1

บทสนทนาระหว่างโสกราตีสและเควนติน

สกินเนอร์

ในประเด็นเกีย
่ วกับทัศนะต่อความจริง ความรู้ และ
ธรรมชาติ
น า ย ศ ศิ น

ดิ ศ ว น น ท์

ค ณ ะ รั ฐ ศ า ส ต ร์

นิ สิ ต ป ริ ญ ญ า เ อ ก

จุ ฬ า ล ง ก ร ณ์ ม ห า วิ ท ย า ลั ย

“บทสนทนาระหว่างโสกราตีสและเควนติน สกินเนอร์ ใน
ป ร ะ เ ด็ น เ กี ่ ย ว กั บ ทั ศ น ะ ต่ อ ค ว า ม จ ริ ง ค ว า ม รู้ แ ล ะ
ธรรมชาติ” และ หัวขูอ “ความคิดเห็นจากการอ่านบทนำา
ในหนั ง สื อ ประวั ติ ป รั ช ญาการเมื อ ง (History of political
philosophy) ของลี โ อ สเตราส์ และโจเซ็ ฟ คร็ อ ปซี ย์ ”
ประวัติย่อของโสกราตีส
โสกราตี ส

(Socrates/ 470 BC–399 BC)

ถื อ ว่ า เป็ นผู้

ใหูกำาเนิดสาขาของปรัชญาทีเ่ กีย
่ วขูองกับตัวมนุษย์โดยตรง เนือ
่ งจากเป็ นผู้เริม

ตัง้ คำาถามประเภทอะไรคือความดี? อะไรคือความกลูาหาญ? อะไรคือความ
ยุติธรรม? ขึน
้ ซึ่งทำา ใหูมนุษย์ตูองถามคำา ถามเกีย
่ วกับชีวิต ศีลธรรม สิง่ ทีด
่ ี
และสิ ง่ ที ช
่ ั่ว โสกราตี ส เป็ นบุ ค คลในประวั ติ ศ าสตร์ ที ไ่ ม่ ไ ดู มี ผ ลงานการเขี ย น
อะไรคงเหลืออย่้ถึงปั จจุบัน

(*)

1

อย่างไรก็ตาม ตัวตนและความคิดของเขา

ยังคงอย่้ถึงปั จจุบันผ่านงานเขียนของบุคคลอย่าง เพลโต

(Aristotle)
1

อ ริ ส โ ต ฟ า น เ น ส

(Plato)

(Aristophanes)

อริสโตเติล

ห รื อ ซี โ น ฟ อ น

สมบัติ จันทรวงศ์, ปรัชญาการเมืองเบื้องต้น: บทวิเคราะห์โสเกรตีส, กรุงเทพ

สำานักพิมพ์คบไฟ,

2546, หน้า 5

:

2
(Xenophon)

นอกจากนัน
้ ยังมีทัง้ นักเขียน นักคิด และนักปราชญ์อื่นๆ ที ่

เก็บเรือ
่ งราวของโสกราตีส ซึง่ เราไม่สามารถรูว
้ า
่ ขูอม้ลเรือ
่ งเล่าถึงชีวต
ิ ของโสก
ร า ตี ส นั ้ น จ ริ ง ห รื อ เ ท็ จ ไ ดู อ ย่ า ง แ น่ น อ น

(*)สมบั ติ

จั น ทรวงศ์ , ปรั ช ญาการเมื อ งเบื้ อ งตู น : บทวิ เ คราะห์ โ สเกรตี ส ,

:

ก รุ ง เ ท พ

ส .น .พ .ค บ ไ ฟ ,

2546,

5

ห นู า

ต า ม ธ ร ร ม เ นี ย ม โ บ ร า ณ โ ส ก ร า ตี ส นั ้ น เ ป็ น ล้ ก ข อ ง โ ส โ ฟ ร นิ กั ส

(Sophronicus)

ผู้ เ ป็ นพ่ อ และ แฟนาเรต

โสกราตี ส ไดู แ ต่ ง งานกั บ ซานทิ ป ป์

(Phaenarete)

(Xanthippe)

ผู้ เ ป็ นแม่

และมี ล้ ก ชายถึ ง

3

คน

เมือ
่ เทียบกับสังคมสมัยนัน
้ ซานทิปป์ ถึงไดูว่าเป็ นผู้หญิงอารมณ์รูาย และโสกรา
ตี ส เองไดู ก ล่ า วว่ า เพราะเขาสามารถใชู ชี วิ ต กั บ ซานทิ ป ป์ ไ ดู เขาใชู ชี วิ ต กั บ

มนุษย์คนใดก็ไดู เหมือนกับผู้ฝึกมูาทีส
่ ามารถทนกับมูาป่ าไดู โสกราตีสไดูเห็น
และร่วมรบในสมรภ้มิ และ ตามสิง่ ทีเ่ พลโตไดูกล่าวว่า โสกราตีสไดูรับเหรียญ
เ กี ย ร ติ ย ศ สำา

ห รั บ ค ว า ม ก ลู า ห า ญ ใ น ส ม ร ภ้ มิ

ขู อ ม้ ล ทางประวั ติ ศ าสตร์ มิ ไ ดู ก ล่ า วอย่ า งชั ด เจนว่ า โสกราตี ส ประกอบ

(Symposium)

อาชีพใด ในเรื่อง”ซิมโพเซี ย ม”

ซีโนฟอนกล่า วว่า โสกรา

ตี ส ใชู ชี วิ ต กั บ การสนทนาปรั ช ญา โสกราตี ส ไม่ น่ า ที ่จ ะมี เ งิ น มร ดก จา ก
ครอบครัว เพราะบิดาของโสกราตีสเป็ นเพียงศิลปิ น และตามการบรรยายของ

เพลโต โสกราตี ส ไม่ ไ ดู รั บ เงิ น จากล้ ก ศิ ษ ย์ อย่ า งไรก็ ต าม ซี โ นฟอนกล่ า วใน

"ซิมโพเซียม"

ว่า

โสกราตีสรับเงินจากล้กศิษย์ของเขา และอา

ริส โตฟานเนสก็ เล่ า ว่า โสกราตี สไดู เปิ ดโรงเรี ยนของตนเอง ขู อสั นนิ ษฐานอี ก
อย่างหนึ่งทีเ่ ป็ นไปไดูก็คือ โสกราตีสเลีย
้ งชีพ ผ่ า นเพื่อนทีร
่ ำ่ า รวยของเขา เช่น

2

ข้อมูลจาก

ซี

(Alcibiades)

http://www.1911encyclopedia.org/Socrates_

%28philosopher%29 และ http://en.wikipedia

2

(*)

3
(*) ข้อมูลจาก http://www.1911encyclopedia.org/Socrates_
%28philosopher%29
และ

http://en.wikipedia.org/wiki/Socrates สืบค้นเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม

2552

ในการศึ ก ษาแนวคิ ด ของโสกราตี ส ปั ญหาที ส
่ ำา คั ญ
ประการหนึ่ ง ก็ คื อ เราจะศึ ก ษาโสกราตี ส ของใคร? และ
ศึกษาอย่างไร? ดังทีก
่ ล่าวไวูในตอนตูนว่า เรารู้จักโสกรา
ตี ส จากกงานเขี ยนของเพลโต เซโนฟอน และอริ ส โตเติ ล
แต่เราก็ยังไม่อาจตกลงกันไดูว่า โสกราตีสตัวจริงมีลักษณะ
เหมือนกับโสกราตีสทีป
่ รากฏในงานของใคร ทัง้ นีเ้ นือ
่ งจาก
ว่ าแมู เ ราจะรู้ ว่ าเคยมี โสกราตี ส จริ ง ๆ อย่้ แต่ เ ขาก็ ไ ม่ เ คย
เขียนอะไรไวูเลย ดังนัน
้ จึงเป็ นไปไม่ไดูทีจ
่ ะสรูางโสกราตีสอ
ย่ า งที ป
่ รากฏในประวั ติ ศ าสตร์ ขึ้น มา สำา หรั บ ในที น
่ ีจ
้ ะใชู
งานของเพลโตในบทสนทนาเรื่ อ ง “ย้ ไ ทโฟร” เป็ นหลั ก
เพราะเป็ นที ย
่ อมรั บ กั น อย่ า งกวู า งขวางว่ า โสกราตี ส ของ
เ พ ล โ ต มี กำา เ นิ ด จ า ก โ ส ก ร า ตี ส ตั ว จ ริ ง
ป ร ะ วั ติ ย่ อ ข อ ง เ ค ว น ติ น

ส กิ น เ น อ ร์

3

(*)

.org/wiki/Socrates สืบค้นเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2552
3

สรุปและเรียบเรียงจาก

http://www.jyu.fi/yhtfil/redescriptions/Yearbook

%202002/Skinner_Interview_2002.pdf และ

http://en.wikipedia.org/wiki/Quentin_Skinner สืบค้นข้อมูลเมื่อวันที่ 12

4
(*)สรุปและเรียบเรียงจาก
http://www.jyu.fi/yhtfil/redescriptions/Yearbook
%202002/Skinner_Interview_2002.pdf

และ

http://en.wikipedia.org/wiki/Quentin_Skinner สืบคูนขูอม้ลเมือ
่ วัน

ที ่ 12 สิงหาคม 2552
เ ค ว น ติ น ส กิ น เ น อ ร์ (Quentin Robert Duthie
Skinner) เกิ ด เมื่ อ วั น ที ่ 26 พฤศจิ ก ายน ค.ศ.1940 ไดู รั บ
ตำาแหน่ง Regius Professors of History ของมหาวิทยาลัย
เ ค ม บ ริ ด จ์ เ มื่ อ ปี

1996 ปั จ จุ บั น (ปี

2008) เ ป็ น

ศาสตราจารย์ ท างดู า นม นุ ษ ยศาสตร์ (humanities) ณ
Queen

Mary,

University

of

London

ใ น ดู า น ชี ว ป ร ะ วั ติ เ ค ว น ติ น ส กิ น เ น อ ร์ เ ป็ น บุ ต ร ค น ที ่ ส อ ง ข อ ง

Alexander Skinner

กั บ

Duthie

แต่ ง งานกั บ

ศึ ก ษาที ่

Bedford School

Cambridge

ในปี

Winifred Rose Margaret, nee

Susan James

1982

และ

ในปี

1979

Gonville and Caius College,

เขาไดูรับตำาแหน่งทีส
่ ำาคัญในการเป็ นนักวิชาการ

ทางดูานประวัติศาสตร์ คือ “ double-starred
เริม
่ สอนใน

สกิ น เนอร์ ไ ดูรั บ การ

Christ's College, Cambridge

first in History”
ต่อมาในปี

1978

และ

เขาไดู

เ ป็ น ศ า ส ต ร า จ า ร ย์ ดู า น รั ฐ ศ า ส ต ร์ ข อ ง ม ห า วิ ท ย า ลั ย เ ค ม บ ริ ด จ์

สิงหาคม

2552

5
งานเขียนทางดูานประวัติศาสตร์ของสกินเนอร์ มาจากความสนใจทีจ
่ ะ

ฟื้ นฟ้แนวคิดในช่วงแรกๆ ของนักเขียนทางดูานรัฐศาสตร์ในยุคสมัยใหม่ และ

Renaissance republican authors

ห ม่้ นั ก เ ขี ย น ที ่ เ รี ย ก ว่ า

Machiavelli,

John

Algernon Sidney.

Milton,

James

Harrington,

เ ช่ น

and

สกิ น เนอร์ ถื อ เป็ นหนึ่ ง ในสองบุ ค คล ที ม
่ ี อิ ท ธิ พ ลต่ อ

การศึ ก ษาประวั ติ ศ าสตร์ ค วามคิ ด ทางการเมื อ งของมหาวิ ท ยาลั ย เคมบริ ด จ์

('Cambridge School' of the study of the history of
political thought)

โ ด ย อี ก ค น ห นึ่ ง คื อ

Cambridge School
“ ภ า ษ า ”

J.G.A. Pocock

ซึ่ ง ที ่

นี ้ เ ป็ น ที ่ ท ร า บ กั น ดี ว่ า ใ หู ค ว า ม สำา คั ญ กั บ เ รื่ อ ง

ใ น ก า ร ศึ ก ษ า ค ว า ม คิ ด ท า ง ก า ร เ มื อ ง

สำาหรับสกินเนอร์ เขามีบทบาทในการเรียกรูองใหูมีการสรูางทฤษฎีการ
ตี ค ว า ม

(theory of interpretation)

ซึ่ ง เ นู น ไ ป ที ่ ก า ร ก ลั บ ไ ป ด้

(recovering)

ความตั ้ง ใจของนั ก เขี ย นงานคลาสสิ ก ที ่เ กี ่ย วกั บ ความคิ ด

ท า ง ก า ร เ มื อ ง

(โ ด ย เ ฉ พ า ะ Machiavelli, Thomas More,

Thomas Hobbes)

และ

ในทฤษฎี ดั ง กล่ า ว เนู น ความจำา เป็ นที จ
่ ะตู อ งมี ก าร

ศึกษานักเขียนทีไ่ ม่มีชื่อเสียง โดยมองว่าจะเป็ นวิธีการทีจ
่ ะนำา ไปส่้การรู้จักนัก
เขียนทีค
่ ลาสสิก ผลประการหนึง่ ทีต
่ ามมาก็คือ ทฤษฎีดังกล่าวไดูโจมตีฐานคติ
ที ม
่ องว่ า งานคลาสสิก ทางดูา นการเมือ งนั น
้ มั่น คงและลอยตั ว

and free-standing)

เ ช่ น แ น ว คิ ด ข อ ง

(monolithic

Leo Strauss

การทีส
่ กินเนอร์คำา นึงถึงถูอยคำา ต่างๆ ของงานเขียน
ทางการเมืองไดูนำาไปส่้การเริม
่ ตูนบทบาทของงานประเภท
neo-classical rhetoric ในทฤษฎี ก ารเมื อ งสมั ย ใหม่ (ช่ ว ง

6
ทศวรรษที ่ 1990s) ซึ่ง เป็ นผลมาจากการศึ ก ษางานเรื่ อ ง
Reason and Rhetoric in the Philosophy of Hobbes
ข อ ง เ ข า ซึ่ ง เ ขี ย น ขึ้ น ใ น ปี 1996 โ ด ย จุ ด สำา คั ญ ข อ ง
พั ฒ นาการดั ง กล่ า วก็ คื อ งานที ช
่ ื่ อ history of ideas ที ไ่ ดู
วิ พา ก ษ์ วิ จ าร ณ์ ง า นต่ าง ๆ ว่ า นำา ม าใ ชู ผิ ด ก าล เ ท ศ ะ
(anachronism) ซึ่ง สกิ น เนอร์ ไ ดู พั ฒ นามุ ม มองดั ง กล่ า วมา
เป็ นเปู าหมายหนึ่ ง ในการศึ ก ษาประวั ติ ค วามคิ ด ทางการ
เมื อ ง เพื่อ ที จ
่ ะดึ ง (excavate) เอาแนวคิ ด ในอดี ต มาใชู ใ น
การยื น ยั น ความสำา คั ญ ของการถกเถี ย งทางการเมื อ งใน
ปั จจุบัน โดยสกินเนอร์ไดูกล่าวว่า “เราตูองทำามากกว่าทีจ
่ ะ
คิ ด เกี ย
่ วกั บ ตั ว เราเอง” (do more thinking on our own.)
ซึง่ ในการศึกษาครัง้ นีผ
้ ู้เขียนจะขอยึดงานเขียนของสกินเนอ
ร์ เ รื่ อ ง Meaning and Understanding in the History of
Ideas เ ป็ น ห ลั ก ใ น ก า ร ส รู า ง ตั ว ต น ข อ ง เ ข า
นำา

รื่

คืนหนึง่ ขณะทีเ่ ควนติน สกินเนอร์ นักวิชาการผู้ซึง่ ยึด
มัน
่ ในแนวทางการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ กำา ลังครุ่นคริด
ถึง คำา ถามของนั กศึก ษาปริญ ญาเอกที เ่ ขาสอน ณ Queen
Mary, University of London ซึง่ ไดูซักถามเมื่อตอนบ่ายใน
ประเด็ นเกี ย
่ วกั บ ความจริ ง ความรู้ และธรรมชาติ แต่ ไ ม่
นานนัก เนื่องดูวยภารกิจอันหนักหน่วงกับ Susan James

7
ภรรยาของเขา ก็ทำา ใหูเ ขาก็ผ ล็อ ยหลับไปโดยไม่รู้ ตัว แต่
เนื่องดูว ยคำา ถามทีค
่ ู างคาใจอย่้ ทำา ใหู โสกราตี ส ฟิ ลโลโซ
เฟอร์ ใ นสมั ยกรี ก โบราณไดู เ ขู า มาสนทนากั บ เขาในความ
ฝั น โดยที ใ่ นความฝั นนั ้น สกิ น เนอร์ กำา ลั ง ถ้ ก โสกราตี ส
ซั ก ไ ซู ไ ล่ เ รี ย ง ใ น ร า ย ล ะ เ อี ย ด ต่ า ง ๆ

ดั ง นี ้

ตอนที ่ 1 ภาพรวมแนวคิดของสกินเนอร์
โสกราตีส:

ขูาทราบมาว่าในช่วงเวลาของท่าน เหล่าผู้

ที ่ เ ชื่ อ ใ น ค ว า ม สำา คั ญ ข อ ง ก า ร ศึ ก ษ า บ ริ บ ท ท า ง
ประวัติศาสตร์ของงานคลาสสิก เกี ย
่ วกับปรัชญาการเมื อง
มั ก จะอ่ านและยึ ด มั่นในแนวคิ ด และงานเขี ย นของคุ ณ เป็ น

ลั

สกินเนอร์:

คงเป็ นเช่นนัน

โสกราตีส:

นอกจากนี ข
้ ู า ยั ง ไดู ยิ น มาว่ า ผู้ ค นเหล่ า นั ้น

ก ล่ าว ข วั ญ ว่ า ท่ า นเ ป็ นบุ ค ค ล สำา คั ญ ที ่ วิ พ า ก ษ์ วิ จ า ร ณ์
แนวทางการศึ ก ษาเฉพาะตั ว บท (textual approach) ของ
งานคลาสสิก โดยมองว่าการศึกษาบริบทเชิงประวัติศาสตร์
(historical context) จำาเป็ นในการช่วยใหูเกิดความเขูาใจตัว
บทที ช
่ ั ด เจนและแม่ น ยำา มากกว่ า การศึ ก ษาเฉพาะตั ว บท

มั

8
สกินเนอร์:

ถ้กแลูวครับ

โสกราตีส:

ถูาเช่นนัน
้ บริบทต่างๆ ก็จะเป็ นสิง่ ทีม
่ า

กำาหนดความรู้และเนือ
้ หาทีเ่ ราพบในงานเขียนเช่นนัน
้ หรือ
สกินเนอร์:

ไม่ใช่อย่างนัน
้ หรอกครับ ผมเพียงเห็นว่าผู้ที ่

ยึดมัน
่ ในตัวบท (textualist) ทีม
่ องว่าเฉพาะตัวบทก็เป็ นสิง่ ที ่
เพียงพอแลูวในการคูนควูาและทำาความเขูาใจนัน
้ เป็ นการ
ศึ ก ษาที ่ยึ ด ติ ด ว่ า ตั ว บทเป็ นความรู้ ที ่เ ป็ นเรื่ อ งขู า มเวลา
(timeless) และสากล ซึ่ง ไม่ ถ้ ก ตู อ ง เพราะความจริ ง แลู ว
เราตู อ งมี ค วามรู้ เ กี ย
่ วกั บ บริ บ ททางสั ง คม เพื่ อ ใชู ใ นการ
หาความตัง้ ใจ (intentions) ทีแ
่ ทูจริงของผู้เขียน หรือเรียก
ว่ า การศึ ก ษาประวั ติ ข องความคิ ด (history of idea) ของ
นั ก เขี ย นต่ า งๆ นั่ น เอง เพราะผู้ ที เ่ ขี ย นงานต่ า งๆ ย่ อ ม
ตู อ งการใหู ง านเขี ย นนั ้น ออกมาเป็ นอย่ า งที ต
่ ั ว เองตั ้ง ใจไวู
จึงคิดว่าไม่มีนักคิดคนใดสามารถทีจ
่ ะถ้กกล่าวไดูว่ามีความ
หมายหรื อทำา อะไรก็ ตามที เ่ ขาไม่ ไ ดู ย อมรั บว่ า เป็ นสิ ง่ ที ถ
่ ้ก
ตู อ ง ข อ ง ที ่ ที ่ เ ข า ห ม า ย ค ว า ม ห รื อ ไ ดู ก ร ะ ทำา ล ง ไ ป

4

(*)

(*)… no agent can eventually be said to have meant or done
something which he could never be brought to accept as a
4

… no agent can eventually be said to have meant or done

something which he could never be brought to accept as a
correct description of what he had meant done. (Skinner,
1988, p 48)

9
correct description of what he had meant done. (Skinner,
1988,

p

โสกราตีส:

48)

ถูาขูาจะอนุมานทีท
่ ่านว่า ไม่เพียงแต่ตัวบท

ที ่เ ราไม่ ส ามารถนำา มาใชู ใ นการตั ้ ง และตอบคำา ถามไดู
เท่า นัน
้ แต่ มันยัง ไม่ มี ปั ญหาเรื่อ งใดที ด
่ ำา รงอย่้ ต ลอดไปใน
ทางปรัช ญาตามแนวทางของท่า น มั น มี เ พี ย งคำา ตอบส่ ว น
บุคคลสำาหรับคำาถามเฉพาะบุคคล และแต่ละคำาถามทีแ
่ ตก
ต่างกันก็ขึน
้ อย่้กับผู้ถามทีแ
่ ตกต่างกัน ถูอยคำา (statement)
ต่างๆ ในงานคลาสสิกนัน
้ จึงหนีไม่พูนทีจ
่ ะเป็ นสิง่ ทีร
่ วมเอา
คว ามตั ้ ง ใจ เฉ พาะใ นโ อ ก าสห นึ่ ง ๆ แ ละใ ชู ใ นก ารห า
ทางออกใหูกับเรื่องเฉพาะหนึง่ ๆ เท่านัน
้ ความพยายามที ่
จะทำา ใหู มั น เป็ นเรื่ อ งที ข
่ ู า มกาลเวลา (transcend) จึ ง เป็ น

รื่

สกินเนอร์:

ที ่

รู

ดี

ถ้กตูอง ผมเห็นเป็ นอย่างทีค
่ ุณว่ามา หรือ

คุณว่าสิง่ ทีผ
่ มคิดนัน
้ ไม่เป็ นจริง
โสกราตีส:

อาจจะจริง หรือไม่จริงก็เป็ นไดู

สกินเนอร์:

ผมไม่ค่อยเขูาใจ ลองขยายความหน่อย

ครับ

10
โสกราตีส:

ถู า เช่ น นั ้น ขู า มี คำา ถามจะถามท่ า น หาก

ท่ า นตอบคำา ถามขู า ไดู จ นสิ น
้ ขู อ สงสั ย ขู า ก็ จ ะเชื่ อ ว่ า เป็ น
จริง แต่หากขูายังมิอาจคลายขู อสงสัย ความจริงของท่า น
ขู า ก็ ยั ง มิ อ า จ เ ชื่ อ ไ ดู อ ย่ า ง ส นิ ท ใ จ
สกินเนอร์:

เชิญคุณถามมาไดูเลยครับ

โสกราตีส:

ท่านเห็นว่าความหมายทีแ
่ ทูจริงนัน
้ จะไดูมา

จากการศึ ก ษาบริ บ ทเชิ ง ประวั ติ ศ าสตร์ เ ท่ า นั ้น ใช่ ห รื อ ไม่
สกินเนอร์:

ไม่เชิงอย่างทีค
่ ุณกล่าวมาเท่าไหร่นัก ความ

จริง แลู ว ผมมี วัตถุป ระสงค์ ที แ
่ ทู จริ ง เพี ย งแค่ตูอ งการหาวิ ธี
การที เ่ หมาะสมในการที จ
่ ะทำา ความเขู า ใจกั บ งานเขี ย น
ต่ า ง ๆ ซึ่ ง ในสมั ย ข อง ผม วิ ธี ก ารห ลั ก ๆ จ ะมี อ ย่้ ส อง

- แนวทางแรก เป็ นฝ่ ายที ย
่ ึ ด มั่น ในความเป็ นเอกเทศของ
“ ตั ว บ ท ” (autonomy of the text itself) ว่ า เ ป็ น กุ ญ แ จ
สำา คั ญที จ
่ ะรู้ค วามหมายในตัว ของมั นเอง และจะไม่ส นใจ
หรื อ พยายามที จ
่ ะสรู า งหรื อ หาบริ บ ทในภาพรวม (total
context)
- อี ก แนวทาง ซึ่ ง ตรงขู า มกั บ ที ่ว่ า มา คื อ จะยื น ยั น ว่ า
“บริ บ ท” ไม่ ว่ า จะเป็ นปั จจั ย ทางดู า น ศาสนา การเมื อ ง

11
หรื อ เศรษฐกิ จ ต่ า งก็ เ ป็ นตั ว กำา หนด (determine) ความ
หมายของตั ว บทที น
่ ำา มาศึ ก ษา และบริ บ ทจะใหู ก รอบคิ ด
(ultimate framework) ใ นก าร ทำา ค ว าม เ ขู าใ จ มั น ซึ่ ง ใ น
ความคิ ด ของผมเมื่ อ พิ จ ารณาแลู ว การใชู แ นวทางใด
แนวทางหนึ่งเพียงแนวทางเดียวนัน
้ ไม่เพียงพอ แมูว่าจะด้
เหมือ นว่ าเพียงพอ เพราะวิธี การทั ง้ สองต่ า งสามารถที จ
่ ะ
ใ หู ขู อ ส รุ ป ที ่ ผิ ด พ ล า ด ดั ง นั ้ น จึ ง นำา ม า ส่้ ก า ร ศึ ก ษ า ใ น
แนวทางที ่เ รี ย กว่ า ประวั ติ ศ าสตร์ ค วามคิ ด (history of
ideas) ซึ่ ง เ ป็ น แ น ว ท า ง ก า ร ศึ ก ษ า แ บ บ ใ ห ม่
โสกราตีส:

สกินเนอร์:

แ ลู ว ที ่ ม า ข อ ง แ น ว คิ ด ข อ ง ท่ า น ล่ ะ เ ป็ น
ย่

แนวทางของผมเริม
่ มาจากความมุ่งมัน
่ ทีจ
่ ะ

หาความจริงในอดีตอย่างถ้กตูอง โดยมีรากฐานการพัฒนา
จากทฤษฎีหรือการตีความทีเ่ รียกว่า hermeneutics คือเชือ

ว่ า อดี ตมี ปั ญหาและเหตุ ก ารณ์ ใ นตั ว ของมั น เองที เ่ กิ ด ขึ้น
และจบลงในแต่ ละยุ ค การที จ
่ ะเขู า ใจอดี ต หรื อ เขี ย นเรื่อง
ราวในอดีตไดูอย่างถ้กตูองนัน
้ จะตูองมองปั ญหาและสิง่ ที ่
เกิดขึน
้ จากสายตาของคนยุคนัน
้ เอง โดยตูองไม่ใส่ค่านิยม
ของผู้ ศึ ก ษาลงไป และพยายามนึ ก คิ ด เหมื อ นคนในอดี ต
ดู ว ย ปั ญหาของคนในปั จจุ บั น ก็ เ ป็ นปั ญหาที เ่ กิ ด และขึ้น

12
และถ้ ก ตอบโดยคนปั จจุบั น แมู ด้ เ ผิ น ๆ เราจะมองว่ า เป็ น
ปั ญหาเดี ย วกั น แต่ ใ นเนื้ อ แทู นั ้น จะเป็ นคนละปั ญหากั น
โสกราตีส:

ขอท่ า นยกตั ว อย่ า งใหู ขู า เขู า ใจอย่ า งแจ่ ม

จู

สกินเนอร์:

ที

ถิ

ยกตั ว อย่ า งหรื อ เอาเป็ นว่ า หากพ้ ด คำา ว่ า

“ประชาธิ ป ไตย” ในสมั ย ของคุ ณ กั บ ในสมั ย ของผมก็ แ ตก
ต่ า งกั น แลู ว ร้ ป แบบประชาธิ ป ไตยในสมั ย ของคุ ณ จะใหู
ปร ะช าช นมี ส่ ว นร่ ว มทาง ก าร เ มื อง โ ด ยตร ง ต่ าง จ าก
ประชาธิปไตยสมัยใหม่ที ป
่ ระชาชนมี ส่ว นร่ว มผ่ านตั วแทน
ในสมั ยของท่ านหรื อสมัย โบราณประชาธิ ปไตยมีนัยความ
หมายในแง่ลบ คือเป็ นร้ปแบบการปกครองทีใ่ ชูอำานาจของ
ความเป็ นคนส่วนใหญ่และเป็ นไปเพือ
่ ประโยชน์ของคนส่วน
ใหญ่เอง ในขณะทีป
่ ระชาธิปไตยสมัยของผมหรือสมัยใหม่
นัน
้ เริม
่ จากขบวนการทางการเมืองทีเ่ คลื่อนไหวต่อสู้เพื่อ
ความเท่ า เที ย ม

นอกจากนี ร
้ ะบบตั ว แทนนี ไ้ ม่ ไ ดู ห วั ง ใหู

อำานาจการปกครองอย่้ในมือของประชาชนแต่มุ่งหมายเพือ

ใชู ใ นการตรวจสอบและถ่ ว งดุ ล อำา นาจการปกครองเป็ น
สำา

คั

จะเห็นไดูว่าการตัง้ คำา ถามต่างๆ อย่างเช่น “ร้ปแบบ
การปกครองทีด
่ ีทีส
่ ุดคืออะไร” ก็มาจากเงื่อนไขทางสังคม

13
การเมื องที แ
่ ตกต่ างกั น ดั ง นั ้น การตอบคำา ถามก็ ย่ อ มแตก
ต่ า งกั น และสามารถเป็ นประโยชน์ ไ ดู ใ นแต่ ล ะสั ง คมยุ
คนัน
้ ๆ ดังนัน
้ ผมจึงพยายามทีจ
่ ะเขูาใจอดีตอย่างทีค
่ นใน

ดี

โสกราตีส:

ขู

ถู า เช่ น นั ้น ความรู้ ที ท
่ ่ า นไดู ม าจากการคิ ด

แบบคนในอดีตก็ไม่สามารถนำามาใชูปัจจุบันไดูน่ะสิ แลูวจะ
มี

สกินเนอร์:

น์

อั

ล่

ผมยอมรั บ คุ ณ โสกราตี ส ประโยชน์ จ าก

ความเขู า ใจในอดี ต จะไม่ มี ผ ลต่ อ ปั จจุ บั น หรื อ สั ม พั น ธ์ กั บ
อนาคตเท่ า ใดนั ก นอกจากประวั ติ ศ าสตร์ จ ะรู้ อ ดี ต เพื่ อ
ส นอ ง ค ว าม อ ย า ก รู้ เ ท่ า นั ้ น (for the sake of historical
knowledge) ความรู้ดังกล่าวไม่สามารถนำามาใชูกับปั จจุบัน
ไดู เ ท่ า ไรนั ก การศึ ก ษาตามแนวทางของผมจะเนู น ใหู
คุ ณ ค่ า กั บ ความสำา คั ญ ของตั ว อดี ต ในแต่ ล ะยุ ค สมั ย เอง
โสกราตีส:

เอาเถอะสกิ น เนอร์ คราวนี ข
้ ู า อยากรู้ ว่ า

ท่ า น มี วิ ธี ก า ร ห า ค ว า ม รู้ อ ย่ า ง ไ ร
สกินเนอร์:

ผมมี ก ฎเกี ย
่ วกั บ การหาความตั ้ง ใจมี ส อง

ประการ ประการแรกเราควรที จ
่ ะเนู น การพิ จ ารณาที ไ่ ม่
เพี ย งแค่ ก ารตี ค วามจากตั ว บท แต่ ตู อ งพิ จ ารณาระเบี ย บ
แบบแผนทีค
่ รอบคลุมประเด็นหรือใจความทีต
่ ัวบทนัน
้ คำานึง

14
ถึง ประการทีส
่ องเราควรทีจ
่ ะพิจารณาโลกของผู้เขียนหรือ
โ ล ก แ ห่ ง ค ว า ม เ ป็ น จ ริ ง ข อ ง เ ข า

5

(*)

(*) First, we should “focus not just on text to be interpreted
but on the prevailing conventions governing the treatment of

issues or themes with the text is concerned.” Second, we
should “focus on the writer’s mental world, the world of his
empirical

beliefs.”

(Skinner,

1988,

p.

77)

จากกฎสองประการนี ้ ไดูนำา ไปส่้การกำา หนดระเบียบ
วิธีในการศึกษาคือ การวาดภาพ (delineate) ภาพรวมของ
การสื่อสารทีส
่ ามารถดำา เนินการไดูบนโอกาสทีม
่ ี โดยการ
แสดงออก (utterance) ที ส
่ ามารถแสดงออกไดู และการ
สื บ คู น ความสั ม พั น ธ์ ร ะหว่ า งการแสดงออกที บ
่ ริ บ ททาง
ภาษาทีก
่ วูางขึน
้ เหมือนเป็ นวิธีใ นการถอดรหัส (decoding)
ค ว า ม ตั ้ ง ใ จ ที ่ แ ทู จ ริ ง ข อ ง ผู้ ที ่ เ ขี ย น ง า น
5

6

(*)

First, we should “focus not just on text to be interpreted but

on the prevailing conventions governing the treatment of

issues or themes with the text is concerned.” Second, we
should “focus on the writer’s mental world, the world of his
empirical
6

beliefs.”

(Skinner,

1988,

p.

77)

… the appropriate methodology for the history of ideas

must…delineate the whole range of communication which could
have been conventionally performed on the occasion by the
utterance of the given utterance, and next…trace relations

15
(*)… the appropriate methodology for the history of ideas
must…delineate the whole range of communication which could
have been conventionally performed on the occasion by the
utterance of the given utterance, and next…trace relations
between the given utterance and this wider linguistic context

as a mean of decoding the actual intention of the given writer.
(Skinner,

1988,

p

63-64)

ผลจากระเบียบวิธีดังกล่าว ทำา ใหูวิธีการของผมมีพื้น
ฐานความคิดว่า ความรู้ของความตัง้ ใจผู้เขียนในงานเขียน
ไม่ไดูเป็ นเพียงสิง่ ทีต
่ รง (relevant) กับความรู้เท่านัน
้ แต่ยัง
เทียบเท่า (equivalent) กับความรู้ทีผ
่ ู้เขียนไดูเขียนอีกดูวย
7

(*) ดั ง นั ้น โดยพื้น ฐานแลู ว อั ต ลั ก ษณ์ ท างประวั ติ ศ าสตร์

เฉพาะของตัวบทนัน
้ จะบ่งบอกถึงลักษณะเฉพาะของความ
ตั ้ ง ใ จ ข อ ง ผู้ เ ขี ย น ใ น ก า ร เ ขี ย น ง า น เ ขี ย น
(*)… a knowledge of the author’s intensions in writing…is not
merely relevant to, but is actually equivalent to, a knowledge

of the [meaning] of what he write. (Skinner, 1988, p 75)
between the given utterance and this wider linguistic context

as a mean of decoding the actual intention of the given writer.
(Skinner,
7

1988,

p

63-64)

… a knowledge of the author’s intensions in writing…is not

merely relevant to, but is actually equivalent to, a knowledge

of the [meaning] of what he write. (Skinner, 1988, p 75)

16
ตอนที ่ 2 ภาพรวมแนวคิดของโสกราตีสจากงานเรื่องย้ไท

สกินเนอร์:

เอาละโสกราตี ส ผมเคยอ่ า นบทสนทนาที ่

คุ ณ พ้ ด คุ ย กั บ ย้ ไ ทโฟร คุ ณ ไดู ถ าม

ย้ ไ ทโฟรว่ า

“สุทธิธรรมย่อมคงสภาพอย่างไม่แปรเปลีย
่ นตลอดไป ไม่ว่า
ในการกระทำา ใดๆ และอสุทธิธรรมก็คือธรรมอันตรงขูาม
กับสุทธิธรรมเสมอไป มีลักษณะเป็ นหนึง่ เดียวอันบ่งใหูเห็น
ชัดถึงสภาวะของอสุ ทธิ ธรรม ใช่หรื อไม่ ?” ซึ่งผมมองว่ า
ตรงนีเ้ ป็ นการพ้ด ถึง ทฤษฎี เรื่องร้ ปแบบ (theory of forms)
ดูวยการกล่าวถึงสิง่ ทีเ่ ป็ นสาระของสุทธิธรรมซึง่ คงทีต
่ ลอด
ไ ป

ไ ม่ มี ก า ร เ ป ลี ่ ย น แ ป ล ง

โสกราตีส:

อาจสรุปดังทีท
่ ่านว่าก็ไดู แต่ย้ไทโฟรมิไดูใหู

คำา ตอบอั น เป็ นที พ
่ อใจแก่ ขู า เขาตอบว่ า การปฏิ บั ติ สุ ท ธิ
ธรรมคื อ การกระทำา แบบที เ่ ขากำา ลั ง ทำา อย่้ (การฟู องรู อ ง
บิดาของตนเอง) นัน
่ คือเขาไม่ไดูบอกว่าอะไรคือสุทธิธรรม
แต่กลับพ้ดถึงการกระทำาทีเ่ ป็ นสุทธิธรรม ย้ไทโฟรไม่เขูาใจ
คำา ถามว่า ขูา พเจูา กำา ลั ง แสวงหาคุ ณ สมบั ติข องสุ ท ธิ ธ รรม
ซึง่ จะตูองมีอย่ใ้ นการกระทำาทุกอย่างทีเ่ ป็ นสุทธิธรรม ดังนัน

สิง่ ทีเ่ ขาตอบขูาเป็ นเพียงการกระทำาเฉพาะกรณีของเขา ซึง่
จะเป็ นคำาตอบทีถ
่ ้กตูองไม่ไดู มิเช่นนัน
้ แลูว ย้ไทโฟรจะตูอง

17
คอยชีก
้ ารกระทำาเฉพาะรายทุกๆ กรณีไปว่าเป็ นสุทธิธรรม

รื

ม่

สกินเนอร์:

แลูวทีเ่ ขาตอบว่า “อะไรทีเ่ ทพชอบคือ”สุทธิ

ธรรม” และอะไรทีเ่ ทพไม่ชอบ คือ”อสุทธิธรรม” ละครับ
โสกราตีส:

เนือ
่ งจากศาสนาในชุมชนของขูานัน
้ เชือ
่ ว่ามี

เทพเจูาหลายองค์ และเทพเจูานัน
้ ก็มักจะทะเลาะเบาะแลูว
กันเอง ทำาใหูการยอมรับเทพเจูาเป็ นมาตรฐานกำาหนดการ
ก ร ะ ทำา
สกินเนอร์:

ข อ ง ม นุ ษ ย์ นั ้ น ไ ม่ ไ ดู ผ ล
นั่นหมายความว่า ถูาหากศาสนาในชุมชน

ของท่านมีการนับถือเทพเจูาทีม
่ ีลักษณะสากล หรือทีเ่ รียก
ว่ า เอกเทวนิ ย ม (monotheism) ก็จ ะทำา ใหู คำา ตอบของย้ ไ ท
โฟรใชู ไ ดู ผ ล ซึ่ ง แสดงว่ า คุ ณ ก็ ยั ง เชื่ อ ในเรื่ อ งบริ บ ททาง
สังคมเหมือนผมอย่้ เพราะมาตรฐานคำาตอบทีท
่ ำาใหูคุณพึง
พ อ ใ จ ก็ แ ป ร เ ป ลี ่ ย น ไ ป ต า ม สิ ่ ง แ ว ด ลู อ ม เ ป็ น สำา คั ญ
โสกราตีส:

ไ ม่ ห ร อก ส กิ น เ น อ ร์ ถู าห าก ย้ ไ ท โ ฟ ร ยั ง

ยืนยันและยึดมาตรฐานตามทีเ่ ขาอูางตัง้ แต่แรกว่า “ซุสเป็ น
เทพเจูาทีด
่ ีทีส
่ ุด และยุติธรรมทีส
่ ุด” และเขาเลือกทีจ
่ ะเชื่อ
เพีย งเทพเจู าที ต
่ นคิ ดว่ ามี อำา นาจส้ ง สุ ด ก็จ ะทำา ใหู คำา ตอบ
ข อ ง เ ข า มี นำ้ า ห นั ก แ ล ะ ส ม เ ห ตุ ผ ล

18
สกินเนอร์:

เช่นนัน
้ ผมคิดว่าคุณเพียงตูองการแค่การยุติ

ความเห็นต่างๆ ทีไ่ ม่ตรงกันดูวยการวัด ดังทีค
่ ุณกล่าวไวูว่า
“ถูาเราเห็นไม่ตรงกันในเรื่องขนาดของสิง่ ต่างๆ เราก็ควร
ยุ ติ ก ารเห็ น ไม่ ต รงกั น นั ้ น เ สี ย ดู ว ยก าร วั ด ” ใ ช่ ห รื อ ไ ม่
โสกราตีส:

ก็ ไ ม่ ผิ ด เพี ย งแต่ ขู า พเจู า ขอแบ่ ง ประเภท

ของขูอขัดแยูงต่างๆ ทัง้ หลายออกเป็ นสองประเภทดูวยกัน
- ประเภทแรก เป็ นขู อ ขั ด แยู ง ที ส
่ ามารถมี ม าตรฐานซึ่ ง ค่้
กรณีสามารถยอมรับเป็ นเครื่องตัดสินไดู หรือพ้ดง่ายๆ
ก็คือขูอขัดแยูงทีม
่ ีศาสตร์หรือศิลป์ ทีท
่ ุกคนยอมรับไดูว่า
เ ป็ น ศ า ส ต ร์ ห รื อ ศิ ล ป์ ข อ ง เ รื่ อ ง นั ้ น ๆ
- ส่วนขูอขัดแยูงประเภททีส
่ องนัน
้ เป็ นขูอขัดแยูงทีย
่ ังไม่มี
ศาสตร์ ห รื อ ศิ ล ป์ ที ใ่ หู คำา ตอบซึ่ง ทุ ก คนยอมรั บ ไดู ส่ ว น
มากขูอขัดแยูงประเภทนีไ้ ดูแก่ขูอขัดแยูงเรื่องถ้ก ผิด ดี
เลว ซึ่ ง ขู อ ขั ด แยู ง หรื อ ขู อ พิ พ าทประเภทนี จ
้ ะมี ค วาม
สำา คั ญ ต่ อ ชี วิ ต ของมนุ ษ ย์ ม ากกว่ า เนื้อ หาของขู อ พิ พ าท
ประเภทแรก แต่มักจะไดูรับความสนใจนูอยกว่าทีค
่ วรจะ
ไดูรับ หรือไม่เช่นนัน
้ ก็มักจะมีการยอมรับเอาคำาตอบต่อ
คำาถามประเภทนีท
้ ต
ี ่ กทอดกันมาในร้ปศาสนาประเพณีวา

เ ป็ น คำา
สกินเนอร์:

ต อ บ ที ่ ถ้ ก ตู อ ง อ ย่้ แ ลู ว
โสกราตีส คุณไดูใชูวิธีทีส
่ มัยผมเรียกกันว่า

วิภาษวิธี (dialectic) หรือการสนทนาแบบปุจฉา วิปัสสนา

19
หรือการสนทนาที โ่ ตู แยู งกั นดู วยเหตุผ ลเพื่อหาขู อยุ ติห รื อ
ขูอสรุป โดยทีค
่ ุ ณจะเริม
่ ตูน ดูว ยการสอบถามบุค คลทีเ่ ชื่อ
ถือไดูเ พื่อ ใหู เขาเสนอแนวคิด (หรือ ทฤษฎี) เกี ย
่ วกั บเรื่อง
8

ร้ ป แบบของสภาวะนั ้น ๆ ดู ว ยการถามว่ า อะไรคื อ …? (*)
เมื่อ บุ ค คลดั ง กล่ าวเสนอแนวคิ ด เกี ย
่ วกั บ เรื่อ งร้ ป แบบของ
สภาวะนั น
้ ๆ แลูว คุณก็จะใชู “การตัง้ คำา ถาม” ตามหลัก
เหตุผลในการหักลูาง (refutation/elenchus) หรือตรวจสอบ
ว่า ขูอสมมุติฐานเบือ
้ งตูนทีบ
่ ุคคลนัน
้ นำาเสนอเป็ นการแสดง
ถึงสภาวะทีเ่ ป็ นหนึง่ เดียว ใชูไดูเป็ นการทัว
่ ไปและไม่ขึน
้ อย่้
กั บ ก า ล เ ว ล า จ ริ ง ห รื อ ไ ม่
(*) Leo Strauss ชีว้ ่า การทีโ่ สกราตีสตัง้ คำาถามในลักษณะนี ้
เนื่องจากมีวัตถุป ระสงค์ที จ
่ ะทำา ใหู ธรรมชาติ ของชนิ ดของ
สิ ง่ ที เ่ ป็ นประเด็ น นั่น คื อ ร้ ป แบบ (form) หรื อ คุ ณ ลั ก ษณะ

โสกราตีส:

สิ ่ ง

นั ้

ด่

ชั

ขึ้

เป็ นจริ ง ดั ง ท่ า นว่ า ขู า ใชู วิ ธี ก ารตั ้ง คำา ถาม

กับ บรรดาผู้ (อวด)รู้ทั ง้ หลาย (หรือ ทีเ่ รียกว่าโสฟิ สต์ ) เพื่อ
ตู อ งการพิ ส้ จ น์ ว่ า พวกเขารู้ เ รื่ อ งนั ้ น ๆ จริ ง อย่ า งที ่เ ขา
ประกาศหรื อ ไม่ หรื อ กล่ า วอี ก อย่ า งหนึ่ ง ขู า ตู อ งการ
ทำา ความกระจ่างว่า เวลาทีใ่ ครก็ตามบอกว่าตนเองรู้เรื่อง
8

Leo Strauss ชี้ว่าการที่โสกราตีสตั้งคำาถามในลักษณะนี้เนื่องจากมี

วัตถุประสงค์ท่ีจะทำาให้ธรรมชาติของชนิ ดของสิ่งที่เป็ นประเด็น นั่นคือ รูปแบบ

(form) หรือคุณลักษณะของสิ่งนั้นๆ เด่นชัดขึ้น

20
ใดเรือ
่ งหนึง่ เป็ นอย่างดีนัน
้ จริงๆ แลูวสิง่ ทีเ่ ขารู้มันคืออะไร
กั น แน่ เช่ น ความดี คื อ อะไร ความงามคื อ อะไร ความ
บริสุทธิค
์ ืออะไร ความรักคืออะไร ความยุติธรรมคืออะไร?
ฯลฯ วิธีการของขูาคือการซักไซูไล่เลียง โตูแยูงหักลูางเพือ

หาความชั ด เจน ซึ่ง เรี ย กกั น อย่ า งที ท
่ ่ า นว่ า มา คื อ วิ ธี ก าร
แบบ "วิภาษวิธี” (dialectic) อันมีกระบวนการสามประการ
ดู ว ยกั น ประการแรกคื อ ขู อ เสนอ หรื อ การเปิ ดประเด็ น
(thesis) ประการที ่ส องคื อ การโตู แ ยู ง (anti-thesis) และ
ประการสุดทูายคือการสรุปสังเคราะห์เพื่อนำา ไปส่้การเกิด
ขูอเสนอใหม่ และดูวยวิธีการเช่นนี ้ แนวคิดหรือความรู้ใด
ถ้กโตูแยูงหักลูางไดูดูวยเหตุผลก็จะคงอย่้ไม่ไดู ส่วนแนวคิด
หรือความรู้ใดทีท
่ นต่อการพิส้จน์โตูงแยูงก็จะยังคงอย่้และ
ไ ดู รั บ ก า ร ป รั บ ป รุ ง พั ฒ น า ใ หู กู า ว ห นู า ยิ ่ ง ขึ้ น ๆ
สกินเนอร์:

คุณใชูวิธีการเช่นนัน
้ เพื่ออะไร ทำา ไมคุณไม่

ไปคูนควู าเอกสารหรือ ใชู วิ ธีก ารสั ม ภาษณ์ แ บบธรรมดาๆ
ล่ ะ เพราะส่ ว นมากคนที ถ
่ ้ ก คุ ณ ซั ก ไซู ไ ล่ เ ลี ย งมั ก จะจนมุ ม
เสี ย หนู า

อั บ อายประชาชี เ สี ย มากกว่ า

ทำา ใ หู คุ ณ ถ้ ก ก ล่ า ว ห า แ ล ะ ล ง โ ท ษ ใ น ที ่ สุ ด
โสกราตีส:

ขูามีความเชือ
่ ว่า โดยทัว
่ ไปแลูวมนุษย์มแ
ี นว

โนูมทีจะยอมรั

บว่าสิงที
่ ดี
่ คอ
ื สิงที
่ สอดคลู

องกับขนบธรรมเนียม
ที ไ่ ดู ป ฏิ บั ติ ติ ด ต่ อ กั น มาเป็ นเวลาชู า นาน และสิ ง่ ที เ่ ป็ นที ่

21
ยอมรับกันมานานนัน
้ เป็ นส่วนหนึง่ ของตนเองและเป็ นของทีดี

และย่อมเป็ นทีแน่
่ นอนว่าในชุมชนทียึ
่ ดมัน
่ กับขนบธรรมเนียม
เช่นว่านี ้ ปรัชญาอันเป็ นแนวคิดทีแ
่ ปลกและใหม่ ทีพ
่ ยายาม
แยกแยะระหว่างสิงที
่ ดี
่ กบ
ั สิงซึ
่ ง่ เป็ นของดัง้ เดิมย่อมถ้กมองว่า

ป็

ที ่

รู

การคูนพบธรรมชาติ (nature) ทีแ
่ ทูจริง จึงไม่อาจเกิด
ขึน
้ ไดูถา
ู หากว่าอำานาจหรือวิถช
ี ว
ี ต
ิ ทีเ่ คยเป็ นอย่ใ้ นชุมชนนัน

ไม่ถ้ก ตัง้ ขูอ สงสั ย เอาเสี ย ก่ อ น แต่ ก ารตัง้ ขู อ สงสั ย เอากั บ
ขนบธรรมเนียมประเพณีโ ดยปรัช ญานัน
้ แทูจ ริง แลูว ก็คือ
ความพยายามทีจ
่ ะแทนทีส
่ งิ ่ เก่าดูวยสิง่ ทีด
่ ี โดยเฉพาะอย่าง
ยิง่ สิง่ ทีด
่ ีโดยธรรมชาตินน
ั ้ เป็ นสิง่ ทีเ่ ก่าแก่ยงิ ่ กว่าขนบประ
เพณีใดๆ ทัง้ สิน
้ เพราะธรรมชาติยอ
่ มมีมาก่อนขนบประเพณี
ใดๆ ทัง้ ปวง และเพราะธรรมชาติยอ
่ มอย่เ้ หนือขูอจำากัดหรือ
ขอบเขตของสิง่ ทีเ่ รียกว่า ประวัติศ าสตร์ สัง คม ศีล ธรรม

พวกโสฟิ สต์ ใ นสมั ย ขู า มั ก จะอู า งว่ า ความรู้ ข องพวก
เขานัน
้ เป็ นความรู้ทีส
่ ามารถนำาไปส่้ชีวิตอันประเสริฐไดู ขูา
จึงตูองการทีจ
่ ะชีใ้ หูเ ห็น ว่า พวกโสฟิ สต์นั น
้ ไม่ รู้ว่ าความรู้ ที ่
ตนมีอย่้นัน
้ หาใช่ความรู้ไม่ ความจริงแลูวพวกเขาไม่รู้เสีย
ดูวยซำา
้ ว่าชีวิตทีด
่ ีเป็ นอย่างไร ตัวขูามุ่งหาความจริงหรือกฎ

22
ทีอ
่ ย่้เหนือแค่กฎทีม
่ นุษย์สรูางขึน
้ ขูาตูองการเขูาถึงความ
จริ ง แทู ข องสรรพสิ ง่ โดยเฉพาะประเด็ น ความรู้ ที แ
่ ทู จ ริ ง
และความรูท
้ แ
ี ่ ทูจริงเกีย
่ วกับคุณค่าต่างๆ เช่นความดี ความ
ยุ

ติ

สกินเนอร์:

ป็

ตู

โสกราตี ส ตำา ตอบของคุ ณ ทำา ใหู ผ มนึ ก ถึ ง

ภ า พ ย น ต ร์ เ รื่ อ ง ห นึ่ ง ใ น ส มั ย ข อ ง ผ ม
โสกราตีส:

สกินเนอร์:

เ รื่ อ ง เ ด อ ะ เ ม ท ริ ก ซ์ (The Matrix)

โสกราตีส:

สกินเนอร์:

ตามเนือ
้ เรือ
่ งในภาพยนตร์จะมีโลกสองโลก

9

รื่

รื

ท่

ตุ

(*) คือ โลกเมตริก ซ์ และ ไซออน เมตริ ก ซ์ คื อ โลกที ถ
่ ้ก

สรู า งจากหุ่ น ยนต์ (AI) แต่ ม นุ ษ ย์ คิ ด ว่ า นั่ น คื อ โลกจริ ง
มนุษย์ดำาเนินชีวิตไปตามปกติเหมือนคนเราทุกวันนี ้ ทำางาน
กิ น ดื่ม เซ็ ก ซ์ ทุ ก อย่ า งที ม
่ นุ ษ ย์ สั ม ผั ส ดู ว ยร้ ป รส กลิ น

9

การแบ่งออกเป็ นสองโลกนี้ คล้ายกับหลักปรัชญาของเพลโต ใน

ที่เชื่อว่า โลกแบ่งออกเป็ นสอง ส่วน

The Republic

(divided line) ซึ่งก็คือ Visible Realm ซึ่ง

ก็ คื อ โลกที่ วั ต ถุ ส ามารถมองเห็ น ได้ เ สมื อ นโลกแห่ ง ความจริ ง ในภาพยนตร์ และ

Intelligible Realm คือโลกที่ต้องใช้ความรู้และเหตุผลในการรับรู้สิ่งต่างๆ เสมือน
โ ล ก เ ม ต ริ ก ซ์ ใ น ภ า พ ย น ต ร์

(อ่ า น เ พิ่ ม เ ติ ม ใ น

http://summaphilosophiae.wordpress.com/2007/01/10/platosdivided-line/)

23
เสี ย ง และสิ ง่ ที ่ AI สรู า งใหู ม นุ ษ ย์ ไ ดู รั บ อย่ า งนั ้น เพราะ
ความตูองการพืน
้ ฐานของมนุษย์เป็ นอย่างนัน
้ ในหนังจะใชู
จุดนีส
้ รูางใหู AI ใชูความยึดติดใน”กายหยาบ”ของมนุษย์
(อัตตา) เป็ นสิง่ ทีห
่ ล่อเลีย
้ งมนุษย์ใหูยังคงหลงอย่้ในโลกเม

ริ

10

ซ์

(**)

(*) การแบ่งออกเป็ นสองโลกนี ้ คลูายกับหลักปรัชญาของ
เพลโต ใน The Republic ที เ่ ชื่ อ ว่ า โลกแบ่ ง ออกเป็ นสอง
ส่วน (divided line) ซึง่ ก็คือ Visible Realm ซึ่งก็คือโลกทีว
่ ัตถุ
สามารถมองเห็นไดูเสมือนโลกแห่งความจริงในภาพยนตร์
และ Intelligible Realm คือโลกทีต
่ ูองใชูความรู้และเหตุผลใน
การรับรู้สิง่ ต่างๆ เสมือนโลกเมตริกซ์ในภาพยนตร์ (อ่าน

พิ ่

ติ

http://summaphilosophiae.wordpress.com/2007/01/10/plat
os-divided-line/)
(**) ตั ว ละครในเรื่ อ งมั ก จะกล่ า วว่ า I think, therefore I am
(ซึง
่ เป็ นแนวคิดของ Rene Descartes) อีกอย่างในภาพยนตร์

ทีอ
่ าจตีความไดูว่า ตัวละครทุกตัวลูวนไม่มีใครรู้ว่าตนเองมี
10

ตัวละครในเรื่องมักจะกล่าวว่า

I think,therefore I am (ซึ่งเป็ นแนวคิดของ

René Descartes) อีกอย่างในภาพยนตร์ท่ีอ าจตีความได้ว่าตัวละครทุกตัวล้วน
ไม่มีใครรู้ว่าตนเองมีตัวตนอยู่เพื่ออะไร คำาตอบเดียวที่ทุกคนพูดก็คือ "เราอยู่เพื่อทำาใน
สิ่ ง ที่ เราต้ อ งทำา เท่ า นั้ น " อย่ า งที่ ตั ว ละครในเรื่ อง เช่ น

Oracle, Keymaker,

Merovingian แ ล ะ แ ม้ แ ต่ Agent Smith ต่ า ง ก็ พู ด ถึ ง นั ย ย ะ ใ น นี้ ทั้ ง สิ้ น

24
ตั ว ตนอย่้ เ พื่อ อะไร คำา ตอบเดี ย วที ท
่ ุ ก คนพ้ ด ก็ คื อ "เราอย่้
เพื่อ ทำา ในสิ ง่ ที เ่ ราตู อ งทำา เท่ า นั ้น " อย่ างที ต
่ ั ว ละครในเรื่อ ง
เช่น Oracle, Keymaker, Merovingian และแมูแต่

Agent Smith

ต่ า ง ก็ พ้ ด ถึ ง นั ย ย ะ ใ น นี ้ ทั ้ ง สิ ้ น
แต่มีกลุ่มคนทีพ
่ บว่าโลกเมตริกซ์ไม่มีอย่้จริง เป็ นเพียง
สิ ง่ ลวงตาที ่ AI สรู า งใหู จิ ต มี ม โนภาพขึ้ น มาในตั ว มนุ ษ ย์
นัน
่ คือ สิง่ ทีม
่ นุษย์ยึดติดในความไม่มีอย่้จริง จุดนี ้ AI เป็ น
เหมือนจิตของมนุษย์ เป็ นเพราะจิตทำา ใหูเกิดทุกอย่าง อัน
เป็ นสาเหตุแห่งทุกข์ เพราะมนุษย์ยังยึดติดอย่้ทีจ
่ ิต การวน
เวียนอย่้ในวัฎสงสาร ก็คือการที ่ AI เลีย
้ งมนุษย์มาใชูเป็ น
พลังงาน ซึง่ AI ตูอง ทำาแบบนัน
้ เพราะ AI ขาดพลังงาน
ไม่ไดู มนุษ ย์เ ป็ นบ่อ เกิด พลั งงานอย่ างดี แต่จ ะทำา อย่า งไร
ใหูมนุษย์ไม่กบฏ นัน
่ ก็คือการสรูางโลกใหูมนุษย์รู้สึกว่าตัว
เองเป็ นอย่อ
้ ย่างนัน
้ ทุกอย่าง AI ควบคุมไดู ซึง่ ก็เป็ นจิต ที ่
สรูางอัตตาใหูมนุษย์ยึดติดนั่นเอง และผมกำา ลังจะบอกว่า
11

ตัวคุณเปรียบเหมือนนีโอ (*)
11

ได้ มี ก ารตี ค วามว่ า

แอนเดอร์สัน กับคำาว่า
จากคำา ว่ า

พระเอกในเรื่อง ซึง่ เป็ นผู้ที ่

Neo / Thomas Anderson - นี โ อ หรื อ ชื่ อเดิ ม โทมั ส
'Neo' มีลักษณะเป็ นอนาแกรมของคำาว่า 'eon' และ 'One'

The One หรือ ผู้ป ลดปล่ อ ย (อนาแกรมคื อ การสลั บ ที่ ตั ว อั ก ษรในคำา

แล้วกลายเป็ นคำาอื่นได้)

Neo (

Νέο

) เป็ นภาษากรีกซึ่งแปลว่า "ใหม่" 'new' ซึ่ง

อาจเป็ น (มี ต่ อ ) ความหมายแฝง เกี่ ย วกั บ ความเป็ นพระผู้ ไ ถ่ ใ นฐานะที่
ปฏิบัติภารกิจในโลกของ เดอะ เมตริกซ์ ส่วนชื่อ

Neo มา

"Thomas Anderson" ดูเหมือน

25
ตื่นขึ้นจากเมตริกซ์และจะมาปลดปล่อยมนุษย์ และกล่าว
ว่าไม่มีใครทีจ
่ ะทำาใหูคนอืน
่ เห็นความจริงไดู แต่ตูองเป็ นคน
คนนั ้ น เองที ่จ ะคู น ว่ า เมตริ ก ซ์ คื อ อะไร คนอื่ น เพี ย งแค่
ส า ม า ร ถ ชี ้ ท า ง ใ หู ไ ดู เ ท่ า นั ้ น
(*) ได้ มี ก ารตี ค วามว่ า

Neo / Thomas Anderson - นี โ อ หรื อ ชื่ อเดิ ม โทมั ส

แอนเดอร์สัน กับคำาว่า

'Neo' มีลักษณะเป็ นอนาแกรมของคำาว่า 'eon' และ 'One'

จากคำาว่า

The One หรือ (พระผู้เป็ นเจ้า)ผู้ปลดปล่อย (อนาแกรมคือการสลับที่ตัว

อักษรในคำา แล้ว กลายเป็ นคำา อื่นได้ )

Neo เป็ นภาษากรีกซึ่งแปลว่า "ใหม่" 'new'

ซึ่งอาจเป็ น (มีต่อ) ความหมายแฝง เกี่ยวกับความเป็ นพระผู้ไถ่ในฐานะที่
ปฏิบัติภารกิจในโลกของ เดอะ เมตริกซ์ ส่วนชื่อ

Neo มา

"Thomas Anderson" ดูเหมือน

จ ะ ใ ก ล้ เ คี ย ง กั บ บ ท ส ว ด

Gospel of Thomas แ ล ะ คำา ภ า ษ า ก รี ก "man",

จ ะ ใ ก ล้ เ คี ย ง กั บ บ ท ส ว ด

Gospel of Thomas แ ล ะ คำา ภ า ษ า ก รี ก "man",

andras (Άνδρας), ซึ่งในภาษากรีก โบราณคื อ andros (เป็ นคำา แสดงความเป็ น
เจ้าของ เหมือ นภาษาอังกฤษในรูป เติม
แปลได้ว่า
คริ ส ต์

's) จากคำา แผลงนี้ "andros-son" อาจจะ

Son of Man (บุตรของมนุษย์) ซึ่งเป็ นคำาหนึ่ งที่เคยถูกใช้เรียกพระเยซู

Thomas อาจจะสื่อถึง Doubting Thomas ซึ่งเป็ นชื่อของสาวกคนหนึ่ ง

ของพระเยซู ท่ี เ คยสงสั ย ในการเกิ ด ใหม่ (ฟื้ นจากตาย ) ของพระเยซู ค ริ ส ต์ ใ นที แ รก

นอกจากนี้ ก ารตั้ ง ชื่ อต่ า งๆ ในภาพยนตร์ ก็ ไ ด้ มี ก ารตี ค วามไว้ เช่ น เรื อ ที่ ช่ ื อ

Logos (บั ญ ชาการ โด ย Captain Niobe) ซึ่ ง ในแนวปรั ช ญายุ ค กรี ก คำา ว่ า
Logos (Λόγος) (การคิ ด , ถ้ อ ยคำา , การคำา นวณ , ตรรกะ ) เป็ นแก่ น สำา คั ญ ที่

ครอบคลุ ม จั ก รวาลทั้ ง ระบบ รวมทั้ ง การใช้ เ หตุ ผ ลของมนุ ษ ย์ เ กี่ ย วกั บ จั ก รวาล ใน
ศาสนายูดาย

(Judaism) คือโลกของพระเจ้า และในศาสนาคริสต์ คือโลกแห่งการ

ส ร ร ค์ ส ร้ า ง ข อ ง พ ร ะ ผู้ เ ป็ น เ จ้ า

(ที่ ม า :

http://whatisthematrix.warnerbros.com/rl_cmp/new_phil_partridge.
html)

26
andras, ซึ่ ง ในภาษากรี ก โบราณคื อ andros (เป็ นคำา แสดงความเป็ นเจ้ า ของ
เหมือนภาษาอังกฤษในรูปเติม

's) จากคำาแผลงนี้ "andros-son" อาจจะแปลได้ว่า

Son of Man (บุ ต รของมนุ ษ ย์ ) ซึ่ ง เป็ นคำา หนึ่ ง ที่ เ คยถู ก ใช้ เ รี ย กพระเยซู ค ริ ส ต์
Thomas อาจจะสื่อถึง Doubting Thomas ซึ่งเป็ นชื่อของสาวกคนหนึ่ งของพระ
เ ย ซู ที่ เ ค ย ส ง สั ย ใ น ก า ร เ กิ ด ใ ห ม่ (ฟื้ น จ า ก ต า ย ) ข อ ง พ ร ะ เ ย ซู ค ริ ส ต์ ใ น ที แ ร ก

นอกจากนี ก
้ ารตั ้ง ชื่ อ ต่ า งๆ ในภาพยนตร์ ก็ ไ ดู มี ก าร
ตี ค วามไวู เช่ น เรื อ ที ช
่ ื่ อ Logos (บั ญ ชาการโดย Captain
Niobe) ซึ่ ง ในแนวปรั ช ญายุ ค กรี ก คำา ว่ า Logos (การคิ ด ,

ถูอยคำา, การคำานวณ, ตรรกะ) เป็ นแก่นสำาคัญทีค
่ รอบคลุม
จักรวาลทัง้ ระบบ รวมทัง้ การใชูเหตุผลของมนุษย์เกีย
่ วกับ
จั ก รวาล ในศาสนาย้ ด าย (Judaism) คื อ โลกของพระเจู า
และในศาสนาคริสต์ คือโลกแห่งการสรรค์สรูางของพระผู้
เ ป็ น เ จู า
(ที ่

:

http://whatisthematrix.warnerbros.com/rl_cmp/new_phil_partridge.
html)

โสกราตีส:

อ า จ เ ป็ น เ ช่ น นั ้ น ส กิ น เ น อ ร์

สกินเนอร์:

ผมสงสัยว่าทำาไมคุณถึงพยายามทีจ
่ ะเขูาถึง

โสกราตีส:

ริ

ทู

นั

ล่

สกินเนอร์เอ๋ย เจูาลองคิด ด้สิว่า มนุษย์ทุก

คนต่างก็ปรารถนาสิง่ ทีด
่ ีดูวยกันทัง้ สิน
้ โดยมีเงือ
่ นไขว่า สิง่

27
ทีด
่ ีนัน
้ ทำาใหูเขามีความสุข ดังทีอ
่ ริสโตเติลศิษย์ของศิษย์ขูา
ไ ดู ก ล่ า วไ วู ว่ า “…all actions of all mankind are done
with a view to what they think to be good.”

12

แต่ มิ ไ ดู

หมายความว่า สิง่ ทีแ
่ ต่ละคนทำาหรือมุ่งหวังนัน
้ จะเป็ นสิง่ ทีด
่ ี
จริงๆ สำาหรับตัวเขา เพราะถูามนุษย์ทุกคนรู้และเขูาใจว่า
อะไรคื อ สิ ง่ ที ด
่ ี จ ริ ง ๆ ที จ
่ ะนำา ความสุ ข ที แ
่ ทู จ ริ ง มาใหู เ ขา
ปั ญหาย่ อมจะไม่ เกิด ขึ้น เพราะความสุ ข ความดี ที แ
่ ทู ย่อ ม
นำามาซึง่ ความสุขความดีในการมีชีวิตอย่้ของมนุษย์ และถูา
เห็ น พู อ งตู อ งกั น แลู ว ความขั ด แยู ง ก็ ค งไม่ เ กิ ด ขึ้ น และ
ปรั ช ญาการเมื อ งก็ ค งไม่ จำา เป็ นตู อ งเกิ ด ขึ้น หรื อ ดำา รงอย่้
สกินเนอร์:

แต่ ผ มกลั บ คิ ด ว่ า วิ ธี วิ เ คราะห์ เ ชิ ง บริ บ ท

(contextual analysis) ที ผ
่ มนิ ย มใชู นั น
้ ก็ ม องว่ า ความคิ ด
ความรู้ต่างๆ นัน
้ ต่างก็ถ้กกำา หนดโดย “บริบท” และเรื่อง
บริ บ ททางสั ง คมนี ไ้ ม่ ย อมรั บ ว่ า มี สิ ง่ ที เ่ ป็ นเรื่ อ งขู า มเวลา
และสากล ดั ง นั ้น จึ ง สรุ ป ว่ า มนุ ษ ย์ เ ราไม่ ตู อ งไปหวั ง ที จ
่ ะ
คูนหาประวัติของความคิดของนักเขียนต่างๆ ซึง่ มุ่งเนูนไป
ทีก
่ ารตอบคำา ถามทีข
่ ูามกาลเวลา ปรัชญาการเมืองทีท
่ ่าน
ว่ามาก็เป็ นองค์ความรู้ชนิดหนึง่ ซึง่ เกิดขึน
้ จากอิทธิพลของ
บริบทเช่นเดียวกัน คือ บริบทเงือ
่ นไขหลักทีว
่ ่า “ธรรมชาติ

12

Aristotle trans by Rackham, H., Aristitle XXI Politics, Great

Britain : St. Edmundsberg Press, 1990, p 3.

28
มนุษย์นัน
้ ปรารถนาสิง่ ทีด
่ ี” โดยมีเงือ
่ นไขว่าสิง่ ทีด
่ ีนัน
้ ทำาใหู

มี

สุ

โสกราตีส:

อ า จ เ ป็ น เ ช่ น ที ่ ท่ า น ว่ า

สกินเนอร์:

ถูาเช่นนัน
้ คุณก็น่าจะยอมรับว่า การศึกษา

โดยยึดแนวความคิดเรือ
่ งบริบทเป็ นสำาคัญตามแนวทางของ
ผมก็ ไ ดู ทำา ลายความเป็ นอมตะ (philosophia perennis)
หรือลักษณะ

สัจธรรมของปรัชญาความคิดของ

ท่านและล้กศิษย์ เพราะปรัชญาความคิด การมองปั ญหา
และการแกู ไ ขปั ญหาตามแนวทางของท่ า น ถ้ ก จำา กั ด
ขอบเขตใหูอย่้ภายใตูกาลเวลาและสถานทีห
่ รือบริบททาง
สั

โสกราตีส:

ท่

ชู า ก่ อ น สกิ น เนอร์ หากยึ ด ตามแนวทาง

บริบททีท
่ ่านว่ามา ในทัศนะของขูา “บริบทเงือ
่ นไขหลัก” ที ่
ท่านว่านี ก
้ ็ค งเป็ นสิง่ ทีด
่ ำา รงอย่้ม าตลอด และก็จะดำา รงอย่้
ตลอดไป ดังนั น
้ เมื่อ เงื่อนไขหรือ สิง่ แวดลู อ มของมนุ ษ ย์ ยัง
คงเป็ นเช่นนี ้ มันก็หลีกเลีย
่ งไม่ไดูทีป
่ ั ญหาภายใตูบริบทดัง
กล่าวนีจ
้ ะยังคงเป็ นปั ญหาเดิ มๆ ทีไ่ ม่เ ปลี ย
่ นแปลงมาโดย
ตลอด และเป็ นปั ญหาทีท
่ ำาใหูเกิดการคิดแกูปัญหาดังกล่าว
และการคิดแกูปัญหาดังกล่าวก็คือการแสวงหาหรือความ
รั ก ในความรู้ ใ นกิ จ กรรมหรื อ การกระทำา ในกิ จ กรรมส่ ว น

29
รวม หรื อ ก็ คื อ องค์ ค วามรู้ ที เ่ รี ย กว่ า “ปรั ช ญาการเมื อ ง”
นั่

เอาล่ะสกินเนอร์ผร
ู้ อบรู้ หากท่านเป็ นพวกทีย
่ ึดมันใน
เรือ
่ งบริบท (contextualism) นัก ขูาขอถามท่านว่า อะไรคือ
แ น ว ค ว า ม คิ ด ว่ า ดู ว ย บ ริ บ ท
ตอนที ่ 3 ขู อ ถกเถี ย งในประเด็ น เรื่ อ งบริ บ ท (context)
สกินเนอร์:

ไม่ ย ากหรอกโสกราตี ส แนวความคิ ด ว่ า

ดู ว ยบริ บ ทก็ คื อ แนวความคิ ด ที เ่ นู น ลั ก ษณะเฉพาะและ
ความจำา กั ด ของสิ ง่ หรื อ เหตุ ก ารณ์ ที เ่ กิ ด ขึ้ น ในอดี ต โดย
พิ จ ารณาว่ า เวลาและสถานที เ่ ป็ นตั ว กำา หนดความเฉพาะ
หรื อ ความจำา กั ด ของสิ ่ง หรื อ เหตุ ก ารณ์ ที ่เ กิ ด ขึ้ น ดั ง นั ้ น
คุณค่าและความหมายของสิง่ หรือเหตุการณ์ใดๆ ทีเ่ กิดขึน

จะสามารถเขูาใจไดู อ ย่ า งถ้ ก ตู องก็โ ดยการนำา สิ ง่ หรือ เหตุ
การณ์ นั ้ น ๆ วางลงในบริ บ ทของมั น และศึ ก ษาความ
สั ม พั นธ์ ข องสิ ง่ หรื อ เหตุ ก ารณ์ นั น
้ ๆ กั บ สิ ง่ หรื อ เหตุ ก ารณ์
อื่น ๆ ในบริ บ ทเดี ย วกั น ซึ่ง นั ก ประวั ติ ศ าสตร์ ไ ดู พ ยายาม
จินตนาการและพยายามมองอย่างรวบยอดสรูางเป็ นภาพ
รวมขึ้น มาจากขู อ ความ ขู อ ม้ ล และเอกสารต่ า งๆ
13

13

(*)

The social meanings of texts or utterances are equivalent

with author’s intentions in writing (“illocutionary force”) and

30
(*) The social meanings of texts or utterances are equivalent
with author’s intentions in writing (“illocutionary force”) and
can be fully explained by reconstructing the conversation

around text’s occurrence. ตั ว อย่ า งเช่ น ที ส
่ กิ น เนอร์ ก ล่ า วว่ า

… Thus, to understand Defoe, we need to recover his
intentions,

what

he

was

doing

in

writing

(question

ridiculing

and

intolerance).

โสกราตีส:

ขูาเห็นว่าแนวทางของท่านอาจไม่ สามารถ

อธิบายคนทีอ
่ ย่้ในบริบทเดียวกันแต่คิดต่างกันไดู ตัวอย่าง
เช่ น ในขณะที โ่ ลกกำา ลั ง เผชิ ญ กั บ ภาวะเศรษฐกิ จ ตกตำ่ า
อดัม สมิทมองว่าควรใชูกลไกตลาดแบบทุนนิยมในการแกู
ปั ญ ห า แ ต่ ค า ร์ ล ม า ร์ ก ซ์ ก ลั บ ม อ ง ว่ า ตู อ ง ใ ชู ร ะ บ บ
เศรษฐกิ จ แบบสั ง คมนิ ย ม ทั ้ง ๆ ที ท
่ ั ้ง สองเป็ นบุ ค คลร่ ว ม

มั

สกินเนอร์:

กั

ป็

ตู

โสกราตี ส หากผมลองแบ่ ง บริ บ ทออกเป็ น

บริ บ ทระดั บ มหภาค (บริ บ ทในภาพรวมของสั ง คมหนึ่ง ๆ)
และบริ บ ทระดั บ จุ ล ภาค (บริ บ ทของบุ ค คลใดบุ ค คลหนึ่ง

can be fully explained by reconstructing the conversation

around text’s occurrence. ตั ว อย่ า งเช่ น ที่ ส กิ น เนอร์ ก ล่ า วว่ า … Thus, to
understand Defoe, we need to recover his intentions, what he

was doing in writing (question and ridiculing intolerance).

31
โดยเฉพาะ)

14

ขู อ จำา กั ด ที ก
่ ล่ า วถึ ง ขู า งตู น ในทางหลั ก การ

ถื อ ว่ า ไม่ ใ ช่ ค วามผิ ด พลาด เพี ย งแต่ เ ป็ นขู อ จำา กั ด ในราย
ละเอียดปลีกย่อย หรือดูาน “เครื่องมือ” หรือดูาน “ความ
สามารถ” ที ย
่ ั ง ไม่ ส ามารถหาบริ บ ทในระดั บ จุ ล ภาคของ
แต่ละคนไดูเท่านัน
้ เพราะถูาจะพิจารณากันจริงๆ บริบท
สามารถไล่ลงไปถึงเรื่อง DNA ของแต่ละคนทีม
่ ีความแตก
ต่ า งกั น ไป ซึ่ง มี ป ฏิ สั ม พั น ธ์ กั บ สภาพแวดลู อ มอั น ส่ ง ผลใหู
เกิดการก่อตัวของความคิดทีแ
่ ตกต่างกัน ซึ่งในปั จจุบันยัง
เ ป็ น เ รื่ อ ง เ กิ น ค ว า ม ส า ม า ร ถ ที ่ จ ะ ต ร ว จ ส อ บ ไ ดู
โสกราตีส:

เอาล่ ะ สกิ น เนอร์

ที ท
่ ่ า นบอกขู า ว่ า เราจะ

สามารถเขูาใจความหมายของสิง่ ต่างๆ ไดูอย่างถ้กตูอง ก็
โดยการนำา สิง่ หรือเหตุการณ์นัน
้ ๆ วางลงในบริบทของมัน
ขู า อยากทราบว่ า ท่ า นจะแยกแยะระหว่ า งสิ ง่ ที เ่ ป็ นตั ว บท
(text) กับสิง่ ทีเ่ ป็ นบริบท (context) ไดูอย่างไร หรือท่านจะ
เอาอะไรมากำา หนดหรือ เลือกสรรวางขอบเขตตัว บททีเ่ รา
จะศึกษาและประกอบขึน
้ เป็ นบริบทขึน
้ มาเพื่อนำาเอาเรื่องที ่
เราศึกษาขึน
้ มาวางลงในตำาแหน่งของมันในบริบทของมัน
สกินเนอร์:

คุ ณ หมายความว่ า เราจะขี ด เสู น ตี ก รอบ

บ ริ บ ท ที ่ เ ร า ศึ ก ษ า อ ย่ า ง ไ ร ใ ช่ ห รื อ ไ ม่
14

Ben-Arni Scharfstein

ได้แบ่งบริบทออกเป็ น

5 ระดับคือ microcontext,

correlative context, macrocontext, metacontext, และ metametacontext (อ้างใน ไชยันต์ ไชยพร, 2536, หน้า 68-70.)

32
โสกราตีส:

ถ้

สกินเนอร์:

ผมยอมรั บ ว่ า สิ ง่ ที ค
่ ุ ณ ว่ า นั ้น เกี ย
่ วขู อ งกั บ

ลู

เรื่ อ งขู อ จำา กั ด ของมนุ ษ ย์ ผมรู้ ว่ าคุ ณกำา ลั งจะบอก ว่ า
แนวทางการศึกษาของผมมีทางตันเนื่องมาจากปั ญหาของ
บริบท คือเราไม่สามารถทีจ
่ ะทราบไดูว่าเราจะเริม
่ บริบทที ่
ไดูทีใ่ ด ปั ญหาจะมีลักษณะเป็ นวงกลมทีไ่ ม่รู้จะเริม
่ ตรงไหน
เหมือนปั ญหาทีถ
่ ามว่าไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน และโดย
แทูจริงผมยอมรับว่า สิง่ ทีเ่ ราจะนำามาสรูางเป็ นบริบทก็ลูวน
แต่เป็ นเอกสารหรือหลักฐานบางอย่างเท่านัน
้ สิง่ ต่างๆ ที ่
ประกอบเป็ นบริ บ ทจริ ง ๆ ในยุ ค นั ้น ๆ ไดู ถ้ ก แปรร้ ป หรื อ
ถ่ า ยทอดออกมาเป็ นตั ว หนั ง สื อ ภายใตู บ ริ บ ทของผู้ ที ผ
่ ลิ ต
งานเขี ยนออกมา ดั งนั น
้ เราจะตู อ งศึ ก ษาบริ บ ทของแต่ ล ะ
คนผู้บันทึกเอกสารนัน
้ ๆ ซึ่งถูาจะกล่าวไปแลูว ความเป็ น
ไปไดู มี นู อ ยมากกั บ งานที ย
่ ากเย็ น และมหาศาลเช่ น นั ้น
โสกราตีส:

แลูวไม่จริงหรือทีบ
่ ริบทอันไม่สถิต ทำาใหูเรา

ไม่ ส ามารถกำา หนดไดู ว่ า สิ ง่ ใดเป็ นอิ ท ธิ พ ลต่ อ การพั ฒ นา
คว ามคิ ด ของ นั ก คิ ด คื อ เร าไ ม่ สาม าร ถ ที ่ จ ะกำา ห นด
“ขอบเขต” ไดูอย่างชัดเจนว่าบริบทในช่วงเวลาใดช่วงเวลา
หนึ่งเป็ นตัวกำา หนดความคิดของนักคิดแต่ละคนอย่างมีนัย
สำา

คั

33
สกินเนอร์:

โ ส ก ร า ตี ส ไ ม่ ใ ช่ ทุ ก สิ ่ ง ทุ ก อ ย่ า ง ที ่ จ ะ มี

อิทธิพลหรือมีความสำา คัญเท่าเทียมกันหมดต่อการกำา เนิด
ความคิดของนักเขียนงานคลาสสิก บางเหตุการณ์ทีเ่ กิดขึน

อาจจะไม่ มี ค วามสำา คั ญ หรื อ มี อิ ท ธิ พ ลมากมายอะไรก็ ไ ดู
ฉะนัน
้ แมูว่าบริบททางประวัติศาสตร์จะมีขอบเขตกวูางและ
ไม่ ส ถิ ต แต่ ใ นการศึ ก ษารายละเอี ย ดทุ ก อย่ า งที เ่ กิ ด ขึ้น ใน
ชีวิตของเขา เพียงแต่พยายามคิ ดถึงสิง่ สำา คัญๆ ในบริบท
ทางประวั ติ ศ าสตร์ ข องนั ก เขี ย นที น
่ ่ า จะมี อิ ท ธิ พ ลต่ อ เขา
โสกราตีส:
ศึ

สกินเนอร์:

แลูวท่านจะรู้ไดูอย่างไรว่าสิง่ ทีท
่ ่านหยิบมา

นั ้

มั

ถ้

ตู

ในการศึ กษาเรื่อ งใดเรื่อ งหนึ่ง ในเชิ ง บริ บ ท

งานศึ ก ษานั ้น ๆ ไม่ จำา เป็ นจะตู อ งถ้ ก ตู อ งทั ้ง หมดเสมอไป
การศึกษาเรื่องเดิมทีเ่ คยมีผู้ศึกษาแลูวก็สามารถนำา เอามา
ศึ กษาใหม่ไ ดู โ ดยสามารถเสริม หรือหักลูางดูวยหลักฐาน
หรือขูอคูนพบใหม่ๆ ทีห
่ นักแน่นและเป็ นทีย
่ อมรับมากกว่า

ดู

โสกราตีส: เอาล่ะ แมูว่าสิง่ ทีท
่ ่านว่ามาขูางตูนจะสามารถ

แกูปัญหาใหูลุล่วงไปไดู แต่ท่านจะแกูปัญหาขูอจำา กัดทาง
บริบทของตัวท่านเองไดูอย่างไร เพราะถูาอดีตมันมีบริบท
ของมั น และสรรพสิ ง่ ทั ้ง หลายตกอย่้ ใ นบริ บ ทของมั น ตั ว
ท่ า นซึ่ง อย่้ ใ นปั จจุ บั น ก็ จำา ตู อ งถ้ ก จำา กั ด ภายใตู บ ริ บ ททาง

34
ความคิดหรือประสบการณ์ของตัวท่านในปั จจุบันดูวย สิง่
ทั ้ง หลายที ท
่ ่ า นมองหรื อ เขู า ใจต่ า งก็ เ ป็ นผลผลิ ต ภายใตู
บริบทปั จจุบันทัง้ สิน
้ การมองประวัติศาสตร์ ดูว ยสิ ง่ ที ท
่ ่าน
เรี ย กว่ า กรอบของทฤษฎี ปั จจุ บั น เช่ น ทฤษฎี โ ครงสรู า ง
ลูวนแต่เป็ นการเอาบริบทปั จจุบันไปมองบริบทอดีต ซึง่ นับ
ว่ า เป็ นสิ ง่ ที ผ
่ ิ ด ยุ ค ผิ ด สมั ย (anachronism) ดั ง นั ้น การอู า ง
ความเขูาใจหรือการเขูาถึงความรู้ในบริบทอดีต ก็เป็ นเพียง
การเขี ย นประวั ติ ศ าสตร์ ห รื อ เรื่ อ งราวของปั จจุ บั น เพี ย ง

ท่

นั ้

ขณะทีส
่ กินเนอร์กำาลังคิดทบทวนอย่้นัน
้ อ.ไชยันต์ ไชยพร
ก็ ไ ดู เ ดิ น เ ขู า ม า แ ล ะ ก ล่ า ว ว่ า
อ.ไชยันต์: สกิ นเนอร์ ท่ า นอย่ า ไดู กั ง วลใจไปเลย แนวทาง
ข อ ง ท่ า น นั ้ น เ ป็ น สิ ่ ง ที ่ เ รี ย ก ว่ า ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ แ ห่ ง
ประวั ติ ศ าสตร์ ที ่ส ะทู อ นใหู เ ห็ น ถึ ง ความพยายามของ
มนุษย์ทีจ
่ ะรู้เห็นเขูาใจเรือ
่ งราวของมนุษย์ในกาลเวลา หาก
ความพยายามของมนุษย์มีขูอจำากัดเพียงเท่านี ้ แต่ถูาการก
ระทำา ดังกล่าวเป็ นการกระทำา ทีจ
่ งใจและรู้ตัว ก็เป็ นความ
พยายามทีจ
่ ะเอาชนะธรรมชาติของตัวมนุษย์ หรือชีใ้ หูเห็น
ธรรมชาติของมนุษย์ทีแ
่ ทูว่าไม่ไดูจำา กัดอย่้เพียงทีเ่ ขูาใจอย่้
แต่ค วามพยายามนีไ้ ม่แ น่น อนว่ า จะสำา เร็ จ หรื อไม่ แ ละเมื่อ
ไหร่ และคงตูองปล่อยกันและด้ไปตามทางของใครของมัน

35
ว่า มนุษย์จะเจริญกูาวหนูา กัน ไปถึงไหน และความเจริ ญ
นัน
้ จะวัดกันดูวยอะไร? แต่ถูาเป็ นการกระทำาทีล
่ ืมหวนมอง
ถึ ง ขู อ จำา กั ด ข อ ง ตั ว เ อ ง แ ลู ว ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ แ ห่ ง
ประวั ติศ าสตร์ก็ อาจจะช่ว ยใหูห วนกลั บ มานึ ก ถึ งขู อ จำา กั ด
ของมนุ ษย์ไ ดู ปั ญหาสำา คั ญ อย่้ ต รงที ธ
่ รรมชาติ ข องมนุ ษ ย์
คืออะไร มนุษย์มีธรรมชาติหรือไม่ หรือมนุษย์เปลีย
่ นแปลง
ไ ป ต า ม ก า ล เ ว ล า ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ?

15

(*)

(*) ไ ช ยั น ต์ ไ ช ย พ ร , “ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ : วิ ถี แ ห่ ง ค ว า ม
พยายามของมนุ ษ ย์ ต่ อ ความรู้ ข องเทพเจู า ,” วารสาร
ธ ร ร ม ศ า ส ต ร์ , ปี ที ่ 19, ฉ บั บ ที ่ 2, 2536, ห นู า 71 - 72
โสกราตีส: อ.ไชยันต์ ท่านไดูกล่าวถึงธรรมชาติของมนุษย์
และขูอจำากัด นัน
่ แสดงว่าท่านเชือ
่ มัน
่ ในแนวทางการศึกษา
ตามปรัชญาการเมือง เนื่องจากแนวคิดของท่านเกีย
่ วขูอง
กับคำาถามอันไม่เปลีย
่ นแปลง และมีคำาตอบอันเป็ นสัจธรรม
ไ ม่ ไ ดู ต ก อ ย่้ ภ า ย ใ ตู ก า ล เ ว ล า
แต่ น่าเสี ยดายก่ อ นที จ
่ ะไดู ต อบคำา ถามของโสกราตี ส
อ.ไชยั น ต์ ไชยพร ก็ ไ ดู เ ดิ น ทางไปอย่ า งรี บ รู อ นเสี ย ก่ อ น
สกินเนอร์: โสกราตีส สิง่ ที ่ อ.ไชยันต์ไดูพ้ดไปก็ถ้ก แต่ใน
แนวทางการศึก ษาของผม ผู้ ศึ ก ษาตู อ งพยายามทำา ตั ว ใหู
15

ไชยันต์ ไชยพร,

“ประวัติศาสตร์ : วิถีแห่งความพยายามของมนุษย์ต่อความรู้ของ

เทพเจ้ า ,” วารสารธรรมศาสตร์ , ปี ที่

19, ฉบั บ ที่ 2, 2536, หน้ า 71 - 72

36
ปลอดจากค่านิยม (value free) ใหูมากทีส
่ ุดเท่าทีจ
่ ะเป็ นไป
ไดู เ พื่ อ พยายามศึ ก ษาทำา ความเขู า ใจบริ บ ทต่ า งๆ ที ่มี
อิทธิพลต่อการกำาหนดความคิดของนักคิด แมูบางครัง้ อาจ
จะเผลอเอาบริ บ ทตนเองไปใชู ใ นการตี ค วาม แต่ เ ราก็ ไ ม่
ส า ม า ร ถ ที ่ จ ะ ล ะ เ ล ย ค ว า ม สำา คั ญ ข อ ง ตั ว บ ริ บ ท ไ ป ไ ดู
เนื่องจากบริบทเปรียบไดูเหมือนภาพทีเ่ ป็ นตัวอย่างในการ
เล่ น ภาพต่ อ (jigsaw) ซึ่ง เป็ นการเอาชิ น
้ ส่ ว นต่ า งๆ มาปะ
ติดปะต่อกันเพื่อเติมเต็มภาพใหูไดูมากขึ้นเรื่อยๆ ตามร้ป
แ บ บ ภ า พ ที ่ เ ป็ น ตั ว อ ย่ า ง นั ้ น ๆ
จริ ง อย่้ ที ่ไ ม่ มี นั ก คิ ด ใดที ่จ ะสามารถคิ ด ไดู เ กิ น จาก
บริบทของตนเอง หรือเราไม่สามารถคิดอะไรไดูเกินไปจาก
กรอบภาษาของเราเอง แต่ในแง่มุมนีไ้ ม่ถือว่าเป็ นขูอจำากัด
ของการศึ ก ษาเชิ ง บริ บ ท เพราะฐานคิ ด (premise) ของ
แนวคิ ด นี ค
้ ื อ บริ บ ทมี ค วามสำา คั ญ ในฐานะที ม
่ ี อิ ท ธิ พ ลต่ อ
การก่อตัวสรูางความคิดของนักคิด หรือบริบทเป็ นเงื่อนไข
สภาวะแวดลู อ มของนั ก คิ ด ที ม
่ ี อิ ท ธิ พ ลต่ อ การก่ อ ตั ว ของ
ความคิดเขา ดังนัน
้ นักคิดจึงไม่สามารถคิดอะไรไดูเกินไป
จากภาษาหรื อ สั ญ ลั ก ษณ์ ที เ่ ป็ นสื่ อ ใหู เ ขารั บ รู้ บ ริ บ ทไดู
อย่างไรก็ตามในแง่มุมนีห
้ ากปรากฏเป็ นทีแ
่ น่ชัด
หรือเชือ
่ ถือไดูว่า มีนักคิดคนหนึง่ คนใดทีส
่ ามารถคิดไปเกิน
จากบริ บ ทหรื อ กรอบภาษาของตนเอง ย่ อ มถื อ ว่ า การ

37
วิ เ คราะห์ เ ชิ ง บริ บ ทตามแนวทางของผมนั ้ น ก็ ไ ม่ มี ค วาม
จำา

ป็

อี

ต่

ตอนทีส
่ ี ่ ประเด็นเรือ
่ งภาววิทยา ญาณวิทยา และวิธีวิทยา
สกินเนอร์:

เอาละโสกราตีส ผมคิดว่าทีเ่ รามาถกเถียง

กันอย่้นี ้ เป็ นเพราะเรามีความแตกต่างกันในดูานภาววิทยา
(ontology) ญ า ณ วิ ท ย า (epistemology) แ ล ะ วิ ธี วิ ท ย า
(methodology)
โสกราตีส:

หากท่านไดูโปรดขยายความสิง่ ทีท
่ ่านกล่าว

สกินเนอร์:

จ ริ ง สิ น ะ ก า ร ใ ชู ถู อ ย คำา (terminology)

ม า ใ หู ขู า ไ ดู เ ขู า ใ จ ขู า จ ะ ไ ดู ส น ท น า กั บ ท่ า น ต่ อ ไ ป ไ ดู

เหล่านีเ้ ป็ นสิง่ ทีไ่ ม่มีในสมัยของคุณ เอาเถอะ ผมจะอธิบาย
ใหูคุณเขูาใจเอง เริม
่ จากภาววิทยาคือ ทฤษฎีว่าดูวยสรรพ
สิง่ (theory of being) เป็ นการศึกษาแนวคิดเกีย
่ วกับความ
จริง หรื อ สั จ ธรรม (reality) สิ ง่ ที ด
่ ำา รงอย่้ (existence) และ
ความจริงในธรรมชาติทีเ่ หนือการมองเห็นและสัมผัสไดูทาง
กายภาพ (metaphysics) ทั ้ง นี ใ้ นทางปรั ช ญา ภาววิ ท ยา
พยายามทีจ
่ ะคูนหาคำาอธิบายและจัดวางประเภทและความ
สั ม พั น ธ์ ข อ ง แ ก่ น แ ทู แ ล ะ ค ว า ม จ ริ ง ที ่ ดำา ร ง อ ย่้
16

16

(*)

ตามพจนานุ ก รมฉบั บ The American Heritage® Dictionary

of the English Language: 4

th

Edition ปี ค .ศ .

2000 ใหู ค วาม

38
(*) ตามพจนานุกรมฉบับ The American Heritage® Dictionary
of the English Language: 4

หมาย

th

Edition ปี ค .ศ .

“ ภ า ว วิ ท ย า (ontology)”

metaphysics

that

deals

with

2000 ใหู ค วาม

ไ วู ว่ า “ The branch of
the

nature

of

being”

และหากมุ ม มองทางภาววิ ท ยาสะทู อ นทั ศ นะของผู้
ศึ ก ษาที ม
่ ี ต่ อ ธรรมชาติ ข องโลก มุ ม มองดู า นญาณวิ ท ยา
หรือ ปรัช ญาความรู้ก็เ ป็ นการสะทู อ นทั ศ นะที ผ
่ ู้ ศึก ษามี ต่อ
การตอบคำา ถามว่ าอะไรคือ สิ ง่ ที ร
่ ู้ เกี ย
่ วกั บโลกและเรารู้ สิ ง่
นัน
้ ไดูอย่างไร? ญาณวิทยา จึงเป็ น “ทฤษฎีว่าดูวยความรู้”
(a theory of knowledge)

เป็ นสาขาหนึ่งของวิชาปรัชญา

ศึ ก ษาเรื่อ งกำา เนิ ด ที ม
่ าของความรู้ ความรู้ วั ด ไดู อ ย่ า งไร
ความจริ ง กั บ ความเท็ จ ต่ า งกั น อย่ า งไร เราใชู อ ะไรเป็ น
17

เครือ
่ งตัดสิน (*) ซึง่ Plato ศิษย์ของท่านเชือ
่ ว่า ความรู้คอ

สิง่ ทีม
่ าจากความจริง (truths) ผสมกับความเชื่อ (beliefs).
หมาย

“ ภ า ว วิ ท ย า (ontology)”

metaphysics
17

that

deals

with

ไ วู ว่ า “ The branch of
the

nature

of

being”

ตา มพ จ น า นุ ก ร ม The American Heritage ไ ดู ใ หู ค ว าม

หมายของญาณวิ ท ยาไวู ว่ า “ The branch of philosophy that
studies the nature of knowledge, its presuppositions and
foundations,

and

its

extent

and

validity”

39
ญาณวิทยาเป็ นคำาศัพท์ทีแ
่ ปลมาจากภาษาตะวันตก มีทีม
่ า
จากภาษาก รี ก ว่ า “episteme” แปลว่ า ความรู้ แ ละ
“logos” แปลว่า เหตุผล รวมความว่ า “เหตุผ ลของความ
รู้

(*) ตามพจนานุ ก รม The American Heritage ไดู ใ หู ค วาม
หมายของญาณวิ ท ยาไวู ว่ า “ The branch of philosophy that
studies the nature of knowledge, its presuppositions and
foundations,

and

its

extent

and

validity”

ส่วนวิธีวิทยาหมายถึงแบบแผนในการหาความรู้ ซึง่
ประกอบดูวยการเก็บรวบรวมขูอม้ลและการวิเคราะห์
ขูอม้ล ทีจ
่ ำาเป็ นในการตอบคำาถามของปั ญหาของการ

40
ศึกษา

18

(*) โดยวิธีวิทยาจะขึน
้ อย่้กับความเชือ
่ ในเรือ
่ งภาววิ

ทยาและญานวิทยาของตัวผู้ศึกษา
(*) The American Heritage ไดูใหูความหมายของวิธีวิทยาไวู
ว่า “1 a. A body of practices, procedures, and rules used by
those who work in a discipline or engage in an inquiry; a set
of working methods: the methodology of genetic studies; a

poll marred by faulty methodology. b. The study or theoretical

analysis of such working methods. 2. The branch of logic that
deals with the general principles of the formation of
knowledge. 3. Usage Problem Means, technique, or
procedure; method”

โสกราตีส:

แลูวเราทัง้ สองนัน
้ มีความแตกต่างกัน

อย่างไร
18

และตามพจนานุกรมฉบับเดียวกันไดูใหูความหมายของ

วิ ธี วิ ท ย า ไ วู ว่ า “ 1a. A body of practices, procedures, and
rules used by those who work in a discipline or engage in an

inquiry; a set of working methods: the methodology of genetic

studies; a poll marred by faulty methodology. b. The study or
theoretical analysis of such working methods. 2. The branch
of logic that deals with the general principles of the formation
of

knowledge.

procedure;

3.

Usage

Problem

Means,

technique,

or

method”

41
สกินเนอร์:

คุณเชือ
่ ว่าอะไรคือร้ปแบบหรือธรรมชาติ

ของความจริง และสิง่ ทีเ่ กิดขึน
้ นัน
้ อย่้ในการรับรู้อย่างไร?
โสกราตีส:

ขูาเชือ
่ มัน
่ ในการดำารงอย่้ของสภาวะทีเ่ ป็ น

นามธรรม (abstract entities) หรือลักษณะทัว
่ ไป
(universals) ทัง้ หลาย ซึง่ การดำารงอย่้ของสภาวะดังกล่าว
ไม่ว่าจะเป็ นความดี ความงาม หรือสิง่ อืน
่ ๆ นัน
้ ไม่ขึน
้ อย่้
กับกาลเวลาและสถานที ่ และไม่ว่าเราจะรู้จักถึงสิง่ นัน
้ หรือ
ไม่ หรือมีทัศนะต่อมันในแง่ใด สิง่ นัน
้ ก็ยังคงมีอย่้
สกินเนอร์:

นั่ น ไงโสกราตี ส คุ ณ กั บ ผมมี ค วามคิ ด ใน

เรือ
่ งภาววิทยาแตกต่างกันจริงๆ เพราะผมคิดว่าความจริง
แทูทีเ่ ป็ นสากล และเป็ นทีเ่ ขูาใจร่วมกันของทุกคนนัน
้ ไม่มี
มนุษย์ไม่สามารถรับรู้สงิ ่ ต่างๆ หรือทำาความเขูาใจสิง่ ต่างๆ
ไดู โ ดยปราศจากอคติ หรื อ ค่ า นิ ย มที ต
่ นยึ ด ถื อ สิ ง่ ที ค
่ ุณ
ถือว่าเป็ นความรู้เป็ นความสำา เร็จในการศึกษานัน
้ จึงไม่ใช่
สิง่ ทีผ
่ ู้ศึกษาในแนวทางของผมมองว่าเป็ นความรู้ทีส
่ มบ้รณ์
แบบ การที ใ่ ครคนหนึ่งไปศึ ก ษาเรื่อ งอะไรแลู วไดู สิ ง่ ที เ่ ขา
เรี ย กว่ า ความรู้ นั ้น เป็ นเพี ย งแค่ ค วามรู้ ใ นมุ ม มองของผู้ ที ่
ศึกษาคนนัน
้ (หรืออาจจะเป็ นความรู้ในสายตาของคนอืน
่ ๆ
ที เ่ ชื่ อ ผู้ ศึ ก ษาคนนั ้น )เท่ า นั ้น หรื อ สิ ง่ ที เ่ ป็ นความรู้ ข องคน
หนึ่ ง อาจจะไม่ เ ป็ นความรู้ ใ นสายตาของคนอื่ น ก็ ไ ดู

42
แนวคิ ด ที ส
่ อดคลู อ งกั บ วิ ธี ก ารตามแนวทางของผม
(หรื อ ที เ่ รี ยกว่ าศาสตร์ แ ห่ ง การตี ค วาม) แต่ มี มุ ม มองที ส
่ ุด
โ ต่ ง ม า ก ก ว่ า ก็ คื อ แ น ว คิ ด แ บ บ ที ่ เ รี ย ก ว่ า Relativism
หรื อ ”สั ม พั ท ธนิ ย ม” ซึ่ ง หมายถึ ง ความเชื่ อ ที ่ว่ า เราไม่
สามารถที จ
่ ะบอกไดู ว่ า อะไรดี ก ว่ า อะไร เพราะแต่ ล ะสิ ง่
แต่ละอย่างนัน
้ จะมีคุณค่า หรือจะดีไม่ดีเพียงใด ขึน
้ อย่้กับ
ความคิดของคนทีเ่ ขูาไปสัมผัสสิง่ นัน
้ โดยคนแต่ละคนก็ไม่
จำาเป็ นตูองคิดเหมือนกัน หรือถูามองในแง่ของความรู้ก็จะ
มองไดู ว่ า ไม่ มี ค วามรู้ เ รื่อ งใด หรื อ ความรู้ ข องใครดี ก ว่ า
ใคร ทุ ก แนวคิ ด มี คุ ณ ค่ า มากนู อ ยไปตามความคิ ด ความ
เชื่ อ หรื อ ค่ า นิ ย มของผู้ ตี ค วาม เพราะฉะนั ้ น เราจึ ง ไม่
สามารถที จ
่ ะเปรี ย บเที ย บไดู ว่ า ความรู้ ใ ดเป็ นความรู้ ที ถ
่ ้ก
ตู อ ง เ พ ร า ะ ก า ร จ ะ บ อ ก ว่ า อั น ห นึ่ ง อั น ใ ด ดี ก ว่ า นั่ น
หมายความว่าตูองมีเกณฑ์ในการเปรียบเทียบ โดยเกณฑ์ที ่
แต่ละคนยอมรับนัน
้ ไม่จำาเป็ นตูองเหมือนกัน
โสกราตีส:

แ ลู ว ถู า ห า ก ขู า จ ะ ก ล่ า ว ส รุ ป ว่ า ต า ม

แนวทางของขู านั น
้ สิง่ ที เ่ ป็ นความรู้ เ ป็ นผลมาจากการนำา
ความคิดของผู้ศึกษาเขูาไปอธิบายสิง่ ทีถ
่ ้กศึกษา แต่ในทาง
ตรงกั น ขู า ม แนวคิ ด แบบเนู น การตี ค วามของท่ า นมองว่ า
ความรู้เกิดจากการเขูาใจผู้ทีถ
่ ้กศึกษาอย่างทีเ่ ขาเป็ น ไม่ใช่
การนำาเอาระบบคิดของผู้ศึกษาไปอธิบายพฤติกรรมของผู้ที ่
ถ้

ศึ

ถ้

รื

ม่

43
สกินเนอร์:

ถ้กตูองครับ และสิง่ ทีค
่ ุณกล่าวมาก็จะนำาไป

ส่้ ค ว า ม แ ต ก ต่ า ง ใ น เ รื่ อ ง ญ า ณ วิ ท ย า
โสกราตีส:

อย่างไรกัน

สกินเนอร์:

ไหนคุณลองอธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง

“ผู้แสวงหาความรู้” กับ “ความรู้” และการทำาความเขูาใจ
ของผู้ศึกษามาหน่อยสิครับ
โสกราตีส:

ขู า เห็ น ว่ า ความรู้ ห รื อ สิ ง่ ที ถ
่ ้ ก ศึ ก ษาย่ อ มมี

ความเป็ นอิ ส ระจากการรั บ รู้ ข องผู้ แ สวงหาความรู้ ห รื อ ผู้
19

ศึ ก ษา (*) และสิ ง่ ที ศ
่ ึ กษานั น
้ มี ค วามจริ ง แทู แ น่ น อนอย่้ ใ น
ตัวของมันเอง ไม่ว่าเราจะเขูาไปศึกษามันหรือไม่ก็ตาม มัน
20

ก็จะเป็ นอย่้อย่างนัน
้ เสมอ (**) นอกจากนีย
้ ังมีความเชื่อว่า
มนุษย์สามารถทีจ
่ ะศึกษาสิง่ ต่างๆ ไดูอย่างเป็ นกลาง ไม่มี
การนำาเอาค่านิยมของตนเขูาไปบิดเบือนความจริงของสิง่ ที ่
ศึกษา หรือกล่าวในอีกแง่หนึ่งก็คือ หากมีสิง่ หนึ่งกำา ลังถ้ก
19

หรืออาจเรียกมุมมองเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่ศึกษากับการรับรู้ของผู้ศึกษา

ที่ เ ป็ น แ บ บ นี้ ไ ด้ ว่ า เ ป็ น มุ ม ม อ ง แ บ บ
20

foundationalism

ตีความจากคำา กล่ าวของโสกราตีสที่ก ล่าวกับ ยูไทโฟรในเรื่องสุทธิธรรมที่ว่า “…

the holy is loved because it is holy, and it is not holy

because it is loved …” ซึ่งเป็ นจุดเริ่มที่โสกราตีสพยายามชี้ให้ยูไทโฟรเห็นว่า

ความคิดของยูไทโฟรที่จะให้สิ่งซึ่งเป็ นที่รักของเทพเจ้ากับสิ่งซึ่งเป็ นสุทธิธรรมเป็ นสิ่ง
เดียวกันนั้นเป็ นไปไม่ได้ ถ้าไม่ยอมรับว่าสิ่งซึ่งเป็ นสุทธิรรมมาก่อน และมีความสำาคัญ
เหนื อความคิดของเทพเจ้าที่จะรักสิ่งซึ่งเป็ นสุทธิธรรม หรืออีกนัยหนึ่ งถ้ายูไทโฟรเชื่อ
ว่าเหตุผลของเทพเจ้าที่รักสิ่งซึ่งเป็ นสุทธิธรรมนั้นก็เ นื่ องจากว่าสิ่งนั้นเป็ นสุทธิธรรม
อ ยู่ แ ล้ ว สิ่ ง ซึ่ ง เ ป็ น สุ ท ธิ ธ ร ร ม ก็ ไ ม่ อ า จ นิ ย า ม ว่ า เ ป็ น สิ่ ง ที่ เ ท พ เ จ้ า รั ก ไ ด้

44
มนุษย์หยิบยกขึน
้ มาศึกษา ไม่ว่ามนุษย์คนใดมาศึกษาก็จะ
ไดู ค วามรู้ แ บบเดี ย วกั น หากทำา การศึ ก ษาอย่ า งถ้ ก ตู อ ง
ตัวอย่างเช่น หากกูอนหินกูอนหนึง่ ถ้กนำาไปชัง่ นำ้าหนักว่ามี
นำ้าหนักเท่าใด ไม่ว่าจะเป็ นมนุษย์คนใดนำา กูอนหินกูอนนัน

ไ ป ชั่ ง

ก็ จ ะ ไ ดู ผ ล ก า ร ชั่ ง นำ้ า ห นั ก เ ท่ า กั น

(*) หรื อ อาจเรี ย กมุ ม มองเรื่อ งความสั ม พั น ธ์ ร ะหว่ า งสิ ง่ ที ่
ศึกษากับการรับรู้ของผู้ศึกษาทีเ่ ป็ นแบบนีไ้ ดูว่า เป็ นมุมมอง

foundationalism

(**) ตีความจากคำา กล่าวของโสกราตีสทีก
่ ล่าวกับย้ไทโฟร
ในเรื่ อ งสุ ท ธิ ธ รรมที ว
่ ่ า “… the holy is loved because it is
holy, and it is not holy because it is loved …” ซึ่งเป็ นจุดเริม

ทีโ่ สกราตีสพยายามชีใ้ หูย้ไทโฟรเห็นว่า ความคิดของย้ไท
โฟรที จ
่ ะใหู สิ ง่ ซึ่ ง เป็ นที ร
่ ั ก ของเทพเจู า กั บ สิ ง่ ซึ่ ง เป็ นสุ ท ธิ
ธรรมเป็ นสิง่ เดียวกันนัน
้ เป็ นไปไม่ไดู ถูาไม่ยอมรับว่าสิง่ ซึ่ง
เป็ นสุทธิรรมมาก่อน และมีความสำาคัญเหนือความคิดของ
เทพเจูาทีจ
่ ะรักสิง่ ซึง่ เป็ นสุทธิธรรม หรืออีกนัยหนึ่งถูาย้ไท
โฟรเชือ
่ ว่าเหตุผลของเทพเจูาทีร
่ ักสิง่ ซึง่ เป็ นสุทธิธรรมนัน
้ ก็
เนื่ อ งจากว่ า สิ ง่ นั ้น เป็ นสุ ท ธิ ธ รรมอย่้ แ ลู ว สิ ง่ ซึ่ ง เป็ นสุ ท ธิ
ธ ร ร ม ก็ ไ ม่ อ า จ นิ ย า ม ว่ า เ ป็ น สิ ่ ง ที ่ เ ท พ เ จู า รั ก ไ ดู

45
สกินเนอร์:

โสกราตี ส เรามี ค วามเชื่ อ ต่ า งกั น อี ก แลู ว

เพราะผมจะปฏิ เ สธความเชื่ อ ที ่ว่ า มนุ ษ ย์ ส ามารถที ่จ ะ
ทำา ความเขูาใจปรากฏการณ์ หรือสิง่ ต่างๆ ไดูอย่างเป็ นก
ลาง หรือปราศจากอคติทีจ
่ ะเขูาไปเจือปน แต่กลับมองว่า
แทู จ ริ ง แลู ว เมื่ อ มนุ ษ ย์ ไ ดู รั บ รู้ อ ะไรก็ จ ะรั บ รู้ โ ดยผ่ า นการ
ตีความสิง่ ทีไ่ ดูรับรู้ไปตามค่านิยมของตนเอง และมีการนำา
เ อ า ค่ า นิ ย ม เ ขู า ไ ป เ จื อ ป น ไ ม่ ม า ก ก็ นู อ ย

21

(*)

(*) พวกที ย
่ ึ ด ถื อ แนวคิ ด แบบเนู น การตี ค วามแบบสุ ด โต่ ง ก็
มองว่าเป็ นเรือ
่ งค่านิยมอย่างสมบ้รณ์ แต่พวกทีไ่ ม่ไดูยึดถือ
แนวคิดนีแ
้ บบสุดโต่ง ก็อาจมองว่ามีค่านิยมเขูามาเกีย
่ วขูอง
แ ต่ ไ ม่ ใ ช่ ค ร อ บ งำา ก า ร รั บ รู้ โ ด ย ส ม บ้ ร ณ์
เพราะฉะนั ้น ความจริ ง ที เ่ ป็ นสากลในสายตาของผม
นั ้น เป็ นเพี ย งความจริ ง ที ผ
่ ่ า นการตี ค วามของคนๆ หนึ่ ง
หรือ ของระบบค่ านิ ยมหนึ่ง จนทำา ใหู ไ ดู รั บการยอมรั บ จาก
คนหลายๆ คนเท่ า นั ้ น แต่ ไ ม่ ใ ช่ ว่ า ทุ ก คนจะตู อ งเขู า ใจ
ความจริ ง นั น
้ ในแบบเดี ย วกั น ตั ว อย่ า งเช่ น การศึ ก ษานำ้า
หนั ก ของกู อ นหิ น หนึ่ง กู อ น อาจมี ทั ้ง คนที ม
่ องว่ า กู อ นหิ น
กู อ นนั ้ น หนั ก และคนที ่ม องว่ า กู อ นหิ น กู อ นนั ้ น เบาก็ ไ ดู

21

พวกที่ยึดถือแนวคิดแบบเน้นการตีความแบบสุดโต่งก็มองว่าเป็ นเรื่องค่านิ ยมอย่าง
สมบู ร ณ์ แต่ พ วกที่ ไ ม่ ไ ด้ ยึ ด ถื อ แนวคิ ด นี้ แบบสุ ด โต่ ง ก็ อ าจมองว่ า มี ค่ า นิ ยมเข้ า มา
เ กี่ ย ว ข้ อ ง แ ต่ ไ ม่ ใ ช่ ค ร อ บ งำา ก า ร รั บ รู้ โ ด ย ส ม บู ร ณ์

46
แมู ว่ า จะไดู ชั่ ง นำา หนั ก กู อ นหิ น และบั น ทึ ก ค่ า ออกมาเป็ น
ตั

ลู

ก็

22

(*)

(*) แนวคิดเกีย
่ วกับความสัมพันธ์ระหว่างสิง่ ทีถ
่ ้กศึกษากับผู้
ศึ ก ษ าแ บ บ นี ้เ รี ย ก ว่ า มุ ม ม อ ง แ บ บ anti – foundationalism
โสกราตีส:

สกินเนอร์ ขูาไม่เขูาใจ

สกินเนอร์:

ทำาไมล่ะครับ

โสกราตีส:

ท่านลองคิดด้สิว่า ก่อนทีท
่ ่านจะตีความสิง่

ต่ า งๆ ไดู นั ้น ท่ า นจะตู อ งมี ค วามรู้ เ กี ่ย วกั บ แบบของสิ ง่
ต่

ย่้

บู

มิ

ช่

รื

สกินเนอร์:

ใช่แลูว

โสกราตีส:

ถู า เ ช่ น นั ้ น ท่ า น ย อ ม รั บ ห รื อ ไ ม่ ว่ า ห า ก

เปรี ย บความคิ ด มนุ ษ ย์ เ หมื อ นดั่ง กระจกเงา หากไม่ มี สิ ง่
ที ่แ ทู จ ริ ง ไฉนเลยจะมี ภ าพสะทู อ นปรากฏออกมาจาก
กระจกเงาไดู ความคิดของมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน หากไม่มี
สิ ง่ ที ด
่ ำา รงอย่้ แ ลู ว โดยตั ว ของมั น เอง มนุ ษ ย์ จ ะมี ค วามคิ ด
เ กี ่ ย ว กั บ สิ ่ ง นั ้ น อ อ ก ม า ไ ดู อ ย่ า ง ไ ร
สกินเนอร์:

โสกราตีส คุณเคยไดูยินคำาว่า “จิตเป็ นนาย

กายเป็ นบ่ า ว” หรื อ ไม่ เรเน่
22

เดส์

แนวคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ร ะหว่างสิ่งที่ถูกศึกษากับ ผู้ศึกษาแบบนี้ เ รียกว่ามุม

anti

foundationalism

47
คาร์ ต ส์ ไดู เ คยกล่ า วไวู ว่ า “ในเมื่อ ความคิ ด และการรั บ รู้
อย่ า งเดี ยวกั นซึ่ง เรามี ใ นยามที เ่ ราตื่น ก็ อ าจปรากฏไดู ใ น
ยามทีเ่ ราหลับ โดยในขณะทีม
่ ันปรากฏนัน
้ ก็มิไดูเป็ นจริงแต่
อย่างใด ขูาพเจูาจึงจำา ตูองถือเช่นกันว่า ทุกสิง่ ทุกอย่างที ่
เขูามาส่้จิตใจของขูาพเจูา ก็ไม่ไดูจริงไปกว่ามายาภาพของ
ความฝั นของขูาพเจูา แต่ทัน ที ทัน ใดหลั ง จากที ค
่ ิ ด เช่ น นั น

ขู า พเจู า สั ง เกตว่ า ในขณะที ข
่ ู า พเจู า ปรารถนาที จ
่ ะคิ ด ว่ า
สิง่ ทัง้ ปวงไม่มีอย่้จริงนัน
้ เป็ นสิง่ จำา เป็ นอย่างยิง่ ที ่ “ตัวฉัน”
จะตูองมีอย่้ และเมือ
่ ไดูพบว่าความจริงประการนีท
้ ีว
่ ่า “ฉัน
คิ ด เพราะฉะนั ้น ฉั น จึ ง มี อ ย่้ ” (I Think Therefore I am)
เ ป็ น ค ว า ม จ ริ ง ที ่ แ น่ น อ น แ ล ะ มั่ น ใ จ อ ย่ า ง ยิ ่ ง ว่ า ขู อ
สมมติฐานมากมายมหาศาลของนักตัง้ แง่สงสัยทัง้ หลาย ก็
ไม่อาจสัน
่ คลอนความจริงขูอนีไ้ ดู ขูาพเจูาจึงมาถึงขูอสรุป
ทีว
่ ่า ขูาพเจูาสามารถยอมรับมันโดยปราศจากเงื่อนไข ใน
ฐานะหลั ก การอั น เป็ นปฐมของปรั ช ญาที ่ขู า พเจู า กำา ลั ง

ย่้

23

(*)

(*) Rene Descartes อู า งใน วี ร ะ สมบ้ ร ณ์ , แบบแผนและ
ความหมายแห่ ง องค์ ร วม , กรุ ง เทพฯ : สำา นั ก พิ ม พ์ ม้ ล นิ ธิ
โ ก ม ล คี ม ท อ ง ,
23

2550,

ห นู า

37.

René Descartes อ้างใน วีระ สมบูรณ์, แบบแผนและความหมายแห่งองค์

รวม, กรุงเทพฯ

: สำานักพิมพ์มูลนิ ธิโกมลคีมทอง, 2550, หน้า 37.

48
แน่นอนว่า การคิดจะเกิดขึน
้ ไม่ไดูถูาหากปราศจากสิง่
กระทบหรื อ การรั บ รู้ ที ต
่ ู อ งอาศั ย ร่ า งกาย ซึ่ ง เรเน่

เดส์

คาร์ ต ส์ เองก็ ย อมรั บ ว่ า จิ ต ตู อ งอาศั ย สภาพและองค์
ประกอบของอวั ยวะต่ างๆ ในร่ า งกายอย่ า งส้ ง แต่ ก็ไ ม่ ไ ดู
หมายความว่ าทั ง้ สองส่ ว นจะเป็ นสิ ง่ เดี ย วกั น แทู ที จ
่ ริ ง จิ ต
กั บ สสาร หรื อ จิ ตกั บ กายนั ้น มี ธ รรมชาติ ข องการดำา รงอย่้
เป็ นเอกเทศจากกัน

24

(*) จิตคือสิง่ ทีค
่ ิด ในขณะทีร
่ ่างกาย

และวัตถุทัง้ หลาย รวมทัง้ สัตว์และสิง่ มีชีวิตอืน
่ ๆ ปราศจาก
คุณสมบัตินี ้ มีเพียงมนุษย์เท่านัน
้ ทีด
่ ำา รงอย่้ในฐานะของสิง่
ที ค
่ ิ ด (res cogitans) สิ ง่ อื่ น ๆ ลู ว นเป็ นวั ต ถุ ห รื อ สสารที ่
ดำา รงอย่้ ใ นฐานะสิ ง่ ที ก
่ ิ น เนื้อ (res extensa) ซึ่ง วั ต ถุ ห รื อ
สสารย่อมมีวันเสือ
่ มสลาย ร่างกายย่อมมีวันตาย ในขณะที ่
จิ ต มี เ จตจำา นงที ่เ ลื อ กไดู ใ นหลายสิ ่ง หลายอย่ า ง

25

(**)

(*) เรียกว่าเป็ นการแบ่งแยกเด็ดขาดแบบคาร์ทีเชียน หรือ
Cartesian

Dualism

(**) René Descartes อู า งใน วี ร ะ สมบ้ ร ณ์ , แบบแผนและ
ความหมายแห่ ง องค์ ร วม , กรุ ง เทพฯ : สำา นั ก พิ ม พ์ ม้ ล นิ ธิ
โ ก ม ล คี ม ท อ ง ,

2550,

ห นู า

38

39.

Cartesian Dualism

24

เรียกว่าเป็ นการแบ่งแยกเด็ดขาดแบบคาร์ทีเชียน หรือ

25

René Descartes อ้างใน วีระ สมบูรณ์, แบบแผนและความหมายแห่งองค์

รวม, กรุงเทพฯ

: สำานักพิมพ์มูลนิ ธิโกมลคีมทอง, 2550, หน้า 38 – 39.

49
โสกราตีส:

สกิ น เนอร์ ความจริ ง แลู ว ขู า ก็ ต ระหนั ก อย่้

ว่ า โดยเนื้ อ แทู แ ลู ว “ธรรมชาติ ” ก็ คื อ “ร้ ป แบบ” หรื อ
“มโนภาพ” นั่นเอง ขูา มิไ ดูมุ่ง ศึกษาธรรมชาติที เ่ ป็ นวั ตถุ
หากแต่ ศึ กษาธรรมชาติ ข องจิ ต (soul) ของมนุ ษ ย์ ขู า เอง
มองว่าธรรมชาติของมนุษย์มีความสำา คัญยิง่ กว่าธรรมชาติ
ของดวงอาทิ ต ย์

26

(*) ซึ่ ง เราไม่ อ าจจะเขู า ใจธรรมชาติ

มนุษย์ไดู ถูาเราไม่เขูาใจธรรมชาติของสังคมมนุษย์ แต่สิง่
ทีแ
่ ตกต่างกันกับท่าน (หรือเดส์คาร์ตส์) ก็คือท่านยึดมัน
่ ใน
ความมี อ ย่้ จ ริ ง ของ “กระบวนการ” ก่ อ ตั ว ของมั น แต่ ขู า
พยายามที ่จ ะแยกลั ก ษณะอั น เป็ น “สารั ต ถะ” ของมั น
(*) ลี โ อ สเตร๊ า ส์ เขี ย น สมบั ติ จั น ทรวงศ์ แปล , ประวั ติ
ปรัชญาการเมือง เล่มที ่ 1, กรุงเทพฯ : สำา นักพิมพ์คบไฟ,

2550,

นู

7.

เอาเถอะ แมูว่ามนุษย์อาจจะคิดเองไดูอย่างทีท
่ ่านว่า
มา แต่ขูาเห็นว่าสิง่ ทีม
่ นุษย์เชือ
่ ว่าเป็ นธรรมชาติของสิง่ โนูน
สิง่ นี ้ (ก่อนทีจ
่ ะไดูล่วงรู้ธรรมชาติของสิง่ นัน
้ จริงๆ) นัน
้ เป็ น
แต่เพียงความเห็น (opinion) ซึง่ อาจจะถ้กหรือผิดก็ไดู นัน

ก็คือความเห็นของมนุษย์เกีย
่ วกับธรรมชาตินีอ
้ าจเป็ นความ
รู้ (knowledge) ห รื อ ไ ม่ เ ป็ น ก็ ไ ดู เ พ ร า ะ ฉ ะ นั ้ น ค ว า ม
26

ลีโอ สเตร๊าส์ เขียน สมบัติ จันทรวงศ์ แปล, ประวัติปรัชญาการเมือง เล่มที่

กรุงเทพฯ

: สำานักพิมพ์คบไฟ, 2550, หน้า 7.

1,

50
พยายามของขู า หรื อ ปรั ช ญาก็ คื อ ความพยายามที ่จ ะ
ทดแทนความเห็ น ดู ว ยความรู้ หรื อ ความจริ ง อั น เกี ย
่ วกั บ
ธรรมชาตินัน
่ เอง สกินเนอร์ ถูาเช่นนัน
้ “ท่านจะเรียกสิงใด

ว่าความรูเ้ ล่า หรือท่านจะบอกกับขูาว่าทุกสิงลู
่ วนแลูวแต่เป็ น
เ พี ย ง ค ว า ม คิ ด เ ห็ น ข อ ง ม นุ ษ ย์ เ ท่ า นั ้ น ”
สกินเนอร์:

โสกราตี ส การที ่ใ ครสั ก คนอู า งว่ า ไดู พ บ

ความจริงหรือความรู้ ความจริงหรือความรู้นัน
้ ๆ จะไม่ใช่
ตั ว ความจริ ง หรื อ ความรู้ ที แ
่ ทู แต่ เ ป็ นเพี ย ง “ภาพสรู า ง”
ของความจริ ง /ความรู้ หรือที ค
่ ุณ เรี ย กมั น ว่ า “ความเห็ น ”
เท่านัน
้ เพราะความจริง/ความรู้ทีแ
่ ทูนัน
้ ถึงจะมีอย่้กไ็ ม่ใช่สิง่
ทีม
่ นุษย์จะสามารถเขูาถึงไดูอย่างสมบ้รณ์ ประเด็นของผม
ก็คือว่า ปรากฏการณ์ทางสังคมมีความซับซูอนมากและไม่
ส า ม า ร ถ ห า ค ว า ม ห ม า ย ที ่ แ ทู จ ริ ง ไ ดู จ า ก วิ ธี ก า ร ท า ง
วิทยาศาสตร์หรือวิธีการใดๆ และหากตูองการจะเขูาใจใน
ปรากฏการณ์ ที เ่ กิ ด ขึ้นของมนุ ษ ย์ จ ะตู อ งรู้ ถึ ง เจตนาของผู้
กระทำา ซึง่ การเขูาใจเจตนาของผู้กระทำาจะไม่มีทางเกิดขึน

ไดู เ พี ย งการศึ ก ษาพฤติ ก รรมที บ
่ ุ ค คลนั ้น แสดงออกมาใหู
เห็ น ไดู จ ากประสาทสั ม ผั ส ของมนุ ษ ย์ แต่ จ ะตู อ งพยายาม
ทำา ความเขูาใจอย่างลึกซึง้ (verstehen) กับเหตุผลทีห
่ ลาก
หลายของการสรู า งความจริ ง นั ้ น หรื อ บริ บ ท (context)
รอบๆ ตั ว ผู้ ที แ
่ สดงพฤติ ก รรมในช่ ว งเวลานั น
้ หรื อ อี ก นั ย
หนึ่ง คื อ จะตู อ งเอาตั ว เองเขู า ไปนั่ง ในหั ว ใจความรู้ สึ ก ของ

51
บุคคลนัน
้ ในช่วงเวลาและสภาพแวดลูอมเดียวกัน เพือ
่ จะไดู
เขูาใจว่าทำา ไมบุคลนัน
้ จึงทำา ใหูเกิดปรากฏการณ์นัน
้ ขึ้นมา
โดยถือว่าความเป็ นจริงยังไม่เกิดขึน
้ จนกว่าจะไดูมีการรับรู้

ป็

ริ

ดั ง นั ้ น แ น ว ท า ง ข อ ง ผ ม จ ะ ใ หู ค ว า ม ส น ใ จ กั บ
กระบวนการในการสรู า งความหมาย หรื อ การทำา ความ
เขู า ใจโลกรอบตั ว มนุ ษ ย์ ผ่ า นการเขู า ใจการทำา งานของ
จิตสำานึกของมนุษย์ โดยการศึกษาแบบตีความจะมุ่งความ
สนใจไปทีจ
่ ิตสำา นึก ไม่ว่าจะเป็ นจิตสำา นึกของผู้ศึกษาหรือ
สิง่ ทีศ
่ ึกษาว่าเขามีความตระหนักรู้ หรือระลึกรู้โลกรอบตัว

ดู

ย่

อย่างไรก็ดอ
ี าจจะมีความคิดเห็นใดความคิดเห็นหนึง่ ที ่
ไดูรับ “การยอมรับ” ในระดับทีม
่ ากกว่าความคิดเห็นอื่นๆ
อันเนื่องมาจากเหตุ ผลบางประการ เช่ น ความคิด เห็ นดั ง
กล่ า วเป็ นของผู้ อ าวุ โ ส ของคร้ อ าจารย์ หรื อ ของกษั ต ริ ย์
ซึ่ง ตั ว ตนในสั ง คมไดู รั บ การยอมรั บ เป็ นอย่ า งมาก ดั ง นั ้น
ความคิดเห็นอย่างเดียวกัน แต่คนทีพ
่ ้ดเป็ นคนละคนก็อาจ
มี ร ะดั บ การยอมรั บ ต่ า งกั น ซึ่ ง ลั ก ษณะเช่ น นี ผ
้ มเรี ย กว่ า
“ความสัมพันธ์เชิงอำานาจ” และมนุษย์อาจจะเชื่อมัน
่ ว่านัน

52
เป็ นความรู้ทีแ
่ ทูจริงทัง้ ๆ ทีค
่ วามจริงแลูวมันเป็ นเพียงสิง่ ที ่
จะทู อ นความคิ ด เห็ น ของ ผู้ มี อำา นาจใ นสั งค มเ ท่ า นั ้ น
โสกราตีส:

สกิ น เนอร์ ขู า ไม่ เ ห็ น จะคลู อ ยตามท่ า น

สกินเนอร์:

โสกราตี ส คุ ณ อาจจะยั ง ไม่ เ ขู า ใจ เอาเป็ น

ว่ า วิ ธี ก า ร ข อ ง ผ ม นั ้ น มุ่ ง เ นู น ที ่ จ ะ ทำา ค ว า ม เ ขู า ใ จ
(understanding / verstehen) กับสิง่ ทีเ่ กิดขึน
้ ในเรือ
่ งการใหู
ความหมายและการตีความ แรงจ้งใจ ความตัง้ ใจทีบ
่ ุคคล
ใ ชู ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จำา วั น แ ล ะ กำา กั บ วิ ถี ชี วิ ต ข อ ง พ ว ก เ ข า
นอกจากนีม
้ ุมมองทีม
่ ีต่อลักษณะของความเป็ นจริงทีส
่ ังคม
ยังมองว่าเป็ นผลมาจาก social construct ของตัวแสดงทาง
สั ง คม และเมื่ อ ผู้ ศึ ก ษาไดู ทำา ความเขู า ใจแนวคิ ด ความ
หมาย และเหตุผลของผู้ทีถ
่ ้กศึกษาจากชีวิตประจำา วันของ
พวกเขาไดูระดับหนึง่ แลูว ผู้ศึกษาก็จะสรูางแบบในอุดมคติ
(ideal type) ของสิ ง่ ที ศ
่ ึ ก ษาขึ้น มา เพื่ อ อธิ บ ายประเด็ น ที ่
ศึ ก ษ า อ ย่ า ง เ ป็ น น า ม ธ ร ร ม ใ น ภ า พ ร ว ม
ใ น ข ณ ะ ที ่ วิ ธี ก า ร ข อ ง คุ ณ นั ้ น มุ่ ง เ นู น ที ่ จ ะ อ ธิ บ า ย
(explanation) ความจริ ง โดยการหาความสั ม พั น ธ์ ร ะหว่ า ง
เหตุกับผลอย่างรอบดูาน นัน
่ คือเป็ นการอธิบายทีไ่ ม่พียงจะ
ใหูคำาตอบว่าทำาไมปรากฏการณ์หนึง่ เกิดขึน
้ เท่านัน
้ แต่ยังชี ้
ใหูเห็นว่ามีอะไรเป็ นสาเหตุทีเ่ กีย
่ วขูองและสาเหตุเหล่านัน

53
นำาไปส่้ผลไดูอย่างไร ซึง่ จากการศึกษาวิธีการของทีค
่ ุณพ้ด
คุ ย กั บ ย้ ไ ทโฟร ผมพบว่ า มี วิ ธี ก ารหลั ก ๆ ที ค
่ ุ ณ ใชู อ ย่้ หู า

ประการแรก คุณจะทำาตัวเป็ นไม่รู้อะไรเกีย
่ วกับเรือ
่ งที ่
ตู อ งการรู้ คื อ ทำา เป็ นสงสั ย ไปทุ ก สิ ่ง (skeptical method)
อันเป็ นวิธีการขัน
้ ตูนทีจ
่ ะใชูในการแสวงหาความรู้ ต่อมา
ประการที ส
่ อง คุ ณ จะใชู วิ ธี ก ารสนทนา ซึ่ ง ไม่ เ ป็ น
เพียงการโตูตอบหรือโตูแยูงค่้สนทนาเท่านัน
้ แต่ยังเป็ นวีที ่
ใชูแสวงหาความจริงไดูเป็ นอย่างดี เพราะการสนทนาก็คือ
การวิพากษ์นัน
่ เอง และการวิพากษ์ก็จะทำาใหูเกิดความคิด
ที ่

จ่

จู

ขึ้

ว่

ดิ

ประการที ่ส าม คุ ณ จะนำา เอาสิ ่ง ที ่เ ป็ นขู อ เสนอมา
ทดสอบหรือพิส้จน์กับกรณีเฉพาะ (particular) ประยุกต์เขูา
กับสิง่ ทีเ่ ห็นในเชิงประจักษ์ เหมือนกับการนำา เอาทฤษฎีไป
ทดสอบกับกรณีศึกษา
วิ ธี อุ ป นั ย
27

27

(*) ซึง่ ในสมัยของผมเรียกวิธีนีว
้ ่า

(empirical ห รื อ

inductive method)

เช่น การที่โสกราตีสทดสอบข้อเสนอ (หรือทฤษฎี) เกี่ยวกับรูปแบบสุทธิธรรมของ

ยูไทโฟรที่ว่า “อะไรที่เป็ นที่รักของเทพเจ้าย่อมเป็ นสุทธิธรรม และอะไรที่ไม่ใช่ท่ีรักของ
เทพเจ้าเป็ นสิ่งที่ขด
ั กับสุทธิธรรม” โดยการนำากรณีท่ีสิ่งใดสิ่งหนึ่ งนั้นถ้าหากเทพเจ้า
คิดเห็นไม่เหมือนกันในเรื่องถูก-ผิด ดี-ชั่ว ก็จะทำาให้สิ่งนั้นเป็ นได้ท้ังสุทธิธรรมและอสุ
ทธิธรรมซึ่งทำาให้ทฤษฎีของยูไทโฟรใช้การไม่ได้

54
(*) เช่น การทีโ่ สกราตีสทดสอบขูอเสนอ (หรือทฤษฎี)
เกี ย
่ วกั บ ร้ ป แบบสุ ท ธิ ธ รรมของย้ ไ ทโฟรที ว
่ ่ า “อะไรที เ่ ป็ น
ทีร
่ ักของเทพเจูาย่อมเป็ นสุทธิธรรม และอะไรทีไ่ ม่ใ ช่ทีร
่ ัก
ของเทพเจูาเป็ นสิง่ ทีข
่ ัดกับสุทธิธรรม” โดยการนำากรณีทีส
่ ิง่
ใดสิ ง่ หนึ่ง นั ้น ถู า หากเทพเจู า คิ ด เห็ น ไม่ เ หมื อ นกั น ในเรื่ อ ง
ถ้ก-ผิด ดี -ชั่ว ก็จะทำา ใหู สิง่ นัน
้ เป็ นไดูทั ง้ สุ ทธิ ธรรมและอสุ
ท ธิ ธ ร ร ม ซึ่ ง ทำา ใ หู ท ฤ ษ ฎี ข อ ง ย้ ไ ท โ ฟ ร ใ ชู ก า ร ไ ม่ ไ ดู
ประการทีส
่ ี ่ คุณจะตูองมีการตรวจสอบว่าขูอสรุปใด
เป็ นเหตุห รือตั วแปรตู น และสิ ง่ ใดเป็ นผลหรื อตั วแปรตาม
เพื่อนำา ไปส่้สิง่ ทีเ่ รียกว่าขูอสรุปทั่วไป (general statement)
โดยการพิ จ ารณาว่ า สามารถแยกย่ อ ยไปส่้ ตั ว แปรหลั ก ๆ
อะไรไดูอีกบูาง เพื่อหาว่าตัวแปรตูนจริงๆ ทีส
่ ุดแลูวคือขูอ
สรุ ป ใด

28

(deductive

(*)

ซึ่ ง ในสมั ย ของผมเรี ย กวิ ธี นี ้ว่ า วิ ธี นิ ร นั ย
method)

(*) เช่ น การที โ่ สเกรตี ส ถามย้ ไ ทโฟรว่ า สิ ง่ นั ้น เป็ นสุ ท ธิ
ธรรมเพราะเทพเจูารัก หรือเพราะสิง่ นัน
้ เป็ นสุทธิธรรมอย่้
แลูวจึงทำา ใหูเทพเจูามารัก (อะไรเป็ นเหตุอะไรเป็ นผล) ซึง่
28

เช่น การที่โสเกรตีสถามยูไทโฟรว่าว่าสิ่งนั้นเป็ นสุทธิธรรมเพราะเทพเจ้ารัก หรือ

เพราะสิ่งนั้นเป็ นสุทธิธรรมอยู่แล้วจึงทำาให้เทพเจ้ามารัก (อะไรเป็ นเหตุอะไรเป็ นผล)
ซึ่งโสเกรตีสคิดว่าสุทธิธรรมน่ าจะเป็ นสุทธิธรรมอยู่แล้ว ทำาให้เทพเจ้ามารัก (อย่าง

หลัง) หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ งก็คือสุทธิธรรมเป็ นสิ่งที่ไม่ขึ้นกับการกำาหนดของเทพเจ้า

55
โสเกรตี ส คิ ด ว่ า สุ ท ธิ ธ รรมน่ า จะเป็ นสุ ท ธิ ธ รรมอย่้ แ ลู ว
ทำา ใหูเทพเจูามารัก (อย่างหลัง) หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็
คื อ สุ ท ธิ ธ รรมเป็ นสิ ง่ ที ไ่ ม่ ขึ้ น กั บ การกำา หนดของเทพเจู า
ประการที ส
่ ุด ทูาย คุณจะใชู วิธี นิย าม (conceptual or
definition method) โดยมี เปู าหมายของความรู้ คื อ การใหู
ไดูมาซึ่งคำา นิยามหรือความคิดรวบยอดทีถ
่ ้กตูองในเรื่องที ่
คุ ณ ตู อ งการรู้ เช่ น นิ ย ามของคำา ว่ า สุ ท ธิ ธ รรม ความ
ยุ ติ ธ รรม เป็ นตู น ซึ่ ง วิ ธี ก ารต่ า งๆ ที แ
่ ตกต่ า งกั น นี ก
้ ็ อั น
เ นื่ อ ง ม า จ า ก ค ว า ม แ ต ก ต่ า ง ใ น เ รื่ อ ง ภ า ว วิ ท ย า แ ล ะ
ญ า ณ วิ ท ย า ดั ง ที ่ เ ร า ไ ดู พ้ ด คุ ย กั น ม า นี ่ เ อ ง
และก่อนโสกราตีสจะไดูกล่าวสิง่ ใดออกมา ภาพ
ของเขาก็ค่อยๆ เลือนหายไปพรูอมๆ กับทีส
่ กินเนอร์ไดูยิน
เสี ย งเรี ย กของ Susan ภรรยาของเขาใหู ตื่ น ขึ้ น มาเพื่ อ
เตรี ยมทำา อาหารเชู า และอาบนำ้า แต่ ง ตั ว เตรี ย มไป ถก
ปั

26.5

กั

ล้

ศิ

ย์

ต่