You are on page 1of 11

Midnight's Spirituality

ประสบการณที่แตกตางทางจิตวิญญานที่นาโรปะ
ประสบการณตรงจากนาโรปะ เมืองโบลเดอร โคโรลาโด
วิจักขณ พานิช : นําสนทนา
นักศึกษามหาวิทยาลัยนาโรปะ สหรัฐอเมริกา

บทความนี้ไดรับมาจาก อ.ชลนภา อนุกูล


เปนเรื่องเกี่ยวกับประสบการณที่ไดรับจากการเรียน ณ มหาวิทยาลัยนาโรปะ
เพิ่มเติมจากบทความลําดับที่ ๙๘๘ ที่เคยบรรยายไปแลวโดยคุณณัฐฬส วังวิญู
สนใจบทความลําดับที่ ๙๘๘ คลิกไปอานไดจากที่นี่
midnightuniv@yahoo.com

(บทความเพื่อประโยชนทางการศึกษา)
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลําดับที่ 998
เผยแพรบนเว็บไซตนี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๔๙
(บทความทั้งหมดยาวประมาณ 15.5 หนากระดาษ A4)

ประสบการณจากนาโรปะ เมืองโบลเดอร โคโรลาโด


วิจักขณ พานิช : นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยนาโรปะ สหรัฐอเมริกา

บันทึกการประชุมจิตวิวัฒน ครั้งที่ ๑๐ (๖/๒๕๔๗)


วันจันทรที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๔๗ เวลา ๐๙.๓๐ - ๑๕.๓๐ น.
หองประชุม มูลนิธิสาธารณสุขแหงชาติ

การประชุมชวงบาย - ประสบการณตรงจากนาโรปะ
วิจักขณ: ผมวิจักขณ พานิช ครับ กําลังศึกษาปริญญาโทอยูที่มหาวิทยาลัยนาโรปะ เมืองโบล
เดอร โคโรลาโด คิดวาหลายๆ ทานคงไดยินชื่อแลว พอดีกลับไปบานเมื่ออาทิตยที่แลว ไดเปด
อานรายงานการประชุมจิตวิวฒ ั นครั้งกอน พบวาพี่ณัฐฬสไดพูดไปแลวเปนสวนมาก วานาโรปะ
เปนอยางไร ซึ่งคนทีส
่ นใจนาจะกลับไปอาน ก็จะไดรายละเอียดชัดเจนพอสมควร สวนที่ผมจะ
พูดในวันนี้ เปนลักษณะของคนที่กาํ ลังเรียน เหมือนขับรถไปแลวอธิบายวานีค่ ืออะไร คงจะไม
สรุปวาการศึกษาตองเปนแบบนี้ ทุกที่ตอ  งเปนแบบนาโรปะ หรือทุกคนตองเรียนนาโรปะ
จริงๆ แลวตอนกลับมา ผมไดไปคุยกับหลายๆ ทาน ไดคุยกับคุณอาวิศิษฐ วังวิญู ที่เชียงราย
ไปดูดประสบการณมาในลักษณะของการทําสุนทรียสนทนา ผมชอบและเห็นคุณคาของสุนทรีย
สนทนา เพราะเปนการสังเคราะหความรูด  วยกัน ไมใชผมที่จะบอกวานาโรปะดีอยางนั้นอยางนี้
แตคือการสังเคราะหวาประสบการณที่ไดมามีประโยชนอยางไร ?

กอนอื่นผมขอเลาเรื่องของตัวเองวา ทําไมถึงไปเรียนที่นน ั่ สนใจอะไร ชีวิตผานมาเปนอยางไร


จริงๆ ผมยังเด็กมาก ตอนนี้อายุยาง ๒๕ ป จบปริญญาตรีจากวิศวะ จุฬาฯ เมื่อ ๓ ปทแ ี่ ลว ชีวต

ชวงวัยรุน อายุประมาณ ๑๕ - ๑๘ ป ก็คงเหมือนวัยรุนทัว่ ไป คือคอนขางมีความสับสน พยายาม
คนหาตัวเอง วาเราชอบอะไร มีความสนใจอยางไร เขามหาวิทยาลัยโดยที่ยังไมรูเลยวา อยาก
เปนอะไร แตตามกระแสสังคมไป วาคนเรียนเกงจะตองเรียนแพทยหรือเรียนวิศวะ ตอนนั้นผม
ทะเลาะกับคุณพอหนัก ทําใหมีอคติกับคนที่เปนแพทย เมื่อเอนทรานซจึงเลือกสอบเขาเพียง
คณะเดียว คือ วิศวะ จุฬาฯ เพราะผมก็เปนคนเรียนเกงคนหนึ่ง สามารถเลือกเขาคณะอะไรก็ได

ตอนนั้นชีวิตสับสนมาก ก็เลือกทํากิจกรรมอยูในคณะ อยูกับเพือ ่ น แตก็ตอบคําถามไมไดสกั อยาง


วาชีวต
ิ คืออะไร เราเกิดมาทําไม เริ่มกินเหลาเริ่มสูบบุหรี่เหมือนวัยรุนทัว่ ไป โชคดีตอนอายุ ๑๘ มี
เพื่อนคนหนึ่งเขาฟงผมพูดแลวชอบ ก็มาบอกผมวาอยาไปกินเหลาเลย อยาไปสับสนในตัวเอง
ออกมาคนหาชีวิตดีกวา เขาก็เลยชวนผมไปนั่งสมาธิที่ยุวพุทธิกสมาคม ๗ วัน

ผมเปนคนเชือ ่ คนยาก ก็เลยจะไปพิสูจนวา คุณแมสิริ (กรินชัย) จะเปนลัทธิอะไรหรือเปลา แตก็


ปฏิบัตเิ ต็มที่ ไมอยางนั้นเราจะไปบอกคนอื่นไมไดวามันไมถูกตองอยางไร ก็ทําตามที่เขาบอก
ทําไปเรื่อยๆ แลวก็มีเหตุการณที่ทําใหชีวต ิ ของผมเปลี่ยนทั้งชีวต
ิ เลย ผมก็อธิบายไมได
เหมือนกันวาทําไม พูดไปจะกลายเปนการอวดอุตริ เพราะเราก็ไมรวู าสิ่งนั้นคืออะไร แตรูวา ณ
วินาทีนั้น มีเหตุการณทท ี่ ําใหเราเห็นศักยภาพของจิตและของชีวิต วามีคุณคามาก เหมือนกับวา
ชวงวินาทีสั้นๆ นั้น การทีเ่ รากําหนดสติไดละเอียดตลอดเวลา เราเห็นเหมือนตัวเองเปลงแสง
ออกมาได เปนความรูสก ึ เปรียบเทียบนะครับ ไมใชเปนจริงๆ แตเหมือนกับมีพลังมหาศาล แลวก็
เปนอยูช  วงสั้นๆ คือนั่งสมาธิสั้นๆ เสร็จแลวก็เขาไปสูสภาวะนั้น แลวเราก็นอนหลับ พอตื่นขึ้นมาก็
หายไป แตจะมีความรูสึกวาชีวต ิ มีคุณคามาก

ในแตละวินาทีที่เรามีชวี ิตอยูบ  นโลก ถามีสติอยูก  ับปจจุบนั โลกเปนของเรา จะทําอะไรก็ได


ประสบการณนี้เปลี่ยนชีวต ิ ผมทั้งชีวติ แลวไมใชการเปลีย่ นที่มีเหตุผล คือชวงวันที่ ๔ เขามีการ
กราบระลึกถึงพระคุณพอแมกัน เราก็นึกในใจวาดีนะ แตจะกราบพอไดหรือเปลา เพราะผมโกรธ
พอมานานแลว คิดในเชิงเหตุผลก็ดี ไปกราบแลวกัน แตเราจะกลาเปลา แตพอเกิดเหตุการณวัน
นั้น ก็เลยรูสึกเหนือเหตุผล คือไมรูแลววาถูกหรือผิด แตจะตองกลับไปกราบทาน ตองถามพอวา
รูสึกอยางไร นี้ก็เปนสิ่งที่เปลีย
่ นชีวิตผม

ตอนเรียน ผมก็ไมอยากเรียนวิศวะ แตก็อยากเรียนใหจบปริญญาตรี แลวก็ทาํ กิจกรรมไปดวย ได


เปนทั้งหัวหนานิสต ิ ก็เรียนรูไปเรื่อยๆ ใชชีวต
ิ ชวงนั้นทําความดี เหมือนกับเราตั้งปณิธานไววา เรา
อยากใชชีวต ิ ใหมคี ุณคา ก็เลยหาทางทําความดี ทํากิจกรรมชวยชาวบาน แตก็ยังมีความทุกขอยู
เหมือนติดดีครับ ความดีก็มท ี ุกขเหมือนกัน ผมเปนวากเกอร เวลาไปสอนนอง วาเปนวิศวกรตอง
มีจิตสํานึกอยางนี้ เราก็พด ู ๆ แตคด ิ ในใจวาการเปลี่ยนเขาเปนไปไมไดเลย ก็เกิดความทุกขขึ้นมา
เวลาที่เห็นสิ่งตางๆ ไมเปนอยางใจ แตก็ยังพยายามหลอเลี้ยงจิตใจมาเรื่อยๆ แสวงหาทางนั้น
ทางนี้ สุดทายพอเรียนจบรับปริญญา ก็ไปบวชที่สวนโมกขปหนึ่ง

ชีวต
ิ ที่สวนโมกขเปนชวงเวลาที่มค ี ามาก ไดยอนมองตัวเองตรงจุดเปลี่ยนชีวต
ิ อีกครั้งหนึ่ง รูสึก
เหมือนกับเราเห็นความกลัวของตัวเอง และถึงจุดที่เราตองกาวขามไป ในการที่จะเรียนรูอะไรสัก
อยางทีเ่ ราตองการจริงๆ ดังนั้น กอนจะสึก ดวยความบาบิ่นที่อยากจะทําอะไรสักอยาง ก็เลย
เขียนจดหมายไปหาคนทีเ่ รานับถือสองทาน คือคุณลุงประเวศ กับ อ.สุลก ั ษณ ดานหนึ่งคือ
นักปราชญ อีกดานหนึ่งคือนักรบ คุณลุงก็ตอบจดหมายกลับมา แนะนําทีเ่ รียนมาสองสามแหง
แหงหนึ่งคือนาโรปะ

ผมก็ออกคนหาขอมูล คือผมจะไมชอบใหคนมาจูงผมไปทางนั้นทางนี้ ผมจะหาของผมเอง ไปดู


เว็บไซต คนควาของผมเอง วาที่นท
ี่ ี่นั่นเปนอยางไร แสวงหาวาคนเรียนจบมีไหม ไปเจอ
ชื่อณัฐฬส ก็โทรศัพทไป ตอนนั้น พี่ณัฐฬสนั่งมอเตอรไซครับจางอยู แลวเราก็ตด
ิ ตอกัน ผมไป
เชียงรายเพื่อไปคุยใหเห็นหนาเลยวาเขาเปนอยางไร ประทับใจพี่ณัฐฬส มาก เลยตัดสินใจเลือก
มหาวิทยาลัยนาโรปะ

ชวงนั้น จะมีชวงวางอยูประมาณเกือบ ๘ เดือน ผมก็ใชเวลาไปเรียนรูชนบทไทย เพราะผมถาม


พี่ณัฐฬสวา ผมจะตองเตรียมตัวอะไรบาง เขาบอกวาหนึ่งภาษา สองคือใหรูเรื่องของคนไทย ผม
ก็คดิ วาเราไมตอ
 งไปเรียนเมืองนอกเพื่อตีตราวาเปนนักเรียนนอก เรารูสก
ึ วาอยากจะเอาคุณคา
ของเราไปแลกเปลี่ยนกับเขา ก็เลยทองเที่ยวไทย ไดอะไรเยอะมาก จากการไปดูทเี่ ขาทําอยู
ปราชญชาวบานบาง ชุมชนชาวเขาตางๆ

สิ่งที่ผมอยากจะบอกคือ นาโรปะไมใชคําตอบแบบเปนสําเร็จรูป หรือเปนโรงงานผลิตบัณฑิต


เหมือนทีเ่ ราเชื่อในการศึกษากระแสหลัก นาโรปะจะเปนเหมือนสิ่งแวดลอมของการเรียนรู
มากกวา คือการเรียนรูจะมีพื้นฐานหลายปจจัย

๑. ตัวเราเอง
๒. สิ่งแวดลอม
๓. กัลยาณมิตร

ที่เชือ
่ มโยงกัน ทําใหเกิดการเรียนรู การเรียนรูจริงๆ เชน ผมไมเคยอาน เคน วิลเบอร เลย แต
เพื่อนผมอาน ผมก็จะรูวา เคน วิลเบอร พูดอะไร แลวผมก็คด ิ ตอวาพื้นฐานที่เรามี ทีเ่ ราปฏิบัติ
ธรรมมา คือสิ่งทีเ่ ขาพยายามจะพูด เราก็ไปตอยอดในรากของเราเอง ผมมองวานี่คอ ื กระบวนการ
เรียนรู คือทุกคนมีอิสระในการเรียนรูของตัวเอง มีอาจารย มีเพื่อน บรรยากาศของการเรียนรูชวง
นั้นทําใหเราเติบโต โดยแตละคนก็เติบโตไมเหมือนกัน ฟงผมกับฟงพี่ณัฐฬสพูดก็ไมเหมือนกัน
คนละแบบ ก็คด ิ วาตรงนั้นคือสิ่งที่ผมไดจากนาโรปะ

สิ่งที่ผมอยากจะพูดก็คือ ความแตกตางที่นาโรปะมีไมเหมือนที่อื่น คือในสายตาของคนอเมริกัน


ทั่วไป จะบอกวานาโรปะเปนสถานที่แปลกประหลาด ถาคิดเทียบอยางงายๆ คือทุกคนเรียน
มหาวิทยาลัยหมด แตมค ี นกลุมหนึ่งมาศึกษาในวัด นั่งเรียนกันบนพื้นในวัด ปริญญาที่ไดมาก็เอา
ไปสมัครงานไมได เปนความแปลกความทีห ่ ลุดออกมาจากกระแส จากความคาดหวังที่เปนแบบ
แผนในอุดมคติของคนทัว่ ไป

คนที่มาเลือกเรียนนาโรปะจะมีความคิดกาวหนา หนึ่งคืออาจารย พวกนี้จะมีความคิดหลุดออกมา


จากกระแสหลัก สังคมอเมริกันเปนสังคมสุดโตงทางดานวัตถุมาก คนที่หลุดเขามาในนาโรปะ คือ
คนที่เห็นทางตันมาแลว เห็นคุณคาในเรือ
่ งแบบนี้ เขาก็จะทุมเทชีวต
ิ ใหกับการสอน การพูดคุยกับ
นักศึกษา แลวตัวนักศึกษาเองเนื่องจากผมเรียนปริญญาโท คนที่มาเรียนจะมีความหลากหลาย
มาก บางคนอาจจะเปน พยาบาล เปนนักเขียน เปนนักจิตวิทยา แตละคนก็จะมีประสบการณของ
ตัวเองมาแลกเปลี่ยนกัน โดยทุกคนเห็นคุณคาของการพัฒนาดานในและมิติทางดานจิตใจ

ลักษณะเดนของนาโรปะ คือเปนสถานที่บม  เพาะบุคลิก บางคนอาจจะมองวาเปนโลกมายาหรือ


เปลา ใหคนไปเรียนอะไรก็ไมรู ไมใชความเปนจริง แตผมคิดวาสถานที่บมเพาะอุดมคติ เปน
ทางเลือกทีเ่ ราตองมี การคิดวาเราตองอยูบนโลกทีม ่ ีความทุกขตลอดเวลา นาจะไมถก
ู ตองมี
สถานทีใ่ หเราศึกษาแสวงหาหนทางใหพนทุกขวามีไหม เปนอยางไร ซึ่งนาโรปะเปนสถานที่ของ
อุดมคติ คนจะพูดวาระวังนะ อยูนาโรปะนานๆ จะทําใหหลุดเขาไปในโลกฟองสบู แลวหลุด
ออกมาไมได แตผมมองวาการบมเพาะอุดมคติเปนเรื่องที่สําคัญ แลวทําใหเราคนพบศักยภาพที่
แทจริงของตัวเอง เพื่อออกมาเผชิญกับความเปนจริงไดดวย

อีกเรือ
่ งหนึ่ง คือเรื่องบรรยากาศ พิธีกรรม และความศักดิ์สิทธิ์ อาจจะฟงดูแปลก ที่นาโรปะ
คอนขางจะมีพื้นฐานวัฒนธรรมทิเบตเปนหลัก ก็จะมีเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ เรื่องความขลังของ
พิธีกรรม อยางการเริ่มเรียนก็ตองมานั่งเปนวงกลม แลวอาจารยจะมีวิธก ี าร เชน เริ่มตนดวยการ
เคารพกัน นั่งสมาธิเงียบๆ สักพักหนึ่งกอน อาจจะใหพูดเปนบทกลอนสั้นๆ แลวก็นอ  มตัวเคารพ
กัน มีการพูดเกี่ยวกับสิ่งที่เราเรียนรูมา โลกของความเปนจริง โลกของภายใน โลกของภายนอก
เปนพิธก ี รรมศักดิ์สิทธิ์ของการเรียนรูที่โยงเรื่องภายในกับภายนอกเขาดวยกัน ซึ่งคนภายนอก
มองแลวจะแปลกๆ แตคนที่เรียนจะรูวาความศักดิ์สิทธิ์ทาํ ใหเกิดสมาธิ รับฟงคนอื่น แลวเกิดการ
ประมวล คลายๆ กับกระบวนการในกลุมมีพลวัตตลอดเวลา อธิบายยาก ผมพยายามจะเขียน
บทความเรื่องความศักดิส
์ ิทธิ์มานานแลว ยังอยูในขั้นตอนของการยอยความคิด

คือ ถาคิดงายๆ อยางเรามีบา นอยูหลังหนึ่งเกาแกมาก สงทอดจากปูยาตายายมา แลวเรามี


ความรูสึกวาบานหลังนี้ศก
ั ดิส
์ ิทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์เหลานีค
้ ืออะไร ผมคิดงายๆ คือการที่ตวั เรามี
ความสัมพันธและรูสึกเปนสวนหนึ่งของสิ่งๆ นั้น เราจะไมสามารถแยกตัวเอง แยกจิตใจออกจาก
สิ่งๆ นั้นได ผมคิดวาการเรียนรูที่นาโรปะศักดิ์สิทธิ์ เพราะเปนการเรียนรูซึ่งแตละคนมีสวนรวมใน
กระบวนการตลอดเวลา ไมไดมีคาํ สั่งวาถูกตอง วาเราจะตองฟงอาจารยคนนีอ ้ ยางเดียว
ตลอดเวลา แตเราเปนสวนหนึ่งของการเรียนรู มีพลวัตรของการเรียนรูตลอดเวลา

คิดงายๆ คือกระบวนการสุนทรียสนทนา ซึ่งผมมองวานาโรปะมีตรงนี้ แลวพิธก ี รรม การจัดวาง


การจัดหองหรือวาบรรยากาศ มีผลมากตอการทําใหบรรยากาศการเรียนรูศักดิ์สท ิ ธิ์ขน
ึ้ มา ผมคิด
วาทิเบตมีคอนขางมาก เพราะชีวิต ศาสนา สังคม และวัฒนธรรมรวมเปนหนึ่งเดียว แลวธิเบตเห็น
ความทุกขชด ั มาก เพราะถูกรังแก ทําใหเกิดพลังการเรียนรู ซึ่งนาโรปะก็พยายามทําใหเห็นจุด
นั้น

กอนทําวิทยานิพนธเรื่องหนึง่ จะมีสวนหนึ่งทีเ่ รียกวาการไปเรียนรูดวยการรับใช ผมเลือกที่จะ


กลับเมืองไทย แลวใชเวลา ๕ อาทิตย ในการเรียนรูดวยการรับใช คือไปใชความรูทเี่ รียนมา ไป
เห็นไปเรียนรูจากปญหาจริงๆ เหมือนความรูทเี่ ราเรียนกับปญหาที่เกิดขึ้นมีความเชื่อมโยงกัน
เปนสิ่งที่ผมเห็นวานาโรปะแปลกกวาทีอ ่ ื่น

การเปนชุมชนเล็กๆ ตอนนี้มีนักเรียนอยู ๑,๒๐๐ คน ก็กอ  ใหเกิดความสัมพันธที่ผมไมเคยไดรับ


จากทีไ่ หนมากอน ยิ่งตอนเรียนจุฬาฯ ผมแสวงหาอาจารยทั้งชีวต ิ ขอแคอาจารยคนเดียวทีผ ่ ม
เขาไปหาเมือ
่ ไรก็ได ที่พูดเรือ
่ งชีวต ิ พูดเรื่องความสับสนได ผมหาไมพบเลย แตที่นาโรปะ
อาจารยทุกทานมีใจที่จะอยูท  ี่นั่น นักเรียนมีปญ
 หาอะไรในชีวติ ในการเรียน เขาไปหาอาจารยได
ตลอดเวลา แลวเขาไมไดพด ู เรื่องความรูตลอดเวลา แตพูดจากประสบการณการใชชีวต ิ ทั้งชีวต

ซึ่งผมโชคดีมากที่ไปเจออาจารยที่ผมรักและเคารพ ไดเรียนรู ไดเติบโตกับอาจารยทานนั้นมา
ตลอด ๑ ป

ความสัมพันธระหวางนักเรียนก็มีผลมาก เพราะนักศึกษากลุมเล็กๆ สวนหนึ่งก็จะมีหนาที่ทาํ งาน


ในมหาวิทยาลัย อาจจะเก็บขยะ ทํางานหองสมุด เปนประชาสัมพันธมหาวิทยาลัย ทํางานบริหาร
จัดการ รับโทรศัพท เขาจะจางนักศึกษาใหมสี วนรวมในมหาวิทยาลัย ในชุมชน ใหรวู ามีอะไร
เกิดขึ้นบางในมหาวิทยาลัย คือพยายามจะไมใหเปนภาวะคนนอกกับคนใน ทุกคนที่เรียนรูใน
ชุมชนคือคนในหมด ทุกคนก็จะรูความเปนไปในมหาวิทยาลัย ทุกสิ่งทุกอยาง การบริหาร การ
ตัดสินใจของผูบริหารก็จะโปรงใส เพราะวาทุกคนจะมีสวนรวมหมด ผมทํางานที่หอ  งสมุด และได
ประโยชนมาก เพราะทุกคนจะเขาหองสมุดมาหาหนังสือหรือหางานวิจัยมาอาน

ผมก็ไดแลกเปลี่ยนพูดคุย ถามวาเลมนั้นทีอ ่ านไปเปนอยางไรบาง เขาบอกวาดีมาก คือแตละคน


มีเวลาวาง ไมรีบรอน การเรียนรูในมหาวิทยาลัยจะสบายๆ เขาหองสมุดก็มีเวลานั่งคุยกัน ไมตอง
รีบเขาหองเรียน แลวเวลาทีเ่ ราเขาไปคุยกับคนทีท ่ ํางานดานอื่นๆ เราก็จะถามเขาวาเปนอยางไร
ไดยินขาวนั้นไหม เราก็ไดเรียนรูกับเขาดวย ตรงนั้นก็เปนจุดหนึ่งทีท
่ ําใหผมไดอะไรมาก

หนังสือที่นาโรปะสุดยอดมาก เนื่องจากมหาวิทยาลัยมีลก ั ษณะเดนของตัวเองที่เลือกมาแลว วา


เราจะเปนแนวพุทธ การศึกษาดานใน จิตวิญญาณ สังคม ศิลปะ หนังสือในหองสมุดจะถูกคัดสรร
และมีความเชือ ่ มโยงมาแลวระดับหนึ่ง เราอานหนังสือเลมไหนก็จะโยงไปตรงนั้นหมด ทําใหผม
จะไมคอยรูเรื่องกระแสหลักเทาไร อาจเปนทั้งขอดีและขอเสียดวย ซึ่งก็แลวแตวาจะมองในแง
ไหน แตผมมองวากระบวนการการเรียนรูที่นั่นสมบูรณ เพราะวาหนังสือที่อยูใ นหองสมุดคัดสรร
แลว

ผมไดเรียนคลายๆ พี่ณัฐฬส คือปแรกเรียนภาควิชาสิ่งแวดลอม แตผมตัดสินใจเปลีย่ นเมื่อเรียน


จบไปแลว ๑ เทอม คือกอนเรียน ผมตั้งคําถามไปคําถามเดียว คือคําถามที่เกี่ยวกับการศึกษา ผม
ไมรู เพราะผมเรียนวิศวะมา แตผมอยากทําเรื่องการศึกษา ไมรูวา เขาจะเอาเราหรือเปลา แตเขา
รับเราแลวก็คงจะเรียนได เราเขาไปดวยความตั้งใจจะตอบคําถามใหไดวา การศึกษาคืออะไร
การศึกษาที่มค ี ุณคาทําอยางไร แลวเราก็เขาใจวาที่นาโรปะสิ่งแวดลอมนาจะครอบคลุมเรื่องการ
การศึกษา นาจะรวมเรื่องคนเขามาดวย รวมเรื่องเกี่ยวกับชุมชน วัฒนธรรมดวย ซึ่งก็ตรงกับที่ผม
คาดหวัง แลวอาจารยกเ็ ขาใจวาการทีเ่ ราสนใจเรื่องการศึกษาแตมาเลือกภาคสิ่งแวดลอม เปน
เรื่องธรรมดา รับได

จะมีปญหานิดหนอย คือผมตองไปรอเพื่อน เพราะเพือ ่ นๆ ในกลุมจะมีความคิดกระแสหลักมา


กอน ก็จะเกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงมากในปแรก เพราะผมก็มีพื้นฐานมาบางแลว ผมรอไม
ไหว เพราะเขาทะเลาะกันมากเกินไป รูสึกวาตองเหนื่อยมากเกินไป เราไมไดวาเราเกงกวาคนอื่น
แตเราอยากจะชวยใหกลุมไปเร็วขึ้น ก็พยายามที่จะแสดงใหเห็นวาเราชวยอาจารย ทําใหเหนื่อย
มาก เลยตัดสินใจวาปแรกจะลงภาคสิ่งแวดลอม เพราะผมชอบเรียนเรื่องเกี่ยวกับทฤษฎีระบบ
เกี่ยวกับมานุษยวิทยา สังคม สิ่งแวดลอม ชุมชน แลวปที่ ๒ ตั้งใจวาจะยายไปเรียนสหวิทยการ
คือเรียนอะไรก็ได เพราะวาเราเริ่มรูจักมหาวิทยาลัยมากขึ้น (เปนความคิดเดียวกับทีม่ องวา การ
เรียนรูนาจะรวมภูมิปญญาทัง้ สามฝายเขาดวยกัน) คือสิง่ ที่ผมสนใจมี ๓ สวน หลังจากที่ผา นมา
เทอมหนึ่งแลว เรื่องแรกคือวิทยาศาสตรกระบวนทัศนใหม เรียนเรื่อง ทฤษฎีระบบ ทฤษฎี
โกลาหล เรียนเรือ ่ งควอนตัม จิตสํานึกใหม เรื่องที่ ๒ คือภูมิปญญาดานศาสนา

นพ.โกมาตร: เวลาเรียนวิทยาศาสตร ไปเรียนอยางไร

วิจักขณ: ไมใชครับ จะเรียนวิธคี ิดมากกวาจะลงลึกหรือเนนการพิสูจน โดยเอาหนังสือมาอานแลว


แลกเปลี่ยนกัน อาจารยกต ็ องมีประสบการณ มีความรูมากกวาคนอื่น แตการเรียนวิทยาศาสตร
กระบวนทัศนใหมจะเปนลักษณะวิธีคด ิ มากกวา วิธีคด
ิ แบบเชื่อมโยงวานักวิทยาศาสตรเขา
ทดลองมาแลว พิสูจนมาแลววาเปนอยางไร ผลของการเปลี่ยนผานจากฟสิกสแบบเกามาเปน
แบบใหม มีการเปลี่ยนแปลงอะไรบาง ไมใชลักษณะวิทยาศาสตรบริสุทธิ์ ตองบอกวานาโรปะจะ
เปนมหาวิทยาลัยศิลปเสรี

เรื่องที่ ๒ ที่ผมสนใจ คือภูมปิ ญญาดานศาสนา นาโรปะสอนกวางมาก หลายรูปแบบ พุทธก็มีเถร


วาท มหายาน วัชรยาน คริสตก็มี อิสลามก็มี ซูฟ ฮินดู มีหมด แลวการสอนก็เปนลักษณะ
เปลี่ยนแปลงไปดวย คือมีปริยัติ แลวก็มลี ักษณะการปฏิบต ั ิในชั้นเรียน คือเราฟงแลวก็มา
แลกเปลี่ยนประสบการณ คุยเรื่องความโกรธเปนอยางไรแลวก็มาแลกเปลี่ยนกัน ประมาณวา
พระพุทธศาสนาสอนมาอยางนี้ แลวสิ่งทีเ่ ราประสบมาเปนอยางไร จะมีกระบวนการสุนทรีย
สนทนา บางคนพูดเรื่องความทุกขในชีวต ิ แลวรองไห เปนเรื่องธรรมดามาก ผมพบวากระบวนการ
ที่นี่เปนกระบวนการเปลี่ยนแปลง คือเราเรียนศาสนาอยางไร แลวนอมนําเขาสูใจ โยนิโสมนสิการ
คิดใครครวญโดยแยบคาย แลวก็มาพูดในหองเรียน เปนลักษณะของการภาวนาอีกรูปแบบหนึ่ง
ที่ไมตอ  งไปนั่งหลับตา เปนกระบวนการโยนิโสมนสิการ

นพ.โกมาตร: วิจักขณบอกวามีนก ั ศึกษาสวนหนึ่งคลายๆ กับตองปรับตัวนานเหมือนกัน แสดงวา


ตอนทีเ่ ขาตัดสินใจมาเรียน เขาไมรูหรือวาเปนมหาวิทยาลัยแบบนี้ คนเลือกเรียนที่นี่คิดอยางไร
เพราะวาเราก็พอจะทราบวาแปลกๆ แลวทําไมถึงมา

วิจักขณ: ผมวาเขารูแลว แตคนเราจะบอกใหเปลี่ยนมันเปลี่ยนยากนะครับ คือเรารูวา เราไมดีแต


เราเปลี่ยนยาก ก็เราเปนของเราอยางนี้ จะมีความรูสึกนี้อยูเวลาทีเ่ ราอยูในภาวะเปราะบาง คือจะ
มีภาวะกาวขามผานพนไป หรือจะปดตัวเอง เพื่อนผมในชั้นมี ๑๖ คน ตอนนี้มีลาออกไปแลวคน
หนึ่ง เขามีปญหากับพอมานาน เขาคิดเสมอวาสังคมตองเปลี่ยนในทางที่ดีขึ้น คิดถึงคนอื่น แต
เขามีปญ หาเปดรับความความแตกตางคนอื่นไมได เขารูว าพอทําธุรกิจปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทํา
เกษตรกรรมแบบทําลายธรรมชาติ ใชสารเคมี เขารูวา โลกเราถูกเปลี่ยนแปลงตรงนี้ เขามีความ
ตั้งใจดี แตเขามองพอเปนศัตรู

เขามีความรูสึกวายิ่งเรียนแทนที่จะเขาใจวาคนเราคอยๆ เปลี่ยนแปลงไป แตตัวเราตองเปลี่ยน


กอน ความทุกขของเขากลับโตขึ้น กลับเปนวาเขาเกลียดพอ กระบวนการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด
ทําใหเขารูสึกวาความเปราะบางเปนอันตราย แลวเขาก็เครียดมาก เห็นไดชดั วาคนนีม้ ีปญหา คือ
เขาไมเขาใจวาความเปราะบางนี้คือการรูตวั เอง แลวเปลีย
่ นแปลงตัวเอง แตเขากลับมองวาตรงนี้
เปนอุปสรรค ผมเห็นแลวนากลัวเหมือนกัน

ผมเลยบอกวา คนที่ไปเรียนตองเปนคนมีพื้นฐานตรงนี้บา ง แตเพื่อนบางคนที่เขากาวขามผานไป


แลว เห็นความเปลี่ยนแปลงชัดมาก เขายังพูดกับผมวา เขาอยูในสังคมอเมริกันมาตลอด รูสึกเลย
วาเปนวัฒนธรรมที่ไมเปดตัวเองเพื่อการเรียนรู ไมมีการมองวาตัวเองเปนอยางไร เหมือนกับทุก
คนมีกรอบปองกันตนเองตลอดเวลา เพราะฉะนั้น เวลาทีก ่ รอบคอยๆ เปดออก ทุกคนจะกลัวมาก
แตเขาบอกวาไมนากลัวอะไรเลย แคเขาเรียนรูวามีเพื่อน มีอาจารยที่เปนกัลยาณมิตร คุยกัน
แลกเปลี่ยนกัน เขาก็สบายใจแลว เห็นชัดมากคือจะมี ๒ พวก

นพ.อารี: ในกระบวนการสุนทรียสนทนา ไดมก


ี ารพูดเรื่องของความคาดหวังในการมาลงเรียน
อยางนี้ แตละคนมีความคาดหวังอยางไร

วิจักขณ: ตอนเริ่มตนใชไหมครับ

นพ.อารี: ใช ตอนเริ่มตน มีความคาดหวังอะไร เรื่องที่ ๒ มีคนอเมริกันอยูเทาไร

วิจักขณ: ๙๐ %

นพ.อารี: ๙๐% คนตางชาติมีนอยมาก

วิจักขณ: คนตางชาตินอยมากครับ เขาจะรูมากอนวา นาโรปะสอนไมเหมือนทีอ ่ ื่น มีบรรยากาศ


คลายๆ ภูมปิ ญญาตะวันออกกคอนขางมาก เขาจะรูสึกวาชีวติ เขาแสวงหามิติดา นจิตวิญญาณอยู
แลว เพียงแตตองเขาใจวาเขาเปนอเมริกัน สวนใหญเขาจะไมคอยรูวา มิติทางจิตวิญญาณคือ
อะไร เพราะฉะนั้น เขาจะรูสกึ ชีวิตพรอง พอเขามาหา ก็จะมีกระบวนการที่ตอ  งวิ่งวนอยูสักพัก
เพื่อหาจุดสมดุล เขาก็มคี วามคาดหวังคลายๆ กันคืออยากจะมีชวี ิตทีด ่ ีขึ้น อยากมีชวี ต ิ ที่มค
ี ุณคา
มากขึ้นกับโลก สังคม

อ.สุมน: เปนหวงนักศึกษาทีอ ่ อกไป ที่จริงถาหากวาในนาโรปะมีอาจารยที่จะชวยได ชักสงสัยวา


ทําไมไมชวยนักศึกษา เวลาที่พูดถึงความเปราะบาง คนที่เขากรรมฐานจะรูวา ชวงหนึ่งเราก็เกิด
อาการเปราะบาง แลวเราไปพิจารณาจนรูวาความจริงคืออะไร เชนเดียวกัน เปนหวงนักศึกษาคน
นี้ขึ้นมา ทําไมไมมีกล
ั ยาณมิตรไปชวย

วิจักขณ: ลักษณะของเพือ ่ นคนนี้มีลักษณะที่ปด  ตัวเองมากๆ แรงมาก จะมีปญ  หาบางอยาง เวลา


เปลี่ยนแปลง ในหองเรียนอาจารยก็จะพูด มีเสนทางใหเราเดินไปเรื่อยๆ เราตองตามไปสักพัก
คนอเมริกันสวนใหญพอตามไปสักพักไมเห็นอะไรเขาก็จะกลัว คือไมเห็นอะไรเลย สอนหวย แลว
เขาจะดา จะมีภาวะหนึ่งมีการตําหนิติเตียนกันเยอะมาก อาจารยคนนี้ก็ถก ู ติ คนนั้นก็ถูกติ คนนั้น
ถูกดา คนนี้ถกู ดา เพราะอยางที่บอก ๙๐ % เปนคนอเมริกัน ผมมองวามันเปนกระบวนการ
เปลี่ยนแปลงแบบฝรั่ง ไมใชการนั่งวิปส  สนากรรมฐาน ๗ วัน คือไมมีบรรยากาศของตะวันออก
ผมมองวาเพือ ่ นคนนีเ้ ขามีปญ หาอยูก อนแลว แลวเขาปดตัวเอง ไมฟงอาจารย พูดอะไรก็ไมฟง
เพื่อนพูดอะไรก็ไมตลก คือยากที่จะไปบอกเขา ผมวาเพื่อนคนนี้เขามีปญ  หาทางจิตอยูด  วยครับ
ระดับหนึ่ง

อ.เอกวิทย: เกือบลืมถาม ๒ ประเด็น ประเด็นแรก คุณวิจักขณรูสึกไหมวาจากที่ไดรูจักแลวอาน


ถึง อ.สุลก
ั ษณ อ.ประเวศ และบวชที่สวนโมกข ไดสรางความพรอมทางความรูทางจิตใจไวระดับ
หนึ่ง พอไปถึงนาโรปะแลวไปไดสวย ไปไดทันที เพราะเรามีพื้นตะวันออกทีเ่ ขาใจปญหาชีวต ิ
และสรรพสิ่ง เขาใจกฎของธรรมชาติของสรรพสิ่งไดดก ี วาคนอเมริกันโดยรวม คําถามที่ ๒ คือ
ชาวนาโรปะไดแลกเปลี่ยนกับนักศึกษาโคโรลาโดบางไหม เพราะวาระบบแตกตางกันโดยสิ้นเชิง
มีโอกาสปะทะสังสรรคแลกเปลี่ยนกันอยางไร ?

วิจักขณ: คําถามแรก แนนอนครับ ผมถึงบอกวา ผมมีความโชคดีหลายดาน เมื่อ ๓ เดือนที่ผา น


มา ผมยอนมองตัวเอง ถาจําไมผิดเดือนมีนาคม อ.สุลก
ั ษณ มาพูดที่นาโรปะ ผมไดมีโอกาสนั่ง
คุยนั่งฟง สนทนากันอยางใกลชด ิ ๒ วันตอมาลุงประเวศ มาที่นาโรปะเหมือนกัน คือผมมองวามี
การเรียนทีเ่ กี่ยวกับชีวต
ิ ของเรา จะมีคาํ เปนความคิดหลักอยู ๒-๓ ตัว คือคําวา ปฏิจจสัมพันธ
ธรรมะจัดสรร อนิจจัง คือมันเปนเหมือนกับเขาใหมองชีวต ิ วาอนิจจัง คือไมมท
ี ุกสิ่งทุกอยาง
แนนอน การทีเ่ ราเปดตัวเอง รับรูความเปราะบาง ความไมแนนอนของชีวต ิ จะทําใหเห็นความ
เชือ
่ มโยงของทุกสิ่งทุกอยางในปจจุบัน ณ วินาทีนั้น แลวเราจะเห็นวามีบางสิ่งบางอยางผุด
บังเกิดขึ้นมา

ผมมองวาการที่เราจะหลุดไปจากแบบแผนในอุดมคติของสังคม แลวเรียนรูโดยใชญานทัศนะ
ของเรา ตรงนั้นจะมีพลังมาก ถาเราสนใจอะไร ทุกสิ่งจะเขามาสอดประสานทําใหเกิดขึ้นกับตัว
เรา จากเดิม ผมมองคนที่อยูใ นแบบแผนในอุดมคติของสังคมจะมีขอจํากัดอยูตลอดเวลา วาคน
นั้นคิดอยางนี้ เดินทางไปไหนไมไดเลย แลวโลกทีเ่ ราเดินไป สมมติเราเดินผานไปเรือ
่ งหนึ่ง จิต
เราจะไมเปดรับรูอะไรเลย จะปดอยูต
 ลอดเวลา เราจะมีหมวกๆๆๆ แตหลังจากที่ผมตัดสินใจไปนา
โรปะ จะเกิดหลายๆ สิ่งหลายๆ อยางที่ทาํ ใหผมเห็นวาการเรียนรูของคนเรา ไมควรจะมีขีดจํากัด
ในเรื่องของความคาดหวัง วาจบแลวจะตองเปนอะไร เรียนอะไรอยู ไดปริญญาอะไร

เพราะฉะนั้น ผมจะมีความสนุกกับการเรียนรู ไดอานหนังสือที่อยากอาน แลวพอเพือ ่ นมาคุยวา


นาสนใจจังเลย เราก็อยากมาอานบาง แลวก็เขียนบทความวิชาการโดยนําสิ่งเหลานีม ้ าประมวล
ในสิ่งที่เขาตั้งคําถาม คืออาจารยจะเปดมาก เราจะใสเรือ่ งอะไรลงไป ที่ผด
ุ ขึ้นมา เขารับหมด เขา
จะรูสึกวามันเปนปญญาที่คณุ สรางขึ้นมาเอง เขาไมไดปอ นใหเรา

เรื่องแลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยโคโลราโดจะเปนแบบไมเปนทางการ เพราะไมคอยมีนักศึกษา
มหาวิทยาลัยโคโลราโดสนใจนาโรปะเทาไร เพราะเขาจะเปนกระแสหลักมาก ที่ไมเปนทางการ
คือคนที่มีจต
ิ ใจเปดกวางจะสนใจ อยากไดเพื่อนรวมหองเปนนาโรปะ เขาก็จะมาหาธีม แลว
พูดคุยกัน

นพ.อุดมศิลป: ทีแรกก็สนใจคลายๆ อ.สุมน ที่ถามและเปนหวงนักศึกษาคนนั้น เพราะดูเหมือน


จะมีปญหากับพอเหมือนวิจก ั ขณ แตพอฟงแลว ก็รวู าเหมือนกันแตไมเหมือนกัน ภาษาอังกฤษวา
like but not alike คลายๆ กับมือซายมือขวาเหมือนกัน แตจริงๆ ไมเหมือนกันเลย เพราะถุงมือ
ซายเอามาใสมอ ื ขวาไมได ผมเชือ
่ สิ่งทีต
่ างกัน คือเพื่อนคนนั้นไมใชคนแบบวิจักขณ ที่เคยนั่ง
กรรมฐาน บวชเรียน จนกระทั่งในที่สด ุ กราบเทาคุณพอได ปมนั้นหลุดไปแลว แตเพือ ่ นคนนั้น
โชครายกวา

เขาแบกความเกลียด ซึ่งไมมีอะไรในโลกนีท ้ ี่หนักเทากับการเกลียดพอ พอเกลียดแลวจะทุกข


ที่สุดในโลก พอเกลียดก็จะทั้งรักทั้งแคน เมื่อทั้งรักทั้งแคน จะเปนความโกรธที่รุนแรงมาก
เพราะฉะนั้น ผมตอบ อ.สุมน ไดเลยวา เพือ ่ นวิจก ั ขณคนนั้น ลําพังเพียงกัลยาณมิตรในวง
แลกเปลี่ยนคงชวยไมได ตองอาศัยมืออาชีพตอนหลังเมือ ่ อ. สุมน ถาม วิจก
ั ขณก็ตอบไดดี ผมดี
ใจที่ผมไดฟงวิจก
ั ขณพูดถึงนาโรปะ เพราะ อ.ประเวศ เลาใหฟงวาวิจก ั ขณไปนาโรปะ ผมก็
ติดตามรอฟงขาวดวย คราวที่แลวยังฟงคุณณัฐฬสไมจใุ จ วันนี้ก็มาฟงวิจักขณทาํ ใหเห็นภาพชัด
ขึ้น

มีคําถามเดียวคือวา ในฐานะที่พวกเราสวนใหญในหองนีส ้ นใจเรื่องการศึกษา ฟงแลวก็อยากไปดู


ผมไมเคยไป แตถารูวา ที่ไหนมีดี มีโอกาสก็จะกระเสือกกระสนไป อยากไปดู ทราบจาก อ.
ประเวศ วาระยะหลังมีการไปดูงานมาก แลวก็มีปญ  หาบาง ผมเชือ ่ วามหาวิทยาลัยแนวใหม
วิธีการเรียนการสอนแบบใหม ขอสําคัญที่สด ุ วิจักขณพดู แลว ครูไมใชแตเฉพาะตองมีความรูจริง
เทานั้น ยังตองมีทัศนคติในการเรียนการสอนเทากับปรัชญาของนาโรปะดวย ถึงจะทําการเรียน
การสอนที่อยากจะไดเกิดขึน ้ คําถามคือวา คนที่ไปดูงานที่ไมเขาใจ บางทีก็อาจจะสรางความ
รําคาญไดเหมือนกัน อยากจะใหวิจักขณขยายความตรงนี้วา ประสบการณที่มีคนภายนอกมา
เยี่ยมมาดูงานเปนอยางไรบาง

วิจักขณ: ก็มี ๒ แบบครับ คือคนที่ไปดูงาน คนที่สนใจเรือ่ งปรัชญาดานการศึกษา สวนใหญจะ


ไปนั่งเรียน ซึ่งนาโรปะจะสนับสนุนมาก เขามานั่งบนพื้น มาแลกเปลี่ยน มารองไห มาเรียนรู
ดวยกัน ไมวา คุณจะเปนใครจากไหน คุณก็มานั่งคุยกับเรา มาเปราะบางดวยกันได แตคนที่ยด ึ ติด
ในการศึกษาแบบเกา แลวมาดูงานที่นาโรปะ ก็จะสรางความปวดหัวใหผูบริหารพอสมควร ถาจะ
ตอบแทนเขา ผมจะบอกวานาโรปะไมไดอยูที่ไปเดินดู ความรูไมไดอยูทก ี่ ายภาพของแตละคน
หรือของผูบริหาร ความรูเ ปนสิ่งบังเกิดขึ้นใหมซึ่งไมไดเปนของใครคนใดคนหนึ่ง แตเปน
กระบวนการครับ

อยางผมเคยไปหาอาจารย ผมสนใจเรื่องการศึกษาทางจิตวิญญาน ผมถามวาจิตวิญญานของ


คุณมีความหมายวาอยางไร อาจารยอธิบายวา "It's too fragile; it's too precious." คือเปราะบาง
มาก แลวมีคาเกินกวาที่จะไปพูดถึง ยิ่งเราจะไปจับจิตวิญญานมาใสอะไรสักอยางหนึ่ง มันก็จะ
แตก จะหายไป แลวสิ่งทีเ่ ราคิดวามีคา คลายๆ หิ่งหอย พอเราจับ ก็จะเปนแคหนอนธรรมดา ผม
ฟงแลวก็รูสึกวา สิ่งทีเ่ ปนจิตวิญญาน จริงๆ แลวก็เปนเพียงการผุดขึ้นของหลายสิ่งหลายอยาง
ของความสัมพันธ ของกระบวนการทั้งหลาย แลวบางสิ่งที่เปนจิตวิญญานสําหรับเรา อาจไมใช
จิตวิญญาน สําหรับคนอื่นก็ได

คุณวิศิษฐ: หารอยตอเชื่อมระหวางเชากับบายไดพอดี ที่วิจักขณพด


ู ประเด็นจิตวิญญานวา
เปราะบาง เปนสิ่งที่บอบบางตองทะนุถนอม หลอเลี้ยง เปนชั่วขณะจิตไปสูอก ี ขณะจิต วิจักขณ
พูดเรื่องโผลปรากฏ การผุดบังเกิด ณ ขณะนั้น ผมเชื่อมโยงกับเรื่องวิทยาศาสตรคุณภาพของ
คุณหมอประสาน ผมจินตภาพเสนทางเดินไปสูจด ุ หมายไมใชการเดินไปจากหลายๆ จุดแลวไป
จุดๆ เดียวกันหมด ผมวามันเปนปลายเปด เปนรูปทรงกรวย จุดหลายๆ จุดอาจเดินจากจุด
เดียวกัน แลวเปดเปนทรงกรวยใหกวางขวางลึกซึ้ง เพราะยิ่งบรรลุถึงคุณภาพที่สูงกวา ยิ่งมีความ
กวางขวาง ลึกซึ้ง อะลุมอลวย ประนีประนอม รอมชอมกันไปไมมีที่สิ้นสุด เปนเรื่องทีเ่ ปดกวาง
จริงๆ

ในเรื่องของความศักดิส ์ ิทธิ์ นอกจากเปดพื้นที่ใหกัน การเชื่อมโยง การรูจักธรรมชาติ จนกระทั่ง


เปนหนึ่งเดียวกันแลว ยังมีพน ื้ ที่ใหแกการโผลปรากฏดวย ในวงสนทนานั้น ความรูไมใชของคน
ใดคนหนึ่ง ความรูไมใชนําเขาจากตํารับตําราเทานั้น ตํารับตําราอาจจะเปนเพียงตัวกระตุนเทา
นั้นเอง แตความรูจะเกิดขึ้นสดๆ ณ ขณะนั้นๆ ที่คุยกัน เปนการผุดบังเกิด การโผลปรากฏ

ในที่ประชุมนี้ ตองใช ๒ คํา คุณหมอประเวศใชคําวา "ผุดบังเกิด" คุณหมอประสานใชคาํ วา "โผล


ปรากฏ" พอดีผมเปนลูกศิษยของทั้ง ๒ ทาน เลยใชทั้ง ๒ คํา คือการโผลปรากฏ มันเปนการกอ
ประกอบ
ขอโยงทฤษฏีไรระเบียบเล็กนอย แลวก็โยงไปถึงความเปราะบาง วาในความเปราะบาง หมิ่นเหม
มีความเสี่ยง มีความไมสะดวกสบาย เพราะออกมาจากความคุนเคย เขาไปสูสิ่งทีเ่ รียกวาความ
โกลาหลปนปวน สับสนอลหมาน แตในความไรระเบียบนัน ้ เปนชวงของระยะเวลาดวย แลวก็เปน
ศักยภาพที่จะนําไปสูก  ารจัดระเบียบภายใน

สิ่ง ที่จะโผลปรากฏในทฤษฎีไรระเบียบมีความเปนไปไดอเนกอนันต แตจะตองผานความ


โกลาหล ความไรระเบียบ ซึง่ ตรงนั้น ในความรูสึกหนึ่งอาจจะเปนความเปราะบาง แลวทฤษฎีไร
ระเบียบก็จะพูดถึงตัวดึงดูดประหลาด ไมใชการกําหนดแนนอน ไมใชเปนกฎทีต ่ ายตัว แตเปนกฎ
ที่ผันแปรได จะเรียกวามีชวี ต
ิ เปนวิวัฒนาการที่ไมจบสิ้น ตอไปไดเรื่อยๆ ทีเ่ ชือ
่ มโยงทั้งหมด ก็
คือพื้นทีค่ ุณภาพ มันเปราะบาง มีคา ยิ่ง และดํารงอยูช
 ั่วขณะ พูดถึงเรื่องสติและการตืน ่ รูอยูใน
ปจจุบันขณะ ก็นึกถึงวงสุนทรียสนทนาอันเปนพื้นที่ทก ี่ ารโผลปรากฏในการคิดคนรวมกันจะ
เกิดขึ้นได

ทั้งหมดนี้กําลังจะบอกวา จุดหมายนั้นปลายเปด อาจไมใชรูปทรงกรวย แตเปนรูปอะไรก็ได ยัง


ไมแนใจ แตวา จินตนาการชัน
้ ตนคือไมไดมุงไปที่จด
ุ ๆ เดียว ขณะที่เปดออก ก็เชือ
่ มโยงถึงกัน
ไมใชเปดออกอยางขัดแยงไปคนละทิศละทาง อาจเปนทิศเดียวกันทั้งหมดแตวา มีอส ิ ระภาพใน
การคิดแตละสวน เปนปจเจก ขณะเดียวกันเปนคุณูปการของคําตอบสวนรวมดวย

นพ.โกมาตร: ผมลองตั้งคําถามสําหรับในวงดูนะครับ เราฟงเรื่องนาโรปะมา ๒ ครั้งแลว คิดวาได


เห็นมิติของการเรียนรูที่เชื่อมไปถึงสิ่งทีอ
่ าจมีคุณคาตอการ เติบโตของมนุษยชาติ อยากจะลอง
โยนคําถามกวางๆ ในวงวา เราเห็นการปรับประยุกตของความคิดที่ไดมก ี ารนํามาเสนอ ในแงผล
ตองานของพวกเราเอง ในแงที่จะนําไปใชกบ ั สถาบันอื่นๆ หรือการสรางกิจกรรมการเรียนรูเสริม
ตอ หรือผลัดเปลี่ยนจากที่เปนอยูในสถาบัน ในกลุม ในกิจกรรมทางดานศาสนาก็ดี ทางดานอื่นๆ
ก็แลวแต เราจะลองคุยเรื่องนี้ดีไหม เพราะเราคุยเรื่องนาโรปะมา ๒ ครั้งแลว

นพ.ประเวศ: ที่นาโรปะตอนไปฟงเขาคุย เขาวามีกลุมหนึ่งที่มาเรียน เปนครูประจําการ แตมาทํา


ปริญญาโท ซึ่งผมวานาสนใจ ถาครูมาเรียนอะไรที่ทาํ ใหรูความรูสกึ นึกคิดของตัวเอง เรียกวา
จิตตปญญาศึกษา เปนแกนของทุกเรื่อง กับใหรูเพื่อนมนุษยแลวกลับไปเปนครู ผมวาจะดีมาก
ขณะนี้ ร.ร.รุงอรุณกําลังสรางอาศรมศิลป กําลังพัฒนาแกนความคิด ดูแลวคลายศานตินิเกตันกับ
นาโรปะบวกกัน หลักสูตรแกนคือใหรูชวี ิต ทุกหลักสูตรมีเรื่องนี้เปนตัวกลาง นอกจากนั้นจะเรียน
เรื่องสิ่งแวดลอม เรื่องการศึกษา เปนตน

มาดูเรื่องการจัดการ ศานตินเิ กตันที่ทา นรพินทรนารถ ฐากูร เปนผูก  อตั้ง การจัดการอาจไมดี


เพราะวาตอมารัฐเขามาอุดหนุน คลายๆ การยึดไปทํา ก็เลยเพี้ยนไป ผมไมรูจักนาโรปะมากพอ
แตเทาทีด่ ู เขาจัดการเกง อ.ประภาภัทร (นิยม) ก็พส ิ ูจนตัวเองจากการทําโรงเรียนรุงอรุณ วา
จัดการไดดี ไมขาดทุน สามารถวนเวียนทรัพยากรใหเคลื่อนไหวไปได แลวเขาก็เปดกวาง เขาใจ
วาไดคุยกับวิศิษฐใชไหม พระธรรมปฎก วิจก ั ขณก็คุย ผมวาตรงนี้นาสนใจ

คือสิ่งที่เราคุยกันทั้งหมดจะตองเขาสูก
 ารศึกษาเหมือนที่นาโรปะ เพื่อเปลี่ยนแปลงการศึกษาทั้ง
โลกที่ไมดี แตวา ควรจะหารูปแบบไปสงเสริมวาหลักสูตรเปนอยางไรบาง อาจจะทดลองดูรูปแบบ
การเปลี่ยนแปลงที่ควรจะเปน ผมชอบพูดวา เรามีสถาบันการศึกษาที่มช ี ื่อเสียง เชน อ็อกซฟอรด
ฮารวารด เคมบริดจ สแตนฟอรด แลวทําไมมนุษยเปนอยางนี้

ที่เรามาคุยตั้งวงกัน ใชเวลาไป ๗ -๘ เดือน ก็เพือ ่ ที่จะสมานทิฐิเขามา เรียกวาสมานัตตตา เพือ่


จะไดเคลือ่ นตอ สิ่งที่เราทําคือเรียนรู ประมวลความรู แลวก็เอาไปทําอะไรตอในรูปแบบตางๆ ผม
เปนกรรมการสภามหาวิทยาลัยอยูหลายแหง มีเรื่องที่นาทําเต็มไปหมด บางทีกรรมการให
ความเห็น แตเขายังทําไมได ขาดการจัดการเปนที่สด ุ ถาผูบริหารมหาวิทยาลัยมีการจัดการที่ดกี ็
สามารถจะทดลองอะไรก็ได เพราะทรัพยากรมหาวิทยาลัยมีมาก แตวาบริหารแบบระเบียบ
ราชการมันขาดการจัดการ เขาไมเรียกการจัดการ ที่ทาํ ๆ กันเขาเรียกบริหาร ถาจัดการจะตอง
ไดผลตามทีต ่ องการ แตสวนใหญเปนแคบริหารทั้งนั้น (นพ.ประสาน: ไมใชเผด็จการหรือ?)
(หัวเราะ) โครงสรางเปนอยางนั้นหมดเลย ทั้งการเมือง ราชการ การศึกษา ธุรกิจ และคณะสงฆ
เหมือนกันหมด

พระไพศาล: นาโรปะมีนักศึกษากวา ๑,๒๐๐ คน ถือวาไมนอย ถาเทียบกับความพยายามที่จะ


เสริมสรางศักยภาพ ไมใชแตเรื่องสมอง สงสัยวาเขาจัดการอยางไร ในการทําใหไดครูที่มี
คุณภาพ แลวมีความสุข เพราะวาหลายแหงที่พยายามทําการศึกษาแบบอุดมคติ เชน โรงเรียน
หมูบานเด็ก หรือโรงเรียนรุงอรุณ ทราบวาครูเหนื่อยมาก แลวกําลังไมมีความสุข

นพ.ประเวศ: โรงเรียนหมูบานเด็ก เปนของมูลนิธเิ ด็ก นักเรียนมีความสุข แตครูไมมค


ี วามสุข

พระไพศาล: โรงเรียนรุงอรุณก็ไดขาวมาทํานองนั้น วาครูเหนือ


่ ยมาก ขนาดมีขนาดเล็กกวานาโร
ปะมาก ไมทราบวาจัดการกันอยางไร หรือวาวัยรุนอาจจะมีปญหานอยกวาเด็ก เรื่องนี้เปนประเด็น
ที่นาสนใจ สอง ความสําเร็จของนาโรปะอยูตรงไหน อยางซัมเมอร ฮิลล เขาบอกเลยวา ถา
นักเรียนของเขาเปนนายกรัฐมนตรี ถือวาลมเหลว ความสําเร็จของนาโรปะอยูที่ไหน อยูที่จบไป
เปนใหญเปนโต หรือวาอะไร ?

อ. ประเวศ: ผมไปมหาวิทยาลัยมาหลายแหงในโลก อยางนาโรปะนี่เราสัมผัสได ครูก็ดี


เจาหนาที่กด
็ ี นักศึกษาก็ดี ดูมีความสุขอยูภายในตัว ผมวาสารความสุขจะสูงกวาที่อื่น

นพ.โกมาตร: เขาปลอยนักเรียนเรียนเองเยอะครับ สัดสวนครูตอ


 นักเรียนเปนอยางไรครับ

วิจักขณ: คือหองหนึ่ง ประมาณ ๒๐ คนครับ สวนใหญจะประมาณ ๑๐ คน

อ.ประเวศ: แลวครูละ
วิจักขณ: ครูลาออกไมคอ  ยเห็นนะครับ สวนใหญก็มีความสุข ผมมองวานาโรปะจะมีวฒ ั นธรรม
ใหม บางอยาง เชน การอยูรวมกัน มีการเฉลิมฉลอง การละเลน พิธก ี รรม แลวจะเปน
มหาวิทยาลัยคลายๆ เสรีศล ิ ป ก็มก
ี ารผอนคลายมาก ถาใครเคยอานงานของตรุงปะ รินโปเช จะ
เห็นวานาโรปะจะเลนกับธรรมะ จะมองศาสนาวาเปนเรื่องของความสุข ความสบายใจ นาโรปะจะ
ดึงดูดศิลปน นักแสดงมาไดเปนอันมาก ดังนั้น จะมีลักษณะสบายๆ หลุดจากความคาดหวังของ
คนอื่น มาเรียนรูรวมกันสบายๆ ไมตอ  งอะไรมาก

แลวผมเห็นวาขอดีอยางหนึง่ ของนาโรปะคือ การบริหาร ผูบริหารมหาวิทยาลัยจะปลอยให


ภายในทํากันไป เรียนรูกันไป ถามีปญ  หาอะไรจากภายนอก เขาจะเปนเกราะให เปนการสราง
พื้นที่ใหเกิดการเรียนรู ถามองวามหาวิทยาลัยแปลกๆ ภายนอกก็ยอมสงสัยวา จะเอางบมาจาก
ไหน ใครจะมาพูดวาอยางไร เรื่องการยอมรับ ทําปริญญาไดหรือเปลา สุดทายก็ทาํ ได มีปริญญา
มีการวัดผลในรูปแบบแปลกๆ ออกมาเรื่อย เปนการสรางสรรคจากภายใน จะมีความสนุกสนาน
แลวก็มบ ี รรยากาศรวมกันสบายๆ

(ในสวนของอาจารย) พื้นฐานของอาจารยเปนนักการศึกษาอยูทุกคน เขามาเปนอาจารยเพราะ


เห็นคุณคาของการศึกษา เขามาทํารวมกัน นาโรปะมีพลังที่เกิดจากการทํารวมกันมาก กลับมาดู
เมืองไทย บางทีผมก็ตั้งคําถามวา เรามีคนอยากทําเปนจํานวนมาก แตกระจัดกระจาย ที่นั่นก็
อยากทํา ที่นี่กอ
็ ยากทํา

อ.เอกวิทย: ผมมีโจทยฝากใหคุณวิจักขณคิด คือวาวิจก ั ขณมีอดีตและปจจุบันกรรมที่ดีมาก แลว


ผมมองไดชัดเจน จิตตปญญาจะเปนเชนเดียวกับที่คุณวิศิษฐวา คือเปนหัวขบวนของกระแสธาร
ใหมที่ดีงาม ดังนั้น ฝากโจทยไปคิด เชื่อไมเชื่อไมเปนไร อาชีพทีเ่ หมาะสมกับคุณวิจก ั ขณก็คอ

เปนครูพันธุใ หมที่แทงทะลุอะไรดีๆ ที่พอจะใหนักเรียน เรื่องนี้มีอยูทุกมหาวิทยาลัยในเมืองไทย
และทั่วโลก เพียงแตตองการคนที่เสียสละทุมเทที่จะสรางการแลกเปลี่ยนเรียนรูทด ี่ ใี หกับ
นักเรียนที่กาํ ลังแสวงหาสัจธรรม ผมคิดวาเปนความหวังได อ.เอเชีย ก็เหมือนกันนะครับ ผมฝาก
โจทย ถาไมหนีไปทําอยางอื่น ดีใจมากทีห ่ นีจากเรียนรูทางวัตถุ เรื่องวิศวกรรม มาเปนเรื่องของ
คน เรือ่ งชีวติ เปนความสําเร็จอยางหนึ่ง ดังนั้น ลองเปนตัวหลักในการนํากระแสทางเลือกหลักที่
สรางสรรคสิ่งดีงาม

นพ.ประเวศ: คุณวิศิษฐ เอเชีย วิจก


ั ขณ และคนอื่นๆ อีกไมชาคงรวมตัวกันทําวิทยาลัยแบบใหม
แลวตอนนั้นจะสะสมพลัง จะมีนักศึกษา อาจจะทําปริญญาโทหรืออะไรก็ได แตใหไปจากของ
จริง ถาจะเริ่มโดยฟอรม ไปเสนอนายก ไปเสนอคุณอดิศย ั ไมใชของจริง แลวจะไปไมได

นพ.อารี: ประเด็นนี้ ผมจะถามอยูเ หมือนกัน คือเปนผูนาํ ดานการศึกษา แตอยาไปเปนอธิการ


อยาไปเปนรัฐมนตรี อยาไปเลนการเมือง

นพ.ประเวศ: มูลนิธิสดศรี สฤษดิ์วงศ คุณสดศรี คือนองสาวของ อ.อารี กอตั้งขึ้นมาเพือ ่ สงเสริม


นวัตกรรมทางการศึกษา เดิมคุณหญิงสดศรีคด ิ วาจะมีเงินสัก ๔๐๐ ลานบาท แตพอเศรษฐกิจตก
ก็ไมมีเงิน แตมีทด
ี่ ินอยู นาจะขายได จะเอามาทําอะไรบางที่เปนการศึกษา คุณหญิงก็ปวารณาไว
แลววาเงินจากการขายที่ดิน จะมอบใหมล ู นิธิบริหารจัดการ ที่ประเมินราคาไว มีราว ๕๔ ไร ๓๕๐
ลาน เขาวาจะใหหมด

นพ.ประสาน: ผมกําลังนึกวานาโรปะเปนอยางไร เหมือนวาวัดสมัยสุโขทัยซึ่งเปนเรื่องของการ


สรางโยนิโสมนสิการจากภายใน ใหเรียนรูตัวเองกอนที่จะเรียนรูโลก เปนกรวยแบบ อ.วิศิษฐ
กรวยมีจากบานไปหาตีบ และจากตีบไปหาบาน แตวา คนละมิตก ิ ัน เราก็ตองนึกถึงวา ขณะนี้ คนก็
เรียนทางดานการมองภายใน แตคนทีเ่ รียนไมไดเขาวัด ไมสื่อกัน ทําใหสิ่งซึ่งเปนความลับ
เหลานั้น กลายเปนเรื่องไสยศาสตร เมื่อวัตถุออกมาเปนวิทยาศาตร ออกมาเปนฝายนํา เราก็
สรางรูปแบบการศึกษาการเรียนรูไปอีกแบบหนึ่ง ซึ่งทําลายลางพวกจิตนิยมทั้งหมด มันก็จิต
วิญญานเหมือนกัน แตอันหนึ่งเปนพวกจิตนิยม อีกอันหนึ่งเปนจิตวิญญาน เพราะฉะนั้น เมื่อมี
โรงเรียนวัดขึ้นมาใหม ที่อเมริกาเขาก็ตองตอตาน
สมมติวาในประเทศไทยเราจะทํา ก็อยูในสภาพเดียวกัน เพราะวาสังคมภายนอกสอนใหเรามอง
ไปขางนอก ก็เห็นแตของขางนอกวันยังค่ํา ไมมีทางที่จะเห็นขางใน ตราบใดที่ไมเจ็บปวด ตองมี
ความเจ็บปวดกอน เพราะฉะนั้น งานที่เราทํา ตองทํา และตองทําอยางรีบเรง แตไมใชทําไปดวย
ความรูสึกจะไปลมลาง แตทาํ ดวยใจ วาเปนสิ่งสรางสรรค

คุณวิศิษฐ: อยากจะตอบคําถาม แตไมใชคําตอบแบนๆ ขอเชือ ่ มโยงกับหลวงพี่ไพศาล เรื่อง


ความออนลาในงานจัดการศึกษาทีด ่ ีๆ แลว อ. ประเวศ ก็พูดเรื่องการจัดการ ผมนึกถึง ๒ คํา คือ"
การจัดการ"คําหนึ่ง และอีกคําหนึ่งคือ "ศิลปะ"

ผมมองวาเรื่อง"การจัดการ" คิดวาเขาใจคุณหมอประเวศถูก แตอาจถูกไมหมด เวลาฟงคําวา"


จัดการ" ในคนทัว่ ไปจะมีความหมายหนึ่ง อยูในอุปมาของเครือ ่ งจักร การสั่งการ ควบคุม ผมมอง
วาเปนวิทยาศาสตรเกา กระบวนทัศนเกา. การจัดการทีค ่ ุณหมอประเวศพูด ผมมองวาเปนการ
จัดการที่เปนเนื้อเปนตัว คือทําอยางไรใหความคิด อุดมคติเปนรูปธรรมขึ้นมา ตรงนี้จะเกี่ยวของ
กับสิ่งทีค
่ ุณหมอประสานมองวาเปนความลีล ้ ับ เวลาเราเปนวิทยาศาสตรเกานั้น เราเอาเรื่องแบบ
นี้ออกมา เปนเรือ่ งของจิต เรือ
่ งของศิลปะเปนเรื่องของในเนื้อในตัว เรื่องของศิลปะ ที่ผานมา ติด
อยูกับความคิดมาก ร.ร.รุงอรุณ ใหมๆ ก็เลนเรื่องความคิดมาก ทําแผนการสอนลวงหนามาก

ชวงหลังที่ผมไปใกลชิด พี่ออ ย(ประภาภัทร) ไมคอยสนใจเรื่องแผนการสอน เพราะรูว าแผนการ


สอนมีชวี ิต แตสนใจเรื่องกระบวนการสอนมากกวา และเวลานีเ้ อาสุนทรียสนทนาเขาไปในการ
ประชุมครูทุกระดับ ผมติดตามครูอยูคนสองคน คนหนึ่งชือ ่ ครูชาลี จะบอกวาทุกครั้งทีฟ
่ งถือวาฟง
ดีแลว พอมาทําสุนทรียสนทนาอีก การฟงก็จะดีขึ้น และทําใหเขารูวา การฟงที่ผานมายังไมดีพอ
จะมีการพัฒนาที่เรียกวาเกลียวพลวัต ซอนทับที่เดิมแตยงั ตองขวนขวายตอไปอีก เปนทั้งศิลปะ
และการจัดการ

เราพูดถึงความเทาเทียมกันแตวาคนละสํานัก ไมวาจะเปนสํานักเรียน สงฆ ฆราวาสลวนแตทรง


ไวซึ่งอํานาจแบบพระราชา ราชอํานาจเสมอไป ไมไดถอดถอนอํานาจจริงๆ ลึกๆ เราไมคิดวาคน
อื่นจะเกง คนอื่นจะมีความคิด ปญหานี้ยากทีส
่ ุด ความเปนเนื้อเปนตัวและศิลปะ

วรพงษ เวชมาลีนนท บันทึก


สรยุทธ รัตนพจนารถ ตรวจทาน
ชลนภา อนุกูล ตรวจทาน
NewConsc meeting 10th naropa 060513.doc

 http://www.midnightuniv.org/midnight2544/0009999931.html