พัฒนาความสามารถภาษาอังกฤษ (มุมมอง "แปลก"?

)
โดย เมื่อลมแรง...ใบไมก็รวง/Dialogue on Writing
________________________________________________________________________________
ผมตั้งใจเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อใหแตกตางจากหลักการเรียนภาษาอังกฤษทั่วไป จากประสบการณที่อานหนังสือ
และบทความ ผมสังเกตวาโดยหลักทั่วไปหลักการเรียนภาษาจะเนนไปที่แนวความคิดลักษณะนี้
(1) สวนใหญมักจะเนนไปที่การ "เรียนภาษาเพื่อภาษา"
(2) คําแนะนําสวนมากก็มาจากครูสูนักเรียน (ซึ่งคนเขียนบางทีอาจจะไมใชครูนะครับ แตวิธีการเขียนจะออกมา
ลักษณะของครู)
(3) คนเขียนสวนมากจะเนนเทคนิคการฝกฝนทักษะการฟง พูด อาน เขียน
ผมไมไดบอกวาวิธีเหลานี้ไมดีนะครับ แตผมตองการจะเสนอแนวความคิดที่แตกตางออกไปจากกระแสหลัก ถือวาเปน
อีกหนึ่งแนวคิดความคิดที่เสริมสิ่งที่มีอยูแลวกันครับ
เริ่มกันเลยแลวกัน

1. เปลี่ยนจุดประสงคของการเรียนภาษาใหม
ทุกวันนี้ดูเหมือนจุดประสงคของการเรียนภาษาจะเนนไปที่ "ฉันตองฟงภาษาอังกฤษออก พูดได อานรูเรื่อง และเขียน
สื่อสารกับชาวตางชาติได" ไมผิดเลยครับ แตวาจุดประสงคนี้จะนําไปสูการฝกฝนหรือการเรียนรูที่เนนไปที่ผมขอเรียก
วา "การเรียนภาษา" คือการเรียนจะเนนไปที่การฟงบทสนทนาสั้นๆ เพื่อจับใจความ ทองประโยคหรือวาฝกประโยค
เพื่อใชในการสนทนา อานหนังสือเพื่อเรียนรูศัพทหรือโครงสรางประโยค หรือเพื่อการแปล และเขียนเพื่อสอบผาน เพื่อ
ทดสอบความเขาใจเรื่องไวยกรณ เปนตน
ผมรูสึกวาการเรียนแบบนี้เปนการจํากัดวงแคบของการเรียนภาษามากเกินไป เพราะวาจริงๆ แลวภาษานั้นไมไดมีไว
เรียนเพื่อสอบผาน แตมีเพื่อสื่อสารกับบุคคลอื่นๆ ในสังคมเพื่อจุดประสงคที่แตกตางกันไป (เชน การบอกเลาสาร การ
เชิญชวน การโตแยง ฯลฯ)
นอกจากนี้ดูเหมือนวาวิธีการเรียนแบบที่ผมพูดไปจะสรางความนาเบื่อใหกับผูเรียนไดงาย เพราะวาการเรียนแบบนี้จะ
มีแตเรื่องของความจําเขามามีสวนรวมตลอด อีกทั้งผูเรียนก็ตองกังวลวา "เราไดใชภาษาไดถูกตองหรือยัง" ตรงนี้
แหละครับปญหา คําถามที่ผูเรียนตองถามตัวเองไมควรจะเปน "เราไดใชภาษาไดถูกตองหรือยัง" แตควรจะ
เปน "เราเขาใจสารหรือไม (ในการฟงและการอาน) และคนฟงคนอานเขาใจสิ่งที่เราตองการสื่อหรือเปลา

(ในการพูดและการเขียน)"
ผมเชื่อวาถาเราวางเปาหมายผิด เราก็เดินผิดทาง
ความเขาใจตรงนี้มีประโยชนอยางไร?
ผมคิดวามีประโยชนตรงที่จะชวยใหเราเปลี่ยนวิธีการฝกฝนใหม เชน
ในการฟง แทนที่เราจะฟงแลวตอบคําถามกับสิ่งที่เราฟง เราจะตองฟงแลวสามารถนําสิ่งที่เราฟงไปใชในชีวิตได ขอยก
ตัวอยางนะครับ สําหรับคนชอบเมาทเรื่องดารา ตอนเชาเราฟงขาวบันเทิงดาราเตียงหักเปนภาษาอังกฤษ จากนั้นเรา
ไปที่ทํางาน เราสามารถไป "เมาท" กับเพื่อนที่ทํางานได เห็นไหมครับวาจุดประสงคของการฟงไมใชฟงเพื่อไปสรุปวา
เกิดอะไรขึ้น กับดาราคนนั้นคนนี้ใหเพื่อนฟง แตจุดประสงคคือ "การเมาทกับเพื่อนๆ" แนนอนวาถาจะเมาทไดตองเขา
ใจ แตความเขาใจไมใชปลายทางของจุดประสงคของการฟงใชไหมครับ (คลายๆ กับเราฟงขาวภาษาไทยแหละครับ
เราไมไดตั้งใจฟงเพื่อเอาขาวไปสรุปใหเพื่อนฟง แตเราฟงเพื่อจุดประสงคอื่น)
ผมคิดวาจะเราเปลี่ยนจุดประสงคได ความสนุกในการเรียนจะมีมากขึ้น อีกทั้งเราจะเรียนรูภาษาไดเร็วขึ้น
ลองนึกดูครับวาจุดประสงคการเรียนภาษาของคุณที่ผานมาคืออะไร... แลวจากวันแรกที่เรียนถึงวันนี้คุณได
พัฒนาภาษาไประดับไหนแลว... จริงๆ แลวจุดประสงคการเรียนรูภาษากับทักษะภาษาที่ไดกลับมาสัมพันธ
กันหรือไม...
ขออื่นๆ จะตามมาทีหลังนะครับ

2. โยงภาษาเขากับสิ่งที่ชอบ
ขอนี้ดูเหมือนไมใชสิ่งแปลกใหมอะไรเลยใชไหมครับ พวกเรามักจะเคยไดยินวาเวลาเรียนภาษา พยายามอานหนังสือที่
ชอบ ฟงรายการที่ชอบ ใชครับเปนวิธีที่ผมถือวาดีนะ เพราะวาจะทําใหเรารูสึกวาเรามีความกระตือรือรนที่จะเรียนรูตอ
ไปเรื่อยๆ แตอยาลืมขอ 1 นะครับวาสุดทายแลวความกระตือรือรนนั้นไมใชเพื่อเขาใจภาษาอังกฤษ หรือเกงภาษา
อังกฤษ แตจุดประสงคคืออยางอื่น เชนการไดขอมูลมากขึ้น หรือการตอบคําถามที่เราไมเขาใจ: จุดประสงคปลายทาง
ของการอานขาวกีฬาเพื่อรูวาใครชนะหรือแพ หรือเพื่อไปคุยกับเพื่อนที่ดูบอลได ไมใชเพื่อสรุปใจความสําคัญ
ฉันชอบอะไร แลวฉันจะหาฟง อาน พูด เขียนเกี่ยวกับเรื่องที่ฉันชอบไดจากที่ไหน (บนเนต หรือเพื่อน หรือ
คลับ ฯ)?

3. ฝกถามคําถาม
แนนอนวาระหวางทางของการฝกเราตองเจอสิ่งที่เราไมเขาใจ ไมวาจะเปนประโยค สํานวน คําศัพท เราตองหัดที่จะ
ถาม -- แตกอนที่จะถามเราตองทําการบานมากอน ไมใชวาถามดะ ถามลูกเดียว เชนเจอศัพทที่ไมเขาใจ ก็เปด
dictionary เจอรูปประโยคที่ไมเขาใจก็เปดหนังสือแกรมมาร เปนตน
แนนอนวามันเปนงานหนัก เพราะวาหาเองยอมยากกวาถามและรอคนตอบ แตเพราะวาการเรียนรูนั้นจะเกิดไดเมื่อเรา
ลงแรง เราก็ตองลงแรง มันเปนสิ่งที่หลีกเลี่ยงไมไดครับ "Whatever we learn, we teach ourselves." ไมมีใครสอนเรา
ไดดีเทาตัวเราเอง จริงไหมครับ? บางทีครูสอนศัพทคํานี้เปน 10 รอบ เราจะไมได แตพอเราไดไปอานหนังสือ แลวเปด
ดิกหาความหมายเองครั้งเดียว เราจําได เคยเปนแบบนี้บางไหม?
จริงๆ คําถามถือวาสําคัญนะครับ ยิ่งคุณถามคําถามไดซับซอนเทาไหร แสดงวาคุณมีความเขาใจมากขึ้นเทานั้น
หลายๆ ครั้งเรามักจะถามแควา “present perfect” ใชยังไง คําถามแบบนี้ไมใชไมดี แตมันเปนคําถามแบบเหวี่ยงแห
คนถามไมไดความรูที่แทจริงๆ (สุดทายก็จะอาน แลวก็จบกันไป พอไปใชจริงๆ ก็ไมไดอีก) คนตอบก็เหนื่อยเพราะวา
มันกวางเหลือเกิน ลองเปลี่ยนวิธีการถามมาเปน “ถาเพื่อนเราแขนหัก ทําไมเราพูด “He broke his arm.” ไมไดในบาง
กรณี หรือวาถาไดมันแตกตางยังไงกับ “He has broken his arm.” หละ”
สังเกตวาคําถามที่ 2 เปนคําถามที่
(1) ชัดเจน มีตัวอยางประกอบ
(2) ซับซอน เพราะวามีตั้ง 2 tenses เขามารวมเพื่อหาความแตกตาง
กวาคําถามที่ 1 มาก ผมเชื่อวาถาคุณถามไดแบบนี้ คุณกําลังมีพัฒนาทางดานภาษาแลว เพราะวาคุณเริ่ม “เขาใจ
ภาษา” ไมใช “จํากฎได” จะถามแบบนี้ได คุณตองหาคําตอบมากอนครับ กระบวนการคนควาหาคําตอบนั่นแหละ จะ
เปนตัวสอนใหคุณเขาใจภาษาไดมากขึ้น
ถามีคําถามเรื่องศัพทลองดูเว็บนี้
<http://dictionary.cambridge.org>
ถามีคําถามเรื่องการออกเสียงคํา ลองดูเว็บนี้ (พิมพศัพทลงไป แลวกดรูปลําโพงเพื่อฟงเสียง)
<http://www.m-w.com>
วันนี้ไดตั้งคําถามเกี่ยวกับภาษาแลวตอบตัวเองบางหรือเปลา? ถายัง ลองสักคําถามดีไหมกอนปดหนาจอนี?้

4. ใหรางวัลกับตัวเอง ดวยการฝกภาษา
ฝกไปสักระยะลองใหรางวัลกับตัวเองดีไหมครับ แตรางวัลนั้นไมควรจะจํากัดอยูแคไอติมสักถวย หรือขนมสักหอ หรือ
ดินเนอรหรูๆ นะครับ มันควรจะรวมไปถึงการไดลองใชภาษาจริงๆ แลวเอาความเขาใจของคนรับสารเปนตัววัดความ
พัฒนาของเรา เชน ลองเมลลไปหาฝรั่ง คุยกันตามปกติ แลวดูวาฝรั่งเคาเขาใจสิ่งที่เราตองการสื่อหรือเปลา เปนตน แต
ไมใชไปถามเคาโตงๆ วา "Did you understand my email?" แบบนี้ผิดจุดประสงคนะครับ เราตองมีไหวพริบสักนิดนึง
เชน ลองเลาเรื่องใหเคาฟง แลวถามเคาวา "ผมควรจะทํายังไงดีเวลาเจอเหตุการณแบบนี้" ถาฝรั่งตอบกลับมาถูกตาม
เหตุการณที่เราเลา แสดงวาเคาอานเมลลเราแลวรูเรื่อง -- คือเราเขียนรูเรื่องนั่นเอง! แบบนี้ถือวาคุณกําลังพัฒนา (ดีใจ
ดวยครับ!)
แตถาฝรั่งถามกลับมาวา "I don't understand" ก็ไมตองหมดหวังครับ เพราะวาถือวาเรายังตองฝกอีกนิด ลองเขียนอี
เมลลอธิบายไปอีกรอบ หรือไมนั้นก็เขียนหาคนอื่น หรือไมนั้นก็กลับมาพัฒนาทักษะเราอีกหนอย ... อยาลืมวาภาษา
เปนทักษะที่เรียนไมมีวันจบ! ไมใชคุณคนเดียวที่ตองมาเสียเวลาแบบนี้ คนอื่นก็เชนกัน
หลายๆ คนเรียนภาษามาตั้งนาน แตมัวแตหลงกับการทําขอสอบ ใหตัวขอสอบกับเกรดเปนรางวัลของ
ความสําเร็จ ไมเคยลองใหการสื่อสารที่ฝรั่งเขาใจเปนรางวับความสําเร็จของเรา ... มาเริ่มวันนี้ดีไหม?

5. หาเพื่อนเรียนดวย
ขอดีของการหาเพื่อนเรียนดวยคือ แตละคนจะคอยสงเสริมกัน และความรูจะกวางขวางขึ้น เพื่อนในที่นี้ถาไดเปนเพื่อน
ฝรั่งก็ดี (แตวาอยาไปทําใหเคาเบื่อหละครับ ไมใชตรงไปหาเคาแลวนั่งถามแกรมมาร ศัพท) นอกจากนี้จะเปน
แรงกระตุนได เวลาชวงไหนเราเบื่อๆ ทอๆ เห็นเพื่อนเรา เราก็ยังมีกําลังเรียนอยู
แลวเวลาจับกลุมกันเรียนอาจจะมีการแบงหนาที่กัน เชน ใหสมศรีอานเรื่องอาชญากรรมแลวมาเลาใหเพื่อนที่เหลือฟง
(เปนภาษาอังกฤษ) คือใหสมศรีเปนครูเลย ตรงนี้จะทําใหสมศรีตองกระตือรือรน และทําใหสมศรีไดเรียนรูอยางแทจริง
(เพราะวาตองเตรียมตัวมาอยางดี ไมนั้นเพื่อนถามแลวตอบไมได แยเลยยย)
แตถาเกิดตอบไมไดจริงๆ ก็อยาเพิ่งไปวาสมศรี เพราะวาการวากันจะทําใหหมดกําลังใจไดงายๆ เนนการใหโอกาสสม
ศรีไปคนควาและหามาตอบจะดีกวาครับ
มีเว็บไซตไหนไหม หรือวามีเพื่อนที่สนใจพัฒนาภาษาอังกฤษกับเราไหม นั่งนึกดูดีๆ

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful