You are on page 1of 9

วิศวกรรมสาร มข.

ปี ที่ 36 ฉบับที่ 3 (195-203) กรกฎาคม – กันยายน 2552
KKU Engineering Journal Vol.36 No.3 (195-203) July – September 2009

บทความวิชาการ

ความรู้ท่ วั ไปเกี่ยวกับโฟโตอิลาสติกซิตแี ละโฟโตอิลาสติกซิตเี ชิงเลข
พิเชษฐ์ พินิจ*
บทคัดย่ อ
การวิเคราะห์ความเค้ นเป็ นกระบวนการที่มีความสําคัญต่อการออกแบบชิ ้นส่วนเครื่ องจักรกล ซึ่งสามารถแบ่งออก
ได้ สามสาขาหลักคือ การวิเคราะห์ความเค้ นเชิงวิเคราะห์ การวิเคราะห์ความเค้ นเชิงตัวเลข และ การวิเคราะห์ความเค้ น
เชิงทดลอง ในปั จจุบนั แม้ วา่ การวิเคราะห์ความเค้ นเชิงตัวเลขโดยเฉพาะระเบียบวิธีสว่ นย่อยจํากัดจะเข้ ามามีบทบาทสําคัญ
ก็ยงั มีอีกวิธีหนึ่งในสาขาการวิเคราะห์ความเค้ นเชิงทดลองที่มีความเก่าแก่แต่ยงั ได้ รับความนิยมในการใช้ วิเคราะห์ความเค้ น
วิธีที่กล่าวถึงนี ้คือ โฟโตอิลาสติกซิตี แม้ ว่าโฟโตอิลาสติกซิตีจะมีความสามารถในการวิเคราะห์ความเค้ นได้ ดี โดยอาศัย
การแสดงผลออกมาในรู ปของข้ อมูลเชิงสนาม วิธีนี ้ก็ยงั มีข้อจํากัดอยู่หลายประการ เช่น ผู้วิเคราะห์ข้อมูลจะต้ องเป็ นผู้ที่มี
ความรู้ ความเข้ าใจเกี่ยวกับทฤษฎีโฟโตอิลาสติกซิตีอย่างลึกซึ ้ง จึงทําให้ วิธีนี ้ไม่ได้ รับการพัฒนาเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม
เนื่องด้ วยการพัฒนาเทคโนโลยีทางด้ านคอมพิวเตอร์ ที่เป็ นไปอย่างรวดเร็ว จึงเป็ นผลทําให้ เกิดการผสมผสานกันระหว่าง
โฟโตอิลาสติกซิตีกบั อุปกรณ์ตา่ ง ๆ ทางด้ านคอมพิวเตอร์ ซึง่ ทําให้ โฟโตอิลาสติกซิตีได้ เปลี่ยนแปลงไปเป็ นวิธีการใหม่ที่มีชื่อ
เรี ยกว่า โฟโตอิลาสติกซิตีเชิงเลข วิธีการใหม่นีท้ ําให้ การวิเคราะห์ความเค้ นมีประสิทธิ ภาพเพิ่มมากยิ่งขึน้ นอกจากนี ้
ด้ วยศักยภาพของการทําต้ นแบบรวดเร็ วที่ทําให้ การสร้ างตัวแบบที่จะใช้ ในโฟโตอิลาสติกซิตีเชิงเลขเป็ นไปโดยง่ายและ
รวดเร็ว จะส่งผลให้ โฟโตอิลาสติกซิตีเชิงเลขเป็ นวิธีการวิเคราะห์ความเค้ นที่มีประสิทธิภาพสูงในอนาคต
คําสําคัญ: การวิเคราะห์ความเค้ น, โฟโตอิลาสติกซิตี, โฟโตอิลาสติกซิตีเชิงเลข

*

อาจารย์, ภาควิชาครุศาสตร์ เครื่ องกล, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้ าธนบุรี, จังหวัดกรุงเทพ 10140,
อีเมล์: pichet.pin@kmutt.ac.th

Email: pichet. Bangkok 10140. the power of digital photoelasticity is enhanced enormously in near future. Furthermore. with a new technology called a rapid prototyping.pin@kmutt. photoelasticity had been ignored from the use as the stress analysis method for several years. the production of photoelastic models can be very simple even though the complex models need to be made. is nowadays the dominant method.196 พิเชษฐ์ พินิจ Overview of Photoelasticity and Digital Photoelasticity Pichet Pinit* Abstract Stress analysis is a very important process in design of machine elements which can be classified into three fields: analytical stress analysis. Digital photoelasticity * Lecturer. Although the numerical stress analysis. As a consequence. it has several limitations such as the analyst has to deeply know about the theory of photoelasticity and the operation of analysis is very tedious. especially the finite element analysis (FEA).ac. Department of Mechanical Technology Education. however. numerical stress analysis. Keywords: Stress analysis. and experimental stress analysis. there is another experimental method being widely used in stress analysis. King Mongkut’s University of Technology Thonburi.th . Photoelasticity. With the advent of a computer and associated technology. a new field called digital photoelasticity is invented based on the combination of the conventional photoelasticity and such computer technology. The digital photoelasticity is superior to the conventional photoelasticity in the sense of the analysis efficiency. The photoelasticity provides information in the whole-field sense which easily enables the stress analysis. This method is well known as photoelasticity. With this new technology.

ความรู้ทวั่ ไปเกี่ยวกับโฟโตอิลาสติกซิตีและโฟโตอิลาสติกซิตีเชิงเลข 1.ศ. โฟโตอิลาสติกซิตีคืออะไร โฟโตอิลาสติกซิตีเป็ นวิธีการวิเคราะห์ความเค้ นที่ นับได้ ว่ า เก่ า แก่ นับ จากปั จ จุ บัน ย้ อ นไปประมาณสองร้ อยปี (ประมาณปี ค. บทนํา การออกแบบทางด้ านวิ ศ วกรรมที่ เ กี่ ย วเนื่ อ งกั บ กลศาสตร์ ซึง่ รู้จกั กันดีในชื่อ กลศาสตร์ ประยุกต์ (applied mechanics) นันเป็ ้ นสิ่งที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง ปั จจุบนั การออกแบบชิ ้นส่วนเครื่ องจักรกลและโครงสร้ างต่างๆ ทัง้ ขนาดเล็กและใหญ่ มักจะขึน้ อยู่กับ ปั จจัยหลายประการ อาทิเช่น รู ปร่ าง นํ า้ หนัก ความแข็งแรง ความปลอดภัย และความสวยงาม เป็ นต้ น นอกจากนี ้ เครื่ องจักรกลและ โครงสร้ างดังกล่าวจะต้ องสอดคล้ องกับมาตรฐานในเรื่ อง ต่าง ๆ เช่น ไม่ก่อให้ เกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้ อม และ ประหยัดพลังงาน ดังนัน้ เพื่ อให้ ได้ ตามสิ่งที่ ต้องการ การออกแบบทางด้ านวิ ศ วกรรมจึ ง ต้ องอาศั ย วิ ธี ก าร แก้ ปั ญ หาที่ มี ค วามเที่ ย งตรงและให้ ผลลัพ ธ์ ที่ มี ค วาม ถูกต้ อง 2. 1950) (รูปที่ 1) Brewster ได้ ค้นพบว่าแผ่นกระจก ที่ได้ รับความเค้ นดึงหรื ออัดอย่างง่ายและอยู่ภายใต้ สนาม ของแสงทั่วไป จะทําให้ แสงที่เคลื่อนที่ผ่านตัวกระจกนัน้ กลายเป็ นแสงโพลาไรซ์ตามแนวเส้ นความเค้ นและแสงที่ . วิธีแก้ ปัญหาในกลศาสตร์ ประยุกต์ การแก้ ปั ญหาทางด้ านกลศาสตร์ ประยุ ก ต์ จ ะ เกี่ ย วข้ อ งโดยตรงกับ ปริ ม าณทางกายภาพที่ สํ า คัญ คื อ ความเค้ น และความเครี ยด ปริ มาณทังสองนี ้ ้จะมีอิทธิพล โดยตรงต่ อ รู ป ร่ า งและความแข็ ง แรงของชิ น้ งานที่ ถู ก ออกแบบ การแก้ ปัญหาทางด้ านกลศาสตร์ ประยุกต์เพื่อ วิ เ คราะห์ ห าปริ ม าณดัง กล่ า วนี ้ รู้ จั ก กัน ในชื่ อ ของการ วิเคราะห์ความเค้ น (stress analysis) ซึง่ สามารถจําแนก ออกเป็ น 3 ด้ าน คือ  การวิ เ คราะห์ ค วามเค้ น เชิ ง วิ เ คราะห์ (analytical stress analysis)  การวิ เ คราะห์ ค วามเค้ นเชิ ง ตั ว เลข (numerical stress analysis) และ  การวิเคราะห์ ความเค้ นเชิ งทดลอง (experimental stress analysis) การวิเคราะห์ความเค้ นเชิงวิเคราะห์จะอาศัยทฤษฎี สภาพยืดหยุ่น (theory of elasticity) เป็ นฐาน ทฤษฎี สภาพยื ด หยุ่น สามารถให้ คํ า ตอบหรื อ ผลเฉลยแม่น ตรง (exact solutions) ด้ วยวิธีการทางคณิตศาสตร์ อย่างไร ก็ตาม ทฤษฎีสภาพยืดหยุ่นจะให้ ผลเฉลยแม่นตรงสําหรับ ปั ญหาบางลักษณะเท่านัน้ สาเหตุที่เป็ นเช่นนีก้ ็เนื่องด้ วย ในการวิ เ คราะห์ ค วามเค้ น นัน้ ผู้ที่ ห าผลเฉลยแม่ น ตรง 197 จะต้ องใช้ หลักการทางด้ านคณิตศาสตร์ ชนั ้ สูงเข้ ามาช่วย ดังนัน้ การที่จะทําให้ ครอบคลุมทุก ๆ ปั ญหาที่พบในทาง ปฏิบตั ินนจึ ั ้ งเป็ นเรื่ องที่เป็ นไปได้ ยาก ด้ ว ยความพยายามของผู้ที่ ส นใจในการแก้ ปั ญ หา จึ ง ได้ มี ก ารประดิ ษ ฐ์ วิ ธี วิ เ คราะห์ ค วามเค้ น ขึ น้ อี ก เช่ น ระเบียบวิธีผลต่างสืบเนื่อง (finite different method) และ ระเบี ย บวิ ธี ส่ว นย่ อ ยจํ า กัด หรื อ ไฟไนต์ เ อลิ เ มนต์ (finite element method) วิธีการเหล่านี ้ถูกจัดให้ อยู่ภายใต้ การ วิ เ ค ร า ะ ห์ ค ว า ม เ ค้ น เ ชิ ง ตั ว เ ล ข แ ละ เ ป็ น วิ ธี ที่ ท ร ง ประสิ ท ธิ ภาพมากเนื่ องด้ วยทํ า งานอยู่ บ นเครื่ อง คอมพิ ว เตอร์ จึง ทํ า ให้ ก ารแก้ ปั ญ หาสามารถกระทํ า ได้ โดยสะดวกและรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม แม้ ว่าการวิเคราะห์ ความเค้ น เชิ ง ตัว เลขจะให้ ผ ลลัพ ธ์ ไ ด้ โ ดยง่ า ย ผลลัพ ธ์ เหล่ า นี ก้ ็ เ ป็ นเพี ย งค่ า โดยประมาณ (approximated values) เท่านันเมื ้ ่อเทียบกับผลลัพธ์ที่ได้ จากการวิเคราะห์ ความเค้ นเชิงวิเคราะห์ ผลจากการแก้ ปัญหาด้ วยการวิเคราะห์ความเค้ นทัง้ สองด้ า นดัง ที่ ก ล่า วแล้ ว นัน้ ทํ า ให้ เ กิ ด ข้ อ คํ า ถามขึ น้ มา ข้ อหนึ่ง กล่าวคือ เราจะมัน่ ใจได้ อย่างไรว่าผลลัพธ์ ที่ได้ มา มีความถูกต้ องและสามารถนําไปใช้ แปลความหมายเชิง กายภาพของปริมาณความเค้ นได้ จริง การที่จะตอบปั ญหา ข้ อนี ้จําเป็ นต้ องอาศัยวิธีอื่นซึง่ ก็คือ การวิเคราะห์ความเค้ น เชิงทดลอง และวิธีหนึ่งที่นิยมใช้ กนั ก็คือ โฟโตอิลาสติกซิตี วิธีนีม้ ีประสิทธิ ภาพมากในการวิเคราะห์หาค่าความเค้ น เนื่องจากโฟโตอิลาสติกซิตีสามารถแสดงภาพของสนาม ความเค้ น (stress field) ได้ ด้ วยสมบัติเด่นข้ อนี ้จึงทํา ให้ โฟโตอิลาสติกซิตีได้ รับความนิยมมาจนถึงปั จจุบนั 3. 1800) หลักการของโฟโตอิลาสติกซิตีได้ ถือกําเนิดขึ ้นโดย Sir David Brewster (Jessop and Harris.

2003) .198 พิเชษฐ์ พินิจ รู ปที่ 1 ระดับความนิ ยมในการใช้งานโฟโตอิ ลาสติ กซิ ตี ตัง้ แต่อดีตถึงปั จจุบนั (Patterson. 2000) 4.ศ. คือ ความยาวของ Stress-free portion รู ปที่ 2 ริ้ วโฟโตอิ ลาสติ กของตะขอ (Legay. ตัวแปรที่สาํ คัญในโฟโตอิลาสติกซิตี โฟโตอิ ล าสติ ก ซิ ตี จ ะให้ ภาพสนามความเค้ นซึ่ ง เรี ยกว่า ริ ว้ โฟโตอิลาสติก (photoelastic fringe) และภาพ ของริ ว้ นี จ้ ะประกอบไปด้ วยริ ว้ ไอโซคลิ นิ ก (isoclinic fringe) และ ริ ว้ ไอโซโครมาติก (isochromatic fringe) (รูปที่ 2) ภาพริ ว้ โฟโตอิลาสติกเพียงภาพเดียวสามารถใช้ วิเคราะห์ หาค่าความเค้ นได้ Isoclinic fringe Isochromatic fringe (1) โดยที่ คือ ความหน่วงสัมพัทธ์ (relative retardation). คือ ผลต่างของความเค้ นหลัก ความเค้ น และ สมการ (1) ถื อ เป็ นหัว ใจสํ า คัญ ของโฟโตอิ ล าสติ ก ซิ ตี ที่ แสดงให้ เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างความเค้ นกับแสง และ หากทําการหารสมการ (1) ตลอดด้ วย เป็ นค่ า สัม ประสิ ท ธิ์ ริ ว้ แสงและ กํ า หนดให้ ความเค้ นของวัสดุ (material stress fringe value) แล้ ว จะได้ วา่ (2) โดยที่ คือ อันดับริ ว้ (fringe order) หรื อ ถึง จํานวนรอบของการหน่วงสัมพัทธ์ ซึ่งมีค่าตังแต่ ้ สํา หรั บ ค่า ของ นัน้ สามารถหาได้ จ ากการสอบเที ย บ โดยใช้ ตัว แบบมาตรฐาน เช่ น แผ่น จานกลมรั บ แรงเข้ ม กดในแนวเส้ นผ่านศูนย์กลาง และคานสี่เหลี่ยมมีจดุ รองรับ อย่างง่ายภายใต้ ความเค้ นดัดล้ วน (Ramesh. 2000) เคลื่อนที่ออกมานี จ้ ะมีทิศทางที่ตงฉากกั ั้ บแนวเส้ นความ เค้ นดังกล่าว หลังจากนันอี ้ กหลายปี มีผ้ สู งั เกตการณ์อีกหลายท่าน เช่น Kerr และ Pockels ได้ สงั เกตพฤติกรรมของลําแสง โพลาไรซ์ สองลําแสงที่เกิดจากการแยกลําแสงโพลาไรซ์ ลําแสงเดียวด้ วยแท่งแยกลําแสง (beam splitter) ลําแสง ที่ แยกได้ ทัง้ สองนี จ้ ะเคลื่ อนที่ผ่านกระจกสองแผ่นโดยที่ แผ่ น หนึ่ง ได้ รั บ ความเค้ น ในขณะที่ อี ก แผ่น หนึ่ง ไม่ไ ด้ รั บ ความเค้ น หลังจากลําแสงทังสองเคลื ้ ่อนที่ออกจากแผ่น กระจกก็ จ ะถูก นํ า มารวมกั น อี ก ครั ง้ เพื่ อ ทํ า ให้ เ กิ ด การ สอดแทรกระหว่างลําแสงทังสอง ้ ผู้สังเกตการณ์ พบว่าองค์ ประกอบของลําแสงรวมที่ เคลื่อนผ่านกระจกที่ได้ รับความเค้ นจะสัน่ ในแนวขนานกับ ้ แนวความเค้ น ในขณะที่อีกองค์ประกอบหนึ่งจะสัน่ ตังฉาก กับองค์ประกอบแรกองค์ประกอบแสงทังสองถู ้ กหน่วงให้ เคลื่อนที่ช้าลง (retardation) ด้ วยปริ มาณหนึ่ง ๆ ตามค่า ความเค้ น การเปลี่ ย นแปลงค่ า ความเร็ ว ที่ สัม พัน ธ์ กับ ความเค้ นนี ้เป็ นรากฐานอันสําคัญของโฟโตอิลาสติกซิตี ในปี ค. คือ ความหนาของแผ่นโปร่ งแสง. 1852 Clerk Maxwell ได้ ทําการทดลองอีกครัง้ และค้ น พบความสัม พัน ธ์ ร ะหว่ า งผลที่ ไ ด้ กับ ความเค้ น ผลจากการทดลองนี ้ทําให้ ได้ กฎอันหนึ่งที่เรี ยกว่า กฎแห่ง แสงและความเค้ น (stress-optic law) และสามารถแสดง เป็ นสมการทางคณิตศาสตร์ ได้ ดงั นี ้ คือ สัมประสิทธิ์ สมั พัทธ์ ของแสงและ คลื่นแสงที่ใช้ .

2000) (3) โดยที่ และ คือ องค์ประกอบของแรงในเนื ้อวัตถุ (body force) ตามแนวแกน และ ตามลําดับ พิจารณาสมการ(3) เราจะเห็นได้ ว่าไม่มีสมั ประสิทธิ์ใด ๆ ที่ แ สดงสมบัติ ท างกลของวัสดุ เช่ น ค่า มอดูลัส ยื ด หยุ่น 199 หรื อค่ามอดูลัสยืดหยุ่นเฉื อนปรากฏอยู่ ดังนัน้ จึงพอจะ สรุ ปได้ ว่า ลักษณะการกระจายตัวของความเค้ นในวัตถุ หนึ่ง ๆ ที่อยู่ภายใต้ การกระทําของภาระภายนอกจะไม่ ขึน้ อยู่กับค่าสัมประสิทธิ์ ที่กล่าวข้ างต้ น หรื อกล่าวได้ อีก นัย หนึ่ง ว่ า การกระจายตัว ของความเค้ น จะมี ลัก ษณะ เหมือนกันในทุก ๆ วัตถุสมลักษณ์ (isotropic materials) ที่ อ ยู่ภ ายใต้ ร ะบบของแรงภายนอกเดี ยวกัน เนื่ อ งด้ ว ย ความเค้ นมีความสัมพันธ์ โดยตรงกับความเครี ยด และค่า ความเครี ยดที่ ตํ า แหน่ง ใด ๆ จะต้ อ งเป็ นไปตามสมการ ความสอดคล้ อง (compatibility equation) ดังนันความ ้ เค้ นก็จะต้ องเป็ นไปตามสมการนี ้ด้ วยเช่นกัน สํ า หรั บ ปั ญ หาความเค้ น ระนาบและความเครี ย ด ระนาบ สมการความสอดคล้ องในพจน์ขององค์ประกอบ ความเค้ นในระบบพิ กัด คาร์ ที เ ซี ย น สามารถเขี ย นได้ ตามลําดับดังนี ้ (Frocht. 1948) (4) โดยที่ คือ ค่าอัตราส่วนปั วส์ซอง พิ จ ารณาสมการ (4) พบว่า หากแรงในเนื อ้ วัต ถุมี ค่ า คงที่ แ ล้ ว (วั ต ถุ อ ยู่ ภ ายใต้ สนามความโน้ มถ่ ว ง) และสมการ (4) ก็จะลดรู ปไปเป็ นสมการ ) การลดรูปนี ้ชี ้ให้ เห็น ของลาปลาซ ( ว่า ลักษณะการกระจายตัวของความเค้ นยังคงเหมือนกัน สํา หรั บ ทุก ๆ วัต ถุสมลัก ษณ์ ที่ อ ยู่ภ ายใต้ ร ะบบของแรง เดี ย วกัน อย่า งไรก็ ต าม ข้ อ สรุ ป นี ม้ ี ข้ อ ยกเว้ น กล่า วคื อ หากวัตถุดังกล่าวเป็ นวัตถุเชื่ อมโยงหลายต่อ (multiplyconnected bodies) เช่น วัตถุที่มีการเจาะรู บริ เวณใกล้ กับ จุด ที่ แ รงกระทํ า เงื่ อ นไขข้ า งต้ น ก็ จ ะไม่เ ป็ นจริ ง และ ลักษณะการกระจายตัวของความเค้ นก็จะแปรเปลี่ยนไป ตามค่าอัตราส่วนปั วส์ซอง ค่าความแตกต่างของความ เค้ นนี ้ไม่สามารถคํานวณหาค่าได้ อย่างไรก็ตาม ผลจาก การทดลองสํ า หรั บ ปั ญ หาง่ า ย ๆ เช่ น แผ่น บางมี รู ก ลม ตรงกลางรั บความเค้ นดึงล้ วน แสดงให้ เห็นว่า ค่าความ แตกต่างนี ไ้ ม่มี ผลต่ อการประยุกต์ ใช้ ผลลัพธ์ ที่ ได้ มาจาก . การใช้ งานได้ จริงของโฟโตอิลาสติกซิตี การวิ เ คราะห์ ค วามเค้ นด้ วยโฟโตอิ ล าสติ ก ซิ ตี จําเป็ นต้ องใช้ ตวั แบบที่ทํามาจากวัตถุโปร่งใส จึงทําให้ เกิด คําถามขึ ้นมาข้ อหนึง่ ว่า เราจะทราบได้ อย่างไรว่าผลลัพธ์ที่ ได้ จ ากการวิ เ คราะห์ นัน้ สามารถนํ า ไปประยุก ต์ ใ ช้ กั บ ชิ ้นส่วนจริ งได้ คําถามนี ้สามารถตอบได้ โดยการพิจารณา ทังทางด้ ้ านทฤษฎีและทางปฏิบตั ิ 5.ความรู้ทวั่ ไปเกี่ยวกับโฟโตอิลาสติกซิตีและโฟโตอิลาสติกซิตีเชิงเลข ริ ว้ ไอโซคลิ นิ ก ถู ก ควบคุม ด้ ว ยตัว แปรไอโซคลิ นิ ก (isoclinic parameter) ซึ่งจะมีความสัมพันธ์ โดยตรงกับ ทิศทางความเค้ นหลัก เนื่องจากว่า ตัวแปรนี ้ไม่ขึ ้นอยู่กบั ค่าความยาวคลื่นของแหล่งกําเนิดแสงและขนาดของแรงที่ กระทําต่อตัวแบบ ภาพริ ว้ ไอโซคลินิกจึงมีสีเดียวตลอดและ จะมีรูปร่ างเหมือนเดิมสําหรับระบบแรงหนึ่ง ๆ ไม่ว่าจะใช้ แหล่งกําเนิดแสงเอกรงค์ (monochromatic light) แสงพหุรงค์ (polychromatic light) หรื อแสงสีขาว (white light) ตัวแปรไอโซโครมาติก (isochromatic parameter) ควบคุมริ ว้ ไอโซโครมาติกและสัมพันธ์ โดยตรงกับผลต่าง ตัวแปรไอโซโครมาติกจะมี ของความเค้ นหลัก ค่าขึ ้นอยู่กบั ความยาวคลื่นและขนาดของแรง ดังนันภาพริ ้ ว้ ไอโซโครมาติกจึงเป็ นภาพที่มีสีเข้ มต่างกันตามค่าความ ยาวคลื่นและจะมีความถี่ของริ ว้ เป็ นปฏิภาคตรงกับขนาด ของแรง กล่าวคือ หากแรงมีค่ามาก ริ ว้ ก็จะมีความถี่หรื อมี จํานวนมากตามไปด้ วย 5.1 การใช้ งานได้ จริงเชิงทฤษฎี ในส่วนนี จ้ ะอธิ บายการใช้ งานได้ จริ งของโฟโตอิลาส ติกซิตีโดยเริ่ มจากสมการสมดุลความเค้ น สําหรับปั ญหา ความเค้ นระนาบนัน้ สมการสมดุลความเค้ นสามารถเขียน ได้ ดงั นี ้ (Ramesh.

2 การใช้ งานได้ จริงเชิงกายภาพ พิจ ารณาภาพสนามไอโซโครมาติก (isochromatic field) ที่เกิดขึ ้นในตัวแบบของประแจปากตายที่ใช้ ขนั สลัก เกลียว (รู ปที่ 3ก) จากรู ปจะเห็นได้ ว่าลักษณะของสีจะมี การเปลี่ยนแปลงตลอดทัว่ ทังตั ้ วประแจ แต่จะมีริว้ หรื อแถบ สีหนึ่งที่สีมีความคงที่ เนื่องจากว่า สนามไอโซโครมาติกนัน้ แปรผัน ตรงกับ ภาระที่ ก ระทํ า กับ ตัว ประแจ จึ ง มี ห ลาย ปั จจัยที่แสดงถึงระดับของค่าความเค้ น กล่าวคือ  ความเข้ มของสี (intensity of colors)  จํ า นวนริ ว้ สี ห รื อ ความถี่ ข องริ ว้ สี (number or frequency of fringes) และ  ความโค้ งของริ ว้ สี (curvature of fringes) ความเข้ มของสีจะแปรผกผันกับจํานวนริ ว้ สี กล่าวคือ ยิ่งความเข้ มของสีจางลงไปพร้ อม ๆ กับจํานวนริ ว้ สีที่มาก ขึ น้ เท่ า ใด ระดับ ของความเค้ น ก็ ยิ่ ง มี ค่ า เพิ่ ม ขึ น้ เท่ า นัน้ ในส่วนความโค้ งของริ ว้ สี หากความโค้ งมีค่ามากขึ ้นเท่าใด ความเค้ น มี ค่ า สูง ขึ น้ เท่ า นัน้ เช่ น กัน แต่ ทัง้ นี ก้ ็ ขึ น้ อยู่กับ จํ า นวนริ ว้ สี ด้ว ย ในบรรดาปั จจัย ทัง้ สามนี ้ จํ า นวนริ ว้ สี มีความสําคัญมากที่สดุ ในรู ป ที่ 3ก บริ เ วณที่ เ กิ ด ความเค้ น มากที่ สุด ก็ คื อ บริ เวณที่เกิดการสัมผัสกันระหว่างประแจกับหัวสลักเกลียว ผู้อ่านอาจจะเกิดข้ อสงสัยว่า เนื่องจากบริ เวณผิวโค้ งด้ าน ในปากประแจนันมี ้ จํานวนริ ว้ สีมากเช่นเดียวกัน ค่าความเค้ น ที่บริเวณดังกล่าวน่าจะมีคา่ สูงกว่าค่าความเค้ นที่จดุ สัมผัส ดังกล่าว ข้ อสงสัยนี ้สามารถตอบได้ โดยพิจารณาความโค้ ง ของริ ว้ สีประกอบ จะเห็นได้ ว่า บริ เวณผิวโค้ งด้ านในปาก ประแจนัน้ ความโค้ งของริ ว้ จะมีค่าน้ อยกว่าความโค้ งของ ริ ว้ ที่บริเวณจุดสัมผัส ความโค้ งของผิวที่ด้านในปากประแจ เช่นนี ้เรี ยกว่า ฟิ ลเลตแบบเส้ นสายธาร (streamline fillet) ซึ่งลักษณะความโค้ งแบบนี ้จะช่วยลดความหนาแน่นของ ความเค้ น (stress concentration) ณ บริ เวณดังกล่าว อย่า งไรก็ ต าม ค่ า ความเค้ น ที่ บ ริ เ วณผิ ว โค้ ง ด้ า นในของ ประแจก็ ยัง มี ค่ า สูง อยู่แ ละอาจทํ า ให้ เ กิ ด รอยแตกร้ าว (crack) ขึ ้นได้ รู ปที่ 3ข แสดงภาพการขบกันระหว่างเกลียวของสลัก เกลียวและแป้นเกลียว ด้ านบนเป็ นภาพของเกลียวที่มีชื่อ ทางการค้ าว่า spiralock (Kren. 1950. Jessop and Harris. 2004) และ ข) เกลียวทีข่ บกัน (Kren. 1948. 1991) 5.200 พิเชษฐ์ พินิจ โฟโตอิลาสติกซิตี (Frocht. 2006) ส่วนภาพด้ านล่าง นันเป็ ้ นภาพของเกลียวมาตรฐานที่ใช้ กนั อยู่ทวั่ ไป จากการ เปรี ยบเทียบจะเห็นได้ วา่ ลักษณะริ ว้ ไอโซโครมาติกในภาพ ด้ า นล่ า งจะมี ลัก ษณะแตกต่ า งกัน โดยเกลี ย วทางด้ า น ซ้ า ยมื อ จะรั บ ความเค้ น มากที่ สุด ในขณะที่ เ กลีย วถัด มา ทางด้ า นขวามื อ มาจะรั บ ความเค้ น ในสัด ส่ว นที่ น้ อ ยลง มากๆ ลักษณะการกระจายตัวที่ไม่สมํ่าเสมอเช่นนี ้จะทํา ให้ เกลี ย วเกิ ด ความเสี ย หายได้ ง่ า ย อย่ า งไรก็ ต ามหาก พิจารณาภาพด้ านบนจะพบว่า ริ ว้ ไอโซโครมาติกเกือบจะมี ลักษณะเหมือนกัน ดังนันเกลี ้ ยวทุก ๆ เกลียวจะรับความเค้ น ในปริ ม าณที่ เกื อ บจะเท่า กัน ซึ่ง ทํ า ให้ ทัง้ สลักเกลีย วและ แป้นเกลียวมีอายุการใช้ งานที่ยาวนานกว่าเกลียวในภาพ ด้ านล่าง อย่างไรก็ตาม แม้ ว่ารูปแบบของเกลียวในภาพ ด้ านบนจะดีกว่ารู ปแบบเกลียวในภาพด้ านล่าง การผลิต เกลียวแบบภาพด้ านบนนันจะกระทํ ้ าได้ ยากกว่า ซึง่ ส่งผล ก ข Spiralock thread Standard thread รู ป ที่ 3 ริ้ วไอโซโครมาติ กของ ก) ประแจปากตาย (Spannungsoptik. 2006) . Dally.

1991) แต่ลัก ษณะของริ ว้ ไอโซโครมาติกจะแปรเปลี่ ย นไปตาม รูปร่ างของวัตถุและลักษณะของแรงที่กระทํา จึงทําให้ การ นับอันดับริ ว้ กระทํ าได้ ยาก นอกจากนี ้ หากจุดที่สนใจมี อันดับริ ว้ จํานวนเศษส่วนแล้ ว ก็จะไม่สามารถทําการนับได้ ด้ วยเหตุนีจ้ ึงต้ องใช้ อุปกรณ์ เสริ มเข้ ามาช่วยในการหาค่า 201 อันดับริ ว้ จํานวนเศษส่วน (fractional fringe) และอุปกรณ์ ชิ น้ นี ม้ ี ชื่ อ เรี ย กว่า เครื่ อ งชดเชย (compensator) (Dally. 1960 และได้ รับความนิยมตังแต่ ปั จจุบนั (รูปที่ 1) 7. 2000) โฟโตอิล าสติก ซิ ตี เชิ ง เลขจึง ถูกนํ า ไปประยุก ต์ ใ ช้ ง านได้ ในหลาย ๆ ด้ าน เช่ น การออกแบบในอุ ต สาหกรรม การแพทย์ และการเรี ยนการสอน ด้ านการออกแบบในอุตสาหกรรมนัน้ โฟโตอิลาสติก ซิตี เชิ ง เลขได้ ถูก นํ า ไปใช้ ใ นการหาค่า ตัว ประกอบต่า งๆ . 1991) การใช้ เครื่ อ งชดเชยนี ท้ ํ า ให้ ผู้ วิ เ คราะห์ ต้ องมี ปฏิสมั พันธ์ กับอุปกรณ์ มากขึน้ จึงทําให้ เสียเวลามากขึน้ ตามไปด้ วย จากที่ได้ กล่าวข้ างต้ นจะเห็นได้ ว่า ผู้วิเคราะห์ความเค้ น จะต้ องเป็ นผู้ที่มีความชํานาญ และความเข้ าใจอย่างสูงใน ทฤษฎี โ ฟโตอิ ล าสติ ก ซิ ตี แ ละด้ วยเหตุ นี เ้ องที่ ทํ า ให้ ผู้วิ เ คราะห์ หัน ไปใช้ ก ารวิ เ คราะห์ ค วามเค้ น เชิ ง ตัว เลข โดยเฉพาะวิธีส่วนย่อยจํากัดซึ่งถูกประดิษฐ์ ขึ ้นประมาณปี ้ นนเป็ ั ้ นต้ นมาจนถึง ค. การประยุกต์ ใช้ โฟโตอิลาสติกซิตีเชิงเลข โฟโตอิลาสติกซิตีเชิงเลขทําให้ การวิเคราะห์ความเค้ น เป็ นไปได้ โดยง่ายและมีความสามารถในระดับสูงเทียบเท่า กับระเบี ยบวิธี วิธี ส่วนย่อ ยจํ า กัด (Patterson. 2000. Ramesh.ความรู้ทวั่ ไปเกี่ยวกับโฟโตอิลาสติกซิตีและโฟโตอิลาสติกซิตีเชิงเลข ให้ มีราคาค่อนข้ างสูง ดังนัน้ เกลียวแบบด้ านบนนัน้ จึงถูก ใช้ ในงานที่มีลกั ษณะเฉพาะเจาะจงเท่านัน้ เช่น ใช้ ยึด ชิ ้นส่วนที่อยูภ่ ายใต้ ภาระแปรเปลี่ยน (variable loads) จากที่ได้ กล่าวมาข้ างต้ นจะเห็นได้ ว่า ภาพริ ว้ สนาม ความเค้ น (รู ปที่ 2) หรื อริ ว้ ไอโซโครมาติก (รู ปที่ 3) ที่ได้ จากโฟโตอิลาสติกซิตีสามารถให้ คําตอบสําหรับข้ อสงสัย หลายข้ อได้ ทงั ้ ๆ ที่ยงั มิได้ ทําการคํานวณใด ๆ ทังสิ ้ ้นและ ส่วนนี ้เองที่เป็ นข้ อดีของโฟโตอิลาสติกซิตี 6.ศ.ศ. 1990 (รูปที่ 1) ได้ มีนกั วิจยั หลาย ท่ า นได้ ผ นวกโฟโตอิ ล าสติ ก ซิ ตี เ ข้ า กับ อุป กรณ์ เ ชิ ง เลข สมัยใหม่ เช่น เครื่ องคอมพิวเตอร์ กล้ องบันทึกภาพ และ ซอฟท์ แวร์ และฮาร์ ดแวร์ ที่ เกี่ ย วกับการประมวลผลภาพ (Patterson. 2000) เพื่อให้ การวิเคราะห์ ปั ญหากระทําได้ รวดเร็วยิ่งขึ ้น การผสมผสานโฟโตอิลาส ติก ซิตีเข้ ากับอุปกรณ์เชิงเลขสมัยใหม่นี ้ได้ ทําให้ เกิดสาขาใหม่ ชื่อว่า โฟโตอิลาสติกเชิงเลข (digital photoelasticity) นักวิจยั หลายท่านได้ เสนอวิธีตา่ ง ๆ เพื่อแก้ ปัญหาทางด้ าน การออกแบบโดยตัง้ อยู่บ นรากฐานของโฟโตอิ ล าสติ ก เชิงเลข วิธีเหล่านี ร้ ้ ู จักกันในชื่อของ การวิเคราะห์ริว้ แบบ อัตโนมัติ (automated fringe analysis) และกําลังได้ รับ การพัฒนาความสามารถให้ สงู ขึ ้นอย่างต่อเนื่อง (รูปที่ 1) 8. ข้ อจํากัดของโฟโตอิลาสติกซิตี แม้ ว่าโฟโตอิลาสติกซิตีจะมีความสามารถวิเคราะห์ ความเค้ นได้ เป็ นอย่างดี วิธี นีก้ ็ยังมีข้ อจํ า กัดที่ สําคัญอยู่ หลายประการดังต่อไปนี ้ (1) ในอดี ตที่ ผ่า นมาผู้วิ เ คราะห์ ความเค้ น มัก จะหา ค่ า ตัว แปรไอโซโครมาติ ก เท่า นัน้ ทัง้ นี เ้ นื่ อ งจากการหา ค่าตัวแปรไอโซคลินิกกระทําได้ ยาก ต้ องมีการหมุนชิ ้นส่วน ของโพลาริ ส โคป (polariscope) หลายครั ง้ เพื่ อ ให้ ไ ด้ ค่า ตัวแปรไอโซคลินิกทัว่ ทังสนาม ้ ซึ่งทําให้ การทํางานเป็ นไป ด้ วยความยากลําบาก (2) เนื่ อ งจากตัว แปรไอโซโครมาติ ก สัม พัน ธ์ กับ ค่ า ผลต่างของความเค้ นหลักไม่ใช่ความเค้ นหลักตัวใดตัวหนึ่ง ซึ่งจําเป็ นจะต้ องใช้ ในการออกแบบชิน้ ส่วนเครื่ องจักรกล ตามทฤษฎี ค วามเสี ย หาย ดัง นัน้ จึ ง จํ า เป็ นต้ อ งแยกค่ า ความเค้ นหลักทังสองออกจากกั ้ น การแยกความเค้ นด้ วย วิธีการปฏิบัติด้วยมื อจํ าเป็ นต้ องใช้ ความเพี ยรพยายาม อย่างสูงและต้ องใช้ เวลามาก จึงทําให้ ไม่สามารถทําได้ ทวั่ ทังสนาม ้ (3) เนื่ อ งจากอัน ดับ ริ ว้ มี ค่ า เป็ นจํ า นวนจริ ง ซึ่ ง ประกอบไปด้ วยจํานวนเต็มและจํานวนเศษส่วน การหา อั น ดั บ ริ ว้ จํ า นวนเต็ ม จึ ง สามารถหาได้ โดยการนั บ ริ ว้ (counting of fringe orders) แม้ ว่าจะมีการกําหนด หลักเกณฑ์ ในการนับอัน ดับ ริ ว้ ไว้ แ ล้ ว (Dally. โฟโตอิลาสติกซิตีเชิงเลขคืออะไร โฟโตอิลาสติกซิตีได้ รับความนิยมลดลงอย่างรวดเร็ ว จนถึงประมาณปี ค.

Wang et al.202 พิเชษฐ์ พินิจ อาทิเช่น ตัวประกอบความเค้ นเข้ มข้ น ตัวประกอบความ หนาแน่ น ของความเค้ น ความเค้ นตกค้ าง (residual stress) ในวัตถุ และหาจุดบกพร่ องที่เกิดขึ ้นในกระจกแก้ ว หรื อขวดใส (Aben et al. 2004) ในด้ านการเรี ยนการสอนนัน้ มีการสอนโฟโตอิลาสติก ซิ ตี เ ชิ ง เลขอยู่ ทั่ ว ไปตามสถาบั น การศึ ก ษาต่ า ง ๆ ทังต่ ้ างประเทศ (Shakerin and Jensen. บทสรุ ป โฟโตอิลาสติกซิตีเป็ นวิธีห นึ่งในการวิเคราะห์ ความ เค้ นเชิงทดลองที่สามารถแสดงความเค้ นออกมาในรูปของ ข้ อมูลเชิงสนาม การใช้ งานได้ จริ งของโฟโตอิลาสติกซิตี สามารถพิสจู น์ได้ ทงภาคทฤษฎี ั้ และภาคปฏิบตั ิ ด้ วยการ ผสมผสานระหว่า งโฟโตอิ ล าสติ ก ซิ ตี กับ ความก้ า วหน้ า ทางด้ านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เป็ นผลให้ เกิดสาขาใหม่ ขึ ้นภายใต้ ชื่อ โฟโตอิลาสติกซิตีเชิงเลข โฟโตอิลาสติกซิตีเชิงเลขสามารถใช้ งานได้ ง่ายโดยที่ ผู้วิ เ คราะห์ ไ ม่จํ า เป็ นต้ อ งมี ค วามรู้ ความเข้ า ใจเกี่ ย วกับ ทฤษฎี โ ฟโตอิ ล าสติ ก ซิ ตี ม ากนัก นอกจากนี ก้ ารผนวก เทคโนโลยี ส มัย ใหม่ ที่ เ รี ย กว่ า การทํ า ต้ น แบบรวดเร็ ว (rapid prototyping) ที่สามารถสร้ างตัวแบบที่มีรูปร่ าง ซับ ซ้ อ นได้ โ ดยง่ า ยและสะดวกเข้ า กับ โฟโตอิล าสติก ซิ ตี เชิงเลข จะทําให้ การวิเคราะห์ความเค้ นสามารถกระทําได้ รวดเร็ วยิ่งขึ ้น (Karelekas and Agelopoulos. 2000) เพื่อใช้ ในการ ออกแบบเหมาะสมสุ ด ทางด้ านรู ป ร่ างของชิ น้ ส่ ว น เครื่ องจักรกลและการแยกความเค้ นหลัก (Petrucci and Restivo. ปั ญหาในโฟโตอิลาสติกซิตีเชิงเลข แม้ ว่ า จะสามารถนํ า โฟโตอิ ล าสติ ก ซิ ตี เ ชิ ง เลขไป ประยุ ก ต์ ใ ช้ ในงานด้ านการออกแบบในอุ ต สาหกรรม การแพทย์ และ การศึกษาได้ แต่ก็ยงั มีปัญหาหลายปั ญหา ที่ต้องทํา การแก้ ไ ข ปั ญหาเหล่านี เ้ ป็ นหัวเรื่ องสําคัญใน การทําการวิจยั ที่กําลังดําเนินอยู่อย่างต่อเนื่องในปั จจุบนั (รูปที่ 1) ซึง่ มีรายละเอียดดังนี ้ (1) อิทธิพลระหว่างตัวแปรไอโซคลินิกและตัวแปรไอโซ โครมาติก เนื่องจากว่าริ ว้ ที่เกี่ ยวเนื่องกับสองตัวแปรนี ก้ ็ ้ ซ้ อนทับกันอยู่ในริ ว้ โฟโตอิลาสติกซิตี ตัวแปรทังสองจะมี อิทธิ พลต่อกันและกันเมื่อมีการคํานวณเชิงตัวเลขเกิดขึน้ ดังนัน้ การแยกริ ว้ (ตัวแปร) ทังสองออกจากกั ้ นโดยสิ ้นเชิง จึงเป็ นเรื่ องที่มีความสําคัญอย่างมาก (2) ตัว แปรอยู่ใ นรู ป ของฟั ง ก์ ชัน คาบ เนื่ อ งจากว่ า สมการที่ ใ ช้ หาค่ า ตัว แปรทั ง้ สองอยู่ ใ นรู ป ของฟั ง ก์ ชั น ตรี โ กณมิติ ค่าของตัวแปรที่ คํานวณหาได้ จึงเป็ นค่า เฟส ซ่อนรู ป (wrapped phase values) เนื่องด้ วยการนํา ผลลัพธ์ ที่ ได้ จากโฟโตอิลาสติกซิตีเชิงเลขไปประยุกต์ ใ ช้ จะต้ องเป็ นค่าเฟสเต็มรู ป (unwrapped phase values) ด้ วยเหตุนี ้ การประดิษฐ์ กระบวนการคืนรู ป (unwrapping process) ที่มีประสิทธิภาพจึงเป็ นเรื่ องที่มีความสําคัญ (3) การแยกความเค้ น ตามที่ได้ กล่าวแล้ วข้ างต้ นว่า ริ ว้ ไอโซโครมาติกมีความสัมพันธ์โดยตรงกับค่าผลต่างของ ความเค้ น หลัก มิ ใ ช่ ค วามเค้ น หลัก ตัว ใดตัว หนึ่ ง ดัง นัน้ การแยกความเค้ นจึงมีความจําเป็ น การแยกความเค้ นโดย อาศัย อุป กรณ์ ช ดเชยนัน้ เป็ นเรื่ อ งที่ ยุ่ง ยาก ดัง นัน้ การ ประดิษฐ์ วิธีที่มีความถูกต้ องและรวดเร็ วในการแยกความ เค้ นจึงเป็ นเรื่ องที่สําคัญเช่นเดียวกัน 10.. 2000) เป็ นต้ น นอกจากนี ้ภาพ สนามไอโซคลินิกยังนําไปหาสนามแนววิถีความเค้ นหลัก (stress trajectory) (Thamm.. 2001) และ ในประเทศ ส่วนใหญ่ แล้ วโฟโตอิลาสติกซิตีเชิงเลขจะถูก บรรจุเป็ นหัวข้ อหนึ่งภายใต้ รายวิชา การวิเคราะห์ ความ เค้ นเชิงทดลอง (experimental stress analysis) สําหรับ ในประเทศไทย รายวิชาการวิเคราะห์ความเค้ นเชิงทดลอง มั ก จะถู ก บรรจุ อ ยู่ ใ นหลั ก สู ต รระดั บ บั ณ ฑิ ต ศึ ก ษา เนื่ อ งจากว่ า โฟโตอิ ล าสติ ก ซิ ตี เ ชิ ง เลขมี ค วามเกี่ ย วข้ อ ง โดยตรงกับการประยุกต์ทางด้ านการออกแบบ ดังนันหาก ้ สามารถนํ า โฟโตอิ ล าสติ ก ซิ ตี เ ชิ ง เลขมาผสมผสานเชิ ง บูรณการกับ รายวิชาอื่ น ๆ เช่น กลศาสตร์ วัสดุ หรื อ การ ออกแบบชิ น้ ส่ ว นเครื่ อ งจั ก รกล ก็ จ ะทํ า ให้ ผู้ เรี ย นมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยนเพิ่มขึ ้น (พิเชษฐ์ พินิจ. 2007) สําหรับด้ านการแพทย์นนได้ ั ้ มีการนําไป ประยุกต์ใช้ เกี่ยวกับการทําศัลยกรรมฟั น (Srinivasan and Padmanabhan. 2551) 9. 2005. 2006) การผสมผสานเทคโนโลยี ดัง กล่าวข้ างต้ นจะทํ าให้ โ ฟโต .

C. (accessed on March 10. Automated stress separation along stress Trajectories. L. 5. Technische Universität Chemnitz. Integrated photoelasticity for nondestructive residual stress measurement in glass. 49-64. Legay. Periodica Polytechnica Mechanical Engineering. 29. 100-106.tuchemnitz. Dally. Karelekas. D. and Anton. Vol. 307-320. in Chapters 5 and 6. (2003). (1950). Vol. Kren. J.V.T. 38. Photoelasticity: principles and methods. (2006). No. John Willey & Sons. No. 171-183. Experimental stress analysis.free. Material and Design. Digital photoelasticity: Advanced methods and applications. หน้ า 233-241 Aben. 733-743.ความรู้ทวั่ ไปเกี่ยวกับโฟโตอิลาสติกซิตีและโฟโตอิลาสติกซิตีเชิงเลข อิลาสติกซิตีเชิงเลขกลายเป็ นวิธีที่มีประสิทธิ ภาพในการ วิเคราะห์ความเค้ นในอนาคต 11. Available from: http://antoinelegay. Springer. Vol. Spiralock Corporation. (2551). Photoelastic study of the effects of occlusal surface morphology on tooth apical stress from vertical bite forces. L. (2004). and Riley. W. 203 Patterson. Digital photoelasticity: principles. (accessed on March 12. Wang. 2. Vol. 27.W. T. 2009). J. (1991).F. 4.html. G. Shakerin. in Chapter 1. (2007). Frocht. 47. practice and potential. M. 33. No. Enhancement of mechanics education by means of photoelasticity and finite element methods. 74-93. Spannungsoptik. 2. 1. S. and Jensen.. (2000).. โรงแรมเอส ดี อเวนิว.. 18-19 ธันวาคม 2551. Zhang. 1. Strain. 1. 2009). and Harris.Q. M. (2000). 27-39. เอกสารอ้ างอิง พิเชษฐ์ พินิจ. 2nd ed. 5. (2001). J. (Cited 2006 Oct 12) Available from: http://machinedesign. Photoelasticity. and Agelopoulos. No. H. Structural Mechanics and Coupled Systems Laboratory. No.com/article/ramp-breakscommon-thread-of-fastener-failures-1012. in Chapters 1 and 6. (2000). (2002). (1948). D. Srinivasan. No. โปรแกรมเพื่อการแสดงภาพสนาม ความเค้ นสองมิ ติ เ พื่ อ การพั ฒ นาการเรี ย นรู้ และ ประสบการณ์ ใ นการเรี ย นรายวิ ช ากลศาสตร์ วัส ดุ ขันสู ้ ง.D. php?druck.A. Ramp breaks common thread of fastener failures. Journal of Indian Prosthodontic Society. Optics and Lasers in Engineering. No. and Padmanabhan. 2009). เอกสารประชุมวิชาการครุศาสตร์ อตุ สาหกรรม แห่งชาติครัง้ ที่ 3 ครุ ศาสตร์ อุตสาหกรรมกับการ พัฒนาอาชีวศึกษายุคใหม่.M. Petrucci. Jessop. M. (2004). Vol. in Chapter 13. 4. Dover. E. 44. The role of the stress trajectories as an aid in the choice of the suitable shape of load-bearing structural elements of engines and structure. Vol. K. F.E. A. Experimental Mechanics. No. 193-199. Ramesh. Thamm. Available from: https://www. F. Photoelasticity. ประเทศไทย. กรุ งเทพ. G and Restivo..de/mb/ExpMech/bildschluessel. Vol. . 6. McGraw-Hill. Ainola. Vol. On the use of stereolithography built photoelastic models for stress analysis investigations. (2006). (2005). Vol. (accessed on March 10. M. International Journal of Mechanical Engineering Education. Implant prosthodontics: an in-vitro photoelastic stress analysis.fr/ dutgmp_photoelas. H. A. 1. and Zhang. Journal of Contemporary Dental Practice.