ความหมายของการเรียนรู้

ทฤษฏีการเรียนรู้
การนำาความรู้ไปใชู

จุดมุุงหมายของการเรียนรู้
จิตวิทยาการเรียนรู้

การถุายโยงการเรียนรู้

องค์ประกอบสำาคัญของการเรียน

ธรรมชาติการเรียนรู้

นั กจิตวิทยาหลายท่านให้ความหมายของการเรียนร้้ไว้ เช่น
 คิมเบิล ( Kimble , 1964 ) "การเรียนร้้
เป็ นการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างถาวรในพฤติกรรม อันเป็ น
ผลมาจากการฝึ กที่ได้รบ
ั การเสริมแรง"
 ฮิลการ์ด และ เบาเวอร์ (Hilgard & Bower, 1981)
"การเรียนร้้ เป็ นกระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม อัน
เป็ นผลมาจากประสบการณ์และการฝึ ก ทั้งนี้ ไม่รวมการ
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เกิดจากการตอบสนองตาม
์ องยา หรือสารเคมี หรือปฏิกิรย
สัญชาตญาณ ฤทธิข
ิ า
สะท้อนตามธรรมชาติของมนุ ษย์ "

 คอนบาค ( Cronbach ) "การเรียนร้้
เป็ นการแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมที่มีการ
เปลี่ยนแปลง อันเป็ นผลเนื่ องมาจากประสบการณ์
ที่แต่ละบุคคลประสบมา “
 พจนานุ กรมของเวบสเตอร์ (Webster 's
Third New International Dictionary) "การ
เรียนร้้ คือ กระบวนการเพิ่มพ้นและปรุงแต่ง
ระบบความร้้ ทักษะ นิ สัย หรือการแสดงออก
ต่างๆ อันมีผลมาจากสิ่งกระตุ้นอินทรีย์โดยผ่าน
ประสบการณ์ การปฏิบัติ หรือการฝึ กฝน"

พฤติกรรมการเรียนร้้ตามจุดม่งุ หมายของนั กการ
ศึกษาซึ่งกำาหนดโดย บล้ม และคณะ (Bloom
and Others ) ม่งุ พัฒนาผ้้เรียนใน ๓ ด้าน
ดังนี้
๑. ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain
๒. ด้านเจตพิสัย (Affective Domain )
๓. ด้านทักษะพิสัย (Psychomotor Domain)

การเรียนรู้ตามทฤษฎีของ Bloom ( Bloom's Taxonomy)
Bloom ไดูแบุงการเรียนรู้เป็ น 6 ระดับ
1. ความรู้ทเี่ กิดจากความจำา (knowledge) ซึ่งเป็ นระดับลุางสุด
2. ความเขูาใจ (Comprehend)
3. การประยุกต์ (Application)
4. การวิเคราะห์ ( Analysis) สามารถแกูปัญหา ตรวจสอบไดู
5. การสังเคราะห์ ( Synthesis) สามารถนำาสุวนตุางๆ มา
ประกอบเป็ นร้ปแบบใหมุไดูใหูแตกตุางจากร้ปเดิม เนูนโครงสรูาง
ใหมุ
• 6. การประเมินคุา ( Evaluation) วัดไดู และตัดสินไดูวุาอะไร
ถ้กหรือผิด ประกอบการตัดสินใจบนพื้ นฐานของเหตุผลและ
เกณฑ์ทแ
ี่ นุชัด






การเรียนรู้ตามทฤษฎีของบร้เนอร์ (Bruner)
1. ความร้ถ
้ ้กสร้างหรือหล่อหลอมโดย
ประสบการณ์
2. ผ้เ้ รียนมีบทบาทรับผิดชอบในการเรียน
3. ผ้เ้ รียนเป็ นผ้้สร้างความหมายขึ้นมาจากแง่
มุมต่างๆ
4. ผ้เ้ รียนอย่้ในสภาพแวดล้อมที่เป็ นจริง
5. ผ้เ้ รียนเลือกเนื้ อหาและกิจกรรมเอง
6. เนื้ อหาควรถ้กสร้างในภาพรวม

• ทฤษฎีการเรียนรู้ 8 ขั้น ของกาเยุ ( Gagne )
• 1. การจ้งใจ ( Motivation Phase) การคาดหวังของผู้เรียนเป็ น
แรงจ้งใจในการเรียนรู้
• 2. การรับรู้ตามเปู าหมายที่ต้ ังไวู (Apprehending Phase) ผู้เรียน
จะรับรูส
้ ิ่งที่สอดคลูองกับความตั้งใจ
• 3. การปรุงแตุงสิ่งที่รับรู้ไวูเป็ นความจำา ( Acquisition Phase)
เพื่อใหูเกิดความจำาระยะสั้นและระยะยาว
• 4. ความสามารถในการจำา (Retention Phase)
• 5. ความสามารถในการระลึกถึงสิ่งที่ไดูเรียนรู้ไปแลูว (Recall
Phase )
• 6. การนำาไปประยุกต์ใชูกับสิ่งที่เรียนรู้ไปแลูว (Generalization
Phase)
• 7. การแสดงออกพฤติกรรมที่เรียนรู้ ( Performance Phase)
• 8. การแสดงผลการเรียนรู้กลับไปยังผู้เรียน ( Feedback Phase)
ผู้เรียนไดูรับทราบผลเร็วจะทำาใหูมีผลดีและประสิทธิภาพส้ง
•  

ดอลลาร์ด และมิลเลอร์ (Dallard and Miller)
เสนอว่าการเรียนร้้ มีองค์ประกอบสำาคัญ ๔ ประการ คือ
๑. แรงขับ (Drive)
๒. สิ่งเร้า (Stimulus)
๓. การตอบสนอง (Response)
๔. การเสริมแรง (Reinforcement)

Stimulus
สิ่งเร้า

Learning
เกิดการเรียนร้้
การ
เปลี่ยนแปลง
พฤติกรรม

Sensation
ประสาทรับสัมผัส

Response
ปฏิกิรย
ิ าตอบ
สนอง

Perception
การรับร้้
Concept
ความคิดรวบยอด

1.  การเรียนรู้คือการเปลีย
่ นแปลงพฤติกรรมคุอนขูางถาวร
2.  การเรียนรู้ยุอมมีการแกูไข ปรับปรุงและเปลีย
่ นแปลง เนื่ องมาจาก
ประสบการณ์ 
3.  การเปลี่ยนแปลงชัว่ ครั้งชัว่ คราวไมุนับวุาเป็ นการเรียนรู้
4. การเรียนรู้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ งยุอมตูองอาศัยการสังเกตพฤติกรรม
5.  การเรียนรู้เป็ นกระบวนการที่ทำาใหูเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม 
6. การเรียนรู้ไมุใชุวุฒิภาวะแตุอาศัยวุฒิภาวะ วุฒิภาวะคือระดับความเจริญเติบโต
ส้งสุดของพัฒนาการทางดูานรุางกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญาของบุคคลใน
แตุละชุวงวัยที่เป็ นไปตามธรรมชาติ
7. การเรียนรู้เกิดไดูงุายถูาสิ่งทีเ่ รียนเป็ นสิ่งทีม
่ ีความหมายตุอผู้เรียน
8.  การเรียนรู้ของแตุละคนแตกตุางกัน
9.  การเรียนรู้ยุอมเป็ นผลใหูเกิดการสรูางแบบแผนของพฤติกรรมใหมุ
10. การเรียนรู้อาจจะเกิดขึ้นโดยการตั้งใจหรือเกิดโดยบังเอิญก็ไดู  

การถ่ายโยงการเรียนร้้เกิดขึ้นได้ ๒ ลักษณะ คือ
การถ่ายโยงการเรียนร้้ทางบวก (Positive
Transfer)
การถ่ายโยงการเรียนร้้ทางลบ (Negative
Transfer)

๑. ก่อนที่จะให้ผเ้ รียนเกิดความร้ใ้ หม่ ต้องแน่ใจว่า ผ้้เรียนมี
ความร้้พนฐานที
ื้
่เกี่ยวข้องกับความร้้ใหม่มาแล้ว
๒. พยายามสอนให้ผ้เรียนเข้าใจถึงจุดมุ่งหมายของการเรียนที่
ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง
๓. ไม่ลงโทษผ้ท
้ ่ีเรียนเร็วหรือช้ากว่าคนอื่นๆ และไม่มุ่งหวังว่าผ้้
เรียนทุกคนจะต้องเกิดการเรียนร้ท
้ ่ีเท่ากันในเวลาเท่ากัน
๔. ถ้าสอนบทเรียนที่คล้ายกัน ต้องแน่ใจว่าผ้้เรียนเข้าใจบท
เรียนแรกได้ดแ
ี ล้วจึงจะสอนบทเรียนต่อไป
๕. พยายามชี้แนะให้ผเ้ รียนมองเห็นความสัมพันธ์ของบทเรียน
ที่มีความสัมพันธ์กน

ทฤษฎีการเรียนรู้มีอิทธิพลตุอการจัดการเรียนการสอนมาก
เพราะจะเป็ นแนวทางในการกำาหนดปรัชญาการศึกษาและการจัด
ประสบการณ์ เนื่ องจากทฤษฎีการเรียนรู้เป็ นสิ่งที่อธิบายถึง
กระบวนการ วิธีการและเงื่อนไขที่จะทำาใหูเกิดการเรียนรู้
ทฤษฎีการเรียนรู้ที่สำาคัญ แบุงออกไดู ๒ กลุุมใหญุๆ คือ
๑.
๒.

ทฤษฎีกลุม
ุ สัมพันธ์ตุอเนื่ อง (Associative Theories)
ทฤษฎีกลุม
ุ ความรู้ความเขูาใจ (Cognitive Theories)

ทฤษฎีน้ ี เห็นวุาการเรียนรูเ้ กิดจากการเชื่อมโยงระหวุางสิ่งเรูา
(Stimulus) และการตอบสนอง (Response) ปั จจุบันเรียกนักทฤษฎีกลุุมนี้
วุา "พฤติกรรมนิ ยม" (Behaviorism) ทฤษฎีการเรียนรูก
้ ลุุมนี้ แบุงเป็ นกลุุม
ยุอยไดู ดังนี้
๑.

๒.

ทฤษฎีการวางเงื่อนไข (Conditioning Theories)
๑.๑ ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค (Classical Conditioning
Theories)
๑.๒ ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำา (Operant Conditioning
Theory)
ทฤษฎีสัมพันธ์เชื่อมโยง (Connectionism Theories)
๒.๑ ทฤษฎีสัมพันธ์เชื่อมโยง
(Connectionism Theory)
๒.๒ ทฤษฎีสัมพันธ์ตุอเนื่ อง
(S-R Contiguity Theory)

Ivan P. Pavlov
นักสรีรวิทยาชาวรัสเซีย ทำาการทดลองเพื่อศึกษาการเรียนรูท
้ ่ีเกิดขึ้นจากการ
เชื่อมโยงระหวุางการตอบสนองตุอสิง่ เรูาตามธรรมชาติที่ไมุไดูวางเงื่อนไข
(Unconditioned Stimulus = UCS) และสิ่งเรูา ที่เป็ นกลาง (Neutral
Stimulus) จนเกิดการเปลีย
่ นแปลงสิ่งเรูาที่เป็ นกลางใหูกลายเป็ นสิง่ เรูาที่
วางเงื่อนไข (Conditioned Stimulus = CS) และการตอบสนองที่ไมุมี
เงื่อนไข (Unconditioned Response = UCR) เป็ นการตอบสนองที่มี
เงื่อนไข (Conditioned Response = CR) ลำาดับขั้นตอนการเรียนรูท
้ ี่
เกิดขึ้นดังนี้
๑.
๒.
๓.

กุอนการวางเงื่อนไข
UCS
(อาหาร)
UCR
(นำ้าลายไหล)
สิ่งเรูาที่เป็ นกลาง (เสียงกระดิ่ง)
นำ้าลายไมุไหล
ขณะวางเงื่อนไข
CS (เสียงกระดิง่ ) + UCS (อาหาร)
UCR
(นำ้าลายไหล
หลังการวางเงื่อนไข
CS (เสียงกระดิง่ )
CR
(นำ้าลายไหล)

John B. Watson
นั กจิตวิทยาชาวอเมริกัน ทำาการทดลองการวางเงื่อนไข
ทางอารมณ์กับเด็กชายอายุประมาณ ๑๑ เดือน
โดยใช้หลักการเดียวกับ Pavlovหลังการทดลองเขา
สรุปหลักเกณฑ์การเรียนร้้ได้ ดังนี้
๑. การแผ่ขยายพฤติกรรม (Generalization) มีการ
แผ่ขยายการตอบสนองที่วางเงื่อนไขต่อสิ่งเร้า
ที่คล้ายคลึงกับสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไข
๒. การลดภาวะ หรือการดับส้ญการตอบสนอง
(Extinction) ทำาได้ยากต้องให้ส่ิงเร้าใหม่ (UCS )
ที่มีผลตรงข้ามกับสิ่งเร้าเดิม จึงจะได้ผลซึ่งเรียกว่า
Counter - Conditioning

ในกระบวนการเรียนร้ข
้ องคนเรานั้ น จะ
ประกอบด้วยลำาดับขั้นตอนพื้ นฐานที่สำาคัญ
3 ขั้นตอนด้วยกัน คือ
(1) ประสบการณ์
(2) ความเข้าใจ
(3) ความนึ กคิด

กลุ่มพุทธินิยม หรือกลุ่มความร้้ความเข้าใจ หรือ
กลุ่มที่เน้นกระบวนการทางปั ญญาหรือความคิด
ทฤษฎีในกลุ่มนี้ ทีสำาคัญ ๆ มี 5 ทฤษฎี คือ
1.   ทฤษฎีเกสตอลท์(Gestalt’s Theory)
2.  ทฤษฎีสนาม (Field Theory)
3.  ทฤษฎีเครื่องหมาย (Sign Theory)
4.  ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา (Intellectual
Development Theory)
5.  ทฤษฎีการเรียนร้้อย่างมีความหมาย (A Theory
of Meaningful Verbal Learning)

Theory)ใชูในการออกแบบและพัฒนาบทเรียนโดยใชู
ทฤษฎีของกาเยุ ( Gagne ) ทฤษฎีการเรียนรู้ 8 ขั้น
ดังนี้
- สรูางแรงจ้งใจใหูผู้เรียนเกิดความสนใจในบท
เรียน
- แจูงจุดประสงค์ บอกใหูผเู้ รียนทราบถึงผลการ
เรียน เห็นประโยชน์ในการเรียน ใหูแนวทางการจัด
กิจกรรมการเรียน
- กระตูน
ุ ใหูผเู้ รียนทบทวนความรู้เดิมที่จำาเป็ นตุอ
การเชื่อมโยงไปหาความรู้ใหมุ เสนอบทเรียนใหมุๆ ดูวย
สื่อตุางๆ ที่เหมาะสม
- ใหูแนวทางการเรียนรู้ ผู้เรียนสามารถทำากิจกรรม
ดูวยตนเอง ผูส
้ อนแนะนำาวิธก
ี ารทำากิจกรรม แนะนำา
แหลุงคูนควูาตุางๆ
- กระตูน
ุ ใหูผเู้ รียนลงมือทำาแบบฝึ กปฏิบต
ั ิ
- ใหูขอ
ู ม้ลยูอนกลับ ผูเ้ รียนทราบถึงผลการปฏิบต
ั ิ

จิตวิทยากลุม
ุ มนุษยนิ ยม มาใชูในการจัดร้ปแบบการเรียน
การสอนโดยใชูทฤษฎีของ เลวิน (Lawin) ทฤษฎีสนาม
มาใชูโดยการใหูนก
ั เรียนไดูทำากิจกรรมกลุุม ไดูเรียนรูใ้ น
กลุุม เป็ นการเรียนแบบรุวมมือเพื่อใหูเกิดการเรียนรู้รุวม
กัน สามารถสรุปใจความสำาคัญของทฤษฎีสนามในการจัด
กิจกรรมกลุุมไดูดังนี้
1. พฤติกรรมเป็ นผลจากพลังความสัมพันธ์ของสมาชิก
กลุุม
2. โครงสรูางกลุุมเกิดจากการรวมกลุุมของบุคคลที่มี
ลักษณะแตกตุางกัน
3. การรวมกลุุมแตุละครั้งจะตูองมีปฏิสม
ั พันธ์ระหวุาง
สมาชิกในกลุุมเชุน ในร้ปการกระทำา (act) ความรู้สก
ึ และ
ความคิด
4. องค์ประกอบตุางๆ ดังกลุาว จะกุอใหูเกิดโครงสรูาง
ของกลุุม แตุละครั้งที่มล
ี ักษณะแตกตุางกันออกไปตาม
ลักษณะของสมาชิกกลุุม
5. สมาชิกกลุุมจะมีการปรับตัวเขูาหากันและพยายาม