รางรัฐธรรมนู ญแห งราชอาณาจักรไทย

(ฉบับรั บฟงความคิดเห็น)
สํ านักกรรมาธิการ ๓ สํ านักงานเลขาธิการสภาผูแทนราษฎร
ตารางแสดงความแตกต าง
รัฐธรรมนู ญแหงราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช ๒๕๔๐
และ
คํานํ า

รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบั บชั่วคราว) พุ ทธศักราช ๒๕๔๙ มาตรา ๒๖ ไดบัญญั ติใหเมื่อคณะกรรมาธิการยกรางรัฐธรรมนูญ
จัดทํารางรัฐธรรมนูญเสร็จแลว ใหจัดทําคํ าชี้แจงวารางรัฐธรรมนูญที่ จัดทําขึ้นใหมนั้น มีความแตกตางกับรั ฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศั กราช
๒๕๔๐ ในเรื่องใดพรอมดวยเหตุผลในการแกไข ซึ่งคณะกรรมาธิการยกรางรัฐธรรมนูญไดดําเนินการจัดทําเอกสารดังกลาวเสร็ จแล ว ไดแก รางรัฐธรรมนูญ
แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... (ฉบับรั บฟงความคิดเห็น) และสาระสําคัญของรางรัฐธรรมนูญฉบับใหม พรอมตารางเปรียบเที ยบกับรัฐธรรมนูญฯ
พุทธศักราช ๒๕๔๐ (ฉบับรับฟงความคิ ดเห็น)
สํานักกรรมาธิการ ๓ ซึ่งไดรับมอบหมายใหปฏิบัติหนาที่ฝายเลขานุ การคณะกรรมาธิการยกรางรัฐธรรมนูญ เห็นวาเพื่อให กรรมาธิการ
ยกรางรัฐธรรมนูญ สมาชิกสภาร างรัฐธรรมนูญ องคกร และบุคคลตามรัฐธรรมนู ญ รวมทั้งประชาชนทั่ วไป ไดเห็นถึงความแตกตางระหวางรัฐธรรมนูญ
แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ กับรางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศั กราช .... (ฉบับรับฟงความคิดเห็น) อยางชัดเจน จึงได
ดําเนินการจัดทําหนังสือ “ตารางแสดงความแตกตางร างรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับรับฟงความคิดเห็น) และรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช ๒๕๔๐” โดยใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ เปนหลักในการแสดงการแกไขเพิ่มเติ ม แตจัดเรียงลําดับมาตราตาม
รางรัฐธรรมนู ญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... (ฉบับรับฟงความคิดเห็น) ดังนั้น สํานักกรรมาธิการ ๓ จึงหวังเปนอยางยิ่งวาหนังสือเลมนี้จะเปน
ประโยชนในการประกอบการพิจารณาของคณะกรรมาธิการยกรางรัฐธรรมนูญ และในการศึกษาคนควาของสมาชิกสภารางรัฐธรรมนูญ องคกร และบุคคลตาม
รัฐธรรมนูญ รวมทั้งประชาชนทั ่วไป


คณะผูจัดทํา
พฤษภาคม ๒๕๕๐
รายนามคณะผูจัดทํา


ที่ปรึกษาผูจัดทํา
นางพรรณิภา เสริ มศรี ผูอํานวยการสํ านักกรรมาธิการ ๓

ผูจัดทํา
นายนาถะ ดวงวิชั ย นิติกร ๗ ว.
กลุมงานคณะกรรมาธิการการทองเที่ ยว

ผูออกแบบปก
นางสาวกนกวรรณ สิงหนาท เจาหน าที่ บันทึกขอมูล ๑
กลุมงานคณะกรรมาธิการการทองเที่ ยว

สารบัญ
หนา
คํานํา (ก)

รายนามคณะผูจัดทํา (ข)

สารบัญ (ค)

ตารางแสดงความแตกต างรางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับรั บฟงความคิ ดเห็น)
และรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ๑
หมวด ๑ บททั่วไป (มาตรา ๑ - ๗) ๑

หมวด ๒ พระมหากษัตริ ย (มาตรา ๘ - ๒๕) ๒

หมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย (มาตรา ๒๖ - ๖๘) ๗
สวนที่ ๑ บททั่ วไป (มาตรา ๒๖ - ๒๙) ๗
สวนที่ ๒ ความเสมอภาค (มาตรา ๓๐ - ๓๑) ๙
สวนที่ ๓ สิทธิ และเสรีภาพส วนบุคคล (มาตรา ๓๒ - ๓๘) ๑๐
สวนที่ ๔ สิทธิ ในกระบวนการยุติธรรม (มาตรา ๓๙ - ๔๐) ๑๒
ส วนที่ ๕ สิทธิ ในทรัพยสิน (มาตรา ๔๑ - ๔๒) ๑๗
หนา
สวนที่ ๖ สิทธิ และเสรีภาพในการประกอบอาชีพ (มาตรา ๔๓ - ๔๔) ๑๘
สวนที่ ๗ เสรี ภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน
(มาตรา ๔๕ - ๔๗) ๑๙
สวนที่ ๘ สิทธิ และเสรีภาพในการศึกษา (มาตรา ๔๘ – ๔๙) ๒๑
สวนที่ ๙ สิทธิ ในการไดรับบริการสาธารณสุขและสวัสดิ การจากรัฐ
(มาตรา ๕๐ – ๕๔) ๒๒
ส วนที่ ๑๐ สิทธิในขอมู ลขาวสารและการร องเรียน (มาตรา ๕๕ – ๖๑) ๒๔
สวนที่ ๑๑ เสรี ภาพในการชุ มนุมและการสมาคม (มาตรา ๖๒ – ๖๔) ๒๖
สวนที่ ๑๒ สิทธิชุมชน (มาตรา ๖๕ – ๖๖) ๒๘
สวนที่ ๑๓ สิทธิพิทักษรัฐธรรมนูญ (มาตรา ๖๗ – ๖๘) ๒๙

หมวด ๔ หนาที่ของชนชาวไทย (มาตรา๖๙ – ๗๓) ๓๐

หมวด ๕ แนวนโยบายพื้ นฐานแหงรัฐ (มาตรา ๗๔ –๘๖) ๓๑
สวนที่ ๑ บททั่ วไป (มาตรา ๗๔ – ๗๕) ๓๑
สวนที่ ๒ แนวนโยบายดานความมั่นคงของรัฐ (มาตรา ๗๖) ๓๒
สวนที่ ๓ แนวนโยบายดานการบริหารราชการแผนดิน (มาตรา ๗๗) ๓๓


(ง)
หนา
สวนที่ ๔ แนวนโยบายดานศาสนา สังคม การศึกษา และวัฒนธรรม
(มาตรา ๗๘ – ๗๙) ๓๖
สวนที่ ๕ แนวนโยบายดานกฎหมายและการยุติธรรม (มาตรา ๘๐) ๓๘
สวนที่ ๖ แนวนโยบายดานการตางประเทศ (มาตรา ๘๑) ๓๙
สวนที่ ๗ แนวนโยบายดานเศรษฐกิจ (มาตรา ๘๒ – ๘๓) ๔๐
สวนที่ ๘ แนวนโยบายดานที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล อม
(มาตรา ๘๔) ๔๒
สวนที่ ๙ แนวนโยบายดานวิทยาศาสตร ทรัพยสินทางปญญา และพลังงาน
(มาตรา ๘๕) ๔๔
สวนที่ ๑๐ แนวนโยบายดานการมีสวนร วมของประชาชน (มาตรา ๘๖) ๔๕

หมวด ๖ รัฐสภา (มาตรา ๘๗ - ๑๕๘) ๔๖
สวนที่ ๑ บททั่ วไป (มาตรา๘๗ – ๙๐) ๔๖
สวนที่ ๒ สภาผูแทนราษฎร (มาตรา ๙๑ – ๑๐๕) ๔๙
สวนที่ ๓ วุฒิสภา (มาตรา ๑๐๖ - ๑๑๖) ๖๒
สวนที่ ๔ บทที่ใชแกสภาทั้ งสอง (มาตรา ๑๑๗ – ๑๓๐) ๗๐
สวนที่ ๕ การประชุมร วมกันของรัฐสภา (มาตรา ๑๓๑ - ๑๓๒) ๘๐


(จ)
หนา
สวนที่ ๖ การตราพระราชบั ญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (มาตรา ๑๓๓ - ๑๒๖) ๘๒
สวนที่ ๗ การตราพระราชบั ญญัติ (มาตรา ๑๓๗ – ๑๔๙) ๘๔
สวนที่ ๘ การควบคุมการตรากฎหมายที่ขัดหรือแยงต อรัฐธรรมนูญ
(มาตรา ๑๕๐ - ๑๕๑) ๙๔
สวนที่ ๙ การควบคุมการบริหารราชการแผนดิน (มาตรา ๑๕๒ - ๑๕๘) ๙๖

หมวด ๗ การมีส วนรวมทางการเมืองโดยตรงของประชาชน (มาตรา ๑๕๙ - ๑๖๑) ๙๙

หมวด ๘ การเงิน การคลั ง และงบประมาณ (มาตรา ๑๖๒ - ๑๖๖) ๑๐๒

หมวด ๙ คณะรัฐมนตรี (มาตรา ๑๖๗ - ๑๙๒) ๑๐๕

หมวด ๑๐ ศาล (มาตรา ๑๙๓ – ๒๒๓) ๑๑๖
สวนที่ ๑ บททั่ วไป (มาตรา ๑๙๓ – ๑๙๙) ๑๑๖
สวนที่ ๒ ศาลรัฐธรรมนูญ (มาตรา ๒๐๐ – ๒๑๒) ๑๑๙
สวนที่ ๓ ศาลยุติธรรม (มาตรา ๒๑๓ – ๒๑๗) ๑๒๙
สวนที่ ๔ ศาลปกครอง (มาตรา ๒๑๘ – ๒๒๒) ๑๓๑
สวนที่ ๕ ศาลทหาร (มาตรา ๒๒๓) ๑๓๔

(ฉ)
หนา
หมวด ๑๑ องคกรตามรัฐธรรมนูญ (มาตรา ๑๖๗ - ๑๙๒) ๑๓๔
สวนที่ ๑ องคกรอิสระตามรั ฐธรรมนูญ (มาตรา ๒๒๔ - ๒๔๕) ๑๓๔
๑. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (มาตรา ๒๒๔ - ๒๓๔) ๑๓๔
๒. ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภา (มาตรา ๒๓๕ - ๒๓๘) ๑๔๔
๓. คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ
(มาตรา ๒๓๙ - ๒๔๔) ๑๔๗
๔. คณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน (มาตรา ๒๔๕) ๑๕๑
สวนที่ ๒ องคอื่นตามรัฐธรรมนูญ (มาตรา ๒๔๖ - ๒๔๙) ๑๕๓
๑. องคกรอัยการ (มาตรา ๒๔๖) ๑๕๓
๒. คณะกรรมการสิทธิมนุ ษยชนแหงชาติ (มาตรา ๒๔๗ - ๒๔๘) ๑๕๔
๓. สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ (มาตรา ๒๔๙) ๑๕๖

หมวด ๑๒ การตรวจสอบการใชอํานาจรัฐ (มาตรา ๒๕๐ - ๒๖๙) ๑๕๗
สวนที่ ๑ การตรวจสอบทรั พยสิน (มาตรา ๒๕๐ - ๒๕๕) ๑๕๗
สวนที่ ๒ การกระทําที่เปนการขัดกันแหงผลประโยชน (มาตรา ๒๕๖ - ๒๖๐) ๑๖๑
สวนที่ ๓ การถอดถอนจากตําแหนง (มาตรา ๒๖๑ - ๒๖๕) ๑๖๔
สวนที่ ๔ การดําเนินการคดีอาญาผูดํารงตําแหนงทางการเมือง (มาตรา ๒๖๖ - ๒๖๙) ๑๖๗

(ช)
หนา
หมวด ๑๓ จริยธรรมของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและเจาหนาที่ของรัฐ
(มาตรา ๒๗๐ - ๒๗๑) ๑๖๙

หมวด ๑๔ การปกครองส วนทองถิ่น (มาตรา ๒๗๒ - ๒๘๑) ๑๗๑

หมวด ๑๕ การแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (มาตรา ๒๘๒) ๑๗๗

บทเฉพาะกาล (มาตรา ๒๘๓ – ๒๙๙) ๑๗๙











(ซ)
ตารางแสดงความแตกตาง
รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับรับฟงความคิดเห็ น)
และ
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศั กราช ๒๕๔๐

รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
หมวด ๑
บททั่วไป


ไมมีการแกไข

มาตรา ๑ ประเทศไทยเปนราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดี ยว จะแบงแยกมิได ไมมีการแกไข
มาตรา ๒ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษัตริ ยทรงเปนประมุ ข
ไมมีการแกไข
มาตรา ๓ อํานาจอธิปไตยเปนของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริยผูทรงเปน
ประมุขทรงใชอํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห ง
รัฐธรรมนูญนี้

มาตรา ๓ อํานาจอธิปไตยเปนของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริยผูทรงเปน
ประมุขทรงใชอํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห ง
รัฐธรรมนูญนี้
การปฏิบัติหนาที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค กรตามรัฐธรรมนูญ
และหนวยงานของรัฐ ตองเปนไปตามหลักนิติธรรม
มาตรา ๔ ศักดิ์ศรีความเปนมนุษย สิทธิ และเสรีภาพของบุคคล ยอมไดรับ
ความคุมครอง

มาตรา ๔ ศักดิ์ศรีความเปนมนุษย สิทธิ และเสรีภาพ และความเสมอภาคของ
บุคคล ทั้งที่ บัญญัติไวตามรัฐธรรมนูญนี้ ตามประเพณีการปกครองประเทศไทยใน
ระบอบประชาธิ ปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข และตามพันธกรณีระหวาง
ประเทศที่ประเทศไทยมีอยู ยอมไดรับความคุมครอง


รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
มาตรา ๕ ประชาชนชาวไทยไมวาเหลากําเนิด เพศ หรือศาสนาใด ยอมอยูใน
ความคุมครองแหงรัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน
ไมมีการแกไข
มาตรา ๖ รัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของ
กฎหมาย กฎ หรือขอบังคับ ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเปนอันใชบังคับ
มิได
ไมมีการแกไข
มาตรา ๗ ในเมื่อไมมีบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้บังคับแกกรณีใด ใหวินิจฉัย
กรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรง
เปนประมุข
ไมมีการแกไข
หมวด ๒
พระมหากษัตริ ย


ไมมีการแกไข
มาตรา ๘ องคพระมหากษัตริ ยทรงดํารงอยูในฐานะอันเปนที่ เคารพสักการะ
ผูใดจะละเมิดมิได ผูใดจะกลาวหาหรือฟองรองพระมหากษัตริ ยในทางใด ๆ มิ ได
ไมมีการแกไข
มาตรา ๙ พระมหากษัตริยทรงเปนพุทธมามกะ และทรงเปน
อัครศาสนูปถัมภก
ไมมีการแกไข
มาตรา ๑๐ พระมหากษัตริยทรงดํารงตําแหน งจอมทัพไทย ไมมีการแกไข
มาตรา ๑๑ พระมหากษัตริยทรงไวซึ่งพระราชอํานาจที่จะสถาปนาฐานันดร
ศักดิ์และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ
ไมมีการแกไข
มาตรา ๑๒ พระมหากษัตริยทรงเลื อกและทรงแตงตั้งผูทรงคุ ณวุฒิเปนประธาน
องคมนตรีคนหนึ่ง และองคมนตรีอื่นอีกไมเกินสิบแปดคนประกอบเปนคณะองคมนตรี

ไมมีการแกไข


รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
คณะองคมนตรี มีหนาที่ถวายความเห็นตอพระมหากษัตริยในพระราชกรณียกิจ
ทั้งปวงที่ พระมหากษัตริยทรงปรึกษา และมีหนาที่อื่นตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้

มาตรา ๑๓ การเลือกและแตงตั้งองคมนตรีหรื อการใหองคมนตรีพนจาก
ตําแหนง ใหเป นไปตามพระราชอัธยาศัย
ใหประธานรัฐสภาเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้งประธาน
องคมนตรีหรือใหประธานองคมนตรีพนจากตําแหนง
ใหประธานองคมนตรีเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้ง
องคมนตรีอื่นหรือใหองคมนตรี อื่นพนจากตําแหนง
ไมมีการแกไข
มาตรา ๑๔ องคมนตรีตองไมเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา
กรรมการการเลื อกตั้ง ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภา กรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลปกครอง กรรมการปองกันและปราบปรามการ
ทุจริตแหงชาติ กรรมการตรวจเงินแผนดิน ขาราชการซึ่งมีตําแหนงหรือเงินเดื อนประจํา
พนักงานรัฐวิ สาหกิจ เจาหนาที่อื่นของรัฐ หรือสมาชิกหรือเจาหนาที่ของพรรคการเมือง
และตองไมแสดงการฝกใฝในพรรคการเมืองใด ๆ
ไมมีการแกไข
มาตรา ๑๕ กอนเขารับหนาที่ องคมนตรีตองถวายสัตยปฏิญาณตอพระมหา
กษัตริยดวยถอยคํา ดังตอไปนี้
“ขาพระพุทธเจา (ชื่อผูปฏิญาณ) ขอถวายสัตยปฏิญาณวา ขาพระพุทธเจาจะ
จงรักภักดีตอพระมหากษัตริย และจะปฏิบัติหนาที่ดวยความซื่อสัตยสุจริต เพื่อประโยชน
ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไวและปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแหงราชอาณา
จักรไทยทุกประการ”
ไมมี การแกไข
มาตรา ๑๖ องคมนตรีพนจากตําแหนงเมื่อตาย ลาออก หรือมีพระบรมราช
โองการใหพนจากตําแหนง
ไมมีการแกไข


รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
มาตรา ๑๗ การแตงตั้งและการใหขาราชการในพระองคและสมุหราชองครักษ
พนจากตําแหน ง ใหเปนไปตามพระราชอัธยาศัย
ไมมีการแกไข
มาตรา ๑๘ ในเมื่อพระมหากษัตริยจะไมประทับอยูในราชอาณาจักร หรือจะ
ทรงบริหารพระราชภาระไมไดดวยเหตุใดก็ตาม จะไดทรงแตงตั้งผูใดผูหนึ่งเป นผูสําเร็จ
ราชการแทนพระองค และใหประธานรัฐสภาเป นผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
ไมมีการแกไข
มาตรา ๑๙ ในกรณีที่พระมหากษัตริยมิไดทรงแตงตั้งผูสําเร็จราชการแทน
พระองคตามมาตรา ๑๘ หรือในกรณีที่พระมหากษัตริยไมสามารถทรงแตงตั้งผูสําเร็จ
ราชการแทนพระองคเพราะยังไมทรงบรรลุนิติ ภาวะหรือเพราะเหตุอื่น ใหคณะองคมนตรี
เสนอชื่อผูใดผูหนึ่งซึ่งสมควรดํารงตําแหนงผูสําเร็จราชการแทนพระองคตอรัฐสภาเพื่อขอ
ความเห็นชอบ เมื่อรัฐสภาใหความเห็นชอบแลว ใหประธานรัฐสภาประกาศในพระ
ปรมาภิไธยพระมหากษัตริย แต งตั้งผูนั้นเปนผูสํ าเร็จ ราชการแทนพระองค
ในระหวางที่สภาผูแทนราษฎรสิ้นอายุหรือสภาผูแทนราษฎรถู กยุบ ใหวุฒิสภา
ทําหนาที่รัฐสภาในการใหความเห็นชอบตามวรรคหนึ่ง
ไมมีการแกไข
มาตรา ๒๐ ในระหวางที่ไมมีผูสําเร็จราชการแทนพระองคตามที่บัญญัติไวใน
มาตรา ๑๘ หรือมาตรา ๑๙ ใหประธานองคมนตรีเปนผูสําเร็จราชการแทนพระองคเปน
การชั่วคราวไปพลางก อน
ในกรณีที่ผูสําเร็ จราชการแทนพระองคซึ่งไดรับการแตงตั้งตามมาตรา ๑๘ หรือ
มาตรา ๑๙ ไมสามารถปฏิบัติหนาที่ได ใหประธานองคมนตรีทํ าหนาที่ผูสําเร็จราชการ
แทนพระองคเปนการชั่วคราวไปพลางกอน
ในระหวางที่ประธานองคมนตรี เปนผูสําเร็จราชการแทนพระองคตามวรรคหนึ่ง
หรือในระหวางที่ประธานองคมนตรีทําหนาที่ผูสําเร็จราชการแทนพระองคตามวรรคสอง
ประธานองคมนตรีจะปฏิบัติหนาที่ในฐานะเปนประธานองคมนตรีมิได ในกรณีเชนวานี้

ไมมีการแกไข


รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
ใหคณะองคมนตรีเลือกองคมนตรีคนหนึ่งขึ้นทํ าหนาที่ประธานองคมนตรีเปนการชั่วคราว
ไปพลางกอน

มาตรา ๒๑ กอนเขารับหนาที่ ผูสําเร็จราชการแทนพระองคซึ่งไดรับการ
แตงตั้งตามมาตรา ๑๘ หรือมาตรา ๑๙ ตองปฏิญาณตนในที่ ประชุมรัฐสภาดวยถอยคํา
ดังตอไปนี้
“ขาพเจา (ชื่อผู ปฏิญาณ) ขอปฏิญาณวา ขาพเจาจะจงรักภักดีตอพระมหา
กษัตริย (พระปรมาภิไธย) และจะปฏิบัติ หนาที่ดวยความซื่อสัตยสุจริต เพื่อประโยชน
ของประเทศและประชาชน ทั ้งจะรักษาไวและปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแหงราชอาณา
จักรไทยทุกประการ”
ในระหวางที่สภาผูแทนราษฎรสิ้นอายุหรือสภาผูแทนราษฎรถู กยุบ ใหวุฒิสภา
ทําหนาที่รัฐสภาตามมาตรานี้
ไมมีการแกไข
มาตรา ๒๒ ภายใตบังคับมาตรา ๒๓ การสืบราชสมบัติใหเปนไปโดยนัยแหง
กฎมณเฑียรบาลวาดวยการสื บราชสันตติวงศ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗
การแกไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลวาดวยการสืบราชสันตติวงศ พระ
พุทธศักราช ๒๔๖๗ เปนพระราชอํานาจของพระมหากษัตริยโดยเฉพาะ เมื่อมีพระราช
ดําริประการใด ใหคณะองคมนตรีจัดทํารางกฎมณเฑียรบาลแกไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียร
บาลเดิม ขึ้นทูลเกลาทู ลกระหมอมถวายเพื่อมี พระราชวินิจฉัย เมื่อทรงเห็นชอบและทรง
ลงพระปรมาภิไธยแลว ใหประธานองคมนตรีดําเนินการแจงประธานรัฐสภาเพื่ อให
ประธานรัฐสภาแจงใหรัฐสภาทราบ และใหประธานรัฐสภาลงนามรับสนองพระบรมราช
โองการและเมื่อไดประกาศในราชกิจจานุเบกษาแลว ใหใชบังคับเปนกฎหมายได
ในระหวางที่สภาผูแทนราษฎรสิ้นอายุหรือสภาผูแทนราษฎรถู กยุบ ใหวุฒิสภา
ทําหนาที่รัฐสภาในการรับทราบตามวรรคสอง

ไมมีการแกไข


รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
มาตรา ๒๓ ในกรณีที่ราชบัลลังกหากวางลงและเปนกรณีที่ พระมหากษัตริยได
ทรงแต งตั้งพระรัชทายาทไวตาม กฎมณเฑียรบาลวาดวยการสืบราชสันตติวงศ พระ
พุทธศักราช ๒๔๖๗ แลว ใหคณะรัฐมนตรีแจงใหประธานรัฐสภาทราบ และใหประธาน
รัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อรับทราบและใหประธานรัฐสภาอันเชิญองคพระรัชทายาท
ขึ้นทรงราชยเป นพระมหากษัตริยสืบไป แลวใหประธานรัฐสภาประกาศใหประชาชน
ทราบ
ในกรณีที่ราชบัลลังกหากวางลงและเปนกรณีที่ พระมหากษัตริ ยมิไดทรงแตงตั้ง
พระรัชทายาทไวตามวรรคหนึ่ง ใหคณะองคมนตรีเสนอพระนามผูสืบราชสันตติวงศตาม
มาตรา ๒๒ ตอคณะรัฐมนตรีเพื่ อเสนอตอรัฐสภาเพื่อรัฐสภาใหความเห็นชอบ ในการนี้
จะเสนอพระนามพระราชธิดาก็ได เมื่อรัฐสภาใหความเห็นชอบแลว ใหประธานรัฐสภา
อัญเชิญองคผูสื บราชสันตติวงศขึ้นทรงราชยเป นพระมหากษัตริยสืบไป แลวใหประธาน
รัฐสภาประกาศใหประชาชนทราบ
ในระหวางที่สภาผูแทนราษฎรสิ้นอายุหรือสภาผูแทนราษฎรถู กยุบ ใหวุฒิสภา
ทําหนาที่รัฐสภาในการรับทราบตามวรรคหนึ่งหรือใหความเห็นชอบตามวรรคสอง
ไมมีการแกไข
มาตรา ๒๔ ในระหวางที่ยังไม มีประกาศอัญเชิญองคพระรัชทายาทหรือองค
ผูสืบราชสันตติ วงศขึ้นทรงราชยเปนพระมหากษัตริยตามมาตรา ๒๓ ใหประธาน
องคมนตรีเปนผูสําเร็จราชการแทนพระองคเปนการชั่วคราวไปพลางก อน แตในกรณีที่
ราชบัลลังกวางลงในระหวางที่ไดแตงตั้งผูสําเร็ จราชการแทนพระองคไวตามมาตรา ๑๘
หรือมาตรา ๑๙ หรือระหวางเวลาที่ประธานองคมนตรีเปนผูสําเร็จราชการแทนพระองค
ตามมาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง ใหผู สําเร็จราชการแทน พระองคนั้น ๆ แลวแตกรณี เปน
ผูสําเร็จราชการแทนพระองคต อไป ทั้งนี้ จนกวาจะไดประกาศอัญเชิญองคพระรัชทายาท
หรือองคผูสืบราชสันตติวงศขึ้นทรงราชยเปนพระมหากษัตริย

ไมมีการแกไข


รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
ในกรณีที่ผูสําเร็ จราชการแทนพระองคซึ่งไดรับการแตงตั้งไวและเปนผูสําเร็จ
ราชการแทนพระองคตอไปตามวรรคหนึ่งไมสามารถปฏิบัติหนาที่ได ใหประธาน
องคมนตรีทําหนาที่ผูสําเร็จราชการแทนพระองคเปนการชั่วคราว ไปพลางกอน
ในกรณีที่ประธานองคมนตรีเปนผูสําเร็จราชการแทนพระองคตามวรรคหนึ่ง
หรือทําหนาที่ผูสําเร็จราชการแทนพระองคเปนการชั่วคราวตามวรรคสอง ใหนํ า
บทบัญญัติมาตรา ๒๐ วรรคสาม มาใชบังคับ

มาตรา ๒๕ ในกรณีที่คณะองคมนตรีจะตองปฏิบัติหนาที่ตามมาตรา ๑๙ หรือ
มาตรา ๒๓ วรรคสอง หรือประธานองคมนตรีจะตองปฏิบัติหนาที่ตามมาตรา ๒๐ วรรค
หนึ่งหรือวรรคสอง หรือมาตรา ๒๔ วรรคสอง และอยูในระหวางที่ไมมีประธานองคมนตรี
หรือมีแตไมสามารถปฏิบัติหนาที่ได ใหคณะองคมนตรีที่เหลืออยูเลือกองคมนตรีคนหนึ่ง
เพื่อทําหนาที่ประธานองคมนตรี หรือปฏิบัติหนาที่ตามมาตรา ๒๐ วรรคหนึ่งหรือวรรค
สอง หรือตามมาตรา ๒๔ วรรคสาม แลวแตกรณี
ไมมีการแกไข
หมวด ๓
สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย


ไมมีการแกไข
สวนที่ ๑
บททั่วไป


มาตรา ๒๖ การใชอํานาจโดยองคกรของรัฐทุกองคกร ตองคํานึงถึงศักดิ์ศรี
ความเปนมนุษย สิทธิและเสรีภาพตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้
ไมมีการแกไข


รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
มาตรา ๒๗ สิทธิและเสรีภาพที่ รัฐธรรมนูญนี้รับรองไวโดยชัดแจง โดยปริยาย
หรือโดยคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ยอมไดรับความคุมครอง และผูกพันรัฐสภา
คณะรัฐมนตรี ศาล และองคกรอื่ นของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การใชบังคับ
กฎหมายและการตีความกฎหมายทั้งปวง
ไมมีการแกไข
มาตรา ๒๘ บุคคลยอมอางศักดิ์ศรีความเปนมนุษยหรือใชสิทธิและเสรี ภาพของ
ตนไดเทาที่ไมละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไมเปนปฏิปกษตอรัฐธรรมนูญ
หรือไมขัดตอศีลธรรมอันดีของประชาชน
บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรี ภาพที่รัฐธรรมนู ญนี้รับรองไว สามารถยก
บทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้เพื่ อใชสิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเปนขอตอสูคดีในศาลได
มาตรา ๒๘ บุคคลยอมอางศักดิ์ศรีความเปนมนุษยหรือใชสิทธิและเสรี ภาพของ
ตนไดเทาที่ไมละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไมเปนปฏิปกษตอรัฐธรรมนูญ
หรือไมขัดตอศีลธรรมอันดีของประชาชน
บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรี ภาพที่รัฐธรรมนู ญนี้รับรองไว สามารถยก
บทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้เพื่ อใชสิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเปนขอตอสูคดีในศาลได
บุคคลยอมสามารถใชสิทธิ ทางศาลเพื่อบังคับใหรัฐตองปฏิบัติ ตามบทบัญญัติ
ในหมวดนี้ไดโดยตรง หากการใชสิทธิและเสรี ภาพในเรื่องใดมีกฎหมายบัญญัติ
รายละเอียดแห งการใชสิทธิและเสรีภาพตามที่ รัฐธรรมนูญนี้รับรองไวแลว ใหการใชสิทธิ
และเสรี ภาพในเรื่องนั้นเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
บุคคลยอมมีสิ ทธิไดรับการส งเสริม สนับสนุน และชวยเหลื อจากรัฐ ในการใช
สิทธิตามความในหมวดนี้
มาตรา ๒๙ การจํากัดสิทธิและเสรี ภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนู ญรับรองไวจะ
กระทํามิได เวนแตโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแหงกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่
รัฐธรรมนูญนี้กําหนดไวและเทาที่จําเปนเทานั้น และจะกระทบกระเทือนสาระสํ าคัญแหง
สิทธิและเสรี ภาพนั้นมิได
กฎหมายตามวรรคหนึ่งตองมีผลใชบังคับเปนการทั่วไปและไมมุงหมายใหใช
บังคับแกกรณีใดกรณีหนึ่งหรือแกบุคคลใดบุคคลหนึ่งเปนการเจาะจง ทั้งตองระบุ
บทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญที่ใหอํานาจในการตรากฎหมายนั้นดวย

มาตรา ๒๙ การจํากัดสิทธิและเสรี ภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนู ญรับรองไวจะ
กระทํามิได เวนแตโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแหงกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่
รัฐธรรมนูญนี้กําหนดไวและเทาที่จําเปนเทานั้น และจะซึ่งตองไม กระทบกระเทื อน
สาระสําคัญแหงสิทธิและเสรี ภาพนั้นมิได
กฎหมายตามวรรคหนึ่งใหตราไดเทาที่จําเปนและตองมีผลใชบังคับเปนการ
ทั่วไปและโดยไมเจาะจงหรือมุงหมายใหใชบังคับแกกรณีใดกรณีหนึ่งหรือแกบุ คคลใด
บุคคลหนึ่งเปนการเจาะจง ทั้งตองระบุ บทบัญญัติแหงและในกรณีที่ รัฐธรรมนู ญที่บัญญัติ



รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
บทบัญญัติวรรคหนึ่งและวรรคสองใหนํามาใชบังคับกับกฎหรือขอบังคับที่ออก
โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแหงกฎหมายดวย โดยอนุโลม

ใหอํานาจในการตรากฎหมายนั้นดวยจํากัดสิ ทธิและเสรีภาพไดเฉพาะเพื่อการที่
รัฐธรรมนูญบัญญัติไว
บทบัญญัติในวรรคหนึ่งและวรรคสองใหนํามาใชบังคับกับกฎหรือขอบังคับที่
ออกโดยอาศัยอํ านาจตามบทบัญญัติแหงกฎหมายดวย โดยอนุโลม
สวนที่ ๒
ความเสมอภาค


มาตรา ๓๐ บุคคลยอมเสมอกันในกฎหมายและไดรับความคุมครองตาม
กฎหมายเทาเที ยมกัน
ชายและหญิงมี สิทธิเทาเทียมกัน
การเลือกปฏิบัติ โดยไมเปนธรรมตอบุคคลเพราะเหตุแหงความแตกตางในเรื่อง
ถิ่นกําเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุ คคล ฐานะ
ทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการ
เมืองอันไมขัดต อบทบัญญัติแห งรัฐธรรมนูญ จะกระทํามิได
มาตรการที่รัฐกํ าหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือสงเสริมใหบุคคลสามารถใชสิทธิ
และเสรี ภาพไดเชนเดียวกับบุคคลอื่น ยอมไมถือเปนการเลือกปฏิบัติโดยไมเปนธรรมตาม
วรรคสาม
ไมมีการแกไข
มาตรา ๖๔ บุคคลผูเปนทหาร ตํารวจ ขาราชการ เจาหนาที่อื่นของรัฐ
พนักงานสวนทองถิ่น และพนักงานหรือลูกจางขององคการของรัฐ ยอมมี สิทธิ และ
เสรี ภาพตามรัฐธรรมนูญเชนเดี ยวกับบุคคลทั่วไป เวนแตที่จํากัดในกฎหมาย กฎ หรือ


มาตรา ๖๔๓๑ บุคคลผูเปนทหาร ตํารวจ ขาราชการ เจาหนาที่อื่นของรัฐ
พนักงานสวนทองถิ่น และพนักงานหรือลูกจางขององคการองคกรของรัฐ ยอมมีสิทธิและ
เสรี ภาพตามรัฐธรรมนูญเชนเดี ยวกับบุคคลทั่วไป เวนแตที่จํากัดในกฎหมาย กฎ หรือ


๑๐
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
ขอบังคับที่ออกโดยอาศัยอํานาจตามบท บัญญัติแหงกฎหมายเฉพาะในส วนที่เกี่ยวกับ
การเมือง สมรรถภาพ วิ นัย หรื อจรรยาบรรณ
ขอบังคับกฎที่ ออกโดยอาศัยอํานาจตามบท บัญญัติแหงกฎหมายเฉพาะในส วนที่
เกี่ยวกับการเมือง สมรรถภาพ วินัย หรือจรรยาบรรณจริยธรรม
สวนที่ ๓
สิทธิและเสรี ภาพสวนบุคคล


มาตรา ๓๑ บุคคลยอมมีสิทธิและเสรี ภาพในชี วิตและรางกาย
การทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษดวยวิ ธีการโหดรายหรือไรมนุษยธรรม
จะกระทํามิได แตการลงโทษประหารชีวิตตามที่กฎหมายบัญญัติ ไมถือวาเปนการลงโทษ
ดวยวิธีการโหดรายหรือไรมนุษยธรรมตามความในวรรคนี้
การจับ คุมขัง ตรวจคนตัวบุคคล หรือการกระทําใดอันกระทบตอสิทธิ และ
เสรี ภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทํามิได เวนแตโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติ แหง
กฎหมาย
มาตรา ๓๑๓๒ บุคคลยอมมีสิ ทธิและเสรีภาพในชีวิตและรางกาย
การทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษดวยวิ ธีการโหดรายหรือไรมนุษยธรรม
จะกระทํามิได แตการลงโทษประหารชีวิตตามที่กฎหมายบัญญัติ ไมถือวาเปนการลงโทษ
ดวยวิธีการโหดรายหรือไรมนุษยธรรมตามความในวรรคนี้
การจับ คุมขัง ตรวจคนตัวบุคคล หรือการกระทําใดอันกระทบตอสิทธิ และ
เสรี ภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทํามิได เวนแตโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติ แหงมีคําสั่ง
หรือหมายของศาล หรือมีเหตุอยางอื่นตามที่ กฎหมายบัญญัติ
ในกรณีที่มีการกระทําซึ่งกระทบตอสิทธิและเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง ผูเสียหาย
พนักงานอัยการ หรือบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชนของผูเสียหายมี สิทธิรองตอศาลเพื่อใหสั่ ง
ระงับหรือเพิกถอนการกระทําเชนวานั้น รวมทั้งจะกําหนดวิธีการตามสมควรหรือการ
เยียวยาความเสี ยหายที่เกิดขึ้นดวยก็ได
มาตรา ๓๕ บุคคลยอมมีเสรี ภาพในเคหสถาน
บุคคลยอมไดรับความคุมครองในการที่จะอยูอาศัยและครอบครองเคหสถาน
โดยปกติสุข การเขาไปในเคหสถานโดยปราศจากความยินยอมของผูครอบครอง หรือ
การตรวจคนเคหสถานจะกระทํ ามิได เวนแตโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแหง
กฎหมาย

มาตรา ๓๕๓๓ บุคคลยอมมีเสรี ภาพในเคหสถาน
บุคคลยอมไดรับความคุมครองในการที่จะอยูอาศัยและครอบครองเคหสถาน
โดยปกติสุข การเขาไปในเคหสถานโดยปราศจากความยินยอมของผูครอบครอง หรือ
การตรวจคนเคหสถานจะกระทํามิได เวนแตโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแหง
กฎหมาย


๑๑
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
การเขาไปในเคหสถานโดยปราศจากความยินยอมของผูครอบครอง หรือการ
ตรวจคนเคหสถานจะกระทํามิได เวนแตโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห งกฎหมาย
มาตรา ๓๖ บุคคลยอมมีเสรี ภาพในการเดินทางและมีเสรีภาพในการเลือกตั้งที่
อยูภายในราชอาณาจักร
การจํากัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทํามิได เวนแตโดยอาศัยอํานาจตาม
บทบัญญัติแหงกฎหมายเฉพาะเพื่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบรอยหรือ
สวัสดิภาพของประชาชน การผังเมือง หรือเพื่ อสวัสดิภาพของผูเยาว
การเนรเทศบุคคลผูมีสัญชาติไทยออกนอกราชอาณาจักร หรือหามมิใหบุคคล
ผูมีสัญชาติไทยเขามาในราชอาณาจักร จะกระทํามิได
มาตรา ๓๖๓๔ บุคคลยอมมีเสรี ภาพในการเดินทางและมีเสรีภาพในการ
เลือกตั้งที่อยู ภายในราชอาณาจักร
การจํากัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทํามิได เวนแตโดยอาศัยอํานาจตาม
บทบัญญัติแหงกฎหมายเฉพาะเพื่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบรอยหรือ
สวัสดิภาพของประชาชน การผังเมือง หรือเพื่ อสวัสดิภาพของผูเยาว
การเนรเทศบุคคลผูมีสัญชาติไทยออกนอกราชอาณาจักร หรือหามมิใหบุคคล
ผูมีสัญชาติไทยเขามาในราชอาณาจักร จะกระทํามิได
มาตรา ๓๔ สิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติ ยศ ชื่อเสียง หรื อความเปนอยู
สวนตัวยอมไดรับความคุมครอง
การกลาวหรือไขขาวแพรหลายซึ่งขอความหรือภาพไมวาดวยวิ ธีใดไปยัง
สาธารณชนอันเปนการละเมิดหรือกระทบถึงสิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติ ยศ
ชื่อเสียง หรือความเปนอยูสวนตัว จะกระทํามิได เวนแตกรณี ที่เปนประโยชนตอ
สาธารณชน
มาตรา ๓๔๓๕ สิทธิของบุคคลในครอบครัว เกี ยรติยศ ชื่อเสียง หรือขอมูลสวน
บุคคล ตลอดจนความเปนอยูสวนตัว ยอมไดรับความคุมครอง
การกลาวหรือไขขาวแพรหลายซึ่งขอความหรือภาพไมวาดวยวิ ธีใดไปยัง
สาธารณชนอันเปนการละเมิดหรือกระทบถึงสิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติ ยศ
ชื่อเสียง หรือความเปนอยูสวนตัว ตลอดจนการเปดเผยขอมูลส วนบุคคลโดยไมไดรับ
อนุญาตจากผูเปนเจาของขอมู ลนั้น จะกระทํามิได เวนแตกรณีที่เปนประโยชนตอ
สาธารณชนสาธารณะ
มาตรา ๓๗ บุคคลยอมมีเสรี ภาพในการสื่อสารถึงกันโดยทางที่ ชอบดวย
กฎหมาย
การตรวจ การกัก หรือการเปดเผยสิ่งสื่อสารที่บุ คคลมีติดตอถึ งกัน รวมทั้งการ
กระทําดวยประการอื่นใดเพื่อใหลวงรูถึงขอความในสิ่งสื่อสารทั้งหลายที่บุคคลมีติดตอถึง
กันจะกระทํามิได เวนแตโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห งกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษา
ความมั่นคงของรัฐ หรือเพื่อรักษาความสงบเรี ยบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

มาตรา ๓๗๓๖ บุคคลยอมมีเสรีภาพในการสื่อสารถึ งกันโดยทางที่ชอบดวย
กฎหมาย
การตรวจ การกัก หรือการเปดเผยสิ่งสื่อสารที่บุ คคลมีติดตอถึ งกัน รวมทั้งการ
กระทําดวยประการอื่นใดเพื่อใหลวงรูถึงขอความในสิ่งสื่อสารทั้งหลายที่บุคคลมีติดตอถึง
กันจะกระทํามิได เวนแตโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห งกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษา
ความมั่นคงของรัฐ หรือเพื่อรักษาความสงบเรี ยบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน


๑๒
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
มาตรา ๓๘ บุคคลยอมมีเสรี ภาพบริ บูรณในการถือศาสนา นิกายของศาสนา
หรือลัทธินิยมในทางศาสนา และยอมมีเสรีภาพในการปฏิบัติ ตามศาสนบัญญัติหรือปฏิบัติ
พิธีกรรมตามความเชื่อถือของตน เมื่อไมเปนปฏิปกษตอหนาที่ของพลเมืองและไมเปน
การขัดตอความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดี ของประชาชน
ในการใชเสรีภาพดังกลาวตามวรรคหนึ่ง บุคคลยอมไดรับความคุมครองมิใหรัฐ
กระทําการใด ๆ อันเปนการรอนสิทธิหรือเสียประโยชนอันควรมีควรไดเพราะเหตุที่ถือ
ศาสนา นิกายของศาสนา ลัทธิ นิยมในทางศาสนา หรือปฏิบัติตามศาสนบัญญัติหรือ
ปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือ แตกตางจากบุคคลอื่น
มาตรา ๓๘๓๗ บุคคลยอมมีเสรีภาพบริบูรณในการถือศาสนา นิกายของ
ศาสนา หรือลัทธินิยมในทางศาสนา และยอมมี เสรี ภาพในการปฏิบัติตามศาสนธรรม
ศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือของตน เมื่อไมเปนปฏิปกษตอหนาที่
ของพลเมืองและไมเปนการขัดตอความสงบเรี ยบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
ในการใชเสรีภาพดังกลาวตามวรรคหนึ่ง บุคคลยอมไดรับความคุมครองมิใหรัฐ
กระทําการใด ๆ อันเปนการรอนสิทธิหรือเสียประโยชนอันควรมีควรได เพราะเหตุที่ถือ
ศาสนา นิกายของศาสนา ลัทธิ นิยมในทางศาสนา หรือปฏิบัติตามศาสนธรรม ศาสน
บัญญัติ หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือแตกตางจากบุคคลอื่น
มาตรา ๕๑ การเกณฑแรงงานจะกระทํามิได เวนแตโดยอาศัย อํานาจตาม
บทบัญญัติแหงกฎหมายเฉพาะเพื่อประโยชนในการปองปดภัยพิบัติ สาธารณะอันมีมา
เปนการฉุกเฉิน หรือโดยอาศัยอํ านาจตามบทบัญญัติแหงกฎหมายซึ่งใหกระทํ าไดใน
ระหวางเวลาที่ประเทศอยูในภาวะการสงครามหรือการรบหรือในระหวางเวลาที่มีประกาศ
สถานการณฉุกเฉินหรือประกาศใชกฎอัยการศึก
มาตรา ๕๑๓๘ การเกณฑแรงงานจะกระทํามิได เวนแตโดยอาศัย อํานาจตาม
บทบัญญัติแหงกฎหมายเฉพาะเพื่อประโยชนในการปองปดภัยพิบัติ สาธารณะอันมีมา
เปนการฉุกเฉิน หรือโดยอาศัยอํ านาจตามบทบัญญัติแหงกฎหมาย ซึ่งใหกระทําไดใน
ระหวางเวลาที่ประเทศอยูในภาวะการสงครามหรือการรบหรือในระหวางเวลาที่มีประกาศ
สถานการณฉุกเฉินหรือประกาศใชกฎอัยการศึก
สวนที่ ๔
สิทธิในกระบวนการยุติธรรม


มาตรา ๓๒ บุคคลจะไมตองรับโทษอาญา เวนแตจะไดกระทําการอันกฎหมาย
ที่ใชอยูในเวลาที่กระทํานั้นบัญญัติเปนความผิดและกําหนดโทษไว และโทษที่ จะลงแก
บุคคลนั้นจะหนักกวาโทษที่กําหนดไวในกฎหมายที่ใชอยูในเวลาที่กระทําความผิดมิได
มาตรา๓๓ ในคดีอาญา ตองสันนิษฐานไวกอนว าผูตองหาหรือขําเลยไมมี
ความผิด
มาตรา ๓๒๓๙ บุคคลจะไมตองรับโทษอาญา เวนแตจะไดกระทําการอัน
กฎหมายที่ใชอยูในเวลาที่กระทํานั้นบัญญัติ เป นความผิดและกําหนดโทษไว และโทษที่
จะลงแกบุคคลนั้นจะหนักกวาโทษที่กําหนดไวในกฎหมายที่ใชอยูในเวลาที่กระทํา
ความผิดมิได
ในคดีอาญา ตองสันนิ ษฐานไวก อนวาผูตองหาหรือจําเลยไมมีความผิด


๑๓
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
กอนมีคําพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงวาบุคคลใดไดกระทําความผิด จะปฏิบัติตอ
บุคคลนั้นเสมือนเปนผูกระทําความผิดมิได
กอนมีคําพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงวาบุคคลใดไดกระทําความผิดจะปฏิบัติตอ
บุคคลนั้นเสมือนเปนผูกระทําความผิดมิได
มาตรา๓๓ ในคดีอาญา ตองสันนิษฐานไวกอนว าผูตองหาหรือขําเลยไมมี
ความผิด
กอนมีคําพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงวาบุคคลใดไดกระทําความผิด จะปฏิบัติตอ
บุคคลนั้นเสมือนเปนผูกระทําความผิดมิได
มาตรา ๒๓๗ ในคดีอาญา การจับและคุมขังบุคคลใด จะกระทํามิได เวนแตมี
คําสั่งหรือหมายของศาล หรือผูนั้นไดกระทําความผิดซึ่งหนา หรือมีเหตุจําเปนอยางอื่น
ใหจับไดโดยไมมีหมายตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยผูถูกจับจะตองไดรับการแจงขอ
กลาวหาและรายละเอียดแหงการจับ โดยไมชักชา กับจะตองไดรับโอกาสแจงใหญาติหรือ
ผูซึ่งผูถูกจับไววางใจทราบในโอกาสแรก และผูถูกจับซึ ่งยังถูกควบคุมอยู ตองถูกนําตัว
ไปศาลภายในสี่ สิบแปดชั่วโมงนับแตเวลาที่ผูถูกจับถูกนําไปถึงที่ทําการของพนักงาน
สอบสวน เพื่อศาลพิจารณาวามี เหตุที่จะขังผูถูกจับไวตามกฎหมายหรือไม เวนแตมีเหตุ
สุดวิ สัยหรือมีเหตุจําเปนอยางอื่ นตามที่กฎหมายบัญญัติ
หมายจับหรือหมายขังบุคคลจะออกไดตอเมื่อ
(๑) มีหลักฐานตามสมควรวาผูนั้นนาจะไดกระทําความผิดอาญารายแรง ที่มี
อัตราโทษตามที ่ กฎหมายบัญญัติ หรือ
(๒) มีหลักฐานตามสมควรวาผูนั้นนาจะไดกระทําความผิดอาญา และมีเหตุอัน
ควรเชื่อวาผูนั้นจะหลบหนี หรือจะไปยุงเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือกอเหตุอันตราย
ประการอื่น ดวย
มาตรา ๒๓๘ ในคดีอาญา การคนในที่รโหฐานจะกระทํามิได เวนแตจะมีคําสั่ง
หรือหมายของศาล หรือมีเหตุใหคนไดโดยไมตองมีคําสั่งหรือหมายของศาล ทั้งนี้ ตามที่
กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๒๓๗๔๐ ในคดีอาญา การจับและคุมขังบุคคลใด จะกระทํามิได เวนแต
มีคําสั่งหรือหมายของศาล หรือผูนั้นไดกระทําความผิดซึ่งหนา หรือมีเหตุจําเปนอยางอื่น
ใหจับไดโดยไมมีหมายตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยผูถูกจับจะตองไดรับการแจงขอ
กลาวหาและรายละเอียดแหงการจับ โดยไมชักชา กับจะตองไดรับโอกาสแจงใหญาติหรือ
ผูซึ่งผูถูกจับไววางใจทราบในโอกาสแรก และผูถูกจับซึ่งยังถูกควบคุมอยู ตองถูกนําตัว
ไปศาลภายในสี่ สิบแปดชั่วโมงนับแตเวลาที่ผูถูกจับถูกนําไปถึงที่ทําการของพนักงาน
สอบสวน เพื่อศาลพิจารณาวามี เหตุที่จะขังผูถูกจับไวตามกฎหมายหรือไม เวนแตมีเหตุ
สุดวิสัยหรือมีเหตุจําเปนอยางอื่ นตามที่กฎหมายบัญญัติ
หมายจับหรือหมายขังบุคคลจะออกไดตอเมื่อ
(๑) มีหลักฐานตามสมควรวาผูนั้ นนาจะไดกระทําความผิดอาญารายแรง ที่มี
อัตราโทษตามที่ กฎหมายบัญญัติ หรือ
(๒) มีหลักฐานตามสมควรวาผูนั้ นนาจะไดกระทําความผิดอาญา และมีเหตุอัน
ควรเชื่อวาผูนั้นจะหลบหนี หรือจะไปยุงเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือกอเหตุอันตราย
ประการอื่น ดวยบุคคลยอมมี สิ ทธิในกระบวนการยุติธรรม ดังต อไปนี้
(๑) สิทธิเขาถึงกระบวนการยุติ ธรรมไดโดยงาย สะดวก รวดเร็ว ทั่วถึง และ
เสียคาใชจายตามควรแกกรณี


๑๔
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
มาตรา ๒๓๙ คําขอประกันผูตองหาหรือจําเลยในคดีอาญาตองไดรับการ
พิจารณาอยางรวดเร็ว และจะเรี ยกหลักประกันจนเกินควรแกกรณีมิได การไม ใหประกัน
ตองอาศัยเหตุตามหลักเกณฑ ที่บัญญัติไวโดยเฉพาะในกฎหมาย และตองแจงเหตุผลให
ผูตองหาหรือจําเลยทราบโดยเร็ ว
สิทธิที่จะอุทธรณคัดคานการไมใหประกัน ยอมไดรับความคุมครองตามที่
กฎหมายบัญญัติ
บุคคลผูถูกควบคุม คุมขัง หรือจํ าคุก ยอมมีสิทธิพบและปรึกษาทนายความเปน
การเฉพาะตัว และมีสิทธิไดรับการเยี่ยมตามสมควร
มาตรา ๒๔๐ ในกรณีที่มีการคุ มขังตัวบุคคลในคดีอาญา หรือในกรณีอื่นใด
ผูถูกคุมขังเอง พนักงานอัยการ หรือบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชนของผูถูกคุมขัง มีสิทธิรอง
ตอศาลทองที่ ที่มีอํานาจพิจารณาคดีอาญาวาการคุมขังเปนการมิชอบดวยกฎหมาย เมื่อ
มีคํารองเชนวานี้ ใหศาลดํ าเนิ นการไตสวนฝายเดียวโดยดวน ถาเห็นวาคํารองนั้นมีมูล
ศาลมีอํานาจสั่ งผูคุมขังใหนําตัวผูถูกคุมขังมาศาลโดยพลัน และถาผูคุมขังแสดงใหเปนที่
พอใจของศาลไมไดวาการคุมขั งเปนการชอบดวยกฎหมาย ใหศาลสั่งปล อยตัวผูถูกคุมขัง
ไปทันที
มาตรา ๒๔๑ ในคดีอาญา ผูต องหาหรือจําเลยยอมมีสิทธิไดรับการสอบสวน
หรือการพิจารณาคดีดวยความรวดเร็ว ตอเนื่อง และเป นธรรม
ในชั้นสอบสวน ผูตองหามีสิทธิใหทนายความหรือผูซึ่งตนไววางใจเขาฟงการ
สอบปากคําตนได
ผูเสียหายหรือจํ าเลยในคดีอาญายอมมีสิทธิตรวจหรือคัดสําเนาคําใหการของตน
ในชั้นสอบสวนหรือเอกสารประกอบคําใหการของตน เมื่อพนักงานอัยการไดยื่ นฟองคดี
ตอศาลแลว ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

(๒) สิทธิ พื้นฐานในกระบวนพิจารณา ซึ่งอยางนอยตองมีหลักประกันขั้น
พื้นฐานเรื่องสิทธิในการไดรับการพิจารณาโดยเปดเผย สิทธิในการไดรับทราบขอเท็จจริง
และตรวจเอกสารอยางเพียงพอ สิทธิในการเสนอขอเท็จจริง ขอโตแยง และ
พยานหลักฐานของตน สิทธิในการคัดคานผูพิพากษาหรือตุ ลาการ สิทธิในการไดรับการ
พิจารณาโดยผูพิพากษาหรือตุ ลาการที่นั่งพิจารณาคดีครบองคคณะ และการไดรับทราบ
เหตุผลประกอบคําวินิจฉัยหรือคําพิพากษาหรือคําสั่ง
(๓) บุคคลยอมมีสิทธิที่จะใหคดี ของตนไดรับการพิจารณาอยางยุติธรรมภายใน
ระยะเวลาอันสมควร และเสียคาใชจายตามควรแกกรณี
(๔) ผูเสียหาย ผูตองหา โจทก จําเลย คูกรณี ผูมีสวนไดเสี ย หรือพยานในคดี
มีสิทธิไดรับการปฏิบัติที่เหมาะสมในการดําเนิ นการตามกระบวนการยุติธรรม รวมทั้ง
สิทธิในการไดรับการสอบสวนอยางรวดเร็ว และการไมใหถอยคําเปนปฏิปกษ กับตนเอง
(๕) ผูเสียหาย จําเลย และพยานในคดี มีสิทธิไดรับความคุมครอง ความ
ชวยเหลือ คาตอบแทน คาทดแทน และคาใชจายที่จําเปนและสมควรจากรัฐ
(๖) เด็ก เยาวชน สตรี คนพิการและทุพพลภาพ ยอมไดรับความคุมครองใน
การดําเนินกระบวนพิจารณาคดีอยางเหมาะสม
มาตรา ๒๓๘ ในคดีอาญา การคนในที่รโหฐานจะกระทํามิได เวนแตจะมีคําสั่ง
หรือหมายของศาล หรือมีเหตุใหคนไดโดยไมตองมีคําสั่งหรือหมายของศาล ทั้งนี้ ตามที่
กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๒๓๙ คําขอประกันผูตองหาหรือจําเลยในคดีอาญาตองไดรับการ
พิจารณาอยางรวดเร็ว และจะเรี ยกหลักประกันจนเกินควรแกกรณีมิได การไม ใหประกัน
ตองอาศัยเหตุตามหลักเกณฑ ที่บัญญัติไวโดยเฉพาะในกฎหมาย และตองแจงเหตุผลให
ผูตองหาหรือจําเลยทราบโดยเร็ ว

๑๕
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
ในคดีอาญาที่พนักงานอัยการมี คําสั่งเด็ดขาดไมฟองแลว ผูเสี ยหาย ผูตองหา
หรือผูมีสวนไดเสีย ยอมมีสิ ทธิขอทราบสรุปพยานหลักฐานพรอมความเห็นของพนักงาน
สอบสวนและพนักงานอัยการในการสั่งคดี ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๒๔๒ ผูตองหาหรือจําเลยในคดีอาญายอมมีสิทธิไดรับความชวยเหลื อ
จากรัฐดวยการจัดหาทนายความใหตามที่กฎหมายบัญญัติ ในกรณีที่ผูถูกควบคุมหรือคุม
ขังไมอาจหาทนายความได รัฐตองใหความชวยเหลือโดยจัดหาทนายความใหโดยเร็ว
ในคดีแพง บุคคลยอมมีสิ ทธิไดรับความชวยเหลื อทางกฎหมายจากรัฐตามที่
กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๒๔๓ บุคคลยอมมีสิ ทธิไมใหถอยคําเปนปฏิปกษตอตนเองอันอาจทํ า
ใหตนถูกฟองคดีอาญา
ถอยคําของบุคคลซึ่งเกิดจากการจูงใจ มีคํามั่นสัญญา ขูเข็ญ หลอกลวง ถูก
ทรมาน ใชกําลังบังคับ หรื อกระทําโดยมิชอบประการใด ๆ ไมอาจรับฟงเปน
พยานหลักฐานได
มาตรา ๒๔๔ บุคคลซึ่งเปนพยานในคดีอาญามีสิทธิไดรับความคุมครอง การ
ปฏิบัติที่เหมาะสม และคาตอบแทนที่จําเปนและสมควรจากรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมาย
บัญญัติ
มาตรา ๒๔๕ บุคคลซึ่งเปนผูเสียหายในคดีอาญามีสิทธิไดรับความคุมครอง
การปฏิบัติที่เหมาะสม และคาตอบแทนที่จําเปนและสมควรจากรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมาย
บัญญัติ
บุ คคลใดไดรับความเสียหายถึงแกชีวิตหรือแกร างกายหรือจิตใจเนื่องจากการ
กระทําความผิดอาญาของผูอื่นโดยตนมิไดมีสวนเกี่ยวของกับการกระทําความผิดนั้น


สิทธิที่จะอุทธรณคัดคานการไมใหประกัน ยอมไดรับความคุมครองตามที่
กฎหมายบัญญัติ
บุคคลผูถูกควบคุม คุมขัง หรือจําคุก ยอมมีสิทธิพบและปรึกษาทนายความเปน
การเฉพาะตัว และมีสิทธิไดรับการเยี่ยมตามสมควร
มาตรา ๒๔๐ ในกรณีที่มีการคุ มขังตัวบุคคลในคดีอาญา หรือในกรณีอื่นใด
ผูถูกคุมขังเอง พนักงานอัยการ หรือบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชนของผูถูกคุมขัง มีสิทธิรอง
ตอศาลทองที่ ที่มีอํานาจพิจารณาคดีอาญาวาการคุมขังเปนการมิชอบดวยกฎหมาย เมื่อ
มีคํารองเชนวานี้ ใหศาลดําเนิ นการไตสวนฝายเดียวโดยดวน ถาเห็นวาคํารองนั้นมีมูล
ศาลมีอํานาจสั่งผูคุมขังใหนําตัวผูถูกคุมขังมาศาลโดยพลั น และถาผูคุมขังแสดงใหเปนที่
พอใจของศาลไมไดวาการคุมขั งเปนการชอบดวยกฎหมาย ใหศาลสั่งปล อยตัวผูถูกคุมขัง
ไปทันที
มาตรา ๒๔๑ ในคดีอาญา ผูตองหาหรือจําเลยย อมมีสิทธิไดรับการสอบสวน
หรือการพิจารณาคดีดวยความรวดเร็ว ตอเนื่อง และเปนธรรม
ในชั้นสอบสวน ผูตองหามีสิทธิใหทนายความหรือผูซึ่งตนไววางใจเขาฟงการ
สอบปากคําตนได
ผูเสียหายหรือจําเลยในคดีอาญายอมมีสิทธิตรวจหรือคัดสําเนาคําใหการของตน
ในชั้นสอบสวนหรือเอกสารประกอบคําใหการของตน เมื่อพนักงานอัยการไดยื่ นฟองคดี
ตอศาลแลว ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
ในคดีอาญาที่พนักงานอัยการมี คําสั่งเด็ดขาดไมฟองแลว ผูเสี ยหาย ผูตองหา
หรือผูมีสวนไดเสีย ยอมมีสิทธิขอทราบสรุปพยานหลักฐานพรอมความเห็นของพนักงาน
สอบสวนและพนักงานอัยการในการสั่งคดี ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ


๑๖
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
และไมมีโอกาสไดรับการบรรเทาความเสียหายโดยทางอื่น บุคคลนั้นหรือทายาทยอมมี
สิทธิไดรับความชวยเหลือจากรัฐ ทั้งนี้ ตามเงื่อนไขและวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๒๔๖ บุคคลใดตกเปนจําเลยในคดีอาญาและถูกคุมขังระหวางการ
พิจารณาคดี หากปรากฏตามคําพิพากษาอันถึงที่สุดในคดีนั้นว าขอเท็จจริงฟ งเปนยุติวา
จําเลยมิไดเปนผูกระทํา ความผิด หรือการกระทําของจําเลยไมเปนความผิด บุคคลนั้น
ยอมมีสิทธิ ไดรับคาทดแทนและคาใชจายตามสมควร ตลอดจนบรรดาสิทธิที่ เสียไปเพราะ
การนั้นคืน ทั้งนี้ ตามเงื่อนไขและวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๒๔๗ บุคคลใดตองรับโทษอาญาโดยคํ าพิพากษาอันถึ งที่สุ ด บุคคลนั้น
ผูมีสวนไดเสี ย หรือพนักงานอัยการ อาจรองขอใหมีการรื้อฟนคดีขึ้นพิจารณาใหมได และ
หากปรากฏตามคําพิพากษาของศาลที่รื้อฟนคดีขึ้นพิจารณาใหมวาบุคคลนั้นมิไดเปน
ผูกระทํ าความผิ ด บุคคลนั้นหรือทายาทยอมมี สิทธิไดรับคาทดแทนและคาใชจายตาม
สมควร ตลอดจนบรรดาสิทธิที่ เสียไปเพราะผลแหงคําพิพากษานั้นคืน ทั้งนี้ ตามเงื่อนไข
และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๒๔๒ ผู ตองหาหรือจําเลยในคดีอาญาย อมมีสิทธิไดรับความชวยเหลือ
จากรัฐดวยการจัดหาทนายความใหตามที่กฎหมายบัญญัติ ในกรณีที่ผูถูกควบคุมหรือคุม
ขังไมอาจหาทนายความได รัฐตองใหความชวยเหลือโดยจัดหาทนายความใหโดยเร็ว
ในคดีแพง บุคคลยอมมีสิทธิไดรับความชวยเหลื อทางกฎหมายจากรัฐตามที่
กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๒๔๓ บุคคลยอมมีสิทธิไมใหถอยคําเปนปฏิปกษตอตนเองอันอาจทําให
ตนถูกฟองคดีอาญา
ถอยคําของบุคคลซึ่งเกิดจากการจูงใจ มีคํามั่นสัญญา ขูเข็ญ หลอกลวง ถูก
ทรมาน ใชกําลังบังคับ หรื อกระทําโดยมิชอบประการใด ๆ ไมอาจรับฟงเปน
พยานหลักฐานได
มาตรา ๒๔๔ บุคคลซึ่งเปนพยานในคดีอาญามีสิทธิไดรับความคุมครอง การ
ปฏิบัติที่เหมาะสม และคาตอบแทนที่จําเปนและสมควรจากรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมาย
บัญญัติ
มาตรา ๒๔๕ บุคคลซึ่งเปนผูเสียหายในคดีอาญามีสิทธิไดรับความคุมครอง
การปฏิบัติที่เหมาะสม และคาตอบแทนที่จําเป นและสมควรจากรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมาย
บัญญัติ
บุคคลใดไดรับความเสียหายถึงแกชีวิตหรือแกร างกายหรือจิตใจเนื ่องจากการ
กระทําความผิดอาญาของผูอื่นโดยตนมิไดมีสวนเกี่ยวของกับการกระทําความผิดนั้น
และไมมีโอกาสไดรับการบรรเทาความเสียหายโดยทางอื่น บุคคลนั้นหรือทายาทยอมมี
สิทธิไดรับความชวยเหลือจากรัฐ ทั้งนี้ ตามเงื่อนไขและวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๒๔๖ บุ คคลใดตกเปนจําเลยในคดีอาญาและถูกคุมขังระหวางการ
พิจารณาคดี หากปรากฏตามคําพิพากษาอันถึงที่สุดในคดีนั้นว าขอเท็จจริงฟ งเปนยุติวา
จําเลยมิไดเปนผูกระทํา ความผิด หรือการกระทําของจําเลยไมเปนความผิด บุคคลนั้น

๑๗
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)

ยอมมีสิทธิไดรับคาทดแทนและคาใชจายตามสมควร ตลอดจนบรรดาสิทธิที่ เสียไปเพราะ
การนั้นคืน ทั้งนี้ ตามเงื่อนไขและวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๒๔๗ บุ คคลใดตองรับโทษอาญาโดยคํ าพิพากษาอันถึ งที่สุด บุคคลนั้น
ผูมีสวนไดเสีย หรือพนักงานอัยการ อาจรองขอใหมีการรื้อฟนคดีขึ้นพิจารณาใหมได และ
หากปรากฏตามคําพิพากษาของศาลที่รื้อฟนคดีขึ้นพิจารณาใหมวาบุคคลนั้นมิไดเป น
ผูกระทําความผิ ด บุคคลนั้นหรือทายาทยอมมี สิทธิไดรับคาทดแทนและคาใชจายตาม
สมควร ตลอดจนบรรดาสิทธิที่ เสียไปเพราะผลแหงคําพิพากษานั้นคืน ทั้งนี้ ตามเงื่อนไข
และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ
สวนที่ ๕
สิทธิในทรัพยสิ น


มาตรา ๔๘ สิทธิของบุคคลในทรัพยสิ นยอมไดรับความคุมครอง ขอบเขตแห ง
สิทธิและการจํากัดสิทธิเชนวานี้ ยอมเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
การสืบมรดกย อมไดรับความคุมครอง สิทธิของบุคคลในการสื บมรดกยอม
เปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๔๘๔๑ สิทธิของบุคคลในทรัพยสินยอมไดรับความคุมครอง ขอบเขต
แหงสิทธิและการจํากัดสิทธิเชนวานี้ ยอมเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
ขอบเขตแห งสิทธิและการจํากัดสิทธิเชนวานี้ยอมเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
การสืบมรดกย อมไดรับความคุมครอง สิทธิของบุคคลในการสื บมรดกยอม
เปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๔๙ การเวนคืนอสังหาริมทรัพยจะกระทํามิได เวนแตโดยอาศัยอํานาจ
ตามบทบัญญัติ แหงกฎหมายเฉพาะเพื่อการอันเปนสาธารณูปโภค การอันจําเปนในการ
ปองกันประเทศ การไดมาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ การผังเมือง การสงเสริมและรักษา
คุณภาพสิ่งแวดลอม การพัฒนาการเกษตร หรือการอุตสาหกรรม การปฏิรูปที่ดิ น หรือ
เพื่อประโยชนสาธารณะอยางอื่ น และตองชดใชคาทดแทนที่เปนธรรมภายในเวลาอันควร

มาตรา ๔๙๔๒ การเวนคืนอสังหาริมทรัพยจะกระทํามิได เวนแตโดยอาศัย
อํานาจตามบทบัญญัติแหงกฎหมายเฉพาะเพื่ อการอันเปนสาธารณูปโภค การอันจําเปน
ในการปองกันประเทศ การไดมาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ การผังเมือง การสงเสริ มและ
รักษาคุณภาพสิ่ งแวดลอม การพัฒนาการเกษตรหรือการอุตสาหกรรม การปฏิรูปที่ดิน
หรือเพื่อประโยชนสาธารณะอย างอื่น และตองชดใชคาทดแทนที่เปนธรรมภายในเวลาอัน
ควร

๑๘
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
แกเจาของตลอดจนผูทรงสิ ทธิ บรรดาที่ไดรับความเสียหายในการเวนคืนนั้น ทั้งนี้ ตามที่
กฎหมายบัญญัติ
การกําหนดคาทดแทนตามวรรคหนึ่ง ตองกําหนดใหอยางเปนธรรมโดย
คํานึงถึงราคาที่ ซื้อขายกันตามปกติ การไดมา สภาพและที่ ตั้งของอสังหาริมทรัพยและ
ความเสียหายของผูถูกเวนคืน
กฎหมายเวนคืนอสังหาริมทรัพยตองระบุวัตถุ ประสงคแหงการเวนคืนและ
กําหนดระยะเวลาการเขาใชอสังหาริมทรัพยไวใหชัดแจง ถามิไดใชเพื่อการนั้นภายใน
ระยะเวลาที่กําหนดดังกลาว ตองคืนใหเจาของเดิมหรือทายาท
การคืนอสังหาริ มทรัพยใหเจาของเดิมหรือทายาทตามวรรคสาม และการเรียก
คืนคาทดแทนที่ ชดใชไป ใหเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
แกเจาของตลอดจนผูทรงสิ ทธิ บรรดาที่ไดรับความเสียหายในการเวนคืนนั้น ทั้งนี้ ตามที่
กฎหมายบัญญัติ
การกําหนดคาทดแทนตามวรรคหนึ่งตองกําหนดใหอยางเปนธรรมโดยคํานึงถึ ง
ราคาที่ซื้อขายกันตามปกติ การไดมา สภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย และความ
เสียหายของผูถู กเวนคืน
กฎหมายเวนคืนอสังหาริมทรัพยตองระบุวัตถุ ประสงคแหงการเวนคืนและ
กําหนดระยะเวลาการเขาใชอสังหาริมทรัพยไวใหชัดแจง ถามิไดใชเพื่อการนั้นภายใน
ระยะเวลาที่กําหนดดังกลาว ตองคืนใหเจาของเดิมหรือทายาท
การคืนอสังหาริ มทรัพยใหเจาของเดิมหรือทายาทตามวรรคสาม และการเรียก
คืนคาทดแทนที่ ชดใชไป ใหเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
สวนที่ ๖
สิทธิและเสรี ภาพในการประกอบอาชีพ


มาตรา ๕๐ บุคคลยอมมีเสรี ภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและ
การแขงขันโดยเสรีอยางเปนธรรม
การจํากัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทํามิได เวนแตโดยอาศัยอํานาจตาม
บทบัญญัติแหงกฎหมายเฉพาะเพื่อประโยชนในการรักษาความมั่นคงของรัฐหรือ
เศรษฐกิจของประเทศ การคุมครองประชาชนในดานสาธารณู ปโภค การรักษาความสงบ
เรียบรอยหรือศี ลธรรมอันดีของประชาชน การจัดระเบียบการประกอบอาชีพ การ
คุมครองผูบริโภค การผังเมือง การรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดลอม สวัสดิภาพ
ของประชาชน หรือเพื่อปองกันการผูกขาด หรือขจัดความไมเปนธรรมในการแขงขัน

มาตรา ๕๐๔๓ บุคคลยอมมีเสรี ภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพ
และการแขงขันโดยเสรี อยางเป นธรรม
การจํากัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทํามิได เวนแตโดยอาศัยอํานาจตาม
บทบัญญัติแหงกฎหมายเฉพาะเพื่อประโยชนในการรักษาความมั่นคงของรัฐหรือ
เศรษฐกิจของประเทศ การคุมครองประชาชนในดานสาธารณู ปโภค การรักษาความสงบ
เรียบรอยหรือศี ลธรรมอันดีของประชาชน การจัดระเบียบการประกอบอาชีพ การ
คุมครองผูบริโภค การผังเมือง การรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดลอม สวัสดิภาพ
ของประชาชน หรือเพื่อปองกันการผูกขาดหรือขจัดความไมเป นธรรมในการแขงขัน


๑๙
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
มาตรา ๔๔ บุคคลยอมมีสิทธิไดรับหลักประกันความปลอดภัยและสวัสดิ ภาพใน
การทํางาน รวมทั้งมีหลักประกันในการดํารงชี พทั้งในระหวางการทํางานและเมื่อพน
ภาวะการทํางาน
สวนที่ ๗
เสรี ภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน


มาตรา ๓๙ บุคคลยอมมีเสรี ภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน
การพิมพ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น
การจํากัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทํามิได เวนแตโดยอาศัยอํานาจตาม
บทบัญญัติแหงกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่ อคุมครองสิทธิ เสรีภาพ
เกียรติยศ ชื่อเสี ยง สิทธิในครอบครัวหรือความเปนอยูสวนตัวของบุคคลอื่น เพื่ อรักษา
ความสงบเรียบรอยหรือศี ลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป องกันหรือระงับความเสื่อม
ทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน
การสั่งปดโรงพิ มพ สถานี วิทยุ กระจายเสียง หรือสถานี วิทยุโทรทัศนเพื่อลิดรอน
เสรี ภาพตามมาตรานี้ จะกระทํามิได
การใหนําขาวหรือบทความไปใหเจาหนาที่ตรวจกอนนําไปโฆษณาใน
หนังสือพิมพ สิ่งพิมพ วิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน จะกระทํามิได เวนแตจะ
กระทําในระหวางเวลาที่ประเทศอยูในภาวะการสงครามหรือการรบ แตทั้งนี้จะตองกระทํา
โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแหงกฎหมายซึ่งไดตราขึ้นตามความในวรรคสอง
เจาของกิจการหนังสือพิมพหรือสื่อมวลชนอื่นตองเปนบุคคลสัญชาติไทย ทั้งนี้
ตามที่กฎหมายบัญญัติ

มาตรา ๓๙๔๕ บุคคลยอมมีเสรี ภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การ
เขียน การพิมพ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น
การจํากัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทํามิได เวนแตโดยอาศัยอํานาจตาม
บทบัญญัติแหงกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่ อคุมครองสิทธิ เสรีภาพ
เกียรติยศ ชื่อเสี ยง สิทธิในครอบครัวหรือความเปนอยูสวนตัวของบุคคลอื่น เพื่ อรักษา
ความสงบเรียบรอยหรือศี ลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป องกันหรือระงับความเสื่อม
ทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน
การสั่งปดโรงกิ จการหนังสือพิ มพ สถานีวิทยุ กระจายเสียง หรือสถานีวิทยุ
โทรทัศนสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรี ภาพตามมาตรานี้ จะกระทํามิได
การหามหนังสือพิมพหรือสื่อมวลชนอื่นเสนอขาวสารหรือแสดงความคิดเห็น
ทั้งหมดหรือบางสวน หรือการแทรกแซงดวยวิธี การใด ๆ เพื่อลิ ดรอนเสรีภาพตามมาตรา
นี้ จะกระทํามิได เวนแตโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห งกฎหมายซึ่งไดตราขึ้นตาม
วรรคสอง
การใหนําขาวหรือบทความไปใหเจาหนาที่ตรวจกอนนําไปโฆษณาในหนังสือ
พิมพ สิ่งพิมพ วิ ทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศนสื่อมวลชนอื่น จะกระทํามิได เวนแต

๒๐
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
การใหเงินหรือทรัพยสินอยางอื่นอุดหนุนหนังสือพิมพหรือสื่ อมวลชนอื่นของ
เอกชน รัฐจะกระทํามิได
จะกระทําในระหวางเวลาที่ประเทศอยูในภาวะการสงครามหรือการรบ แตทั้งนี้จะตอง
กระทําโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห งกฎหมายซึ่งไดตราขึ้นตามความในวรรคสอง
เจาของกิจการหนังสือพิมพหรือสื่อมวลชนอื่นตองเปนบุคคลสัญชาติไทย ทั้งนี้
ตามที่กฎหมายบัญญัติ
การใหเงินหรือทรัพยสินอยางอื่นเพื่ออุ ดหนุนกิจการหนังสือพิมพหรือสื่อมวลชน
อื่นของเอกชน รัฐจะกระทํามิได
มาตรา ๔๑ พนักงานหรือลูกจางของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ
วิทยุกระจายเสี ยง หรือวิทยุโทรทัศน ยอมมีเสรีภาพในการเสนอขาวและแสดงความ
คิดเห็นภายใตขอจํากัดตามรัฐธรรมนูญ โดยไมตกอยูภายใตอาณัติของหนวยราชการ
หนวยงานของรัฐ รัฐวิ สาหกิจ หรือเจาของกิจการนั้น แตตองไม ขัดตอจรรยาบรรณแหง
การประกอบวิชาชีพ
ขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ หรือ
รัฐวิ สาหกิจในกิจการวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน ยอมมีเสรีภาพเชนเดียวกับ
พนักงานหรือลู กจางของเอกชนตามวรรคหนึ่ง
มาตรา ๔๑๔๖ พนักงานหรือลู กจางของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ
วิทยุกระจายเสี ยง หรือวิทยุโทรทัศน หรือสื่อมวลชนอื่น ยอมมี เสรี ภาพในการเสนอขาว
และแสดงความคิดเห็นภายใตขอจํากัดตามรัฐธรรมนูญ โดยไมตกอยูภายใตอาณัติของ
หนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิ สาหกิจ หรือเจาของกิจการนั้น แตตองไม ขัดตอ
จรรยาบรรณจริ ยธรรมแหงการประกอบวิชาชีพ
ขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ หรือ
รัฐวิ สาหกิจในกิจการวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน หรือสื่อมวลชนอื่น ย อมมี
เสรี ภาพเชนเดียวกับพนักงานหรือลูกจางของเอกชนตามวรรคหนึ่ง
การกระทําใด ๆ ไมวาในทางตรงหรือทางออมของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง
เจาหนาที่ของรัฐ หรือเจาของกิ จการ อันเปนการขัดขวางหรือแทรกแซงการเสนอขาว
หรือแสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะของบุคคลตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ใหถือ
วาเปนการจงใจใชอํานาจหนาที่โดยมิชอบและไมมีผลใชบังคับ เวนแตเปนการกระทํา
เพื่อใหเปนไปตามกฎหมายหรื อจริยธรรมแหงการประกอบวิชาชีพ
มาตรา ๔๐ คลื่ นความถี่ที่ใชในการสงวิ ทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน และ
วิทยุโทรคมนาคม เปนทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชนสาธารณะ


มาตรา ๔๐๔๗ คลื่นความถี่ที่ใชในการสงวิ ทยุ กระจายเสียง วิ ทยุโทรทัศน และ
วิทยุโทรคมนาคม เปนทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชนสาธารณะ


๒๑
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
ใหมีองคกรของรัฐที่เปนอิ สระทํ าหนาที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และ
กํากับดูแลการประกอบกิจการวิ ทยุกระจายเสี ยง วิทยุโทรทัศน และกิจการโทรคมนาคม
ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
การดําเนินการตามวรรคสองตองคํานึงถึ งประโยชนสูงสุดของประชาชนใน
ระดับชาติและระดับทองถิ่น ทั้งในดานการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ และ
ประโยชนสาธารณะอื่น รวมทั้งการแขงขันโดยเสรีอยางเปนธรรม
ใหมีองคกรของรัฐที่เปนอิ สระองคกรหนึ่งทําหนาที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรค
หนึ่ง และกํากับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิ ทยุ โทรทัศน และกิ จการ
โทรคมนาคม ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
การดําเนินการตามวรรคสองตองคํานึงถึ งประโยชนสูงสุดของประชาชนใน
ระดับชาติและระดับทองถิ่น ทั้งในดานการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ และ
ประโยชนสาธารณะอื่น รวมทั้งการแขงขันโดยเสรีอยางเปนธรรม รวมทั้งตองจัดใหภาค
ประชาชนมีสวนรวมในการดําเนิ นการสื่อมวลชนสาธารณะ
การกํากับการประกอบกิจการตามวรรคสองตองมีมาตรการเพื่ อปองกันการควบ
รวมหรือการครอบงําระหวางสื่ อมวลชนดวยกันเองหรือโดยบุ คคลอื่นใด ซึ่งจะมีผลเปน
การขัดขวางเสรี ภาพในการรับรูขอมูลขาวสารหรือปดกั้นการไดรับขอมูลขาวสารที่
หลากหลาย
ผูดํารงตําแหนงทางการเมืองจะเปนเจาของกิจการหรือถือหุนในกิจการ
หนังสือพิมพวิ ทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน หรือโทรคมนาคมมิได ไมวาในนามของ
ตนเองหรือใหผูอื่นเปนเจาของกิจการหรือถือหุนแทน หรือจะดําเนินการโดยวิธี การอื่นไม
วาโดยทางตรงหรือทางออมที่ สามารถบริหารกิ จการดังกลาวไดในทํานองเดียวกับการ
เปนเจาของกิจการหรือถือหุนในกิจการดังกลาวมิได
สวนที่ ๘
สิทธิและเสรี ภาพในการศึกษา


มาตรา ๔๓ บุคคลยอมมีสิทธิ เสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไมนอย
กวาสิบสองปที่ รัฐจะตองจัดใหอยางทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไมเก็บคาใชจาย

มาตรา ๔๓๔๘ บุคคลยอมมีสิ ทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม
นอยกวาสิ บสองปที่รัฐจะตองจัดใหอยางทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไมเก็บคาใชจาย


๒๒
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
การจัดการศึกษาอบรมของรัฐตองคํานึงถึ งการมีสวนรวมขององคการปกครอง
สวนทองถิ่นและเอกชน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
การจัดการศึกษาอบรมขององคกรวิชาชีพและเอกชนภายใตการกํากับดูแลของ
รัฐ ยอมไดรับความคุมครอง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
การจัดการศึกษาอบรมของรัฐตองคํานึงถึ งการมีสวนรวมขององคการปกครอง
สวนทองถิ่นและเอกชน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
ผูยากไร ผูพิการหรือทุพพลภาพ หรือผูอยูในสภาวะยากลําบาก ตองไดรับการ
สนับสนุนจากรัฐเพื่ อใหไดรับการศึกษาโดยทัดเทียมกับบุคคลอื่น
การจัดการศึกษาอบรมขององคกรวิชาชีพและเอกชนภายใตการกํากับดูแล
การศึกษาทางเลือกของรัฐประชาชน การเรียนรูดวยตนเอง และการเรียนรูตลอดชีวิต
ยอมไดรับความคุมครอง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติและสงเสริ มจากรัฐ
มาตรา ๔๒ บุคคลยอมมีเสรี ภาพในทางวิชาการ
การศึกษาอบรม การเรียนการสอน การวิจัย และการเผยแพรงานวิจัยตามหลัก
วิชาการ ยอมไดรับความคุมครอง ทั้งนี้ เทาที่ไมขัดตอหนาที่ของพลเมืองหรือศี ลธรรมอัน
ดีของประชาชน
มาตรา ๔๒๔๙ บุคคลยอมมีเสรีภาพในทางวิชาการ
การศึกษาอบรม การเรียนการสอน การวิจัย และการเผยแพรงานวิจัยตามหลัก
วิชาการ ยอมไดรับความคุมครอง ทั้งนี้ เทาที่ไมขัดตอหนาที่ของพลเมืองหรือศี ลธรรมอัน
ดีของประชาชน
สวนที่ ๙
สิทธิในการไดรับบริการสาธารณสุขและสวัสดิ การจากรัฐ


มาตรา ๕๒ บุคคลยอมมีสิทธิ เสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่ได
มาตรฐาน และผูยากไรมีสิทธิไดรับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ
โดยไมเสียคาใชจาย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
การบริการทางสาธารณสุขของรัฐตองเปนไปอยางทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ
โดยจะตองสงเสริมใหองคกรปกครองสวนทองถิ่ นและเอกชนมีส วนรวมดวยเทาที่จะ
กระทําได
การปองกันและขจัดโรคติดตออันตราย รัฐตองจัดใหแกประชาชนโดยไมคิด
มูลคาและทันต อเหตุการณ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๕๒๕๐ บุคคลยอมมีสิ ทธิเสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่ได
มาตรฐาน และผูยากไรมีสิทธิไดรับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ
โดยไมเสียคาใชจาย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
บุคคลยอมมีสิ ทธิไดรับการบริการทางสาธารณสุขของจากรัฐซึ่ งตองเปนไป
อยางทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ โดยจะตองสงเสริมใหองคกรปกครองสวนทองถิ่ นและ
เอกชนมีสวนรวมดวยเทาที่จะกระทําได


๒๓
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
บุคคลยอมมีสิ ทธิไดรับการปองกันและขจัดโรคติดตออันตรายจาก รัฐตองจัด
ใหแกประชาชนโดยไมคิดมูลคาเสียคาใชจายและทันตอเหตุการณ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมาย
บัญญัติ
มาตรา ๕๓ เด็ ก เยาวชน และบุคคลในครอบครัว มีสิทธิไดรับความคุมครอง
โดยรัฐจากการใชความรุนแรงและการปฏิบัติอันไมเปนธรรม
เด็กและเยาวชนซึ่งไมมีผูดูแล มีสิทธิไดรับการเลี้ยงดูและการศึ กษาอบรมจากรัฐ
ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๕๓๕๑ เด็ก เยาวชน และบุคคลในครอบครัวมีสิทธิไดรับความคุมครอง
โดยจากรัฐจากการใชความรุนแรงและการปฏิบัติอันไมเปนธรรม รวมทั้งมีสิ ทธิในการอยู
รอดและไดรับการพัฒนาดานรางกาย จิตใจ และสติปญญาตามศักยภาพในสภาพ
แวดลอมที่ เหมาะสม
การแทรกแซงและการจํากัดสิทธิของเด็ก เยาวชน และบุคคลในครอบครัวจะ
กระทํามิได เวนแตโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแหงกฎหมายเฉพาะเพื่อสงวนและ
รักษาไวซึ่งสถานะของครอบครัวหรือประโยชนสูงสุดของบุคคลนั้น
เด็กและเยาวชนซึ่งไมมีผูดูแลมีสิทธิไดรับการเลี้ยงดูและการศึ กษาอบรมจากรัฐ
ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๕๔ บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปบริ บูรณและไมมีรายไดเพียงพอแกการ
ยังชีพ มีสิทธิไดรับความชวยเหลืออื่นจากรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๕๔๕๒ บุคคลซึ่งมีอายุ เกินหกสิบป บริ บูรณและไมมีรายไดเพียงพอแก
การยังชีพ มีสิทธิไดรับความชวยเหลืออื่นจากรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๕๕ บุคคลซึ่งพิการหรื อทุพพลภาพ มีสิทธิไดรับสิ่ งอํานวยความสะดวก
อันเปนสาธารณะและความชวยเหลืออื่นจากรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๕๕๕๓ บุคคลซึ่งพิการหรือทุพพลภาพ มีสิทธิไดรับสวัสดิการ สิ่ ง
อํานวยความสะดวกอันเปนสาธารณะ และความชวยเหลืออื่นจากรัฐ ทั้งนี้ ตามที่
กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๕๔ บุคคลที่ไรที่อยูอาศัยและไมมีรายไดเพียงพอยอมมีสิทธิไดรับ
ความชวยเหลือจากรัฐ





๒๔
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
สวนที่ ๑๐
สิทธิในขอมู ลขาวสารและการรองเรียน


มาตรา ๕๘ บุคคลยอมมีสิทธิไดรับทราบขอมู ลหรือขาวสาร สาธารณะใน
ครอบครองของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิ สาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น
เวนแตการเปดเผยขอมูลนั้น จะกระทบตอความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของ
ประชาชน หรือสวนไดเสียอันพึ งไดรับความคุมครองของบุคคลอื่น ทั้งนี้ ตามที่ กฎหมาย
บัญญัติ
มาตรา ๕๘๕๕ บุคคลยอมมีสิ ทธิไดรับทราบขอมูลหรือขาวสารสาธารณะใน
ครอบครองของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิ สาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น
เวนแตการเปดเผยขอมูลหรือขาวสารนั้นจะกระทบตอความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัย
ของประชาชนหรือสวนไดเสียอันพึงไดรับความคุมครองของบุคคลอื่น ทั้งนี้ ตามที่
กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๕๙ บุคคลยอมมีสิทธิไดรับขอมูล คําชี้แจง และเหตุผล จากหนวย
ราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิ สาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น กอนการอนุญาตหรือการ
ดําเนินการ โครงการ หรือกิจกรรมใดที่อาจมีผลกระทบตอคุณภาพสิ่งแวดลอม สุขภาพ
อนามัย คุณภาพชีวิต หรือสวนไดเสียสําคัญอื่นใดที่เกี่ยวกับตนหรือชุมชนทองถิ่น และมี
สิทธิแสดงความคิดเห็นของตนในเรื่องดังกลาว ทั้งนี้ ตามกระบวนการรับฟ งความคิดเห็น
ของประชาชนที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๕๙๕๖ บุคคลยอมมีสิ ทธิไดรับขอมูล คํ าชี้แจง และเหตุ ผลจากหนวย
ราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิ สาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น กอนการอนุญาตหรือการ
ดําเนินการโครงการ หรือกิจกรรมใดที่อาจมีผลกระทบตอคุณภาพสิ่ งแวดลอม สุ ขภาพ
อนามัย คุณภาพชีวิต หรือสวนไดเสียสําคัญอื่นใดที่เกี่ยวกับตนหรือชุมชนทองถิ่น และมี
สิทธิแสดงความคิดเห็นของตนตอหนวยงานที่เกี่ยวของเพื่อนําไปประกอบการพิจารณา
ในเรื่องดังกลาว ทั้งนี้ ตามกระบวนการรับฟ งความคิดเห็นของประชาชนที่กฎหมาย
บัญญัติ
การวางแผนพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม การเวนคืน
อสังหาริมทรัพย การวางผังเมือง การกําหนดเขตการใชประโยชนในที่ดิน และการออก
กฎที่อาจมีผลกระทบตอสวนไดเสียสําคัญของประชาชน ใหรัฐจัดใหมีกระบวนการรับฟ ง
ความคิดเห็นของประชาชนอยางทั่วถึ งกอนดําเนินการ




๒๕
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
มาตรา ๖๐ บุคคลยอมมีสิทธิมี สวนรวมในกระบวนการพิจารณาของเจาหนาที่
ของรัฐในการปฏิบัติราชการทางปกครองอันมีผลหรืออาจมีผลกระทบตอสิทธิและเสรี ภาพ
ของตน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๖๐๕๗ บุคคลยอมมีสิ ทธิมีสวนรวมในกระบวนการพิจารณาของ
เจาหนาที่ของรัฐในการปฏิบัติราชการทางปกครองอันมีผลหรืออาจมีผลกระทบตอสิทธิ
และเสรี ภาพของตน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๖๑ บุคคลยอมมีสิทธิ เสนอเรื่องราวรองทุกขและไดรับแจงผลการ
พิจารณาภายในเวลาอันสมควร ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๖๑๕๘ บุคคลยอมมีสิ ทธิเสนอเรื่องราวรองทุกขและไดรับแจงผลการ
พิจารณาภายในเวลาอันสมควร ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๖๒ สิทธิของบุคคลที่จะฟองหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ
รัฐวิ สาหกิจ ราชการสวนทองถิ่น หรือองคกรอื่นของรัฐ ที่ เปนนิ ติบุคคล ใหรับผิ ดเนื่องจาก
การกระทํา หรือการละเวนการกระทําของขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนวยงาน
นั้น ยอมไดรับความคุมครอง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๖๒๕๙ บุคคลยอมมี สิ ทธิของบุคคลที่ จะฟองหนวยราชการ หนวยงาน
ของรัฐ รัฐวิ สาหกิจ ราชการสวนทองถิ่น หรือองคกรอื่นของรัฐที่ เปนนิติบุคคล ใหรับผิด
เนื่องจากการกระทําหรือการละเวนการกระทําของขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของ
หนวยงานนั้น ยอมไดรับความคุมครอง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๕๗ สิทธิของบุคคลซึ่ งเปนผูบริโภคยอมไดรับความคุมครอง ทั้งนี้
ตามที่กฎหมายบัญญัติ
กฎหมายตามวรรคหนึ่งตองบัญญัติใหมีองคการอิสระซึ่งประกอบดวยตัวแทน
ผูบริโภคทําหนาที่ใหความเห็นในการตรากฎหมาย กฎ และขอบังคับ และใหความเห็นใน
การกําหนดมาตรการตาง ๆ เพื่ อคุมครองผูบริโภค
มาตรา ๕๗๖๐ สิทธิของบุคคลซึ่งเปนผูบริโภคยอมไดรับความคุมครอง ทั้งนี้
ตามที่กฎหมายบัญญัติในการไดรับขอมูลที่เป นความจริง และมีสิทธิรองเรียนเพื่อให
ไดรับการแกไขเยียวยาความเสี ยหาย รวมทั้งมีสิทธิรวมตัวกันเพื่อพิ ทักษสิ ทธิ ของ
ผูบริโภค
กฎหมายตามวรรคหนึ่งตองบัญญัติใหมีองคการอิสระเพื่อการคุมครองผูบริโภค
ซึ่งประกอบดวยตัวแทนผูบริโภคทําหนาที่ใหความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของ
หนวยงานของรัฐในการตราและการบังคับใช กฎหมาย และกฎ และขอบังคับ และให
ความเห็นในการกําหนดมาตรการตาง ๆ เพื่อคุมครองผูบริโภค รวมทั้งตรวจสอบและ
รายงานการกระทําหรือละเลยการกระทําอันเป นการคุมครองผูบริโภค
มาตรา ๖๑ บุคคลยอมมีสิทธิ ติดตามและรองขอใหมีการตรวจสอบการปฏิบัติ
หนาที่ของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและเจาหนาที่ของรัฐ




๒๖
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
บุคคลผูใหขอมูลโดยสุจริตแกองคกรตรวจสอบการใชอํานาจรัฐหรือหนวยงาน
ของรัฐเกี่ยวกับการปฏิบัติหนาที่ของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง หนวยงานของรัฐ หรือ
เจาหนาที่ของรัฐยอมไดรับความคุมครอง
สวนที่ ๑๑
เสรี ภาพในการชุมนุมและการสมาคม


มาตรา ๔๔ บุคคลยอมมีเสรี ภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ
การจํากัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทํามิได เวนแตโดยอาศัยอํานาจตาม
บทบัญญัติแหงกฎหมายเฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุมครองความ
สะดวกของประชาชนที่จะใชที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบรอยในระหวาง
เวลาที่ประเทศอยูในภาวะการสงครามหรือในระหวางเวลาที่มีประกาศสถานการณ
ฉุกเฉินหรือประกาศใชกฎอัยการศึก
มาตรา ๔๔๖๒ บุคคลยอมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ
การจํากัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทํามิได เวนแตโดยอาศัยอํานาจตาม
บทบัญญัติแหงกฎหมายเฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุมครองความ
สะดวกของประชาชนที่จะใชที่สาธารณะหรือเพื่ อรักษาความสงบเรียบรอยในระหวางเวลา
ที่ประเทศอยูในภาวะการสงคราม หรือในระหวางเวลาที่มีประกาศสถานการณฉุ กเฉิน
หรือประกาศใชกฎอัยการศึก
มาตรา ๔๕ บุคคลยอมมีเสรี ภาพในการรวมกันเปนสมาคม สหภาพ สหพันธ
สหกรณ กลุมเกษตรกร องคการเอกชน หรือหมูคณะอื่น
การจํากัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทํามิได เวนแตโดยอาศัยอํานาจตาม
บทบัญญัติแหงกฎหมายเฉพาะเพื่อคุมครองประโยชนสวนรวมของประชาชน เพื่อรักษา
ความสงบเรียบรอยหรือศี ลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป องกันมิใหมีการผูกขาดตัด
ตอนในทางเศรษฐกิจ
มาตรา ๔๕๖๓ บุคคลยอมมีเสรี ภาพในการรวมกันเปนสมาคม สหภาพ
สหพันธ สหกรณ กลุมเกษตรกร องคการเอกชน หรือหมูคณะอื่น
ขาราชการและเจาหนาที่ของรัฐยอมมีเสรี ภาพในการรวมกลุมเชนเดียวกับ
บุคคลทั่วไป แตทั้งนี้ตองไมกระทบประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผนดิน และความ
ตอเนื่องในการจัดทําบริการสาธารณะ
การจํากัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งและวรรคสองจะกระทํามิได เวนแตโดยอาศัย
อํานาจตามบทบัญญัติแหงกฎหมายเฉพาะเพื่ อคุมครองประโยชนสวนรวมของประชาชน
เพื่อรักษาความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดี ของประชาชน หรือเพื่อปองกันมิใหมีการ
ผูกขาดตัดตอนในทางเศรษฐกิจ


๒๗
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
มาตรา ๔๗ บุคคลยอมมีเสรี ภาพในการรวมกันจัดตั้งเปนพรรคการเมือง เพื่อ
สรางเจตนารมณทางการเมืองของประชาชนและเพื่อดําเนินกิ จการในทางการเมืองให
เปนไปตามเจตนารมณนั้น ตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา
กษัตริยทรงเปนประมุขตามที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญนี้
การจัดองคกรภายใน การดําเนิ นกิจการ และขอบังคับของพรรคการเมือง ตอง
สอดคลองกับหลักการพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิ ปไตยอันมีพระมหา
กษัตริยทรงเปนประมุข
สมาชิกสภาผูแทนราษฎรซึ่งเป นสมาชิกของพรรคการเมือง กรรมการบริหาร
ของพรรคการเมือง หรือสมาชิ กพรรคการเมืองตามจํานวนที่กํ าหนดในกฎหมายประกอบ
รัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมื อง ซึ่งเห็นวามติหรือขอบังคับในเรื่องใดของพรรค
การเมืองที่ตนเปนสมาชิกอยูนั้นจะขัดตอสถานะและการปฏิบัติหนาที่ของสมาชิกสภา
ผูแทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือขัด หรือแยงกับหลักการพื้นฐานแห งการปกครองใน
ระบอบประชาธิ ปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข มีสิทธิรองขอใหศาล
รัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย
ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวามติหรือขอบังคับดังกลาวขัดหรือแยงกับ
หลักการพื้นฐานแหงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริ ยทรงเปน
ประมุข ใหมติหรือขอบังคับนั้นเปนอันยกเลิกไป
มาตรา ๔๗๖๔ บุคคลยอมมีเสรีภาพในการรวมกันจัดตั้งเปนพรรคการเมือง
เพื่อสรางเจตนารมณทางการเมื องของประชาชนและเพื่ อดําเนิ นกิจการกิจกรรมในทาง
การเมืองใหเปนไปตามเจตนารมณนั้นตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิ ปไตยอันมี
พระมหากษัตริ ยทรงเปนประมุ ขตามที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญนี้
การจัดองคกรภายใน การดําเนิ นกิจการ และขอบังคับของพรรคการเมือง ตอง
สอดคลองกับหลักการพื้นฐานของแหงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา
กษัตริยทรงเปนประมุข
สมาชิกสภาผูแทนราษฎรซึ่งเป นสมาชิกของพรรคการเมือง กรรมการบริหาร
ของพรรคการเมือง หรือสมาชิ กพรรคการเมืองตามจํานวนที่กํ าหนดในกฎหมาย
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง ซึ่งเห็นวามติหรือขอบังคับใน
เรื่องใดของพรรคการเมืองที่ตนเปนสมาชิกอยูนั้นจะขัดตอสถานะและการปฏิบัติหนาที่
ของสมาชิกสภาผูแทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือขัดหรือแยงกับหลักการพื้นฐานแหง
การปกครองในระบอบประชาธิ ปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขมีสิ ทธิรองขอให
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย
ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวามติหรือขอบังคับดังกลาวขัดหรือแยงกับ
หลักการพื้นฐานแหงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริ ยทรงเปน
ประมุข ใหมติหรือขอบังคับนั้นเปนอันยกเลิกไป








๒๘
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
สวนที่ ๑๒
สิทธิชุมชน

มาตรา ๔๖ บุคคลซึ่งรวมกันเป นชุมชนทองถิ่นดั้งเดิมยอมมี สิทธิอนุรักษหรือ
ฟนฟูจารีตประเพณี ภูมิปญญาทองถิ่น ศิ ลปะหรือวัฒนธรรมอันดีของทองถิ่นและของ
ชาติ และมีสวนรวมในการจัดการ การบํารุงรักษา และการใชประโยชนจากทรัพยากร
ธรรมชาติและสิ่ งแวดลอมอยางสมดุล และยั่งยื น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๔๖๖๕ บุคคลซึ่งรวมกันเปนชุมชน ชุมชนทองถิ่น หรือชุมชนทองถิ่น
ดั้งเดิมยอมมี สิทธิอนุรักษหรือฟ นฟูจารีตประเพณี ภูมิปญญาทองถิ่น ศิลปะหรื อ
วัฒนธรรมอันดี ของทองถิ่นและของชาติ และมี สวนรวมในการจัดการ การบํารุ งรักษา
และการใชประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมอยางสมดุ ล และยั่งยืน ทั้งนี้
ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๕๖ สิทธิของบุคคลที่จะมีสวนรวมกับรัฐและชุมชนในการบํารุงรักษา
และการไดประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และใน
การคุมครอง สงเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดลอม เพื่อใหดํารงชีพอยูไดอยางปกติและ
ตอเนื่อง ในสิ่ งแวดลอมที่จะไมกอใหเกิดอันตรายตอสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือ
คุณภาพชีวิตของตน ยอมไดรับความคุมครอง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
การดําเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจกอใหเกิดผลกระทบอยางรุนแรงต อ
คุณภาพสิ่งแวดลอมจะกระทํามิได เวนแตจะไดศึกษาและประเมินผลกระทบต อคุณภาพ
สิ่งแวดลอม รวมทั้งไดใหองคการอิสระซึ่งประกอบดวยผูแทนองคการเอกชนดาน
สิ่งแวดลอมและผูแทนสถาบันอุ ดมศึกษาที่จัดการศึกษาดานสิ่งแวดลอม ใหความเห็น
ประกอบกอนมีการดําเนินการดังกลาว ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
สิทธิของบุคคลที่จะฟองหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิ สาหกิจ ราชการ
สวนทองถิ่น หรื อองคกรอื่นของรัฐ เพื่อใหปฏิบัติหนาที่ตามที่บัญญัติไวในกฎหมายตาม
วรรคหนึ่งและวรรคสอง ยอมไดรับความคุมครอง
มาตรา ๕๖๖๖ สิทธิของบุคคลที่จะมีสวนรวมกับรัฐและชุมชนในการอนุรักษ
บํารุงรักษา และการไดประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทาง
ชีวภาพ และในการคุมครอง สงเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดลอม เพื่อใหดํารงชีพอยู
ไดอยางปกติและตอเนื่องในสิ่งแวดลอมที่จะไมกอใหเกิดอันตรายตอสุขภาพอนามัย
สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิตของตน ยอมไดรับความคุมครอง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมาย
บัญญัติ
การดําเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจกอใหเกิดผลกระทบอยางรุนแรงต อ
คุณภาพสิ่งแวดลอมหรือทรัพยากรธรรมชาติ จะกระทํามิได เวนแตจะไดศึกษาและ
ประเมินผลกระทบตอคุณภาพสิ่งแวดลอม และจัดใหมีกระบวนการรับฟ งความคิดเห็น
ของประชาชนและผูมีสวนไดเสี ยกอน รวมทั้งไดใหองคการอิสระซึ่งประกอบดวยผูแทน
องคการองคกรเอกชนดานสิ่งแวดลอมและผูแทนสถาบันอุดมศึ กษาที่จัดการการศึกษา
ดานสิ่งแวดลอมหรือทรัพยากรธรรมชาติ ใหความเห็นประกอบกอนมีการดําเนินการ
ดังกลาว ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

๒๙
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
สิทธิของบุคคลชุมชนที่จะฟองหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ
ราชการสวนทองถิ่น หรือองคกรอื่นของรัฐที่เป นนิติบุคคลเพื่อใหปฏิบัติหนาที่ตามที่
บทบัญญัติไวในกฎหมายตามวรรคหนึ่งและวรรคสองนี้ ยอมไดรับความคุมครอง
สวนที่ ๑๓
สิทธิ พิทักษรัฐธรรมนูญ


มาตรา ๖๓ บุคคลจะใชสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อลมลางการ
ปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้
หรือเพื่อใหไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่ งมิไดเปนไปตามวิถีทางที่
บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญนี้ มิได
ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทําการตามวรรคหนึ่ง ผูรูเห็นการ
กระทําดังกลาวยอมมีสิทธิเสนอเรื่องใหอัยการสู งสุดตรวจสอบขอเท็จจริงและยื่ นคํารอง
ขอใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่ งการใหเลิกการกระทําดังกลาว แตทั้งนี้ ไมกระทบ
กระเทือนการดํ าเนินคดีอาญาต อผูกระทําการดังกลาว
ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการใหพรรคการเมืองใดเลิ กกระทําการตาม
วรรคสอง ศาลรัฐธรรมนูญอาจสั่ ง ยุบพรรคการเมืองดังกลาวได
มาตรา ๖๓๖๗ บุคคลจะใชสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อลมลางการ
ปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้
หรือเพื่อใหไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่ งมิไดเปนไปตามวิถีทางที่
บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญนี้มิได
ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทําการตามวรรคหนึ่ง ผูรูเห็นการ
กระทําดังกลาวยอมมีสิทธิเสนอเรื่องใหอัยการสู งสุดตรวจสอบขอเท็จจริงและยื่ นคํารอง
ขอใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่ งการใหเลิกการกระทําดังกลาว แตทั้งนี้ ไมกระทบ
กระเทือนการดํ าเนินคดีอาญาต อผูกระทําการดังกลาว
ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการใหพรรคการเมืองใดเลิ กกระทําการตาม
วรรคสอง ศาลรัฐธรรมนูญอาจสั่ งยุบพรรคการเมืองดังกลาวได
มาตรา ๖๕ บุคคลยอมมีสิทธิ ต อตานโดยสันติวิ ธีซึ่งการกระทําใด ๆ ที่เปนไป
เพื่อใหไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิไดเปนไปตามวิถีทางที่
บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญนี้
มาตรา ๖๕๖๘ บุคคลยอมมีสิ ทธิตอตานโดยสันติวิธีซึ่งการกระทําใด ๆ ที่
เปนไปเพื่อใหไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิไดเปนไปตาม
วิถีทางที่บัญญัติ ไวในรัฐธรรมนู ญนี้
ในกรณีที่ประเทศตกอยูในภาวะวิกฤติ เหตุการณคับขัน หรือเกิดสถานการณ
จําเปนอยางยิ่งในทางการเมือง ใหมีการประชุมรวมกันระหวางนายกรัฐมนตรี ประธาน


๓๐
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)

สภาผูแทนราษฎร ประธานวุฒิสภา ผูนําฝายคานในสภาผูแทนราษฎร ประธานศาล
รัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด และประธานองคกรอิสระตาม
รัฐธรรมนูญ เพื่ อพิจารณาหาทางปองกันหรือแกไขปญหาดังกลาว
หมวด ๔
หนาที่ของชนชาวไทย


ไมมีการแกไข
มาตรา ๖๖ บุคคลมีหนาที่รักษาไวซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย และการ
ปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้
มาตรา ๖๖๖๙ บุคคลมีหนาที่พิ ทักษรักษาไวซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย
และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตาม
รัฐธรรมนูญนี้
มาตรา ๖๗ บุคคลมีหนาที่ปฏิบัติตามกฎหมาย มาตรา ๖๗๗๐ บุคคลมีหนาที่ ปองกันประเทศและปฏิบัติตามกฎหมาย
มาตรา ๖๘ บุคคลมีหนาที่ไปใชสิทธิเลือกตั้ง
บุคคลซึ่งไมไปเลือกตั้งโดยไมแจงเหตุอันสมควรที่ทําใหไมอาจไปเลือกตั้งได
ยอมเสียสิทธิ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
การแจงเหตุที่ทํ าใหไมอาจไปเลื อกตั้งและการอํ านวยความสะดวกในการไป
เลือกตั้งใหเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๖๘๗๑ บุคคลมีหนาที่ไปใชสิทธิเลื อกตั้ง
บุคคลซึ่งไปใชสิ ทธิหรือไมไปเลือกตั้งใชสิ ทธิ โดยไมแจงเหตุอันสมควรที่ทําใหไม
อาจไปเลือกตั้งใชสิทธิ ได ยอมไดรับสิ ทธิหรือเสี ยสิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติ
การแจงเหตุที่ทํ าใหไมอาจไปเลื อกตั้งและการอํ านวยความสะดวกในการไป
เลือกตั้งใหเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๖๙ บุคคลมีหนาที่ปองกันประเทศ รับราชการทหาร เสียภาษีอากร
ชวยเหลือราชการ รับการศึกษาอบรม พิทักษ ปกปอง และสืบสานศิ ลปวัฒนธรรมของ
ชาติและภูมิปญญาทองถิ่ น และอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม ทั้งนี้ ตามที่
กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๖๙๗๒ บุคคลมีหนาที่ปองกันประเทศ รับราชการทหาร ชวยเหลือใน
การปองกันและบรรเทาภัยพิ บัติ สาธารณะ เสียภาษีอากร ชวยเหลือราชการ รับ
การศึกษาอบรม พิทักษ ปกปอง และสืบสานศิลปวัฒนธรรมของชาติและภูมิป ญญา
ทองถิ่น และอนุ รักษทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ งแวดลอม ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๗๐ บุคคลผูเปนขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนวยราชการ
หนวยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือของราชการสวนทองถิ่ น และเจาหนาที่อื่นของรัฐ
มาตรา ๗๐๗๓ บุคคลผูเปนขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนวยราชการ
หนวยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือของราชการสวนทองถิ่ น และเจาหนาที่ อื่นของรัฐ

๓๑
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
มีหนาที่ดําเนินการใหเปนไปตามกฎหมายเพื่อรักษาประโยชนสวนรวม อํานวยความ
สะดวก และใหบริการแกประชาชน
ในการปฏิบัติหนาที่และในการปฏิบัติการอื่นที่ เกี่ยวของกับประชาชน บุคคล
ตามวรรคหนึ่งตองวางตนเปนกลางทางการเมือง
ในกรณีที่บุคคลตามวรรคหนึ่งละเลยหรือไมปฏิบัติใหเปนไปตามหนาที่ตาม
วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง บุคคลผูมีสวนไดเสี ยย อมมีสิทธิขอใหบุคคลตามวรรคหนึ่งหรือ
ผูบังคับบัญชาของบุคคลดังกลาวชี้แจงแสดงเหตุผลและขอใหดํ าเนินการใหเปนไปตาม
บทบัญญัติในวรรคหนึ่งหรือวรรคสองได
มีหนาที่ดําเนินการใหเปนไปตามกฎหมายเพื่อรักษาประโยชนสวนรวม อํานวยความ
สะดวก และใหบริการแกประชาชนตามหลักการบริหารกิจการบานเมืองที่ดี
ในการปฏิบัติหนาที่และในการปฏิบัติการอื่นที่ เกี่ยวของกับประชาชน บุคคล
ตามวรรคหนึ่งตองวางตนเปนกลางทางการเมือง
ในกรณีที่บุคคลตามวรรคหนึ่งละเลยหรือไมปฏิบัติใหเปนไปตามหนาที่ตาม
วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง บุคคลผูมีสวนไดเสี ยย อมมีสิทธิขอใหบุคคลตามวรรคหนึ่งหรือ
ผูบังคับบัญชาของบุคคลดังกลาวชี้แจง แสดงเหตุผลและขอใหดํ าเนินการใหเปนไปตาม
บทบัญญัติในวรรคหนึ่งหรือวรรคสองได
หมวด ๕
แนวนโยบายพื้นฐานแหงรัฐ


ไมมีการแกไข
สวนที่ ๑
บททั่วไป


มาตรา ๘๘ บทบัญญัติในหมวดนี้มีไวเพื่อเปนแนวทางสําหรับการตรา
กฎหมายและการกําหนดนโยบายในการบริหารราชการแผนดิน
ในการแถลงนโยบายตอรัฐสภาตามมาตรา ๒๑๑ คณะรัฐมนตรี ที่จะเขาบริหาร
ราชการแผนดินตองชี้แจงตอรัฐสภาใหชัดแจงว าจะดําเนินการใดเพื่อบริหารราชการ
แผนดินใหเปนไปตามแนวนโยบายพื้นฐานแห งรัฐตามที่ บัญญัติไว ในหมวดนี้ และตอง

มาตรา ๘๘๗๔ บทบัญญัติในหมวดนี้มีไวเพื่อเปนแนวทางสําหรับเจตจํานงให
รัฐดําเนินการตรากฎหมายและการกําหนดนโยบายในการบริหารราชการแผนดิน
ในการแถลงนโยบายตอรัฐสภาตามมาตรา ๒๑๑ คณะรัฐมนตรี ที่จะเขาบริหาร
ราชการแผนดิน ตองชี้แจงตอรัฐสภาใหชัดแจงว าจะดําเนินการใด ในระยะเวลาใด เพื่อ
บริหารราชการแผนดินใหเปนไปตามแนวนโยบายพื้นฐานแห งรัฐตามที่ บัญญัติไว ใน


๓๒
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
จัดทํารายงานแสดงผลการดําเนินการรวมทั้งป ญหาและอุปสรรค เสนอตอรัฐสภาปละ
หนึ่งครั้ง
หมวดนี้ และตองจัดทํารายงานแสดงผลการดําเนินการรวมทั้งปญหาและอุปสรรค เสนอ
ตอรัฐสภาปละหนึ่งครั้ง
มาตรา ๗๕ คณะรัฐมนตรี ตองจัดทําแผนการบริหารราชการแผนดิน เพื่อแสดง
มาตรการและรายละเอียดของแนวทางในการปฏิบัติราชการในแตละปของการบริหาร
ราชการแผนดิน ซึ่งจะตองสอดคลองกับแนวนโยบายพื้นฐานแหงรัฐ
ในการบริหารราชการแผนดิน คณะรัฐมนตรี ตองจัดใหมีแผนการตรากฎหมายที่
จําเปนตอการดํ าเนินการตามนโยบายและแผนการบริหารราชการแผนดิน
สวนที่ ๒
แนวนโยบายดานความมั่นคงของรัฐ


มาตรา ๗๑ รัฐตองพิ ทักษรักษาไวซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย เอกราชและ
บูรณภาพแหงอาณาเขต
มาตรา ๗๒ รัฐตองจัดใหมีกําลังทหารไวเพื่อพิ ทักษรักษาเอกราช ความมั่นคง
ของรัฐ สถาบันพระมหากษัตริ ย ผลประโยชนแหงชาติ และการปกครองระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข และเพื่อการพัฒนาประเทศ
มาตรา ๗๑๗๖ รัฐตองพิทักษรักษาไวซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย เอกราช และ
บูรณภาพแหงอาณาเขตอํานาจรัฐ และตองจัดใหมีกําลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ และ
เทคโนโลยี ที่ทันสมัย จําเปน และเพียงพอ เพื่อพิทักษรักษาเอกราช ความมั่นคงของรัฐ
สถาบันพระมหากษัตริย ผลประโยชนแหงชาติ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข และเพื่ อการพัฒนาประเทศ
มาตรา ๗๒ รัฐตองจัดใหมีกําลังทหารไวเพื่อพิทักษรักษาเอกราช ความมั่นคง
ของรัฐ สถาบันพระมหากษัตริ ย ผลประโยชนแหงชาติ และการปกครองระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข และเพื่อการพัฒนาประเทศ






๓๓
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
สวนที่ ๓
แนวนโยบายดานการบริหารราชการแผนดิน


มาตรา ๗๗ รัฐตองจัดใหมีแผนพัฒนาการเมือง จัดทํามาตรฐานทางคุณธรรม
และจริยธรรมของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง ขาราชการ และพนักงานหรือลู กจางอื่น
ของรัฐ เพื่อปองกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ และเสริมสรางประสิทธิ ภาพในการ
ปฏิบัติหนาที่
มาตรา ๗๘ รัฐตองกระจายอํานาจใหทองถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการ
ทองถิ่นไดเอง พัฒนาเศรษฐกิ จทองถิ่นและระบบสาธารณูปโภคและสาธารณู ปการตลอด
ทั้งโครงสรางพื้นฐานสารสนเทศในทองถิ่นใหทั่ วถึงและเทาเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้ง
พัฒนาจังหวัดที่ มีความพรอมใหเปนองคกรปกครองส วนทองถิ่นขนาดใหญ โดยคํานึงถึง
เจตนารมณของประชาชนในจังหวัดนั้น
มาตรา ๒๓๐ การจัดตั้งกระทรวง ทบวง กรม ขึ้นใหม โดยมีการกําหนด
ตําแหนงหรืออัตราของขาราชการหรือลูกจางเพิ่ มขึ้น ใหตราเปนพระราชบัญญัติ
การรวมหรือการโอนกระทรวง ทบวง กรม ที่มีผลเปนการจัดตั้งเปนกระทรวง
ทบวง กรม ขึ้นใหม หรือการรวมหรือการโอนกระทรวง ทบวง กรม ที่มิไดมีการจัดตั้งเปน
กระทรวง ทบวง กรม ขึ้นใหม ทั้งนี้ โดยไมมีการกําหนดตําแหนงหรืออัตราของ
ขาราชการหรือลูกจางเพิ่มขึ้น หรือการยุบกระทรวง ทบวง กรม ใหตราเปนพระราช
กฤษฎีกา

มาตรา ๗๗ รัฐตองจัดใหมีแผนพัฒนาการเมือง จัดทํามาตรฐานทางคุณธรรม
และจริยธรรมของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง ขาราชการ และพนักงานหรือลู กจางอื่น
ของรัฐ เพื่ อปองกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ และเสริมสรางประสิทธิภาพในการ
ปฏิบัติหนาที่รัฐตองดําเนิ นการตามแนวนโยบายในดานการบริ หารราชการแผ นดิน
ดังตอไปนี้
(๑) การบริหารราชการแผนดินตองเปนไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และ
ความมั่นคงของประเทศอยางยั่งยืน โดยรัฐตองคํ านึงถึงผลประโยชนของประเทศชาติใน
ภาพรวมเปนสําคัญ
(๒) จัดระบบการบริหารราชการสวนกลาง ราชการสวนภูมิ ภาค และราชการ
สวนทองถิ่น ใหมีขอบเขต อํานาจหนาที่ และความรับผิดชอบที่ชัดเจนเหมาะสมแกการ
พัฒนาประเทศ และสนับสนุ นใหจังหวัดเปนตัวแทนของรัฐในการจัดทําแผนพัฒนาจังหวัด
โดยใหมีงบประมาณเพื่อดําเนินการใหเปนไปตามแผนดังกลาว รวมทั้งกํากับดู แลองคกร
ปกครองสวนทองถิ่น เพื่อประโยชนของประชาชนในพื้นที่
(๓) กระจายอํานาจใหองคกรปกครองสวนทองถิ่นพึ่ งตนเองและตัดสินใจใน
กิจการของทองถิ่นไดเอง รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพรอมใหเปนองคกรปกครองสวน
ทองถิ่นขนาดใหญ โดยคํานึงถึงเจตนารมณของประชาชนในจังหวัดนั้น
(๔) พัฒนาระบบงานภาครัฐ โดยมุงเนนการพัฒนาคุณภาพ คุ ณธรรม และ
จริยธรรมของเจาหนาที่ของรัฐ ควบคูไปกับการปรับปรุงรูปแบบและวิธีการทํางาน เพื่อให

๓๔
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
ภายในสามปนับแตวันที่มีการรวมหรือการโอนกระทรวง ทบวง กรม ตามวรรค
สอง จะกําหนดตําแหนงหรืออัตราของขาราชการหรือลูกจางเพิ่ มขึ้นในกระทรวง ทบวง
กรม ที่จัดตั้งขึ้นใหม หรือในกระทรวง ทบวง กรม ที่ถูกรวมหรือโอนไป มิได
พระราชกฤษฎี กาตามวรรคสอง ใหระบุอํานาจหนาที่ของกระทรวง ทบวง กรม
ที่จัดตั้งขึ้นใหม การโอนอํานาจหนาที่ตามบทบัญญัติแหงกฎหมายซึ่งหนวยราชการหรือ
เจาพนักงานที่มี อยูเดิม การโอนขาราชการและลูกจาง งบประมาณรายจาย รวมทั้ง
ทรัพยสินและหนี้สิน เอาไวดวย
การดําเนินการตามวรรคสองกับกระทรวง ทบวง กรม ที่มีพระราชบัญญัติจัดตั้ง
ขึ้นแลว ใหตราเปนพระราชกฤษฎีกา โดยใหถื อวาพระราชกฤษฎีกาที่ตราขึ้นนั้น มีผล
เปนการแกไขเพิ่มเติมบทบัญญัติในพระราชบัญญัติหรือกฎหมายที่มีผลใชบังคับได
ดังเชนพระราชบัญญัติในสวนที่ เกี่ยวของดวย
การบริหารราชการแผนดินเปนไปอยางมีประสิทธิภาพ และสงเสริมใหหนวยงานของรัฐใช
หลักการบริหารกิจการบานเมืองที่ดีเปนแนวทางในการปฏิบัติราชการ
(๕) การจัดระบบงานราชการและงานของรัฐอยางอื่น ตองเปนไปเพื่อใหการ
จัดทําและการใหบริการสาธารณะเปนไปอยางรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ โปรงใส ตรวจสอบ
ได โดยคํานึงถึ งการมีสวนรวมของประชาชน
(๖) ดําเนินการใหหนวยงานทางกฎหมายที่มีหนาที่ใหความเห็นเกี่ยวกับการ
ดําเนินงานของรัฐตามกฎหมายและตรวจสอบการตรากฎหมายของรัฐ ดําเนินการอยาง
เปนอิสระ เพื่อใหการบริหารราชการแผนดินเปนไปตามหลักนิติธรรม
(๗) จัดใหมีบริการสาธารณะที่จํ าเปนแกประชาชนอยางทั่วถึงและเทาเทียมกัน
โดยคํานึงถึงวินัยการเงินการคลังของประเทศ และเรียกเก็ บคาบริการเพี ยงเทาที่จําเปน
(๘) สงเสริมและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจทองถิ่นและระบบสาธารณูปโภค
และสาธารณูปการ ตลอดทั้งโครงสรางพื้นฐานสารสนเทศในทองถิ่นใหทั่วถึงและ
เทาเทียมกันทั่วประเทศ
(๙) จัดใหมีแผนพัฒนาการเมือง และจัดทํามาตรฐานคุณธรรมและจริยธรรมของ
ผูดํารงตําแหนงทางการเมือง และเจาหนาที่ของรัฐ รวมทั้งจัดใหมีสภาพัฒนาการเมืองที่มี
ความเปนอิสระ เพื่อติดตามสอดสองใหมีการปฏิบัติตามแผนและมาตรฐานดังกลาวอยาง
เครงครัด
มาตรา ๗๘ รัฐตองกระจายอํานาจใหทองถิ่นพึ่งตนเองและตัดสิ นใจในกิจการ
ทองถิ่นไดเอง พัฒนาเศรษฐกิ จทองถิ่นและระบบสาธารณูปโภคและสาธารณู ปการตลอด
ทั้งโครงสรางพื้นฐานสารสนเทศในทองถิ่นใหทั่ วถึงและเทาเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้ง
พัฒนาจังหวัดที่ มีความพรอมใหเปนองคกรปกครองสวนทองถิ่นขนาดใหญ โดยคํานึงถึง
เจตนารมณของประชาชนในจังหวัดนั้น


๓๕
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)

มาตรา ๒๓๐ การจัดตั้งกระทรวง ทบวง กรม ขึ้นใหม โดยมีการกําหนดตําแหนง
หรืออัตราของขาราชการหรือลู กจางเพิ่มขึ้น ใหตราเปนพระราชบัญญัติ
การรวมหรือการโอนกระทรวง ทบวง กรม ที่มีผลเปนการจัดตั้งเปนกระทรวง
ทบวง กรม ขึ้นใหม หรือการรวมหรือการโอนกระทรวง ทบวง กรม ที่มิไดมีการจัดตั้งเปน
กระทรวง ทบวง กรม ขึ้นใหม ทั้งนี้ โดยไมมีการกําหนดตําแหนงหรืออัตราของ
ขาราชการหรือลูกจางเพิ่มขึ้น หรือการยุบกระทรวง ทบวง กรม ใหตราเปนพระราช
กฤษฎีกา
ภายในสามปนับแตวันที่มีการรวมหรือการโอนกระทรวง ทบวง กรม ตามวรรค
สอง จะกํ าหนดตําแหนงหรืออัตราของขาราชการหรือลูกจางเพิ่ มขึ้นในกระทรวง ทบวง
กรม ที่จัดตั้งขึ้นใหม หรือในกระทรวง ทบวง กรม ที่ถูกรวมหรือโอนไป มิได
พระราชกฤษฎี กาตามวรรคสอง ใหระบุอํานาจหนาที่ของกระทรวง ทบวง กรม
ที่จัดตั้งขึ้นใหม การโอนอํานาจหนาที่ตามบทบัญญัติแหงกฎหมายซึ่งหนวยราชการหรือ
เจาพนักงานที่มี อยูเดิม การโอนขาราชการและลูกจาง งบประมาณรายจาย รวมทั้ง
ทรัพยสินและหนี้สิน เอาไวด วย
การดําเนินการตามวรรคสองกับกระทรวง ทบวง กรม ที่มีพระราชบัญญัติ
จัดตั้งขึ้นแลว ใหตราเปนพระราชกฤษฎีกา โดยใหถือวาพระราชกฤษฎีกาที่ตราขึ้นนั้น
มีผลเปนการแกไขเพิ่มเติมบทบัญญัติในพระราชบัญญัติหรือกฎหมายที่มีผลใชบังคับได
ดังเชนพระราชบัญญัติในสวนที่ เกี่ยวของดวย








๓๖
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
สวนที่ ๔
แนวนโยบายดานศาสนา สังคม การศึกษา และวัฒนธรรม


มาตรา ๗๓ รัฐตองใหความอุปถัมภและคุมครองพระพุทธ ศาสนาและศาสนา
อื่น สงเสริมความเขาใจอันดีและความสมานฉันทระหวางศาสนิ กชนของทุกศาสนา
รวมทั้งสนับสนุ นการนําหลักธรรมของศาสนามาใชเพื่อเสริมสรางคุณธรรมและพัฒนา
คุณภาพชีวิต
มาตรา ๗๓๗๘ รัฐตองใหความอุปถัมภและคุมครองพระพุ ทธ ศาสนาและ
ศาสนาอื่น สงเสริมความเขาใจอันดีและความสมานฉันทระหวางศาสนิกชนของทุก
ศาสนา รวมทั้งสนับสนุนการนํ าหลักธรรมของศาสนามาใชเพื่ อเสริมสรางคุณธรรมและ
พัฒนาคุณภาพชีวิต
มาตรา ๘๐ รัฐตองคุมครองและพัฒนาเด็กและเยาวชน ส งเสริ มความเสมอภาค
ของหญิงและชาย เสริมสรางและพัฒนาความเปนปกแผนของครอบครัว และความ
เขมแข็งของชุมชน
รัฐตองสงเคราะหคนชรา ผูยากไร ผูพิการหรือทุพพลภาพและผูดอยโอกาสใหมี
คุณภาพชีวิตที่ ดีและพึ่ งตนเองได
มาตรา ๘๑ รัฐตองจัดการศึกษาอบรมและสนับสนุนใหเอกชนจัดการศึกษา
อบรมใหเกิดความรูคูคุณธรรม จัดใหมีกฎหมายเกี่ยวกับการศึ กษาแหงชาติ ปรับปรุง
การศึกษาใหสอดคลองกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม สรางเสริ มความรู
และปลูกฝ งจิตสํ านึกที่ถูกตองเกี่ ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิ ปไตยอันมี
พระมหากษัตริ ยทรงเปนประมุ ข สนับสนุนการคนควาวิจัยในศิ ลปวิทยาการตาง ๆ เรงรัด
พัฒนาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศ พัฒนาวิชาชีพครู และสงเสริม
ภูมิปญญาทองถิ่น ศิ ลปะและวัฒนธรรมของชาติ
มาตรา ๘๒ รัฐตองจัดและสงเสริมการสาธารณสุขใหประชาชนไดรับบริการที่
ไดมาตรฐานและมีประสิทธิภาพอยางทั่วถึ ง
มาตรา ๘๐๗๙ รัฐตองคุมครองและพัฒนาเด็กและเยาวชน สงเสริมความเสมอ
ภาคของหญิงและชาย เสริมสรางและพัฒนาความเปนปกแผนของครอบครัว และความ
เขมแข็งของชุมชนรัฐตองดําเนิ นการตามแนวนโยบายดานสังคม การศึกษา และ
วัฒนธรรม ดังต อไปนี้
(๑) คุมครองและพัฒนาเด็กและเยาวชน ส งเสริ มความเสมอภาคของหญิงและ
ชาย เสริมสรางและพัฒนาความเปนปกแผนของสถาบันครอบครัว รวมทั้งตองสงเคราะห
และจัดสวัสดิการใหแกคนชรา ผูยากไร ผูพิการหรือทุพพลภาพ และผูอยูในสภาวะ
ยากลําบากใหมี คุณภาพชีวิตที่ ดีขึ้นและพึ่ งพาตนเองได
(๒) สงเสริม สนับสนุน และพัฒนาการสรางเสริ มสุขภาพ อันนําไปสูสุขภาวะที่
ยั่ งยื นของประชาชน รวมทั้งจัดและส งเสริ มใหประชาชนไดรับบริ การสาธารณสุ ขที่ มี
มาตรฐาน อย างทั่ วถึ ง และมีประสิทธิภาพ และสงเสริมใหองคกรปกครองสวนทองถิ่น
และเอกชนมีส วนรวมในการจัดบริการสาธารณสุข
(๓) พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาใหสอดคลองกับความเปลี่ยนแปลง
ทางเศรษฐกิจและสังคม สนับสนุนใหผูเรียนมีความคิดสรางสรรค สรางเสริมและปลูกฝ ง

๓๗
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
ความรูและจิตสํ านึกที่ถูกตองเกี่ ยวกับคุณธรรม จริยธรรม แนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ความรูรักสามัคคี ความมีระเบียบวินัย พัฒนาคุ ณภาพผูประกอบวิชาชีพครูและบุคลากร
ทางการศึกษา และจัดสรรงบประมาณเพื่อการศึ กษาอยางเหมาะสมและเพียงพอ
(๔) สงเสริมและสนับสนุนการกระจายอํานาจการจัดการศึกษาเพื่อใหองคกร
ปกครองสวนทองถิ่น ชุมชน องคการทางศาสนา และเอกชน จัดและมีสวนรวมในการจัด
การศึกษาเพื่ อพัฒนามาตรฐานและคุณภาพการศึกษาใหเทาเที ยมและสอดคลองกับความ
ตองการในแต ละพื้นที่
(๕) สงเสริมและสนับสนุนการศึ กษาวิจัยในศิ ลปวิทยาการแขนงตาง ๆ และ
เผยแพรขอมูลผลการศึกษาวิจัยที่ไดรับทุนสนับสนุนการศึกษาวิจัยจากรัฐ รวมทั้งเปด
โอกาสใหประชาชนเขาถึงขอมู ลดังกลาวได
(๖) อนุรักษ ฟนฟู ปกปอง และเผยแพรศิ ลปวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียม
ประเพณีของชาติ ตลอดจนคานิ ยมอันดีงามและภูมิปญญาทองถิ่น และตองปลู กฝงและ
สงเสริมใหประชาชนมีจิตสํานึกในเรื่องดังกลาว
รัฐตองสงเคราะหคนชรา ผูยากไร ผูพิการหรือทุพพลภาพและผูดอยโอกาสใหมี
คุณภาพชีวิตที่ ดีและพึ่ งตนเองได
มาตรา ๘๑ รัฐตองจัดการศึกษาอบรมและสนับสนุนใหเอกชนจัดการศึกษา
อบรมใหเกิดความรูคูคุณธรรม จัดใหมีกฎหมายเกี่ยวกับการศึ กษาแหงชาติ ปรับปรุง
การศึกษาใหสอดคลองกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม สรางเสริมความรู
และปลูกฝ งจิตสํานึกที่ถูกตองเกี่ ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิ ปไตยอันมี
พระมหากษัตริ ยทรงเปนประมุ ข สนับสนุนการคนควาวิจัยในศิ ลปวิทยาการตาง ๆ เร งรัด
พัฒนาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศ พัฒนาวิชาชีพครู และสงเสริม
ภูมิปญญาทองถิ่น ศิ ลปะและวัฒนธรรมของชาติ


๓๘
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)

มาตรา ๘๒ รัฐตองจัดและสงเสริ มการสาธารณสุขใหประชาชนไดรับบริการที่ได
มาตรฐานและมี ประสิทธิภาพอยางทั่วถึง
สวนที่ ๕
แนวนโยบายดานกฎหมายและการยุติธรรม


มาตรา ๗๕ รัฐตองดูแลใหมีการปฏิบัติตามกฎหมาย คุมครองสิทธิและเสรี ภาพ
ของบุคคล จัดระบบงานของกระบวนการยุติธรรมใหมีประสิทธิภาพและอํานวยความ
ยุติธรรมแกประชาชนอยางรวดเร็วและเทาเทียมกัน รวมทั้งจัดระบบงานราชการและงาน
ของรัฐอยางอื่นใหมีประสิทธิภาพเพื่ อตอบสนองความตองการของประชาชน
รัฐตองจัดสรรงบประมาณใหพอเพียงกับการบริหารงานโดยอิ สระของ
คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผูตรวจการ แผนดินของรัฐสภา คณะกรรมการสิทธิ มนุษยชน
แหงชาติ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง คณะกรรมการปองกันและ
ปราบปรามการทุจริตแหงชาติ และคณะกรรมการตรวจเงินแผ นดิน
มาตรา ๗๕๘๐ รัฐตองดูแลใหมีการปฏิบัติตามกฎหมาย คุมครองสิทธิและ
เสรีภาพของบุคคล จัดระบบงานของกระบวนการยุติธรรมใหมีประสิทธิภาพและอํานวย
ความยุติธรรมแกประชาชนอยางรวดเร็ วและเท าเทียมกัน รวมทั้งจัดระบบงานราชการ
และงานของรัฐอยางอื่นใหมีประสิทธิภาพเพื่อตอบสนองความตองการของประชาชนรัฐ
ตองดําเนิ นการตามแนวนโยบายดานกฎหมายและการยุติธรรม ดังตอไปนี้
(๑) ดูแลใหมีการปฏิบัติและบังคับการใหเปนไปตามกฎหมายอยางเปนธรรม
รวดเร็ว ทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ
(๒) คุมครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลใหพนจากการลวงละเมิดทั้งโดย
เจาหนาที่ของรัฐและโดยบุคคลอื่น และตองอํานวยความยุติธรรมแกประชาชนทุกคน
อยางเทาเทียมกัน
(๓) สงเสริมและสนับสนุนใหประชาชนมีสวนรวมในกระบวนการยุติธรรมและ
สามารถเขาถึงกระบวนการยุติธรรมไดโดยงาย สะดวก และรวดเร็ว
(๔) ดูแลใหมีการปฏิบัติตามกฎหมาย คุมครองสิทธิและเสรี ภาพของบุคคล การ
ใหความชวยเหลือทางกฎหมายแกประชาชน และจัดระบบงานราชการและงานของรัฐ
อยางอื่นในกระบวนการยุติ ธรรมใหมีประสิ ทธิ ภาพและอํานวยความยุติธรรมแกประชาชน
อยางรวดเร็ วและเทาเที ยมกัน

๓๙
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
(๕) จัดใหมีกฎหมายเพื่อจัดตั้งองคกรเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย ที่ดําเนินการเปน
อิสระเพื่อทําการปรับปรุงและพัฒนากฎหมายของประเทศใหเปนไปอยางเหมาะสม และ
ดําเนินการใหหนวยงานของรัฐพิจารณาทบทวนความเหมาะสมและจําเปนของกฎหมาย
ในความรับผิดชอบโดยตองรับฟ งความคิดเห็นของผูที่ไดรับผลกระทบจากกฎหมายนั้น
ประกอบดวย
(๖) จัดใหมีกฎหมายเพื่อจัดตั้งองคกรเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทาง
อาญา ที่ดําเนินการเปนอิสระ เพื่อทําการศึกษา วิเคราะห และติดตามการดําเนินงานของ
หนวยงานที่ เกี่ยวของกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
รัฐตองจัดสรรงบประมาณใหพอเพียงกับการบริหารงานโดยอิ สระของ
คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผูตรวจการ แผนดินของรัฐสภา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
แหงชาติ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุ ติธรรม ศาลปกครอง คณะกรรมการปองกันและ
ปราบปรามการทุจริตแหงชาติ และคณะกรรมการตรวจเงินแผ นดิน
สวนที่ ๖
แนวนโยบายดานการตางประเทศ


มาตรา ๗๔ รัฐตองส งเสริมสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ และพึงถือหลักใน
การปฏิบัติตอกันอยางเสมอภาค
มาตรา ๗๔๘๑ รัฐตองส งเสริมสัมพันธไมตรีและความรวมมือกับนานาประเทศ
และพึงถือหลักในการปฏิบัติตอกันอยางเสมอภาค ตลอดจนตองปฏิบัติตามพันธกรณีที่
ไดกระทําไวกับนานาประเทศและองคการระหวางประเทศ
รัฐตองส งเสริมการคา การลงทุน และการทองเที่ ยวกับนานาประเทศ ตลอดจน
ตองใหความคุมครองและดูแลผลประโยชนของคนไทยในตางประเทศ



๔๐
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
สวนที่ ๗
แนวนโยบายดานเศรษฐกิจ


มาตรา ๘๒ รัฐตองส งเสริมและสนับสนุนใหมีการดําเนินการตามแนวปรัชญา
เศรษฐกิจพอเพี ยง
มาตรา ๘๓ รัฐตองดําเนิ นการใหมีการกระจายรายไดอยางเปนธรรม
มาตรา ๘๔ รัฐตองจัดระบบการถือครองที่ ดินและการใชที่ดินอยางเหมาะสม
จัดหาแหลงน้ําเพื่อเกษตรกรรมใหเกษตรกรอย างทั่วถึ ง และรักษาผลประโยชนของ
เกษตรกรในการผลิตและการตลาดสินคาเกษตรใหไดรับผลตอบแทนสูงสุด รวมทั้ง
สงเสริมการรวมตัวของเกษตรกรเพื่อวางแผนการเกษตรและรักษาผลประโยชนรวมกัน
ของเกษตรกร
มาตรา ๘๕ รัฐตองส งเสริม สนับสนุน และคุมครองระบบสหกรณ
มาตรา ๘๖ รัฐตองส งเสริมใหประชากรวัยทํางานมีงานทํา คุมครองแรงงาน
โดยเฉพาะแรงงานเด็กและแรงงานหญิง จัดระบบแรงงานสัมพันธ การประกันสังคม
รวมทั้งคาตอบแทน แรงงานใหเปนธรรม
มาตรา ๘๗ รัฐตองสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีโดยอาศัยกลไกตลาด
กํากับดูแลใหมี การแขงขันอยางเปนธรรม คุมครองผูบริโภค และปองกันการผูกขาด
ตัดตอนทั้งทางตรงและทางออม รวมทั้งยกเลิ กและละเวนการตรากฎหมายและกฎเกณฑ
ที่ควบคุมธุรกิจที่ไมสอดคลองกับ ความจําเปนทางเศรษฐกิจ และตองไมประกอบกิจการ
แขงขันกับเอกชน เวนแตมีความจําเปนเพื่อประโยชนในการรักษาความมั่นคงของรัฐ
รักษาผลประโยชนสวนรวม หรื อการจัดใหมีการสาธารณูปโภค
มาตรา ๘๓ รัฐตองดําเนิ นการใหมีการกระจายรายไดอยางเปนธรรมตาม
แนวนโยบายดานเศรษฐกิจ ดังต อไปนี้
(๑) สนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีโดยอาศัยกลไกตลาด และสนับสนุนใหมี
การพัฒนาเศรษฐกิจอยางยั่ งยืน โดยตองยกเลิกและละเวนการตรากฎหมายและ
กฎเกณฑที่ควบคุมธุรกิจที่ไมสอดคลองกับความจําเปนทางเศรษฐกิจ และตองไม
ประกอบกิจการที่มีลักษณะเปนการแขงขันกับเอกชน เวนแตมีความจําเปนเพื่อประโยชน
ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ รักษาผลประโยชนสวนรวม หรือการจัดใหมี
สาธารณูปโภค
(๒) สนับสนุนใหมีการใชหลักคุณธรรม จริยธรรม และหลักธรรมาภิบาล ควบคู
กับการประกอบกิจการ
(๓) ปรับปรุงระบบการจัดเก็ บภาษีอากรใหมีความเปนธรรม และสอดคลองกับ
การเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจและสังคม
(๔) รักษาวินัยการเงินการคลัง เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพและความมั่นคงทาง
เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
(๕) จัดใหมีการออมเพื่อการดํารงชีพในยามชราแกประชาชนอยางทั่วถึง


๔๑
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
(๖) กํากับใหการประกอบกิจการมีการแขงขันอยางเสรีและเปนธรรม ปองกัน
การผูกขาดตัดตอนไมวาโดยทางตรงและทางออม และคุมครองผูบริโภค
(๗) ดําเนินการใหมีการกระจายรายไดอยางเปนธรรม ขยายโอกาสในการ
ประกอบอาชีพของประชาชน และส งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาภูมิปญญาทองถิ่นและ
ภูมิปญญาไทย เพื่อใชในการผลิ ตสินคา บริการ และการประกอบอาชีพ
(๘) สงเสริมใหประชากรวัยทํางานมีงานทํา คุมครองแรงงานเด็กและสตรี
จัดระบบแรงงานสัมพันธ และระบบไตรภาคีที่ ผูทํางานมีสิทธิ เลือกผูแทนของตน จัดระบบ
ประกันสังคม รวมทั้งคุมครองใหผูทํางานมีคุณคาอยางเดียวกัน ไดรับคาตอบแทนที่เปน
ธรรม ไดรับสิทธิ ประโยชนและสวัสดิการที่ เทาเทียมกันโดยไมเลือกปฏิบัติ
(๙) คุมครองและรักษาผลประโยชนของเกษตรกรในการผลิตและการตลาด
สงเสริมใหสินคาเกษตรไดรับผลตอบแทนสูงสุ ด รวมทั้งส งเสริ มการรวมกลุมของ
เกษตรกร เพื่อวางแผนการเกษตรและรักษาผลประโยชนรวมกันของเกษตรกร
(๑๐) สงเสริม สนับสนุ น และคุมครองระบบสหกรณ หรือการรวมกลุมของ
ประชาชนในการดําเนินกิจการดานเศรษฐกิจ
(๑๑) จัดใหมีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอันจําเปนตอการดํารงชี วิตของประชาชน
เพื่อประโยชนในการรักษาความมั่นคงของรัฐในทางเศรษฐกิจ และตองใชความระมัดระวัง
ในการกระทํ าใดอันอาจทําใหสาธารณู ปโภคขั้นพื ้นฐานอันจํ าเป นต อการดํารงชี วิ ตของ
ประชาชนอยู ในความผู กขาดของเอกชนอันอาจกอความเสียหายแกรัฐ
(๑๒) คุมครองและสงเสริมการประกอบอาชีพของประชาชนเพื่อการพัฒนา
เศรษฐกิจ รวมทั้งการสนับสนุ นการรวมกลุมของผูประกอบวิชาชีพ
มาตรา ๘๔ รัฐตองจัดระบบการถือครองที่ ดินและการใชที่ดินอยางเหมาะสม
จัดหาแหลงน้ําเพื่อเกษตรกรรมใหเกษตรกรอย างทั่วถึ ง และรักษาผลประโยชนของ

๔๒
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)

เกษตรกรในการผลิตและการตลาดสินคาเกษตรใหไดรับผลตอบแทนสูงสุด รวมทั้ง
สงเสริมการรวมตัวของเกษตรกรเพื่อวางแผนการเกษตรและรักษาผลประโยชนรวมกัน
ของเกษตรกร
มาตรา ๘๕ รัฐตองสงเสริม สนับสนุน และคุมครองระบบสหกรณ
มาตรา ๘๖ รัฐตองสงเสริมใหประชากรวัยทํางานมีงานทํา คุมครองแรงงาน
โดยเฉพาะแรงงานเด็กและแรงงานหญิง จัดระบบแรงงานสัมพันธ การประกันสังคม
รวมทั้งคาตอบแทน แรงงานใหเปนธรรม
มาตรา ๘๗ รัฐตองสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีโดยอาศัยกลไกตลาด
กํากับดูแลใหมี การแขงขันอยางเปนธรรม คุมครองผูบริโภค และปองกันการผู กขาด
ตัดตอนทั้งทางตรงและทางออม รวมทั้งยกเลิ กและละเวนการตรากฎหมายและกฎเกณฑ
ที่ควบคุมธุรกิจที่ไมสอดคลองกับ ความจําเปนทางเศรษฐกิจ และตองไมประกอบกิจการ
แขงขันกับเอกชน เวนแตมีความจําเปนเพื่อประโยชนในการรักษาความมั่นคงของรัฐ
รักษาผลประโยชนสวนรวม หรือการจัดใหมีการสาธารณูปโภค
สวนที่ ๘
แนวนโยบายดานที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดลอม


มาตรา ๗๙ รัฐตองส งเสริมและสนับสนุนใหประชาชนมีสวนรวมในการสงวน
บํารุงรักษา และใชประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ
อยางสมดุ ล รวมทั้งมีสวนร วมในการสงเสริม บํ ารุงรักษา และคุมครองคุณภาพ
สิ่งแวดลอมตามหลักการการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนควบคุมและกําจัดภาวะมลพิษที่มีผล
ตอสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ และคุณภาพชีวิ ตของประชาชน

มาตรา ๗๙๘๔ รัฐตองสงเสริมและสนับสนุนใหประชาชนมีสวนรวมในการ
สงวน บํารุ งรักษา และใชประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทาง
ชีวภาพอยางสมดุล รวมทั้งมีสวนรวมในการสงเสริม บํารุงรักษา และคุมครองคุ ณภาพ
สิ่งแวดลอมตามหลักการการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนควบคุมและกําจัดภาวะมลพิษที่มีผล
ตอสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ และคุณภาพชีวิ ตของประชาชนรัฐตองดําเนินการตาม
แนวนโยบายดานที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดลอมดังต อไปนี้

๔๓
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
(๑) กําหนดหลักเกณฑการใชที่ดินโดยใหคํานึ งถึงสภาพแวดลอมทางธรรมชาติ
ของพื้นที่นั้น ๆ ตามหลักวิชาใหครอบคลุมทั่วประเทศทั้งผืนดิน ผืนน้ํา และจัดใหมี
ผังเมืองรวม ที่สอดคลองกับสภาพแวดลอมดังกลาวโดยกําหนดมาตรฐานการใชอยาง
ยั่งยืนดวยการใหประชาชนในพื้นที่ที่มีผลกระทบตอนโยบายการใชที่ดินนั้นรวมในการ
ตัดสินใจดวย
(๒) ดําเนินการใหเกษตรกรมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในที่ดินเพื่อประกอบ
เกษตรกรรมอย างทั่วถึ งโดยการปฏิรูปที่ดินหรือวิธีอื่น
(๓) จัดใหมีการวางผังเมือง พัฒนา และดําเนินการตามผังเมืองอยางมี
ประสิทธิภาพเพื่ อประโยชนตอการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติอยางมีประสิทธิภาพ
(๔) จัดระบบการดูแลและการใชทรัพยากรน้ําใหเกิดประโยชนแกสวนรวม
รวมทั้งจัดหาแหลงน้ําเพื่อใหเกษตรกรมีน้ําใชอยางพอเพียงและเหมาะสมแกการเกษตร
(๕) จัดใหมีแผนการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย างเปนระบบ โดยให
ประชาชน ชุมชน และองคกรปกครองสวนทองถิ่นที่เกี่ยวของมีสวนรวมในการจั ดทําแผน
ดังกลาวดวย
(๖) สงเสริมและสนับสนุนใหประชาชนมีสวนรวมในการสงวน บํารุงรักษาและใช
ประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอยางสมดุ ล
(๗) สงเสริม บํารุงรักษา และคุมครองคุณภาพสิ่ งแวดลอมตามหลักการพัฒนาที่
ยั่งยืน โดยใหประชาชน ชุมชนทองถิ่น และองคกรปกครองสวนทองถิ่นมี สวนร วมในการ
กําหนดแนวทางการดําเนินงาน
(๘) ควบคุมและกําจัดภาวะมลพิ ษที่มีผลตอสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ และ
คุณภาพชีวิตของประชาชน


๔๔
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
สวนที่ ๙
แนวนโยบายดานวิทยาศาสตร ทรัพยสินทางปญญา และพลังงาน


มาตรา ๘๕ รัฐตองดําเนินการตามแนวนโยบายดานวิทยาศาสตร ทรัพยสินทาง
ปญญา และพลังงานดังตอไปนี้
(๑) ส งเสริ มใหมี การพัฒนาดานวิ ทยาศาสตร เทคโนโลยี และนวัตกรรมดาน
ต าง ๆ โดยจัดใหมีกฎหมายเฉพาะดาน จัดงบประมาณสนับสนุนการศึกษา คนควา วิจัย
และใหมีสถาบันการศึกษาและพัฒนา จัดใหมีการใชประโยชนจากผลการศึกษาและ
พัฒนา จัดใหมีระบบการถายทอดเทคโนโลยี ที่มี ประสิทธิภาพและการพัฒนาบุ คลากรที่
เหมาะสม
(๒) สงเสริมการประดิษฐหรือการคนคิดสิ่งใหม รักษาและพัฒนาภูมิปญญา
ทองถิ่น รวมทั้งใหความคุมครองทรัพยสินทางปญญา
(๓) เผยแพรความรูดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี สมัยใหม และสนับสนุ นให
ประชาชนใชหลักดานวิทยาศาสตรในการดํารงชี วิต
(๔) ส งเสริ มและสนับสนุ นการวิ จัย พัฒนา และใชประโยชนจากพลังงาน
ทดแทนซึ่ งไดจากธรรมชาติและเปนมิตรตอสิ่ งแวดลอมอยางต อเนื่องและเปนระบบ








๔๕
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
สวนที่ ๑๐
แนวนโยบายดานการมีสวนรวมของประชาชน


มาตรา ๗๖ รัฐตองส งเสริมและสนับสนุนการมี สวนรวมของประชาชนในการ
กําหนดนโยบายการตัดสินใจทางการเมือง การวางแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และ
การเมือง รวมทั้งการตรวจสอบการใชอํานาจรัฐทุกระดับ
มาตรา ๗๖๘๖ รัฐตองสงเสริมและสนับสนุนดําเนินการตามแนวนโยบายดาน
การมีสวนรวมของประชาชนในการกําหนดนโยบายการตัดสินใจทางการเมือง การวาง
แผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง รวมทั้งการตรวจสอบการใชอํานาจรัฐทุก
ระดับดังตอไปนี้
(๑) สงเสริมใหประชาชนมีสวนร วมในการกําหนดนโยบายและวางแผนพัฒนา
เศรษฐกิจทั้งในระดับทองถิ่นและระดับประเทศ
(๒) สงเสริมและสนับสนุนการมี สวนรวมของประชาชนในการตัดสินใจทาง
การเมือง การวางแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง รวมทั้งการจัดทําบริการ
สาธารณะ โดยตองจัดใหมีการใหขอมูลที่ถูกตองครบถวนและรับฟงความคิดเห็ นของ
ประชาชนกอนการวางแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ตลอดจนการจัดทํา
บริการสาธารณะ และตองจัดใหประชาชนสามารถเขาถึ งขอมูล สรุปผลการรับฟ งความ
คิดเห็น และผลการตัดสินใจของรัฐไดโดยไมเสี ยคาใชจาย
(๓) สงเสริมและสนับสนุนการมี สวนรวมของประชาชนในการตรวจสอบการใช
อํานาจรัฐทุกระดับ ในรูปแบบองคการทางวิชาชีพที่หลากหลายหรือรูปแบบอื่ น และตอง
ไมกระทําการที่มีลักษณะเปนการแทรกแซงการดําเนินงานของสื่อมวลชนทั้งของรัฐและ
เอกชนในการเสนอขอมูลขาวสารเกี่ยวกับการใชอํานาจรัฐ เพื่อใหประชาชนไดรั บขอมูล
ขาวสาร


๔๖
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
(๔) จัดใหมีมาตรฐานกลางในการกํากับดูแล ตรวจสอบ และประเมินผลการ
ดําเนินงานขององคกรปกครองสวนทองถิ่น และตองส งเสริมและสนับสนุนใหประชาชน
และชุมชนมีสวนรวมในการปกครองทองถิ่น ตลอดจนการตรวจสอบและประเมินผลการ
ดําเนินงานขององคกรปกครองสวนทองถิ่น
(๕) สงเสริมใหประชาชนมีความเขมแข็งในทางการเมือง และใหมีการตรา
กฎหมายเพื่อจัดตั้งกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองเพื่ อชวยเหลือการดําเนินกิจกรรม
สาธารณะของชุมชน รวมทั้งสนับสนุนการดําเนิ นการของกลุมประชาชนที่รวมตัวกันใน
ลักษณะเครือขายทุกรูปแบบที่จะสามารถแสดงความคิดเห็นและเสนอความตองการของ
ชุมชนในพื้นที่
(๖) สงเสริมและใหการศึกษาแก ประชาชนเกี่ยวกับการปกครองระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข รวมทั้งสงเสริมใหประชาชนไดใชสิทธิ
เลือกตั้ง
หมวด ๖
รัฐสภา


ไมมีการแกไข
สวนที่ ๑
บททั่วไป


ไมมีการแกไข
มาตรา ๙๐ รัฐสภาประกอบดวยสภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภา

มาตรา ๙๐๘๗ รัฐสภาประกอบดวยสภาผูแทนราษฎรและวุ ฒิสภา


๔๗
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
รัฐสภาจะประชุมรวมกันหรือแยกกัน ยอมเปนไปตามบทบัญญัติแหง
รัฐธรรมนูญนี้
มาตรา ๙๕ บุคคลจะเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาใน
ขณะเดียวกันมิได

รัฐสภาจะประชุมรวมกันหรือแยกกัน ยอมเปนไปตามบทบัญญัติแหง
รัฐธรรมนูญนี้
บุคคลจะเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาในขณะเดียวกันมิได
มาตรา ๙๕ บุคคลจะเปนสมาชิ กสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาใน
ขณะเดียวกันมิได
มาตรา ๙๑ ประธานสภาผูแทนราษฎรเปนประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา
เปนรองประธานรัฐสภา
ในกรณีที่ไมมีประธานสภาผูแทนราษฎร หรือประธานสภาผูแทนราษฎรไมอยู
หรือไมสามารถปฏิบัติหนาที่ประธานรัฐสภาได ใหประธานวุฒิสภาทําหนาที่ประธาน
รัฐสภาแทน
ประธานรัฐสภามีอํานาจหนาที่ตามที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญนี้ และดําเนิน
กิจการของรัฐสภาในกรณีประชุ มรวมกันใหเปนไปตามขอบังคับ
ประธานรัฐสภาและผูทําหนาที่ แทนประธานรัฐสภาตองวางตนเปนกลางในการ
ปฏิบัติหนาที่
รองประธานรัฐสภามีอํานาจหนาที่ตามที่บัญญัติ ไวในรัฐธรรมนู ญนี้และตามที่
ประธานรัฐสภามอบหมาย
มาตรา ๙๑๘๘ ประธานสภาผูแทนราษฎรเปนประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา
เปนรองประธานรัฐสภา
ในกรณีที่ไมมีประธานสภาผูแทนราษฎร หรือประธานสภาผูแทนราษฎรไมอยู
หรือไมสามารถปฏิบัติหนาที่ประธานรัฐสภาได ใหประธานวุฒิสภาทําหนาที่ประธาน
รัฐสภาแทน
ประธานรัฐสภามีอํานาจหนาที่ตามที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญนี้ และดําเนิน
กิจการของรัฐสภา ในกรณีประชุมรวมกันใหเปนไปตามขอบังคับ
ประธานรัฐสภาและผูทําหนาที่ แทนประธานรัฐสภาตองวางตนเปนกลางในการ
ปฏิบัติหนาที่
รองประธานรัฐสภามีอํานาจหนาที่ตามที่บัญญัติ ไวในรัฐธรรมนู ญนี้และตามที่
ประธานรัฐสภามอบหมาย
มาตรา ๙๖ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาจํานวนไมนอยกวา
หนึ่งในสิ บของจํ านวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยู ของแตละสภา มีสิทธิเขาชื่อรองตอ
ประธานแหงสภาที่ตนเปนสมาชิ กวาสมาชิกภาพของสมาชิกคนใดคนหนึ่งแหงสภานั้น
สิ้นสุ ดลงตามมาตรา ๑๑๘ (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) (๘) (๙) (๑๑) หรือ (๑๒) หรือมาตรา ๑๓๓
(๓) (๔) (๕) (๖) (๗) (๙) หรือ (๑๐) แลวแตกรณี และใหประธานแหงสภาที่ไดรับคํารองสง

มาตรา ๙๖๘๙ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาจํานวนไมนอย
กวาหนึ่งในสิ บของจํานวนสมาชิ กทั้งหมดเทาที่ มีอยูของแต ละสภา มีสิทธิเขาชื่ อรองตอ
ประธานแหงสภาที่ตนเปนสมาชิ กวา สมาชิกภาพของสมาชิกคนใดคนหนึ่งแหงสภานั้น
สิ้นสุ ดลงตามมาตรา ๑๑๘๑๐๑ (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) (๘) (๙๑๐) หรือ (๑๑) หรือ (๑๒) หรือ
มาตรา ๑๓๓๑๑๔ (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) (๙) หรือ (๑๐๘) แลวแต กรณี และใหประธานแหง

๔๘
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
คํารองนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยวาสมาชิกภาพของสมาชิกผูนั้นสิ้นสุดลง
หรือไม
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยแลว ใหศาลรัฐธรรมนูญแจงคําวินิจฉัยนั้นไปยัง
ประธานแหงสภาที่ไดรับคํารองตามวรรคหนึ่ง
สภาที่ไดรับคํารองส งคํารองนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยวาสมาชิกภาพของ
สมาชิกผูนั้นสิ้นสุดลงหรือไม
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยแล ว ใหศาลรัฐธรรมนูญแจงคําวินิจฉัยนั้นไปยัง
ประธานแหงสภาที่ไดรับคํารองตามวรรคหนึ่ง
ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นวาสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผูแทน
ราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาคนใดคนหนึ่งมีเหตุ สิ้นสุ ดลงตามวรรคหนึ่ง ใหสงเรื่ องไปยัง
ประธานแหงสภาที่ผูนั้นเปนสมาชิก และใหประธานแหงสภานั้นสงเรื่องไปยังศาล
รัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง
มาตรา ๙๗ การออกจากตําแหนงของสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิก
วุฒิสภาภายหลังวันที่ สมาชิกภาพสิ้นสุดลง หรือวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยวา
สมาชิกภาพของสมาชิก คนใดคนหนึ่งสิ้นสุดลง ยอมไมกระทบกระเทือนกิจการที่สมาชิก
ผูนั้นไดกระทําไปในหนาที่สมาชิก รวมทั้งการไดรับเงินประจําตําแหนงหรือประโยชน
ตอบแทนอยางอื่นกอนที่ สมาชิกผูนั้นออกจากตําแหนง หรือกอนที่ประธานแหงสภาที่
ผูนั้นเปนสมาชิกไดรับแจงคําวิ นิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แลวแตกรณี เวนแต ในกรณีที่
ออกจากตําแหนงเพราะเหตุที่ ผูนั้นไดรับเลือกตั้งมาโดยไมชอบดวยกฎหมายประกอบ
รัฐธรรมนูญวาดวยการเลื อกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ใหคืนเงิน
ประจํา ตําแหน งและประโยชนตอบแทนอยางอื่นที่ผูนั้นไดรับมาเนื่องจากการดํารง
ตําแหนงดังกลาว
มาตรา ๙๗๙๐ การออกจากตําแหนงของสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิก
วุฒิสภาภายหลังวันที่ สมาชิกภาพสิ้นสุดลง หรือวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยวา
สมาชิกภาพของสมาชิก คนใดคนหนึ่งสิ้นสุดลง ยอมไมกระทบกระเทือนกิจการที่สมาชิก
ผูนั้นไดกระทําไปในหนาที่สมาชิก รวมทั้งการไดรับเงินประจําตําแหนงหรือประโยชน
ตอบแทนอยางอื่นกอนที่ สมาชิกผูนั้นออกจากตําแหนง หรือกอนที่ประธานแหงสภาที่
ผูนั้นเปนสมาชิกไดรับแจงคําวิ นิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แลวแตกรณี เวนแต ในกรณีที่
ออกจากตําแหนงเพราะเหตุที่ ผูนั้นไดรับเลือกตั้งหรือสรรหามาโดยไมชอบดวยกฎหมาย
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิ กสภาผูแทนราษฎรและการ
สรรหาสมาชิกวุ ฒิสภา ใหคืนเงิ นประจํา ตําแหนงและประโยชนตอบแทนอยางอื่นที่ผูนั้น
ไดรับมาเนื่องจากการดํารงตําแหนงดังกลาว








๔๙
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
สวนที่ ๒
สภาผูแทนราษฎร


ไมมีการแกไข
มาตรา ๙๘ สภาผูแทนราษฎรประกอบดวยสมาชิกจํานวนหารอยคน โดยเป น
สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อตามมาตรา ๙๙ จํานวนหนึ่งรอยคน และ
สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบงเขตเลื อกตั้งตามมาตรา ๑๐๒ จํานวนสี่ รอยคน
ในกรณีที่ตําแหนงสมาชิกสภาผูแทนราษฎรวางลงไมวาดวยเหตุใด และยังมิได
มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรขึ้นแทนตําแหนงที่วาง ใหสภาผูแทนราษฎร
ประกอบดวยสมาชิกสภาผูแทนราษฎรเทาที่มี อยู
มาตรา ๙๘๙๑ สภาผูแทนราษฎรประกอบดวยสมาชิกจํานวนหาสี่ รอยคน โดย
เปนสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อตามมาตรา ๙๙ จํานวนหนึ่งรอยคน
และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ งเขตเลือกตั้งตามมาตรา ๑๐๒ จํานวนสี่รอยคน
ในกรณีที่ตําแหนงสมาชิกสภาผูแทนราษฎรวางลงไมวาดวยเหตุใด และยังมิได
มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรขึ้นแทนตําแหนงที่วาง ใหสภาผูแทนราษฎร
ประกอบดวยสมาชิกสภาผูแทนราษฎรเทาที่มี อยู
ในกรณีที่มีเหตุ การณใด ๆ ทําใหการเลือกตั้งทั่ วไปครั้งใดมีจํานวนสมาชิกสภา
ผูแทนราษฎรไมถึงสี่รอยคน แตมีจํานวนไมนอยกวารอยละเกาสิบหาของจํานวนสมาชิก
สภาผูแทนราษฎรทั้งหมด ใหถือวาสมาชิกจํานวนนั้นประกอบเปนสภาผูแทนราษฎร และ
ตองมีการเลือกตั้งจนครบจํานวนสี่รอยคนภายในหนึ่งรอยแปดสิบวัน และใหสมาชิกสภา
ผูแทนราษฎรผูไดรับเลื อกตั้งเขามานั้นอยูในตําแหนงไดเพียงเทาอายุของสภาผูแทน
ราษฎรที่เหลืออยู
มาตรา ๙๙ การเลือกตั้งสมาชิ กสภาผูแทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ใหผูมีสิทธิ
เลือกตั้งมีสิทธิ ออกเสียงลงคะแนนเลือกบัญชีรายชื่อผูสมัครรับเลือกตั้งที่ พรรคการเมือง
จัดทําขึ้น โดยใหเลือกบัญชี รายชื่อใดบัญชีรายชื่อหนึ่งเพี ยงบัญชีเดียว และใหถือเขต
ประเทศเปนเขตเลือกตั้ง

มาตรา ๙๙๙๒ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ใหผูมี
สิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกบัญชีรายชื่อผูสมั ครรับเลือกตั้งที่ พรรค
การเมืองจัดทําขึ้น โดยใหเลือกบัญชี รายชื่อใดบัญชีรายชื่อหนึ่ งเพียงบัญชีเดียว และให
ถือเขตประเทศเปนเขตเลือกตั้งตามมาตรา ๙๑ ใหดําเนินการตามวิธีการดังตอไปนี้
(๑) ใหมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบแบงเขตเลื อกตั้งจํานวน
สามรอยยี่ สิบคน โดยการนําจํานวนประชาชนทั้งประเทศตามหลักฐานการทะเบียน

๕๐
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
บัญชีรายชื่อผูสมัครรับเลือกตั้งตามวรรคหนึ่ง ใหพรรคการเมืองจัดทําขึ้นพรรค
การเมืองละหนึ่ งบัญชี ไมเกินบัญชีละหนึ่งรอยคน และใหยื่นต อคณะกรรมการการ
เลือกตั้งกอนวันเปดสมัครรับเลื อกตั้งสมาชิกซึ่ งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ งเขตเลือกตั้ง
รายชื่อของบุคคลในบัญชีรายชื่ อตามวรรคหนึ่งจะตอง
(๑) ประกอบดวยรายชื่อผูสมัครรับเลื อกตั้งจากภูมิภาคตาง ๆ อยางเปนธรรม
(๒) ไมซ้ํากั บรายชื่อในบัญชีที่ พรรคการเมืองอื่นจัดทําขึ้น และไมซ้ํากับรายชื่อ
ของผูสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ งเขตเลือกตั้งตามมาตรา ๑๐๒ และ
(๓) จัดทํารายชื่อเรียงตามลําดับหมายเลข
มาตรา ๑๐๐ บัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใดไดคะแนนเสียงนอยกวารอยละ
หาของจํานวนคะแนนเสียงรวมทั้งประเทศ ใหถือวาไมมีผูใดในบัญชีนั้นไดรับเลือกตั้ง
และมิใหนําคะแนนเสียงดังกลาวมารวมคํานวณเพื่อหาสัดสวนจํานวนสมาชิ กสภาผูแทน
ราษฎรตามวรรคสอง
วิธีคํานวณสัดส วนคะแนนเสียงที่บัญชีรายชื่อของพรรคการเมื องแตละพรรค
ไดรับ อันจะถือวาบุคคลซึ่งมีรายชื่ออยูในบัญชี ของพรรคการเมืองนั้นไดรับเลื อกตั้งตาม
สัดส วนที่คํานวณได ใหเปนไปตามหลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อนไขที่กําหนดในกฎหมาย
ประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิ กสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา
ใหถือวาผูสมัครรับเลื อกตั้งซึ่ งมี รายชื่ออยูในบัญชีรายชื่อของแตละพรรค
การเมือง ไดรับเลือกตั้งเรียงตามลําดับจากหมายเลขตนบัญชี ลงไปตามจํานวนสัดส วน
สมาชิกสภาผูแทนราษฎรที่คํานวณไดสําหรับบัญชีรายชื่อนั้น
มาตรา ๑๐๑ ภายใตบังคับมาตรา ๑๑๙ (๑) ในกรณีที่มีเหตุใด ๆ ทําใหใน
ระหวางอายุของสภาผูแทนราษฎรมีสมาชิกซึ่งไดรับเลือกตั้งจากการเลือกตั้งแบบบัญชี

ราษฎรที่ประกาศในปสุดทายก อนปที่มีการเลือกตั้งเฉลี่ยดวยจํ านวนสมาชิกสภาผูแทน
ราษฎรสามรอยยี่สิบคน เพื่อเป นฐานในการคํานวณหาจํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรที่
จะพึงมีในแตละจังหวัด แลวใหแบงเขตเลือกตั้งในจังหวัดโดยใหมีการเลือกตั้ง
สมาชิกสภาผูแทนราษฎรไดเขตเลือกตั้งละสามคน ในกรณีที่ จังหวัดใดไมอาจจัดใหเขต
เลือกตั้งใดมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรไดครบจํานวนสามคน ใหแบงเขต
เลือกตั้งตามวิธี การที่กําหนดในพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้ง
สมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการสรรหาสมาชิ กวุฒิสภา
(๒) ใหมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบสัดส วนจํานวนแปดสิบคน
โดยใหแบงเปนสี่เขตเลือกตั้ง โดยใหแตละเขตเลือกตั้งมีจํานวนประชาชนที่ใกลเคียงกัน
และมีพื้นที่ ติดต อกัน ในแตละเขตเลือกตั้งใหมี สมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวนยี่สิบคน
โดยใชวิธีการคํานวณหาสัดสวนจํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรจากสัดสวนคะแนนตาม
บัญชีรายชื่อที่ พรรคการเมืองจัดทําขึ้น บัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองไดจัดทําขึ้นจะมี
สัดส วนที่ไดรับการเลือกตั้งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวนเทาใด ใหเปนไปตาม
หลักเกณฑที่กําหนดในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลื อกตั้ง
สมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการสรรหาสมาชิ กวุฒิสภา
การแบงเขตเลื อกตั้ง วิธีการเลือกตั้ง การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง การนับคะแนน
เลือกตั้ง และวิธี คํานวณสัดสวนในการเลือกตั้ง ใหเปนไปตามพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญวาดวยการเลื อกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการสรรหาสมาชิ กวุฒิสภา
บัญชีรายชื่อผูสมัครรับเลือกตั้งตามวรรคหนึ่ง ใหพรรคการเมืองจัดทําขึ้นพรรค
การเมืองละหนึ่ งบัญชี ไมเกินบัญชีละหนึ่งรอยคน และใหยื่นต อคณะกรรมการการ
เลือกตั้งกอนวันเปดสมัครรับเลื อกตั้งสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ งเขตเลือกตั้ง
รายชื่อของบุคคลในบัญชีรายชื่ อตามวรรคหนึ่งจะตอง
(๑) ประกอบดวยรายชื่อผูสมัครรับเลื อกตั้งจากภูมิภาคตาง ๆ อยางเปนธรรม

๕๑
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
รายชื่อมีจํานวนไมถึงหนึ่งรอยคน ใหสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ
ประกอบดวยสมาชิกเทาที่มีอยู
มาตรา ๑๐๒ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบ
แบงเขตเลื อกตั้ง ใหผูมีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผูสมัครรับเลือกตั้งไดเขต
ละหนึ่งคน
การคํานวณเกณฑจํานวนราษฎรตอสมาชิกหนึ่งคน ใหคํานวณจากจํานวน
ราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปสุดทายกอนปที่มีการ
เลือกตั้ง เฉลี ่ ยดวยจํานวนสมาชิ กสภาผูแทนราษฎรสี่รอยคน
จํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรที่แตละจังหวัดจะพึงมี ใหนําจํานวนราษฎรตอ
สมาชิกหนึ่งคนที่คํานวณไดตามวรรคสองมาเฉลี่ยจํานวนราษฎรในจังหวัดนั้น จังหวัดใด
มีราษฎรไมถึงเกณฑจํานวนราษฎรตอสมาชิกหนึ่งคนตามวรรคสอง ใหมี
สมาชิกสภาผูแทนราษฎรในจังหวัดนั้นไดหนึ่งคน จังหวัดใดมี ราษฎรเกินเกณฑจํานวน
ราษฎรตอสมาชิ กหนึ่งคน ใหมีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรในจังหวัดนั้นเพิ่มขึ้นอี กหนึ่งคน
ทุกจํานวนราษฎรที่ถึงเกณฑจํานวนราษฎรตอสมาชิ กหนึ่งคน
เมื่อไดจํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรของแต ละจังหวัดตามวรรคสามแลว ถา
จํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรยังไมครบสี่รอยคน จังหวัดใดมีเศษที่เหลือจากการ
คํานวณตามวรรคสามมากที่สุด ใหจังหวัดนั้นมีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรเพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง
คน และใหเพิ่มสมาชิกสภาผูแทนราษฎรตามวิธีการดังกลาวแกจังหวัดที่มีเศษที่เหลือจาก
การคํานวณตามวรรคสามในลํ าดับรองลงมาตามลําดับจนครบจํานวนสี่รอยคน
มาตรา ๑๐๓ จังหวัดใดมีการเลื อกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรไดไมเกินหนึ่ง
คน ใหถือเขตจังหวัดเปนเขตเลื อกตั้ง และจังหวัดใดมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทน
ราษฎรไดเกินหนึ่งคน ใหแบงเขตจังหวัดออกเป นเขตเลือกตั้งมี จํานวนเทาจํานวน

(๒) ไมซ้ํากับรายชื่อในบัญชีที่ พรรคการเมืองอื่นจัดทําขึ้น และไมซ้ํากับรายชื่อ
ของผูสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ งเขตเลือกตั้งตามมาตรา ๑๐๒ และ
(๓) จัดทํารายชื่อเรียงตามลําดับหมายเลข
มาตรา ๑๐๐ บัญชี รายชื่อของพรรคการเมืองใดไดคะแนนเสียงนอยกวารอยละ
หาของจํานวนคะแนนเสียงรวมทั้งประเทศ ใหถือวาไมมีผูใดในบัญชีนั้นไดรับเลือกตั้ง
และมิใหนําคะแนนเสียงดังกลาวมารวมคํานวณเพื่อหาสัดสวนจํานวนสมาชิกสภาผูแทน
ราษฎรตามวรรคสอง
วิธีคํานวณสัดสวนคะแนนเสียงที่บัญชีรายชื่อของพรรคการเมื องแตละพรรค
ไดรับ อันจะถือวาบุคคลซึ่งมีรายชื่ออยูในบัญชี ของพรรคการเมืองนั้นไดรับเลื อกตั้งตาม
สัดสวนที่คํานวณได ใหเปนไปตามหลักเกณฑ วิธีการ และเงื ่อนไขที่กําหนดในกฎหมาย
ประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา
ใหถือวาผูสมัครรับเลื อกตั้งซึ่ งมี รายชื่ออยูในบัญชีรายชื่อของแตละพรรค
การเมือง ไดรับเลือกตั้งเรียงตามลําดับจากหมายเลขตนบัญชี ลงไปตามจํานวนสัดสวน
สมาชิกสภาผูแทนราษฎรที่คํานวณไดสําหรับบัญชีรายชื่อนั้น
มาตรา ๑๐๑ ภายใตบังคับมาตรา ๑๑๙ (๑) ในกรณีที่มีเหตุใด ๆ ทําใหในระหวาง
อายุของสภาผู แทนราษฎรมีสมาชิกซึ่งไดรับเลื อกตั้งจากการเลื อกตั้งแบบบัญชี รายชื่อมี
จํานวนไมถึงหนึ่ งรอยคน ใหสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อประกอบดวย
สมาชิกเทาที่มีอยู
มาตรา ๑๐๒ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบ
แบงเขตเลื อกตั้ง ใหผูมีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผูสมัครรับเลือกตั้งไดเขต
ละหนึ่งคน


๕๒
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
สมาชิกสภาผูแทนราษฎรที่พึ งมี โดยจัดใหแต ละเขตเลือกตั้งมีจํานวนสมาชิกสภาผูแทน
ราษฎรหนึ่งคน
จังหวัดใดมีการแบงเขตเลื อกตั้งมากกวาหนึ่งเขต ตองแบ งพื้นที่ของเขตเลือก
ตั้งแตละเขตใหติดตอกัน และตองใหจํานวนราษฎรในแตละเขตใกลเคียงกัน
มาตรา ๑๐๔ ในการเลือกตั้งทั่ วไป ใหผูมีสิทธิเลือกตั้งมี สิทธิ ออกเสียง
ลงคะแนนเลือกบัญชีรายชื่อผูสมัครรับเลือกตั้งที่พรรคการเมื องจัดทําขึ้นเพียงบัญชีเดียว
และมีสิทธิออกเสียง ลงคะแนนเลือกผูสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ งเขตเลือกตั้งในเขต
เลือกตั้งนั้นไดหนึ่งคน
ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแทนตํ าแหนงสมาชิกสภาผูแทนราษฎร
ที่มาจากการเลื อกตั้งแบบแบ งเขตเลือกตั้งซึ่งว างลงตามมาตรา ๑๑๙ (๒) ใหผูมีสิทธิ
เลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรมีสิทธิออกเสี ยงลงคะแนนเลื อกตั้งผูสมัครรับเลือกตั้งใน
เขตเลื อกตั้งนั้นไดหนึ่งคน
การเลือกตั้ง ใหใชวิธีออกเสี ยงลงคะแนนโดยตรงและลับ
ในแตละเขตเลือกตั้ง ใหดําเนินการนับคะแนนทุ กหนวยเลือกตั้งรวมกันและ
ประกาศผลการนับคะแนนโดยเปดเผย ทั้งนี้ ณ สถานที่แห งใดแหงหนึ่งแตเพียงแหงเดียว
ในเขตเลื อกตั้งนั้นตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด เวนแตเปนกรณีที่มี ความ
จําเปนเฉพาะทองที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งจะกําหนดเปนอยางอื่นก็ได ทั้งนี้ ตามที่
บัญญัติใน กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและ
สมาชิกวุฒิสภา
การนับคะแนนและการประกาศคะแนนที่บัญชี รายชื่อแตละบัญชีไดรับในแต ละ
เขตเลื อกตั้งตามมาตรา ๑๐๓ ให นําบทบัญญัติ วรรคสี่มาใชบังคับโดยอนุโลม

การคํานวณเกณฑจํานวนราษฎรตอสมาชิกหนึ่งคน ใหคํานวณจากจํานวน
ราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปสุดทายกอนปที่มีการ
เลือกตั้ง เฉลี่ ยดวยจํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรสี่รอยคน
จํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรที่แตละจังหวัดจะพึงมี ใหนําจํานวนราษฎรตอ
สมาชิกหนึ่งคนที่คํานวณไดตามวรรคสองมาเฉลี่ยจํานวนราษฎรในจังหวัดนั้น จังหวัดใด
มีราษฎรไมถึงเกณฑจํานวนราษฎรตอสมาชิกหนึ่งคนตามวรรคสอง ใหมี
สมาชิกสภาผูแทนราษฎรในจังหวัดนั้นไดหนึ่งคน จังหวัดใดมี ราษฎรเกินเกณฑจํานวน
ราษฎรตอสมาชิกหนึ่งคน ใหมีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรในจังหวัดนั้นเพิ่มขึ้นอี กหนึ่งคน
ทุกจํานวนราษฎรที่ถึงเกณฑจํานวนราษฎรตอสมาชิกหนึ่งคน
เมื่อไดจํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรของแต ละจังหวัดตามวรรคสามแลว ถา
จํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรยั งไมครบสี่รอยคน จังหวัดใดมีเศษที่เหลือจากการ
คํานวณตามวรรคสามมากที่สุด ใหจังหวัดนั้นมีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรเพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง
คน และใหเพิ่มสมาชิกสภาผูแทนราษฎรตามวิธีการดังกลาวแกจังหวัดที่มีเศษที่เหลือจาก
การคํานวณตามวรรคสามในลําดับรองลงมาตามลําดับจนครบจํานวนสี่รอยคน
มาตรา ๑๐๓ จังหวัดใดมีการเลื อกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรไดไมเกินหนึ่งคน
ใหถือเขตจังหวัดเปนเขตเลือกตั้ง และจังหวัดใดมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎร
ไดเกินหนึ่งคน ใหแบงเขตจังหวัดออกเปนเขตเลือกตั้งมีจํานวนเทาจํานวนสมาชิกสภา
ผูแทนราษฎรที่ พึงมี โดยจัดใหแตละเขตเลือกตั้งมีจํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหนึ่ง
คน
จังหวัดใดมีการแบงเขตเลื อกตั้งมากกวาหนึ่งเขต ตองแบ งพื้นที่ของเขตเลือก
ตั้งแตละเขตใหติดตอกัน และตองใหจํานวนราษฎรในแตละเขตใกลเคียงกัน
มาตรา ๑๐๔ ในการเลือกตั้งทั่วไป ใหผูมีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิ ออกเสียงลงคะแนน
เลือกบัญชีรายชื่ อผูสมัครรับเลือกตั้งที่พรรคการเมืองจัดทําขึ้นเพียงบัญชีเดียว และมีสิทธิ

๕๓
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
มาตรา ๑๑๒ ภายใตบังคับบทบัญญัติแห งรัฐธรรมนูญนี้ หลักเกณฑและวิธี การ
เลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรใหเปนไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนู ญวาดวยการ
เลือกตั้ง สมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา

ออกเสียง ลงคะแนนเลือกผูสมัครรับเลือกตั้งแบบแบงเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นได
หนึ่งคน
ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแทนตํ าแหนงสมาชิกสภาผูแทนราษฎร
ที่มาจากการเลื อกตั้งแบบแบ งเขตเลือกตั้งซึ่งว างลงตามมาตรา ๑๑๙ (๒) ใหผู มีสิทธิ
เลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลื อกตั้งผูสมัครรับเลือกตั้งใน
เขตเลื อกตั้งนั้นไดหนึ่งคน
การเลือกตั้ง ใหใชวิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ
ในแตละเขตเลือกตั้ง ใหดําเนินการนับคะแนนทุ กหนวยเลือกตั้งรวมกันและ
ประกาศผลการนับคะแนนโดยเปดเผย ทั้งนี้ ณ สถานที่แหงใดแหงหนึ่งแตเพียงแหงเดียว
ในเขตเลื อกตั้งนั้นตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด เวนแตเปนกรณีที่มี ความ
จําเปนเฉพาะทองที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งจะกําหนดเปนอยางอื่นก็ได ทั้งนี้ ตามที่
บัญญัติใน กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและ
สมาชิกวุฒิสภา
การนับคะแนนและการประกาศคะแนนที ่บัญชี รายชื่อแตละบัญชีไดรับในแต ละ
เขตเลื อกตั้งตามมาตรา ๑๐๓ ให นําบทบัญญัติ วรรคสี่มาใชบังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๑๑๒ ภายใตบังคับบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้ หลักเกณฑและวิธีการ
เลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรใหเปนไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนู ญวาดวยการ
เลือกตั้ง สมาชิ กสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา
มาตรา ๑๐๕ บุคคลผูมีคุณสมบัติดังตอไปนี้ เป นผูมีสิทธิเลื อกตั้ง
(๑) มีสัญชาติไทย แตบุคคลผูมีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ตองได
สัญชาติไทยมาแลวไมนอยกวาหาป
(๒) มีอายุไมต่ํากวาสิบแปดปบริบูรณในวันที่ ๑ มกราคมของป ที่มีการเลือกตั้ง
และ
มาตรา ๑๐๕๙๓ บุคคลผูมีคุณสมบัติดังตอไปนี้ เปนผูมีสิทธิเลือกตั้ง
(๑) มีสัญชาติไทย แตบุคคลผูมีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ตองได
สัญชาติไทยมาแลวไมนอยกวาหาป
(๒) มีอายุไมต่ํากวาสิบแปดปบริบูรณในวันที่ ๑ มกราคมของป ที่มีการเลือกตั้ง
และ

๕๔
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
(๓) มีชื่ออยูในทะเบียนบานในเขตเลือกตั้งมาแลวเปนเวลาไมนอยกวาเกาสิ บวัน
นับถึ งวันเลือกตั้ง
ผูมีสิทธิเลื อกตั้งซึ่งอยูนอกเขตเลือกตั้งตามมาตรา ๑๐๓ ที่ตนมีชื่ออยูใน
ทะเบียนบาน หรือมีชื่ออยูในทะเบียนบานในเขตเลือกตั้งเปนเวลานอยกวาเกาสิบวันนับ
ถึงวันเลือกตั้ง หรือมีถิ่นที่อยู นอกราชอาณาจักร ยอมมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง
ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการ
เลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุ ฒิสภาบัญญัติ
(๓) มีชื่ออยูในทะเบียนบานในเขตเลือกตั้งมาแลวเปนเวลาไมนอยกวาเกาสิ บวัน
นับถึ งวันเลือกตั้ง
ผูมีสิทธิเลื อกตั้งซึ่งอยูนอกเขตเลือกตั้งตามมาตรา ๑๐๓๙๒ (๑) ที่ตนมีชื่ออยูใน
ทะเบียนบาน หรือมีชื่ออยูในทะเบียนบานในเขตเลือกตั้งเปนเวลานอยกวาเกาสิบวันนับ
ถึงวันเลือกตั้ง หรือมีถิ่นที่อยู นอกราชอาณาจักร ยอมมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง
ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ
วาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาบัญญัติ
มาตรา ๑๐๖ บุ คคลผูมีลักษณะดังตอไปนี้ในวันเลือกตั้ง เปนบุคคลตองหาม
มิใหใชสิทธิเลือกตั้ง คือ
(๑) วิกลจริต หรือจิตฟนเฟอนไมสมประกอบ
(๒) เปนภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
(๓) ตองคุมขังอยูโดยหมายของศาลหรือโดยคําสั่งที่ชอบดวยกฎหมาย
(๔) อยูในระหวางถูกเพิกถอนสิ ทธิเลือกตั้ง
มาตรา ๑๐๖๙๔ บุคคลผูมีลักษณะดังต อไปนี้ในวันเลือกตั้ง เปนบุคคลตองหาม
มิใหใชสิทธิเลือกตั้ง คือ
(๑) วิกลจริต หรือจิตฟนเฟอนไมสมประกอบเปนภิกษุ สามเณร นักพรต หรือ
นักบวช
(๒) เปนภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวชวิกลจริต หรือจิตฟ นเฟอนไม
สมประกอบ
(๓) ตองคุมขังอยูโดยหมายของศาลหรือโดยคําสั่งที่ชอบดวยกฎหมาย
(๔) อยูในระหวางถูกเพิกถอนสิ ทธิเลือกตั้ง
มาตรา ๑๐๗ บุ คคลผูมีคุณสมบัติดังตอไปนี้ เปนผูมีสิทธิสมัครรับเลื อกตั้งเปน
สมาชิกสภาผูแทนราษฎร
(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(๒) มีอายุไมต่ํากวายี่สิบหาปบริบูรณในวันเลื อกตั้ง
(๓) สําเร็จการศึ กษาไมต่ํากวาปริญญาตรีหรือเทียบเทา เวนแต เคยเปน
สมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา

มาตรา ๑๐๗๙๕ บุคคลผูมีคุณสมบัติดังตอไปนี้ เปนผูมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
เปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร
(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(๒) มีอายุไมต่ํากวายี่สิบหาปบริบูรณในวันเลื อกตั้ง
(๓) สําเร็จการศึกษาไมต่ํากวาปริญญาตรีหรือเทียบเทา เวนแต เคยเปน
สมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา


๕๕
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
(๔) เปนสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแตเพียงพรรคเดียวนับถึง
วันสมัครรับเลือกตั้งเปนเวลาติ ดตอกันไมนอยกวาเกาสิบวัน
(๕) ผูสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ งเขตเลือกตั้งตองมีลักษณะอยางใดอยางหนึ่ ง
ดังตอไปนี้ ดวย คือ
(ก) มีชื่ออยูในทะเบียนบานในจังหวัดที่ สมัครรับเลือกตั้งมาแลวเปนเวลา
ติดตอกันไมนอยกวาหนึ่งปนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง
(ข)เคยเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรจังหวัดที่ สมัครรับเลือกตั้งหรือเคยเปน
สมาชิกสภาทองถิ่นหรือผูบริหารทองถิ่นในจังหวัดนั้น
(ค) เปนบุคคลซึ่ งเกิดในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง
(ง) เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยูในจังหวัดที่ สมัครรับเลือกตั้งเปนเวลา
ติดตอกันไมนอยกวาสองปการศึกษา
(จ) เคยรับราชการหรือเคยมีชื่ออยูในทะเบี ยนบานในจังหวัดที่ สมัคร
รับเลื อกตั้งเปนเวลาติดต อกันไมนอยกวาสองป
(๔๓) เปนสมาชิ กพรรคการเมืองใดพรรคการเมื องหนึ่งแต เพียงพรรคเดียวเปน
เวลาติดตอกันไมนอยกวาเกาสิ บวันนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเปนเวลาติดตอกันไมนอย
กวาเกาสิบวัน เวนแตในกรณี ที่ มีการเลือกตั้งทั่ วไปเพราะเหตุยุ บสภา ตองเปนสมาชิก
พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแตเพียงพรรคเดียวเปนเวลาติดตอกันไม นอยกวา
สามสิบวันนับถึ งวันเลือกตั้ง
(๕๔) ผูสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ งเขตเลือกตั้งตองมีลักษณะอยางใดอยางหนึ่ ง
ดังตอไปนี้ ดวย คือ
(ก) มีชื่ออยูในทะเบียนบานในจังหวัดที่ สมัครรับเลือกตั้งมาแลวเปนเวลา
ติดตอกันไมนอยกวาหนึ่งปนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง
(ข)เคยเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในจังหวัดที่สมัคร
รับเลื อกตั้งหรือเคยเปนสมาชิกสภาทองถิ่นหรือผูบริหารทองถิ่นในจังหวัดนั้น
(ค) เปนบุคคลซึ่ งเกิดในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง
(ง) เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยูในจังหวัดที่ สมัครรับเลือกตั้งเปนเวลา
ติดตอกันไมนอยกวาสองปการศึกษา
(จ) เคยรับราชการหรือเคยมีชื่ออยูในทะเบี ยนบานในจังหวัดที่ สมัครรับ
เลือกตั้งเปนเวลาติดตอกันไมนอยกวาสองป
(๕) คุณสมบัติอื่ นตามที่บัญญัติ ไวในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวย
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการสรรหาสมาชิกวุ ฒิสภา
มาตรา ๑๐๙ บุ คคลผูมีลักษณะดังตอไปนี้ เปนบุคคลตองหามมิใหใชสิทธิสมัคร
รับเลื อกตั้งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร คือ
(๑) ติดยาเสพติ ดใหโทษ
(๒) เปนบุคคลลมละลายซึ่ งศาลยังไมสั่งใหพนจากคดี
มาตรา ๑๐๙๙๖ บุคคลผูมีลักษณะดังต อไปนี้ เปนบุคคลตองหามมิใหใชสิทธิ
สมัครรับเลือกตั้งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร คือ
(๑) ติดยาเสพติ ดใหโทษ


๕๖
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
(๓) เปนบุคคลผูมีลักษณะตองหามมิใหใชสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาแทนราษฎร
ตามมาตรา ๑๐๖ (๑) (๒) หรือ (๔)
(๔) ตองคําพิพากษาใหจําคุกและถูกคุมขังอยูโดยหมายของศาล
(๕) เคยตองคําพิพากษาใหจําคุกตั้งแตสองปขึ้นไปโดยไดพนโทษมายังไมถึง
หาปในวันเลือกตั้ง เวนแตในความผิดอันไดกระทําโดยประมาท
(๖) เคยถูกไลออก ปลดออก หรือใหออกจากราชการ หนวยงานของรัฐ หรือ
รัฐวิ สาหกิจ เพราะทุจริตตอหนาที่ หรือถือวากระทําการทุจริตและประพฤติมิชอบใน
วงราชการ
(๗) เคยตองคําพิพากษาหรือคํ าสั่งของศาลใหทรัพยสินตกเป นของแผนดิน
เพราะร่ํารวยผิดปกติหรือมีทรัพยสินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
(๘) เปนขาราชการซึ่งมีตําแหน งหรือเงินเดือนประจํานอกจากขาราชการ
การเมือง
(๙) เปนสมาชิกสภาทองถิ่ นหรือผูบริหารทองถิ่ น
(๑๐) เป นสมาชิกวุฒิสภา
(๑๑) เปนพนักงานหรือลูกจางของหนวยงานของรัฐ หรือรัฐวิ สาหกิจ หรือของ
ราชการสวนทองถิ่น หรือเปนเจาหนาที่อื่นของรัฐ
(๑๒) เปนกรรมการการเลือกตั้ง ผูตรวจการแผ นดินของรัฐสภา กรรมการสิทธิ
มนุษยชนแหงชาติ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลปกครอง กรรมการปองกันและ
ปราบปรามการทุจริตแหงชาติ หรือกรรมการตรวจเงินแผนดิน
(๑๓) อยูในระหวางตองหามมิใหดํ ารงตําแหนงทางการเมืองตามมาตรา ๒๙๕
(๑๔) เคยถูกวุฒิ สภามีมติตามมาตรา ๓๐๗ ใหถอดถอนออกจากตําแหนงและ
ยังไมพนกําหนดหาปนับแตวันที่วุฒิสภามีมติจนถึงวันเลือกตั้ง
(๒) เปนบุคคลลมละลายซึ่ งศาลยังไมสั่งใหพนจากคดีหรือเคยเปนบุคคล
ลมละลายทุจริต
(๓) เปนบุคคลผูมีลักษณะตองหามมิใหใชสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาแทนราษฎร
ตามมาตรา ๑๐๖๙๔ (๑) (๒) หรือ (๔)
(๔) ตองคําพิพากษาใหจําคุกและถูกคุมขังอยูโดยหมายของศาล
(๕) เคยตองคําพิพากษาใหจําคุกตั้งแตสองปขึ้นไปโดยไดพนโทษมายังไมถึง
หาปในวันเลือกตั้ง เวนแตในความผิดอันไดกระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(๖) เคยถูกไลออก ปลดออก หรือใหออกจากราชการ หนวยงานของรัฐ หรือ
รัฐวิ สาหกิจ เพราะทุจริตตอหนาที่ หรือถือวากระทําการทุจริตและประพฤติมิชอบใน
วงราชการ
(๗) เคยตองคําพิพากษาหรือคํ าสั่งของศาลใหทรัพยสินตกเป นของแผนดิน
เพราะร่ํารวยผิดปกติหรือมีทรัพยสินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
(๘) เปนขาราชการซึ่งมีตําแหน งหรือเงินเดือนประจํานอกจากขาราชการ
การเมือง
(๙) เปนสมาชิกสภาทองถิ่ นหรือผูบริหารทองถิ่ น
(๑๐) เปนสมาชิกวุฒิสภา
(๑๑) เปนพนักงานหรือลูกจางของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ หรือ
รัฐวิ สาหกิจ หรือของราชการสวนทองถิ่ น หรือเปนเจาหนาที่อื่นของรัฐ
(๑๒) เปนตุลาการศาลรัฐธรรมนู ญ กรรมการการเลือกตั้ง ผูตรวจการแผนดิน
ของรัฐสภา กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ กรรมการตรวจเงิน
แผนดิน หรือกรรมการสิทธิมนุ ษยชนแหงชาติ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาล

๕๗
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
ปกครอง กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ หรือกรรมการตรวจเงิน
แผนดิน
(๑๓) อยูในระหวางตองหามมิใหดํารงตําแหนงทางการเมืองตามมาตรา
๒๙๕๒๕๔
(๑๔) เคยถูกวุฒิ สภามีมติตามมาตรา ๓๐๗๒๖๕ ใหถอดถอนออกจากตําแหนง
และยังไมพนกําหนดหาปนับแต วันที่วุฒิสภามีมติจนถึงวันเลือกตั้ง
มาตรา ๑๐๘ พรรคการเมืองที่สงสมาชิกเขาเปนผูสมัครรับเลื อกตั้ง ในการ
เลือกตั้งแบบแบ งเขตเลือกตั้งในเขตเลื อกตั้งใด จะสงไดคนเดียวในเขตเลือกตั้งนั้น
มาตรา ๑๐๘๙๗ พรรคการเมื องที่ สงสมาชิกเขาเปนผูสมัครรับเลื อกตั้งในการ
เลือกตั้งแบบแบ งเขตเลือกตั้งในเขตเลื อกตั้งใด จะสงผูสมัครรับเลือกตั้งไดคนเดียวไมเกิน
จํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรที่จะพึงมี ในเขตเลือกตั้งนั้น
มาตรา ๙๘ เมื่อพรรคการเมืองใดส งสมาชิกเขาสมัครรับเลือกตั้งแลว พรรค
การเมืองนั้นหรื อผูสมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมืองนั้น จะถอนการสมัครรับเลือกตั้ง
มิได
มาตรา ๑๑๓ เพื่อใหการเลื อกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรเปนไปดวยความ
สุจริตและเที่ยงธรรม ใหรัฐสนับสนุนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรในเรื่ อง
ดังตอไปนี้
(๑) จัดที่ปดประกาศและที่ติ ดแผนปายเกี่ยวกับการเลือกตั้งในสาธารณสถานซึ่ง
เปนของรัฐ
(๒) พิมพและจัดสงเอกสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งไปใหผูมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
(๓) จัดหาสถานที่หาเสียงเลือกตั้งใหแกผูสมัครรับเลื อกตั้ง
(๔) จัดสรรเวลาออกอากาศทางวิทยุกระจายเสี ยงและวิ ทยุโทรทัศนใหแกพรรค
การเมือง

มาตรา ๑๑๓ เพื่ อใหการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรเปนไปดวยความ
สุจริตและเที่ยงธรรม ใหรัฐสนับสนุนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรในเรื่ อง
ดังตอไปนี้
(๑) จัดที่ปดประกาศและที่ติ ดแผนปายเกี่ยวกับการเลือกตั้งในสาธารณสถานซึ่ง
เปนของรัฐ
(๒) พิมพและจัดสงเอกสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งไปใหผูมีสิทธิออกเสียงเลื อกตั้ง
(๓) จัดหาสถานที่หาเสียงเลือกตั้งใหแกผูสมัครรับเลื อกตั้ง
(๔) จัดสรรเวลาออกอากาศทางวิทยุกระจายเสี ยงและวิ ทยุโทรทัศนใหแกพรรค
การเมือง


๕๘
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
(๕) กิจการอื่นที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกําหนด
การดําเนินการตาม (๑) (๔) และ (๕) โดยผูสมัครรับเลือกตั้ง พรรคการเมือง
หรือบุคคลอื่นนอกจากรัฐ จะกระทํามิได
หลักเกณฑ เงื่อนไข และวิธีการดําเนินการตามมาตรานี้ ใหเปนไปตามกฎหมาย
ประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิ กสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ซึ่ง
ตองใหโอกาสโดยเทาเที ยมกัน
(๕) กิจการอื่นที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกําหนด
การดําเนินการตาม (๑) (๔) และ (๕) โดยผูสมัครรับเลือกตั้ง พรรคการเมือง
หรือบุคคลอื่นนอกจากรัฐ จะกระทํามิได
หลักเกณฑ เงื่อนไข และวิธีการดําเนินการตามมาตรานี้ ใหเปนไปตามกฎหมาย
ประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ซึ่ง
ตองใหโอกาสโดยเทาเที ยมกัน
มาตรา ๑๑๔ อายุของสภาผูแทนราษฎรมีกําหนดคราวละสี่ปนับแตวันเลือกตั้ง มาตรา ๑๑๔๙๙ อายุของสภาผูแทนราษฎรมีกําหนดคราวละสี่ปนับแต
วันเลือกตั้ง
ในระหวางอายุของสภาผูแทนราษฎร ถามีการดําเนินการเพื่อควบรวมพรรค
การเมืองที่มีสมาชิกเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ใหการควบรวมพรรคการเมืองนั้นมีผล
เมื่ออายุของสภาผูแทนราษฎรสิ้นสุ ดลง
มาตรา ๑๑๗ สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผูแทนราษฎรเริ่มตั้งแตวันเลือกตั้ง มาตรา ๑๑๗๑๐๐ สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผูแทนราษฎรเริ่มตั้งแต
วันเลือกตั้ง
มาตรา ๑๑๘ สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผูแทนราษฎรสิ้นสุ ดลง เมื่อ
(๑) ถึงคราวออกตามอายุของสภาผูแทนราษฎร หรือมีการยุบสภาผูแทนราษฎร
(๒) ตาย
(๓) ลาออก
(๔) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๑๐๗
(๕) มีลักษณะตองหามตามมาตรา ๑๐๙ (๑) (๒) (๓) (๕) (๖) (๗) (๘) (๙) (๑๐)
(๑๑) (๑๒) (๑๓) หรือ (๑๔)
(๖) กระทําการอันตองหามตามมาตรา ๑๑๐ หรือมาตรา ๑๑๑
(๗) ไดรับแต งตั้งเปนนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี
มาตรา ๑๑๘๑๐๑ สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผูแทนราษฎรสิ้นสุดลง เมื่อ
(๑) ถึงคราวออกตามอายุของสภาผูแทนราษฎร หรือมีการยุบสภาผูแทนราษฎร
(๒) ตาย
(๓) ลาออก
(๔) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๑๐๗๙๕
(๕) มีลักษณะตองหามตามมาตรา ๑๐๙๙๖ (๑) (๒) (๓) (๕) (๖) (๗) (๘) (๙)
(๑๐) (๑๑) (๑๒) (๑๓) หรือ (๑๔)
(๖) กระทําการอันตองหามตามมาตรา ๑๑๐๒๕๖ หรือมาตรา ๑๑๑๒๕๗
(๗) ไดรับแต งตั้งเปนนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี

๕๙
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
(๘) ลาออกจากพรรคการเมืองที่ตนเปนสมาชิ ก หรือพรรคการเมืองที่ตนเปน
สมาชิกมีมติดวยคะแนนเสียงไมนอยกวาสามในสี่ของที่ประชุมรวมของคณะกรรมการ
บริหารของพรรคการเมืองและสมาชิกสภาผูแทนราษฎรที่สังกัดพรรคการเมืองนั้น ใหพน
จากการเปนสมาชิกของพรรคการเมืองที่ตนเปนสมาชิก ในกรณีเชนนี้ ใหถือว าสิ้นสุ ด
สมาชิกภาพนับแตวันที่ ลาออกหรือพรรคการเมืองมีมติ เวนแตสมาชิกสภาผูแทนราษฎร
ผูนั้นไดอุทธรณตอศาลรัฐธรรมนูญภายใน สามสิบวันนับแต วั นที่พรรคการเมืองมีมติ
คัดคานวามติดังกลาวมีลักษณะตามมาตรา ๔๗ วรรคสาม ถาศาลรัฐธรรมนู ญวิ นิจฉัยวา
มติดังกลาวมิไดมีลักษณะตามมาตรา ๔๗ วรรคสาม ใหถือวาสมาชิกภาพสิ้นสุ ดลงนับแต
วันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แตถาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวามติดังกลาวมี ลักษณะตาม
มาตรา ๔๗ วรรคสาม สมาชิกสภาผูแทนราษฎรผูนั้นอาจเขาเปนสมาชิกของพรรค
การเมืองอื่นไดภายในสามสิบวันนั บแตวันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิ จฉัย
(๙) ขาดจากการเปนสมาชิกของพรรคการเมืองในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่ง
ยุบพรรคการเมืองที่ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรผูนั้นเปนสมาชิก และไมอาจเขาเปนสมาชิก
ของพรรคการเมืองอื่นไดภายในหกสิบวันนับแตวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่ง ในกรณี
เชนนี้ใหถือวาสิ้นสุดสมาชิกภาพนับแต วันถัดจากวันที่ครบกําหนดหกสิบวันนั้น
(๑๐) วุฒิสภามี มติตามมาตรา ๓๐๗ ใหถอดถอนออกจากตํ าแหนง หรือศาล
รัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยใหพนจากสมาชิกภาพตามมาตรา ๙๖ ในกรณีเชนนี้ ใหถือวา
สิ้นสุ ดสมาชิกภาพนับแต วันที่วุ ฒิสภามีมติหรือศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัย แลวแตกรณี
(๑๑) ขาดประชุมเกินจํานวนหนึ่งในสี่ของจํานวนวันประชุมในสมัยประชุมที่มี
กําหนดเวลาไม นอยกวาหนึ่งรอยยี่สิ บวันโดยไม ไดรับอนุญาตจากประธานสภาผูแทน
ราษฎร

(๘๗) ลาออกจากพรรคการเมืองที่ตนเปนสมาชิก หรือพรรคการเมืองที่ตนเปน
สมาชิกมีมติดวยคะแนนเสียงไมนอยกวาสามในสี่ของที่ประชุมรวมของคณะกรรมการ
บริหารของพรรคการเมืองและสมาชิกสภาผูแทนราษฎรที่สังกัดพรรคการเมืองนั้น ใหพน
จากการเปนสมาชิกของพรรคการเมืองที่ตนเปนสมาชิก ในกรณีเชนนี้ ใหถือว าสิ้นสุ ด
สมาชิกภาพนับแตวันที่ ลาออกหรือพรรคการเมืองมีมติ เวนแตสมาชิกสภาผูแทนราษฎร
ผูนั้นไดอุทธรณตอศาลรัฐธรรมนูญภายใน สามสิบวันนับแต วันที่พรรคการเมืองมี มติ
คัดคานวามติดังกลาวมีลักษณะตามมาตรา ๔๗๖๔ วรรคสาม ถาศาลรัฐธรรมนู ญวินิจฉัย
วามติดังกลาวมิไดมีลักษณะตามมาตรา ๔๗๖๔ วรรคสาม ใหถือวาสมาชิกภาพสิ้นสุดลง
นับแตวันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แตถาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวามติดังกลาวมีลักษณะ
ตามมาตรา ๔๗๖๔ วรรคสาม สมาชิกสภาผูแทนราษฎรผูนั้นอาจเขาเปนสมาชิกของ
พรรคการเมืองอื่นไดภายในสามสิบวันนับแตวันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
(๙๘) ขาดจากการเปนสมาชิกของพรรคการเมื องในกรณีที่ ศาลรัฐธรรมนูญมี
คําสั่งยุบพรรคการเมืองที่ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรผูนั้นเปนสมาชิก และไมอาจเขาเปน
สมาชิกของพรรคการเมืองอื่นไดภายในหกสิ บวันนับแตวันที่ศาลรัฐธรรมนู ญมีคําสั่ง ใน
กรณีเชนนี้ใหถื อวาสิ้นสุดสมาชิกภาพนับแตวันถัดจากวันที่ครบกําหนดหกสิ บวันนั้น
(๑๐๙) วุฒิสภามีมติตามมาตรา ๓๐๗๒๖๕ ใหถอดถอนออกจากตําแหนง หรือ
ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยใหพนจากสมาชิกภาพตามมาตรา ๙๖๘๙ ในกรณีเชนนี้ ใหถือ
วาสิ้นสุดสมาชิกภาพนับแตวันที่ วุฒิสภามีมติหรื อศาลรัฐธรรมนู ญมีคําวินิจฉัย แลวแต
กรณี
(๑๑๑๐) ขาดประชุมเกินจํานวนหนึ่งในสี่ของจํานวนวันประชุมในสมัยประชุมที่
มีกําหนดเวลาไมนอยกวาหนึ่งรอยยี่สิ บวันโดยไมไดรับอนุญาตจากประธานสภาผูแทน
ราษฎร


๖๐
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
(๑๒) ถูกจําคุกโดยคําพิพากษาถึงที่ สุดใหจําคุก เวนแตในความผิดอันไดกระทํา
โดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
การสิ้นสุ ดสมาชิ กภาพของสมาชิกสภาผูแทนราษฎรตาม (๗) ใหมีผลในวันถัด
จากวันที่ครบสามสิบวันนับแตวันที่มีพระบรมราชโองการแตงตั้ง
(๑๒๑๑) ถูกจําคุกโดยตองคําพิ พากษาถึงที่สุ ดใหจําคุก แมจะมีการรอการ
ลงโทษ เวนแตในความผิดอันไดกระทําโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ
การสิ้นสุดสมาชิ กภาพของสมาชิกสภาผูแทนราษฎรตาม (๗) ใหมีผลในวันถัด
จากวันที่ครบสามสิบวันนับแตวันที่มีพระบรมราชโองการแตงตั้ง
มาตรา ๑๑๕ เมื่ออายุของสภาผูแทนราษฎรสิ้นสุดลง พระมหากษัตริยจะได
ทรงตราพระราชกฤษฎีกาใหมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรใหมเปนการเลือกตั้ง
ทั่วไป ซึ่งตองกํ าหนดวันเลื อกตั้งภายในสี่สิ บหาวันนับแตวันที่อายุของสภาผูแทนราษฎร
สิ้นสุ ดลง และวันเลือกตั้งนั้นตองกําหนดเปนวันเดียวกันทั่ วราชอาณาจักร
มาตรา ๑๑๕๑๐๒ เมื่ออายุของสภาผูแทนราษฎรสิ้นสุดลง พระมหากษัตริยจะ
ไดทรงตราพระราชกฤษฎีกาใหมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรใหมเปนการ
เลือกตั้งทั่วไป ซึ่งตองกําหนดวันเลือกตั้งภายในสี่สิ บหาวันนับแตวันที่อายุของสภา
ผูแทนราษฎรสิ้นสุดลง และวันเลือกตั้งนั้นตองกําหนดเปนวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร
มาตรา ๑๑๖ พระมหากษัตริยทรงไวซึ่งพระราชอํานาจที่จะยุบสภา
ผูแทนราษฎรเพื่ อใหมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรใหม
การยุบสภาผูแทนราษฎรใหกระทําโดยพระราชกฤษฎีกา ซึ่งตองกําหนดวัน
เลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรใหมเปนการเลือกตั้งทั่วไปภายในหกสิบวัน และวัน
เลือกตั้งนั้นตองกําหนดเปนวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร
การยุบสภาผูแทนราษฎรจะกระทําไดเพียงครั้งเดียวในเหตุการณเดียวกัน
มาตรา ๑๑๖๑๐๓ พระมหากษัตริยทรงไวซึ่งพระราชอํานาจที่จะยุบสภา
ผูแทนราษฎรเพื่ อใหมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรใหม
การยุบสภาผูแทนราษฎรใหกระทําโดยพระราชกฤษฎีกา ซึ่งตองกําหนดวัน
เลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรใหมเปนการเลือกตั้งทั่วไปภายในระยะเวลาไมนอยกวา
สี่สิ บหาวันแตไมเกินหกสิบวัน และวันเลือกตั้งนั้นตองกําหนดเปนวันเดียวกันทั่ว
ราชอาณาจักร
การยุบสภาผูแทนราษฎรจะกระทําไดเพียงครั้งเดียวในเหตุการณเดียวกัน
มาตรา ๑๑๙ เมื่อตําแหนงสมาชิกสภาผูแทนราษฎรวางลงเพราะเหตุอื่นใด
นอกจากถึงคราวออกตามอายุของสภาผูแทนราษฎรหรือเมื่อมีการยุบสภาผูแทนราษฎร
ใหดําเนินการดังตอไปนี้
(๑) ในกรณีที่ตําแหนงที่วางเปนตําแหนงสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ในบัญชี
รายชื่อที่พรรคการเมืองใดจัดทําขึ้นตามมาตรา ๙๙ ใหประธานสภาผูแทนราษฎรประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษาภายในเจ็ดวันนับแต วันที่ ตําแหนงนั้นวางลง ใหผูมีชื่ออยูในบัญชี
มาตรา ๑๑๙๑๐๔ เมื่อตําแหน งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรวางลงเพราะเหตุอื่นใด
นอกจากถึงคราวออกตามอายุของสภาผูแทนราษฎรหรือเมื่อมีการยุบสภาผูแทนราษฎร
ใหดําเนินการดังตอไปนี้
(๑) ในกรณีที่ตําแหนงที่วางเปนตําแหนงสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ในบัญชี
รายชื่อที่พรรคที่ มาจากการเมืองใดจัดทําขึ้นตามมาตรา ๙๙เลือกตั้งแบบแบ งเขตเลือกตั้ง
ใหประธานมีการเลือกตั้งสมาชิ กสภาผูแทนราษฎรประกาศในราชกิจจานุเบกษาขึ้นแทน
ตําแหนงที่วางภายในเจ็ดสี่ สิบหาวันนับแตวันที่ ตําแหนงนั้นวางลง ใหผูมีชื่ออยูในบัญชี

๖๑
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
รายชื่อของพรรคการเมืองนั้นในลําดับถัดไปเลื่ อนขึ้นมาเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร
แทน
(๒) ในกรณีที่ตําแหนงที่วางเปนตําแหนงสมาชิกสภาผูแทนราษฎรที่มาจากการ
เลือกตั้งแบบแบ งเขตเลือกตั้งตาม มาตรา ๑๐๒ ใหมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทน
ราษฎรขึ้นแทนภายในสี่ สิบหาวันนับแตวันที่ตําแหนงนั้นวาง เวนแตอายุของสภา
ผูแทนราษฎรจะเหลือไมถึงหนึ่ งรอยแปดสิ บวัน
สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผูแทนราษฎรผูเขามาแทนตาม (๑) ใหเริ่มตั ้งแต
วันถัดจากวันที่ ผูเขามาแทนนั้นไดรับการประกาศชื่อ สวนสมาชิกภาพของสมาชิกสภา
ผูแทนราษฎรผูเขามาแทนตาม (๒) ใหเริ่มตั้งแต วันเลือกตั้งแทนตําแหนงที่วาง สมาชิก
สภาผูแทนราษฎรผูเขามาแทนนั้นใหอยูในตําแหนงไดเพียงเท าอายุของสภาผูแทน
ราษฎรที่เหลืออยู
รายชื่อเวนแตอายุ ของพรรคการเมืองนั้นในลําดับถัดไปเลื่อนขึ้นมาเปนสมาชิกสภาผูแทน
ราษฎรแทนจะเหลือไมถึงหนึ่งรอยแปดสิบวัน
(๒) ในกรณีที่ตําแหนงที่วางเปนตําแหนงสมาชิกสภาผูแทนราษฎรที่มาจากการ
เลือกตั้งแบบแบ งเขตเลือกตั้งตาม มาตรา ๑๐๒สัดส วน ใหประธานสภาผูแทนราษฎร
ประกาศใหผูมีชื่ ออยูในลําดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นในเขตเลือกตั้ง
นั้น เลื่อนขึ้นมาเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรขึ้นแทนตําแหนงที่วาง โดยตองประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาภายในสี่สิบหาเจ็ดวันนับแต วันที่ตําแหนงนั้นวางลง เวนแต อายุของ
สภาผูแทนราษฎรจะเหลือไมถึงหนึ่งรอยแปดสิ บวัน
สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผูแทนราษฎรผูเขามาแทนตาม (๑) ใหเริ่มตั้งแตนับ
แต วันถัดจากวันที่ผูเขามาเลือกตั้งแทนนั้นไดรับการประกาศชื่อตําแหนงที่วาง สวน
สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผูแทนราษฎรผูเขามาแทนตาม (๒) ใหเริ่มตั้งแตนับแต วัน
เลือกตั้งแทนตําแหนงที่วางถัดจากวันประกาศชื่อในราชกิจจานุเบกษา และใหสมาชิก
สภาผูแทนราษฎรผูเขามาแทนตําแหนงที่วางนั้น ใหอยูในตําแหนงไดเพียงเท าอายุของ
สภาผูแทนราษฎรที่เหลืออยู
มาตรา ๑๒๐ ภายหลังที่คณะรัฐมนตรีเขาบริหารราชการแผนดินแลว พระมหา
กษัตริยจะทรงแตงตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรผูเปนหัวหนาพรรคการเมืองในสภาผูแทน
ราษฎรที่สมาชิ กในสังกัดของพรรคตนมิไดดํารงตําแหนงรัฐมนตรี และมีจํานวนมากที่สุด
ในบรรดาพรรคการเมืองที่ สมาชิกในสังกัดมิไดดํารงตําแหนงรัฐมนตรี แตไมนอยกวา
หนึ่งในหาของจํ านวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยู ของสภาผูแทนราษฎรในขณะแตงตั้ง เปน
ผูนําฝายคานในสภาผูแทนราษฎร
ในกรณีที่ไมมีพรรคการเมืองใดในสภาผูแทนราษฎรมีลักษณะที่ กําหนดไวตาม
วรรคหนึ่ง ใหสมาชิกสภาผูแทนราษฎรผูเปนหัวหนาพรรคการเมืองซึ่งไดรับเสียง
สนับสนุนขางมากจากสมาชิกสภาผูแทนราษฎรในพรรคการเมื องที่ สมาชิกในสังกัดของ
มาตรา ๑๒๐๑๐๕ ภายหลังที่ คณะรัฐมนตรีเขาบริหารราชการแผนดินแลว
พระมหากษัตริ ยจะทรงแตงตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรผูเปนหัวหนาพรรคการเมืองใน
สภาผูแทนราษฎรที่สมาชิกในสังกัดของพรรคตนมิไดดํารงตําแหนงรัฐมนตรี และมี
จํานวนมากที่สุ ดในบรรดาพรรคการเมืองที่สมาชิกในสังกัดมิไดดํารงตําแหนงรัฐมนตรี แต
ไมนอยกวาหนึ่งในหาของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของสภาผูแทนราษฎรในขณะ
แตงตั้งเปนผูนําฝายคานในสภาผูแทนราษฎร
ในกรณีที่ไมมีพรรคการเมืองใดในสภาผูแทนราษฎรมีลักษณะที่ กําหนดไวตาม
วรรคหนึ่ง ใหสมาชิกสภาผูแทนราษฎรผูเปนหัวหนาพรรคการเมืองซึ่งไดรับเสียง
สนับสนุนขางมากจากสมาชิกสภาผูแทนราษฎรในพรรคการเมื องที่ สมาชิกในสังกัดของ

๖๒
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
พรรคนั้น มิไดดํารงตําแหนงรัฐมนตรี เปนผูนําฝายคานในสภาผูแทนราษฎร ในกรณีที่มี
เสียงสนับสนุนเทากัน ใหใชวิธีจับสลาก
ใหประธานสภาผูแทนราษฎรเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แตงตั้ง
ผูนําฝายคานในสภาผูแทนราษฎร
ผูนําฝายคานในสภาผูแทนราษฎรยอมพนจากตําแหนงเมื่อขาด
คุณสมบัติ ดังกล าวในวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง และใหนําบทบัญญัติมาตรา ๑๕๒ มาใช
บังคับโดยอนุโลม ในกรณีเชนนี้พระมหากษัตริ ยจะไดทรงแตงตั้งผูนําฝายคานในสภา
ผูแทนราษฎรแทนตําแหนงที่ ว าง
พรรคนั้นมิไดดํารงตําแหนงรัฐมนตรี เปนผูนําฝ ายคานในสภาผูแทนราษฎร ในกรณีที่มี
เสียงสนับสนุนเทากัน ใหใชวิธีจับสลาก
ใหประธานสภาผูแทนราษฎรเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้ง
ผูนําฝายคานในสภาผูแทนราษฎร
ผูนําฝายคานในสภาผูแทนราษฎรยอมพนจากตําแหนงเมื่อขาดคุณสมบัติ
ดังกลาวในวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง และใหนําบทบัญญัติมาตรา ๑๕๒๑๑๙ วรรคสี่ มาใช
บังคับโดยอนุโลม ในกรณีเชนนี้พระมหากษัตริ ยจะไดทรงแตงตั้งผูนําฝายคานในสภา
ผูแทนราษฎรแทนตําแหนงที่ ว าง
สวนที่ ๓
วุฒิสภา


ไมมีการแกไข
มาตรา ๑๒๑ วุฒิสภาประกอบดวยสมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้งจํ านวนสองรอย
คน
ในกรณีที่ตําแหนงสมาชิกวุฒิสภาวางลงไมวาดวยเหตุใด ๆ และยังมิไดมีการ
เลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาขึ้นแทนตําแหนงที่วาง ใหวุฒิสภาประกอบดวยสมาชิกวุฒิสภา
เทาที่มีอยู
มาตรา ๑๒๑๑๐๖ วุฒิสภาประกอบดวยสมาชิ กซึ่งราษฎรเลือกตั้งจํานวนสอง
หนึ่งรอยหกสิ บคนซึ่งพระมหากษัตริยทรงแตงตั้งจากบุคคลที่ไดรับการสรรหา ตาม
ขอเสนอแนะของคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุ ฒิสภา
ในกรณีที่ตําแหนงสมาชิกวุฒิสภาวางลงไมวาดวยเหตุใด ๆ และยังมิไดมีการ
เลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาสรรหาขึ้นแทนตําแหนงที่วาง ใหวุฒิสภาประกอบดวยสมาชิก
วุฒิสภาเทาที่มี อยู
ในกรณีที่มีเหตุ การณใด ๆ ทําใหมีสมาชิกวุฒิสภาไมครบจํานวนหนึ่งรอยหกสิ บ
คนภายในกําหนดเวลาตามมาตรา ๑๐๗ แต มีจํานวนไมนอยกวารอยละเกาสิ บหาของ
จํานวนสมาชิกวุ ฒิสภาทั้งหมด ใหถือวาวุฒิสภาประกอบดวยสมาชิกจํานวนดังกลาว แต
ตองมีการสรรหาใหไดสมาชิกวุฒิสภาครบจํานวนหนึ่งรอยหกสิบคนภายในหนึ่งรอยแปด
สิบวันนับแต วันที่ไดรับบัญชีรายชื่อจากคณะกรรมการการเลือกตั้งตามมาตรา ๑๐๗

๖๓
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
มาตรา ๑๒๒ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ใหใชเขตจังหวัด เป นเขตเลือกตั้ง
การคํานวณเกณฑจํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่แต ละจังหวัดจะพึ งมี ใหคํานวณตาม
วิธีที่บัญญัติไวในมาตรา ๑๐๒ วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ โดยอนุโลม
มาตรา ๑๒๓ ผู มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน
เลือกตั้งผูสมัครรับเลื อกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นไดหนึ่งคน
การเลือกตั้งใหใชวิธีออกเสี ยงลงคะแนนโดยตรงและลับ
ในกรณีที่จังหวัดใดมีสมาชิกวุ ฒิสภาไดมากกวาหนึ่งคน ใหผูสมัครรับเลือกตั้งที่
ไดคะแนนสูงสุ ดเรียงตามลําดับจนครบจํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่ จะพึงมีไดในจังหวัดนั้น
เปนผูไดรับเลือกตั้งเปนสมาชิกวุฒิสภา

ในกรณีนี้ ใหสมาชิกวุฒิสภาผูไดรับการสรรหาเขามานั้น อยูในตําแหนงเพี ยงเทาอายุของ
วุฒิสภาที่ เหลืออยู
มาตรา ๑๒๒ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ใหใชเขตจังหวัด เป นเขตเลือกตั้ง
การคํานวณเกณฑจํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่แต ละจังหวัดจะพึ งมี ใหคํานวณตาม
วิธีที่บัญญัติไวในมาตรา ๑๐๒ วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ โดยอนุโลม
มาตรา ๑๒๓ ผู มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง
ผูสมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นไดหนึ่งคน
การเลือกตั้งใหใชวิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ
ในกรณีที่จังหวัดใดมีสมาชิกวุฒิสภาไดมากกวาหนึ่งคน ใหผูสมัครรับเลือกตั้งที่
ไดคะแนนสูงสุดเรียงตามลําดับจนครบจํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่จะพึงมีไดในจังหวัดนั้น
เปนผูไดรับเลือกตั้งเปนสมาชิกวุฒิสภา
มาตรา ๑๒๔ ใหนําบทบัญญัติ มาตรา ๑๐๕ และมาตรา ๑๐๖ มาใชบังคับกับ
คุณสมบัติและลักษณะตองหามของผูมีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิ สภาดวย โดยอนุโลม
มาตรา ๑๒๔ ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๑๐๕ และมาตรา ๑๐๖ มาใชบังคับกับ
คุณสมบัติและลักษณะตองหามของผูมีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาดวย โดยอนุโลม
มาตรา ๑๐๗ ใหมีคณะกรรมการสรรหาสมาชิ กวุฒิสภาคณะหนึ่ง ประกอบดวย
ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ประธานผูตรวจการแผนดินของ
รัฐสภา ประธานกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ ประธานกรรมการ
ตรวจเงินแผนดิ น ผูพิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดํารงตําแหนงไมต่ํ ากวาผูพิพากษาศาลฎีกา
ที่ที่ประชุมใหญศาลฎีกามอบหมายจํานวนหนึ่งคน และตุ ลาการในศาลปกครองสูงสุดที่
ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมอบหมายจํานวนหนึ่งคนเปนกรรมการ ทํา
หนาที่สรรหาบุ คคลตามมาตรา ๑๐๘ ใหแลวเสร็จภายในเกาสิ บวันนับแตวันที่ ไดรับบัญชี
รายชื่อจากคณะกรรมการการเลื อกตั้งตามมาตรา ๑๐๙ แลวจัดสงใหประธานสภา
ผูแทนราษฎรนําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแตงตั้งเปนสมาชิ กวุฒิสภา


๖๔
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
ในกรณีที่ไมมีกรรมการในตําแหนงใด หรือมีแตไมสามารถปฏิบัติหนาที่ได ถา
กรรมการที่เหลื ออยูนั้นมีจํานวนไมนอยกวากึ่งหนึ่ง ใหคณะกรรมการสรรหาสมาชิก
วุฒิสภาประกอบดวยกรรมการที่เหลืออยู
ใหประธานสภาผูแทนราษฎรเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้ง
สมาชิกวุฒิสภา
มาตรา ๑๐๘ ใหคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุ ฒิสภาดําเนิ นการสรรหาสมาชิก
วุฒิสภา โดยวิธีการดังตอไปนี้
(๑) ใหสรรหาบุ คคลที่มีความเหมาะสมจากผูสมัครเขารับการสรรหาในแตละ
จังหวัด เพื่อใหไดบุคคลที่ สมควรเปนสมาชิกวุฒิ สภาจังหวัดละหนึ่งคน
(๒) ใหสรรหาบุ คคลที่มีความเหมาะสมจากผูได รับการเสนอชื่อจากองคกร
ตาง ๆ ในภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพ และภาคอื่นที่เปนประโยชนใน
การปฏิบัติการตามอํานาจหนาที่ของวุฒิสภา เพื่ อใหไดบุคคลที่สมควรเปนสมาชิกวุฒิสภา
ตามจํานวนที่เหลืออยูจนครบจํานวนสมาชิกวุฒิ สภาที่จะพึงมี
ในการสรรหาบุ คคลตามวรรคหนึ่ง ใหคํานึงถึงความรู ความเชี่ยวชาญ หรือ
ประสบการณที่ จะเปนประโยชนในการปฏิบัติงานของวุฒิสภาเปนสําคัญ และใหคํานึงถึง
องคประกอบจากบุคคลที่มีความรูในดานตาง ๆ ที่แตกตางกัน ความเทาเทียมกันทาง
เพศ รวมทั้งการใหโอกาสกับผูดอยโอกาสทางสังคมดวย
หลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อนไขในการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ใหเปนไปตาม
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิ กสภาผูแทนราษฎรและการ
สรรหาสมาชิกวุ ฒิสภา
มาตรา ๑๐๙ ใหเปนหนาที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการรับสมัคร
บุคคลเขารับการสรรหาตามมาตรา ๑๐๘ (๑) การรับรายชื่อบุคคลที่องคกรตาง ๆ เสนอ

๖๕
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
ตามมาตรา ๑๐๘ (๒) การตรวจสอบคุณสมบัติ ลักษณะตองหาม รวมทั้งประวัติ และ
ความประพฤติของผูสมัครและผูไดรับการเสนอชื่อและนําเสนอคณะกรรมการสรรหา
สมาชิกวุฒิสภาเพื่อพิจารณา
มาตรา ๑๒๕ บุคคลผูมีคุณสมบัติดังตอไปนี้ เปนผูมีสิทธิสมัครรับเลื อกตั้งเปน
สมาชิกวุฒิสภา
(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(๒) มีอายุไมต่ํากวาสี่สิ บปบริ บูรณในวันเลือกตั้ง
(๓) สําเร็จการศึ กษาไมต่ํากวาปริญญาตรีหรือเทียบเทา
(๔) มีลักษณะอยางใดอยางหนึ่ งตามมาตรา ๑๐๗ (๕)
มาตรา ๑๒๖ บุคคลผูมีลักษณะดังตอไปนี้ เปนบุคคลตองหามมิใหใชสิทธิสมัคร
รับเลื อกตั้งเปนสมาชิกวุฒิสภา
(๑) เปนสมาชิกหรือผูดํารงตําแหนงอื่นของพรรคการเมือง
(๒) เปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร หรือเคยเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและ
พนจากการเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรมาแลวยังไมเกินหนึ่งปนับถึงวันสมัครรับ
เลือกตั้ง
(๓) เปนหรือเคยเปนสมาชิกวุ ฒิสภาตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้ในอายุ
ของวุฒิสภาคราวกอนการสมัครรับเลื อกตั้ง
(๔) เปนบุคคลตองหามมิใหใชสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา ๑๐๙ (๑) (๒)
(๓) (๔) (๕) (๖) (๗) (๘) (๙) (๑๑) (๑๒) (๑๓) หรือ (๑๔)
มาตรา ๑๒๕๑๑๐ บุคคลผูมีคุณสมบัติและไม มีลักษณะตองหามดังตอไปนี้เปน
ผูมีสิทธิสมัครไดรับการเสนอชื่ อเพื่อเขารับเลือกตั้งการสรรหาเปนสมาชิกวุฒิสภา
(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(๒) มีอายุไมต่ํากวาสี่สิ บปบริ บูรณในวันเลือกตั้งสมัครหรือวันที่ไดรับการเสนอ
ชื่อ
(๓) สําเร็จการศึ กษาไมต่ํากวาปริญญาตรีหรือเทียบเทา
(๔) มีลักษณะอยางใดอยางหนึ่ งตามมาตรา ๑๐๗๙๕ (๕๔) ในกรณีที่เปน
ผูสมัครตามมาตรา ๑๐๘ (๑)
(๕) ไมเปนผูดํารงตําแหนงใดในพรรคการเมืองหรือเคยดํารงตํ าแหนงและพน
จากการดํารงตํ าแหน งใด ๆ ในพรรคการเมื องมาแลวยังไม เกิ นสองป นับถึ งวันสมัคร
หรื อวันที ่ ไดรับการเสนอชื่ อ
(๖) ไมเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร หรือเคยเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและ
พนจากการเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรมาแลวไมเกินหนึ่งปนับถึงวันสมัครหรื อวันที่
ไดรับการเสนอชื่อ
(๗) เปนบุคคลตองหามมิใหใชสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา ๙๖ (๑) (๒) (๓)
(๔) (๕) (๖) (๗) (๘) (๙) (๑๑) (๑๒) (๑๓) หรือ (๑๔)
มาตรา ๑๒๖ บุคคลผูมีลักษณะดังตอไปนี้ เปนบุคคลตองหามมิใหใชสิทธิสมัคร
รับเลื อกตั้งเปนสมาชิกวุฒิสภา


๖๖
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
(๑) เปนสมาชิกหรือผูดํารงตําแหนงอื่นของพรรคการเมือง
(๒) เปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร หรือเคยเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและ
พนจากการเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรมาแลวยังไมเกินหนึ่งปนับถึงวันสมัครรับ
เลือกตั้ง
(๓) เปนหรือเคยเปนสมาชิกวุฒิสภาตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้ในอายุ
ของวุฒิสภาคราวกอนการสมัครรับเลื อกตั้ง
(๔) เปนบุคคลตองหามมิใหใชสิ ทธิสมัครรับเลือกตั ้งตามมาตรา ๑๐๙ (๑) (๒)
(๓) (๔) (๕) (๖) (๗) (๘) (๙) (๑๑) (๑๒) (๑๓) หรือ (๑๔)
มาตรา ๑๒๗ สมาชิกวุฒิสภาจะเปนรัฐมนตรีหรือขาราชการการเมืองอื่นมิได
บุคคลผูเคยดํารงตําแหนงสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุ ดลงมาแลวยัง
ไมเกินหนึ่งป เวนแตสมาชิกภาพสิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๓๓ (๑) จะเปนรัฐมนตรีหรือ
ขาราชการการเมืองอื่นมิได
มาตรา ๑๒๗๑๑๑ สมาชิกวุฒิสภาจะเปนรัฐมนตรีหรือขาราชการการเมืองอื่น
มิได
บุคคลผูเคยดํารงตําแหนงสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุ ดลงมาแลวยัง
ไมเกินหนึ่งป เวนแตสมาชิกภาพสิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๓๓ (๑) จะเปนรัฐมนตรีหรือ
ขาราชการการเมืองอื่นมิได
มาตรา ๑๒๘ ใหนําบทบัญญัติ มาตรา ๑๑๐ และมาตรา ๑๑๑ มาใชบังคับกับ
การกระทําอันตองหามของสมาชิกวุฒิสภาดวย โดยอนุโลม
มาตรา ๑๒๘ ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๑๑๐ และมาตรา ๑๑๑ มาใชบังคับกับการ
กระทําอันตองหามของสมาชิกวุฒิสภาดวย โดยอนุโลม
มาตรา ๑๒๙ ภายใตบังคับบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้ หลักเกณฑและวิธีการ
เลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหเปนไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้ง
สมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา
เพื่อประโยชนในการแนะนําผูสมัครรับเลือกตั้งโดยเทาเทียมกัน ใหรัฐ
ดําเนินการดังต อไปนี้
(๑) จัดใหมีการปดประกาศและติดแผนปายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและผูสมัครรับ
เลือกตั้ง
มาตรา ๑๒๙ ภายใตบังคับบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้ หลักเกณฑและวิธีการ
เลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหเปนไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้ง
สมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา
เพื่อประโยชนในการแนะนําผูสมัครรับเลือกตั้งโดยเทาเทียมกัน ใหรัฐ
ดําเนินการดังต อไปนี้
(๑) จัดใหมีการปดประกาศและติดแผนปายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและผูสมัครรับ
เลือกตั้ง

๖๗
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
(๒) พิมพและจัดสงเอกสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งและผูสมัครรับเลือกตั้งไปใหผูมี
สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
(๓) จัดหาสถานที่ และจัดสรรเวลาออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงและวิทยุ
โทรทัศน เพื่อแนะนําผูสมัครรับเลือกตั้ง
(๔) กิจการอื่นที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกําหนด
หลักเกณฑและวิธีการดําเนินการตามวรรคสอง ใหเปนไปตามกฎหมาย
ประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิ กสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา
การแนะนําผูสมัครรั บเลือกตั้งโดยผูสมัครรับเลื อกตั้งเองหรือบุ คคลอื่นจะกระทํา
ไดเฉพาะเทาที่ มีบัญญัติไวในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนู ญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิก
สภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุ ฒิสภาเทานั้น
(๒) พิมพและจัดสงเอกสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งและผูสมัครรับเลือกตั้งไปใหผูมี
สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
(๓) จัดหาสถานที่ และจัดสรรเวลาออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงและวิทยุ
โทรทัศน เพื่ อแนะนําผูสมัครรับเลือกตั้ง
(๔) กิจการอื่นที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกําหนด
หลักเกณฑและวิธีการดําเนินการตามวรรคสอง ใหเปนไปตามกฎหมาย
ประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา
การแนะนําผูสมั ครรับเลือกตั้งโดยผูสมัครรับเลื อกตั้งเองหรือบุ คคลอื่นจะกระทํา
ไดเฉพาะเทาที่ มีบัญญัติไวในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนู ญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิก
สภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาเทานั้น
มาตรา ๑๓๐ อายุของวุฒิสภามีกําหนดคราวละหกปนับแตวันเลือกตั้ง
มาตรา ๑๓๒ สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาเริ่มตั้งแตวันเลือกตั้ง
มาตรา ๑๓๐ อายุของวุฒิสภามี กําหนดคราวละหกปนับแตวันเลือกตั้ง
มาตรา ๑๓๒๑๑๒ สมาชิกภาพของสมาชิกวุ ฒิสภาเริ่มตั้งแต วันเลือกตั้งที่มี พระ
บรมราชโองการแตงตั้ง
อายุของวุฒิ สภามีกําหนดคราวละหกปนับแตวันแตงตั้ง โดยสมาชิกวุฒิสภาจะ
ดํารงตําแหนงติ ดตอกันเกินหนึ่ งวาระไมได
ใหสมาชิกวุฒิสภาซึ่งสิ้นสุ ดสมาชิกภาพตามวาระ อยูในตําแหนงเพื่ อปฏิบัติ
หนาที่ตอไปจนกวาจะมีพระบรมราชโองการแตงตั้งสมาชิกวุ ฒิสภาขึ้นใหม
มาตรา ๑๓๑ เมื่ออายุของวุฒิ สภาสิ้นสุ ดลง พระมหากษัตริยจะไดทรงตราพระ
ราชกฤษฎีกาใหมีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหมเปนการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งตองกําหนด
วันเลือกตั้งภายในสามสิ บวันนับแตวันที่ อายุของวุฒิสภาสิ้นสุ ดลง และวันเลือกตั้งตอง
กําหนดเปนวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร

มาตรา ๑๓๑ เมื่ ออายุของวุฒิสภาสิ้นสุดลง พระมหากษัตริยจะไดทรงตราพระ
ราชกฤษฎีกาใหมีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหมเปนการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งตองกําหนด
วันเลือกตั้งภายในสามสิบวันนับแตวันที่ อายุของวุฒิสภาสิ้นสุดลง และวันเลือกตั้งตอง
กําหนดเปนวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร



๖๘
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
เพื่อประโยชนในการดําเนินการตามมาตรา ๑๖๘ ใหสมาชิกวุ ฒิสภาที่ดํารง
ตําแหนงอยูในวันที่อายุของวุฒิสภาสิ้นสุ ดลงตามวรรคหนึ่ง ทําหนาที่ตอไปจนกวาสมาชิก
วุฒิสภาที่ไดรับเลือกตั้งใหมจะเขารับหนาที่
เพื่อประโยชนในการดําเนินการตามมาตรา ๑๖๘ ใหสมาชิกวุฒิสภาที่ดํารง
ตําแหนงอยูในวันที่อายุของวุฒิสภาสิ้นสุดลงตามวรรคหนึ่ง ทําหนาที่ตอไปจนกวาสมาชิก
วุฒิสภาที่ไดรับเลือกตั้งใหมจะเขารับหนาที่
มาตรา ๑๑๓ ในวาระเริ่มแรกเมื่อครบกําหนดสามปนับแตวันที่มีพระบรมราช
โองการแตงตั้งสมาชิกวุฒิสภา ใหสมาชิกวุฒิสภาประชุมกันเพื่อใหมีการจับสลากให
สมาชิกวุฒิสภาจํานวนกึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิ กวุฒิสภาแต ละประเภทพนจากตําแหนง
และใหถือวาการพนจากตําแหนงโดยการจับสลากดังกลาวเป นการสิ้นสุดสมาชิกภาพตาม
วาระ
มาตรา ๑๓๓ สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุ ดลง เมื่อ
(๑) ถึงคราวออกตามอายุของวุ ฒิสภา
(๒) ตาย
(๓) ลาออก
(๔) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๑๒๕
(๕) มีลักษณะตองหามตามมาตรา ๑๒๖
(๖) มีลักษณะตองหามตามมาตรา ๑๒๗
(๗) มีลักษณะตองหามตามมาตรา ๑๒๘
(๘) วุฒิสภามีมติตามมาตรา ๓๐๗ ใหถอดถอนออกจากตําแหนง หรื อศาล
รัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยใหพนจาก สมาชิกภาพตามมาตรา ๙๖ ในกรณีเชนนี้ ใหถือวา
สิ้นสุ ดสมาชิกภาพนับแต วันที่วุ ฒิสภามีมติหรือศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัย แลวแตกรณี
(๙) ขาดประชุมเกินจํานวนหนึ่งในสี่ของจํานวนวันประชุมในสมัยประชุมที่มี
กําหนดเวลาไม นอยกวาหนึ่งรอยยี่สิ บวัน โดยไมไดรับอนุญาตจากประธานวุฒิสภา

มาตรา ๑๓๓๑๑๔ สมาชิกภาพของสมาชิกวุ ฒิสภาสิ้นสุดลง เมื่อ
(๑) ถึงคราวออกตามอายุของวุ ฒิสภา
(๒) ตาย
(๓) ลาออก
(๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๑๒๕๑๑๐
(๕) มีลักษณะกระทําการอันตองหามตามมาตรา ๑๒๖๑๑๑ มาตรา ๒๕๖ หรือ
มาตรา ๒๕๗
(๖) มีลักษณะตองหามตามมาตรา ๑๒๗
(๗) มีลักษณะตองหามตามมาตรา ๑๒๘
(๘๖) วุฒิสภามีมติตามมาตรา ๓๐๗๒๖๕ ใหถอดถอนออกจากตําแหนง หรือ
ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยใหพนจาก สมาชิกภาพตามมาตรา ๙๖๘๙ ในกรณีเชนนี้ ให
ถือวาสิ้นสุดสมาชิกภาพนับแตวันที่วุฒิสภามีมติหรือศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัย แลวแต
กรณี


๖๙
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
(๑๐) ถูกจําคุกโดยคําพิพากษาถึงที่ สุดใหจําคุก เวนแตในความผิดอันไดกระทํา
โดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(๙๗) ขาดประชุมเกินจํานวนหนึ่งในสี่ของจํานวนวันประชุมในสมัยประชุมที่มี
กําหนดเวลาไม นอยกวาหนึ่งรอยยี่สิ บวัน โดยไมไดรับอนุญาตจากประธานวุฒิสภา
(๑๐๘) ถูกจําคุกโดยตองคําพิ พากษาถึงที่ สุดใหจํ าคุก แมจะมีการรอการลงโทษ
เวนแตในความผิดอันไดกระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
มาตรา ๑๓๔ เมื่อตําแหนงสมาชิกวุฒิสภาวางลงเพราะเหตุอื่นใดนอกจากถึง
คราวออกตามอายุของวุฒิสภา ใหมีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาขึ้นแทนภายในสี่สิ บหาวัน
นับแตวันที่ตําแหนงนั้นวางลง เวนแตอายุของวุ ฒิสภาจะเหลือไมถึงหนึ่งรอยแปดสิบวัน
สมาชิกวุฒิสภาผูเขามาแทนนั้นใหอยูในตําแหนงไดเพียงเทาอายุของวุฒิ สภาที่ เหลืออยู
มาตรา ๑๓๔๑๑๕ เมื่อตําแหน งสมาชิกวุฒิสภาวางลงเพราะเหตุอื่นใดนอกจาก
ถึงคราวออกตามอายุของวุฒิสภามาตรา ๑๑๓ หรือมาตรา ๑๑๔ ใหมีการเลือกตั้งนํา
บทบัญญัติมาตรา ๑๐๗ มาตรา ๑๐๘ และมาตรา ๑๐๙ มาใชบังคับกับการสรรหาสมาชิก
วุฒิสภาขึ้นแทนภายในสี่สิบหาวันนับแตวันที่ตําแหนงนั้นที่ วางลง เวนแตอายุของวุฒิสภา
จะเหลือไมถึงหนึ่งรอยแปดสิบวัน
สมาชิกวุฒิสภาผูเขามาแทนนั้นใหอยูในตําแหนงไดเพียงเทาอายุของวุฒิสภาที่
เหลืออยู
มาตรา ๑๓๕ ในการพิจารณาเลือก แตงตั้ง ใหคําแนะนํา หรือใหความเห็นชอบ
ใหบุคคลดํารงตํ าแหนงใดตามมาตรา ๑๓๘ มาตรา ๑๔๓ มาตรา ๑๙๖ มาตรา ๑๙๙
มาตรา ๒๕๗ มาตรา ๒๖๑ มาตรา ๒๗๔ (๓) มาตรา ๒๗๗ มาตรา ๒๗๘ มาตรา ๒๗๙
(๓) มาตรา ๒๙๗ มาตรา ๓๐๒ และมาตรา ๓๑๒ ใหวุฒิสภาแต งตั้งคณะกรรมาธิการขึ้น
คณะหนึ่ง ทําหนาที่ตรวจสอบประวัติและความประพฤติของบุคคลผูไดรับการเสนอชื่อให
ดํารงตําแหนงนั้น รวมทั้งรวบรวมขอเท็จจริงและ พยานหลักฐานอันจําเปน แลวรายงาน
ตอวุฒิสภาเพื่อประกอบการพิจารณาตอไป
การดําเนินการของคณะกรรมาธิการตามวรรคหนึ่ง ใหเปนไปตามวิธีการที่
กําหนดในขอบังคับการประชุมวุฒิสภา
มาตรา ๑๓๕๑๑๖ ในการพิจารณาเลือก แตงตั้ง ใหคําแนะนํา หรือใหความ
เห็นชอบ ใหบุคคลดํารงตําแหน งใดตามมาตรา ๑๓๘ มาตรา ๑๔๓ มาตรา ๑๙๖ มาตรา
๑๙๙ มาตรา ๒๕๗ มาตรา ๒๖๑ มาตรา ๒๗๔ (๓) มาตรา ๒๗๗ มาตรา ๒๗๘ มาตรา
๒๗๙ (๓) มาตรา ๒๙๗ มาตรา ๓๐๒ และมาตรา ๓๑๒บทบัญญัติของรัฐธรรมนู ญนี้ ให
วุฒิสภาแต งตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นคณะหนึ่ง ทําหนาที่ตรวจสอบประวัติ และความ
ประพฤติ และพฤติกรรมทางจริ ยธรรมของบุคคลผูไดรับการเสนอชื่อใหดํารงตํ าแหนงนั้น
รวมทั้งรวบรวมขอเท็จจริงและ พยานหลักฐานอันจําเปน แลวรายงานตอวุฒิ สภาเพื่อ
ประกอบการพิจารณาตอไป
การดําเนินการของคณะกรรมาธิการตามวรรคหนึ่ง ใหเปนไปตามวิธีการที่
กําหนดในขอบังคับการประชุมวุฒิสภา


๗๐
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
สวนที่ ๕
บทที่ใชแกสภาทั้งสอง


สวนที่ ๕๔
บทที่ใชแกสภาทั้งสอง

มาตรา ๑๔๙ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภายอมเปนผูแทนปวง
ชนชาวไทย และตองปฏิบัติหนาที่ดวยความซื่อสัตยสุจริตเพื่อประโยชนสวนรวมของปวง
ชนชาวไทย
มาตรา ๑๔๙๑๑๗ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภายอมเปน
ผูแทนปวงชนชาวไทย โดยไมอยูในความผูกมัดแหงอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงํา
ใด ๆ และตองปฏิบัติหนาที่ดวยความซื่อสัตยสุจริต เพื่ อประโยชนสวนรวมของปวงชน
ชาวไทย โดยปราศจากผลประโยชนทับซอน
มาตรา ๑๕๐ กอนเขารับหนาที่ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา
ตองปฏิญาณตนในที่ประชุมแหงสภาที่ตนเป นสมาชิกดวยถอยคําดังตอไปนี้
"ขาพเจา (ชื่อผูปฏิญาณ) ขอปฏิญาณวา ขาพเจาจะปฏิบัติหนาที่ดวยความ
ซื่อสัตยสุจริต เพื่อประโยชนสวนรวม ของปวงชนชาวไทย ทั้งจะรักษาไวและปฏิบัติตาม
ซึ่งรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยทุกประการ"
มาตรา ๑๕๐๑๑๘ กอนเขารับหนาที่ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิก
วุฒิสภาตองปฏิญาณตนในที่ประชุมแหงสภาที่ ตนเปนสมาชิกดวยถอยคําดังต อไปนี้
"ขาพเจา (ชื่อผูปฏิญาณ) ขอปฏิญาณวา ขาพเจาจะปฏิบัติหนาที่ดวยความ
ซื่อสัตยสุจริต เพื่อประโยชนสวนรวมของปวงชนชาวไทยประเทศและประชาชน ทั้งจะ
รักษาไวและปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยทุกประการ"
มาตรา ๑๕๑ สภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภาแต ละสภา มีประธานสภาคนหนึ่ง
และรองประธานคนหนึ่งหรือสองคน ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแตงตั้งจากสมาชิกแหงสภา
นั้น ๆ ตามมติของสภา
มาตรา ๑๕๒ ประธานและรองประธานสภาผูแทนราษฎรดํารงตําแหนงจนสิ้น
อายุของสภาหรื อมีการยุบสภา
ประธานและรองประธานวุฒิสภาดํารงตําแหนงจนถึงวันกอนวันเลือกประธาน
และรองประธานวุฒิสภาใหม
ประธานและรองประธานสภาผูแทนราษฎรและประธานและรองประธานวุฒิสภา
ยอมพนจากตําแหนงกอนวาระตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง แลวแตกรณี เมื่อ
มาตรา ๑๕๑๑๑๙ สภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภาแตละสภา มี ประธานสภา
คนหนึ่งและรองประธานคนหนึ่งหรือสองคน ซึ่งพระมหากษัตริ ยทรงแต งตั้งจากสมาชิก
แหงสภานั้น ๆ ตามมติของสภา
ประธานและรองประธานสภาผู แทนราษฎรดํารงตําแหนงจนสิ้นอายุของสภาหรือมี
การยุบสภา
ประธานและรองประธานวุฒิสภาดํารงตําแหนงจนถึงวันกอนวันเลือกประธาน
และรองประธานวุฒิสภาใหม ซึ่ งตองกระทําทุกสามป
ประธานและรองประธานสภาผูแทนราษฎร และประธานและรองประธาน
วุฒิสภา ยอมพนจากตําแหนงกอนวาระตามวรรคสองหรือวรรคสาม แลวแตกรณี เมื่อ

๗๑
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
(๑) ขาดจากสมาชิกภาพแหงสภาที่ตนเปนสมาชิก
(๒) ลาออกจากตําแหนง
(๓) ดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือขาราชการการเมืองอื่น
(๔) ตองคําพิพากษาใหจําคุก
(๑) ขาดจากสมาชิกภาพแหงสภาที่ตนเปนสมาชิก
(๒) ลาออกจากตําแหนง
(๓) ดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือขาราชการการเมืองอื่น
(๔) ตองคําพิพากษาใหจําคุก แมคดีนั้นจะยังไมถึงที่ สุดหรือมีการรอการลงโทษ
เวนแตในความผิดอันไดกระทําโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่น
ประมาท
ในระหวางการดํ ารงตําแหนง ประธานและรองประธานสภาผูแทนราษฎรจะเปน
กรรมการบริหารหรือดํารงตําแหนงใดในพรรคการเมืองขณะเดียวกันมิได
มาตรา ๑๕๒ ประธานและรองประธานสภาผูแทนราษฎรดํารงตํ าแหนงจนสิ้น
อายุของสภาหรื อมีการยุบสภา
ประธานและรองประธานวุฒิสภาดํารงตําแหนงจนถึงวันกอนวันเลือกประธาน
และรองประธานวุฒิสภาใหม
ประธานและรองประธานสภาผูแทนราษฎรและประธานและรองประธานวุฒิสภา
ยอมพนจากตําแหนงกอนวาระตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง แลวแตกรณี เมื่อ
(๑) ขาดจากสมาชิกภาพแหงสภาที่ตนเปนสมาชิก
(๒) ลาออกจากตําแหนง
(๓) ดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือขาราชการการเมืองอื่น
(๔) ต องคําพิพากษาใหจําคุก
มาตรา ๑๕๓ ประธานสภาผูแทนราษฎรและประธานวุฒิสภามี อํานาจหนาที่
ดําเนินกิจการของสภานั้น ๆ ใหเปนไปตามขอบังคับ รองประธานมีอํานาจหนาที่ตามที่
ประธานมอบหมายและ ปฏิบัติ หนาที่แทนประธานเมื่อประธานไมอยูหรือไมสามารถ
ปฏิบัติหนาที่ได
มาตรา ๑๕๓๑๒๐ ประธานสภาผูแทนราษฎรและประธานวุฒิสภามีอํานาจ
หนาที่ดําเนินกิจการของสภานั้น ๆ ใหเปนไปตามขอบังคับ รองประธานมีอํานาจหนาที่
ตามที่ประธานมอบหมายและ ปฏิบัติหนาที่แทนประธานเมื่อประธานไมอยูหรือไม
สามารถปฏิบัติ หนาที่ได

๗๒
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
ประธานสภาผูแทนราษฎร ประธานวุฒิสภา และผูทําหนาที่แทน ตองวางตน
เปนกลางในการปฏิบัติหนาที่
มาตรา ๑๕๔ เมื่อประธานและรองประธานสภาผูแทนราษฎรหรือประธานและ
รองประธานวุฒิ สภาไมอยูในที่ประชุม ใหสมาชิกแหงสภานั้น ๆ เลือกตั้งกันขึ้นเองเปน
ประธานในคราวประชุมนั้น
ประธานสภาผูแทนราษฎร ประธานวุฒิสภา และผูทําหนาที่แทน ตองวางตน
เปนกลางในการปฏิบัติหนาที่
เมื่อประธานและรองประธานสภาผูแทนราษฎรหรือประธานและรองประธาน
วุฒิสภาไมอยูในที่ประชุม ใหสมาชิกแหงสภานั้น ๆ เลือกตั้งกันขึ้นเองเปนประธานใน
คราวประชุมนั้น
มาตรา ๑๕๔ เมื่อประธานและรองประธานสภาผูแทนราษฎรหรือประธานและ
รองประธานวุฒิ สภาไมอยูในที่ประชุม ใหสมาชิ กแหงสภานั้น ๆ เลือกตั้งกันขึ้นเองเปน
ประธานในคราวประชุมนั้น
มาตรา ๑๕๕ การประชุมสภาผูแทนราษฎรและการประชุมวุฒิสภาตองมี
สมาชิกมาประชุ มไมนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของแตละสภา
จึงจะเปนองคประชุม เวนแตในกรณีการพิจารณาระเบียบวาระกระทูถามตามมาตรา
๑๘๓ และมาตรา ๑๘๔ สภาผูแทนราษฎรและวุ ฒิสภาจะกําหนดเรื่ององคประชุมไวใน
ขอบังคับเปนอย างอื่นก็ได
มาตรา ๑๕๖ การลงมติวินิจฉัยขอปรึกษาใหถือเอาเสี ยงขางมาก เปนประมาณ
เวนแตที่มี บัญญัติไวเปนอยางอื่ นในรัฐธรรมนูญนี้
สมาชิกคนหนึ่งยอมมีเสียงหนึ่งในการออกเสี ยงลงคะแนน ถามี คะแนนเสียง
เทากัน ใหประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป นเสียงชี้ขาด
ประธานรัฐสภา ประธานสภาผูแทนราษฎร และประธานวุฒิสภา ตองจัดใหมี
การบันทึกการออกเสียงลงคะแนนของสมาชิกแตละคน และเปดเผยบันทึกดังกลาวไวใน
ที่ที่ประชาชนอาจเขาไปตรวจสอบได เวนแตกรณีการออก เสียงลงคะแนนเปนการลับ
การออกเสียงลงคะแนนเลือกหรื อใหความเห็นชอบใหบุคคลดํารงตําแหนงใด ให
กระทําเปนการลับ เวนแตที่มีบัญญัติไวเปนอย างอื่นในรัฐธรรมนูญนี้ และสมาชิ กยอมมี
อิสระและไมถูกผูกพันโดยมติของพรรคการเมื องหรืออาณัติ อื่ นใด
มาตรา ๑๕๕๑๒๑ การประชุมสภาผูแทนราษฎรและการประชุมวุฒิสภาตองมี
สมาชิกมาประชุ มไมนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของแตละสภา
จึงจะเปนองคประชุม เวนแตในกรณีการพิจารณาระเบียบวาระกระทูถามตามมาตรา
๑๘๓๑๕๒ และมาตรา ๑๘๔๑๕๓ สภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภาจะกําหนดเรื่ ององค
ประชุมไวในขอบังคับเปนอยางอื่นก็ได
การลงมติวินิจฉัยขอปรึกษาใหถื อเอาเสี ยงขางมากเปนประมาณ เวนแตที่มี
บัญญัติไวเปนอยางอื่นในรัฐธรรมนูญนี้
สมาชิกคนหนึ่งยอมมีเสียงหนึ่งในการออกเสี ยงลงคะแนน ถามี คะแนนเสียง
เทากัน ใหประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป นเสียงชี้ขาด
ประธานรัฐสภา ประธานสภาผูแทนราษฎร และประธานวุฒิสภา ตองจัดใหมีการ
บันทึกการออกเสียงลงคะแนนของสมาชิกแต ละคน และเปดเผยบันทึกดังกลาวไวในที่
ที่ประชาชนอาจเขาไปตรวจสอบได เวนแตกรณีการออกเสียงลงคะแนนเปนการลับ
การออกเสียงลงคะแนนเลือกหรื อใหความเห็นชอบใหบุคคลดํารงตําแหนงใด
ใหกระทําเปนการลับ เวนแตที่ มีบัญญัติไวเปนอยางอื่นในรัฐธรรมนูญนี้ และสมาชิกยอมมี
อิสระและไมถูกผูกพันโดยมติของพรรคการเมื องหรืออาณัติ อื่ นใด

๗๓
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)

มาตรา ๑๕๖ การลงมติวิ นิจฉัยขอปรึกษาใหถือเอาเสียงขางมาก เปนประมาณ
เวนแตที่มี บัญญัติไวเปนอยางอื่ นในรัฐธรรมนูญนี้
สมาชิกคนหนึ่งยอมมีเสียงหนึ่งในการออกเสียงลงคะแนน ถามีคะแนนเสียง
เทากัน ใหประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป นเสียงชี้ขาด
ประธานรัฐสภา ประธานสภาผูแทนราษฎร และประธานวุฒิสภา ตองจัดใหมีการ
บันทึกการออกเสียงลงคะแนนของสมาชิกแตละคน และเปดเผยบันทึกดังกลาวไวในที่ที่
ประชาชนอาจเขาไปตรวจสอบได เวนแตกรณี การออก เสียงลงคะแนนเปนการลับ
การออกเสียงลงคะแนนเลือกหรื อใหความเห็นชอบใหบุคคลดํารงตําแหนงใด ให
กระทําเปนการลับ เวนแต ที่มีบัญญัติไวเปนอย างอื่นในรัฐธรรมนูญนี้ และสมาชิกยอมมี
อิสระและไมถูกผูกพันโดยมติของพรรคการเมื องหรืออาณัติ อื่ นใด
มาตรา ๑๕๙ ภายในสามสิบวันนับแตวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ให
มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อใหสมาชิกไดมาประชุมครั้งแรก
ในปหนึ่งใหมีสมัยประชุมสามัญทั่วไป และสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ
วันประชุมครั้งแรกตามวรรคหนึ่ง ใหถือเปนวันเริ่มสมัยประชุมสามัญทั่วไป สวน
วันเริ่มสมัยประชุมสามัญ นิติบัญญัติใหสภาผูแทนราษฎรเปนผูกําหนด ในกรณีที่การเริ่ม
ประชุมครั้งแรกตามวรรคหนึ่งมีเวลาจนถึ งสิ้นปปฏิทินไมถึงหนึ่งรอยหาสิ บวัน จะไมมีการ
ประชุมสมัยสามัญนิติบัญญัติ สําหรับปนั้นก็ได
ในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ ใหรัฐสภาดําเนิ นการประชุมได เฉพาะกรณี ที่
บัญญัติไวในหมวด ๒ หรือการพิจารณารางพระราชบัญญัติหรื อรางพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญการอนุมัติพระราชกําหนด การใหความเห็นชอบในการประกาศ
สงคราม การให ความเห็นชอบหนังสือสัญญา การเลือกหรือการใหความเห็นชอบให
บุคคลดํารงตําแหนง การถอดถอนบุคคลออกจากตําแหนง การตั้งกระทูถาม และการ
มาตรา ๑๕๙๑๒๒ ภายในสามสิบวันนับแต วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทน
ราษฎร ใหมีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อใหสมาชิกไดมาประชุมครั้งแรก
ในปหนึ่งใหมีสมัยประชุมสามัญทั่วไป และสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ
วันประชุมครั้งแรกตามวรรคหนึ่ง ใหถือเปนวันเริ่มสมัยประชุมสามัญทั่วไป สวน
วันเริ่มสมัยประชุมสามัญ นิติบัญญัติใหสภาผูแทนราษฎรเปนผูกําหนด ในกรณีที่การเริ่ม
ประชุมครั้งแรกตามวรรคหนึ่งมีเวลาจนถึ งสิ้นปปฏิทินไมถึงหนึ่งรอยหาสิ บวัน จะไมมีการ
ประชุมสมัยสามัญนิติบัญญัติ สําหรับปนั้นก็ได
ในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ ใหรัฐสภาดําเนิ นการประชุมได เฉพาะกรณี ที่
บัญญัติไวในหมวด ๒ หรือการพิจารณารางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนู ญหรือราง
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญการอนุมัติพระราชกําหนด การใหความเห็นชอบใน
การประกาศสงคราม การรับฟ งคําชี้แจงและการใหความเห็นชอบหนังสือสนธิ สัญญา การ
เลือกหรือการใหความเห็นชอบใหบุคคลดํารงตําแหนง การถอดถอนบุคคลออกจาก
ตําแหนง การตั้งกระทูถาม และการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เวนแตรัฐสภาจะมีมติให

๗๔
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
แกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เวนแตรัฐสภาจะมีมติใหพิจารณาเรื่ องอื่นใดดวยคะแนนเสียง
เกินกึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มี อยูของทั้งสองสภา
มาตรา ๑๖๐ สมัยประชุมสามัญของรัฐสภาสมัยหนึ่ง ๆ ใหมีกําหนดเวลาหนึ่ ง
รอยยี่สิ บวัน แตพระมหากษัตริ ยจะโปรดเกลาโปรดกระหมอมใหขยายเวลาออกไปก็ได
การปดสมัยประชุมสามัญกอนครบกําหนดเวลาหนึ่งรอยยี่ สิบวัน จะกระทําได
แตโดยความเห็ นชอบของรัฐสภา
พิจารณาเรื่องอื่ นใดดวยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของ
ทั้งสองสภา
สมัยประชุมสามัญของรัฐสภาสมัยหนึ่ง ๆ ใหมี กําหนดเวลาหนึ่ งรอยยี่ สิบวัน แต
พระมหากษัตริ ยจะโปรดเกลาโปรดกระหมอมใหขยายเวลาออกไปก็ได
การปดสมัยประชุมสมัยสามัญก อนครบกําหนดเวลาหนึ่งรอยยี่ สิ บวัน จะกระทํา
ไดแตโดยความเห็นชอบของรัฐสภา
มาตรา ๑๖๐ สมัยประชุมสามัญของรัฐสภาสมัยหนึ่ง ๆ ใหมีกําหนดเวลาหนึ่ ง
รอยยี่สิบวัน แตพระมหากษัตริ ยจะโปรดเกลาโปรดกระหมอมใหขยายเวลาออกไปก็ได
การปดสมัยประชุมสามัญกอนครบกําหนดเวลาหนึ่งรอยยี่สิบวัน จะกระทําได
แตโดยความเห็ นชอบของรัฐสภา
มาตรา ๑๖๑ พระมหากษัตริ ยทรงเรี ยกประชุมรัฐสภา ทรงเปดและทรงปด
ประชุม
พระมหากษัตริ ยจะเสด็จพระราชดําเนินมาทรงทํารัฐพิ ธีเปดประชุมสมัยประชุม
สามัญทั่วไปครั้งแรกตาม มาตรา ๑๕๙ วรรคหนึ่ง ดวยพระองคเอง หรือจะโปรดเกลา
โปรดกระหมอมใหพระรัชทายาทซึ่งบรรลุนิ ติภาวะแลว หรือผูใดผูหนึ่งเปนผูแทนพระองค
มาทํารัฐพิธีก็ได
มาตรา ๑๖๒ เมื่อมีความจําเป นเพื่อประโยชนแหงรัฐ พระมหากษัตริยจะทรง
เรียกประชุมรัฐสภาเปนการประชุมสมัยวิสามัญก็ได
มาตรา ๑๖๔ ภายใตบังคับมาตรา ๑๖๓ การเรียกประชุม การขยาย เวลา
ประชุม และการปดประชุมรัฐสภา ใหกระทําโดยพระราชกฤษฎี กา
มาตรา ๑๖๑๑๒๓ พระมหากษัตริยทรงเรียกประชุมรัฐสภา ทรงเปดและทรง
ปดประชุม
พระมหากษัตริ ยจะเสด็จพระราชดําเนินมาทรงทํารัฐพิ ธีเปดประชุมสมัยประชุม
สามัญทั่วไปครั้งแรกตาม มาตรา ๑๕๙๑๒๒ วรรคหนึ่ง ดวยพระองคเอง หรือจะโปรด
เกลาโปรดกระหมอมใหพระรัชทายาทซึ่งบรรลุนิ ติภาวะแลว หรือผูใดผูหนึ่งเปนผูแทน
พระองค มาทํารัฐพิธีก็ได
เมื่อมีความจําเปนเพื่อประโยชนแหงรัฐ พระมหากษัตริยจะทรงเรียกประชุม
รัฐสภาเปนการประชุมสมัยวิสามัญก็ได
ภายใตบังคับมาตรา ๑๒๔ การเรียกประชุม การขยายเวลาประชุม และการปด
ประชุมรัฐสภา ใหกระทําโดยพระราชกฤษฎีกา
มาตรา ๑๖๒ เมื่อมีความจําเปนเพื่อประโยชนแหงรัฐ พระมหากษัตริยจะทรง
เรียกประชุมรัฐสภาเปนการประชุมสมัยวิสามั ญก็ได


๗๕
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
มาตรา ๑๖๔ ภายใตบังคับมาตรา ๑๖๓ การเรียกประชุม การขยาย เวลาประชุม
และการปดประชุมรัฐสภา ใหกระทําโดยพระราชกฤษฎีกา
มาตรา ๑๖๓ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาทั้งสองสภารวมกัน
หรือสมาชิกสภาผูแทนราษฎร มีจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสามของจํานวนสมาชิ ก
ทั้งหมดเทาที่มี อยูของทั้งสองสภา มีสิทธิ เขาชื่อรองขอใหนําความกราบบังคมทูลเพื่อมี
พระบรมราชโองการประกาศเรี ยกประชุม รัฐสภาเปนการประชุมสมัยวิสามัญได
คํารองขอดังกล าวในวรรคหนึ่ง ใหยื่นตอประธานรัฐสภา
ใหประธานรัฐสภานําความกราบบังคมทู ลและลงนามรับสนองพระบรมราช
โองการ
มาตรา ๑๖๓๑๒๔ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาทั้งสองสภา
รวมกัน หรือสมาชิกสภาผูแทนราษฎร มีจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสามของจํานวน
สมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของทั้งสองสภา มีสิทธิเขาชื่อรองขอใหนําความกราบบังคมทูล
เพื่อมีพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุม รัฐสภาเปนการประชุมสมัยวิสามัญได
คํารองขอดังกล าวในวรรคหนึ่ง ใหยื่นตอประธานรัฐสภา
ใหประธานรัฐสภานําความกราบบังคมทู ลและลงนามรับสนองพระบรมราช
โองการ
มาตรา ๑๕๗ ในที่ประชุมสภาผูแทนราษฎร ที่ประชุมวุฒิสภา หรือที่ประชุม
รวมกันของรัฐสภา สมาชิกผูใดจะกลาวถอยคําใดในทางแถลงขอเท็จจริง แสดงความ
คิดเห็น หรือออกเสียงลงคะแนน ยอมเปนเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด ผูใดจะนําไปเปนเหตุ
ฟองรองวากลาวสมาชิกผูนั้นในทางใดมิได
เอกสิทธิ์ตามวรรคหนึ่งไมคุมครองสมาชิกผูกลาวถอยคําในการประชุมที่มีการ
ถายทอดทางวิ ทยุกระจายเสี ยงหรือ วิทยุโทรทัศน หากถอยคําที่กลาวในที่ประชุมไป
ปรากฏนอกบริเวณรัฐสภา และการกลาวถอยคํานั้นมีลักษณะเปนความผิดทางอาญาหรือ
ละเมิดสิ ทธิในทางแพงตอบุคคลอื่น ซึ่งมิใชรัฐมนตรีหรือสมาชิกแหงสภานั้น
ในกรณีตามวรรคสอง ถาสมาชิ กกลาวถอยคําใดที่อาจเปนเหตุ ใหบุคคลอื่นซึ่ง
มิใชรัฐมนตรีหรื อสมาชิกแหงสภานั้นไดรับความเสียหาย ใหประธานแหงสภานั้นจัดใหมี
การโฆษณาคําชี้แจงตามที่บุคคลนั้นรองขอตามวิธีการและภายในระยะเวลาที่ กําหนดใน
ขอบังคับการประชุมของสภานั้น ทั้งนี้ โดยไมกระทบกระเทื อนถึงสิทธิของบุคคลในการ
ฟองคดีตอศาล

มาตรา ๑๕๗๑๒๕ ในที่ประชุมสภาผูแทนราษฎร ที่ประชุมวุฒิ สภา หรือที่
ประชุมรวมกันของรัฐสภา สมาชิ กผูใดจะกลาวถอยคําใดในทางแถลงขอเท็จจริ ง แสดง
ความคิดเห็น หรือออกเสียงลงคะแนน ยอมเปนเอกสิ ทธิ์โดยเด็ดขาด ผูใดจะนําไปเปน
เหตุฟองรองวากลาวสมาชิกผูนั้นในทางใดมิได
เอกสิทธิ์ตามวรรคหนึ่งไมคุมครองสมาชิกผูกลาวถอยคําในการประชุมที่มีการ
ถายทอดทางวิ ทยุกระจายเสี ยงหรือ วิทยุโทรทัศน หากถอยคําที่กลาวในที่ประชุมไป
ปรากฏนอกบริเวณรัฐสภา และการกลาวถอยคํานั้นมีลักษณะเปนความผิดทางอาญาหรือ
ละเมิดสิ ทธิในทางแพงตอบุคคลอื่นซึ่งมิใชรัฐมนตรีหรือสมาชิกแหงสภานั้น
ในกรณีตามวรรคสอง ถาสมาชิ กกลาวถอยคําใดที่อาจเปนเหตุ ใหบุคคลอื่นซึ่ง
มิใชรัฐมนตรีหรื อสมาชิกแหงสภานั้นไดรับความเสียหาย ใหประธานแหงสภานั้นจัดใหมี
การโฆษณาคําชี้แจงตามที่บุคคลนั้นรองขอตามวิธีการและภายในระยะเวลาที่ กําหนดใน
ขอบังคับการประชุมของสภานั้น ทั้งนี้ โดยไมกระทบกระเทื อนถึงสิทธิของบุคคลในการ
ฟองคดีตอศาล


๗๖
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
มาตรา ๑๕๘ เอกสิทธิ์ที่ บัญญัติไวในมาตรา ๑๕๗ ยอมคุมครองไปถึงผูพิมพ
และผูโฆษณารายงานการประชุมตามขอบังคับของสภาผูแทนราษฎร วุฒิสภา หรือ
รัฐสภา แลวแต กรณี และคุมครองไปถึงบุคคลซึ่ งประธานในที่ประชุมอนุญาตใหแถลง
ขอเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมตลอดจนผูดําเนิ นการถายทอดการประชุม
สภาทางวิทยุกระจายเสียงหรื อวิ ทยุโทรทัศนที่ไดรับอนุญาตจากประธานแหงสภานั้น ดวย
โดยอนุโลม
เอกสิทธิ์ที่บัญญัติไวในมาตรานี้ ยอมคุมครองไปถึงผูพิมพและผูโฆษณา
รายงานการประชุมตามขอบังคับของสภาผูแทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา แลวแต
กรณี และคุมครองไปถึงบุคคลซึ่ งประธานในที่ประชุมอนุญาตใหแถลงขอเท็จจริ ง หรือ
แสดงความคิดเห็นในที่ประชุมตลอดจนผูดําเนิ นการถายทอดการประชุมสภาทาง
วิทยุกระจายเสี ยงหรือวิทยุโทรทัศนที่ไดรับอนุ ญาตจากประธานแหงสภานั้นดวยโดย
อนุโลม
มาตรา ๑๕๘ เอกสิทธิ์ที่บัญญัติ ไวในมาตรา ๑๕๗ ยอมคุมครองไปถึงผูพิมพและ
ผูโฆษณารายงานการประชุมตามขอบังคับของสภาผูแทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา
แลวแตกรณี และคุมครองไปถึงบุคคลซึ่งประธานในที่ประชุมอนุญาตใหแถลงขอเท็จจริง
หรือแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมตลอดจนผูดํ าเนินการถายทอดการประชุมสภาทาง
วิทยุกระจายเสี ยงหรือวิทยุโทรทัศนที่ไดรับอนุ ญาตจากประธานแหงสภานั้น ดวย โดย
อนุโลม
มาตรา ๑๖๕ ในระหวางสมัยประชุม หามมิให จับ คุมขัง หรือหมายเรียกตัว
สมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ไปทําการสอบสวนในฐานะที่ สมาชิกผูนั้น
เปนผูตองหาในคดีอาญา เวนแตในกรณีที่ไดรับอนุญาตจากสภาที่ผูนั้นเปนสมาชิก หรือ
ในกรณีที่จับในขณะกระทําความผิด
ในกรณีที่มีการจับสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในขณะกระทํ า
ความผิดใหรายงานไปยังประธานแหงสภาที่ผูนั้นเปนสมาชิกโดยพลัน และประธานแหง
สภาที่ผูนั้นเปนสมาชิกอาจสั่งใหปลอยผูถูกจับได
มาตรา ๑๖๖ ในกรณีที่มีการฟ องสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรื อสมาชิกวุฒิสภา
ในคดีอาญา ไมวาจะไดฟองนอกหรือในสมัยประชุม ศาลจะพิจารณาคดีนั้นในระหวาง
สมัยประชุมมิได เวนแตจะไดรับอนุญาตจากสภาที่ผูนั้นเปนสมาชิก หรือเปนคดีอัน
เกี่ยวกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและ
มาตรา ๑๖๕๑๒๖ ในระหวางสมัยประชุม หามมิใหจับ คุมขัง หรือหมายเรียก
ตัวสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ไปทําการสอบสวนในฐานะที่สมาชิก
ผูนั้นเปนผูตองหาในคดีอาญา เวนแตในกรณี ที่ ไดรับอนุญาตจากสภาที่ผูนั้นเปนสมาชิก
หรือในกรณีที่จับในขณะกระทําความผิด
ในกรณีที่มีการจับสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในขณะกระทํ า
ความผิดใหรายงานไปยังประธานแหงสภาที่ผูนั้นเปนสมาชิกโดยพลัน และประธานแหง
สภาที่ผูนั้นเปนสมาชิกอาจสั่งใหปลอยผูถูกจับได
ในกรณีที่มีการฟองสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในคดีอาญา
ไมวาจะไดฟองนอกหรือในสมัยประชุม ศาลจะพิจารณาคดีนั้นในระหวางสมัยประชุมมิได
เวนแตจะไดรับอนุญาตจากสภาที่ผูนั้นเปนสมาชิก หรือเปนคดีอันเกี่ยวกับพระราช
บัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลื อกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการสรรหา

๗๗
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
สมาชิกวุฒิสภา กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว าดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ
กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว าดวยพรรคการเมืองแตการพิจารณาคดีตองไม เปนการ
ขัดขวางตอการที่สมาชิกผูนั้นจะมาประชุมสภา
การพิจารณาพิ พากษาคดีที่ศาลไดกระทํากอนมีคําอางวาจําเลยเปนสมาชิกของ
สภาใดสภาหนึ่ ง ยอมเปนอันใชได
มาตรา ๑๖๗ ถาสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรื อสมาชิกวุฒิสภา ถูกคุมขังใน
ระหวางสอบสวนหรือพิจารณาอยูกอนสมัยประชุม เมื่อถึงสมัยประชุม พนักงานสอบสวน
หรือศาล แลวแตกรณี ตองสั่ งปลอยทันทีถาประธานแหงสภาที่ ผูนั้นเปนสมาชิกไดรองขอ
คําสั่งปลอยตามวรรคหนึ่งใหมีผลบังคับตั้งแตวันสั่งปล อยจนถึ งวันสุดทายแหงสมัย
ประชุม
สมาชิกวุฒิสภา พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง
หรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง แตการพิจารณาคดีตอง
ไมเปนการขัดขวางตอการที่ สมาชิกผูนั้นจะมาประชุมสภา
การพิจารณาพิ พากษาคดีที่ศาลไดกระทํากอนมีคําอางวาจําเลยเปนสมาชิกของ
สภาใดสภาหนึ่ ง ยอมเปนอันใชได
ถาสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรื อสมาชิกวุฒิสภาถูกคุมขังในระหวางสอบสวน
หรือพิจารณาอยูกอนสมัยประชุม เมื่อถึงสมัยประชุม พนักงานสอบสวนหรื อศาล แลวแต
กรณี ตองสั่ งปล อยทันที ถาประธานแหงสภาที่ ผูนั้นเปนสมาชิกไดรองขอ
คําสั่งปลอยใหมี ผลบังคับตั้งแต วันสั่งปลอยจนถึงวันสุดทายแหงสมัยประชุม
มาตรา ๑๖๖ ในกรณีที่มีการฟองสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา
ในคดีอาญา ไมวาจะไดฟองนอกหรือในสมัยประชุม ศาลจะพิจารณาคดีนั้นในระหวาง
สมัยประชุมมิได เวนแตจะไดรับอนุญาตจากสภาที่ผูนั้นเปนสมาชิก หรือเปนคดีอัน
เกี่ยวกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและ
สมาชิกวุฒิสภา กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว าดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ
กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว าดวยพรรคการเมืองแตการพิจารณาคดีตองไม เปนการ
ขัดขวางตอการที่สมาชิกผูนั้นจะมาประชุมสภา
การพิจารณาพิ พากษาคดีที่ศาลไดกระทํากอนมีคําอางวาจําเลยเปนสมาชิกของ
สภาใดสภาหนึ่ง ยอมเปนอันใชได
มาตรา ๑๖๗ ถาสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ถูกคุมขังใน
ระหวางสอบสวนหรือพิจารณาอยูกอนสมัยประชุม เมื่อถึงสมัยประชุม พนักงานสอบสวน
หรือศาล แลวแตกรณี ตองสั่งปลอยทันทีถาประธานแหงสภาที่ ผูนั้นเปนสมาชิ กไดรองขอ
คําสั่งปลอยตามวรรคหนึ่งใหมีผลบังคับตั้งแตวันสั่งปลอยจนถึ งวันสุดทายแหงสมัย
ประชุม

๗๘
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
มาตรา ๑๖๘ ในระหวางที่อายุ ของสภาผูแทนราษฎรสิ้นสุ ดลงหรือสภา
ผูแทนราษฎรถู กยุบ จะมีการประชุมวุฒิสภามิได เวนแตเปนกรณีดังตอไปนี้
(๑) การประชุมที่ใหวุฒิสภาทําหนาที่รัฐสภาตามมาตรา ๑๙ มาตรา ๒๑ มาตรา
๒๒ มาตรา ๒๓ และมาตรา ๒๒๓ โดยถือคะแนนเสียงจากจํานวนสมาชิกของวุ ฒิสภา
(๒) การประชุมที่ใหวุฒิสภาทําหนาที่เลือก แต งตั้ง ใหคําแนะนํ า หรือใหความ
เห็นชอบ ใหบุคคลดํารงตําแหน งใด ตามมาตรา ๑๓๘ มาตรา ๑๔๓ มาตรา ๑๙๖ มาตรา
๑๙๙ มาตรา ๒๕๗ มาตรา ๒๖๑ มาตรา ๒๗๔ (๓) มาตรา ๒๗๗ มาตรา ๒๗๘ มาตรา
๒๗๙ (๓) มาตรา ๒๙๗ มาตรา ๓๐๒ และมาตรา ๓๑๒
(๓) การประชุมที่ใหวุฒิสภาทําหนาที่พิจารณาและมีมติใหถอดถอนบุคคลออก
จากตําแหนง
มาตรา ๑๖๘๑๒๗ ในระหวางที่อายุของสภาผูแทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือสภา
ผูแทนราษฎรถู กยุบ จะมีการประชุมวุฒิสภามิได เวนแตเปนกรณีดังตอไปนี้
(๑) การประชุมที่ใหวุฒิสภาทําหนาที่รัฐสภาตามมาตรา ๑๙ มาตรา ๒๑ มาตรา
๒๒ มาตรา ๒๓ และมาตรา ๒๒๓๑๘๕ โดยถือคะแนนเสียงจากจํานวนสมาชิกของ
วุฒิสภา
(๒) การประชุมที่ใหวุฒิสภาทําหนาที่เลือก แต งตั้ง ใหคําแนะนํ า หรือใหความ
เห็นชอบ ใหบุคคลดํารงตําแหน งใดตามมาตรา ๑๓๘ มาตรา ๑๔๓ มาตรา ๑๙๖ มาตรา
๑๙๙ มาตรา ๒๕๗ มาตรา ๒๖๑ มาตรา ๒๗๔ (๓) มาตรา ๒๗๗ มาตรา ๒๗๘ มาตรา
๒๗๙ (๓) มาตรา ๒๙๗ มาตรา ๓๐๒ และมาตรา ๓๑๒บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้
(๓) การประชุมที่ใหวุฒิสภาทําหนาที่พิจารณาและมีมติใหถอดถอนบุคคลออก
จากตําแหนง
มาตรา ๑๘๒ สภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภามีอํ านาจควบคุมการบริหาร
ราชการแผนดินโดยบทบัญญัติ แหงรัฐธรรมนูญนี้
มาตรา ๑๘๒ สภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภามีอํ านาจควบคุมการบริหารราชการ
แผนดินโดยบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้
มาตรา ๑๘๘ การประชุมสภาผูแทนราษฎร การประชุมวุฒิสภา และการ
ประชุมรวมกันของรัฐสภา ยอมเปนการเปดเผยตามลักษณะที่กํ าหนดไวในขอบังคับการ
ประชุมแตละสภา แตถาคณะรัฐมนตรี หรือสมาชิกของแตละสภา หรือสมาชิกของทั้งสอง
สภารวมกัน มีจํานวนไมนอยกว าหนึ่งในสี่ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยู ของแตละ
สภา หรือจํานวนสมาชิกของทั้งสองสภาเทาที่มี อยูรวมกัน แลวแตกรณี รองขอใหประชุม
ลับ ก็ใหประชุมลับ
มาตรา ๑๘๘๑๒๘ การประชุมสภาผูแทนราษฎร การประชุมวุฒิสภา และการ
ประชุมรวมกันของรัฐสภา ยอมเปนการเปดเผยตามลักษณะที่กํ าหนดไวในขอบังคับการ
ประชุมแตละสภา แตถาคณะรัฐมนตรี หรือสมาชิกของแตละสภา หรือสมาชิกของทั้งสอง
สภารวมกัน มีจํานวนไมนอยกว าหนึ่งในสี่ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยู ของแตละ
สภา หรือจํานวนสมาชิกของทั้งสองสภาเทาที่มี อยูรวมกัน แลวแตกรณี รองขอใหประชุม
ลับ ก็ใหประชุมลับ
มาตรา ๑๙๑ สภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภา มีอํานาจตราขอบังคับการประชุม
เกี่ยวกับการเลือกและการปฏิบัติหนาที่ของประธานสภา รองประธานสภา เรื่องหรือ
กิจการอันเปนอํานาจหนาที่ของคณะกรรมาธิการสามัญแตละชุ ด การปฏิบัติหนาที่และ
มาตรา ๑๙๑๑๒๙ สภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภามีอํานาจตราขอบังคับการ
ประชุมเกี่ยวกับการเลือกและการปฏิบัติหนาที่ของประธานสภา รองประธานสภา เรื่อง
หรือกิจการอันเปนอํานาจหนาที่ของคณะกรรมาธิการสามัญแตละชุด การปฏิ บัติหนาที่

๗๙
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
องคประชุมของคณะกรรมาธิการ วิธีการประชุม การเสนอและพิ จารณารางพระราช
บัญญัติและรางพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ การเสนอญัตติ การปรึกษา การ
อภิปราย การลงมติ การบันทึกการลงมติ การเปดเผยการลงมติ การตั้งกระทูถาม การ
เปดอภิปรายทั่วไป การรักษาระเบียบและความเรียบรอย ประมวลจริยธรรมของสมาชิก
และกรรมาธิการ และกิจการอื่นเพื่อดําเนินการตามบทบัญญัติ แหงรัฐธรรมนูญนี้
และองคประชุมของคณะกรรมาธิการ วิธีการประชุม การเสนอและพิจารณารางพระราช
บัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ การเสนอญัตติ
การปรึกษา การอภิปราย การลงมติ การบันทึ กการลงมติ การเปดเผยการลงมติ การตั้ง
กระทูถาม การเปดอภิปรายทั่วไป การรักษาระเบียบและความเรียบรอย ประมวล
จริยธรรมของสมาชิกและกรรมาธิการ และกิจการอื่นเพื่อดําเนิ นการตามบทบัญญัติแหง
รัฐธรรมนูญนี้
มาตรา ๑๘๙ สภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภา มีอํานาจเลือกสมาชิกของแตละ
สภาตั้งเปนคณะกรรมาธิการสามัญ และมีอํานาจเลือกบุคคลผูเปนสมาชิกหรือมิไดเปน
สมาชิก ตั้งเปนคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่ อกระทํากิจการ พิจารณาสอบสวน หรือ
ศึกษาเรื่องใด ๆ อันอยูในอํานาจหนาที่ของสภา แลวรายงานต อสภา มติตั้งคณะ
กรรมาธิการวิสามัญดังกลาวตองระบุกิจการหรือเรื่องใหชัดเจนและไมซ้ําหรือซอนกัน
คณะกรรมาธิการตามวรรคหนึ่งยอมมีอํานาจออกคําสั่งเรียกเอกสารจากบุคคล
ใด หรือเรียกบุคคลใด มาแถลงขอเท็จจริง หรือแสดงความเห็นในกิจการที่กระทําหรือใน
เรื่องที่ พิจารณาสอบสวนหรือศึ กษาอยูนั้นได
ในกรณีที่บุคคลตามวรรคสองเปนขาราชการ พนักงาน หรือลู กจางของหนวย
ราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิ สาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น ใหประธานคณะ
กรรมาธิการแจงใหรัฐมนตรีซึ่งบังคับบัญชาหรือกํากับดูแลหนวยงานที่ บุคคลนั้นสังกัด
ทราบและมีคําสั่ งใหบุคคลนั้นดําเนินการตามวรรคสอง เวนแตเปนกรณีที่เกี่ยวกับความ
ปลอดภัยหรื อประโยชนสําคัญของแผนดิน ใหถือวาเปนเหตุยกเวนการปฏิบัติตามวรรค
สอง
เอกสิทธิ์ที่บัญญัติไวในมาตรา ๑๕๗ และมาตรา ๑๕๘ นั้น ใหคุมครองถึงบุคคล
ผูกระทําหนาที่ตามมาตรานี้ดวย

มาตรา ๑๘๙๑๓๐ สภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภา มีอํานาจเลือกสมาชิกของแต
ละสภาตั้งเปนคณะกรรมาธิการสามัญ และมีอํานาจเลือกบุคคลผูเปนสมาชิกหรือมิไดเปน
สมาชิก ตั้งเปนคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่ อกระทํากิจการ พิจารณาสอบสวน หรือ
ศึกษาเรื่องใด ๆ อันอยูในอํานาจหนาที่ของสภา แลวรายงานต อสภา มติตั้งคณะ
กรรมาธิการวิสามัญดังกลาวตองระบุกิจการหรือเรื่องใหชัดเจนและไมซ้ําหรือซอนกัน
คณะกรรมาธิการตามวรรคหนึ่งยอมมีอํานาจออกคําสั่งเรียกเอกสารจากบุคคล
ใด หรือเรียกบุคคลใดมาแถลงขอเท็จจริง หรือแสดงความเห็นในกิจการที่กระทํ าหรือใน
เรื่องที่ พิจารณาสอบสวนหรือศึ กษาอยูนั้นได
ในกรณีที่บุคคลตามวรรคสองเปนขาราชการ พนักงาน หรือลู กจางของหนวย
ราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิ สาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น ใหประธานคณะ
กรรมาธิการแจงใหรัฐมนตรีซึ่งบังคับบัญชาหรือกํากับดูแลหนวยงานที่ บุคคลนั้นสังกัด
ทราบและมีคําสั่ งใหบุคคลนั้นดําเนินการตามวรรคสอง เวนแตเปนกรณีที่เกี่ยวกับความ
ปลอดภัยหรื อประโยชนสําคัญของแผนดิน ใหถือวาเปนเหตุยกเวนการปฏิบัติตามวรรค
สอง
เอกสิทธิ์ที่บัญญัติไวในมาตรา ๑๕๗ และมาตรา ๑๕๘๑๒๕ นั้น ใหคุมครองถึง
บุคคลผูกระทําหนาที่ตามมาตรานี้ดวย


๘๐
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
กรรมาธิการสามัญซึ่งตั้งจากผูซึ่งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรทั้งหมด ตองมี
จํานวนตามหรือใกลเคียงกับอัตราสวนของจํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรของแตละ
พรรคการเมืองหรือกลุมพรรคการเมืองที่มีอยู ในสภาผูแทนราษฎร
ในระหวางที่ยังไมมีขอบังคับการประชุมสภาผูแทนราษฎรตามมาตรา ๑๙๑ ให
ประธานสภาผูแทนราษฎรเปนผูกําหนดอัตราส วนตามวรรคหา
กรรมาธิการสามัญซึ่งตั้งจากผูซึ่งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรทั้งหมด ตองมี
จํานวนตามหรือใกลเคียงกับอัตราสวนของจํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรของแตละ
พรรคการเมืองหรือกลุมพรรคการเมืองที่มีอยู ในสภาผูแทนราษฎร
ในระหวางที่ยังไมมีขอบังคับการประชุมสภาผูแทนราษฎรตามมาตรา
๑๙๑๑๒๙ ใหประธานสภาผูแทนราษฎรเปนผูกําหนดอัตราสวนตามวรรคหา
มาตรา ๑๙๒ สาระสําคัญที่ตองมีในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเรื่องตาง ๆ
ตามที่บัญญัติไวในบทเฉพาะกาล ใหเปนสาระสํ าคัญที่ตองมีในกฎหมายประกอบ
รัฐธรรมนูญเรื่ องนั้น ๆ ตามรัฐธรรมนูญนี้
มาตรา ๑๙๒ สาระสําคัญที่ตองมีในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเรื่องตาง ๆ
ตามที่บัญญัติไวในบทเฉพาะกาล ใหเปนสาระสําคัญที่ตองมีในกฎหมายประกอบ
รัฐธรรมนูญเรื่ องนั้น ๆ ตามรัฐธรรมนูญนี้
สวนที่ ๖
การประชุมร วมกันของรัฐสภา


สวนที่ ๖๕
การประชุมร วมกันของรัฐสภา

มาตรา ๑๙๓ ในกรณีตอไปนี้ ใหรัฐสภาประชุมรวมกัน
(๑) การใหความเห็นชอบในการแตงตั้งผูสําเร็จราชการแทนพระองค ตาม
มาตรา ๑๙
(๒) การปฏิญาณตนของผูสําเร็ จราชการแทนพระองคตอรัฐสภาตามมาตรา ๒๑
(๓) การรับทราบการแกไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลวาดวยการสืบราชสันตติ
วงศ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ มาตรา ๒๒
(๔) การรับทราบหรือใหความเห็นชอบในการสื บราชสมบัติตามมาตรา ๒๓
(๕) การปรึกษาร างพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนู ญ
ใหมมาตรา ๙๔

มาตรา ๑๙๓๑๓๑ ในกรณีตอไปนี้ ใหรัฐสภาประชุมรวมกัน
(๑) การใหความเห็นชอบในการแตงตั้งผูสําเร็จราชการแทนพระองค ตาม
มาตรา ๑๙
(๒) การปฏิญาณตนของผูสําเร็ จราชการแทนพระองคตอรัฐสภาตามมาตรา ๒๑
(๓) การรับทราบการแกไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลวาดวยการสืบราชสันตติ
วงศ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ มาตรา ๒๒
(๔) การรับทราบหรือใหความเห็นชอบในการสื บราชสมบัติตามมาตรา ๒๓
(๕) การปรึกษารางพระราชบัญญัติหรื อรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนู ญ
ใหมมาตรา ๙๔


๘๑
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
(๖) การมีมติให รัฐสภาพิจารณาเรื่องอื่นในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติไดตาม
มาตรา ๑๕๙
(๗) การใหความเห็นชอบในการปดสมัยประชุมตามมาตรา ๑๖๐
(๘) การเปดประชุมรัฐสภาตามมาตรา ๑๖๑
(๙) การใหความเห็นชอบใหพิ จารณารางรัฐธรรมนูญหรือรางพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๗๓
(๑๐) การใหความเห็นชอบใหพิ จารณารางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่ มเติม ราง
พระราชบัญญัติ หรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนู ญตอไปตามมาตรา ๑๗๘ วรรค
สอง
(๑๑) การตราขอบังคับการประชุมรัฐสภาตามมาตรา ๑๙๔
(๑๒) การแถลงนโยบายตามมาตรา ๒๑๑
(๑๓) การเปดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา ๒๑๓
(๑๔) การใหความเห็นชอบในการประกาศสงครามตามมาตรา ๒๒๓
(๑๕) การใหความเห็นชอบหนังสือสัญญาตามมาตรา ๒๒๔
(๑๖) การแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๓๑๓
(๖๕) การมีมติใหรัฐสภาพิจารณาเรื่องอื่นในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติไดตาม
มาตรา ๑๕๙๑๒๒
(๗๖) การใหความเห็นชอบในการปดสมัยประชุมตามมาตรา ๑๖๐๑๒๒
(๘๗) การเปดประชุมรัฐสภาตามมาตรา ๑๖๑๑๒๓
(๘) การตราขอบังคับการประชุ มรัฐสภาตามมาตรา ๑๓๒
(๙) การใหความเห็นชอบใหพิ จารณารางรัฐธรรมนูญประกอบรัฐธรรมนูญหรือ
รางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๗๓๑๔๑
(๑๐) การปรึกษารางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือร างพระราช
บัญญัติใหมตามมาตรา ๑๔๗
(๑๐๑๑) การใหความเห็นชอบใหพิจารณารางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม ราง
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ หรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตอไป
ตามมาตรา ๑๗๘๑๔๙ วรรคสอง
(๑๑) การตราขอบังคับการประชุมรัฐสภาตามมาตรา ๑๙๔
(๑๒) การแถลงนโยบายตามมาตรา ๒๑๑๑๗๒
(๑๓) การเปดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา ๒๑๓๑๗๕
(๑๔) การใหความเห็นชอบในการประกาศสงครามตามมาตรา ๒๒๓๑๘๕
(๑๕) การรับฟงคําชี้แจงและการใหความเห็นชอบหนังสือสนธิ สัญญาตามมาตรา
๒๒๔๑๘๖
(๑๖) การแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๓๑๓๒๘๒
มาตรา ๑๙๔ ในการประชุมรวมกันของรัฐสภาใหใชขอบังคับการประชุมรัฐสภา
ในระหวางที่ยังไมมีขอบังคับการประชุมรัฐสภา ใหใชขอบังคับการประชุมสภาผูแทน
ราษฎรโดยอนุโลมไปพลางกอน
มาตรา ๑๙๔๑๓๒ ในการประชุมรวมกันของรัฐสภาใหใชขอบังคับการประชุม
รัฐสภา ในระหวางที่ยังไมมีขอบังคับการประชุมรัฐสภา ใหใชขอบังคับการประชุ มสภา
ผูแทนราษฎรโดยอนุโลมไปพลางกอน

๘๒
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
มาตรา ๑๙๕ ในการประชุมรวมกันของรัฐสภา ใหนําบทที่ใชแก สภาทั้งสองมา
ใชบังคับโดยอนุ โลม เวนแตในเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการ กรรมาธิการซึ่งตั้งจากผูซึ่ง
เปนสมาชิกของแตละสภา จะตองมีจํานวนตามหรือใกลเคียงกับอัตราสวนของจํานวน
สมาชิกของแต ละสภา
ในการประชุมรวมกันของรัฐสภา ใหนําบทที่ใชแกสภาทั้งสองมาใชบังคับโดย
อนุโลม เวนแตในเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการ กรรมาธิการซึ่งตั้งจากผูซึ่งเปนสมาชิกของ
แตละสภาจะตองมีจํานวนตามหรือใกลเคียงกับอัตราสวนของจํ านวนสมาชิกของแตละ
สภา
มาตรา ๑๙๕ ในการประชุมรวมกันของรัฐสภา ใหนําบทที่ใชแก สภาทั้งสองมา
ใชบังคับโดยอนุ โลม เวนแตในเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการ กรรมาธิการซึ่งตั้งจากผูซึ่ง
เปนสมาชิกของแตละสภา จะตองมีจํานวนตามหรือใกลเคียงกับอัตราสวนของจํานวน
สมาชิกของแตละสภา
สวนที่ ๖
การตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนู ญ


มาตรา ๑๓๓ รางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจะตราขึ้นเปนกฎหมาย
ไดก็แตโดยคําแนะนําและยินยอมของรัฐสภา
ใหมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ดังต อไปนี้
(๑) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทน
ราษฎรและการสรรหาสมาชิกวุ ฒิสภา
(๒) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง
(๓) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง
(๔) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการออกเสียงประชามติ
(๕) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ


๘๓
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
(๖) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาคดี อาญาของผูดํารง
ตําแหนงทางการเมือง
(๗) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยผูตรวจการแผนดินของรัฐสภา
(๘) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการ
ทุจริต
(๙) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการตรวจเงินแผ นดิน
มาตรา ๑๓๔ รางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจะเสนอไดก็แตโดย
(๑) สมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในหาของจํ านวนสมาชิก
ทั้งหมดเทาที่มี อยูของสภาผูแทนราษฎร หรือสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิก
วุฒิสภา มีจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในหาของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยู ของทั้งสอง
สภา หรือ
(๒) ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา หรือองคกรอิสระตามรัฐธรรมนู ญ ซึ่งเปน
ผูรักษาการตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนั้น
มาตรา ๑๓๕ การพิจารณารางพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญของสภา
ผูแทนราษฎรและวุฒิสภาใหกระทําเปนสามวาระ ดังต อไปนี้
(๑) การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการ และในวาระที่สองขั้น
พิจารณาเรียงลํ าดับมาตรา ใหถือเสียงขางมากของแตละสภา
(๒) การออกเสี ยงลงคะแนนในวาระที่สาม ตองมีคะแนนเสียงเห็นชอบดวยใน
การที่จะใหออกใชเปนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมากกวากึ่งหนึ่งของจํานวน
สมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของแตละสภา
ใหนําบทบัญญัติในหมวด ๖ สวนที่ ๗ การตราพระราชบัญญัติ มาใชบังคับกับ
การพิจารณารางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดวยโดยอนุโลม

๘๔
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
มาตรา ๑๓๖ เมื่อรัฐสภาใหความเห็นชอบกับร างพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญแลว กอนนําขึ้นทูลเกลาทูลกระหมอมถวายเพื่ อทรงลงพระปรมาภิไธย ใหสง
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาความชอบดวยรัฐธรรมนูญซึ่งตองกระทําใหแลวเสร็จภายใน
สามสิบวันนับแตวันที่ไดรับเรื่อง
คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนู ญที่ วินิจฉัยวารางพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญใดมี ขอความขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ ใหขอความที่ขัดหรือแยงนั้นเปนอัน
ตกไป ในกรณีที่วินิจฉัยวาขอความดังกลาวเปนสาระสําคัญหรือรางพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญตราขึ้นโดยไมถูกตองตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ ใหร าง
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นเปนอันตกไป
สวนที่ ๗
การตราพระราชบัญญัติ


มาตรา ๙๒ รางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจะ
ตราขึ้นเปนกฎหมายไดก็แตโดยคําแนะนําและยินยอมของรัฐสภา
มาตรา ๙๒๑๓๗ รางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติ ประกอบ
รัฐธรรมนูญจะตราขึ้นเปนกฎหมายไดก็แตโดยคําแนะนําและยินยอมของรัฐสภา
มาตรา ๑๖๙ ภายใตบังคับมาตรา ๑๗๐ รางพระราชบัญญัติหรื อรางพระราช
บัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจะเสนอไดก็แตโดยสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือคณะ
รัฐมนตรี แตรางพระราชบัญญัติเกี่ยวดวยการเงิน สมาชิกสภาผูแทนราษฎรจะเสนอไดก็
ตอเมื่อมีคํารับรองของนายกรัฐมนตรี
การเสนอรางพระราชบัญญัติหรื อรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญของ
สมาชิกสภาผูแทนราษฎร จะกระทําไดเมื่อพรรคการเมืองที่สมาชิกสภาผูแทนราษฎรผูนั้น
สังกัด มีมติ ใหเสนอได และตองมีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรไมนอยกวายี่ สิบคนรับรอง
มาตรา ๑๖๙๑๓๘ ภายใตบังคับมาตรา ๑๗๐๑๓๔ รางพระราชบัญญัติหรือราง
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญจะเสนอไดก็แตโดยสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือ
คณะรัฐมนตรี แตรางพระราชบัญญัติเกี่ยวดวยการเงิน สมาชิกสภาผูแทนราษฎรจะเสนอ
ไดก็ตอเมื่อมีคํารับรองของนายกรัฐมนตรี
(๑) คณะรัฐมนตรี
(๒) สมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวนไมนอยกวายี่สิบคน


๘๕
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
รางพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการเงิน หมายความถึงรางพระราชบัญญัติวาดวย
เรื่องใดเรื่องหนึ่ ง ตอไปนี้
(๑) การตั้งขึ้น ยกเลิก ลด เปลี่ยนแปลง แกไข ผอน หรือวางระเบียบการบังคับ
อันเกี่ยวกับภาษีหรืออากร
(๒) การจัดสรร รับ รักษา หรือจายเงินแผนดิน หรือการโอนงบประมาณรายจาย
ของแผนดิน
(๓) การกูเงิน การค้ําประกัน หรือการใชเงินกู
(๔) เงินตรา
ในกรณีที่เปนที่ สงสัยวารางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญใดเปนรางพระราชบัญญัติเกี่ ยวดวยการเงินที่จะตองมีคํารับรองของนายก
รัฐมนตรีหรือไม ใหเปนอํานาจของที่ประชุมรวมกันของประธานสภาผูแทนราษฎร และ
ประธานคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผูแทนราษฎรทุกคณะเปนผูวินิจฉัย
ใหประธานสภาผูแทนราษฎรจัดใหมีการประชุ มรวมกันเพื่อพิ จารณากรณีตาม
วรรคสี่ภายในสิ บหาวันนับแตวันที่มีกรณีดังกล าว
มติของที่ประชุ มรวมกันตามวรรคสี่ใหใชเสียงขางมากเปนประมาณ ถาคะแนน
เสียงเทากันใหประธานสภาผูแทนราษฎรออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่ งเปนเสี ยงชี้ขาด
มาตรา ๑๗๒ รางพระราชบัญญัติและรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนู ญ
ใหเสนอตอสภาผูแทนราษฎรกอน

(๓) ศาลหรือองคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัด
องคกรและกฎหมายที่องคกรนั้นเปนผูรักษาการ หรือ
(๔) ผูมีสิทธิเลือกตั้งจํานวนไมนอยกวาสองหมื่นคนเขาชื่อเสนอกฎหมายตาม
มาตรา ๑๕๙
ในกรณีที่รางพระราชบัญญัติซึ่งมีผูเสนอตาม (๒) (๓) หรือ (๔) เปนราง
พระราชบัญญัติ เกี่ยวดวยการเงิ นจะเสนอไดก็ต อเมื่อมีคํารับรองของนายกรัฐมนตรี
รางพระราชบัญญัติใหเสนอตอสภาผูแทนราษฎรกอน
ในการเสนอรางพระราชบัญญัติ ตามวรรคหนึ่งตองมีบันทึกวิเคราะหสรุป
สาระสําคัญของรางพระราชบัญญัติเสนอมาพรอมกับรางพระราชบัญญัติดวย
รางพระราชบัญญัติที่เสนอตอรัฐสภาตองเปดเผยใหประชาชนทราบและให
ประชาชนสามารถเขาถึ งขอมูลรายละเอียดของรางพระราชบัญญัตินั้นไดโดยสะดวก
การเสนอรางพระราชบัญญัติหรื อรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญของ
สมาชิกสภาผูแทนราษฎร จะกระทําไดเมื่อพรรคการเมืองที่สมาชิกสภาผูแทนราษฎรผูนั้น
สังกัด มีมติใหเสนอได และตองมีสมาชิกสภาผู แทนราษฎรไมนอยกวายี่สิบคนรับรอง
รางพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการเงิน หมายความถึงรางพระราชบัญญัติวาดวย
เรื่องใดเรื่องหนึ่ ง ตอไปนี้
(๑) การตั้งขึ้น ยกเลิก ลด เปลี่ยนแปลง แกไข ผ อน หรือวางระเบียบการบังคับ
อันเกี่ยวกับภาษีหรืออากร
(๒) การจัดสรร รับ รักษา หรือจายเงินแผนดิน หรือการโอนงบประมาณรายจาย
ของแผนดิน
(๓) การกูเงิน การค้ําประกัน หรือการใชเงินกู
(๔) เงินตรา

๘๖
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)

ในกรณีที่เปนที่ สงสัยวารางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญใดเปนรางพระราชบัญญัติเกี่ ยวดวยการเงินที่จะตองมีคํารับรองของนายก
รัฐมนตรีหรือไม ใหเปนอํานาจของที่ประชุมรวมกันของประธานสภาผูแทนราษฎร และ
ประธานคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผูแทนราษฎรทุกคณะเปนผูวินิจฉัย
ใหประธานสภาผูแทนราษฎรจัดใหมีการประชุ มรวมกันเพื่อพิ จารณากรณีตาม
วรรคสี่ภายในสิบหาวันนับแตวันที่มีกรณีดังกล าว
มติของที่ประชุ มรวมกันตามวรรคสี่ใหใชเสียงขางมากเปนประมาณ ถาคะแนน
เสียงเทากันใหประธานสภาผูแทนราษฎรออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเปนเสี ยงชี้ขาด
มาตรา ๑๗๒ รางพระราชบัญญัติและรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนู ญให
เสนอตอสภาผูแทนราษฎรกอน
มาตรา ๑๓๙ รางพระราชบัญญัติเกี่ยวดวยการเงิน หมายความถึงรางพระราช
บัญญัติวาดวยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ดังตอไปนี้
(๑) การตั้งขึ ้น ยกเลิ ก ลด เปลี่ ยนแปลง แกไข ผ อน หรื อวางระเบี ยบการ
บังคับอันเกี่ยวกับภาษีหรืออากร
(๒) การจัดสรร รับ รักษา หรือจายเงินแผนดิน หรือการโอนงบประมาณรายจาย
ของแผนดิน
(๓) การกูเงิน การค้ําประกัน การใชเงินกู หรือการดําเนินการที่ ผูกพันทรัพยสิน
ของรัฐ
(๔) เงินตรา
ในกรณีที่เปนที่ สงสัยวารางพระราชบัญญัติใดเปนรางพระราชบัญญัติเกี่ ยวดวย
การเงินที่จะตองมีคํารับรองของนายกรัฐมนตรีหรือไม ใหเปนอํานาจของที่ประชุมรวมกัน
ของประธานสภาผูแทนราษฎรและประธานคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผูแทนราษฎร
ทุกคณะ เปนผูวินิจฉัย

๘๗
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
ใหประธานสภาผูแทนราษฎรจัดใหมีการประชุ มรวมกันเพื่อพิ จารณากรณีตาม
วรรคสองภายในสิบหาวันนับแตวันที่มีกรณีดังกลาว
มติของที่ประชุ มรวมกันตามวรรคสองใหใชเสียงขางมากเปนประมาณ ถา
คะแนนเสียงเท ากัน ใหประธานสภาผูแทนราษฎรออกเสียงเพิ่ มขึ้นอีกเสียงหนึ่ งเปนเสี ยง
ชี้ขาด
มาตรา ๑๗๑ รางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนู ญ
ใดที่สมาชิกสภาผูแทนราษฎรเปนผูเสนอและในขั้นรับหลักการไมเปนรางพระราชบัญญัติ
เกี่ยวดวยการเงิ น แตสภาผูแทนราษฎรไดแกไขเพิ่มเติม และประธานสภาผูแทนราษฎร
เห็นวาการแกไขเพิ่มเติมนั้นทําใหมีลักษณะเป นรางพระราชบัญญัติเกี่ยวดวยการเงิน ให
ประธานสภาผูแทนราษฎรสั่ งระงับการพิจารณาไวกอน และภายในสิบหาวันนับแตวันที่มี
กรณีดังกลาว ใหประธานสภาผูแทนราษฎรส งร างพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นไปใหที่ประชุมรวมกันของประธานสภาผูแทนราษฎรและประธาน
คณะกรรมาธิการสามัญของสภาผูแทนราษฎรทุ กคณะเปนผูวินิจฉัย ถาที่ประชุ มรวมกัน
วินิจฉัยวาการแกไขเพิ่มเติมนั้นทําใหรางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญนั้นมีลักษณะเปนร างพระราชบัญญัติเกี่ยวดวยการเงิน ใหประธานสภาผูแทน
ราษฎรสงรางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นไปใหนายก
รัฐมนตรีรับรอง ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีไมใหคํารับรอง ใหสภาผูแทนราษฎรดํ าเนินการ
แกไขเพื่อมิใหรางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนู ญนั้นเปนราง
พระราชบัญญัติ เกี่ยวดวยการเงิ น
มาตรา ๑๗๑๑๔๐ รางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติ ประกอบ
รัฐธรรมนูญใดที่ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรเปนผูเสนอและในขั้นรับหลักการไม เปนราง
พระราชบัญญัติ เกี่ยวดวยการเงิ น แตสภาผูแทนราษฎรไดแกไขเพิ่มเติม และประธาน
สภาผูแทนราษฎรเห็นวาการแกไขเพิ่มเติมนั้นทําใหมีลักษณะเปนรางพระราชบัญญัติ
เกี่ยวดวยการเงิ น ใหประธานสภาผูแทนราษฎรสั่งระงับการพิ จารณาไวกอน และภายใน
สิบหาวันนับแต วันที่มีกรณีดังกลาว ใหประธานสภาผูแทนราษฎรสงรางพระราชบัญญัติ
หรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นไปใหที่ประชุมรวมกันของประธานสภา
ผูแทนราษฎรและประธานคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผูแทนราษฎรทุกคณะเปน
ผูวินิจฉัย ถาที่ประชุมรวมกันวินิจฉัยวาการแกไขเพิ่มเติมนั้นทําใหรางพระราชบัญญัติ
หรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นมีลักษณะเปนร างพระราชบัญญัติเกี่ยว
ดวยการเงิ น ให ประธานสภาผูแทนราษฎรสงรางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นไปใหนายกรัฐมนตรีรับรอง ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม ใหคํา
รับรอง ใหสภาผูแทนราษฎรดําเนินการแกไขเพื่ อมิใหรางพระราชบัญญัติหรือรางพระราช
บัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นเปนรางพระราชบัญญัติเกี่ ยวดวยการเงิน
ในกรณีที่ที่ประชุมรวมกันตามวรรคหนึ่งวินิจฉัยวาการแกไขเพิ่มเติมนั้น ทําให
รางพระราชบัญญัตินั้นมีลักษณะเปนรางพระราชบัญญัติเกี่ยวดวยการเงิน ใหประธาน
สภาผูแทนราษฎรสงรางพระราชบัญญัตินั้นไปใหนายกรัฐมนตรี รับรอง ในกรณีที่นายก


๘๘
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
รัฐมนตรีไมใหคํารับรอง ใหสภาผูแทนราษฎรดํ าเนินการแกไขเพื่อมิใหรางพระราช
บัญญัตินั้นเปนร างพระราชบัญญัติเกี่ยวดวยการเงิน
มาตรา ๑๗๓ รางพระราชบัญญัติที่คณะรัฐมนตรีระบุไวในนโยบายที่แถลงตอ
รัฐสภาตามมาตรา ๒๑๑ วาจําเปนตอการบริหารราชการแผนดิน หรือรางพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญใด หากสภาผูแทนราษฎรมีมติไมใหความเห็นชอบ และคะแนนเสียง
ที่ไมใหความเห็นชอบไมถึงกึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรทั้งหมดเทาที่มี
อยู คณะรัฐมนตรีอาจขอใหรัฐสภาประชุมรวมกันเพื่อมีมติอีกครั้งหนึ่ง หากรัฐสภามีมติให
ความเห็นชอบ ใหตั้งบุคคลซึ่ งเปนหรือมิไดเปนสมาชิกของแต ละสภามีจํานวนเทากัน
ตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอ ประกอบกันเปนคณะกรรมาธิการรวมกันของรัฐสภาเพื่อ
พิจารณารางพระราชบัญญัติหรื อรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น และให
คณะกรรมาธิการรวมกันของรัฐสภารายงานและเสนอรางพระราชบัญญัติหรือร าง
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญที่ไดพิจารณาแลวต อรัฐสภา ถารัฐสภามีมติเห็นชอบ
ดวยรางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น ใหดําเนินการ
ตอไปตามมาตรา ๙๓ ถารัฐสภามีมติไมใหความเห็นชอบ ใหรางพระราชบัญญัติ หรือราง
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นเปนเป นตกไป
มาตรา ๑๗๓๑๔๑ รางพระราชบัญญัติที่คณะรัฐมนตรีระบุไวในนโยบายที่แถลง
ตอรัฐสภาตามมาตรา ๒๑๑๑๗๒ วาจําเปนตอการบริหารราชการแผนดิน หรือราง
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญใด หากสภาผูแทนราษฎรมีมติไมใหความเห็นชอบ
และคะแนนเสี ยงที่ไมใหความเห็นชอบไมถึงกึ่ งหนึ่งของจํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร
ทั้งหมดเทาที่มี อยู คณะรัฐมนตรีอาจขอใหรัฐสภาประชุมรวมกันเพื่อมีมติอีกครั้งหนึ่ง
หากรัฐสภามีมติใหความเห็นชอบ ใหตั้งบุคคลซึ่ งเปนหรือมิไดเปนสมาชิกของแตละสภา
มีจํานวนเทากันตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอ ประกอบกันเปนคณะกรรมาธิการรวมกันของ
รัฐสภาเพื่อพิจารณารางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น
และใหคณะกรรมาธิการรวมกันของรัฐสภารายงานและเสนอรางพระราชบัญญัติหรือราง
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญที่ไดพิจารณาแลวต อรัฐสภา ถารัฐสภามีมติเห็นชอบ
ดวยรางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น ใหดําเนินการ
ตอไปตามมาตรา ๙๓๑๔๖ ถารัฐสภามีมติไมใหความเห็นชอบ ใหรางพระราชบัญญัติหรือ
รางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นเป นเปนตกไป
มาตรา ๑๗๔ ภายใตบังคับมาตรา ๑๘๐ เมื่อสภาผูแทนราษฎรไดพิจารณาราง
พระราชบัญญัติ หรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ เสนอตามมาตรา ๑๗๒
และลงมติเห็นชอบแลว ใหสภาผูแทนราษฎรเสนอรางพระราชบัญญัติหรือรางพระราช
บัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นตอวุฒิสภา วุฒิสภาตองพิจารณารางพระราชบัญญัติหรือ
รางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เสนอมานั้นใหเสร็จภายในหกสิ บวัน แตถาราง
พระราชบัญญัติ หรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนู ญนั้นเปนรางพระราชบัญญัติ
เกี่ยวดวยการเงิ น ตองพิจารณาใหเสร็จภายในสามสิบวัน ทั้งนี้ เวนแตวุฒิสภาจะไดลงมติ
ใหขยายเวลาออกไปเปนกรณีพิเศษซึ่งตอง ไมเกินสามสิ บวัน กําหนดวันดังกลาวให
มาตรา ๑๗๔๑๔๒ ภายใตบังคับมาตรา ๑๘๐๑๖๔ เมื่อสภาผูแทนราษฎรได
พิจารณารางพระราชบัญญัติหรื อรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ เสนอตาม
มาตรา ๑๗๒๑๓๘ และลงมติเห็นชอบแลว ใหสภาผูแทนราษฎรเสนอรางพระราชบัญญัติ
หรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นตอวุฒิสภา วุฒิสภาตองพิจารณาราง
พระราชบัญญัติ หรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ เสนอมานั้นใหเสร็ จภายใน
หกสิบวัน แตถารางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนู ญนั้นเปน
รางพระราชบัญญัติเกี่ยวดวยการเงิน ตองพิจารณาใหเสร็จภายในสามสิ บวัน ทั้งนี้ เวนแต
วุฒิสภาจะไดลงมติใหขยายเวลาออกไปเปนกรณีพิเศษซึ่ งตองไมเกินสามสิบวัน กําหนด

๘๙
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
หมายถึงวันในสมัยประชุม และใหเริ่มนับแตวันที่รางพระราชบัญญัติหรือรางพระราช
บัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นมาถึงวุฒิสภา
ระยะเวลาดังกล าวในวรรคหนึ่ง ไมใหนับรวมระยะเวลาที่ อยูในระหวางการ
พิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๗๗
ถาวุฒิสภาพิจารณารางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญไมเสร็จภายในกําหนดเวลาที่กลาวในวรรคหนึ่ง ให ถือวาวุฒิสภาไดใหความ
เห็นชอบในรางพระราชบัญญัติ หรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น
ในกรณีที่ สภาผูแทนราษฎรเสนอรางพระราชบัญญัติเกี่ยวดวยการเงินไปยัง
วุฒิสภา ใหประธานสภาผูแทนราษฎรแจงไปดวยวารางพระราชบัญญัติหรือรางพระราช
บัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ เสนอไปนั้นเปนรางพระราชบัญญัติเกี่ยวดวยการเงิน คํา
แจงของประธานสภาผูแทนราษฎรใหถือเปนเด็ดขาด
ในกรณีที่ประธานสภาผูแทนราษฎรมิไดแจงไปวารางพระราชบัญญัติหรือราง
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญใดเปนรางพระราชบัญญัติ เกี่ยวดวยการเงิ น ใหถือวา
รางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนู ญนั้นไมเปนรางพระราช
บัญญัติเกี่ ยวกับการเงิน
วันดังกลาวใหหมายถึงวันในสมัยประชุม และใหเริ่มนับแตวันที่รางพระราชบัญญัติหรือ
รางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นมาถึงวุฒิ สภา
ระยะเวลาดังกล าวในวรรคหนึ่ง ไมใหนับรวมระยะเวลาที่ อยูในระหวางการ
พิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๗๗๑๔๕
ถาวุฒิสภาพิจารณารางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญไมเสร็จภายในกําหนดเวลาที่กลาวในวรรคหนึ่ง ให ถือวาวุฒิสภาไดใหความ
เห็นชอบในรางพระราชบัญญัติ หรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น
ในกรณีที่ สภาผูแทนราษฎรเสนอรางพระราชบัญญัติเกี่ยวดวยการเงินไปยัง
วุฒิสภา ใหประธานสภาผูแทนราษฎรแจงไปดวยวารางพระราชบัญญัติหรือรางพระราช
บัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ เสนอไปนั้นเปนรางพระราชบัญญัติเกี่ยวดวยการเงิน คํา
แจงของประธานสภาผูแทนราษฎรใหถือเปนเด็ดขาด
ในกรณีที่ประธานสภาผูแทนราษฎรมิไดแจงไปวารางพระราชบัญญัติหรือราง
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญใดเปนรางพระราชบัญญัติ เกี่ยวดวยการเงิ น ใหถือวา
รางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนู ญนั้นไมเปนรางพระราช
บัญญัติเกี่ ยวกับการเงิน
มาตรา ๑๗๕ ภายใตบังคับมาตรา ๑๘๐ เมื่อวุ ฒิสภาไดพิจารณารางพระราช
บัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญเสร็จแลว
(๑) ถาเห็นชอบดวยกับสภาผูแทนราษฎร ใหดําเนินการตอไปตามมาตรา ๙๓
(๒) ถาไมเห็นชอบดวยกับสภาผูแทนราษฎร ใหยับยั้งรางพระราชบัญญัติหรือ
รางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นไวกอน และสงรางพระราชบัญญัติ หรือราง
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นคืนไปยังสภาผูแทนราษฎร

มาตรา ๑๗๕๑๔๓ ภายใตบังคับมาตรา ๑๘๐๑๖๔ เมื่อวุฒิสภาไดพิจารณาราง
พระราชบัญญัติ หรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเสร็ จแลว
(๑) ถาเห็นชอบดวยกับสภาผูแทนราษฎร ใหดําเนินการตอไปตามมาตรา
๙๓๑๔๖
(๒) ถาไมเห็นชอบดวยกับสภาผูแทนราษฎร ใหยับยั้งรางพระราชบัญญัติหรือ
รางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นไวกอน และสงรางพระราชบัญญัติ หรือราง
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นคืนไปยังสภาผูแทนราษฎร


๙๐
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
(๓) ถาแกไขเพิ่ มเติม ใหสงรางพระราชบัญญัติ หรือรางพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญตามที่แกไขเพิ่มเติมนั้นไปยังสภาผูแทนราษฎร ถาสภาผูแทนราษฎร
เห็นชอบดวยกับการแกไขเพิ่มเติม ใหดําเนินการตอไปตามมาตรา ๙๓ ถาเปนกรณีอื่น
ใหแตละสภาตั้งบุคคลซึ่งเปนหรื อมิไดเปนสมาชิกแหงสภานั้น ๆ มีจํานวนเทากันตามที่
สภาผูแทนราษฎรกําหนด ประกอบเปนคณะกรรมาธิการรวมกันเพื่อพิจารณารางพระราช
บัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติ ประกอบ รัฐธรรมนูญนั้น และใหคณะกรรมาธิการรวมกัน
รายงานและเสนอรางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญที่
คณะกรรมาธิการรวมกันไดพิจารณาแลวตอสภาทั้งสอง ถาสภาทั้งสองตางเห็นชอบดวย
รางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนู ญที่คณะกรรมาธิการ
รวมกันไดพิจารณาแลว ใหดําเนินการตอไปตามมาตรา ๙๓ ถาสภาใดสภาหนึ่งไม
เห็นชอบดวย ก็ ใหยับยั้งรางพระราชบัญญัติ หรื อรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
นั้นไวกอน
คณะกรรมาธิการรวมกันอาจเรียกเอกสารจากบุ คคลใด หรือเรียกบุคคลใดมา
แถลงขอเท็จจริ ง หรือแสดงความคิดเห็นในการพิจารณารางพระราชบัญญัติหรื อราง
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญได และเอกสิทธิ์ที่ บัญญัติ ไวในมาตรา ๑๕๗ และ
มาตรา ๑๕๘ นั้น ใหคุมครองถึงบุคคลผูกระทําหนาที่ตามมาตรานี้ดวย
การประชุมคณะกรรมาธิการรวมกันตองมีกรรมาธิการของสภาทั้งสองมา
ประชุ มไมนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวนกรรมาธิการทั้งหมดจึงจะเปนองคประชุม และใหนํา
บทบัญญัติมาตรา ๑๙๔ มาใชบังคับโดยอนุโลม
(๓) ถาแกไขเพิ่ มเติม ใหสงรางพระราชบัญญัติ หรือรางพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญตามที่แกไขเพิ่มเติมนั้นไปยังสภาผูแทนราษฎร ถาสภาผูแทนราษฎร
เห็นชอบดวยกับการแกไขเพิ่มเติม ใหดําเนินการตอไปตามมาตรา ๙๓๑๔๖ ถาเปนกรณี
อื่น ใหแตละสภาตั้งบุคคลซึ่ งเป นหรือมิไดเปนสมาชิกแหงสภานั้น ๆ มีจํานวนเทากัน
ตามที่สภาผูแทนราษฎรกําหนด ประกอบเปนคณะกรรมาธิการรวมกันเพื่อพิจารณาราง
พระราชบัญญัติ หรือรางพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญนั้น และใหคณะกรรมาธิการ
รวมกันรายงานและเสนอรางพระราชบัญญัติหรื อรางพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญ
ที่คณะกรรมาธิการรวมกันไดพิ จารณาแลวตอสภาทั้งสอง ถาสภาทั้งสองตางเห็นชอบด วย
รางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนู ญที่คณะกรรมาธิการ
รวมกันไดพิจารณาแลว ใหดําเนินการตอไปตามมาตรา ๙๓๑๔๖ ถาสภาใดสภาหนึ่งไม
เห็นชอบดวย ก็ ใหยับยั้งรางพระราชบัญญัติหรื อรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
นั้นไวกอน
คณะกรรมาธิการรวมกันอาจเรียกเอกสารจากบุ คคลใด หรือเรียกบุคคลใดมา
แถลงขอเท็จจริ ง หรือแสดงความคิดเห็นในการพิจารณารางพระราชบัญญัติหรื อราง
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญได และเอกสิทธิ์ที่ บัญญัติ ไวในมาตรา ๑๕๗ และ
มาตรา ๑๕๘๑๒๕ นั้น ใหคุมครองถึ งบุคคลผูกระทําหนาที่ตามมาตรานี้ดวย
การประชุมคณะกรรมาธิการรวมกันตองมีกรรมาธิการของสภาทั้งสองมา
ประชุมไมนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวนกรรมาธิการทั้งหมดจึงจะเปนองคประชุม และใหนํา
บทบัญญัติมาตรา ๑๙๔๑๓๒ มาใชบังคับโดยอนุโลม
ถาวุฒิสภาไมสงรางพระราชบัญญัติคืนไปยังสภาผูแทนราษฎรภายในกําหนด
เวลาตามมาตรา ๑๔๒ ใหถือวาวุฒิสภาไดใหความเห็นชอบในร างพระราชบัญญัตินั้น
และใหดําเนินการตามมาตรา ๑๔๖ ตอไป


๙๑
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
มาตรา ๑๗๖ รางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนู ญ
ที่ตองยับยั้งไวตามมาตรา ๑๗๕ นั้น สภาผูแทนราษฎรจะยกขึ้นพิจารณาใหมไดตอเมื่อ
เวลาหนึ่งรอยแปดสิบวันไดลวงพนไปนับแตวันที่วุฒิสภาสงรางพระราชบัญญัติ หรือราง
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นคืนไปยังสภาผูแทนราษฎร สําหรับกรณีการ
ยับยั้งตามมาตรา ๑๗๕ (๒) และนับแตวันที่สภาใดสภาหนึ่ งไมเห็นชอบดวย สํ าหรับกรณี
การยับยั้งตามมาตรา ๑๗๕ (๓) ในกรณีเชนวานี้ ถาสภาผูแทนราษฎรลงมติยืนยันราง
เดิมหรือรางที่คณะกรรมาธิการรวมกันพิจารณาดวยคะแนนเสี ยงมากกวากึ่งหนึ่งของ
จํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มี อยูของสภาผูแทนราษฎรแลว ใหถือวารางพระราชบัญญัติ
หรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นเปนอันไดรับความเห็นชอบของรัฐสภา
และใหดําเนินการตอไปตามมาตรา ๙๓
ถารางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญที่ต องยับยั้ง
ไวเปนรางพระราชบัญญัติเกี่ยวดวยการเงิ น สภาผูแทนราษฎรอาจยกรางพระราชบัญญัติ
หรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นขึ้นพิจารณาใหมไดทันที ในกรณีเชนวานี้
ถาสภาผูแทนราษฎรลงมติยื นยันรางเดิมหรือรางที่คณะกรรมาธิ การรวมกันพิจารณาดวย
คะแนนเสียงมากกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มี อยูของสภาผูแทนราษฎร
แลว ใหถือรางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นเปนอัน
ได รับความเห็นชอบของรัฐสภา และใหดําเนินการตอไป ตามมาตรา ๙๓
มาตรา ๑๗๖๑๔๔ รางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติ ประกอบ
รัฐธรรมนูญที่ ตองยับยั้งไวตามมาตรา ๑๗๕๑๔๓ นั้น สภาผูแทนราษฎรจะยกขึ้น
พิจารณาใหมไดตอเมื่อเวลาหนึ่ งรอยแปดสิบวันไดลวงพนไปนับแตวันที่ วุฒิสภาสงราง
พระราชบัญญัติ หรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นคืนไปยังสภาผูแทน
ราษฎร สําหรับกรณีการยับยั้งตามมาตรา ๑๗๕๑๔๓ (๒) และนับแตวันที่สภาใดสภาหนึ่ ง
ไมเห็นชอบดวย สําหรับกรณีการยับยั้งตามมาตรา ๑๗๕๑๔๓ (๓) ในกรณีเชนว านี้ ถา
สภาผูแทนราษฎรลงมติยืนยันรางเดิมหรือรางที่คณะกรรมาธิการรวมกันพิจารณาดวย
คะแนนเสียงมากกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มี อยูของสภาผูแทนราษฎร
แลว ใหถือวารางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นเปนอัน
ไดรับความเห็นชอบของรัฐสภา และใหดําเนินการตอไปตามมาตรา ๙๓๑๔๖
ถารางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญที่ตองยับยั้ง
ไวเปนรางพระราชบัญญัติเกี่ยวดวยการเงิ น สภาผูแทนราษฎรอาจยกรางพระราชบัญญัติ
หรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นขึ้นพิจารณาใหมไดทันที ในกรณีเชนวานี้
ถาสภาผูแทนราษฎรลงมติยื นยันรางเดิมหรือรางที่คณะกรรมาธิ การรวมกันพิจารณาดวย
คะแนนเสียงมากกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มี อยูของสภาผูแทนราษฎร
แลว ให ถือรางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นเปนอัน
ไดรับความเห็นชอบของรัฐสภา และใหดําเนินการตอไป ตามมาตรา ๙๓๑๔๖
มาตรา ๑๗๗ ในระหวางที่มีการยับยั้งรางพระราชบัญญัติหรือร างพระราช
บัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญใดตามมาตรา ๑๗๕ คณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาผูแทน
ราษฎรจะเสนอรางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนู ญที่มี
หลักการอยางเดียวกันหรือคลายกันกับหลักการของรางพระราชบัญญัติหรือรางพระราช
บัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ ตองยับยั้งไวมิได

มาตรา ๑๗๗๑๔๕ ในระหวางที่มีการยับยั้งรางพระราชบัญญัติหรือรางพระราช
บัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญใดตามมาตรา ๑๗๕๑๔๓ คณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภา
ผูแทนราษฎรจะเสนอรางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่มี
หลักการอยางเดียวกันหรือคลายกันกับหลักการของรางพระราชบัญญัติหรือรางพระราช
บัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ ตองยับยั้งไวมิได


๙๒
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
ในกรณีที่ สภาผูแทนราษฎรหรื อวุฒิสภา เห็นว ารางพระราชบัญญัติหรือราง
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญที่เสนอหรื อสงใหพิจารณานั้น เปนรางพระราช
บัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญที่มีหลักการอยางเดี ยวกันหรือ
คลายกันกับหลักการของรางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
ที่ตองยับยั้งไว ใหประธานสภาผูแทนราษฎรหรื อประธานวุฒิสภาสงรางพระราชบัญญัติ
หรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกลาวใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ถาศาล
รัฐธรรมนูญวินิจฉัยวาเปนรางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญที่มี หลักการอยางเดียวกันหรือคลายกันกับหลักการของรางพระราชบัญญัติ
หรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ ตองยับยั้งไว ใหร างพระราชบัญญัติ หรือ
รางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นเป นอันตกไป
ในกรณีที่ สภาผูแทนราษฎรหรื อวุฒิสภาเห็นวารางพระราชบัญญัติหรือราง
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญที่เสนอหรื อสงใหพิจารณานั้น เปนรางพระราช
บัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญที่มีหลักการอยางเดี ยวกันหรือ
คลายกันกับหลักการของรางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
ที่ตองยับยั้งไว ใหประธานสภาผูแทนราษฎรหรื อประธานวุฒิสภาสงรางพระราชบัญญัติ
หรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกลาวใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ถาศาล
รัฐธรรมนูญวินิจฉัยวาเปนรางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญที่มี หลักการอยางเดียวกันหรือคลายกันกับหลักการของรางพระราชบัญญัติ
หรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ ตองยับยั้งไว ใหร างพระราชบัญญัติหรือ
รางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นเป นอันตกไป
มาตรา ๙๓ รางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่
ไดรับความเห็นชอบของรัฐสภาแลว ใหนายกรัฐมนตรีนําขึ้นทูลเกลาทูลกระหมอมถวาย
ภายในยี่ สิบวันนับแตวันที่ ไดรับรางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญนั้นจากรัฐสภา เพื่อพระมหากษัตริ ยทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่ อประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษาแลว ใหใชบังคับเปนกฎหมายได
มาตรา ๙๓๑๔๖ รางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญที่ไดรับความเห็นชอบของรัฐสภาแลว ใหนายกรัฐมนตรีนําขึ้นทู ลเกลา
ทูลกระหมอมถวายภายในยี่ สิบวันนับแตวันที่ ไดรับรางพระราชบัญญัติหรือราง
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นจากรัฐสภา เพื่อพระมหากษัตริยทรงลงพระ
ปรมาภิไธย และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแลว ใหใชบังคับเปนกฎหมายได
มาตรา ๙๔ รางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญใด
พระมหากษัตริ ยไมทรงเห็นชอบดวยและพระราชทานคืนมายังรัฐสภา หรือเมื่อพนเกาสิ บ
วันแลว มิไดพระราชทานคืนมา รัฐสภาจะตองปรึกษารางพระราชบัญญัติหรือรางพระราช
บัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นใหม ถารัฐสภามี มติยืนยันตามเดิมดวยคะแนนเสียงไม
นอยกวาสองในสามของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของทั้งสองสภาแลว ใหนายก
รัฐมนตรีนํารางพระราชบัญญัติ หรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นขึ้น
ทูลเกลาทู ลกระหมอมถวายอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระมหากษัตริยมิไดทรงลงพระปรมาภิไธย
พระราชทานคืนมาภายในสามสิ บวัน ใหนายกรัฐมนตรีนําพระราชบัญญัติหรือพระราช
มาตรา ๙๔๑๔๗ รางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติ ประกอบ
รัฐธรรมนูญใด พระมหากษัตริ ยไมทรงเห็นชอบดวยและพระราชทานคืนมายังรัฐสภา
หรือเมื่อพนเกาสิบวันแลว มิไดพระราชทานคืนมา รัฐสภาจะตองปรึกษารางพระราช
บัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นใหม ถารัฐสภามีมติยืนยัน
ตามเดิมดวยคะแนนเสียงไมนอยกวาสองในสามของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของ
ทั้งสองสภาแลว ใหนายกรัฐมนตรีนํารางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญนั้นขึ้นทูลเกลาทู ลกระหมอมถวายอี กครั้งหนึ่ง เมื่อพระมหากษัตริ ยมิไดทรง
ลงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายในสามสิบวัน ใหนายกรัฐมนตรีนําพระราช

๙๓
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
บัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษาใชบังคับเปนกฎหมายได
เสมือนหนึ่งวาพระมหากษัตริยไดทรงลงพระปรมาภิไธยแลว
บัญญัติหรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนู ญนั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช
บังคับเปนกฎหมายไดเสมือนหนึ่งวาพระมหากษัตริยไดทรงลงพระปรมาภิไธยแลว
มาตรา ๑๙๐ การพิจารณารางพระราชบัญญัติ ที่ประธานสภาผูแทนราษฎร
วินิจฉัยวามีสาระสําคัญเกี่ยวกับเด็ก สตรี และคนชรา หรือผูพิการหรือทุพพลภาพ หาก
สภาผูแทนราษฎรมิได พิจารณาโดยกรรมาธิการเต็มสภา ใหสภาผูแทนราษฎรตั้ง
คณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นประกอบดวยผูแทนองคการเอกชน เกี่ยวกับบุคคลประเภท
นั้นมีจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสามของจํานวนกรรมาธิการทั้งหมด
มาตรา ๑๙๐๑๔๘ การพิจารณารางพระราชบัญญัติที่ประธานสภา
ผูแทนราษฎรวิ นิจฉัยวามีสาระสําคัญเกี่ยวกับเด็ก สตรี และคนชรา หรือผูพิการหรือ
ทุพพลภาพ หากสภาผูแทนราษฎรมิได พิจารณาโดยกรรมาธิ การเต็มสภา ใหสภา
ผูแทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นประกอบดวยผูแทนองคการเอกชน เกี่ยวกับ
บุคคลประเภทนั้นมีจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสามของจํานวนกรรมาธิการทั้งหมด
มาตรา ๑๗๘ ในกรณีที่อายุของสภาผูแทนราษฎรสิ้นอายุ ลงหรือมีการยุบสภา
ผูแทนราษฎร รางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมหรื อบรรดารางพระราชบัญญัติหรือราง
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญที่พระมหากษัตริยไมทรงเห็นชอบดวย หรือเมื่อพน
เกาสิบวันแลวมิ ไดพระราชทานคืนมา ใหเปนอันตกไป
ในกรณีที่อายุของสภาผูแทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผูแทนราษฎร
ภายหลังการเลื อกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรอันเปนการเลื อกตั้งทั่วไป รัฐสภา สภา
ผูแทนราษฎร หรือวุฒิสภา แลวแตกรณี จะพิจารณารางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติ ม หรือ
รางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนู ญที่รัฐสภายังมิไดใหความ
เห็นชอบตอไปได ถาคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม ภายหลังการเลื อกตั้งทั่วไปรองขอภายใน
หกสิบวันนับแต วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกหลังการเลือกตั้งทั่วไป และรัฐสภามีมติ
เห็นชอบดวย แตถาคณะรัฐมนตรีมิไดรองขอภายในกําหนดเวลาดังกลาว ใหราง
รัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม รางพระราชบัญญัติ หรือรางพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญนั้นเปนอันตกไป
การพิจารณารางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม รางพระราชบัญญัติ หรือราง
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญตอไปตามวรรคสอง ใหเปนไปตามที่กําหนดใน
ขอบังคับการประชุมรัฐสภา
มาตรา ๑๗๘๑๔๙ ในกรณีที่อายุของสภาผูแทนราษฎรสิ้นอายุ ลงหรือมีการยุ บ
สภาผูแทนราษฎร รางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติ มหรือบรรดารางพระราชบัญญัติหรือราง
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญที่พระมหากษัตริยไมทรงเห็นชอบดวย หรือเมื่อพน
เกาสิบวันแลวมิ ไดพระราชทานคืนมา ใหเปนอันตกไป
ในกรณีที่อายุของสภาผูแทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผูแทนราษฎร
ภายหลังการเลื อกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรอันเปนการเลื อกตั้งทั่วไป รัฐสภา สภา
ผูแทนราษฎร หรือวุฒิสภา แลวแตกรณี จะพิจารณารางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติ ม หรือ
รางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนู ญที่รัฐสภายังมิไดใหความ
เห็นชอบตอไปได ถาคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม ภายหลังการเลื อกตั้งทั่วไปรองขอภายใน
หกสิบวันนับแต วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกหลังการเลือกตั้งทั่วไป และรัฐสภามีมติ
เห็นชอบดวย แตถาคณะรัฐมนตรีมิไดรองขอภายในกําหนดเวลาดังกลาว ใหราง
รัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม รางพระราชบัญญัติ หรือรางพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญนั้นเปนอันตกไป
การพิจารณารางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม รางพระราชบัญญัติ หรือราง
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญตอไปตามวรรคสอง ใหเปนไปตามที่กําหนดใน
ขอบังคับการประชุมรัฐสภา

๙๔
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
สวนที่ ๘
การควบคุมการตรากฎหมายที่ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ


มาตรา ๒๖๒ รางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนู ญ
ใดที่รัฐสภาใหความเห็นชอบแลว กอนที่นายกรัฐมนตรีจะนํารางพระราชบัญญัติหรือราง
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นขึ้นทูลเกลาทูลกระหมอมถวายเพื่ อพระมหา
กษัตริยทรงลงพระปรมาภิไธยตามมาตรา ๙๓ หรือรางพระราชบัญญัติหรือรางพระราช
บัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญใดที่ รัฐสภาลงมติยืนยันตามมาตรา ๙๔ กอนที่นายกรัฐมนตรี
จะนํารางพระราชบัญญั ติหรือรางพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นขึ้นทูลเกลา
ทูลกระหมอมถวายอีกครั้งหนึ่ง
(๑) หากสมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภา
รวมกันมีจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของทั้งสอง
สภา เห็นวารางพระราชบัญญัติดังกลาวมีขอความขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญนี้ หรือตรา
ขึ้นโดยไมถูกตองตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนู ญนี้ ใหเสนอความเห็นตอประธานสภา
ผูแทนราษฎร ประธานวุฒิสภา หรือประธานรัฐสภา แลวแตกรณี แลวใหประธานแหงสภา
ที่ไดรับความเห็ นดังกลาว สงความเห็นนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย และแจงให
นายกรัฐมนตรี ทราบโดยไมชักชา
(๒) หากสมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภา
รวมกันมีจํานวนไมนอยกวายี่สิ บคน เห็นวารางพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ
ดังกลาวมีขอความขัดหรือแยงต อรัฐธรรมนูญนี้ หรือตราขึ้นโดยไมถูกตองตามบทบัญญัติ
แหงรัฐธรรมนูญนี้ ใหเสนอความเห็นตอประธานสภาผูแทนราษฎร ประธานวุฒิสภา หรือ
มาตรา ๒๖๒๑๕๐ รางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติ ประกอบ
รัฐธรรมนูญใดที่ รัฐสภาใหความเห็นชอบแลว กอนที่นายกรัฐมนตรีจะนํารางพระราช
บัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นขึ้นทูลเกลาทูลกระหมอมถวาย
เพื่อพระมหากษัตริยทรงลงพระปรมาภิไธยตามมาตรา ๙๓๑๔๖ หรือรางพระราชบัญญัติ
หรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญใดที่ รัฐสภาลงมติยืนยันตามมาตรา ๙๔๑๔๗
กอนที่นายกรัฐมนตรีจะนํารางพระราชบัญญัติ หรือรางพระราชบัญญัติ ประกอบ
รัฐธรรมนูญนั้นขึ้นทูลเกลาทู ลกระหมอมถวายอี กครั้งหนึ่ง
(๑) หากสมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภา
รวมกันมีจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของทั้งสอง
สภา เห็นวารางพระราชบัญญัติดังกลาวมีขอความขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญนี้ หรือตรา
ขึ้นโดยไมถูกตองตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนู ญนี้ ใหเสนอความเห็นตอประธานสภา
ผูแทนราษฎร ประธานวุฒิสภา หรือประธานรัฐสภา แลวแตกรณี แลวใหประธานแหงสภา
ที่ไดรับความเห็ นดังกลาว สงความเห็นนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย และแจงให
นายกรัฐมนตรี ทราบโดยไมชักชา
(๒) หากสมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภา
รวมกันมีจํานวนไมนอยกวายี่สิบคน เห็นวารางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
ดังกล าวมีขอความขัดหรือแยงต อรัฐธรรมนูญนี้ หรือตราขึ้นโดยไมถูกตองตามบทบัญญัติ
แหงรัฐธรรมนูญนี้ ใหเสนอความเห็นตอประธานสภาผูแทนราษฎร ประธานวุฒิสภา หรือ

๙๕
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
ประธานรัฐสภา แลวแตกรณี แลวใหประธานแหงสภาที่ไดรับความเห็นดังกลาว สง
ความเห็นนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวิ นิจฉัยและแจงใหนายกรัฐมนตรีทราบโดยไม
ชักชา
(๓) หากนายกรัฐมนตรีเห็นวาร างพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญดังกลาวมี ขอความขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญนี้ หรือตราขึ้นโดยไม
ถูกตองตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้ ใหสงความเห็นเชนวานั้น ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ
เพื่อวินิจฉัย และแจงใหประธานสภาผูแทนราษฎรและประธานวุฒิสภาทราบโดยไมชักชา
ในระหวางที่ศาลรัฐธรรมนูญพิ จารณาวินิจฉัย ใหนายกรัฐมนตรีระงับการ
ดําเนินการเพื่อประกาศใชรางพระราชบัญญัติ หรือรางพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญดังกลาวไวจนกวาศาลรัฐธรรมนู ญจะมีคําวินิจฉัย
ถาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวาร างพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นมีขอความขัดหรือแยงต อรัฐธรรมนูญนี ้ หรือตราขึ้นโดยไมถูกตอง
ตามบทบัญญัติ แหงรัฐธรรมนูญนี้ และขอความดังกลาวเปนสาระสําคัญของราง
พระราชบัญญัติ หรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น ใหรางพระราชบัญญัติ
หรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นเปนอันตกไป
ถาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวาร างพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นมีขอความขัดหรือแยงต อรัฐธรรมนูญนี้แตมิใชกรณีตามวรรคสาม
ใหขอความที่ขั ดหรือแยงนั้นเปนอันตกไป และใหนายกรัฐมนตรี ดําเนินการตามมาตรา
๙๓ หรือมาตรา ๙๔ แลวแตกรณี ตอไป
ประธานรัฐสภา แลวแตกรณี แลวใหประธานแหงสภาที่ไดรับความเห็นดังกลาว สง
ความเห็นนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวิ นิจฉัยและแจงใหนายกรัฐมนตรีทราบโดยไม
ชักชา
(๓๒) หากนายกรัฐมนตรีเห็นว ารางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญดังกลาวมี ขอความขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญนี้ หรือตราขึ้นโดยไม
ถูกตองตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้ ใหสงความเห็นเชนวานั้น ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ
เพื่อวินิจฉัย และแจงใหประธานสภาผูแทนราษฎรและประธานวุฒิสภาทราบโดยไมชักชา
ในระหวางที่ศาลรัฐธรรมนูญพิ จารณาวินิจฉัย ใหนายกรัฐมนตรีระงับการ
ดําเนินการเพื่อประกาศใช รางพระราชบัญญัติ หรือรางพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญดังกลาวไวจนกวาศาลรัฐธรรมนู ญจะมีคําวินิจฉัย
ถาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวาร างพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นมีขอความขัดหรือแยงต อรัฐธรรมนูญนี้ หรือตราขึ้นโดยไมถูกตอง
ตามบทบัญญัติ แหงรัฐธรรมนูญนี้ และขอความดังกลาวเปนสาระสําคัญของรางพระราช
บัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนู ญนั้น ใหรางพระราชบัญญัติ หรือราง
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นเปนอันตกไป
ถาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวาร างพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นมีขอความขัดหรือแยงต อรัฐธรรมนูญนี้แตมิใชกรณีตามวรรคสาม
ใหขอความที่ขัดหรือแยงนั้นเปนอันตกไป และใหนายกรัฐมนตรี ดําเนินการตามมาตรา
๙๓๑๔๖ หรือมาตรา ๙๔๑๔๗ แลวแตกรณี ตอไป
มาตรา ๒๖๓ บทบัญญัติมาตรา ๒๖๒ (๒) ใหนํามาใชบังคับกับรางขอบังคับ
การประชุมสภาผูแทนราษฎร รางขอบังคับการประชุมวุฒิสภา และรางขอบังคับการ
ประชุมรัฐสภา ที่สภาผูแทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา แลวแตกรณี ใหความเห็นชอบ
แลว แตยังมิไดประกาศในราชกิจจานุเบกษา ดวยโดยอนุโลม
มาตรา ๒๖๓๑๕๑ บทบัญญัติ มาตรา ๒๖๒ (๒)๑๕๐ ใหนํามาใชบังคับกับราง
ขอบังคับการประชุมสภาผูแทนราษฎร รางขอบังคับการประชุ มวุฒิสภา และร างขอบังคับ
การประชุมรัฐสภา ที่สภาผูแทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา แลวแตกรณี ใหความ
เห็นชอบแลว แตยังมิไดประกาศในราชกิจจานุเบกษาดวยโดยอนุโลม

๙๖
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
สวนที่ ๙
การควบคุมการบริหารราชการแผนดิน


มาตรา ๑๘๓ สภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุ ฒิสภาทุกคนมี สิ ทธิตั้งกระทูถาม
รัฐมนตรีในเรื่ องใดเกี่ยวกับงานในหนาที่ได แตรัฐมนตรียอมมี สิ ทธิที่จะไมตอบเมื่อ
คณะรัฐมนตรีเห็ นวาเรื่องนั้นยังไมควรเปดเผยเพราะเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือ
ประโยชนสําคัญของแผนดิน
มาตรา ๑๘๓๑๕๒ สภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาทุกคนมีสิทธิตั้งกระทู
ถามรัฐมนตรีในเรื่องใดเกี่ ยวกับงานในหนาที่ได แตรัฐมนตรีย อมมีสิทธิที่จะไมตอบเมื่อ
คณะรัฐมนตรีเห็ นวาเรื่องนั้นยังไมควรเปดเผยเพราะเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือ
ประโยชนสําคัญของแผนดิน
มาตรา ๑๘๔ การบริหารราชการแผนดินเรื่องใดที่เปนปญหาสํ าคัญที่อยูใน
ความสนใจของประชาชน เปนเรื่องที่กระทบถึ งประโยชนของประเทศชาติหรือประชาชน
หรือที่เปนเรื่องเรงดวน สภาผูแทนราษฎรอาจแจงเปนลายลักษณอักษรตอประธานสภา
ผูแทนราษฎรกอนเริ่มประชุมในวันนั้นวาจะถามนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีผูรับผิดชอบ
ในการบริหารราชการแผนดินเรื่องนั้นโดยไมตองระบุคําถาม และใหประธานสภาผูแทน
ราษฎรบรรจุเรื่องดังกลาวไวในวาระการประชุมวันนั้น
การถามและการตอบกระทูตามวรรคหนึ่งใหกระทําไดสัปดาหละหนึ่งครั้ง และ
ใหสมาชิกสภาผูแทนราษฎรผูนั้นตั้งกระทูถามดวยวาจาเรื่องการบริหารราชการแผนดิน
นั้นไดเรื่องละไมเกินสามครั้ง ทั้งนี้ ตามขอบังคับการประชุมสภาผูแทนราษฎร
มาตรา ๑๘๔๑๕๓ การบริหารราชการแผนดินเรื่องใดที่ เปนปญหาสําคัญที่อยู
ในความสนใจของประชาชน เปนเรื่องที่กระทบถึงประโยชนของประเทศชาติหรือ
ประชาชน หรือที่เปนเรื่องเรงด วน สภาผูแทนราษฎรอาจแจงเปนลายลักษณอักษรตอ
ประธานสภาผูแทนราษฎรกอนเริ่มประชุมในวันนั้นวาจะถามนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี
ผูรับผิดชอบในการบริหารราชการแผนดินเรื่องนั้นโดยไมตองระบุคําถาม และใหประธาน
สภาผูแทนราษฎรบรรจุเรื่องดังกลาวไวในวาระการประชุมวันนั้น
การถามและการตอบกระทูตามวรรคหนึ่งใหกระทําไดสัปดาหละหนึ่งครั้ง และ
ใหสมาชิกสภาผูแทนราษฎรผูนั้นตั้งกระทูถามดวยวาจาเรื่องการบริหารราชการแผนดิน
นั้นไดเรื่องละไมเกินสามครั้ง ทั้งนี้ ตามขอบังคับการประชุมสภาผูแทนราษฎร
มาตรา ๑๘๕ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวนไมนอยกวาสองในหาของ
จํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มี อยูของสภาผูแทนราษฎร มีสิทธิเขาชื่อเสนอญัตติขอเปด
อภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติ ไมไววางใจนายกรัฐมนตรี ญัตติดังกล าวตองเสนอชื่อผูสมควร
ดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรีคนตอไปซึ่งเปนบุคคลตามมาตรา ๒๐๑ วรรคสอง ดวย และ

มาตรา ๑๘๕๑๕๔ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวนไมนอยกว าสองในหา
หนึ่งในสี่ ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยู ของสภาผูแทนราษฎร มีสิทธิเขาชื่อเสนอ
ญัตติขอเปดอภิ ปรายทั่วไปเพื่อลงมติ ไมไววางใจนายกรัฐมนตรี ญัตติดังกลาวตองเสนอ
ชื่อผูสมควรดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรีคนตอไปซึ่งเปนบุคคลตามมาตรา ๒๐๑๑๖๗

๙๗
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
เมื่อไดมีการเสนอญัตติแลว จะมีการยุบสภาผูแทนราษฎรมิได เวนแตจะมีการถอนญัตติ
หรือการลงมตินั้นไมไดคะแนนเสียงตามวรรคสาม
การเสนอญัตติขอเปดอภิปรายทั่ วไปตามวรรคหนึ่ง ถาเปนเรื่องที่เกี่ยวกับ
พฤติกรรมของนายกรัฐมนตรี ที่ มีพฤติการณร่ํารวยผิดปกติ สอไปในทางทุจริตตอหนาที่
ราชการ หรือจงใจฝาฝนบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย จะเสนอโดยไมมีการ
ยื่นคํารองขอตามมาตรา ๓๐๔ กอน มิได และเมื่อไดมีการยื่นคํารองขอตามมาตรา ๓๐๔
แลว ใหดําเนินการตอไปไดโดยไมตองรอผลการดําเนินการตามมาตรา ๓๐๕
เมื่อการอภิปรายทั่วไปสิ้นสุดลงโดยมิใชดวยมติ ใหผานระเบียบวาระเปด
อภิปรายนั้นไป ใหสภาผูแทนราษฎรลงมติไววางใจหรือไมไววางใจ การลงมติในกรณี
เชนวานี้ มิใหกระทําในวันเดียวกับวันที่การอภิ ปรายสิ้นสุ ด มติไมไววางใจตองมีคะแนน
เสียงมากกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของสภาผูแทนราษฎร
ในกรณีที่มติไมไววางใจมีคะแนนเสียงไมมากกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิก
ทั้งหมดเทาที่มี อยูของสภาผูแทนราษฎร สมาชิกสภาผูแทนราษฎรซึ่งเขาชื่อเสนอญัตติ
ขอเปดอภิปรายนั้นเปนอันหมดสิทธิที่จะเขาชื่อเสนอญัตติขอเป ดอภิปรายทั่วไปเพื่อลง
มติไมไววางใจนายกรัฐมนตรีอีกตลอดสมัยประชุมนั้น
ในกรณีที่มติไมไววางใจมีคะแนนเสียงมากกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิก
ทั้งหมดเทาที่มี อยูของสภาผูแทนราษฎร ใหประธานสภาผูแทนราษฎรนําชื่อที่ไดรับการ
เสนอชื่อตามวรรคหนึ่งกราบบังคลทูลเพื่อทรงแตงตั้งตอไป และมิใหนํา มาตรา ๒๐๒ มา
ใชบังคับ
วรรคสอง ดวย และเมื่อไดมีการเสนอญัตติแลว จะมีการยุบสภาผูแทนราษฎรมิได เวนแต
จะมีการถอนญัตติหรือการลงมตินั้นไมไดคะแนนเสียงตามวรรคสาม
การเสนอญัตติขอเปดอภิปรายทั่ วไปตามวรรคหนึ่ง ถาเปนเรื่องที่เกี่ยวกับ
พฤติกรรมของนายกรัฐมนตรี ที่ มีพฤติการณร่ํารวยผิดปกติ สอไปในทางทุจริตตอหนาที่
ราชการ หรือจงใจฝาฝนบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย จะเสนอโดยไมมีการ
ยื่นคํารองขอตามมาตรา ๓๐๔๒๖๒ กอนมิได และเมื่อไดมีการยื่นคํารองขอตามมาตรา
๓๐๔๒๖๒ แลว ใหดําเนินการต อไปไดโดยไมตองรอผลการดําเนินการตามมาตรา
๓๐๕๒๖๓
เมื่อการอภิปรายทั่วไปสิ้นสุดลงโดยมิใชดวยมติ ใหผานระเบียบวาระเปด
อภิปรายนั้นไป ใหสภาผูแทนราษฎรลงมติไววางใจหรือไมไววางใจ การลงมติในกรณี
เชนวานี้มิใหกระทําในวันเดียวกับวันที่การอภิ ปรายสิ้นสุ ด มติไมไววางใจตองมีคะแนน
เสียงมากกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของสภาผูแทนราษฎร
ในกรณีที่มติไมไววางใจมีคะแนนเสียงไมมากกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิก
ทั้งหมดเทาที่มี อยูของสภาผูแทนราษฎร สมาชิกสภาผูแทนราษฎรซึ่งเขาชื่อเสนอญัตติ
ขอเปดอภิปรายนั้นเปนอันหมดสิทธิที่จะเขาชื่อเสนอญัตติขอเป ดอภิปรายทั่วไปเพื่อลง
มติไมไววางใจนายกรัฐมนตรีอีกตลอดสมัยประชุมนั้น
ในกรณีที่มติไมไววางใจมีคะแนนเสียงมากกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิก
ทั้งหมดเทาที่มี อยูของสภาผูแทนราษฎร ใหประธานสภาผูแทนราษฎรนําชื่อที่ไดรับการ
เสนอชื่อตามวรรคหนึ่งกราบบังคลทูลเพื่อทรงแตงตั้งตอไป และมิใหนํา มาตรา
๒๐๒๑๖๘ มาใชบังคับ
มาตรา ๑๘๖ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในหาของ
จํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มี อยูของสภาผูแทนราษฎร มีสิทธิเขาชื่อเสนอญัตติขอเปด
อภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไมไววางใจรัฐมนตรีเป นรายบุคคล
มาตรา ๑๘๖๑๕๕ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวนไมนอยกว าหนึ่งในหาของ
จํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มี อยูของสภาผูแทนราษฎร มีสิทธิเขาชื่อเสนอญัตติขอเปด


๙๘
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๑๘๕ วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ มาใชบังคับโดย
อนุโลม
อภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไมไววางใจรัฐมนตรีเป นรายบุคคล และใหนําบทบัญญัติมาตรา
๑๕๔ วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ มาใชบังคับโดยอนุโลม
รัฐมนตรีคนใดพนจากตําแหนงเดิมแตยังคงเปนรัฐมนตรีในตําแหนงอื่นภาย
หลังจากวันที่ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรเขาชื่อตามวรรคหนึ่ง ใหรัฐมนตรีคนนั้นยังคงตอง
ถูกอภิปรายเพื่อลงมติไมไววางใจตามวรรคหนึ่งตอไป
ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๑๘๕ความในวรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ มาใช
บังคับแกรัฐมนตรีผูซึ่งพนจากตําแหนงเดิมไมเกินเกาสิ บวันก อนวันที่ สมาชิกสภาผูแทน
ราษฎรเขาชื่อตามวรรคหนึ่งแต ยังคงเปนรัฐมนตรีในตําแหนงอื่ นดวยโดยอนุโลม
มาตรา ๑๕๖ ในกรณีที่ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรที่มิไดอยูในพรรคการเมืองที่
สมาชิกในสังกัดของพรรคนั้นดํารงตําแหนงรัฐมนตรีมีจํานวนไมถึงเกณฑที่จะเสนอญัตติ
ขอเปดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา ๑๕๔ หรือมาตรา ๑๕๕ ใหสมาชิกสภาผูแทนราษฎร
ดังกลาวทั้งหมดเทาที่มีอยูมีสิทธิ เขาชื่อเสนอญัตติขอเปดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม
ไววางใจนายกรั ฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเปนรายบุคคลตามมาตรา ๑๕๔ หรือมาตรา ๑๕๕ ได
เมื่อคณะรัฐมนตรีไดบริหารราชการแผนดินมาเกินกวาสองปแลว
มาตรา ๑๘๗ สมาชิกวุฒิสภาจํานวนไมนอยกวาสามในหาของจํานวนสมาชิก
ทั้งหมดเทาที่มี อยูของวุฒิ สภา มีสิทธิเขาชื่อขอเปดอภิปรายทั่วไปในวุฒิสภาเพื่ อให
คณะรัฐมนตรีแถลงขอเท็จจริง หรือชี้แจงปญหาสําคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผนดิน
โดยไมมีการลงมติ
การขอเปดอภิปรายทั่วไปตามมาตรานี้ จะกระทําไดครั้งเดียวในสมัยประชุม
หนึ่ง
มาตรา ๑๘๗๑๕๗ สมาชิกวุฒิ สภาจํานวนไมนอยกวาสามในหาของจํานวน
สมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของวุ ฒิสภา มีสิทธิเขาชื่อขอเปดอภิปรายทั่วไปในวุฒิสภา
เพื่อใหคณะรัฐมนตรีแถลงขอเท็ จจริง หรือชี้แจงปญหาสําคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการ
แผนดินโดยไมมีการลงมติ
การขอเปดอภิปรายทั่วไปตามมาตรานี้ จะกระทําไดครั้งเดียวในสมัยประชุม
หนึ่ง
มาตรา ๑๕๘ ในกรณีที่มีการประชุมสภาผูแทนราษฎรหรือวุ ฒิสภาเพื่อตั้ง
กระทูถามในเรื่องใดเกี่ยวกับงานในหนาที่ หรือการอภิปรายไมไววางใจนายกรัฐมนตรี
หรือรัฐมนตรีผูใด ใหเปนหนาที่ของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ผูนั้นตองเขารวมประชุม

๙๙
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
สภาผูแทนราษฎรหรือวุฒิสภาเพื่อชี้แจงหรือตอบกระทูถามในเรื่องนั้นดวยตนเอง เวนแต
มีเหตุจําเปนอันมิอาจหลีกเลี่ยงไดทําใหไมอาจเขาชี้แจงหรือตอบกระทู แตตองแจงให
ประธานสภาผูแทนราษฎรหรือประธานวุฒิสภาทราบกอนหรือในวันประชุมสภาในเรื่อง
ดังกลาว
สมาชิกสภาผูแทนราษฎรมีอิสระจากมติพรรคการเมืองในการตั้งกระทูถาม การ
อภิปราย และการลงมติในการอภิปรายไมไววางใจ
หมวด ๗
การมีสวนรวมทางการเมืองโดยตรงของประชาชน


มาตรา ๑๗๐ ผูมีสิทธิเลื อกตั้งไมนอยกวาหาหมื่นคน มีสิทธิเขาชื่อรองขอตอ
ประธานรัฐสภาเพื่อใหรัฐสภาพิจารณากฎหมายตามที่กําหนดในหมวด ๓ และหมวด ๕
แหงรัฐธรรมนูญนี้
คํารองขอตามวรรคหนึ่งตองจัดทํารางพระราชบัญญัติเสนอมาดวย
หลักเกณฑและวิธีการเขาชื่อรวมทั้งการตรวจสอบ ใหเปนไปตามที่กฎหมาย
บัญญัติ
มาตรา ๑๗๐๑๕๙ ประชาชนผู มีสิทธิเลือกตั้งไมนอยกวาหาสองหมื่นคน มีสิทธิ
เขาชื่อรองขอต อประธานรัฐสภาเพื่อใหรัฐสภาพิจารณากฎหมายตามที่กําหนดในหมวด
๓ และหมวด ๕ แหงรัฐธรรมนู ญนี้
คํารองขอตามวรรคหนึ่งตองจัดทํารางพระราชบัญญัติเสนอมาดวย
หลักเกณฑและวิธีการเขาชื่อรวมทั้งการตรวจสอบ ใหเปนไปตามที่กฎหมาย
บัญญัติ
มาตรา ๓๐๔ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสี่ของจํานวน
สมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของสภาผูแทนราษฎร หรือประชาชนผูมีสิทธิเลื อกตั้งจํานวน
ไมนอยกวาหาหมื่นคน มีสิทธิเขาชื่อรองขอตอประธานวุฒิสภาเพื่อใหวุฒิสภามีมติตาม
มาตรา ๓๐๗ ใหถอดถอนบุคคลตามมาตรา ๓๐๓ ออกจากตําแหนงได คํารองขอดังกลาว
ตองระบุ พฤติการณที่กลาวหาวาผูดํารงตําแหนงดังกลาวกระทําความผิด เปนขอ ๆ ให
ชัดเจน

มาตรา ๓๐๔๑๖๐ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสี่ของ
จํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มี อยูของสภาผูแทนราษฎร หรือประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้ง
จํานวนไมนอยกวาหาสองหมื่นคน มีสิทธิเขาชื่อรองขอตอประธานวุฒิสภาเพื่อใหวุฒิสภา
มีมติตามมาตรา ๓๐๗๒๖๕ ใหถอดถอนบุคคลตามมาตรา ๓๐๓๒๖๑ ออกจากตําแหนง
ได คํารองขอดังกลาวตองระบุ พฤติการณที่กลาวหาวาผูดํารงตํ าแหนงดังกลาวกระทํา
ความผิด เปนขอ ๆ ใหชัดเจน


๑๐๐
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
สมาชิกวุฒิสภาจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสี่ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มี อยู
ของวุฒิสภา มีสิทธิเขาชื่อรองขอตอประธานวุ ฒิสภาเพื่อใหวุ ฒิสภามีมติตามมาตรา ๓๐๗
ใหถอดถอนสมาชิกวุฒิสภาออกจากตําแหนงได
หลักเกณฑ วิธี การ และเงื่อนไขในการที่ประชาชนจะเขาชื่อรองขอตามวรรค
หนึ่ง ใหเปนไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการ
ทุจริต
คํารองขอตามวรรคหนึ่งตองระบุพฤติการณที่กลาวหาวาผูดํารงตําแหนง
ดังกลาวกระทําความผิดเปนขอ ๆ ใหชัดเจน
สมาชิกวุฒิสภาจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสี่ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มี อยู
ของวุฒิสภา มีสิ ทธิเขาชื่อรองขอตอประธานวุ ฒิสภาเพื่อใหวุ ฒิสภามีมติตามมาตรา ๓๐๗
ใหถอดถอนสมาชิกวุฒิสภาออกจากตําแหนงได
หลักเกณฑ วิธี การ และเงื่อนไขในการที่ประชาชนจะเขาชื่อรองขอตามวรรค
หนึ่ง ใหเปนไปตามกฎหมายพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและ
ปราบปรามการทุจริต
มาตรา ๒๑๔ ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นวา กิจการในเรื่องใดอาจกระทบถึ ง
ประโยชนไดเสี ยของประเทศชาติหรือประชาชน นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของ
คณะรัฐมนตรีอาจปรึกษาประธานสภาผูแทนราษฎรและประธานวุฒิสภาเพื่อประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาใหมีการออกเสียงประชามติได
การออกเสียงประชามติตองเป นไปเพื่อประโยชนในการขอปรึกษาความเห็น
ของประชาชนวาจะเห็นชอบหรือไมเห็นชอบกิจการสําคัญในเรื่ องใดเรื่องหนึ่งตามวรรค
หนึ่งซึ่งมิใชเรื่องที่ขัดหรือแยงต อรัฐธรรมนูญนี้ การออกเสียงประชามติที่เกี่ยวกับตัว
บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือคณะบุ คคลใดคณะบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ จะกระทํามิได
ประกาศตามวรรคหนึ่งตองกําหนดวันใหประชาชนออกเสียงประชามติซึ่ง
จะตองไมกอนเกาสิบวันแตไมชากวาหนึ่งรอยยี่ สิบวันนับแต วันประกาศในราชกิจจา
นุเบกษา และวันออกเสี ยงประชามติตองกําหนดเปนวันเดี ยวกันทั่วราชอาณาจักร
ในระหวางที่ประกาศตามวรรคหนึ่งมีผลใชบังคับ รัฐตองดําเนินการใหบุคคล
ฝายที่เห็นชอบและไมเห็นชอบกับกิจการนั้น แสดงความคิดเห็ นของตนไดโดยเทาเทียม
กัน
บุคคลผูมีสิทธิเลื อกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรยอมมีสิทธิออกเสียงประชามติ
มาตรา ๒๑๔๑๖๑ ในกรณีที่คณะรัฐมนตรี เห็นวา กิจการในเรื่องใดอาจกระทบ
ถึงประโยชนไดเสียของประเทศชาติหรือประชาชน นายกรัฐมนตรีโดยความเห็ นชอบของ
คณะรัฐมนตรีอาจปรึกษาประธานสภาผูแทนราษฎรและประธานวุฒิสภาเพื่อประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาใหมีการออกเสียงประชามติไดประชาชนผูมี สิทธิเลือกตั้งยอมมีสิทธิ
ออกเสียงประชามติ
การจัดใหมีการออกเสียงประชามติใหกระทําไดในเหตุ ดังตอไปนี้
(๑) ในกรณีที่คณะรัฐมนตรี เห็นวากิจการในเรื่องใดอาจกระทบถึงประโยชนได
เสียของประเทศชาติหรือประชาชน นายกรัฐมนตรีโดยความเห็ นชอบของคณะรัฐมนตรี
อาจปรึกษาประธานสภาผูแทนราษฎรและประธานวุฒิสภาเพื่อประกาศในราชกิจจา
นุเบกษาใหมีการออกเสี ยงประชามติได
(๒) ในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติใหมีการออกเสียงประชามติ
การออกเสียงประชามติตาม (๑) หรือ (๒) อาจจัดใหเปนการออกเสียงเพื่ อมีขอ
ยุติโดยเสียงขางมากของผูมีสิทธิออกเสี ยงประชามติในปญหาที่จัดใหมีการออกเสียง
ประชามติ หรือเปนการออกเสียงเพื่อใหคําปรึกษาแกคณะรัฐมนตรีก็ได เวนแต จะมี
กฎหมายบัญญัติไวเปนการเฉพาะ

๑๐๑
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
ในการออกเสี ยงประชามติ หากผลปรากฏวามีผู มาใชสิทธิออกเสียงประชามติ
เปนจํานวนไมมากกวาหนึ่งในหาของจํานวนผูมีสิทธิออกเสียงประชามติ ใหถือวา
ประชาชนโดยเสียงขางมากไมเห็นชอบดวยกับเรื่องที่ขอปรึกษานั้น แตถามีผูมาใชสิทธิ
ออกเสียงประชามติมากกวาหนึ่งในหาของจํานวนผูมีสิทธิออกเสียงประชามติและปรากฏ
วาผูออกเสียงประชามติโดยเสี ยงขางมากใหความเห็นชอบ ใหถือวาประชาชนโดยเสี ยง
ขางมากเห็นชอบดวยกับเรื่องที่ ขอปรึกษานั้น
การออกเสียงประชามติตามมาตรานี้ใหมีผลเปนเพียงการใหคําปรึกษาแก
คณะรัฐมนตรีในเรื่องนั้น
หลักเกณฑและวิธีการออกเสี ยงประชามติใหเป นไปตามกฎหมายประกอบ
รัฐธรรมนูญวาดวยการออกเสียงประชามติ
การออกเสียงประชามติตองเป นไปเพื่อประโยชนในการขอปรึกษาความเห็น
ของประชาชนวาจะใหออกเสียงเห็นชอบหรือไมเห็นชอบในกิจการสําคัญในเรื่องใดเรื่อง
หนึ่งตามวรรคหนึ่งซึ่งมิใชที่จัดใหมีการออกเสียงประชามติ และการจัดการออกเสียง
ประชามติในเรื่องที่ขัดหรือแยงต อรัฐธรรมนูญนี้ การออกเสียงประชามติที่หรือเกี่ยวกับตัว
บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือคณะบุ คคลใดคณะบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ จะกระทํามิได
ประกาศตามวรรคหนึ่งตองกําหนดวันใหประชาชนออกเสียงประชามติซึ่ง
จะตองไมกอนเกาสิบวันแตไมชากวาหนึ่งรอยยี่ สิบวันนับแต วันประกาศในราชกิจจา
นุเบกษา และวันออกเสียงประชามติตองกําหนดเปนวันเดี ยวกันทั่วราชอาณาจักร
ในระหวางที่ประกาศตามวรรคหนึ่งมีผลใชบังคับกอนการออกเสียงประชามติ
รัฐตองดําเนินการใหขอมูลอยางเพียงพอ บุคคลฝายที่เห็นชอบและไมเห็นชอบกับกิจการ
นั้น มีโอกาสแสดงความคิดเห็นของตนไดโดยอยางเทาเทียมกัน
บุคคลผูมีสิทธิเลื อกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรยอมมีสิทธิออกเสียงประชามติ
ในการออกเสียงประชามติ หากผลปรากฏวามีผู มาใชสิทธิออกเสียงประชามติ
เปนจํานวนไมมากกวาหนึ่งในหาของจํานวนผูมีสิทธิออกเสียงประชามติ ใหถือวา
ประชาชนโดยเสียงขางมากไมเห็นชอบดวยกับเรื่องที่ขอปรึกษานั้น แตถามีผูมาใชสิทธิ
ออกเสียงประชามติมากกวาหนึ่งในหาของจํานวนผูมีสิทธิออกเสียงประชามติและปรากฏ
วาผูออกเสียงประชามติโดยเสียงขางมากใหความเห็นชอบ ใหถือวาประชาชนโดยเสียง
ขางมากเห็นชอบดวยกับเรื่องที่ ขอปรึกษานั้น
การออกเสียงประชามติตามมาตรานี้ใหมีผลเปนเพียงการใหคําปรึกษาแก
คณะรัฐมนตรีในเรื่องนั้น
หลักเกณฑและวิธีการออกเสี ยงประชามติใหเป นไปตามกฎหมายพระราช
บัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการออกเสียงประชามติซึ่งอยางนอยตองกําหนด


๑๐๒
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการออกเสียงประชามติ ระยะเวลาในการดําเนินการ และจํานวน
เสียงประชามติเพื่อมีขอยุติ
หมวด ๘
การเงิน การคลัง และงบประมาณ


มาตรา ๑๗๙ งบประมาณรายจายของแผนดินใหทําเปนพระราชบัญญัติ ถา
พระราชบัญญัติ งบประมาณรายจายประจําปงบประมาณออกไมทันงบประมาณใหม ใหใช
กฎหมายวาดวย งบประมาณรายจายในปงบประมาณปกอนนั้นไปพลางกอน
มาตรา ๑๗๙๑๖๒ งบประมาณรายจายของแผนดินใหทําเปนพระราชบัญญัติ
ถาพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายประจําปงบประมาณออกไมทันงบประมาณใหม
ใหใชกฎหมายว าดวย งบประมาณรายจายในปงบประมาณปก อนนั้นไปพลางกอน
มาตรา ๑๖๓ ในการนําเสนอร างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายประจําป
งบประมาณ ตองมีรายละเอียดเกี่ยวกับประมาณการรายรับ และกําหนดวัตถุ ประสงค
กิจกรรม แผนงาน และโครงการในแตละรายจายงบประมาณ รวมทั้งตองแสดงฐานะ
ทางการคลังของประเทศเกี่ยวกับภาพรวมจากการใชจายและการจัดหารายได การขาด
รายไดจากการยกเวนภาษีเฉพาะรายในรูปแบบตาง ๆ ความจําเปนในการตั้งงบประมาณ
ผูกพันขามป การกอหนี้ของรัฐและฐานะทางการเงินของรัฐวิ สาหกิจ
ถารายจายใดที่ ไมสามารถจัดสรรเปนรายจายในรายการใดได ใหจัดสรรไวใน
รายการรายจายงบกลาง โดยตองแสดงเหตุผลและความจําเปนในการกํ าหนดงบประมาณ
รายจายงบกลางนั้นดวย
ใหมีกฎหมายการเงินการคลังของรัฐเพื่อกําหนดหลักเกณฑเกี่ ยวกับการจัดหา
รายได การกําหนดรายจาย การกอหนี้หรือการดําเนินการที่ผูกพันทรัพยสิ นของรัฐ
หลักเกณฑการกําหนดวงเงิ นสํ ารองจายเพื่ อกรณีฉุกเฉินหรื อจําเปน และการอื่นที่
เกี่ยวของ ซึ่งจะใชเปนกรอบในการกํากับการใชจายเงินตามแนวทางการรักษาวินัย

๑๐๓
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
การเงิน การคลัง และรักษาเสถี ยรภาพทางเศรษฐกิจอยางยั่งยื น รวมทั้งเปนแนวทางใน
การจัดทํางบประมาณรายจายของแผนดิน
มาตรา ๑๘๐ รางพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายประจําปงบประมาณ ราง
พระราชบัญญัติ งบประมาณรายจายเพิ่มเติม และรางพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ
รายจาย สภาผูแทนราษฎรจะตองพิจารณาใหเสร็จภายในหนึ่ งรอยหาวันนับแตวันที่ราง
พระราชบัญญัติ ดังกลาวมาถึงสภาผูแทนราษฎร
ถาสภาผูแทนราษฎรพิจารณาร างพระราชบัญญัตินั้นไมเสร็จภายในกําหนด
เวลาที่กลาวในวรรคหนึ่ง ใหถือว าสภาผูแทนราษฎรไดใหความเห็นชอบในรางพระราช
บัญญัตินั้น และให เสนอรางพระราชบัญญัติดังกลาวตอวุฒิ สภา
ในการพิจารณาของวุฒิสภา วุฒิสภาจะตองใหความเห็นชอบหรื อไมใหความ
เห็นชอบภายในยี่สิบวันนับแตวันที่รางพระราชบัญญัตินั้นมาถึ งวุฒิสภา โดยจะแกไข
เพิ่มเติมใด ๆ มิ ได ถาพนกําหนดเวลาดังกลาวใหถือวาวุฒิสภาไดใหความเห็นชอบในราง
พระราชบัญญัติ นั้น ในกรณีเชนนี้และในกรณี ที่ วุฒิสภาใหความเห็นชอบ ใหดําเนินการ
ตอไปตาม มาตรา ๙๓
ถารางพระราชบัญญัติดังกลาววุฒิสภาไมเห็นชอบดวย ใหนําบทบัญญัติมาตรา
๑๗๖ วรรคสอง มาใชบังคับโดยอนุโลม
ในการพิจารณารางพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายประจําปงบประมาณ
รางพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายเพิ่มเติ ม และรางพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ
รายจาย สมาชิกสภาผูแทนราษฎรจะแปรบัญญัติเพิ่มเติมรายการหรือจํานวนในรายการ
มิได แตอาจแปรญัตติไดในทางลดหรือตัดทอนรายจายซึ่งมิใชรายจายตามขอผูกพัน
อย างใดอยางหนึ่ง ดังตอไปนี้
(๑) เงินส งใชตนเงินกู
(๒) ดอกเงินเงินกู
มาตรา ๑๘๐๑๖๔ รางพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายประจําปงบประมาณ
รางพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายเพิ่มเติ ม และรางพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ
รายจาย สภาผูแทนราษฎรจะตองวิเคราะหและพิจารณาใหแลวเสร็จภายในหนึ่ งรอยหา
วันนับแตวันที่ร างพระราชบัญญัติดังกลาวมาถึงสภาผูแทนราษฎร
ถาสภาผูแทนราษฎรพิจารณาร างพระราชบัญญัตินั้นไมแลวเสร็จภายในกําหนด
เวลาที่กลาวในวรรคหนึ่ง ใหถือว าสภาผูแทนราษฎรไดใหความเห็นชอบในรางพระราช
บัญญัตินั้นและใหเสนอรางพระราชบัญญัติดังกล าวตอวุฒิสภา
ในการพิจารณาของวุฒิสภา วุฒิสภาจะตองใหความเห็นชอบหรื อไมใหความ
เห็นชอบภายในยี่สิบวันนับแตวันที่รางพระราชบัญญัตินั้นมาถึ งวุฒิสภา โดยจะแกไข
เพิ่มเติมใด ๆ มิ ได ถาพนกําหนดเวลาดังกลาวใหถือวาวุฒิสภาไดใหความเห็นชอบในร าง
พระราชบัญญัติ นั้นในกรณีเชนนี้และในกรณี ที่ วุฒิสภาใหความเห็นชอบ ใหดําเนินการ
ตอไปตาม มาตรา ๙๓๑๔๖
ถารางพระราชบัญญัติดังกลาววุฒิสภาไมเห็นชอบดวย ใหนําบทบัญญัติมาตรา
๑๗๖๑๔๔ วรรคสอง มาใชบังคับโดยอนุโลม
ในการพิจารณารางพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายประจําปงบประมาณ
รางพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายเพิ่มเติ ม และรางพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ
รายจาย สมาชิกสภาผูแทนราษฎรจะแปรบัญญัติเพิ่มเติมรายการหรือจํานวนในรายการ
มิได แตอาจแปรญัตติไดในทางลดหรือตัดทอนรายจายซึ่งมิใชรายจายตามขอผูกพัน
อยางใดอยางหนึ่ง ดังตอไปนี้
(๑) เงินส งใชตนเงินกู
(๒) ดอกเงินเงินกู

๑๐๔
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
(๓) เงินที่กําหนดใหจายตามกฎหมาย
ในการพิจารณาของสภาผูแทนราษฎรหรือของคณะกรรมาธิการ การเสนอ การ
แปรญัตติ หรือการกระทําดวยประการใด ๆ ที่มีผลใหสมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิก
วุฒิสภา หรือกรรมาธิการ มีสวนไมวาโดยตรงหรือโดยออมในการใชงบประมาณรายจาย
จะกระทํามิได
ในกรณีที่ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา มีจํานวนไมนอยกวา
หนึ่งในสิ บของจํ านวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยู ของแตละสภา เห็นวามีการกระทําฝ าฝน
บทบัญญัติตามวรรคหก ใหเสนอความเห็นตอศาลรัฐธรรมนู ญเพื่อพิจารณา และศาล
รัฐธรรมนูญตองพิจารณาวินิจฉัยภายในเจ็ดวันนับแตวันที่ไดรับความเห็นดังกลาว ใน
กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว ามีการกระทําฝาฝนบทบัญญัติ ตามวรรคหก ใหการเสนอ
การแปรญัตติ หรือการกระทําดังกลาวสิ้นผลไป
(๓) เงินที่กําหนดใหจายตามกฎหมาย
ในการพิจารณาของสภาผูแทนราษฎร วุฒิสภา หรือของคณะกรรมาธิการ การ
เสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทําดวยประการใด ๆ ที่มีผลใหสมาชิกสภาผูแทนราษฎร
สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการ มีสวนไมวาโดยตรงหรือโดยออมในการใชงบประมาณ
รายจาย จะกระทํามิได
ในกรณีที่ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา มีจํานวนไมนอยกวา
หนึ่งในสิ บของจํ านวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยู ของแตละสภา เห็นวามีการกระทําฝาฝน
บทบัญญัติตามวรรคหก ใหเสนอความเห็ นตอศาลรัฐธรรมนู ญเพื่อพิจารณา และศาล
รัฐธรรมนูญตองพิจารณาวินิจฉัยภายในเจ็ดวันนับแตวันที่ไดรับความเห็นดังกลาว ใน
กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว ามีการกระทําฝาฝนบทบัญญัติ ตามวรรคหก ใหการเสนอ
การแปรญัตติหรือการกระทําดังกลาวสิ้นผลไป
รัฐตองจัดสรรงบประมาณใหเพี ยงพอกับการบริ หารงานโดยอิ สระของรัฐสภา
ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผูตรวจการ
แผนดินของรัฐสภา คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ คณะ
กรรมการตรวจเงินแผนดิน และคณะกรรมการสิ ทธิมนุษยชนแห งชาติ
ในการพิจารณางบประมาณรายจายของรัฐสภา ศาล และองคกรตามวรรคแปด
หากหน วยงานนั้นเห็นวางบประมาณรายจ ายที่ไดรับการจัดสรรใหนั้นไมเพี ยงพอให
สามารถเสนอคํ าขอแปรญัตติต อคณะกรรมาธิการไดโดยตรง
มาตรา ๑๘๑ การจายเงินแผนดินจะกระทําไดก็เฉพาะที่ไดอนุ ญาตไวใน
กฎหมายวาดวยงบประมาณรายจาย กฎหมายวาดวยวิธีการงบประมาณ กฎหมายเกี่ยว
ดวยการโอนงบประมาณ หรือกฎหมายวาดวยเงินคงคลัง เวนแตในกรณีจําเปนรีบดวนจะ
จายไปกอนก็ได แตตองเปนไปตามหลักเกณฑ และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ ในกรณี
เชนวานี้ตองตั้งงบประมาณรายจายชดใชในพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจาย
มาตรา ๑๘๑๑๖๕ การจายเงิ นแผนดินจะกระทําไดก็เฉพาะที่ ไดอนุญาตไวใน
กฎหมายวาดวยงบประมาณรายจาย กฎหมายวาดวยวิธีการงบประมาณ กฎหมายเกี่ยว
ดวยการโอนงบประมาณหรือกฎหมายวาดวยเงินคงคลัง เวนแตในกรณีจําเปนรีบดวนจะ
จายไปกอนก็ได แตตองเปนไปตามหลักเกณฑ และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ ในกรณีเชน
วานี้จะตองตั้งงบประมาณรายจายชดใชในพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจาย

๑๐๕
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
พระราชบัญญัติ งบประมาณรายจายเพิ่มเติม หรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจาย
ประจําปงบประมาณถัดไป หรือเวนแตเปนกรณี ตามมาตรา ๒๓๐ วรรคสอง
พระราชบัญญัติ งบประมาณรายจายเพิ่มเติม หรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจาย
ประจําปงบประมาณถัดไป หรือเวนแตเปนกรณี ตามมาตรา ๒๓๐ วรรคสองทั้งนี้ ให
กําหนดแหลงที่มาของรายไดเพื่อชดใชรายจายที่ไดใชเงินคงคลังจายไปกอนแลวดวย
ในระหวางเวลาที่ประเทศอยูในภาวะสงครามหรือในระหวางเวลาที่มีประกาศ
สถานการณฉุกเฉิน คณะรัฐมนตรีมีอํานาจโอนหรือนํารายจายที่กําหนดไวสําหรับสวน
ราชการหรือรัฐวิ สาหกิจใด ไปใช ในกิจการที่แตกตางจากที่กําหนดไวในพระราชบัญญัติ
งบประมาณรายจายประจําปได ทันที และใหรายงานรัฐสภาทราบโดยไมชักชา
มาตรา ๑๖๖ เงินรายไดของหนวยงานใดของรัฐที่ไมตองนําส งเปนรายได
แผ นดิ น ใหหน วยงานของรัฐนั้นดําเนิ นการจัดทํารายงานการรับและการใชจ ายเงิ น
ดังกล าวเสนอต อคณะรัฐมนตรี เมื่ อสิ้นป งบประมาณทุกปและใหคณะรัฐมนตรี ทํารายงาน
เสนอต อสภาผูแทนราษฎรและวุ ฒิสภาตอไป
หมวด ๗
คณะรัฐมนตรี


หมวด ๗๙
คณะรัฐมนตรี

มาตรา ๒๐๑ พระมหากษัตริยทรงแต งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งและรัฐมนตรี
อื่นอีกไมเกินสามสิบหาคนประกอบเปนคณะรัฐมนตรี มีหนาที่บริหารราชการแผนดิน
นายกรัฐมนตรี ตองแตงตั้งจากสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือผูเคยเปนสมาชิก
สภาผูแทนราษฎรแตพนจากสมาชิกภาพตามมาตรา ๑๑๘ (๗) ในอายุของสภาผูแทน
ราษฎรชุดเดียวกัน
ใหประธานสภาผูแทนราษฎรเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้ง
นายกรัฐมนตรี
มาตรา ๒๐๑๑๖๗ พระมหากษัตริยทรงแตงตั้งนายกรัฐมนตรี คนหนึ่งและ
รัฐมนตรีอื่นอีกไมเกินสามสิ บหาคนประกอบเปนคณะรัฐมนตรี มี หนาที่บริหารราชการ
แผนดินตามหลักความรับผิดชอบรวมกัน
นายกรัฐมนตรี ตองแตงตั้งจากสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือผูเคยเปนสมาชิก
สภาผูแทนราษฎรแตพนจากสมาชิกภาพซึ่งไดรับแตงตั้งตามมาตรา ๑๑๘ (๗)๑๖๘ ใน
อายุของสภาผูแทนราษฎรชุดเดี ยวกัน


๑๐๖
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
ใหประธานสภาผูแทนราษฎรเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้ง
นายกรัฐมนตรี
นายกรัฐมนตรีจะดํารงตําแหนงติดตอกันเกินสองวาระหรือเกินกวาแปดปมิได
สุดแตระยะเวลาในการดํารงตําแหนงกรณีใดจะยาวกวากัน
มาตรา ๒๐๒ ใหสภาผูแทนราษฎรพิจารณาใหความเห็นชอบบุคคลซึ่ งสมควร
ไดรับแตงตั้งเป นนายกรัฐมนตรี ใหแลวเสร็จภายในสามสิ บวันนับแตวันที่มีการเรียก
ประชุมรัฐสภาเปนครั้งแรกตามมาตรา ๑๕๙
การเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรไดรับแตงตั้งเปนนายกรัฐมนตรีตามวรรคหนึ่ง ตอง
มีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรไมนอยกวาหนึ่งในหาของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท าที่มีอยู
ของสภาผูแทนราษฎรรับรอง
มติของสภาผูแทนราษฎรที่เห็ นชอบดวยในการแตงตั้งบุคคลใดใหเปนนายก
รัฐมนตรี ตองมี คะแนนเสียงมากกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มี อยูของสภา
ผูแทนราษฎร การลงมติในกรณี เชนวานี้ใหกระทําโดยการลงคะแนนโดยเปดเผย
มาตรา ๒๐๒๑๖๘ ใหสภาผูแทนราษฎรพิจารณาใหความเห็นชอบบุคคลซึ่ ง
สมควรไดรับแต งตั้งเปนนายกรัฐมนตรีใหแลวเสร็จภายในสามสิบวันนับแต วันที่มีการ
เรียกประชุมรัฐสภาเปนครั้งแรกตามมาตรา ๑๕๙๑๒๒
การเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรไดรับแตงตั้งเปนนายกรัฐมนตรีตามวรรคหนึ่ง ตอง
มีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรไมนอยกวาหนึ่งในหาของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท าที่มีอยู
ของสภาผูแทนราษฎรรับรอง
มติของสภาผูแทนราษฎรที่เห็ นชอบดวยในการแตงตั้งบุคคลใดใหเปนนายก
รัฐมนตรี ตองมี คะแนนเสียงมากกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มี อยูของสภา
ผูแทนราษฎร การลงมติในกรณี เชนวานี้ใหกระทําโดยการลงคะแนนโดยเปดเผย
มาตรา ๒๐๓ ในกรณีที่พนกําหนดสามสิ บวันนับแตวันที่มีการเรียกประชุม
รัฐสภาเพื่อใหสมาชิกไดมาประชุมเปนครั้งแรกแลว ไมปรากฏวามีบุคคลใดไดรับคะแนน
เสียงเห็นชอบใหไดรับแตงตั้งเปนนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๒๐๒ วรรคสาม ภายในสิ บ
หาวันนับแตวันที่พนกําหนดเวลาดังกลาว ใหประธานสภาผูแทนราษฎรนําความขึ้นกราบ
บังคมทูล เพื่อทรงมีพระบรมราชโองการแตงตั้งบุคคลซึ่งไดรับคะแนนเสียงสู งสุ ดเปน
นายกรัฐมนตรี
มาตรา ๒๐๓๑๖๙ ในกรณีที่ พนกําหนดสามสิ บวันนับแตวันที่ มีการเรียก
ประชุมรัฐสภา เพื่อใหสมาชิกสภาผูแทนราษฎรไดมาประชุมเปนครั้งแรกแลว ไมปรากฏ
วามีบุคคลใดไดรับคะแนนเสี ยงเห็นชอบใหไดรับแตงตั้งเปนนายกรัฐมนตรีตามมาตรา
๒๐๒๑๖๘ วรรคสาม ภายในสิบหาวันนับแตวันที่พนกําหนดเวลาดังกลาว ใหประธาน
สภาผูแทนราษฎรนําความขึ้นกราบบังคมทู ลภายในสิ บหาวันนับแตวันที่พนกํ าหนดเวลา
ดังกลาวเพื่อทรงมีพระบรมราชโองการแตงตั้งบุคคลซึ่งไดรับคะแนนเสียงสู งสุ ดเปน
นายกรัฐมนตรี
มาตรา ๒๐๔ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะเป นสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรื อ
สมาชิกวุฒิสภาในขณะเดียวกันมิได

มาตรา ๒๐๔ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือ
สมาชิกวุฒิสภาในขณะเดียวกันมิได


๑๐๗
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
สมาชิกสภาผูแทนราษฎรซึ่งไดรับแตงตั้งเปนนายกรัฐมนตรีหรื อรัฐมนตรี ใหพน
จากตําแหนงสมาชิกสภาผูแทนราษฎรในวันถัดจากวันที่ครบสามสิบวันนับแตวันที่มีพระ
บรมราชโองการแตงตั้ง
สมาชิกสภาผูแทนราษฎรซึ่งไดรับแตงตั้งเปนนายกรัฐมนตรีหรื อรัฐมนตรี ใหพน
จากตําแหนงสมาชิกสภาผูแทนราษฎรในวันถัดจากวันที่ครบสามสิบวันนับแตวันที่มีพระ
บรมราชโองการแตงตั้ง
มาตรา ๒๐๖ รัฐมนตรีตองมีคุณสมบัติและไม มีลักษณะตองหาม ดังตอไปนี้
(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(๒) มีอายุไมต่ํากวาสามสิ บหาปบริบูรณ
(๓) สําเร็จการศึ กษาไมต่ํากวาปริญญาตรีหรือเทียบเทา
(๔) ไมมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๑๐๙ (๑) (๒) (๓) (๔) (๖) (๗) (๑๒) (๑๓)
หรือ (๑๔)
(๕) ไมเคยตองคําพิพากษาใหจําคุกตั้งแตสองปขึ้นไป โดยไดพนโทษมายัง
ไมถึงหาปกอนไดรับแตงตั้ง เวนแตในความผิดอันไดกระทําโดยประมาท
(๖) ไมเปนสมาชิกวุฒิสภา หรือเคยเปนสมาชิกวุฒิสภาซึ่ งสมาชิกภาพสิ้นสุดลง
มาแลวยังไมเกิ นหนึ่งปนับแตวันที่ไดรับแต งตั้งเปนรัฐมนตรี เวนแตสมาชิกภาพสิ้นสุดลง
ตามมาตรา ๑๓๓(๑)
มาตรา ๒๐๖๑๗๐ รัฐมนตรี ตองมีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหาม
ดังตอไปนี้
(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(๒) มีอายุไมต่ํากวาสามสิ บหาปบริบูรณ
(๓) สําเร็จการศึ กษาไมต่ํากวาปริญญาตรีหรือเทียบเทา
(๔) ไมมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๑๐๙๙๖ (๑) (๒) (๓) (๔) (๖) (๗) (๘) (๙)
(๑๑) (๑๒) (๑๓) หรือ (๑๔)
(๕) ไมเคยตองคําพิพากษาใหจําคุกตั้งแตสองปขึ้นไปโดยไดพนโทษมายัง
ไมถึงหาปกอนไดรับแตงตั้ง เวนแตในความผิดอันไดกระทําโดยประมาทหรือความผิด
ลหุโทษ
(๖) ไมเปนสมาชิกวุฒิสภา หรือเคยเปนสมาชิกวุฒิสภาซึ่ งสมาชิกภาพสิ้นสุดลง
มาแลวยังไมเกิ นหนึ่งปนับแตวันที่ไดรับแต งตั้งเปนรัฐมนตรี เวนแตสมาชิกภาพสิ้นสุดลง
ตามมาตรา ๑๓๓ (๑)
มาตรา ๒๐๗ รัฐมนตรีจะเปนขาราชการซึ่งมีตําแหนงหรือเงินเดือนประจํา
นอกจากขาราชการการเมืองมิได
มาตรา ๒๐๗ รัฐมนตรีจะเปนขาราชการซึ่งมีตําแหนงหรือเงินเดือนประจํา
นอกจากขาราชการการเมืองมิได
มาตรา ๒๐๕ ก อนเขารับหนาที่ รัฐมนตรีตองถวายสัตยปฏิญาณตอพระมหา
กษัตริยดวยถอยคําดังตอไปนี้
"ขาพระพุทธเจา (ชื่อผูปฏิญาณ) ขอถวายสัตยปฏิญาณวา ขาพระพุทธเจาจะ
จงรักภักดีตอพระมหากษัตริย และจะปฏิบัติหนาที่ดวยความซื่อสัตยสุจริต เพื่อประโยชน
มาตรา ๒๐๕๑๗๑ กอนเขารับหนาที่ รัฐมนตรี ตองถวายสัตยปฏิญาณตอพระ
มหากษัตริยดวยถอยคําดังตอไปนี้
"ขาพระพุทธเจา (ชื่อผูปฏิญาณ) ขอถวายสัตยปฏิญาณวา ขาพระพุทธเจาจะ
จงรักภักดีตอพระมหากษัตริย และจะปฏิบัติหนาที่ดวยความซื่อสัตยสุจริต เพื่อประโยชน

๑๐๘
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไวและปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจักรไทยทุกประการ"
ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไวและปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแหงราชอาณา
จักรไทยทุกประการ"
มาตรา ๒๑๑ คณะรัฐมนตรี ที่จะเขาบริหารราชการแผนดินตองแถลงนโยบาย
ตอรัฐสภาโดยไมมีการลงมติความไววางใจ ทั้งนี้ ภายในสิ บหาวันนับแตวันเขารับหนาที่
กอนแถลงนโยบายตอรัฐสภาตามวรรคหนึ่ง หากมีกรณีที่สําคัญและจําเปน
เรงดวนซึ่งหากปลอยใหเนิ่นชาไปจะกระทบตอประโยชนสําคัญของแผนดิน คณะ
รัฐมนตรีที่ เขารับหนาที่จะดําเนิ นการไปพลางก อนเพียงเทาที่จําเปนก็ได
มาตรา ๒๑๑๑๗๒ คณะรัฐมนตรีที่จะเขาบริหารราชการแผนดินตองแถลง
นโยบายตอรัฐสภาและชี้แจงการดําเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห งรัฐตามมาตรา
๗๔ โดยไมมีการลงมติความไววางใจ ทั้งนี้ ภายในสิบหาวันนับแตวันเขารับหนาที่ และ
เมื่อเขารับหนาที่แลวตองจัดทําแผนการบริหารราชการแผนดิน เพื่อกําหนดแนวทางการ
ปฏิบัติราชการแตละปตามมาตรา ๗๕
กอนแถลงนโยบายตอรัฐสภาตามวรรคหนึ่ง หากมีกรณีที่สําคัญและจําเปน
เรงดวนซึ่งหากปลอยใหเนิ่นชาไปจะกระทบตอประโยชนสําคัญของแผนดิน คณะ
รัฐมนตรีที่ เขารับหนาที่จะดําเนิ นการไปพลางก อนเพียงเทาที่จําเปนก็ได
มาตรา ๒๑๐ รัฐมนตรียอมมี สิ ทธิเขาประชุมและแถลงขอเท็จจริงหรือแสดง
ความคิดเห็นในที่ประชุมสภา แตไมมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน ในกรณีที่ สภา
ผูแทนราษฎรหรือวุฒิสภามีมติ ใหเขาประชุมในเรื่องใด รัฐมนตรีตองเขารวมประชุม
เอกสิทธิ์ที่บัญญัติไวในมาตรา ๑๕๗ และมาตรา ๑๕๘ ใหนํามาใชบังคับโดย
อนุโลม
มาตรา ๒๑๐๑๗๓ รัฐมนตรียอมมีสิทธิเขาประชุมและแถลงขอเท็จจริงหรือ
แสดงความคิดเห็นในที่ประชุมสภา แตไมมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน และในกรณีที่สภา
ผูแทนราษฎรหรือวุฒิสภามีมติ ใหเขาประชุมในเรื่องใด รัฐมนตรีตองเขารวมประชุม และ
ใหนําเอกสิ ทธิ์ที่ บัญญัติ ไวในมาตรา ๑๒๕ มาใชบังคับโดยอนุ โลม
ในการประชุมสภาผูแทนราษฎร ถารัฐมนตรีผูใดเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร
ในขณะเดียวกันดวย หามมิใหรัฐมนตรีผูนั้นออกเสียงลงคะแนนในเรื่องที่เกี่ยวกับการ
ดํารงตําแหนง การปฏิบัติหนาที่หรือการมีสวนไดเสียในเรื่องนั้น
เอกสิทธิ์ที่บัญญัติไวในมาตรา ๑๕๗ และมาตรา ๑๕๘ ใหนํามาใชบังคับโดย
อนุโลม
มาตรา ๒๑๒ ในการบริหารราชการแผนดิน รัฐมนตรีตองดําเนินการตาม
บทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่ไดแถลงไวตามมาตรา ๒๑๑ และ
ตองรับผิดชอบตอสภาผูแทนราษฎรในหนาที่ของตน รวมทั้งตองรับผิดชอบร วมกันตอ
รัฐสภาในนโยบายทั่วไปของคณะรัฐมนตรี
มาตรา ๒๑๒๑๗๔ ในการบริหารราชการแผนดิน รัฐมนตรีตองดําเนินการตาม
บทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่ไดแถลงไวตามมาตรา ๒๑๑๑๗๒
และตองรับผิดชอบตอสภาผูแทนราษฎรในหนาที่ของตน รวมทั้งตองรับผิดชอบรวมกัน
ตอรัฐสภาในนโยบายทั่วไปของคณะรัฐมนตรี

๑๐๙
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
มาตรา ๒๑๓ ในกรณีที่มีปญหาสําคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผนดินที่
คณะรัฐมนตรีเห็ นสมควรจะฟงความคิดเห็นของสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิก
วุฒิสภา นายกรัฐมนตรีจะแจง ไปยังประธานรัฐสภาขอใหมีการเปดอภิปรายทั่วไปใน
ที่ประชุมรวมกันของรัฐสภาก็ไดในกรณีเชนวานี้ รัฐสภาจะลงมติในปญหาที่อภิปรายมิได
มาตรา ๒๑๓๑๗๕ ในกรณีที่มี ปญหาสําคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผนดิน
ที่คณะรัฐมนตรี เห็นสมควรจะฟงความคิดเห็นของสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิก
วุฒิสภา นายกรัฐมนตรีจะแจง ไปยังประธานรัฐสภาขอใหมีการเปดอภิปรายทั่วไปใน
ที่ประชุมรวมกันของรัฐสภาก็ไดในกรณีเชนวานี้ รัฐสภาจะลงมติในปญหาที่อภิปรายมิได
มาตรา ๒๑๕ รัฐมนตรีทั้งคณะพนจากตําแหน ง เมื่อ
(๑) ความเปนรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี สิ้นสุ ดลงตามมาตรา ๒๑๖
(๒) อายุสภาผูแทนราษฎรสิ้นสุ ดลงหรือมีการยุ บสภาผูแทนราษฎร
(๓) คณะรัฐมนตรีลาออก
คณะรัฐมนตรีที่ พนจากตําแหน ง ตองอยูในตําแหนงเพื่อปฏิบัติ หนาที่ตอไป
จนกวาคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหมจะ เขารับหนาที่ แตในกรณี พ นจากตําแหน งตาม (๒) จะ
ใชอํานาจแตงตั้งหรือยายขาราชการซึ่งมีตําแหนงหรือเงิ นเดือนประจํา หรือพนักงานของ
หนวยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิ จ หรือใหบุคคลดังกลาวพนจากตําแหนง มิได เวนแตจะ
ไดรับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง
มิใหนําบทบัญญัติมาตรา ๑๑๘ (๗) และวรรคสอง และมาตรา ๒๐๔ มาใชบังคับ
กับคณะรัฐมนตรีที่พนจากตําแหนงและอยูในระหวางที่ปฏิบัติ หนาที่ตามวรรคสอง
ในกรณีที่ความเปนรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงตามมาตรา ๒๑๖ (๑)
(๒) (๓) (๔) (๖) หรือ (๘) ใหดําเนินการตามมาตรา ๒๐๒ และ มาตรา ๒๐๓ โดยอนุโลม
มาตรา ๒๑๕๑๗๖ รัฐมนตรีทั้งคณะพนจากตําแหนง เมื่อ
(๑) ความเปนรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี สิ้นสุ ดลงตามมาตรา ๒๑๖๑๗๘
(๒) อายุสภาผูแทนราษฎรสิ้นสุ ดลงหรือมีการยุ บสภาผูแทนราษฎร
(๓) คณะรัฐมนตรีลาออก
คณะรัฐมนตรีที่ พนจากตําแหน ง ตองอยูในตําแหนงเพื่อปฏิบัติ หนาที่ตอไป
จนกวาคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหมจะ เขารับหนาที่ แตในกรณี พนจากตําแหน งตาม (๒) จะ
ใชอํานาจแตงตั้งหรือยายขาราชการซึ่งมีตําแหนงหรือเงิ นเดือนประจํา หรือพนักงานของ
หนวยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ หรือใหบุคคลดังกลาวพนจากตําแหนง มิได เวนแตจะ
ไดรับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง
มิใหนําบทบัญญัติมาตรา ๑๑๘ (๗) และวรรคสอง และมาตรา ๒๐๔ มาใชบังคับ
กับคณะรัฐมนตรีที่พนจากตําแหนงและอยูในระหวางที่ปฏิบัติ หนาที่ตามวรรคสอง
ในกรณีที่ความเปนรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงตามมาตรา ๒๑๖๑๗๘
(๑) (๒) (๓) (๔) (๖๕) (๗) หรือ (๘) ใหดําเนินการตามมาตรา ๒๐๒๑๖๘ และ มาตรา
๒๐๓๑๖๙ โดยอนุโลม
มาตรา ๑๗๗ คณะรัฐมนตรีที่ พนจากตําแหน ง ตองอยูในตําแหนงเพื่อปฏิบัติ
หนาที่ตอไปจนกวาคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหมจะเขารับหนาที่ แตในกรณีพนจากตําแหนง
ตามมาตรา ๑๗๖ (๒) คณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะปฏิบัติหนาที่ไดเทาที่จําเป น ภายใต
เงื่อนไขที่กําหนด ดังตอไปนี้

๑๑๐
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
(๑) ไมกระทําการอันเปนการใชอํานาจแตงตั้งหรือยายขาราชการซึ่งมีตําแหนง
หรือ เงินเดือนประจํา หรือพนักงานของหนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการที่รัฐถือ
หุนเปนสวนใหญ หรือใหบุคคลดังกลาวพนจากการปฏิบัติหนาที่หรือพนจากตํ าแหนง
หรือใหผูอื่นมาปฏิบัติหนาที่แทน เวนแตจะไดรับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการ
เลือกตั้งกอน
(๒)ไมกระทําการอันมีผลเปนการอนุมัติใหใชจายงบประมาณสํารองจายเพื่ อ
กรณีฉุกเฉินหรื อจําเปน เวนแตจะไดรับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง
กอน
(๓) ไมกระทําการอันมีผลเปนการอนุมัติงานหรื อโครงการ หรือมีผลเปนการ
สรางความผูกพันตอคณะรัฐมนตรีชุดตอไป
(๔) ไมใชทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐเพื่อกระทําการใดซึ่งจะมีผลตอ
การเลือกตั้ง และไมกระทําการอันเปนการฝาฝ นขอหามตามระเบียบที่คณะกรรมการการ
เลือกตั้งกําหนด
มาตรา ๒๑๖ ความเปนรัฐมนตรีสิ้นสุ ดลงเฉพาะตัว เมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๒๐๖
(๔) ตองคําพิพากษาใหจําคุก
(๕) สภาผูแทนราษฎรมีมติไมไว วางใจตามมาตรา ๑๘๕ หรือมาตรา ๑๘๖
(๖) กระทําการอันตองหามตามมาตรา ๒๐๘ หรือมาตรา ๒๐๙
(๗) มีพระบรมราชโองการตามมาตรา ๒๑๗
(๘) วุฒิ สภามีมติตามมาตรา ๓๐๗ ใหถอดถอนออกจากตําแหนง
มาตรา ๒๑๖๑๗๘ ความเปนรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัว เมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๒๐๖
(๔๓) ตองคําพิ พากษาใหจําคุก แมคดีนั้นจะยังไมถึงที่สุ ดหรือมีการรอการ
ลงโทษ เวนแต ในความผิดอันไดกระทําโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐาน
หมิ่นประมาท
(๕๔) สภาผูแทนราษฎรมีมติไมไววางใจตามมาตรา ๑๘๕๑๕๔ หรือมาตรา
๑๘๖๑๕๕

๑๑๑
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๙๖ และมาตรา ๙๗ มาใชบังคับกับการสิ้นสุ ดของความ
เปนรัฐมนตรีตาม (๒) (๓) (๔) หรือ (๖)

(๕) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๑๗๐
(๖) กระทําการอันตองหามตามมาตรา ๒๐๘ หรือมาตรา ๒๐๙
(๗๖) มีพระบรมราชโองการใหพนจากความเปนรัฐมนตรี ตามมาตรา ๒๑๗๑๗๙
(๘) วุฒิสภามีมติตามมาตรา ๓๐๗๒๖๕ ใหถอดถอนออกจากตําแหนง
ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๙๖๘๙ และมาตรา ๙๗๙๐ มาใชบังคับกับการสิ้นสุดของ
ความเปนรัฐมนตรีตาม (๒) (๓) (๔๕) หรือ (๖๗)
มาตรา ๒๑๗ พระมหากษัตริ ยทรงไวซึ่ งพระราชอํานาจในการใหรัฐมนตรีพน
จากความเปนรัฐมนตรีตามที่นายกรัฐมนตรี ถวายคําแนะนํา
มาตรา ๒๑๗๑๗๙ พระมหากษัตริยทรงไวซึ่งพระราชอํานาจในการใหรัฐมนตรี
พนจากความเปนรัฐมนตรีตามที่นายกรัฐมนตรี ถวายคําแนะนํา
มาตรา ๒๑๘ ในกรณีเพื่ อประโยชนในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ
ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือปองปดภัยพิ บัติ
สาธารณะ พระมหากษัตริยจะทรงตราพระราชกําหนดใหใชบังคับดังเชนพระราชบัญญัติ
ก็ได
การตราพระราชกําหนดตามวรรคหนึ่ง ใหกระทําไดเฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรี
เห็นวาเปนกรณี ฉุกเฉินที่มีความจําเปนรีบดวนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได
ในการประชุมรัฐสภาคราวตอไป ใหคณะรัฐมนตรีเสนอพระราชกําหนดนั้นตอ
รัฐสภาเพื่อพิจารณาโดยไมชักชา ถาอยูนอกสมัยประชุมและการรอการเปดสมัยประชุม
สามัญจะเปนการชักชา คณะรัฐมนตรีตองดําเนิ นการใหมีการเรียกประชุมรัฐสภาสมัย
วิสามัญเพื่อพิจารณาอนุมัติหรื อไมอนุมัติพระราชกําหนดโดยเร็ว ถาสภาผูแทนราษฎรไม
อนุมัติ หรือ สภาผูแทนราษฎรอนุมัติแตวุฒิสภาไมอนุมัติและสภาผูแทนราษฎรยืนยันการ
อนุมัติดวยคะแนนเสียงไมมากกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มี อยูของสภา
ผูแทนราษฎร ใหพระราชกําหนดนั้นตกไป แตทั้งนี้ไมกระทบกระเทือนกิจการที่ไดเปนไป
ในระหวางที่ใชพระราชกําหนดนั้น
มาตรา ๒๑๘๑๘๐ ในกรณีเพื่อประโยชนในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของ
ประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือปองปด
ภัยพิ บัติ สาธารณะ พระมหากษัตริยจะทรงตราพระราชกําหนดใหใชบังคับดังเชน
พระราชบัญญัติ ก็ได
การตราพระราชกําหนดตามวรรคหนึ่ง ใหกระทําไดเฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรี
เห็นวาเปนกรณี ฉุกเฉินที่มีความจําเปนรีบดวนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได
ในการประชุมรัฐสภาคราวตอไป ใหคณะรัฐมนตรีเสนอพระราชกําหนดนั้นตอ
รัฐสภาเพื่อพิจารณาโดยไมชักชา ถาอยูนอกสมัยประชุมและการรอการเปดสมัยประชุม
สามัญจะเปนการชักชา คณะรัฐมนตรีตองดําเนิ นการใหมีการเรียกประชุมรัฐสภาสมัย
วิสามัญ เพื่ อพิจารณาอนุมัติหรื อไมอนุมัติพระราชกําหนดโดยเร็ว ถาสภาผูแทนราษฎร
ไมอนุมัติ หรือ สภาผูแทนราษฎรอนุมัติแตวุฒิ สภาไมอนุมัติและสภาผูแทนราษฎรยืนยัน
การอนุมัติดวยคะแนนเสียงไม มากกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของ
สภาผูแทนราษฎร ใหพระราชกําหนดนั้นตกไป แตทั้งนี้ไมกระทบกระเทือนกิจการที่ได
เปนไปในระหวางที่ใชพระราชกําหนดนั้น

๑๑๒
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
หากพระราชกําหนดตามวรรคหนึ่งมีผลเปนการแกไขเพิ่มเติมหรือยกเลิก
บทบัญญัติแหงกฎหมายใด และพระราชกําหนดนั้นตองตกไปตามวรรคสาม ให
บทบัญญัติแหงกฎหมายที่มีอยูกอนการแกไขเพิ่มเติมหรือยกเลิก มีผลใชบังคับตอ ไปนับ
แตวันที่การไมอนุมัติพระราชกําหนดนั้นมีผล
ถาสภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภาอนุมัติพระราชกําหนดนั้น หรือถาวุฒิสภาไม
อนุมัติและสภาผูแทนราษฎรยื นยันการอนุมัติ ดวยคะแนนเสี ยงมากกวากึ่งหนึ่ งของ
จํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มี อยูของสภาผูแทนราษฎร ใหพระราชกําหนดนั้นมีผลใช
บังคับเปนพระราชบัญญัติตอไป
การอนุมัติหรือไมอนุมัติพระราชกําหนด ใหนายกรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจา
นุเบกษา ในกรณีไมอนุมัติใหมีผลตั้งแตวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
การพิจารณาพระราชกําหนดของสภาผูแทนราษฎรและของวุ ฒิสภาในกรณี
ยืนยันการอนุมัติพระราชกําหนด จะตองกระทําในโอกาสแรกที่ มีการประชุมสภานั้น ๆ
หากพระราชกําหนดตามวรรคหนึ่งมีผลเปนการแกไขเพิ่มเติมหรือยกเลิก
บทบัญญัติแหงกฎหมายใด และพระราชกําหนดนั้นตองตกไปตามวรรคสาม ให
บทบัญญัติแหงกฎหมายที่มีอยูกอนการแกไขเพิ่มเติมหรือยกเลิก มีผลใชบังคับตอ ไปนับ
แตวันที่การไมอนุมัติพระราชกําหนดนั้นมีผล
ถาสภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภาอนุมัติพระราชกําหนดนั้น หรือถาวุฒิสภาไม
อนุมัติและสภาผูแทนราษฎรยื นยันการอนุมัติ ดวยคะแนนเสี ยงมากกวากึ่งหนึ่ งของ
จํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มี อยูของสภาผูแทนราษฎร ใหพระราชกําหนดนั้นมีผลใช
บังคับเปนพระราชบัญญัติตอไป
การอนุมัติหรือไมอนุมัติพระราชกําหนด ใหนายกรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจา
นุเบกษา ในกรณีไมอนุมัติใหมีผลตั้งแตวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
การพิจารณาพระราชกําหนดของสภาผูแทนราษฎรและของวุ ฒิสภาในกรณี
ยืนยันการอนุมัติพระราชกําหนด จะตองกระทําในโอกาสแรกที่ มีการประชุมสภานั้น ๆ
มาตรา ๒๑๙ กอนที่สภาผูแทนราษฎรหรือวุ ฒิสภาจะไดอนุ มัติพระราชกําหนด
ใดตามมาตรา ๒๑๘ วรรคสาม สมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาจํานวน
ไมนอยกวาหนึ่งในหาของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของแตละสภา มีสิทธิเขาชื่อ
เสนอความเห็นตอประธานแหงสภาที่ ตนเปนสมาชิกวาพระราชกําหนดนั้นไมเปนไปตาม
มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง และใหประธานแหงสภาที่ไดรับความเห็นดังกลาว สงความเห็น
นั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวิ นิจฉัย เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแลว ใหศาลรัฐธรรมนูญ
แจงคําวินิจฉัยนั้นไปยังประธานแหงสภาที่ส งความเห็นนั้นมา
เมื่อประธานสภาผูแทนราษฎรหรือประธานวุฒิสภาไดรับความเห็นของสมาชิก
สภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิก วุฒิสภาตามวรรคหนึ่งแลว ใหรอการพิจารณาพระราช
กําหนดนั้นไวกอนจนกวาจะไดรับแจงคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง

มาตรา ๒๑๙๑๘๑ กอนที่สภาผูแทนราษฎรหรือวุฒิสภาจะไดอนุมัติพระราช
กําหนดใดตามมาตรา ๒๑๘๑๘๐ วรรคสาม สมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุ ฒิสภา
จํานวนไมนอยกวาหนึ่ งในหาของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของแตละสภา มีสิทธิ
เขาชื่อเสนอความเห็นตอประธานแหงสภาที่ ตนเปนสมาชิกวาพระราชกําหนดนั้นไมเปนไป
ตามมาตรา ๒๑๘๑๘๐ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง และใหประธานแหงสภาที่ไดรับ
ความเห็นดังกล าวนั้นสงความเห็นนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญภายในสามวันนับแตวันที่ ไดรับ
ความเห็นเพื่อวิ นิจฉัย เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแลว ใหศาลรัฐธรรมนูญแจงคําวินิจฉัย
นั้นไปยังประธานแหงสภาที่ส งความเห็นนั้นมา


๑๑๓
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวาพระราชกําหนดใดไมเปนไปตามมาตรา
๒๑๘ วรรคหนึ่ง ใหพระราชกําหนดนั้นไมมีผลบังคับมาแตตน
คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนู ญว าพระราชกําหนดใดไมเปนไปตามมาตรา ๒๑๘
วรรคหนึ่ง ตองมีคะแนนเสียงไมนอยกวาสองในสามของจํานวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ทั้งหมด
เมื่อประธานสภาผูแทนราษฎรหรือประธานวุฒิสภาไดรับความเห็นของสมาชิก
สภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิก วุฒิสภาตามวรรคหนึ่งแลว ใหรอการพิจารณาพระราช
กําหนดนั้นไวกอนจนกวาจะไดรับแจงคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง
ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวาพระราชกําหนดใดไมเปนไปตามมาตรา
๒๑๘๑๘๐ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ใหพระราชกําหนดนั้นไมมีผลบังคับมาแต ตน
คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนู ญว าพระราชกําหนดใดไมเปนไปตามมาตรา
๒๑๘๑๘๐ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ตองมีคะแนนเสียงไมนอยกวาสองในสามของจํานวน
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด
มาตรา ๒๒๐ ในระหวางสมัยประชุม ถามีความจําเปนตองมีกฎหมายเกี่ยว
ดวยภาษีอากรหรือเงินตราซึ่ งจะตองไดรับการพิจารณาโดยด วนและลับเพื่อรักษา
ประโยชนของแผนดิน พระมหากษัตริยจะทรงตราพระราชกําหนดใหใชบังคับดังเชน
พระราชบัญญัติ ก็ได
พระราชกําหนดที่ไดตราขึ้นตามวรรคหนึ่ง จะตองนําเสนอตอสภาผูแทนราษฎร
ภายในสามวันนับแตวันถัดจาก วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา และใหนําบทบัญญัติ
มาตรา ๒๑๘ มาใชบังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๒๒๐๑๘๒ ในระหวางสมัยประชุม ถามีความจําเปนตองมีกฎหมาย
เกี่ยวดวยภาษีอากรหรือเงินตราซึ่งจะตองไดรับการพิจารณาโดยดวนและลับเพื่ อรักษา
ประโยชนของแผนดิน พระมหากษัตริยจะทรงตราพระราชกําหนดใหใชบังคับดังเชน
พระราชบัญญัติ ก็ได
พระราชกําหนดที่ไดตราขึ้นตามวรรคหนึ่ง จะตองนําเสนอตอสภาผูแทนราษฎร
ภายในสามวันนับแตวันถัดจาก วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา และใหนําบทบัญญัติ
มาตรา ๒๑๘๑๘๐ มาใชบังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๒๒๑ พระมหากษัตริ ยทรงไวซึ่ งพระราชอํานาจในการตราพระราช
กฤษฎีกาโดยไมขัดตอกฎหมาย
มาตรา ๒๒๑๑๘๓ พระมหากษัตริยทรงไวซึ่งพระราชอํานาจในการตราพระ
ราชกฤษฎีกาโดยไมขัดตอกฎหมาย
มาตรา ๒๒๒ พระมหากษัตริ ยทรงไวซึ่ งพระราชอํานาจในการประกาศใชและ
เลิกใชกฎอัยการศึกตามลักษณะและวิธีการตามกฎหมายวาดวยกฎอัยการศึก
ในกรณีที่มีความจําเปนตองประกาศใชกฎอัยการศึกเฉพาะแหงเปนการรีบด วน
เจาหนาที่ฝายทหารยอมกระทําไดตามกฎหมายวาดวยกฎอัยการศึก
มาตรา ๒๒๒๑๘๔ พระมหากษัตริยทรงไวซึ่งพระราชอํานาจในการประกาศใช
และเลิกใชกฎอัยการศึกตามลักษณะและวิธีการตามกฎหมายวาดวยกฎอัยการศึก
ในกรณีที่มีความจําเปนตองประกาศใชกฎอัยการศึกเฉพาะแหงเปนการรีบด วน
เจาหนาที่ฝายทหารยอมกระทําไดตามกฎหมายวาดวยกฎอัยการศึก
มาตรา ๒๒๓ พระมหากษัตริ ยทรงไวซึ่ งพระราชอํานาจในการประกาศสงคราม
เมื่อไดรับความเห็นชอบจากรัฐสภา
มาตรา ๒๒๓๑๘๕ พระมหากษัตริยทรงไวซึ่งพระราชอํานาจในการประกาศ
สงครามเมื่อไดรับความเห็นชอบจากรัฐสภา

๑๑๔
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
มติใหความเห็นชอบของรัฐสภาตองมีคะแนนเสี ยงไมนอยกวาสองในสามของ
จํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มี อยู ของทั้งสองสภา
ในระหวางที่อายุสภาผูแทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือสภาผูแทนราษฎรถูกยุบ ให
วุฒิสภาทําหนาที่รัฐสภาในการใหความเห็นชอบตามวรรคหนึ่ง และการลงมติ ตองมี
คะแนนเสียงไม นอยกวาสองในสามของจํานวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดเทาที่มี อยู
มติใหความเห็นชอบของรัฐสภาตองมีคะแนนเสี ยงไมนอยกวาสองในสามของ
จํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มี อยู ของทั้งสองสภา
ในระหวางที่อายุสภาผูแทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือสภาผูแทนราษฎรถูกยุบให
วุฒิสภาทําหนาที่รัฐสภาในการใหความเห็นชอบตามวรรคหนึ่ง และการลงมติ ตองมี
คะแนนเสียงไม นอยกวาสองในสามของจํานวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดเทาที่มี อยู
มาตรา ๒๒๔ พระมหากษัตริ ยทรงไวซึ่ งพระราชอํานาจในการทําหนังสือ
สัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึ ก และสัญญาอื่ น กับนานาประเทศหรือกับองคการระหวาง
ประเทศ
หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอํานาจแหงรัฐ หรือ
จะตองออกพระราชบัญญัติเพื่อใหการเปนไปตามสัญญา ตองไดรับความเห็นชอบของ
รัฐสภา
มาตรา ๒๒๔๑๘๖ พระมหากษัตริยทรงไวซึ่งพระราชอํานาจในการทําหนังสือ
สนธิ สัญญาสันติ ภาพ สนธิ สัญญาสงบศึก และสนธิ สัญญาอื่น กับนานาประเทศหรือกับ
องคการระหวางประเทศ
หนังสือสนธิ สัญญาใดมีบทเปลี่ ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอํานาจแหงรัฐ
หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่ งประเทศไทยมี สิ ทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจตาม
สนธิสัญญาหรือตามกฎหมายระหวางประเทศ จะตองออกพระราชบัญญัติเพื่อใหการ
เปนไปตามสนธิ สัญญา หรือมีผลกระทบตอความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของ
ประเทศอยางรายแรง ตองไดรับความเห็นชอบของรัฐสภา
กอนการดําเนินการเพื่อทําสนธิ สัญญากับนานาประเทศหรือองคการระหวาง
ประเทศ คณะรัฐมนตรีตองใหขอมูลและจัดใหมี การรับฟ งความคิดเห็นของประชาชน
และตองชี้แจงต อรัฐสภาเกี่ยวกับสนธิ สัญญานั้น
เมื่อลงนามในสนธิสัญญาใดแลว คณะรัฐมนตรีตองใหประชาชนสามารถเขาถึง
รายละเอียดของสนธิสัญญานั้น และในกรณีที่การปฏิบัติตามสนธิสัญญากอใหเกิด
ผลกระทบตอประชาชน คณะรัฐมนตรีตองดําเนินการแกไขหรือเยียวยาผูไดรับผลกระทบ
อยางรวดเร็ว เหมาะสม และเปนธรรม
มาตรา ๒๒๕ พระมหากษัตริ ยทรงไวซึ่ งพระราชอํานาจ ในการพระราชทาน
อภัยโทษ

มาตรา ๒๒๕๑๘๗ พระมหากษัตริยทรงไวซึ่งพระราชอํานาจ ในการ
พระราชทานอภัยโทษ

๑๑๕
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
มาตรา ๒๒๖ พระมหากษัตริ ยทรงไวซึ่ งพระราชอํานาจในการถอดถอน
ฐานันดรศักดิ์และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ
มาตรา ๒๒๖๑๘๘ พระมหากษัตริยทรงไวซึ่งพระราชอํานาจในการถอดถอน
ฐานันดรศักดิ์และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ
มาตรา ๒๒๗ พระมหากษัตริ ยทรงแต งตั้งขาราชการฝายทหารและฝาย
พลเรื อนตําแหน งปลัดกระทรวง อธิบดี และเทียบเทา และทรงใหพนจากตําแหนง เวนแต
กรณีที่พนจากตํ าแหนงเพราะความตาย
มาตรา ๒๒๗๑๘๙ พระมหากษัตริยทรงแตงตั้งขาราชการฝายทหารและฝาย
พลเรื อนตําแหน งปลัดกระทรวง อธิบดี และเทียบเทา และทรงใหพนจากตําแหนง เวนแต
กรณีที่พนจากตํ าแหนงเพราะความตาย
มาตรา ๒๒๘ ขาราชการซึ่งมีตําแหนงหรือเงิ นเดือนประจําและมิใชขาราชการ
การเมือง จะเป นขาราชการการเมืองหรือผูดํารงตําแหนงทางการเมืองอื่น มิได
มาตรา ๒๒๘๑๙๐ ขาราชการและพนักงานของรัฐซึ่ งมีตําแหน งหรือเงินเดือน
ประจําและมิใชขาราชการการเมือง จะเปนขาราชการการเมืองหรือผูดํารงตําแหนงทาง
การเมืองอื่นมิได
มาตรา ๒๓๑ บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และ พระบรมราชโองการ อัน
เกี่ยวกับราชการแผนดิน ตองมี รัฐมนตรี ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เวนแตที่มี
บัญญัติไวเปนอยางอื่นในรัฐธรรมนูญนี้
มาตรา ๒๓๒ บทกฎหมายที่ทรงลงพระปรมาภิไธยแลวหรือถื อเสมือนหนึ่ งวา
ไดทรงลง พระปรมาภิไธยแลว ใหประกาศในราชกิจจานุเบกษาโดยพลัน
มาตรา ๒๓๑๑๙๑ บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และ พระบรมราชโองการ
อันเกี่ยวกับราชการแผนดิน ตองมีรัฐมนตรี ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เวนแตที่
มีบัญญัติไวเปนอยางอื่นในรัฐธรรมนูญนี้
บทกฎหมายที่ทรงลงพระปรมาภิไธยแลวหรือถื อเสมือนหนึ่ งวาไดทรงลงพระ
ปรมาภิไธยแลว ใหประกาศในราชกิจจานุเบกษาโดยพลัน
มาตรา ๒๓๒ บทกฎหมายที่ทรงลงพระปรมาภิ ไธยแลวหรือถื อเสมือนหนึ่งวาได
ทรงลง พระปรมาภิไธยแลว ใหประกาศในราชกิจจานุเบกษาโดยพลัน
มาตรา ๒๒๙ เงินประจําตําแหนงและประโยชนตอบแทนอยางอื่นของ
องคมนตรี ประธานและรองประธานสภาผูแทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา
ผูนําฝายคานในสภาผูแทนราษฎร สมาชิกสภาผูแทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ให
กําหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
บําเหน็จบํานาญหรือประโยชนตอบแทนอยางอื่นขององคมนตรี ประธานและ
รองประธานสภาผูแทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี
ผูนําฝายคานในสภาผูแทนราษฎร สมาชิกสภาผูแทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งพน
จากตําแหนง ใหกําหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
มาตรา ๒๒๙๑๙๒ เงินประจําตําแหนงและประโยชนตอบแทนอยางอื่นของ
องคมนตรี ประธานและรองประธานสภาผูแทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา
ผูนําฝายคานในสภาผูแทนราษฎร สมาชิกสภาผูแทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ให
กําหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
บําเหน็จบํานาญหรือประโยชนตอบแทนอยางอื่นขององคมนตรี ประธานและ
รองประธานสภาผูแทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี
ผูนําฝายคานในสภาผูแทนราษฎร สมาชิกสภาผูแทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งพน
จากตําแหนง ใหกําหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

๑๑๖
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
หมวด ๘
ศาล


หมวด ๘๑๐
ศาล


สวนที่ ๑
บททั่วไป


ไมมีการแกไข
มาตรา ๒๓๓ การพิจารณาพิ พากษาอรรถคดี เปนอํานาจของศาลซึ่ งตอง
ดําเนินการตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย
มาตรา ๒๔๙ ผูพิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี
ใหเปนไปตามรั ฐธรรมนูญและกฎหมาย
การพิจารณาพิ พากษาอรรถคดี ของผูพิพากษาและตุลาการไม อยูภายใตการ
บังคับบัญชาตามลําดับชั้น
การจายสํานวนคดีใหผูพิพากษาและตุลาการ ใหเปนไปตามหลักเกณฑที่
กฎหมายบัญญัติ
การเรียกคืนสํานวนคดีหรือการโอนสํานวนคดี จะกระทํามิได เวนแตเปนกรณี ที่
จะกระทบกระเทือนตอความยุ ติธรรมในการพิ จารณาพิพากษาอรรถคดี
การโยกยายผูพิ พากษาและตุ ลาการโดยไมไดรับความยินยอมจากผูพิพากษา
และตุลาการนั้นจะกระทํามิได เวนแตเปนการโยกยายตามวาระตามที่กฎหมายบัญญัติ
เปนการเลื่อนตํ าแหนงใหสูงขึ้น เปนกรณีที่อยูในระหวางถูกดําเนินการทางวิ นัย หรือตก
เปนจําเลยในคดีอาญา
มาตรา ๒๓๓๑๙๓ การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเปนอํานาจของศาลซึ่งตอง
ดําเนินการใหเป นไปโดยยุติธรรมตามรัฐธรรมนู ญ ตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธย
พระมหากษัตริ ย
ผูพิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีใหเปนไปโดย
ถูกตอง รวดเร็ว และเปนธรรมตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
การโยกยายผูพิ พากษาและตุ ลาการโดยไมไดรับความยินยอมจากผูพิพากษา
และตุลาการนั้น จะกระทํามิได เวนแตเปนการโยกยายตามวาระตามที่กฎหมายบัญญัติ
เปนการเลื่อนตํ าแหนงใหสูงขึ้น เปนกรณีที่อยูในระหวางถูกดําเนินการทางวิ นัย หรือตก
เปนจําเลยในคดีอาญาเปนกรณีที่กระทบกระเทือนตอความยุ ติธรรมในการพิ จารณา
พิพากษาคดี มีเหตุสุดวิ สัยหรือเหตุจําเปนอื่นอันไมอาจกาวลวงได ทั้งนี้ ตามที่กฎหมาย
บัญญัติ
ผูพิพากษาและตุลาการจะเปนขาราชการการเมืองหรือผูดํารงตําแหนงทาง
การเมืองมิได


๑๑๗
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
มาตรา ๒๕๐ ผู พิพากษาและตุ ลาการจะเปนขาราชการการเมืองหรือผูดํารง
ตําแหนงทางการเมืองมิได
มาตรา ๒๔๙ ผู พิพากษาและตุ ลาการมีอิสระในการพิจารณาพิ พากษาอรรถคดี
ใหเปนไปตามรั ฐธรรมนูญและกฎหมาย
การพิจารณาพิ พากษาอรรถคดี ของผูพิพากษาและตุลาการไม อยูภายใตการ
บังคับบัญชาตามลําดับชั้น
การจายสํานวนคดีใหผูพิพากษาและตุลาการ ใหเปนไปตามหลักเกณฑที่
กฎหมายบัญญัติ
การเรียกคืนสํานวนคดีหรือการโอนสํานวนคดี จะกระทํามิได เวนแตเปนกรณี ที่
จะกระทบกระเทือนตอความยุ ติธรรมในการพิ จารณาพิพากษาอรรถคดี
การโยกยายผูพิ พากษาและตุ ลาการโดยไมไดรับความยินยอมจากผูพิพากษา
และตุลาการนั้นจะกระทํามิได เวนแตเปนการโยกยายตามวาระตามที่กฎหมายบัญญัติ
เปนการเลื่อนตํ าแหนงใหสูงขึ้น เปนกรณีที่อยูในระหวางถูกดําเนินการทางวิ นัย หรือตก
เปนจําเลยในคดีอาญา
มาตรา ๒๕๐ ผูพิพากษาและตุ ลาการจะเปนขาราชการการเมืองหรือผูดํารง
ตําแหนงทางการเมืองมิได
มาตรา ๒๓๔ บรรดาศาลทั้งหลายจะตั้งขึ้นไดก็ แตโดยพระราชบัญญัติ
การตั้งศาลขึ้นใหมเพื่อพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งหรือคดีที่มีขอหาฐานใด
ฐานหนึ่งโดยเฉพาะแทนศาลที่ มี อยูตามกฎหมายสําหรับพิจารณาพิพากษาคดีนั้น จะ
กระทํามิได
มาตรา ๒๓๕ การบัญญัติกฎหมายใหมีผลเปนการเปลี่ยนแปลงหรือแกไข
เพิ่มเติมกฎหมายวาดวยธรรมนู ญศาลหรือวิธีพิ จารณาเพื่อใชแกคดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะ
จะกระทํามิได
มาตรา ๒๓๔๑๙๔ บรรดาศาลทั้งหลายจะตั้งขึ้นไดก็แตโดยพระราชบัญญัติ
การตั้งศาลขึ้นใหมเพื่อพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งหรือคดีที่มีขอหาฐานใด
ฐานหนึ่งโดยเฉพาะแทนศาลที่ มี อยูตามกฎหมายสําหรับพิจารณาพิพากษาคดีนั้น จะ
กระทํามิได
การบัญญัติกฎหมายใหมีผลเป นการเปลี่ยนแปลงหรือแกไขเพิ่มเติมกฎหมาย
วาดวยธรรมนูญศาลหรือวิธี พิจารณาเพื่อใชแกคดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะจะกระทํามิได
มาตรา ๒๓๕ การบัญญัติกฎหมายใหมีผลเปนการเปลี่ยนแปลงหรือแกไข
เพิ่มเติมกฎหมายวาดวยธรรมนู ญศาลหรือวิธีพิ จารณาเพื่อใชแกคดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะ
จะกระทํามิได

๑๑๘
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
มาตรา ๒๓๖ การนั่งพิจารณาคดีของศาลตองมีผูพิพากษาหรื อตุลาการครบ
องคคณะ และผูพิพากษาหรือตุ ลาการซึ่งมิไดนั่ งพิจารณาคดีใด จะทําคําพิพากษาหรือ
คําวินิจฉัยคดีนั้นมิได เวนแตมี เหตุสุดวิ สัยหรือมีเหตุจําเปนอื่นอันมิอาจกาวลวงได ทั้งนี้
ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๒๓๖ การนั่งพิจารณาคดีของศาลตองมีผูพิพากษาหรือตุลาการครบองค
คณะ และผูพิพากษาหรือตุลาการซึ่งมิไดนั่งพิจารณาคดีใด จะทําคําพิพากษาหรือ
คําวินิจฉัยคดีนั้นมิได เวนแตมี เหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจําเปนอื่นอันมิอาจกาวลวงได ทั้งนี้
ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๒๔๘ ในกรณีที่มีปญหาเกี่ยวกับอํานาจหนาที่ระหวางศาลยุติ ธรรม
ศาลปกครอง ศาลทหาร หรือศาลอื่น ใหพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดโดยคณะกรรมการคณะ
หนึ่งซึ่งประกอบดวยประธานศาลฎีกาเปนประธาน ประธานศาลปกครองสู งสุ ด ประธาน
ศาลอื่น และผูทรงคุณวุฒิอื่นอีกไมเกินสี่คนตามที่กฎหมายบัญญัติ เปนกรรมการ
หลักเกณฑการเสนอปญหาตามวรรคหนึ่งใหเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

มาตรา ๒๔๘๑๙๕ ในกรณีที่มี ปญหาเกี่ยวกับอํานาจหนาที่ระหวางศาล
ยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร หรือศาลอื่น ใหพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดโดยคณะ
กรรมการคณะหนึ่งซึ่งประกอบดวยประธานศาลฎีกาเปนประธาน ประธานศาลปกครอง
สูงสุด ประธานศาลอื่น และผูทรงคุณวุฒิอื่นอีกไมเกินสี่คนตามที่กฎหมายบัญญัติ เปน
กรรมการ
หลักเกณฑการเสนอปญหาตามวรรคหนึ่งใหเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๒๕๑ พระมหากษัตริ ยทรงแต งตั้งผูพิ พากษาและตุ ลาการ และทรงให
พนจากตําแหน ง เวนแตกรณีที่ พนจากตําแหน งเพราะความตาย
การแตงตั้งและการใหผูพิพากษาและตุลาการในศาลอื่นนอกจากศาล
รัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร พนจากตําแหนง ตลอดจนอํานาจ
พิพากษาคดีและวิธีพิจารณาของศาลดังกลาว ใหเปนไปตามกฎหมายวาดวยการจัดตั้ง
ศาลนั้น
มาตรา ๒๕๑๑๙๖ พระมหากษัตริยทรงแตงตั้งผูพิพากษาและตุลาการ และ
ทรงใหพนจากตํ าแหนง เวนแต กรณีที่พนจากตํ าแหนงเพราะความตาย
การแตงตั้งและการใหผูพิพากษาและตุลาการในศาลอื่นนอกจากศาล
รัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร พนจากตําแหนง ตลอดจนอํานาจ
พิพากษาคดีและวิธีพิจารณาของศาลดังกลาว ใหเปนไปตามกฎหมายวาดวยการจัดตั้ง
ศาลนั้น
มาตรา ๒๕๒ กอนเขารับหนาที่ ผูพิพากษาและตุลาการตองถวายสัตยปฏิญาณ
ตอพระมหากษัตริยดวยถอยคําดังตอไปนี้
"ขาพระพุทธเจา (ชื่อผูปฏิญาณ) ขอถวายสัตยปฏิญาณวา ขาพระพุทธเจาจะ
จงรักภักดีตอพระมหากษัตริย และ จะปฏิบัติหนาที่ในพระปรมาภิไธยดวยความซื่อสัตย
สุจริต โดยปราศจากอคติทั้งปวง เพื่อใหเกิดความยุติธรรมแกประชาชน และความสงบสุข
แหงราชอาณาจักร ทั้งจะรั กษาไวและปฏิบัติตามซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย
มาตรา ๒๕๒๑๙๗ กอนเขารับหนาที่ ผูพิพากษาและตุลาการตองถวายสัตย
ปฏิญาณตอพระมหากษัตริยดวยถอยคําดังตอไปนี้
"ขาพระพุทธเจา (ชื่อผูปฏิญาณ) ขอถวายสัตยปฏิญาณวา ขาพระพุทธเจาจะ
จงรักภักดีตอพระมหากษัตริย และ จะปฏิบัติหนาที่ในพระปรมาภิไธยดวยความซื่อสัตย
สุจริต โดยปราศจากอคติทั้งปวง เพื่อใหเกิดความยุติธรรมแกประชาชน และความสงบสุข
แหงราชอาณาจักร ทั้งจะรักษาไวและปฏิบัติตามซึ่งการปกครองระบอบประชาธิ ปไตย

๑๑๙
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยและ
กฎหมายทุกประการ"
อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยและ
กฎหมายทุกประการ"
มาตรา ๒๕๓ เงินเดือน เงินประจําตําแหนง และประโยชนตอบแทนอื่นของ
ผูพิพากษาและตุลาการ ใหเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ทั้งนี้ จะนําระบบบัญชีเงินเดือน
หรือเงินประจํา ตําแหนงของขาราชการพลเรื อนมาใชบังคับ มิ ได
บทบัญญัติวรรคหนึ่งใหนํามาใชบังคับกับกรรมการการเลือกตั้ง ผูตรวจการ
แผนดินของรัฐสภา กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ และกรรมการ
ตรวจเงินแผนดิ นดวยโดยอนุโลม
มาตรา ๒๕๓๑๙๘ เงินเดือน เงินประจําตําแหนง และประโยชนตอบแทนอื่น
ของผูพิพากษาและตุลาการ ใหเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ทั้งนี้ จะนําระบบบัญชี
เงินเดื อนหรือเงิ นประจํา ตําแหนงของขาราชการพลเรือนมาใชบังคับ มิได
บทบัญญัติวรรคหนึ่งใหนํามาใชบังคับกับกรรมการการเลือกตั้ง ผูตรวจการ
แผนดินของรัฐสภา กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ และกรรมการ
ตรวจเงินแผนดิ น ดวยโดยอนุโลม
มาตรา ๒๕๔ บุคคลจะดํารงตํ าแหนงกรรมการในคณะกรรมการตุลาการศาล
ยุติธรรม กรรมการในคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง หรือกรรมการในคณะ
กรรมการตุลาการของศาลอื่นตามกฎหมายวาดวยการนั้น ในเวลาเดียวกันมิได ทั้งนี้
ไมวาจะเปนกรรมการโดยตําแหนงหรือกรรมการผูทรงคุณวุฒิ
มาตรา ๒๕๔๑๙๙ บุคคลจะดํ ารงตําแหนงกรรมการในคณะกรรมการตุลาการ
ศาลยุติ ธรรม กรรมการในคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง หรือกรรมการในคณะ
กรรมการตุลาการของศาลอื่นตามกฎหมายวาดวยการนั้น ในเวลาเดียวกันมิได ทั้งนี้
ไมวาจะเปนกรรมการโดยตําแหนงหรือกรรมการผูทรงคุณวุฒิ
สวนที่ ๒
ศาลรัฐธรรมนูญ


ไมมีการแกไข
มาตรา ๒๕๕ ศาลรัฐธรรมนูญประกอบดวยประธานศาลรัฐธรรมนูญคนหนึ่ง
และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอื่นอีกสิบสี่คน ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแต งตั้งตามคําแนะนํา
ของวุฒิสภาจากบุคคลดังต อไปนี้
(๑) ผูพิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งดํ ารงตําแหนงไม ต่ํากวาผูพิพากษาศาลฎีกา ซึ่ง
ไดรับเลื อกโดยที่ประชุมใหญศาลฎีกาโดยวิธีลงคะแนนลับ จํานวนหาคน

มาตรา ๒๕๕๒๐๐ ศาลรัฐธรรมนูญประกอบดวยประธานศาลรัฐธรรมนูญคน
หนึ่ง และตุ ลาการศาลรัฐธรรมนู ญอื่นอีกสิบสี่แปดคน ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแต งตั้งตาม
คําแนะนําของวุ ฒิสภาจากบุคคลดังต อไปนี้
(๑) ผูพิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดํารงตําแหนงไมต่ํ ากวาผูพิพากษาศาลฎีกา ซึ่ง
ไดรับเลื อกโดยที่ประชุมใหญศาลฎีกาโดยวิธีลงคะแนนลับ จํานวนหาสามคน


๑๒๐
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
(๒) ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ซึ่งไดรับเลือกโดยที่ประชุมใหญ ศาลปกครอง
สูงสุดโดยวิ ธีลงคะแนนลับ จํานวนสองคน
(๓) ผูทรงคุณวุ ฒิสาขานิติศาสตร ซึ่งไดรับเลือกตามมาตรา ๒๕๗ จํานวนหาคน
(๔) ผูทรงคุณวุ ฒิสาขารัฐศาสตร ซึ่งไดรับเลื อกตามมาตรา ๒๕๗ จํานวนสามคน
ใหผูไดรับเลือกตามวรรคหนึ่ง ประชุมและเลือกกันเองใหคนหนึ่งเปนประธาน
ศาลรัฐธรรมนูญ แลวแจงผลใหประธานวุฒิสภาทราบ
ใหประธานวุฒิสภาเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้งประธาน
ศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ

(๒) ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดซึ่งไดรับเลือกโดยที่ประชุมใหญตุลาการใน
ศาลปกครองสูงสุดโดยวิธี ลงคะแนนลับ จํานวนสองคน
(๓) ผูทรงคุณวุ ฒิสาขานิติศาสตรซึ่งมีความรูความเชี่ยวชาญทางดานนิติศาสตร
อยางแทจริงและไดรับเลือกตามมาตรา ๒๕๗๒๐๒ จํานวนหาสองคน
(๔) ผูทรงคุณวุ ฒิสาขารัฐศาสตร รัฐประศาสนศาสตร หรือสังคมศาสตรอื่น ซึ่งมี
ความรูความเชี่ยวชาญทางดานการบริหารราชการแผนดินอยางแทจริงและไดรับเลือกตาม
มาตรา ๒๕๗๒๐๒ จํานวนสามสองคน
ในกรณีที่ไมมีผูพิพากษาในศาลฎีกาหรือตุลาการในศาลปกครองสู งสุดไดรับ
เลือกตาม (๑) หรือ (๒) ใหที่ประชุมใหญศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญตุลาการในศาล
ปกครองสูงสุด แลวแตกรณี เลื อกบุคคลอื่นซึ่ งมีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหามตาม
มาตรา ๒๐๑ และมีความรูความเชี่ยวชาญทางดานนิติศาสตรที่เหมาะสมจะปฏิ บัติหนาที่
เปนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญใหเปนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตาม (๑) หรือ (๒) แลวแต
กรณี
ใหผูไดรับเลือกตามวรรคหนึ่ง ประชุมและเลือกกันเองใหคนหนึ่งเปนประธาน
ศาลรัฐธรรมนูญ แลวแจงผลใหประธานวุฒิสภาทราบ
ใหประธานวุฒิสภาเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้งประธาน
ศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ
มาตรา ๒๕๖ ผูทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๒๕๕ (๓) และ (๔) ตองมีคุณสมบัติและ
ไมมีลักษณะตองหาม ดังตอไปนี้
(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(๒) มีอายุไมต่ํากวาสี่สิ บหาปบริบูรณ

มาตรา ๒๕๖๒๐๑ ผูทรงคุณวุ ฒิตามมาตรา ๒๕๕๒๐๐ (๓) และ (๔) ตองมี
คุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหาม ดังตอไปนี้
(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(๒) มีอายุไมต่ํากวาสี่สิ บหาปบริบูรณ


๑๒๑
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
(๓) เคยเปนรัฐมนตรี กรรมการการเลือกตั้ง ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภา
กรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ
หรือกรรมการตรวจเงินแผนดิน หรือเคยรับราชการในตําแหนงไมต่ํากวารองอัยการสูงสุด
อธิบดีหรือเทียบเทา หรือดํารงตํ าแหนงไมต่ํากวาศาสตราจารย
(๔) ไมมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๑๐๖ หรือมาตรา ๑๐๙ (๑) (๒) (๔) (๕)
(๖) (๗) (๑๓) หรือ (๑๔)
(๕) ไมเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ขาราชการการเมือง
สมาชิกสภาทองถิ่น หรือผูบริหารทองถิ่ น
(๖) ไมเปนหรือเคยเปนสมาชิกหรือผูดํารงตําแหนงอื่นของพรรคการเมือง ใน
ระยะสามปกอนดํารงตําแหนง
(๗) ไมเปนกรรมการการเลือกตั้ง ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภา กรรมการสิ ทธิ
มนุษยชนแหงชาติ ตุลาการศาลปกครอง กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริต
แหงชาติ หรือกรรมการตรวจเงิ นแผนดิน
(๓) เคยเปนรัฐมนตรี ตุลาการพระธรรมนูญในศาลทหารสู งสุ ด กรรมการการ
เลือกตั้ง ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภา กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริต
แหงชาติ กรรมการตรวจเงินแผ นดิน หรือกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ กรรมการ
ปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ หรือกรรมการตรวจเงินแผนดิน หรือเคยรับ
ราชการในตําแหนงไมต่ํากวารองอัยการสูงสุด อธิบดีหรือผูดํารงตําแหนงทางบริหารใน
สวนราชการที่มี อํานาจบริหารเทียบเทาอธิบดี หรือดํารงตําแหนงไมต่ํากวาศาสตราจารย
หรือเคยเปนทนายความที่ประกอบวิชาชีพอยางสม่ําเสมอและต อเนื่องไมนอยกวาสามสิ บ
ปนับถึงวันที่ไดรับการเสนอชื่อ
(๔) ไมมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๑๐๖๙๔ หรือมาตรา ๑๐๙๙๖ (๑) (๒) (๔)
(๕) (๖) (๗) (๑๓) หรือ (๑๔)
(๕) ไมเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ขาราชการการเมือง
สมาชิกสภาทองถิ่น หรือผูบริหารทองถิ่ น
(๖) ไมเปนหรือเคยเปนสมาชิกหรือผูดํารงตําแหนงอื่นของพรรคการเมือง ใน
ระยะสามปกอนดํารงตําแหนง
(๗) ไมเปนกรรมการการเลือกตั้ง ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภา กรรมการ
ปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ กรรมการตรวจเงินแผนดิน หรือกรรมการสิทธิ
มนุษยชนแหงชาติ ตุลาการศาลปกครอง กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริต
แหงชาติ หรือกรรมการตรวจเงิ นแผนดิน
มาตรา ๒๕๗ การสรรหาและการเลือกตั้งตุ ลาการศาลรัฐธรรมนู ญตามมาตรา
๒๕๕ (๓) และ (๔) ใหดําเนินการดังนี้
(๑) ใหมีคณะกรรมการสรรหาตุ ลาการศาลรัฐธรรมนูญคณะหนึ่ง ประกอบดวย
ประธานศาลฎีกา คณบดีคณะนิ ติศาสตรหรือเที ยบเทาของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ
มาตรา ๒๕๗๒๐๒ การสรรหาและการเลื อกตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตาม
มาตรา ๒๕๕๒๐๐ (๓) และ (๔) ใหดําเนินการดังนี้
(๑) ใหมีคณะกรรมการสรรหาตุ ลาการศาลรัฐธรรมนูญคณะหนึ่ง ประกอบดวย
ประธานศาลฎีกา คณบดีคณะนิ ติศาสตรหรือเที ยบเทาของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ

๑๒๒
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
ทุกแหงซึ่งเลือกกันเองใหเหลือสี่คน คณบดีคณะรัฐศาสตรหรื อเทียบเทาของสถาบัน
อุดมศึกษาของรัฐทุกแหงซึ่ งเลือกกันเองใหเหลื อสี่คน ผูแทนพรรคการเมืองทุ กพรรคที่มี
สมาชิกเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร พรรคละหนึ่งคน ซึ่งเลือกกันเองใหเหลื อสี่คน เปน
กรรมการ คณะกรรมการดังกล าวมีหนาที่สรรหาและจัดทําบัญชีรายชื่อผูทรงคุณวุฒิตาม
มาตรา ๒๕๕ (๓) จํานวนสิ บคน และผูทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๒๕๕ (๔) จํานวนหกคน
เสนอต อประธานวุฒิสภา โดยตองเสนอพรอมความยินยอมของผูไดรับการเสนอชื่อนั้น
ทั้งนี้ ภายในสามสิบวันนับแตวันที่มีเหตุทําใหตองมีการเลือกบุ คคลใหดํารงตําแหนง
ดังกลาว มติในการเสนอชื่อดังกลาวตองมีคะแนนเสียงไมนอยกวาสามในสี่ของจํานวน
กรรมการทั้งหมดเทาที่มีอยู
(๒) ใหประธานวุฒิสภาเรียกประชุมวุฒิสภาเพื่ อมีมติเลือกบุคคลผูไดรับการ
เสนอชื่อในบัญชีตาม (๑) ซึ่งตองกระทําโดยวิ ธีลงคะแนนลับ ในการนี้ ใหหาคนแรกใน
บัญชีรายชื่อผูทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๒๕๕ (๓) และสามคนแรกในบัญชีรายชื่อ
ผูทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๒๕๕ (๔) ซึ่งไดรับคะแนนสูงสุดและมีคะแนนมากกวากึ่งหนึ่ง
ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของวุฒิ สภา เปนผูไดรับเลือกเปนตุ ลาการศาล
รัฐธรรมนูญ แตถาจํานวนผูไดรับเลื อกดังกลาวจากบัญชีรายชื่อผูทรงคุณวุฒิตามมาตรา
๒๕๕ (๓) มีไมครบหาคน หรือจากบัญชีรายชื่อผูทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๒๕๕ (๔) มีไม
ครบสามคน ใหนํารายชื่อผูไมไดรับเลือกในคราวแรกในบัญชี นั้นมาใหสมาชิกวุฒิสภาออก
เสียงลงคะแนนเลือกอีกครั้งหนึ่ งตอเนื่องกันไป และในกรณีนี้ ใหผูไดรับคะแนนสูงสุดเรี ยง
ลงไปตามลําดับจนครบจํานวน เปนผูไดรับเลือกใหเปนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ถามีผู
ไดรับคะแนนเท ากันในลําดับใดอันเปนเหตุใหมีผู ไดรับเลือกเกิ นหาคนหรือสามคน
แลวแตกรณี ใหประธานวุฒิสภาจับสลากวาผูใดเปนผูไดรับเลือก
ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๒๕๕ วรรคสองและวรรคสาม มาใชบังคับ
ทุกแหงซึ่งเลือกกันเองใหเหลือสี่คน คณบดีคณะรัฐศาสตรหรือเทียบเทาของสถาบัน
อุดมศึกษาของรัฐทุกแหงซึ่ งเลือกกันเองใหเหลื อสี่คน ผูแทนพรรคการเมืองทุ กพรรคที่มี
สมาชิกเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร พรรคละหนึ่งคน ประธานศาลปกครองสู งสุ ด
ประธานสภาผูแทนราษฎร ผูนําฝายคานในสภาผูแทนราษฎร และประธานองคกรอิสระ
ตามรัฐธรรมนูญซึ่งเลื อกกันเองใหเหลือสี่หนึ่งคน เปนกรรมการคณะกรรมการดังกลาวมี
ทําหนาที่สรรหาและจัดทําบัญชี รายชื่อคัดเลือกผูทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๒๕๕๒๐๐ (๓)
จํานวนสิบคน และผูทรงคุณวุฒิ ตามมาตรา ๒๕๕ (๔) จํานวนหกคน เสนอตอประธาน
วุฒิสภา โดยตองเสนอพรอมความยินยอมของผูไดรับการเสนอชื่อนั้น ทั้งนี้ ใหแลวเสร็จ
ภายในสามสิบวันนับแตวันที่มีเหตุทําใหตองมี การเลือกบุคคลใหดํารงตําแหน งดังกลาว
แลวใหเสนอรายชื่อผูไดรับเลือกพรอมความยิ นยอมของผูนั้นตอประธานวุฒิสภา มติใน
การเสนอชื่อคัดเลือกดังกลาวตองลงคะแนนโดยเปดเผยและตองมีคะแนนเสียงไมนอย
กวาสามในสี่ของจํานวนกรรมการทั้งหมดเทาที่ มีอยู ในกรณีที่ไมมีกรรมการในตําแหนง
ใด หรือมีแตไมสามารถปฏิบัติ หนาที่ได ถากรรมการที่เหลืออยูนั้นมีจํานวนไมนอยกวา
กึ่งหนึ่ง ใหคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญประกอบดวยกรรมการที่
เหลืออยู
(๒) ใหประธานวุฒิสภาเรียกประชุมวุฒิสภาเพื่ อมีมติเลือกใหความเห็นชอบ
บุคคลผูไดรับการเสนอชื่อในบัญชีคัดเลือกตาม (๑) ซึ่งตองกระทํ าโดยภายในสามสิบวัน
นับแตวันที่ไดรับรายชื่อ การลงมติใหใชวิธีลงคะแนนลับ ในการนี้ ใหหาคนแรกในบัญชี
รายชื่อผูทรงคุ ณวุฒิตามมาตรา ๒๕๕ (๓) และสามคนแรกในบัญชีรายชื่อผูทรงคุณวุฒิ
ตามมาตรา ๒๕๕ (๔) ซึ่งไดรับคะแนนสูงสุดและมีคะแนนมากกวากึ่งหนึ่งของจํานวน
สมาชิกในกรณีที่วุฒิสภาใหความเห็นชอบ ใหประธานวุฒิสภานําความกราบบังคมทูล
เพื่อทรงแต งตั้งตอไป ในกรณีที่ วุฒิสภาไมเห็นชอบ ไมวาทั้งหมดเทาที่มีอยูของวุฒิสภา

๑๒๓
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
เปนหรือบางสวน ใหสงชื่อผูไดรับการคัดเลื อกเปนที่วุฒิสภาไม ใหความเห็นชอบนั้น
กลับไปยังคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แตถาจํานวนผูไดรับเลือก
ดังกลาวจากบัญชีรายชื่อผูทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๒๕๕ (๓) มีไมครบหาคน หรือจาก
บัญชีรายชื่อผูทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๒๕๕ (๔) มีไมครบสามคน ใหนํารายชื่อผูไมไดรับ
เลือกในคราวแรกในบัญชีนั้นมาใหสมาชิกพรอมดวยเหตุผล หากคณะกรรมการสรรหา
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเห็นดวยกับวุฒิสภาออกเสียงลงคะแนนเลือกอีกครั้งหนึ่ง
ตอเนื่องกันไป และในกรณีนี้ ใหผูไดรับคะแนนสูงสุดเรียงลงไปตามลําดับจนครบจํานวน
เปนผูไดรับเลือกใหเปนใหเริ่มกระบวนการสรรหาใหม แตหากคณะกรรมการสรรหา
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ถามีผูไดรับคะแนนเท ากันในลําดับใดอันเปนเหตุใหมีผูไดรับ
เลือกเกินหาคนหรือสามคน แลวแตกรณีไมเห็ นชอบกับมติของวุฒิสภาและมี มติยืนยัน
ตามมติเดิมดวยคะแนนเอกฉันท ใหประธานวุฒิสภาจับสลากวาผูใดเปนผูไดรับเลื อกนํา
ความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต งตั้งตอไป
ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๒๕๕ วรรคสองและวรรคสาม มาใชบังคับในกรณีที่ไม
อาจสรรหาผูทรงคุณวุฒิ ตาม (๑) ไดภายในเวลาที่กําหนด ไมวาดวยเหตุ ใด ๆ ใหที่ประชุม
ใหญศาลฎีกาแตงตั้งผูพิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดํารงตําแหนงไมต่ํากวาผูพิพากษาศาล
ฎีกาจํานวนสามคน และใหที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดแตงตั้งตุ ลาการใน
ศาลปกครองสูงสุดจํานวนสองคน เปนกรรมการสรรหาเพื่ อดําเนิ นการตาม (๑) แทน
มาตรา ๒๕๘ ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตอง
(๑) ไมเปนขาราชการซึ่งมีตําแหนงหรือเงิ นเดือนประจํา
(๒) ไมเปนพนักงานหรือลูกจางของหนวยงานของรัฐ รัฐวิ สาหกิจ หรือราชการ
สวนทองถิ่น หรือไมเปนกรรมการหรือที่ปรึกษาของรัฐวิสาหกิจ หรือของหนวยงานของรัฐ

มาตรา ๒๕๘๒๐๓ ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตอง
(๑) ไมเปนขาราชการซึ่งมีตําแหนงหรือเงิ นเดือนประจํา
(๒) ไมเปนพนักงานหรือลูกจางของหนวยงานของรัฐ รัฐวิ สาหกิจ หรือราชการ
สวนทองถิ่น หรือไมเปนกรรมการหรือที่ปรึกษาของรัฐวิสาหกิจ หรือของหนวยงานของรัฐ


๑๒๔
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
(๓) ไมดํารงตําแหนงใดในหางหุนสวน บริษัท หรือองคการที่ดําเนินธุรกิจโดยมุง
หาผลกําไรหรือรายไดมาแบงป น กัน หรือเปนลูกจางของบุคคลใด
(๔) ไมประกอบวิชาชีพอิสระอื่นใด
ในกรณีที่ที่ประชุมใหญศาลฎีกา ที่ประชุมใหญศาลปกครองสูงสุด หรือวุฒิสภา
แลวแตกรณี เลื อกบุคคลตาม (๑) (๒) (๓) หรือ (๔) โดยไดรับความยินยอมของบุคคลนั ้น
ผูไดรับเลือกจะเริ่มปฏิบัติหนาที่ไดตอเมื่อตนไดลาออกจากการเปนบุคคลตาม (๑) (๒)
หรือ (๓) หรือแสดงหลักฐานใหเปนที่เชื่อไดวาตนไดเลิกประกอบวิชาชีพอิ สระดังกลาว
แลว ซึ่งตองกระทําภายในสิบหาวันนับแตวันที่ไดรับเลือก แตถาผูนั้นมิไดลาออกหรือเลิก
ประกอบวิชาชีพอิสระภายในเวลาที่กําหนด ใหถือวาผูนั้นมิไดเคยรับเลือกใหเปนตุลาการ
ศาลรัฐธรรมนูญ และใหนําบทบัญญัติมาตรา ๒๖๑ มาใชบังคับ

(๓) ไมดํารงตําแหนงใดในหางหุนสวน บริษัท หรือองคการที่ดําเนินธุรกิจโดยมุง
หาผลกําไรหรือรายไดมาแบงป น กัน หรือเปนลูกจางของบุคคลใด
(๔) ไมประกอบวิชาชีพอิสระอื่นใด
ในกรณีที่ที่ประชุมใหญศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสู งสุ ด
เลือกบุคคล หรือวุฒิสภา แลวแตกรณี เลือกใหความเห็นชอบบุคคลตาม (๑) (๒) (๓) หรือ
(๔) โดยไดรับความยินยอมของบุคคลนั้น ผูไดรับเลื อกจะเริ่มปฏิบัติหนาที่ไดต อเมื่อตนได
ลาออกจากการเปนบุคคลตาม (๑) (๒) หรือ (๓) หรือแสดงหลักฐานใหเปนที่เชื่ อไดวาตน
ไดเลิกประกอบวิชาชีพอิสระดังกลาวแลว ซึ่งตองกระทําภายในสิบหาวันนับแตวันที่ไดรับ
เลือกหรือไดรับความเห็นชอบ แตถาผูนั้นมิไดลาออกหรือเลิกประกอบวิชาชีพอิสระ
ภายในเวลาที่กํ าหนด ใหถือวาผูนั้นมิไดเคยรับเลือกหรือไดรับความเห็นชอบใหเปน
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และใหนําบทบัญญัติ มาตรา ๒๖๑๒๐๐ และมาตรา ๒๐๒
แลวแตกรณี มาใชบังคับ
มาตรา ๒๕๙ ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุ ลาการศาลรัฐธรรมนูญมีวาระการ
ดํารงตําแหนงเกาปนับแตวันที่ พระมหากษัตริ ยทรงแต งตั้ง และใหดํารงตําแหนงไดเพียง
วาระเดียว
ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุ ลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งพนจากตําแหนงตาม
วาระ ใหปฏิบัติหนาที่ตอไปจนกวาประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ซึ่งไดรับแต งตั้งใหมจะเขารับหนาที่
ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุ ลาการศาลรัฐธรรมนูญเปนเจาพนักงานในการ
ยุติธรรมตามกฎหมาย
มาตรา ๒๕๙๒๐๔ ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีวาระ
การดํารงตําแหนงเกาปนับแต วันที่พระมหากษัตริยทรงแตงตั้ง และใหดํารงตําแหนงได
เพียงวาระเดียว
ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุ ลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งพนจากตําแหนงตาม
วาระ ใหปฏิบัติหนาที่ตอไปจนกวาประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ซึ่งไดรับแต งตั้งใหมจะเขารับหนาที่
ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุ ลาการศาลรัฐธรรมนูญเปนเจาพนักงานในการ
ยุติธรรมตามกฎหมาย
มาตรา ๒๖๐ นอกจากการพนจากตําแหนงตามวาระ ประธานศาลรัฐธรรมนู ญ
และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพนจากตําแหนง เมื่อ
มาตรา ๒๖๐๒๐๕ นอกจากการพนจากตําแหนงตามวาระ ประธานศาล
รัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพนจากตําแหนง เมื่อ

๑๒๕
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
(๑) ตาย
(๒) มีอายุครบเจ็ดสิบปบริ บูรณ
(๓) ลาออก
(๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๒๕๖
(๕) กระทําการอันเปนการฝาฝ นมาตรา ๒๕๘
(๖) วุฒิสภามีมติตามมาตรา ๓๐๗ ใหถอดถอนออกจากตําแหนง
(๗) ตองคําพิ พากษาใหจําคุก
เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง ใหตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เหลืออยูปฏิบัติหนาที ่
ตอไปไดภายใตบังคับมาตรา ๒๖๗

(๑) ตาย
(๒) มีอายุครบเจ็ดสิบปบริ บูรณ
(๓) ลาออก
(๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๒๕๖๒๐๑
(๕) กระทําการอันเปนการฝาฝ นมาตรา ๒๕๘๒๐๓
(๖) วุฒิสภามีมติตามมาตรา ๓๐๗๒๖๕ ใหถอดถอนออกจากตําแหนง
(๗) ตองคําพิ พากษาใหจําคุก แมคดีนั้นจะยังไมถึงที่ สุดหรือมีการรอการลงโทษ
เวนแตในความผิดอันไดกระทําโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่น
ประมาท
เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง ใหตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เหลืออยูปฏิบัติหนาที่
ตอไปไดภายใตบังคับมาตรา ๒๖๗๒๑๑
มาตรา ๒๖๑ ในกรณีที่ประธานศาลรัฐธรรมนู ญและตุลาการศาลรัฐธรรมนู ญ
พนจากตําแหน งตามวาระพรอมกันทั้งหมด ใหเริ่มดําเนินการตามมาตรา ๒๕๕ และ
มาตรา ๒๕๗ ภายในสามสิ บวันนับแตวันที่พนจากตําแหนง
ในกรณีที่ประธานศาลรัฐธรรมนู ญหรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพนจากตําแหน ง
นอกจากกรณีตามวรรคหนึ่ง ใหดําเนินการดังต อไปนี้
(๑) ในกรณีที่เป นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งไดรับเลื อกโดยที่ประชุมใหญศาล
ฎีกา ใหนํามาตรา ๒๕๕ (๑) มาใชบังคับโดยอนุ โลม ทั้งนี้ ใหดําเนินการเลื อกใหแลวเสร็จ
ภายในสามสิบวันนับแตวันที่พนจากตําแหนง
(๒) ในกรณีที่เป นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งไดรับเลื อกโดยที่ประชุมใหญศาล
ปกครองสูงสุด ใหนํามาตรา ๒๕๕ (๒) มาใชบังคับโดยอนุโลม ทั้งนี้ ใหดําเนินการเลือกให
แลวเสร็จภายในสามสิบวันนับแตวันที ่พนจากตํ าแหนง
มาตรา ๒๖๑๒๐๖ ในกรณีที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาล
รัฐธรรมนูญพนจากตําแหนงตามวาระพรอมกันทั้งหมด ใหเริ่มดําเนินการตามมาตรา
๒๕๕๒๐๐ และมาตรา ๒๕๗๒๐๒ ภายในสามสิบวันนับแตวันที่พนจากตําแหนง
ในกรณีที่ประธานศาลรัฐธรรมนู ญหรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพนจากตําแหน ง
นอกจากกรณีตามวรรคหนึ่ง ใหดําเนินการดังต อไปนี้
(๑) ในกรณีที่เป นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งไดรับเลื อกโดยที่ประชุมใหญศาล
ฎีกา ใหนําดําเนินการตามมาตรา ๒๕๕๒๐๐ (๑) มาใชบังคับโดยอนุโลม ทั้งนี้ ให
ดําเนินการเลือกใหแลวเสร็จภายในสามสิ บวันนับแตวันที่ พนจากตําแหนง
(๒) ในกรณีที่เป นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งไดรับเลื อกโดยที่ประชุมใหญ
ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ใหนําดําเนินการตามมาตรา ๒๕๕๒๐๐ (๒) มาใชบังคับ

๑๒๖
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
(๓) ในกรณีที่เป นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๕๕ (๓) หรือ (๔) ให นํา
มาตรา ๒๕๗ มาใชบังคับโดยอนุโลม ในกรณีนี้ ใหเสนอชื่อผูสมควรเปนตุลาการศาล
รัฐธรรมนูญผูทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๒๕๕ (๓) หรือ (๔) เปนจํานวนสองเทาของผูซึ่งพน
จากตําแหนงตอประธานวุฒิสภา และใหวุฒิสภามีมติเลือก ทั้งนี้ ใหดําเนินการเลือกให
แลวเสร็จภายในสามสิบวันนั บแตวันที่พนจากตํ าแหนง
ในกรณีที่ตุ ลาการศาลรัฐธรรมนู ญพนจากตําแหนงไมวาทั้งหมดหรือบางสวนใน
ระหวางที่อยูนอกสมัยประชุมของรัฐสภา ใหดําเนินการตามมาตรา ๒๕๗ ภายในสามสิ บ
วันนับแตวันเป ดสมัยประชุมของรัฐสภา
ในกรณีที่ประธานศาลรัฐธรรมนู ญพนจากตําแหนง ใหนําบทบัญญัติมาตรา
๒๕๕ วรรคสอง มาใชบังคับ
โดยอนุโลม ทั้งนี้ ใหดําเนินการเลือกใหแลวเสร็ จภายในสามสิบวันนับแตวันที่พนจาก
ตําแหนง
(๓) ในกรณีที่เป นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๕๕๒๐๐ (๓) หรือ (๔)
ใหนําดําเนินการตามมาตรา ๒๕๗๒๐๒ มาใชบังคับโดยอนุโลม ในกรณีนี้ ใหเสนอชื่อ
ผูสมควรเปนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญผูทรงคุณวุ ฒิตามมาตรา ๒๕๕ (๓) หรือ (๔) เปน
จํานวนสองเทาของผูซึ่งพนจากตําแหนงตอประธานวุฒิสภา และใหวุฒิสภามีมติเลือก
ทั้งนี้ ใหดําเนินการเลือกใหแลวเสร็จภายในสามสิบวันนับแตวันที่พนจากตําแหนง
ในกรณีที่ตุ ลาการศาลรัฐธรรมนู ญพนจากตําแหนงไมวาทั้งหมดหรื อบางสวนใน
ระหวางที่อยูนอกสมัยประชุมของรัฐสภา ใหดําเนินการตามมาตรา ๒๕๗๒๐๒ ภายใน
สามสิบวันนับแตวันเปดสมัยประชุมของรัฐสภา
ในกรณีที่ประธานศาลรัฐธรรมนู ญพนจากตําแหนง ใหนําบทบัญญัติมาตรา
๒๕๕๒๐๐ วรรคสองสาม มาใชบังคับ
มาตรา ๒๖๔ ในการที่ศาลจะใชบทบัญญัติแห งกฎหมายบังคับแกคดีใด ถาศาล
เห็นเองหรือคูความโตแยงวาบทบัญญัติแห งกฎหมายนั้นตองดวยบทบัญญัติ มาตรา ๖
และยังไมมีคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในสวนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ใหศาลรอการ
พิจารณาพิ พากษาคดีไวชั่วคราว และส งความเห็นเชนวานั้นตามทางการเพื่อศาล
รัฐธรรมนูญจะไดพิจารณาวินิจฉัย
ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นวาคําโตแยงของคู ความตามวรรคหนึ่งไมเปนสาระ
อันควรไดรับการวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญจะไมรับเรื่องดังกลาวไวพิจารณาก็ได
คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนู ญใหใชไดในคดีทั้งปวง แตไมกระทบกระเทื อนถึ ง
คําพิพากษาของศาลอันถึ งที่ สุดแลว
มาตรา ๒๖๔๒๐๗ ในการที่ศาลจะใชบทบัญญัติแหงกฎหมายบังคับแกคดีใด
ถาศาลเห็นเองหรือคูความโตแยงพรอมดวยเหตุผลวาบทบัญญัติแหงกฎหมายนั้นตอง
ดวยบทบัญญัติ มาตรา ๖ และยังไมมีคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในสวนที่ เกี่ยวกับ
บทบัญญัตินั้น ใหศาลรอการพิจารณาพิพากษาคดีไวชั่วคราว และสงความเห็นเชนวานั้น
ตามทางการเพื่ อศาลรัฐธรรมนู ญจะไดพิจารณาวินิจฉัย ในระหวางนั้นใหศาลดําเนินการ
พิจารณาตอไปได แตใหรอการพิพากษาคดีไวชั่วคราว จนกวาจะมีคําวินิจฉัยของศาล
รัฐธรรมนูญ
ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นวาคําโตแยงของคู ความตามวรรคหนึ่งไมเปนสาระ
อันควรไดรับการวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญจะไมรับเรื่องดังกลาวไวพิจารณาก็ได
คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนู ญใหใชไดในคดีทั้งปวง แตไมกระทบกระเทื อนถึ ง
คําพิพากษาของศาลอันถึ งที่ สุดแลว

๑๒๗
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
มาตรา ๒๐๘ บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรี ภาพที่รัฐธรรมนู ญนี้รับรองไวมี
สิทธิยื่นคํารองต อศาลรัฐธรรมนู ญเพื่อมีคําวินิจฉัยวาบทบัญญัติแหงกฎหมายขัดหรือแยง
ตอรัฐธรรมนูญได
การใชสิทธิตามวรรคหนึ่งตองเปนกรณีที่ไมอาจใชสิทธิโดยวิธี การอื่นได ทั้งนี้
ตามที่กําหนดในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิ ธีพิจารณาของศาล
รัฐธรรมนูญ
มาตรา ๒๖๕ ในการปฏิบัติหนาที่ ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจเรียกเอกสารหรือ
หลักฐานที่ เกี่ยวของจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาใหถอยคํา ตลอดจนขอใหศาล
พนักงานสอบสวน หนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิ สาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น
ดําเนินการใดเพื่ อประโยชนแหงการพิจารณาได
ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจแตงตั้งบุคคลหรือคณะบุคคลเพื่ อปฏิบัติหนาที่ตามที่
มอบหมาย
มาตรา ๒๖๕๒๐๙ ในการปฏิบัติหนาที่ ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจเรียกเอกสาร
หรือหลักฐานที่เกี่ยวของจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาใหถอยคํา ตลอดจนขอใหศาล
พนักงานสอบสวน หนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิ สาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น
ดําเนินการใดเพื่ อประโยชนแหงการพิจารณาได
ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจแตงตั้งบุคคลหรือคณะบุคคลเพื่ อปฏิบัติหนาที่ตามที่
มอบหมาย
มาตรา ๒๖๖ ในกรณีที่มีปญหาเกี่ยวกับอํานาจหนาที่ขององคกรตาง ๆ ตาม
รัฐธรรมนูญ ใหองคกรนั้นหรือประธานรัฐสภา เสนอเรื่องพรอมความเห็นตอศาล
รัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย
มาตรา ๒๖๖๒๑๐ ในกรณีที่มี ปญหาความขัดแยงเกี่ยวกับอํานาจหนาที่ของ
ระหวางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองคกรตาง ๆ ตามรัฐธรรมนู ญที่มิใชศาลตั้งแตสอง
องคกรขึ้นไป ใหองคกรนั้นหรื อประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี หรือองคกรนั้น เสนอเรื่ อง
พรอมความเห็นตอศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย
มาตรา ๒๖๗ องคคณะของตุ ลาการศาลรัฐธรรมนูญในการนั่งพิจารณาและใน
การทําคําวินิจฉัย ตองประกอบดวยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไมนอยกวาเกาคน คํา
วินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญใหถื อเสียงขางมาก เวนแตจะมีบัญญัติเปนอยางอื่ นใน
รัฐธรรมนูญนี้
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเปนองคคณะทุกคนจะตองทําคําวินิ จฉัยในสวนของ
ตนพรอมแถลงดวยวาจาตอที่ประชุมกอนการลงมติ

มาตรา ๒๖๗๒๑๑ องคคณะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการนั่งพิจารณา
และในการทําคํ าวินิจฉัย ตองประกอบดวยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไมนอยกวาเกาหาคน
คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนู ญใหถือเสี ยงขางมาก เวนแตจะมีบัญญัติเปนอยางอื่นใน
รัฐธรรมนูญนี้
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเปนองคคณะทุกคนจะตองทําคําความเห็นในการ
วินิจฉัยในส วนของตนพรอมแถลงดวยวาจาตอที่ประชุมกอนการลงมติ


๑๒๘
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนู ญและคําวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญทุกคน ให
ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนู ญอยางนอยตองประกอบดวยความเปนมาหรือคํา
กลาวหา สรุปขอเท็จจริงที่ไดมาจากการพิจารณา เหตุผลในการวินิจฉัยในป ญหา
ขอเท็จจริงและขอกฎหมาย และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ยกขึ้นอางอิง
มาตรา ๒๖๘ คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนู ญใหเปนเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา
คณะรัฐมนตรี ศาล และองคกรอื่ นของรัฐ
มาตรา ๒๖๙ วิ ธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนู ญใหเปนไปตามที่ศาลรัฐธรรมนูญ
กําหนดซึ่งตองกระทําโดยมติเอกฉันทของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และใหประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษา
วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง อยางนอยตองมี หลักประกันขั้น
พื้นฐานเรื่องการพิจารณาคดีโดยเปดเผย การใหโอกาสคูกรณี แสดงความเห็นของตน
กอนการวินิจฉัยคดี การใหสิทธิ คูกรณีขอตรวจดูเอกสารที่เกี่ยวกับตน การเปดโอกาสใหมี
การคัดคานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และการใหเหตุผลประกอบคําวินิจฉัยหรือคําสั่งของ
ศาลรัฐธรรมนูญดวย
คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนู ญและคําความเห็นในการวินิจฉัยของตุลาการ
รัฐธรรมนูญทุกคน ใหประกาศในราชกิจจานุเบกษา
คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนู ญอยางนอยตองประกอบดวยความเปนมาหรือคํา
กลาวหา สรุปขอเท็จจริงที่ไดมาจากการพิจารณา เหตุผลในการวินิจฉัยในป ญหา
ขอเท็จจริงและขอกฎหมาย และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ยกขึ้นอางอิง
คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนู ญใหเปนเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี
ศาล และองคกรอื่นของรัฐ
วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญใหเปนไปตามพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
มาตรา ๒๖๘ คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญใหเปนเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา
คณะรัฐมนตรี ศาล และองคกรอื่ นของรัฐ
มาตรา ๒๖๙ วิธี พิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญใหเปนไปตามที่ศาลรัฐธรรมนูญ
กําหนดซึ่งตองกระทําโดยมติเอกฉันทของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และใหประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษา
วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง อยางนอยตองมี หลักประกันขั้น
พื้นฐานเรื่องการพิจารณาคดีโดยเปดเผย การใหโอกาสคูกรณีแสดงความเห็นของตน
กอนการวินิจฉัยคดี การใหสิทธิคูกรณีขอตรวจดูเอกสารที่เกี่ยวกับตน การเปดโอกาสใหมี
การคัดคานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และการใหเหตุผลประกอบคําวินิจฉัยหรือคําสั่งของ
ศาลรัฐธรรมนูญดวย
มาตรา ๒๗๐ ศาลรัฐธรรมนูญมีหนวยธุรการของศาลรัฐธรรมนูญที่เปนอิ สระ
โดยมีเลขาธิการสํานักงานศาลรัฐธรรมนูญเปนผูบังคับบัญชาขึ้นตรงตอประธานศาล
รัฐธรรมนูญ

มาตรา ๒๗๐๒๑๒ ศาลรัฐธรรมนูญมีหนวยธุรการของศาลรัฐธรรมนูญที่เปน
อิสระ โดยมีเลขาธิการสํานักงานศาลรัฐธรรมนู ญเปนผูบังคับบัญชาขึ้นตรงตอประธาน
ศาลรัฐธรรมนูญ


๑๒๙
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
การแตงตั้งเลขาธิการสํานักงานศาลรัฐธรรมนูญ ตองไดรับความเห็นชอบของ
คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
สํานักงานศาลรัฐธรรมนูญมีอิ สระในการบริหารงานบุคคล
การงบประมาณ และการดําเนินการอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
การแตงตั้งเลขาธิการสํานักงานศาลรัฐธรรมนูญ ตองมาจากการเสนอของ
ประธานศาลรัฐธรรมนูญและไดรับความเห็นชอบของคณะตุ ลาการศาลรัฐธรรมนูญตามที่
กฎหมายบัญญัติ
สํานักงานศาลรัฐธรรมนูญมีอิ สระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และ
การดําเนินการอื่น ทั้งนี้ ตามที่ กฎหมายบัญญัติ
สวนที่ ๓
ศาลยุติ ธรรม


ไมมีการแกไข
มาตรา ๒๗๑ ศาลยุติ ธรรมมีอํ านาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เวนแตคดี ที่
รัฐธรรมนูญนี้หรื อกฎหมายบัญญัติใหอยูในอํานาจของศาลอื่น
มาตรา ๒๗๑๒๑๓ ศาลยุติธรรมมีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เวนแต
คดีที่รัฐธรรมนู ญนี้หรือกฎหมายบัญญัติใหอยูในอํานาจของศาลอื่น
มาตรา ๒๗๒ ศาลยุติ ธรรมมีสามชั้น คือ ศาลชั้นตน ศาลอุ ทธรณ และศาลฎีกา
เวนแตที่มี บัญญัติไวเปนอยางอื่ นในรัฐธรรมนูญนี้หรือตามกฎหมายอื่น
ใหมีแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองในศาลฎี กา โดยองคคณะ
ผูพิพากษาประกอบดวยผูพิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดํารงตําแหน งไมต่ํากวาผูพิพากษาศาล
ฎีกา จํานวนเกาคน ซึ่งไดรับเลือกโดยที่ประชุมใหญศาลฎีกาโดยวิธีลงคะแนนลับ และให
เลือกเปนรายคดี
อํานาจหนาที่ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและ
วิธีพิจารณาคดี อาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง ใหเปนไปตามที่บัญญัติไวใน
รัฐธรรมนูญนี้และในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนู ญวาดวยวิธี พิจารณาคดีอาญาของผูดํารง
ตําแหนงทางการเมือง
มาตรา ๒๗๒๒๑๔ ศาลยุติธรรมมีสามชั้น คือ ศาลชั้นตน ศาลอุทธรณ และ
ศาลฎีกา เวนแตที่มีบัญญัติไวเปนอยางอื่นในรัฐธรรมนูญนี้หรื อตามกฎหมายอื่น
ศาลฎีกามีอํานาจพิจารณาพิ พากษาคดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให
เสนอต อศาลฎีกาไดโดยตรง และคดีที่อุทธรณหรือฎีกาคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาล
ชั้นตนหรือศาลอุทธรณ ตามที่ กฏหมายบัญญัติ เวนแตเปนกรณีที่ศาลฎีกาเห็นวา
ขอกฎหมายหรือขอเท็จจริงที่ อุ ทธรณหรือฎีกานั้นจะไมเปนสาระอันควรแกการพิจารณา
ศาลฎีกามีอํานาจไมรับคดีไวพิจารณาพิพากษาได ทั้งนี้ ตามระเบียบที่ที่ประชุ มใหญ
ศาลฎีกากําหนด
ใหศาลฎีกามีอํานาจพิจารณาและวินิจฉัยคดีที่เกี่ ยวกับการเลือกตั้งและการ
เพิกถอนสิทธิเลื อกตั้ง ในการเลื อกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎร และใหศาลอุ ทธรณมี
อํานาจพิจารณาและวินิจฉัยคดี ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิ เลื อกตั้ง ใน


๑๓๐
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
การเลือกตั้งสมาชิกสภาทองถิ่ นและผูบริหารทองถิ่น ทั้งนี้ วิธีพิจารณาและวิ นิ จฉัยคดีให
เปนไปตามระเบียบที่ที่ประชุมใหญศาลฎีกากํ าหนด โดยตองใชระบบไตสวนและเปนไป
โดยรวดเร็ ว
ใหมีแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองในศาลฎี กา โดยองคคณะ
ผูพิพากษาประกอบดวยผูพิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดํารงตําแหน งไมต่ํากวาผูพิพากษาศาล
ฎีกาจํานวนเกาคน ซึ่งไดรับเลือกโดยที่ประชุมใหญศาลฎีกาโดยวิธีลงคะแนนลับ และให
เลือกเปนรายคดี
อํานาจหนาที่ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและ
วิธีพิจารณาคดี อาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง ใหเปนไปตามที่บัญญัติไวใน
รัฐธรรมนูญนี้และในกฎหมายพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนู ญวาดวยวิธี พิจารณา
คดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง
มาตรา ๒๗๓ การแตงตั้งและการใหผูพิพากษาในศาลยุติธรรมพนจาก
ตําแหนง ตองไดรับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมกอน แลวจึงนํา
ความกราบบังคมทูล
การเลื่อนตําแหนง การเลื่อนเงิ นเดือน และการลงโทษผูพิพากษาในศาล
ยุติธรรม ตองไดรับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ในการนี้ให
คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมแตงตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นชั้นศาลละหนึ่งคณะ เพื่อ
เสนอความคิดเห็นในเรื่องดังกลาวเพื่อประกอบการพิจารณา
มาตรา ๒๗๓๒๑๕ การแตงตั้งและการใหผูพิพากษาในศาลยุ ติ ธรรมพนจาก
ตําแหนง ตองไดรับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมกอน แลวจึงนํา
ความกราบบังคมทูล
การเลื่อนตําแหนง การเลื่อนเงิ นเดือน และการลงโทษผูพิพากษาในศาล
ยุติธรรม ตองไดรับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ในการนี้ให
คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมแตงตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นชั้นศาลละหนึ่งคณะ เพื่อ
เสนอความคิดเห็นในเรื่องดังกลาวเพื่อประกอบการพิจารณา
มาตรา ๒๗๔ คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมประกอบดวยบุคคล
ดังตอไปนี้
(๑) ประธานศาลฎีกาเปนประธานกรรมการ

มาตรา ๒๗๔๒๑๖ คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมประกอบดวยบุคคล
ดังตอไปนี้
(๑) ประธานศาลฎีกาเปนประธานกรรมการ



๑๓๑
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
(๒) กรรมการผู ทรงคุณวุฒิในแตละชั้นศาล ชั้นศาลละสี่คน รวมเปนสิบสองคน
ซึ่งเปนขาราชการตุลาการในแตละชั้นศาล และไดรับเลือกจากขาราชการตุลาการใน
ทุกชั้นศาล
(๓) กรรมการผู ทรงคุณวุฒิจํานวนสองคน ซึ่งไมเปนหรือเคยเปนขาราชการ
ตุลาการ และไดรับเลื อกจากวุฒิสภา
คุณสมบัติ ลักษณะตองหาม และวิธีการเลือกกรรมการผูทรงคุณวุฒิ ใหเปนไป
ตามที่กฎหมายบัญญัติ
(๒) กรรมการผู ทรงคุณวุฒิในแตละชั้นศาล ไดแก ศาลฎีกาหกคน ชั้นศาลละ
อุทธรณสี่คน รวมเปนสิบและศาลชั้นตนสองคน ซึ่งเปนขาราชการตุลาการในแตละชั้น
ศาล และไดรับเลือกจากขาราชการตุลาการในทุกแตละชั้นศาล
(๓) กรรมการผู ทรงคุณวุฒิจํานวนสองคน ซึ่งไมเปนหรือเคยเปนขาราชการ
ตุลาการ และไดรับเลื อกจากวุฒิสภา
คุณสมบัติ ลักษณะตองหาม และวิธีการเลือกกรรมการผูทรงคุณวุฒิ ใหเปนไป
ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๒๗๕ ศาลยุติ ธรรมมีหนวยธุรการของศาลยุติ ธรรมที่เปนอิสระ โดยมี
เลขาธิการสํานักงานศาลยุติธรรมเปนผูบังคับบัญชาขึ้นตรงต อประธานศาลฎี กา
การแตงตั้งเลขาธิการสํานักงานศาลยุติ ธรรม ตองไดรับความเห็นชอบของ
คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม
สํานักงานศาลยุ ติธรรมมีอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการ
ดําเนินการอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๒๗๕๒๑๗ ศาลยุติธรรมมีหนวยธุรการของศาลยุติธรรมที่เปนอิสระ
โดยมีเลขาธิการสํานักงานศาลยุ ติธรรมเปนผูบังคับบัญชาขึ้นตรงตอประธานศาลฎีกา
การแตงตั้งเลขาธิการสํานักงานศาลยุติ ธรรม ตองมาจากการเสนอของประธาน
ศาลฎีกาและไดรับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมตามที่กฎหมาย
บัญญัติ
สํานักงานศาลยุ ติธรรมมีอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการ
ดําเนินการอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
สวนที่ ๔
ศาลปกครอง


ไมมีการแกไข
มาตรา ๒๗๖ ศาลปกครองมีอํ านาจพิจารณาพิพากษาคดีที่ เปนขอพิพาท
ระหวางหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิ สาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น หรือ
เจาหนาที่ของรัฐที่อยูในบังคับบัญชาหรือในกํ ากับดูแลของรัฐบาลกับเอกชน หรือระหวาง
หนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิ สาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น หรือเจาหนาที่ของ
มาตรา ๒๗๖๒๑๘ ศาลปกครองมีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เปนขอพิ พาท
ระหวางหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิ สาหกิจ หรือราชการองคกรปกครองสวน
ทองถิ่น หรือองคกรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจาหนาที่ของรัฐที่อยู ในบังคับบัญชาหรือใน
กํากับดูแลของรัฐบาลกับเอกชน หรือระหวางหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิ สาหกิจ

๑๓๒
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
รัฐที่อยูในบังคับบัญชาหรือในกํ ากับดูแลของรัฐบาลดวยกัน ซึ่งเปนขอพิพาทอัน
เนื่องมาจากการกระทําหรือการละเวนการกระทํ าที่หนวยราชการ หนวยงานของรัฐ
รัฐวิ สาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น หรือเจาหนาที่ของรัฐนั้น ตองปฏิบัติตามกฎหมาย
หรือเนื่องจากการกระทําหรือการละเวนการกระทําที่หนวยราชการ หนวยงานของรัฐ
รัฐวิ สาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น หรือเจาหนาที่ของรัฐนั้น ตองรับผิดชอบในการ
ปฏิบัติหนาที่ตามกฎหมาย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
ใหมีศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชั้นตน และจะมีศาลปกครองชั้นอุทธรณ
ดวยก็ได
หรือราชการองคกรปกครองสวนทองถิ่ น หรือองคกรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจาหนาที่ของ
รัฐที่อยูในบังคับบัญชาหรือในกํ ากับดูแลของรัฐบาลดวยกัน ซึ่งเปนขอพิพาทอัน
เนื่องมาจากการกระทําหรือการละเวนการกระทํ าที่หนวยราชการ หนวยงานของรัฐ
รัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น หรื อเจาหนาที่ของรัฐนั้น ตองปฏิบัติใชอํานาจทาง
ปกครองตามกฎหมาย หรือเนื่องจากการกระทําหรือการละเวนการกระทําที่ดํ าเนิน
กิจการทางปกครองของหน วยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิ สาหกิจ หรือราชการองคกร
ปกครองสวนทองถิ่น หรือองคกรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจาหนาที่ของรัฐนั้น ตอง
รับผิดชอบในการปฏิบัติหนาที่ตามกฎหมาย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ รวมทั้งมี
อํานาจพิจารณาพิพากษาเรื่องที่ รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติใหอยูในอํานาจของศาล
ปกครอง
ใหมีศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชั้นตน และจะมีศาลปกครองชั้นอุทธรณ
ดวยก็ได
มาตรา ๒๗๗ การแตงตั้งและการใหตุลาการในศาลปกครอง พนจากตําแหน ง
ตองไดรับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองตามที่กฎหมายบัญญัติ
กอน แลวจึงนําความกราบบังคมทูล
ผูทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตรและผูทรงคุณวุฒิในการบริหารราชการแผนดิน
อาจไดรับแตงตั้งใหเปนตุลาการในศาลปกครองสูงสุดได การแตงตั้งใหบุคคลดังกลาวเปน
ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ใหแตงตั้งไมนอยกวาหนึ่งในสามของจํานวนตุ ลาการใน
ศาลปกครองสูงสุดทั้งหมด และตองไดรับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาล
ปกครองตามที่กฎหมายบัญญัติและไดรับความเห็นชอบจากวุ ฒิสภากอน แลวจึงนําความ
กราบบังคมทู ล
การเลื่อนตําแหนง การเลื่อนเงิ นเดือน และการลงโทษตุลาการในศาลปกครอง
ตองไดรับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๒๗๗๒๑๙ การแตงตั้งและการใหตุลาการในศาลปกครอง พนจาก
ตําแหนง ตองไดรับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองตามที่
กฎหมายบัญญัติกอน แลวจึงนํ าความกราบบังคมทูล
ผูทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตรและผูทรงคุณวุฒิในการบริหารราชการแผนดิน
อาจไดรับแตงตั้งใหเปนตุลาการในศาลปกครองสูงสุดได การแตงตั้งใหบุคคลดังกลาวเปน
ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ใหแตงตั้งไมนอยกวาหนึ่งในสามของจํานวนตุ ลาการใน
ศาลปกครองสูงสุดทั้งหมด และตองไดรับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาล
ปกครองตามที่กฎหมายบัญญัติและไดรับความเห็นชอบจากวุ ฒิสภากอน แลวจึงนําความ
กราบบังคมทู ล
การเลื่อนตําแหนง การเลื่อนเงิ นเดือน และการลงโทษตุลาการในศาลปกครอง
ตองไดรับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองตามที่กฎหมายบัญญัติ

๑๓๓
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
ตุลาการศาลปกครองในชั้นศาลใดจะมีจํานวนเทาใด ใหเปนไปตามที่คณะกรรมการ
ตุลาการศาลปกครองกําหนด
มาตรา ๒๗๘ การแตงตั้งตุลาการในศาลปกครองใหดํารงตําแหนงประธานศาล
ปกครองสูงสุดนั้น เมื่อไดรับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองและ
วุฒิสภาแลว ใหนายกรัฐมนตรีนํ าความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแตงตั้งตอไป
มาตรา ๒๗๘๒๒๐ การแตงตั้งตุลาการในศาลปกครองใหดํารงตําแหนง
ประธานศาลปกครองสูงสุดนั้น เมื่อไดรับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาล
ปกครองและวุฒิ สภาแลว ใหนายกรัฐมนตรีนําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแตงตั้งตอไป
มาตรา ๒๗๙ คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองประกอบดวยบุคคล
ดังตอไปนี้
(๑) ประธานศาลปกครองสู งสุ ดเปนประธานกรรมการ
(๒) กรรมการผู ทรงคุณวุฒิจํานวนเกาคนซึ่งเป นตุลาการในศาลปกครองและ
ไดรับเลื อกจากตุลาการในศาลปกครองดวยกันเอง
(๓) กรรมการผู ทรงคุณวุฒิซึ่ งไดรับเลือกจากวุ ฒิสภาสองคน และจาก
คณะรัฐมนตรีอี กหนึ่งคน
คุณสมบัติ ลักษณะตองหาม และวิธีการเลือกกรรมการผูทรงคุณวุฒิ ใหเปนไป
ตามที ่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๒๗๙๒๒๑ คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองประกอบดวยบุคคล
ดังตอไปนี้
(๑) ประธานศาลปกครองสู งสุ ดเปนประธานกรรมการ
(๒) กรรมการผู ทรงคุณวุฒิจํานวนเกาคนซึ่งเป นตุลาการในศาลปกครองและ
ไดรับเลื อกจากตุลาการในศาลปกครองดวยกันเอง
(๓) กรรมการผู ทรงคุณวุฒิซึ่ งไดรับเลือกจากวุ ฒิสภาสองคน และจาก
คณะรัฐมนตรีอี กหนึ่งคน
คุณสมบัติ ลักษณะตองหาม และวิธีการเลือกกรรมการผูทรงคุณวุฒิ ใหเปนไป
ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๒๘๐ ศาลปกครองมีหนวยธุรการของศาลปกครองที่ เปนอิสระ โดยมี
เลขาธิการสํานักงานศาลปกครองเปนผูบังคับบัญชาขึ้นตรงตอประธานศาลปกครองสูงสุด
การแตงตั้งเลขาธิการสํานักงานศาลปกครอง ตองไดรับความเห็นชอบของ
คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองตามที่กฎหมายบัญญัติ
สํานักงานศาลปกครองมีอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และ
การดําเนินการอื่น ทั้งนี้ ตามที่ กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๒๘๐๒๒๒ ศาลปกครองมีหนวยธุรการของศาลปกครองที่เปนอิ สระ
โดยมีเลขาธิการสํานักงานศาลปกครองเปนผูบังคับบัญชาขึ้นตรงตอประธานศาลปกครอง
สูงสุด
การแตงตั้งเลขาธิการสํานักงานศาลปกครอง ตองมาจากการเสนอของประธาน
ศาลปกครองสูงสุดและไดรับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองตามที่
กฎหมายบัญญัติ
สํานักงานศาลปกครองมีอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และ
การดําเนินการอื่น ทั้งนี้ ตามที่ กฎหมายบัญญัติ

๑๓๔
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
สวนที่ ๕
ศาลทหาร


ไมมีการแกไข
มาตรา ๒๘๑ ศาลทหารมีอํานาจพิจารณาพิ พากษา คดีอาญาทหารและคดีอื่น
ตามที่กฎหมายบัญญัติ
การแตงตั้งและการใหตุลาการศาลทหารพนจากตําแหนง ใหเปนไปตามที่
กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๒๘๑๒๒๓ ศาลทหารมี อํานาจพิจารณาพิพากษา คดีอาญาซึ่งผูกระทํา
ผิดเปนบุคคลที่ อยูในอํานาจศาลทหารและคดีอื่ นตามที่กฎหมายบัญญัติ
การแตงตั้งและการใหตุลาการศาลทหารพนจากตําแหนง ใหเปนไปตามที่
กฎหมายบัญญัติ
หมวด ๑๑
องคกรตามรัฐธรรมนูญ


สวนที่ ๑
องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ


สวนที่ ๔
คณะกรรมการการเลือกตั้ง


สวนที่ ๔
๑. คณะกรรมการการเลือกตั้ง





๑๓๕
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
มาตรา ๑๓๖ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกอบดวยประธานกรรมการคน
หนึ่งและกรรมการอื่นอีกสี่คน ซึ่งพระมหากษัตริ ยทรงแต งตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภา
จากผูซึ่งมี ความเปนกลางทางการเมืองและมี ความซื่อสัตยสุ จริตเปนที่ประจักษ
ใหประธานวุฒิสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้งประธาน
กรรมการและกรรมการตามวรรคหนึ่ง
มาตรา ๑๓๖๒๒๔ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกอบดวยประธานกรรมการ
คนหนึ่งและกรรมการอื่นอีกสี่คน ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแตงตั้งตามคําแนะนําของ
วุฒิสภา จากผูซึ่งมี ความเปนกลางทางการเมืองและมีความซื่อสัตยสุจริตเปนที่ ประจักษ
ใหประธานวุฒิสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้งประธาน
กรรมการและกรรมการตามวรรคหนึ่ง
มาตรา ๑๓๗ กรรมการการเลือกตั้งตองมีคุณสมบัติ และไมมีลักษณะตองหาม
ดังตอไปนี้
(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(๒) มีอายุไมต่ํากวาสี่สิ บปบริ บูรณในวันเสนอชื่อ
(๓) สําเร็จการศึ กษาไมต่ํากวาปริญญาตรีหรือเทียบเทา
(๔) ไมมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๑๐๖ หรือมาตรา ๑๐๙ (๑) (๒) (๔) (๕)
(๖) (๗) (๑๓) หรือ (๑๔)
(๕) ไมเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ขาราชการการเมือง
สมาชิกสภาทองถิ่น หรือผูบริหารทองถิ่ น
(๖) ไมเปนหรือเคยเปนสมาชิกหรือผูดํารงตําแหนงอื่นของพรรคการเมืองใน
ระยะหาปกอนดํารงตําแหนง
(๗) ไมเปนผูตรวจการแผนดินของรัฐสภา กรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลปกครอง กรรมการปองกันและปราบปรามการ
ทุจริตแหงชาติ หรือกรรมการตรวจเงินแผนดิ น
มาตรา ๑๓๗๒๒๕ กรรมการการเลือกตั้งตองมีคุณสมบัติ และไมมีลักษณะ
ตองหาม ดังตอไปนี้
(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(๒๑) มีอายุไมต่ํ ากวาสี่สิ บปบริ บู รณในวันเสนอชื่ อ
(๓๒) สําเร็จการศึกษาไมต่ํากวาปริญญาตรีหรือเทียบเทา
(๔๓) มีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๑๐๖๒๐๑ หรือมาตรา
๑๐๙ (๑) (๒) (๔) (๕) และ (๖) (๗) (๑๓) หรือ (๑๔)
(๕) ไมเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ขาราชการการเมือง
สมาชิกสภาทองถิ่น หรือผูบริหารทองถิ่ น
(๖) ไมเปนหรือเคยเปนสมาชิกหรือผูดํารงตําแหนงอื่นของพรรคการเมืองใน
ระยะหาปกอนดํารงตําแหนง
(๗๔) ไมเปนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภา กรรมการ
ปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ กรรมการตรวจเงินแผนดิน หรือกรรมการสิทธิ
มนุษยชนแหงชาติ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลปกครอง กรรมการปองกันและ
ปราบปรามการทุจริตแหงชาติ หรือกรรมการตรวจเงินแผนดิน
ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๒๐๓ มาใชบังคับกับกรรมการการเลือกตั้งดวยโดย
อนุโลม

๑๓๖
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
มาตรา ๑๓๘ การสรรหาและการเลือกประธานกรรมการและกรรมการการ
เลือกตั้ง ใหดําเนินการดังนี้
(๑) ใหมีคณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้งจํานวนสิ บคน ซึ่ง
ประกอบดวยประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสู งสุ ด อธิการบดีของ
สถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่เปนนิติบุคคลทุกแห งซึ่งเลือกกันเองใหเหลือสี่คน ผู แทนพรรค
การเมืองทุกพรรคที่มีสมาชิกเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรพรรคละหนึ่งคน ซึ่งเลือก
กันเองใหเหลือสี่คน ทําหนาที่ พิจารณาสรรหาผูมีคุ ณสมบัติตามมาตรา ๑๓๗ ซึ่งสมควร
เปนกรรมการการเลือกตั้ง จํานวนหาคน เสนอตอประธานวุฒิสภา โดยตองเสนอพรอม
ความยินยอมของผูไดรับการเสนอชื่อนั้น มติในการเสนอชื่อดังกลาวตองมีคะแนนเสียง
ไมนอยกวาสามในสี่ของจํานวนกรรมการสรรหาทั้งหมดเทาที่มี อยู
(๒) ใหที่ประชุมใหญศาลฎีกาพิ จารณาสรรหาผูสมควรเปนกรรมการการ
เลือกตั้งจํานวนหาคน เสนอตอประธานวุฒิสภา โดยตองเสนอพรอมความยินยอมของ
ผูไดรับการเสนอชื่อนั้น
(๓) การเสนอชื่ อตาม (๑) และ (๒) ใหกระทําภายในสามสิ บวันนับแตวันที่มีเหตุ
ที่ทําใหตองมีการเลือกบุคคลใหดํารงตําแหนงดังกลาว ในกรณี ที่คณะกรรมการสรรหา
ตาม (๑) ไมอาจเสนอชื่อไดภายในเวลาที่กําหนด หรือไมอาจเสนอชื่อไดครบจํานวน
ภายในเวลาที่กํ าหนด ใหที่ประชุมใหญศาลฎีกาพิจารณาเสนอชื่อแทนจนครบจํานวน
ภายในสิ บหาวันนับแตวันที่ครบกําหนดตองเสนอชื่อตาม (๑)
(๔) ใหประธานวุฒิสภาเรียกประชุมวุฒิสภาเพื่ อมีมติ เลือกผูไดรับการเสนอชื่อ
ตาม (๑) (๒) และ (๓) ซึ่งตองกระทําโดยวิธีลงคะแนนลับ ในการนี้ ใหหาคนแรกซึ่งไดรับ
คะแนนสูงสุดและมีคะแนนมากกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มี อยูของ
วุฒิสภา เปนผูไดรับเลือกเปนกรรมการการเลือกตั้ง แตถาจํานวนผูไดรับเลื อกดังกลาวมี
มาตรา ๑๓๘๒๒๖ การสรรหาและการเลื อกประธานกรรมการและกรรมการการ
เลือกตั้ง ใหดําเนินการดังนี้
(๑) ใหมีคณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้งจํานวนสิบหาคน ซึ่ง
ประกอบดวยประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด
อธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่เปนนิ ติบุคคลทุกแหงซึ่งเลื อกกันเองใหเหลือสี่
คน ผูแทนพรรคการเมืองทุกพรรคที่มีสมาชิกเป นสมาชิกสภาผู แทนราษฎรพรรคละหนึ่ง
คน ซึ่งเลือกกันเองใหเหลือสี่คน ประธานสภาผูแทนราษฎร และผูนําฝายคานในสภา
ผูแทนราษฎร เปนกรรมการทําหนาที่พิจารณาสรรหาผูมีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๓๗๒๒๕
ซึ่งสมควรเปนกรรมการการเลือกตั้ง จํานวนหาสามคน เสนอต อประธานวุฒิสภา โดยตอง
เสนอพรอมความยินยอมของผูไดรับการเสนอชื่ อนั้น มติในการเสนอชื่อสรรหาดังกลาว
ตองมีคะแนนเสี ยงไมนอยกวาสามในสี่ของจํานวนกรรมการสรรหาทั้งหมดเทาที่มีอยู ใน
กรณีที่ไมมีกรรมการในตําแหนงใด หรือมีแตไมสามารถปฏิบัติหนาที่ได ถากรรมการที่
เหลืออยูนั้นมีจํานวนไมนอยกวากึ่งหนึ่ง ใหคณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้ง
ประกอบดวยกรรมการที่เหลืออยู
(๒) ใหที่ประชุมใหญศาลฎีกาพิ จารณาสรรหาผูมีคุณสมบัติตามมาตรา ๒๒๕
สมควรเปนกรรมการการเลือกตั้งจํานวนหาสองคน เสนอตอประธานวุฒิสภา โดยตอง
เสนอพรอมความยินยอมของผูไดรับการเสนอชื่ อนั้น
(๓) การเสนอชื่อสรรหาตาม (๑) และ (๒) ใหกระทําภายในสามสิบวันนับแต
วันที่มีเหตุที่ ทําใหตองมีการเลื อกบุคคลใหดํารงตําแหนงดังกลาว ในกรณีที่คณะกรรมการ
สรรหาตาม (๑) มีเหตุที่ทําให ไมอาจเสนอชื่อดําเนินการสรรหาไดภายในเวลาที่ กําหนด
หรือไมอาจเสนอชื่อสรรหาไดครบจํานวนภายในเวลาที่กําหนดตาม (๑) ใหที่ประชุมใหญ


๑๓๗
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
ไมครบหาคน ใหนํารายชื่อผูไม ไดรับเลื อกในคราวแรกนั้นมาใหสมาชิกวุฒิสภาออกเสียง
ลงคะแนนเลือกอีกครั้งหนึ่งตอเนื่องกันไป และในกรณีนี้ ใหถือว าผูไดรับคะแนนเสียง
สูงสุดเรี ยงลงไปตามลําดับจนครบหาคน เปนผูไดรับเลือกใหเป นกรรมการการเลือกตั้ง ใน
ครั้งนี้ถามีผูไดคะแนนเสียงเทากันในลําดับใดอันเปนเหตุใหมีผูไดรับเลื อกเกินหาคน ให
ประธานวุฒิสภาจับสลากวาผูใด เป นผูไดรับเลือก
(๕) ใหผูไดรับเลื อกตาม (๔) ประชุมและเลือกกันเองใหคนหนึ่งเปนประธาน
กรรมการการเลื อกตั้ง และแจงผลใหประธานวุฒิสภาทราบ และใหประธานวุฒิสภานํา
ความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต งตั้งตอไป

ศาลฎีกาพิจารณาเสนอชื่อสรรหาแทนจนครบจํานวนภายในสิ บหาวันนับแตวันที่ครบ
กําหนดตองเสนอชื่อตาม (๑)
(๔) ใหประธานวุฒิสภาเรียกประชุมวุฒิสภาเพื่ อมีมติเลือกใหความเห็นชอบ
ผูไดรับการเสนอชื่อสรรหาตาม (๑) (๒) และหรือ (๓) ซึ่งตองกระทําโดยวิธีลงคะแนนลับ
ในการนี้ ใหหาคนแรกซึ่งไดรับคะแนนสูงสุดและมีคะแนนมากกวากึ่งหนึ่งของจํานวน
สมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของวุ ฒิสภา เปนผูไดรับเลื อกเปนกรรมการการเลือกตั้ง แตถา
จํานวนผูไดรับเลือกดังกลาวมีไมครบหาคน ใหนํารายชื่อผูไมไดรับเลือกในคราวแรกนั้น
มาใหสมาชิกวุ ฒิสภาออกเสียงลงคะแนนเลือกอีกครั้งหนึ่งตอเนื่องกันไป และในกรณีนี้ ให
ถือวาผูไดรับคะแนนเสียงสู งสุดเรียงลงไปตามลํ าดับจนครบหาคน เปนผูไดรับเลือกให
เปนกรรมการการเลือกตั้ง ในครั้งนี้ถามีผูไดคะแนนเสียงเทากันในลําดับใดอันเปนเหตุให
มีผูไดรับเลือกเกินหาคน ใหประธานวุฒิสภาจับสลากวาผูใด เปนผูไดรับเลือก
(๕) ในกรณีที่ วุ ฒิสภามีมติไมเห็นชอบผูไดรับการสรรหาตาม (๑) (๒) หรือ (๓)
ทั้งหมดหรือบางสวน ใหประธานวุฒิสภาสงชื่อผูไดรับการสรรหาที่วุฒิสภาไมใหความเห็น
ชอบใหคณะกรรมการสรรหาตาม (๑) หรือที่ประชุมใหญศาลฎีกาตาม (๒) หรือ (๓)
แลวแตกรณี หากคณะกรรมการสรรหาหรือที่ประชุมใหญศาลฎีกาเห็นดวยกับมติของ
วุฒิสภา ใหนํา (๑) (๒) (๓) หรือ (๔) มาใชบังคับ แลวแตกรณี ถาคณะกรรมการสรรหา
หรือที่ประชุมใหญศาลฎีกา ไมเห็นดวยกับมติของวุฒิสภาและยื นยันดวยมติ เอกฉันทของ
คณะกรรมการสรรหาหรือดวยคะแนนไมนอยกวาสองในสามของที่ประชุมใหญศาลฎีกา
แลวแตกรณี ใหสงใหประธานวุ ฒิสภาเพื่อดําเนิ นการตาม (๖) ตอไป
(๕๖) ใหผูไดรับเลือกความเห็นชอบตาม (๔) หรือ (๕) ประชุมและเลือกกันเอง
ใหคนหนึ่งเปนประธานกรรมการการเลือกตั้ง และแจงผลใหประธานวุฒิสภาทราบ และให
ประธานวุฒิสภานําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแตงตั้งตอไป

๑๓๘
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
มาตรา ๑๓๙ กรรมการการเลือกตั้งตอง
(๑) ไมเปนขาราชการซึ่งมีตําแหนงหรือเงิ นเดือนประจํา
(๒) ไมเปนพนักงานหรือลูกจางของหนวยงานของรัฐ รัฐวิ สาหกิจ หรือของ
ราชการสวนทองถิ่น
(๓) ไมดํารงตําแหนงใดในหางหุนสวน บริษัท หรือองคการที่ดําเนินธุรกิจโดยมุง
หาผลกําไรหรือรายไดมาแบงป นกัน หรือเปนลู กจางของบุคคลใด
(๔) ไมประกอบวิชาชีพอิสระอื่นใด
ในกรณีที่วุฒิ สภาเลือกบุคคลตาม (๑) (๒) (๓) หรือ (๔) โดยไดรับความยินยอม
ของผูนั้น ผูไดรับเลื อกจะเริ่มปฏิบัติหนาที่ไดต อเมื่อผูนั้นไดลาออกจากตําแหนงตาม (๑)
(๒) หรือ (๓) หรือแสดงใหเปนที่เชื่อไดวาตนไดเลิกประกอบวิ ชาชีพอิสระดังกลาวแลว ซึ่ง
ตองกระทําภายในสิบหาวันนับแตวันที ่ไดรับเลื อก แตถาผูนั้นมิไดลาออกหรือเลิก
ประกอบวิชาชีพอิสระภายในเวลาที่กําหนด ใหถือวาผูนั้นไมเคยไดรับเลือกใหเปน
กรรมการการเลื อกตั้ง และใหนําบทบัญญัติมาตรา ๑๓๘ มาใชบังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๑๓๙ กรรมการการเลือกตั้งตอง
(๑) ไมเปนขาราชการซึ่งมีตําแหนงหรือเงิ นเดือนประจํา
(๒) ไมเปนพนักงานหรือลูกจางของหนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิ จ หรือของ
ราชการสวนทองถิ่น
(๓) ไมดํารงตําแหนงใดในหางหุนสวน บริษัท หรือองคการที่ดําเนินธุรกิจโดยมุง
หาผลกําไรหรือรายไดมาแบงป นกัน หรือเปนลู กจางของบุคคลใด
(๔) ไมประกอบวิชาชีพอิสระอื่นใด
ในกรณีที่วุฒิสภาเลือกบุคคลตาม (๑) (๒) (๓) หรือ (๔) โดยไดรับความยินยอม
ของผูนั้น ผูไดรับเลื อกจะเริ่มปฏิบัติหนาที ่ไดต อเมื่อผูนั้นไดลาออกจากตําแหนงตาม (๑)
(๒) หรือ (๓) หรือแสดงใหเปนที่ เชื่อไดวาตนไดเลิกประกอบวิชาชีพอิสระดังกลาวแลว ซึ่ง
ตองกระทําภายในสิบหาวันนับแตวันที่ไดรับเลื อก แตถาผูนั้นมิ ไดลาออกหรือเลิก
ประกอบวิชาชีพอิสระภายในเวลาที่กําหนด ใหถือวาผูนั้นไมเคยไดรับเลือกใหเปน
กรรมการการเลื อกตั้ง และใหนําบทบัญญัติมาตรา ๑๓๘ มาใช บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๑๔๐ กรรมการการเลือกตั้งมีวาระการดํารงตําแหนง เจ็ดปนับแตวันที่
พระมหากษัตริ ยทรงแต งตั้ง และใหดํารงตําแหนงไดเพียงวาระเดียว
กรรมการการเลื อกตั้งซึ่งพนจาก ตําแหนงตามวาระ ตองอยูในตําแหนงเพื่ อ
ปฏิบัติหนาที่ตอไปจนกวากรรมการการเลือกตั้งซึ่งไดรับแต งตั้งใหมจะเขารับหนาที่
มาตรา ๑๔๐๒๒๗ กรรมการการเลือกตั้งมีวาระการดํารงตําแหนง เจ็ดปนับแต
วันที่พระมหากษัตริยทรงแตงตั้ง และใหดํารงตํ าแหนงไดเพียงวาระเดียว
กรรมการการเลื อกตั้งซึ่งพนจาก ตําแหนงตามวาระ ตองอยูในตําแหนงเพื่ อ
ปฏิบัติหนาที่ตอไปจนกวากรรมการการเลือกตั้งซึ่งไดรับแต งตั้งใหมจะเขารับหนาที่
ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๒๐๕ (๑) (๒) (๓) (๕) (๖) (๗) และการขาดคุณสมบัติ
และมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๒๒๕ มาใชบังคับกับการพนจากตําแหนงของ
กรรมการการเลื อกตั้งดวยโดยอนุโลม



๑๓๙
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
มาตรา ๑๔๑ นอกจากการพนจากตําแหนงตามวาระ กรรมการการเลือกตั้งพน
จากตําแหนง เมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๑๓๗ หรือ มาตรา ๑๓๙
(๔) ไดรับโทษจํ าคุกโดยคําพิพากษาถึงที่ สุดใหจํ าคุก เวนแตในความผิดอันได
กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(๕) วุฒิสภามีมติตามมาตรา ๓๐๗ ใหถอดถอนออกจากตําแหน ง
เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง ใหคณะกรรมการการเลือกตั้งเทาที่ เหลืออยูปฏิบัติ
หนาที่ตอไปได
มาตรา ๑๔๑ นอกจากการพนจากตําแหนงตามวาระ กรรมการการเลือกตั้งพน
จากตําแหนง เมื่ อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๑๓๗ หรือ มาตรา ๑๓๙
(๔) ไดรับโทษจํ าคุกโดยคําพิพากษาถึงที่สุดใหจํ าคุก เวนแตในความผิดอันได
กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(๕) วุฒิสภามีมติตามมาตรา ๓๐๗ ใหถอดถอนออกจากตําแหนง
เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง ใหคณะกรรมการการเลือกตั้งเทาที่ เหลืออยูปฏิบัติ
หนาที่ตอไปได
มาตรา ๑๔๒ สมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้ง
สองสภารวมกัน มีจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสิ บของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของ
ทั้งสองสภา มีสิทธิเขาชื่อรองขอตอประธานรัฐสภาวากรรมการการเลือกตั้งคนใดคนหนึ่ง
ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๑๓๗ หรือกระทําการอันตองหามตาม
มาตรา ๑๓๙ และใหประธานรัฐสภาสงคํารองนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวิ นิ จฉัยวา
กรรมการการเลื อกตั้งผูนั้นพนจากตําแหนงหรือไม
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยแลว ใหศาลรัฐธรรมนูญแจงคําวินิจฉัยไปยัง
ประธานรัฐสภาและประธานกรรมการการเลือกตั้ง
ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๙๗ มาใชบังคับกับการพนจากตําแหนงของกรรมการ
การเลือกตั้งดวย โดยอนุโลม
มาตรา ๑๔๒๒๒๘ สมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของ
ทั้งสองสภารวมกันมีจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท าที่มีอยู
ของทั้งสองสภา มีสิทธิเขาชื่อรองขอตอประธานรัฐสภาวากรรมการการเลือกตั้งคนใดคน
หนึ่งขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๑๓๗ หรื อกระทําการอันตองหาม
ตามมาตรา ๑๓๙๒๒๕ และใหประธานรัฐสภาสงคํารองนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญภายใน
สามวันนับแตวันที่ไดรับคํารอง เพื่อใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวากรรมการการเลือกตั้ง
ผูนั้นพนจากตําแหนงหรือไม
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยแลว ใหศาลรัฐธรรมนูญแจงคําวินิจฉัยไปยัง
ประธานรัฐสภาและประธานกรรมการการเลือกตั้ง
ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๙๗๙๐ มาใชบังคับกับการพนจากตําแหนงของ
กรรมการการเลื อกตั้งดวยโดยอนุโลม


๑๔๐
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
มาตรา ๑๔๓ ในกรณีที่กรรมการการเลือกตั้งพนจากตําแหน งตามวาระพรอม
กันทั้งหมด ใหดําเนินการตามมาตรา ๑๓๘ ภายในสี่ สิบหาวันนับแตวันที่มีการพนจาก
ตําแหนง
ในกรณีที่กรรมการการเลือกตั้งพนจากตําแหน งเพราะเหตุอื่นนอกจากถึงคราว
ออกตามวาระ ใหนํามาตรา ๑๓๘ มาใชบังคับกับการสรรหาและการเลือกกรรมการการ
เลือกตั้งแทนตําแหนงที่วางนั้นโดยอนุโลม ในกรณีนี้ ใหเสนอชื่อผูสมควรเปนกรรมการ
การเลือกตั้งตอประธานวุฒิสภา เปนจํานวนสองเทาของผูซึ่งพนจากตําแหนง และให
วุฒิสภามีมติเลื อก ทั้งนี้ ใหดําเนินการใหแลวเสร็จภายในสี่ สิบหาวันนับแตวันที่มีการพน
จากตําแหนง และใหผูไดรับเลือกอยูในตําแหนงเพียงเทาวาระที่ เหลืออยูของผูซึ่ งตนแทน
มาตรา ๑๔๓๒๒๙ ในกรณีที่กรรมการการเลือกตั้งพนจากตําแหนงตามวาระ
พรอมกันทั้งหมดทั้งคณะ ใหดําเนินการตามมาตรา ๑๓๘๒๒๖ ภายในสี่ สิบหาวันนับแต
วันที่มีการพนจากตําแหนง
ในกรณีที่กรรมการการเลือกตั้งพนจากตําแหน งเพราะเหตุอื่นนอกจากถึงคราว
ออกตามวาระ ใหนําดําเนินการสรรหาและแต งตั้งกรรมการการเลือกตั้งตามมาตรา
๑๓๘๒๒๖ มาใชบังคับกับการสรรหาและการเลือกกรรมการการเลือกตั้งแทนตําแหนงที่
วางนั้นโดยอนุโลม ในกรณีนี้ ใหเสนอชื่อผูสมควรเปนกรรมการการเลือกตั้งต อประธาน
วุฒิสภา เปนจํานวนสองเทาของผูซึ่งพนจากตําแหนง และใหวุ ฒิสภามีมติเลือก ทั้งนี้ ให
ดําเนินการใหแลวเสร็จภายในสี่สิ บหาวันนับแตวันที่มีการพนจากตําแหนงเหตุดังกลาว
และใหผูไดรับเลื อกความเห็นชอบอยูในตําแหน งเพียงเทาวาระที่ เหลืออยูของผูซึ่ งตน
แทน
มาตรา ๑๔๔ คณะกรรมการการเลือกตั้งเปนผูควบคุมและดําเนินการจัดหรือ
จัดใหมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาทองถิ่น และ
ผูบริหารทองถิ่น รวมทั้งการออกเสียงประชามติ ใหเปนไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
ประธานกรรมการการเลือกตั้งเปนผูรักษาการตามกฎหมายประกอบ
รัฐธรรมนูญวาดวยการเลื อกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา กฎหมาย
ประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการออก
เสียงประชามติ และกฎหมายวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภา ทองถิ่นหรือผูบริ หาร
ทองถิ่น และเป นนายทะเบี ยนพรรคการเมือง
มาตรา ๑๔๔๒๓๐ คณะกรรมการการเลือกตั้งเปนผูควบคุมและดําเนินการจัด
หรือจัดใหมีการเลือกตั้งหรือการสรรหาสมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิก
สภาทองถิ่ น และผูบริหารทองถิ่ น แลวแตกรณี รวมทั้งการออกเสียงประชามติ ใหเปนไป
โดยสุจริตและเที่ยงธรรม
ประธานกรรมการการเลือกตั้งเปนผูรักษาการตามกฎหมายพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิ กสภาผูแทนราษฎรและการสรรหาสมาชิก
วุฒิสภา กฎหมายพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง กฎหมาย
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการออกเสี ยงประชามติ และกฎหมายวาดวย
การเลือกตั้งสมาชิกสภา ทองถิ่ นหรือผูบริหารทองถิ่น และเป นนายทะเบี ยนพรรค
การเมือง



๑๔๑
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
มาตรา ๑๔๕ คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจหนาที่ ดังตอไปนี้
(๑) ออกประกาศกําหนดการทั้งหลายอันจําเปนแกการปฏิบัติตามกฎหมายตาม
มาตรา ๑๔๔ วรรคสอง
(๒) มีคําสั่งใหขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนวยราชการ หนวยงาน
ของรัฐ รัฐวิ สาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น หรื อเจาหนาที่อื่นของรัฐ ปฏิบัติการทั้งหลาย
อันจําเปนตามกฎหมายตามมาตรา ๑๔๔ วรรคสอง
(๓) สื บสวนสอบสวนเพื่อหาขอเท็จจริงและวิ นิจฉัยชี้ขาดปญหาหรือขอโตแยงที่
เกิดขึ้นตามกฎหมายตามมาตรา ๑๔๔ วรรคสอง
(๔) สั่งใหมีการเลือกตั้งใหมหรือออกเสียงประชามติใหมในหนวยเลือกตั้งใด
หนวยเลือกตั้งหนึ่งหรือทุกหนวยเลือกตั้ง เมื่อมี หลักฐานอันควรเชื่อไดวาการเลื อกตั้งหรือ
การออกเสียงประชามติในหนวยเลือกตั้งนั้น ๆ มิไดเปนไปโดย สุจริตและเที่ยงธรรม
(๕) ประกาศผลการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ
(๖) ดําเนินการอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ
ในการปฏิบัติหนาที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจเรียกเอกสารหรือ
หลักฐานที่ เกี่ยวของจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาใหถอยคํา ตลอดจนขอใหศาล
พนักงานอัยการ พนักงานสอบสวน หนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิ สาหกิจ หรือ
ราชการสวนทองถิ่น ดําเนินการเพื่อประโยชนแหงการปฏิบัติหนาที่ การสืบสวน
สอบสวน หรือวิ นิจฉัย ชี้ขาด
คณะกรรมการการเลื อกตั้งมีอํานาจแตงตั้งบุคคล คณะบุคคล หรือผูแทน
องคการเอกชน เพื่อปฏิบัติหนาที่ตามที่มอบหมาย
มาตรา ๑๔๕๒๓๑ คณะกรรมการการเลือกตั้งมี อํานาจหนาที่ ดังตอไปนี้
(๑) ออกประกาศหรือวางระเบียบกําหนดการทั้งหลายอันจําเป นแกการปฏิบัติ
ตามกฎหมายตามมาตรา ๑๔๔๒๓๐ วรรคสอง รวมทั้งวางระเบี ยบเกี่ยวกับการหาเสียง
เลือกตั้งและการดําเนินการใด ๆ ของพรรคการเมือง ผูสมัครรับเลือกตั้งและผูมีสิ ทธิ
เลือกตั้งเพื่ อใหเปนไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และกําหนดหลักเกณฑการดําเนินการ
ของรัฐในการสนับสนุ นใหการเลือกตั้งมีความเสมอภาคและมีโอกาสทัดเทียมกันในการหา
เสียงเลื อกตั้ง
(๒) วางระเบียบเกี่ยวกับขอหามในการปฏิบัติหนาที่ของคณะรัฐมนตรีและ
รัฐมนตรีขณะอยูในตําแหนงเพื่ อปฏิบัติหนาที่ตามมาตรา ๑๗๗ โดยคํานึงถึงการรักษา
ประโยชนของรัฐ และคํานึงถึ งความสุจริต เที่ยงธรรม ความเสมอภาค และโอกาสทัดเทียม
กันในการเลือกตั้ง
(๓) กําหนดมาตรการและการควบคุมการบริจาคเงินใหแกพรรคการเมืองการ
สนับสนุนทางการเงินโดยรัฐ การใชจายเงินของพรรคการเมืองและผูสมัครรับเลือกตั้ง
รวมทั้งการตรวจสอบบัญชีทางการเงินของพรรคการเมืองโดยเปดเผย และการควบคุม
การจายเงินหรือรับเงินเพื่อประโยชนในการลงคะแนนเลือกตั้ง
(๒๔) มีคําสั่งใหขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนวยราชการ หนวยงาน
ของรัฐ รัฐวิ สาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น หรื อเจาหนาที่อื่นของรัฐ ปฏิบัติการทั้งหลาย
อันจําเปนตามกฎหมายตามมาตรา ๑๔๔๒๓๐ วรรคสอง
(๓๕) สืบสวนสอบสวนเพื่ อหาขอเท็จจริงและวิ นิจฉัยชี้ขาดปญหาหรือขอโตแยง
ที่เกิดขึ้นตามกฎหมายตามมาตรา ๑๔๔๒๓๐ วรรคสอง




๑๔๒
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)

(๔๖) สั่งใหมีการเลือกตั้งใหมหรือออกเสียงประชามติใหมในหนวยเลื อกตั้งใด
หนวยเลือกตั้งหนึ่งหรือทุกหนวยเลือกตั้ง เมื่อมี หลักฐานอันควรเชื่อไดวาการเลื อกตั้งหรือ
การออกเสียงประชามติในหนวยเลือกตั้งนั้น ๆ มิไดเปนไปโดย สุจริตและเที่ยงธรรม
(๕๗) ประกาศผลการเลื อกตั้งและการออกเสียงประชามติ
(๖๘) ดําเนินการอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ
ในการปฏิบัติหนาที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจเรียกเอกสารหรือ
หลักฐานที่ เกี่ยวของจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาใหถอยคํา ตลอดจนขอใหศาล
พนักงานอัยการ พนักงานสอบสวน หนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิ สาหกิจ หรือ
ราชการสวนทองถิ่น ดําเนินการเพื่อประโยชนแหงการปฏิบัติหนาที่ การสืบสวน
สอบสวน หรือวิ นิจฉัย ชี้ขาด
คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจแตงตั้งบุคคล คณะบุคคล หรือผูแทน
องคการเอกชน เพื่อปฏิบัติหนาที่ตามที่มอบหมาย
มาตรา ๑๔๖ ขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนวยราชการ หนวยงาน
ของรัฐ รัฐวิ สาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น หรื อเจาหนาที่อื่นของรัฐ มีหนาที่ตองปฏิบัติ
ตามคําสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ สั่งการตามมาตรา ๑๔๕
มาตรา ๑๔๖ ขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนวยราชการ หนวยงานของ
รัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่ น หรือเจาหนาที่อื่นของรัฐ มีหนาที่ตองปฏิบัติตาม
คําสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่สั่งการตามมาตรา ๑๔๕
มาตรา ๑๔๗ คณะกรรมการการเลือกตั้งตองดํ าเนินการสื บสวน สอบสวนเพื่อ
หาขอเท็จจริงโดยพลันเมื่อมีกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังตอไปนี้
(๑) ผูมีสิทธิเลื อกตั้ง ผูสมัครรับเลือกตั้ง หรือพรรคการเมืองซึ่งมีสมาชิกสมัครรับ
เลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใดเขตเลื อกตั้งหนึ่ง คัดค านวาการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น
เปนไปโดยไมถูกตองหรือไมชอบดวยกฎหมาย
(๒) ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อไดว ากอนไดรับเลือกตั้ง สมาชิ กสภาผูแทน
ราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาทองถิ่ น หรือผูบริหารทองถิ่ น ผูใดไดกระทําการใด ๆ
มาตรา ๑๔๗๒๓๒ คณะกรรมการการเลือกตั้งตองดําเนิ นการสืบสวน สอบสวน
เพื่อหาขอเท็จจริงโดยพลันเมื่อมีกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังตอไปนี้
(๑) ผูมีสิทธิเลื อกตั้ง ผูสมัครรับเลือกตั้ง หรือพรรคการเมืองซึ่งมีสมาชิกสมัครรับ
เลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใดเขตเลื อกตั้งหนึ่ง คัดค านวาการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น
เปนไปโดยไมถูกตองหรือไมชอบดวยกฎหมาย
(๒) ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อไดวากอนไดรับเลือกตั ้งหรือการสรรหา
สมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาทองถิ่น หรือผูบริหารทองถิ่น ผูใด

๑๔๓
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
โดยไมสุจริตเพื่ อใหตนเองไดรับเลื อกตั้ง หรือไดรับเลือกตั้งมาโดยไมสุจริตโดยผลของ
การที่บุคคลหรื อพรรคการเมืองใดไดกระทําลงไป ทั้งนี้ อันเปนการฝาฝนกฎหมาย
ประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิ กสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา
กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว าดวยพรรคการเมือง หรือกฎหมายวาดวยการเลือกตั้ง
สมาชิกสภาทองถิ่นหรือผูบริหารทองถิ่น
(๓) ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อไดวาการออกเสี ยงประชามติมิไดเปนไปโดย
ชอบดวยกฎหมาย หรือผูมี สิทธิเลือกตั้งคัดคานวาการออกเสี ยงประชามติในหนวย
เลือกตั้งใดเปนไปโดยไมถูกตองหรือไมชอบดวยกฎหมาย
เมื่อดําเนินการตามวรรคหนึ่งเสร็จแลว คณะกรรมการการเลือกตั้งตองพิจารณา
วินิจฉัยสั่ งการโดยพลัน
ไดกระทําการใด ๆ โดยไมสุจริตเพื่อใหตนเองไดรับเลื อกตั้งหรือการสรรหา หรือไดรับ
เลือกตั้งหรือการสรรหามาโดยไมสุจริตโดยผลของการที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดได
กระทําลงไป ทั้งนี้ อันเปนการโดยฝาฝนกฎหมายพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญวา
ดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการสรรหาสมาชิ กวุฒิสภา กฎหมาย
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง หรือกฎหมายวาดวยการ
เลือกตั้งสมาชิกสภาทองถิ่ นหรือผูบริหารทองถิ่ น
(๓) ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อไดวาการออกเสี ยงประชามติมิไดเปนไปโดย
ชอบดวยกฎหมาย หรือผูมีสิทธิเลือกตั้งคัดคานวาการออกเสี ยงประชามติในหนวย
เลือกตั้งใดเปนไปโดยไมถูกตองหรือไมชอบดวยกฎหมาย
เมื่อดําเนินการตามวรรคหนึ่งเสร็จแลว คณะกรรมการการเลือกตั้งตองพิจารณา
วินิจฉัยสั่ งการโดยพลัน
มาตรา ๒๓๓ ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งวินิจฉัยใหมีการเลือกตั้งใหม
หรื อเพิ กถอนสิ ทธิ เลื อกตั้งก อนการประกาศผลเลื อกตั้งสมาชิ กสภาผูแทนราษฎร
ผูเสี ยหายมี สิ ทธิ ยื่ นคํารองต อศาลฎีกาเพื่ออุ ทธรณคําวินิจฉัยของคณะกรรมการการ
เลือกตั้งได
ในกรณีที่ประกาศผลการเลือกตั้งแลว ถาคณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นวาควร
ใหมีการเลือกตั้งใหมหรือเพิกถอนสิทธิ เลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ใหเสนอ
ความเห็นตอศาลฎีกาเพื่อวิ นิจฉัย
ในกรณีที่เปนการเลือกตั้งสมาชิ กสภาทองถิ่ นและผูบริหารทองถิ่น การ
ดําเนินการตามวรรคหนึ่งและวรรคสองใหยื่นต อศาลอุ ทธรณเพื่อวินิจฉัย
มาตรา ๑๔๘ ในระหวางที่พระราชกฤษฎีกาใหมีการเลือกตั้ง สมาชิกสภา
ผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา หรือประกาศใหมีการออกเสียงประชามติ มีผลใชบังคับ
หามมิใหจับ คุมขัง หรือหมายเรี ยกตัวกรรมการการเลือกตั้งไปทําการสอบสวน เวนแตใน
มาตรา ๑๔๘๒๓๔ ในระหวางที่พระราชกฤษฎีกาใหมีการเลือกตั้ง สมาชิกสภา
ผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา หรือประกาศใหมีการออกเสียงประชามติ มีผลใชบังคับ
หามมิใหจับคุมขัง หรือหมายเรี ยกตัวกรรมการการเลือกตั้งไปทําการสอบสวน เวนแตใน

๑๔๔
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
กรณีที่ไดรับอนุ ญาตจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือในกรณีที่จับในขณะกระทํา
ความผิด
ในกรณีที่มีการจับกรรมการการเลือกตั้งในขณะกระทําความผิ ด หรือจับ หรือคุม
ขังกรรมการการเลือกตั้งในกรณีอื่น ใหรายงานไปยังประธานกรรมการการเลื อกตั้งโดย
ดวน และประธานกรรมการการเลือกตั้งอาจสั่งใหปลอยผูถูกจับได
กรณีที่ไดรับอนุ ญาตจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือในกรณีที่จับในขณะกระทํา
ความผิด
ในกรณีที่มีการจับกรรมการการเลือกตั้งในขณะกระทําความผิ ด หรือจับ หรือคุม
ขังกรรมการการเลือกตั้งในกรณีอื่น ใหรายงานไปยังประธานกรรมการการเลื อกตั้งโดย
ดวน และประธานกรรมการการเลือกตั้งอาจสั่งใหปลอยผูถูกจับได แตถาประธาน
กรรมการการเลื อกตั้งเปนผูถูกจับหรือคุมขัง ใหเปนอํานาจของคณะกรรมการการ
เลือกตั้งเทาที่มีอยูเปนผูดําเนินการ
สวนที่ ๗
ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภา


สวนที่ ๗
๒. ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภา


มาตรา ๑๙๖ ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภามีจํานวนไมเกินสามคน ซึ่ง
พระมหากษัตริ ยทรงแต งตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภา จากผูซึ่งเปนที่ยอมรับนับถือของ
ประชาชน มีความรอบรูและมีประสบการณในการบริหารราชการแผนดิน วิสาหกิจ หรือ
กิจกรรมอันเปนประโยชนรวมกันของสาธารณะ และมีความซื่อสัตย สุจริตเปนที่ประจักษ
ใหประธานวุฒิสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้งผูตรวจการ
แผนดินของรัฐสภา
คุณสมบัติ ลักษณะตองหาม การสรรหา และการเลือกผูตรวจการแผนดินของ
รัฐสภา ใหเปนไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยผูตรวจการแผนดินของรัฐสภา
ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภามี วาระการดํารงตํ าแหนงหกปนับแตวันที่
พระมหากษัตริ ยทรงแต งตั้ง และใหดํารงตําแหนงไดเพียงวาระเดียว

มาตรา ๑๙๖๒๓๕ ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภามีจํานวนไมเกินสามคน ซึ่ง
พระมหากษัตริ ยทรงแต งตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภา จากผูซึ่งเปนที่ยอมรับนับถือของ
ประชาชน มีความรอบรูและมีประสบการณในการบริหารราชการแผนดิน วิสาหกิจ หรือ
กิจกรรมอันเปนประโยชนรวมกันของสาธารณะ และมีความซื่อสัตย สุจริตเปนที่ประจักษ
ใหผูไดรับเลือกเปนผูตรวจการแผนดินของรัฐสภาประชุมและเลือกกันเองให
คนหนึ่งเปนประธานผูตรวจการแผนดินของรัฐสภา แลวแจงผลใหประธานวุฒิสภาทราบ
ใหประธานวุฒิสภาเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้งประธาน
ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภาและผูตรวจการแผนดินของรัฐสภา
คุณสมบัติและลักษณะตองหาม การสรรหา และการเลือกของผูตรวจการ
แผนดินของรัฐสภา ใหเปนไปตามกฎหมายพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนู ญวาดวย
ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภา


๑๔๕
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภามี วาระการดํารงตํ าแหนงหกปนับแตวันที่
พระมหากษัตริ ยทรงแต งตั้ง และใหดํารงตําแหนงไดเพียงวาระเดียว
มาตรา ๒๓๖ การสรรหาและการเลือกผูตรวจการแผนดินของรัฐสภา ใหนํา
บทบัญญัติมาตรา ๒๐๒ และมาตรา ๒๐๓ มาใชบังคับโดยอนุโลมโดยใหคณะกรรมการ
สรรหาประกอบดวย ประธานศาลรัฐธรรมนู ญ ประธานศาลฎี กา ประธานศาล
ปกครองสู งสุ ด ประธานสภาผูแทนราษฎร และผูนําฝายคานในสภาผูแทนราษฎร
มาตรา ๑๙๗ ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภามี อํานาจหนาที่ ดังตอไปนี้
(๑) พิจารณาและสอบสวนหาขอเท็จจริงตามคํารองเรียนในกรณี
(ก) การไมปฏิบัติตามกฎหมาย หรือปฏิบัตินอกเหนืออํานาจหนาที่ตาม
กฎหมายของขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ หรือ
รัฐวิ สาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น
(ข) การปฏิบัติหรือละเลยไมปฏิบัติหนาที่ของราชการ พนั กงาน หรือลูกจาง
ของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ หรือรัฐวิ สาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น ที่
กอใหเกิดความเสียหายแกผูรองเรียนหรือประชาชนโดยไมเปนธรรม ไมวาการนั้นจะชอบ
หรือไมชอบดวยอํานาจหนาที่ก็ตาม
(ค) กรณีอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ
(๒) จัดทํารายงานพรอมทั้งเสนอความเห็นและขอเสนอแนะตอรัฐสภา

มาตรา ๑๙๗๒๓๗ ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภามีอํานาจหนาที่ ดังตอไปนี้
(๑) พิจารณาและสอบสวนหาขอเท็จจริงตามคํารองเรียนในกรณี
(ก) การไมปฏิบัติตามกฎหมาย หรือปฏิบัตินอกเหนืออํานาจหนาที่ตาม
กฎหมายของขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ หรือ
รัฐวิ สาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น
(ข) การปฏิบัติหรือละเลยไมปฏิบัติหนาที่ของราชการ พนักงาน หรือลูกจ าง
ของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ หรือรัฐวิ สาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น ที่
กอใหเกิดความเสียหายแกผูรองเรียนหรือประชาชนโดยไมเปนธรรม ไมวาการนั้นจะชอบ
หรือไมชอบดวยอํานาจหนาที่ก็ตาม
(ค) การตรวจสอบการละเลยการปฏิบัติหนาที่หรือการปฏิบัติหนาที่โดย
ไมชอบดวยกฎหมายขององคกรตามรัฐธรรมนู ญและองคกรในกระบวนการยุติ ธรรม
(คง) กรณีอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ
(๒) ดําเนินการเกี่ยวกับจริยธรรมของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและ
เจาหนาที่ของรัฐตามมาตรา ๒๗๑
(๒๓) จัดทํารายงานพรอมทั้งเสนอความเห็นและขอเสนอแนะต อรัฐสภา ทั้งนี้ ให
ประกาศรายงานดังกลาวในราชกิจจานุเบกษาและเปดเผยตอสาธารณะดวย

๑๔๖
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
การใชอํานาจหนาที่ตาม (๑) (ก) (ข) และ (ค) ใหผูตรวจการแผนดินของรัฐสภา
ดําเนิ นการเมื่ อมี การรองเรี ยนจากผูเสี ยหาย เวนแต เป นกรณี ที่ ผูตรวจการแผ นดิ น
ของรัฐสภาเห็ นว าการกระทําดังกลาวมีผลกระทบตอความเสียหายของประชาชน
สวนรวมหรือเพื่ อคุมครองประโยชนสาธารณะ ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภาอาจ
พิจารณาและสอบสวนโดยไมมีการรองเรียนได
มาตรา ๑๙๘ ในกรณีที่ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภาเห็นวาบทบัญญัติแห ง
กฎหมาย กฎ ขอบังคับ หรือการกระทําใดของบุคคลใดตามมาตรา ๑๙๗ (๑) มีปญหา
เกี่ยวกับความชอบดวย รัฐธรรมนูญ ใหผูตรวจการแผนดินของรัฐสภาเสนอเรื่องพรอม
ความเห็นตอศาลรัฐธรรมนูญหรื อศาลปกครองเพื่อพิจารณาวินิ จฉัย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ
วาดวยวิธี พิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายวาดวยวิธี พิจารณาของศาลปกครอง
แลวแตกรณี
ใหศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง แลวแตกรณี พิจารณาวินิ จฉัยเรื่องที่
ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภาเสนอตามวรรคหนึ่งโดยไมชักชา
มาตรา ๑๙๘๒๓๘ ในกรณีที่ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภาเห็ นวาบทบัญญัติ
แหงกฎหมาย กฎ ขอบังคับ หรื อการกระทําใดของบุคคลใดตามมาตรา ๑๙๗ (๑) มีปญหา
เกี่ยวกับความชอบดวย รัฐธรรมนูญ ใหผูตรวจการแผนดินของรัฐสภาอาจเสนอเรื่อง
พรอมความเห็นตอศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองเพื่อพิจารณาวินิจฉัย ทั้งนี้ ตาม
หลักเกณฑวาดวยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายวาดวยวิธี พิจารณาของ
ศาลปกครอง แลวแตได เมื่อเห็ นวามี กรณีดังนี้
(๑) บทบัญญัติแหงกฎหมายใดมีปญหาเกี่ยวกับความชอบดวยรัฐธรรมนูญ ให
เสนอเรื่องพรอมดวยความเห็นต อศาลรัฐธรรมนู ญ และใหศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา
วินิจฉัยโดยไมชักชา ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธี พิจารณา
ของศาลรัฐธรรมนูญ
(๒) กฎ คําสั่ง หรือการกระทําอื่ นใดของบุคคลใดตามมาตรา ๒๓๗ (๑) (ก) มี
ปญหาเกี่ยวกับความชอบดวยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ใหเสนอเรื่องพรอมดวย
ความเห็นตอศาลปกครอง และใหศาลปกครองพิจารณาวินิจฉัยโดยไมชักชา ทั้งนี้ ตาม
พระราชบัญญัติ วาดวยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง
ใหศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง แลวแตกรณี พิจารณาวินิ จฉัยเรื่องที่
ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภาเสนอตามวรรคหนึ่งโดยไมชักชา


๑๔๗
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
สวนที่ ๒
คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ


สวนที่ ๒
๓. คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ


มาตรา ๒๙๗ คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ
ประกอบดวยประธานกรรมการคนหนึ่งและกรรมการผูทรงคุณวุฒิอื่นอีกแปดคน ซึ่ง
พระมหากษัตริ ยทรงแต งตั้ง ตามคําแนะนําของวุฒิสภา
กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติตองเปนผูซึ่ งมีความซื่อสัตย
สุจริตเปนที่ประจักษ มีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๒๕๖
การสรรหาและการเลือกกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ ให
นําบทบัญญัติมาตรา ๒๕๗ และมาตรา ๒๕๘ มาใชบังคับโดยอนุโลม ทั้งนี้ โดยใหมี
คณะกรรมการสรรหากรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติจํานวนสิบหา
คน ประกอบดวย ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนู ญ ประธานศาลปกครองสูงสุด
ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ประธานกรรมการตรวจเงินแผ นดิน ประธานกรรมการสิทธิ
มนุษยชนแหงชาติ ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภา ซึ่งเลือกกันเองใหเหลือหนึ่ งคน สมาชิก
สภาผูแทนราษฎรของพรรคการเมืองที่ สมาชิกในสังกัดดํารงตํ าแหนงรัฐมนตรี ซึ่งเลื อก
กันเองใหเหลือหนึ่งคน สมาชิกสภาผูแทนราษฎรของพรรคการเมืองที่ สมาชิกในสังกัด
มิไดดํารงตําแหนงรัฐมนตรี ซึ่งเลือกกันเองใหเหลือหนึ่งคน และอธิการบดีของ
สถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่เปนนิติบุคคลทุกแห งซึ่งเลือกกันเองใหเหลือหกคนเปน
กรรมการ
ในกรณีที่มีเหตุ ทําใหตองมีการสรรหากรรมการปองกันและปราบปรามการ
ทุจริตแหงชาติ แตมีกรรมการสรรหากรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ
ไมครบองคประกอบตามวรรคสาม หรือมีแตไม อาจปฏิบัติหนาที่ได ใหคณะกรรมการ
มาตรา ๒๙๗๒๓๙ คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ
ประกอบดวยประธานกรรมการคนหนึ่งและกรรมการผูทรงคุณวุฒิอื่นอีกแปดคน ซึ่ง
พระมหากษัตริ ยทรงแต งตั้ง ตามคําแนะนําของวุฒิสภา
กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติตองเปนผูซึ่ งมีความซื่อสัตย
สุจริตเปนที่ประจักษและมีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๒๕๖๒๐๑ โดย
เคยเปนรัฐมนตรี กรรมการการเลือกตั้ง ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภา กรรมการสิทธิ
มนุษยชนแหงชาติ กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ หรือกรรมการ
ตรวจเงินแผนดิ น หรือเคยรับราชการในตําแหนงไมต่ํากวารองอธิบดี หรือดํารงตําแหนง
ไมต่ํากวาขาราชการพลเรื อนระดับเกา หรือดํารงตําแหนงไมต่ํ ากวารองศาสตราจารย
ผูแทนองคกรเอกชน หรือประกอบวิชาชีพที่มีองคกรวิชาชีพตามกฎหมายมาเปนเวลา
ไมนอยกวาสิบป ซึ่งองคกรเอกชนหรือองคกรวิ ชาชีพนั้นใหการรับรองและเสนอชื่อเขาสู
กระบวนการสรรหา
การสรรหาและการเลือกกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ ให
นําบทบัญญัติมาตรา ๒๕๗๒๐๐ วรรคสามและวรรคสี่ มาตรา ๒๐๒ และมาตรา
๒๕๘๒๐๓ มาใชบังคับโดยอนุโลม ทั้งนี้ โดยใหมี เวนแตองคประกอบของคณะกรรมการ
สรรหากรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติจํานวนสิบหาคน ประกอบดวย
ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานกรรมการ
การเลือกตั้ง ประธานกรรมการตรวจเงินแผนดิ น ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชน
แหงชาติ ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภา ซึ่งเลือกกันเองใหเหลื อหนึ่งคน สมาชิ กสภา

๑๔๘
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
สรรหากรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติประกอบดวยกรรมการเทาที่มี
อยู
ใหประธานวุฒิสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้งประธาน
กรรมการและกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ
ผูแทนราษฎรของพรรคการเมื องที่สมาชิกในสังกัดดํารงตําแหนงรัฐมนตรีซึ่งเลือกกันเอง
ใหเหลือหนึ่งคน สมาชิกสภาผูแทนราษฎรของพรรคการเมืองที่สมาชิกในสังกัดมิไดดํารง
ตําแหนงรัฐมนตรี ซึ่งเลือกกันเองใหเหลือหนึ่ งคน และอธิการบดีของสถาบันอุ ดมศึกษา
ของรัฐที่เปนนิติ บุคคลทุกแหงซึ่ งเลือกกันเองใหเหลือหกคนเป นกรรมการใหเปนไปตาม
มาตรา ๒๓๖
ในกรณีที่มีเหตุ ทําใหตองมีการสรรหากรรมการปองกันและปราบปรามการ
ทุจริตแหงชาติ แตมีกรรมการสรรหากรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ
ไมครบองคประกอบตามวรรคสาม หรือมีแตไมอาจปฏิบัติหนาที่ได ใหคณะกรรมการ
สรรหากรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติประกอบดวยกรรมการเทาที่
มีอยู
ใหประธานวุฒิสภาเปนผู ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้งประธาน
กรรมการและกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ
มาตรา ๒๙๘ กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติมีวาระการ
ดํารงตําแหนงเกาปนับแตวันที่ พระมหากษัตริ ยทรงแต งตั้ง และใหดํารงตําแหนงไดเพียง
วาระเดียว
กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติซึ่งพนจากตําแหนงตาม
วาระ ตองปฏิบัติหนาที่ตอไปจนกวากรรมการซึ่งไดรับแต งตั้งใหมจะเขารับหนาที่
การพนจากตําแหนง การสรรหาและการเลื อกกรรมการปองกันและปราบปราม
การทุจริตแหงชาติแทนตําแหน งที่วาง ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๒๖๐ และ มาตรา ๒๖๑
มาใชบังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๒๙๘๒๔๐ กรรมการป องกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติมีวาระ
การดํารงตําแหนงเกาปนับแต วันที่พระมหากษัตริยทรงแตงตั้ง และใหดํารงตําแหนงได
เพียงวาระเดียว
กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติซึ่งพนจากตําแหนงตาม
วาระ ตองปฏิบัติหนาที่ตอไปจนกวากรรมการซึ่งไดรับแต งตั้งใหมจะเขารับหนาที่
การพนจากตําแหนง การสรรหา และการเลือกกรรมการปองกันและปราบปราม
การทุจริตแหงชาติแทนตําแหน งที่วาง ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๒๖๐๒๐๕ และ มาตรา
๒๖๑๒๐๖ มาใชบังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๒๙๙ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสี่ของจํานวน
สมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของสภาผูแทนราษฎร มีสิทธิเขาชื่อรองขอตอประธานวุฒิสภา
วากรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติผูใดกระทําการขาดความเที่ยง
มาตรา ๒๙๙๒๔๑ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสี่ของ
จํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มี อยูของสภาผูแทนราษฎร หรือประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้ง
ไมนอยกวาสองหมื่นคน มีสิทธิเขาชื่อรองขอตอประธานวุฒิสภาวากรรมการปองกันและ

๑๔๙
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
(ฉบับรับฟ งความคิดเห็น)
ธรรม จงใจฝาฝ นรัฐธรรมนูญหรื อ กฎหมาย หรือมีพฤติการณที่ เปนการเสื่อมเสี ยแก
เกียรติศักดิ์ของการดํารงตําแหนงอยางรายแรง และขอใหวุฒิสภามีมติใหพนจาก
ตําแหนงได
มติของวุฒิสภาใหกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติพนจาก
ตําแหนงตามวรรคหนึ่ง ตองมีคะแนนเสียงไมนอยกวาสามในสี่ ของจํานวนสมาชิกทั้งหมด
เทาที่มีอยูของวุ ฒิสภา
ปราบปรามการทุจริตแหงชาติผูใดกระทําการขาดความเที่ยงธรรม จงใจฝาฝน
รัฐธรรมนูญหรือ กฎหมาย หรือมีพฤติการณที่เปนการเสื่อมเสี ยแกเกียรติ ศักดิ์ของการ
ดํารงตําแหนงอยางรายแรง และขอใหวุฒิสภามีมติใหพนจากตําแหนงได
มติของวุฒิสภาใหกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแ