You are on page 1of 16

ความหมายและความสาคัญของงานเขียนเชิงวิชาการ

งานเขียนเป็นหัวใจหลักของการสื่อสารอันทรงพลังที่สามารถ
ขับเคลื่อนความคิดของเราได้การที่เราเข้าใจงานเขียนอย่างลึกซึ้ง
ย่อมทําให้เราสร้างงานเขียนที่ทรงคุณค่าได้

มนุษย์มีชีวิตอยู่รอดมาได้ก็ด้วยการบอกเล่าผ่านการบันทึกหรือการเขียนของมนุษย์ด้วยกันเอง
งานเขียนที่มนุษย์ได้บันทึกไว้ถือเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าที่ใช้บอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตผ่าน
ห้วงกาลเวลาอันยาวนาน งานเขียนส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านแนวคิด การสรรค์
สร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ที่ช่วยอํานวยความสะดวกต่อการดําเนินชีวิต ด้วยเหตุนี้การที่เรา (ทั้ง
ในฐานะผู้เขียนและผู้อ่าน) เข้าใจความหมายและความสําคัญของงานเขียนอย่างถ่องแท้จึงเป็น
เรื่องสําคัญยิ่ง และจะช่วยให้เราสามารถสร้างงานเขียนเชิงวิชาการที่มีคุณภาพได้

งานเขียนและทักษะการเขียนเชิงวิชาการ (academic writing and skills)
งานเขียนเชิงวิชาการคือ องค์ความรู้ที่ผ่านการกลั่นกรองและตกผลึกทางความคิดของผู้เขียนที่
ต้องการถ่ายทอดหรือสื่อสารให้ผู้อื่นได้รับรู้และเข้าใจผ่านกระบวนการเรียบเรียง โดยอาศัย
การผสมผสานระหว่างตัวอักษร, รูปภาพ, ตาราง และสัญลักษณ์ต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ
การผสมผสานตัวอักษร รูปภาพ ตาราง และสัญลักษณ์ต่างๆ ให้เข้ากันได้เป็นอย่างดีนั้นเป็นสิ่ง
สําคัญอย่างมากต่องานเขียน การผสมผสานที่ถูกต้อง เหมาะสมและลงตัวจะนํามาซึ่งเรื่องราว
ที่จะทําให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและตรงกับสิ่งที่ผู้เขียนต้องการถ่ายทอดหรือสื่อสาร

2 | ความหมายและความสาคัญของงานเขียนเชิงวิชาการ และสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยทักษะการเขียนของตัวผู้เขียนเอง ทักษะการเขียนเป็นความสามารถในการใช้ภาษาเขียนแทนคําพูดที่สามารถสื่อความหมายให้ ผู้อื่นเข้าใจได้ ดังนั้นความสําเร็จของการเขียนจึงขึ้นอยู่กับว่าผู้เขียนมีทักษะการเขียนที่ดีมาก น้อยเพียงใด ผู้เขียนที่มีทักษะการเขียนที่ดีต้องอาศัยองค์ความรู้เดิม (previous knowledge) ที่ได้จากการฟัง การสนทนาแลกเปลี่ยน (การคิดและการถาม) การอ่าน และการเขียน ซึ่งเรา รู้จักดีในชื่อ หัวใจนักปราชญ์ หัวใจนักปราชญ์ประกอบไปด้วย 1) สุตะ : การรับรู้ข้อมูลผ่านกระบวนการฟัง และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้. การดู และการอ่าน 2) จินตะ : การจัดการข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และ การจัดเป็นหมวดหมู่ 3) ปุจฉา : การถามเพื่อการสร้างความเข้าใจเชิงลึก การทวนสอบและประเมิน ข้อมูล และการแลกเปลี่ยนแนวความคิด 4) ลิขิต : การบันทึกขั้นตอนการปฏิบัติงาน ผลการปฏิบัติ และ การเขียนอภิปรายผล หั ว ใจนั ก ปราชญ์ ช่ ว ยให้ ผู้ เ ขี ย นได้ ข้ อ มู ล และประสบการณ์ ที่ จ ะทํ า ให้ เ กิ ด ความคิ ด และ ความสามารถในการถ่ายทอดความคิดนั้นออกมาสื่อสารกับผู้อ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ จาก ที่กล่าวข้างต้นเราจะเห็นได้ว่าการให้ได้มาซึ่งงานเขียนเชิงวิชาการนั้นมีความเป็นระบบใน ตัวเองและอาจถือได้ว่าเป็นไปตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้นงานเขียนจึงมีความสําคัญ อย่างยิ่งทั้งต่อตัวผู้เขียนและผู้อ่าน ความสาคัญของงานเขียน (importance of writing) งานเขียนมีความสําคัญกับเราในหลากหลายมิติ ดังนี้ ความสาคัญต่อตัวผู้เขียน งานเขียนเป็นสิ่งที่สะท้อนความเป็นตัวตนของผู้เขียน ในงานเขียนต่าง ๆนอกจากข้อมูลหรือ สาระสําคัญที่ได้นําเสนอให้แก่ผู้อ่านแล้วผู้เขียนยังสามารถนําเสนอแนวความคิดหรือระบบ ความคิดของตนเองได้อย่างอิสระบนพื้นฐานหรือหลักการทางวิชาการ ความสําคัญของงาน เขียนที่มีต่อตัวผู้เขียนมีอยู่สองประการคือ  งานเขียนเพื่อการเรียนรู้ ความสําคัญในข้อนี้สัมพันธ์กับหลักการของหัวใจนักปราชญ์ (สุจิปุลิ) ที่จะทําให้ผู้เขียน สามารถสืบค้นข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ตามหลัก วิชาการและสังเคราะห์ให้ได้มาซึ่งข้อค้นพบที่สามารถต่อยอดความคิดของตนเองและผู้อื่นได้ ลักษณะเช่นนี้เป็นการเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ตลอดให้กับผู้เขียน และนํามาซึ่งประโยชน์ใน การประกอบอาชีพ .

ความสาคัญของงานเขียน | 3 งานเขียนเพื่อความเจริญก้าวหน้าในอาชีพ สิ่งที่เป็นความต้องการสูงสุดในการประกอบอาชีพของเราก็คือ ความเจริญก้าวหน้าในอาชีพ การได้สั่งสมพฤติกรรมการเรียนรู้ผ่านการเขียนดังที่กล่าวข้างต้นย่อมจะส่งผลดีต่องานเขียนที่ เราสามารถนําไปเป็นหลักฐานประกอบในการเลื่อนตําแหน่งหน้าที่การงานหรือเป็นหลักฐาน สําคัญในการขอสําเร็จการศึกษาหากผู้เขียนเป็นผู้เรียนในสถานศึกษาระดับต่าง ๆ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งการเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษาที่มุ่งเน้นผลงานวิจัย โครงงาน หรือรายงานการศึกษา อิสระเป็นสําคัญ  ความสาคัญต่อแวดวงวิชาการ/วิชาชีพ งานเขียนเรื่องหนึ่งๆย่อมต้องมีผู้อ่าน ซึ่งหากพิจารณาทางด้านวิชาการหรือวิชาชีพแล้วผู้อ่าน ย่อมเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับงานเขียนนั้น ๆ ด้วยเหตุนี้ความ ถูกต้องของข้อมูลในงานเขียนดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่สําคัญยิ่ง ความถูกต้องของข้อมูลและ แนวคิดที่ผู้เขียนได้กลั่นกรองและเพิ่มเติมลงไป หากได้รับการพิสูจน์และยอมรับแล้วย่อมเป็น สิ่งที่จะผลักดันให้เกิดการกระจายความรู้และการพัฒนาองค์ความรู้ต่อไป ผลดังกล่าวนํามาซึ่ง ความเจริญก้าวหน้าในแวดวงวิชาการและวิชาชีพ และการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีอัน จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมในภาพรวม ความสาคัญต่อสังคม สังคมประกอบไปด้วยหลายภาคส่วนรวมเข้าด้วยกัน การรวมตัวของกลุ่มวิชาชีพต่าง ๆ และ การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ในวิชาชีพนั้น ๆ ย่อมเป็นกลไกสําคัญที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลงและ ความเจริญก้าวหน้าของสังคมนอกเหนือจากการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ตามองค์ประกอบ สําคัญที่มีอยู่ในการเรียนการสอนที่ว่าด้วยวิทยาศาสตร์. วิทยาศาสตร์. เศรษฐกิจ และการเมืองในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ได้เป็นอย่างดี สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เราเห็นจากผู้อ่านและ ผู้เขียนเหล่านั้น ดังนั้นหากจะกล่าวให้ครอบคลุมแล้วความสําคัญของงานเขียนเชิงวิชาการที่มี ต่อสังคมโดยรวมย่อมขึ้นอยู่กับการผสมผสานองค์ความรู้ด้านสังคม (Social). Technology. and Mathematics . Engineering. เทคโนโลยี. ระดับการศึกษา. 1 เทคโนโลยี.STEM) แล้ว งานเขียนเชิง วิชาการยังเป็นกระจกสะท้อนสภาพของสังคมทั้งในด้านวัฒธรรม. วิศกรรมและคณิตศาสตร์ (STEMS) เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน โดยสรุปแล้ว งานเขียนมีความสําคัญอย่างยิ่งทั้งต่อตัวผู้เขียน. วิศกรรม และคณิตศาสตร์ (Science. แวดวงวิชาการ/ องค์กรวิชาชีพ และสังคม งานเขียนเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวทางวิชาการของตัว ผู้เขียนเองในการติดตามความรู้และวิทยาการใหม่ ๆ และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในด้าน ต่าง ๆ ที่มีความสําคัญต่อวงวิชาการ/วิชาชีพ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการเผยแพร่ความรู้ทาง วิชาการสู่ผู้อ่านและให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้างนั้น ผู้เขียนจะต้องเข้าใจในหัวใจของการเขียน และหลั กการเขี ยนให้ถ่ องแท้ ก่อ นจึ งจะสามารถประยุก ต์ใ ช้ใ นงานเขี ยนของตนได้ อย่ างมี ประสิทธิภาพต่อไป 1 การเรียนการสอนอาจเพิ่มด้านศิลปะ (Art) เข้าไปด้วย ซึ่งก็จะทําให้ STEMS กลายเป็น STEMSA . ชุมชน. ผู้อ่าน.

4 | ความหมายและความสาคัญของงานเขียนเชิงวิชาการ .

หัวใจของงานเขียนเชิงวิชาการ “ คนเราทุกคนต้องมีหัวใจที่ทําให้เลือดหมุนเวียนไปหล่อเลี้ยงส่วน ต่าง ๆ ของร่างกายหากปราศจากหัวใจแล้วร่างกายก็ไม่สามารถ คงอยู่ต่อไปได้ งานเขียนก็เป็นเช่นเดียวกันหากปราศจากหัวใจ ของงานเขียนแล้วงานเขียนนั้น ๆ ก็ไร้ซึ่งความหมาย ” งานเขียนต้องมีแก่น (core) หรือเสาหลัก (pillar) สําคัญที่ผู้เขียนจะต้องให้ความสําคัญและ ยึดถือไว้ตลอดเวลา แก่นดังกล่าวก็คือ หัวใจของการเขียน (heart of writing) ซึ่งประกอบ ไปด้วย 3 ส่วน ดังนี้ ผู้อ่าน (reader) เราในฐานะผู้เขียนจะสื่อสารข้อมูลหรืดความคิดที่เป็นงานเขียนอย่างไรหากไม่มีผู้รับ ใครคือ ผู้รับของผู้เขียน? คําตอบก็คือ ผู้อ่าน ดังนั้นในการเขียนงานเขียนเชิงวิชาการผู้เขียนจะต้อง คํานึงถึงผู้อ่านเป็นอันดับแรกในด้าน  ระดับการศึกษา  ความเชี่ยวชาญ/วิชาชีพ หากผู้เขียนกําหนดคุณลักษณะผู้อ่านที่เป็นเป้าหมายไว้ตั้งแต่เริ่มต้นก่อน การเขียนหรือระลึก ไว้เสมอว่า ผู้เขียนกําลังเขียนงานนี้ให้กับกลุ่มบุคคลใดและประโยชน์ในด้านใดที่กลุ่มบุคคล นั้นจะได้รับจากการอ่านแล้ว งานเขียนเรื่องนั้นก็จะมีคุณค่าและประโยชน์ และส่งผลให้ ผู้เขียนประสบผลสําเร็จตามเป้าประสงค์อย่างแน่นอน .

6 | สาระ สาระ (content) สาระที่ ผู้ เ ขี ย นต้ อ งการจะถ่ า ยทอดไปยั ง ผู้ อ่ า นนั้ น ต้ อ งผ่ า นกระบวนการเรี ย บเรี ย งและ กลั่นกรองทางความคิดอย่างเป็นระบบบนพื้นฐานของความถูกต้องทางวิชาการ หากผู้เขียนได้ สร้างงานเขียนขึ้นมาเรื่องหนึ่งที่ขาดสาระและการเรียบเรียงอย่างเป็นระบบหรือ มีสาระแต่ไม่ สอดคล้องกับความต้องการของผู้อ่านแล้ว ผู้อ่านก็จะไม่สนใจในงานเขียนนั้น ซึ่งส่งผลให้งาน เขียนดังกล่าวด้อยค่าหรือมีค่าเพียงเศษกระดาษในสายตาผู้อ่านเท่านั้น ดังนั้น เมื่อผู้เขียนได้ คํานึงถึงผู้อ่านแล้ว ผู้เขียนก็จะต้องคํานึงถึง สาระที่ผู้อ่านจะได้รับจากงานเขียนนั้น เป็น 2 สําคัญอีกประการหนึ่ง อีกด้วย ข้อควรปฏิบัติข้อหนึ่งที่ผู้เขียนต้องใส่ใจตลอดเวลา คือ เรา เขียนให้เหมือนว่าเราอ่าน (you write as you read) รูปแบบ (format) เป้าหมายของผู้เขียนก็คือ การส่งผ่านสาระในงานเขียนไปยังกลุ่มผู้อ่านที่เป็นเป้าหมาย เมื่อเรา ในฐานะผู้เขียนเข้าใจอย่างลึกซึ้งในสององค์ประกอบแรกแล้ว คําถามต่อมาก็คือว่า เราจะ เขียนหรือกําหนดรูปแบบงานเขียนอย่างไรที่จะทําให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกอยากอ่านและ เข้าใจในสาระนั้นได้เร็วที่สุด? คําตอบของคําถามนี้ก็คือการกําหนดรูปแบบงานเขียนนั่นเอง รูปแบบงานเขียนในที่นี้มีความหมายอยู่สองนัย คือ  รูปแบบที่กําหนดโดยหน่วยงาน  รูปแบบที่กําหนดโดยตัวผู้เขียนเอง หน่วยงานที่เป็นสถาบันการศึกษาและสํานักพิมพ์มักจะกําหนดรูปแบบงานเขียนเป็นของ ตนเองทั้งนี้เพื่อความเป็นเอกลักษณ์ของหน่วยงาน การกําหนดรูปแบบในลักษณะนี้ก็เพื่อให้ ผู้เขียนได้มีแนวทางในการเขียนได้อย่างงเป็นระบบ ซึ่งเหมาะสําหรับหน่วยงานที่มีบุคลากร หรือผู้เกี่ยวข้องอยู่เป็นจํานวนมาก และผู้อ่านมีความรู้สึกอยากอ่านงานเขียนเรื่องนั้น ๆ (attractive to read) รูปแบบที่กําหนดโดยตัวผู้เขียนเองนั้นเป็นรูปแบบที่มุ่งเน้นให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจในสาระของ การเขียนได้เร็วที่สุด ไม่มีรูปแบบที่กําหนดตายตัว และขึ้นอยู่กับความคิดของผู้เขียนโดยเสรี การกําหนดรูปแบบนี้เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงทักษะการเขียนของผู้เขียนโดยตรง หัวใจของการเขียนงานเขียนเชิงวิชาการเป็นสิ่งสําคัญอย่างยิ่งและเป็นสิ่งที่ผู้เขียนจะต้องยึดถือ ไว้เป็นที่พึ่งในการเขียนเช่นเดียวกับการที่เรามีศาสนาเป็นที่พึ่งทางชีวิต โดยเฉพาะหากเราเป็น พุทศาสนิกชนแล้วย่อมมีพระรัตนตรัยได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงค์ เป็นเครื่องนําทาง เมื่อเราทราบถึงหัวใจของงานเขียนแล้วเราจําเป็นต้องรู้เกี่ยวกับหลักการเขียน ซึ่งจะเป็น แนวทางให้เราสร้างสรรค์งานเขียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2 ผู้เขียนต้องใส่ใจงานเขียนเสมือนเราใส่ใจบุคคลที่เรารัก (people-centric) .

หลักการเขียนงานเขียนเชิงวิชาการ “ เมื่อเรามีหัวใจของการเขียนเป็นที่พึ่งแล้วในการเขียนงานเขียน เรื่องหนึ่ง ๆ ย่อมต้องมีหลักที่คอยชี้นําทางที่จะทําให้ผู้เขียนบรรลุ วัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ” บทเพลงหนึ่งบทประกอบไปด้วยคําร้องและทํานอง งานเขียนหนึ่งเรื่องก็จะประกอบไปด้วย สาระและรูปแบบ ดังนั้น หากเทียบเคียงการอ่านกับการฟังเพลงแล้ว งานเขียนก็คือ บทเพลง ที่ผู้อ่านต้องใช้สมองฟังโดยตรง การใส่ทํานองให้กับเนื้อร้องเพื่อที่จะให้เป็นเพลงที่ไพเราะนั้น ผู้ประพันธ์เพลงจะต้องใช้ความรู้ทางด้านโน๊ตและลักษณะของเครื่องดนตรีมาผสมผสานเข้า ด้วยกันอย่างกลมกลืน ในทํานองเดียวกันหากเราต้องการให้งานเขียนมีความสละสลวยและทําให้ผู้อ่านเกิดความ ทราบซึ้ ง และเข้ า ใจแล้ ว ผู้ เ ขี ย นจะต้ อ งเรี ย บเรี ย งเนื้ อ หาของงานเขี ย นให้ ส อดคล้ อ งกั บ องค์ประกอบสําคัญ 6 ด้าน (UCMCC) ดังนี้ เอกภาพ (Unity) เอกภาพคือ ความเป็นหนึ่งในประเด็นหลักหรือเรื่องหลักของย่อหน้า ต่าง ๆ ในงานเขียน ย่อ หน้าหนึ่ง ๆ อาจมี หลายประโยคแต่ โดยรวมแล้วประโยคเหล่านี้จะต้องสื่อสารสาระเพีย ง ประเด็นเดียวหรือเรื่องที่สําคัญเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น (a thing to focus) ทุกประโยค ๆ ที่จะ นํามาเขียนในย่อหน้านั้นไม่ว่าจะเป็นประโยคสนับสนุนเหตุผล ประโยคแสดงรายละเอียด และ .

นอกจาก.. จึง. เนื่องด้วย.ก็.. นอกจากนี้.ก็. แม้.. ถ้า.แต่. แล้ว.. หรือไม่ก็.. ถ้า. เพื่อ. ดังนั้น. หาก. เพื่อให้. ส่วน.. เช่น.8 | หลักการเขียนงานเขียนเชิงวิชาการ  เอกภาพคือ ความเป็นหนึ่งในประเด็น หลักหรือเรือ่ งหลักของย่อหน้าต่าง ๆ ในงานเขียน  ย่อหน้าหนึ่ง ๆ อาจมีหลายประโยค แต่ โดยรวมแล้วประโยคเหล่านีจ้ ะต้อง สื่อสารสาระเพียงประเด็นเดียวหรือ เรื่องที่สําคัญเพียงเรือ่ งเดียวเท่านัน้ (a thing to focus)  ทุกประโยค ๆ ที่จะนํามาเขียนในย่อ หน้านั้นไม่ว่าจะเป็นประโยคสนับสนุน เหตุผล ประโยคแสดงรายละเอียด และ ประโยคสรุป จะต้องสนับสนุนหรือ อธิบายเสริมความในประโยคหลัก หรือประเด็นหลักของย่อหน้านั้น ๆ  ในทํานองเดียวกันงานเขียนเรื่องหนึ่ง ๆ อาจจะประกอบไปด้วยหลายย่อหน้า และทุก ๆ ย่อหน้าเหล่านัน้ ก็ตอ้ ง สนับสนุนเรือ่ งหลักใหญ่ (main topic) หรือชือ่ เรือ่ งของงานเขียนนั้น เช่นเดียวกับทีท่ กุ ๆ ประโยคในย่อหน้า จะต้องสนับสนุนประเด็นหลักของย่อ หน้านั้น ๆ  หากงานเขียนเรื่องใดมีเอกภาพแล้ว งานเขียนเรือ่ งนัน้ ก็จะมีความหนักแน่น ในเนือ้ หาสาระที่ตอ้ งการสือ่ ให้ผู้อ่าน ได้รับรู้ซึ่งเปรียบได้กับท่อนเนือ้ เพลงแต่ ละท่อนที่สร้างความไพเราะให้กับบท เพลงนัน่ เอง 2 ประโยคสรุป จะต้องสนับสนุนหรืออธิบายเสริมความในประโยคหลัก หรือประเด็นหลักของย่อ หน้านั้น ๆ ในทํานองเดียวกันงานเขียนเรื่องหนึ่ง ๆ อาจจะประกอบไปด้วยหลายย่อหน้าและ ทุก ๆ ย่อหน้าเหล่านั้นก็ต้องสนับสนุนเรื่องหลักใหญ่ (main topic) หรือชื่อเรื่องของงานเขียน นั้นเช่นเดียวกับที่ทุก ๆ ประโยคในย่อหน้าจะต้องสนับสนุน (support) ประเด็นหลักของย่อ หน้านั้น หากงานเขียนเรื่องใดมีเอกภาพแล้ว งานเขียนเรื่องนั้นก็จะมีความหนักแน่นในเนื้อหา สาระที่ต้องการสื่อให้ผู้อ่านได้รับรู้ซึ่งเปรียบได้กับท่อนเนื้อเพลงแต่ละท่อนที่สร้างความไพเราะ ให้กับบทเพลงนั่นเอง หากผู้อ่านพิจารณาถึงความเป็นเอกภาพของย่อหน้าข้างบนแล้วผู้อ่านจะพบว่า ในย่อหน้า ข้างบนมีประโยคทั้งหมด 5 ประโยค โดยแต่ละประโยคมีการเชื่อมโยงสัมพันธ์และสนับสนุนซึ่ง กันและกันอันแสดงให้เห็นถึงความสําคัญของเอกภาพในการเขียน นอกจากนี้ประโยคสรุปยัง แสดงให้เห็นถึงความเป็นเหตุผลระหว่างเอกภาพในงานเขียนกับความหนักแน่นในสาระที่ สะท้อนไปถึงคําเปรียบเปรยเกี่ยวกับบทเพลงซึ่งถือว่าเป็นเรื่องหลักใหญ่ในหัวเรื่อง ‘หลักการ เขียนงานเขียนเชิงวิชาการ’ สัมพันธภาพ/ความต่อเนื่อง (Coherence/Sequence) สัมพันธภาพของย่อหน้าหมายถึงความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันระหว่างประเด็นหลักกับประเด็น รองโดยอาศั ย คํ า เชื่ อ ม หากผู้ เ ขี ย นใช้ คํ า เชื่ อ มความได้ อ ย่ า งถู ก ต้ อ งและเหมาะสมแล้ ว สัมพันธภาพในงานเขียนก็จะเกิดขึ้น และผลดังกล่าวจะทําให้ผู้อ่านติดตามสาระหรือความคิด ของผู้เขียนได้ โดยง่าย นอกจากนี้สัมพันธภาพแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเรียบเรียง และการเสนอความคิดอย่างมีระบบของผู้เขียน โดยทุก ๆ ประเด็นจะเกี่ยวเนื่องกันไปเป็น ลําดับ ดังนั้นสัมพันธภาพในย่อหน้าหนึ่งจะก่อให้เกิดเรื่องราวที่ร้อยเรียงต่อเนื่องกันและทําให้ ผู้อ่านรู้สึกลื่นไหลในการอ่าน คําเชื่อมความที่เรามักจะพบเห็นได้บ่อยในงานเขียนมี หลากหลายคํา เช่น ก็... เท่า ๆ กับ. เพราะ.. รวมทั้ง.. และ.. จน. แต่. แล้ว. จนกระทั่ง. ซึ่ง. อีกด้วย. เมื่อ...ก็. เพราะว่า. โดย. หาก.. เนื่องจาก.ก็. ที่. เมื่อ. ด้วย.ก็ ฯลฯ นอกจากสัมพันธภาพภายในแต่ละย่อหน้าแล้ว งานเขียนแต่ละเรื่องยังต้องมีสัมพันธภาพ ระหว่างย่อหน้าอีกด้วย สัมพันธภาพระหว่างย่อหน้านี้จะช่วยให้เกิดความเชื่อมโยงในประเด็น หลักทั้งหมดของแต่ละย่อหน้าซึ่งเปรียบได้กับความเชื่อมโยงในเนื้อเพลงแต่ละท่อนที่จะทําให้ ผู้ฟังเกิดความเข้าใจในเรื่องราวของบทเพลงนั้น ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบเพลง การสร้างสัมพันธภาพ ให้เกิดขึ้นในงานเขียนจึงเป็นเรื่องสําคัญอีกเรื่องหนึ่งในการเขียนที่จะทําให้งานเขียนนั้นมีพลัง 3 และความหนักแน่นในการสื่อสารกับผู้อ่าน 2 ประโยคหลักมักจะเป็นประโยคลําดับแรกหรือลําดับสองของย่อหน้านั้น ๆ 3 คําหรือกลุ่มคําที่เน้นตัวเข้มและมีเส้นใต้นั้นเป็นตัวอย่างคําเชื่อมความที่ก่อให้เกิดสัมพันธภาพ . แต่. หรือ..

หลักการเขียนงานเขียนเชิงวิชาการ | 9 สารัตถภาพ (Materiality) สารัตถภาพคือการเน้นย้ําหรือการแสดงส่วนที่เป็นประเด็นสําคัญในย่อหน้าหนึ่ง ๆ หรือทุก ๆ ย่อหน้า โดยสิ่งที่เน้นย้ํานี้เป็นสิ่งที่ผู้เขียนต้องการให้ผู้อ่านได้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง สารัตถภาพจะ เกิดขึ้นได้ก็โดยการให้รายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการเน้นย้ํามากกว่าประเด็นอื่นโดยอาศัย วิธีการต่อไปนี้  การยกตัวอย่างประกอบการอธิบาย  การอธิบายด้วยถ้อยคําที่ต่างกันแต่สื่อความหมายเดียวกัน  การใช้คําเปรียบเปรยหรือเปรียบเทียบกับสิง ่ หรือประสบการณ์ที่ผู้อ่านมีความคุ้นเคยแต่ ให้หรือสื่อความหมายเดียวกัน  การอธิบายขยายความเพิ่มเติมอย่างละเอียด นอกจากวิธีการที่ได้กล่าวข้างต้นแล้ว การเน้นประเด็นสําคัญโดยการวางประโยคใจความ สําคัญไว้ยังตําแหน่งที่ผู้อ่านสามารถสังเกตุเห็นได้ อย่างเด่นชัด ซึ่งได้แก่ตําแหน่งตอนต้นและ ตอนท้ายของย่อหน้า ก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งทีจ่ ะก่อให้เกิดสารัตถภาพ จากข้อความที่ได้อธิบายไว้ในย่อหน้าของเอกภาพและสัมพันธภาพ ผู้อ่านจะเห็นได้ชัดเจนว่า ย่อ หน้า ทั้ งหลายนั้น มี ส ารั ต ถภาพหรื อ การเน้ นย้ํ า ให้ เ ห็ นถึ งความสํ าคั ญ ของงานเขี ยนเชิ ง วิชาการโดยการเปรียบเทียบการเขียนกับการประพันธ์บทเพลง การฟังเพลงกับการอ่าน และ การยกตัวอย่าง อีกทั้งการเน้นย้ําดังกล่าวยังคงมีอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ย่อหน้าที่ผ่านมา ชัดเจน (Clarity) ความชัดเจนหมายถึงการใช้ถ้อยคําหรือข้อความที่สามารถสื่อสารให้ผู้อ่านเข้าใจในเนื้อหา สาระได้อย่า งลึกซึ้งและรวดเร็ว เนื่อ งจากมีถ้อยคํ าหรือข้อความมากมายที่ใ ห้ความหมาย 4 เดียวกัน แต่ใช้ในสถานการณ์หรือให้อารมณ์ (mood) ที่ต่างกัน ผู้เขียนจึงต้องเลือกใช้คําให้ ถูกต้อง ตรงกับความหมายที่ต้องการสื่อ และเหมาะสมกับสถานภาพผู้อ่าน เพื่อให้งานเขียนในสาขาต่าง ๆ มีความถูกต้องตามระเบียบแบบแผน ราชบัณฑิตยสถานจึงได้ บัญญัติศัพท์เชิงวิชาการขึ้น อย่างไรก็ดีผู้เขียนพึงระวังการใช้คําศัพท์เฉพาะหรือภาษาเฉพาะ กลุ่ม (jargon) กับงานเขียนที่มีผู้อ่านต่างสาขาหรือต่างระดับการศึกษา ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็จะ ทําให้งานเขียนขาดความชัดเจนทันที ดังนั้นการเลือกใช้คําที่เหมาะสมกับระดับการศึกษาและ สาขาวิชา/วิชาชีพเพื่อสร้างความชัดเจนนั้นจึงเป็นที่สําคัญอย่างยิ่ง หากพิจารณาคําว่าเอกภาพ สัมพันธภาพ และสารัตถภาพ ในเบื้องต้นแล้วผู้อ่านอาจจะเกิด ความสงสัยว่าคําเหล่านี้มีความหมายว่าอย่างไร? ลักษณะเช่นนี้จะเกิดการใช้ภาษาเฉพาะกลุ่ม ขึ้นทันทีหากผู้อ่านเอกสารฉบับนี้เป็นผู้เรียนในระดับประถมและมัธยมศึกษาซึ่งอยู่นอกเหนือ 4 ผู้อ่านสามารถศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวอารมณ์หรือมาลาในภาษาไทยได้ตามแหล่งข้อมูลทั่วไป .

10 | หลักการเขียนงานเขียนเชิงวิชาการ กลุ่มเป้าหมายที่ผู้เขียนบทความฉบับนี้ตั้งใจไว้ อย่างไรก็ตามผู้เขียนบทความได้ให้ความหมาย เพิ่มเติมไว้แล้วว่าเอกภาพคือความเป็นหนึ่งเดียว สัมพันธภาพคือความเชื่อมโยง และสารัตถ ภาพคือการเน้นย้ําซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เกิดความชัดเจนในเนื้อหาสาระยิ่งขึ้น นอกจากการใช้ภาษาเฉพาะกลุ่มที่จะทําให้งานเขียนขาดความชัดเจนแล้วยังมีอีกสิ่งหนึ่ง ที่ ผู้เขียนส่วนใหญ่มักจะทําโดยมิได้สนใจหรือไม่รู้ตัว ซึ่งก็คือ การแยกคําที่เป็นคําเดียวกันให้อยู่ คนละบรรทัด และการเว้นวรรคที่ไม่เหมาะสม การแยกคําที่ผิดพลาดจะทําให้ผู้อ่านรู้สึกว่า ถูกขัดขวางการอ่านและการแปลความ ผลที่ตามมาก็คือผู้อ่านจะจับประเด็นได้ยากและในที่สดุ ไม่อยากอ่านงานเขียนเรื่องนั้น ให้เราพิจารณาตัวอย่างคําว่า ‘สารัตถ’ และ ‘ภาพ’ ซึ่งเป็นคํา ที่อยู่ย่อหน้าที่ผ่านมาและผู้เขียนขีดเส้นใต้ไว้ ก็จะพบว่า ที่จริงแล้วคําเต็มก็คือ ‘สารัตถภาพ’ แต่คําได้ถูกแยกกันให้อยู่คนละบรรทั ด ซึ่งลักษณะเช่นนี้จะทําให้การอ่านขาดความลื่นไหล นอกจากตัวอย่างข้างต้นแล้วเราก็มักจะพบการตัดคํานามที่ขึ้นต้นด้วยคําว่า ‘การ’ และ ‘ความ’ ยิ่งผู้เขียนจบหรือขึ้นบรรทัดใหม่ด้วยการตัดคําลักษณะนี้มากเพียงใด ก็จะทําให้งาน เขียนขาดความชัดเจนมากขึ้นเพียงนั้น การเว้นวรรคที่ผิดพลาดทําให้ผู้อ่านแปลความผิดพลาดดังตัวอย่างในตารางด้านล่าง ประโยคที่ไม่เว้นวรรค (ความหมายสับสน) ยานี้กินแล้วแข็งแรงไม่มีโรคภัยเบียดเบียน เมื่อนักเรียนเดินผ่านครูต้องทําความเคารพ ประโยคที่เว้นวรรค (ความหมายต่างกัน)  ยานี้กินแล้วแข็งแรง ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน  ยานี้กินแล้วแข็งแรง ไม่มีโรค ภัยเบียดเบียน  ยานี้กินแล้วแข็ง แรงไม่มี โรคภัยเบียดเบียน  ยานี้กินแล้วแข็งแรงไม่ มีโรคภัยเบียดเบียน  เมื่อนักเรียนเดินผ่าน ครูต้องทําความเคารพ  เมื่อนักเรียนเดินผ่านครู ต้องทําความเคารพ จากตัวอย่างในตารางข้างต้น ความชัดเจนในการใช้ถ้อยคําเป็นเรื่องที่สําคัญมาก ผู้เขียนจะต้อง ใส่ใจด้วยตนเองอย่างเคร่งครัดและต้องไม่ทิ้งความสําคัญนี้ไว้กับโปรแกรมสําเร็จรูปที่ใช้สร้าง งานเขียนนั้นเพียงอย่างเดียว กะทัดรัด (Concise) กะทัดรัดหมายถึงการใช้ถ้อยคําหรือข้อความที่สั้นและสละสลวยในการเขียนแต่ยังคงไว้ซึ่ง ความหมายที่ต้องการสื่อสาร การใช้คําขยายความมากเกินไปหรือคําฟุ่มเฟือย (redundancy) ทําให้งานเขียนเรื่องนั้น ๆ มีความยาวเกินไปโดยใช่เหตุอีกทั้งยังทําให้ผู้อ่านไม่สามารถจับ ประเด็นสําคัญได้เนื่องจากต้องสูญเสียเวลาไปกับการอ่านคําอธิบายที่มากเกินจําเป็น เรามักจะพบเห็นการใช้คําฟุ่มเฟือยในการเขียนได้ในสองลักษณะคือ การใช้คํากริยาแทน คํานาม และการใช้คําซ้ําซ้อนหรือคําที่ไม่สื่อความหมาย การใช้คํากริยาแทนคํานามที่พบเห็น ได้บ่อยก็คือการที่ผู้เขียนใส่คําว่า ‘ทําการ’ หน้าคํากริยา การทําเช่นนี้จะเปลี่ยนคํากริยา .

..หลักการเขียนงานเขียนเชิงวิชาการ | 11 ดังกล่าวเป็นคํานามประเภทอาการนาม ตัวอย่างข้างล่างแสดงการใช้คําว่าทําการหน้าคํากริยา ที่เกินความจําเป็น “หากข้อมูลที่ได้รับเป็นข้อมูลประเภท broadcast ระบบจะทําการส่งต่อให้กับโปรแกรม ARP Response เพื่อทําการตอบรับต่อไป ส่วนกรณีที่ข้อมูลที่ได้รับมิได้เป็น packet ประเภท boardcast ระบบจะทําการส่งต่อให้กับโปรแกรม IP เพื่อทําการตรวจสอบและจําแนกข้อมูล ซึ่งหากข้อมูลที่ได้รับเป็น PING โปรแกรม ICMP จะถูกเรียก เพื่อสร้าง Ping Response และ กรณีที่ข้อมูลที่ได้รับถูกจําแนกเป็น TCP โปรแกรม TCP จะทําการตรวจสอบและแยกข้อมูล เพื่อส่งต่อให้กับซอฟต์แวร์ระบบเซิร์ฟเวอร์ต่อไป ในทํานองเดียวกัน หากเป็นการส่งข้อมูลแล้ว ข้อมูลจะถูกส่งผ่านขั้นตอนต่าง ๆ จากบนลงล่างเพื่อทําการประมวล ตรวจสอบความถูกต้อง และส่งข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายในที่สุด....”. “ชื่อผู้วิจัย [1] ผลการวิจัยด้านความรู้และทักษะ วิชาชีพ..และเสนอผลการวิจัยด้านความรู้และทักษะวิชาชีพ. ผู้วิจัยได้ ดําเนินการสร้างเครื่ องมือในการศึกษาวิจั ยในครั้งนี้ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยที่ได้ กําหนดขึ้น ซึ่งรายละเอียดในการสร้างเครื่องมือมีดังนี้” เป็นต้น ข้อความอันดับแรกใช้คํากริยาซ้ําซ้อน 2 คํากล่าวคือคําว่า ‘ศึกษา’ และ ‘วิจัย’ และยังใช้คําว่า ทําการอีกด้วยข้อความนี้ควรเขียนใหม่เป็น “ผู้วิจัยได้ศึกษาเรื่อง.. วารสารช่างพูด. ได้ใจความ และประหยัดเนื้อที่ในการเขียน ดังนั้น การที่ผู้เขียนใส่ใจในเรื่องนี้จะช่วยให้งานเขียนสื่อความหมายได้ตรงประเด็น และส่งผลให้งาน เขียนนั้นมีคุณค่าต่อผู้อ่านอย่างแท้จริง .” ส่วนข้อความอันดับ สุดท้ายนั้นมีคําฟุ่มเฟือยหลายคําที่ควรตัดออก การเขียนข้อความนี้ใหม่ต้องตั้งอยู่บนหลักแห่ง เอกภาพหรือความเป็นหนึ่งเดียวที่ผู้เขียนต้องการสื่อไปยังผู้อ่านซึ่งก็ คือ ‘การสร้างเครื่องมือ’ ดังนั้นข้อความใหม่ควรเป็น “ผู้วิจัยได้ดําเนินการสร้างเครื่องมือเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลตาม วัตถุประสงค์ของการวิจัยที่กําหนดไว้ โดยมีรายละเอียดดังนี้” ผู้อ่านจะเห็นได้ว่าข้อความ ดังกล่าวสั้นลงแต่ยังสามารถสื่อความหมายได้อย่างชัดเจน ความกะทัดรัดช่วยให้งานเขียนกระชับ.. (2555)... สั้น... 1 : 4) หากผู้เขียนย่อหน้านั้นทําการตัดคําว่า‘ทําการ’ออกรวมทั้งให้ความใส่ใจกับการใช้ภาษาเฉพาะ กลุ่มแล้ว ความหมายของย่อหน้าข้างต้นก็จะยังคงเหมือนเดิมและชัดเจน อีกทั้งจํานวนคํา โดยรวมก็จะลดลงอีกด้วย การใช้คําซ้ําซ้อนและหรือคําที่ไม่สื่อความหมายเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่พบเห็นได้บ่อยในงานเขียน เช่น “ผู้วิจัยได้ทําการศึกษาวิจัยเรื่อง.” และ “เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลสําหรับงานวิจัยเรื่อง.” (ที่มา : ชนินทร์วิศวินธานนท์. สงสารคํา “ทําการ” มานานแล้ว.” ข้อความอันดับสองไม่สื่อ ความเพราะว่าไม่มีคํากริยาหรือภาคแสดงของประโยค ข้อความใหม่ควรเป็น“ชื่อผู้วิจัย [1] ได้ศึกษาเรื่อง...

thailis.php .th/dcms/index.12 | หลักการเขียนงานเขียนเชิงวิชาการ คงเส้นคงวา (Consistency) คงเส้นคงวาหมายถึงการรักษารูปแบบหรือลักษณะการเขียนแบบใดแบบหนึ่งตลอดงานเขียน เราสามารถตรวจพบงานเขียนที่ขาดความคงเส้นคงวาได้ในเรื่องต่างๆเช่น การใช้คํา . ThaiLIS)5 5 ผู้อ่านสามารถสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://dcms. MPa หรือ Mpa อย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างไรก็ดีงานเขียนบางเรื่องมีการใช้สัญลักษณ์หน่วยทั้งสี่รูปแบบปะปนกัน ไปทั่วทั้งงานเขียน ลักษณะเช่นนี้จะสร้างความระคายเคืองต่อผู้อ่านเป็นอย่างมาก (ผู้อ่านรู้สึก เคืองผู้เขียนจริง ๆ) การใช้สัญลักษณ์และเครื่องหมายทางคณิตศาสตร์ที่ไม่สอดคล้องกันก็เป็นปัญหาที่เ ราพบได้ บ่อยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้สัญลักษณ์ที่แตกต่างกันแทนตัวแปรหรือปริมาณหนึ่ง ๆ ที่ มีความหมายเดียวกัน หรือการกําหนดขนาดสัญลักษณ์ที่ไม่เหมาะสมกับขนาดของข้อความ (size of text) ภาพตัวอย่างข้างล่างเป็นหน้าหนึ่งของวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทของ นั ก ศึ ก ษาในสถาบั น การศึ ก ษาแห่ งหนึ่ ง ที่ ผู้ เ ขี ย นบทความได้ สื บ ค้ น จากเว็ บ ไซต์ โ ครงการ เครือข่ายห้องสมุดในประเทศไทย (Thailand Library Integrated System.or. การใช้ หน่วย และการใช้สัญลักษณ์และ/หรือเครื่องหมายทางคณิตศาสตร์เป็นต้น งานเขียนที่ขาด ความคงเส้นคงวาจะสร้างความระคายเคือง (irritation) ในการอ่านและความสับสนในการ แปลความต่อผู้อ่านผลจากการขาดความคงเส้นคงวาจะทําให้ผู้อ่านเลิกอ่านงานเขียนเรื่องนั้นๆ ซึ่งเหตุการณ์นี้เป็นสิ่งที่ผู้เขียนไม่อยากให้เกิดขึ้นแน่นอน ให้ผู้อ่านสังเกตการณ์ใช้คําของผู้เขียนบทความในตารางต่อไปนี้ บุคคลที่อ้างถึง เรา ผู้อ่าน ผู้เขียน ผู้เขียนบทความ ความหมาย ผู้อ่านบทความและผู้เขียนบทความฉบับนี้ ผู้อ่านทั่วไปหรือผู้อ่านบทความฉบับนี้ ผู้อ่านบทความฉบับนีใ้ นฐานะผู้เขียน ผู้เขียนบทความฉบับนี้ ผู้อ่านจะเห็นได้ว่าตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าปัจจุบัน (รวมถึงหน้าถัดๆ ไป) คําทั้งสี่คํานี้จะแสดง ความหมายดังเช่นในตารางโดยไม่เปลี่ยนแปลง ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นถึงความคงเส้นคงวาใน การใช้คํา การใช้หรือเขียนหน่วยที่ไม่ถูกต้องก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่มักจะพบในงานเขียนวิชาการทางด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในที่นี้ผู้เขี ยนบทความขอยกตัวอย่างเกี่ยวกับการใช้ สัญลักษณ์ หน่วยความดัน (pressure) ในระบบหน่วย SI สัญลักษณ์หน่วยความดันที่นิยมเขียนคือ MPa (อ่านว่า เมกะปาสคาล) สิ่งที่เรามักจะพบในงานเขียนก็คือการใช้ Mpa.

หลักการเขียนงานเขียนเชิงวิชาการ | 13 จากการพิจารณาข้อความในภาพข้างบนเราจะพบว่า ผู้เขียนวิทยานิพนธ์ขาดความคงเส้นคงวา ในการเขียนสัญลักษณ์คณิตศาสตร์ในทั้งสองสมการ ในสมการแรกสัญลักษณ์เป็น ตัวเอียง (italic font) ขณะที่สัญลักษณ์ประกอบคําอธิบายซึ่งใช้อธิบายสิ่งเดียวกันเป็นตัวตรง (normal font) ในทางคณิตศาสตร์สัญลักษณ์ที่แทนตัวแปรจะต้องเป็นตัวเอียง และสัญลักษณ์ที่ใช้แทน คําหรือข้อความเพื่อสื่อความเกี่ยวจุดหรือ ตําแหน่งที่ให้ความสนใจจะต้องเป็นตัวตรง ดังนั้น การแก้ ไ ขก็ คื อ ทํ า ให้ สั ญ ลั ก ษณ์ ป ระกอบคํ า อธิ บ ายเป็ น ตั ว เอี ย ง ในสมการที่ ส องผู้ เ ขี ย น วิทยานิพนธ์เข้าใจได้ถูกต้องเกี่ยวกับสัญลักษณ์ที่แทนตัวแปรและสัญลักษณ์ประกอบคําอธิบาย ดังที่กล่าวข้างต้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผิดพลาดก็คือ ขนาดของสัญลักษณ์ที่ใช้แทนความเครียด ในแนวนอน ( ) ไม่เท่ากัน อีกทั้งรูปแบบตัวอักษรของสัญลักษณ์ที่ใช้แทนความยาวเดิมของ ชิ้นส่วน ( ) ก็แตกต่างกัน การแก้ไขก็คือกําหนดขนาดสัญลักษณ์ต่างๆ ให้เท่ากันและเป็น รูปแบบเดียวกัน และการกําหนดนี้ต้องทําให้เหมือนกันตลอดทั้งงานเขียน นอกจากปัญหาการใช้สัญลักษณ์แล้ว เรายังพบปัญหาการใช้คําในตัวอย่างข้างบนอีก กล่าวคือ การใช้คําว่า ‘ความเครียดในแนวนอน’ คําขยาย ‘แนวนอน’ ในความหมายนี้อาจแปลได้ว่า ‘เทียบกับพื้นราบ’ คําถามจึงมีอยู่ว่า หากชิ้นส่วนที่ทําการวัดความเครียดอยู่ในแนวตั้ง ผู้เขียน วิทยานิพนธ์ก็จะต้องกําหนดสัญลักษณ์อีกตัวหนึ่งที่ใช้แทน ‘ความเครียดในแนวตั้ง’ หรือไม่? อย่างไรก็ตามหากชิ้นส่วนดังกล่าวอยู่ในแนวเฉียงหรือแนวอื่นใดที่นอกเหนือจากแนวนอนและ แนวตั้งแล้ว ผู้เขียนวิทยานิพนธ์จะต้องกําหนดสัญลักษณ์เพิ่มขึ้นอีกมากน้อยเพียงใด? การที่ ผู้เขียนวิทยานิพนธ์กํา หนดคําอธิบ ายเป็น ‘ความเครียดในแนวนอน’ ก็เนื่องด้ วยชิ้นส่วนที่ ต้องการวัดความเครียดนั้นวางอยู่ในแนวนอนหรือขนานกับพื้ น ซึ่งเป็นลักษณะหรือตําแหน่ง ของชิ้นส่วนเทียบกับพื้น ลักษณะหรือตําแหน่งดังกล่าวมิได้เกี่ยวข้องใดๆ กับค่าความเครียดที่ .

14 | หลักการเขียนงานเขียนเชิงวิชาการ วัดได้ สิ่งที่เป็นจริงก็คือค่าความเครียดที่วัดได้เป็นของชิ้นส่วนนั้น ด้วยเหตุนี้คําอธิบายที่ ถูกต้องควรเป็น ‘ความเครียดในแนวแกน (ชิ้นส่วน)’ คําอธิบายใหม่นี้ไม่ขึ้นอยู่กับลักษณะหรือ ตําแหน่งของชิ้นส่วนเมื่อเทียบกับพื้น แต่ขึ้นอยู่กับขนาดหรือความยาวของชิ้นส่วนนั้น ดังนั้น ไม่ว่าชิ้นส่วนดังกล่าวจะเอียงในลักษณะใด ความเครียดที่วัดได้ก็จะมีคําอธิบายเดียว (และมี สัญลักษณ์เดียว) คือ ‘ความเครียดในแนวแกน’6 จากตัวอย่างข้างต้นเราจะเห็นได้ว่า ความคงเส้นคงวาในการใช้คํา การใช้หน่วยหรือสัญลักษณ์ และการใช้สัญลักษณ์และเครื่องหมายทางคณิตศาสตร์เป็นสิ่งที่สําคัญมาก การที่ผู้เขียนสนใจ และใส่ใจงานเขียนก็คือการที่ผู้เขียนสนใจและใส่ใจผู้อ่าน ผลตอบแทนที่ผู้เขียนจะได้รับก็คือ ความสนใจและอยากอ่านงานเขียนจากผู้อ่านนั่นเอง ผู้ เ ขี ย นบทความได้ อ ธิ บ ายถึ งหลั ก ในการเขี ย นงานเขี ย นเชิ งวิ ชาการ ซึ่ งมี ทั้ งหมด 6 องค์ประกอบ โดยแต่ละด้านมุ่งเน้นการตอบคําถาม 6 ข้อ ดังนี้ องค์ประกอบ เอกภาพ สัมพันธภาพ สารัตถภาพ ชัดเจน กะทัดรัด คงเส้นคงวา คําถาม ผู้เขียนมุ่งเน้นสิ่งใดหรือต้องการสื่อสารเรื่องใด? ผู้เขียนเชื่อมโยงอะไรและอย่างไร? ผู้เขียนเน้นย้ําสิ่งใด? ผู้เขียนเลือกใช้คําอย่างไรให้สื่อความหมายที่สุด? ผู้เขียนเลือกใช้คําหรือเขียนอย่างไรให้สั้นที่สุดแต่ได้ใจความ? ผู้เขียนรักษารูปแบบงานเขียนอย่างไร? ทั้ง 6 ข้อเป็นหลักการสําคัญที่ผู้เขียนต้องยึดถือไว้เสมอและต้องใช้คําถามเหล่านี้ถาม ตนเองอยู่ตลอดเวลาขณะที่กําลังสร้างงานเขียน หากทําได้เช่นนี้แล้วย่อมเชื่อมั่นได้ว่างานเขียน ดังกล่าวจะเกิดประโยชน์ต่อผู้อ่านอย่างแท้จริง 6 ตัวห้อย a ในสัญลักษณ์ คือคาว่า axial ที่แปลว่า ‘ในแนวแกน’ .

วิธีการอ่านงานเขียนเชิงวิชาการ “ ตําราพิชัยสงครามของซุนวูกล่าวไว้ว่า “รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะ ร้อยครั้ง” หลักการนี้เป็นส่วนสําคัญที่ใช้ประโยชน์ในการสงคราม หลังจากมีผู้แปลตําราพิชัยสงครามในหลาย ๆ ภาษาแล้วก็มี การนําหลักการดังกล่าวมาปรับใช้ในกลยุทธ์เชิงธุรกิจและ ด้านการจัดการ ซึ่งเราก็สามารถนํามาประยุกต์ใช้กับงานเขียนได้ ” หากผู้อ่านต้องอ่านและถอดความจากวารสารเชิงวิชาการหรือวิทยานิพนธ์ฉบับ หรือเล่ม หนึ่งภายในเวลา 10 นาที หรือน้อยกว่านั้นแล้ว ท่านจะทาอย่างไร? หากผู้อ่านตอบคาถาม นี้ได้ ท่านก็สามารถเป็นผู้เขียนและเขียนงานเชิงวิชาการให้ผู้อื่นอ่านได้ หัวใจของการเขียนอันดับแรกก็คือผู้อ่าน เวลาของผู้อ่านจึงเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่ง เพื่อให้งานเขียนมี คุณค่าเพียงพอกับเวลาของผู้อ่าน ผู้เขียนจึงต้องทราบวิธีการอ่านงานเขียนต่าง ๆ ของผู้อ่าน ซึ่งเป็นวิธีการที่เป็นคาตอบข้อคาถามข้างต้น การที่ผู้เขียนทราบถึงวิธีการอ่านนี้จะช่วยให้ ผู้เขียนกาหนดเค้าโครงงานเขียนได้อย่างเป็นระบบ วิธีการอ่านของผู้อ่านโดยทั่วไป มีลาดับ ดังนี้ 1) อ่านความจากชื่อเรื่อง 2) อ่านความจากบทคัดย่อ (ถ้ามี) 3) อ่านความจากสารบัญ (ถ้ามี) 4) อ่านความจากหัวเรื่องหลัก 5) อ่านความจากรูป/ตาราง 6) อ่านความจากสมการทางคณิตศาสตร์ (ถ้ามี) .

บทคัดย่อ. รูป. สารบัญ. ตาราง และบทสรุป ชื่อเรื่องเป็นวลีที่ผู้อ่านจะรับทราบถึงสิ่งที่ผู้เขียนต้องการสื่อ ดังนั้นการตั้งชื่อให้ดึงดูดและ กระชับจึงเป็นสิ่งที่จาเป็นอย่างยิ่ง หากงานเขียนเป็นงานวิจัยแล้วบทคัดย่อก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ จะสร้างความกระจ่างให้กับผู้อ่านได้พึงระลึกไว้เสมอว่าผู้วิจัยใช้เวลานานเพื่อศึกษาปัญหา แก้ปัญหาจนได้ผลลัพธ์และในตอนท้ายก็ต้องเขียนงานทั้งหมดเป็นบทคัดย่อภายให้อ ยู่ภายใน หนึ่งหน้ากระดาษ ดังนั้นบทคัดย่อในฐานะที่เป็นตัวแทนงานทั้งหมดจึงมีความสาคัญอย่าง ยิ่งยวด ผู้อ่านจะตัดสินใจอ่านบทความหรือวิทยานิพนธ์นั้นต่อไปหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับเนื้อหาใน บทคัดย่อนั่นเอง หากงานเขียนเป็นวิทยานิพนธ์แล้วการเขียนสารบัญถือว่าเป็นการให้แนวทาง หรือภาพรวมแก่ผู้อ่าน ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากแม้ว่าผู้อ่านยังไม่ได้อ่านในรายละเดียด รูปและตารางสามารถสร้างเค้าโครงเรื่องได้อีกแบบหนึ่งนอกเหนือจากชื่อเรื่อง บทคัดย่อ และ สารบัญ ดังนั้นผู้เขียนควรตั้งเป้าหมายหรือเค้าโครงเรื่องราวไว้สาหรับใส่รูปและตารางด้วย บทสรุปถือว่าเป็นส่วนสาคัญอีกส่วนหนึ่งที่ผู้เขียนจะสื่อความให้แก่ผู้อ่านได้ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนพึงระลึกไว้ว่า เนื้อความในบทสรุปนั้นแตกต่างจากเนื้อความในบทคัดย่อ การทราบถึงวิธีการอ่านทาให้ผู้เขียนสามารถจัดเตรียมงานเขียนของตนได้อย่างถูกต้องและ เหมาะสมสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้งานเขียนสื่อความให้กับผู้อ่านได้เป็นอย่างดีและยังสร้างคุณค่า ให้กับผู้เขียนในฐานะที่เอาใจใส่ต่อผู้อ่านอีกด้วย .16 | วิธีการอ่านงานเขียนเชิงวิชาการ 7) อ่านความจากบทสรุป (ถ้ามีในแต่ละบท) 8) อ่านความจากหัวเรื่องรอง (ถ้ามี) ทั้งนี้ผู้อ่านหลายคนอาจมีลาดับการอ่านแตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ดีหัวข้อในการอ่านก็ยังคง อยู่ในรายการข้างต้น ในทางปฏิบัติคงไม่มีผู้อ่านคนใดที่จะเริ่มอ่านตั้งแต่ประโยคแรกของบทที่ 1 หรือหัวเรื่องแรกไป เรื่อย ๆ จนจบบทความหรือวิทยานิพนธ์ภายใต้ระยะเวลาที่จากัด หากพิจารณาลาดับการอ่าน ข้างต้นแล้วเราจะพบว่ามีส่วนสาคัญ 6 ส่วนที่ผู้อ่านจะเริ่มต้นอ่านงานเขียน กล่าวคือ ชื่อเรื่อง.