You are on page 1of 5

๐๑ ทุกอย่างสาเร็ จด้วยจิต

ี ี ท ้องฟ้ าสคราม ประดับด ้วยปุยเมฆสขาวลอยฟ่ องอยูเป็ นกลุมเล็กกลุมใหญ่ ภายใต ้ ่ ่ ่ แผ่นนภาอันกว ้างไกล แสดงถึงความแจ่มใสของโลกทีพ ้นฤดูฝนมาแล ้ว ่ ี ี ิ่ ่ ี ท ้องฟ้ าสคราม ปุยเมฆสขาว เป็ นสงทีมมานานแล ้วตังแต่โลกเกิดและจะมีอยูตอไปเป็ น ้ ่ ่ ่ นิรันดร เชนเดียวกับดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ทใครและผู ้ใดไม่อาจจะลบเลือนได ้ มันเป็ น ี่ สภาวธรรม หรือธรรมชาติแห่งความเป็ นจริง ่ ่ แต่แม ้กระนั น ก็ใชวาจะหนีกฎแห่งอนิจจังไปได ้ มนุษย์พากันวิตกว่า โลกอาจถูกทาลาย ้ ั ให ้พินาศเป็ นจุณไปสกวันหนึง และผู ้ทีจะทาลายโลกก็คอ มนุษย์ เอง ่ ่ ื ี ิ ี ิ แต่ความวิตกนั นมันเป็ นอนาคตทีเราคาดคิดกันไปอย่างลมๆแล ้งๆชวตแต่ละชวตอาจไม่ ้ ่ ิ่ ่ คงอยูจนถึงเวลานัน ทาไม?เราจะต ้องไปวิตกถึงสงทียังมาไม่ถง ปั จจุบันต่างหากทีเราควร ่ ้ ึ ่ มองดูวาเรากาลังทาอะไรกันอยู่ ่ ้ ิ่ ่ เรามองเห็นว่า ปั จจุบันมนุษย์กาลังใชนามธรรม ประดิษฐ์คดค ้นสงทีเป็ นรูปธรรมขึนมา ิ ้ ิ่ ่ รูปธรรมทีค ้นคิดขึนมานัน มีทังสงทีเป็ นประโยชน์และสงทีจะทาลายโลกให ้พินาศ ่ ้ ้ ้ ิ่ ่ ิ่ ิ่ ่ ิ่ ึ่ ระหว่าง ๒ สงนี้ สงทีเป็ นประโยชน์ยอมมีพลังอานาจน ้อยกว่าสงทาลายมากมายนั ก ซง ่ ั ั ี เรามองเห็นได ้ชดว่า ประโยชน์จะมีสกเท่าใดเมือถูกทาลายเสยแล ้วประโยชน์ก็จะหมดไปด ้วย ่ ีวตของตนเองก็จะต ้องหมดไป โลกจะเหลือแต่น้ ากับฟ้ า มนุษย์ก็จะไม่ได ้อะไรเลย แม ้แต่ช ิ อย่างเดิม ้ ิ่ ่ แสดงว่าในปั จจุบันนี้ มนุษย์กาลังใชนามธรรมอย่างผิดทางเราสร ้างสงทีสมมติขน จนเกิน ึ้ ี ิ ี ิ ความต ้องการของชวต และบัดนีเราไม่รู ้ว่าชวตมนุษย์เราต ้องการอะไรกันแน่… มันไม่ม ี ้ ินสุด… มันไม่มจดหมายปลายทาง… ้ ส ี ุ ิ่ ่ สงทีเป็ นนามธรรม แม ้จะไม่มรปร่างตัวตนให ้มองเห็นได ้ แต่มันก็มความสาคัญยิงใหญ่ ี ู ี ่ เหนือกว่ารูปธรรมเป็ นอันมาก ิ่ รูปธรรม ไม่วาจะเป็ นวัตถุสงของ เครืองประดิษฐ์คดค ้นทางวิทยาศาสตร์ หรือแม ้แต่ ่ ่ ิ ั ั สงขารร่างกายของคนและสตว์ ล ้วนเกิดขึนมีขนโดยนามธรรมเป็ นผู ้บันดาลอยูเบืองหลังทังสน ้ ึ้ ่ ้ ้ ิ้ ิงใดเกิดขึนเป็ นรูปร่างทีเรียกว่า ่ ถ ้านามธรรมไม่บันดาลสมบัตปรุงแต่งขึนมา มันก็จะไม่มส ิ ้ ี ้ ่ รูปธรรม เลย พระพุทธเจ ้าบรมศาสดาเอกในโลก จึงทรงตรัสว่า ทุกอย่างสาเร็จด ้วยจิต จิตก็คอ ื ่ ั นามธรรมอันซอนเร ้นแอบแฝงอย่างลับๆอยูกับร่างกายของคนและสตว์ทังหลาย ่ ้ ผู ้มีปัญญารู ้ความจริงว่า จิตหรือนามธรรมมีความสาคัญยิงใหญ่ยอมจะปรับปรุงจิตของตน ่ ่ ั บารุงรักษาจิตของตน ทาความสะอาดบริสทธิให ้แก่จตของตน ยิงกว่าสงขารทังหลาย และถือ ุ ์ ิ ่ ้ ิ่ ว่าการงานของจิตเป็ นสงควรทาอย่างยิง ่ ั แต่ผู ้โง่งมงาย ไม่รู ้ความสาคัญของจิต จะพากันปรนเปรอบารุงรักษาสงขารร่างกาย ตามใจกิเลส อันมีความโลภ โกรธ หลง อย่างไม่วางเว ้น และเต็มกาลังความสามารถ ่ ่ ้ และดูเหมือนว่า มันเป็ นธรรมชาติทจะต ้องดาเนินไปเชนนั นซ้าแล ้วซ้าเล่า หมุนเวียนอยู่ ี่ ิ้ ไม่มวนจบสน จนกลายเป็ นความยึดมั่นถือมั่นตัวเราเป็ นของเรา ยากทีจะแก ้ไขปรับปรุงได ้ ี ั ่ ่ มนุษย์เกิดมาเป็ นวัวตามฝูง สุดแต่หัวหน ้าฝูง คือ ความโลภ โกรธ หลง จะนาไป ชางน่าสงสาร เหลือเกิน ้ ี ิ ั เสนทางของชวต ไม่วามนุษย์หรือสรรพสตว์ เป็ นระยะทางอันไกล เลยขอบฟ้ าทีเห็นอยู่ ่ ่ ลิบๆโน ้น มันข ้ามภพข ้ามชาติ หมุนเวียนเกิดดับอย่างไม่มวนสนสุด ี ั ิ้

อะไรเล่าคือความหมายของคาว่า "ยุต" อะไรเล่าคือความหมายของคาว่า "หลุดพ ้น" ไป ิ จากการเกิดการดับ ถ ้าเราสามารถจะหยั่งรู ้ไปถึงกาลในอดีตได ้ ก็คงจะเหน็ ดเหนือย เบือหน่าย ่ ่ อ่อนระโหยโรยแรงไปกับการเกิดดับทีซ้าซากอยูเชนนัน ่ ่ ่ ้ ี ิ ี ิ ชวตในอดีตชาติ หลายภพหลายชาติ กระทั่งถึงชวตปั จจุบันเราผ่านความทุกข์มากมาย เหลือเกิน ถ ้าจะนาความทุกข์ทเราได ้รับมากองไว ้ตรงหน ้า ก็จะเห็นว่าทุกข์นันใหญ่เท่าภูเขา ี่ ้ หลวง ทุกข์เกิดจากความโลภ ทุกข์เกิดจากความโกรธ ทุกข์เกิดจากความหลง เป็ นกิเลสทีม ี ่ ิ ่ ่ ี ิ ประจา สงสูอยูในชวตของเรามันเหมือนดวงอาทิตย์ทกระจายแสงไปทั่วจักรวาล ครอบคลุมเรา ี่ ั และสรรพสตว์ให ้มืดหน ้าตาฟางอยูตลอดเวลา ถ ้าเราไม่รู ้จักคิดพิจารณา เราก็ไม่อาจรู ้ว่าทุกข์ ่ ั นันเป็ นฉั นใด หนักหนาสาหัสสกเพียงไหน ้ ี ิ เรามักปล่อยให ้มันผ่านไป…ผ่านไปเหมือนความทุกข์นันเป็ นเรืองธรรมดาของชวต มัน ้ ่ เกิดขึนแล ้วก็ดับไป มีทกข์ใหม่เข ้ามาแทนทีไม่มวนสนไปหมดไป ้ ุ ่ ี ั ิ้ ่ บางทีเราก็ไปไขว่คว ้าแสวงหาทุกข์มาใสตน เหยียบยากองทุกข์นันให ้จมไปกับการเวลา ่ ้ ิ บางทีเราก็เดินเข ้าไปเผชญหน ้า แม ้จะรู ้ว่าจะพบกับความตาย แต่บางครังก็ทนไม่ไหว เพราะ ้ อารมณ์กเลสมันเร่งรัดผลักดันให ้คะมาไปข ้างหน ้า ไปเจอกับความเศร ้าโศกทีเกิดจากความ ิ ่ ี พลัดพราก ไปเจอกับความเสยใจทีเกิดจากความผิดหวัง ่ ี ิ ด ้วยเหตุนกระมัง จึงมีผู ้คนมากมายทาลายชวตตนเองด ้วยวิธการต่างๆ โดยไม่ยอมหยุด ี้ ี ั ิ่ คิดสกนิดว่า ทุกข์นันเกิดจากสงใด ้ นีแหละอานาจของอารมณ์กเลส มันรุนแรง พัดกระหน่ายิงกว่าลมมรสุมใดๆทังสน ่ ิ ่ ้ ิ้ ั ทาอย่างไรเราจะมีโอกาสหยุดคิดสกนิดหนึง ว่าเหตุแห่งทุกข์นันเกิดจากอะไร จึงเป็ นผล ่ ้ ให ้เราทุกข์ถงเพียงนี… ึ ้ ั มันเป็ นกรรมของสตว์โลกเราอย่างนั นหรือ ทีไม่สามารถจะหยุดคิดถึงเหตุททาให ้เกิด ้ ่ ี่ ่ ้ ั ทุกข์นันได ้ และเป็ นเชนนีมานั บแต่โลกและสรรพสตว์ได ้เกิดขึน ้ ้ เมือ ๒๕๐๐ กว่าปี มานี้ นามธรรมได ้ถูกพัฒนาขึนมาอีกขันหนึงโดยพระบรมศาสดา ่ ้ ้ ่ ั ั สมมาสมพุทธเจ ้า ได ้เกิดขึนในโลก พระองค์ได ้ทรงค ้นพบถึงวิธทจะหยุดคิด เพือให ้ชาวโลก ้ ี ี่ ่ ได ้รู ้เหตุให ้เกิดทุกข์ และประทานวิธหยุดคิดให ้แก่มนุษย์ทังหลาย ตามทีพระองค์ประสบผล ี ้ ่ มาแล ้วด ้วยพระองค์เอง นับเป็ นการค ้นพบทียงใหญ่ทสดของมนุษย์ชาติทเดียว ่ ิ่ ี่ ุ ี วิธการของพระองค์ฟังดูงายๆ ใครได ้รับฟั งก็คดว่าน่าจะทาได ้ทากายให ้บริสทธิด ้วยการ ี ่ ิ ุ ์ ี ี ั่ ่ รักษาศล เพราะการรักษาศล ทาให ้ละเว ้นความชวได ้หลายอย่าง เชน ั ละเว ้นจากการฆ่าสตว์ ละเว ้นจากการลักทรัพย์ ละเว ้นจากการพูดเท็จ ละเว ้นจากการผิดลูกเมียผู ้อืน ่ ละเว ้นจากการดืมสุรายาเสพติด ่ ึ่ ี ั่ ซงเรียกว่า ศล ๕ เมือเราละเว ้นจากการทาชว ๕ ประการนีได ้นอกจากเป็ นเบืองต ้นของ ่ ้ ้ ี ี ี การละเว ้นแล ้ว ในขันต่อไปทีเรียกว่า ศล ๘ศล ๑๐ ศล ๒๒๗ ก็ทาให ้กายของเราบริสทธิ์ ครัน ้ ่ ุ ้ กายบริสทธิแล ้วก็ทาให ้จิตบริสทธิตอไป ุ ์ ุ ์ ่ การทาให ้จิตบริสทธินัน คือ ทาจิตให ้ตังมั่นเป็ นสมาธิเมือเราทาสมาธิมากๆ แล ้ว ก็จะเกิด ุ ์ ้ ้ ่ ั ั สติสมปชญญะตามมา สติ ก็คอ การระลึกได ้ ื ั ั สมปชญญะ ก็คอ การรู ้ตัว ื

คนเราเมือระลึกได ้ รู ้ตัวได ้เท่าทันกิเลสอารมณ์ทมันเกิดขึน เข ้ามาออกไปในจิตของเรา ่ ี่ ้ อยูทกเวลาและโอกาสจนแทบตังตัวไม่ตด มันก็จะถอยห่างออกไป เพราะอารมณ์กเลส ่ ุ ้ ิ ิ ทังหลายนัน มันมีความกลัวอยูอย่างหนึงคือ กลัวการรู ้ทัน เหมือนขโมยทีคดจะเข ้าไปขโมย ้ ้ ่ ่ ่ ิ ของในบ ้าน ถ ้ามันรู ้ว่าเจ ้าของบ ้านยังตืนอยู่ ถือปื นคอยจ ้องจะยิงมัน แน่นอน! มันย่อมไม่เข ้า ่ ไป เมือไม่มขโมยเข ้ามา จิตก็วาง มีเวลาหยุดคิดว่า เจ ้าความทุกข์มันเกิดจากอะไร พอรู ้ ่ ี ่ สาเหตุทมันเกิดทุกข์ เราก็จะมองเห็นว่า ทางแก ้ทุกข์นันยังมีอยู่ ถ ้าเรารู ้เหตุก็ยอมจะรู ้ทางแก ้ ี่ ้ ่ ่ ี เชน ตัดเหตุนันเสยผลทีทาให ้เกิดทุกข์ก็จะไม่เกิดขึน หรือถ ้าทุกข์นันเกิดขึนแล ้ว เราก็จะ ้ ่ ้ ้ ้ ี มองเห็นว่าควรจะแก ้อย่างไร แล ้วก็แก ้ตามเหตุนัน มันก็จะระงับดับทุกข์เสยได ้ถึงความพ ้น ้ ทุกข์ทเกิดขึน ี่ ้ เมือพระพุทธเจ ้าสอนอย่างนี้ คนในสมัยพุทธกาลทีพระพุทธองค์ยังทรงดารงพระชนม์อยู่ ่ ่ ก็พากันทาตาม เพราะคนเหล่านันเป็ นผู ้ว่าง่ายสอนง่าย มีใจอ่อนละเอียด รู ้จักเหตุรู ้จักผล มี ้ ี คุณธรรมอันสร ้างไว ้ดี เป็ นบารมีอันติดตามมาแต่อดีตชาติ ต่างพากันปฏิบัตตามอาศัยศล ิ บริสทธิ์ จิตบริสทธิ์ ทาให ้เกิดปั ญญา รู ้แจ ้งเห็นจริงถึงความหลุดพ ้นจากทุกข์ทังปวง เป็ น ุ ุ ้ จานวนมากมายตามขันตอนแห่งบารมีของตน ้ ในรอบพันปี หลังจากพระพุทธองค์ทรงดับขันธปรินพพานแล ้วมหาชนชาวโลกทีพระ ิ ่ ั่ ธรรมคาสงสอนของพระองค์แพร่ขยายไปถึงก็ยังประพฤติด ี ปฏิบัตชอบตามคาสอนของ ิ ังสอนนันเป็ นตัวแทนของพระตถาคตเจ ้าอยู่ ่ พระองค์ โดยถือมั่นว่าคาส ้ ผู ้ประพฤติปฏิบัตตามด ้วยความอดทน พากเพียรพยายามไม่ท ้อถอยก็ยังได ้ประสบ ิ ความสาเร็จ ได ้บรรลุถงโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามีและอรหัตมรรคอรหัตผลอยูเป็ นจานวน ึ ่ ่ มาก ท่านเหล่านีได ้ถึงความเป็ นอริยบุคคล เป็ นผู ้ไม่ย ้อนกลับมาสูการเกิดดับ อันเป็ นสมมติ ้ ของชาวโลกอีกแล ้ว ่ ่ สวนท่านทีบญบารมียังไม่เต็มเปี่ ยม ต่างก็ได ้ฌานตามกาลังของตน เชน ฌาน ๑ ฌาน ๒ ่ ุ ี ฌาน ๓ จนถึง ฌาน ๔ หรือมิฉะนันก็ได ้เป็ นผู ้ถือศล ปฏิบัตสมาธิโดยเคร่งครัด เมือล่วงลับจาก ้ ิ ่ ่ โลกมนุษย์นไปแล ้ว กุศลผลบุญก็ได ้สงเสริมให ้ไปบังเกิดเป็ นเทวดา เป็ นพรหมอยูในวิมาน ี้ ่ ่วนจะยั่งยืนชาเร็วเท่าใดนัน ย่อมขึนอยูกับการกระทาของตนเอง เพราะกุศลอัน ้ แดนสวรรค์ ส ้ ้ ่ ื่ ึ่ น ้อยนิดยังเป็ นโลกียชนอยู่ ย่อมเสอมได ้ไม่พ ้นจากอานาจของกิเลสมาร ซงเป็ นเสมือนบ่วงที่ ั ร ้อยรัดสรรพสตว์ไว ้ ั ั คาสอนขององค์พระสมมาสมพุทธเจ ้านั น ไม่ถอว่าใครเป็ นพระเจ ้าถึงจะมีพระเจ ้าที่ ้ ื ชาวโลกยกย่องในภายหลัง พระเจ ้านันๆก็ไม่สามารถจะให ้บุญให ้บาปแก่ใครได ้ แม ้พระองค์ ้ เองก็มได ้ยกย่องพระองค์วาเป็ นพระเจ ้าของใคร เพราะพระเจ ้าทีแท ้จริงก็คอ มนุษย์ เอง และ ิ ่ ่ ื ขึนอยูกับการกระทา ทีเรียกว่า กรรม ของตนเองทังสน ้ ่ ่ ้ ิ้ ั ิ มนุษย์นับว่ามีวาสนายิงกว่าสตว์ใดในโลก มีสทธิอันสมบูรณ์ทจะเลือกทากรรมดี หรือ ่ ี่ ั่ ั ึ่ ั่ กรรมชวของตนเอง ถือว่าเป็ นสตว์อันประเสริฐซงพระพุทธเจ ้าทรงรับสงว่า เกิดเป็ นมนุษย์นัน ้ ี ประเสริฐกว่าเกิดเป็ นเทพ เป็ นพรหมเสยอีก เพราะเทพพรหมถึงอย่างไรก็เป็ นนามธรรม ไม่ม ี ั ิ่ สงขารร่างกายทีจะทากรรมสงใดให ้เป็ นไปตามความประสงค์ได ้ แม ้จะรวมกาลังแรงให ้เห็น ่ เป็ นรูปร่างได ้ในบางครังบางโอกาส ก็เป็ นเพียงภาพเนรมิตเท่านัน ้ ้ ี้ ั พระองค์ยังทรงชให ้เห็นว่า กรรมเป็ นเรืองใหญ่ เรืองสาคัญของมนุษย์และสรรพสตว์ ่ ่ ื ื้ มนุษย์จะเกิดมาได ้ก็เพราะกรรม เรียกว่ากรรมเป็ นแดนเกิด มนุษย์จะสบเชอสายเผ่าพันธุกันมา ์ ได ้ ก็เพราะกรรมนั่นเอง ั ั่ กรรมยังเป็ นเครืองจาแนกให ้มนุษย์และสรรพสตว์แตกต่างกันออกไป เกิดมารูปชวก็ม ี ่ เกิดมารูปงามก็ม ี เกิดมารูปร่างสมบูรณ์ด ้วยอาการ ๓๒ ก็ม ี เกิดมาพิกลพิการก็ม ี เกิดมาลาบาก ้ ยากจนอดอยากก็มเกิดมาร่ารวยก็ม ี เกิดมาใจบาปหยาบชาก็ม ี เกิดมาใจบุญกุศลก็มและนี่ ี ี

แหละทีถอว่าเป็ นกฎเกณฑ์ประจาโลกมนุษย์เรา ท่านเรียกว่าเป็ น กฎแห่งกรรม ทีไม่มใครจะ ่ ื ่ ี เปลียนแปลงได ้ นอกจากมนุษย์เอง ่ กรรมนันเป็ นเหตุ ถ ้ามนุษย์เลือกทากรรมดีเป็ นกุศล ก็จะได ้รับผลดีเป็ นการตอบสนอง ถ ้า ้ ั่ ั่ ั่ ทากรรมชวเป็ นอกุศล ก็จะได ้รับผลชวไปด ้วย เราสามารถจะมองเห็นผลของกรรมดีกรรมชวใน ิ่ ่ โลกมนุษย์แห่งนีได ้ง่ายๆ ถ ้าเรารู ้จักพิจารณาสงทีเกิดขึนมีขนตามความเป็ นจริง ้ ้ ึ้ ิ่ ่ ้ อย่างไรก็ตาม สงทีมนุษย์จะต ้องต่อสูอย่างหนั กหน่วงยิงกว่าสงคราม ก็คอ ความดีและ ่ ื ั่ ึ่ ้ ่ ความชว หรือ กุศล อกุศล ซงขึนอยูในจิตใจของตนเอง และสวนมากก็มักจะพ่ายแพ ้แก่ ่ ึ่ อกุศลกรรม ซงเป็ นฝ่ ายกิเลสมารร ้ายไปครังแล ้วครังเล่า เพราะความอ่อนแอในจิตใจของตน ้ ้ ่ อีกเชนกัน ั ิ่ ่ ด ้วยเหตุนี้ สรรพสตว์ทังหลายจึงคงเวียนว่ายตายเกิดอยูในสงทีเรียกว่า "วัฏสงสาร" ชาติ ้ ่ แล ้วชาติเล่า ภพแล ้วภพเล่า โดยไม่มใครคิดสงสารตัวเองแต่อย่างใด ผู ้พ่ายแพ ้ต่ออกุศลกรรม ี ้ ั่ ดังกล่าวนีได ้กลายเป็ นหมูสตว์ชนิดหนึงไป เขาจะต ้องชดใชกรรมชวของเขาตามทีเขากระทา ้ ่ ั ่ ่ ขึน ้ ั ั่ ั อันนีเป็ นสจธรรมทีพระพุทธเจ ้าทรงสงสอนไว ้ เป็ นสจธรรมทีมประจาโลกจักรวาล อันไม่ ้ ่ ่ ี ั มีใครจะเปลียนแปลงได ้ ไม่วามนุษย์จะพัฒนาโลกให ้เจริญก ้าวหน ้าไปสกเท่าใด ผลกรรม บุญ ่ ่ ่ บาปก็เป็ นอยูเชนนั น เชนเดียวกับทีทรงตรัสถึงความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทรงตรัสถึงไตรลักษณ์ ่ ่ ้ ่ ึ่ ั คือ ความไม่เทียง เป็ นทุกข์ เป็ นอนั ตตาซงไม่วามนุษย์ สรรพสตว์ วัตถุทคดปรุงแต่ง ่ ่ ี่ ิ ประดิดประดอยกันขึนมา จะต ้องตังอยูในสภาพเดียวกันทังสน ้ ้ ่ ้ ิ้ แม ้กระพันพระธรรมคาสอนทีตรัสไว ้มากมายถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ พระองค์ก็ยัง ่ ตรัสว่า เป็ นเพียงใบไม ้แห ้งกามือเดียวเท่านัน พระธรรมคาสอนทียังมิได ้ตรัสถึง ยังมีอกมาก ้ ่ ี เท่ากับใบไม ้ในป่ า ื่ เพราะเหตุนกระมัง พระอริยเจ ้าก็ด ี ท่านผู ้ใครถึงความเป็ นพระอริยะก็ด ี จึงยินดีชนชมทีจะ ี้ ่ เข ้าไปค ้นหาพระธรรมคาสอนในป่ า อันเป็ นทีสงัดวิเวก พระพุทธเจ ้าเองก็ได ้พบธรรมในป่ า ่ ทรงเกิดในป่ าตรัสรู ้ในป่ า นิพพานในป่ า พุทธสาวกในครังกระโน ้น เมือบวชเรียนแล ้ว พระองค์ ้ ่ ี้ ก็ทรงชแนะให ้ไปบาเพ็ญเพียรค ้นหาธรรมในป่ า ั ธรรมในป่ าทีพระองค์นามาสอนชาวโลก ก็คอทางทีจะนาสตว์ในพ ้นจากวัฏสงสาร ไม่ ่ ื ่ ้ ต ้องมาเวียนว่ายตายเกิด ไม่ต ้องตกอยูในอานาจของไตรลักษณ์ และทาให ้สามารถจะต่อสูกับ ่ กิเลส ตัณหาจนถึงความพ ้นทุกข์ได ้ในทีสด ่ ุ ึ่ ้ ้ ี ึ่ ซงโดยสรุปโดยย่อแล ้ว อาวุธทีทรงประทานให ้ต่อสูนัน ก็คอ ศลสมาธิ ปั ญญา ซงมี ่ ื อานุภาพปราบได ้ทังไตรจักร และหักหาญเอากิเลส ตัณหา ทีสงอยูในจิตวิญญาณของมนุษย์ ้ ่ ิ ่ ั และสรรพสตว์มารวมไว ้ในกามือเดียว ่ ่ ี แต่ชางน่าสงสารนัก ทีชาวโลกเป็ นสวนน ้อยจะสนใจไยดีในเรืองศล สมาธิ ปั ญญา เพือ ่ ่ ่ ชาระความประมาทมัวเมากับกิเลสตัณหา ความโลภ ความโกรธ ความหลง เพือลดความยึด ่ ี มั่นถือมั่นในรูปนามขันธ์ ๕ ให ้หมดไป จะได ้ถึงความพ ้นทุกข์กันเสยที เพราะความทุกข์นี้ ดัง ่ ได ้กล่าวมาแล ้วว่า ไม่มพระเจ ้าองค์ใดจะชวยได ้ นอกจากตัวของเราเอง ี เอาล่ะ…จะอารัมภบทไปมากนัก ท่านผู ้อ่านก็จะเบือหน่าย เพราะขึนชอว่าธรรมแล ้ว ่ ้ ื่ ิ่ ่ นับเป็ นสงทีชาวโลกเบือหน่ายมากทีสด โดยเฉพาะธรรมะในพุทธศาสนานี้ มันสวนทางกับ ่ ่ ุ ความนิยมพอใจของชาวโลกมาโดยตลอด ื่ ชาวโลกเขานิยมชนชมกิเลส ตัณหา เขาพอใจความโลภ โกรธหลง เขาติดในรูป เวทนา ั ั สญญา สงขาร ว่าเป็ นของรักของชอบใจจนยึดมั่นว่าเป็ นตัวเราของเรา ยึดมั่นได ้เท่าไร สะสม มากเท่าไรก็จะพอใจยินดีผกพันเหนียวแน่นไม่ยอมปล่อย แม ้จะรู ้ว่าไม่เทียงเป็ นทุกข์ เป็ น ู ่ ั อนัตตา ก็รู ้ไปตามสญญาทีสบต่อกันมา แต่ไม่ยอมรับ ไม่ยอมสนใจ นีแหละทีวา โลกกับธรรม ่ ื ่ ่ ่ มันเดินสวนทางกันจึงอยากจะขอเล่าเรืองสนุกๆให ้ฟั งกันบ ้าง ่

ี ก่อนจะเล่า ก็ใคร่ขอเรียนให ้ทราบโดยย่อ ถึงผลของการปฏิบัตศล สมาธิ ปั ญญา เสย ิ ี หน่อยว่า ผู ้ปฏิบัตศล สมาธิ ปั ญญานัน จะได ้รับผลเป็ นขันตอนแตกต่างกันไป บางท่านได ้เคย ิ ี ้ ้ สร ้างบุญบารมีมาเต็มเปี่ ยมแล ้ว อย่างเคยเป็ นผู ้บริจาคทานมาเป็ นอันมากในอดีตชาติ เคย ี รักษาศลบริสทธิบริบรณ์มาในอดีตชาติ เคยปฏิบัตธรรมสมาธิมาเต็มขัน หรือมีพนฐานมาก่อน ุ ์ ู ิ ้ ื้ ผู ้นันก็สามารถจะบรรลุธรรมขันเสขบุคคลได ้โดยง่าย ้ ้ อย่างในพุทธกาลท่านกล่าวว่า เพียงได ้ฟั งพระธรรมของพระพุทธเจ ้าจบลง ก็ได ้ดวงตา เห็นธรรม สาเร็จเป็ นพระโสดาบัน เป็ นอนาคามี สกิทาคามี หรือเป็ นพระอรหันต์ไปเลย ้ บางท่านบุญบารมียังไม่เต็มเปี่ ยม ก็ยังต ้องปฏิบัตตอไปอีก เร็วบ ้าง ชาบ ้าง บางทีก็ต ้อง ิ ่ ปฏิบัตข ้ามชาติข ้างภพ อย่างได ้โสดาบันแล ้ว ยังไม่สาเร็จพระอรหันต์ในชาตินัน ก็จะต ้องไป ิ ้ เกิดอีกอย่างมากเพียง ๗ ชาติ ่ นอกจากนีก็ยังมีขนตอนของความสาเร็จอีก เชน ขันต ้น จะได ้ขันขณิกสมาธิ ขึนไป ้ ั้ ้ ้ ้ อุปจารสมาธิ จนถึงขึนอัปปนาสมาธิ หรือได ้ฌานที่ ๑ คือ ปฐมฌาน ฌานที่ ๒ คือ ทุตยฌาน ้ ิ ฌานที่ ๓คือ ตติยฌาน ฌานที่ ๔ คือ จตุตถฌาน ผู ้ทีได ้ฌาน ๔ นียังถือเป็ นโลกิยฌานอยู่ ยัง ่ ้ ื่ ไม่ถงขันโสดาบัน ได ้แล ้วไม่ปฏิบัตสบเนืองให ้เกิดวส ี คือความคล่องแคล่วชานาญ ก็อาจเสอม ึ ้ ิ ื ่ ได ้ เพราะกิเลสตัณหา ความโลภ โกรธ หลง เพียงสงบลง แต่มันยังไม่ตายเด็ดขาดเมือ ่ ิ่ กระทบสงยั่วยุเข ้า ก็เกิดขึนมาอีก ้ ผู ้ปรารถนาความหลุดพ ้น ต ้องบาเพ็ญเพียรข ้ามโลกิยฌานไปให ้ถึงโลกุตรฌานอันดับ แรก คือโสดาบันให ้ได ้ แม ้กระนันกิเลสตัณหา ความโลภ โกรธ หลง ก็ยังมีอยู่ แต่ถอว่าเป็ นขัน ้ ื ้ ่ ไม่ย ้อนกลับไปสูอานาจของกิเลสตัณหาแล ้ว คือจะต ้องขึนไปถึงธรรมทีสงขึนไปจนบรรลุถง ้ ่ ู ้ ึ อรหัตผล จึงจะพ ้นวัฏสงสาร ไม่เกิด ไม่ตายได ้เด็ดขาด ่ เพียงขันโลกิยฌานนี้ ก็ทาให ้มีฤทธิได ้ เชน ได ้ตาทิพย์ หูทพย์ระลึกชาติได ้ เป็ นต ้น แต่ ้ ์ ิ ่ เป็ นการได ้ในวงแคบ เชน เห็นได ้ไม่ไกลได ้ยินไม่ได ้ไกล หรือระลึกชาติถอยหลังไปได ้เพียง ๔-๕ ชาติ ไกลกว่านันไม่ได ้ ถ ้าไปถึงขันโลกุตระแล ้ว ก็จะเห็นได ้ไกล รู ้ได ้ไกลยิงขึน และเห็น ้ ้ ่ ้ ั ชดเจนถูกต ้องมากกว่า เอาแค่นกอน ี้ ่