G/+&1 &* ""6*".6 0" "" 6 J ( "& .<.< #' 6*".6  (60" "" & "6*". "6*".,   >  )6 E5/"  J 6*"6 /" /+  " + / 56E510) 6*"6 " /+ )" 3 5" 10) 6*".   5.656>5& & 6>, 5(& ) 5" 5  5 ) 5) 53' & 5" 5 , 5 ," P&P 6)   * 0 "& )(Q  (A )) + 6*  &166*   ">&  6*". "'1"6*".6> 5 , 66*"6 )6& 1/"(A * 5   & 6*"."' 56 " / "565,"'10) 5"  /+ 6)5& & ,  &"'/"(A * ,  "/+ "'/"(A 6*". .<. #/)#=? 6*".3  + ,36*".,  6  (6,J "'  " 5 (A & "L-16  (6(A  ("5,&1(*56 + &) 6  6 + & 6  5& (  + 5  + "16 *"'& "L-1 (A 6*".3 " 6    6*"& "L-1 +1 ' 3 /+  &E5& , 3 + +/6) 0 +" .<. #$' -)? 6*".3  +(A 6*".6" /+ " ) &1 5.6 + &  6)15& & 5   '    "   " (4) 50 1 ' 6*".3  +  2 O01E52 ,3-., KQ ? G/1 '   )'58'- '##$  '  "5" "(5 - ) &1/ (*(6 5 - 6">&  "&), ( &1-.6 + && 51" 6*"./   6 + & /+ 6 6 "5(C""&1/ -. 51 6*". 5"& )165     F0 5 )") &1* 2 5   (4) 565" (DEE5'6, 1 ) +1?))-. 515 +   2  51  "L"5 (  (A F?, 1 )01    6 6/F? + +)6 1"    ,  (4) 55 ( 01565 +     + (A 60/6C  (& F &1 *"& .<.% # ) $  ) $  # $ 6* ".3  + (A 6*".6&/"G/+ 6* 6   ,6*".3  +6 + /10 "" 5"  01" "0 6*"6 (A  E6,J "' " " "6*"& "L-1"'(A 6E(D "M  (A (**3 "' " " "6*".015 - "'  ,3(DEE6/6* 01  '  5)(A *&15)(A 6*". "6* "'/? , 1 )01  015(DEE," "&1/  5/1(A 6*". 5/0,61 5 +   -.F " (A 65 + "&1/  5"& ) /   , 5 56(A 5 )")  5E(D "M 5 ( (DEE")/6* 6 /1  ' 6*" . ) $  5  # )/ #$     # /  0 )  %  5 :#>'58#$ <-) )' / # ##$%  '#0: /# ##$%  )*%5 ,3" +5 +(A 6*".)(A *) "5(A 6*".& J &6  056*"." 6*". 6 +  (DEE") , ?.(A 6*".& "'(A  , . '   )0'##$ /' %  #$0'# ) '#'58)6)#   %  : -'   #$5/ #$%/  )#>'58))*%5<)-< )- /<    5 #6  - -- )6)# #>'58) 1 1 / /?):'  '  ?. ( (A 6*".(33-&133 ) 1(& / ,  ?. ( &  '  &1    &53 '58#$ -%  @ #$ 6>, "(5 - -*(6 )61,  (  (A *&1(C"6*".  (2  52  5 5/   +  "6> 6,(  /F0/"F0)6 1  *&1 &" 6*". 51(&&1  )O( (35), J /+  (A 5 5 5 " &1 ' /F1  00 + 6*".0150" >" """&&1 ?.   "E5(D4M (A 6 616>, / ? & +  &1,,  "& +& 5"'1&"&1/ ,   J 65 ((A &> )J  / + (&/ , 6*"."&15 , 6* . 6*".6010*6?6 , *(4) 50, 0 ( ") $  , &1 33 6*".& 01 ' 6( & "L-1(A  6 (A #$(/)#=?) (A  55 51&  6*".( ?./( /",), " )2&"6 6 &1   )O6* " .   ( , J /+  "    # ' 6", 35 (D  * ) (A  6 &"&   >(A 5"  ( 5 "-.(A J ( 2 , F06  "6*". 5, 6*".  5+  ?.&1  ?., " /+   &1 //0 6*".+ 3 )-.)) &.  #$'# #% .< >  ))*&&1 5.6  (& "/"  %   #1 '##$ 3 "(A *&5""'6*". "'&5')(Q"'6*". "(A 51& 55"'6*". " &  "'6*". " &5 "'6*". 5( , "'  + 1/"(A * . >  )(4) 51 '  &/"G/+/+ (   #-  #1  '##$ 01"6>, 55 +  6> "6 + 6 + 01,   (A *&1 0 "6*".6 +( (C"" 5"' 5 +  "1 "1 5* ), 5 6 + . >  ) .&10) ) $) /'58-)#$<-) )' 1"    ?."'(A 6*".5& && 50133    ?.(A 6*". "& ) ( " +, +(A 6*".)(A *) /" *6 "1,  ",(A * ", ",0 6*". &"  +  6, "(A 6*".  5,6)5& & " +5"&&  "'1"15* , 5(*  ?., /+ (A F1, 5)" )6*".5 ("  +  %   )$ ;;    %      5 :/ 0'58 #'   #$   01 6>, " " )O(  (A " 6*"./+   &" " +  65,5 +" 01 6*".""(  &1 *, (  5&  ", "  ?.,  )5 ( 6+ * /"" (A 6*".G+>G 6  ")+ & (.    )*#$ %.< 6)&6*"." "1   (A ""616>,  )6*"." /+   G/"' 1 " ("" )33   . 2 O01 6*".  (A ( /", ,35 5  5  (A 5  5*, " 5 -  61 "61 *&1 &"  6*".6"16)",5 "(A  ( (A > E "   01 0*6?  16 C'  -  '58  '*  ' '*  / #1 ) (, 5F?5(A 65 (56* "' # - /0#  3  #1 /)5 #6 -  '58  (, )6 + 5 / 5G/ 5" " ) ?&1 64M (DEE 56  "1&1 , 3 + + "'015", " ,010*6?C  C/"L 2  G )G ") (A  5*&6 5 (56* & 6>  " )" "5 , " / "'5   50R5" ( J 2 (C"5 /1 "&1, + 55 (A  6 + +010*6?6   "E5( /", + &16 61 > ()*6?S 01  5 - &164M ( '  ") 5&    , 2&"  6 + +>2&""' /( /",   %. 0")  ) " )  6"E5( /",6   )6*". 01  > 6 6(4) 50 )6*". ""E . B )&"'"C/"L(4) 5, C& ? &1(DEE 6   +"5 3 " 56>,, /+ (" "E " "LC& "6>? &1"E(DEE 3  6"+"&5 &13  "+"&5 %.% 6  ")>0'E * -   6 + & (A  60 10*6? 6"  01. "'6)>0'E)"" 615 (,?5(A   01.) 3 6)>0'E6  0135(A 01  )356 C&))&135 )3566>? FEE $ + 30&  (" , 0 2&" )353 01356(A 2 ) -T5"'61(DEE) 5 5*, 01. / 65 01 *55  20?E-, 0135 & + "& )65 , 0135 * 6 &165  "E?  *(D 5(D4M ,  )0 01. 6)>0'E01), 5'(UV 01. 5   01. 56 )>0'E01)2  6E5 01."'65   3 " 6 + +01")>0'E )6 + & (A "( )0+ M 65,01., 0>  )"  6 E5   5 3 0101.KW"&1012? &1013001 20?E-, 01356(A 01 & /6'061&101 00&1 01 *&G/(A 6 " 0 ( 0120?E- (A 5 %.$ "6> 6 + & 6 +6 C& ? &1"E(DEE)1 )   "+"&5"? 05 >*,  "*C&)" &  6 + &1) "-6>  5"& )0&" ((A "*C&"'   5 3 %.$.< # 1   "6>2  (1") 5(DEE"'(A "0"0 "&,   "/+ 3 6> ( O64M "' " 6>6 &  "' " " , 355 ( "' " 1 &6 +  '  1 )&*& 00 01"6>6 + 6> ( 2&F 6>6 + ,   ) "&" +J (A 5 %.$. # !/ " 5(DEE">" )(A "6C&1C& )>0'E05(& 005() 3 &  ")>0'E 56" 5,"J 16>, "&))& C&"'0"0 "& 3 "  1"/+ " > E     "  01C&    &"01 C& (A 5 %.$. # 1   " (1") 5(DEE 6>? 5"'   ) *) & +&5  " O64M '  "/+ J > 2 1&11 3 6>?&" &)&+ 5 " 55J " ) /    ' " 0 0 "(A )   (A " ) "   ' 5J & &F," ) & + &1) 1/"5(A  55(A  6)  ))*, , >   (A 5 %.$.% # ' ,5F,, " (1") (DEE 64M"'1"   0& , "E(DEE " 3 6> " "1 "M " )(D  "M "'(A "61 &6>?& ">& E(DEE 3 )6 *,3  0- 5. )*& 5 5    5*  P&P , (A 5& "L-. ""16>  & + (A 0"6>"M (A (0)5 ) +6 61"  ) "& )" Y*ZG , ?6 "'  )6  0- 5& "L-.  1 55"& ) 0"0 /+ "' 6 + +01%- /)#=?$): ' % % --5 )#=$;)03   5 /   - /-   -): ) ()  ) 0 '>%- /)#=?$5F,, %  &1)6 6 61E(DEE "(  "& ) 0 0 (  *EE56 (  01 6)" E(D "M 5,3( (A -. 5"& ) "& 6+( & ( (A 6& , "(4) 5? (A 5 %.H "6> 6"+"&5"? 5(A "6> 6"+"&5"E56 "5  5(DEE, -166>  + 3 %.H.< # 1   5(DEE">" )5,5  6 +" 6> 1 6> &1 & 6> "(A ""16> C 6?6(1") (DEE 6>&5       "'6>5 1 6>&5,33 )") "'51&/"* )") + ( "6>6 /(A KW""E5   " 56>  )*E > 2&F1&12 1 6 + "' "+"&, J 5"E5 %.H. # )#= !/ C&)*6?S " " 5">" )65 5 "5 ">" )65,5  C&3  6"  6 C& " /+ 2  52  5 "& 261" /+ "'5261" /+ 261)>5   C& < "'" /+ 5'))-. 015  [ 6>, 2&F1" /+ &56  6> C&  &1 2  52  5 (A 5 %.H. # 1    ? 5 +  5(A .(1") / . B  + ?, 010*6?C /5(1") . J  3 55&1(DEE">" ) ?6 5(DEE (A ?6, * &  J "' 5 (123 .5"E5 015 5 +  , "",  &1 5 5 +  C&&1(DEE"' " , ))-.  %.H.% # ' ,5F,, "E(DEE6" )-.6* 1"&, "" )"E55 (  ,  +1"&O01"E(DEE,  + 5 " "C/"L( 5 6? G/30*6?1(A "(4) 5"' 6 6+   ,  & "" + 0+ M 010*6?C  ) O1 + "&(A  )& 6?C  J 6 + 6 5 (A 30*6?"'  %.I # ' ,!/   5F,, G0  /  ):  ' ,-% #- !/  /5F,, '#0:' 3 , "?)6 "&/F"L*( / (6& &""010*6?01 "LC&>  "   010*6?6 , 6 E56 "5 "LC&>  " 6 6>&6>C&6 , )*6?S))-.  6 + )&* & 00    "5 1&/"F?6">& ("4 J , -1 + 1"  ?2  52  5 51" 5 +  &51&/"F?6">&  ("42   & (6"G 65"'(DEE6& "L-1(&1  / (A 5& "L-.(&1  &1 "16  . % (DEE & +" ""E5  56 ?6 ++  + 1"& "(4) 556 0 6*". 15E . B "'  &(A "E 5"C& ?&1(DEE"'  & , /6* # ' ,-):/ # ' ,%- # /  $ 4 +. # ' ,- % $.< 6 "&& " 6*"., 6 C 1010*6?C   6*".( / ?./",  (A 5  5*, " "(5 - ) /  (*(6 )&1 +  6,(F0)01, ", +6 (A * &1)  ) 5,(   +  + 6>, " 6*".6,G+>G /+ "3 + / " "6*".( / ?./",6(A 6*".2 5  & " ' ( / ?./ ", (A  6 (A 6*".&1 ,35 5 5 6)  )   5(&/  ", 51  " / &1 +  6,2  52  5 6*".6,01 " / &1 +  "'1  ( 51(A 1" ?. 0""" ?. (A "6*". &1/ 5* 6  00  + "16>&" 6*"./ 5;;  5F,, 6>& (A ( / ?./",  (A 5  5* 6*".& (,   $. "6>(DEE , " /+ + 0"3 61  ?""J " (<) " )6  (1)"-. " &1"YD &1 () " ) ,E,  + J G/?"6 +  +,3 >  )" 3" J 5"6> , & "?6010*6?C  >(A 5C " 2 "?" /05 "  ?" ( ) "KZ "5("4"-.(&1 5(A  6 + +01 " )YD6  ,  0>  " "',  0 6 +  1 &1   ,3   "'  56 + +, )+5 5C/"L & "?> 010*6? " &1"YD & >) ,E0, / 6" KZ "5("4"-.(&1  "55 (" $. "  " "YD &1" (A ? J 60"  "" & , 6 +/1 ("&/"  # ' ,-  " " KZ "5("4"-.(&1  2  # /0#  ( H) 03  ( I) #1 /) 5 #6 ( B) -  '58  ( 8) .. # /0# 1  % H.<  *L.2 6  (1&/"5F*) ?$( 05,  B) & 5?35 3 , -1 +       "'6)  , -1 +*  6*". OJ "'6)  , -1 + " 2&F 2"? &   Y*ZG  "  C 6? 1 ) P&P "'6)  5 *L.*  (1" (<)  *L.  "/'/ 5F*) ?$ 01 5 &" ) (A   &" ) 6 ( ( ' 6 + &  &"&,6">& ("4, (D*) 5  &1 ()  *L. "   ?$' / ):    /@   6 6 1 ' 5 ) - $  ?$ G/ (A  (  05,  I) "& ) ' 5-.) EE 5 (A  KD 5  3          6 +6&( " ?5*5 "6       ">& 2&F2"? & 6 +6&  55 "6">& 2&F2"? & 6 + +01   ' ( 5.-. F?66(" )  5* " +, +5 G/(A -.) EE 5 6    '  6 +  "16  0" "(4) 5"' " /" /  # ' ,- #>  # ; -'58 ; -  :' %5 5 )-$ ?$#1 /)5 #6'585F*) ?$ - )#'#  ' @ # ' ,- # /0# ): '583 %  0 '!='  )):;-  %5  ?$ #' #/)*     " " **@  0:  / ?$# I ; #>%   #-)#     +  1"&  /  & " L-1 5 6  1" "  E  (D    G/  (A  5 6   5  ? &1(DEE 6 "(4) 5)6 "-    H. ")3+F1 "5 "  6"5(A   + (A "" 01055  ' & ( (A  +  + "'1, 6 6 5 "0 " /F1"6 "5" (G/& 5" "5 -   " &164M  '  6 + &) "'1,/F16"5  " " F1 0& 6> E " H..<  % ;%   ('@/// -)) H..<.< F1 (A 65" )F1   "  & &5  ,& KD "&   (A F1"(& 5,,  &0& 0& (5-.65  " &+ &1" "16 0& (, 2&"  KD &1 5 "5  5 3 5 ' ()&" >   (A ( E/3 & "'  &0& 5& +&5      "',& Y*ZG (J 2 )"'6)/6 5)"' 3   1  (A 5 H..<. F16"& &5  + (A F16&" 5   " )  ("2&" 6 +&5,5  , -1 + 5,1* 6*". 1  3  "' 1  "& '/ ' '@/  -): ' %   #  ' - / %)' H..<. -1, 6& &" 5 ">& & -1 +  &1 ) ( &11" F15 /+ 6 66 6  + 0">& & "' " "6"5& H..  % ;  H...< F1   " )F1 , -16 + 6 ">&  (A   5&5 &" )&6&   # '58# - )'#- 5 #6# ?$- J -  )'58  ?#  '58#     )  '58 % (56 + + "">(A 5 3 5 0" "6> "'5  (5 65 ) H... "(4) 5>  " ,"E5 2 > E  " "5/"5"&1,5   "(A *F1 6 (A 6*". (A  55 (A ( " (A "6>(D  6"E5 "E(D 15 F?6">& ("45(A  ,3" /F? + J 01  (**3 ( (\]  -J  , *    '>@  K 6I3  5J 3   " + 655 +6 0" +5&5"'"" (" ,    5  505&"'E (& (A 5 " 0- ,3(D  6 &(Q6". 6  G/(A CL. *2( / &(Q  F6 525   "#  ? #  '583#>' # ?$ ('58 ) #  ?  -  ( ?-) /#  ? #  '58 -'58) $ #>'# # -*   ('58 ) ';#) -' 56*)- 0-0-' 0%# # 56*)- " "" + &00*? M 2"'   +> C '  '    -): 5F '  '    E &1 &(Q &. 5*2&"'  C ' % #>%    0 E G/"'5" )01( 5?61)* *6 00E- (A (D E-)+5 + 5(& "  H... -1, 6   &  "  5    ">  &  5 +  "5 +  ,  -1 +  1 ) ( &11" F15 /+ 6 66 6  + 0 ">&  "'" "6"5& H..  % ;# -): 56*)- H.. .<  "5 +6" 1 5 "(4) 5")&1  1(4) 5?"'5)5 +6(4) 5 01 ((&  ""(4) 5" (A "" "16>" 6 +6"(4) 5 + 56>1 """( 6("4 (5J 5?35 ?  3  " )5" F05  "'&5/+ 6 + "*"  "  "'/" 6 + F16(A ?35 + & 501 , & ""E5 /5 +6(4) 5   " &  5.6 "'6 + "&15, 6 61-.6("4O01  ()J 5?35?  H.. .  (4) 5? "(4) 5 ")  ),5  &1 0R5"5) 3 ",35 F0, ,5 &6  (scan) , F0 + 0 1  "  "5" (   & 6 ">& ("4/+  & +(A  0&  01(A "(4) 5 ( 5 -  "1(4) 5? &164M '  "(4) 5?156> +  + 0,  "" ? H.. .  (4) 5? "(4) 5)6 6 ,3( "(A -."M  " "6"G0R5"5?35" 3  1& ,"' ()*  1" ,  1& ""' (">   1"&  6 &16) ""16> & +  (A "6>1  5",3"(A * 5 "(4) 5" 0 b  ("66 5,"0R5" 6"2    "E 5 &1 6 5 - &164M6">& )>5 " 0R5" "&/+   "'(A  0& 6""(1" / H.. .%   / ' ' ,-     * ?$**  ' % 1 '58--): % '/ %   -  #  3 5 ' ("'(() + "5" (4"  5("'6 " -1 +, ), "' (& 3   "' 5*" +   &"(& )"'6 "5  6 &1(& )01 >(A "'  1  (& )0   6*"6  (" "'   OJ "  &5 "'   &5" "*C& "*C&, "' (&"'  (A 5 H.. .$  "'5 " "(4) 5 , (D*) -. (5?35?  "' 55", , )+5 15 +6(4) 5" "'  3 5 Y*ZG ""'6>)" 551 , &+&5  &1,  /+  ,  -. ,  / ()J 1(A -.1 "'  "16 ">)""'   5,))&/1&/"(& (&5, (5?35? "3 + / 1""60*) "  " "& (A   1 P&P  &'*:-1 # I #>% /0 )L %5 # **% -):  % -%5 H.. .H -1, 65 +6(4) 5 &" 5 ">& 5 +6 -1 + " 5 +61 ) ( &11" F15 /+ 6 66 6  + 0">& 5 +6 "'" "6"5& H..%  % ;#1   H..%.<  ,3"">  "5/"0-/-.(A (  5(A "1&/" ( ") (D*) -. (5?35?  "(4) 5>  "   """>  01 "  >0 "" )""> (  "">  (D*) -. /  "5""16> ""> "0-   + 0 -.&/))"56"6 6 3 "    2"?    P&P " )" ,3" ()+5 >(A >  ))6 65)"" 50/6)1 * " (4) 50 + "5)"   01  ,3(D ) )6 "0- ">" )G+>& ("3 + / G/"' ,3"3 " 3 5 ' (5?35& "',0- (G+>& ("  "( +(A 0 ,3 5. )*& 5 5   P&P" 0- "(A (  (A "  (A # # 1   #1  /'58# # 1 - /)#  ?$ '585F*) 0)% ;# *  M- ; -  H..%. 6> 5 , 01 5(c#"(&  /0#% &1 01F??)05 -   % '//'58/)#=? 6 +)"  -  # 1 3  % 1 '58'-#/'# 50"3 + & 3) ((&>5 "">  6 +6""> ,31&/"  5(A ","16>)6" ""  > )"2&F5  &1 64M""> "E(D  6 +6" "> +   G/1(A (D  (  & " /""> ""1 ,35&    (A  5*,"&, 5"  5"5F? J "E5 (D4 M 5 " 6(A  5*, 5 >F?(   >&(A  5*,"&,  5 " /+ H..%. -1, 6 ">   &  "  5   ">  &  ,">   -1 + ""> 1 ) ( &11" F15 /+ 6 66 6  + 0 ">& ">  "'" "6"5& H..$  % ;' H..$.<  ,3"0 5 "(4) 5>  "3)0 5 6  3)6>101"E(D   "' "02  6 5,5  6 "0(A F16) "",&1"5 +6(4) 5 0 /"(4) 5"', (4) 5 &" "5 +6(4) 5 ">",,     " + /0  (A 55-.6 + & (A &, &5  &1) 5,  3  " (4"5) 5-.561(A ) ,0( &  1 /"6 +(& " )  5& "L-.  " 5F1)6 6  "&(A  ' 6 +(5",5 5& "L-. " 56 + 66 ) ,0 3 & ( &3" ) + E(DEE5 (  ) 0 "&, "'0, 0"& + ) ( (01 5* )) "'" > E   )"& 6*" + ) 0-.& "' &055+-.6& &/"  (F, "'(A "0  " 5(A "50(*56&  , 5, 5   /"0 + ,* " ( "'6>, 5)(A "6>1 ? 3 " 5 " ,3 ?G/>(A >  )"6>(D  H..$. ?6> "" )"0 "& &" +  5 /+  &0, 5, 6 + +   0   1/"  ' 5 + 6 + 015 6*   + , " "2&F1 , -1 +  ' 5 + "1(A  "' 6) 6 /"1* 6*"."' 6) 51(A "*C& "*C&"' 6) 5& (6 "' 6) &16) O01   5 6) " 6  5 ? , (4) 5>F1"0 ,   &6E 5-.6(A (?  ? "',  "56 ,5  ,  & (0(   +   6 5  O1 + 1(A " &6>1 6 +6 ">& 6>(D  (  H..$. -1, 60 &" 5 ">& 0 -1 + "0 1 ) ( &11" F15 /+ 6 66 6  + 0">& 0 "'" " 6"5&  "'5>  )655 1" + 0 "0"' &" 5 "6 5"&"0 "' &* """3, -.01"0  "   &* ""'5C *)"  ", &"(4) 53  5 & ( -. 3 & (, 6 & "01 )&2  52  5 &6  & ( & 5"'1" "6"5/+  "65"&/*)""0 6 +6  ",3*) 5 , (4) 5 (5 & ""(D "( 5(A  "'01(4) 5 >  "5 "0 6) 5  /+ &1  &* """0 (A )J (U / >(A 5 *),30"(DE O01  G/ & ""> E*)""0"' # '5/ ?$"-. 65  06 +5"' &* """0 & H..H  % ; H..H.<  ,3"  01" "'(A "" /6 " (4 ) 5 >   "3)6> "  (A "  "& 6> /+     1(4) 5 ?  3  " )"0 05# '   ?$)';)/  - 0 ?$ ):% #  '58# /# ?$'   *' /*' /: / ':/ -) ' -# -* "&(A "(4) 5 2&F1  5" 10& 0& ,  )* " G/G 6?1/+  , G/ 6 &+ 6"'> E  + (4) 5   , (4) 5& G/ &+"', + (4) 5    " 5 + "(4) 5)6 1*("-.3"(c 6(?1& ( 1  ? 13 5, G/ 6 / & )/5 2 ' H..H. -1, 6  5 ) &" 5 ">&  5 -1 + " 1 ) ( &11" F15 /+ 6 66 6  + 0">&   "'" "6"5& H..I  % ; % H..I.<  ,3,11   +  "(4) 5 ,  6 ,   + 11  15 6 06 +5 5 +5(&/0+ 6 6  3 +     ""66 01"6 + ,1&" /&   ) J  ", & + (A (015 - &164M& J H..I. "F0655 /+ "2&" KD 6 + +   , E15 O01"5,  & )KD 6"KD "& F1F165 5 "KD 55 5 061 )-.6 +(6"16)65  " &+ " &1, -.& "'061" (4"5) 5-. + 5?35 &1" + "' 66 (4"5)  & + (A    3  +  ,15-., 5 ?$5 #6  #>  ?$):  #- '585F*) <% /%5#)* ?$): /   -))  % ;  -)):-) ' )'58  #    0#%5)*# ):#  H..I. -1, 6, &" 5 ">& , -1 +  ,1 ) ( &11" F15 /+ 6 66 6  + 0">& , "' " "6"5& H. *(& ?      #  #-   # )#   )#= -'(  H.H) ?):' / %5   /@) 01 ""16>, J 6" ""5("5  (A ""16> > 5 - &164M   &1 (A (c " + , "1&/"-.G/&  66* )):%     1  #- ?  @ ?):'##  #-< )-< )- 5 "(4) 5>  "6 61 YD> "" )"E5 " 1&/" 5"' (4?611&/"F?6">& ("4 (5?35 01   5  )*E  6>)*E6>6 ("  6.5  + 5  +  " (    *&" 150 b  6." 3 150(DEE,  *&" )C 6? 0 ?,  *&" )1 6 + +01 6)  #' ,-  %/ )/1   $):/ ##/ 0:/ /#) H.% F16"51"  ""+"&5&1 ? "& H.%.< "5 >F?5J  > 3 >F1  " 2&F 2"? & (U5 * P&P  > F1 & + ("4/+ "'1" 566   '01(1 "L.3 " &  F?,  "*  "'5,3&   (3 /"  5 >F1 +  >& /" 5  H.%.  #- )   ;3   #- 0: 56  ?5& "L-15 +  65     & & (5-.6("4666 + H (5  " &+ " ,) )1 ) Y Y) (5-. ))5 ,3)   1& (, "C  2 * &  ' "1 " "'  0&1 61 )-. "" ,  OG/6 &)&+5 *    5 05 &1 G 55  6"  -.2    (6"G -.   00"L66> 2  &>26". >& 56 ?" /+  " ",?356 5("5 ? 6 "-.)>   /- !/)/ - )    -)'  "'5 "5,    ?J "'KW"K )  2 , )+5 , 5 +, "LC&F ""  "LC& $ &1C& B (A 5 " + /NO#N -  !/ 3  # NO#   ) % ##  - /0#  ?$) ' < -'  ?$):'58% #>%% )#'/ 3 ""> & , "">   1  " "">   1&  ""> & 6 &1 ""> >)" (A 5 , ,"> -. + )J   5 +," " /5 +56"61 >  (   6 H.%..< "2 1 2&F16" 51"     )) " &)&+) " 55J ) +(A 6O? H.%.. ", -16"> -. + (4) 555 5  J 5 56+-."M '@/ (  "' ) "5" "'-."' ) "5)# -."' ) 6 + +?355)*&6  ( "Y*ZG & (5 -. + ) -. +) 2  66 /5 -.  " 05& " -. + "', 6 ? + , &   (4) 5"'16 5,6 (5 -.5J  ) -#>#  /-): ) <% %*) )* ) #):'    ?$5 #6 -#> )<)#  % ' %5 #G //%/-  ?$):%5  ##/   # #1   (  -) ?  / 6 I ) '58  '  # 1    # /0#   )( )# ) '58'   # 1 5F #>#/ % H.$ "1> "F1", 3 "'"&   # ' ,    $ 4   "& H.$.< 5(A 565 +  (A 5 5  "  5-. , J )>  56)   H.$. 5(A 56 "" -."16)66, ) -11&/"F?6">& ("45(A 6 6 H.$. 565 +  (A  ?1(A 565  G/5  + (A 5  ) 6I ) 5;),, (3  6" 2  (3 EE1) 55 5 +  51& &5-. "-.)>&1 5   5 "' F?5(A       3   ' " )  (  &1   '     .  + /  "&       ?(A  5*,"&, " (DEE H.$.% 565 ? (DEE)  6"5 ) )#)55 &1&, )   ) #) )-&1)  ;))-.  H.$.$ "0"0E5 + (A "* 6. (A "(c " + )("*C&6 +( &1(A "6>, "*C&?6 + &E/+ +)    H.H , ""E  + 6) #-#  # ' ,  %## 1 ' ,  1 '#*J  -* 56 + +   , 5  6* (A 6 (A 3 2 (A  01-''58 '-# '#)*%5/?  #)*- )):' 1 % ''   J % % -1 '#*J %  5*,"&66>, 5" )"'" >F1 ?15J "&1 > (5>5 F1  ,3>3&1& "L-155>  6 + ) F? , " /+ 5/1&/"66  '   ))) ) &"*C&"'12"" &5&> )   2"" , 6* H.I "KW", 5 "&1 >F? "&1 > "16>  " -. ,  /6"  " 5 G/) "M 6 + &6 " , * +  ""',3(A )+5 , " F?  3 "& , "60*) " 6>  1, "  " "6>  1, "&  ") % ")"0*62? "  6  &1"5  5 (A 5 0  5 0 "5  ( ) * - F0"  -. "M  & + &' "   01* - F0"6  5"5  "  ,  &6  5"5 " G/   ", * +0 "(4) 5 "6> 0"05 -.&1 5 ("6>" M 2  5  5 *-F0"-."M 6&5"5" "'3 H.I.< # /   "& ,&" &)&+  5"',3   "0 5 )  " )& ,"'(A "6>"M " ' " ,2  5(A  5 ""'(A "E(D "M "" &1 " ,&5 & ( "' & (0& ,"' (A *"' (A 6*"."' OJ "' " "*C&"'&1" "*C&"'  & +(A " F?, KQ ?  (A 5 6, " 5, "E(D  "M " 55 ( H.I. # * "60*)&" &)&+ 5"',3   "0 5 )  " )6"'(A "6>"M " ' " 2 5(A  5 ""'(A "E(D "M "" &1 "60*)&5 & (  "' & (06"' (A *"' (A 6*"."' OJ "' " "*C&"'&1" "*C&"'  & +(A " F?, KQ ?  (A 5 6, " 5, "E(D "M  " 55 ( H.I. # 1 )# '# "  "&" &)&+  5"',3   "0 5 )  " )6 "6  "'(A "6>" M " ' "  2 5(A  5 ""'(A "E(D "M " " &1 "  &5 & ( "' & (0"' (A *"' (A 6*"."' OJ "' " "*C&"' &1" "*C&"'  & + (A " F?, KQ ?  (A 5 6, " 5, " E(D "M " 55 ( H.I.% # 1 )# ' /%  "5&" &)&+  5"', 3   "0  5 )  " )"'(A "6>"M " ' " & 2 5(A  5 ""'(A "E(D "M "" &1 "& &5 & ( "' & (0"' (A *"' (A 6*"."' OJ "' " "*C&"' &1" "*C&"'  & +(A " F?, KQ ?  (A 5 6, " 5, " E(D "M " 55 ( H.I.$ # * # < ")"&" &)&+ 5"',3   ")" 5 )  " )>)""'(A "6>"M ")"& ' "     2 5(A  5 ""'(A "E(D "M "" &1 ")"&5 & ( "' & (0"' (A *"' (A 6*"."' OJ "' " "*C&"' &1" "*C&"'  & +(A " F?, KQ ?  (A 5 6, " 5, " E(D "M " 55 (   -. " M  "'  6  )  * - F0"  &1&6  " /+  3  " )-.6"&(A 5  +   H.B ,  H. "&/F16 ,3 (& ,  +1 "&/  $  -'58-   (A 35) "3 + / ", -1 +"5&   . ? "& 3 H.B.< -  % #- '58  #! /- ; 5 #* 5F,, (, ?) 5--$) /'#0:'<% -;)#;   1 '#0: () #)  + H.B.<.< -1, 5"*C& -1 +   5 H.B.<. -1, 5*,3">&  ""(DEE 3 " +  6&16*". "*C&  +   "L* "*C& -1 +   5 H.B.<. -1,   0   /    , 6  16>  ,   5  " /+ -1 + 0& "& 01- ):  #% %  % ' H.B. - '58'- # "16>-. , , 6>,,  -.6 + ,3&  5 +6 "> 0 P&P (  H.) 3  # ):'58 #  % :1 )# * 'K* /'*# * %     '-  1   -)? /6IJ ):: H.B. - -5 #*<3? ?'-# F?6" " )56  .?6 > "55  " H.B. .<  ", J " /+ 01"-.5  -1, (4) 5&"  "  +> "/+ , , 50&'"  (6 + +/ +> "65 &)/")  ?356 + & )  0& "& 5  + ,356"5 H.B. .H  < / ( - ) 51(A 56 2 * & ' "1  (4) 5&" /"'"1   0& "& 5  + ,356"5 H.B. .I   ##   (#) ),,- ) 5(A 560 >  )"E(D  "( )>  -., J (5 -." /+ "'3 &1 -.   &1(A 6*" .6"  -.  -. 5 -. )>5 )) +"' ,3   " ) 5 "5")>  -. 5  + ,356"5 H.B. .B  / / (5 ,,- ) 515( ( && -1, /"O  G/G "  0& "&d 5  + ,3 56"5 H.B. .8  G-  (;#- ) 516> 6-.GJ 5J 6> 6" ""-. "5 6> 6 (GJ 5J 500. 6"G-. > "& 5  + ,356"5 H.B.% - '58-5 #*) 5;),, / 5F,, / 5F,, $ / <  E(D 2 3  16>1  (1E5) 01  (0 ,F?5(A ) 16>  (15(D*) -.5(A ) &11E5 /"5   & &5-., J ( > 2 1 6 +- 5F,, /' /)#=?3  #1 /)5 #6'58 ?$ 5F # I ): & "L-1 6 (A 6*". (A  55,  / "5-F?OJ 2  5F,, 61,& "L-1F? + "'  ,35 61E(D  6 2. 3  % I.< "E5"6*". ( /", 0   '  ( / ",(A 5 5 5 &1, 6* 1" "(&/ ( /", (A " 6*".  '   + "E56"5151&/"/F1(  ,3" 00 -.) EE 5 (A 6 KD /+  6 + + 5" /(  & "L-1(A 5& "L-."' (A -.) EE 5 01 ,3"F1( &1 ,3"  ' & "L-1(  + I. 5 ( /", + &1F?65151&/" &1(DEE156> ,& "L-1F1 + " "5(DEE&6,3, "( "' 5  " &+ " &1,? J + "&-) 5 ): %-   # /: # /  % I. "(6> 6*"J 6  + I. .< (6  5 + " )  " "& ( 3  E 3  '"  "  & (& " 61&  +> F 5  "   E- P&P 5, >  ( 6 )>   + 65 ' "'6 +  &C  EE>  (*55 /" "> " "&* +" E 3 e  E- /(A (5 6  5 I. . (6    (6  ""& (6  &+  (6   " 3   ?5* Y ' - ?5*   -' &1?5*&  5/-  I. . (6  ,>  ""(6  5  " &+ &1" " (6( $ (16>  ) )  65  " &+ &1" " )(&1 **(  0C ("& "&10  (A 5 I.% 6  , "" (>  " (< () 5 I. . &  " &  (<) 5" $ 3  3 * 6*". *)" >   2&F1 261 2 1 (U5 C 6? 1 (DEE P&P () 5 ?356-. B8  <<  ( ) 00 &1 (%) ) EE 5 ? 6(A  KD G/ 5  (  ) ,/(A 5 16 -. " &" &6* I.$ 1"&J # ' ,-- /0#  ?$5 )-$G0'58-)  -)  ; - % ;%5  0#' '(*),,)- ) 3 ,"&" Y  6 6"   &1-.( 5.  >0  J (A *5) EE 5  (4) 5 6/ 6"16)" ,3 (,3  Y(A    Y "&  Y " (A 5 "" + >(A 56) -.3  ,  66, 3 1) % (     15 , ,3 5  " (A 5 I.H "(4) 5(  (A -.( 5. & 1   '   5. )*& 5 5  &  01-.( 5.6,3, "E(D  5(" ) G/ ,3 5. )*& 5 5   )  5. )*& 5 5   & 5" "" ") EE 5"&*( (A  5. )*& 5 5  6 ++ I.I , 6(4) 5(1 ' " " )F?66)") I.I.< 5-.6 +6(A ( 5.&1) EE 5 11&" / , 5"    + -1, 51&/"-.( 5."'6 -1, 5-. ) EE 5"'6 01501 5.6 "'-.6 +  3  ,3O01-.( 5.   I.I. , "E(D  + (4) 515 "51&/"(  , " "' &5 2 1&"E5(D4M )0, " "'  &1  >(A 5(  E5(D4M , )6*" "(4) 506>5(D4M 6*" M /6*")0 ""1  &&  1" Y*ZG 01 ) , "(4) 5   6 + +010*6?6 ,  ", " 6 , 6  5, 5 &1 ?, ? , () 6 ) 56(A "*C&&1"*C&) &1?0 )       , ( )   + &  "'  1  , (  6 +      +  (A " C/"L ( (? )"*5   (A "1) "C/"L6&+> " 5 3  ' ( (  ( (  ,35  "'1( 6 +  ,35  &1 ' 56 &" )56/"5 (A  6&1)  )   "'1 56 +  6&1)  )    I.I. , )+5 (4) 55,1&/"F? /, (A 5( ?) (" "' 5):-)L #0:'58- )-< )-/ @ 56*)-'/#  ?$% % "-.("466, 5"'3 6 6 + 2 511&/" (  "&  24M 001 ? -.  " 6  5  ? (5?356&1-1  >G+>(4) 5 1 0)  *) )*-  'K  ?$ ?$0% % ' -'#>'58)-- '58*) )*' -  #% % 4. #1 /)5 #6 0% B.< "51&/"F?6 + & +  & "> E - 3   5  #1 /)5 #6'585F*)' ): % ;- 0/ /   /:1 %50 ) % 0 6 + +010*6?C   "6>(123 ., (D*) (A > E 601C 6   , F 66" 555 (  /)  !!" #! !$% %&'('"# )"  #!  #* &'('+  #  % &',-"# )" &' /012 ")" )"&'('+  #  % 012 +  # % 0!!",-  ##)#  #!")!",  /3 - !!" /%145  / 163 ,*7#1 - %($!  1+1&+, /)*" ,!1"#48!  +, # 1 #!  9 -1/+  44:98 1&,*5# / +#  # )#1( /*"+  98&+# 1+!!"98  +8#+#/ !  1+  #1+4!( /" )""!6  /)" # 98  *%'145 ; B. >( 6">& ("4, (D*)    + B..< 5 + 5(A (6">& ("4, 5F*) J 3 (6">&  *  (6">& &  (A 5 B..  + 55"13 + 3 / 60 ) ( J  J (A 5F*))--5 " )(D*) ,3 6">& ("4, (D*) J 6 + +01?  5-. 0 +&1  , -165-. ,  // 1 5 5  3 -16(  + 5" & ( ,  / , -1 + 51&(  " (A 2 &53  Y*ZG 1 &  $ 6&/" 1&/" (5) & ( & , -161&/" "f & (& , -1 +  &1 ) (& (A 5 2"? 0  $ 6& /" 1&/" ">& 2"? 2"?1 )&, 6 66  +"',3  ,32"?0  +& +0 /" 2"? " + "' ,  2"?0 & "3 +& 5 (A (D*) -162"? +"'  -1 +">& ,62"?0 "' "01  / 0 /" 2"?0 ( "' 15 ( 0  "  " + "'" & (&1    "'(A " &, (D*) 6  6 01  ( / 5& B.  -  ?$%/ ' ): / @ 56*)-#>  # /0#  ?$#1 /)5 #65F*)(1  )* 5) 5F*))--(1  )*  )     ?$'58-%  J ' #/) % '>%- /)#=?$ 5 3 5 ' "&* /"',  + 56 (A  01 + (A (D*) -.6 "(-. 5 EE" >(   (A (  " 5" 3), (A 1/+ 3), + (A -., 6 ,(? -.) 6(4) 5 (6 F13),6">& ("4 + ,3 "& ) ( 0-(  " (A (4"&  +  +0&11 01(  ""&(A  5 (&  1(A -.(D*) 6 ">&  5 +&1 ) (,   (A 5 B.% "&, -.(D*) ) "  )  3 + 3 0*6?   ,  5  " 3 + "5 , ,  65   "'5  5010*6?6 "'60-& 6*"3  +6  ?2( , 1  2( &1" &  )6 (A " 3 + &C  (<) 6"> )*&(Z  () "> ?" ( ) ">  + ?61 " ) + &1 (%) 0-/&(123 .6)*& + 1  )  (4) 55 "&",3? , ""&16C1 ,  6 "'5  6 "'5  66> "' 56> * , E5"'E5 * , 5,3?, "6> "',3? * , ,3  0- 55"'5,3 ,3E5  2   "6>), ,3 0-5 6 5 B.$  "5(1" /"' 1  C5F*)E ): % % 0): ;)<  :  :   # ) : - 0 # /0#  5#1 /)5 #6- -- ?-:  #  ')*%5J J G0# ):'58'/ ):1 % #'## % % 7. -  '58  0% 8.<  H )6 +*6>, 56 "5 + F0   I (A "6>,"" )F?G/(A 6"  B (A "3+"5F? 6(A (D*) -.   +(A 6F?6(A (D*) -. & - /0 #   3  ):  -  '58     - -  #1 /)  '58    < () %  '  %5 )5// #G ?$ ( 1> E,  8. : 8. ) (") % ' %55 -- %5  ?$'/ ): ( 1> E,  8.%) / (&) - /)#=? ?$ 5  ):- - 1   ' ( 1> E,  8.$) 8. # ) 5/ ?$ (4) 5>  "3) (&(  (A -. "M , 5"5 ("F1("5 6> E  (1" (<) "0 ?$ , 3& &1 () # *G ' ):- /' ?$, "/+ "& 8..<  ( 4 ) 5 >   "0   -. ,  3  & 3 0 & 3J 2   515F1 33 + 6 61& , 3 0, "&"'  35"&  + (  3 )   "&1 $ 6 15 0"&  3  5"& )  '  5, -1 + "2&F1 "(4) 5?)>  , & $ 6 + 5 5& & (""  (" &) +& 51  5& & ("-. + 55"' ">& 0 -.  ) 6" )-.3  6 &16  (A "6> -( 3g G/(A "6>"M ,3(D "M 6 16> (A 5 8.. ( 4) 5)6 )G 0 + 5 &1 -., /+ 3 1& ,"'""16)&5 +51(" (&" & (5" & & /6 2 "> M &  &J M "6>  1"  ,  + 5 &J  + (A 5 ""16> "&(A & , "" 5 " )-. G/"'?"E "M 0, 5)" )-."M (4) 5 ?"3 +& 5"' "" (U5  5 (A &""E"M 5(4) 5 " & 5 " (DEE  E- 01 /"5 ">& E(D  (A 5 8. #  #G3  "E(D  + 6>0, " (DEE   F?(   6>0, "    *    5(4) 5  ""& ) 5"  + F?&"' "06"G(*5 F? (A (D*) -. + , * , ) ,   ?"5J  8. .< '  #!/ #>  / 3 0)5Y*ZG "'0 )"0*62?) )"Y*ZG ) 0,  Y*ZG 0)5"1"'0 0-*F1) 0)5261"'055) 0)5(A 6*"."' 0&16*". + ?"5J ) P&P ""16> & +" " & 5* 3 8. .<.< 01"  '   "  >  , &1 3 )(6 +( 00) ' "*C&?/0&1  # ' ,5F ):'/ ):# /* 5/# ' ,#!/ / -'58):# 1 -@@'';) 0- 3 //)#=?): ?$/;)  '58#/  % ; )#)0 '#/)0 )6 5> 01C & & 3   5(D4M 5 ?  *(D 5(D4M -)0 &,01C 6 , &1&1 -.  /, "E5666 +"&1"&1F? 1    8. .<. 01 6) #-#)$%##  % ;# / 0)6*"./0&16*".  (A ""16>6 &" )5,6 "*"& 6*". 8. .<. 01 , & ""E(D 6, F?5 5(A   ?6 + & ,3 5. )*& 5 5   &1)  )5, "   &5/(& &0 6*".  "(& 8. .<.% 01* " )"6>1  "(4) 5? "6>)6 + 1, * (1-5""* 6>1), 5,) "  ' 5J (A  *"&1 F,) /(A 6 "" " ,  "(4) 5  + 00)? , (A C/"5) /0&1? + 8. . '  #!/ #>  )#=  )L 0: 2    0 b ,   5 & 51 &* 0 ,  " /  0101 5. " 6 5, &C  " 6 C 13 + 0& " 01-#> #!/'-##> '58) )::    5 5 /*) )**),; % % '     ';:/-  # -0 5/   0 )- //'   %  ) % ;/' 1 - % ''%  1 -'58#$'58%  1 -'58)--   1  *) )*% 8.% # 5 -- "1(  55(A  + ""15  (&-.( &  5  (&56 (-.(   5 "(4) 5") &1 1(4) 5?  "15 ")5/-@  " /1   (   ( &"' 5 " (&5"'3 8.%.< #  -  (4) 5 ")6 +   1(4) 5? "' "1 5 " (&5, 5 ("F1("5 2 "6>5,   )>  (A  6E(D "'0(A "&1, " ( (&5,, 5 ("F1("5& 1 ' 5,   51 5   G/ '>-%5 ' %- /)#=?$ % -#/)* 0# -)-' * % ' /%'5/5/ /% %- /)#=?$J '/ / &1 '  5 (A 5 5 5   ""64M/  &1(4) 5 )&*2 (D55&  8.%. # 1 -  "(4) 5)6  )."&  (4) 5 (/6* & 51""&&1" ?. "'*5 &6    "5   -    /5   -    0:   (A "0&  )) (&6"(4) 5 2  > /010*6?6 5 6"(4) 5 ",  ( /", 5,(A ( &1(&  , (  &   &1 5//""&&1" ?., 6* ",6>5, " 6* "'  (A 0 "6> 5 ,  3   (" E 5 1)      1 & ( "E EE5 1) G/(A 0"6>"M 6 + *  -0#)*  5/<5    ): J 1 ),@ * /  )-$/#>  ):-)/5 - 3 '5/ /- 3):)' 6 5""& 01(DEE ' , (   /  , (  &1"&5 -  )361" " 5/("& 24M 001 &1? -., J "' 2  5&"-. J (O01  5"  ?. + ,3 ,  ?. 56 +6 ?.   &1 "& )65&  ?.(A " (A  5.)*&5 5  8.%. # /:- "(4) 5)6 0&16+5 ?"5J 3 (<) # ' 5 ""& "2 &16+ ,5 6 61"(  2  '  (&  ,(A  "& )5 )" )(  6   /"(* 5  "0-.  -( 3g  (A "6>"M   "0( + 0 /6* 1 5*5g g 6 % (1")" )  ,  51 0&" EE 55F  ) EE&  5"' )&, -1 +  &5"'6 6"" (A 0 &"YD"   )*&6KW""M   +5  "2&" F "& 1 ' 2&"(&"(A 5 5   " 01 ' , "'  5> E , J &, " )6  5 >'(A 01 5.& 01 "&, J " /+ & 5  ,3F1 &* 0 J 01'583     #  '58-)--5 -0: (A ""& 3  "0(  55 5/, -. 2  506 + //"  "&01 50 5 "> "5 (& "" +F1(  ""(A   5F, "6>, "&/(&&1  ) , -165 & ) " )-.F " , 6">&  ""0& & "&1">)* " ("5 &6 " "&16+5 6> "? / " () # '  #)-'   /-/)-)#$#%55 -   0: /' %5 #)*   ):  <%        - '/  ? + 6>   &  3 (") # #1  ?$ -'#)%   -' '  &1 () # 56*)- )#< 3    5 " 6 + 6 + &1 &J  "  / * )6 /" )" " ("565 " "')(Q6" 5)6 51 &)" ( F "0#$G05 #6  -  /"5 &* 0 &015 &* " (F " 51 F "  ))")  ' 2&"F "(&"(A 5 5 5  ' 55  1/" F, "&&15   F,  -%5/*  3 #' ): 6 (4) 5  +)6 5 "1(*55/+  &" )55 + 8.%.% #   ' 5  3 #  " "   , " 506 +1 &00""? /500(16?F0" ) + ?"5J 3 8.%.%.< # ;  ? F?6">& " + 3  261"'0 261   >6*".,  26126L" +  + (A 5 8.%.%. # '(A 55F? + 01 3  /+ 00,  ) )6/" )5 &5 &> (, 5 &/"G/, -1 +  -. +  5(A ")) 6312" , +> 5 5" +>&  5 5" +> "' 8.%.%. # ' ? **5 )* / " ""    *-? +  + 3  6 C&  255 ((1  1 61  5 1  " 1 C 6? 5 1 (U5 (D 6? ? *)" (DEE P&P &1150*-? & + ,  00&1 *&" )*-  J " /1E5        '  ( ) 6I) )#' ,-%/ ? NQ ):/ '#0:%<  "* 0)5J 2 &1&"E5 "'   65)0  6 "& 5  "6"")  "6 ""(U"' ( /* 6    8.$ - 3 //)#=? 5 ):- - 1   ' " 5(A 55" )> 010*6? ,35F16 1   556. 5 " )> 010*6? "& 8.$.< 3 - /0#  ( 65 (1&/" + 5F155>  , 6010*6?C  3 5& "L-1(A 1&/"  ,3""> (DEE  (D E-(A 5 ,3"(&"J 6" &16*".(A /"6*". ,3(?(A "&J   (A 5 8.$. /)#=?5F,,  "51&/"F? "5 51" "  5 &1)") -"?/+ 3 -1 &1-.( 15  5& "L-. ,  /, 5 ' 3 ( (A 6*".&1(A ?5*,  ' &1    6&1")  )  ,  ' 2 O01 ?, KQ"*C&15 )6 665 " /+ 8.H '-@/- 3  -  '58 #>'  ' 1 '58-   '58 3  '/ ): % ;-# )5/  *  3  '/ ): 6 + +5 6 &1 % )6 +"' "& &  %  )#3  -  '58  ;; 1 '#-)? )'58'-#$  #1 /   %  ' % -)? /#$%  <# '#0:%# 8.I #   ' %5 #G# 3  #'#  /@)# 0: 3 "&Y*ZG " /+ &(4) 50&1"& + ")" "Y*ZG J"   Y*ZG "'1 ) (  (01")" ( ) +  (A 5 5Y*ZG ) (4) 5"'1" > E  "&(A 6)  ))*  ((A  55) 5 +(A 5 5 6  5,3)((A  55) (4) 53> E, "0  )"""&  & "'0"0 ", "  1 55"""" 6 + 2"6' '# #'-  '-)* ):#>)* #/ '58 ' )* ):%- ;*' ' NO# "5F " '#/ 8.B 2 ? (**3 & "*C&5" 6)5& &  "*C&5" /+ " 3  " ,&6&1  J 1(A 3 2J ( > 2 1) /" 1&/" 6 ">& ,& -1,& + 5(A "*C& 5-16- )&1,& ) ( 2  52  5 + 5(A "*C&)& (6 66" 5/ "*C&1 ) ( 5/ /  "*C&1, &1 56"&1 ( " *  "&6G &/", 5,  5* + &1   ' 0 '#  % -/#'/ ' ? -* * ?$):%  #'//  -  #$#>% -%5 / )  # ) '- )#>'#  # '- )#>)* 6 6*".6 + "'0&) *  E5"' ) & ""E5   > 5 /0&" ((A "*C&" , 0)5  0" 5 0 )  &"' &> E/ 5 "5&1  &5 +3 2 /&  +1 , 6?  "  " " &/ 5 "6> 1  & (  6 &&" #   1 % ## %5-  /?J :/ '58  @/  1 ),' 8.8 # ):  #*  M* * ?$0 3 ' # ")# " '58 3   ?$#1 /)5 #6-  '58    <% '- -/ # )* ): - 3 (<) % '-    1 003  ( ?$) ):J  " +( +  3 +J 6>" + & +  5*,"& + (A  6 (A 6*". ,35 5  &16">&  +"'(A  "" &1 () % '-     -5  8. -)? "1,  ",  *&10 "6*".  '*:/)-)? #> ;; 2 O01 ()  %  #$   (  + 6 (A 6*". ,35  "5(A ) 52&" /"  "1,  ", +5*&10 6*". &1 (")  %   )   " +  6*".&1 * " -.60& 0& 0,)  ")  )")  ),) &1 " &"&""16)-.) 1"F0 "35 &1 "6*"./+  ( "(4) 5 "1, / 5 /",  5 &* 0  / 56 ? ( 2  " +    + (*5KQ   (*EEF   55"& *2 G/" "333  " )(*5KQ 3  (*EEF  "* &&" *2  )  5 -'/ :%5S*) )*  M5 ! #-)- ( ) % <5S#):, ?)@ 56*)-%% 5 )#=$0 )'58 - -5 #6 '-> * * ?$ - -- % 8.<<  # C)# E ):'#' 5F,, G/ &1 ) (<) 5(DEE6 * 25  " &5"& ( -.F "" )"0)  )" )  ),5  () 5(DEE66   6" /+ ""16)-.6 66 + H &16> E"' ( ) 5(DEE,(A -.6 +((A  3  3 *"'3  6*"."'3  "'3  3 "'3  5"'  " -.  /&"& 3 -." / (A "&5-.6 +( /" "  5 #6 #> %5  %    '  5F,, ( *("E-)66 (*56*"(A 3  8.< ' 5 ! #     ?$-  ?$(5 )-$) / 5 ! #    -- - #>   ?$/-%- -  '58  , 6* (DEE"'1")" "6*". " 6,  ?. )+5 1" 6 C) $% ;' ' % ;) $ %  -)' ) $ # #) $E + (DEE)+5  (A F?012 )     5  ( 5  ( " "'  1" (D E E '   C'    - '#  -) ?       # 5'#/ <@6I)(# ? ?$)   -'#-)?  0# ? ?$ ' ):  #$ '#0: ' -% '#-)? ' ): -   * -)'E (DEE + "& +1  *-  ' 5 6)1 )""&5 - (A * (A "1 0 6*"."&61&   4 /   +  " ( "*--. 5?))-.65 5 +    2  5 "L +(A F?01  5( 5 ("  6.")/6* &J "'1 6*".  , O )0& 6 , 10) '  C-):''58 ; -)0 G0)-# -1   %- /)#=?$ ' '580 !)J % %'/E )6 6C 6?"&1 '  65 )6 6?"&1 ' (A 6*".5 &1)6 6(DEE"&1  ' (A  555 K)*/)-#>/) -  ; -'  / -' '58##$/J % ;'!= '  0#/ )#= - ' #   # $      : ' 1    )    -) ?   # /<) - < ) - / K)*/)  0G0 /)#=?'58  *)- 5 ! ##'//5 ! # ) $   #-)-/  5 -   #>5 #6'-> * * ?$ - - - ):' : #$ <    /-*  M#)* '58 / #) 56)*6?S(A ?356 (C"5 5 (& "L-.   )5&165 + 5"' (A 65", "&*?65" )  00 G/(A ?6)*6?S (C"5 5 (& "L-.   )5&165 + 3 " 5 00 (A -.65 (2  )(A  00 &10 " " ) 8.< 3  C)# E )'# #5F,, '   '58  5 '#  '58#/ - 5 @/' 0  /)  5 /0#$%  ) 1  * !  5  #    -8 *+ ,",-)" 1 6'(#1*04 12&  #1*0 1 6'<=4 12&  #<= 1 6'(4 12&  #( 1 6'8)44 12&  #8)4 ," / (#+#  #  ,",-  ," / (#+#  # ,7"/ +#  # ,7"* +#  # ,* #7"( /& "! #$% T (*+&8   1"# (' />) 9. /0# /%%   "  >  ", 51&/"F?6">& ("4 5(A " &"   "(4) 506 +1(123 .1 , " (4) 56"&>)"" +   3, ?   # ' ,-  5  -5F6I  '58'!=)! $ '!=0   '  ) :'58  ' 1 %5   *  M% /%@/' > *  3  2 ) *  3  2 ' /*  3  2 5U #>  (A 5 5 ""E5(123 ., ) 01 01C 6(16 >3+ 1 & 5 ( + -8?( /*"+ 1 6' () "&'" (( +8# () '')&&:6' # 1* & 8@A +# )#!!"98& 8@A- +& )"& : 55 1 6'*)"7  +8# (B) )' "*:6' # 1* & 8@A +# )#!!"98& 8@A- +*)"7  1 6'(+&   +8# () +:6' # 1* & 8@A +# )#!!"98& 8@A- +(+&   1 6'C" +8# () ""':6' # 1* & 8@A +# )#!!"98& 8@A- +C" 1 6'& &  +8# (D) ,-.&(/":6' # 1* & 8@A +# )#!!"98& 8@A- +& &  1 6'+ 8 5@( & +8# () ''*'0:6' # 1* & 8@A +# )#!!"98& 8@A- ++ 8 5@( & 1 6'( ! +8# (E) *'&&'(/":6' # 1* & 8@A +# )#!!"98& 8@A- +( ! (& &8   1"# (' B/E) )(&1" "& 5&"6>)() , 5 (3 EE1 66 "" /+ "&6 + & &1/0LF "& >, " ""16> 6" 6 &16, 6 +", " 6*".   5,  5,&1616>)(&1""& 5& )( 2"616>"*C&" "J /   / &1255 ((1 +(A 6? (A ?6 6> , (A 6   5  " &+ "&1, 6 "16)(  "&  24M 001(  6")&1? -.& " >1  )( "*C&"'1)>5 ) , 5 (3 EE1 &1&1""& 5)(& " >1  6.2  52  56   /"51&/"F?5  " &+ "&1,"16)-. + "'"E(D "M 65 (56* &  0 "  5 -. 5"'/(A ("5?  C& G/56(A ("5 +*-) 5 , ((1F ) 51& "L-1 5 &1)") ?2  52  5 G/ "0)5 + 16)  (A *, (D*) (A    /C&&, * 2F 6 0. &1/ 00  015(A ("56, (*5 &6 + "50 (*5 5-. 00 G/ (*5   , " &, (4) 5)6 /), 1 )g  G/, *, (D*) &1&,  + /">  , 0 2&"   "  / 00 , 35 +  )  "(  5(A & 5"  ) 15( 6 + & 01 '  1"  F1 006 ,3)2&"J 6(A ") 6*".5" * 006 +  ' 6 +6*".&1* 6 + &13  6 + )&1&1 6 +F, &1F " 1" " 006&5   +  61 "61(4?6*".   * E55 (51/(A "&5( 6 &3 , (  (<) , ?35  5. )*& 5 5   5(?&1 ? () (? &1 ?& "L-1(A 5& "L-.  6 (A 6*". (A  55  , )  ) , ( ) (?&1 ? 5*(D , " (( (5 5* &1 5* ) "' ) (%) / , (?&1 ?1 >6*".,  &1 ($) (DEE")/6* "'1  5  )/  # $ +"6*".  &16>,    .  C'   )0'##$ ' %  #$0'# )E 6*"." )*6 C " " ) ) " ( 6+ * 5 C'  #$ 0/ ) '   )*%  '/ )0<    :'  E +(A 6*  6*".  / 00   &1 ? + 5 -  *(& 5(A "&5    .& 51""12  O )0& ( &* 0 2 (4) 5  ,1, (A (3 + 0 ?. $ "'  (1 "L. 2?  00   1  (A * (&6"(4) 5 ?, 6010*6?C (D*) 6   % ;      1  5 - (#!/) '#  5 - (#!/) 1 ):'58%5'  '; (- 1 '58 '*:-1  )**  ) 1 ' ,- )  5 -():#!//#!/)  #  5 -():#!//#!/) 1 ):'58 ( )-)- ' 0  #$:';(< / ) ).01(Q6 + &G/(A 0. 3 &(Q &. 5*2& &(Q6". 6  &00*? M 2 &1 &(Q*  . *2 (A 5 6 "'  " ,   E5  )6 " ,>  &(Q  F6 551    &(Q  6   "1   (  *) ##>';  ? ##>VWG   1 ),# 56*)- # ' ,-;-5 1 ) '# #>-'  - ) #>-)  - 1 #>-1   - '  '  -' ):   ' '  -' ):   ' "  "' C >  0. "& +(A  6(4) 55&  ( ! ""# $%8) *)0# '/ )66 X C'   )0'##$ ' %  #$0'# )...E )66 X C'  #$ 0/ ) '   )*% '/ )0 < //E