You are on page 1of 16

รายงานการศึกษา

ความหลากหลายของวิทยุชุมชนใน

ประเทศญี่ปุุน

โดย นายสุระชัย ชูผกา เลขทะเบียน 5007300030

เสนอ

รศ.ดร. สุรัตน์ เมธีกุล

2

รายงานนี้เป็นสุวนหนึ่งการศึกษาวิชาสัมมนานโยบายและ การวางแผนการสื่อสาร

วส.629

ภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2550

ความสำาคัญของประเด็นศึกษา

ในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการกล่าวถึงการ

พัฒนาการสื่อสารชุมชนภายใต้รูปแบบของ “วิทยุชุมชน” ที่ เป็นการจัดตั้งสถานีวิทยุที่มีกำาลังขนาดตำ่ากว่าสถานีวิทยุกระจาย เสียงทั่วไปที่มีมาแต่ในอดีต จนในช่วงปลายปีพ.ศ. 2544 ต่อ เนื่องมาจนถึงปัจจุบันมีการดำาเนินการจัดตั้งสถานีวิทยุขนาดเล็ก ในนามสถานีวิทยุชุมชนอย่างหลากหลายและกว้างขวาง ทั้งส่วน ที่ดำาเนินการโดยกลุ่มองค์กรประชาชนในชุมชน นักธุรกิจ หน่วย

3

งานราชการท้องถิ่น ท่ามกลางความไม่ชัดเจนในข้อกำาหนดทาง กฎหมายและระเบียบการควบคุม ตลอดระยะเวลาดังกล่าว รัฐบาลไทยยังไม่สามารถหาข้อ ตกลงสุดท้ายที่มุ่งส่งเสริมและพัฒนาการดำาเนินการวิทยุชุมชน อย่างเป็นระบบ หากมีบ้างก็เป็นแต่เพียงการดำาเนินการใน ลักษณะการออกกฎระเบียบผ่อนปรนจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ การควบคุมกิจการวิทยุกระจายเสียง จนนำาไปสู่ความสับสนถึง ความชัดเจนว่าสิ่งใด ลักษณะใดคือวิทยุชุมชน รัฐ เอกชน หรือ ประชาชน ควรมีบทบาทเช่นใดทั้งในด้านการมีส่วนร่วมในการ ดำาเนินการ การควบคุม สนับสนุนและการตรวจสอบ เพื่อให้การ ดำารงอยู่ของวิทยุชุมชนตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน ในชุมชนเป็นสำาคัญ จากสภาพปัญหาดังกล่าว รายงานการศึกษาฉบับนี้จึงมุ่ง ทำาการศึกษารูปแบบและหลักการดำาเนินการของวิทยุชุมชนที่พึง มีความเหมาะสมที่จะเป็นแนวทาง ตัวอย่างให้กับการดำาเนินการ สนับสนุนและพัฒนากิจการวิทยุชุมชนของไทย โดยมุ่งมองหา แนวทางจากประสบการณ์ของประเทศที่มีความก้าวหน้าในการ ดำาเนินกิจการวิทยุชุมชน และมีบริบทแวดล้อมใกล้เคียงกับ บริบทสังคมของไทย แม้ประเทศญี่ปุ่นถือว่าเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนา เศรษฐกิจที่ก้าวหน้ากว่าประเทศไทยมาก หากแต่ก็ยังนับได้ว่า เป็นประเทศที่มีสภาพแวดล้อมบริบททางสังคมวัฒนธรรมใกล้ เคียงกับประเทศไทยมากกว่ากลุ่มประเทศตะวันตก ทั้งในเชิงวิถี

4

ชีวิตและรูปแบบการเมืองการปกครองที่ใกล้เคียงกับประเทศไทย กล่าวคือ เป็นประเทศที่มีลักษณะรัฐเดี่ยว ราชการมีบทบาท สำาคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ ขณะที่ ประชาชนมี วัฒนธรรมในแบบเอเชียอยู่กับวิถีการกินอยู่กับ”ข้าวและปลา” อันเป็นอาหารที่ใกล้เคียงกับวิถีชีวิตของไทย ผู้ศึกษาจึงเลือกทำาการศึกษาประสบการณ์ บทเรียนการ ดำาเนินกิจการของวิทยุชุมชนในประเทศญี่ปุ่นโดยเดินทางไป ศึกษาดูงาน และสัมภาษณ์ผู้ดำาเนินการกิจการวิทยุชุมชนโดยตรง ในระหว่างวันที่ 1-9 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ที่ผ่านมา ดังได้สรุป สาระสำาคัญไว้ในรายฉบับนี้ เพื่อได้ใช้เป็นข้อสังเกต แนวทาง และกรอบเทียบวิเคราะห์การพัฒนาวิทยุชุมชนไทยต่อไป

4 ชีวิตและรูปแบบการเมืองการปกครองที่ใกล้เคียงกับประเทศไทย กล่าวคือ เป็นประเทศที่มีลักษณะรัฐเดี่ยว ราชการมีบทบาท สำาคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ ขณะที่ ประชาชนมี วัฒนธรรมในแบบเอเชียอยู่กับวิถีการกินอยู่กับ”ข้าวและปลา” อันเป็นอาหารที่ใกล้เคียงกับวิถีชีวิตของไทย ผู้ศึกษาจึงเลือกทำาการศึกษาประสบการณ์ บทเรียนการ ดำาเนินกิจการของวิทยุชุมชนในประเทศญี่ปุ่นโดยเดินทางไป ศึกษาดูงาน และสัมภาษณ์ผู้ดำาเนินการกิจการวิทยุชุมชนโดยตรง ในระหว่างวันที่

5

วิทยุชุมชนเอฟเอ็มวาย วาย เมืองทาคาโทริ โกเบ ขณะออกอากาศรายการ วัฒนธรรมอามามิชนกลุุมน้อยในญี่ปุุน

5 วิทยุชุมชนเอฟเอ็มวาย วาย เมืองทาคาโทริ โกเบ ขณะออกอากาศรายการ วัฒนธรรมอามามิชนกลุุมน้อยในญี่ปุุน บรรยากาศภายในร้าน วิทยุชุมชน Kyoto Sanjyo Radio Cafe กับคุณ Matsuoka Chizuru

บรรยากาศภายในร้าน วิทยุชุมชน Kyoto Sanjyo Radio Cafe กับคุณ Matsuoka Chizuru

5 วิทยุชุมชนเอฟเอ็มวาย วาย เมืองทาคาโทริ โกเบ ขณะออกอากาศรายการ วัฒนธรรมอามามิชนกลุุมน้อยในญี่ปุุน บรรยากาศภายในร้าน วิทยุชุมชน Kyoto Sanjyo Radio Cafe กับคุณ Matsuoka Chizuru

ที่เน้นเชิงธุรกิจ

การดำาเนินงานวิทยุชุมชนมิกิ

กำาเนิดวิทยุชุมชนในประเทศญี่ปุุน

จุดเปลี่ยนผ่านอันสำาคัญที่ทำาให้เกิดการตระหนักและ

ยอมรับถึงความสำาคัญของการดำาเนินการวิทยุชุมชนโดยภาค

ประชาชนในประเทศญี่ปุ่นเริ่มต้นจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้ง

6

ครั้งใหญ่ที่เมืองโกเบ ในเดือนมกราคมพ.ศ.2539 หรือที่รู้จักกัน ในนาม Great Hanshin Awaji ซึ่งได้สร้างความเดือดร้อนอย่าง ใหญ่หลวงมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 6,000 คน มีผู้ประสบภัยหลาย แสนคน เขตที่อยู่อาศัย โครงสร้างพื้นที่ฐานต่างๆ ถูกทำาลายลง เกือบครึ่งหนึ่งของเมือง สภาพเหตุการณ์ในครั้งนั้น Matsuura Tetsuo ผู้อำานวย การศูนย์ Community Media Resource ซึ่งปัจจุบันมีตำาแหน่ง เป็นรองประธานสหพันธ์วิทยุชุมชนโลกเขตภาคพื้นแปซิฟิค ( Vice President for East Asia AMARC Asia-Pacific) 1 อธิบายว่า ประชาชนในช่วงเวลานั้นขาดการติดต่อ ถูกตัดขาด จากการสื่อสารทั้งปวง ข้อมูลข่าวสารจากทางราชการมีความ ล่าช้าเข้าไม่ถึงประชาชนในพื้นที่ประสบภัย สื่อมวลชนไม่สามารถ กระจายข่าวสารที่สอดรับกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ได้ หลายฝ่ายจึงเริ่มตระหนักและมองหาแนวทางในการสื่อสาร ทั้งจากภาครัฐสู่ประชาชน และระหว่างกลุ่มอาสาสมัครกับ ประชาชนในพื้นที่ประสบภัย จากสภาพปัญหาดังกล่าวทำาให้เกิดมีการจัดตั้งสถานีวิทยุ กระจายเสียงขนาดย่อมขึ้นชั่วคราวเพื่อการสื่อสารบรรเทาภัยใน หลายพื้นที่ของโกเบและโอซากา ซึ่งอาศัยต้นแบบจากลักษณะ การส่งกระจายเสียงของกลุ่มประชาชนชาวเกาหลีในเมืองโอกา ซาที่ใช้ลักษณะกำาลังส่งตำ่ากระจายเสียงเป็นภาษาเกาหลีเพื่อ

1 สัมภาษณ์ 6 ธันวาคม พ.. 2550 ณ เมืองทาคาโทริ.

7

สื่อสารไปยังแรงงานชาวเกาหลีที่เข้ามาทำางานในเขต อุตสาหกรรมเมืองโอซากา อันเป็นการดำาเนินการที่ผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม Tetsuo ได้ชี้ว่าในช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีใคร คำานึงถึงเรื่องความถูกหรือผิดกฎหมาย เพียงมีเครื่องมือสื่อสาร ไปยังประชาชนในพื้นที่ได้เป็นสิ่งจำาเป็นอันดับแรกจึงเริ่มมีการจัด ตั้งสถานีวิทยุที่มีกำาลังส่งขนาดไม่เกิน 10 กิโลเมตรขึ้นในเขต เมืองทาคาโทริ ซึ่งเป็นจุดพื้นที่ประสบภัยรุนแรงโดยได้รับความ ร่วมมือจากประชาชนหลายเชื้อชาติ อาทิ เวียดนาม เกาหลี เข้า มาร่วมจัดรายการเป็นภาษาของประเทศนั้นๆ เพื่อเป็นศูนย์กลาง กระจายข่าวสารจากทางราชการและหน่วยงานอาสาสมัครต่างๆ ไปยังประชาชนในพื้นที่ที่ไม่สามารถเข้าใจภาษาญี่ปุ่นได้ พร้อมๆ กันก็มีการกระจายเสียงเป็นภาษาญี่ปุ่นเป็นสำาคัญด้วยในระบบ อาสาสมัคร ลักษณะเช่นนี้ทำาให้ทางการเล็งเห็นประสิทธิภาพใน สมรรถนะการสื่อสารของวิทยุชุมชนจนหน่วยราชการท้องถิ่นได้ นำาเอารูปแบบดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ ภาคประชาชน อาสาสมัคร องค์กรพัฒนาเอกชนในหลายพื้นที่ได้เริ่มดำาเนินการในลักษณะดัง กล่าวเพื่อร่วมกันพัฒนาการสื่อสารชุมชนของตนเอง จากเดิมที่ พึงพิงอยู่กับสถานีวิทยุกระจายเสียงขนาดใหญ่ที่ประชาชนทั่วไป มีส่วนร่วมได้น้อย จนในที่สุดรัฐบาลกลางได้ให้การยอมรับหลัก การวิทยุชุมชน โดยมีการปรับปรุงกฎหมายวิทยุกระจายเสียง เมื่อปีพ.ศ. 2546 เพื่อรองรับให้ภาคประชาชนที่ไม่แสวงหากำาไร (Non Profit Organization) สามารถดำาเนินกิจการวิทยุได้ใน

8

ที่สุด (เดิมอนุญาตให้เฉพาะบริษัทธุรกิจเข้าดำาเนินการและจัดตั้ง เพื่อวัตถุประสงค์ทางด้านการบันเทิงเชิงพาณิชย์เป็นสำาคัญ)

วิทยุชุมชน FM YY : จากภัยพิบัติสุูพื้นที่สาธารณะของเสียง สุวนน้อย

วิทยุชุมชน เอฟเอ็ม วายวาย (FMyy) ได้ถือกำาเนิดจากการ รวมตัวของสถานีวิทยุชุมชนชั่วคราวที่ก่อตั้งขึ้นในเขตเมืองทาคา โทริ เมื่อครั้งเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติแผ่นดินไหวในโกเบเมื่อ ปีพ.ศ. 2539 ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งภายหลังจากภัยพิบัติได้ บรรเทาเบาบางลงในปีต่อมา อาสาสมัครที่ดำาเนินงานด้านวิทยุ ชุมชนชั่วคราวได้รวมตัวกันและตั้งเป็นศูนย์ข่าวสารชุมชนทาคา โทริ (Takatori Information Community Center) ซึ่งได้รับการ เอื้อเฟื้อสถานีที่จากโบสถ์คาทอลิก และมีอาสาสมัครที่สนใจ ทำางานพัฒนาชุมชนระดมทุนจากแหล่งต่างๆ มาทำาโครงการ พัฒนาและฟื้นฟูชุมชนดังกล่าวและพื้นที่ใกล้เคียง Junichi Hibino 2 ผู้จัดการทั่วไปของสถานีวิทยุชุมชนเอฟ เอ็มวายวาย อธิบายว่า ภายหลังจากที่วิทยุชุมชนต่างได้ดำาเนิน การส่งกระจายเสียงหลากหลายภาษาอย่างโดดเด่นจนทุกฝ่าย ตระหนักถึงความสำาคัญ จึงได้ร่วมมือกันจัดตั้งเป็นสถานีวิทยุ ชุมชนเพียงแห่งเดียวในเมืองนี้ โดยให้ความสำาคัญกับการออก อากาศเป็นภาษาต่างๆ ทั้งภาษาเวียดนาม เกาหลี ฟิลิปินส์ รวม ถึงไทยและญี่ปุ่นที่มีลักษณะภาษาถิ่นเฉพาะเช่นภาษาอามามิด้วย

2 สัมภาษณ์ 4 ธันวาคม พ.. 2550 Takatori Information Community Center เมืองนากาตะ

โกเบ

9

เพราะในเขตนี้มีคนงานประเทศเหล่านั้นเข้ามาทำางานอยู่เป็น จำานวนมาก โดยที่มีแรงงานจำานวนไม่น้อยไม่สามารถเข้าใจ ภาษาญี่ปุ่นจนทำาให้ไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารต่างๆ ดังที่เคยเกิด ปัญหาเมื่อครั้งการให้ความช่วยเหลือช่วงภัยพิบัติที่ประชาชน เหล่านี้ไม่เข้าใจในตัวข่าวสาร ดังนั้นวิทยุชุมชนเอฟเอ็มวาย วาย จึงเลือกที่จะดำาเนินการ โดยเน้นเป็นพื้นที่ส่งกระจายเสียงเพื่อกระจายข้อมูลข่าวสารที่ เป็นประโยชน์ ตลอดจนความบันเทิงที่เป็นภาษาท้องถิ่นใน สัญชาติเหล่านั้นให้กับประชาชนที่เป็นแรงงานต่างด้าว และเมื่อ ออกอากาศอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2539 ก็ทำาให้มีทั้ง แรงงาน นักศึกษา และประชาชนที่หลากหลายสัญชาติ เข้ามา ร่วมจัดรายการ ตลอดจนเข้ามาทำากิจกรรมกับทางสถานีทั้งใน ด้านการระดมทุน การจัดกิจกรรมสังสรรค์ การผลิตสินค้าที่ระลึก การผลิตซีดีเพลงภาษาท้องถิ่นเพื่อหารายได้ การร่วมกันพัฒนา ชุมชน การดำาเนินการในลักษณะดังกล่าวทำาให้วิทยุชุมชนแห่งนี้ เป็นศูนย์ที่หน่วยงานราชการต่างๆ ในเขตเมืองนี้ มาขอความ ร่วมมือช่วยกระจายข่าวสารประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชนต่าง สัญชาติเหล่านี้ พร้อมกับให้การสนับสนุนทางด้านงบประมาณบาง ส่วนโดยไม่มีข้อผูกพัน ทำาให้วิทยุชุมชนเอฟเอ็มวาย วาย สามารถมีทุนดำาเนินการได้ โดยมีเจ้าหน้าที่ประจำา 3 คน และมี อาสาสมัครเข้ามาร่วมจัดรายการเกือบ 100 คน ที่มีทั้งข้าราชการ เกษียณ แม่บ้าน นักศึกษาสัญชาติต่างๆ ตลอดจนแรงงานต่าง

10

ชาติ ปัจจุบันวิทยุชุมชนเอฟเอ็มวายวาย มีการออกอากาศเป็น ประจำาทุกวันตั้งแต่เวลา 11.00-21.00 น.ทุกวัน โดยจัดเป็น

รายการสดเป็นส่วนใหญ่อย่างหลากหลายตั้งแต่รายการข่าวสาร ชุมชน รายการสนทนาของกลุ่มคนเกาหลี จีน ไทย อินโดนีเซีย ความรู้ทางวัฒนธรรมญี่ปุ่น ข่าวสารกิจกรรมอาสาสมัครในท้อง ถิ่น เพลงพื้นบ้านของแต่ละชาติและชนเผ่า เป็นต้น

วิทยุชุมชน Miki : ความเข้มแข็งของรัฐและเอกชนในท้อง ถิ่น

วิทยุชุมชนเมืองมิกิ เป็นสถานีวิทยุชุมชนอีกรูปแบบหนึ่งที่ สะท้อนถึงลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนที่ เป็นกำาลังสำาคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาสังคมและชุมชน ซึ่ง ได้จัดตั้งขึ้นในปลายปีพ.ศ. 2539 อันเป็นปีเดียวกันหลังเกิด เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เมืองโกเบ Kiyotami Yamada, ผู้จัดการ ทั่วไป ของสถานีวิทยุชุมชนมิกิ (Miki FM Radio Station 76.1MHz) 3 ได้อธิบายถึงจุดเริ่มต้นในการจัดตั้งสถานีวิทยชุมชน แห่งนี้ว่า เริ่มจากการเห็นแบบอย่างของสถานีวิทยุชุมชน FM YY เมืองทาคาโตริ โกเบ ที่สามารถทำาการสื่อสารเพื่อช่วยเหลือ บรรเทาภัยพิบัติให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดี ทำาให้ เทศบาลเมืองมิกิเล็งเห็นว่า ควรมีสถานีวิทยุชุมชนในลักษณะดัง กล่าวเพื่อทำาการสื่อสารข้อมูลสำาคัญระหว่างเทศบาลกับประชาชน และความต้องการของประชาชนสู่ภาคอื่นๆ ด้วย จากเดิมที่มีแต่

3 สัมภาษณ์ 3 ธันวาคม พ.. 2550 ณ ที่ทำาการเทศบาลเมืองมิกิ

11

การรับฟังการส่งกระจายเสียงของสถานีวิทยุจากเมืองอื่นที่ไม่ได้ มีการบอกกล่าวเรื่องราวของความเป็นไปในเมืองมิกิด้วยกันเอง อย่างไรก็ตามในการดำาเนินงานนั้น คุณ Yamada ชี้ว่า เรื่องของทุนดำาเนินการเป็นเรื่องสำาคัญที่จะทำาให้การดำาเนินการ สถานีวิทยุชุมชนอยู่ไปได้อย่างตลอดรอดฝั่งและยืนยาว ดังนั้นจึง เกิดความร่วมมือดึงเอาหอการค้าจังหวัดมิกิเข้าร่วมหารือ และดึง เอาบริษัทเอกชนหลายบริษัทเข้ามาสนับสนุน ส่วนภาคประชาชน ก็มีบางส่วนที่ให้ความสนใจและเข้าร่วมสนับสนุน ในที่สุดรูปแบบการดำาเนินการของสถานีวิทยุชุมชนมิกิก็เริ่ม ต้นโดยมีฝ่ายเทศบาลถือหุ้น 30 เปอร์เซ็นต์ หอการค้าจังหวัดถือ หุ้น 30 เปอร์เซ็นต์ และภาคบริษัทเอกชนอีก 30 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ทางเทศบาลได้จัดสรรพื้นที่อาคารส่วนล่างของเทศบาลให้ เป็นที่ดำาเนินการของสถานี โดยมีการจัดจ้างเจ้าหน้าที่ประจำา 5 คน และเจ้าหน้าที่เสริม 3 คน และอาสาสมัครจากประชาชนใน จังหวัดมาร่วมจัดรายการ และทำากิจกรรมต่างๆ ของทางสถานีอีก ประมาณ 50 กว่าโดยเฉลี่ย นอกจากนั้นแล้วการดำาเนินการของ สถานีฯ ได้อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าได้แต่เป็นการโฆษณา เฉพาะสินค้าของบริษัทธุรกิจในเขตเมืองมิกิเป็นสำาคัญ โดยเน้น คุมให้มีลักษณะของการประชาสัมพันธ์ธุรกิจมากกว่าการโฆษณา เร่งเร้าให้หันไปซื้อสินค้า ซึ่งได้รับความสนใจจากบริษัทในจังหวัด อย่างมาก จนทำาให้ในปีที่ผ่านมาสถานีแห่งนี้เริ่มมีผลกำาไรในการ ดำาเนินการ

12

ส่วนเนื้อหาของรายการสถานีจากการสำารวจผังรายการของ สถานีพบว่า มีการออกอากาศตั้งแต่เวลา 7 นาฬิกาไปจนถึง 21 นาฬิกา โดยช่วงเช้าเป็นข่าวสารการจราจรในเมืองโดยมีพนักงาน จากสถานีนำ้ามันกว่า 10 แห่งในเมืองเป็นแกนหลักในการส่ง ข่าวสารเข้ามาร่วมกับข่าวสารของเจ้าหน้าที่ตำารวจจราจร ช่วง สายจนถึงเที่ยงเป็นรายการประเภทบันเทิงและเพลง โดยมีผู้จัด รายการหลากหลายจากวัยรุ่นและประชาชนในพื้นที่ ส่วนช่วง เที่ยงเป็นรายการข่าวจากเทศบาล ซึ่งเป็นข่าวประเภทบริการ สาธารณะต่างๆ จากนั้นจึงรายการบันเทิงสลับกับรายการใน ลักษณะส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจด้านต่างๆ สลับกันไปถึงคำ่าโดย ส่วนใหญ่ผู้จัดรายการเป็นทั้งนักธุรกิจและประชาชนในพื้นที่เช่น กัน

วิทยุชุมชน Kyoto Sanjyo Radio Cafe : ทางเลือกเสรีในสิทธิ

ที่จะสื่อของประชาชน

วิทยุชุมชนเกียวโต หรือที่มักเรียกกันว่าเป็น เรดิโอคาเฟ่ นับเป็นวิทยุชุมชนที่ดำาเนินการโดยกลุ่มประชาชนที่ตัวกันเอง แห่งแรก ตามกฎหมายกิจการกระจายเสียงที่ได้มีการแก้ไขปรับ ปรุงเมื่อพ.ศ. 2548 ที่เปิดให้องค์กรที่ไม่แสวงหากำาไร(Non Profit Organization)สามารถดำาเนินการได้ เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ที่มีความแตกต่างไปจากสถานีวิทยุชุมชนรูปแบบอื่นๆ โดยมี ลักษณะแนวคิดและหลักการในการดำาเนินงานที่อาศัยแนวคิด แบบอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ กล่าวคือ เป็นรูปแบบที่เปิดให้ประชาชน มาร่วมกันระดมทุนจัดตั้งเป็นร้านกาแฟที่คนทั่วไปสามารถเข้ามา

13

สั่งเครื่องดื่มแล้วซื้อบัตรขอจัดรายการกระจายเสียงออกอากาศได้ คิดค่าบริการ 1500 เยนต่อ 3 นาที เช่นเดียวกับลักษณะของการ เข้ามาใช้บริการอินเตอร์ในร้านทั่วไป โดยมีสถานีวิทยุที่ทำาหน้าที่ อัดเสียงสัญญาณส่งกระจายเสียงออกไป คุณ Matsuoka Chizuru 4 ผู้ช่วยผู้จัดการสถานีเล่าถึงที่มา ของเรดิโอคาเฟ่แห่งนี้ว่า deputy Manager. Kyoto Sanjyo Radio Café ในปีพ.ศ. 2546 เพื่อนๆ ของเธอซึ่งมีทั้งศิลปิน นัก เขียน คนทำาเว็ปเพจ นักวิชาการและเพื่อนๆ หลายอาชีพได้มีการ หารือว่า ในเขตเมืองเกียวโตควรมีพื้นที่ในการที่จะให้ประชาชน ได้มีโอกาสสื่อสารด้วยตัวของเขาเอง เพราะที่ผ่านมาเกียวโตเป็น เมืองท่องเที่ยวมีแต่ผู้คนจากต่างๆ ถิ่นเข้ามาเยี่ยมชม แต่คนใน เมืองนี้เองมีโอกาสที่จะฟัง ที่จะพูดถึงความรู้สึกของตนเองน้อย และไม่ได้สื่อสารถึงกันจึงคิดทำาวิทยุชุมชนที่ส่งกระจายในพื้นที่ เมืองเกียวโต คุณ Chizuru เล่าว่าจากการหารือจึงคิดถึงรูปแบบของ อินเตอร์เน็ตคาเฟ่ ที่เป็นรูปแบบหนึ่งที่ให้คนทั่วไปสามารถมี โอกาสสื่อสารเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร เป็นพื้นที่ของเสรีภาพที่จะ สื่อสาร (Freedom of expression) จึงพัฒนารูปแบบและเริ่ม ระดมทุนจากเพื่อนฝูงและขยายวงกว้างออกไปในลักษณะการ ขายเวลา (Time sharing) กล่าวคือมีการจัดเก็บค่าแรกเข้า 100,000 เยน ซึ่งสามารถมาแลกเป็นเวลาในการจัดรายการ ประจำาวันของตนเองได้รวมทั้งหมด 3 ชั่วโมง และสามารถซื้อ

4 สัมภาษณ์ 5 ธันวาคม พ.. 2550.

14

เวลาเพิ่มได้โดยจ่ายเป็นรายเดือน โดยช่วงแรกมีสมาชิกประจำา ประมาณ 60 คนปัจจุบันมีสมาชิกประจำา 100 คน ที่มีส่วนร่วมใน การกำาหนดรายการประจำา เมื่อสมาชิกประจำาเลือกตารางเวลาออกอากาศไปแล้ว เมื่อมี ช่วงเวลาเหลือจึงมาจัดสรรเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปที่ ต้องการสื่อสาร แสดงความสามารถทางด้านดนตรี แสดงความ เห็นต่างๆ (ยกเว้นเรื่องการเมือง และศาสนา) ปัจจุบันรายการวิทยุชุมชนเรดิโอคาเฟ่เกียวโต มีทั่ง ประชาชนทั่วไป สมาคมในเกียวโต นักเรียนนักศึกษาเข้ามาใช้ บริการจัดรายการทั่งในรูปแบบรายการประจำาแบบสด และส่งซีดี มาออกอากาศ ตลอดจนเวียนเข้ามาจัดรายการเฉพาะช่วงเวลา ว่างตามความต้องการอย่างหลากหลาย ไม่จำากัดรูปแบบ ทั้งนี้การ ดำาเนินการส่งกระจายเป็นไปโดยไม่มีโฆษณาจากบริษัทห้างร้าน แต่เปิดโอกาสให้คนที่เข้ามาใช้บริการมีโอกาสใช้เวลาออกอากาศ เพื่อโฆษณาสินค้าได้เพียง 1 ครั้งต่อสินค้า 1 ประเภทเท่านั้น

ความสรุปแหุงบทเรียนจากญี่ปุุน

สภาพการดำาเนินงานของวิทยุชุมชนในประเทศที่ได้ศึกษา มานี้ แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของรูปแบบในการดำาเนิน การที่มีทั้งการดำาเนินการวิทยุชุมชนที่ดำาเนินการด้วยความร่วม มือระหว่างรัฐบาลท้องถิ่นและภาคเอกชนเช่นสถานีวิทยุชุมชน มิกิ หรือความร่วมมือของประชาชนกับองค์กรสาธารณกุศล เช่น สถานีวิทยุชุมชนเอฟเอ็มวายวาย ที่เป็นความร่วมมือระหว่าง เหล่าอาสาสมัครที่มีใจรักกับคนในชุมชนและจากองค์กรศาสนาค

15

ริตส์คาทอลิค ตลอดจนรูปแบบแปลกใหม่ที่เกิดจากการรวมตัว ของประชาชนด้วยกันเองโดยลำาพังอย่างวิทยุชุมชนเกียวโต ที่ ระดมทุนจากผู้ที่สนใจและมุ่งมั่นที่จะแสดงออกซึ่งความสามารถ ด้านต่างๆ สู่สาธารณชน สถานีวิทยุชุมชนญี่ปุ่นหลายรูปแบบนี้สะท้อนถึงความหลาก หลายของสภาพชุมชน สังคมที่แวดล้อม การดำาเนินงานของ สถานีวิทยุชุมชนจึงแตกต่างกันไปตามปัจจัยสนับสนุนและผู้คน ในชุมชนนั้นเอง โดยไม่จำาเป็นต้องมีการกำาหนดรูปแบบการ ดำาเนินงานที่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของความเป็น เจ้าของ (Ownership) ลักษณะรายการรวมถึง การมีหรือไม่มี โฆษณาซึ่งเกี่ยวข้องกับจุดยืนในการดำาเนินงานของวิทยุชุมชนที่ ล้วนมุ่งตอบสนองความต้องการทางด้านข้อมูลข่าวสารของคนใน ชุมชนเป็นสำาคัญ ด้วยความตระหนักในความหลากหลายของท้องถิ่นชุมชนนี้ เอง กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุ ชุมชน จึงไม่ได้มีการกำาหนดรูปแบบที่ตายตัว หากแต่มีการ กำาหนดกรอบทิศทาง และหลักการไว้กว้างๆ เท่านั้นเพื่อเปิดทาง ให้คนในชุมชนแต่ละชุมชนได้ร่วมกันสร้างสรรค์รูปแบบและ แนวทางของวิทยุชุมชนที่ตนเองมีส่วนเป็นเจ้าของคลื่นความถี่ ตามหลักการของวิทยุชุมชนสากลที่ได้รับการยอมรับกันเป็นการ ทั่วไป

ตามข้อกำาหนดในกฎหมายกิจการวิทยุกระจายเสียง ที่มี การแก้ไขปรับปรุงล่าสุดในปีพ.ศ. 2548 (Radio Law 2005:

16

Ministry of Internal Affair and Communication, Unofficial Translation) ได้กำาหนดไว้ว่า รัฐบาลอนุญาตให้ประชาชนหรือ กลุ่มคนที่รวมกันโดยไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการแสวงหากำาไร (Non profit organization) มีสิทธิที่จะรวมตัวขอจัดตั้งสถานี วิทยุขึ้นได้เพื่อตอบสนองต่อความต้องการข้อมูลข่าวสารของ ประชาชนในชุมชน โดยกำาหนดให้มีแผนการดำาเนินงานที่ชัดเจน แผนงานสนับสนุนที่แสดงความเป็นไปได้ทั้งในเชิงเทคนิค การ ออกอากาศ การเงินหรืองบประมาณสนับสนุน โดยผู้เสนอจัดตั้ง ต้องมีคณะกรรมการที่ปรึกษา (Advisory Board) ที่มีตัวแทน จากภาคราชการในท้องถิ่น ภาคธุรกิจ ภาคประชาชน องค์กรการ กุศล ที่สะท้อนความเป็นตัวแทนของชุมชนได้อย่างชัดเจนมาทำา หน้าที่ในการกำากับ ดูแล สนับสนุนการดำาเนินการเป็นสำาคัญ การเปิดกว้างทั้งในด้านเทคนิค แผนงาน ลักษณะการ ดำาเนินงานและการจัดรายการที่ควบคู่ไปกับข้อกำาหนดพื้นที่เหล่า นี้ ได้นำาพาให้สถานีวิทยุชุมชนในประเทศญี่ปุ่นได้เริ่มดำาเนินการ ไปอย่างก้าวหน้าที่พัฒนาการทั้งในรูปแบบและเนื้อหา อันเป็น ส่วนที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประชาชนคนธรรมดาที่ สามารถร่วมกันสร้างสรรค์และพัฒนาระบบการสื่อสารชุมชนเพื่อ ชุมชน ซึ่งถือเป็นบทเรียนอันสำาคัญที่สังคมไทยพึงได้เรียนรู้