You are on page 1of 8

The Midnight University

คําบอกเลาจากประสบการณตรง
บทเรียนจริงจากมหาวิทยาลัยนาโรปะ
ณัฐฬส วังวิญู : เลา
นักวิชาการสาขาความเปนผูน ําทางสิ่งแวดลอม
Environmental Leadership, M.A.

บทความนี้ไดรับมาจาก อ.ชลนภา อนุกล



เปนเรื่องของคําบอกเลาเกี่ยวกับประสบการณตรงของคุณณัฐฬส วังวิญู
จากการไดไปเรียนในมหาวิทยาลัยนาโรปะ ใจกลางเมืองโบลเดอร ในรัฐโคโรลาโด
สหรัฐอเมริกา
ซึ่งไดบรรยายถึงบรรยากาศการเรียนในมหาวิทยาลัยแหงนี้
และพูดถึงวิธก
ี ารสอน การใชชวี ิตในมหาวิทยาลัยทางเลือกในแนวทางการตื่นรู และการคนหา
ตนเอง
midnightuniv@yahoo.com

(บทความเพื่อประโยชนทางการศึกษา)
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลําดับที่ 988
เผยแพรบนเว็บไซตนค
ี้ รั้งแรกเมือ
่ วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๙
(บทความทั้งหมดยาวประมาณ 11.5 หนากระดาษ A4)

เรียนรู คนหา และเขาใจ ที่นาโรปะ : คําบอกเลาจากประสบการณตรง


ณัฐฬส วังวิญู : Environmental Leadership, M.A.

ความนํา
ความคิดเรื่องเรียนตอนั้น เกิดขึ้นภายหลังจากบวชและลาสิกขามาทํางานอยูทเี่ สมสิกขาลัย แลว
เกิดสนใจไปหาประสบการณตางวัฒนธรรมดูบา ง แตก็ยังคิดอยูวา หากจะไปทําอะไรผมก็อยาก
ใหมเี รื่องการภาวนาอยูด
 วย อยากใหตรงนี้เปนสวนหลักของชีวต
ิ มาเรื่อยๆ ไมวา จะเปนนั่งหลับตา
หรือภาวนาแบบไหนก็ตาม อาจารยสุลักษณจึงแนะนําสองแหงคือนาโรปะกับชูมารกเกอร คอล
เลจ ผมเลือกนาโรปะเพราะรูจักกับคุณอิไลแอสและราเบีย ซึ่งตอมาเขาก็เปนอาจารยผม
ผมสงใบสมัครไป มีแรงฮึดขยันภาษาอังกฤษขึ้นมา ๑ เดือน พอไปสอบก็ผา นเกณฑ ตอนนั้นป
๑๙๙๕ ผมอายุประมาณ ๒๓ ป ตอนแรกผมสนใจจิตวิทยาเชิงพุทธ สนใจในแงวา เราจะไป
ทํางานเกี่ยวกับการบําบัดดานในของคนไดอยางไร แตเนื่องจากผมมีปริญญาทางวิศวะ เขาก็เลย
ไมใหเขา เขาตองการคนทีเ่ คยมีพื้นฐานทางจิตวิทยามาบาง เขาบอกใหผมสมัครเขาอยางอื่น
ผมจึงเลือกสาขาผูนาํ สิ่งแวดลอม (Environmental Leadership) ซึ่งเปนคณะทีใ่ หมมาก รุนผมเปน
รุนที่ ๒ ของปริญญาโท ก็ไปสอบสัมภาษณ ไปเปาขลุยใหเขาฟง

เหตุผลที่ผมเลือกคณะนีเ้ พราะเปนคณะเดียวในนาโรปะที่มีการสํารวจความรูเกี่ยวกับการอธิบาย
โลก วาโลกมาเปนอยางนี้ไดอยางไร การเกิดขึ้นของทุนนิยม โลกาภิวต
ั น ประวัตศ
ิ าสตรของ
มนุษยและโลก รวมไปถึงทฤษฎีที่เขานํามาใชเปนเครื่องมือในการอธิบายคือทฤษฎีระบบ
(System theory) ซึ่งเปนหลักอันเดียวกับอิทัปปจยตาของพุทธศาสนา คิดวานาสนใจผมเลย
เลือกเรียน

๑. บรรยากาศภายในนาโรปะ
๒. เรียนอะไรกันบาง
๓. ประสบการณแหงการแปรเปลี่ยนและความเขาใจ
๔. ไปเรียนหลายอยางกลับมาเมืองไทยแลวทําอะไรอยู
๕. จุดเดนของนาโรปะในทามกลางมหาวิทยาลัยทางเลือก

๑. บรรยากาศภายในนาโรปะ
ตอนแรกที่ผมไป ก็จินตนาการวา คงเหมือนแบบตักศิลา อยูที่นั่นปลูกผักกินเอง.. ไมใชเลย(สาย
หนาชาๆ ) เปนโรงเรียนอนุบาลเกาทีเ่ ขายกที่ให อยูใจกลางเมืองโบลเดอร ในรัฐโคโรลาโด เปน
เมืองที่มีมหาวิทยาลัยของรัฐอยู คลายๆ เชียงใหม อยูใกลภเู ขา กิจกรรมของราน ธุรกิจเติบโตได
เพราะมหาวิทยาลัย นาโรปะอยูที่นั่นก็เปนสวนนิดเดียว หองสมุดของตัวเองเล็ก เลยตองไปใช
ของมหาวิทยาลัยอื่นดวย มีอาคารเล็กๆ ๒-๓ อาคาร ใชเรียนใตตนไมบา ง สนามหญาขนาด ๓-๔
ไร บาง นักศึกษาสวนใหญจะพักอยูขางนอกเพราะไมมีอาคารหอพักให แตตอนนี้ไดขาววามีแลว

ชวงแรกจะรับเฉพาะคนที่เรียนจบอนุปริญญาแลวมาสอนตออีก ๒ ปก็จบ ตอนนี้รับตั้งแตป ๑


คลายกับมหาวิทยาลัยบานเรา เด็กมัธยมทีเ่ ขามาเรียนปริญญาตรีก็นา สนใจ ผมมองวาสังคม
อเมริกันเริ่มเปลี่ยน มีคนที่เปลี่ยนความคิด หันมาใหคุณคากับแนวทางนี้ มีงานวิจัยออกมาชื่อ
cultural creative พบวาคนทีค ่ ิดเรื่องสิ่งแวดลอม เรื่องหยิน-หยาง และปรับเปลี่ยนวิถช
ี ีวต
ิ ตัวเอง
มากขึ้น ในอเมริกามี ๒๕% แลว

นักศึกษาที่มาที่นาโรปะสวนใหญเปนพวกทีต ่ องการรูจักตัวเอง มาพรอมกับสํานึกทาง


สิ่งแวดลอม เพือ ่ สังคมอยูบาง แตหลักๆ แลวตองการรูจก ั ตัวเอง บางคนอาจมีพื้นฐานทาง
ครอบครัวที่พอ  แมสนใจแนวทางนี้ แตเพือ ่ นผมสวนใหญพอ-แมเลิกกัน เขาก็ไดมาจากเพือ ่ นบาง
บางคนไปเรียนแลกเปลี่ยนที่อเมริกาใต พอของครอบครัวอุปถัมภสนใจพุทธศาสนาเขาก็มา
สนใจบาง ผมก็ไมแนใจวาคนพวกนี้มาจากไหน ๙๕% ของนักศึกษาที่นั่นเปนฝรั่ง อเมริกันมาก
ที่สุด มียุโรป อินเดีย อาฟริกา เอเชียอยูบา ง

๒. เรียนอะไรกันบาง
วิชาของที่นเี่ ปน MA (master of Arts - มหาบัณฑิตศิลปศาสตร) ไมใชสายวิทยาศาสตร การ
เรียนประกอบดวย ๓ เรื่องใหญๆ คือ ๑. โลกขางนอก ๒. โลกขางใน และ ๓. การทํางานแบบ
กลุม ในแตละเทอมจะมีองคประกอบของทั้งสามอยางนีไ ้ ปดวยกัน และในกลุมเล็กๆ อยางใน
กลุมของผมมีแค ๑๒ คน ก็จะสนิทกันมาก

เรื่องโลกขางในเปนวิชาการเขาใจตัวเอง มีทั้งภาวนา ศิลปะ เปนพุทธแตไมไดใชคําวาพุทธ เขา


ใชคําวาวิชาวาดวยการสะทอนภายใน เพื่อเขาใจโลกและตัวเอง (contemplative study) นาโรปะ
กอตั้งมาโดยเชอเกียม ตรุงปะ รินโปเช ซึ่งเปนลามะธิเบต จึงนําพุทธศาสนาแบบธิเบตมาเปน
พื้นฐาน เปนเครื่องมือของความรูทั้งหมด ไมวา จะเปนศิลปะ ดนตรี จิตวิทยา กวี ทุกอยางกลับมา
เรื่องพุทธคือ ปจจุบันขณะคือพื้นฐานขององคความรูทั้งหมด
ถาไมสามารถอยูกบ ั ปจจุบันขณะได องคความรูนั้นไมจริง ความรูนั้นบิดเบือน สาขาผูนํา
สิ่งแวดลอมก็เหมือนกันจะมีการภาวนา เขาพยายามสอนใหศาสนาไหนก็มาเรียนได ไมตองมา
นับถือ ไมตอ
 งเปลี่ยนพระเจาของตนเอง ถือวาเปนเพียงเครื่องมือ ปณิธานของนาโรปะตองการ
ใหเปนชุมชนแหงการเรียนรู ไมใชชุมชนพุทธ แตไดรับแรงบันดาลใจมาจากพุทธ เขาถึงเรียกวา
เปน Buddhist-inspired University

ยกตัวอยางในแงสิ่งแวดลอม องคความรูเกี่ยวกับภูมิปญ
 ญาของชนเผาพื้นเมือง ถือวาเปนสวน
หนึ่งที่สาํ คัญมาก เขาเอามาผนวกกับพุทธ เอามาผนวกกับคริสตดั้งเดิมวามองขบวนการ
นิเวศวิทยาอยางไร การไมเอามนุษยเปนศูนยกลาง มีอยูในทุกศาสนาไมใชพท ุ ธอยางเดียว
ความประทับใจอันหนึ่งอาจเปนเพราะความเปนวัชรยานก็ได คือการพยายามกลับไปสูความเปน
ธรรมดา

ตรุงปะพยายามกระชากหนากาก ดึงใหทก ุ คนลงมาติดดินใหหมดในแงความคิด เปนธรรมดาให


มากทีส ่ ุด พิธีรต
ี องจะไมคอยมี จะเปนพิธที ี่พยายามประยุกตเขากับการศึกษา ที่นั่นมีลักษณะของ
บาน วัด โรงเรียน เพราะเปนชุมชนเล็กๆ มีนก ั เรียนทั้งหมดประมาณ ๗๐๐ คน (ตอนนีค ้ งมีเพิ่ม
เปนพันแลวกระมัง) ซึ่งถือวาเล็กมากๆ การสรางบรรยากาศของการเรียนรูก็จะงายเพราะมันเล็ก
นั่นเรื่องความธรรมดา

และถาไปดูการสอนของเขาจะไมมีภาษาบาลีเลย แตเปนเรื่องธรรมะทั้งนั้น ลูกศิษยที่มาชวยลวน


เปนคนที่ไดรับแรงบันดาลใจจากการภาวนารวมกับเชอเกีย ม หลายคนเปนศิลปนก็มาชวยรวมกัน
กอตั้ง และสรางองคความรูใหมๆ ใหกับสาขาวิชาของตัวเอง อันนี้ผมวานาสนใจ ไมใชเอาไบเบิล

หรืออะไรมาสอน แตพยายามหาวา อยางวิทยาศาสตรกระบวนทัศนใหมหากตีความแบบพุทธ
ศาสนาจะเปนอยางไร วิทยาศาสตรแบบมีจต ิ วิญญาณไดไหม คนสอนก็พยายามตั้งคําถามไป
พรอมๆ กับที่เขาสอน ทําใหไมมีบรรยากาศของการยัดเยียด

แตบางวิชาก็ตางกันไปมีลก
ั ษณะของการเลคเชอร บรรยายเหมือนกัน แตอยางวิชากระบวนการ
กลุม การแกไขความขัดแยงในกลุม ก็จะบรรยายไมได ตองใหสํารวจความขัดแยงภายในกลุม ใต
โตะใหเอามาวางบนโตะ มาดูกันใหชัดเจน เอาแวนขยายมาสอง บางคนทนไมไดเดินออกจาก
หองเลย เปนการใชความรูสก
ึ เขามาเรียนมารับรูประสบการณตรง บางคนรองไห

มีอยูครั้งหนึ่งเปนวิชาความรุนแรงในสังคม และวิทยากรใหพวกเราถกกันเรื่องประเด็นการเมือง
ระหวางเพศ (gender) ภายในเวลา ๑๐-๑๕ นาที ลุกพรึบขึ้นมาเปนไฟเลย ผูหญิงจะพูดกอน พวก
ผูชายก็จะบอกวาอายุฉัน ๔๐ กวาแลวนะ อุตสาหเปนผูช
 ายทีด
่ ี มานั่งหองนี้ มาเรียนแลวยังโดน
ดาอีก แลววิทยากรก็จะรายวิทยายุทธออกมาวาเกิดอะไรขึ้นบาง สนุกเหมือนกัน แตบางทีมันใช
พลังทางอารมณเยอะ เปดแผลออกมาใหญ ถาวิทยากรไมแนใจจริงๆ คุมสถานการณไมไดกอ ็ าจ
เกิดความโกลาหล

ตามหลักสูตรแลวปริญญาโทเรียน ๒ ป แตผมเรียนนานหนอย เพื่อนที่เรียนดวยกันก็เรียน ๒ ป


ครึ่ง หรือ ๓ ป เพราะทํางานดวย สวนใหญคนที่มาเรียนจะทํางานดวย เพราะคาเรียนคอนขาง
แพง ไดทุนการศึกษาก็ยังไมพอเพราะเขาใหเพียงบางสวน นาโรปะเปนมหาวิทยาลัยที่ไมเหมือน
มหาวิทยาลัยทางเลือกอื่นทีม ่ ีทุนมาก อาจารยสวนใหญมาสอนดวยใจ บางคนทํางานรานอาหาร
เพื่อใหมเี งินใชจาย บางคนมีเงินแลวก็มาชวยเต็มที่

เสนหอ ันหนึ่งคือ ตอนที่ผมเรียนมีวิชาใหนก


ั เรียนออกแบบหลักสูตรเอง คลายๆ เรียนแบบผูใหญ
อยากเรียนเรื่องอะไร จะเลือกอาจารยคนไหน กําหนดตารางอานหนังสือเอง ผมก็ขออาจารยคน
หนึ่งมาสอนผมเรื่องเศรษฐศาสตรโลกาภิวต ั น ผมอยากจะรู เขาก็นด
ั กินกาแฟดวยกันทุกวันศุกร
คุยกันไป ผมก็เขียนที่ผมเขาใจใหเขาอาน เขาก็แกไขให และก็เปรียบเทียบวาคิดแบบระบบเปน
อยางไร คิดแบบเปนเสนตรงเปนอยางไร คิดอยางไรถูก คิดอยางไรผิด อันนี้ผมวาเปนเสนหอ  ีก
อันคือ อาจารยมีเวลาแลกเปลี่ยนบางทีไมไดเปนเรื่องเรียนเลย คุยกันเรื่องสวนตัว การเรียนไม
จําเปนตองอยูในหอง เขาจะเห็นพัฒนาการของนักเรียนดวย ในการประเมินผลก็จะมีใหนักเรียน
ประเมินกันเอง นักเรียนประเมินอาจารยและอาจารยประเมินเรา
การอานหนังสือก็แลวแตวิชา แตจะมีใหอานทุกวิชา อยางวิชาทีเ่ ปนนามธรรมหนอย เชนการ
เปลี่ยนแปลงสังคม ประวัติศาสตรของวัฒนธรรมมนุษยและธรรมชาติ ก็อา นเยอะ อานกันจนทอ
เลย อาจารยกําหนดให อานแลวตองไปคุยกับเขา ตองเขียนรายงานก็เหมือนทัว่ ๆ ไป อาจมีให
นําเสนอหนาชั้น

โดยรวมแลวเปนบรรยากาศแบบตะวันออกเพียงแตไปอยูตะวันตก คือเปนวงกลม นั่งพื้น และมี


ภาวนากอนเรียนประมาณ ๕ นาที แลวจะคารวะกัน กอนเลิกชั้นก็ภาวนา สวนใหญจะเปน
บรรยากาศนี้ แตนั่งเรียงแถวแลวอาจารยอยูขา งหนาก็มี แตสวนใหญจะเปนวงกลม นั่งเกาอี้ก็มี
แตเนนการนั่งกับพื้น

๓. ประสบการณแหงการแปรเปลี่ยนและความเขาใจ
มีอยูวิชาหนึ่งชื่อวิชา "ประสบการณจากธรรมชาติ" (Wilderness experience) เปนวิชาที่ไมตองใช
หนังสือเลย พาไปทะเลทรายไปอดอาหาร ๓ วัน อันนี้ไมตองใชหนังสือ หนังสือเลมใหญคอ ื
ธรรมชาติ เขาใชวธ ิ ีแบบอินเดียนแดง คืออินเดียนแดงบอกวา คนเราที่จะเรียนรู จะมีคําถาม
ใหญๆ ของชีวิต เชนอาจจะถามวา ชีวิตเราเกิดมาเพื่ออะไร บางคนสับสนวาหนาที่ของเราคือ
อะไร บางคนอาจเปนผูนาํ บางคนเปนผูตาม บางคนวา เอ...ชีวต ิ คูเ ราไมคอยราบรื่น เราจะทํา
อยางไร จะมีคําถามใหญๆ มากับวิกฤตการณของชีวิต

อินเดียนแดงจะสงคนสับสนเขาไปในธรรมชาติ ไปอยูไปภาวนา ไมพด ู กับใคร พูดกับธรรมชาติได


แลวรองรับคําถามนี้ไว แลวปลอยใหคําตอบผุดขึ้นมาเอง อินเดียนแดงเรียก "Vision Quest".
Quest คือการตั้งคําถาม Vision คือภาพนิมต ิ คลายๆ เหมือนการบวชของอินเดียนแดง สงหนุม
นอยเขาไปบวชกับธรรมชาติแลวกลับมาเลาใหฟง ผูอาวุโสจะฟง แลวชวยตีความเชิงสัญลักษณ
จะรูเลยวาเด็กคนนั้นมีหนาทีอ
่ ะไร และจะไดชื่อใหมดวย อันนี้เขาก็เอามาใชกบั ที่ผมเรียน

เราไปอยูทะเลทรายทั้งหมด ๑๐ วัน เตรียมพรอม ๒-๓ วัน แลวออกไปอยูคนเดียว เขาเงียบ เพือ ่


อธิฐานที่จะรับบทเรียนจากธรรมชาติ อดอาหาร ๓ วัน จนครบก็กลับออกมา แลวมาเลาใหฟงวา
บทเรียนอะไรทีเ่ ราเรียนรูจากธรรมชาติแลวคําถามเราได รับการตอบไหม บางทีการตอบคําถาม
ในธรรมชาติอาจจะไมใชวาถาเปนอยางนี้ คุณตองมีหนาที่ไปเยียวยาโลก เยียวยาธรรมชาตินะ
มันไมใช แตจะเปนแบบวานกฮัมมิ่งเบิรดบินเขามา มีแมงมุมมาไตขา อาจารยจะทําหนาทีส ่ ําคัญ
คือตีความปรากฏการณเหลานี้ เขาเรียกจิตวิทยาเชิงนิเวศ (ecopsychology) เพราะเขาถือวา
ไมใชเปนการบังเอิญ การทีม ่ ดเลือกที่จะไตเขามาหาคุณ ณ เวลานั้นทีค
่ ุณตั้งคําถามหนึ่งอยูในใจ
เปนปจจุบันขณะ มันสะทอนอะไร มีนัยยะสําคัญวาอะไร

ประสบการณของผมตอนนั้น ผมไมเชื่อนะ ผมอาจจะถูกวิทยาศาสตรลา งสมอง ผมไมเชือ ่ วา


ธรรมชาติจะสอนผมได และผมก็ไมโกหกตัวเองดวย ผมไมเชือ ่ ผมก็บอกวาไมเชือ
่ เวลาอาจารย
ตั้งคําถามวาผมตั้งคําถามอะไร ผมบอกวา ผมตั้งคําถามวา คําถามอะไรที่เหมาะสมทีผ ่ มควรจะตั้ง
อาจารยบอก เออ..เออ..อันนี้ก็ได แลวออกไปดูแลวกัน ปรากฏวา ที่ที่ผมเลือกไปมันอยูทางทิศ
ตะวันตก อยูใกลหนาผา สวยมากเปนแคนยอน คลายวิหารศักดิส ์ ิทธิ์ของธรรมชาติ แตตกลงไป
ตายเลย ทะเลทรายที่นั่นไมใชแบบเปนทรายนะ เพียงแตไมมีน้ํา มีตนไมแบบพุมบาง อากาศ
แหงมาก

จุดที่ผมเลือกเปนทางทิศตะวันตก ไกลออกไปที่สด ุ เลย ๑ กิโลเมตร ผมมาคิดวาผมคิดผิด อด


อาหารไป ๓ วันเดินกลับมาแทบไมได แลวมันขึ้นเขาลงเขาดวย ไปอยูต  รงนั้นผมทําทุกอยางเลย
เพื่อจะแสวงหาวาคําตอบนั้นคืออะไร ทั้งตีลังกา แกผา เดิน ทําหมดเลย ก็วาเอ...เราจะไดคาํ ตอบ
ไหม เขาไมใหใชเตนทดว ยใหใชผา ยางกันน้าํ คาง ไมใหเรารูสก
ึ ปลอดภัย แตไมใชใหเราไปเสี่ยง
อันตรายนะ แตเรามีแนวโนมที่จะสรางความปลอดภัยใหตัวเอง หากมีเตนทก็คงไมไปไหน อยูแต
เตนท

มีอยูคืนหนึ่งบนยอดเขา ผมเอาหินมาวางเรียงกันเปนวงกลม บอกตัวเองวาคืนนี้จะตรัสรูละ แลว


เอาตัวเองเขาไปอยูใ นนั้น กอนออกไปอยูว ิเวกเขาก็สอนการสรางพิธีกรรมดวยตัวเอง การสราง
พิธีกรรมมันชวยสื่อได ใหอธิษฐานเชิญผูค
 นทีเ่ ราคุนเคย รัก ผมก็เชิญพอแมมา ผูอ
 าวุโส
ทั้งหลายที่จะใหภูมป
ิ ญญาเรา ชาง สิงหสาราสัตวทั้งหลายเรียกมาใหหมด เหมือนกับเรียกฟา
เรียกฝน... ไมมีเหตุการณประหลาดอะไรเกิดขึ้น แตวิธกี ารที่ผมไปตั้งคําถาม ฟงมัน ทองก็หวิ
จอกๆ วันทีส
่ องผานไป เห็นเครื่องบิน บินผานก็จินตนาการวามีขนมอะไรบนเครื่องบางนะ นาจะ
หลนลงมาบาง พวกถั่วลิสงอบเนยยิ่งดี

อาจารย เขาตีความวา ผมเลือกไปทางทิศตะวันตกอันหนึ่งเพราะวา ตะวันตกในความหมายของ


อินเดียนแดงคือการตั้งคําถามกับตัวเอง วัยรุนจะอยูทางทิศตะวันตกเยอะ จะอยูกับตัวเอง ตัวเอง
ยังไมเขาใจตัวเองวาตัวเองเกิดมาเพือ่ อะไร ทําอะไร ไมสามารถจะเคลือ ่ นไปสูทศ
ิ เหนือได ทิศ
เหนือคือทิศที่พรอมจะทํางานรับใชชุมชน รับใชผอ ู ื่น รับใชตนเอง วัฒนธรรมเรา(สังคมสมัยใหม)
สวนใหญตด ิ กับทิศตะวันตกและทิศใต ทิศใตเปนทิศของการเกิด เปนเด็ก เรื่องกาย เรื่องเซ็กส
สังคมเราติดเรื่องกายมาก เรือ่ งเซ็กสดว ย ติดอยูทิศตะวันตก ความมืด วัยรุน และการสับสนใน
ตัวเอง แตตอ  งการเสียงสะทอนใหตวั เองมาก เพื่อจะรูทท ี่ างวาจะเคลื่อนไปยังทิศเหนืออยางไร
และจะเคลื่อนไปยังทิศตะวันออกอยางไร ทิศตะวันออก คือการชื่นชมกับสิ่งที่เราทํา คนที่ปฏิบต ั ิ
ธรรมแลวพอผานระยะหนึ่งจะมาอยูทศ ิ นี้ แตมันจะวน ชีวต ิ ของคนเราจะวน

อีกอันหนึ่งที่อาจารยเขาบอกวา ผมเลือกไปอยูทิศตะวันตกเพราะผมตองการที่จะเขาใจเสียงขาง
ในของตัวเอง เสียงของตัวเองคืออะไร ผมถูกเลี้ยงมาเสียงมันบอด เหมือนเปยโนทีก ่ ดไปไมมี
เสียง เขาบอกวาใหเคลมหรือใหสิทธิ์กับเสียงตัวเอง เคลมความเขาใจตัวเอง เหมือนกับที่
พระพุทธเจาเคลม อางอํานาจของพื้นดินใหเปนพยานวาพระองคตรัสรู คือทุกคนมีทท ี่ างของ
ตัวเอง มีเสียงขางในของตัวเอง การศึกษาตองใหเขาไดยิน รับรูและเคลมเสียงขางในของตัวเอง
ยิ่งเราเปนเอเซียตองทําตามผูใหญวา เราไมมเี สียงของตัวเอง อยางนอยตัวผมเปนนะ ทีนี้การ
เปดหลอดเสียงของตัวเอง ในทางจิตวิญญาณก็มค ี ามาก แทนที่มันจะอยูเงียบๆ อยางนั้น

วันที่ ๓ มันเริ่มชัด วันที่สองยังทุรนทุรายกับความทรมาน อาจารยเขาเปรียบเทียบไดดวี า การที่


เราอดอาหาร หนึ่งมันอยูในวิถีปฏิบต ั ิของทุกศาสนา รวมทั้งศาสนาที่ไมใชศาสนาจัดตั้งดวย เชน
ศาสนาของชนเผาทั้งหลายเขาก็มี มันไมใชแคการลางรางกาย มันยังลางใจดวย เหมือนกับระฆัง
ที่เอาสิ่งอุดตันออกใหหมด ถาออกหมดจริงๆ พอตีปบระฆังจะกังวาน...ไกลมาก

สิ่งที่ชดั ในวันที่ ๓ คือ รางกายเราชาลง เราเคลือ ่ นไหวไดไมเร็ว คอนขางเพลียนิดหนอย อีก


อยางหนึ่งคือระบบบัดดี้ (Buddy) คืออยูใกลๆ กัน แตไมเห็นไมไดยินกัน บัดดีต ้ องหมายที่ไวสัก
ที่ เอาหินทําเปนวงกลมไวแลวเอากอนหินใสตรงกลาง คนหนึ่งมาเอาหินออกตอนเชา อีกคนไป
เอาหินเขาตอนเย็น เพือ ่ ใหรูวายังปลอดภัย ทุกวันก็ตอ
 งเดินไป แตละจังหวะพอรางกายมันชาลง
การรับรูมันใหม รับรูวาชีวต
ิ ทีม่ ันธรรมดามันก็ดี ผมอธิบายไมถูก มันมีปตอิ ะไรบางอยาง บางทีเรา
ไมรูวาเราเรียนรูอะไรบางเทากับที่เราเรียน แตมันกลายมาเปนสวนหนึ่งของเราแลว

อันหนึ่งทีเ่ ปลี่ยนคุณลักษณะบางอยางขางในผมเมื่อกลับมาสูสังคมปกติ คือความไมกลัว


บางอยาง ความไมกลัวความทุกข ความไมกลัวเปราะบาง อันนีเ้ ปนอันหนึ่งที่นาโรปะพูดถึงเปน
ประจําคือความเปราะบาง เราทุกคนถูกเลี้ยงมาใหพยายามสรางกําแพงแกรงเพื่อปกปองตัวเอง
ตัวเราเปราะบางไมได ตองมีทาทาง สรางภาพลักษณ เพื่อใหตวั จริงไมโดนทําลาย การกะเทาะ
สิ่งเหลานีอ้ อกไปทําใหเรารูสึกดิบแตไมเถื่อน เปราะบางได จะมีภัยมีอะไรมา ไมเปนไร

ตรุงปะบอกวา ความกลาไมใชสภาวะซึ่งปราศจากความกลัว แตเปนสภาวะของจิตใจที่กลา


เผชิญหนากับความกลัวอยางตรงไปตรงมา นั่นคือความไมกลัว หรือ fearless คือไมใชวา
ปราศจากความกลัว แตกลาที่จะเผชิญกับมันตรงๆ เขาบอกวาเปลือยสิ่งหอหุมของใจออกเสีย
วิธีการเอาธรรมะมาพูดแบบที่เขาทํานั้น ผมรูสึกวามันสือ
่ กับคนอยางเรา กับคนยุคใหมได

และตอนนั้นประเด็นเรื่องความตายก็อยูในแวดวงของนาโรปะ มีอาจารยมาสอนเรื่องความตาย
การตายอยางมีสติ พวกเราทุกคนแมอายุ ๒๐ กวาก็เตรียมตัวตายกัน พอพรอมที่จะตายก็ทําอะไร
ก็ได ดีอยางที่ไมตอ งไปเนนเรื่องศีลธรรม ศีลธรรมของนาโรปะตองมาจากใจ หมายความวาบาง
คนก็กินเหลา สูบบุหรี่ แตมันไมใชประเด็นหลัก เถรวาทอาจไมเห็นดวย แตผมวามันมีคุณคาอะไร
บางอยางอยู ไมตด ั สินอะไรงายๆ ไปพนกรอบความคิดเรื่อง เปนคนอยางไรถึงจะดี
อันนี้เปนหลักสูตรบังคับของสาขาสิ่งแวดลอม หรือสาขาจิตวิทยาทีเ่ รียนทุกสํานักไมเฉพาะพุทธ
เรียนเพื่อรับรูวา ไอการไมมตี วั ตนเปนอยางไร การไปอยูกบั ธรรมชาติ ธรรมชาติชว ยเราอยางไร
การไปอยูใ นเมือง ไปอยูกบ ั ความทุกขมันก็ชว ยอยางหนึง่ ทุกอยางเปนครูไดหมด ครูเปนแคคน
พาเราไปผานประสบการณ ชวยบิดผาใหแหง บิดจนหยดสุดทายออกมา ครูนี่สาํ คัญ บางทีเขา
ตองเกงพอที่จะบอกวามีรอยดําดางอยูตรงนี้ คุณตองพรอมเอามันออกเองนะ เราเอาออกใหคุณ
ไมได

บางคนมานาโรปะ ไมพรอมจะเปดตรงนี้ก็มีปญ  หา สังคมอเมริกันยังไมคอยเปดเรื่องอารมณ บาง


ทีเราเห็นฝรั่งกอดกันแตบางทีเรื่องอารมณปดนะ โดยเฉพาะอารมณที่เปราะบาง ผูช  ายจะมีเกราะ
มาก ซึ่งอันนี้ครูตอ
 งถลกลงมาใหหมดเลย ถาคุณจะเรียนรูอะไรสักอยางจะเอาไวอยางนี้ไมได
กระบวนการสําคัญมาก เผลอๆ ยิ่งกวาเนื้อหาอีก คุณไมเปดคุณก็เรียนอะไรไมไดเลย ไปเรียนที่
อื่นเถอะ หลายคนมานาโรปะก็ผิดหวัง

๔. ไปเรียนหลายอยางกลับมาเมืองไทยแลวทําอะไรอยู
ผมเรียนได ๒ ปครึ่ง พอดีอาจารยอิไลแอสชวนผมกลับมาชวยงาน ธรรมยาตราที่เชียงใหมผม
เลยถือโอกาสกลับมา แตในชวงเดินปาก็มีงานจัดทําแผนที่ลุมน้ํา และผมเรียนเรื่องแผนที่มาบาง
เลยกลับมาทําแผนที่ใหกบ ั ปกาเกอะญอ เปนงานวิจัยดวยและเปนวิทยานิพนธดวยอยู ๑ ป และ
ชวยจัดธรรมยาตราอีกป ชวยจัดทํากระบวนการรางคําประกาศของปกาเกอะญอ เรื่องสิทธิและ
หนาทีค
่ นอยูป
 า ก็เปน ๓ อันหลักๆ

ทําแผนที่กส ็ นุกดี ตอนนี้เรือ


่ งปาชุมชนกลายเปนประเด็นที่ชาวบานตองมาแกไข ตองเขามามี
สวนรวมเต็มที่ แผนทีเ่ ปนเครื่องมือทําใหชาวบานทีอ ่ ยูกบ
ั ปาและรักษาปาจริงๆ... ถาพวกที่รก ั ษา
ไมจริงก็ไมมีแผนที่ ใหพวกที่รักษาปาจริงๆ ไดใชเปนเครื่องมือที่จะสื่อสารกับสังคม มันยืนยันได
วาความเปนจริงคืออะไร แผนที่ไมใชการลงรายละเอียดเรื่องราวทางกายภาพอยางเดียว แตมัน
จะมีในสวนของวัฒนธรรมดวยวา เราเชือ ่ เรื่องปาอยางนี้นะ ปาศักดิ์สิทธิ์ ปาสะดือ ปาผี ปาเรือน
และสายน้ําแตละสาย หวยแตละหวย มีเรื่องราว มีชื่อทองถิ่น ที่ไมปรากฏในแผนทีท ่ หาร แผนที่
ทองเที่ยวเลย มันมีเรื่องราวอยางไร ทําแลวสนุก ผมจดไมทันเลย

มีแผนที่ผึ้ง แผนที่หมี แผนที่ชายเครายาว และอีกหนอยเขาจะไปใชทําหลักสูตรการศึกษา


ทองถิ่นของเขาไดดว ย แตประเด็นทีเ่ ขาไปใชหลักๆ คือเรื่องสิทธิในการที่จะไดอยูกบั ปาอยูใ นที่
ที่เขาอยูมานานแลว การโยกยายแผนที่ปา ไรหมุนเวียน แตกตางจากไรเลื่อนลอยอยางไร เปน
เครื่องมือในการสื่อสาร ขณะเดียวกันในกระบวนการทําแผนที่ ผมในฐานะไมใชผเู ชี่ยวชาญผมไป
สอนเขาทํา ใหคนเฒาคนแกผูหญิงผูชายมานั่ง และใหคนที่มค ี วามเชื่อมั่นในการขีดเขียนพวก
เยาวชนมานั่งฟง เลาไปก็ระบายสีไป สนุก เด็กก็ไดเรียนดวย ใชทําในหมูบ  านเลยไมไดเกณฑให
เขาเขามาทําในเมืองใหญ

โดย ตัวกระบวนการมันเปนการเอาขอมูลความรูเ ชิงนิเวศของแตละคนมาแบงปน บางคนก็เถียง


กันวา หวยนั้นเมือ
่ กอนไมใชอยางนั้นนะ จะไดสรางความรูใหมขึ้นมาดวย ไมใชเปนการรื้อฟน
ความจําหรือความรูที่มีอยูเ ทานั้น ปหนาคิดวาจะจัดทําเพิม
่ เติมรวมกับองคกรที่ทาํ งานเรื่อง
สิ่งแวดลอมใน พื้นที่ดวย

หลังจากนั้นผมกลับไปอเมริกาไปนําเสนอวิทยานิพนธ เขาทํานารักนะ เขาจะประกาศไปทัว่ วา


นักเรียนคนนี้จะมาเสนอวิทยานิพนธแลวนะ มากินขาว เขาเรียก brown bag lunch คือมานั่งกิน
ขาวในถุงกอบแกบสีนา้ํ ตาลกัน แลวก็มาฟง คลายๆ แบบนองชายกลับมาไกลมาเลาใหฟงวาไป
ไหน ทําอะไรมา ไมใชบรรยากาศแบบอาจารยใสสูทมาจับผิด แตการตองแกไขก็มแ ี ตมันไมใช
บรรยากาศหลัก

เมื่อเสร็จผมก็กลับมาบาน ทางบานผมเขาไมมีปญ  หาอะไร เขาก็ไมเขาใจเทาไหรแตก็รูวา …


อยางนอยบานผมไมใชจีนสุดขั้ว ไมใชตองหาเงินอยางเดียว เขายังเชือ่ ในความดีอยู ตราบใดที่
ยังมีความดีอยูก็โอเค ไมใชตัดลูก ไมถึงขนาดนั้น เขาสงเสียใหผมเรียนในปแรกที่เหลือผม
ทํางานเอง อยางนอยที่บานก็สงบาง แตผมไดรับทุนสวนหนึ่งของนาโรปะ และทํางานดูแลคนแก
ทํางานรานอาหาร รดน้ําตนไม ตักหิมะ ถือวาใชทุนนอยมากถาเทียบกับนักเรียนไทยคนอื่นใน
เมืองเดียวกัน

ตอนนั้นพอเงินบาทตก พอก็ไมรูจะทําอยางไรแลว เขาสงใหผมเปนประมาณปละ ๔ แสนบาท


อันนี้นอยนะ จายเฉพาะคาเรียน คากินคาอยูผมก็หาเอง ซึ่งก็ประมาณอีก ๔ แสนบาท คาใชจาย
คอนขางแพงถาเทียบเปนเงินไทย หนวยกิตปริญญาโทประมาณ ๔๐๐ เหรียญตอหนวย อยู
ระดับกลางๆ ถาเทียบเมืองไทยก็แพง แตถาเทียบกับมหาวิทยาลัยที่นั่นก็ไมแพงเทาไหร อีก
อยางพวกที่จบนาโรปะสวนใหญจะบนวา "กูจะไปทํางานอะไรวะ มานั่งภาวนา ๙ หนวยกิต จะให
ใครวาจางวา ภาวนามา ๙ หนวยจะใหงานอะไร" เปนอีกปญหาหนึ่งซึ่งเปนการเปลี่ยนกระบวน
ทัศนหมดเลย

เราตองสรางงานเอง ผมกลับมาเมืองไทย เขาใหผมไปสอนที่มหาวิทยาลัยแมฟาหลวง ใหผมไป


สอนเศรษฐศาสตรกระแสหลัก ผมไมเชื่อ ผมจะไปสอนไดอยางไร พอดีทางสถาบันวิจัยระบบ
สาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุขชวนมาชวยงานวิจัย เปนงานเรื่องนิเวศวิทยาแนวลึก และได
กลับมาเรียนรูกับบานเกิดเมืองนอนเราดวยวา แนวคิดในเชิงเดียวกันมีอยูแลวที่ไหนบาง ในเผา
พื้นเมืองก็ดี ในพุทธก็ดี ก็ไมจําเปนตองไปทํางานอะไรทีม
่ ันรูสึกวาไมใชเรา

อีกเรือ
่ งที่ทาํ คือมาจากผมกับอา วิศิษฐ วังวิญู ที่อยูเ ชียงรายอยูแลวพอผมกลับมาและก็มีคุณ
มนตรี ทองเพียรอีกคน ก็คด ิ กันวาจะทําอะไรดีนะ เลยคิดวาอยากจะทํางานทีเ่ ราถนัด เราชอบ
งานเขียนงานแปล ชวงหลังมาทํางานฝกอบรมมากขึ้น เลยตั้งเปนองคกรเล็กๆ ขึ้นมา ขึ้นกับ
มูลนิธเิ สฐียรโกเศศ-นาคะประทีป เปนสถาบันชือ ่ สถาบันขวัญเมือง แรกความตั้งใจจริงๆ คือ
อยากจะทําองคกรธุรกิจเพือ ่ สังคม อยากจะเลี้ยงตัวเอง เหนื่อยกับการเปนองคกรเอกชนแลวตอง
ไปงอทุน ไปหาทุน เราพึ่งตัวเองไดไหม อบรมแลวพึ่งตัวเองไดดวย ที่ผา นมาก็รับเอาปุยชีวภาพ
มาขายแตไมเวอรค ก็เลิกไป ตอนนี้สงสัยตองเปนองคกรเอกชนแลว มันอยูไมได แตงาน
ฝกอบรมยังพอไปได โดยเฉพาะในดานการแสวงหาดุลยภาพในชีวต ิ ผานการปรับเปลี่ยนวิธค
ี ด

กระบวนการศึกษาเรียนรูอยางเปนองครวม

ในชวง ๒ ปที่ผา นมา สถาบันขวัญเมืองรวมกับกลุมแพทยหัวกาวหนา มีคุณหมอวิธาน


ฐานะวุฑฒเปนหลัก จัดหลักสูตรฝกอบรม "หัวใจใหม ชีวต ิ ใหม" ใหกับกลุมผูปว ยโรคหัวใจ โดย
การปรับเปลี่ยนทัศนะคติของชีวต ิ บางอยาง ใหเขาใจตัวเองและคนอื่น ดูแลตัวเองและคนรอบ
ขางอยางออนโยน สอนโยคะและภาวนา ทํากระบวนการเรียนรูแบบกลุม ปรากฏวาไดผลมาก
ผูปวยใชยาแกปวดนอยลงเยอะ ความเครียดในชีวต ิ นอยลง มีความสุขกับตัวเองและครอบครัว
มากขึ้นอยางเห็นไดชัด ตอนนี้ก็ยังทํากิจกรรมนี้อยู

จากงานฝกอบรมที่จังหวัดแพรที่สถาบันขวัญเมืองไปรวมจัดให ก็ทําใหเกิดกลุมเรียนรู เปนชนชั้น


กลางและพระที่สนใจการพัฒนาจิตใจและสังคม ชื่อกลุม  เสขิยธรรมศึกษา นารักมาก มาถึงตอนนี้
ก็เกิดผล เปนกลุมเรียนรูที่แสวงหาสมดุลใหกับชีวต
ิ สังคมและธรรมชาติ ตั้งคําถามกับกระแส
ความเปนไปของทุนนิยมโลกาภิวัตนทเี่ ห็นธรรมชาติ และมนุษยเปนเพียงทรัพยากร เขาคิดกัน
เรื่องการศึกษาและสุขภาพองครวม มีการพูดคุยแลกเปลีย ่ น และจัดกิจกรรมกันอยางสม่ําเสมอ

นอกจากนี้ ผมยังไปชวยงานใหกับองคกรดานสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดลอม ชื่อ Earth Rights


International ในการกอตั้งเครือขายฝกอบรมในดานนี้ ในระดับภูมิภาค ซึ่งอยูในชวงเริ่มตน
โครงการ อีกชิ้นคืองานที่ทาํ กับกลุมชาวบานปกาเกอะญอรักษาปาตนน้าํ ที่ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม
เปนการทําแผนที่ภมู ินิเวศวัฒนธรรม (Bioregional mapping) เพื่อการศึกษา สื่อสารและการ
จัดการปาชุมชนตนน้ํา

สวนงานทางเสมสิกขาลัยขณะนี้ จะเริ่มจัดการศึกษาทางเลือกในระดับอุดมศึกษา ผมก็มาดูแล


ใหในภาคสิ่งแวดลอมและนิเวศแนวลึก คิดวาชวยสอนใหดวยในปหนา ๓-๔ วิชา จะกลับมาทํา
ใหเปนเรื่องเปนราว คิดหนวยกิต อางอิงเหมือนระบบมหาวิทยาลัยแตอาจจะไมเขาระบบ จนกวา
ระบบเห็นวามันเวอรค ขอเอาปริญญามาใหคอยวาไป แตตอนนี้ตองทําใหมหี ลักสูตรเปนเรื่องเปน
ราวกอน
ทิ้งทาย…
ผมเชือ ่ วาชีวิตนีเ้ ราไดรับการดูแลจากการทําความดีของเรา พูดอีกนัยคือวาจักรวาลเขาก็ดูแลเรา
เอง เดี๋ยวก็มีมาเอง ถาเราไมตองการที่จะมีเยอะนะ ถาผมตองการรถ บานหลังที่สอง มันก็เปนอีก
เรื่อง มันไมมใี ครมาดูแลหรอก แตผมวาเราจะไดรับการดูแลเอง ความเชื่อในความไมรู ในอนาคต
ที่ไมรู อันนี้เปนอันหนึ่งที่ผมเรียนรูจากการภาวนาแบบธิเบต องคภาวนาคือความไมรู Walking
into the unknown เราตองอยูกับความไมรูใหไดและตองเชือ ่ ในปจจุบัน การกระทําและความคิดที่
เปนไปในทางที่ถก ู ที่ควร ทีเ่ ปนไปในแตละปจจุบันขณะ แลวชีวิตมันจะดําเนินตอไปไดเอง

๕. จุดเดนของนาโรปะในทามกลางมหาวิทยาลัยทางเลือก
ผมไมไดสัมผัสมหาวิทยาลัยที่อื่นมาก มหาวิทยาลัยทางเลือกมีหลากหลายแลวแตนย ิ าม แต
สําหรับนาโรปะมีจุดเดนทางเรื่องจิตใจชัดเจน ดวยวิถีทางแหงศิลปทั้งสมัยเกาและใหมเขา
ดวยกัน อีกทั้งการไปเรียนรูกบ
ั ธรรมชาติ คือเห็นวาอุดมคติ หรือนักศึกษาที่พึงประสงคคอ
ื อะไร
คือเปนบุคคลที่ทาํ งานเพื่อโลกเพื่อผูอ
 ื่น ไมใชดวยเหตุผล ระบบศีลธรรม จริยธรรมใดๆ ทั้งสิ้น
แตตองมาจากใจ

เมตตาธรรมเปนเรื่องของจิตใจที่นอมรับและเผชิญหนากับความทุกข ความเปนอนิจจัง และความ


ไรตัวตน ตัวความคิดทีถ
่ ูกตองอาจเปนสวนชวยใหเกิดการบมเพาะคุณธรรมภายในใจ และความ
กรุณาเมตตาจะออกมาจากใจ เพราะจะมีความยั่งยืนและมีพลัง ไมถอ ื ดี แตยอมรับความเปน
มนุษย และตั้งคําถามสืบคนและตรวจสอบตัวเองอยูเ สมอ กระบวนการศึกษาของเขาจึงตองมา
เชือ
่ มสมองกับใจเขาดวยกัน เวลาเลือกอาจารยก็จะเลือกดวยมาตรฐานนี้

อาจารยก็ถือวาเปนนักเรียนทางจิตคนหนึ่ง สอนและเรียนไปดวยกัน เพราะนาโรปะถือวา


การศึกษาคือการแปรเปลี่ยนการเติบโตขางใน Education as Transformation เหมือนคําวาสิกขา
ก็มาจากคําวา สะ-อิกะ ซึ่งแปลวา การมองตน มีความหมายที่เหมือนกันเลย ตองมามองตน
เขาใจ เปนการศึกษาเพือ ่ ใหบมเพาะปญญา เพื่อความงอกงาม เปลี่ยนแปลงและเติบโตภายใน

อันที่สอง การรักษาขนาดของความเล็กไวทําใหคุณภาพบางอยางยังอยู ถาใหญขน ึ้ หลักหลาย


พันหรือเปนหมื่นคน คุณภาพบางอยางทําอยางไรก็ไมเกิดขึ้น มีคนพยายามขยายมหาวิทยาลัย
แตคณะกรรมการไมยินยอม ใหไปทําใหมอีกที่หนึ่งแลวเขาไปชวยบริหาร ใหทาํ แบบเล็กๆ นี่
แหละ เล็กๆ แตงาม เล็กๆ แตมีคุณภาพบางอยางที่จะไมหายไป อยางที่ชูมากเกอรมีประโยคเก
วา "Small is beautiful."

อันที่สาม พยายามสรางความเปนชุมชน นาโรปะถือวาการเรียนรูไมสามารถเกิดขึ้นไดดว ยตัวเอง


อยางเดียวมันตองมีกัลยาณมิตร นี่ก็กลับมาเรื่องพุทธ ในแตละโอกาสเขาพยายามใหเกิดมี
กิจกรรมของชุมชนเชน การภาวนารวมกัน วันสิ่งแวดลอม วันทีส ่ ําคัญที่เขาถือวาสําคัญ และเปด
ใหคนขางนอกเขามาดวย เพราะการเรียนรูที่แทจริงไมสามารถเกิดขึ้นไดอยางโดดเดี่ยวแปลก
แยกจากชีวต ิ อื่นๆ แตเปนไปในขายใยของชีวติ ที่ซับซอน มีพลังขับเคลื่อนของการรวมไมรวมมือ
ปะทะสังสรรคในรูปแบบความสัมพันธตางๆ ระหวางมนุษยกับมนุษย และมนุษยกับธรรมชาติ

อางอิง

http://www.midnightuniv.org/midnight2544/0009999942.html